The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารธรรมาภิบาล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PK.JITTICHAI MATWONG, Asst. prof., 2021-06-12 23:00:37

เอกสารธรรมาภิบาล

เอกสารธรรมาภิบาล

4

บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง

เอกสารและงานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้องประกอบด้วยเน้อื หา 2 สว่ นได้แก่ สว่ นท่ี 1 วรรณกรรมที่เกยี่ วข้องกับ
ธรรมาภบิ าล และสว่ นที่ 2 รายงานการวิจัยทเี่ กีย่ วข้องกับธรรมาภิบาลขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ซ่งึ มี
รายละเอียดดังนี้

ส่วนที่ 1 วรรณกรรมทีเ่ ก่ยี วข้องกบั ธรรมาภบิ าล

ตอนท่ี 1 วิวัฒนาการของธรรมาภบิ าล
ตอนท่ี 2 แนวคิดเกี่ยวกบั ธรรมาภิบาล
ตอนท่ี 3 องค์ประกอบธรรมาภบิ าล
ตอนที่ 4 วธิ กี ารพฒั นาธรรมาภิบาล
ตอนท่ี 5 หลักธรรมาภิบาลในการบรหิ ารทอ้ งถ่ิน
ตอนท่ี 6 แนวทางการจัดทามาตรฐานของคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการ พนักงาน

และลูกจ้างขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ

ส่วนที่ 2 รายงานการวิจยั ที่เก่ียวขอ้ งกับธรรมาภิบาลขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน

ตอนที่ 1 ววิ ฒั นาการของธรรมาภบิ าล

อภิบาลเปน็ แนวคดิ การปกครองที่มีมาแตโ่ บราณนบั แต่สมยั เพลโต (Plato) และ อรสิ โตเติล
(Aristotle) นักปราชญห์ ลายท่านได้พยายามท่ีจะค้นหารูปแบบการปกครองท่ดี ี แต่กย็ งั ไม่ได้ความหมายและ
ขอบเขตท่ีชัดเจน อาจกล่าวได้วา่ วิวัฒนาการของรูปแบบอภบิ าลที่ดเี กิดขึน้ ชว่ งหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 เมื่อมี
การค้นหารปู แบบการปกครองทสี่ ามารถนาประเทศไปสู่การปกครองแบบประชาธปิ ไตยตะวันตกของประเทศ
ที่เพิง่ ไดร้ บั การปลดปล่อย จากอาณานคิ มและสามารถฟน้ื ฟูประเทศจากความเสียหายภายหลังจากสงคราม ซึ่ง
ต่อมารูปแบบการปกครองดังกลา่ วผสมผสานกับระบบราชการของ Weberian คือ ลักษณะการปกครองทีม่ ี
โครงสร้างเปน็ ลาดับขน้ั มีการเมอื งทีเ่ ป็นกลาง มีเป้าหมายที่ปฏิบตั ิได้ และมีการประสมประสานของระบบ
คุณธรรม ถูกนาไปใชใ้ นประเทศต่างๆ ท่วั โลก อยา่ งไรกต็ ามรูปแบบการปกครองของ Weberian ยากท่ีจะ
นาไปประยุกต์ใช้และสานต่อ เน่ืองจากการขยายตวั ของระบบราชการทาใหย้ ากต่อการจัดการและขาดความ
ยดื หยุ่นในการปรบั ตวั ตามการเปลี่ยนแปลงทรี่ วดเรว็ ของโลก นอกจากโครงสร้างของระบบราชการจะทาให้
การปกครองบา้ นเมืองขาดทัง้ ประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลแลว้ ยังกอ่ ใหเ้ กิดชอ่ งทางการบดิ เบือนการใช้
อานาจและการคอรัปช่นั ในช่วงต้น พ.ศ. 2523 นกั วชิ าการสว่ นใหญ่ตา่ งเหน็ พ้องกันวา่ แนวทางการบริหาร
ภาครฐั ทีเ่ ป็นอยู่ ไมส่ อดคล้องกบั เศรษฐกิจและสงั คมโลกที่ปรบั เปล่ียนตลอดเวลาและมีความจาเป็นตอ้ งมีการ

5

ปฏริ ปู และปรับปรงุ รูปแบบการปกครองใหม่ ในช่วงเวลาดงั กลา่ วมอี งค์กรระหวา่ งประเทศที่สาคญั ๆ เชน่
ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนนานาชาติ ได้เข้ามามบี ทบาทในการสนบั สนุน และพฒั นาแนวคดิ
เก่ียวกบั การปกครองทด่ี ี หรือทีเ่ รียกกนั ทั่วไปว่า “Good Governance” หรอื “ธรรมาภบิ าล” เม่อื ย้อนยคุ ไป
ในอดตี แมธ้ รรมาภบิ าลจะเป็นเรอื่ งท่มี ีการพูดถึงอย่างมากในช่วงปี ค.ศ. 1980-1990 แตธ่ รรมาภบิ าลกม็ ีความ
เก่าแกเ่ ทียบเท่ากับเรื่องประวัตศิ าสตร์ของมนุษยชาตกิ ว็ า่ ได้ ปจั จบุ นั ธรรมาภิบาลถูกนามาใช้เปน็ สว่ นสาคัญ
ส่วนหนึ่งในนโยบายขององค์กรระหวา่ งประเทศหลายๆ องคก์ ร นอกจากน้ี ยังมีนกั วชิ าการและนกั ปฏิบัติ สว่ น
หนึ่งนาแนวคิดธรรมาภบิ าลไปขยายผลใชก้ ับการปรับโครงสร้างและกระบวนการทั้งในองคก์ รของรฐั และธรุ กิจ
ในขณะท่ีนกั วิชาการบางส่วนไดน้ าเอาธรรมาภิบาลไปใช้ในความหมายท่ใี กลเ้ คยี งกับความหมายของคาว่า
Government หรือการปกครองทห่ี มายถึงรัฐบาล โดยท่วั ไปรฐั บาลเปน็ เพียงส่วนหนง่ึ ที่มีความสาคัญตอ่
ธรรมาภิบาล หลักการของธรรมาภิบาลสามารถจะดารงอยู่ได้ถงึ แมว้ า่ จะมีรัฐบาลท่ไี ด้รับการยอมรับหรือไม่ก็
ตาม ธรรมาภบิ าลเปน็ แนวคดิ ทใ่ี ชใ้ นสาขารฐั ศาสตรแ์ ละรฐั ประศาสนศาสตรโ์ ดยเปน็ คาที่อยู่รวมกับ
ประชาธิปไตย ประชาสงั คม การมสี ่วนร่วมของประชาชน สทิ ธมิ นษุ ยชน และการพัฒนาทย่ี ั่งยืน ในชว่ ง
ศตวรรษที่ผา่ นมา กลุ่มคาดังกลา่ วนี้มคี วามสัมพนั ธ์ท่ีเกย่ี วข้องกับการปฏิรปู องค์กรของรัฐ นักรฐั ศาสตร์ส่วน
หนงึ่ มองวา่ ธรรมาภิบาล เป็นมติ ิใหมท่ ีเ่ น้นบทบาทของผบู้ ริหารในการที่จะปฏิบตั ิงานให้มีประสทิ ธภิ าพ มีการ
ตรวจสอบ สามารถประเมนิ ผลงานไดอ้ ย่างชดั เจน และมีการแขง่ ขันเพอื่ การจัดการการบริหารที่ดขี ึน้ อย่างไรก็
ดีมขี อ้ สงั เกตท่นี ่าสนใจประการหน่ึงเกย่ี วกบั การมีธรรมาภิบาลไดง้ ่ายขน้ึ ทั้งนกี้ ารพัฒนาทางเศรษฐกิจทีจ่ ะ
ได้ผลดีน้ันต้องมีการบริหารการจดั การท่ดี ที างดา้ นการเมืองและเศรษฐกิจของผ้ปู ฏบิ ตั ิการในทุกระดบั และ
ธนาคารโลกได้มีความเห็นไปในแนวเดียวกันทวี่ า่ การใชอ้ านาจทางการเมืองเพื่อควบคุมสังคมโดยสมั พนั ธก์ บั
การพัฒนาทางดา้ นสงั คมเศรษฐกจิ ให้มคี วามชอบธรรมและความโปรง่ ใสในการปฏบิ ัติการจะเปน็ ตัวตดั สินวา่
การจัดการนั้นดหี รือไม่ (สถาบันพระปกเกล้า, 2544, น. 5-6)

ทัง้ นีธ้ นาคารโลกได้ใหค้ วามหมาย Good Governance ไว้ว่า เป็นลักษณะและวิถีทางของการใช้
อานาจในการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกจิ และทางสงั คมของประเทศเพื่อการพัฒนาอยา่ งย่ังยืน

พรนพ พุกกะพันธุ์ (2545) ให้ความหมาย Good Governance หมายถึง การบรหิ ารของภาครฐั ท่ีมุง่
ความดีงาม และเกิดประโยชนส์ ูงสุดแก่รฐั และประชนอยา่ งทว่ั ถงึ และยตุ ิธรรม ธรรมาภบิ าลจงึ ประกอบดว้ ย
การบรหิ ารทดี่ ีและมีความยตุ ิธรรมทั้งเพ่ือรฐั และเพือ่ ประชาชน

จงึ อาจสรุปรวมได้ว่า “ธรรมาภบิ าล” ทาหน้าท่เี ปน็ กลไก เครอ่ื งมือ และแนวทางการดาเนนิ งานที่
เช่อื มโยงกนั ของภาคเศรษฐกิจ สงั คม และการเมือง โดยเนน้ ความจาเป็นของการสรา้ งความร่วมมือจากภาครัฐ
ภาคเอกชน และ ภาคประชาชน อย่างจรงิ จังและต่อเนื่อง เพ่ือให้ประเทศมีพนื ้ ฐานระบอบประชาธิปไตยที่
เขม้ แข็ง มคี วามชอบธรรมของกฎหมาย มเี สถียรภาพ มโี ครงสรา้ งและกระบวนการการบรหิ ารทม่ี ปี ระสิทธิภาพ
มีความโปรง่ ใส และสามารถตรวจสอบได้ อนั จะนาไปสู่การพฒั นาประเทศทีย่ ั่งยืน

6

ตอนที่ 2 แนวคิดเกยี่ วกบั ธรรมาภิบาล

การบริหารกจิ การบา้ นเมืองที่ดีหรอื ธรรมาภิบาลเปน็ แนวคิดการบรหิ ารจัดการภาครฐั แนวใหม่ (New
Public Management) ทใี่ ห้ความสาคญั กบั หลกั การประชาธิปไตยแบบมีสว่ นรว่ ม การใหค้ วามสาคญั กับ
ประชาชน การมงุ่ ใหเ้ กิดการบริหารจัดการทีด่ ี การบรหิ ารจัดการภาครัฐแนวใหม่ เป็นการรวมกลมุ่ ของแนวคดิ
และการปฏิบตั ิ เปน็ หลักการท่ีใช้ในการดาเนินงานแบบเอกชนและธุรกจิ ในภาคราชการ

ธรรมาภิบาลจดั เปน็ แนวคดิ สาคัญในการบริหารงานและการปกครองในปจั จบุ ัน เพราะโลกปัจจุบันได้
หนั ไปให้ความสนใจกบั เรอ่ื งของโลกาภวิ ัตน์และธรรมาภบิ าลมากขึ้น แทนการสนใจเร่ืองการพัฒนา
อุตสาหกรรมดังแต่ก่อนเพราะกระแสการพฒั นาเศรษฐกจิ มีความสาคญั กระทบถึงกนั การตดิ ต่อส่ือสาร การ
ดาเนินกจิ กรรมในที่หนง่ึ มีผลกระทบตอ่ อีกท่หี นงึ่ การพัฒนาเร่ืองของการเมืองการปกครองได้มงุ่ ให้ประชาชน
เป็นศนู ยก์ ลางมากข้ึน หากจะให้ประเทศมกี ารเจริญเติบโตอยา่ งยง่ั ยนื การมงุ่ ดาเนินธรุ กจิ หรือปฏบิ ัติ
ราชการตา่ ง ๆ โดยไม่ให้ความสนใจถงึ เร่ืองของสังคมประชาชน และสิ่งแวดล้อมจงึ เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป การ
มีธรรมาภิบาลจงึ เขา้ มาเปน็ เรื่องทท่ี ุกภาคสว่ นให้ความสาคัญ
และเร่มิ มีการนาไปปฏบิ ตั กิ ันมากขน้ึ

ดงั กลา่ วแล้วเปน็ ประเด็นท่ีอยู่ในความสนใจของประชาชนโดยเฉพาะข้าราชการ และพนักงาน
บริษัทเอกชนเพราะเปน็ การบริหารงานให้มปี ระสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล ต้งั ม่ันอยบู่ นหลักการบริหารงานที่
เท่ยี งธรรม สจุ รติ โปรง่ ใส ตรวจสอบได้ มจี ิตสานึกในการทางาน มคี วามรับผดิ ชอบในสงิ่ ท่ีไดก้ ระทา พรอ้ ม
ตอบคาถามหรือตอบสนองต่อผมู้ สี ่วนไดส้ ่วนเสียและพรอ้ มรับผดิ มีศีลธรรม จรยิ ธรรมในการทางาน การ
คานงึ ถงึ การมสี ว่ นรว่ มในการรับรู้ ตัดสินใจดาเนินการและประเมนิ ผล ตลอดจนรว่ มรบั ผลจากการตัดสนิ ใจ
ร่วมนัน้ มกี ารส่งเสริมสถานภาพหญิงชายและการให้ความสาคญั กบั กล่มุ ตา่ ง ๆ รวมท้ังคนด้อยโอกาส
ตลอดจนการสร้างความเท่าเทียมกนั ทางสังคมในการรบั โอกาสต่าง ๆ ทีป่ ระชาชนจึงจะได้รับจากรฐั อีกด้วย

ธรรมาภบิ าลเปน็ ทั้งหลักการ กระบวนการและเป็นเป้าหมายไปในตัว การมีธรรมาภิบาลอาจนามาสู่
การมปี ระชาธปิ ไตยท่สี มบรู ณ์ได้ในทีส่ ดุ และการมปี ระชาธิปไตยก็นามาสกู่ ารมีผลทางสงั คมคอื มกี ารพัฒนา
ประเทศไปในทางทส่ี ร้างความสงบสุขอยา่ งตอ่ เนื่องและสถาพร ตลอดจนนามาสู่การแกไ้ ขปัญหาความขดั แย้ง
ตา่ ง ๆ ท่ีจะเกิดข้ึนได้โดยสนั ติวิธี

ในส่วนของเอกชนก็มกี ารมีการนาหลักธรรมาภบิ าลมาใช้ซึ่งมกี ารเรียกว่า เปน็ Corporate
Governance หรอื บรรษทั ภิบาล เป็นการสร้างหลกั ของการเติบโตของบริษัท เพ่ือความอย่รู อดในโลกของการ
แข่งขนั ซง่ึ ต้องมีแนวปฏบิ ัติสาหรับบคุ ลากร เชน่ ความโปรง่ ใส ความซือ่ สัตย์ ความรับผิดชอบและแข่งขัน
ได้ เปน็ ตน้ การมบี รรษทั ภิบาลเป็นการดาเนินการไปด้วยหลกั ธรรมทถี่ กู ต้องเพ่ือเสริมศักยภาพในการแข่งขัน
และเพิ่มประสทิ ธิภาพ การมีการจดั การทด่ี ี ช่วยให้ระบบถ่วงดุลทีเ่ กิดขึ้นในองคก์ ารดีขึ้น ระบบตรวจสอบจะ
ทาได้ดีด้วย เป็นการใช้หลกั การอยูร่ ว่ มกนั อยา่ งสมดลุ ให้สิง่ ที่ไมด่ ีถูกขจดั คงไว้แต่สิ่งที่ดีตามหลกั ธรรมของ
พระพทุ ธเจา้ คือ มัชฌมิ าปฏปิ ทา

7

ธรรมาภิบาลไม่ใช่เร่ืองใหมแ่ ต่มสี อนอยู่ในหลกั ศาสนาต่าง ๆ อยู่แลว้ แตม่ ิไดเ้ รยี กอย่างที่เรยี กกันใน
ปัจจบุ ันน้ี ในพุทธศาสนามีการสอนเรอ่ื งธรรมาภบิ าลหรือธรรมาภบิ าลกันมาตง้ั แต่พุทธกาลแล้ว โดยหากเรา
พจิ ารณาคาสอนของพระพุทธเจ้า จะเหน็ วา่ เปน็ หลกั ธรรมทส่ี อดคล้องกับเรื่องของการบรหิ ารรัฐกจิ แนวใหม่
และมกี ารนามาใช้ในการบรหิ ารงานอย่างต่อเน่ือง แม้กระท่งั ในศาสนาอนื่ ๆ ก็คิดว่ามไิ ด้แตกต่างกันมากนกั
มีคาสอนมากมายทร่ี ะบชุ ัดเจนถึงหลกั การธรรมาภบิ าลมิได้แตกตา่ งกันมากนกั อาทิ การเปน็ คนสมบูรณ์
แบบ หรือ ideal person นนั้ จะนาหมู่ชนและสงั คมไปสูส่ นั ตสิ ขุ และสวสั ดิภาพท่ีดี โดยประกอบไปดว้ ย
คณุ สมบตั ิ 7 ประการ ตามหลักสัปปุริสธรรม ซึ่งเปน็ ธรรมของคนดี การรู้หลกั และรู้จักเหตุ เปน็ การรู้
กฎเกณฑข์ องสงิ่ ท้งั หลาย รหู้ นา้ ทีข่ องตนเอง อนั จะทาให้ปฏบิ ตั ิงานตรงตามหน้าท่ี มีความสานึกรับผิดชอบ
ความม่งุ หมายและรจู้ ักผล เข้าใจวตั ถปุ ระสงคข์ องงานท่ีทา ทาให้ทางานแลว้ เกิดผลสมั ฤทธ์ิ กอ่ ให้เกิด
ประสทิ ธผิ ล รตู้ น รู้จักตนเอง ว่าโดยฐานะ เพศ กาลัง ความรู้ ความสามารถ เปน็ อยา่ งไร และทาการตา่ งๆ
ให้สอดคล้อง รู้ประมาณ รูจ้ กั พอดี รกู้ าล รู้กาลเวลาท่ีเหมาะสม ระยะเวลาที่พงึ ใช้ในการประกอบกิจ
หนา้ ท่กี ารงาน รวู้ ่าเวลาไหนควรทาอะไร อย่างไร วางแผนการใช้เวลา เปน็ การทางานอย่างมีประสทิ ธิภาพ
และประสิทธผิ ลนัน่ เอง รชู้ ุมชน รจู้ กั ถิน่ ทีช่ มุ นุม ชุมชน การอนั ควรประพฤตใิ นทีช่ ุมชน รรู้ ะเบยี บวนิ ยั
ประเพณี วัฒนธรรม ทาใหป้ ระพฤติตวั ถูกหลักนิติธรรม คุณธรรม จริยธรรม ของทอ้ งถิ่นน้ัน รบู้ คุ คล รจู้ กั
และเข้าในความแตกตา่ งแหง่ บคุ คล เปน็ การทางานรว่ มกับผ้อู ่นื ได้อยา่ งสันตสิ ขุ และเกิดสมั ฤทธผิ ลของงานได้
ในท่ีสุด นอกจากนีย้ ังมหี ลกั ธรรมอน่ื ๆ ท่ีเก่ียวข้องอกี มากมาย จงึ อาจกลา่ วได้วา่ ธรรมาภิบาลสาหรบั คน
ไทยแลว้ มิใชเ่ ร่ืองใหม่แต่อยา่ งไร เพยี งแต่มีได้นามาปฏิบตั ใิ ห้เกดิ ผลเปน็ รูปธรรม

ในช่วง พ.ศ. 2539-2540 แนวคดิ เร่ืองธรรมาภบิ าลได้เผยแพร่สู่สงั คมไทย โดยองคก์ รพฒั นาใน
ประเทศและตา่ งประเทศ รวมทั้งนักวชิ าการทตี่ ระหนักถึงความสาคญั ของการบริหารจัดการทด่ี ใี นการ
สนบั สนนุ การพฒั นาอย่างย่งั ยืน โดยได้หยบิ ยกปัญหาที่เปน็ ผลกระทบจากการมรี ะบบบริหารจดั การที่ไม่ดีและ
แนวทางสรา้ งระบบทดี่ ีข้ึนมาเปน็ ประเด็นในการสรา้ งความเข้าใจและระดมความเหน็ จากประชาชนในภาคสว่ น
ตา่ ง ๆ ของสงั คมเป็นผลให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมเกดิ การตื่นตวั ในเรื่องดังกล่าวอยา่ งกว้างขวาง
องค์กรตา่ งประเทศท่ใี หเ้ งินกู้และเงินช่วยเหลือเชน่ ธนาคารโลก และกองทุนการเงนิ ระหวา่ งประเทศ ไดน้ า
หลกั ธรรมาภิบาลมาใช้ เพือ่ ใหป้ ระเทศกาลงั พฒั นาเปน็ แนวปฏบิ ตั ิ เพ่อื การนาเงนิ ไปใชอ้ ย่างโปรง่ ใส มี
ประสิทธิภาพและประสิทธผิ ล โดยมีหลักการของการมธี รรมาภิบาลหลายหลกั การแตกต่างกันออกไป แต่ก็
มกั มหี ลกั การพ้นื ฐานคล้ายกนั หลักการพ้นื ฐานทสี่ าคัญคือ หลักการมสี ว่ นร่วม หลกั ความโปรง่ ใส สานกึ
รบั ผิดชอบ และประสิทธภิ าพประสิทธิผล

ในส่วนของประเทศไทยสานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติได้ตระหนักถงึ
ความสาคญั ของการสรา้ งระบบบรหิ ารจดั การท่ีดีใหเ้ กิดขนึ้ ในสังคมไทย โดยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ได้กาหนดแนวทางเพื่อสรา้ งการบรหิ ารจดั การท่ดี ีในยุทธศาสตรก์ ารพัฒนาประชา
รัฐ โดยให้ความสาคญั กับการพัฒนาประสทิ ธภิ าพของภาคราชการ การสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคประชาชน
เพ่ือให้เข้ามามีส่วนรว่ มในกระบวนการพฒั นาไดอ้ ยา่ งเต็มศักยภาพ ตลอดจนการเสรมิ สร้างความเข้าใจอันดี
ระหวา่ งภาครัฐกับประชาชน เพอ่ื ให้เกดิ การประสานร่วมมือกันในการพฒั นาประเทศ

8

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) และฉบับท่ี 11
(พ.ศ. 2555-2559)ยังคงใหค้ วามสาคญั อยา่ งต่อเน่ืองกบั การสร้างระบบบรหิ ารจดั การท่ดี ี โดยไดข้ ยายกรอบ
การดาเนนิ งานให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนของสังคม ไดแ้ ก่ การสรา้ งระบบบรหิ ารจัดการท่ีดใี นภาคธุรกจิ เอกชน
การสง่ เสริมสนับสนุนการดาเนนิ งานของกลไกตรวจสอบท้ังทจี่ ดั ตั้งขึน้ ตามรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศกั ราช 2550 และกลไกตรวจสอบสาธารณะในภาคประชาชน รวมทงั้ การปลกุ จิตสานึกของประชาชน
ในเรอ่ื งคุณธรรมจรยิ ธรรม ความพอดี เพอื่ เป็นรากฐานสาคญั ของการสรา้ งระบบธรรมาภิบาลที่ดใี นสงั คมไทย

คาวา่ ธรรมาภบิ าลมาจากคาวา่ Good Governance ทมี่ นี ักวิชาการได้ใหค้ วามหมายไว้แตกต่าง
กนั

ธรรมาภบิ าล การบริหารงานท่เี ป็นธรรม
ธรรมรัฐ รัฐท่มี กี ารบริหารบ้านเมอื งด้วยความเป็นธรรม
สปุ ระศาสนการ การบริหารจัดการท่ดี ี
ธรรมราษฎร์ การกากบั ดูแลท่ดี ี

นอกจากน้ียังใช้คาเรียกอย่างอ่ืนวา่ ประชารัฐ รัฐาภบิ าล การปกครองทดี่ ี การบรหิ ารกิจการ
บา้ นเมอื งและสงั คมทดี่ ี อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบวา่ มีคาเรียกใช้ Good Governance ไว้ต่าง ๆ กัน
ในทีน่ ขี้ อให้คาวา่ Good Governance หมายถงึ ธรรมาภิบาลตามคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
(ก.พ.ร.) ดังปรากฏในพระราชกฤษฎกี าว่าด้วยหลกั เกณฑ์และวิธีการบรหิ ารกิจการบา้ นเมอื งที่ดี พ.ศ. 2546

ธรรมาภิบาลจึงเปน็ เรอื่ งของหลกั การบรหิ ารแนวใหม่ทีม่ งุ่ เน้นหลกั การ โดยมิใชห่ ลกั การท่ีเปน็ รูปธรรม
ทฤษฎกี ารบรหิ ารงานแต่เป็นหลกั การการทางาน ซึ่งหากมีการนามาใชเ้ พอ่ื การบริหารงานแลว้ จะเกดิ ความ
เชอ่ื มั่นวา่ จะนามาซ่ึงผลลพั ธ์ที่ดีทส่ี ุด คือ ความเป็นธรรม ความสจุ ริต ความมีประสทิ ธภิ าพ และประสิทธิผล

ธรรมาภิบาลอาจประกอบไปดว้ ยหลักการสาคญั หลายประการ แล้วแต่วัตถุประสงค์ขององค์การ ซง่ึ
อาจประกอบด้วย 7 หลกั การ ตามองค์การสหประชาชาติ คือ การมุ่งฉนั ทามติ สานึกรับผิดชอบ ความ
โปรง่ ใส การตอบสนอง ประสิทธิผลและประสทิ ธิภาพ ความเทา่ เทยี มกนั และการคานงึ ถงึ คนทุกกลุ่ม และ
การปฏิบตั ิตามหลักนิติธรรม ท้งั นี้ เพื่อให้ลดจานวนการทุจรติ ลง แนวคิดของชนกลุ่มน้อยได้รบั การคานึงถึง
และมกี ารรับฟงั ความคิดเห็นของผู้อ่อนแอในสงั คม และตอบสนองความต้องการของสงั คมในปจั จุบันและ
อนาคต ซง่ึ อธบิ ายได้ดงั ภาพท่ี 2

9

สานึกรับผิดชอบ

การม่งุ ฉันทามติ ความโปร่งใส

การมสี ่วนร่วม การบริหารกจิ การ การตอบสนอง
บ้านเมอื งท่ดี ี

ความเท่าเทยี มและการมพี หุนิยม

ประสทิ ธผิ ลและประสทิ ธภิ าพ

ภาพท่ี 2 องค์ประกอบของธรรมาภิบาล

1) การมสี ่วนร่วม การมีส่วนร่วมทง้ั ชายหญิงเปน็ สง่ิ สาคญั ของธรรมาภิบาล การมีสว่ นรว่ มอาจเป็นได้
ทั้งทางตรงหรือโดยผ่านสถาบันกลางหรือผแู้ ทน อย่างไรก็ดี ประชาธปิ ไตยแบบตัวแทนก็ไมไ่ ด้ หมายถงึ กลุ่ม
ผู้ด้อยโอกาสในสังคมจะได้รับการผนวกเข้าไปประกอบการตัดสนิ ใจ ดังน้ัน การมีส่วนร่วมจาเป็นต้องมีการให้
ข้อมลู จากทุกกลุม่ และมีการดาเนนิ การใหเ้ กิดขึ้นจริง นั่นหมายความรวมถึงเสรีภาพในการรวมกลุ่ม ก่อต้ัง
สมาคม และแสดงออกและจัดตัง้ ประชาสงั คม

2) ความโปร่งใส หมายถึง การตดั สนิ ใจทด่ี าเนินไปแลว้ และการนาไปปฏิบัตเิ ปน็ ไปตามกฎระเบียบ
ซ่ึงหมายถงึ การเปดิ เผยข้อมูลและสามารถให้ผู้ทจี่ ะไดร้ ับผลกระทบจากการตัดสินใจและบังคับใชน้ โยบายหรอื
แผนเขา้ ถงึ ข้อมลู ไดโ้ ดยตรง นอกจากนี้ยังหมายถึงข้อมูลมีเพียงพอทจี่ ะใหผ้ ู้เกย่ี วข้องได้เขา้ ถงึ และการเขา้ ถงึ
ต้องงา่ ย ข้อมลู ต้องอยู่ในรูปแบบทเ่ี ข้าใจไดง้ ่าย หรือการใช้สื่อต่าง ๆ ให้เกิดความเข้าใจไดง้ ่าย

