54
กรอบแนวทางการเสริมสรา้ งมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมในองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ (ตอ่ )
พฤติกรรม มาตรฐานทางคุณธรรม ความหมาย ตวั อยา่ ง ตัวอย่างตวั ชีว้ ัดขนั้ ต้น
ที่พงึ ประสงค์ และจรยิ ธรรม แนวทางปฏบิ ัติ เพ่อื การประเมนิ ผล
-เพอ่ื เสริมสรา้ ง 3.พึงให้บรกิ ารดว้ ย -การใหบ้ รกิ ารทเ่ี ปน็ 1.กาหนดหลัก 1.รอ้ ยละของผลงานที่
ประสทิ ธิภาพใน ความเสมอภาค มาตรฐานเดียวกนั เกณฑ์และ สาเร็จตามระยะเวลา
การปฏิบัติงาน สะดวก รวดเร็ว มี อย่างเสมอภาค มาตรฐานในการ มาตรฐาน
1.ปฏิบตั งิ านดว้ ย อธั ยาศัยไมตรี โดยยึด ท่ัวถึง เปน็ ธรรม ปฏบิ ัตงิ านใหช้ ัด 2.ร้อยละของผ้รู ับ
ความเสมอภาค ประโยชนข์ อง -การให้บริการด้วย เจน และประกาศ บรกิ ารทม่ี ีความพึงพอ
และเป็นธรรมตอ่ ประชาชนเป็นหลัก ความสะดวกรวด ใหป้ ระชาชนรบั ใจต่อการปฏิบตั งิ าน
พนกั งานและ เร็ว และตรงต่อ ทราบ ของเจา้ หน้าที่
ประชาชน เวลา 2.นาระบบ one 3.จานวนระยะเวลาใน
2.การปฏิบตั งิ าน -การใหบ้ รกิ ารดว้ ย Stop service มา การใหบ้ ริการทีเ่ รว็ ขึ้น
ต้องคานึงถึง ความเตม็ ใจย้ิมแยม้ ใช้ กวา่ เดิม
ความพงึ พอใจ แจ่มใส และรกั ษา 3.ลดขั้นตอนการ 4.ร้อยละของผบู้ ริหาร
ของประชาชนผู้ ประโยชน์แกผ่ มู้ า ปฏิบัติงาน ที่มีความพึงพอใจตอ่
รบั บรกิ าร รับบรกิ ารทกุ คน 4.กระจายอานาจ การปฏบิ ตั ิงานของ
3.มีความกระตือ การตัดสนิ ใจ เจ้าหนา้ ที่
รือรน้ ในการ 5.การให้บริการ 5.ร้อยละของระบบ
ปฏิบตั งิ าน นอกสถานที่ในบาง บรกิ ารทมี่ ีการใช้บตั ร
4.มอี ธยาศยั ไมตรี ลักษณะงาน คิว
ต่อผู้มารบั บริการ 6.จัดระบบการรับ 6.จานวนจดุ ใหบ้ ริการ
5.มคี วามรอบรู้ บรกิ ารก่อน-หลงั ตรวจเอกสารก่อนหรอื
และความเช่ยี ว 7.จดั เจา้ หนา้ ที่ แจกเอกสาร แผน่ พับ
ชาญในงานที่ทา ประชาสมั พนั ธแ์ ละ แกผ่ ู้รบั บริการท่ีเพ่ิมขึ้น
6.มปี ระสทิ ธิภาพ บรกิ ารหรือตรวจ 7.ร้อยละของบุคลากร
และประสิทธิผล สอบเบ้อื งตน้ ทม่ี ีความสามารถ
ในการปฏิบัตงิ าน 8.นาเทคโนโลยี ปฏิบัติงานกับอุปกรณ์/
7.ปฏิบตั ิงานดว้ ย สมยั ใหม่มาใช้ เทคโนโลยสี มัยใหมไ่ ด้
การใช้ทรพั ยากร 9.สร้างมาตรฐาน 8.จานวนผู้ได้รบั รางวลั
อย่างประหยดั การจงู ใจในการ ทเี่ พิม่ ข้ึนในการตรงต่อ
เพ่ือใหเ้ กดิ ผล ตรงตอ่ เวลา เวลา
สัมฤทธ์ิ
8.เปดิ โอกาสให้
ประชาชนมสี ่วน
ร่วมรับรู้ รว่ มคิด
และรว่ มทาให้
บุคคลผมู้ ีสว่ นได้
55
กรอบแนวทางการเสรมิ สรา้ งมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมในองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ (ต่อ)
พฤติกรรม มาตรฐานทางคุณธรรม ความหมาย ตวั อย่าง ตวั อย่างตัวชวี้ ัดข้ันต้น
ที่พึงประสงค์ และจริยธรรม แนวทางปฏิบัติ เพอ่ื การประเมินผล
เสยี หรอื ส่วนเกี่ยว 4.พงึ ปฏิบตั หิ น้าท่โี ดย -การปฏบิ ัติหนา้ ที่ให้ 1.การปฏบิ ตั ิงานให้ 1.รอ้ ยละของผลผลิต/
ขอ้ งเกดิ การยอม ยึดผลสมั ฤทธิข์ องงาน แล้วเสรจ็ ตาม แลว้ เสร็จตามกา ผลลพั ธท์ ี่บรรลุวัตถุ
รบั ก่อนและหลัง อย่างคุ้มค่า กาหนดและบรรลุ หนดและบรรลุ ประสงคห์ รือพันธกิจ
ดาเนินการท่ีมผี ล เปา้ หมายท่วี างไว้ เปา้ หมาย 2.ร้อยละของค่าใชจ้ า่ ย
กระทบตอ่ ส่วน -การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ี 2.ปรบั ปรุงวธิ กี าร ทลี่ ดลง โดยได้รบั
รวม โดยคานึงถึงผลลัพท์ ปฏบิ ติงาน ปรมิ าณงานและ
9.รักษา/ภูมิใจใน และผ้มู ารับบริการ 3.พฒั นาบคุ ลากร คุณภาพงานเทา่ เดิม
เกยี รติและศกั ดิ์ โดยอยูภ่ ายใต้ขอบ ใหเ้ ปลย่ี นทัศนคติ หรอื เพ่ิมขึ้น
ศรขี องการเปน็ เขตของระเบยี บ ในการปฏบิ ตั ิงาน 3.ร้อยละของบุคลากร
ขา้ ราชการหรือ กฎหมาย 4.การประเมินผล ที่ได้รบั การพัฒนาใน
พนักงานส่วน -การใช้ทรัพยากร โครงการทัง้ ก่อน หลักสูตรการปรับ
ท้องถน่ิ อยา่ งประหยัด มี และหลงั การทา เปลีย่ นทศั นคติ
ประสิทธิภาพ โครงการ 4.จานวนโครงการท่ี
ประสิทธิผล และ 5.ปฏิบัตงิ านโดยคา บรรลุวัตถปุ ระสงคแ์ ละ
คมุ้ คา่ ทงั้ ในส่วนของ นึงถึงผลลพั ธ์ภาย เปา้ หมายของโครงการ
การใช้เงนิ และใช้ ใตร้ ะเบยี บกฎหมาย 5.จานวนงานทป่ี ฏิบตั ิ
เวลา 6.กาหนดเปา้ หมาย สาเรจ็ ภายใต้ระเบียบ
และวัตถุประสงคใ์ น กฎหมาย
การปฏบิ ตั งิ านให้
ชดั เจน
7.กาหนดรางวัล
และ/หรอื ค่าตอบ
แทนตามผลงาน
8.การใชท้ รัพยากร
อยา่ งประหยัด
มปี ระสิทธภิ าพ
9.มกี ารประเมินผล
เป็นระยะๆ โดย
การตงั้ ในรปู คณะ
กรรมการชุมชน
10.มีการสง่ เสริมให้
รางวลั แก่พนักงาน
ทปี่ ฏบิ ัตหิ น้าท่ีได้
สัมฤทธผ์ิ ลตาม
เปา้ ประสงค์
56
กรอบแนวทางการเสรมิ สรา้ งมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ตอ่ )
พฤติกรรม มาตรฐานทางคุณธรรม ความหมาย ตวั อยา่ ง ตวั อย่างตวั ชว้ี ัดขั้นต้น
ทีพ่ งึ ประสงค์ และจรยิ ธรรม แนวทางปฏิบตั ิ เพ่ือการประเมินผล
5.พึงพัฒนาทักษะ -การศึกษาหา 1.เปิดโอกาสให้ 1.จานวนบุคลากรท่ี
ความรู้ ความสามารถ ความรู้ทีท่ นั สมยั ท่ี พนักงานไดร้ บั การ ผา่ นการฝึกอบรมหลกั
และตนเองใหท้ นั สมยั เปน็ การพัฒนาทาง ฝกึ อบรมพัฒนา สูตรท่เี กย่ี วข้องกับ
อยู่เสมอ วชิ าการ และพัฒนา ดา้ นจติ ใจ ความรู้ หลักศลี ธรรมแลการ
จติ ใจของตนเองอยู่ และทักษะ ปฏิบัติในหนา้ ที่
เสมอด้วยวธิ กี าร 2.กาหนดแผนงาน 2.จานวนครง้ั เฉลย่ี ใน
พฒั นารูปแบบต่างๆ การเข้ารบั การฝกึ การฝึกอบรมต่อคนต่อ
เชน่ การเข้าร่วม อบรม สัมมนา และ ปี
อบรม ประชุม ศกึ ษาดูงาน 3.จานวนคนทผ่ี า่ นการ
สมั มนา และการ 3.ต้องพฒั นา อบรม
ศึกษาดว้ ยตนเอง บคุ ลากรใหม้ ีความรู้ 4.จานวนครงั้ ท่ีศึกษาดู
เปน็ ต้น 4.มุ่งเนน้ เทคนิค งาน
การฝึกอบรมให้ 5.จานวนเจา้ หนา้ ท่ี
เกิดความรูแ้ ละ ศึกษาหาความรูด้ ว้ ย
ความตระหนัก ตนเอง
5.เปิดโอกาสให้ 6.ความพึงพอใจของ
พนกั งานไปศึกษา พนักงานและผู้รับ
ดูงาน บรกิ าร
6.เจ้าหน้าท่มี ีการ 7.จานวนคา่ ใช้จา่ ยใน
ศกึ ษาหาความรู้ การบริหารงานบุคคล
ดว้ ยตนเอง ลดลง
7.หมุนเวยี นการ
ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่เี พ่ือ
เพิ่มพนู
ประสทิ ธภิ าพ
ทมี่ า: ผลการสารวจความคดิ เหน็ ของผูบ้ รหิ ารท้องถ่นิ สมาชกิ สภาทอ้ งถ่ิน ข้าราชการหรือพนักงานสว่ น
ท้องถิ่น ลกู จ้างในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนผรู้ ับบริการจากองค์กรปกครองสว่ น
ท้องถิน่ ต่อการปฏิบตั งิ านของขา้ ราชการหรือพนักงานส่วนท้องถนิ่
57
ปัจจัยสาคญั ท่ีควรคานงึ ถงึ และนามาประกอบการพิจารณาจัดทามาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
1. พระบรมราโชวาทแก่ขา้ ราชการพลเรอื นตั้งแต่ปี พ.ศ.2524-2542 คือ
1.1 คณุ ธรรม ไดแ้ ก่ สุจริต เท่ียงตรง เสียสละ อดทน ฝึกตน มรี ะเบยี บ
1.2 หลกั การทางาน ได้แก่ เพียบพรอ้ มความรู้ กุศโลบาย ขยายสัมพันธ์ประสาน
1.3 คุณค่า ได้แก่ รบั ผิดชอบ ทาหนา้ ทีเ่ พ่ือหน้าท่ใี หส้ าเร็จทันการ ปฏิบัตงิ านยดึ ม่ันใน
ผลประโยชน์ของแผ่นดนิ และความถกู ตอ้ ง เปน็ ธรรม
2. ทศพิธราชธรรม คอื การให้ รักษาความประพฤติใหส้ งบเรยี บรอ้ ย เสียสละ ซ่อื ตรง ออ่ นโยน
ความเพยี ร ไม่โกรธ ไมเ่ บียดเบยี นผอู้ ่นื อดทน การปฏิบัตไิ ม่ใหผ้ ิดจากท่ีถูกที่ควร
3. ปรัชญาในการรา่ งรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้แก่
