คำถามท้ายกจิ กรรม
1. นักเรยี นใช้เกณฑอ์ ะไรในการจำแนกประเภทดอกไม้
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................... .............................................................
2. ดอกไมช้ นดิ ใดท่ีสามารถจำแนกได้แลว้ มอี งค์ประกอบครบถว้ นท่ีสุด
............................................................................................................................. ...........................................
......................................................................................................................................................... ...............
........................................................................................................................................................................
3. นักเรียนได้อะไรบ้างจากกิจกรรมน้ี
......................................................................................................................... ...............................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................. ...........................
สรปุ ผลการทำกจิ กรรม
........................................................................................................ ................................................................
........................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
.................................................................................................................................. ......................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพชื 43
การถายละอองเรณู
การสืบพันธุของพืชดอกจะเริ่มขึ้นเมื่ออับเรณูในเกสรเพศผูแกจัดและปริออก ทำใหละอองเรณูปลิว
กระจายไปตกบนยอดของเกสรเพศเมีย ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว า การถายละอองเรณู (pollination)
เกดิ ขน้ึ ได 2 ลกั ษณะ คอื การถายละอองเรณใู นดอกเดียวกนั (close pollination) โดยละอองเรณูไปตกติด
บนยอดเกสรเพศเมียของดอกไมดอกเดียวกัน และการถายละอองเรณูขามดอก (cross pollination) โดย
ละอองเรณูจากดอกไมดอกหนึ่งไปตกติดบนยอดเกสรเพศเมยี ของดอกไมอกี ดอกหนึ่งในตนเดยี วกันหรือขามตน
กระบวนการถายละอองเรณูสามารถเกิดไดตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน โดยอาศัยตัวกลางพา
ไป เช่น ลม นำ้ มนุษย และสตั วตาง ๆ เชน นก แมลง
การปฏสิ นธิ
เมื่อละอองเรณูของเกสรเพศผูตกลงบนยอดเกสรเพศเมียแลวจะงอกหลอดออกมาที่เรียกวา หลอด
เรณู (pollen tube) โดยจะงอกหลอดแทงลงไปในกานยอดเกสรเพศเมียไปจนถึงรังไข จากนั้นสเปิร์ม
นิวเคลียสจะเขาไปผสมกบั ไขภายในออวุล เรยี กกระบวนการนี้วา การปฏิสนธิ (fertilisation) แลวกลายเปน
ผลและเมล็ด
ภาพท่ี 4.2 การปฏิสนธิของพชื ดอก
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ิตของพชื 44
การเกิดผล
หลงั จากทีม่ กี ารปฏสิ นธแิ ล้วส่วนของรงั ไข่จะเจรญิ ไปเปน็ ผล (fruit) ผลท่ีเจรญิ มาจาก
รงั ไข่เรยี กว่า ผลแท้ มะมว่ ง เงาะ ส่วนผลทเ่ี จริญมาจากส่วนอน่ื ของดอกเรียกว่า ผลเทียม
เช่น สตรอวเบอร์ รี ชมพู ฝรงั่ และแอปเปล ซึง่ เจรญิ มาจากส่วนของฐานรองดอก
ภาพท่ี 4.3 ผลไม้ การเกดิ เมลด็
เมล็ดเป็นส่วนทเ่ี กดิ จากออวุลทไ่ี ด้รับการผสมแล้วเจริญเตบิ โตเป็นเมลด็ (seed)
เมล็ดพืชแต่ละชนดิ มรี ปู ร่างลักษณะและขนาดทแ่ี ตกต่างกนั
ภาพท่ี 4.4 เมลด็ พืช เปลือกหุ้มเมลด็ ใบอ่อน
เมลด็ ลำตน้ อ่อนบนใบเลยี้ ง
ใบเลีย้ ง
ลำตน้ อ่อนใตใ้ บเลี้ยง
รูไมโครไพล์
ภาพที่ 4.5 พฒั นาการงอกของเมลด็
ปจจยั ในการงอกของเมลด็
โดยทวั่ ไปการงอกของเมล็ดจะอาศัยปจจัยตาง ๆ ดังนี้
1. นำ้ เม่อื เมลด็ ถูกน้ำ น้ำจะผานเปลอื กนอกของเมล็ดเขาไป ทำใหตนออนเจรญิ เติบโตรากของเมลด็ จะ
แทงออกมาไดงาย จากน้ันเมลด็ จะเรมิ่ พองตัวและมีแรงดนั ภายในมากขนึ้ จนทำใหเปลือกเมล็ดแตกออก ตน
ออ่ นกจ็ ะเจรญิ ออกมานอกเมล็ด
2. แกสออกซิเจน ขณะท่เี มล็ดเร่ิมงอกจะตองการออกซเิ จนในปรมิ าณมาก เพ่ือนำไปใชในกระบวนการ
หายใจ และสรางพลังงานมาใชในการเจรญิ เติบโตของตนออน
3. อณุ หภูมิที่เหมาะสม เมลด็ จะเจริญงอกงามไดดีในท่ที ีม่ ีอณุ หภมู ิประมาณ 20–30 องศาเซลเซยี ส
ท้งั น้เี พราะอุณหภูมิทเ่ี หมาะสมนจี้ ะชวยใหเอนไซมยอยอาหารในเอนโดสเปรมไดอยางเตม็ ท่ี
4. อาหาร แหลงอาหารของเมล็ดที่งอกใหม จะอยูที่เอนโดสเปรมหรือใบเลยี้ ง
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ติ ของพืช 45
ลักษณะการงอกของเมล็ด
พืชโดยทว่ั ไปมลี กั ษณะการงอกอยู 2 ลักษณะ คือ
1. การงอกทช่ี ใู บเล้ียงข้นึ มาเหนอื ดิน (epigeal germination) การงอกลักษณะนี้จะพบในพชื ใบ
เลี้ยงคู เชน ถั่วดำ มะขาม พุทรา และทเุ รยี น
2. การงอกทใ่ี บเลยี้ งอยูใตดิน (hypogeal germination) การงอกลักษณะน้ีจะพบในพชื ใบเลยี้ ง
เด่ยี ว เชน ขาวโพด ขาว หญา และมะพราว
ภาพท่ี 4.6 ลักษณะการงอกของเมล็ด
การกระจายพนั ธุ
ในธรรมชาติเมือ่ เมลด็ เจรญิ เต็มทจี่ ะเร่มิ กระจายและงอกเปนพชื ตนใหม ถาเมลด็ ตกอยูใตตนแมจำนวน
มาก ๆ จะเจรญิ เติบโตไมดี เพราะแออดั เกินไป พชื แตละชนิดจึงมีวิธีกระจายเมล็ดเพ่ือใหเจรญิ เตบิ โตและดำรง
พนั ธุโดยวธิ ีตาง ๆ ดังน้ี
1. อาศยั ลมพาไป เชน นุน ฝาย
2. อาศัยนำ้ พาไป เชน มะพราว
3. อาศัยคนและสตั วพาไป เชน โคกกระสุน หญาเจาชู
การขยายพนั ธุพ์ ชื แบบอาศัยเพศ
มนษุ ยสามารถขยายพนั ธุพชื ไดโดยการใชเมลด็ ซง่ึ การใชเมล็ดเปนการขยายพนั ธุพืชแบบอาศยั เพศ
เนอ่ื งจากเมล็ดท่ีไดเกิดจากการผสมกันระหวางสเปรมกับไขแลวสวนของรังไข่ เจริญ ไปเปนผล และสวนของ
ออวลุ เจริญไปเปนเมล็ด
การขยายพันธุพ์ ชื แบบอาศยั เพศมีข้อดี คือ คา่ ใชจ้ ่านอ้ ย พชื มีรากแก้วแขง็ แรง และได้ต้นพืชมาก ส่วน
ข้อเสยี คือ เกิดการกลายได้ ตน้ สูงใหญ่ดูแลยาก และออกผลชา้
1.1 การสืบพันธุแบบไม่อาศยั เพศ
การสบื พนั ธแุ์ บบไม่อาศัยเพศ เป็นการขยายพนั ธ์ุโดยใชส้ ว่ นต่างๆ ของพชื ทำให้ได้ต้นใหมท่ ม่ี ี
ลกั ษณะต่างๆ เหมือนตน้ เดิมทุกประการ ส่วนตา่ งๆ ของพืชทนี่ ำมาขยายพันธุ์ได้ มีดังน้ี
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชีวติ ของพืช 46
1. ราก ได้แก่ มันเทศ มันสำปะหลัง กระชาย หัวผกั กาด
2. ลำต้นใต้ดิน ได้แก่ ขิง ขา่ พทุ ธรกั ษา เผอื ก แห้วจีน มนั ฝร่งั
3. ลำตน้ เหนือดินทท่ี อดขนานกบั ผิวดิน เม่ือแตะดนิ หรือน้ำ ก็งอกรากและตน้ ใหม่ได้ เชน่ สตรอวเบอร์รี หญ้า
บัว บัวบก ผักตบชวา ผกั กระเฉด ผกั บุ้ง
4. ใบ เช่น ตน้ ตายใบเป็น โคมญปี่ ุ่น
5. ก่งิ เป็นส่วนของลำต้นที่มนุษยน์ ำมาขยายพนั ธ์โุ ดยวธิ ีต่างๆ เช่น การทับกิ่งหรือการทาบกงิ่ การต่อก่งิ การ
ตัดก่งิ ปักชำ การตอน การติดตา
การขยายพันธุ์พืชแบบไม่อาศัยเพศมีข้อดี คือ ตนพืชที่ไดไมเกดิ การกลาย คือ มีลักษณะตรงตามพันธุ
เดิมทุกประการ ตนพืชที่ไดมีตนเตี้ยกวาพืชที่ขยายพันธุพืชดวยเมล็ด ทำใหเก็บผลผลิตไดงาย และใหผลผลิต
เรว็ สว่ นขอ้ เสยี คือ พืชที่ไดไมมีรากแกว จงึ งายตอการโคนลม ตองใชความชำนาญ และเสยี คาใชจายมากกวา
การเพาะเมล็ด
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ิตของพชื 47
กิจกรรมท่ี 11
ข้ันตอนการสบื พนั ธขุ์ องพืชดอก
จดุ ประสงคข์ องกิจกรรม ทกั ษะสรา้ งเสริมความเขา้ ใจทีค่ งทน
1. อธิบายขัน้ ตอนการสบื พนั ธุ์ของพืชดอกได้ 1. การจัดกระทำและสื่อความหมายขอ้ มลู
2. ทราบการเปลีย่ นแปลงของดอกหลงั จากการ 2. การตีความหมายข้อมลู และการลงข้อสรปุ
ปฏิสนธิ
ปัญหา.....................................................................................................................................................
ขั้นตอนการทดลอง
1. ใหน้ ักเรยี นศกึ ษาใบความรู้ เรื่อง การสืบพันธ์ุของพืชดอก
2. สรุปขั้นตอนการสบื พนั ธ์ขุ องพชื ดอกออกมาเป็นภาพ เพ่ือนำเสนอ
3. ตอบคำถามท้ายกิจกรรม
หมายเหตุ
1. ควรใชส้ ือ่ วีดโี อการสืบพันธุ์ของพืชดอกมาประกอบเพ่ือความเข้าใจที่มากข้นึ https://youtu.be/jNSKuAn2F_s
ผลการทำกิจกรรม
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
........................................................... .......................................................................................... ...................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
................................................................ .......................................................................................... ..............
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
..................................................................... .......................................................................................... .........
คำถามท้ายกจิ กรรม
1. กระบวนการถ่ายละอองเรณูจะเกดิ ขึ้นได้ตอ้ งอาศยั ตวั กลางใดพาไป
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................ ............................................................................
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวิตของพืช 48
2. หลังจากการปฏิสนธิ ส่วนต่างๆของดอกไม้จะมีการเปลีย่ นแปลงไป อยา่ งไร
2.1 รงั ไข่ เจรญิ ไปเปน็ …..…………………………………………………………………………………………………………………
2.2 ผนังรังไข่ เจริญไปเปน็ ……………………………………………………………………………………………………………….
2.3 ออวลุ เจริญไปเปน็ ……..…………………………………………………………………………………………………………....
2.4 เย้อื หมุ้ ออวลุ เจริญไปเป็น …………………….……………………………………………………………………………………
2.5 กลีบดอก กลีบลย้ี ง ยอดเกสรเพศเมยี กา้ นเกสรเพศผู้ …………………….......……………………………………….
สรุปผลการทำกิจกรรม
........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................... ..............................................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
............................................................................................................................. ...........................................
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวติ ของพชื 49
กิจกรรมที่ 12
สังเกตสว่ นประกอบของเมลด็
จดุ ประสงคข์ องกิจกรรม ทักษะสร้างเสริมความเขา้ ใจท่คี งทน
1. วาดรูปแสดงลกั ษณะภายนอกและภายในของ 1. การสงั เกต
2. การจดั กระทำและสื่อความหมายข้อมูล
เมลด็ ได้ 3. การตีความหมายขอ้ มูลและการลงขอ้ สรุป
2. อธบิ ายส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของเมล็ดได้
อุปกรณ์
1. เมลด็ ถวั่ แดง 1 กำมือ 4. บกี เกอร์ขนาด 250 ลบ.ซม. 1 ใบ
5. จานเพาะเชือ้ 1 ใบ
2. น้ำ 200 ลบ.ซม.
3. แวน่ ขยาย 1 อัน
ปญั หา......................................................................................................................................................