3) การมุ่งฉนั ทามติ ในสงั คมหน่งึ ผู้คนจานวนมากมีความเหน็ ทีแ่ ตกตา่ งกัน หลกั หน่ึงของ
ธรรมาภบิ าล จึงเปน็ เรือ่ งของการเจรจาไกล่เกลีย่ โดยใชค้ นกลางของคนท่มี ีความสนใจแตกต่างกันในสังคมเพ่ือ
นามาสูก่ ารเกิดฉันทามตใิ นสิง่ ทเ่ี ปน็ ประเด็นที่ดที ่สี ุดท่ีอยใู่ นความสนใจของชุมชนท้ังหมด และวธิ ที ่ีจะบรรลุ
ฉันทามติ ซ่ึงตอ้ งอาศัยแนวคิดทั้งกวา้ งไกลและเวลาในเร่อื งท่ีวา่ อะไรเปน็ สง่ิ ทต่ี ้องการสาหรับการพฒั นาทยี่ ง่ั ยืน
ของมนษุ ย์ และจะบรรลุได้อย่างไร สงิ่ นจี้ ะเกิดได้จากการมีความสนใจในประวตั ิศาสตรว์ ัฒนธรรมและบรบิ ท
ทางสงั คมหรือชมุ ชนอื่น ๆ ด้วย

4) การตอบสนอง ธรรมาภิบาลยังตอ้ งให้มีกระบวนการทตี่ อบสนองต่อผู้มสี ว่ นไดส้ ว่ นเสียภายในเวลา
ทเี่ หมาะสม

5) ความเท่าเทียมกนั และการมพี หุนิยม ความเปน็ อยทู่ ี่ดีของสงั คมขึน้ กับการประกนั วา่ สมาชิกทกุ
คนรู้สึกวา่ พวกเขาเป็นสว่ นหนงึ่ ของสังคมและมีทยี่ นื ในสงั คม และไม่รสู้ ึกวา่ ถูกกีดกันออกไปจากกระแสหลกั
ของสงั คม น่นั หมายความว่า กล่มุ ทกุ กลมุ่ โดยเฉพาะผูท้ ่ีมีความอ่อนแอที่สดุ มีโอกาสที่จะปรับปรุงหรอื คง
ความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา

6) ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ธรรมาภบิ าล หมายถึง กระบวนการและสถาบันทก่ี ่อให้เกดิ ผลท่ี
บรรลคุ วามต้องการของสงั คม โดยการใช้ทรัพยากรอยา่ งเหมาะสมมีเรอ่ื งของการประหยัดแต่ไม่ตระหนี่

10

แนวคดิ ของประสิทธภิ าพในบรบิ ทของธรรมาภิบาลยังรวมถึงการใชท้ รัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และการ
ปกป้องส่งิ แวดลอ้ มดว้ ย

7) สานกึ รับผิดชอบ การยอมรบั ผดิ เปน็ กุญแจสาคัญของธรรมาภบิ าล ไม่เพียงสถาบนั ของรฐั แต่
ภาคเอกชนและองคก์ รประชาสังคมตา่ ง ๆ ต้องมีความสานึกรบั ผิดชอบต่อ สาธารณชนและผมู้ ีส่วนไดส้ ว่ นเสีย
ส่วนใครจะสานึกรับผดิ ชอบต่อใครนั้นขน้ึ กบั การตดั สนิ ใจ หรอื การกระทาว่าเป็นเรือ่ งภายใน หรือภายนอก
องค์กรหรอื สถาบัน โดยปกติองคก์ รหรือสถาบนั จะสานึกรับผิดชอบต่อผู้อ่นื ซ่ึงจะไดร้ บั ผลกระทบจากการ
ตดั สนิ ใจหรอื การกระทานั้น ๆ สานึกรับผดิ ชอบไมส่ ามารถใช้ได้โดยปราศจากการมีความโปร่งใส การมีส่วน
ร่วม และนติ ิธรรม

ธรรมาภบิ าล ประกอบไปดว้ ยหลกั การสาคญั หลายประการ แล้วแต่วัตถปุ ระสงค์ขององค์การท่ี
นามาใช้ หลกั การท่ีมผี ูน้ าไปใชเ้ สมอคอื การมสี ว่ นรว่ มของประชาชน การมุง่ ฉันทามติ การมสี านึกรับผิดชอบ
ความโปร่งใส การตอบสนอง ประสิทธิผลและประสทิ ธิภาพ ความเท่าเทยี มกันและการคานงึ ถงึ คนทุกกลุ่ม
หรือพหภุ าคแี ละการปฏิบตั ิตามหลักนติ ธิ รรม แต่ระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรวี า่ ด้วยการสร้างระบบบรหิ าร
กิจการบา้ นเมอื งและสงั คมที่ดี พ.ศ. 2542 นัน้ ได้ระบุไว้ 6 หลกั การดังกลา่ วมาแลว้ และกลายเปน็ หลักการ
สาคัญทมี่ ีการนามาใช้ในประเทศไทยอยา่ งกวา้ งขวางอย่ใู นปัจจบุ ันนี้ แต่ก็มคี าถามวา่ หลักการต่าง ๆ นี้
หมายถึงอะไร แล้วจะทราบไดว้ ่ามีการบริหารจดั การท่ดี แี ล้วหรือยัง มมี ากหรือน้อย ต้องปรับปรุงอะไรอกี บ้าง
คาตอบทอี่ าจเป็นไปไดก้ ็คือการจัดทาตัวชวี้ ดั เพอื่ ผใู้ ช้จะได้เข้าใจและนาไปใช้ตรวจสอบตนเองและผูอ้ ื่นหรือ
หนว่ ยงานอ่ืนได้

ธรรมาภิบาลอาจประกอบไปดว้ ยหลกั การต่าง ๆ มากมายแลว้ แตผ่ ้ทู ี่จะนาเรื่องของธรรมาภบิ าลไปใช้
และจะให้ความสาคัญกบั เรื่องใดมากกว่ากนั และในบริบทของประเทศ บรบิ ทของหน่วยงาน หลกั การใดจงึ
จะเหมาะสมทีส่ ุด สาหรับประเทศไทยแลว้ เน่อื งจากไดม้ รี ะเบยี บสานกั นายกรฐั มนตรวี า่ ดว้ ยการสรา้ งระบบ
บรหิ ารกิจการบ้านเมืองและสังคมทดี่ ี พ.ศ. 2542 และพระราชกฤษฎกี าว่าดว้ ยหลกั เกณฑ์ และวิธีการบรหิ าร
กิจการบ้านเมอื งทด่ี ี พ.ศ. 2546 ที่ให้ความสาคัญกบั หลักการสาคัญ 6 หลักการดงั กล่าวแล้วในท่นี จี้ งึ ขอ
นาเสนอรายละเอียดของการพัฒนาดัชนวี ดั ธรรมาภิบาลบนพ้นื ฐานของหลกั การทงั้ 6 หลกั การของสถาบัน
พระปกเกลา้ ซึ่งอธบิ ายได้ดังภาพที่ 3

ความค้มุ คา่ 11 คณุ ธรรม
สานกึ รับผิดชอบ ความโปร่งใส
นิติธรรม
ธรรมาภิบาล

มีสว่ นร่วม

ภาพท่ี 3 หลกั การสาคญั ของธรรมาภบิ าล

1. หลกั นิติธรรม (Rule of Laws) หลักการสาคัญอนั เปน็ สาระสาคัญของ “หลักนิติธรรม”
ประกอบด้วย 7 หลกั การคือ หลักการแบ่งแยกอานาจ หลกั การค้มุ ครองสทิ ธแิ ละเสรีภาพ หลกั ความชอบ
ด้วยกฎหมายของฝา่ ยตลุ าการและฝา่ ยปกครอง ความชอบดว้ ยกฎหมายในทางเน้ือหา หลกั ความเปน็ อิสระ
ของผู้พิพากษา หลกั “ไม่มีความผิดและไมม่ โี ทษโดยไมม่ ีกฎหมาย” และ “หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของ
รฐั ธรรมนญู ”

1.1 หลักการแบง่ แยกอานาจ เปน็ พืน้ ฐานท่สี าคัญของหลักนิติธรรม เพราะ
หลักการแบ่งแยกอานาจเปน็ หลักท่แี สดงให้เหน็ ถึงการอยรู่ ่วมกนั ของการแบ่งแยกอานาจการตรวจสอบอานาจ
และการถว่ งดุลอานาจ

1.2 หลกั การคมุ้ ครองสิทธแิ ละเสรภี าพ หลกั นติ ธิ รรมมคี วามเก่ยี วพันกนั กบั สทิ ธิใน
เสรภี าพของบุคคล และสิทธใิ นความเสมอภาค สิทธิทั้งสองประการดงั กลา่ วขา้ งต้นถอื ว่าเป็นพ้นื ฐานของ
“ศกั ดิ์ศรีความเปน็ มนุษย์” อันเป็นหลักการสาคัญตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนญู

1.3 หลกั ความชอบด้วยกฎมายของฝา่ ยตลุ าการและฝ่ายปกครอง การใชก้ ฎหมาย
ของฝา่ ยตุลาการ หรือฝา่ ยปกครองทเี่ ปน็ การจากดั สิทธิของประชาชนมผี ลมาจากกฎหมายทีไ่ ดร้ ับความ
เหน็ ชอบจากตัวแทนของประชาชนโดยฝา่ ยตุลาการจะตอ้ งไมพ่ ิจารณาพพิ ากษาเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงใหแ้ ตกตา่ งไป
จากบทบญั ญัตขิ องกฎหมาย ฝา่ ยตลุ าการมีความผูกพนั ท่ีจะต้องใชก้ ฎหมายอย่างเท่าเทียมกนั ฝ่ายตลุ าการมี
ความผูกพนั ท่จี ะต้องใชด้ ลุ พนิ ิจโดยปราศจากข้อบกพร่อง

1.4 หลักความชอบดว้ ยกฎหมายในทางเน้ือหา เป็นหลกั ทีเ่ รยี กร้องให้ฝ่ายนิตบิ ัญญัติ
หรอื ฝา่ ยปกครองที่ออกกฎหมายลาดับรอง กาหนดหลักเกณฑใ์ นทางกฎหมายให้เป็นตามหลักความแน่นอน
ของกฎหมาย หลักหา้ มมิให้กฎหมายมีผลย้อนหลัง และหลักความพอสมควรแกเ่ หตุ

12

1.5 หลกั การอิสระของผพู้ ิพากษา ผู้พพิ ากษาสามารถทาภาระหนา้ ทใ่ี นทางตุลาการ
ไดโ้ ดยปราศจากการแทรกแซงใด ๆ โดยผ้พู พิ ากษามีความผกู พันเฉพาะตอ่ กฎหมายและทาการพิจารณา
พพิ ากษาภายใต้มโนธรรมของตนเทา่ นั้น โดยวางอยู่บนพืน้ ฐานของความอสิ ระจาก 3 ประการ กลา่ วคือ
ความอิสระจากคู่ความ ความอิสระจากรัฐ และความอสิ ระจากสงั คม

1.6 หลัก “ไม่มีความผิดและไม่มีโทษโดยไม่มกี ฎหมาย” เมอ่ื ไมม่ ีข้อบญั ญัตทิ างกฎหมายให้
เปน็ ความผิดแล้วจะเอาผิดกับบคุ คลน้ัน ๆ มิได้

1.7 หลักความเปน็ กฎหมายสูงสุดของรฐั ธรรมนญู หมายความว่า รัฐธรรมนูญไดร้ ับการ
ยอมรบั ให้เปน็ กฎหมายที่อยใู่ นลาดบั ที่สูงสดุ ในระบบกฎหมายของรัฐนน้ั และหากกฎหมายทีอ่ ยูใ่ นลาดับทีต่ า่
กวา่ ขัดหรือแยง้ กับรัฐธรรมนูญกฎหมายดงั กล่าวยอ่ มไมม่ ีผลบังคับ

2. หลกั คุณธรรม (Ethics) ประกอบดว้ ยหลกั การสาคญั 3 หลักการคือ หน่วยงานปลอดการทุจริต
หนว่ ยงานปลอดจากการทาผิดวินยั และหน่วยงานปลอดจากการทาผดิ มาตรฐานวิชาชพี นยิ มและจรรยาบรรณ
องคป์ ระกอบของคณุ ธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงคท์ ป่ี ลอดจากคอรปั ช่ัน หรอื มีคอรัปชนั่ นอ้ ยลง คอรัปช่ัน
การฉอ้ ราษฎรบ์ ังหลวง หรอื corruption โดยรวมหมายถงึ การทาให้เสียหาย การทาลาย หรือการละเมดิ
จริยธรรม ธรรมปฏบิ ัติและกฎหมาย สาหรบั พษิ ภัยของคอรัปช่นั ไดส้ ร้างความเสียหายและความเดือดร้อน
และเป็นพฤติกรรมทส่ี ่งผลในทางลบต่อคุณธรรมของการบริหารจัดการอย่างร้ายแรง เม่ือพจิ ารณาเรื่องของ
คณุ ธรรมจึงควรพิจารณาเรื่องตอ่ ไปนี้

2.1 องคป์ ระกอบคุณธรรมหรือพฤตกิ รรมทพี่ ึงประสงคท์ ี่ปลอดจากการไม่ปฏิบัติตาม
กฎหมายอยา่ งโจง่ แจง้ หรือไม่ปฏบิ ตั ิตามกฎหมายน้อยลง

2.2 องค์ประกอบคุณธรรมหรอื พฤตกิ รรมท่ีพึงประสงคท์ ป่ี ลอดจากการปฏิบัติที่น้อยกว่า
หรือไมด่ ีเทา่ ท่ีกฎหมายกาหนดหรือปฏบิ ตั เิ ช่นน้นี อ้ ยลง

2.3 องคป์ ระกอบคุณธรรมหรอื พฤติกรรมทพี่ ึงประสงคท์ ป่ี ลอดจากการปฏบิ ัติทม่ี ากกว่าท่ี
กฎหมายกาหนด หรือปฏิบตั ิเชน่ นนี้ ้อยลง

2.4 องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤตกิ รรมที่พึงประสงคท์ ี่ปลอดจากการปฏบิ ัติตาม
เจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ใช้วิธีการทีผ่ ิดกฎหมายหรือปฏิบตั เิ ชน่ น้นี ้อยลง

สาหรบั การท่หี น่วยงานปลอดจากการทาผิดมาตรฐานวชิ าชพี นยิ มและจรรยาบรรณนั้นเป็นการกระทา
ผดิ วิชาชพี นยิ มได้แก่ พฤติกรรมทส่ี วนทางหรือขดั แย้งกับองค์ประกอบของวิชาชพี นิยมโดยเฉพาะอย่างยิง่ ใน
ประเดน็ ของการมจี รรยาบรรณวชิ าชพี และการประพฤตกิ รรมตามจรรยาบรรณวิชาชพี

3. ดา้ นความโปรง่ ใส (Transparency) ประกอบไปด้วยหลักการย่อย 4 หลักการคือ หนว่ ยงาน
มีความโปรง่ ใสดา้ นโครงสร้าง หน่วยงานมคี วามโปร่งใสด้านการใหค้ ุณ หน่วยงานมีความโปรง่ ใสด้านการให้
โทษ หน่วยงานมคี วามโปร่งใสดา้ นการเปดิ เผยข้อมูล

1.1 ความโปร่งใสด้านโครงสร้าง ประกอบด้วย พฤติกรรมต่อไปน้ี
1) มกี ารตรวจสอบภายในท่ีเข้มแข็ง เช่น มีคณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการ
สอบสวน เป็นต้น

13

2) โปรง่ ใสเหน็ ระบบงานทั้งหมดไดอ้ ย่างชดั เจน
3) ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รับรกู้ ารทางาน
4) มเี จ้าหนา้ ทีม่ าดว้ ยระบบคุณธรรมมีความสามารถสงู มาอย่ใู หม่มากข้ึน
5) มีการต้งั คณะกรรมการหรอื หนว่ ยงานตรวจสอบขึ้นมาใหม่
6) มีฝ่ายบัญชที ีเ่ ข้มแข็ง
1.2 ความโปรง่ ใสด้านใหค้ ุณ ประกอบด้วยพฤติกรรมต่อไปนี้
1) มีค่าตอบแทนพเิ ศษในการปฏบิ ตั งิ านเป็นผลสาเรจ็
2) มีค่าตอบแทนเพิม่ สาหรบั การปฏบิ ัติงานท่มี ปี ระสทิ ธิภาพ
3) มคี า่ ตอบแทนพิเศษให้กับเจ้าหนา้ ที่ทซี่ ่ือสัตย์
4) มีมาตรฐานเงินเดือนสงู พอเพียงกับคา่ ใชจ้ า่ ย
1.3 ความโปร่งใสด้านการให้โทษ ประกอบด้วยพฤตกิ รรมต่อไปนี้
1) มรี ะบบการตรวจสอบทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ
2) มีวธิ ีการพจิ ารณาลงโทษผทู้ าผดิ อย่างยตุ ธิ รรม
3) มกี ารลงโทษจริงจัง หนักเบาตามเหตุแห่งการกระทาผิด
4) มีระบบการฟ้องร้องผูก้ ระทาผิดทมี่ ปี ระสิทธภิ าพ
5) หัวหน้างานลงโทษผทู้ จุ ริตอย่างจรงิ จัง
6) มกี ารปรามผสู้ ่อทุจริตให้เลกิ ความพยายามทจุ ริต
7) มีกระบวนการยตุ ิธรรมที่รวดเรว็
1.4 ความโปร่งใสด้านการเปิดเผย ประกอบดว้ ยพฤติกรรมต่อไปนี้
1) ประชาชนไดเ้ ขา้ มารับรู้ การทางานของคณะกรรมการตรวจสอบ
2) ประชาชนและสื่อมวลชนมสี ว่ นร่วมในการจดั ซ้ือจัดหา การใหส้ มั ปทานการออก

กฎระเบยี บ และข้อบังคบั ตา่ ง ๆ
3) ประชาชน สอ่ื มวลชน และองคก์ รพฒั นาเอกชน ได้มโี อกาสควบคมุ ฝา่ ยบริหารโดย

วธิ กี ารตา่ ง ๆ มากข้นึ
4) มกี ารใชก้ ลมุ่ วชิ าชีพภายนอก เข้ามาร่วมตรวจสอบ

2. หลักการมสี ่วนร่วม (Participation) การมีส่วนรว่ มของประชาชนเป็นกระบวนการซึง่
ประชาชนหรอื ผู้มสี ่วนได้ส่วนเสยี ไดม้ ีโอกาสแสดงทัศนะ และเขา้ ร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ทมี่ ผี ลต่อชวี ติ ความ
เป็นอยู่ของประชาชน รวมท้งั มกี ารนาความคิดเห็นดงั กลา่ วไปประกอบ การพิจารณากาหนดนโยบาย และ
การตัดสนิ ใจของรัฐ การมีสว่ นร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการส่ือสารในระบบเปดิ กล่าวคือ เปน็ การ
สอื่ สารสองทาง ทงั้ อยา่ งเปน็ ทางการ ซึ่งประกอบไปดว้ ยการแบง่ สรรขอ้ มูลร่วมกันระหว่างผมู้ สี ่วนไดส้ ว่ นเสยี
และเป็นการเสริมสรา้ งความสามัคคีในสังคม

ระดับการใหข้ อ้ มลู เป็นระดับตา่ สุดและเปน็ วธิ กี ารท่ีงา่ ยท่ีสดุ ของการติดต่อส่อื สารระหว่างผู้วางแผน
โครงการกับประชาชน เพอ่ื ให้ข้อมูลแกป่ ระชาชนเก่ยี วกับการตัดสนิ ใจของผ้วู างแผนโครงการ และยังเปิด
โอกาสใหแ้ สดงความคิดเห็นหรอื เข้ามาเก่ยี วข้องใด ๆ เป็นการแถลงขา่ ว การแจกขา่ ว การแสดงนิทรรศการ
และการทาหนงั สอื พมิ พใ์ ห้ข้อมลู เก่ยี วกับกิจกรรมตา่ ง ๆ

14

หลกั การมสี ่วนร่วมประกอบไปด้วยหลกั การสาคญั 4 หลกั การคือ
(1) ระดบั การให้ข้อมลู เป็นระดบั ตา่ สดุ และเป็นวิธกี ารที่งา่ ยทีส่ ดุ ของการติดต่อสอื่ สารระหวา่ งผู้
วางแผนโครงการกับประชาชน เพ่อื ให้ข้อมลู แกป่ ระชาชนเกยี่ วกบั การตดั สนิ ใจของผูว้ างแผนโครงการ และยัง
เปดิ โอกาสให้แสดงความคิดเห็นหรือเขา้ มาเก่ียวข้องใด ๆ เช่น การแถลงขา่ ว การแจกข่าว การแสดง
นทิ รรศการและการทาหนงั สือพิมพใ์ ห้ขอ้ มลู เกี่ยวกับกจิ กรรมต่าง ๆ
(2) ระดับการเปดิ รับความคดิ เห็นจากประชาชน เป็นระดับท่สี ูงกวา่ ระดบั แรก กลา่ วคือ
ผวู้ างแผนโครงการเชญิ ชวนใหป้ ระชาชนแสดงความคิดเห็นเพอ่ื ให้ได้ข้อมูลมากข้นึ และประเด็นในการ
ประเมินข้อดีขอ้ เสยี ชัดเจนยิ่งขนึ้ เช่น การสารวจความคดิ เห็นของประชาชนเกยี่ วกบั การริเร่มิ โครงการต่าง ๆ
และการบรรยายใหป้ ระชาชนฟงั เกย่ี วกับโครงการต่าง ๆ แล้วขอความคิดเห็นจากผู้ฟังรวมไปถึงการรว่ ม
ปรกึ ษาหารือ เปน็ ต้น
(3) ระดบั การวางแผนร่วมกนั และการตัดสนิ ใจ เป็นระดับขนั้ ทีส่ งู กวา่ การปรึกษาหารือ กลา่ วคือ เป็น
เร่ืองการมีสว่ นรว่ มทีม่ ีขอบเขตกวา้ งมากข้ึน มีความรับผิดชอบรว่ มกันในการตดั สินใจ และวางแผนเตรียม
โครงการ และเตรยี มรบั ผลทีจ่ ะเกิดขน้ึ จากการดาเนนิ โครงการ ระดบั น้ีมกั ใช้ในกรณีทเ่ี ปน็ เร่ืองซบั ซ้อนและมี
ข้อโต้แย้งมาก เช่น การใชก้ ลุ่มท่ปี รกึ ษาซงึ่ เป็นผูท้ รงคุณวุฒใิ นสาขาต่าง ๆ ที่เกยี่ วขอ้ งการใชอ้ นญุ าโตตุลาการ
เพอ่ื ปัญหาข้อขดั แย้ง และการเจรจาเพ่อื หาทางประนปี ระนอมกนั เป็นต้น
(4) ระดบั การพัฒนาศักยภาพในการมสี ว่ นร่วม สร้างความเขา้ ใจให้กับสาธารณชน เป็นระดับขัน้ ที่
สงู สดุ ของการมีสวนรว่ ม คอื เปน็ ระดบั ทผี่ รู้ บั ผดิ ชอบโครงการได้ตระหนักถงึ ความสาคัญและประโยชน์ทจ่ี ะ
ได้รับจากการมสี ว่ นร่วมของประชาชนและได้มีการพัฒนาสมรรถนะ หรอื ขดี ความสามารถในการมสี ่วนร่วม
ของประชาชนให้มากขึน้ จนอยใู่ นระดบั ที่สามารถมีสว่ นรว่ มได้อยา่ งเตม็ ท่ีและเกดิ ประโยชนส์ ูงสุด

3. หลักสานกึ รบั ผดิ (Accountability) มีความหมายกวา้ งกวา่ ความสามารถในการตอบ
คาถามหรืออธิบายเก่ยี วกับพฤตกิ รรมได้เทา่ น้ัน ยังรวมถึงความรบั ผิดชอบในผลงาน หรือปฏบิ ัติหนา้ ท่ใี ห้
บรรลุผลตามเป้าหมายท่กี าหนดไว้ รวมทง้ั การตอบสนองต่อความคาดหวงั ของสาธารณะ เป็นเรอ่ื งของความ
พรอ้ มทจ่ี ะรับผดิ ชอบ ความพรอ้ มทจี่ ะถูกตรวจสอบได้ โดยในแงม่ ุมของการปฏบิ ตั ิถอื ว่า สานกึ รบั ผิดชอบเปน็
คุณสมบัติหรือทกั ษะทบี่ ุคคลพงึ แสดงออกเพอ่ื เป็นเครือ่ งชว้ี า่ ไดย้ อมรับในภารกิจท่ีไดร้ บั มอบหมายและนาไป
ปฏบิ ัติดว้ ยความรับผิดชอบ ประกอบดว้ ยหลกั การย่อย ดังนี้

3.1 การมเี ปา้ หมายท่ชี ัดเจน เป็นสง่ิ สาคญั สงิ่ แรกของระบบสานึกรบั ผิดชอบ กล่าวคือ
องค์การจะต้องทาการกาหนดเป้าหมาย วัตถุประสงคข์ องการปฏบิ ตั ิการสรา้ งวัฒนธรรมใหมใ่ หช้ ดั เจนว่า
ต้องการบรรลอุ ะไรและเมื่อไรท่ตี ้องการเห็นผลลพั ธน์ ้นั

3.2 ทุกคนเป็นเจ้าของรว่ มกนั จากเปา้ หมายท่ีได้กาหนดเอาไว้ ต้องประกาศใหท้ กุ คนไดร้ ับรู้
และเกดิ ความเขา้ ใจ ถึงส่ิงที่ต้องการบรรลุ และเงอ่ื นไขเวลาที่ต้องการใหเ้ หน็ ผลงาน เปิดโอกาสใหท้ ุกคนได้
เป็นเจ้าของ โครงการสร้างวัฒนธรรมนรี้ ่วมกนั เพ่อื ใหเ้ กิดการประสานกาลงั คนรว่ มใจกนั ทางานเพื่อผลติ ภาพ
โดยรวมขององค์การ

3.3 การปฏบิ ัตกิ ารอย่างมีประสิทธภิ าพ ความสาเรจ็ ของการสรา้ งวฒั นธรรมสานึก
รบั ผดิ ชอบอยทู่ ่ีความสามารถของหน่วยงานในการสอ่ื สารสร้างความเขา้ ใจใหเ้ กิดขึ้นในองค์การ ผ้บู รหิ ารให้
ความสนับสนุน แนะนาทาการตัดสนิ ใจอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพและมกี ารประสานงานรว่ มมือกนั ทางานระหวา่ ง
หนว่ ยงานต่าง ๆ ในองคก์ าร

15

3.4 การจดั การพฤติกรรมที่ไมเ่ ออื้ การทางานอยา่ งไมห่ ยุดย้ัง ปจั จบุ ันการเปล่ยี นแปลงนบั วา่
เป็นเรอ่ื งปกติ และทุกครัง้ ที่มีการเปลย่ี นแปลงมักจะมกี ารต่อต้านการเปล่ยี นแปลงเสมอ หน่วยงานตอ้ งมี
มาตรการในการจดั การกบั พฤตกิ รรมการต่อต้านการเปล่ียนแปลงดงั กลา่ วเพื่อให้ทุกคนเกิดการยอมรบั
แนวความคิดและเทคโนโลยใี หม่ ๆ

3.5 การมีแผนการสารอง ส่วนประกอบสาคญั ขององค์การท่ีมลี ักษณะวัฒนธรรมสานกึ
รบั ผิดชอบ ต้องมีการวางแผนฟื้นฟูที่สามารถส่ือสารใหท้ ุกคนในองค์การได้ทราบและเข้าใจถงึ แผน และ
นโยบายขององค์การ และท่สี าคัญคือ ต้องมีการกระจายข้อมลู ขา่ วสารท่ีถูกต้องสมบูรณ์อย่างเปดิ เผย

3.6 การติดตามและประเมนิ ผลการทางาน องคก์ ารจาเป็นตอ้ งมีการติดตามและประเมินผล
การทางานเป็นระยะ ๆ อย่างสม่าเสมอ เพ่อื ตรวจสอบดูว่าผลงานนน้ั เปน็ ไปตามมาตรฐานคณุ ภาพงานที่
กาหนดไวห้ รอื ไม่ ผลงานที่พบว่ายงั ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กาหนดต้องมีการดาเนินการแก้ไขในทนั ที ขณะที่
ผลงานท่ีได้มาตรฐานต้องได้รับการยกย่องในองค์การ