3.1 การใช้อานาจรัฐต้องคานึงถึงศักด์ศิ รีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรภี าพ
3.2 บุคคลเสมอกนั ในกฎหมาย
3.3 การเลือกปฏิบตั ิโดยไมเ่ ป็นธรรมต่อบคุ คลจะกระทามไิ ด้
3.4 เสรีภาพในการแสดงความคิดเหน็
3.5 บุคคลมีสิทธไิ ดร้ บั ทราบข้อมลู ของหน่วยราชการ
3.6 บคุ คลมีสิทธมิ ีสว่ นรว่ มในกระบวนการพิจารณาของเจา้ หนา้ ที่
3.7 ทางานตามกฎหมายเพ่ือรักษาผลประโยชนส์ ว่ นรวม
3.8 ส่งเสริม/สนับสนนุ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกาหนดนโยบาย การตัดสนิ ใจ การเมือง
รวมท้งั การตรวจสอบการใช้อานาจรฐั
4. วิสัยทัศน์ของแผนปฏิรปู ระบบบริหารภาครฐั ไดแ้ ก่
4.1 เป็นระบบทส่ี รา้ งประโยชน์ใหป้ ระชาชนและประเทศชาติ
4.2 เป็นท่ีเชื่อถือศรทั ธาของประชาชน
4.3 เป็นระบบที่มีความรบั ผิดชอบและเป็นท่ีพึ่งของประชาชน
4.4 เป็นระบบทเี่ ข้มแขง็ ทนทานต่ออุปสรรค กลา้ หาญต่อสู้ เพ่ือคุณธรรม มเี กยี รติภมู ิ และ
มีศกั ด์ิศรี
4.5 เปน็ ระบบทท่ี นั สมัย ทันโลก ทนั การณ์
4.6 เปน็ ระบบที่มีวฒั นธรรมท่ีมงุ่ ความเปน็ เลิศของงาน
5. ระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรวี ่าดว้ ยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสงั คมที่ดี
พ.ศ.2542 ไดแ้ ก่
5.1 หลักนิตธิ รรม : การใช้กฎ ระเบยี บ ทเ่ี ปน็ ธรรม เปน็ ท่ยี อมรบั ได้ ไมต่ ามกระแสหรืออานาจตัว
บคุ คล เสมอภาค
5.2 หลกั คณุ ธรรม : การยดึ มั่นในความถูกตอ้ งดีงาม ประพฤตติ นเป็นตัวอย่างแก่สงั คมด้วยความ
ซื่อสตั ย์ จริงใจ ขยัน อดทน
5.3 หลกั ความโปรง่ ใส : การทางานอย่างโปร่งใส เปดิ เผยข้อมูลขา่ วสารทเี่ ปน็ ประโยชน์
ตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้
5.4 หลักการมสี ่วนร่วม : เปิดโอกาสใหป้ ระชาชนมีส่วนรว่ มรับรู้ เสนอความเห็น
5.5 หลักความรับผิดชอบ : ตระหนกั ในสิทธหิ นา้ ที่ มคี วามสานกึ ในความรับผิดชอบต่อสังคม มุ่ง
แก้ปัญหา กลา้ ยอมรับผลการกระทาของตน
5.6 หลกั ความคมุ้ ค่า : บรหิ ารจดั การและใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและเกดิ ประโยชน์สงู สุด
58
6. คา่ นยิ มสร้างสรรคข์ องเจ้าหนา้ ท่ีของรฐั คือ คา่ นิยมที่พึงประสงคส์ าหรบั การยึดถือปฏิบตั ิในการ
ทางานของเจา้ หน้าท่ีของรฐั ในปจั จุบนั 5 ประการ ได้แก่
6.1 กล้ายืนหยดั ทาในสง่ิ ที่ถกู ต้อง หมายถงึ
-ยดึ มั่นในความถูกต้อง ความชอบธรรม
-เสยี สละ
-ยึดหลักวชิ าและจรรยาวิชาชพี
-ไม่โอนอ่อนตามอิทธิพลใด
6.2 ซอ่ื สัตยแ์ ละมคี วามรบั ผดิ ชอบ หมายถึง
-ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีอย่างตรงไปตรงมา
-แยกเรือ่ งสว่ นตวั ออกจากหน้าที่การงาน
-มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ท่ี ตอ่ ประชาชน ต่อการปฏบิ ัติงาน ตอ่ องค์การ และต่อการพัฒนา
ปรบั ปรุงระบบราชการ
6.3 โปร่งใส ตรวจสอบได้ หมายถึง
-ปรบั ปรงุ กลไกการทางานขององค์กรให้มีความโปรง่ ใส
-ให้ประชาชนตรวจสอบความถกู ต้องได้
-เปิดเผยขอ้ มลู ข่าวสารภายใตก้ รอบของกฎหมาย
6.4 ไม่เลือกปฏบิ ัติ หมายถึง
-บรกิ ารประชาชนดว้ ยความเสมอภาค เนน้ ความสะดวก รวดเร็ว ประหยดั และถกู ต้อง
-ปฏบิ ัติตอ่ ผ้มู ารับบรกิ ารด้วยความมีน้าใจ เมตตา เอ้ือฟ้อื
6.5 มงุ่ ผลสมั ฤทธ์ขิ องงาน หมายถงึ
-ทางานใหแ้ ล้วเสรจ็ ตามกาหนด เกดิ ผลดีแก่หนว่ ยงานและส่วนรวม
-ใชท้ รพั ยากรของทางราชการใหค้ ุ้มคา่ เสมือนหนง่ึ การใชท้ รัพยากรของตนเอง
-เน้นการทางานโดยยดึ ผลลพั ธเ์ ป็นหลัก มีการวดั ผลลัพธแ์ ละคา่ ใช้จา่ ย
7. หลักธรรมหรือคาสอนตามศาสนาหรือความเช่อื ที่มงุ่ ให้คนประพฤตติ นเป็นคนดี
8. พฤตกิ รรมที่พึงประสงค์สาหรบั การกระทาผิดและไม่ผิดกฎหมาย
พฤติกรรมการใช้อานาจหนา้ ที่ในทางมิชอบหรือผดิ ทานองคลองธรรมตามทรรศนะของนักวชิ าการ
เช่น
8.1 การท่ีเจา้ หนา้ ท่ขี องรฐั ไมไ่ ด้กระทาสิง่ หน่ึงส่งิ ใดตามที่กฎหมายระบุไว้ (Nonfeasance)
8.2 การทเี่ จ้าหนา้ ที่ของรัฐกระทานอ้ ยกวา่ สงิ่ ท่ีกฎหมายระบไุ ว้หรือกระทาการที่ก่อใหเ้ กดิ ความ
บกพร่อง สูญเสีย หรือเสยี หายแกท่ างราชการ (Malfeasance)
8.3 การทเ่ี จา้ หน้าท่ีของรัฐกระทาการในสิ่งทีท่ าเกินขอบเขตอานาจหนา้ ทก่ี ฎหมายระบุไว้
(Overfeasance)
8.4 การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทาการตามวัตถปุ ระสงค์ของกฎหมาย แตใ่ ช้วิธีการท่ีผิดกฎหมาย
(Misfeasance)
8.5 การทเ่ี จา้ หนา้ ท่ีของรัฐกระทาการที่อาจจะไม่ผดิ กฎหมาย แตผ่ ดิ จรรยาบรรณวชิ าชพี หรอื เป็น
ท่รี จู้ กั กนั ในอกี นัยหนง่ึ ว่า Conflict of interest/Gray area
ฯลฯ
9. ข้อบงั คบั ก.พ.วา่ ดว้ ยจรรยาบรรณของขา้ ราชการพลเรือน พ.ศ.2537
59
จรรยาบรรณตอ่ ตนเอง
ข้อ1 ข้าราชการพลเรือนพงึ เป็นผ้มู ีศีลธรรมอนั ดี และประพฤติตนให้เหมาะสมกับการเป็น
ข้าราชการ
ข้อ 2 ขา้ ราชการพลเรือนพึงใช้วิชาชพี ในการปฏบิ ตั ิหน้าที่ราชการด้วยความซ่ือสตั ย์ และไม่
แสวงหาประโยชนโ์ ดยมิชอบ ในกรณที ่ีวิชาชีพใดมีจรรยาวิชาชพี กาหนดไว้ก็ถึงปฏิบัตติ ามจรรยาวชิ าชีพนนั้ ด้วย
ขอ้ 3 ข้าราชการพลเรือนพึงมีทศั นคติทีด่ ี และพัฒนาตนเองให้มคี ณุ ธรรมและจริยธรรม รวมทง้ั
เพม่ิ พนู ความรู้ ความสามารถ และทกั ษะในการทางานเพือ่ ใหป้ ฏบิ ติหน้าท่ีราชการมีประสิทธภิ าพประสทิ ธิผล
ยง่ิ ขึน้
จรรยาบรรณต่อหน่วยงาน
ขอ้ 4 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบตั ิหน้าท่ีราชการด้วยความสุจริต เสมอภาค และปราศจากอคติ
ขอ้ 5 ขา้ ราชการพลเรือนพึงปฏบิ ัตหิ น้าทีร่ าชการอย่างเตม็ กาลังความสามารถ รอบคอบ รวดเร็ว
ขยันหมั่นเพยี ร ถกู ต้องสมเหตุสมผล โดยคานึงถงึ ประโยชน์ของทางราชการและประชาชนเปน็ สาคญั
ขอ้ 6 ข้าราชการพลเรือนพงึ ประพฤติตนเปน็ ผตู้ รงต่อเวลาและใชเ้ วลาราชการให้เปน็ ประโยชน์ต่อ
ทางราชการอยา่ งเตม็ ที่
ข้อ 7 ข้าราชการพลเรือนพึงดแู ลรักษาและใชท้ รพั ย์สินของทางราชการอยา่ งประหยัดค้มุ คา่ โดย
ระมดั ระวังมใิ หเ้ สียหายหรอื สิ้นเปลืองเยี่ยงวิญญชู นจะพึงปฏบิ ตั ิต่อทรัพยส์ นิ ของตนเอง
จรรยาบรรณตอ่ ผ้บู งั คบั บัญชา ผู้อยใู่ ต้บังคับบัญชา และผ้รู ่วมงาน
ข้อ 8 ข้าราชการพลเรือนพงึ มีความรบั ผดิ ชอบในการปฏิบตั งิ านการให้ความรว่ มมอื ช่วยเหลือกลุ่ม
งานของตนทงั้ ในด้านการให้ความคิดเหน็ การชว่ ยทางาน และการแก้ปัญหารว่ มกัน รวมทั้งการเสนอแนะในส่งิ
ทเี่ หน็ ว่าจะมีประโยชน์ตอ่ การพัฒนางานในความรบั ผิดชอบดว้ ย
ข้อ 9 ขา้ ราชการพลเรือนซง่ึ เปน็ ผ้บู ังคบั บัญชาพงึ ดแู ลเอาใจใสผ่ ู้อยู่ใตบ้ งั คบั บญั ชาท้ังในด้านการ
ปฏบิ ัติงาน ขวญั กาลงั บใจ สวสั ดกิ าร และยอมรับฟังความคิดเห็นของผอู้ ยใู่ ต้บงั คับบัญชา ตลอดจนปกครองผู้
อยใู่ ตบ้ งั คับบัญชาดว้ ยหลกั การและเหตผุ ลทถี่ ูกตอ้ งตามทานองคลองธครรม
ข้อ 10 ข้าราชการพลเรือนพึงชว่ ยเหลือเก้ือกูลกนั ในทางทช่ี อบ รวมทั้งสง่ เสริมสนับสนุนใหเ้ กดิ
ความสามคั คีรว่ มแรงร่วมใจในบรรดาผู้ร่วมงานในการปฏบิ ัตหิ นา้ ทเ่ี พ่ือประโยชนส์ ่วนรวม
ข้อ 11 ขา้ ราชการพลเรือนพงึ ปฏิบตติ ่อผู้รว่ มงานตลอดจนผู้ทเ่ี กี่ยวขอ้ งดว้ ยความสุภาพ มนี า้ ใจ
และมนษุ ยสัมพันธ์อันดี