ขน้ั ตอนการทดลอง
1. นำเมล็ดถ่ัวแดงมาแช่นำ้ ไว้ 1 คืน
2. เลือกเมล็ดถั่วแดงที่แช่น้ำไว้มา 2–3 เมล็ด สังเกต บันทึกผล และวาดรูปลักษณะภายนอกของเมล็ด
ถ่ัวแดง
3. นำเมล็ดถั่วแดงมาแกะเปลือกออก ใช้แว่นขยายส่องดูส่วนประกอบต่าง ๆ บันทึกผล พร้อมทั้งวาด
รูปลกั ษณะภายในของเมล็ด
หมายเหตุ
1. เมลด็ พชื ท่ีใช้ศกึ ษาสามารถใชช้ นิดอืน่ แทนได้ เช่น ขา้ วโพด ถั่วดำ ถ่วั เขียว และเมล็ดทานตะวนั
ผลการทำกิจกรรม
........................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................... ...................................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................... ..............................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
................................................ ............................................................................................... .........................
............................................................................................................................. ...........................................
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ิตของพชื 50
คำถามท้ายกิจกรรม
1. ถา้ ไม่ใช้เมลด็ ถวั่ แดง นกั เรียนคิดว่าควรใชเ้ มลด็ พชื ชนดิ ใดแทนจงึ จะไดผ้ ลใกล้เคียงกัน
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
2. นักเรียนสังเกตลักษณะภายนอกของเมล็ดถวั่ แดงพบอะไรบ้าง
............................................................................................................................. ...........................................
.............................................................................................................................................................. ..........
........................................................................................................................................................................
3. เมอ่ื แยกเมลด็ ถ่วั แดงออกเปน็ 2 ส่วน นักเรียนพบอะไรบา้ ง
.................................................................................................. ................................................ ......................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
สรุปผลการทำกจิ กรรม
.................................................................................... ....................................................................................
....................................................................................... .................................................................................
............................................................................................................................... .........................................
......................................................................................... ...............................................................................
............................................................................................ ............................................................................
.................................................................................................................................... ....................................
........................................................................................................................................................................
................................................................................................. .......................................................................
......................................................................................................................................... ...............................
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ติ ของพชื 51
2 เทคโนโลยชี วี ภาพในการเพิม่ ผลผลติ พชื
เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) คือ การนำเอาความรูดานเทคโนโลยดี า้ นต่าง ๆ มา
ประยกุ ตใ์ ช้ กบั สงิ่ มีชีวิตหรอื ชนิ้ ส่วนของสิง่ มีชวี ติ มาทำใหเกิดการเปลีย่ นแปลง โดยใชความรูหรือเทคนิควธิ ีการ
ทางวทิ ยาศาสตร โดยเฉพาะกระบวนการทางชวี วทิ ยาเพ่ือผลติ สิ่งตาง ๆ ที่เปนประโยชนตอมนษุ ย์
สำหรับเทคโนโลยีชวี ภาพท่ีใชในการขยายพันธุพืชและปรบั ปรุงพนั ธุพชื ในปจจุบัน ซง่ึ เปนที่รูจักกนั ดี
ไดแก การเพาะเลี้ยงเนือ้ เย่ือพืช และการสรางส่ิงมีชวี ิตดัดแปรพันธกุ รรมหรือเรียกทบั ศพั ทวา (GMOs)
การเพาะเลีย้ งเนื้อเยื่อพืช (Plant tissue culture)
การเพาะเลยี้ งเน้อื เยอื่ พืช (Plant tissue culture) คอื การขยายพนั ธโ์ุ ดยไมอ่ าศัยเพศประเภทหนึ่ง
โดยการนำ ช้นิ ส่วนพชื (explant) ซงึ่ อาจเป็นโปรโตพลาสต์ (protoplast) เซลล์ (cell) เน้อื เยือ่ (tissue) หรือ
อวยั วะ (organ) ของพืช มาเพาะเลย้ี งบนอาหารสังเคราะห์ (media) ในสภาพปลอดเช้อื (aseptic condition)
ภายใต้การควบคุมสภาพแวดล้อม อันได้แก่ แสง อุณหภูมิ และ
ความชื้น เพื่อให้ชิ้นส่วนเหล่านั้น เจริญพฒั นา เป็นต้นใหม่ต่อไป
ภาพที่ 4.7 การเพราะเลยี้ งเนื้อเยอ่ื
การสรางส่ิงมีชีวิตดัดแปรพนั ธุกรรม (GMOs)
ปจจุบนั มีการนำเทคโนโลยีชีวภาพสมยั ใหมที่เรยี กวา พนั ธวุ ศิ วกรรม (genetic engineering) มาใช
ในการขยายพันธุและปรบั ปรงุ พันธุพืช พันธุวิศวกรรมเปนการตัดตอยีน (gene) โดยการตัดชิ้นสวนของยีนท่ตี
องการของพืช สัตว หรือจุลินทรียไปใสในโครโมโซมภายในเซลลของพืชเพื่อใหเกิดเซลล์ใหม่ แล้วนำเซลลใ์ หม่
ไปเพาะเลี้ยงเพื่อให้ได้พันธุ์พืชที่มียีนซึ่งมีคุณสมบัติตามที่เราต้องการ เชน คุณสมบัติในการตานทานตอโรค
แมลง และสารเคมี
สง่ิ มีชีวิตท่ไี ดจากกระบวนการทางพันธวุ ศิ วกรรมนี้ เรยี กวาสง่ิ มีชวี ิตดดั แปรพนั ธกุ รรม (Genetically
Modified Organisms :GMOs) พืชที่นำมาใชในการตัดตอยีนในปจจุบัน เชน ฝาย มะละกอ ข้าวโพด
ตัวอยางเช่น ฝายบีที เกิดจากการถาย ฝากยีนที่ควบคุมการสรางพิษบีทีจากแบคทีเรียบาซิลลัส ทูรินจิเอนซิส
(Bacillus thuringiensis) เขาไปในฝาย โปรตีนจากยีนนี้จะเปนพิษตอแมลงศัตรูของฝาย เมื่อแมลงมากินใบฝ
ายที่มยี ีนน้อี ยแู มลงจะตาย จึงทำใหฝายมคี วามตานทานตอแมลงกลุมน้ี
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ิตของพชื 52
กจิ กรรมที่ 13
ความก้าวหนา้ ของเทคโนโลยชี ีวภาพ
จุดประสงคข์ องกิจกรรม ทักษะสรา้ งเสรมิ ความเขา้ ใจทค่ี งทน
1. สามารถอธบิ ายและบอกประโยชนข์ องการใช้ 1. การสงั เกต
เทคโนโลยชี ีวภาพในการขยายพนั ธพ์ุ ืชและปรบั ปรุง 2. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมลู
พันธุพ์ ืชได้ 3. การตีความหมายข้อมลู และการลงขอ้ สรุป
แหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสือเรียน หนังสอื อา้ งอิง หนังสืออ่านประกอบ และวารสารที่เกยี่ วขอ้ ง
2. เวบ็ ไซต์ทเ่ี กยี่ วข้องทางอนิ เทอรเ์ นต็
ปัญหา......................................................................................................................................................
ข้ันตอน
1. สบื ค้นขอ้ มูลเก่ียวกบั เทคโนโลยีชีวภาพทีใ่ ชใ้ นการขยายพนั ธพ์ุ ชื และปรบั ปรุงพันธ์พุ ชื โดยค้นคว้าใน
ประเดน็ ตา่ ง ๆ ต่อไปน้ี
– การเพาะเลี้ยงเน้ือเย่อื พชื
– พันธวุ ิศวกรรม
– ส่ิงมีชีวติ ดัดแปรพันธุกรรม
2. บันทึกผลประโยชนดานตาง ๆ ของเทคโนโลยชี วี ภาพ
3. นำข้อมูลที่ได้มาอภิปรายร่วมกนั แล้วนำเสนอผลการปฏิบัตกิ ิจกรรม
ผลการทำกิจกรรม
............................................................................................................................. ...........................................
....................................................................................... .................................................................................
........................................................................................................................................................................
....................................................................................... .................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................ .................................................. ..........................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
................................................................................................. .......................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชีวติ ของพชื 53
คำถามท้ายกจิ กรรม
1. การใช้เทคโนโลยชี ีวภาพควรคำนึงถงึ สงิ่ ใดบา้ ง
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
................................................................................................................................... .....................................
2. การเพาะเล้ียงเนอื้ เยอื่ พืชจะชว่ ยอนุรักษ์พชื ท่ีใกลส้ ูญพนั ธไ์ุ วไ้ ด้อยา่ งไร
.......................................................................................................................................... ..............................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
3. จงยกตวั อยา่ งประโยชน์ของส่งิ มชี วี ติ ดดั แปรพนั ธุกรรม
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
สรุปผลการทำกิจกรรม
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
......................................................................................................................... ...............................................
.................................................................................................................................. ......................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
....................................................................................................................................... .................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
............................................................................................................................................ ............................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
................................................................................................................................................. .......................
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ติ ของพืช 54
3 ธาตุอาหารกับการเจรญิ เติบโตของพชื
พืชมีความตองการธาตุอาหารที่จำเป็นหลายชนิดเพื่อใช้ ในการเจริญเติบโตและการดำรงชีวิต ธาตุ
อาหารทจี่ ำเปน็ สำหรบั พชื มี 16 ธาตุ สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท ดงั นี้
1. มหธาตุ (macronutrients) คือ ธาตุอาหารทพ่ี ชื ตองการใชในปริมาณมาก ไดแก ไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส โพแทสเซยี ม แคลเซียม แมกนเี ซยี ม และกำมะถนั ซง่ึ ในดนิ อาจไมเพยี งพอสำหรับการเจรญิ เติบโต
ของพชื จึงตองมีการใหธาตอุ าหารในรูปของปยุ๋ กับพืชอยางเหมาะสม
2. จุลธาตุ (micronutrients) หรอื ธาตุอาหารเสริม คอื ธาตุอาหารที่พชื ตองการในปรมิ าณเพยี งเลก็
นอย ก็เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตแลว ไดแก เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม และ
คลอรนี
การเพาะปลกู พชื เปนเวลานานโดยไมมีการเตมิ ธาตุอาหารลงไปในดนิ ยอมทำใหความอุดมสมบูรณของ
ดินลดลง และทำใหพืชเจริญเติบโตไดไมดี ดังนั้น ในการปลูกพืชจึงตองมีการใสปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน ชวยเพิ่มธาตุ
อาหารใหแกพืชและคงความอดุ มสมบรู ณของดนิ ไวอยูเสมอ
ภาพที่ 4.7 ธาตอุ าหารทจี่ ำเปน็ ตอ่ พชื
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ติ ของพชื 55
แบบตรวจสอบความเขา้ ใจท่ี 4
คำช้แี จง จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1. วิธีใดเป็นการสืบพนั ธแ์ุ บบอาศยั เพศ
................................................................................................................... .....................................................
............................................................................................................................................................ ............
....................................................................................................................... .................................................
2. อธบิ ายการแบง่ ประเภทของดอกไม้
...................................................................................... ..................................................................................
............................................................................................................................... .........................................
........................................................................................................................................................................
3. การปฏสิ นธขิ องดอกไม้เกดิ ข้ึนเมื่อใด
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
4. ประโยชน์ของการเพาะเลย้ี งเนื้อเย่ือ และGMOs มอี ะไรบา้ ง
...................................................................................... ..................................................................................
.......................................................................................... ..............................................................................
................................................................................................................................... .....................................
........................................................................................................................................................................
5. ธาตุอาหารสำคัญท่จี ำเปน็ ต่อพชื มีอะไรบา้ ง
...................................................... .................................................................................... ..............................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ิตของพืช 56
แบบทดสอบหลงั เรยี น เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ติ ของพืช
ช่ือ .................................................................................................................... ชน้ั .................................... เลขท่ี ..................................