4. หลักความคุ้มคา่ (Value for Money) หลักการนค้ี านงึ ถงึ ประโยชน์สูงสดุ แกส่ ่วนรวมในการ
บรหิ ารการจดั การและการใช้ทรัพยากรท่มี ีอยูอ่ ยา่ งจากัด ส่งิ เหลา่ น้เี ปน็ ผลในการปฏบิ ตั ิอันเกดิ จากการใชห้ ลัก
ธรรมาภิบาลนั่นเอง ประกอบด้วย

4.1 การประหยัด หมายถงึ การทางานและผลตอบแทนบุคลากรเป็นไปอย่างเหมาะสมการ
ไมม่ ีความขัดแย้งเรอ่ื งผลประโยชน์ การมีผลผลิตหรอื บรกิ ารไดม้ าตรฐาน การมกี ารตรวจสอบภายในและการ
จดั ทารายงานการเงิน และการมีการใช้เงนิ อย่างมปี ระสิทธิภาพ

4.2 การใช้ทรัพยากรใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สดุ หมายถงึ มีการใชท้ รัพยากรอยา่ งมี
ประสิทธิภาพ มกี ารพัฒนาทรัพยากรบุคคล และมีการใชผ้ ลตอบแทนตามผลงาน

4.3 ความสามารถในการแข่งขัน หมายถงึ การมีนโยบาย แผน วิสยั ทัศน์ พันธกิจ
และเป้าหมาย การมีการเน้นผลงานด้านบรกิ าร การมีการประเมนิ ผลการทางาน และผูบ้ รหิ ารระดับสงู มี
สภาวะผูน้ า

สถาบนั พระปกเกลา้ (2549) ไดว้ ิจัยและพฒั นาเร่อื ง ทศธรรมการบริหารกิจการบา้ นเมืองที่ดี โดย
นาผลการวจิ ัยทีไ่ ด้ศึกษาไว้แล้วเกยี่ วกับตวั ชี้วัดการบรหิ ารกิจการบ้านเมืองที่ดี 6 ประการ และบวกเพิ่มเติม
ตัวช้ีวดั การบรหิ ารกจิ การบา้ นเมอื งที่ดีตามหลกั การจดั การภาครัฐแนวใหมอ่ ีก 4 ประการ เป็นดังน้ี

หลกั ธรรมาภบิ าลในปัจจุบันได้เพม่ิ หลกั ธรรมาภิบาลจากเดิม 6 หลักการมาเป็น 10 หลักการ ท่ี
เรียกวา่ ทศธรรมตัวช้ีวดั ธรรมาภิบาล ดังนี้

16

หลักการบริหารบ้านเมอื งและสงั คมท่ดี ี หลักทศธรรมการบริหารกจิ การบ้านเมืองท่ี
ดี
หลักนิติธรรม หลักนิตธิ รรม
หลักคุณธรรม หลักคุณธรรม
หลักการมีสว่ นร่วม หลักการมีสว่ นร่วม
หลักโปร่งใส หลักโปร่งใส
หลักความรับผิดชอบ หลักความรับผดิ ชอบ
หลักความคุ้มค่า หลักความคุ้มค่า
หลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
หลักการเป็นองคก์ ารแห่งการเรียนรู้
หลักการบริหารจัดการ
หลักเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร

ซง่ึ รายละเอียดของหลกั ทศธรรมการบริหารกิจการบ้านเมืองท่ดี ีท่ีเพ่ิมเติม 4 หลักการรายละเอยี ด
มีดงั น้ี

1. หลกั การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
จากการศึกษาผลงานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั การพฒั นาทรัพยากรมนษุ ย์ ของนักวชิ าการ

หลายทา่ น พบวา่ การพัฒนาทรัพยากรมนษุ ย์ และศักยภาพของกลุ่มและองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ในการ
พฒั นาท้องถ่นิ โดยจะใช้ ตวั ชว้ี ัดหลักการพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งประกอบดว้ ย 10 องค์ประกอบ ดังน้ี

1.1 การจัดการอยา่ งบรู ณาการ
1.2 การติดต่อสือ่ สารในองค์กร
1.3 บริหารปฏิบัติงานอยา่ งคมุ้ ค่า
1.4 สร้างสรรค์และสร้างเสรมิ
1.5 มกี ารเชอ่ื มโยงในการทางาน
1.6 มกี ารพัฒนาสามารถ
1.7 มีการปรับปรุงอยา่ งต่อเนื่อง
1.8 มีระบบคัดเลอื กและเลิกจ้างท่ีเป็นธรรม
1.9 สร้างความไว้วางใจในองค์กร
1.10มีความผูกพนั องคก์ ร

2. หลักการเปน็ องคก์ ารแห่งการเรยี นรู้
องค์การแห่งการเรียนรู้ เปน็ องค์กรท่มี ีการเสรมิ สรา้ งจัดหาและแลกเปลีย่ นความรู้ตลอดจน

นาความรใู้ หม่ ที่มาจากภายนอกองค์การและภายในองคก์ าร จากในตวั บคุ คลมาปรบั ปรุงพฤติกรรมการทางาน

17

ดังนนั้ องค์การจงึ ต้องมีการเปลยี่ นแปลงในวธิ กี ารทางาน องค์การท่ีประสบความสาเรจ็ น้นั
เปน็ องค์การที่มกี ารเสริมสร้างองค์ความรู้ มีการศกึ ษาวิจัย ถ่ายทอดความรู้ มีการสอนงานและใชค้ วามรู้กับ
กิจกรรมของตน

องค์การแห่งการเรยี นรู้ เป็นองค์การท่สี มาชกิ ขององคก์ ารเพ่มิ พนู ความสามารถของตนเอง
โดยการสรา้ งผลผลิตทพี่ วกเขาต้องการ ซง่ึ มีการปลูกฝังรปู แบบในการคดิ ทีใ่ หม่ และขยายเพ่ิมขน้ึ และไดม้ ี
การสรา้ งความมุ่งมน่ั รว่ มกันและสมาชกิ ประชาชนมีการเรียนรรู้ ว่ มกันอยา่ งต่อเนื่อง

เหตผุ ลท่ีตอ้ งมีการสรา้ งองค์การแห่งการเรียนรู้ก็คอื การที่สถานการณ์มกี ารเปล่ียนแปลงไป
ดงั น้ัน ผทู้ ่มี ีความยดื หย่นุ ปรับตวั ไดแ้ ละทางานอย่างมปี ระสทิ ธิภาพจะสามารถอย่รู อดได้ นอกจากนี้
องค์การตอ้ งมีการค้นพบวิธีการสรา้ งความมุง่ ม่นั และเสรมิ สร้างความสามารถของสมาชิกใหม้ ีการเรียนรใู้ นทุก
ระดับ การสรา้ งองค์การแหง่ การเรยี นรู้ จงึ มีความเปน็ ไปได้ เพราะทุกคนคอื ผู้เรยี น ไม่มใี ครสอนเด็กทารก
ใหเ้ รียน แต่ที่จรงิ เราไม่ตอ้ งสอนเดก็ ทารกในทกุ ๆ เรอ่ื ง แตเ่ ด็กทารกจะเรียนรดู้ ว้ ยสญั ชาติญาณจนพูดได้
ว่งิ ได้ การเปน็ องค์การแหง่ การเรียนรู้จงึ มคี วามเป็นไปได้ เพราะไมเ่ พียงเปน็ ธรรมชาตขิ องเราท่จี ะเรียนรู้
พวกเราอย่างนอ้ ยก็คร่ึงหน่ึงเคยอยใู่ นทีมงาน ท่ีมคี วามไว้วางใจกันทางานร่วมกนั ช่วยเหลือเกอ้ื กูลกัน และ
นามาส่ผู ลงานทีด่ ี นา่ พอใจทมี งานทด่ี ีเย่ยี มไม่ไดเ้ ร่ิมจาก จดุ ทดี่ ีเย่ยี ม แตพ่ วกเขาเรียนรู้ท่ีจะสร้างผลงานท่ีดี
เยย่ี มได้อย่างไร

การเรียนรูเ้ ป็นหวั ใจของสิง่ ท่เี รียกว่ามนุษย์เราสามารถสรา้ งตวั เราข้นึ มาได้ ซ่ึงสามารถนามา
ปรับใชก้ บั ตวั บคุ คล องค์การ ดงั นัน้ การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ไมเ่ พียงพอที่อย่จู ะรอดได้ แต่การเรยี นร้ทู ่ี
จะอยรู่ อดได้หรือการเรยี นรู้ท่ีมกี ารปรบั ตัวเปน็ สงิ่ สาคญั และจาเปน็ สาหรบั องค์การแหง่ การเรยี นรู้ “มกี าร
เรยี นร้ทู จี่ ะปรับตวั ” ซึง่ ต้องคู่ไปกบั “การสร้างการเรียนรู้” เปน็ การเรียนรทู้ จ่ี ะเสรมิ สร้างความสามารถเพ่ือ
การสร้างสรรค์ส่ิงตา่ ง ๆ อย่างตอ่ เนื่อง

ในการจัดทาตวั ชีว้ ดั ดา้ นองค์การแห่งการเรียนรนู้ น้ั ได้นาแนวคดิ ของนักทฤษฎีหลายๆ คนมา
ประมวลรวมกนั เปน็ หลักการสาคัญของการเปน็ องคก์ ารแห่งการเรยี นรู้ ดงั นี้

1. การปรบั ตวั เข้ากับสิ่งแวดล้อม (Enabling environment) ที่ผู้อย่หู นว่ ยงานตอ้ งเรียนรู้
จากภายนอก เพือ่ สามารถปรับตวั ได้ โดยมีการดาเนนิ การ ดงั นี้

-การเข้าร่วมสมั มนา
-การเขา้ รว่ มกจิ กรรมกับหนว่ ยงานภายนอก
-การมีโครงการรว่ มกนั กับหน่วยงานภายนอก
2. การพัฒนาการเรียนรู้ (Learning development) เปน็ การเรยี นรู้รายบคุ คล เป็นทีม
หรือเรียนรู้ร่วมกนั และนาความรู้ท่ไี ด้รับไปใช้งานได้
-การเรียนรรู้ ายบคุ คล จะเป็นการเข้ารว่ มการฝึกอบรม และเนือ้ หาในการ
ฝกึ อบรมตรงกบั งานท่ที า
-สว่ นการเรียนรูร้ ว่ มกันเป็นการใหค้ วามสาคัญกบั บุคคลอื่น ๆ ถือว่าความเห็นของ
ทุกคนมคี ุณคา่ มกี ารยอมรบั นบั ถือกันและกนั มีการส่งั สมความร้ใู นทุกระดบั ของการทางาน
-ส่วนการแลกเปลี่ยนความรนู้ ั้น จะถอื ว่าทุกคนมคี วามกระตือรือรน้ ในการเรียนรู้

18

จากกันและกนั กระตือรอื รน้ ท่จี ะสอนงานหรือให้ความรผู้ ู้อืน่ ดว้ ย
3. การใชผ้ ลของการเรียนรู้ (Utilization of learning results) เป็นการนาผลท่ี

ไดจ้ ากการส่งั สมความรู้ทง้ั จากภายในและภายนอกองค์การและจากตัวบคุ คลนัน้ ๆ มาใชป้ ระโยชนค์ อื
-ในการปรบั ปรุงการทางาน
-การมคี วามคดิ ใหม่ การสร้างนวตั กรรม
-การเผยแพร่ให้หน่วยงานภายนอก
-การบนั ทกึ ผลการดาเนินการเรียนรู้และการสอนใหร้ ู้ เพ่ือใชป้ ระโยชน์ตอ่ ไป
-การใชค้ วามรูเ้ พื่อการวางแผนอนาคต

4. การเสริมสรา้ งความสามารถ (Capacity building) เป็นการพยายามที่จะสร้าง
ความสามารถของตนเอง และหน่วยงานใหส้ ามารถเรยี นรูไ้ ด้จริงโดยมกี ิจกรรม ดงั นี้

-มกี ารพัฒนาทกั ษะ/แรงจูงใจให้บคุ ลากร มีความรู้ความสามารถและเสรมิ สรา้ งการ
เป็นองค์การแห่งการเรยี นรู้ และอยากเรียนรู้ โดยมีกจิ กรรมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ การทางาน มสี ิง่ จงู ใจ
กระตุ้นใหส้ อนและเรยี นร้รู ่วมกนั

-มีการจดั สรรงบประมาณเพื่อการสนับสนุนการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้
5. การจัดการความรู้ เปน็ กระบวนการทหี่ นว่ ยงานสร้างความเขา้ ใจและจดั การประสบการณ์
ของตนเอง ทัศนะของการเรียนร้ขู ององค์การสร้างมาจากแนวคิดด้านกระบวนการ ประมวลผลข้อมูล
องค์การจะเปน็ ท่ซี งึ่ มีระบบประมวลข้อมลู จดั หาข้อมลู และแปลผล แจกจ่ายหรือกระจายข้อมลู และเกบ็
ข้อมูลไว้ภายในองคก์ าร ดังน้ัน ในท่นี กี้ ารจัดการความรูจ้ งึ ครอบคลุมถึงประเด็นต่าง ๆ ดงั ต่อไปนี้

-การมีบคุ ลากรทท่ี าหน้าท่ดี แู ลจัดการความรู้ หรือทเี่ รยี กวา่ Chief
learning officer

-การสนับสนนุ ใหม้ ีการปฏิสมั พันธ์กนั
-การประมวลผลการเรยี นรจู้ ากข้อมูลสอู่ งคค์ วามรู้
-การมีระบบรับรู้ข่าวสารทั้งจากภายนอกและภายใน และมีช่องทางในการ
แลกเปลี่ยนข้อมลู กัน
-การรู้จักใชข้ ้อมูล (Data literacy)
6. การมเี ครื่องมือและเทคโนโลยี (Tools and Technology) การเป็นองคก์ ารแห่งการ
เรียนรไู้ ด้ต้องมปี ัจจยั ประกอบหลายประการท่ีสาคัญสาหรบั การสรา้ งองคก์ ารแหง่ การเรยี นรคู้ ือ การมี
เทคโนโลยแี ละอุปกรณ์ประกอบในการช่วยกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสทิ ธิภาพข้นึ กล่าวคอื ต้องมี
-อุปกรณ์ท่พี ร้อม และเพียงพอ และทนั สมยั
-มผี ู้ปฏบิ ัติงานทีม่ คี วามรู้ความสามารถในเร่ืองการใชเ้ ทคโนโลยีและอปุ กรณ์เหล่านั้น
อย่างแพร่หลาย และใชง้ านได้จรงิ

7. มกี ารสร้างวฒั นธรรมแห่งการเรยี นรู้ (Learning culture) จะสร้างขึน้ ได้โดย
-การเพิ่มความเชื่อม่ันของตนเองต่อกระบวนการเรียนรู้ โดยทกุ คนมสี ่วนให้

ความคดิ เหน็ มสี ว่ นร่วม
-มภี าวะผนู้ าในทุกระดบั โดยมีการสรา้ งกระบวนการผลกั ดันให้เกดิ ทัศนคติ

ที่สอนกนั ได้ มที ัศนคตทิ ่ีดีต่อการสอนและการเรียนรจู้ ากผู้อนื่ มกี ารช่วยกนั ออกแบบและทดลองร่วมกัน
-มีการส่ือสารกันอยา่ งเปดิ เผย โดยมกี ารแลกเปลยี่ นข้อมูล ใชข้ อ้ มลู รว่ มกนั แต่ละ

19

คนแสดงความคดิ อย่างเปดิ เผย
-มกี ารทางานเป็นทมี ในการสรา้ งวัฒนธรรมแห่งการเรยี นรู้ (Team learning)
-มีการแสดงความชว่ ยเหลือ ช่วยสอนและเรยี นร้จู ากผูร้ ่วมงาน

หลกั การทง้ั หมดนี้ถูกนามาจัดทาเปน็ ตัวชว้ี ัดองค์การแห่งการเรียนรเู้ พื่อทดสอบใน

การศกึ ษาครงั้ นี้

3. หลักการบริหารจดั การ
การศกึ ษาผลงานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวข้องกับหลักการบริหารจดั การ ของนักวชิ าการหลายทา่ นที่กล่าว

มาขา้ งตน้ พบการบรหิ ารจดั การภาครฐั ยคุ ใหม่ หรือท่ีเรียกวา่ การบริหารจัดการภาครฐั แนวใหม่ (New
Public Management) พบว่าประชาชนเปน็ ปัจจัยสาคญั เปน็ หัวใจของการบริหารรัฐกิจแนวใหม่ เพราะ
ประชาชนมีฐานะของการเปน็ พลเมอื ง และการเป็นหนุ้ ส่วนในการดาเนินกิจกรรมเป็นสิ่งสาคัญ เมื่อเปน็
พลเมืองและหนุ้ ส่วน การปรึกษาหารือ การเปิดเผยข้อมลู การมีส่วนร่วม การทางานอย่างโปรง่ ใส การ
ทางานท่มี ีหลักการ การยึดหลกั นติ ธิ รรม และการรบั ฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงเป็นสงิ่ ทีห่ ลีกเลี่ยง
ไม่ได้ โดยมีหลักการบริหารจัดการทีส่ าคัญดังน้ี

1) มีการวางแผนการทางานและทบทวนภารกจิ
2) สารวจความสนใจ/ศกึ ษาความต้องการของประชาชน
3) มีกลยทุ ธใ์ นการบริหาร
4) การบรหิ ารแบบมีส่วนร่วม
5) ศกึ ษาวิจยั สถาบัน
6) คาดคะเนความเส่ียงและบรหิ ารความขดั แย้ง
7) การกระจายอานาจบรหิ าร
8) บริการประชาชน-ไม่ใช่กากบั

4. หลกั เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร
จากการศึกษาผลงานวิจยั ทีเ่ ก่ียวข้องกับการนาเทคโนโลยสี ารสนเทศและ การสือ่ สารมาเพิม่

ประสิทธภิ าพการเรยี นรู้ ซ่งึ ท้ังหมดก็มีความเห็นตรงกนั ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร มผี ลกระทบ
ในทางบวก ตอ่ ความสามารถในการบรหิ ารจดั การและการเปน็ องค์การเรียนรู้ ช่วยเสรมิ สรา้ งความเขา้ ใจ
เกีย่ วกบั ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเทคโนโลยสี ารสนเทศ และความเปน็ องค์การเรียนรู้ และเทคโนโลยที ่ีรวมทงั้
ระบบคอมพิวเตอร์ และระบบสอื่ สารที่มีความเร็วสงู โดยนาข้อมลู เสียง และวดี ิทศั น์มาเชื่อมโยงกนั เพ่อื ให้
ไดส้ ารสนเทศตามทตี่ ้องการ นอกจากนยี้ งั จดั ทาเปน็ ระบบอิงความรู้เพ่ือจดั เกบ็ ความรู้เอาไว้ใน ระบบ
คอมพิวเตอร์ในรปู แบบทผี่ ู้ใช้สามารถนาไปใชไ้ ด้งา่ ยขึน้ เชน่ บนั ทกึ อยู่ในแถบเสยี ง เช่น การเสียงการประชมุ
การบรรยาย การสัมมนา บนั ทกึ อยู่ในแฟม้ นาเสนอทางคอมพิวเตอร์ ซงึ่ จะเกิดประโยชนส์ งู สดุ

คานิยามความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารโดยให้ประกอบไปด้วย
4 องคป์ ระกอบ ดงั นี้คือ

1) การทอ่ี งค์การมีการจดั การชดุ ขอ้ มูล
2) องค์การมีการนาเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารไปใช้จรงิ
3) องค์การมีการพฒั นาระบบเครือขา่ ยสารสนเทศ

20

4) มกี ารสรา้ งความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหวา่ งภายในและระหว่างองค์การอื่น ๆ ดว้ ยกัน
นอกจากนี้ รายงานการวิจัยเร่อื ง ทศธรรมการบรหิ ารกิจการบา้ นเมืองท่ดี ขี องสถาบัน
พระปกเกลา้ พ.ศ. 2549 ได้นาเสนอหลกั การบริหารกิจการบ้านเมอื งทด่ี ีทง้ั 10 หลักการ วา่ สอดคล้องต่อ
เปา้ หมายของพระราชกฤษฎีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวธิ กี ารบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ทั้ง 7
สว่ น อย่างไรบา้ ง โดยแสดงให้เห็นเป็นตารางดังต่อไปนี้ (สถาบนั พระปกเกลา้ , 2549 : 173 – 185)

ส่วนท่ี 1 การบรหิ ารราชการเพอื่ ใหเ้ กิดหลักประโยชน์สุขของประชาชน

ตารางที่ 1 องคป์ ระกอบของหลักการบริหารราชการเพ่ือให้เกิดหลกั ประโยชน์สขุ ของประชาชน

หลักการ มาตราตาม พรฎ. ประเดน็ หลกั ในมาตรา
นติ ิธรรม มาตรา 8 (2) การปฏบิ ัตภิ ารกจิ ของสว่ นราชการต้องสามารถสอบได้
มาตรา 8 (3) กรณที ่ภี ารกจิ มีผลกระทบต่อประชาชน ต้องรับฟังความ
การมสี ่วนร่วม คิดเหน็ ของประชาชนหรือช้ีแจงประชาชน
คุณธรรม มาตรา 8 (3) กรณที ่ภี ารกจิ มีผลกระทบต่อประชาชน ต้องรับฟังความ
ความโปร่งใส คิดเหน็ ของประชาชนหรือช้ีแจงประชาชน
มาตรา 7 การบริหารราชการเพ่ือประโยชน์สขุ ของประชาชน
ความคุ้มค่า มาตรา 8 (2) การปฏบิ ตั ภิ ารกจิ ของสว่ นราชการต้องสามารถสอบได้
มาตรา 8 (3) กรณที ่ภี ารกจิ มผี ลกระทบต่อประชาชน ต้องรับฟังความ
คิดเหน็ ของประชาชนหรือช้ีแจงประชาชน
มาตรา 7 การบริหารราชการเพ่ือประโยชนส์ ขุ ของประชาชน
มาตรา 8 (2) การปฏบิ ัตภิ ารกจิ ของสว่ นราชการต้องสามารถสอบได้
มาตรา 8 (3) กรณที ่ภี ารกจิ มผี ลกระทบต่อประชาชน ต้องรับฟังความ
คดิ เหน็ ของประชาชนหรือช้ีแจงประชาชน

ที่มา : สถาบนั พระปกเกล้า, 2549 : 173

21

ส่วนที่ 2 การบรหิ ารงานเพอื่ ใหเ้ กิดผลสัมฤทธ์ติ ่อภารกจิ ของรัฐ
ตารางท่ี 2 องคป์ ระกอบของหลักการบริหารงานเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธต์ิ อ่ ภารกจิ ของรฐั

หลกั การ มาตราตาม พรฎ. ประเดน็ หลกั ในมาตรา
นติ ิธรรม มาตรา 9 (4) การปฏบิ ัตริ าชการเกดิ ผลกระทบต่อประชาชนให้เป็นหน้าท่ี
ส่วนราชการ
สานึกรับผิดชอบ มาตรา 9 (4) การปฏบิ ตั ิราชการเกดิ ผลกระทบต่อประชาชนให้เป็นหน้าท่ี
สว่ นราชการ
มาตรา 9 การจดั ทาแผนปฏบิ ตั ริ าชการ การกาหนดเป้ าหมาย
ผลสมั ฤทธ์ิ และตัวช้ีวดั
สานึกรับผิดชอบ มาตรา 9 (3) การติดตามและประเมนิ ผล
มาตรา 9 (4) การแก้ไขหรอื บรรเทาผลกระทบ
ความคุ้มค่า มาตรา 11 การพัฒนาให้ เป็ นองค์การแห่งการเรียนร้ ู
การพัฒนาทรัพยากร มาตรา 12 การจัดทาความตกลงการปฏบิ ตั ริ าชการ
มาตรา 9 (1) สว่ นราชการต้องมแี ผนปฏบิ ัตงิ านไว้ล่วงหน้าก่อนดาเนินการ
มาตรา 9 (2) แผนปฏบิ ัตงิ านต้องแสดงข้นั ตอนระยะเวลาและงบประมาณ
มาตรา 9 (4) สารวจความเหน็ และเปิ ดคาร้องทุกข์
มาตรา 11 สง่ เสริมและสร้างวิสยั ทศั น์
มาตรา 13 กาหนดให้มแี ผนบริหารราชการแผ่นดิน
มาตรา 16 จัดทาแผนปฏบิ ตั ริ าชการ
มาตรา 11 ส่วนราชการมหี น้าท่พี ัฒนาความรู้ในสว่ นราชการเพ่ือให้มี
ลกั ษณะเป็นองคก์ ารแห่งการเรียนรู้อย่างสม่าเสมอ
มนุษย์ ส่วนราชการมหี น้าท่พี ัฒนาความร้ใู นส่วนราชการเพ่ือให้มี
องค์การแห่งการเรียนรู้ มาตรา 11 ลกั ษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนร้อู ย่างสม่าเสมอ

ทมี่ า : สถาบันพระปกเกล้า, 2549 : 174-175

22

สว่ นท่ี 3 การบรหิ ารงานอยา่ งมีประสิทธภิ าพและเกิดความคมุ้ ค่าในเชงิ ภารกจิ ของรัฐ
ตารางท่ี 3 องค์ประกอบของหลักการบริหารงานอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและเกดิ ความคุ้มคา่

หลกั การ มาตราตาม พรฎ. ประเดน็ หลักในมาตรา
นิตธิ รรม มาตรา 24 การปฏบิ ตั ริ าชการเกดิ ผลกระทบต่อประชาชนให้เป็นหน้าท่ี
วรรค 1 ส่วนราชการท่จี ะต้องดาเนินการแก้ไข
การมสี ว่ นร่วม มาตรา 24
คุณธรรม วรรค 3 การไม่พิจารณาให้แล้วเสรจ็ ภายในเวลาท่กี าหนดมีหน้าท่ี
สานึกรับผดิ ชอบ มาตรา 25 รับผิดชอบต่อความเสยี หาย
ความคุ้มค่า มาตรา 26
การพิจารณาวินจิ ฉัยช้ีขาดปัญหาจะต้องพิจารณาโดยเรว็
มาตรา 20 การส่งั ราชการให้กระทาเป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร เว้นแต่มคี วาม
จาเป็นไม่อาจสง่ั เป็นลายลกั ษณอ์ กั ษรในขณะน้นั
มาตรา 23 เพ่ือให้การปฏบิ ตั ริ าชการภายในสว่ นราชการเป็นไปอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ ให้ส่วนราชการกาหนดเป้ าหมายแผนการ
มาตรา 20 ทางานระยะเวลา แล้วเสรจ็ ของงานหรือโครงการ และ
มาตรา 24 งบประมาณท่จี ะต้องใช้ในแต่ละงานโครงการและต้อง
วรรค 1 เผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบทว่ั กนั ด้วย
มาตรา 20 ในการจดั ซ้อื หรอื จัดจ้างให้ส่วนราชการดาเนนิ การโดย
มาตรา 21 เปิ ดเผยและเท่ยี งธรรม โดยพิจารณาถงึ ประโยชน์และผล
มาตรา 22 เสยี หายทางสงั คม ภาระต่อประชาชน คุณภาพวัตถุประสงค์
ท่จี ะใช้ ราคาประโยชนร์ ะยะยาวของส่วนราชการท่จี ะได้รับ
ประกอบกนั
การกาหนดเป้ าหมายและแผนการทางาน
การปฏบิ ัตริ าชการเกดิ ผลกระทบต่อประชาชนให้เป็นหน้าท่ี
สว่ นราชการท่จี ะต้องดาเนินการแก้ไข

การกาหนดเป้ าหมายและแผนการทางาน
สว่ นราชการจดั ทาบัญชีต้นทุนพิจารณาความคุ้มค่า
สศช. ตรวจสอบความคุ้มค่าของการปฏบิ ตั ภิ ารกจิ แห่งรัฐ
เพ่ือรายงาน ครม. เพ่ือประเมินว่าภารกจิ ควรทาต่อหรอื เลกิ

ที่มา : สถาบนั พระปกเกล้า, 2549 : 175-176

23

ส่วนที่ 4 การลดขนั้ ตอนการปฏบิ ัตงิ าน
ตารางที่ 4 องค์ประกอบของหลกั การลดขน้ั ตอนการปฏิบัติงาน