ขอ้ 12 ข้าราชการพลเรือนพึงละเว้นจากการนาผลงานของผู้อ่ืนมาเปน็ ของตน
จรรยาบรรณตอ่ ประชาชนและสังคม
ขอ้ 13 ขา้ ราชการพลเรอื นพงึ ใหบ้ ริการประชาชนอย่างเตม็ กาลังความสามารถด้วยความเป็น
ธรรม เออ้ื เฟอื้ มีน้าใจ และใช้กิรยิ าวาจาทสี่ ุภาพออ่ นโยน เม่ือเห็นวา่ เร่อื งใดไมส่ ามารถปฏบิ ัตไิ ดห้ รือไมอ่ ยูใน
อานาจหนา้ ท่ีของตนจะต้องปฏบิ ตั ิ ควรช้ีแจงเหตผุ ลหรือแนะนาใหต้ ิดต่อยังหน่วยงานหรือบุคคลซ่ึงตนทราบว่า
มอี านาจหน้าทเ่ี กยี่ วของกับเร่ืองน้นั ๆ ต่อไป
ข้อ 14 ขา้ ราชการพลเรือนพึงประพฤตติ นใหเ้ ป็นที่เชื่อถือของบุคคลท่ัวไป
60
ขอ้ 15 ขา้ ราชการพลเรือนพึงละเว้นการรบั ทรพั ย์สนิ หรอื ประโยชนอ์ ่ืนใดซึ่งมีมลู ค่าเกดิ ปกตวิ สิ ัยที่
วญิ ญูชนจะใชก้ ันโดยเสน่หาจากผู้มาตดิ ต่อราชการ หรอื ผู้ซ่ึงอาจไดร้ ับประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
นัน้ หากได้รับไว้แลว้ และทราบภายหลังวา่ ทรพั ย์สนิ หรอื ประโยชน์อ่นื ใดท่ีรบั ไวม้ มี ลู คา่ เกินปกตวิ สิ ัย ก็ให้
รายงานผูบ้ งั คบั บัญชาทราบโดยเรว็ เพ่ือดาเนินการตามสมควรแก่กรณี
ข้อ 16 ข้อบังคบั ฉบันน้ีให้ใช้บงั คบั ตงั้ แตว่ นั ถดั จากวันประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเป็นต้นไป
(หมายเหตุ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทวั่ ไปเล่ม 111 ตอนที่ 19 ง ลงวันท่ี 8 มนี าคม
2537)
10. สภาพปญั หาที่เก่ียวกับกคุณธรรมและจรยิ ธรรมขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่
จากผลการสารวจความคิดเห็นของผู้บรหิ ารท้องถน่ิ สมาชิก สภาทอ้ งถนิ่ ข้าราชการหรือพนกั งาน
ส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างในองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน และประชาชนผรู้ ับบริการจากองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ
ต่อการปฏิบตั ิงานของขา้ ราชการหรอื พนักงานสว่ นทอ้ งถน่ิ ท่ัวประเทศ จานวน 3,235 คน คิดเปน็ ร้อยละ
49.27 ของกลมุ่ เป้าหมาย (กลุ่มเปา้ หมาย จานวน 6,566 คน) พบว่า
10.1 ความคดิ เหน็ ต่อการปฏบิ ตั งิ านและปัญหาในการปฏิบัตงิ านของข้าราชการหรอื พนักงาน
สว่ นท้องถ่ิน คือ
1) หลักนิตธิ รรม กลมุ่ ตัวอย่างเห็นวา่ ผ้ปู ฏบิ ตั ิงานยังขาดความรคู้ วามเข้าใจกฎหมาย
เก่ียวกบั งานท่ปี ฏิบัติอยู่อยา่ งถูกต้องและชดั เจนถึงรอ้ ยละ 40.75 และมีปญั หาการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอยู่ที่
รอ้ ยละ 25.55
2) หลกั คุณธรรม กลมุ่ ตวั อยา่ งเห็นว่า ผู้ปฏบิ ตั งิ านมปี ัญหาในดา้ นการปฏิบตั ิหนา้ ที่
เปน็ ลาดับหนงึ่ ความประพฤตทิ ัว่ ไปเป็นปญั หาลาดับรองลงมา และด้านความซ่ือสตั ย์สจุ ริตเป็นลาดบั สดุ ทา้ ย
ดว้ ยค่าตัวเลขท่รี ้อยละ 28.7, 26.75 และ 13.95 ตามลาดบั
3) หลักความโปร่งใส กล่มุ ตัวอยา่ งเหน็ ว่า ผปู้ ฏบิ ตั ิงานมีปัญหาในด้านกระบวนการ
ใหป้ ระชาชนตรวจสอบการปฏบิ ัติงานอยทู่ ่รี ้อยละ 20.6
4) หลกั การมสี ่วนรว่ ม กลมุ่ ตัวอยา่ งเหน็ วา่ ผปู้ ฏิบัตงิ านยงั ไมเ่ ปิดโอกาสให้ประชาชน
มสี ่วนรับรู้ ร่วมคิด รว่ มทา หรือเปดิ โอกาสใหผ้ ูม้ ีสว่ นได้เสียหรอื มสี ่วนเก่ียวข้องแสดงความคิดเห็นที่มี
ผลกระทบต่อส่วนรวมอย่ทู ่ีร้อยละ 23.6
5) หลกั ความรบั ผิดชอบ กลุ่มตัวอย่างเห็นวา่ การยอมรับความคิดเห็นทแ่ี ปลกใหม่
แตกตา่ งไปจากเดมิ เปน็ ปัญหาทเ่ี ด่นชดั ทีส่ ุดในหลักความรับผดิ ชอบที่ระดบั ร้อยละ 32.4 และปญั หาในลาดบั
รองลงไป คอื เร่ืองความเอาใจใสห่ รือกระตืนรือรน้ ท่ีจะชว่ ยแก้ไขปัญหาให้กบั ประชาชนทีร่ ้อยละ 31.4 และ
เรอื่ งความตระหนักในสิทธหิ นา้ ท่ี ตนเอง ผ้รู ่วมงาน หนว่ ยงาน งาน และประชาชนทีร่ ะดับรอ้ ยละ 26.5 และ
เรอื่ งการยอมรับผลการกระทาและพร้อมทีจ่ ะแก้ไขทร่ี ้อยละ 24.0
6) หลักความคุ้มคา่ กลุ่มตวั อย่างเหน็ ว่า ผ้ปู ฏิบัตงิ านมปี ัญหาในด้านการใช้
ทรัพยากรอยา่ งไมป่ ระหยัดทรี่ ้อยละ 31.55
7) เกยี รตแิ ละศักดิ์ศรีของตนเองและหนว่ ยงาน กล่มุ ตวั อย่างเห็นว่า ผปู้ ฏิบัตงิ านได้
ปฏิบัติงานโดยคานงึ ถงึ เกยี รติและศักดิ์ศรีของตนเองและรกั ษาชอ่ื เสยี ง ภาพพจน์ เกยี รติภูมขิ องหนว่ ยงาน แต่
ได้รบั การยอมรบั จากประชาชนนอ้ ยกวา่ หนว่ ยงานอืน่ ทร่ี ะดับร้อยละ 29.0
10.2 ความคดิ เหน็ ต่อแนวทางแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานของข้าราชการหรอื พนักงานส่วน
ทอ้ งถ่ิน พบว่า มีความตอ้ งการให้ปรบั ปรุงแก้ไขการปฏิบัตงิ านของขา้ ราชการหรือพนักงานส่วนทอ้ งถ่ิน ใน
ประเด็นของหลักคณุ ธรรมเป็นอนั ดับหน่ึง คิดเป็นร้อยละ 67.21 อนั ดบั สอง ไดแ้ ก่ หลักนติ ิธรรม คดิ เป็นร้อย
61
ละ 61.15 อนั ดบั สาม คือ หลกั ความโปร่งใส คิดเปน็ ร้อยละ 56.56 อันดับส่ี คอื หลกั การมสี ว่ นรว่ ม คิดเป็น
ร้อยละ 50.08 อนั ดับห้า คือ หลักความรบั ผิดชอบ คดิ เป็นรอ้ ยละ 46.07 และอันดับสุดท้ายเปน็ หลกั ความ
คมุ้ คา่ คิดเป็นรอ้ ยละ 45.49 นอกจากน้ีกลมุ่ ผูต้ อบยังไดส้ นอแนวทางแกไ้ ขปญั หาต่างๆ สรุปได้ดงั น้ี
1) กาหนดมาตรการลงโทษผู้กระทาความผดิ และผู้รู้เหน็ การกระทาผดิ น้นั อยา่ ง
เด็ดขาดและจรงิ จัง
2) จัดให้มีการฝึกอบรมใหค้ วามรู้แก่ผปู้ ฏฎิบตั ิงานในทุกระดับและทุกสาขาอยา่ ง
ตอ่ เนื่องและเปน็ ประจา
3) จดั ให้มกี ารสมั มนาสัญจรในพืน้ ที่ เพ่ือสร้างความเขา้ ใจและความร่วมมืออนั ดี
ระหว่างเจ้าหน้าที่และประชนชน รวมท้งั เปน็ การรับทราบสภาพความเป็นอยแู่ ละสภาพปัญหาทแ่ี ทจ้ ริงของ
ประชาชน
4) เปิดโอกาสให้ผปู้ ฏบิ ัตงิ านและประชาชนมสี ว่ นร่วมแสดงความคิดเหน็ และความ
ต้องการของตนเองแก่หนว่ ยงาน พรอ้ มทั้งการรับรูก้ ารดาเนนิ การและข่าวสารความเคล่ือนไหวของหน่วยงาน
ดว้ ย
62
ส่วนที่ 2 รายงานการวจิ ัยท่เี กย่ี วข้องกบั ธรรมาภิบาลขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถนิ่
งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวข้อง
นพพล สุรนัคครนิ ทร์ (2547) ไดศ้ ึกษาการนาหลักธรรมาภิบาลมาปรับใชใ้ นองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบล
ตามทัศนะของประชาชนจงั หวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาครง้ั นพ้ี บว่า การนาหลกั ธรรมาภิบาลมาปรับใช้ใน
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลตามทัศนะของประชาชนจงั หวัดเชียงใหม่ในภาพรวมอยใู่ นเชงิ บวก เมื่อเปรียบเทียบ
ตามปัจจัยดา้ นบุคคล พบว่า ประชาชนท่มี เี พศ อายุ ระดับการศกึ ษาต่างกันมีทัศนะตอ่ การนาหลักธรรมาภบิ าล
มาปรบั ใชใ้ น อบต. ไม่แตกต่างกนั แต่ประชาชนท่ีมีรายได้ต่างกันมีทัศนะตอ่ การนาหลกั ธรรมาภิบาลมาปรับใช้
ใน อบต. แตกตา่ งกนั และเมื่อเปรยี บเทียบตามปัจจัยด้านขนาดของ อบต. และการมสี ่วนร่วมในการ
ดาเนนิ งานของ อบต. พบวา่ ประชาชนมีทศั นะต่อการนาหลักธรรมาภบิ าลมาปรับใชใ้ น อบต. แตกต่างกัน ส่วน
ปัจจยั ในดา้ นความรูค้ วามเข้าใจใน อบต. น้นั พบว่า ประชาชนมีทัศนะต่อการนาหลกั ธรรมาภิบาลมาปรบั ใช้ใน
อบต. ไมแ่ ตกต่างกัน สว่ นปัจจยั ด้านขนาดของ อบต. ไม่มีความสมั พนั ธก์ บั ปจั จัยความรูค้ วามเข้าใจใน อบต.
แต่ปัจจยั ดา้ นขนาดของ อบต. มคี วามสัมพนั ธ์กบั ปัจจัยดา้ นการมสี ว่ นรว่ มในการดาเนนิ งานของ อบต.