คำชีแ้ จง 1. แบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลอื ก มที ง้ั หมด 10 ขอ้ 10 คะแนน
2. ในแต่ละข้อ ให้นกั เรียนเลือกคำตอบท่ีถกู ต้องทส่ี ุดเพยี งคำตอบเดียว
แล้วทำเครื่องหมาย ลงในกระดาษคำตอบ
1. กลมุ่ ของเซลล์ที่ทำหน้าทเ่ี หมือนกันมารวมกนั จะเกิดเปน็ อะไร
ก อวัยวะ
ข เนื้อเยอื่
ค สง่ิ มชี วี ิต
ง ระบบอวยั วะ
2. เซลลของส่งิ มีชีวิตไมวาจะเป็นเซลลพชื หรอื เซลลสัตวมสี วนประกอบพ้นื ฐานที่คล้ายกันทสี่ ำคัญ ๆ คืออะไร
ก สารพนั ธุกรรม
ข ไซโทพลาชมึ
ค เย่อื หุ้มเซลล์
ง ถูกทกุ ข้อ
3. “การกระจายของอนภุ าคของสารจากบรเิ วณซ่งึ มีความเขม้ ขน้ ของอนุภาคของสารมากไปสูบริเวณซ่งึ มีความ
เข้มข้นของอนุภาคของสารน้อย” คอื ความหมายของขอ้ ใด
ก การออสโมซิส
ข การกระจาย
ค การดูดซบั
ง การแพร่
4. นอกจากน้ำตาลแลว้ ส่งิ ใดเปน็ ผลทเี่ กดิ จากการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
ก แปง้ ไขมัน
ข ไขมัน โปรตนี
ค น้ำ แกส๊ ออกซเิ จน
ง นำ้ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
5. ข้อใดเป็นวิธเี รง่ ด่วนในการบริหารทรพั ยากรป่าไม้ใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สุด
ก งดการตัดต้นไมใ้ นปา่ ไม้
ข รักษาต้นนำ้ ลำธารเพือ่ ให้ป่าไมเ้ จริญเติบโต
ค ปลกู ไมด้ อกและไมผ้ ลท่ีเปน็ สินค้าสง่ ออกตา่ งประเทศแทนปา่ ไมธ้ รรมชาติ
ง ปลกู ไมย้ นื ตน้ ทเ่ี จริญเตบิ โตเร็วแทนทตี่ ้นไม้ท่ีตายหรือถูกตดั ในปา่ ไมธ้ รรมชาติ
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวิตของพืช 57
6. ไซเล็มในลำตน้ พชื ใบเล้ียงคู่มีลกั ษณะเปน็ แบบใด
ก เรยี งกนั อยู่เปน็ วง
ข กระจดั กระจายอยู่ท่วั ไป
ค อย่เู ปน็ ช้นั ๆ ระหวา่ งเซลล์
ง อยู่เป็นกลมุ่ ตรงกลางลำตน้
7. การลำเลียงอาหารของพชื เป็นไปตามทิศทางใด
ก ราก → ก่ิง → ใบ
ข ใบ → ลำต้น → ราก
ค ราก → ก่งิ → ใบ → ราก
ง ราก → ลำตน้ → ก่ิง → ราก
8. ดอกไม้ชนดิ หนง่ึ มีลักษณะดังน้ี
1 มตี ่อมน้ำหวานมาก
2 ดอกมีขนาดเล็ก มสี แี ดง
3 กา้ นยอดเกสรเพศเมยี สน้ั
จากข้อมูลควรสรุปวา่ อยา่ งไร
ก ดอกไม้ชนิดน้ถี า่ ยละอองเรณูขา้ มดอก
ข ดอกไมช้ นิดน้ีถา่ ยละอองเรณูโดยอาศยั น้ำ
ค ดอกไม้ชนดิ นี้ถา่ ยละอองเรณโู ดยอาศัยลม
ง ดอกไมช้ นดิ น้ีถา่ ยละอองเรณโู ดยอาศยั สัตว์
9. การปฏิสนธขิ องดอกไมเ้ กิดขน้ึ เมอื่ ใด
ก รังไข่เจริญไปเปน็ เมล็ด
ข ออวลุ เจรญิ ไปเป็นเมล็ด
ค ละอองเรณตู กลงบนยอดเกสรเพศเมยี
ง เซลลส์ ืบพันธ์เุ พศผู้ (สเปริ ์ม) ผสมกบั เซลล์สบื พันธุ์เพศเมยี (ไข่)
10. ข้อใดไมใ่ ช่จุดประสงค์ของการเพาะเล้ียงเนื้อเย่ือพชื
ก เพ่อื ให้ได้พนั ธุด์ ี
ข ปอ้ งกนั การเกิดโรค
ค ตอ้ งการใหไ้ ด้พันธุใ์ หม่
ง ตอ้ งการขยายพนั ธุพ์ ืชจำนวนมาก
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ติ ของพชื 58
ภาคผนวก
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวติ ของพืช 59
กิจกรรมท่ี 1
การจำแนกประเภทเซลล์ของส่งิ มีชวี ติ
จดุ ประสงคข์ องกิจกรรม
1. จำแนกประเภทเซลลข์ องสงิ่ มีชวี ิตได้
2. บอกความหมายเซลลข์ องสง่ิ มีชีวติ แต่ละประเภทได้
วัสดุและอุปกรณ์
1. ใบความรู้ หนังสอื เรยี น โทรศัพทม์ ือถือ (ใชส้ ำหรับศึกษาหาขอ้ มลู เร่ือง เซลลข์ องส่งิ มีชวี ติ ดว้ ยตนเอง)
วิธดี ำเนนิ กิจกรรม
เซลลข์ องสิง่ มชี ีวิต/สงิ่ มชี วี ิต
อะมีบา เซลลข์ นราก เซลล์คุม ยีสต์
เซลลป์ ระสาท พารามเี ซยี ม คน พืช
1. ใหผ้ ูเ้ รียนศกึ ษาข้อมูลเรอ่ื ง เซลล์ของสง่ิ มีชวี ติ จากใบความรู้ หนงั สือเรยี น หรือโทรศพั ท์มือถือ
2. หลังจากการศึกษา ใหผ้ ู้เรียนจำแนกประเภทเซลลข์ องส่งิ มีชีวติ ใหถ้ กู ต้อง พร้อมทงั้ อธิบาย ให้
เกร็ดความรู้ของเซลล์ หรอื สง่ิ มีชวี ติ น้นั ๆ
ผลการทำกิจกรรม
สิ่งมเี ซลล์เดยี ว สงิ่ มีเซลลเ์ ดยี ว
อะมีบา : เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวประเภทโปรโตซัว มี เซลล์ขนราก : เป็นเซลลผ์ ิวของรากท่ีมผี นังเซลลแ์ ละเยอ่ื หมุ้
ลักษณะเฉพาะคือการใช้ส่วนของไซโทพลาซึม เป็นอวัยวะที่ เซลล์ย่ืนยาวออกมา เพือ่ ใชใ้ นการดูดซบั น้ำ และธาตุอาหาร
ช่วยในการเคลื่อนไหว สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการ ในดิน
แบ่งตัวจากหนึ่งเป็นสอง อาศัยอยู่อย่างอิสระในธรรมชาติ เซลลค์ ุม : พบบรเิ วณสว่ นของใบพืช มีลกั ษณะคล้ายเมลด็
ตามแหลง่ นำ้ ดิน ถั่วประกบกนั 2 เมลด็ ทำให้เกดิ รตู รงกลาง เรยี กวา่ ปากใบ
ยีสต์ : เป็นสิง่ มีชีวิตที่มีขนาดเลก็ มากมีเย่ือหุ้มนิวเคลียส จัด (stoma) ซ่ึงเปน็ ชอ่ งทางเข้าออกของอากาศและน้ำ พบได้
อยู่ในกลุ่มจำพวกเห็ด รา แต่มีการดำรงชีวิตในสภาพเซลล์ ในพชื สวนใหญ่
เดียวแทนการเจริญแบบเส้นใยเหมือนเชื้อราทั่วไป พบได้
ทั่วไปในดินและน้ำ โครงสร้างของเซลล์ประกอบด้วยผนัง เซลล์ประสาท : ประกอบดว้ ยสว่ นสำคญั 2 สว่ น คือ ตัว
เซลล ภายในเป็นของเหลว มีนิวเคลียสขนาดใหญ และมีช่ เซลล์ มีลักษณะค่อนข้างกลมเปน็ สว่ นของไซโทพลาสซึม
และนวิ เคลยี ส และใยประสาท ประกอบดว้ ย เดนไดรต์
องวา่ งอยทู างดา้ นท้ายของเซลล์
และแอกซอน ทำหน้ารับ-สง่ กระแสประสาท
พารามีเซียม : เป็นสิ่งมชี ีวิตเซลล์เดยี วขนาดเล็กประเภทโปร
โตซัว พบได้ในแหลงน้ำจืด เซลลมีลักษณะแบน รูปไข ด้าน คนและพืช : การรวมตวั กนั ของเซลล์หลาย ๆเซลล์ จะมี
หัวคอนขา้ งกลม และด้านท้ายคอนขา้ งเรียว ผิวนอกลำตวั มี เซลลทที่ ำหนา้ ทเ่ี ฉพาะจำนวนมากมาประกอบกนั เปน็ รปู ร
ขน เรียกวา ซเิ ลยี ปกคลมุ โดยรอบชวยในการเคลือ่ นที่ าง
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชีวติ ของพืช 60
คำถามทา้ ยกิจกรรม
1. คนจดั อย่ใู นกลมุ่ เซลลข์ องสิ่งมีชวี ิตประเภทใด
สงิ่ มีชวี ิตหลายเซลล์
2. ส่งิ มีชวี ติ ใดคือส่งิ มชี ีวิตประเภทโปรโตซัว
อะมีบา และพารามเี ซยี ม
3. อธิบายความหมายของสง่ิ มีชีวติ เซลล์เดยี ว และส่ิงมชี วี ติ หลายเซลล์ พรอ้ มยกตัวอย่างสิง่ มชี ีวิต
สิง่ มีชีวติ เซลล์เดยี ว หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ประกอบดว้ ยเซลลเ์ พียงเซลล์เดียว เช่น อะมบี า ยสี ต์ และโปรโตซัว
สิง่ มีชีวติ ทปี่ ระกอบดว้ ยเซลลม์ ากกวา่ 1 เซลล์ ได้แก่ สตั ว์ พชื และเซลล์ต่าง ๆ เชน่ คน ตน้ มะมว่ ง เป็นตน้
สรปุ ผลการทำกิจกรรม
จากการทำกิจกรรมสามารถสรุปได้ว่า อะมีบา พารามีเซียม และยีสต์ จัดอยู่ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
เนื่องจากเปน็ ส่งิ มีชวี ติ ทีม่ เี ซลล์เพียงแคเ่ ซลล์เดยี วเทา่ นน้ั สว่ นเซลล์คุม เซลล์ขนราก เซลล์ประสาท คนและพืชจัด
อยู่ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ เนื่องจากเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีมากกว่า 1 เซลล์ หรือมีการรวมตัวกันของเซลล์หลาย ๆ
เซลล์ ท่ที ำหน้าทเ่ี ฉพาะจำนวนมากมาประกอบกนั เป็นรปู ราง
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชีวติ ของพชื 61
กิจกรรมท่ี 2
สังเกตสว่ นประกอบของเซลล์
จุดประสงค์ของกจิ กรรม ทกั ษะสร้างเสรมิ ความเข้าใจทคี่ งทน
1. การสงั เกต
1. เตรยี มสไลด์สดของเซลล์พืชและเซลลส์ ัตวไ์ ด้ 2. การจำแนกประเภท
3. การจัดกระทำและสื่อความหมายขอ้ มูล
2. ใช้กล้องจลุ ทรรศนเ์ พือ่ ศึกษารปู รา่ ง ลกั ษณะ และ 4. การตีความหมายข้อมลู และการลงข้อสรปุ
สว่ นประกอบของเซลลไ์ ด้
3. บันทกึ ภาพและชีส้ ว่ นประกอบท่สี ำคญั ของเซลล์พชื
และเซลล์สัตวไ์ ด้
4. อธิบายลกั ษณะและสว่ นประกอบที่สำคัญของเซลล์
พชื และเซลล์สัตวไ์ ด้
5. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเซลลพ์ ืชและเซลล์
สัตว์ได้
อุปกรณ์
1. หอม 1 หวั 7. มีด 1 เล่ม
8. หลอดหยด 3 อัน
2. ว่านกาบหอย 1 ตน้ 9. น้ำ 10 ลบ.ซม.
10. สารละลายเมทิลีนบลู 10 ลบ.ซม.
3. สไลดแ์ ละกระจกปดิ สไลด์ 3 ชุด 11. เอทิลแอลกอฮอล์ 70% 10 ลบ.ซม.
12. สารละลายไอโอดีน 5 ลบ.ซม.