หลักการ มาตราตาม พรฎ. ประเดน็ หลักในมาตรา
นิติธรรม มาตรา 27 การกระจายอานาจตัดสนิ ใจ และการกระจายอานาจต้องไม่
สร้างข้นั ตอนโดยการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศหรือ
การบริหารจดั การ มาตรา 27 โทรคมนาคม
วรรค 3 ให้ส่วนราชการเผยแพร่ให้ประชาชนทราบการกระจายอานาจ
มาตรา 29 ในการตัดสนิ ใจหรอื ได้มกี ารใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือ
มาตรา 29 โทรคมนาคม
การให้หน่วยราชการจดั ทาแผนภมู ิและข้นั ตอนและระยะเวลา
มาตรา 30 เปิ ดเผยไว้ ณ ท่ที าการของส่วนราชการ
ในการปฏบิ ตั งิ านท่เี ก่ยี วข้องกบั การบริการประชาชนหรือการ
มาตรา 31 ติดต่อประสานงานระหว่างสว่ นราชการด้วยกนั ให้สว่ นราชการ
มาตรา 32 แต่ละแห่งจดั ทาแผนภมู ขิ ้นั ตอนและระยะเวลาดาเนนิ การ
มาตรา 31 รวมท้งั รายอ่นื ๆ ท่เี ก่ยี วข้องในแต่ละข้ันตอน เปิ ดเผยไว้
วรรค 1 ณ ท่ที าการของส่วนราชการและและในระบบเครือข่าย
สารสนเทศของสว่ นราชการเพ่ือให้ประชาชนหรือผู้ท่เี ก่ยี วข้อง
เข้าตรวจดูไว้
ในกระทรวงหน่งึ ให้เป็นหน้าท่ขี องปลัดกระทรวงท่จี ะต้องจัด
ให้ส่วนราชการภายในกระทรวงท่รี ับผิดชอบปฏบิ ตั งิ าน
เก่ยี วกบั การบริการประชาชน ร่วมกนั จัดต้งั ศนู ยบ์ ริการร่วม
เพ่ืออานวยความสะดวกแก่ประชาชนในการท่จี ะต้องปฏบิ ตั ิ
ตามกฎหมายหรือกฎอ่นื ใด ทเ่ี ป็นอานาจหน้าท่ขี องส่วน
ราชการในกระทรวงเดียวกนั โดยตดิ ต่อเจ้าหน้าท่ี ณ ศนู ย์
บริหารร่วมเพียงแห่งเดยี ว
การให้บริการของศนู ยบ์ ริการร่วม

ศูนย์บริการร่วมของจงั หวัด
ในศนู ย์บริการร่วมตามมาตรา 30 ให้จดั ให้มีเจ้าหน้าท่รี ับ
เร่ืองต่าง ๆ และดาเนนิ การสง่ ต่อให้เจ้าหน้าท่ขี องส่วน
ราชการท่เี ก่ยี วข้อง เพ่ือดาเนินการต่อไป โดยให้มขี ้อมูล
และเอกสารท่เี ก่ยี วข้องกบั อานาจหน้าท่ขี องทุกสว่ นราชการใน
กระทรวงรวมท้งั แบบคาขอต่าง ๆ ไว้ให้พร้อมท่จี ะบริการ
ประชาชนได้ ณ ศนู ย์บริการร่วม

24

ตารางที่ 4 องคป์ ระกอบของหลักการลดขน้ั ตอนการปฏิบัติงาน (ต่อ)

หลกั การ มาตราตาม พรฎ. ประเดน็ หลักในมาตรา
การบริหารจดั การ มาตรา 31 ให้เป็นหน้าท่สี ว่ นราชการท่เี ก่ยี วข้องท่จี ะต้องจดั พมิ พ์
วรรค 2 รายละเอยี ดของเอกสารหลักฐานท่ปี ระชาชนจะต้องจัดหามา
ในการขออนุมัติหรือขออนุญาตในแต่ละเร่ืองมอบให้แก่

เจ้าหน้าท่ขี องศูนยบ์ ริการร่วม และให้เป็นหน้าท่ขี อง

เจ้าหน้าท่ศี ูนย์บริการร่วมท่จี ะต้องแจ้งให้ประชาชนท่มี าตดิ ต่อ

ได้ทราบในคร้ังแรกท่มี าตดิ ต่อ และตรวจสอบว่าเอกสาร

หลักฐานท่จี ะเป็นดังกล่าวน้นั ประชาชนได้ย่นื มาครบถ้วน

หรือไม่ พร้อมท้งั แจ้งให้ทราบถึงระยะเวลาท่จี ะต้องใช้

การมสี ว่ นร่วม มาตรา 27 ดาเนนิ การในเร่ืองน้ัน
เพ่ือให้การปฏบิ ัติราชการภายในส่วนราชการเป็นไปอย่างมี

ประสทิ ธภิ าพ ให้ส่วนราชการกาหนดเป้ าหมายแผนการ

ทางานระยะเวลาแล้วเสรจ็ ของงานหรือโครงการและ

งบประมาณท่จี ะต้องใช้ในแต่ละงานหรือโครงการและต้อง

การมสี ว่ นร่วม มาตรา 29 เผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบทว่ั ถึง
เมอื ส่วนราชการใดได้มีการกระจายอานาจการตดั สนิ ใจหรือ

ได้มกี ารใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศหรือโทรคมนาคมแล้วให้

สานึกรับผดิ ชอบ มาตรา 27 ส่วนราชการน้นั เผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการท่วั ไป
การกระจายอานาจตัดสนิ ใจ และการกระจายอานาจต้องไม่

สร้างข้นั ตอนหรือการกล่นั กรองท่ไี ม่จาเป็นในการปฏบิ ตั ิ

ราชการ และการลดข้นั ตอนโดยการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ

ความคุ้มค่า มาตรา 27 ว1 หรือโทรคมนาคม
มาตรา 27 ว2 หน่วยงานมกี ารกระจายอานาจสง่ั การ
สว่ นราชการต้องจดั ให้มีหลกั เกณฑก์ ารควบคุม ติดตาม

มาตรา 27 ว3 กากบั ดูแล เพ่ือลดข้นั ตอน เพ่มิ ประสทิ ธภิ าพ
ส่วนราชการต้องพัฒนาและนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมา

เทคโนโลยสี ารสนเทศ มาตรา 27 ปฏบิ ัตริ าชการเพ่ือลดช้ันตอนและเพ่ิมประสทิ ธภิ าพ
การกระจายอานาจตัดสนิ ใจ และการกระจายอานาจต้องไม่

และการส่อื สาร สร้างข้นั ตอนหรือการกล่ันกรองท่ไี ม่จาเป็นในการปฏบิ ตั ิ

ราชการ และการลดข้นั ตอนโดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

หรือโทรคมนาคม

ทม่ี า : สถาบนั พระปกเกลา้ , 2549 : 177-180

25

ส่วนท่ี 5 การปรบั ปรุงภารกจิ ของสว่ นราชการ
ตารางที่ 5 องคป์ ระกอบของหลกั การปรับปรุงภารกจิ ของส่วนราชการ

หลกั การ มาตราตาม พรฎ. ประเดน็ หลกั ในมาตรา
นติ ิธรรม มาตรา 35 หน้าท่ใี นการตรวจสอบทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบียบ
ข้อบงั คบั และประกาศ เพ่ือให้ทนั สมยั และเหมาะสมกบั
นติ ิธรรม มาตรา 36 สภาวการณ์ โดยนาความคดิ เหน็ หรือข้อเสนอแนะของ
ความคุ้มค่า ประชาชน ประกอบการพิจารณาด้วย
มาตรา 33 ให้อานาจสานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี าในการเสนอ
การบริหารจัดการ วรรค 1 ความเหน็ ท่เี ก่ยี วข้องกบั กฎหมาย กฎ ระเบยี บ ข้อบงั คับหรือ
วรรค 2 ประกาศท่ไี ม่สอดคล้อง หรือไม่เหมาะสมกบั สถานการณ์
มาตรา 33 ส่วนราชการต้องทบทวนภารกจิ ความคุ้มค่าของภารกจิ เพ่ือ
ปรับปรงุ อานาจหน้าท่โี ครงสร้างอตั รากาลัง

ให้สว่ นราชการจัดให้มกี ารทบทวนภารกจิ ของตนว่าภารกจิ ใด
มคี วามจาเป็นหรือสมควรท่จี ะได้ดาเนนิ การต่อไปหรือไม่
โดยคานงึ ถึงแผนการบริหารราชการแผ่นดินนโยบายของ
คณะรัฐมนตรี กาลังเงนิ งบประมาณของประเทศ ความ
คุ้มค่าของภารกจิ และสถานการณอ์ ่นื ประกอบด้วย

ท่มี า : สถาบนั พระปกเกล้า, 2549 : 180-181

26

สว่ นท่ี 6 การอานวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน

ตารางท่ี 6 องคป์ ระกอบของหลักการอานวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของ
ประชาชน

หลกั การ มาตราตาม พรฎ. ประเดน็ หลกั ในมาตรา

มาตรา 37 ประกาศให้ประชาชนทราบกรณที ่กี ารปฏบิ ัติราชการ

เก่ยี วกบั การบริการประชาชน หรือตดิ ต่อประสานงาน

ระหว่างส่วนราชการด้วยกนั โดยกาหนดระยะเวลาเสรจ็

นิตธิ รรม มาตรา 37 ของการปฏบิ ัติงานไว้
วรรค 2 กาหนดหน้าท่ขี องผู้บงั คบั บญั ชา จะต้องตรวจสอบให้
มาตรา 38 ข้าราชการปฏบิ ัติงานให้แล้วเสรจ็ ตามกาหนด
การตอบคาถามทาเป็นหนังสอื ตอบประชาชนภายใน 15
มาตรา 39 วัน
การจดั ให้มรี ะบบเครอื ข่ายสารสนเทศจากส่วนราชการเพ่ือ

มาตรา 41 อานวยความสะดวกแก่ประชาชน
กรณที ่สี ว่ นราชการได้รับคาร้องเรียนเสนอแนะหรือความ

คิดเหน็ เก่ยี วกบั วิธปี ฏบิ ัตริ าชการ มีหน้ีจะต้องพิจารณา

การมีส่วนร่วม มาตรา 41 ดาเนินการให้ลุล่วงไป
วรรค 1 การตรวจสอบว่าด้วยกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ
เป็นอปุ สรรค หรือก่อให้เกดิ ความยุ่งยาก ซา้ ซ้อน หรือ
มาตรา 41 ล่าช้าต่อการปฏบิ ตั ิห้าท่ขี องส่วนราชการอ่นื หรือไม่
วรรค 2 และ การร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะจากข้าราชการหรือส่วน
วรรค 3 ราชการอ่นื ๆ เก่ยี วกบั กฎ ระเบยี บ ข้อบังคบั หรือประกาศ
มาตรา 43 หรืออาจร้องเรียนผ่าน ก.พ.ร.
มาตรา 44
มาตรา 41 หลกั การเปิ ดเผยข้อมูลข่าวสาร
วรรค 1 การกาหนดห้าท่ใี นการเปิ ดเผยข้อมูลข่าวสารราชการ
ในกรณที ่สี ่วนราชการได้รับคาร้องเรียน เสนอแนะหรือ
ความคิดเหน็ เก่ยี วกบั วิธปี ฏบิ ัตริ าชการ อปุ สรรคความ
ยุ่งยากหรือปัญหาอ่นื ใดจากบุคคลใด โดยมีข้อมูลและสาระ

ตามสมควร ให้เป็นเจ้าหน้าท่ขี องส่วนราชการน้นั ท่จี ะต้อง

พิจารณาดาเนนิ การให้ลลุ ่วงไป และในกรณที ่มี ีท่อี ยู่ของ

บุคคลน้นั ให้แจ้งให้บุคคลน้นั ทราบผลการดาเนนิ การด้วย

ท้งั น้ี อาจแจ้งให้ทราบผ่านทางระบบเครือข่ายสารสนเทศ

ของส่วนราชการด้วยกไ็ ด้

27

ตารางที่ 6 องค์ประกอบของหลักการอานวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของ
ประชาชน(ต่อ)

หลักการ มาตราตาม พรฎ. ประเดน็ หลกั ในมาตรา
การมสี ว่ นร่วม มาตรา 41 ในกรณกี ารแจ้งผ่านทางระบบเครือข่ายสารสนเทศมิให้
วรรค 2 เปิ ดเผยช่ือหรือท่อี ยู่ของผู้ร้องเรียน เสนอแนะ หรือแสดง
ความโปร่งใส มาตรา 44 ความคดิ เหน็
การบริหารจดั การ ส่วนราชการต้องจดั ให้มกี ารเปิ ดเผยข้อมูลเก่ยี วกบั
มาตรา 43 งบประมาณรายจ่ายแต่ละปี รายการเก่ยี วกบั การจดั ซ้ือหรือ
เทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรา 44 จัดจ้างท่จี ะดาเนนิ การในปี งบประมาณน้ัน และสญั ญาใด ๆ
และการส่อื สาร มาตรา 38 ท่ไี ด้มีการอนุมตั ิให้จดั ซ้ือหรอื จัดจ้างแล้วให้ประชาชน
สามารถขอดูหรือตรวจสอบได้ ณ สถานท่ที าการของสว่ น
มาตรา 39 ราชการ และระบบเครือข่ายสารสนเทศของสว่ นราชการ
วรรค 1 และระบบเครือข่ายสารสนเทศของสว่ นราชการ ท้งั น้ี การ
มาตรา 41 เปิ ดเผยข้อมูลดงั กล่าวต้องไม่เกดิ ความได้เปรียบ หรือ
วรรค 1 เสยี เปรียบ หรือเสยี หายแก่บุคคลใดในการจัดซ้อื จัดจ้าง
หลักการเปิ ดเผยข้อมูลข่าวสาร

การกาหนดหน้าท่ใี นการเปิ ดเผยข้อมูลข่าวสารราชการ

เม่อื ส่วนราชการใดได้รับการตดิ ต่อสอบถามเป็นหนังสอื จาก
ประชาชนหรือจากส่วนราชการด้วยกนั เก่ยี วกบั งานท่อี ยู่ใน
อานาจหน้าท่ขี องสว่ นราชการน้ัน ให้เป็นหน้าท่ขี องสว่ น
ราชการน้นั ท่จี ะต้องตอบคาถามหรือแจ้งการดาเนินการให้
ทราบภายใน 15 วัน หรือภายในกาหนดเวลาท่กี าหนดไว้
ตามมาตรา 37
ให้ส่วนราชการจัดให้มรี ะบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วน
ราชการเพ่ืออานวยความสะดวกให้แก่ประชาชนท่จี ะ
สามารถติดต่อสอบถาม หรือขอข้อมูล หรือแสดงความ
คดิ เหน็ เก่ยี วกบั การปฏบิ ตั ริ าชการของส่วนราชการ
ในกรณที ่สี ่วนราชการรับคาร้องเรียน เสนอแนะ หรือความ
คิดเหน็ เก่ยี วกบั วธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการ อุปสรรค ความยุ่งยาก
หรือปัญหาอ่นื ใดจากบุคคลใด โดยมีข้อมูลและสาระตาม
สมควร ให้เป็นหน้าท่ขี องสว่ นราชการน้ันท่จี ะต้องพิจารณา
ดาเนินการให้ลลุ ่วงไป

28

ตารางท่ี 6 องค์ประกอบของหลักการอานวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของ
ประชาชน(ต่อ)

หลักการ มาตราตาม พรฎ. ประเดน็ หลกั ในมาตรา
และในกรณที ่มี ีท่อี ยู่ของบุคคลน้นั ให้แจ้งให้บุคคลน้ันทราบ
เทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรา 41 ผลการดาเนินการด้วย ท้งั น้ี อาจแจ้งให้ทราบผ่านทางระบบ
และการส่อื สาร วรรค 2 เครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการด้วยกไ็ ด้
ในกรณกี ารแจ้งผ่านทางระบบเครือข่ายสารสนเทศ มิให้
เปิ ดเผยช่ือหรือท่อี ยู่ของผู้ร้องเรียนเสนอแนะ หรือแสดง
ความคดิ เหน็

ท่ีมา : สถาบันพระปกเกลา้ , 2549 : 181-184

สว่ นท่ี 7 การประเมินผลการปฏบิ ตั ิราชการ

ตารางที่ 7 องค์ประกอบของหลกั การประเมนิ ผลการปฏิบัตริ าชการ

หลักการ มาตราตาม พรฎ. ประเดน็ หลักในมาตรา
สานกึ รับผดิ ชอบ มาตรา 45-47 การประเมนิ ผลการปฏบิ ัตริ าชการของส่วนราชการ
มาตรา 48-49
ความคุ้มค่า มาตรา 45 การจัดสรรเงนิ รางวลั ให้กบั ส่วนราชการและข้าราชการ
ความโปร่งใส
มาตรา 46 สว่ นราชการต้องจดั ให้มกี ารประเมินผลโดยคณะผู้ประเมิน
อสิ ระเก่ยี วกบั ผลสมั ฤทธ์ภิ ารกจิ คุณภาพการให้บริการ
มาตรา 47 ความพึงพอใจและความคุ้มค่า
สว่ นราชการมกี ารประเมนิ ผลประสทิ ธภิ าพเป็นความลบั และ
มาตรา 48 มุ่งให้เกดิ การปรับปรุง
มาตรา 49 การประเมินผลการปฏบิ ตั ิงานต้องกระทาท้งั ปฏบิ ัติงานเฉพาะ
และประโยชนข์ องหน่วยงาน
มาตรา 45 กรณที ่กี ารปฏบิ ตั ริ าชการผ่านการประเมนิ หรือ
มาตรา 48-49 มีผลสมั ฤทธ์ติ ามเป้ าหมาย ให้มีการจัดสรรเงินเป็นบาเหนจ็
ความชอบหรือเป็นเงนิ รางวัลการเพ่ิมประสทิ ธภิ าพ
การจัดต้งั คณะผู้ประเมนิ อสิ ระ

-การจัดสรรงบเพ่ิมพิเศษเป็นบาเหนจ็ ความชอบแก่สว่ น
ราชการ
-การจดั สรรเงินรางวัลเพ่ิมประสทิ ธภิ าพ

29

ตอนท่ี 3 องค์ประกอบของธรรมาภิบาล

องค์ประกอบของธรรมาภิบาลเป็นเรอ่ื งเกยี่ วกับกรอบ เป้าหมาย วัตถปุ ระสงค์ แนวทางหรอื วธิ ปี ฏิบัติ
ในการพจิ ารณาองค์ประกอบของธรรมาภบิ าล ในท่ีน้ีได้พจิ ารณาจากการนาแนวนโยบาย และหลักเกณฑ์การ
ปฏิบัติเพ่ือใหเ้ กดิ ธรรมาภิบาลของหน่วยงานหลกั ทมี่ คี วามสาคญั ไดแ้ ก่ องค์กรระหวา่ งประเทศ และหนว่ ยงาน
ราชการภาครัฐ ในส่วนของหนว่ ยราชการของรฐั จะได้พจิ ารณาถงึ สานกั นายกรฐั มนตรี กระทรวงมหาดไทย
และสานักงานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน (ก.พ.)

สานกั นายกรฐั มนตรี
เมอ่ื ปี พ.ศ. 2542 โดยคณะรฐั มนตรไี ดม้ ีมตเิ ห็นชอบวาระแหง่ ชาติสาหรับการสร้างระบบบรหิ าร
กิจการบา้ นเมอื งและสังคมที่ดี โดยกาหนดเป็นระเบียบสานักนายรฐั มนตรวี ่าด้วยการสรา้ งระบบบรหิ ารกิจการ
บา้ นเมือง และสังคมทดี่ ี พ.ศ. 2542 ขน้ึ ระเบยี บนมี้ ผี ลบังคับใชต้ ง้ั แตว่ นั ที่ 11 สงิ หาคม 2542 โดยทกุ ส่วน
ราชการตอ้ งถือปฏิบตั ิและรายงานผลการปฏบิ ัตติ ่อคณะรัฐมนตรแี ละรัฐสภา ตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี
ไดร้ ะบุถึงหลกั สาคัญของธรรมาภบิ าล 6 หลกั คือ หลักนติ ธิ รรม หลักคณุ ธรรม หลักความโปร่งใส หลกั ความมี
สว่ นรว่ ม หลกั ความรับผดิ ชอบ และหลักความคมุ้ ค่า จะเห็นไดว้ า่ องค์ประกอบหลักของธรรมาภบิ าลทเี่ สนอ
โดยระเบยี บสานกั นายกรฐั มนตรี เนน้ การกาหนดเป็นกรอบแนวทางใหแ้ กห่ น่วยราชการเพ่อื ถอื ปฏบิ ัติ

1. หลักนิติธรรม เป็นการตรากฎหมายและกฎข้อบังคบั ให้ทันสมัยและเป็นธรรมเปน็ ทีย่ อมรับของ
สังคม อนั จะทาให้สังคมยินยอมพร้อมใจกนั ปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎข้อบงั คบั เหลา่ นั้น โดยถอื วา่ เป็นการ
ปกครองภายใตก้ ฎหมายมิใช่อาเภอใจหรืออานาจของตัวบุคคล

2. หลกั คณุ ธรรม เป็นการยึดม่ันในความถกู ต้องดงี าม โดยรณรงคใ์ หเ้ จา้ หน้าทีข่ องรฐั ยดึ ถือหลักนี้ใน
การปฏิบตั ิเพื่อใหเ้ ปน็ ตัวอยา่ งแก่สังคม และส่งเสริมสนบั สนุนใหป้ ระชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพ่ือให้คน
ไทยมีความซ่ือสตั ย์ จรงิ ใจ ขยัน อดทน มรี ะเบียบวินัย ประกอบอาชพี สุจริตจนเป็นนิสัยประจาชาติ

3. หลกั ความโปรง่ ใส เปน็ การสร้างความไวว้ างใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรบั ปรุงกลไกการ
ทางานขององค์กรทกุ วงการใหม้ ีความโปร่งใส มกี ารเปิดเผยขอ้ มลู ขา่ วสารท่ีเปน็ ประโยชน์ อย่างตรงไปตรงมา
ด้วยภาษาทีเ่ ขา้ ใจง่าย ประชาชนเขา้ ถงึ ข้อมูลข่าวสารไดส้ ะดวกและมีกระบวนการใหป้ ระชาชนตรวจสอบความ
ถกู ต้องชัดเจน

4. หลักความมสี ว่ นร่วม เปน็ การเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนมสี ว่ นร่วมรบั รู้ และเสนอความเหน็ ในการ
ตดั สนิ ใจปัญหาสาคญั ของประเทศ ไม่ว่าด้วยการแสดงความเหน็ การไต่สวนสาธารณะ ประชาพจิ ารณ์ การ
แสดงประชามติ

5. หลกั ความรบั ผิดชอบ เป็นการตระหนักในสิทธหิ นา้ ท่ี ความสานกึ ในความรับผดิ ชอบต่อสังคม การ
ใส่ใจปญั หาสาธารณะของบา้ นเมอื งและกระตือรอื รน้ ในการแกป้ ัญหา ตลอดจนเคารพในความคดิ เหน็ ที่
แตกตา่ งและความกล้าที่จะยอมรับผลจากการกระทาของตน

6. หลักความค้มุ คา่ เป็นการบริหารจดั การ และใชท้ รัพยากรทม่ี ีจากัดเพ่ือให้เกดิ ประโยชนส์ งู สดุ แก่
สว่ นรวม โดยรณรงคใ์ หค้ นไทยมคี วามประหยัด ใชข้ องอยา่ งคมุ้ คา่ สร้างสรรค์สนิ คา้ และบริการทมี่ ีคุณภาพ
สามารถแข่งขนั ได้ในเวทนี านาชาติ และพฒั นาทรัพยากรธรรมชาติใหส้ มบรู ณ์ยัง่ ยนื

30

กระทรวงมหาดไทย
องค์ประกอบในการเสรมิ สร้างการบริหารกจิ การบ้านเมืองและสังคมทด่ี ีของกระทรวงมหาดไทยมี 11
องคป์ ระกอบ คือ การมีส่วนร่วม ความยงั่ ยนื สิ่งท่ีชอบธรรม ความโปร่งใส ความเป็นธรรมและความเสมอภาค
ความรแู้ ละทักษะของเจา้ หน้าที่ ความเสมอภาคทางเพศ ความอดทนอดกลน้ั หลักนติ ธิ รรม ความรบั ผิดชอบ
และการเป็นผู้กากับดูแล จะเห็นได้วา่ องคป์ ระกอบของธรรมาภิบาลท่ีเสนอโดยกระทรวงมหาดไทยเนน้ ไป
ทางดา้ นการบรหิ าร การปกครอง การพฒั นา และการกระจายอานาจ ซึ่งเป็นสายงานที่กระทรวงมหาดไทย
รบั ผิดชอบโดยตรง

1. การมีส่วนรว่ ม (Participation) เปน็ การมีส่วนร่วมของท้ังประชาชนและเจา้ หน้าท่รี ัฐในการ
บริหารงาน เพือ่ ใหเ้ กดิ ความคิดริเรมิ่ และพลังการทางานทส่ี อดประสานกัน เพื่อบรรลุเปา้ หมายในการให้บริการ
ประชาชน

2. ความย่ังยนื (Sustainability) มกี ารบรหิ ารงานทอี่ ย่บู นหลกั การของความสมดุลท้งั ในเมืองและ
ชนบท ระบบนิเวศ และทรัพยากรธรรมชาติ

3. ประชาชนมีความรสู้ กึ วา่ เป็นสิง่ ทชี่ อบธรรม (Legitimacy) และให้การยอมรับ (Acceptance) การ
ดาเนินงานของแตล่ ะหน่วยงานสอดคล้องกับความตอ้ งการของประชาชน ประชาชนพรอ้ มท่จี ะยอมสูญเสีย
ประโยชน์สว่ นตนเพ่ือประโยชน์ส่วนรวมท่ตี อ้ งรบั ผิดชอบรว่ มกัน

4. มีความโปรง่ ใส (Transparency) ขอ้ มลู ตา่ งๆ ตอ้ งตรงกับขอ้ เทจ็ จริงของการดาเนินการและ
สามารถตรวจสอบได้ มีการดาเนินการทีเ่ ปดิ เผย ชัดเจนและเป็นไปตามที่กาหนดไว้

5. สง่ เสริมความเป็นธรรม (Equity) และความเสมอภาค (Equality) มกี ารกระจายการพัฒนาอย่าง
ทว่ั ถงึ เทา่ เทียมกัน ไมม่ ีการเลือกปฏบิ ัติและมรี ะบบการรับเร่อื งราวร้องทกุ ข์ชดั เจน

6. มีความสามารถทจ่ี ะพฒั นาทรัพยากรและวธิ ีการบรหิ ารกิจการบ้านเมืองและสังคมท่ดี ี เจา้ หนา้ ท่ี
ของทกุ หน่วยงานจะต้องได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะเพือ่ ให้สามารถนาไปปรับใช้กบั การทางานได้ และมี
การกาหนดขั้นตอนการดาเนินงานท่ชี ัดเจนเพื่อให้ทุกหนว่ ยงานยึดถือเป็นแนวปฏบิ ตั ิร่วมกนั

7. ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ (Promoting Gender Balance) เปิดโอกาสให้สตรีทั้งในเมืองและ
ชนบทเข้ามามสี ่วนรว่ มในการพัฒนาชมุ ชนและสงั คมในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างย่ิงให้เข้ามามีส่วนรว่ มในการ
ปกครองท้องถิน่ มากข้นึ

8. การอดทนอดกล้นั (Tolerance) และการยอมรบั (Acceptance) ต่อทัศนะท่หี ลากหลาย (Diverse
Perspectives) รวมทัง้ ต้องยุติขอ้ ขัดแย้งด้วยเหตผุ ล หาจดุ ร่วมท่ที กุ ฝ่ายยอมรับร่วมกันได้

9. การดาเนนิ การตามหลักนติ ิธรรม (Operating by Rule of Law) พฒั นา ปรับปรงุ แก้ไขและ
เพิ่มเติมกฎหมายให้มคี วามทันสมยั และเปน็ ธรรม

10. ความรบั ผดิ ชอบ (Accountability) เจ้าหน้าที่จะต้องมีความรับผดิ ชอบต่อประชาชน ความพงึ
พอใจของประชาชนตอ่ การปฏบิ ตั ิงานจะเป็นตวั ช้วี ัดสาคญั ในการประเมินความสาเร็จของหนว่ ยงานและ
เจา้ หนา้ ที่

11. การเป็นผกู้ ากับดแู ล (Regulator) แทนการควบคมุ โอนงานบางอยา่ งไปให้องคก์ รปกครองสว่ น
ทอ้ งถ่ินซง่ึ ใกล้ชดิ กบั ประชาชนทีส่ ุด หรือบางอยา่ งก็ตอ้ งแปรรปู ใหเ้ อกชนดาเนนิ การแทน