วัชรีย์ ศรวี ิชัย (2553) ไดศ้ ึกษาการบรหิ ารกิจการบา้ นเมืองท่ีดขี องเทศบาลตาบลในอาเภอเกาะคา
จงั หวัดลาปาง พบว่า หลงั จากที่เทศบาลตาบลในอาเภอเกาะคา จังหวัดลาปางได้นาแนวคิดการบริหารกจิ การ
บ้านเมืองท่ดี มี าปรับใชใ้ นการบรหิ ารงานของเทศบาลตาบล โดยมุ่งเน้นให้การบริหารงานทีก่ ่อให้เกดิ ประโยชน์
สขุ ของประชาชน ทาให้ประชาชนไดร้ ับความสะดวกและตอบสนองความต้องการไดม้ ากข้นึ แตข่ ณะเดียวกนั
เทศบาลตาบลประสบกบั ปญั หาในการปฏิบตั งิ านด้านภารกิจตา่ งๆ ที่ได้รับการถา่ ยโอนจากส่วนกลางและสว่ น
ภมู ภิ าคซง่ึ ได้กาหนดไวใ้ นพระราชบญั ญัตกิ าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถน่ิ พ.ศ. 2542 ทาให้เทศบาลตาบลในอาเภอเกาะคา จังหวัดลาปาง มภี ารกิจท่ีต้องปฏิบัติและใช้
งบประมาณเพิ่มขึ้น เป็นจานวนมาก ทาให้เทศบาลไมส่ ามารถปฏิบัตภิ ารกิจได้อย่างท่ัวถึงและมปี ระสิทธภิ าพ
อกี ทั้งยังขาดการสนบั สนนุ ด้านงบประมาณและบุคลากรที่ปฏบิ ัตงิ านตามภารกจิ ถ่ายโอน จึงสง่ ผลให้การ
ดาเนินงานของเทศบาลตาบลในอาเภอเกาะคา จงั หวัดลาปาง ตามยุทธศาสตร์การบรหิ ารกจิ การบ้านเมืองทด่ี ี
บรรลุเปา้ หมายอยใู่ นระดับมาก การบรหิ ารงานของเทศบาลตาบลในอาเภอเกาะคา จงั หวดั ลาปางในปจั จบุ นั มี
การปฏิบัตงิ านเพื่อให้ประชาชนมีความเปน็ อยู่ทดี่ ีขน้ึ ไดร้ บั การบริการท่ีดีขนึ้ ซ่ึงเทศบาลตาบลในอาเภอเกาะ
คา จงั หวดั ลาปาง ได้ปรับเปล่ียนกระบวนการทางานของเทศบาลตาบล โดยมุ่งเนน้ การทางานท่ีลดขนาดของ
องค์กร กระจายอานาจใหม้ ากขนึ้ ใหค้ วามสาคญั ต่อการใหบ้ ริการประชาชนที่มีประสิทธิภาพมากขึน้ เปดิ
โอกาสใหภ้ าครัฐ เอกชน ประชาชนท่วั ไปเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคดิ เห็นในการบรหิ ารงานของ
เทศบาลตาบลในทุกๆ ด้าน ตลอดจนยอมรบั ข้อคิดเหน็ จากประชาชนและนามาปรับปรงุ แก้ไขใหก้ าร
ปฏิบัตงิ านดขี ึ้น โดยมเี ปา้ หมายของการดาเนนิ งานเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชนและประชาชน
ได้รับความสะดวกและตอบสนองความต้องการได้อยา่ งแท้จริง การบรหิ ารงานของเทศบาลตาบลในอาเภอ
เกาะคา จังหวดั ลาปางตามยุทธศาสตร์การบริหารกจิ การบ้านเมืองท่ดี ีในปัจจุบันยังประสบกับปัญหาในเร่ือง
ของประชาชนยงั ขาดความรูค้ วามเขา้ ใจเกีย่ วกับอานาจหน้าท่ขี องตนเองและของเทศบาลตาบล กฎหมาย
ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ทเี่ ก่ียวข้อง ขาดความยืดหยุน่ ไมท่ ันสมยั และไม่ชัดเจน บุคลากรขาดความรู้
ความสามารถและขาดความชานาญเฉพาะด้านรวมถงึ บคุ ลากรไม่ได้รับการพัฒนาอยา่ งต่อเนื่อง การมสี ว่ นรว่ ม
63
ของประชาชนในการบรหิ ารงานของเทศบาลยังมีนอ้ ย สง่ ผลใหเ้ กดิ การทุจริตคอรัปชัน่ ได้ง่าย การกาหนด
แผนงาน/โครงการ กิจกรรมต่างๆ มักจะมาจากการเรียกร้องหรือความต้องการของประชาชนทมี่ ีโอกาสได้
แสดงความคิดเห็นเท่านัน้ และยังไม่ครอบคลมุ ทกุ กล่มุ ของประชาชนในพนื้ ท่ี สง่ ผลให้การบรหิ ารกจิ การ
บ้านเมอื งทีด่ ขี องเทศบาลตาบลในอาเภอเกาะคา จังหวดั ลาปาง ยังประสบปัญหาในด้านการดาเนนิ งานเพ่ือให้
บรรลุวัตถุประสงคแ์ ละเปา้ หมายทีต่ งั้ ไว้
สุดาภรณ์ คามุกชิก (2552) ได้ศกึ ษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏบิ ัตงิ านตามหลกั ธรรมาภิ
บาลของเทศบาลตาบลโนนสะอาด อาเภอโนนสะอาด จงั หวัดอดุ รธานี พบว่า ประชาชนมีสว่ นรว่ มในการ
ปฏิบัตติ ามหลกั ธรรมาภิบาลของเทศบาลตาบลโนนสะอาด อาเภอโนนสะอาด จังหวดั อุดรธานี โดยรวมและ
รายด้านในอยใู่ นระดับมาก ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษาและอาชพี ต่างกนั มีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ
ตามหลักธรรมาภบิ าลของเทศบาลตาบลโนนสะอาด โดยรวมและรายดา้ นไม่แตกต่างกนั ซึง่ ข้อสนเทศน้ี
สามารถใชเ้ ป็นประโยชนใ์ นการพัฒนาปรับปรงุ การปฏบิ ัตติ ามหลักธรรมาภบิ าลของเจ้าหน้าทขี่ องเทศบาล
ตาบลโนนสะอาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
พรี สทิ ธ์ิ คานวณศิลป์ และศุภวฒั นากร วงศ์ธนวสุ (2549) ได้ศกึ ษาการมีสว่ นร่วมของประชาชนในการ
ปกครองส่วนทอ้ งถิน่ พบว่า ประชาชนในชนบทไทยทีอ่ าศัยอย่ใู นเขตพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบรหิ ารส่วน
ตาบลมีส่วนร่วมในทางการเมือง และการปกครองทอ้ งถิ่นไม่มากนัก ทเี่ ป็นเช่นน้ีเป็นเพราะประชาชนส่วนใหญ่
ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการปกครองทอ้ งถน่ิ ประชาชนส่วนใหญ่ไมร่ ู้จักบทบาทหนา้ ทขี่ องตนและ
ขององค์การบรหิ ารสว่ นตาบลดพี อ และมีความรูใ้ นเร่ืองแนวทางหรือวธิ ีการปฏบิ ตั แิ ละกฎระเบียบต่างๆ ที่
เกย่ี วข้องกบั การเลือกต้งั ท้องถน่ิ ไม่มากนัก
ประวศิ คงมี (2548) ได้ศกึ ษาการมสี ่วนร่วมของประชาชน ตอ่ การพัฒนาท้องถ่นิ : ศกึ ษาเฉพาะกรณี
องค์การบริหารสว่ นตาบลบางพนู อาเภอเมือง จงั หวัดปทมุ ธานี พบวา่ ประชาชนมีสว่ นรว่ มในการพัฒนา
ทอ้ งถนิ่ มาก ท้ัง 5 ดา้ น คือ ด้านเศรษฐกิจ ดา้ นการเมือง ด้านสงั คม ดา้ นวิทยาการ และดา้ นนโยบายระดับชาติ
และสรปุ ได้ว่า เพศ และอายุ มผี ลตอ่ การมีสว่ นร่วมในการพฒั นาท้องถิ่นทกุ กลุม่ ทกุ เรื่อง แต่การมีสว่ นรว่ มน้ัน
ถูกชน้ี าและถกู ครอบงาจากฝ่ายการบริหาร ฝา่ ยการเมืองให้เชื่อและคล้อยตาม ประชาชนทแ่ี สดงความคดิ เห็น
ถูกออกแบบมาแล้วลว่ งหนา้ ซง่ึ ทาให้ไม่เปน็ ไปตามเจตนารมณ์ของการมสี ว่ นรว่ มในระบอบประชาธปิ ไตย
สภุ ัตรา วิมลสมบตั ิ (2548) ได้ศกึ ษาธรรมาภิบาลกบั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น: ศกึ ษากรณอี งค์การ
บริหารส่วนตาบลเกยไชย อาเภอชุมแสง จังหวดั นครสวรรค์ ซ่ึงผลจากการศึกษาพบว่า องค์การบรหิ ารสว่ น
ตาบลเกยไชย อาเภอชมุ แสง จงั หวัดนครสวรรค์ ไดม้ ีการบริหารงานโดยการนาหลกั ธรรมาภบิ าลเปน็ หลักใน
การดาเนินงานขององค์กร ซ่งึ ทาให้องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลเกยไชย สามารถดาเนินงานได้อยา่ งมี
ประสิทธิภาพและประสบความสาเร็จ ทาให้ท้องถ่ินมกี ารพัฒนาเพิม่ มากข้นึ และได้รบั รางวัลองคก์ รปกครอง
สว่ นทอ้ งถ่ินที่มกี ารบริหารจดั การทีด่ ี ตามหลักธรรมาภิบาล และจากการศึกษาพบว่า ปจั จยั ทีส่ ง่ ผลใหอ้ งค์การ
บรหิ ารสว่ นตาบลเกยไชย ประสบความสาเร็จได้ เกดิ จากปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ ปัจจัยดา้ นผู้นาหรือผู้บริหาร
ปัจจยั ด้านทมี งานหรือองคก์ ร และปัจจยั ดา้ นการมสี ว่ นร่วมของประชาชนในการที่จะร่วมมอื ร่วมใจพัฒนา
ทอ้ งถน่ิ ให้มคี วามเจริญกา้ วหน้า ทง้ั น้ีในการดาเนินงานของทง้ั 3 ปจั จัยนน้ั มีการนาหลักการบรหิ ารงานตาม
หลกั ธรรมาภิบาล มากาหนดเปน็ แนวนโยบายในการปฏบิ ตั ิอนั ได้แก่ หลักนิตธิ รรม คุณธรรม หลักความโปร่งใส
หลกั การมสี ่วนร่วม หลักความรับผดิ ชอบ และหลกั ความคุ้มคา่ นอกจากนี้ยังเนน้ หนักในเรอื่ งของความซอ่ื สัตย์
64
และโปรง่ ใสในการบรหิ ารองค์กร เน้นการมีสว่ นรว่ มของประชาชนเปน็ หลกั เปดิ โอกาสให้ประชาชนในชุมชน
น้นั ไดร้ ่วมคดิ ร่วมทา ร่วมตดั สินใจ ร่วมรบั ผดิ ชอบในการดาเนินกจิ การสาธารณะของท้องถิน่ โดยตรง ซงึ่ เปน็
การตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแทจ้ ริง โดยความต้องการของประชาชนสะท้อนถงึ การบริหาร
กจิ การสาธารณะในท้องถิ่นว่าเกดิ ประโยชน์ตอ่ ประชาชนเพียงใด องค์การบริหารสว่ นตาบลไมส่ ามารถผูกขาด
รวมอานาจทางการเมืองไว้กับผ้บู ริหารไดอ้ ีกตอ่ ไป หากแต่จาเป็นต้องเปดิ กวา้ ง เพื่อให้องคก์ รชมุ ชนเขา้ มารับรู้