4. ปากคบี 1 อัน
5. ไม้จิ้มฟนั ปลายแบน 1 กลอ่ ง
6. กล้องจลุ ทรรศน์ 1 กล้อง
ปัญหา เซลลเ์ ย่อื หอมและเซลล์วา่ นกาบหอยซ่ึงเปน็ เซลลพ์ ืชเหมอื นหรอื แตกตา่ งจากเซลล์เยือ่ บขุ า้ งแกม้ ซงึ่ เป็น
เซลลส์ ตั ว์ในลักษณะใด
วิธีดำเนินกจิ กรรม
1. ศกึ ษาเซลล์เยือ่ หอ
- หยดน้ำลงบนสไลด์ 1–2 หยด
- ใชป้ ากคีบลอกเยื่อด้านในของกลีบหอม วางลงบนหยดน้ำ ย้อมสเี ยอ่ื หอมโดยหยดสารละลาย
ไอโอดีน 1 หยด แล้วปดิ ด้วยกระจกปิดสไลด์ ระวังอย่าให้มีฟองอากาศ
- นำไปส่องดูด้วยกล้องจลุ ทรรศน์ โดยใชเ้ ลนส์ใกล้วตั ถุกำลงั ขยายตำ่ และกำลงั ขยายสงู ตามลำดับ
- วาดรปู และชสี้ ว่ นประกอบของเซลลล์ งในตารางบนั ทึกผล
2. ศึกษาเซลล์ว่านกาบหอย
- หยดนำ้ ลงบนสไลด์ 1–2 หยด
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวิตของพืช 62
- ใช้ปากคบี ลอกเยื่อด้านท้องใบทีเ่ ป็นสีม่วงออกมา วางลงบนหยดน้ำ แลว้ ปดิ ดว้ ยกระจกปิดสไลด์
ระวงั อยา่ ให้มีฟองอากาศ
- นำไปส่องดูดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถกุ ำลงั ขยายต่ำและกำลงั ขยายสูงตามลำดับ
- วาดรูปและชี้สว่ นประกอบของเซลลล์ งในตารางบนั ทึกผล
3. ศึกษาเซลลเ์ ยือ่ บุข้างแก้ม
- เตรียมไมจ้ ิ้มฟนั ปลายแบนถูข้างแก้มดา้ นในเบา ๆ
- ป้ายปลายไมจ้ ม้ิ ฟนั ลงบนแผ่นสไลด์ หยดสารละลายเมทลิ ีนบลู 1 หยด แล้วปดิ ดว้ ยกระจกปดิ
สไลด์ ระวงั อย่าให้มีฟองอากาศ
- นำไปสอ่ งดูด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ โดยใช้เลนสใ์ กลว้ ตั ถุกำลงั ขยายตำ่ และกำลังขยายสูงตามลำดับ
- วาดรปู และชีส้ ว่ นประกอบของเซลล์ลงในตารางบันทึกผล
หมายเหตุ
1. หอมท่ีใช้ ให้ใช้ส่วนเยอื่ ท่ีอยดู่ ้านในของกลบี หอม โดยคอ่ ย ๆ คบี แตล่ ะช้นั ออกมา
2. ว่านกาบหอยที่ใช้ ใหใ้ ชส้ ่วนเยอื่ ท่ีอยู่ด้านท้องใบท่ีเป็นสีมว่ ง โดยค่อย ๆ คีบเยื่อออกมา
3. หลังจากการใชส้ ไลด์และกระจกปดิ สไลด์ควรล้างใหส้ ะอาดและเช็ดใหแ้ หง้ ก่อนเก็บเพ่อื กันสนมิ
4. หลังจากการใช้กล้องจลุ ทรรศนใ์ ช้ผ้าสะอาดและแห้งเชด็ ทำความสะอาดสว่ นที่เป็นโลหะ
5. กลอ้ งจุลทรรศน์ให้วางในท่ีท่มี ีแสงสวา่ งเพยี งพอ และในการทดลองน้ีใชก้ ำลังขยาย คือ 400 เท่า
หยดน้ำ 1-2 หยด วางเนอ้ื เย่ือท่จี ะศกึ ษา ปดิ ด้วยกระจกปดิ สไลด์
ลงบนแผน่ สไลด์
สอ่ งดดู ว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์ พร้อมศกึ ษา
ภาพท่ี 1.9 ศึกษาสว่ นประกอบของเซลล์
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ติ ของพชื 63
ผลการทำกจิ กรรม ภาพของเซลล์ ส่วนประกอบ
เซลลท์ ่นี ำมาศกึ ษา
มีผนังเซลล์
เยอ่ื หอม มีเยอ่ื หมุ้ เซลล์
มีไซโทพลาซมึ
มนี ิวเคลยี สขนาดใหญ่
ไมพ่ บคลอโรพลาสต์
ว่านกาบหอย มีผนงั เซลล์
เยอ่ื บขุ ้างแกม้ มีเย่ือหมุ้ เซลล์
มไี ซโทพลาซมึ
มีคลอโรพลาสต์
มนี ิวเคลียส
ไม่มีผนงั เซลล์
มเี ยอื่ หมุ้ เซลล์
มีไซโทพลาซมึ
มีนวิ เคลียส
ไม่พบคลอโรพลาสต์
คำถามท้ายกิจกรรม
1. นักเรยี นเตรยี มวสั ดสุ ำหรบั กิจกรรมต่อไปนี้อยา่ งไร
ก) เย่อื หอม
ค่อย ๆ ลอกเยือ่ ด้านในของกลีบหอมออกมาโดยใชป้ ากคีบ
ข) วา่ นกาบหอย
ค่อย ๆ ลอกเยือ่ ด้านท้องใบออกมาทเ่ี ปน็ สมี ว่ ง โดยใชป้ ากคบี
ค) เย่อื บุขา้ งแกม้
ขดู เบา ๆ ท่ผี วิ เยอื่ บุข้างแกม้ ในปากโดยใช้ปลายไม้จ้ิมฟันดา้ นปา้ นจมุ่ เอทลิ แอลกอฮอล์ 70% ท้ิงให้
แหง้ แลว้ นำมาเกลยี่ ให้กระจายบนสไลด์
2. การดูกลอ้ งจุลทรรศน์ควรดอู ยา่ งไร
ดูโดยลมื ตาท้ัง 2 ข้าง และปรับกำลงั ขยายของกลอ้ งต่ำ-สงู ตามลำดบั
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ติ ของพชื 64
3. ในการปฏิบตั กิ ิจกรรมนี้ ถ้าไม่ใช้พชื ทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว จะใชพ้ ืชชนิดอื่นแทนได้หรอื ไม่
ได้
4. เซลล์พืชและเซลล์สตั วท์ ีน่ ำมาศกึ ษามีรูปรา่ ง ลักษณะ และส่วนประกอบท่ีเหมือนหรือแตกต่างกนั
เซลลพ์ ืชและเซลลส์ ตั วม์ รี ูปร่าง ลกั ษณะ และส่วนประกอบทมี่ ีทงั้ สว่ นท่ีเหมือนกันและแตกต่างกัน
5. รปู ร่าง ลักษณะ และส่วนประกอบของเซลลพ์ ชื สว่ นใหญ่คล้ายคลงึ กันหรือไม่ ลกั ษณะใด
รูปร่าง ลักษณะ และส่วนประกอบของเซลล์พืชส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน คือ มีรูปร่างเป็นรูปเหลี่ยม
ประกอบดว้ ยสว่ นต่าง ๆ คือ 1) ส่วนที่ห่อหมุ้ เซลล์ ไดแ้ ก่ เย่อื ห้มุ เซลล์และผนังเซลล์ 2) นิวเคลยี ส และ
3) ไซโทพลาซมึ
สรุปผลการทำกจิ กรรม
เซลล์พืชมีรูปร่างลักษณะต่าง ๆ กัน แต่โดยทั่วไปจะเป็นรูปเหลี่ยม มีส่วนประกอบของเซลล์ คือ 1)
ส่วนท่หี อ่ หมุ้ เซลล์ ไดแ้ ก่ เยื่อห้มุ เซลล์และผนังเซลล์ 2) นิวเคลียส และ 3) ไซโทพลาซมึ ภายในไซโทพลาซึม
มีคลอโรพลาสต์ที่เป็นเม็ดสีเขยี ว ๆ อยู่จำนวนมาก (บางชนิดไม่มี) ส่วนเซลล์สัตว์มรี ูปร่างลักษณะค่อนข้าง
กลม มีสว่ นประกอบของเซลล์ คือ 1) เย่ือหมุ้ เซลล์ 2) นิวเคลยี ส และ 3) ไซโทพลาซึม
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ติ ของพชื 65
กิจกรรมท่ี 3
สงั เกตการแพร่ของสาร
จดุ ประสงค์ของกิจกรรม ทกั ษะสรา้ งเสรมิ ความเข้าใจที่คงทน
1. ทดลองและอธิบายกระบวนการแพร่ได้ 1. การสงั เกต
2. เปรยี บเทียบการแพร่ของสารในอุณหภมู ิทีแ่ ตกต่าง 2. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล
กัน 3. การตีความหมายข้อมลู และการลงข้อสรปุ
อุปกรณ์
1. บกี เกอร์ขนาด 250 ลบ.ซม. 2 ใบ 4. นำ้ เย็น 150 ลบ.
ซม.
2. หยอดหยดสาร 2 คัน 5. นำ้ ร้อน
6. น้ำด่างทบั ทมิ เขม้ ขน้ 150 ลบ.
ซม.
3. กระดาษขาว 2 แผน่
20 ลบ.
ซม.
ปญั หา เม่ือหย่อนนำ้ ดา่ งทับทิมเขม้ ขน้ ลงในน้ำท่ีมอี ุณหภูมิต่างกัน จะเกดิ การเปลี่ยนแปลงในลกั ษณะใด
ขนั้ ตอน
1. ใส่น้ำปริมาตร 150 ลูกบาศก์เซนตเิ มตรลงในบีกเกอร์ขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร 2 ใบ แบ่งเปน็
น้ำรอ้ น 1 ใบ และนำ้ เยน็ 1 ใบ
2. หยดน้ำดา่ งทับทิมเขม้ ซงึ่ มีสีมว่ งดำจำนวน 5 หยดลงในนำ้ โดยไม่ขยับบีกเกอร์
3. ใช้กระดาษขาวบังด้านหลังของบีกเกอร์ สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของบีกเกอร์ ทั้ง 2 ใบ ตั้งแต่ด่าง
ทบั ทิมตก จนกระท่ังการแพร่เสร็จสมบูรณ์ คอื การทีน่ ้ำในบีกเกอรม์ สี ที ส่ี มำ่ เสมอ แล้วบันทกึ ผล
เตรยี มนำ้ เยน็ และน้ำร้อน หยดนำ้ ด่างทบั ทมิ เข้มข้น สงั เกตการณเ์ ปลย่ี นแปลงตง้ั แตเ่ รมิ่ หยด
ในบีกเกอร์ อยา่ งละ 1 ใบ
ภาพท่ี 1.13 ทดลองการแพรข่ องสาร จนกระทง่ั การแพรส่ มบรู ณ์ แล้วบันทกึ ผล
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวติ ของพชื 66
ผลการทำกิจกรรม
ชว่ งเวลาทีส่ ังเกต ลักษณะที่สังเกตได้
ขณะทห่ี ยดน้ำดา่ งทบั ทิมลงใน นำ้ รอ้ น : ด่างทับทมิ มีการกระจายตวั ออกจากกันอยา่ งรวดเรว็
น้ำ น้ำเยน็ : ดา่ งทบั ทิมค่อย ๆ กระจายตวั ออกจากกนั
เวลาผา่ นไป 5 นาที ทั้งนำ้ รอ้ น และนำ้ เย็นดา่ งทบั ทมิ มีการกระจายตวั ไปกับนำ้ ทวั่ บกี เกอร์ได้
คำถามท้ายกจิ กรรม เหมอื นกนั
1. การเคลื่อนทข่ี องอนุภาคของด่างทับทิมเปน็ แบบใด
แพร่กระจายไปทกุ ทิศทุกทาง
2. วิธีการใดทจ่ี ะชว่ ยใหน้ ักเรียนสังเกตการเปล่ยี นแปลงของดา่ งทับทิมได้ชัดเจน
ใช้กระดาษสีขาวบังแสงสว่าง (เปน็ ฉาก) หลังบีกเกอร์
3. นอกจากด่างทบั ทมิ แลว้ นกั เรียนสามารถใช้อะไรในการทดลองแทนได้
สารทส่ี ามารถละลายในของเหลว หมกึ ปากกา สนี ้ำ เป็นต้น
4. การทดลองนี้แสดงให้เห็นถึงการแพรข่ องสารอย่างไร
จากการทห่ี ยดน้ำด่างทับทมิ ลงในน้ำ ซง่ึ สารทั้ง 2 มีความเข้มขน้ ทแ่ี ตกต่างกัน จงึ ทำใหน้ ำ้ ด่างทบั ทิมมี
การแพร่กระจายไปท่ัวนำ้ เพราะน้ำมีความเข้มขน้ ที่น้อยกว่า ซึง่ สอดคล้องกับความหมายของการแพร่ คอื
การเคลอ่ื นทีข่ องสารจากบรเิ วณที่มคี วามเขม้ ขน้ ของสารสงู ไปสู่บรเิ วณท่มี ีความเข้มข้นของสารต่ำ
5. การแพร่ของด่างทบั ทิมในน้ำรอ้ นและน้ำเยน็ เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร
สิง่ ทีเ่ หมือน คือ เม่ือเวลาผ่านไปดา่ งนำ้ ทบั จะกระจายไปกบั นำ้ ทว่ั บกี เกอร์ได้เหมือนกนั
สิ่งท่ีแตกตา่ ง คือ เมือ่ หยดน้ำด่างทับทิมลงในน้ำร้อนจะสามารถแพร่กระจายไดเ้ ร็วมากกว่านำ้ เย็น
สรปุ ผลการทำกจิ กรรม
การแพร่ คือ การเคลื่อนทีข่ องสารจากบริเวณทีม่ ีความเข้มข้นของสารสูงไปสู่บรเิ วณที่มีความเขม้ ข้น
ของสารตำ่ และความแตกต่างของอณุ หภูมิของสารมีผลต่อการเกดิ การแพร่
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ิตของพชื 67
กิจกรรมที่ 4
การแพร่ของนำ้ เข้าสู่เซลลพ์ ืช
จดุ ประสงคข์ องกจิ กรรม ทักษะสร้างเสริมความเขา้ ใจทคี่ งทน
1. อธบิ ายกระบวนการออสโมซสิ ได้ 1. การสงั เกต
2. สรปุ ความสำคญั ของกระบวนการออสโมซิสต่อ 2. การจดั กระทำและสื่อความหมายขอ้ มลู
การลำเลียงน้ำในพชื ได้ 3. การตีความหมายขอ้ มูลและการลงข้อสรปุ
อุปกรณ์
1. มนั ฝร่งั 1 หวั 4. บกี เกอร์ขนาด 250 ลบ.ซม. 1 ใบ
2. มีด 1 เล่ม 5. นำ้ กลนั่ 75 ลบ.
6. สารละลายซูโครส 40% ซม.
3. จกุ ยางเบอร์ 10 1 อัน 7. ปากกาเมจิก 25 ลบ.
ทม่ี หี ลอดแกว้ เสียบอยู่ 1 ซม.