31

สานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
หลักธรรมาภบิ าลของสานักงานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน เป็นผลจากการประชุมประจาปี
ระหวา่ งสว่ นราชการกบั สานกั งาน ก.พ. เม่ือวันท่ี 23 ธันวาคม 2542 ซึ่งประกอบด้วยหลกั การสาคัญ 6
ประการ คือ หลกั นิตธิ รรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความคมุ้ ค่า การมสี ่วนร่วมและหลักคุณธรรม จะ
เห็นได้ว่าองค์ประกอบของสานักงาน ก.พ. เน้นเกีย่ วกับการบริหารงานบุคคล และการให้บริการของรฐั

1. หลักนติ ิธรรม กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ มคี วามเป็นธรรมสามารถปกป้องคนดีและลงโทษคนไม่
ดไี ด้ มกี ารปฏริ ปู กฎหมายอย่างสมา่ เสมอใหเ้ หมาะสมกับสภาพการณ์ทีเ่ ปล่ยี นไป การดาเนนิ งานของ
กระบวนการยตุ ธิ รรมเปน็ ไปอยา่ งรวดเรว็ โปรง่ ใสและตรวจสอบได้และได้รับการยอมรบั จากประชาชน
ประชาชนตระหนกั ถึงสทิ ธิเสรภี าพ หน้าท่ขี องตนเอง เขา้ ใจกฎเกณฑต์ า่ งๆ และมสี ่วนร่วมในกรณีต่างๆ

2. หลกั ความโปรง่ ในการสารวจความพงึ พอใจของผู้มาใชบ้ ริการของรัฐและเจา้ หน้าที่ของส่วนราชการ
จานวนเรื่องกล่าวหารอ้ งเรียน หรอื สอบสวนเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐ เกณฑ์ในการใชด้ ุลพนิ ิจของสว่ นราชการมคี วาม
ชัดเจนเปน็ ทีย่ อมรบั ส่วนราชการมตี ัวช้ีวดั ผลการปฏิบัตงิ านท่เี ปน็ รปู ธรรมและเปดิ เผยต่อสาธารณะ

3. หลกั ความรบั ผิดชอบ การได้รบั การยอมรบั และความพอใจจากผ้รู ับบริการและผเู้ กีย่ วขอ้ ง การ
บรรลผุ ลตามวตั ถปุ ระสงค์ทีก่ าหนดไว้ของงานทีป่ ฏบิ ตั ิ คุณภาพของงานทั้งดา้ นปริมาณ ความถูกตอ้ ง ครบถว้ น
รวมทงั้ จานวนความผดิ พลาดที่เกิดขนึ้ จากการปฏิบตั ิงาน และจานวนการรอ้ งเรียนหรอื การกล่าวหาทไ่ี ด้รับ

4. หลักความค้มุ คา่ ความพงึ พอใจของผรู้ ับบรกิ าร ความมีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ล ทงั้ ด้าน
ปริมาณและคณุ ภาพ

5. หลักการมีสว่ นรว่ ม ความสมั ฤทธิผ์ ลของโครงการต่างๆ รวมถงึ การประหยดั งบประมาณ ความพึง
พอใจของผมู้ ีส่วนเก่ยี วข้องหรือผไู้ ด้รับผลกระทบ จานวนผู้เข้ารว่ มแสดงความคดิ เหน็ หรือจานวนขอ้ เสนอแนะ
หรือขอ้ คดิ เห็นของประชาชนในการดาเนินการเรื่องต่างๆ รวมถึงคณุ ภาพของการเขา้ มามีส่วนรว่ ม

6. หลกั คุณธรรม การรอ้ งเรียนหรอื ร้องทุกข์ในการดาเนินการในเร่อื งตา่ งๆ ทั้งในและนอกองค์กร
ลดลง คุณภาพชวี ิตของคนในสงั คมดีข้นึ มีการบริหารจดั การและใชท้ รัพยากรในชาติอย่างเกิดประโยชนส์ งู สุด
สังคมมีเสถยี รภาพ อยูร่ ่วมกนั อย่างสงบสขุ ด้วยความมรี ะเบียบวนิ ัย

สาหรับ Commonwealth Secretariat องคก์ รท่ีช่วยประเทศสมาชกิ ในการส่งเสรมิ ฝึกอบรมและ
ปรบั ปรุงการบริหารการจัดการของภาครัฐตามหลกั ธรรมาภิบาล เนน้ หลกั ธรรมาภิบาลในองค์ประกอบของ
ความโปร่งใสการตรวจสอบ การมสี ่วนร่วม และการต่อสกู้ บั ปัญาหาการคอรปั ชนั่ ขณะที่องค์ประกอบของธรร
มาภบิ าลตามท่ี United Nations Development Programme (UNDP) เสนอ ประกอบดว้ ย การมีสว่ นรว่ ม
ของประชาชน กฎหมายทย่ี ตุ ิธรรม ความเปดิ เผยโปรง่ ใส การมีฉันทานมุ ัติรว่ มในสงั คมกลไกการเมืองทชี่ อบ
ธรรม ความเสมอภาค ประสทิ ธิภาพและประสิทธิผล พนั ธะความรับผิดชอบตอ่ สงั คม และการมีวสิ ยั ทัศน์
เชิงกลยทุ ธ์ (เกรียงศักดิ์ เจรญิ วงศศ์ กั ด์,ิ 2541, : 1-65)

1. การมีส่วนรว่ มของประชาชน (Public Participation) ประชาชนทัง้ ชายและหญิงมสี ่วนร่วมใน
กระบวนการตัดสินใจอยา่ งเท่าเทียมกัน ไม่วา่ จะเปน็ การมีส่วนรว่ มโดยตรงหรอื ทางอ้อมโดยผ่านสถาบันต่างๆ
ท่มี ีอานาจอันชอบธรรม (Legitimate Intermediate Institution)

2. กฎหมายท่ียุตธิ รรม (Rule of Law) การปกครองประเทศจะใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐานและทกุ คน
เคารพกฎหมาย โดยทก่ี รอบของกฎหมายที่ใช้ในประเทศต้องมคี วามยตุ ิธรรม และถกู บังคับใชก้ บั คนกลุ่มตา่ งๆ
อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกนั

32

3. ความเปิดเผยโปร่งใส (Transparency) กระบวนการทางาน กฎเกณฑก์ ติกา มคี วามเปดิ เผย
ตรงไปตรงมา ขอ้ มูลข่าวสารต่างๆ ในสังคมสามารถถ่ายโอนไดอ้ ยา่ งเป็นอสิ ระ (Free Flow of Information)
ประชาชนสามารถเข้าถึงและรบั ทราบข้อมูลหรอื ข่าวสารสาธารณะของทางราชการไดต้ ามทีก่ ฎหมายบัญญตั ิ

4. การมีฉันทานุมัตริ ว่ มในสงั คม (Consensus Orientation) การตัดสินใจดาเนนิ นโยบายใดๆ ของ
ภาครฐั ต้องมีการประสานความต้องการหรอื ผลประโยชนท์ แี่ ตกตา่ งของกลุ่มคนในสงั กัดให้เกิดเปน็ ความเหน็
รว่ มกัน (Broad Consensus) บนฐานของสงิ่ ทีเ่ ป็นประโยชน์ สงู สุดแก่สงั คมโดยรวม

5. กลไกการเมืองที่ชอบธรรม (Political Legitimacy) กระบวนการเข้าสู่อานาจทางการเมืองมี
ความชอบธรรมและเป็นท่ียอมรบั ของคนในสงั คม เชน่ การไดม้ าซ่ึงสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรทมี่ ีคณุ ภาพ การมี
คณะรัฐมนตรีท่ปี ฏิบตั งิ านเพ่อื ประโยชน์แกส่ ่วนรวม การมีระบบราชการทส่ี จุ รติ โปร่งใสตรวจสอบได้ การมี
กระบวนการเปิดเผยทรัพย์สนิ และหนี้สินของนักการเมือง การมีคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการ
ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทาหน้าทไ่ี ตส่ วนและวนิ ิจฉัยเจ้าหน้าท่รี ัฐที่รา่ รวยผิดปกติ

6. ความเสมอภาค (Equity) ประชาชนทกุ คนมีความสามารถอยา่ งเท่าเทียมกนั ในการเข้าถงึ โอกาส
ตา่ งๆ ในสังคม เช่น โอกาสพัฒนาหรือมคี วามเป็นอยู่ท่ดี ี โดยรัฐเป็นผู้จดั สรรสาธารณปู โภคข้ันพืน้ ฐานเพ่อื ให้
ประชาชนสามารถเขา้ ถึงบริการโดยเทา่ เทียมกัน

7. ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Effectiveness and Efficiency) กระบวนการและสถาบนั ต่างๆ
เช่น รฐั สามารถจัดสรร ใชท้ รพั ยากรต่างๆ ได้อยา่ งคุ้มค่าและเหมาะสม เพื่อตอบสนองความตอ้ งการของคนใน
สังคมโดยรวม รวมถงึ การทางานทร่ี วดเร็ว มีคณุ ภาพและก่อให้เกดิ ประโยชนส์ งู สดุ

8. พันธะความรบั ผิดชอบต่อสังคม (Accountability) การตดั สินใจใดๆ ของภาครัฐ ภาคเอกชน และ
ภาคประชาชนต้องกระทาโดยมพี ันธะความรบั ผิดชอบในส่ิงทตี่ นเองกระทาต่อสาธารณชนหรอื ผู้มีสว่ นได้เสยี
กบั หน่วยงานนน้ั โดยคานงึ ถึงผลประโยชนท์ จ่ี ะเกดิ ขน้ึ แกส่ ่วนรวมเป็นหลกั และมจี ติ ใจเสียสละ เหน็ คุณคา่
สังคมทีต่ นเองสงั กัดอยู่

9. การมีวสิ ยั ทัศนเ์ ชงิ กลยุทธ์ (Strategic Vision) การท่ผี ู้นาและประชาชนในประเทศมวี ิสยั ทศั น์ใน
การสรา้ งธรรมาภิบาล และการพัฒนาอยา่ งย่ังยนื

อาจกล่าวได้ว่าองค์กรทัง้ สีต่ า่ งก็กาหนดกรอบของตนเองข้นึ ซง่ึ สะดวกต่อการประเมนิ ความสาเร็จ
และสรา้ งตัวชีว้ ัดเป็นของหน่วยงานเฉพาะข้นึ มา ในการสรา้ งกรอบตวั ชวี้ ดั ธรรมาภิบาล

ตอนที่ 4 วธิ กี ารพฒั นาธรรมาภบิ าล

เพ่อื ใหอ้ งคก์ รของรฐั เอกชน และทุก ๆ สว่ นนาหลกั ธรรมาภิบาล หรอื ธรรมาธบิ าลมาใช้ให้กว้างขวาง
และยั่งยืนจาเป็นต้องมีปัจจัยสาคัญหลาย ๆ ปัจจัยที่นอกเหนือจากความตระหนักของบุคลากรในหน่วยงาน
และผู้บริหารแล้ว คือ ความต่อเนื่องหรือความยั่งยืนของการเป็นประชาธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ
(sustainability of democracy and national security) เพราะประชาธิปไตยคอ่ นขา้ งเป็นพลวัต เพราะ
มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม และยังมีการอภิปรายกันถึง
ความหมายท่ีแท้จริงอยู่อย่างกว้างขวาง แต่มิติที่สาคัญของประชาธิปไตยก็คือการแข่งขัน การมีส่วนร่วมและ
เสรภี าพในทางการเมอื ง การเป็นประชาธปิ ไตยและความยัง่ ยืนของประชาธิปไตยจึงเป็นส่ิงท่ีจะช่วงทาให้การ

33

บรหิ ารจดั การท่ีดี หรือธรรมาภิบาลคงอยู่ได้ เนื่องจากตราบใดท่ีไม่เป็นเผด็จการ ประชาชนย่อมมีโอกาสแสดง
ความคิดเห็น มีส่วนร่วมในการกาหนดนโยบาย มีการตรวจสอบการดาเนินการของรัฐ ทาให้เกิดความ
โปรง่ ใส ผบู้ รหิ ารและเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนตลอดหน่วยงานต่าง ๆ มีสานึกรับผิดชอบ ประชาธิปไตย
จึงมีข้อดี คือ เป็นวิธีส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคคลกลุ่มต่าง ๆ เพ่ือหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งแทนการ
ใช้ความรุนแรง กระบวนการเป็นประชาธิปไตยนามาสู่ การส่งเสริมสันติวิธีในชาติ และระหว่างชาติได้
ประชาธปิ ไตยเปิดโอกาสให้เกดิ การมีสว่ นรว่ มอย่างมีประสทิ ธผิ ล มีการลงคะแนนเสยี งโดยเท่าเทียมกัน มีการ
สร้างความเข้าใจร่วมกัน มีการควบคุมทางนโยบาย ประชาธิปไตยนามาสู่การหลีกเลี่ยงทรราช การมีสิทธิ
เสรีภาพ มีการแสดงความคิดของตนเอง มีความอิสระทางความคิด มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปกป้อง
ความสนใจส่วนบุคคล มีความเท่าเทียมกันทางการเมืองและประชาธิปไตยแนวใหม่นามาสู่การแสวงหา
เสรีภาพและความเจริญ และที่สาคัญกระบวนการประชาธิปไตยนามาสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นการ
สร้างการเจริญเติบโตในด้านการสร้างความรับผิดชอบและสร้างปัญญา ขณะเดียวกันก็นามาซ่ึงแนวทางท่ี
สาคญั ทส่ี ุดสาหรบั ประชาชนในการปกป้องและนาเสนอความสนใจของพวกเขา

การใช้กระบวนการประชาธิปไตยเพื่อผลักดันให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางกฎหมาย ทางการ
บริหารและทางสงั คม ตลอดจนการมีความเป็นธรรมมากข้ึนจัดเป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นท่ีเข้าใจกันว่า การเมือง
แบบประชาธิปไตยทาให้เกิดนิติธรรม เป็นส่งเสริมเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพของประชาชน เกิดการ
เลอื กตั้ง ได้ผ้จู ะทาหนา้ ทใี่ นกระบวนการนิติบญั ญัติได้อยา่ งเสรีและเป็นธรรม

ประชาธิปไตยเป็นปัจจัยสาคัญที่สุดประการหน่ึงของการมีการบริหารจัดการที่ดี อันท่ีจริงแล้ว
การบริหารจัดการท่ดี ีและประชาธปิ ไตยเปน็ ส่งิ ทเี่ ก้ือหนุนกันอยู่ ประเทศใดที่มิได้เป็นประชาธิปไตย การมีการ
บรหิ ารจดั การทดี่ คี งเกดิ ข้นึ ได้ยากย่ิง เพราะไม่มีปัจจัยสาคัญของการเป็นบริหารจัดการที่ดี หรือไม่สามารถที่
จะเกิดข้ึนหรือทาให้เกดิ ขน้ึ ได้ เชน่ หลักการของนติ ิธรรม นิตริ ัฐ ผู้มีอานาจจะใช้กฎหมายเพ่ือประโยชน์ของ
ตนเองและพวกพ้องมากกว่าเพื่อประชาชนโดยรวม ทั้งนี้ เพื่อให้คงความมีอานาจของตนและพวกต่อไป
กฎหมาย กฎระเบยี บตา่ ง ๆ จงึ เป็นไปเพ่ือกาจัดฝ่ายตรงขา้ มเสียมากกว่า

หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเกิดขึ้นถ้าประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นต่อการ
ทางานของภาครฐั ได้ ผู้มีอานาจจะทางานได้ยากข้ึน เพราะต้องคอยตอบคาถาม ต้องให้ข้อมูลให้ประชาชนผู้มี
ส่วนไดส้ ว่ นเสีย ตลอดจนกลมุ่ ตา่ ง ๆ มาร่วมรับรู้ ตัดสินใจ และที่สาคัญหากใช้หลักการน้ีมาก ๆ โดยเฉพาะ
การมีสว่ นร่วมในการเลอื กตงั้ หรอื ถอดถอน อาจนามาส่กู ารพน้ จากอานาจได้

อนึง่ ธรรมาภิบาลจะยั่งยืนต้องมีประชาธิปไตยท่ีย่ังยืนและความยั่งยืนของประชาธิปไตยจะเกิด
ได้ต้องมีประชาชนมีจิตสานึกและพฤติกรรมในการเป็นประชาธิปไตยมีความเชื่อม่ันสถาบันประชาธิปไตย มี
ประสิทธิภาพทางการเมืองของประเทศ มีทุนทางสังคมสูง มีการมีส่วนร่วมทางการเมืองสูง มีวัฒนธรรมทาง
การเมืองแบบมสี ่วนรว่ ม ผูน้ าเป็นผ้แู ทนประชาชนอย่างแท้จรงิ มาจากการเลอื กตง้ั ของประชาชน

ดังนั้น การสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจะเป็นพ้ืนฐานของการเสริมสร้างธรรมาภิบาล
เพราะประชาธิปไตยแบบมีสว่ นร่วม (participatory democracy) หมายถึง การมีอานาจการตัดสินใจไม่ควร

34

เปน็ ของกลุ่มคนจานวนน้อย แต่อานาจควรได้รับการจัดสรรในระหว่างประชาชน เพ่ือทุก ๆ คนได้มีโอกาสที่
จะมีอทิ ธิพลต่อกิจกรรมสว่ นรวม

ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจัดเป็นการกระจายอานาจและการมีประชาธิปไตยอย่างกว้างขวาง
ของกระบวนการทางการเมืองท้งั ในระดบั ท้องถน่ิ และระดบั ชาติ

หลักการของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมประกอบด้วย การมีส่วนร่วม การมีอานาจตัดสินใจ
การจัดสรรอานาจ การเท่าเทียมกัน การรวมปัจจัยทางสังคม การปกป้องสิทธิส่วนบุคคล ความยึดหยุ่นได้
โครงสร้างของการทางานท่ีสามารถตรวจสอบได้ มีความโปร่งใส และความต้องการทรัพยากรของผู้มีส่วนร่วม
ได้รับการคานึงถึง

โดยการมสี ว่ นรว่ มของประชาชนที่มีประสิทธผิ ลจะตอ้ งประกอบไปด้วยปัจจยั ดงั ต่อไปนี้
1. ข้อมูลจากประชาชนส่งผ่านไปยังผู้เสนอโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้ผู้เสนอโครงการน้ัน ๆ
ใหท้ ราบถงึ ธรรมชาติและแนวคิดของสังคม
2. ข้อมลู ทางเทคนคิ เก่ยี วกบั เรอื่ งทีเ่ ป็นประเดน็ สนใจจากผูเ้ สนอโครงการส่งผ่านไปยังประชาชน
3. มีการแลกเปล่ียนข้อมูลขา่ วสาร และมีความเชื่อใจกันระหว่างประชาชนกับ ผู้เสนอโครงการ
หรือระหว่างประชาชนด้วยกนั เองในอันที่จะรบั ฟงั ข้อมูลของกันและกัน

ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 10 (พ.ศ. 2550-2554) ได้กาหนด
ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาล หรือธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศโดยเน้นการพัฒนา
ศักยภาพของ “คน” เป็นพเิ ศษ กลา่ วคือ

การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศจะมุ่งให้ความสาคัญกับการพัฒนา
ศกั ยภาพของ “คน” ในทุกกลมุ่ ภาคส่วนของสงั คมไทย ใหม้ พี ืน้ ฐานทางจติ ใจท่ียดึ มัน่ ใน “คุณธรรม” มีความ
ซ่อื สตั ย์สจุ รติ และ “ความรอบรู้” อันเป็นเง่ือนไขที่จะทาให้เกิดการประพฤติปฏิบัติตนได้อย่าง “มีเหตุมีผล”
ร้จู กั สิทธิ หนา้ ที่ และความรบั ผิดชอบในฐานะพลเมอื งไทยตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง
เป็นประมุข สามารถผนึกพลังเป็นเครือข่ายท่ีเข้มแข็ง มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการขับเคล่ือนการบริหาร
จัดการและพัฒนาประเทศเพ่ิมขึ้น พร้อมท้ังให้ความสาคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบ
โครงสร้าง กลไก และกระบวนการบริหารจัดการประเทศ บนหลกั ธรรมาภิบาลและประชาธิปไตย ท่ีเปิดกว้าง
ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม โดยต้องมีการปรับระบบบริหารจัดการภาครัฐทั้งระบบราชการและรัฐวิสาหกิจให้มี
ประสิทธิภาพโปร่งใส เน้นบทบาทในการอานวยความสะดวกกากับดูแล แทนการควบคุมและสั่งการ เน้น
การทางานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ในลักษณะหุ้นส่วนการพัฒนา ขณะเดียวกันต้องลดบทบาทอานาจของ
ราชการในส่วนกลาง และเพ่ิมบทบาท มอบอานาจและกระจายอานาจการตัดสินใจ การดาเนินการ การ
กระจายการจัดสรรทรัพยากรให้แก่ราชการส่วนภมู ิภาค สว่ นทอ้ งถิ่น และชุมชน ให้มีศักยภาพความสามารถ
รับผิดชอบการพัฒนาในพ้ืนที่ได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและสังคม ควบคู่ไปกับการ
ส่งเสรมิ บทบาทภาคเอกชนและการปฏิรูปธุรกิจเอกชนให้เข้มแข็ง สุจริต โปร่งใส ลดการผูกขาด เป็นธรรม
กับผู้บริโภคและธุรกิจคู่แข่ง พร้อมท้ังเร่งปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและ
สงั คม เพอ่ื สร้าง “สมดลุ ” ในการจดั สรรและกระขายผลประโยชนจ์ ากการพัฒนาใหท้ ่วั ถึงและเปน็ ธรรม

35

นอกจากนี้ ยังต้องดาเนินการควบคู่กับการรักษาและเสริมสร้างความม่ันคง เพ่ือสนับสนุนการ
บริหารจัดการประเทศสู่ดุลยภาพและความยั่งยืน โดยให้ความสาคัญกับการสร้างศักยภาพบทบาทของ
หน่วยงานท่ีมีภารกิจรับผิดชอบด้านการป้องกันประเทศ ความม่ันคงและการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อ
ผนึกพลังร่วมกบั ภาคสว่ นต่าง ๆ ดาเนนิ การปอ้ งกนั และพัฒนาประเทศให้สามารถพิทักษ์รักษาเอกราชสถาบัน
พระมหากษตั รยิ ์ ผลประโยชน์ของชาติ และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง
เป็นประมุข รวมทั้งสามารถสร้างความมั่นคงของประชาชนและสังคมให้มีความอยู่รอดปลอดภัย อันจะเป็น
“ภูมิคุ้มกัน” และส่งผลให้การบริหารจัดการและการพัฒนาประเทศเกิดดุลยภาพทั้งในมิติของเศรษฐกิจ
สงั คม ทรพั ยากรธรรมชาติ สง่ิ แวดลอ้ ม และความมนั่ คง ซึ่งจะนาไปสสู่ นั ตสิ ขุ และความยัง่ ยืน

ธรรมาภบิ าล มี 4 วธิ กี าร ดังน้ี
1. วิธีการเสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยและวัฒนธรรมธรรมาภิบาลให้
เกิดขึ้นเป็นส่วนหน่ึงของวถิ กี ารดาเนนิ ชีวิตในสงั คมไทย ด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ปลูกฝังจิตสานึก
การดาเนินชวี ติ อย่างมีเหตผุ ล ยอมรับกตกิ าการอยูร่ ว่ มกนั ตระหนักในสิทธิหน้าท่ีเสรีภาพ และความเสมอภาค
รวมทงั้ อุดมการณ์ ค่านิยมที่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และวฒั นธรรมธรรมาภิบาลให้แก่ประชาชนทกุ กลมุ่ โดยเฉพาะเยาวชนและผู้นาในสังคมทุกระดับ เพื่อให้เป็น
แบบอย่างท่ีดีในสังคม พร้อมทั้งวางรากฐานกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม
อย่างแท้จรงิ และเพิ่มประสิทธิภาพกลไกกระบวนการตรวจสอบการใช้อานาจรัฐ รวมทั้งการเมืองให้เข้มแข็ง
และเป็นอิสระมากขึ้น

1.1 รณรงค์สร้างกระบวนการเรียนรู้ ปลูกฝังจิตสานึก ค่านิยมวัฒนธรรมประชาธิปไตย
วัฒนธรรมธรรมาภิบาลแก่เยาวชน และประชาชนทุกกลุ่ม ทุกภาคส่วนในสังคม อย่างต่อเน่ืองจริงจัง
โดย

1.1.1 สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในสิทธิ หน้าท่ี ความรับผิดชอบ เสรีภาพ และ
ความเสมอภาค พัฒนาให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ เกิดจิตสานึกในการป้องกันดูแลและมีส่วนร่วมในการ
พัฒนาความรู้และวัฒนธรรมประชาธิปไตยแก่ประชาชนอย่างท่ัวถึง ผ่านส่ือทุกประเภทด้วยรูปแบบที่
หลากหลาย เข้าใจง่าย โดยภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ และจัดสรรเวลาออกอากาศที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
ให้แก่รายการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล รวมทั้งสอดแทรกในรูปแบบข่าว ละคร บท
เพลง และการละเล่นพืน้ บา้ น

1.1.2 สนบั สนนุ สถาบันและหน่วยงานการศึกษา ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน จัดทา
หลกั สูตรวชิ าการจัดกจิ กรรม ฝกึ อบรม เวทีสัมมนาแลกเปล่ียนเรียนรู้ ว่าด้วยวัฒนธรรม ประชาธิปไตย การ
เสริมสรา้ งปลูกฝังค่านิยมอดุ มการณป์ ระชาธปิ ไตย และปลกู ฝงั จรยิ ธรรม คุณธรรมตั้งแต่วัยเยาว์ให้มีจิตสานึก
การปฏิบัตหิ นา้ ท่โี ดยสจุ ริต และประพฤติปฏิบตั ิจนเป็นปกติวิสัย

1.1.3 ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคราชการ บ้าน สถาบันทางศาสนา โรงเรียน
ประชาสังคม และสื่อในการปลูกฝงั จิตสานกึ ในเรื่องหลักการประชาธิปไตยและวัฒนธรรมประชาธิปไตยรวมทั้ง
ธรรมาภบิ าล เพือ่ ใหเ้ ด็กและเยาวชนในวัยเรียนจนถึงวัยทางาน ตระหนักและเชื่อมั่นในแนวทางการอยู่ร่วมกัน
ตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข

1.1.4 จัดทาคู่มือจริยธรรมของประชาชนและเยาวชน เพ่ือให้ประชาชนและเยาวชนใช้
เปน็ กรอบยึดถอื ปฏิบัตใิ นการดารงชีวติ และสถานศกึ ษาใช้ประกอบการเรยี นการสอน

36

1.1.5 สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมและศึกษาวิจัยที่เก่ียวกับวัฒนธรรม ประชาธิปไตย
วฒั นธรรมธรรมาภิบาล และวัฒนธรรมสนั ตวิ ธิ ที ถ่ี ูกตอ้ งตามหลกั วิชาการ เพอ่ื ให้สามารถพัฒนากรอบความคิด
หลักการ แนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย และวัฒนธรรมธรรมาภิบาลท่ีเหมาะสมกับบริบทของ
สังคมไทย

1.1.6 สนับสนุนให้มีพ้ืนท่ีสาธารณะทางสังคมเพ่ิมข้ึน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มี
ส่วนร่วมในการแลกเปล่ียน เรียนรู้ ระดมความคิดเห็น ปรึกษา หารือ และร่วมติดตามตรวจสอบอย่าง
สร้างสรรค์ ในเรอื่ งทีเ่ กย่ี วข้องกบั การบรหิ ารจัดการประเทศ และการกาหนดนโยบายสาธารณะ

1.2 พัฒนาภาวะความเป็นผ้นู าประชาธปิ ไตยท่ีมคี ุณธรรม จริยธรรม และ
ธรรมาภบิ าลในสงั คมทุกระดบั ให้เป็นแบบอยา่ งท่ดี ีในสังคมไทย โดย

1.2.1 เสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาทักษะความเป็นผู้นาตามระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ยึดม่ันในวัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมสันติวิธี
และมีวฒั นธรรมธรรมาภิบาลที่พร้อมรับการตรวจสอบและรับฟังความเห็นจากประชาชน และภาคส่วนต่าง ๆ
เพอ่ื สามารถถ่ายทอดและสรา้ งการเปลีย่ นแปลงให้เกดิ ขึน้ ในสงั คม ชมุ ชน และท้องถ่ินทุกระดับ