ความเปน็ ไปและเข้าไปมสี ว่ นในการคิดและลงมือปฏิบัตอิ ย่างจรงิ จัง เพือ่ ประโยชน์ในดา้ นการพฒั นาอยา่ ง
ย่ังยนื ต่อไป
นวลนอ้ ย ตรีรตั น์ และคณะ (2546) ไดศ้ ึกษาการมสี ่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการ
ดาเนนิ งานขององค์การบริหารสว่ นตาบล ผลการศึกษาพบวา่ ระดับการมสี ว่ นร่วมของประชาชนในการ
ดาเนนิ งานขององค์การบรหิ ารส่วนตาบลยังอยูใ่ นระดับต่า โดยการมสี ว่ นร่วมยงั ค่อนข้างจากดั อยู่ในเร่ืองการ
รบั รูข้ ่าวสารข้อมลู เปน็ ด้านหลกั การมีส่วนรว่ มในการตัดสนิ ใจเชงิ นโยบายหรือการตรวจสอบการดาเนนิ งานของ
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลยังค่อนข้างต่า
สุภทั รมาศ จริยเวชช์วัฒนา (2546) ไดศ้ ึกษาการบริหารการจดั การของเทศบาลตาบลบ้านฉางตาม
หลกั ธรรมาภิบาล พบว่าในการบรหิ ารการจดั การของเทศบาลตาบลบา้ นฉางตามหลักธรรมาภบิ าล เทศบาล
ตาบลบา้ นฉางได้จัดทาโครงการตามนโยบาย และเทศบญั ญตั ใิ นด้านต่างๆ และรบั ฟังความคดิ เหน็ และ
ขอ้ เสนอแนะจากประชาชนเพื่อหาจดุ ยนื และแนวทางร่วมกัน พบว่ายังประสบปญั หาในเรื่องโครงสร้างพน้ื ฐาน
การทางานในเทศบาลยังไม่เป็นระบบ โดยพนักงานส่วนหนงึ่ ยงั คงยึดติดกับระบบงานแบบเก่า ไม่ยอมรบั
ระเบียบกฎเกณฑ์ใหมๆ่ ทางด้านกระบวนการนาหลกั ธรรมาภิบาลมาใชใ้ นการบริหารเทศบาลตาบลบา้ นฉาง
พบว่า เทศบาลตาบลบ้านฉางมีความเสมอภาคและกระจายการพัฒนาอย่างทัว่ ถงึ ไม่มกี ารเลอื กปฏบิ ตั ิและได้
จดั ต้ังคณะกรรมการชุมชนร่วมกนั จดั ทาแผนพฒั นาและในเร่ืองของการจดั ซอ้ื จดั จ้าง กระบวนการต่างๆ สว่ น
ใหญม่ คี วามเปิดเผยตรงไปตรงมา พบว่ามปี ัญหาในเรื่องของคณะกรรมการชุมชนทไ่ี ด้รบั การแต่งตงั้ เข้ามานน้ั
บางคนไมเ่ ห็นแก่ประโยชน์ของชุมชน แต่เข้ามาเพอื่ หาผลประโยชน์ให้กับตนเอง
จริ ศกั ด์ิ สใี จเจรญิ (2545) ได้ศึกษาการมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการบริหารงานขององคก์ ารบริหาร
ส่วนตาบล: ศึกษาเฉพาะกรณีบ้านโฮง่ จงั หวัดลาพนู พบว่า
1. โครงการหรอื กจิ กรรมท่ีประชาชนมสี ่วนร่วมมากท่ีสุด ได้แก่ โครงสรา้ งพ้นื ฐานรองลงมาเปน็ การ
พฒั นา และส่งเสรมิ อาชีพ และท่มี ีส่วนรว่ มน้อยทสี่ ดุ ได้แก่ ประเภทอื่นๆ โดยจะเข้าไปมีส่วนรว่ มในลกั ษณะ
ของการแสดงความคดิ เหน็ ข้อเสนอแนะมากทส่ี ุด รองลงมาเปน็ การไดร้ บั ประโยชน์จากโครงการหรือกจิ กรรม
2. การเข้าไปมสี ว่ นรว่ มโดยสมคั รใจมากกว่าถูกผอู้ ืน่ ชักชวน ส่วนรปู แบบของการมีส่วนร่วมนนั้ จะเข้า
ร่วมโดยผา่ นตวั แทน คอื สมาชิกองค์การบรหิ ารสว่ นตาบลซ่งึ ได้รบั เลือกต้งั จากประชาชนในหมู่บา้ น รองลงมา
เปน็ การมีส่วนรว่ มในสมาชกิ กลุม่ ต่างๆ ท่ีจัดข้นึ ในหมบู่ า้ น
3. ประชาชนมคี วามพึงพอใจต่อการเปิดโอกาสขององคก์ ารบริหารสว่ นตาบลให้เขา้ ไปมีสว่ นร่วมมอี ยู่
ในระดับปานกลางค่อนขา้ งสงู
4. สาเหตุของการเข้าไปมสี ่วนร่วม ได้แก่ การท่ีจะมีโอกาสได้ร่วมรับผิดชอบท้องถิ่นของตนเอง ซ่งึ จะ
ชว่ ยส่งเสริมให้ประชาชนมคี วามเข้มแข็ง และจะทาให้การบริหารองค์การบริหารส่วนตาบลมปี ระสทิ ธิภาพ อีก
65
ทง้ั จะเปน็ วธิ หี น่ึงในการควบคุมการทางานขององค์การบริหารส่วนตาบล สาเหตุของการไม่เขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มใน
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลท่ีมีนอ้ ย ไม่พอท่จี ะทะนุบารงุ ท้องถ่ินตามความต้องการของประชาชนได้อยา่ งทั่วถงึ
จารัส จิตรตั นอนันต์ (2548) ได้ศึกษาแนวทางพฒั นาการบริหารกิจการบ้านเมืองและสงั คมทด่ี ขี อง
องค์การบรหิ ารส่วนตาบลในจังหวัดลาปาง ซึ่งผูว้ จิ ัยศกึ ษาเก่ียวกับสภาพการบรหิ ารกิจการบ้านเมอื งและสังคม
ที่ดี และสภาพปัญหาการบริหารกิจการบา้ นเมอื งและสังคมทด่ี ีขององคก์ ารบริหารสว่ นตาบลในเขตอาเภอเถิน
ผลการศกึ ษาพบวา่ สภาพการบรหิ ารกจิ การบ้านเมอื งและสังคมที่ดีขององค์การบรหิ ารส่วนตาบลในเขตอาเภอ
เถิน จงั หวดั ลาปาง มีสภาพการบรหิ ารโดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก และปัญหาในการบริหารกิจการบา้ นเมือง
และสังคมทีด่ โี ดยภาพรวมอยใู่ นระดับนอ้ ย
ชาญณวุฒิ ไชยรักษา (2548) ไดศ้ ึกษาความโปรง่ ใสและการมีสว่ นร่วมของประชาชนในองคก์ ร
ปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น: ศกึ ษากรณเี ทศบาลนครพิษณโุ ลก ผ้วู จิ ยั ได้ศึกษาถึงกระแสในเรื่องของธรรมาภบิ าล
(Good Governance) ทาใหผ้ บู้ ริหารและผู้ท่เี กย่ี วข้องกบั การปกครองทอ้ งถ่นิ ต้องมีความตระหนกั มากขึ้นใน
เรือ่ งของการบรหิ ารและการให้บริการสาธารณะแกป่ ระชาชนในท้องถน่ิ โดยเฉพาะเรือ่ งของความโปร่งใสและ
การมสี ว่ นร่วมของประชาชน เทศบาลนครพิษณโุ ลกในฐานะองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินท่ีมปี ระวัติการจัดตง้ั
มากวา่ 70 ปี เป็นเทศบาลท่มี ีความตระหนักเป็นอย่างย่ิงต่อเร่ืองของการบริหารงานทีโ่ ปร่งใสและสง่ เสรมิ การมี
สว่ นร่วมของประชาชนในกระบวนการการปกครองทอ้ งถิน่
ประเด็นเรื่องความโปร่งใสของเทศบาลนครพิษณโุ ลกนนั้ เทศบาลไดจ้ ัดใหม้ ีชอ่ งทางให้ประชาชนไดร้ บั
รู้และตรวจสอบความโปร่งใสของการบริหารเทศบาลในหลายชอ่ งทาง เชน่ การจดั ให้มรี ายการวิทยุ ช่ือรายการ
วา่ “เทศบาลพบประชาชน” ทางสถานีวทิ ยุกระจายเสยี งแห่งประเทศไทย จงั หวัดพิษณุโลก เพ่อื เป็นช่อง
ทางการสื่อสารที่ประชาชนจะได้รบั ฟังข้อมลู ข่าวสาร กจิ กรรมของเทศบาล รวมท้ังเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนได้
โทรศัพท์เข้ามาพูดคยุ กับผู้บริหารเทศบาล หรือการจดั กิจกรรมเวทปี ระชาคมเมือง เพ่ือเปน็ เวทขี องการช้แี จง
และรบั ฟังความคิดเหน็ ของประชาชน เชน่ การจัดเวทีประชาคมเมืองเพ่ือช้แี จงและรบั ฟังความเห็นของ
ประชาชนเกยี่ วกับการจดั ทาแผนพัฒนาเทศบาล ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ เทศบาลได้จดั ทาเอกสารเผยแพร่
ตา่ งๆ เพ่ือแจกจา่ ยแกช่ มุ ชนและประชาชน เชน่ วารสารเทศบาล คูม่ ือประชาชน จดหมายข่าวเทศบาล รวมท้งั
การเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ โดยผ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หรอื การเผยแพรผ่ ่านเวป็ ไซด์ของเทศบาล หอกระจาย
ขา่ วของชุมชนต่างๆ ฯลฯ เป็นตน้
ประเดน็ เรอ่ื งการมสี ว่ นร่วมของประชาชนนนั้ เทศบาลมุ่งเน้นให้มกี ารสง่ เสรมิ การดาเนินงานใน
ระบอบประชาธิปไตย โดยมแี นวคดิ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและส่งเสริมการมสี ่วนรว่ มของ
ประชาชน เชน่ การอานวยการเพ่อื ให้มกี ารจัดตั้งชุมชน ทั้งน้ี เทศบาลมีเปา้ หมายท่จี ะเพ่ิมจานวนชุมชนในเขต
เทศบาลให้มีจานวนเพม่ิ ขน้ึ ปีละ 10 ชุมชน โดยปจั จบุ นั มีชมุ ชนต่างๆ ในเขตเทศบาลนครพษิ ณโุ ลกกวา่ 40
ชมุ ชน หรือ การดาเนินการจัดต้ังคณะกรรมการพฒั นาเทศบาล ซงึ่ มีองค์ประกอบสว่ นหน่งึ เป็นตัวแทนของ
ประชาชนซ่ึงเป็นตวั แทนของชมุ ชนและองค์กรเครือข่ายอ่ืนๆ ในภาคประชาชน เพ่ือทาหน้าท่ีในการระดม
ความคิดเห็น ความรู้ความสามารถและทรพั ยากรในการพิจารณาแผนงานพัฒนาของเทศบาลท่สี อดคล้องกับ
ความต้องการในการพัฒนาของประชาชน ฯลฯ เปน็ ตน้
66
ประเด็นเร่ือง ความเชอื่ ถือไวว้ างใจของสาธารณชนนน้ั จะเหน็ ได้ว่า ประชาชนสว่ นใหญถ่ ึงร้อยละ 60-
70 มคี วามพงึ พอใจการใหบ้ ริการของเทศบาล และร้อยละ 70 ของประชาชนในเขตเทศบาลนครพิษณุโลกมี
ความพงึ พอใจต่อผลงานโดยรวมของคณะผ้บู รหิ ารเทศบาล
เบญจวรรณ วันดีศรี (2549) ได้ศกึ ษาความเป็นธรรมาภิบาลของนายกองค์การบรหิ ารส่วนตาบลใน