ดา้ ม
ปัญหา กระบวนการทน่ี ำ้ เข้าสเู่ ซลลร์ ากพชื และลำเลียงต่อไปยังเซลลอ์ ื่น ๆ เป็นอย่างไร
ข้นั ตอน
1. นำมันฝรั่งมาล้างให้สะอาด และตัดเป็นท่อนให้มีความยาวประมาณ 7 เซนติเมตร เจาะเนื้อมันฝร่ัง
ตรงกลางใหม้ ขี นาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางเทา่ กบั จุกยาง ช่องลึกประมาณ 5 เซนติเมตร
2. ใส่สารละลายซูโครส 40% ลงไปในช่องที่เจาะไว้ ประมาณครึ่งนึงของความลึก แล้วใช้จุกยางที่มี
หลอดแก้วเสยี บอยูป่ ิดรทู ี่คว้านให้แน่น
3. นำมันฝรั่งท่ีเตรียมไว้ไปวางลงในบกี เกอร์ที่มีน้ำกลั่น แล้วทำเครื่องหมายที่หลอดแกว้ เพ่ือแสดงระดบั
ของสารละลายซูโครสเริ่มต้น สังเกตและวัดระดับของสารละลายซูโครสที่หลอดแก้วทุก 10 นาที เป็นเวลา 30
นาที
หมายเหตุ
1. พชื ที่ใชใ้ นการทดลองสามารถเปล่ียนแปลงไดต้ ามความเหมาะสมท่ีหาได้ จกุ ยางท่ตี ิดกับหลอดแกว้
2. เม่ือนำมันฝรั่งลงในบีกเกอร์น้ำกลน่ั ต้องหา้ มท่วมมันฝรัง่
บีกเกอร์บรรจดุ ้วยนำ้ กลัน่
มันฝรง่ั
ภาพที่ 1.14 การแพรข่ องนำ้ เขา้ สูเ่ ซลลพ์ ืช
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ิตของพชื 68
ผลการทำกิจกรรม
เวลาผ่านไป (นาที) ระดบั ของสารละลายซูโครสที่วดั จากหลอดแก้ว (เซนตเิ มตร)
5 1.8
10 2.4
15 3.1
20 4.4
25 5.4
30 6.3
คำถามทา้ ยกจิ กรรม
1. มนั ฝร่งั ท่ีใชใ้ นกจิ กรรมน้ตี ้องเตรียมอยา่ งไรบา้ ง
นำมันฝรั่งมาลา้ งให้สะอาด และตัดเป็นท่อนใหม้ ีความยาวประมาณ 7 เซนติเมตร เจาะเนือ้ มันฝรง่ั ตรง
กลางให้มีขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลางเทา่ กบั จุกยาง ช่องลึกประมาณ 5 เซนติเมตร
2. ระดบั ของสารละลายซโู ครสในหลอดแก้วตัง้ แต่เริ่มต้นจนสน้ิ สดุ กจิ กรรมมีการเปล่ยี นแปลงในลกั ษณะใด
เมอ่ื เวลาผ่านไประดบั ของสารละลายซโู ครสในหลอดแกว้ จะคอ่ ย ๆ เพมิ่ ข้นึ
3. การเปลยี่ นแปลงระดบั ของสารละลายซูโครสในหลอดแก้วเกดิ จากสาเหตุใด
เกิดจากนำ้ ในบีกเกอร์แพรผ่ ่านเยือ่ หมุ้ เซลลข์ องมันฝร่งั ทำใหส้ ารละลายซโู ครสในชอ่ งท่เี จาะไวม้ ปี รมิ าตรมาก
ข้นึ ระดบั ของสารละลายซูโครสในหลอดแก้วจึงสูงขึ้น
4. การทดลองน้ีแสดงให้เห็นถงึ การออสโมซิสหรือไม่อย่างไร
การทนี่ ้ำในบีกเกอรแ์ พร่เขา้ ไปผ่านเยอื่ หมุ้ เซลล์ของมันฝรัง่ เพื่อไปยังสารละลายซูโครส สอดคลอ้ งกบั
ความหมายของการออสโมซสิ คือ กระบวนการเคลื่อนท่ีของโมเลกลุ ของน้ำ จากแหลง่ ทีม่ ีสารละลายเจือจาง
(มโี มเลกุลของนำ้ มาก) ไปยงั แหล่งทมี่ สี ารละลายเข้มข้นมากกว่า (มโี มเลกุลของนำ้ น้อย) โดยผา่ นเยอ่ื เลือกผ่าน
เพราะวา่ สารละลายซโู ครสมคี วามเข้มข้นของอนุภาคมากกว่านำ้ นน่ั เอง
5. ถ้าตงั้ ชุดการสังเกตไวร้ ะยะหน่งึ นกั เรยี นคิดวา่ ความเข้มข้นของสารละลายซโู ครส 40% จะเปลย่ี นแปลง
หรอื ไม่ และระดับนำ้ ของสารละลายในหลอดแก้วจะเป็นแบบใด
ความเข้มข้นของสารละลายซูโครสจะน้อยลง (น้อยกว่า 40%) และระดับของสารละลายในหลอดแก้ว
อาจจะลน้ หลอดหรอื อยใู่ นระดับคงท่ี
สรปุ ผลการทำกิจกรรม
ออสโมซสิ ข้ึนอยูก่ ับความแตกต่างระหวา่ งความเขม้ ขน้ ของอนุภาคของสารในที่ 2 แห่ง โดยจะมีการ
เคลื่อนที่ของโมเลกลุ ของนำ้ จากแหลง่ ท่มี สี ารละลายเจอื จาง (มีโมเลกุลของน้ำมาก) ไปยังแหล่งทีม่ ี
สารละลายเขม้ ขน้ มากกวา่ (มีโมเลกลุ ของน้ำน้อย) โดยผา่ นเยื่อเลือกผ่าน
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวิตของพืช 69
กจิ กรรมที่ 5
ปจั จัยทใ่ี ช้ในกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
จุดประสงค์ของกจิ กรรม ทักษะสร้างเสริมความเข้าใจทคี่ งทน
1. สรปุ ความสำคญั ของคลอโรฟิลลต์ ่อการสงั เคราะห์ 1. การสงั เกต
ด้วยแสงได้ 2. การตัง้ สมมตุ ฐิ าน
3. การทดลอง
4. การจดั กระทำและส่ือความหมายขอ้ มลู
5. การตีความหมายข้อมูลและการลงขอ้ สรุป
อปุ กรณ์
1. ใบเลบ็ ครฑุ 1 ใบ 9. ถาดหลุม 4 หลมุ 1 ถาด
2. สารละลายไอโอดีน 5 ลบ.ซม. 10. หลอดหยด 1 อัน
3. นำ้ แป้ง 5 ลบ.ซม. 11. จานเพาะเช้ือ 1 ใบ
4. แอลกอฮอล์ 15 ลบ.ซม. 12. ปากคีบ 1 อนั
5. น้ำ 10 ลบ.ซม. 13. แท่งแกว้ คนสาร 1 อัน
0
6. ไม้ขดี ไฟ 1 กลกั 14. ตะเกียงแอลกอฮอล์ 1 ชดุ
7. บีกเกอร์ขนาด 250 ลบ.ซม. 2 ใบ พรอ้ มทกี่ ั้นลมและตะแกรงลวด
8. หลอดทดลองขนาดใหญ่ 1 หลอด
ข้ันตอนการทดลอง
ปัญหา ส่วนสเี ขียวกับส่วนสขี าวของใบเล็บครุฑ เมอ่ื ทดสอบกบั สารละลายไอโอดนี ส่วนใดจะเปลยี่ นเป็นสมี ว่ งแกมน้ำ
เงิน
กำหนดสมมตุ ิฐาน
ส่วนสเี ขียวของใบเลบ็ ครุฑ เมอ่ื ทดสอบกบั สารละลายไอโอดีนจะเปลี่ยนเป็นสีมว่ งแกมน้ำเงนิ
ทดสอบสมมตุ ฐิ าน
1. ใส่น้ำแป้งมันลงในถาดหลุมทดลอง หยดสารละลายไอโอดีน 3 หยดลงในถาดหลุมอย่างต่อเนื่อง
สงั เกตการณเ์ ปล่ยี นแปลงและบันทกึ ผล
2. นำใบเลบ็ ครุฑท่ถี ูกแสงแดดประมาณ 3 ชั่วโมง มาวาดรูปเพือ่ แสดงสว่ นทเ่ี ปน็ สีเขียวและสขี าว
3. ใส่น้ำปริมาตร 40 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตรลงในบกี เกอร์ ต้มให้เดือด ใสใ่ บเล็บครุฑลงไปต้มต่ออีก 1 นาที
4. ใช้ปากคีบคีบใบเล็บครุฑที่ต้มแล้วใส่ในหลอดทดลองขนาดใหญท่ ี่มีแอลกอฮอล์พอท่วมใบ แล้วนำไป
ต้มในนำ้ เดือด จนกระทง่ั ใบมีสีซดี สังเกตการเปล่ยี นแปลงท่ีเกดิ ข้นึ
5. นำใบเลบ็ ครุฑในข้นั ตอนท่ี 3 ไปลา้ งดว้ ยนำ้ เยน็ สังเกตการเปล่ยี นแปลงท่ีเกดิ ข้ึน
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวิตของพชื 70
6. นำใบเล็บครุฑที่ล้างแล้ววางในจานเพาะเชื้อ แล้วหยดสารละลายไอโอดีนให้ทั่วทั้งใบ ทิ้งไว้ประมาณ
1 นาที
7. นำใบเล็บครุฑไปล้างน้ำ สังเกตการเปล่ียนแปลง แลว้ วาดรูปเปรียบเทียบกับรูปใบเล็บครุฑท่ีวาดไว้ก่อน
การทดลอง พรอ้ มทง้ั บนั ทกึ ผล
หมายเหตุ
1. ใบพืชทใี่ ช้ในการทดลองสามารถใช้ชนดิ อนื่ ได้ท่ีมีลกั ษณะใบดา่ ง (เขยี ว-ขาว)
1. ใบพชื ทใี่ ช้ในการทดลองตอ้ งเปน็ ใบทเ่ี ดด็ จากต้นมาในวันทำการทดลอง
2. แอลกอฮอล์เป็นสารไวไฟ ดังนนั้ ควรระวังเมอ่ื ใช้เก่ยี วกับความรอ้ น
3. ควรระวังอยา่ ใหส้ ารละลายไอโอดนี ถกู ผิวหนงั หรอื ถา้ ถูกผวิ แล้วใหร้ ีบลา้ งทันที
เติมน้ำแปง้ มัน หยดสารละลาย การทดลองน้แี สดงให้เห็นวา่ เมอ่ื หยดสารละลาย
ลงในถาดหลมุ ไอโอดีนลงแปง้ มัน ไอโอดีนลงแป้ง จากท่เี ป็นสนี ำ้ ตาลจะเปล่ยี นแปลง
3 หยด อย่างต่อเนอ่ื ง ไปเปน็ สมี ว่ ง
ต้มใบเลบ็ ครุฑ ตม้ ใบเลบ็ ครุฑอีกคร้ังใน ล้างด้วยน้ำเยน็ หยดสารละลายไอโอดนี
หลอดทดลองทม่ี แี อลกอฮอล์ และนำไปลา้ งนำ้ เย็น
ผลการทดลอง ภาพที่ 2.2 การทดสอบใบเล็บครฑุ ดว้ ยสารละลายไอโอดีน
สิง่ ทนี่ ำมาทดสอบ ผลการทดสอบกับสารละลายไอโอดนี
นำ้ แปง้ เปลีย่ นเป็นสีม่วงแกมน้ำเงนิ
ส่วนทเี่ ปน็ สีเขียวของใบเล็บครุฑ เปลยี่ นเปน็ สมี ว่ งแกมน้ำเงนิ
ส่วนท่ีเปน็ สขี าวของใบชบาดา่ ง ไมเ่ ปล่ียนแปลง หรอื เป็นสขี องสารละลายไอโอดนี คือ สนี ำ้ ตาล
คำถามท้ายกิจกรรม
1. นำ้ แปง้ มไี วเ้ พ่อื ทดสอบอะไร
เพอ่ื ทดสอบว่าเม่อื น้ำแปง้ ทำปฏกิ ิรยิ ากับสารละลายไอโอดนี จะเปล่ยี นเป็นสอี ะไร เพือ่ ใช้เป็นมลู อธบิ ายการ
สรา้ งอาหารของพชื เพราะใบพืชทีม่ ีการสรา้ งอาหารจะมแี ป้งสะสมอยู่ (สีที่ไดค้ อื มว่ งแกมน้ำเงิน)
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ิตของพืช 71
2. ก่อนทำกิจกรรมนกั เรียนต้องวาดรปู ใบไม้แสดงส่วนทเ่ี ปน็ สเี ขียวและสีขาวเพราะเหตใุ ด
จะได้ทราบวา่ ส่วนใดของใบพชื ทำปฏกิ ิรยิ ากบั สารละลายไอโอดีนแลว้ พบแป้ง
3. นกั เรยี นคดิ ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องต้มใบพชื หลายครั้ง
เพราะตอ้ งการสกดั สารสเี ขยี วในใบชบาดา่ งออกมา
4. การทดลองนี้นักเรียนมปี ัญหา-อปุ สรรคในการทดลองหรอื ไม่ ถา้ มีใหบ้ อกวธิ แี กไ้ ข
ปัญหา คือ สกดั สารสเี ขียวออกจากใบชบาดา่ งไดน้ อ้ ย แนวทางแก้ไข คอื เพ่มิ ระยะเวลาการตม้ ใบชบาดา่ งใน
แอลกอฮอล์
5. จากการทดลองนกั เรียนคิดวา่ บรเิ วณสว่ นใดของใบพืชทสี่ ามารถสรา้ งอาหารได้ เพราะเหตุใด
สว่ นท่ีเปน็ สเี ขยี วของใบพชื เพราะบ่งบอกถึงการมีอยูข่ องคลอโรฟิลล์ท่ีเป็นตวั กระต้นุ สำคญั ใน
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง หรือ การสร้างอาหารของพืช
สรุปผลการทำกจิ กรรม
ส่วนสเี ขียวของพชื หรือ คลอโรฟิลล์ มคี วามสำคัญต่อการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืช ซึ่งเป็นการสร้าง
อาหารของพชื น่นั เอง ดงั นั้นพืชชนิดใดท่ขี าดคลอโรฟลิ ล์ หรือ มปี รมิ าณท่ีน้อย จะส่งผลกระทบต่อตน้ พชื
จนกระทั่งตายได้
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ิตของพืช 72
กิจกรรมท่ี 6
การดูดแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์โดยพชื เมอ่ื ไดร้ บั แสง
จุดประสงค์ของกจิ กรรม ทกั ษะสร้างเสริมความเขา้ ใจท่ีคงทน
สรุปความสำคัญของแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ 1. การสังเกต
2. การตง้ั สมมุตฐิ าน
และแสงต่อกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงได้ 3. การทดลอง
4. การจัดกระทำและสื่อความหมายขอ้ มูล