1.2.2 จัดทาแผนพัฒนาผู้นาทางสังคมในทุกระดับ รวมท้ังผู้นาท่ีมีตาแหน่งหน้าท่ีที่มี
อานาจ และมีบทบาทช้ีนาการพัฒนาให้กับเยาวชนและประชาชนโดยท่ัวไป ให้ยึดม่ันในหลักธรรมาภิบาล
อย่างเครง่ ครดั มีความซ่ือสตั ยส์ ุจรติ เทย่ี งธรรม มคี า่ นยิ มที่ถกู ต้องดีงาม สามารถแบง่ แยกความสัมพันธ์และ
ประโยชน์สว่ นตัวออกจากตาแหน่งหน้าท่ี และไม่ยอมรับนับถือผู้ท่ีมีพฤติกรรมไม่สุจริต รวมทั้งส่งเสริมยกย่อง
ผนู้ าท่มี พี ฤติกรรมความเปน็ ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล เป็นตวั อยา่ งเผยแพรแ่ ก่สังคม และมีบทลงโทษทาง
สงั คมเมือ่ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทัง้ นีเ้ พ่อื ให้เปน็ ตน้ แบบท่ีดีงามของเยาวชนสบื ตอ่ ไป

1.2.3 สร้างกลุ่มแกนนาในระดับครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และทุกภาคส่วนในสังคม
รวมท้ังสร้างเยาวชนธรรมาภิบาลในโรงเรียนและชุมชน โดยสนับสนุนการรวมกลุ่มเป็นกลไกและองค์กร
เครือข่ายทาหน้าท่ีเป็นศูนย์กลางการรณรงค์สร้างกระบวนการเรียนรู้ ดาเนินกิจกรรมเสริมสร้างวัฒนธรรม
ประชาธปิ ไตยและธรรมาภิบาล และขยายผลสรา้ งเครอื ขา่ ยการเรยี นรูอ้ ยา่ งต่อเนอ่ื งสม่าเสมอ

1.2.4 สนับสนุนองค์กรด้านวัฒนธรรม มีส่วนร่วมรณรงค์เสริมสร้างความเป็นผู้นา
ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล และส่งเสริมบทบาทสภาวัฒนธรรมจังหวัดให้เป็นศูนย์กลางเผยแพร่การ
พฒั นาวฒั นธรรมประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลในระดบั พื้นท่ี

1.3 เสริมสร้างการพัฒนาการเมืองให้โปร่งใส สุจริต เพ่ือสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรม
ประชาธิปไตยและวัฒนธรรมธรรมาภบิ าล โดยส่งเสรมิ ใหท้ ุกภาคสว่ นในสงั คมร่วมจัดทาแผนพัฒนาการเมือง
แบบมีส่วนร่วม และกาหนดมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมของนักการเมือง และยึดถือปฏิบัติ โดยคานึงถึง
ผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสาคัญ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม รวมทั้งสนับสนุนการ
บรหิ ารพฒั นาประเทศให้มีธรรมาภิบาลตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข

2. วิธีเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนให้สามารถเข้าร่วมในการบริหารจัดการ
ประเทศ เพ่ือให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมเข้าถึงอานาจการตัดสินใจตามหลักประชาธิปไตยและ
หลักธรรมาภิบาลในการพัฒนาประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรม สร้างความสมดุล สามารถมีบทบาทใน

37

กระบวนการตรวจสอบภาครัฐใหด้ าเนินการอย่างโปร่งใส ลดการทุจริตประพฤติมิชอบในภาคราชการได้อย่าง
มปี ระสิทธิผลบนพืน้ ฐานของการยอมรับและการไวว้ างใจกนั

2.1 ส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้เข้มแข็ง และมีบทบาทมี
ส่วนรว่ มในการพฒั นาประเทศเพมิ่ ข้นึ

2.1.1 สนับสนุนการรวมตัวของภาคประชาชนเป็นองค์กรทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
และสรา้ งเครอื ข่ายการทางานร่วมกันทีเ่ ขม้ แข็ง ทั้งแนวดิง่ และแนวราบ

2.1.2 ส่งเสริมภาคประชาสังคมกลุ่มต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ อนุกรรมการของ
ภาครัฐทั้งในระดับชาติ ภูมิภาค จังหวัด และชุมชนท้องถ่ิน เพ่ือเข้าร่วมในการกาหนดนโยบายการวางแผน
จดั ทาแผนยทุ ธศาสตรภ์ าค กลุม่ จังหวัด จังหวัด ชุมชน การตรวจสอบการถ่วงดุลการบริหารจัดการภาครัฐ โดย
ให้มีสิทธิรบั ร้ขู ้อมลู ขา่ วสารท่ีถูกต้องครบถ้วน มสี ทิ ธิใหค้ วามคดิ เหน็ และสามารถตดิ ตามตรวจสอบได้

2.1.3 สนับสนุนให้มีกลไกที่ปรึกษาภาคประชาชนในระดับชาติและระดับปฏิบัติการใน
พ้ืนท่ี ต้ังแต่ระดับจังหวัดจนถึงระดับท้องถ่ิน เพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็นในระดับนโยบาย
ยุทธศาสตร์ การพัฒนา และการบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ สามารถสะท้อนความพึงพอใจและความ
ตอ้ งการของประชาชน ซึง่ เปน็ ประโยชนต์ ่อการปรับการดาเนินนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาของภาครัฐ
ไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ

2.2 เสริมสร้างความเข้มแขง็ และประสิทธภิ าพของกลไกการตรวจสอบภาคประชาชน
2.2.1 พัฒนาส่อื ให้สามารถรายงานขา่ วสารในเชงิ สืบสวนท่ีมีขอ้ มูลถูกต้องครบถ้วน และ

ยึดม่ันในจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มวิชาชีพทางด้านส่ือสารมวลชนที่เป็นอิสระและ
เขม้ แข็ง กากับดแู ลและตรวจสอบส่ือมวลชนด้วยกันเอง ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและมีจรรยาบรรณใน
การผลิตและนาเสนอส่ือต่าง ๆ ต่อสังคมปลอดจากการแทรกแซงของรัฐ หรือกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจใด ๆ
พร้อมทั้งให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแก่ผู้ผลิตส่ือในการเสนอข้อมูลข่าวสารท่ีเป็นข้อเท็จจริงอย่างอิสระ
โดยให้มอี งคก์ รค้มุ ครองสทิ ธแิ ละเสรีภาพของสอื่ มวลชน

2.2.2 พฒั นากรอบและวิธีการในการร่วมมือในระหว่างองค์กรเอกชน/ภาคประชาสังคม
กบั ภาควชิ าการ ให้มีลักษณะเปน็ เครือขา่ ยทก่ี วา้ งขวางรวมทงั้ สรา้ งเครอื ข่ายการทางานร่วมกับภาคีการพัฒนา
อื่น ๆ ได้แก่ ภาคส่ือมวลชน ภาครัฐ เพื่อสร้างกระบวนการแลกเปล่ียนเรียนรู้ให้สามารถศึกษา วิเคราะห์
ข้อมูลเชิงลึกได้กวา้ งขวาง และสร้างพลงั ในการตรวจสอบการปอ้ งกนั การทจุ รติ ประพฤติมิชอบ

2.3 สนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมสันติวิธีและจัดให้มีกลไกท่ีส่งเสริมการแก้ไขปัญหา
ความขดั แยง้ อย่างสันตวิ ิธี

2.3.1 เผยแพร่ สร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างวัฒนธรรมสันติวิธีให้แก่เด็ก
เยาวชน และประชาชนทุกกลุ่มให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ใช้ฉันทามติในการแก้ไขปัญหาเพ่ือเสริมสร้างความ
สมานฉนั ท์

2.3.2 ทบทวนบทบาทหน้าที่ของกลไกระงับความขัดแย้งในรูปแบบต่าง ๆ อาทิประชา
พิจารณ์ ฉนั ทานมุ ตั ิ ฯลฯ และศกึ ษาวิจยั สรา้ งองค์ความรู้ หารูปแบบวิธีการและกลไก ตลอดจนหาแนวทาง
ปรับกลไกทีม่ ีอยู่ให้สามารถทาหน้าที่ระงับความขัดแย้งได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ล

38

2.4 ส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีโอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมใน
ทุกขั้นตอนของการดาเนินคดี ให้การดูแล และให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ข้ันตอนการฟ้องร้อง การประกันตัว
การดาเนินคดี การสืบพยาน จนกระทั่งคดีสิ้นสุดแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสในสังคม พร้อมท้ัง
ส่งเสริมให้มีกลไกที่ปกป้องผู้แจ้งเบาะแส/พยานในเร่ืองการทุจริตประพฤติมิชอบ การชดเชยค่าเสียหายให้
บุคคลเหลา่ นนั้ และผูท้ ี่ได้รับความเสยี หายจากผลกระทบที่เกิดจากการดาเนนิ งานของภาครฐั

2.5 เร่งรัดการก่อต้ังองค์การภาคสังคมตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นองค์การแกนท่ีเป็น
อสิ ระเข้ามาถ่วงดลุ การใชอ้ านาจของระบบราชการ เช่น องค์การอสิ ระด้านส่งิ แวดล้อม องค์การอิสระคุ้มครอง
ผบู้ ริโภค เปน็ ต้น

3. วธิ ีสร้างภาคราชการและรัฐวิสาหกิจทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ และมธี รรมาภิบาล เน้นการอานวย
ความสะดวกแทนการกากับควบคุม และทางานร่วมกับหุน้ สว่ นการพฒั นา

3.1 พัฒนาระบบราชการและข้าราชการให้ทันสมัยโปร่งใส และมีขีดสมรรถนะสูงข้ึน
โดย

3.1.1 มีกลไกนโยบายระดับชาติ ส่งเสริมการขยายการให้บริการในรูปแบบรัฐบาล
อเิ ล็กทรอนกิ สไ์ ปสู่หน่วยงานราชการทุกแห่ง และบรหิ ารจดั การงบประมาณใหเ้ ปน็ ไปอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ

3.1.2 จัดให้มีการศึกษาวิจัยในทุกส่วนราชการ ภารกิจใดมีความจาเป็นท่ีจะได้
ดาเนินการต่อไป หรือสมควรเปล่ียนแปลง ยกเลิกหรือเพ่ิมเติม ควบคู่ไปกับการดาเนินการปรับปรุงอานาจ
หน้าที่ โครงสร้าง ระบบงาน และอัตรากาลังให้สอดคล้องเหมาะสมกับความจาเป็นในแต่ละหน่วยราชการ
โดยคานึงถึงความคุ้มค่า สถานการณ์ และปัจจัยอนื่ ประกอบ พรอ้ มทั้งจัดทาแผนเสริมสร้างขีดความสามารถ
ของข้าราชการ เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงในบทบาท ภารกิจหน้าที่ และนโยบายปรับลด
จานวนกาลงั คนภาครฐั

3.1.3 พัฒนาหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ เก่ียวกับการบริหารงานขององค์กรรูปแบบ
พิเศษท่อี ยภู่ ายใต้การกากับของรฐั บาลให้มมี าตรฐานในการปฏบิ ตั งิ าน ได้แก่ องค์กรมหาชน องค์กรลักษณะ
พเิ ศษภายในกระทรวง หนว่ ยบริการรูปแบบพิเศษ เป็นต้น ทั้งในเรื่องการกาหนดอัตราเงินเดือนเบี้ยประชุม
ของคณะกรรมการ แนวทางการดาเนินงาน รวมทั้งจัดให้มีระบบการติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของการ
ปฏบิ ัตงิ าน ท้งั ในดา้ นประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ล

3.2 พัฒนาระบบราชการและข้าราชการให้ยึดหลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติราชการ
โดย

3.2.1 ปรับทัศนคติข้าราชการให้เห็นความสาคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมสันติวิธีและธรรมาภิบาลอย่าง
เข้มข้น เรียนรู้และตระหนักถึงประโยชน์และความจาเป็นในการทางานร่วมกับภาค ประชาชนใน
กระบวนการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง โดยให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาประสิทธิภาพ จัดทาระบบส่ือสาร
ประชาสมั พนั ธ์ เพ่ือสรา้ งความเข้าใจอย่างต่อเน่ืองตั้งแต่เข้ารับราชการ และในระหว่างรับราชการเป็นระยะ ๆ
อยา่ งสมา่ เสมอ เน้นในประเด็น

(1) ส่งเสริมให้ข้าราชการยึดถือหลักคุณธรรม จริยธรรมท่ีแยกเร่ืองส่วนตัวออก
จากส่วนรวม รวมทั้งทางานแบบมืออาชีพ สามารถให้ความเห็น และข้อเสนอแนะตามหลักวิชาการอย่าง

39

ตรงไปตรงมา ปลกู ฝงั ขา้ ราชการให้มจี ติ สานกึ สาธารณะ คานงึ ถึงประโยชน์ของสาธารณะพร้อมรับผิดชอบต่อ
สว่ นรวม และพร้อมรบั การตรวจสอบจากภาคประชาชนและภาคอนื่ ๆ

(2) ส่วนราชการยึดและปฏิบัติตามกฎหมายที่เก่ียวข้องกับการเปิดเผยข้อมูล
ข่าวสาร และการมีสว่ นรว่ มของประชาชนอย่างเคร่งครัดโดยให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อผู้
ร้องขอโดยเร็ว รวมท้ังสร้างหลักประกันให้ข้าราชการเกิดความมั่นใจ และกล้าเปิดเผยข้อมูลการทุจริต
ประพฤตมิ ชิ อบ

3.2.2 พัฒนาระบบประเมนิ ผลการเสรมิ สร้างธรรมาภิบาลในส่วนราชการ และในระดับ
บุคคล โดยมีตัวชี้วัดท่ีชัดเจน และนาผลการประเมินไปใช้ประกอบการพิจารณาการจัดสรรรางวัลประจาปี
ของส่วนราชการ รวมท้ังการพิจารณาความดีความชอบในระดับเจ้าหน้าที่ และให้มีบทลงโทษสาหรับส่วน
ราชการ/ข้าราชการที่ผลการประเมินต่ากว่าเกณฑ์ ท้ังน้ี ควรพิจารณาให้มีหน่วยงานกลางเป็นผู้ดาเนินการ
ประเมนิ ผล และรายงานผลต่อสาธารณะ

3.3 พัฒนาระบบบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสพร้อมรับการ
ตรวจสอบ

3.3.1 สร้างความโปร่งใสในการดาเนินงาน ศึกษาจัดเตรียมโครงการและกาหนด
หลักเกณฑ์การตัดสินใจลงทุนท่ีรอบคอบและเหมาะสม ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมายที่เก่ียวข้อง คานึงถึง
ความจาเป็น ความคุ้มค่า ผลประโยชน์ของประชาชน และขีดความสามารถในการดาเนินงานและการเงิน
ขององค์กรบนพื้นฐานของความโปร่งใส เพ่ือให้การดาเนินงานของรัฐวิสาหกิจตอบสนองความต้องการของ
ประชาชนและเกิดประโยชนส์ งู สดุ ตอ่ สังคม โดย

1) สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการดาเนินโครงการของ
รัฐวิสาหกจิ อยา่ งเป็นระบบ และมีการเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องอย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความเข้าใจ
ให้เกดิ ความรว่ มมือ และการยอมรับ

2) สร้างวัฒนธรรมองค์กรของรัฐวิสาหกิจท่ีมุ่งประสิทธิภาพและการสร้าง
มลู คา่ เพม่ิ ให้แก่องค์กร สามารถปรับกลยุทธ์การดาเนินงานให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมท่ีเปลี่ยนแปลงไป
ใหค้ วามสาคัญกับการบริหารความเสี่ยง การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและคุ้มค่า ความรับผิดชอบต่อสังคม
การมสี ว่ นรว่ มพฒั นาคุณภาพชวี ติ ของชมุ ชน และการดูแลรักษาสิง่ แวดลอ้ ม

3) เร่งแก้ไขปัญหาการดาเนินงานของรัฐวิสาหกิจท่ีขาดทุน โดยจัดทาแผนแก้ไข
ปัญหาและฟ้ืนฟูกิจการรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน กาหนดเป้าหมายและมาตรการที่ชัดเจน และผลักดันไปสู่การ
ปฏิบัติอย่างจริงจัง พิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินท่ีมีอยู่ในการสร้างมูลค่าและหา
รายได้เพ่ิมให้แก่องค์กร พิจารณากาหนดหลักเกณฑ์การอุดหนุนการให้บริการท่ีขาดทุนในแต่ละประเภทท่ี
ชัดเจนและเหมาะสม ทบทวนความจาเป็นในการยุบ จาหน่าย จ่ายโอน หรือคงสภาพรัฐวิสาหกิจ ในกรณี
เป็นกจิ การที่เอกชนสามารถดาเนนิ การไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพอยู่แลว้

3.3.2 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการของรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเน่ือง เพื่อเพ่ิม
ประสิทธิภาพและการให้บริการสาธารณะได้อย่างเพียงพอ ทั่วถึง ในราคาท่ีเป็นธรรม และลดภาระการ
ลงทนุ ภาครัฐ โดยพิจารณากาหนดรูปแบบการเพ่ิมบทบาทภาคเอกชนให้เหมาะสมกับลักษณะและโครงสร้าง
ของการแต่ละประเภท กาหนดหลักเกณฑ์และเง่ือนไขป้องกันไม่ให้เกิดภาวการณ์เปลี่ยนการผูกขาดจาก
ภาครัฐไปสู่การผูกขาดโดยภาคเอกชน ตลอดจนพัฒนากลไกการกากับดูแลที่เข้มแข็งเพ่ือให้เกิดการแข่งขันท่ี
เป็นธรรม โปร่งใส โดยคานึงผลประโยชน์ของประเทศส่วนรวม และคุ้มครองผู้ใช้บริการได้อย่างมี

40

ประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สาหรับรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคที่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
ภาครฐั จะยังคงความเป็นเจ้าของอยู่

4. วิธีการกระจายอานาจการบริหารจัดการประเทศสู่ภูมิภาค ท้องถ่ิน และชุมชนเพ่ิมขึ้น
ต่อเนื่อง พัฒนาศักยภาพ และกระจายอานาจการตัดสินใจให้ท้องถ่ินมีบทบาทสามารถรับผิดชอบในการ
บริหารจัดบริการสาธารณะ ตลอดจนแก้ไขปัญหาท่ีตอบสนองความต้องการของประชาชนในพ้ืนที่ และ
สามารถสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ท้องถ่ินอย่างแท้จริง พร้อมท้ังเปิดโอกาสให้ประชาชน
เข้ามามสี ่วนร่วมในการพฒั นาท้องถน่ิ ของตนเอง

4.1 ปรบั โครงสรา้ ง กลไก และหลักเกณฑ์การจัดสรรทรัพยากรภาครัฐให้กระจายอานาจ
การตัดสนิ ใจสภู่ มู ภิ าค ท้องถ่ิน และชมุ ชนเพ่มิ ข้ึน

4.1.1 สนบั สนนุ การนาระบบบริหารเชิงยุทธศาสตร์แบบบูรณาการที่ยึดพ้ืนท่ีภารกิจ/
งานตามประเด็นยุทธศาสตร์ และการมีส่วนร่วมมาใช้ในการบริหารการพัฒนาในระดับภูมิภาคและสร้าง
ความเช่ือมโยงกับท้องถ่ินชุมชน ให้เป็นระบบที่ริเริ่มแก้ปัญหาพัฒนาพื้นที่ โดยนาเอาปัญหาความต้องการ
ของประชาชน รวมท้ังศักยภาพและภูมิสังคมของพ้ืนท่ีมากาหนดยุทธศาสตร์แนวทางการพัฒนาภายใต้
กระบวนการมีสว่ นร่วมของทุกฝา่ ยทเี่ กย่ี วข้อง โดย

1) สนับสนุนการจัดทาแผนชุมชนที่ริเร่ิมโดยกลไกกระบวนการชุมชนและพัฒนา
ให้เกดิ กระบวนการเรียนรู้ สร้างชุมชนท้องถ่ินให้เข้มแข็งจัดการตนเองได้ รวมท้ังสนับสนุนให้มีการบูรณาการ
เชื่อมโยงแผนชุมชนกับแผนท้องถิ่นและแผนระดับต่าง ๆ ในพื้นท่ีท้ังระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด และแผน
ยุทธศาสตร์ภาค เพ่ือสามารถสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในการจัดการพัฒนาและแก้ไข
ปัญหาของทอ้ งถ่ิน ชมุ ชนไดต้ รงความตอ้ งการอยา่ งแทจ้ ริง

2) สนับสนุนการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัดที่มีความ
เช่อื มโยงสอดคลอ้ งกบั แผนยทุ ธศาสตรร์ ะดับชาติ และตอบสนองความต้องการของพ้ืนท่ใี นระดับท้องถิ่นชุมชน
โดยคานึงถึงภูมิสังคม ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในทุกข้ันตอนของการจัดทาการแปลง
ยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ และการร่วมตัดสินใจในการดาเนินการและการติดตามประเมินผลควบคู่ไปกับการ
พัฒนากระบวนการทางานท่ีเอ้ือต่อการบริหารงานแบบบูรณาการ มีระดับฐานข้อมูลกลางเพื่อสนับสนุน
ยุทธศาสตรภ์ าค กล่มุ จังหวัด จังหวัด และมรี ะบบการติดตามประเมนิ ผล

3) สนับสนุนการบูรณาการยุทธศาสตร์ระดับกระทรวงและกรมที่คานึงถึง
ประเด็นยุทธศาสตร์และปัญหาความต้องการในระดับพ้ืนที่ ภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด ควบคู่ไปกับการให้
ความสาคัญต่อการพัฒนากลไกบริหารจัดการที่ประสานเช่ือมโยงยุทธศาสตร์ในระดับส่วนกลางกับระดับพื้นที่
ให้เกิดการบูรณาการงานพฒั นาในพืน้ ที่อย่างมีประสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ล

4) ปรับกระบวนการทางานและระบบบริหารงานด้านการเงิน การพัสดุ การ
คลัง ให้เอ้ือต่อการปฏิบัติงานแบบบูรณาการของภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด และพ้ืนท่ี พร้อมท้ังพัฒนาระบบ
ติดตามประเมินผลแผนยุทธศาสตร์ในทุกระดับ โดยเปิดโอกาสให้องค์กรภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
ประเมนิ ผลและตรวจสอบถว่ งดุลในการบริหารการพัฒนาเชงิ พื้นที่

4.1.2 ปรับระบบงบประมารณระดับจังหวัดใช้ระบบงบประมาณแบบบูรณาการใน
ระดับพ้ืนท่ี ให้สามารถรองรับภารกิจภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด และยุทธศาสตร์การ
พัฒนาภาค โดยใช้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพพ้ืนที่และสถานการณ์ปัญหา และคานึงถึงการบริหาร
งบประมาณอย่างคุ้มค่า เปิดเผย และโปร่งใส พร้อมทั้งให้จังหวัดสามารถปรับเปลี่ยนงบประมาณได้อย่าง

41

เหมาะสมภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ตลอดจนสนับสนุนให้ปรับสถานะจังหวัดเป็นหน่วยขอรับ
การสนับสนุนงบประมาณได้ในระยะต่อไป

4.1.3 พจิ ารณาทบทวนปรบั บทบาทกระทรวง กรม จงั หวัด และองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นให้ชัดเจน ไม่ซ้าซ้อน เพื่อสามารถดาเนินภารกิจท่ีสนับสนุนเชื่อมโยงกันอย่างเก้ือกูล สามารถ
ประสานการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างเหมาะสม และประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่และ
บรหิ ารดาเนินการเบด็ เสรจ็ ในพน้ื ท่ไี ด้มากยิง่ ข้นึ โดย

1) กระทรวงควรปรบั บทบาทเปน็ หน่วยกาหนดยุทธศาสตร์ พัฒนานโยบายและ
ชี้นาเป้าหมายการพัฒนา สาหรับกรมหรือกลุ่มภารกิจควรปรับบทบาทเป็นหน่วยสนับสนุนความรู้ วิทยาการ
ใหม่ และบรหิ ารจัดการใหเ้ กิดผลสมั ฤทธติ์ ามยุทธศาสตรแ์ ละเปา้ หมายที่กาหนด

2) จังหวัด ควรปรับบทบาทเป็นเจ้าภาพบริหารจัดการภารกิจราชการทุกเร่ือง
ในพื้นท่ีจังหวัด สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ตามนโยบายรัฐบาลและส่วนกลางกับความ
ต้องการของท้องถ่ินและชุมชน รวมทั้งควรมีบทบาทสนับสนุนช่วยเหลือองค์กรท้องถ่ิน และเป็นหน่วยปฏิบัติ
ตามในระดบั พันธกจิ ในพน้ื ท่ี กรณที ี่ทอ้ งถิ่นไม่สามารถปฏิบตั ิภารกิจน้ันได้

4.2 กระจายอานาจใหอ้ งค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ สามารถรับผิดชอบจัดบริการสาธารณะ
ตอบสนองความตอ้ งการของประชาชนในพน้ื ท่ี และสร้างความเจรญิ ในเศรษฐกจิ สงั คม แก่ท้องถิ่นชุมชน

4.2.1 พัฒนาเพิ่มขีดความสามารถองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านการเงิน การ
คลัง และการบริหารจดั การใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพ โดย

1) เพ่ิมขีดความสามารถความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินใน
การพ่ึงพาตนเอง ด้วยการพัฒนาจัดเก็บรายได้ของตนเองเพิ่มข้ึน สามารถจัดบริการสาธารณะ ตอบสนอง
ความตอ้ งการของประชาชนและทนั ตอ่ การขยายตวั ทางเศรษฐกิจและสังคมในท้องถน่ิ โดย

 ขยายฐานรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง ควรดาเนินการนาระบบภาษี
ทรัพย์สินมาใช้แทนภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบารุงท้องถ่ิน โดยเร่งรัดการประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ. ภาษี
ท่ดี นิ และส่งิ ปลกู สรา้ ง พ.ศ. ....