จังหวดั ร้อยเอ็ด ซึ่งผู้วิจยั มวี ัตถปุ ระสงคเ์ พื่อศึกษาระดบั ความเปน็ ธรรมาภบิ าลและปัจจยั ที่มคี วามสมั พนั ธก์ บั
ธรรมาภิบาลขององค์การบริหารสว่ นตาบล ในจังหวดั ร้อยเอ็ด อนั ได้แก่ อายุ ระดับการศกึ ษา ความรู้ความ
เขา้ ใจในบทบาทหน้าที่ และความรู้ความเข้าใจในการปกครองด้วยหลกั ธรรมาภิบาล ประชากรท่ใี ช้ในการวิจยั
ไดแ้ ก่ นายกองค์การบรหิ ารส่วนตาบล ในจังหวัดรอ้ ยเอ็ด ผลการศึกษาพบวา่ นายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล
ในจงั หวดั รอ้ ยเอด็ มธี รรมาภบิ าลในภาพรวมอยู่ในระดบั สูง เมื่อพจิ ารณาเป็นรายด้าน พบว่า ดา้ นความมี
ประสิทธิภาพ ดา้ นความรบั ผิดชอบ ด้านคณุ ธรรม ด้านนติ ิธรรม มธี รรมาภบิ าลระดบั สูง ส่วนด้านความโปรง่ ใส
ดา้ นการมีส่วนร่วมมธี รรมาภิบาลระดบั ตา่ สาหรบั ปัจจัยต่างๆ ซงึ่ ได้แกค่ วามรคู้ วามเข้าใจในบทบาทหน้าท่ีและ
ความรู้ความเข้าใจในการปกครองด้วยหลักธรรมาภบิ าล ผลการวิจัยพบว่ามีความสัมพนั ธ์กับธรรมาภบิ าลของ
นายกองค์การบรหิ ารสว่ นตาบลในจงั หวัดร้อยเอ็ด
พระมหาศักดา กนกอรยิ สนิ (2553 : 249 – 258) ได้ศึกษาตัวแบบการใชพ้ ุทธธรรมในการบรหิ าร
กิจการบา้ นเมอื งทีด่ ี ซงึ่ ผลการศึกษาสามารถสร้างตวั แบบการใชพ้ ุทธธรรมในการบรหิ ารกิจการบ้านเมอื งที่ดไี ด้
ดงั น้ี
ตัวแบบพุทธธรรม หลกั การบรหิ ารกิจการบ้านเมืองทีด่ ี
หลกั นติ ิธรรม
1. จักรวรรดิวัตร โดยเฉพาะข้อธรรมาธปิ ไตย ถอื ธรรมเป็นหลัก
ธรรมิการกั ขา จัดการรกั ษาป้องกนั และคุ้มครองอนั ชอบธรรม
และเปน็ ธรรม และมาอธรรมการ ห้ามกั้น มิให้มกี ารอนั อธรรม
เกดิ ขน้ึ
2. โยนโิ สมนสกิ าร (การใช้ความคิดถูกวธิ ี) คอื มองสงิ่ ท้ังหลาย
ด้วยความคดิ พิจารณาสบื คน้ ถึงค้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอด
สาย แยกแยะออกพิเคราะห์ ดดู ้วยปญั ญาที่คิดเปน็ ระเบยี บและ
โยอบุ ายวิธี ให้เหน็ สิง่ น้นั ๆ หรือปญั หานัน้ ๆ ตามสภาวะและตาม
ความสัมพนั ธแ์ ห่งเหตุปัจจัย ประกอบด้วย อปายมนสิการ (คดิ
ถกู วธิ ี ปตมนสกิ าร (คิดมรี ะเบยี บ) การณมนสกิ าร (คิดมเี หตผุ ล)
และอปุ ปาทมนสิการ (คิดเปน็ กุศล)
3. ทศพิธราชธรรม โดยเฉพาะขอ้ อวิหงิ สา มอี หิงสานาร่วมเยน็
คือ ไมห่ ลงระเริงอานาจ ไมบ่ ีบคนั้ กดขี่ มีความกรุณา ไมห่ าเหตุ
เบียดเบยี นลงโทษอาชญาแก่ประชาชนด้วยอาศัยความอาฆาค
เกลยี ดชัย และอวโิ รธนะ มปี ฏิบัตคิ ลาดจากธรรม คือ ประพฤตมิ ิ
ให้ผิดจากหลักการ ปกครองที่ชอบธรรม อันถือประโยชน์สุข
ความดงี ามของรัฐและราษฎร์เปน็ ทต่ี ั้ง ตรากฎหมายทไี่ ม่ฝนื
ความรู้สกึ ของคนส่วนใหญ่
67
ตวั แบบพทุ ธธรรม หลักการบริหารกจิ การบา้ นเมืองทด่ี ี
หลักนิตธิ รรม
4. ละเวน้ อคติ (ละเวน้ ความลาเอียง) ได้แก่ ละ
ฉนั ทาคติ (ไม่ลาเอยี งเพราะชอบ) ละโทสาคติ (ไม่ลา หลกั นิติธรรม
เอยี ดเพราะชัง) ละโมหาคติ (ไม่ลาเอยี งเพราะหลง)
และละภยาคติ (ไม่ลาเอียดเพราะกลวั )
5. อุเบกขาพรหมวิหาร ความวางใจเปน็ กลาง อนั จะ
ใหด้ ารงอยใู่ นธรรมตามท่ีพิจารณาเหน็ ด้วยปัญญา ไม่
กระทาการใดๆ ด้วยอคติ
1. เบญจกลั ยาณธรรม ได้แก่ มเี มตตาและกรณุ า
เล้ยี งชพี โดยชอบ สารวมระวังในกาม มีความซ่ือสัตย์
และมีสติ สัมปชญั ญะ เป็นธรรมเกอ้ื กลู แก่การรกั ษา
ศลี 5
2. ละเว้นอบายมุข คือ ละเว้นทางแห่งความเสือ่ ม
ได้แก่ ไม่เสพและติดสุราและของมึนเมา ไมเ่ ทย่ี ว
กลางคืน ไม่เท่ยี วดกู ารละเลน่ ไมค่ ดิ การพนัน ไม่คบ
คนช่ัว และไมเ่ กยี จครา้ นการงาน
3. พทุ ธโอวาท ได้แก่ ไม่ทาความชว่ั ทงั้ ปวง (ละทุจริต
ทางกาย วาจา ใจ) ทาแต่ความดี (ประพฤติชอบทาง
กาย วาจา ใจ) และทาใจของตนใหส้ ะอาดบริสทุ ธ์
ปราศจากความโลภ โกรธ หลง
4. ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล ข้อปฏิบตั ิอบรมกายวาจาให้
เรยี บร้อย สมาธิ ขอ้ ปฎิบัตทิ าใหใ้ จสงบแนว่ แน่ ไม่
ฟุง้ ซ่าน และปัญญา ข้อปฏิบตั ิเพ่อื ให้เกดิ ความรู้เข้าใจ
เหตผุ ล รอบร้สู ่ิงที่เป็นประโยชน์ และไม่เปน็ ประโยชน์
รวมทงั้ รแู้ จง้ สภาวธรรมตามความเปน็ จรงิ
5. นาถกรณธรรม ได้แก่ กลั ยาณมิตร (การคบคนด)ี
โสวจัสสตา (ความเป็นผูว้ า่ งา่ ยสอนงา่ ย รบั ฟงั เหตผุ ล)
กิงกรณีเยสุ ทักขตา (ความเอาใจใส่ช่วยขวนขวายใน
กจิ ใหญ่น้อยทุกอย่างของเพื่อนรวมหม่คู ณะ) ธมั มกาม
ตา (ความเปน็ ผรู้ ักธรรม ใฝ่ความร้ใู ฝค่ วามจรงิ )
วิรยิ ารมั ภะ (ความขยันหมน่ั เพียร) และสันตถฎฐี
(ความสนั โดษ)
6. อริยทรัพย์ โดยเฉพาะขอ้ หริ ิ (ความละอายแก่ใจ)
โอตตปั ปะ (ความเกรงกลวั บาป) และพาหุสจั จะ (การ
ได้เรยี นรมู้ ามาก)
7. ฆราวาสธรรม โดยเฉพาะข้อทมะ(การฝกึ ตน)
ขนั ต(ิ มีความอดทน) จาคะ (การเสียสละ)
68 หลักการบรหิ ารกิจการบ้านเมืองทดี่ ี
หลกั ความโปรง่ ใส
ตวั แบบพทุ ธธรรม
1. สจั จะ ความสัตย์ ความซอ่ื ตรง ทาประการใดๆ หลักการมสี ว่ นร่วม
ด้วยความโปร่งใส
2. ราชสวดีธรรม โดยเฉพาะข้อที่ 36 คือ ใหเ้ ป็นผ้มู ี
ความบริสทุ ธ์ มคี วามโปรง่ ใสสะอาดในหนา้ ทีก่ ารงาน
3. ทศพธิ ราชธรรม โดยเฉพาะขอ้ อาชชวะ (ปฏิบัติ
ภาระโดยซอ่ื ตรง ไม่หลอกลวงผอู้ นื่ ) และอวโิ รธนะ (มิ
ปฏบิ ตั ิคลาดจากธรรม คือประโยชน์สขุ ความดงี าม
ของรฐั และราษฎรเ์ ป็นที่ต้งั ) มีความโปรง่ ใสในการ
ปฏิบตั ิกจิ ทงั้ ปวง
4. อนวัชชพละ กาลงั แห่งการงานไมม่ โี ทษ ทาดว้ ย
ความโปรง่ ใส
1. สปั ปรุ ิสธรรม โดยเฉพาะข้อปริสัญฌุตา ร้จู ักชมุ ชน
และข้อปุคคลญั ฌุตา รู้จกั บุคคล
2. อปริหานยิ ธรรม (ธรรมอนั ไม่เป็นทตี่ ัง้ แห่งความ
เสอื่ ม) โดยเฉพาะขอ้ 1 หม่นั ประชมุ กนั เนืองนิตย์
และข้อ 2 พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิก
ประชุม พร้อมเพรียงกันทากจิ ทีพ่ งึ ทา เป็นต้น
3. สารณียธรรม (กลกั ทางานร่วมกนั ) ได้แก่ เมตตา
กายกรรม เมตตาวจกี รรม เมตตามโนกรรม สาธารณ
โภคี (ไดข้ องสงิ่ ใดมากแ็ บ่งปันกนั ) สลี สามัญญตา (มี
ศีลบรสิ ุทธเ์ สมอกัน) และทิฎฐิสามญั ญตา (มีความ
เห็นชอบรว่ มกนั )
4. ทศพิธราชธรรม (คณุ ธรรมของผูป้ กครอง)
โดยเฉพาะขอ้ 5 มทั ทวะ (ความอ่อนโยน) ข้อ 7
อกั โกธะ (ความไม่โกรธ) และข้อ 9 ขันติ (ความ
อดทน)
5. สังคหวตั ถุ (หลกั ธรรมประสานหมชู่ นไวใ้ นสามคั คี)
ไดแ้ ก่ ทาน (การให)้ ปิยวาจา (วาจาเป็นทร่ี ัก) อัตถ
จริยา (ประพฤตปิ ระโยชน์) และสมานตั ตา (ทาตน
เสมอตน้ เสมอปลาย)
6. ละเว้นอคติ (ละเวน้ ความลาเอียง) ไดแ้ ก่ ละ
ฉนั ทาคติ (ไม่ลาเอยี ดเพราะชอบ) ละโทสาคติ (ไม่ลา
เอยี วเพราะชัง) ละโมหาคติ (ไม่ลาเอยี ดเพราะหลง)
และลภยาคติ (ไม่ลาเอียดเพราะกลวั )
7. กลั ยาณมติ ตตา โดยเฉพาะข้อวตุตา จ รูจ้ กั พดู ให้
ได้ผล วจนกุขโม อดทนต่อถ้อยคา และคมภฺ ีรฌฺจ
กถ กตตุ า แถลงเร่อื งลกึ ล้าได้
69
ตวั แบบพทุ ธธรรม หลักการบรหิ ารกจิ การบา้ นเมืองท่ีดี
หลกั การมสี ่วนรว่ ม
8. พุทธธรรมเพอื่ การสือ่ สาร ได้แก่ สนั ทัสสนา (ชีแ้ จง
ใหช้ ัดเจน) สมาทปนา (จงู ใจหรือชวนให้อยากรบั เอา หลกั ความคมุ้ คา่
ไปปฏบิ ต)ิ สมตุ เตชนา (เรา้ ใจใหอ้ าจหาญแกล้วกล้า)
และสัมปหงั สนา (รา่ เรงิ หรือปลอบชโลมใจให้สมชนื่
รา่ เรงิ )
1. สจั จะ คือความสตั ย์ ความซือ่ ตรง ต่อหน้าที่
รบั ผดิ ชอบของตน
2. ราชสวดีธรรม (ธรรมของข้าราชการ) โดยเฉพาะข้อ
1 ธัมมัญฌุตา รจู้ กั หลักและรู้จักเหตุ ขอ้ 2 อตั ถญั ฌุ
ตา รู้จักความมุง่ หมายและรูจ้ กั ผล และข้อ 4
มัตตัญฌตุ า ร้จู กั ประมาณ
3. โยนิโสมนสกิ าร (การใช้ความคดิ ถูกวิธี) คือ มองสง่ิ
ทั้งหลายดว้ ยความคดิ พจิ ารณาสืบคน้ ถงึ ต้นเคา้ สาว
หาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูดว้ ย
ปญั ญาทค่ี ิดเป็นระเบยี บและโดยอุบายวิธี ให้เห็นส่งิ