5. การตีความหมายข้อมลู และการลงขอ้ สรปุ
อุปกรณ์
1. สาหรา่ ยหางกระรอก 5 ตน้ 6. หลอดหยด 1 หลอด
7. แทน่ วางหลอดทดลอง 1 แท่น
2. สารละลายบรอมอไทมอลบลู 5 ลบ.ซม. 8. ฟอยล์ 1 แผ่น
9. โคมไฟ 1 ดวง
3. น้ำกลน่ั 50 ลบ.ซม. 10. จกุ ยางปดิ หลอด 5 อัน
4. หลอดแก้วทดลอง 5 หลอด
5. หลอดน้ำ 1 หลอด
ข้ันตอนการทดลอง
ปญั หา แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์มผี ลต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงหรือไม่
กำหนดสมมตุ ิฐาน
แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดม์ ผี ลตอ่ กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช
ทดสอบสมมุติฐาน
1. ใส่น้ำกลัน่ ลงในหลอดทดลอง 5 หลอด ปริมาณหลอดละประมาณ 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร พร้อมติด
หมายเลข 1-5 ตามลำดบั ทห่ี ลอดทดลอง
2. เติมสารละลายบรอมอไทมอลบลูลงในหลอดทดลอง หลอดละ 3 หยด เขยา่ จนน้ำกลน่ั เป็นสฟี ้า
3. ใชห้ ลอดนำ้ เปา่ ลมหายใจลงในหลอดทดลองที่ 2 3 และ4 จนน้ำเปล่ียนเป็นสเี หลอื ง
4. นำสาหร่ายหางกระรอกยาว 3 เซนติเมตร ลงแชน่ ้ำในหลอดทดลองที่ 3 4 และ5
5. นำฟอยล์มาหุ้มหลอดทดลองท่ี 4 ให้มิดชิด
6. นำจุกยางมาปิดหลอดทดลองให้มิดชิด แล้วโคมไฟมาเปิดแล้วส่องมาทางหลอดทดลองทั้ง 5 หยอด
รอประมาณ 30 นาที สังเกตการณ์เปล่ียนแปลง และบันทกึ ผล
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ิตของพืช 73
หมายเหตุ
1. สารละลายบรอมอไทมอลบลู ใช้ปรับใหค้ ่า pH เป็นกลาง (น้ำกลน่ั เปล่ียนเป็นสีฟา้ )
2. การเป่าลมหายใจเข้าสูห่ ลอดทดลอง คือ การเติมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (นำ้ เปลย่ี นเปน็ สีเหลือง)
3. ควรปิดหลอดทดลองให้มิดชิดเพื่อป้องกันอากาศไม่ให้เข้าไปเพราะอาจมีผลให้การทดลอง
คลาดเคลอ่ื นได้
1 2345 1 2345 123 4 5
เติมสารละลายบรอมอไทมอลบลู ใชห้ ลอดเปา่ ลมหายใจเข้า นำสาร่ายลงในหลอดทดลองที่
ลงนำ้ กลน่ั เขย่าจนไดเ้ ป็นสฟี า้ หลอดทดลองที่ 2 3 และ4 3 4 และ5 ปดิ หลอดดว้ ยจกุ ยาง
และนำฟอยล์หมุ้ หลอดท่ี 4 ให้สนทิ
นำโคมไฟมาเปดิ รอ 30 นาที หลอดท่ี 1 ชดุ ควบคมุ
สงั เกตและบนั ทกึ ผล หลอดที่ 2 แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แสง
หลอดท่ี 3 แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ พืช แสง
หลอดที่ 4 แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ พืช
หลอดที่ 5 พืช แสง
ภาพที่ 2.3 การดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซดโ์ ดยพชื เม่อื ได้รบั แสง
ผลการทดลอง การเปลย่ี นแปลงหลงั จากไดร้ ับแสง
ไมม่ เี ปลยี่ นแปลง
หลอดทดลอง ไมม่ เี ปลี่ยนแปลง
1
2 น้ำจากสเี หลอื งเปล่ียนเป็นสีฟ้า
3 ไมม่ เี ปลี่ยนแปลง
4 ไม่มีเปลี่ยนแปลง
5
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ติ ของพืช 74
คำถามท้ายกจิ กรรม
1. ทำไมตอ้ งเตมิ สารละลายบรอมอไทมอลบลลู งนำ้ กล่ันกอ่ นทำการทดลอง
เพ่อื ปรับใหค้ ่า pH ใหเ้ ป็นกลาง
2. ในการทดลองเตมิ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์โดยวิธกี ารใด เกดิ การเปลีย่ นแปลงอย่างไร
เติมโดยการใชห้ ลอดเป่าลมหายใจเข้าไปในหลอดทดลอง ทำใหน้ ้ำกล่ันสฟี ้าทไี่ ดจ้ ากการเตมิ
สารละลายบรอมอไทมอลบลู เปล่ยี นเปน็ สเี หลอื ง
3. สิ่งทีน่ ักเรยี นควรระวังในการทดลองนเ้ี พ่อื ไม่ใหเ้ กดิ ความคลาดเคลื่อนมีอะไรบา้ ง
ควรปดิ หลอดทดลองให้มดิ ชดิ เพอ่ื ปอ้ งกันอากาศไม่ใหเ้ ข้าไปเพราะอาจมีผลใหก้ ารทดลองคลาดเคลื่อน
4. จากผลการทดลองหลอดทดลองหมายเลขใดเกิดกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง เพราะเหตใุ ด
หลอดทดลองที่ 3 เพราะประกอบไปด้วยแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ พืช แสง จึงเกิดการสังเคราะหด์ ้วย
แสงของพชื ทำให้ไดแ้ ก๊สออกซิเจนออกมา ทำให้นำ้ กล่ันที่เปน็ สีเหลอื งจากการเปา่ ลมเตมิ แก๊สคาร์บอน
ไดออกไซด์กลับมาเปน็ สีฟ้าเหมือนเดิม เพราะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ถูกนำไปใชใ้ นการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
5. จากการทดลองนแ้ี ก๊สทเ่ี กิดจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยคืออะไร มคี วามสำคญั อย่างไร
แกส๊ ออกซิเจน เป็นแก๊สทจ่ี ำเป็นตอ่ สัตว์ พชื และมนุษย์ เพราะหลงั จากเราหายใจเขา้ ไปแกส๊
ออกซเิ จนจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย เชน่ กระบวนการเปล่ยี นแปลงอาหารใหเ้ ป็นพลงั งาน
สรุปผลการทำกจิ กรรม
พืชตอ้ งการแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เปน็ สารตง้ั ตน้ ตอ้ งการแสงและคลอโรฟิลลใ์ นพืชเป็น
ตัวกระตนุ้ ในการสงั เคราะหด์ ้วยแสง เพ่อื สรา้ งอาหาร และปลดปลอ่ ยแกส๊ ออกซิเจนออกสอู่ ากาศ ถา้ หากขาด
สิ่งใดส่ิงหนง่ึ ไปกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง หรือ การสรา้ งอาหารของพืชก็จะไมส่ ามารถเกิดขึน้ ได้
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวติ ของพืช 75
กิจกรรมท่ี 7
การทดสอบความรู้ เรือ่ ง กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง และประโยชนข์ องป่าไม้
จุดประสงค์ของกจิ กรรม
1. เขียนการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมีของการสังเคราะหด์ ้วยแสงได้
2. บอกประโยชนแ์ ละแนวทางการอนุรักษ์ป่าไมไ้ ด้
ทกั ษะสร้างเสรมิ ความเขา้ ใจทีค่ งทน
3. การจดั กระทำและสื่อความหมายข้อมลู
4. การตคี วามหมายข้อมลู และการลงข้อสรุป
วัสดแุ ละอุปกรณ์
1. ใบความรู้ หนังสอื เรียน โทรศัพท์มือถือ
วิธดี ำเนนิ กจิ กรรม
1. กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง (เติมคำลงในช่องว่างให้สมบรู ณ)์
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำตาลกลโู คส
คลอโรฟลิ ล์
2. ประโยชน์และแนวทางการอนุรักษ์ปา่ ไม้
2.1 สืบคน้ ข้อมูลเก่ียวประโยชน์และแนวทางการอนุรักษป์ ่าไม้
2.2 นำข้อมลู ทไี่ ด้มาอภปิ รายรว่ มกัน แลว้ นำเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรม
ผลการทำกิจกรรม
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แสง นำ้ แก๊สออกซเิ จน
น้ำ น้ำตาลกลูโคส
คลอโรฟลิ ล์
ป่าไม้เป็นแหล่งที่สำคัญมาก เนื่องจากพืชเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นท่ี 1 ในระบบนิเวศ การสร้างอาหาร
คือ การสังเคราะห์ด้วยแสง นอกจากนี้ยังเห็นได้ว่าป่าไม้ช่วยอำนวยประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมาก ไม่ว่าจะ
ทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การสร้างบ้าน ทำเครื่องใช้ ต้นกำเนิดแม่น้ำ บรรเทาภัยพิบัติ และแหล่งเรียนรู้
ดังนัน้ ปา่ ไม้จงึ เปน็ ทรพั ยากรสำคัญท่ีควรอนรุ กั ษ์ เพ่ือไมใ่ หเ้ กิดผลกระทบต่อส่ิงแวดลอ้ มและสิ่งมชี ีวติ
แนวทางการอนุรักษ์ ปลูกป่าทดแทน ตั้งสวนพฤกษศาสตร์ ตั้งอุทยานแห่งชาติ ป้องกันไฟไหม้ป่า
ป้องกันการบุกรกุ ทำลายปา่ และการใช้วสั ดทุ ดแทนไม้ เปน็ ตน้
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ิตของพชื 76
คำถามท้ายกิจกรรม
1. สารตงั้ ตน้ ในกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงมอี ะไรบา้ ง
แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ และนำ้
2. ปา่ ไมม้ ีประโยชน์แก่มนษุ ยอ์ ยา่ งไร
ป่าไม้ช่วยอำนวยประโยชน์แก่มนษุ ย์อยา่ งมาก ไมว่ ่าจะทางตรงหรอื ทางอ้อม เชน่ การสร้างบ้าน ทำ
เครือ่ งใช้ ต้นกำเนิดแมน่ ้ำ บรรเทาภยั พิบัติ และแหลง่ เรียนรู้
3. หากคนเรามงุ่ แตจ่ ะใชป้ ระโยชน์ป่าไม้อยา่ งเดยี ว อนาคตจะเกดิ อะไรข้นึ
ส่งผลกระทบต่อสงิ่ ทีม่ คี วามสมั พนั ธก์ ับปา่ ไม้ เชน่ ดนิ นำ้ อากาศ และสัตว์ปา่
สรปุ ผลการทำกิจกรรม
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง มสี ารต้ังตน้ ไดแ้ ก่ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ และน้ำ มีตัวกระตุ้น
ได้แก่ แสง และคลอโรฟลิ ล์ ได้ผลติ ภัณฑ์ คือ น้ำตาลกลโู คส น้ำ และแกส๊ ออกซเิ จน
จากความสำคัญและประโยชน์ของป่าไม้ หากมนุษย์ยังมงุ่ ใชป้ ระโยชน์จากป่าไมฝ้ ่ายเดยี ว ไม่มีการ
ปลกู เพม่ิ หรืออนุรักษ์ทรพั ยากรป่าไม้ อาจทำใหเ้ กดิ การเสียสมดุลทางธรรมชาติได้ เพราะถา้ เกิดการ
เปลย่ี นแปลงขนึ้ กบั ป่าไม้แลว้ จะส่งผลกระทบต่อส่งิ ที่มคี วามสัมพนั ธก์ บั ป่าไม้ เชน่ ดนิ น้ำ อากาศ และสตั วป์ ่า
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ติ ของพชื 77
กิจกรรมท่ี 8
สังเกตขนราก
จดุ ประสงค์ของกจิ กรรม ทักษะสร้างเสริมความเขา้ ใจท่ีคงทน
1. การสังเกต
1. ระบแุ ละอธบิ ายลกั ษณะของขนรากได้ 2. การจดั กระทำและส่ือความหมายขอ้ มลู
3. การตคี วามหมายขอ้ มลู และการลงขอ้ สรปุ
2. วาดรูปแสดงขนรากท่ีสังเกตจากแว่นขยายได้
3. สรปุ ความสำคญั ของขนรากท่มี ีต่อการดดู ซบั นำ้
และธาตอุ าหารได้
อุปกรณ์
1. ขา้ วโพด 1 กำมือ 4. จานเพาะเชือ้ 1 ใบ
5. ทชิ ชู่ 1 ม้วน
2. บกี เกอร์ขนาด 250 ลบ.ซม. 1 ใบ 6. แวน่ ขยาย 1 อัน
3. น้ำ 15 ลบ.ซม.