 ส่งเสริมให้ท้องถิ่นนาระบบการจัดบริการสาธารณะแบบคืนทุนมาใช้และ
ระบบการจดั เกบ็ คา่ บริการตามหลกั การผใู้ ช้บรกิ ารเปน็ ผู้จา่ ยใหม้ ากขนึ้ เพอ่ื ให้ประชาชนผู้ใช้บริการมีส่วนร่วม
รบั ภาระการลงทนุ อยา่ งเหมาะสมและเปน็ ธรรม

2) พัฒนาระบบงบประมาณและระบบบัญชีของท้องถ่ิน โดยนาระบบ
งบประมาณแบบแสดงผลการดาเนินงาน และระบบบัญชีแบบพึงรับพึงจ่ายไปประยุกต์ใช้ในส่วนท้องถ่ิน
เพื่อให้การบริหารงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพสามารถรองรับการถ่ายโอนภารกิจ
และเงนิ อดุ หนุนแบบใหม่ได้

3) เพม่ิ ขดี ความสามารถองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในการบริหารจัดการและ
ปรับกระบวนการทางาน เปิดสู่สาธารณชนมากขน้ึ โดย

 ปรับใช้ระบบการบริหารจัดการสมัยใหม่เพื่อยกระดับขีดความสามารถของ
ฝ่ายบริหารและพนักงานท้องถ่ิน ให้มีการทางานแบบมืออาชีพ มีความคิดริเริ่ม ทางานเชิงรุก มีทักษะใน
นโยบายสาธารณะและการบริหารชุมชน มีการจัดการท่ีมีประสิทธิภาพ ควบคุมต้นทุนพร้อมพัฒนาคุณภาพ
มาตรฐานบรกิ ารสูค่ วามเป็นเลศิ สามารถปรบั การทางานไดร้ วดเรว็ ทันสถานการณ์

 นาระบบการบริหารการงบประมาณและการคลังสมัยใหม่มาใช้ลดการ
ขยายตัวของหน่วยงานและพัฒนารายได้ให้มากข้ึน รวมทั้งใช้ประโยชน์เทคโนโลยี และการปรับเปล่ียน

42

พฤติกรรมของประชาชนให้เห็นประโยชน์ในการผลิตบริการสาธารณะแบบคืนทุน เพื่อเพ่ิมทางเลือกในการ
จดั การทางการคลัง ใช้กลไกการตลาดในการจัดบริการสาธารณะมากขึน้

 ปรับระบบการทางาน โดยยึดหลักการตอบสนองต่อความต้องการของ
ประชาชน ความรับผิดชอบต่อชุมชน และมีความโปร่งใสมากข้ึน โดยเปิดเผยข้อมูลผลการดาเนินงานสู่
สาธารณชน ปรับระบบการทางานและลดระเบียบขั้นตอนให้น้อยลง และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถ
เข้าถึงและมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนและการทางาน ตลอดจนการจัดบริการสาธารณะร่วมกับองค์กร
ท้องถน่ิ และร่วมติดตามตรวจสอบการดาเนินงานของทอ้ งถนิ่ ได้

4.2.2 ปรับบทบาทระหว่างรัฐบาลส่วนกลาง และส่วนท้องถ่ิน เพื่อสนับสนุนขีด
ความสามารถด้านการคลัง และการบริการสาธารณะของท้องถิ่น โดยส่วนกลางปรับบทบาทจากการ
ควบคุมมาเปน็ อานวยความสะดวก กาหนดมาตรฐานการบรกิ าร ใหค้ วามชว่ ยเหลอื ทางเทคนคิ วิชาการ โดย

1) พัฒนาระบบเงินโอนและเงินอุดหนุนสู่ท้องถิ่น ท่ีสามารถเป็นเคร่ืองมือและ
กลไก รักษาดุลการคลังและวินัยทางการคลังของรัฐบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริม
ความเป็นอสิ ระของทอ้ งถิ่นเพือ่ รองรับการจัดแบ่ง และการถ่ายโอนภารกิจการจัดบริการสาธารณะแก่ท้องถ่ิน
ท้งั นี้ การจดั สรรเงินอดุ หนุนระบบใหม่ควรคานึงถึงการลดช่องว่างทางการคลังระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเองเป็น
หลกั

2) พัฒนาระบบการจัดบริการสาธารณะของส่วนท้องถิ่น โดยคานึงถึงความ
ต้องการของประชาชน โดยปรับระบบการจัดบริการที่มีการถ่ายโอนอานาจการซื้อบริการสาธารณะให้แก่
ท้องถิ่น และให้หน่วยงานส่วนกลางทาหน้าที่ผลิตและขายบริการดังกล่าวให้ท้องถิ่น รวมท้ังการถ่ายโอน
ภารกิจให้ท้องถ่ินในกรณีท่ีท้องถิ่นสามารถผลิตเองได้ และการมอบอานาจให้ท้องถ่ินดาเนินกิจกรรมบริการ
บางประเภทแทนส่วนกลาง พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานบริการสาธารณะ ของท้องถิ่นให้มีระบบการสร้าง
หลกั ประกันสขุ ภาพท้งั ระบบประกันคุณภาพมาตรฐานขนั้ ต่า และระบบส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพ ตลอดจน
การพฒั นาระบบการตดิ ตามประเมินผลทีม่ ปี ระสิทธิภาพ

43

ตอนท่ี 5 หลกั ธรรมาภบิ าลในการบรหิ ารทอ้ งถ่ิน

5.1 แนวทางการสร้างธรรมาภบิ าลขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ

การปกครองท้องถิน่ ในประเทศไทยมีววิ ัฒนาการมาอย่างต่อเนอ่ื งจนถงึ ปจั จุบนั ซึ่งการจดั ระเบียบการ
บรหิ ารราชการสว่ นทอ้ งถ่นิ ในปัจจุบันมีอยู่ 2 ระบบ คือ (1) ระบบทวั่ ไปทใ่ี ชแ้ กท่ ้องถน่ิ ทว่ั ไป ในปจั จบุ นั มีอยู่
3 รปู แบบ คอื องค์การบริหารส่วนตาบล เทศบาล และองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั (2) ระบบพิเศษ ที่ใชเ้ ฉพาะ
ท้องถิน่ บางแห่ง ปัจจบุ ันมีอยู่ 2 รูปแบบ คอื กรงุ เทพมหานครและเมืองพทั ยา ซึ่งเจตนารมณ์ของการปกครอง
ท้องถ่ินอยูบ่ นพืน้ ฐานแนวความคิดเพอ่ื พฒั นาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยเฉพาะความต้องการ
ใหป้ ระชาชนไดม้ ีส่วนรว่ มรับผิดชอบชุมชนตนเองและเท่ากับเป็นการเพิ่มความสามารถและเพ่ิมประสทิ ธภิ าพ
การบรหิ ารการบริการสาธารณะให้ทั่วถงึ และตรงกบั ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นตามความจาเปน็ ใน
แตล่ ะท้องถิ่น หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการพัฒนาและส่งเสรมิ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่
บริหารงานใหม้ ีความโปรง่ ใส ตรวจสอบไดแ้ ละสง่ เสรมิ ให้ประชาชนเขา้ มามสี ว่ นร่วมตามหลักธรรมาภิบาล เชน่
กรมสง่ เสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย สานักงานคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการ
ทจุ ริตแห่งชาติ สานกั งานคณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดิน และ สถาบันพระปกเกลา้ ได้มมี าตรการ กลไกเพื่อ
เสรมิ สรา้ งแรงจงู ใจในการพัฒนาองค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น โดยมีการใหร้ างวลั แก่ท้องถิ่นท่มี ีการบรหิ าร
จัดการทดี่ ตี ามหลกั ธรรมาภบิ าลและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินทม่ี ีการบริหารงานตามหลักความโปรง่ ใสและ
การมสี ่วนร่วมของประชาชน เช่น กรมสง่ เสรมิ การปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ ซง่ึ เปน็ หนว่ ยงานทม่ี ีหนา้ ที่รับผิดชอบ
กากบั ดูแลการดาเนนิ งานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไดม้ กี ารดาเนนิ การตามพระราชกฤษฎีกา
หลกั เกณฑก์ ารบริหารกจิ การบ้านเมอื งทดี่ ี พ.ศ.2546 ทก่ี าหนดไวใ้ นมาตรา 52 ทก่ี าหนดให้องค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ต้องปฏิบตั ิตามหลกั เกณฑ์การบริหารกิจการบา้ นเมืองท่ีดีด้วยวิธกี ารตา่ ง ๆ เชน่ 1) การ
จดั หลกั สูตรการบรหิ ารกิจการบ้านเมืองทดี่ สี าหรับผู้บริหารองค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่
2) การจดั ทาโครงการประเมินผลและมอบรางวัลใหแ้ ก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ที่มีการบริหารจัดการทด่ี ี
เป็นประจาทุกปี 3) การนาระบบอิเลคทรอนิคส์ (E-Auction) การโอนเงินเข้าบญั ชผี รู้ ับจา้ งโดยตรง
(E- Banking) 4) การวางแผนระยะยาวเพื่อปลูกจิตสานึกให้แกน่ ักเรยี นในสถานศกึ ษา ที่สังกดั องคก์ ร
ปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น และ 5) การส่งเสรมิ การมีสว่ นร่วมของประชาชน (Participation) ในการบรหิ ารงาน
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เช่น การจัดทาแผนพัฒนาท้องถน่ิ โดยนาความต้องการจากเวทปี ระชาคมมา
บรรจไุ วใ้ นแผน การใหป้ ระชาชนเขา้ รว่ มรับฟงั การพจิ ารณางบประมาณของสภาท้องถนิ่ การตง้ั ตวั แทน
ประชาคมเป็นกรรมการจัดซ้ือจดั จา้ ง การคดั เลอื กผ้แู ทนประชาคมเปน็ คณะดาเนินงานหอกระจายข่าว การ
ประเมนิ ความพงึ พอใจของประชาชนต่อการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ การจัดตง้ั ศูนยด์ ารง
ธรรมในทอ้ งถิ่นเพ่ือรบั ข้อร้องเรียนจากประชาชน และการมอบหมายให้ท้องถิ่นจงั หวดั เป็นผู้นเิ ทศงานในเร่ือง
การบริหารงานดว้ ยความมีประสิทธภิ าพและโปรง่ ใสอยา่ งน้อยปลี ะ 2 คร้งั เป็นต้น การสรา้ งระบบการ
บรหิ ารกจิ การบา้ นเมืองทดี่ ี หรือ ธรรมาภิบาล ให้เกดิ ข้ึนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ก็คือบริหารกจิ การ
สาธารณะท่ีก่อให้เกิดประโยชน์สุขตอ่ ประชาชนผ้รู ับบริการ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ แต่ละแหง่ จะยงั คงให้
มกี ารบรหิ ารจดั การบ้านเมืองที่ดีเปน็ หลักปฏบิ ตั ิ ซ่ึงสง่ ผลต่อการสร้างภาพลักษณอ์ ันดีงามขององคก์ รปกครอง

44

ส่วนทอ้ งถ่นิ เอง จนทาให้ประชาชนมีความยอมรับนับถอื และสามารถเชอ่ื ม่นั ไดว้ ่า ผู้ที่ได้รับเลือกตง้ั เข้ามาทา
หน้าทบ่ี รหิ ารทอ้ งถ่นิ มคี วามตั้งใจเขา้ มาบรหิ ารงานเพือ่ ประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เขา้ มา
เพื่อตักตวงผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง

การสรา้ งธรรมาภิบาล คอื การสรา้ งขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ทีม่ ีการบริหารงานตาม
หลกั ธรรมาภบิ าล เช่น หลักความโปรง่ ใสและหลักการมสี ่วนร่วม เป็นตน้ นอกจากนนั้ องค์ประกอบอีกอยา่ ง
หน่ึงทสี่ าคัญคือระบบการควบคุมภายในท่ดี ี มีการวางระบบไว้อยา่ งประสทิ ธิผลและประสิทธิภาพและ เป็น
หนา้ ท่ขี องผู้บริหารทีจ่ ะต้องพิจารณาดาเนินการเสรมิ สรา้ งระบบทีด่ ี สรา้ งสภาพแวดลอ้ มภายในที่ดี และ
พฒั นาบุคลากรใหม้ คี ุณธรรม จริยธรรมอยา่ งแท้จรงิ เสริมสร้างและพัฒนาทกั ษะอยา่ งเพยี งพอในการ
ปฏบิ ัตงิ านให้แก่พนกั งาน เชน่ การสนบั สนนุ ในการฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจและความชานาญในงานท่ี
จะตอ้ งปฏิบตั อิ ย่างถกู ต้อง การกาหนดวัตถุประสงคข์ องการควบคุมภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ควรใช้แบบผสมผสาน คือ เน้นทง้ั การบรหิ ารที่มคี วามโปรง่ ใส การใช้ทรัพยากรอยา่ งประหยัดและคมุ้ ค่า
เพอ่ื ให้เกิดประโยชน์แกป่ ระชาชนผ้รู ับบริการมากที่สุด

แนวทางการสร้างธรรมาภบิ าลในองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินน้ัน ตอ้ งไดร้ บั ความร่วมมือจากทุกภาค
สว่ น ทง้ั ภาครัฐ ภาคประชาชน และองคก์ รท้องถ่นิ เช่น การประชาสัมพันธข์ ้อมลู ขา่ วสารให้ประชาชนทราบ
อยา่ งสะดวกและทั่วถึง การเปิดเผยขอ้ มลู ขา่ วสารของ อปท. การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการ
ทางานของ อปท. การจัดทาบริการสาธารณะอย่างมีประสทิ ธภิ าพ เป็นต้น

5.2 ตวั อยา่ งการใชธ้ รรมาภบิ าลในการบริหารทอ้ งถนิ่
5.2.1 หลักธรรมาภบิ าลในองค์การบรหิ ารส่วนตาบล (อบต.)
มลู นิธสิ ถาบันวจิ ัยเพอ่ื การพฒั นาประเทศไทย(2545) ได้จัดทาโครงการ Strategic

Intervention in Support of Emerging Issues on Governance โดยรับการสนบั สนนุ เงนิ ทนุ จากกรม
วิเทศสหการ และโครงการพัฒนาแหง่ สหประชาชาติ (UNDP) โครงการดังกลา่ วไดด้ าเนินการโดยทดลอง
พัฒนาและสง่ เสริมธรรมาภิบาลในการบรหิ ารงานของท้องถิ่นระดบั องคก์ ารบริหารสว่ นตาบล (อบต.)ในการน้ี
อบต. ชมพู อาเภอสารภี จงั หวดั เชียงใหม่ ถูกเลอื กให้เปน็ พื้นทีศ่ ึกษา มกี ารนาหลักธรรมาภิบาลตามระเบียบ
สานักนายกรฐั มนตรีว่าด้วยการสรา้ งระบบบริหารกจิ การบา้ นเมืองและสงั คมท่ีดี พ.ศ. 2542ไปใช้พัฒนากลไก
ในระดับท้องถ่นิ หลักธรรมาภิบาลทใี่ ช้ประกอบดว้ ยกรอบแห่งหลกั ต่าง ๆ 6 ประการคือ กรอบแหง่ หลักนติ ิ
ธรรม กรอบของความโปรง่ ใส กรอบความรบั ผิดชอบ กรอบของประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ล กรอบของการมี
สว่ นร่วมของประชาชน และกรอบคุณธรรม จากผลการศึกษาตามกรอบข้างต้น โครงการวิจยั ดงั กล่าว พบว่า
ตวั ช้วี ัดทที่ าใหเ้ กดิ ธรรมาภิบาลใน อบต. นา่ จะมีลกั ษณะดังน้ี

45

ตวั ชีว้ ดั ธรรมาภิบาลในองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล (อบต.)

หลักธรรมาภิบาล ตัวชี้วัด
หลกั นิติธรรม การจดั ทาประชาพิจารณเ์ กีย่ วกับข้อบังคับต่าง ๆ ที่จะมผี ลบงั คบั ใชก้ ับชมุ ชน
ความโปรง่ ใส
การจัดตง้ั หน่วยการให้ขอ้ มูลข่าวสารแกป่ ระชาชน
ความรับผดิ ชอบ
ประสทิ ธภิ าพ/ประสทิ ธผิ ล การจดั ตง้ั คณะกรรมการตรวจสอบความโปร่งใสของสมาชิก อบต.
การมีส่วนรว่ ม
ของประชาชน การจดั ทาข้อบังคับงบประมาณได้ครอบคลุมปัญหาและกลุ่มเปา้ หมายหรอื ไม่

คุณธรรม สมาชิก อบต. ขาดประชุมไม่เกนิ ร้อยละ 20

การจัดสรรงบประมาณตาบลมากกวา่ 70% ของงบพัฒนาใหแ้ ก่โครงการใน
แผนพัฒนาตาบล

การพิจารณาการใชง้ บประมาณกับผลงานท่ีได้ว่าคุ้มกบั เงนิ ทีไ่ ด้ใชจ้ า่ ยไปหรือไม่

ฝา่ ยบรหิ าร อบต. ได้ใชก้ ลไกประชาพจิ ารณ์ในการตัดสินใจในเร่ืองสาคัญ ๆ ท่มี ี
ผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนตาบลหรือไม่
เมอ่ื มีข้อขดั แย้งระหวา่ งเจ้าหน้าทีข่ อง อบต. และประชาชน ไดม้ กี ารจดั เวทีเพื่อ
ไตส่ วนสาธารณะว่าข้อเท็จจริงคืออะไร

อบต. ควรจดั ให้มีการลงประชามตขิ องประชาชนในโครงการทไ่ี มส่ ามารถหา
ฉนั ทามติได้
การใหป้ ระชาชนเข้ารว่ มฟงั การประชุมของสภา อบต. ได้ ซ่ึงมีการระบไุ วใ้ น
บนั ทกึ ของมหาดไทยถงึ อบต.

การให้ประชาชนมสี ว่ นในการวางแผนและจัดทาแผนพัฒนาตาบลเพือ่ ทา
ข้อบังคับงบประมาณประจาปีของ อบต. โดยนาแผนทจ่ี ดั ทาแล้วมาทาประชา
พจิ ารณต์ ามหนงั สอื สัง่ การของมหาดไทยปี พ.ศ.2541

คณะผู้บริหาร อบต. ถูกฟ้องร้องหรือร้องเรียนเร่ืองทจุ รติ หรือไม่

มีการใหบ้ ริการประชาชนอยา่ งเสมอภาคหรือไม่

ประสิทธภิ าพการจัดเกบ็ ภาษีต้องจดั เกบ็ ได้ไม่ต่ากว่า 80%

ทม่ี า: สถาบนั วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2543.

5.2.2 ธรรมาภบิ าลในการบริหารทอ้ งถ่ิน : เทศบาลตาบลเมอื งแกลง
หลักการมสี ว่ นร่วม เป็นหลักการขอ้ หนึ่งภายใต้แนวคิดธรรมาภบิ าล ซ่ึงหนว่ ยงานภาครฐั

โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งองค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ ไดใ้ หค้ วามสาคัญในการดาเนินการตามหลักการดังกลา่ วอย่าง
มาก ดงั นัน้ ปัจจบุ นั หลายหนว่ ยงานได้มคี วามพยายามคน้ หาตน้ แบบขององค์กรปกครองท้องถิ่นทเี่ ปน็ เลิศ
(Best Practices) เพือ่ เปน็ ตวั อยา่ งในการดาเนินการตามหลักธรรมาภิบาลโดยเฉพาะด้านการมีสว่ นรว่ มของ
ประชาชน เพื่อนาไปประยุกต์ใชใ้ ห้สอดคลอ้ งกับบริบทของพน้ื ท่ตี น เทศบาลตาบลเมืองแกลง จ.ระยอง ก็เปน็
อกี องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินหนง่ึ ทีถ่ ือวา่ เป็นตน้ แบบในการดาเนินการเรื่องการใหป้ ระชาชนได้มสี ่วนรว่ มใน
กจิ การสาธารณะ โดยได้รับรางวัลเทศบาลนา่ อยู่อย่างยงั่ ยนื ในปี พ.ศ.2549 จากการดาเนินโครงการ “ฟืน้ ฟู
และอนุรักษ์แม่นา้ ประเส” ซง่ึ ริเรม่ิ โดยผู้บริหารทอ้ งถิ่น และเม่ือฟังผวิ เผินอาจเป็นเพียงโครงการด้าน
สิง่ แวดล้อมซึง่ เปน็ หนา้ ท่ขี ององค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินอยูแ่ ลว้ แต่ด้วยวิสัยทศั นข์ องผู้บริหาร เล็งเห็นว่า

46

โครงการดังกลา่ วจะเปน็ จดุ เร่ิมตน้ สาคญั ในการสรา้ งสานึกความเปน็ เจ้าของท้องถ่ิน อันเป็นแนวคิดทไ่ี ด้รับการ
ยอมรับว่าเปน็ รากฐานสาคัญของการที่จะทาให้ประชาชนเกิดความหวงแหนและอยากมีสว่ นร่วมในการพฒั นา
และแก้ปัญหาท้องถิ่นร่วมกบั รัฐ และพัฒนาไปสู่การทางานท้องถนิ่ ด้วยตนเอง ดงั นัน้ บทเรียนทีไ่ ดจ้ าก
ความสาเร็จของโครงการดังกลา่ วในการสรา้ งการมีส่วนรว่ มของประชาชน จึงสรุปเป็นปัจจยั แหง่ ความสาเร็จได้
ดงั นี้

1) การสรา้ งสานึกความเปน็ เจ้าของท้องถ่นิ โดยอาศยั สัญลักษณ์ เทศบาลตาบลเมืองแกลง สรา้ ง
การมสี ่วนร่วมของประชาชนอยา่ งโดยเร่ิมต้นจากการปลูกฝังทัศนคติให้คนในท้องถิ่นสานึกในความเป็นพลเมือง
โดยอาศัยสญั ลักษณ์ (Symbolic) รว่ มกันของคนในท้องถิน่ นน่ั คอื แม่นา้ ประแสใหเ้ ป็นแหล่งรวมพลังของคน
ในทอ้ งถิน่ ที่จะหนั มาชว่ ยกนั แกไ้ ขปัญหาสง่ิ แวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชน ผู้บริหารของเทศบาลฯ จงึ ไดจ้ ดั กจิ กรรม
หลาย ๆ กิจกรรมใหป้ ระชาชนไดเ้ ขา้ มามีสว่ นรว่ มในโครงการท้ังกิจกรรมทใี่ ห้ประชาชนได้เข้ามามสี ่วนรว่ ม
โดยตรง เชน่ โครงการนักสบื สายนา้ ที่ใหเ้ ยาวชนได้รว่ มอนุรกั ษแ์ ม่น้า หรอื การขอความร่วมมือจากร้านอาหาร
ในการติดตง้ั บ่อดักไขมนั รวมทง้ั กจิ กรรมท่ีใหป้ ระชาชนได้มสี ว่ นร่วมทางอ้อม เชน่ การจัดกิจกรรมประจาปี
หรือการพฒั นาประเพณีใหม่ ๆ เช่น งานบญุ กลางบ้าน ขนึ้ มา ซงึ่ เป็นกิจกรรมทล่ี า้ นแลว้ แตม่ คี วามเก่ยี วข้องกบั
แมน่ า้ ประแสทง้ั ส้ิน ดังนั้น ประชาชนกจ็ ะเกิดความร้สู ึกผูกพันกบั แม่นา้ และเกดิ ความหวงแหนแม่น้าประแส
มากข้ึน ทาใหเ้ กิดการรวมกลุ่มและความรว่ มมือกบั เทศบาลในการดาเนินโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์แม่น้าประ
แสอยา่ งยัง่ ยนื ต่อไป

2) การทางานในลักษณะเครอื ข่ายและความเปน็ หุ้นส่วน ในการดาเนนิ งานของทอ้ งถิน่ สิ่งที่
สาคญั กค็ ือ การสร้างการมีสว่ นรว่ มของประชาชนในทอ้ งถิ่น เพ่ือให้คนในท้องถ่ินมคี วามรู้สกึ ถึงความ
รบั ผิดชอบตอ่ ชุมชน โดยเห็นวา่ ปญั หาท่เี กดิ ข้ึนในชมุ ชนนั้น ไม่ใช่เปน็ แคเ่ รื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหน่ึง
แต่ทกุ ภาคสว่ นต้องมีการดาเนนิ การรว่ มกนั ดังนั้น บทเรียนท่ไี ดร้ บั จากความสาเร็จของโครงการดังกล่าวคือ
ความร่วมมอื ของประชาชนและกลุม่ องค์กรตา่ ง ๆ ท้ังภาครัฐและภาคเอกชนทม่ี สี ว่ นรว่ มกบั เทศบาลในการ
ดาเนนิ โครงการ ดังนี้

ก) ภาครัฐ ความรว่ มมือจากหน่วยงานของรฐั อนื่ ๆ เช่น ในกจิ กรรมปลูกปา่ ชายเลน ซง่ึ
กรมปา่ ไม้ได้ให้ความรสู้ าหรับอบรมเยาวชน และมอบพนั ธ์ไม้เพ่ือใชใ้ นโครงการ หรือการสนับสนุนงบประมาณ
จากสานกั งานประมงจังหวัดระยอง ในการจัดซื้อพันธ์ปุ ลาเพ่ือปล่อยลงสูแ่ ม่น้าประแส เปน็ ตน้ นอกจากน้ใี น
โครงการนบั สบื สายน้า ซ่งึ ได้ประสบความสาเรจ็ ด้วยการเป็นแหลง่ ฐานข้อมูลเพ่ือใชใ้ นการตรวจสอบ และเฝ้า
ระวงั คุณภาพของแมน่ ้าประแสน้นั ก็ดว้ ยความรว่ มมอื ององค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ ต่างๆ ทีม่ ีพื้นท่ีติดกับ
แมน่ า้ ประแส ทไี่ ดส้ ่งตวั แทนมาอบรม และเข้าร่วมโครงการฟน้ื ฟูและอนุรักษ์แม่นา้ ประแสดว้ ย

ข) ภาคเอกชน ไดม้ สี ว่ นรว่ มในการดาเนินการฟ้นื ฟแู ละอนรุ ักษแ์ มน่ ้าประแส เช่น
ผูป้ ระกอบการร้านอาหารริมแม่น้าทไ่ี ดร้ ่วมมือกับเทศบาลฯ โดยการติดต้งั บ่อดักไขมันก่อนท่จี ะมีการปล่อยน้า
เสียลงส่แู มน่ า้ ซงึ่ เกดิ จากท่ีเทศบาลฯ ใชว้ ิธีการเชิญชวนและชีใ้ หเ้ ห็นถึงประโยชนข์ องการใช้ถงั ดักไขมัน คือ
รา้ นคา้ เองไดป้ ระโยชน์จากการท่ีท่อระบายนา้ ไม่อดุ ตนั และยังเปน็ การป้องกนั ไม่ใหส้ ่ิงปฏิกูลตา่ ง ๆ ไหลลงสู่
คลองประแส นอกจากน้ียังมีบริษัทเอกชนท่ีได้ให้ความรว่ มมอื ในการสนบั สนนุ งบประมาณในการดาเนินการ
คอื บรษิ ัท เอพีนาอุตสาหกรรม จากัด และบริษัท เนชั่นแนล สตาร์ช แอนด์ เคมิเคิล ประเทศไทย จากัด

ค) ภาคประชาชน ในการดาเนินการโครงการต่าง ๆ นั้นถา้ ประชาชนไมใ่ ห้ความสนใจและ
รว่ มมอื กบั เทศบาล โครงการก็จะไม่มีทางสาเรจ็ ได้ หรอื ไม่อาจทาให้การดาเนินโครงการเปน็ ไปอยา่ งยั่งยืน
ดังนั้น เทศบาล ฯ จงึ ได้จัดกิจกรรมตา่ งๆ ในโครงการเพ่อื ให้ประชาชนได้มีสว่ นร่วมกบั เทศบาลในการดาเนนิ
โครงการทงั้ ทางตรงและทางอ้อม เพอื่ ท่ีจะทาให้ประชาชนตระหนักวา่ ตนเองนน้ั เปน็ ส่วนหนึง่ ของชมุ ชนดังน้ัน

47

ย่อมต้องมีบทบาทในการรบั ผิดชอบและดูแล แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนตนเอง โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การดแู ล
และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ้ มภายในท้องถนิ่ ตน

ตอนที่ 6 แนวทางการจัดทามาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการ
พนกั งาน และลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ความหมายของมาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม

สานักงาน ก.พ.ไดส้ รปุ ความหมายของคาวา่ “มาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม” ไว้ว่า หมายถงึ
“ส่ิงทีต่ อ้ งถือเอาเปน็ หลักเทียบทางสภาพคุณงามความดที ี่อยู่ภายในโดยรไู้ ดเ้ ฉพาะคน และการถือเอาเป็นหลัก
เทยี บทางข้อความประพฤติปฏบิ ัตหิ รอื แสดงออกทางกริ ยิ าที่ควรประพฤตทิ ี่คนในสงั คมนั้น องคก์ รนั้น หรือส่วน
ราชการนน้ั ไดย้ อมรบั นับถือกันมา หรอื ได้กาหนดร่วมกันขึ้นมาใหม่และประพฤติปฏบิ ัติรว่ มกนั วา่ ข้อความ
ประพฤตอิ ะไรเปน็ สิ่งที่ดี อะไรเป็นสิ่งที่ชวั่ ขอ้ ความประพฤตอิ ะไรถูก อะไรผิด และอะไรควรทา อะไรไมค่ วร
ทา”

โดยสรุป “มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม” หมายถึง “หลกั การหรือแนวทางปฏิบัติที่องคก์ ร
ประมวลขึน้ ให้สมาชิกใชย้ ึดถือปฏิบัติ เพื่อเปน็ เครื่องกากบั ความประพฤติของคนในองค์กรหรอื อาชีพเดียวกัน
ให้อยใู่ นความถูกตอ้ งดงี าม”

ความสาคัญและท่ีมาของการจัดทามาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรม

ขา้ ราชการ พนักงาน และลกู จ้างขององค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ เปน็ ผทู้ ี่มบี ทบาทสาคัญและเป็นกลไก
หลักของประเทศในการใหบ้ ริการสาธารณะ เพอ่ื ตอบสนองความต้อการของประชาชนในท้องถ่นิ ท้งั ยังมหี น้าท่ี
และความรบั ผดิ ชอบสาคัญในอันที่จะบาบดั ทุกข์บารุงสุข และสรา้ งคณุ ภาพชวี ิตที่ดีใหแ้ ก่ประชาชนในท้องถนิ่
โดยให้สอดคลอ้ งกับนโยบายของรฐั บาลและท้องถิ่น ดงั นน้ั การที่ประชาชนในแต่ละท้องถ่ินจะมีความเป็นอยู่ท่ีดี
มคี วามสุขหรือไม่ จงึ ขน้ึ อยู่กบั การประพฤติปฏบิ ตั ิของข้าราชการ พนักงาน และลกู จา้ งขององค์กรปกครอง
ส่วนทอ้ งถิน่ ทุกคน หากขา้ ราชการ พนกั งาน และลูกจา้ งขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นเปน็ ผูม้ คี ุณธรรม
ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบจรยิ ธรรม เปน็ ผู้มจี ติ สานึกทจี่ ะตอบสนองคุณแผน่ ดนิ ดว้ ยการกระทาทุกสิ่ง เพื่อ
คณุ ประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ โดยน้อมนาพระราชจรยิ วัตร พระราชกรณยี กิจ และอันเชิญพระ
บรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ใส่เกล้าฯ เป็นแนวทางในการปฏิบตั หิ น้าที่เพื่อใหเ้ กดิ ผลดอี ยา่ ง
เตม็ กาลังความสามารถแลว้ ยอ่ มสง่ ผลดสี ปู่ ระชาชนโดยตรง