นั้นๆ หรอื ปัญหาน้ันๆ ตามสภาวะและตาม
ความสัมพันธแ์ หง่ เหตปุ ัจจยั ประกอบดว้ ย อปายมนสิ
การ (คดิ ถกู วิธ)ี ปตมนสิการ (คิดมีระเบยี บ)
การฌมนสกิ าร (คดิ มีเหตผุ ล) และอปุ ปาทมนสิการ
(คิดเป็นกุศล)
4. ราชสวดีธรรม (ธรรมของข้าราชการ) โดยเฉพาะข้อ
ที่ 44 ไร่นาและปศสุ ตั ว์ ขา้ วในย้งุ ฉาง ควรตรวจอยู่
เปน็ ประจา ตลอดจนการใชจ้ ่ายในครอบครัวก็พึงรู้จกั
กาหนดประมาณ
5. ทฎิ ฐธมั มิกตั ถะ (ธรรมอานวยประโยชนส์ ขุ ใน
ปจั จบุ นั ) โดยเฉพาะข้อ 2 อารักขสัมปทา ถึงพร้อม
ดว้ ยการรักษา และข้อ 4 สมชวี ติ า มคี วามเปน็ อยู่
เหมาะสม
6. มรรคมีองค์แปด (ขอ้ ปฏบิ ัติสายกลาง) อี เอฟ ชู
มากเกอร์ กลา่ วว่า เป็นเศรษฐศาสตร์เชงิ พุทธ
โดยเฉพาะสัมมาอาชีวะ (เลย้ี งชีพโดยชอบ)
70 หลกั การบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดี
หลกั การพฒั นาทรัพยากรมนุษย์
ตวั แบบพุทธธรรม
1. วฑุ ฒิธรรม (ธรรมใหถ้ ึงความเจรญิ ) ได้แก่
สัปปุริสสังเสวะ (เสวนาสตั บรุ ุษเสวนาท่านผรู้ ้ผู ทู้ รงคณุ
ความดี) สัทธมั มสั สวนะ (สดับสทั ธรรม ต้ังใจฟังคาสั่ง
สอนของทา่ น เอาใจใส่เลา่ เรียน) โยนโิ สมนสิการ (ทาใน
ใจ โดยแยบคาย รจู้ กั คดิ พิจารณาหาเหตุผลโดยถูกวธิ ี
รู้จักคดิ พจิ ารณาให้เหน็ เหตผุ ลคุณโทษในสง่ิ ท่ีได้เล่าเรียน
สดับฟงั นัน้ จับสาระท่ีจะนาไปใชป้ ระโยชน์ได้) และ ธัมม
นานุธัมมปฏปิ ัตติ (ปฏิบตั ธิ รรมสมควรแก่ธรรม นาสิง่ ท่ีได้
เล่าเรยี นและตรติ อบเห็นแล้วไปใชป้ ฏิบตั ใิ หถ้ ูกต้องตาม
หลกั สอดคลอ้ งกบั ความมงุ่ หมายของหลักการน้ันๆ )
2. สปั ปรุ ิสธรรม (คณุ สมบัติของความเป็นคนท่ีสมบรู ณ์)
ไดแ้ ก่ ธัมมัญฌตุ า (รู้หลักและผจู้ ัดเหตุ) อตั ถัญฌตุ า
(ร้คู วามามุง่ หมายและรูจ้ กั ผล) อตั ตัญฌุตา (รู้ตน)
มคั คญั ฌตุ า (รปู้ ระมาณ) กาลัญฌุตา (รกู้ าล) ปรสิ ญั ฌตุ า
(ร้ชู ุมชน) และปคุ คลัญฌตุ า (รูบ้ คุ คล)
3. ฆราวาสธรรม (หลักการครองชีวิตของคฤหสั ถ์) ได้แก่
(ความจรงิ ซ่ือตรง ซ่ือสัตย์) ทมะ (การฝกึ ฝน) การขม่ ใจ
ฝึกนสิ ยั ปรับตัว) ขนั ติ (ความอดทน) และจาคะ (ความ
เสียสละ)
4. มรคคมีองค์แปด คือ ความเหน็ ชอบและความดาริ
ชอบ (ปญั ญา) เจรจาชอบ การงานชอบ และเลยี้ งชดี ชอบ
(ศีล) ความเพยี รชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่น
ชอบ (สมาธิ)
5. สังคหวตั ถุ (หลกั ธรรมยึดเหนยี่ วใจบคุ คลและประสาน
หมู่ชน) ไดแ้ ก่ ทาน (การให)้ ปิยวาจา (วาจาเปน็ ท่รี กั )
อคั ถจริยา (ประพฤตปิ ระโยชน)์ และ สมานตั ตคา (ทาตน
เสมอต้นเสมอปลาย)
6. พรหมวสิ ารธรรม ได้แก่ เมตตา (ความรัก ปรารถนาดี
ให้เขามีความสขุ ) กรุณา (ความสงสารคดิ ช่วยใหพ้ ้นทุกข)์
มุฑิตา (ความยนิ ดี ในเมื่อผูอ้ น่ื อยู่ดมี สี ขุ ) และอุเบกขา
(ความวางใจเป็นกลาง อนั จะใหด้ ารงอยใู่ นธรรมตามที่
พิจารณาเหน็ ด้วยปัญญา)
71 หลกั การบรหิ ารกจิ การบ้านเมืองท่ดี ี
หลกั การพฒั นาทรัพยากรมนุษย์
ตัวแบบพทุ ธธรรม
7. กัลยาณมติ ตตา ได้แก่ ปิโย (น่ารกั ในฐานเปน็ ท่ี
สบายใจและสนทิ สนม) ครุ (น่าเคารพ ในฐาน
ประพฤติสมควรแก่ฐานะ ภาวนโี ย (นา่ เจรญิ ใจหรือ
น่ายกย่อง ในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปญั ญา
แท้จรงิ ) วตตุ า จ (รจู้ ักพดู ใหไ้ ดผ้ ล รู้จักชี้แจงให้เขา้ ใจ
วจนกขฺ โม (อดทนต่อถอ้ ยคา คอื พร้อมทจ่ี ะรับฟงั
คาปรึกษา ซักถาม คาเสนอ และวพิ ากษ์ วจิ ารณ์
อดทนฟงั ไดไ้ มเ่ บอ่ื ไมฉ่ ุนเฉียว) คมฺภรี ณจฺ กถ กตฺตา
(แถลงเรื่องล้าลกึ ได้ สามารถอธบิ ายเรื่องยงุ่ ยาก
ซับซอ้ นใหเ้ ข้าใจ และให้เรยี นรเู้ รอ่ื งราวท่ลี ึกซ้ึง
ยงิ่ ขน้ึ ไป) โน จฎฺฐาเน นโิ ยชเย (ไมช่ กั นาในอฐานะ คือ
ไมแ่ นะนาในเรื่องเหลวไหลหรือชกั จงู ไปในทางเสื่อม
เสีย)
8. จรณะ 15 (ข้อปฏบิ ัตใิ หเ้ กิดความรู้ความสามารถ)
ไดแ้ ก่ สทั ธา (ความเช่อื ที่มเี หตุผล) สีลสมั ปทา (ความ
ถงึ พร้อมด้วยศีล) อินทรียส์ งั วร (สารวมอินทรยี ์ คือ
ตา หู จมกู ลน้ิ กาย และใจ) หริ ิ (ความละอายแก่ใจ)
โอตตปั ปะ (ความเกรงกลวั บาป) โภชเน มตั ตญั ฌุตา
(ความรู้ประมาณในการบริโภคอาหาร) ชาคริยานุโยค
(การหม่นั ประกอบความตื่น) อารทั ธวิรยิ ะ (มีความ
เพยี รทป่ี รารภแล้ว) พหสู ตู (ได้เรียนรมู้ าก) สติ (ความ
ระลึกได้) รูปฌาน 4 (การทาจิตให้ตั้งมนั่ 4 ระดับ)
และปญั ญา (ความรอบรู)้
9. นาคกรณธรรม โดยเฉพาะขอ้ กัลยาณมิตร (การคบ
คนด)ี โสวจัสสตา (ความเป็นผวู้ า่ ง่ายสอนงา่ ย รับฟงั
เหตผุ ล) กงิ กรณเี ยสุ ทักขตา (ความเอาใจใสชว่ ย
ขวนขวายในกิจใหญ่น้อยทุกอย่างของเพ่ือนร่วมหมู่
คณะ) ธมั มกามตา (ความเปน็ ผูร้ กั ธรรม ใฝค่ วามรใู้ ฝ่
ความจรงิ ) และสันตฎุ ฐี (ความสนั โดษ)
10. ทศพธิ ราชธรรม (คุณธรรมของผูป้ กครอง
บ้านเมือง) ไดแ้ ก่ ทาน (การให)้ ศีล (ความประพฤติดี
งาม) ปริจจาคะ (การบริจาค) อาชชวะ (ความซ่ือตรง)
มัททวะ (ความออ่ นโยน) ตปะ (ความทรงเดช)
อักโกธะ (ความไมโ่ กรธ) อวิหิงสา (ความไม่
เบียดเบยี น) ขันติ (ความอดทน) และอวิโรธนะ (ความ
ไมค่ ลาดธรรม)
72
ตวั แบบพุทธธรรม หลักการบริหารกจิ การบา้ นเมืองท่ีดี
หลกั การพฒั นาทรัพยากรมนุษย์
11. ละเวน้ อบายมุข ได้แก่ ไม่ตดิ สรุ าและของมึนเมา
ไมช่ อบเท่ยี วกลางคนื ไม่ชอบเทยี่ วดูการละเล่น ไม่ติด องค์กรแหง่ การเรียนรู้
การพนนั ไม่คบคนชว่ั และไม่เกยี จครา้ นทาการงาน
12. พละ 4 (กาลังคุณธรรม) ไดแ้ ก่ ปัญญาพละ (กาลัง
ความรู้หรือฉลาด) วริ ยิ พละ (กาลังแห่งความเพยี ร)
อนวชั ชพละ (กาลงั การงานท่ไี มม่ ีโทษหรอื ความสจุ รติ )
และสงั คหพละ (กาลังการสงเคราะห์หรอื
มนษุ ยสัมพนั ธ์
13. พุทธธรรมเพื่อการส่ือสาร ได้แก่ สันทสั สนา (แจ่ม
แจ้งหรือช้แี จงใหช้ ดั เจน (สมาทปนา (จงู ใจหรือชวนใจ
ให้อยากรบั เอาไปปฏิบัต)ิ สมุคเคชนา (เรา้ ใจให้อาจ
หาญแกลว้ กลา้ ) และสัมปหังสนา (ร่าเรงิ หรอื ปลอด
ชโลมใจใหส้ ดช่ืนรา่ เริง)
14. ทิศ 6 ข้อปฏบิ ัติระหว่างผู้บังคับบญั ชากบั
ผใู้ ตบ้ งั คับบัญชา ผ้บู ังคบั บัญชาพงึ ปฏบิ ตั ิดว้ ยสถาน 5
ได้แก่ (1) จัดการงานใหท้ าตามความเหมาสมกบั กาลงั
ความสามารถ (2) ใหค้ ่าจ้างรางวัลสมควรแกง่ านและ
ความเปน็ อยู่ (3) จดั สวสั ดกิ ารดี มชี ว่ ยรักษาพยาบาล
ในยามเจบ็ ไข้ เป็นต้น (4) ได้ขอแปลกๆพเิ ศษมา ก็
แบง่ ปนั ให้ และ (5) ใหม้ วี ันหยุดและพักผ่อนหย่อนใจ
ตามโอกาสอนั ควร สาหรับผใู้ ต้บังคบั บัญชา เม่ือไดร้ ับ
การปฏบิ ัติดว้ ยดีจากผบู้ งั คับบัญชาแล้ว กพ็ ึงปฏิบตั ิดี
ตอ่ ผบู้ งั คับบัญชาดว้ ยสถาน 5 ไดแ้ ก่ (1) เร่มิ ทาการ
งานกอ่ นนาย (2) เลกิ งานทหี ลังนาย (3) ถือเอาแต่
ของทน่ี ายให้ (4) ทาการงานใหเ้ รียบร้อยและดยี ิ่งขึ้น
และ (5) นาเกยี รตคิ ุณของนายไปเผยแพร่
1. พหูสตู (คุณสมบัติของผู้ไดเ้ รียนร้มู าก) ไดแ้ ก่
พหสุ ฺสตุ า (ฟังมาก คอื ได้เลา่ เรียน สดบั ฟังไว้มาก)
ธตา (จาได้ คือ จบั หลกั หรอื สาระได้ ทรงจาความไว้
แม่นยา) วจสา ปริจติ า (คล่องปาก คือ ทอ่ งบ่นหรือใช้
73 หลักการบริหารกจิ การบ้านเมืองท่ดี ี
องค์กรแห่งการเรียนรู้
ตวั แบบพทุ ธธรรม
พดู อยูเ่ สมอจนแคลว่ คลองจดั เจน) มนสานเุ ปกขฺ ิตา
(เพ่งขน้ึ ใจ คือใส่ใจนึกคิดพิจารณาจนเจนใจ นึกถึงครั้ง
ใด ก็ปรากฎเน้ือความชดั เจน) และทิฎรฺ ิยา สุปฎิวทฺธา
(ขบได้ดว้ ยทฤษฎี หรือแทงตลอดดดี ว้ ยทิฎฐิ คอื มี
ความเขา้ ใจลึกซึ้งมองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้ง
ความหมายและเหตุผล)
2. วุฑฒิธรรม (ธรรมทาใหค้ วามรเู้ จรญิ ) ได้แก่ สัปปุ
ริสสังเสวะ (คบทา่ นผู้ร้ผู ทู้ รงคุณความด)ี สทั ธัมมสั สว
นะ (ต้งั ใจฟงั คาสั่งสอนของท่าน เอาใจใสเ่ ล่าเรียน)