0
ปัญหา ขนรากมลี ักษณะเป็นแบบใด
ขั้นตอนการทดลอง
1. นำเมล็ดขา้ วโพดทีแ่ ช่นำ้ ไว้ 1 คืน วางลงบนจานเพาะเชอ้ื ทม่ี ที ชิ ชู่รองข้างลา่ ง รดน้ำให้ชุ่ม ปดิ ฝาแล้ว
ตัง้ ท้ิงไว้ 5 วนั
2. ครบ 5 วัน เลือกเมลด็ ท่ีมรี ากงอกยาวประมาณ 2 เซนติเมตรมา 3 เมลด็ วางบนจานเพาะเช้ือ ใช้
แว่นขยายสอ่ งดลู ักษณะของราก โดยใหต้ ำแหน่งของนยั น์ตาอยู่กบั ท่แี ลว้ เลอ่ื นแว่นขยายขนึ้ –ลงจนกระทัง่ เหน็
ภาพชัดเจน วาดรูปแสดงลกั ษณะของขนรากท่ีสงั เกตได้ บนั ทกึ ผล
หมายเหตุ
1. การเพาะเมล็ดข้าวโพด ควรเพาะไว้เยอะ เพื่อเปน็ ตวั เลือกในการศึกษา
2. การหยิบเมล็ดข้าวโพดท่ีกำลังงอก ควรหยบิ เบา ๆ เพราะขนรากบอบบางมาก เมื่อถูกสัมผสั จะลแู่ นบ
ไปกับรากใหญ่ ทำใหม้ องเห็นลักษณะต่าง ๆ ได้ยาก
3. ถา้ ไม่ใช้เมลด็ ขา้ วโพด ใช้เมลด็ ถัว่ เขยี ว หรือ เมลด็ ทานตะวนั แทนได้
4. ตอนเพาะเมด็ ให้ความช้นื พอชมุ่ ๆ อยา่ ใหม้ ีนำ้ ขงั
แชเ่ มลด็ ข้าวโพด 1 คนื ใช้ทิชชรู่ องกน้ จาน นำเมล็ดลง เลอื กเมล็ดที่รากงอกยาว มาส่องดู
พร้อมรดน้ำพอชุม่ และปดิ ฝา ดว้ ยแวน่ ขยาย สังเกตและบักทกึ ผล
ภาพที่ 3.2 การสสงันเิทกตลักษณะขนราก
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ิตของพืช 78
ผลการทำกจิ กรรม ลักษณะของขนราก
ภาพแสดงลักษณะของขนราก ขนรากมลี ักษณะเปน็ ขนเส้นเล็ก ๆ จำนวนมากมายอยู่
รอบ ๆ เหนอื ปลายรากเลก็ นอ้ ย
คำถามท้ายกจิ กรรม
1. ประโยชนข์ องการเพาะเมล็ดขา้ วโพดบนทชิ ชู่คืออะไร
ทชิ ชู่มีความสามารถในการอ้มุ น้ำไดด้ ี ทำให้เมด็ ข้าวโพมีความชื้น ชว่ ยให้เมล็ดงอกไดเ้ รว็ ข้ึน
2. นกั เรยี นใช้วิธีการใดในการดูขนราก อธบิ ายพอสังเขป
จับแวน่ ขยายเล่อื นขึน้ –ลงจนกระทั่งมองเหน็ ขนรากชดั ที่สุด
3. นักเรียนสงั เกตเหน็ ขนรากอยูบ่ รเิ วณใด และมลี ักษณะเป็นแบบใด
อยูบ่ ริเวณเหนอื ปลายราก มลี ักษณะเป็นขนเล็ก ๆ จำนวนมาก
4. นักเรยี นคดิ วา่ การที่พชื มขี นรากมจี ำนวนมาก ๆ จะเป็นผลดตี ่อพืชหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
เป็นผลดี เพราะเป็นการเพมิ่ พื้นที่ส่วนทีส่ ัมผัสกับน้ำและธาตุอาหารตา่ ง ๆ ได้มากขึ้น
สรปุ ผลการทำกจิ กรรม
จากการสังเกตโดยใช้แวน่ ขยายส่องดทู ร่ี ากของเมล็ดข้าวโพด จะเห็นขนรากมลี กั ษณะเปน็ ขนเสน้ เลก็ ๆ
จำนวนมากมายอยรู่ อบ ๆ เหนือปลายรากเลก็ น้อย สว่ นที่เหน็ น้เี ป็นสว่ นสำคัญของพืชท่ีใชใ้ นการดูดซบั นำ้ และธาตุ
อาหาร
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ติ ของพชื 79
กิจกรรมที่ 9
การลำเลยี งนำ้ และธาตุอาหารในพืชใบเล้ยี งเดย่ี วและคู่
จดุ ประสงคข์ องกจิ กรรม ทักษะสร้างเสริมความเข้าใจทีค่ งทน
1. การสังเกต
1. ระบุสว่ นและทศิ ทางของพืชทใี่ ชใ้ นการลำเลยี งน้ำ 2. การจดั กระทำและส่ือความหมายข้อมูล
3. การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรปุ
และธาตอุ าหารได้
2. อธิบายลกั ษณะมัดท่อลำเลียงสารของพชื ใบเลยี้ ง
เดยี่ วและคู่ได้
อปุ กรณ์
1. ว่านกาบหอย 1 ตน้ 5. ใบมีดโกน 1 มว้ น
6. สีผสมอาหาร (แดง) 1 อนั
2. ตน้ คะน้า 1 ใบ 7. กล้องจลุ ทรรศน์ 1 กลอ้ ง
3. น้ำ 15 ลบ.ซม. สไลดแ์ ละกระจกปิดสไลด์ 2 ชุด
0
4. บีกเกอร์ 1 ใบ
ปัญหา ลำต้นของพืชใบเลย้ี งเดีย่ ว และใบเลย้ี งคมู่ ีลักษณะภายในเป็นอย่างไร
ขั้นตอนการทดลอง
1. ใสน่ ้ำลงในบีกเกอร์ ผสมอาหารสีแดงลงไปแลว้ คนใหเ้ ข้ากนั
2. นำต้นคะน้าและว่านกาบหอยที่ล้างน้ำสะอาดแล้วแช่ลงในบีกเกอร์ แล้วนำไปวางไว้กลางแดด 30
นาที สงั เกตการเปลีย่ นแปลงและบันทึกผล
3. นำคะนา้ และว่านกาบหอยออกมาล้าง จากน้นั ใช้ใบมีดโกนตัดลำต้นในแนวตามขวางใหบ้ างทีส่ ดุ
4. นำไปวางบนกระจกสไลด์ หยดน้ำ 1–2 หยด ปิดด้วยกระจกปิดสไลด์ นำไปส่องดูด้วยกล้อง
จุลทรรศน์ สังเกตและบนั ทกึ ผล
หมายเหตุ
1. พืชทใ่ี ชค้ วรเป็นพืชเน้อื อ่อน เพราะจะสามารถตดั เปน็ ชนิ้ บาง ๆ ได้ เพราะเมือ่ นำไปสงั เกตดูดว้ ยกล้อง
จุลทรรศน์แสงจะสามารถทะลุผา่ นได้
วางลำตน้ ทจี่ ะศกึ ษา ปดิ ด้วยกระจกปิดสไลด์ พร้อมศกึ ษา สอ่ งดูดว้ ยกล้องจุลทรรศน์
ลงบนแผน่ สไลด์
ภาพที่ 3.3 ศึกษาลักษณะท่อลำเลยี งของพืช
พร้อมหยดนำ้ 2 หยด
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวติ ของพืช 80
ผลการทำกจิ กรรม ลักษณะที่สงั เกตได้
ส่ิงทส่ี ังเกต สังเกตเห็นสแี ดงเป็นจุด ๆ กระจายท่วั ลำตน้
สงั เกตเห็นสแี ดงตดิ กันเป็นจุด ๆ เรียงกันเป็นวง
วา่ นกาบหอย (ใบเลย้ี งเด่ียว)
คะน้า (ใบเลยี้ งค่)ู
คำถามท้ายกจิ กรรม
1. จากการทดลองพืชมีการลำเลียงนำ้ อย่างไร สงั เกตจากอะไร
มีการเคลื่อนท่จี ากราก ลำตน้ ใบ และยอดตามลำดบั สงั เกตจากสีแดงทเี่ คล่อื นไปยังส่วนตา่ ง ๆ
2. การนำตน้ พชื ทแี่ ช่อยูใ่ นสีผสมอาหารไปไวก้ ลางแดด มีประโยชนใ์ นเรอ่ื งใด
การนำตน้ พืชทีแ่ ช่อยู่ในสผี สมอาหารไปไวก้ ลางแดดจะทำใหพ้ ืชคายนำ้ ได้มาก อตั ราการดูดสีผสมอาหารจะ
เร็วข้นึ
3. ส่วนท่ตี ิดสขี องพืชทั้ง 2 คืออะไรมีลกั ษณะเป็นแบบใด
ว่านกาบหอยจะเห็นเปน็ จดุ ๆ สีแดงกระจายทั่วลำต้น ส่วนคะน้าจะเห็นสแี ดงติดกนั เป็นจดุ ๆ เรยี งกนั
เปน็ วง
สรุปผลการทำกจิ กรรม
จากผลการสังเกตพบว่า เมื่อแช่ต้นว่านกาบหอย และคะน้าในน้ำสีแดงไว้สักครู่จะเห็นสีแดงอยู่ที่ส่วนราก
และเมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที เห็นสีแดงขึ้นไปอย่สู ่วนบนของลำตน้ เมื่อตดั ลำต้นของพืชทง้ั 2 ตามขวาง แลว้ นำมาส่อง
ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่าลำต้นที่ของว่านกาบหอยจะเห็นเป็นจุดสีแดงกระจายทั่วลำต้นเนื่องจากเป็นพืชใบเลี้ยง
เดี่ยว ส่วนลำต้นของคะน้าจะเห็นเป็นจุดสีแดงเรียงกันเป็นวงสวยงามเนื่องจากเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ การที่เราเห็นเป็น
ลักษณะเช่นนี้ก็เพราะว่า อนุภาคของสีผสมอาหารสีแดงได้แพร่ผ่านเซลล์ชั้นนอกของขนรากเข้าไปภายในลำต้นตาม
กลุ่มเซลล์ท่ที ำหนา้ ทีล่ ำเลียงน้ำและธาตุอาหาร ซงึ่ เชอื่ มโยงกันเป็นแนวตอ่ เนื่องต้ังแตร่ าก ลำต้น และใบ
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ติ ของพืช 81
กิจกรรมที่ 10
ส่วนประกอบของดอก
จุดประสงค์ของกิจกรรม ทักษะสร้างเสรมิ ความเข้าใจทค่ี งทน
1. ระบสุ ว่ นประกอบต่าง ๆ ของดอกไม้ได้ 1. การสังเกต
2. จำแนกประเภทของดอกไม้โดยใช้เกณฑ์ตา่ ง ๆ ได้ 2. การจำแนกประเภท
2. การจดั กระทำและส่ือความหมายข้อมลู
3. การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรปุ
อุปกรณ์ 1 ดอก 4. ดอกฟักทอง 1 ดอก
1. ดอกชบา 1 ดอก 5. ดอกกหุ ลาบ 1 ดอก
2. ดอกตำลึง 1 ดอก 6. แวน่ ขยาย 1 อนั
3. ดอกมะเขือ
ปัญหา ดอกพชื แตล่ ะชนิดเป็นดอกสมบรู ณ์เพศและมสี ่วนประกอบครบทั้ง 4 ส่วนหรือไม่
ขน้ั ตอนการทดลอง
1. ให้นักเรยี นจดั หาดอกไม้ทัง้ 5 ชนิด
2. สำรวจส่วนของดอกดังนี้ กลบี เล้ยี ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย
3. นำการสำรวจมาจำแนกประเภทดอกไม้ โดยใช้เกณฑ์โดยใช้ส่วนประกอบของดอก และใช้เพศเป็น
เกณฑใ์ นการจำแนก สรปุ ผล
หมายเหตุ
1. ดอกไม้สามารถใช้ชนิดอ่ืนๆท่ีจัดหาไดภ้ ายในโรงเรียนในการศึกษาแทนได้
ผลการทำกิจกรรม (แนวทางคำตอบ)
ชนดิ ดอกไม้ สว่ นประกอบของดอก
กลีบเลีย้ ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมีย
ดอกชบา ⁄⁄⁄⁄
ดอกตำลึง ⁄ ⁄ ⁄
ดอกมะเขือ ⁄ ⁄ ⁄ ⁄
ดอกฟักทอง ⁄ ⁄ ⁄
ดอกกุหลาบ ⁄ ⁄ ⁄ ⁄
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชีวติ ของพชื 82
คำถามท้ายกจิ กรรม
1. นักเรียนใช้เกณฑอ์ ะไรในการจำแนกประเภทดอกไม้
ใช้เกณฑส์ ว่ นประกอบของดอก และเพศในการจำแนกประเภท
2. ดอกไม้ชนดิ ใดท่สี ามารถจำแนกได้แลว้ มอี งคป์ ระกอบครบถ้วนทีส่ ุด
ดอกกุหลาบ และดอกชบา
3. นักเรียนได้อะไรบา้ งจากกจิ กรรมน้ี
ได้ทราบส่วนประกอบ และประเภทของดอกไมแ้ ต่ละชนิด
สรปุ ผลการทำกจิ กรรม
ดอกไม้ที่นำมาศึกษามีขนาด รูปร่าง ลักษณะ และสีแตกต่างกัน ดอกไม้ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ 4
ส่วน เรียงจากช้ันนอกเข้าสู่ชั้นใน ดังนี้ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมียตามลำดับ ดอกไม้ ที่
นำมาศึกษาบางชนิดมีส่วนประกอบครบทุกส่วน แต่บางชนิดมีส่วนประกอบไม่ครบทุกส่วน จึงสามารถนำมา
เป็นเกณฑใ์ นการจำแนกกลุ่มดอกไม้เป็น 2 กลุม่ คือ กลมุ่ ดอกสมบูรณ์และกลุ่มดอกไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้อาจ
ใช้การมีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ภายในดอกเดียวกันเป็นเกณฑ์ในการจำแนกกลุ่มได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มดอกที่มีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ภายในดอกเดียวกันเป็นกลุ่มดอกสมบูรณ์เพศ และกลุ่มดอกที่มี
เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมยี แยกกนั คนละดอกเปน็ กลุ่มดอกไมส่ มบูรณ์เพศ
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพชื 83
กิจกรรมท่ี 11
ขั้นตอนการสืบพันธ์ขุ องพชื ดอก
จุดประสงคข์ องกิจกรรม ทักษะสรา้ งเสริมความเขา้ ใจทีค่ งทน
1. อธบิ ายขั้นตอนการสืบพันธ์ุของพชื ดอกได้ 1. การจดั กระทำและสื่อความหมายขอ้ มูล
2. ทราบการเปลี่ยนแปลงของดอกหลังจากการ 2. การตีความหมายขอ้ มลู และการลงขอ้ สรุป
ปฏสิ นธิ
ปัญหา พืชดอกมขี ้นั ตอนการสบื พนั ธุอ์ ยา่ งไร
ขั้นตอนการทดลอง
1. ใหน้ ักเรยี นศึกษาใบความรู้ เรือ่ ง การสืบพนั ธุข์ องพชื ดอก
2. สรุปข้นั ตอนการสบื พนั ธ์ขุ องพชื ดอกออกมาเปน็ ภาพ เพ่ือนำเสนอ
หมายเหตุ
1. ควรใชส้ อื่ วีดโี อการสบื พันธุ์ของพืชดอกมาประกอบเพื่อความเขา้ ใจท่ีมากข้ึน https://youtu.be/jNSKuAn2F_s
ผลการทำกิจกรรม (แนวทางการตอบ)
คำถามท้ายกิจกรรม
1. กระบวนการถ่ายละอองเรณูจะเกิดขึ้นไดต้ ้องอาศยั ตัวกลางใดพาไป
ลม นำ้ มนษุ ย์ สตั ว์ เช่น ผเี สอ้ื ผง้ึ ค้างคาว นก
2. หลังจากการปฏิสนธิ ส่วนตา่ งๆของดอกไมจ้ ะมกี ารเปลยี่ นแปลงไป อย่างไร
2.1 รงั ไข่ เจรญิ ไปเป็น ผล
2.2 ผนังรังไข่ เจริญไปเปน็ เปลอื กและเนอ้ื ของผล
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวิตของพชื 84
2.3 ออวลุ เจริญไปเป็น เมลด็
2.4 เยื้อหุม้ ออวลุ เจริญไปเป็น เปลือกหมุ้ เมล็ด
2.5 กลบี ดอก กลีบล้ียง ยอดเกสรเพศเมีย ก้านเกสรเพศผู้ จะเหีย่ วสลายตัวไป
สรปุ ผลการทำกจิ กรรม
ขัน้ ตอนการสืบพันธข์ุ องพืชดอกมี 3 ขั้นตอน ดังน้ี
ขั้นตอนที่ 1 ละลองเรณูปลวิ ไปตกบนยอดเกสรเพศเมีย
ข้นั ตอนที่ 2 ละลองเรณงู อกหลอดแทงเขา้ ไปในเกสรเพศเมีย
ขนั ตอนท่ี 3 ละลองเรณงู อกเปน็ หลอดยาวเขา้ ผสมกับเซลลไ์ ข่ เกิดการปฏิสนธิ
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพชื 85
กจิ กรรมท่ี 12
สังเกตสว่ นประกอบของเมลด็
จุดประสงค์ของกจิ กรรม ทกั ษะสรา้ งเสริมความเขา้ ใจท่คี งทน
1. วาดรูปแสดงลกั ษณะภายนอกและภายในของ 1. การสงั เกต
2. การจัดกระทำและส่ือความหมายขอ้ มูล
เมลด็ ได้ 3. การตคี วามหมายขอ้ มลู และการลงข้อสรุป
2. อธบิ ายสว่ นประกอบต่าง ๆ ของเมล็ดได้
อปุ กรณ์
1. เมลด็ ถวั่ แดง 1 กำมือ 4. บีกเกอร์ขนาด 250 ลบ.ซม. 1 ใบ
5. จานเพาะเช้ือ 1 ใบ
2. น้ำ 200 ลบ.ซม.