โดยเฉพาะอย่างย่ิงรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย ได้ให้สิทธิ เสรภี าพ และการมสี ่วนรว่ มในการ
ปกครองของประชาชน ตลอดจนเพ่ิมอานาจประชาชนในการตรวจสอบการใชอ้ านาจรฐั มากขึน้ โดยมี
บทบญั ญัติให้การใชอ้ านาจรัฐเป็นไปโดยสจุ ริตและมปี ระสิทธภิ าพ และเพื่อเปน็ การแก้ปัญหาการขาดจิตสานึก

48

ในการปฏบิ ัตหิ น้าที่ด้วยความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงกาหนดบทบญั ญตั ิในมาตรา 77 ใหเ้ จ้าหนา้ ท่ี
ของรฐั ทัง้ ฝ่ายการเมืองและฝา่ ยประจาจะต้องปฏิบัตติ ามมาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรม กลา่ วคือ
“รฐั ตอ้ งจัดทามาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรมของผูด้ ารงตาแหน่งทางการเมือง ข้าราชการและพนักงาน
หรอื ลกู จ้างของรัฐ เพื่อป้องกันการทุจรติ และประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างประสิทธภิ าพในการปฏบิ ัติหน้าที่”

มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมเป็นเครื่องมอื อันสาคญั ยิง่ ทจี่ ะชว่ ยให้ขา้ ราชการ พนักงาน และ
ลูกจา้ งขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น ไดม้ ีหลักการและแนวทางประพฤตปิ ฏบิ ัตติ นไปในทางท่ีถูกต้อง
เหมาะสม นามาซึ่งประสทิ ธิภาพ ประสิทธิผล ความพอใจ ความผาสกุ ของประชาชน ความเจรญิ รงุ่ เรืองของ
ประเทศชาติ และส่งผลใหเ้ กดิ ความสุขความเจรญิ ย้อนกลับมาสู่ตัวผูป้ ระพฤตปิ ฏบิ ัติเองทุกคน

มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของขา้ ราชการ พนักงาน และลูกจา้ งขององคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ
อนุสนธิจากคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบคุ คลสว่ นทอ้ งถ่ิน (ก.ถ.) ได้กาหนดมาตรฐานทาง

คุณธรรมและจริยธรรมของขา้ ราชการ พนกั งาน และลกู จา้ งขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ตามที่
คณะอนุกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานบุคคลสว่ นท้องถ่นิ (อ.ก.ถ.) ด้านมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม
ในก.ถ. ไดป้ ระมวลขึ้นจากขอ้ เสนอแนะของผู้บรหิ ารท้องถิน่ สมาชิกสภาทอ้ งถ่ิน ข้าราชการหรือพนักงานสว่ น
ทอ้ งถ่ิน ลูกจา้ งในองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน และประชาชนผรู้ บั บริการจากองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน โดย
มวี ตั ถุประสงค์เพ่ือใหข้ ้าราชการ พนักงาน และลูกจา้ งขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นโดยท่วั ไปใช้ยดึ ถือเปน็
หลกั การและแนวทางปฏิบัติเพ่อื เปน็ เครอ่ื งกากบั ความประพฤติของตน ไดแ้ ก่

1. พึงดารงตนใหต้ ้งั มั่นอยู่ในศลี ธรรม ปฏิบัตหิ น้าทด่ี ้วยความซื่อสตั ย์ สุจรติ เสียสละ และมีความ
รบั ผดิ ชอบ หมายถงึ

-มีการปฏบิ ตั ิหน้าที่อยา่ งตรงไปตรงมาโดยคานึงถงึ ประโยชน์สุขของประชาชน
-การไม่ใช้ตาแหนง่ หน้าทหี่ าผลประโยชน์
-มคี วามรบั ผิดชอบต่อตาแหน่งหนา้ ท่ี

วธิ ีการจดั ทามาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรม
ในการจัดทามาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของขา้ ราชการ พนกั งาน และลกู จ้างขององค์กร

ปกครองส่วนท้องถิน่ องคก์ รปกครองส่วนท้องถนิ่ แตล่ ะแห่งควรไปดาเนินการจดั ทามาตรฐานทางคุณธรรม
และจริยธรรมเพิ่มเติมจากที่ ก.ถ.กาหนด เพ่ือใชส้ าหรบั หน่วยงานของตนเองตามความต้องการ และสอดคลอ้ ง
กับหน้าท่ี ภารกิจ และส่ิงแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ น้นั ๆ เพื่อให้ได้มาตรฐานทางคุณธรรมและ
จริยธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย โดยในการจดั ทามาตรฐานทางคุณธรรมและ
จริยธรรม องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ แตล่ ะแห่งสามารถดาเนนิ การตามวิธีการและขัน้ ตอนอย่างใดก็ได้ แต่ที่
สาคัญควรเปิดโอกาสใหส้ มาชิกในองค์กรไดม้ สี ่วนร่วมในการจดั ทาด้วย หรอื อาจใชว้ ธิ กี ารและขน้ั ตอนตามทไี่ ด้
เสนอเป็นตวั อย่างไปพิจารณาปรับปรงุ ใช้ตามความเหมาะสม ดงั นี้

1. พจิ ารณาจัดตั้งคณะทางานเพื่อจดั ทามาตรฐานทางคณุ ธรรมและจริยธรรม ซงึ่ ประกอบด้วย
ทอ้ งถ่นิ ข้าราชการ พนกั งาน และลูกจ้างในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผ้แู ทนประชาชน

2. เปิดโอกาสใหผ้ บู้ ริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขา้ ราชการ พนักงาน และลกู จ้างในองคก์ ร
ปกครองสว่ นท้องถ่ิน ประชาชนไดม้ สี ่วนรว่ มในการจัดทาตงั้ แต่เริ่มตน้ ดว้ ยวธิ ีการระดมสมอง หรือจดั สัมมนา
อบรม เพื่อจะได้ร่วมรับรเู้ ขา้ ใจ ในความหมาย เน้อื หา สามารถซมึ ซับคณุ ค่า หรอื ความสาคัญของส่ิงทีต่ นได้
จดั ทาข้ึน

49

3. ในการจดั มาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรมของขา้ ราชการ พนักงาน และลกู จ้างขององคก์ ร
ปกครองสว่ นท้องถิ่นมปี จั จัยสาคญั ทค่ี วรคานึกถงึ และนามาประกอบการพิจารณาจัดทาในหลายมติ ิ

4. เม่อื ไดจ้ ัดทามาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมเสร็จเรยี บร้อย ให้ผู้บริหารองคก์ รปกครองสว่ น
ทอ้ งถิ่นจัดทาเปน็ ประกาศ และแจง้ ให้ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นทุกคน
ทราบ ยดึ ถอื เปน็ เป็นแนวทางประพฤตติ นและหลักการปฏิบตั ิงาน และใหต้ ิดประกาศโดยเปดิ เผย

ท้ังน้ี ส่งิ ท่ีสาคัญและจาเปน็ ในการจัดทามาตรฐานทางคณุ ธรรมและจริยธรรมของข้าราชการ
พนักงาน และลกู จา้ งขององค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ มดี ว้ ยกนั 3 ประการ คอื

1. การมสี ว่ นร่วมในการจัดทา : รว่ มคดิ
2. การมีสว่ นร่วมต้องมาจากความตอ้ งการของข้าราชการ หรอื พนกั งาน : ร่วมทา
3. การมสี ว่ นร่วมท่ีจะปฏิบัตใิ หบ้ ังเกิดผลสมั ฤทธ์ิ : รว่ มปฏิบตั ิ

ซ่งึ ข้ันตอนการจัดทามาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมมีดงั นี้

แตง่ ตงั้ คณะทางาน คณะทางานมีหนา้ ท่ี
ฯ 1. จดั ทามาตรฐานทางคุณธรรมและ
จริยธรรม (และมาตรการทีจ่ ะ
คณะทางานฯ นาไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ)
จัดทามาตรฐานทางคณุ ธรรม 2. รบั ฟงั ความคิดเห็น/ระดมสมอง
จากขา้ ราชการ พนกั งาน และ
และจริยธรรม ลกู จา้ ง ประชาชน ตลอดจน
ผเู้ กยี่ วขอ้ ง
เสนอ 3. เสนอมาตรฐานฯ ต่อผู้บริหาร
ผบู้ ริหารพจิ ารณา
4. ผลกั ดันมาตรฐานสู่ความสาเร็จ

เหน็ ชอบ เหน็ เป็นอย่างอน่ื คณะกรรมการข้าราชการ หรอื
พนกั งานส่วนท้องถิน่
ลงนามประกาศ/ คณะทางานฯ
แจ้งทุกคนทราบ นามาแก้ไขปรบั ปรุง ชว่ ยเหลือ ให้คาปรกึ ษา แนะนา

ตดิ ประกาศ

50

แนวทางดาเนนิ การเพ่ือให้มาตรฐานทางคณุ ธรรมและจริยธรรมบงั เกิดผลในทางปฏบิ ัติ
ปจั จัยแห่งความสาเร็จของมาตรฐานทางคณุ ธรรมและจริยธรรม นอกจากการร่วมคิด รว่ มทา และรว่ ม

ยอมรับแลว้ การดาเนนิ การเพ่ือให้มาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรมบงั เกิดผลในทางปฏิบัติไดอ้ ยา่ งแท้จรงิ
เป็นรูปธรรมและย่ังยนื อาจทาได้ 2 ประการควบคู่กัน คือ การนามาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมมา
กาหนดเปน็ มาตรการทางการบริหารขององค์กร เช่น การนามาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมมาใช้ใน
กระบวนการสรรหาบุคคล การฝึกอบรมพัฒนา การพิจารณาความดีความชอบ การเล่ือนตาแหนง่ และการ
สร้างวัฒนธรรมขององคก์ ร เป็นตน้ และการสร้างปจั จยั สนับสนุนมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม
สามารถดาเนนิ การได้หลายวิธีโดยหลายหนว่ ยงานที่เกีย่ วข้อง ปจั จัยเสรมิ สรา้ งดังกล่าว ยกตวั อย่างเชน่

1. ส่งเสริมใหผ้ ู้บริหารองค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น สรา้ งความรู้และทศั นคติใหแ้ กเ่ จา้ หนา้ ท่ีใน
หนว่ ยงานทกุ คนใหร้ บั รู้และเข้าใจอยา่ งแจม่ ชัดว่าการประพฤติปฏบิ ตั ติ ามกรอบของมาตรฐานทางคณุ ธรรมและ
จริยธรรมของหนว่ ยงานของตนเป็นอย่างไร พฤตกิ รรมใดคือพฤติกรรมท่คี วรปฏิบัติ พฤติกรรมใดคือพฤติกรรม
ที่พงึ ละเว้น

2. การใช้มาตรการยกย่องให้รางวัล แกผ่ ูท้ ่ปี ระพฤติปฏิบัติตนอยูใ่ นกรอบของมาตรฐานทางคณุ ธรรม
และจริยธรรมจนเปน็ ทป่ี ระจักษ์ชัด อาจเป็นในรปู ตัวเงนิ หรือมิใชต่ ัวเงินก็ได้ เชน่ การยกยอ่ งชมเชย การมอบ
โล่ การประกาศเกียรตคิ ุณ การประกาศช่อื ทางสื่อมวลชน เปน็ ตน้ นอกจากน้มี าตรการท่ีควรดาเนนิ การควบคู่
ไปกับการยกย่องใหร้ างวัล คือ การไมส่ นับสนุนผทู้ ่ีไมป่ ระพฤติปฏิบตั ิตามกรอบของมาตรฐานทางคณุ ธรรมและ
จริยธรรม เพอ่ื แสดงให้เห็นความแตกต่างและสร้างขวญั กาลังใจใหแ้ กผ่ ู้กระทาดี

3. การเป็นแบบอย่าง (model) คือ การนาตัวอย่างท่ดี ีมาช้ีให้เหน็ โดยจุดเนน้ สาคญั คอื
ตัวผู้บงั คับบญั ชาทกุ ระดบั จะตอ้ งใช้ภาวะผนู้ าในการทาตัวเปน็ แบบอย่างท่ีดี สรา้ งศรทั ธาให้เกดิ ขน้ึ แก่
ผใู้ ตบ้ งั คับบญั ชาและชักนาผใู้ ต้บงั คบั บญั ชาไปสกู่ ารประพฤตปิ ฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรม

4. การตงั้ ชมรมหรือสร้างเครือข่าย เปน็ วิธีการหนง่ึ ในการสร้างความรู้สึกร่วมให้เกิดข้นึ กับเจ้าหน้าท่ี
ในหนว่ ยงาน ซึ่งจะนาไปสกู่ ารร่วมมือรว่ มใจกนั รณรงค์ใหเ้ กิดการถือปฏบิ ัติ

5. การจดั กิจกรรมรณรงค์ คอื การจดั ให้มีกจิ กรรมทเ่ี ป็นตัวอย่างท่ีดีในรูปแบบตา่ งๆ เช่น ประกวด
เจ้าหนา้ ท่หี รอื หน่วยงานดีเดน่ โดยใช้หลักการปฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมขององค์กรเป็น
แนวพจิ ารณา เป็นตน้ ทั้งนี้ อาจจดั ใหป้ ระชาชนหรอื บุคคลภายนอกเข้ามามีสว่ นรว่ มในกิจกรรมเหลา่ นน้ั เชน่
มีส่วนรว่ มในการคดั เลือกหรือตัดสนิ จะทาใหเ้ กดิ พลังผลกั ดันจากภายนอกได้อีกสว่ นหนง่ึ

6. การประชาสัมพนั ธ์ คือ เผยแพร่ ความรู้ ความเข้าใจ กระจายข่าวในรปู แบบของสื่อประเภทตา่ งๆ
อยา่ งสมา่ เสมอเพือ่ ให้เจ้าหนา้ ทใ่ี นองคก์ ร ผรู้ ับบรกิ าร ประชาชน และสังคม ได้รับทราบมาตรฐานทางคุณธรรม
และจริยธรรมขององค์กร เช่น จดั ทาโปสเตอร์ ตดิ ประกาศ ทาจดหมายข่าว แผน่ พับ วีดทิ ัศน์ เปน็ ตน้

7. การศึกษาดูงาน คอื การศกึ ษาดงู านจากหน่วยงานอน่ื ทส่ี ามารถนามาเป็นแบบอยา่ งท่ดี ีได้ หรือ
การใหห้ น่วยงานอน่ื มาดูงานของหน่วยงาน จะเป็นสง่ิ กระตุ้นใหเ้ กดิ ความต้องการปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรมการ
ทางานดว้ ยตัวของเจ้าหน้าที่เอง

8. นาหลักธรรมหรอื คาสอนของศาสนาตา่ งๆ มาใชก้ ับขา้ ราชการ พนักงาน และลูกจา้ งขององค์กร
ปกครองสว่ นท้องถนิ่

แนวทางในการประเมนิ ผล
เมอื่ องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นไดจ้ ดั ทามาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของตนเองแลว้ ควรที่จะ

ประเมินผลความสาเรจ็ ของมาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรม เพ่ือตรวจสอบประเมนิ สถานภาพขององค์กร

51

ปกครองส่วนท้องถน่ิ ว่า การปฏบิ ตั งิ านของขา้ ราชการ พนกั งาน และลูกจา้ งขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ
สามารถดาเนินการให้บรรลวุ ัตถปุ ระสงคต์ ามเปา้ หมายของมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมเพียงใด โดยใน
การประเมนิ ผลอาจดาเนนิ การไดท้ ้ังสองแนวทาง กลา่ วคือ การประเมินผลโดยบคุ คลภายนอกหนว่ ยงาน และ
การประเมินผลโดยบคุ คลภายในหน่วยงาน

การประเมนิ ผลโดยบคุ คลภายนอกหน่วยงาน
การประเมินผลโดยบคุ คลภายนอกหน่วยงาน คือ การประเมนิ ผลจากผูท้ ีไ่ ม่ไดป้ ฏิบตั งิ านในหน่วยงาน

นัน้ ๆ อันประกอบไปดว้ ย ประชาชนผ้มู ารับบริการ และ/หรือคณะผปู้ ระเมนิ ท่ีคัดเลอื กจากผทู้ รงคุณวฒุ ิ
ภายนอกองค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ โดยอาจดาเนนิ การได้ดว้ ยการวา่ จา้ งทปี่ รกึ ษาหรือสถาบันการศึกษาเป็นผู้
ประเมนิ

การประเมนิ ผลโดยบุคคลภายในหน่วยงาน
การประเมินผลโดยบคุ คลภายในหนว่ ยงาน คือ การประเมนิ ผลจากผปู้ ฏบิ ตั ิงานในหนว่ ยงานนน้ั ๆ โดย

อาจมวี ิธกี ารและขนั้ ตอนในการประเมนิ ผล ดังนี้
1. ผจู้ ดั ทาการประเมินผล องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ควรจดั ผรู้ ับผิดชอบการประเมนิ ผลในรูปของ

คณะกรรมการ ซ่งึ ควรเปน็ คณะกรรมการหรือคณะทางานชุดเดยี วกันกับชุดทจ่ี ดั ทามาตรฐานทางคุณธรรมและ
จริยธรรม

2. วิธีการจดั เกบ็ ข้อมูลเพื่อการประเมนิ ผล วธิ ีที่จะดาเนนิ การจดั เกบ็ ข้อมูลเพ่ือการประเมนิ ผลมีอยู่
หลายวิธีดว้ ยกนั องค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ สามารถเลอื กใชว้ ิธีการท่เี หมาะสมกบั หน่วยงานตน เชน่ การ
สมั ภาษณ์ การตอบแบบสอบถาม การวจิ ยั ประเมนิ ผล การจัดเกบ็ ข้อมลู จากเอกสาร เช่น รายงานผลการ
ตรวจสอบภายใน เรอ่ื งราวรอ้ งทกุ ข์ เป็นตน้

3. ข้นั ตอนการประเมินผล คณะผ้จู ัดทาการประเมนิ ผลควรมขี ้ันตอนในการดาเนนิ การตามลาดบั
ดงั ต่อไปนี้

3.1 ทาความเข้าใจเปา้ หมาย วตั ถุประสงค์ และความหมายของมาตรฐานทางคุณธรรมและ
จรยิ ธรรมทจ่ี ัดทาขน้ึ

3.2 กาหนดตวั ช้ีวัดและเกณฑม์ าตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมแตล่ ะข้อในเชิงพฤติกรรม
เพอ่ื เปน็ เคร่ืองชถี้ งึ ความสาเร็จทจ่ี ะสามารถวัดได้ โดยตอ้ งสอดคล้องกับประเภทภารกจิ หนา้ ท่ีของหน่วยงาน
และอยู่ในขอบเขตของเป้าหมาย วตั ถปุ ระสงค์ และความหมายของมาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรมท่ี
จัดทาขึ้น เชน่ ตัวชวี้ ดั มาตรฐานการให้บรกิ ารประชาชนผมู้ ารบั บรกิ าร คอื อตั ราความพงึ พอใจของประชาชน
หลงั จากไดร้ ับการบรหิ าร ระยะเวลาท่ผี ู้ปฏบิ ัติงานให้บริการประชาชนหรือทใ่ี ห้ประชาชนรอก่อนท่ีจะใหบ้ รกิ าร
ขน้ั ตอนการติดต่อราชการที่สั้นลง เป็นต้น

3.3 กาหนดวธิ กี าร ระยะเวลา และกลุ่มเปา้ หมายของการประเมินผลวา่ จะเปน็ รูปแบบหรือ
ประเภทใด โดยอาจกาหนดขึ้นเอง หรือตามที่ไดแ้ นะนาแนวทางตามความเหมาะสม

3.4 ดาเนินการตามแผนงานและระยะเวลา
3.5 นาข้อมูลทรี่ วบรวมไดม้ าเปรียบเทยี บกบั มาตรฐานทต่ี งั้ ไว้วา่ มีความเหมือนและความ
แตกต่างกนั หรอื ไม่ อย่างไร
3.6 สรุปผลและข้อเสนอแนะ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปญั หาและอุปสรรคแกผ่ ู้บงั คบั บัญชา
เพือ่ พจิ ารณาปรับปรงุ ตอ่ ไป

52

กรอบแนวทางการเสริมสร้างมาตรฐานทางคณุ ธรรมและจริยธรรมในองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน
เพอ่ื เสรมิ สรา้ งให้มาตรฐานทางคณุ ธรรมและจริยธรรมบังเกิดผลในทางปฏิบัติ องคก์ รปกครองส่วน

ทอ้ งถ่นิ ควรมีแนวทางการเสริมสร้างมาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม มีตัวชี้วัดเพื่อการประเมนิ ผล ดงั ได้
จดั ทาเป็นตวั อยา่ งดงั ต่อไปน้ี

กรอบแนวทางการเสริมสร้างมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมในองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น

พฤติกรรม มาตรฐานทางคุณธรรม ความหมาย ตัวอย่าง ตัวอย่างตัวชีว้ ดั ข้นั ตน้

ทพ่ี ึงประสงค์ และจรยิ ธรรม แนวทางปฏิบัติ เพือ่ การประเมนิ ผล

-เพอื่ ป้องกันการ

ทุจรติ และ

ประพฤติมิชอบ

1.มีความซ่ือสัตย์ 1.พงึ ดารงตนให้ตัง้ มน่ั -มกี ารปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ 1.การปฏิบตั ิ 1.จานวนข้อทักท้วง

2.มีความสุจริต อยู่ในศีลธรรม ปฏบิ ัติ อยา่ งตรงไปตรงมา หน้าท่ีโดยยดึ ถือ รอ้ งเรียนของบคุ คล

3.การใช้อานาจ หน้าทดี่ ว้ ยความซ่ือ โดยคานึงถงึ ระเบยี บ กฎหมาย ภายนอกว่าไมป่ ฏิบัติ

และหนา้ ทีใ่ นทาง สัตย์ สุจรติ เสยี สละ ประโยชน์สขุ หนงั สอื สั่งการ ตามระเบียบ กฎหมาย

ท่ถี ูกต้อง และมีความรับผิดชอบ ประชาชน มติ ค.ร.ม. หรือ มติ ค.ร.ม. ฯลฯ

4.มคี วามโปรง่ ใส -การไม่ใชต้ าแหนง่ วิชาชีพ 2.จานวนเรอ่ื งทถ่ี ูกรอ้ ง

5.มีความพร้อม หนา้ ท่หี าผล 2.การไม่ใช้ตาแหน่ง เรยี นว่าทุจรติ และ

และยนิ ดใี ห้มี ประโยชน์ หน้าทแ่ี สวงหาผล ประพฤตมิ ชิ อบ

การตรวจสอบ -มคี วามรับผดิ ชอบ ประโยชน์โดยมิ 3.จานวนข้าราชการที่

ต่อตาแหน่งหน้าท่ี ชอบ ถูกลงโทษดาเนินการ

3.การปฏิบัติงาน ทางวนิ ยั

โดยยึดหลักตาม 4.รอ้ ยละของผูร้ ับ

พระบรมราโชวาท บรกิ ารที่มีความพึงพอ

4.ผบู้ ังคับบัญชา ใจตอ่ การให้บรกิ ารของ

ต้องปฏิบัติตนเปน็ องค์กรปกครองส่วน

ตัวอย่าง ท้องถ่ิน

5.ควบคมุ อุปกรณ์ 5.จานวนขอ้ รอ้ งเรยี น

เคร่ืองใช้ไมน่ าของ ของประชาชนผูรับ

ราชการไปใชเ้ ป็น บรกิ ารทีเ่ พ่มิ ขึ้นหรือ

ทรัพยส์ นิ ส่วนตวั ลดลง

6.จานวนผุ้ปฏบิ ัตงิ าน

ทีถ่ กู ตรวจสอบวา่

รา่ รวยผิดปกติ

7.รอ้ ยละของผู้ปฏิบัติ

งาน โดยยึดหลัก

พระบรมราโชวาท

8.จานวนผรู้ ้องเกีย่ วกับ

53

กรอบแนวทางการเสรมิ สร้างมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมในองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ (ต่อ)

พฤติกรรม มาตรฐานทางคุณธรรม ความหมาย ตวั อย่าง ตวั อยา่ งตัวชวี้ ัดขัน้ ตน้

ทพี่ ึงประสงค์ และจริยธรรม แนวทางปฏิบัติ เพ่อื การประเมินผล

พฤติกรรมการทจุ รติ

ของผู้บงั คับบญั ชา

2.พงึ ปฏบิ ตั ิหนา้ ที่ -มีขั้นตอนการ 1.ประชาชนมีสว่ น 1.จานวนประชาชนที่

อย่างเปดิ เผย โปรง่ ใส ปฏิบัติงาน แผนการ ร่วมในการกาหนด มีสว่ นรว่ มในการ

พร้อมให้ตรวจสอบ ทางาน และการ นโยบาย แผนงาน ตดั สินใจ

มอบหมายงานท่ี โครงการ 2.จานวนส่ือทใี่ ชใ้ นการ

ชัดเจน โดยสามารถ 2.การเปดิ เผยข้อมลู เผยแพร่ เชน่ วารสาร

แจง้ ลาดบั ข้ันตอน ข่าวสารและการ หอกระจายขา่ ว ฯลฯ

การปฏิบัติงาน ผู้ ปฏบิ ตั ิตาม พ.ร.บ. 3.รอ้ ยละของจานวน

ปฏบิ ตั งิ าน และ ขอ้ มลู ข่าวสาร ขอ้ มลู ข่าวสารที่

ระยะเวลาแล้วเสร็จ 3.มีคู่มือการปฏิบตั ิ ประชาชนควรทราบที่

ใหแ้ ก่ผมู้ าติดตอ่ งานของเจา้ หน้าท่ี ได้มีการประกาศในที่

ราชการไดท้ ราบ และคมู่ ือการติดต่อ สาธารณะ

เพื่อสามารถตรวจ งานนของ 4.จานวนคมู่ อื การ

สอบและติดตามได้ ประชาชน ปฏิบตั ิงานและการ

-มีการตงั้ 4.ประชาสมั พนั ธ์ ต่อตอ่ งานท่ีได้มีการ

คณะทางานหรือ การปฏบิ ัตงิ านให้ จดั ทาข้นึ ในแตล่ ะงาน

คณะกรรมการที่ ประชาชนทราบ 5.ร้อยละของข้อเรยี ก

ประกอบด้วย ภาค ทุกขน้ั ตอน ร้องท่มี ีต่อการปฏบิ ัติ

รฐั ภาคเอกชน และ 5.มขี ั้นตอนการ งานขององคก์ ร

ภาคประชาชน ใน ปฏิบติงาน แผน ปกครองส่วนท้องถ่ิน

การตรวจสอบการ การทางานมอบ 6.อตั ราร้อยละท่เี พ่มิ

ดาเนนิ งานของ หน้าทีช่ ัดเจน และ ข้ึนของความพงึ พอใจ

เจ้าหน้าที่และ มกี ารจดั ทาหนังสือ ของผู้ใชบ้ ริการ

หน่วยงาน แนะนาการตดิ ต่อ 7.ความถใ่ี นการติดตาม

-มกี ารเปิดเผย ราชการ ของผบู้ ังคบั บญั ชา

ขอ้ มลู ขา่ วสารที่เป็น 6.กาหนดระยะเวลา

ประโยชน์อยา่ งตรง ในการปฏิบัตงิ าน

ไปตรงมาด้วยภาษา ให้ชัดเจนและแจง้ ให้

ท่ีชัดเจนและเขา้ ใจ ประชาชนทราบ

งา่ ย 7.มกี ารสรุปผลงาน

ประจาปี

8.ผบู้ งั คับบัญชา

ต้องติดตามการ

ปฏิบัตอิ ยา่ งต่อเนือ่ ง


Click to View FlipBook Version