โยนโิ สมนสกิ าร (ทาในใจโดยแยบคาย รจู้ ักคิด
พิจารณาหาเหตผุ ลโดยถูกวิธี รู้จักคิดพจิ ารณาใหเ้ หน็
ผลคณุ โทษในสิง่ ที่ได้เล่าเรยี นสดับฟังนั้นจบั สระทจี่ ะ
นาไปใช้ประโยชน์ได้) และธมั มานุธัมมาปฏิบัตติ ิ
(ปฏบิ ัตธิ รรมสมควรแก่ธรรม นาสงิ่ ทไี่ ดเ้ ลา่ เรียนและ
ตรติ รองเห็นแล้วไปใชป้ ฏบิ ัตใิ หถ้ ูกต้องตามหลัก
สอดคลอ้ งกบั ความมงุ่ หมายของหลักการน้นั ๆ)
3. ปจั จยั แหง่ สัมมาทิฎิฐิ (ทางเกิดแหง่ แนวความคิดที่
ถูกต้อง) คือ ปรโตโฆส (เสียงจากผ้อู ่นื คือการรบั ฟงั
คาแนะนาส่ังสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนา
ซกั ถาม ฟงั คาบอกเลา่ ชักจงู ของผู้อื่น โดยเฉพาะจาก
ท่านผูเ้ ปน็ กลั ยาณมติ ร) และโยนโิ สมนสิการ (การใช้
ความคดิ ถูกวธิ ี ความรจู้ ักคิด คิดเป็น คอื มองสงิ่
ทัง้ หลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จกั สืบสาวหาเหตุผล
แยกแยะสิ่งนัน้ ๆ หรอื ปัญหาน้ันๆ
4. กาลามสตู รกงั ขานิยฐาน (วธิ ปี ฏิบัตใิ นเรอื่ งทีค่ วร
สงสัยหรือหลกั ความเชื่อ) ไดแ้ ก่ มา อนุสสฺ เวน อยา่
ปลงใจเชอ่ื ด้วยการฟังตามกันมา มาปรมฺปราย อย่าง
ปลงใจเช่ือด้วยการถือสบื ๆๆ กันมา มา อิตกิ ริ าย
ยา่ งปลงใจเชื่อดว้ ยการเล่าลือมา ปฎิ กสมฺปทาเนน
อย่าปลงใจเชื่อดว้ ยการอ้างตาราหรอื คัมภีร์
มา ตกกฺ เหตุ อยา่ งปลงใจเช่ือเพราะตรรกะ
มา นยเหตุ อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนมาน
มา อาการปริวิตกเฺ กน อยา่ ปลงใจเชอื่ ด้วยการคิด
ตรองตามแนวเหตุผล มา ทิฎฺฐินิชฌฺ านกฺชนฺติยา
74
ตวั แบบพทุ ธธรรม หลักการบริหารกิจการบา้ นเมืองทีด่ ี
องค์กรแห่งการเรียนรู้
อยา่ ปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎที ี่พนิ จิ ไว้แล้ว
มา ภพฺพรูปตาย อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพราะมองเห็น หลกั การบริหารจัดการ
รูปลักษณะนา่ จะเปน็ ไปได้ และ มา สมโน ครูติ
อย่าปลงใจเชอ่ื งเพราะนบั ถือว่า ทา่ นสมณะนเ้ี ปน็ ครู
ของเรา ต่อเนื่องใดรู้เขา้ ใจด้วยตนวา่ ธรรมเหลา่ นน้ั
เปน็ อกุศล เป็นกศุ ล มโี ทษ ไมม่ โี ทษ เปน็ ตน้ แล้ว
จงึ ควรละหรือถือปฏิบตั ิตามน้ัน
1. อิทธบิ าท 4 (คุณธรรมนาไปส่คู วามสาเร็จ) ได้แก่
ฉนั ทะ (ความพอใจ คอื ความต้องการท่จี ะทา ใฝใ่ จรกั
จะทาสงิ่ น้ันอย่เู สมอ และปรารถนาจะทาใหไ้ ดผ้ ลดี
ยงิ่ ๆ ข้ึนไป) วริ ยิ ะ (ความเพียร คือขยันหม่ันประกอบ
ส่งิ นั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง เอาธรุ ะ ไม่ท้อถอย)
จิตตะ (ความคดิ มุ่งไป คือ ต้ังจิตรับร้ใู นสง่ิ ท่ีทา และ
ทาส่ิงน้นั ดว้ ยความคิด เอาจติ ฝกั ใฝไ่ มป่ ล่อยใจให้
ฟุ้งซ่านเล่ือนลอยไป อทุ ิศตัวอุทิศใจใหแ้ กส่ ง่ิ ท่ีทา)
และวมิ งั สา (ความไตรต่ รอง คือ หม่ันใช้ปญั ญา
พิจารณาใครค่ รวญตรวจตามหาเหตผุ ล และ
ตรวจสอบขอ้ ยง่ิ หย่อนในสิ่งท่ีทานั้น มกี ารวางแผน
วดั ผล คิดคน้ วิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นตน้ )
2. คณุ ลักษณะของนักบรหิ ารตามทุติยปาณิกสูตร
ไดแ้ ก่ จักขุมา (มีปญั ญามองการณ์ไกล หรือมี
วสิ ยั ทศั น์ดี) วิธูโร (จัดการธรุ ะได้ดี มีความเชย่ี วชาญ
เฉพาะด้าน) และนิสสยสมั ปันโน (พง่ึ พาอาศยั คนอนื่
ได้ เพราะมมี นุษยสัมพนั ธ์
3. อรยิ สัจจ์ 4 (แนวทางแก้ปัญหาและตัดสินใจ) คือ
ทกุ ข์ (รู้จักปญั หาท่ีเกดิ จากความตอ้ งการ คือร้ปู ญั หา
ในภาพรวมทัง้ หมด) สมทุ ัย (รู้จกั มองปัญหารวมและ
ปัญหาเฉพาะว่าเป็นอยา่ งไร) นโิ รธ (รู้จักวเิ คราะห์
ปญั หาแตล่ ะชว่ งว่า จะมวี ธิ กี ารเลอื กแนวทางแก้ไข
อยา่ งไร และมรรค (มรรควธิ ที ่ีเขา้ ไปแก้ไขปัญหาที่
สามารถบรรลเุ ป้าหมายได้)
75
ตัวแบบพุทธธรรม หลักการบรหิ ารกจิ การบา้ นเมืองท่ดี ี
หลกั การบรหิ ารจดั การ
4. พุทธวธิ กี ารบริหารความขัดแยง้ โดยการแสดงให้
เหน็ คณุ ของความสามคั คีและคุณคา่ ของฐานะที่ตน
ธารงอยู่ รวมท้งั ให้เห็นโทษของความขัดแยง้ โดยใช้
วาจาสุภาษิต
5. วธิ บี ริหารด้วยธรรมาธิปไตย ท่เี น้นกระทาการด้วย
ปรารภความถูกต้องเปน็ จรงิ สมควรตามธรรมเป็น
ประมาณ นักบรหิ ารประเภทน้ียึดเอาความสาเร็จของ
งานเปน็ ทีต่ ง้ั เพอื่ ทางานให้สาเร็น เขายินดรี บั ฟงั
คาแนะนาจากทุกฝ่าย ซ่ึงรวมทง้ั คนท่ีไมช่ อบเขาเปน็
สว่ นตัว เขาแยกเรอ่ื งงานออกจากความขัดแย้งส่วนตัว
6. พละ (กาลังของคณุ ธรรม) คอื ปญั ญาพละ (กาลัง
ความรหู้ รอื ฉลาด) วิรยิ พบะ (กาลังแหง่ ความเพยี ร)
อนวัชพละ (กาลังการงานท่ีไมม่ โี ทษหรือความสจุ รติ )
และสงั คหพละ (กาลงั การสงเคราะห์หรือมนุษย
สมั พนั ธ์)
7. ราชสวดธี รรม (ธรรมของข้าราชการ) เปน็ ธรรมของ
ข้าราชการหรือหลักราชการ ซงึ่ ถือวา่ เป็น
หลักธรรมาภิบาลที่ขา้ ราชการทกุ คนต้องปฏบิ ตั ิเพอื่
การเปน็ ข้าราชการทด่ี ี ต้งั แต่เรม่ิ รับราชการ
จนกระทัง่ ออกจากราชการ
8. สารณียธรรม (หลกั การทางานรว่ มกนั ) ไดแ้ ก่
เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม
สาธารณโภคี (ไดข้ อส่งิ ใดมาก็แบ่งปันกนั )
สีลสามัญญตา(ศีลบริสุทธิเ์ สมอกัน) ทฎิ ฐสิ ามญั ญตา
(มคี วามเห็นชอบรว่ มกัน)
9. พทุ ธธรรมเพ่อื การสอื่ สาร ไดแ้ ก่ สันทสั สนา (แจ่ม
แจ้งหรอื ชี้แจงให้ชดั เจน หมายถงึ อธบิ ายขน้ั ตอนของ
การดาเนินงานได้อย่างชัดเจนแจม่ แจง้ ช่วยให้สมาชิก
ปฏบิ ตั ิตามไดง้ ่าย) สมาทปนา (จูงใจหรือชวนใจให้
อยากรับเอาไปปฏิบตั ิ หมายถึงอธิบายใหเ้ ข้าใจและ
เหน็ ชอบกับวสิ ัยทัศน์จนเกดิ ศรทั ธาและความรู้สึกว่า
ตอ้ งฝันใหไ้ กลและไปให้ถึง) สมตุ เตชนา (เรา้ ใจให้อาจ
76
ตัวแบบพทุ ธธรรม หลกั การบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดี
หลักการบรหิ ารจัดการ
หาญแกล้วกล้า หมายถงึ ปลุกใจใหเ้ กิดความเช่ือมนั่
ในตนเองและมีความกระตือรือรน้ ในการดาเนินการ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร
ไปส่เู ป้าหมาย) และสมั ปหงั สนา (รา่ เริงหรือปลอบ
ชโลมใจให้สดช่นื ร่าเรงิ หมายถงึ สรา้ งบรรยากาศใน
การทางานรว่ มกันแบบกลั ยาณมติ รซ่งึ จะสง่ เสริมให้
สมาชิกมีความสุขในการงาน)
10. หลักธรรมข้อปฏบิ ัตเิ พ่ือมุ่งผลสัมฤทธ์ิ โดยเน้น
เร่อื งความขยัน มสี ติ มกี ารงานสะอาด ใครค่ รวญแล้ว
จงึ ทา มคี วามสารวม เปน็ อยู่โดยธรรม และไม่
ประมาท ผู้ทป่ี ฏิบตั เิ ชน่ นีย้ ่อมเป็นคนมี “ยศ” คือ
ได้รับการยอมรับ ความยกย่องนบั ถือ คาสรรเสริญ ใน
คุณความดี อนั เปน็ ผลแต่กรรมดีเทา่ นั้น
11. จกั ร 4 (หลักความเจรญิ ) คือ ปฏิรปู เทสวาระ (อยู่
ในถิน่ ทด่ี ี มสี งิ่ แวดลอ้ มเหมาะสม) สัปปรุ สิ ปุ ัสสยะ
(คบคนดี) อัตตสมั มาปณิธิ (ตั้งตนไวถ้ กู วธิ )ี และปพุ
เพกตปุญญตา (มีทุนดีได้เตรยี มไว)้
1. พทุ ธวธิ ีการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ เปน็ แนวคิด
เชิงพุทธเกย่ี วกับการบรโิ ภคเทคโนโลยีในลักษณะทไ่ี ม่
ก่อปัญหา แตเ่ ปน็ ไปในแนวทางของการสร้างสรรค์
ประโยชน์สุขทีแ่ ทจ้ ริง คือ เทคโนโลยที ่ีรจู้ กั ประมาณ
ซง่ึ เป็นเทคโนโลยที ่คี วบคุมโลภะ เทคโนโลยเี พ่ือทา
ประโยชน์ซ่งึ เปน็ การกาจัดโทสะ และเทคโนโลยเี พือ่
เสริมปญั ญาและพัฒนามนุษย์ซ่ึงเปน็ การกาจดั โมหะ
2. หลกั ธรรมขอ้ ปฏบิ ัติสาหรับเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการส่ือสารเพ่ือมุ่งผลสมั ฤทธิ์ เป็นวิธีปฏิบัติเพอ่ื ให้
เกิดผลสมั ฤทธ์ิโดยเน้นเรอื่ งความขยนั มีสติ มีการงาน
สะอาด ใคร่ครวญแลว้ จึงทา มคี วามสารวม เปน็ อยู่
โดยธรรม และไม่ประมาท เมื่อปฏิบตั ิไดเ้ ชน่ น้ีย่อม
ได้รบั การยอมรับ ความยกย่องนบั ถอื คาสรรเสรญิ ใน
คณุ ความดี อันเปน็ ผลแต่กรรมดเี ทา่ นั้น ในกาลทุกเมื่อ