3. แวน่ ขยาย 1 อัน
ปญั หา ส่วนประกอบภายนอกและภายในเมล็ดถว่ั แดงแตกต่างกันในลักษณะใด
ขน้ั ตอนการทดลอง
1. นำเมลด็ ถ่ัวแดงมาแช่นำ้ ไว้ 1 คืน
2. เลือกเมล็ดถั่วแดงที่แช่น้ำไว้มา 2–3 เมล็ด สังเกต บันทึกผล และวาดรูปลักษณะภายนอกของเมล็ด
ถว่ั แดง
3. นำเมล็ดถั่วแดงมาแกะเปลือกออก ใช้แว่นขยายส่องดูส่วนประกอบต่าง ๆ บันทึกผล พร้อมทั้งวาด
รูปลกั ษณะภายในของเมล็ด
หมายเหตุ
1. เมลด็ พชื ทใี่ ช้ศึกษาสามารถใช้ชนดิ อน่ื แทนได้ เชน่ ข้าวโพด ถวั่ ดำ ถั่วเขยี ว และเมล็ดทานตะวัน
ผลการทำกจิ กรรม
ลกั ษณะของเมลด็ ถ่วั ดำ ผลการสังเกต รปู วาด
ภายนอกเมล็ด
มีเปลือกหุ้มเมล็ดถั่วดำไว้ เมล็ดมีลักษณะโค้ง
เว้า มีรอยบุ๋มคล้ายรอยแผลเป็นหรือที่เรียกวา่
รไู มโครไพล์
ภายในเมลด็ มีต้นอ่อนซึ่งประกอบด้วยยอดแรกเกิด ราก
แรกเกิด และใบเล้ยี งอยูภ่ ายในเมลด็
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวิตของพืช 86
คำถามท้ายกิจกรรม
1. ถา้ ไม่ใชเ้ มล็ดถ่วั แดง นักเรยี นคิดว่าควรใช้เมลด็ พชื ชนดิ ใดแทนจงึ จะไดผ้ ลใกล้เคยี งกัน
เมลด็ ถว่ั ดำ ถั่วเขียว
2. นกั เรียนสงั เกตลักษณะภายนอกของเมล็ดถัว่ แดงพบอะไรบา้ ง
มีเปลือกหมุ้ เมล็ดถว่ั ดำไว้ เมล็ดมลี ักษณะโค้งเว้า มรี อยบ๋มุ คล้ายรอยแผลเป็นหรือทเ่ี รียกว่ารไู มโครไพล์
3. เม่อื แยกเมล็ดถว่ั แดงออกเปน็ 2 สว่ น นักเรยี นพบอะไรบา้ ง
มตี น้ อ่อนซึ่งประกอบด้วยยอดแรกเกดิ รากแรกเกดิ และใบเลย้ี งอยู่ภายในเมลด็
สรปุ ผลการทำกจิ กรรม
ภายนอกของเมลด็ ถั่วดำมลี กั ษณะโคง้ เวา้ มีรอยบุม๋ คลา้ ยรอยแผลเปน็ หรอื ที่เรียกว่ารูไมโครไพล์ และมี
เปลอื กห้มุ เมลด็ อยู่ภายนอกสดุ เมือ่ แกะเปลือกออกและแยกเป็น 2 สว่ นพบตน้ อ่อนซ่งึ ประกอบด้วยยอดแรกเกดิ ราก
แรกเกดิ และ ใบเลย้ี งอยภู่ ายในเมลด็
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ิตของพชื 87
กิจกรรมที่ 13
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยชี ีวภาพ
จดุ ประสงคข์ องกจิ กรรม ทักษะสรา้ งเสรมิ ความเขา้ ใจที่คงทน
1. สามารถอธิบายและบอกประโยชน์ของการใช้ 1. การสังเกต
เทคโนโลยีชวี ภาพในการขยายพนั ธ์ุพชื และปรับปรุง 2. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมลู
พันธพ์ุ ชื ได้ 3. การตคี วามหมายข้อมูลและการลงขอ้ สรุป
แหล่งการเรียนรู้
1. หนงั สอื เรียน หนังสืออา้ งอิง หนงั สอื อา่ นประกอบ และวารสารทีเ่ กยี่ วข้อง
2. เวบ็ ไซตท์ เี่ ก่ียวข้องทางอินเทอรเ์ น็ต
ปญั หา การใช้เทคโนโลยีชวี ภาพในการขยายพันธุ์พชื และปรบั ปรงุ พนั ธ์ุพืชมปี ระโยชนอ์ ย่างไร
ขนั้ ตอน
1. สืบค้นข้อมลู เก่ยี วกบั เทคโนโลยชี ีวภาพทีใ่ ช้ในการขยายพันธ์พุ ืชและปรับปรุงพนั ธ์พุ ชื โดยคน้ ควา้ ใน
ประเดน็ ต่าง ๆ ต่อไปน้ี
– การเพาะเลี้ยงเนื้อเยอ่ื พืช
– พนั ธุวิศวกรรม
– สิง่ มีชีวติ ดดั แปรพนั ธุกรรม
2. บันทึกผลประโยชนดานตาง ๆ ของเทคโนโลยชี ีวภาพ
3. นำข้อมูลที่ไดม้ าอภปิ รายร่วมกนั แล้วนำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรม
ผลการทำกจิ กรรม
แบบทนั ทกึ ขอ้ มลู (แนวคำตอบ)
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (plant tissue culture) เป็นเทคโนโลยีการขยายพันธุ์พืชเพื่อให้ได้
จำนวนมากในระยะเวลาอันส้ัน โดยการเพาะเล้ียงพืชเฉพาะส่วนเท่านนั้ ทำได้โดยนำเอาเนอ้ื เยื่อของพืชส่วน
ที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ที่ปลายยอดอ่อน หรือส่วนประกอบของพืชที่เป็นเนื้อเยื่อเจริญมา
เพาะเล้ียงในอาหารสังเคราะห์ท่ีอยใู่ นสภาวะปลอดเชื้อ ซ่งึ เปน็ อาหารท่ีเน้ือเย่ือนนั้ ต้องการ พร้อมทั้งสารซึ่ง
กระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อนั้น ๆ ทำให้เซลล์ของพืชแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนมากมายเป็นกลุ่มเซลล์ที่
เรียกว่า แคลลัส (callus) เราจึงสามารถบังคับให้เนื้อเยื่อนี้เจริญเติบโตขึ้นเป็นต้นอ่อนได้เมื่อมีสภาวะท่ี
เหมาะสม และตัดแบ่งเนื้อเยื่อเหล่านี้ไปเลี้ยงในอาหารใหม่จนเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่จำนวนมากมาย
ตามท่ตี ้องการ
พันธุวิศวกรรม (genetic engineering) เป็นการตัดต่อยีน (gene) โดยการตัดชิ้นส่วนของยีนที่
ต้องการของพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ไปใสใ่ นโครโมโซมภายในเซลล์ของพืชเพื่อให้เกิดเซลล์ใหม่ แล้วนำเซลล์
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชวี ติ ของพชื 88
ใหมไ่ ปเพาะเล้ียงเพื่อใหไ้ ด้พนั ธพุ์ ืชท่มี ียีน ซ่ึงมีคณุ สมบตั ิตามทเี่ ราต้องการ เชน่ คุณสมบตั ใิ นการต้านทานต่อ
โรค แมลง และสารเคมี
สิง่ มีชวี ิตดัดแปรพันธกุ รรม (Genetically Modified Organisms : GMOs) คอื ส่ิงมชี ีวิตท่ไี ด้
จากกระบวนการทางพันธุวศิ วกรรม ตวั อยา่ งพชื ทน่ี ำมาใชใ้ นการตัดต่อยีนในปจั จบุ ัน เช่น ฝา้ ย มะเขือเทศ
มะละกอ และขา้ วโพด
ประโยชน์ด้านตา่ ง ๆ ของเทคโนโลยชี วี ภาพ
การเกษตร อุตสาหกรรม
ขยายพนั ธพ์ุ ชื และปรบั ปรงุ พนั ธพุ์ ชื การผลิตเครอ่ื งด่มื โดยการหมักดอง
และการเพ่มิ คณุ ภาพของผลผลติ (fermentation) เชน่ ไวนแ์ ละเบยี ร์
การผลิตอาหาร การแพทย์
การเพ่ิมคณุ คา่ ทางโภชนาการของ การผลิตสารทางการแพทย เชน่ วัคซนี
วตั ถดุ ิบ เชน่ วิตามนิ และเอนไซม์ (vaccine) และฮอรโ์ มน (hormone)
คำถามท้ายกิจกรรม
1. การใชเ้ ทคโนโลยีชวี ภาพควรคำนงึ ถงึ ส่ิงใดบา้ ง
ความเสี่ยงที่อาจจะเกดิ ขึ้นจากการใชผ้ ลผลิตจากพชื ดัดแปรพันธกุ รรมในการบริโภค
2. การเพาะเล้ียงเน้ือเย่อื พืชจะช่วยอนุรักษพ์ ชื ท่ใี กลส้ ูญพนั ธุ์ไวไ้ ดอ้ ยา่ งไร
การเก็บเนื้อเยือ่ พืชไว้ในไนโตรเจนเหลวทอ่ี ุณหภูมติ ่ำ ๆ เม่ือต้องการนำมาใชจ้ งึ ทำการถ่ายเนื้อเย่ือพืช
ลงในอาหารสังเคราะห์
3. จงยกตวั อยา่ งประโยชน์ของส่ิงมีชวี ติ ดดั แปรพันธุกรรม
ฝ้ายบีทีเกิดจากการถ่ายฝากยีนที่ควบคุมการสร้างพิษบีทีจากแบคทีเรียบาซิลลัส ทูรินจิเอนซิส
(Bacillus thuringiensis) เข้าไปในฝ้าย โปรตีนจากยีนนี้จะเป็นพิษต่อแมลงศัตรูของฝ้าย เมื่อแมลงมากินใบ
ฝ้ายท่ีมียนี นอ้ี ย่แู มลงจะตาย จึงทำใหฝ้ า้ ยมคี วามตา้ นทานตอ่ แมลงกลุ่มนี้
สรปุ ผลการทำกจิ กรรม
เทคโนโลยชี วี ภาพทใ่ี ช้ในการขยายพันธุพ์ ชื และปรับปรุงพันธพ์ุ ืชในปจั จุบัน ได้แก่ การเพาะเล้ียง
เน้อื เยื่อพชื และการสรา้ งส่ิงมีชีวติ ดัดแปรพนั ธุกรรมหรอื เรียกทบั ศัพทว์ า่ จีเอ็มโอ (GMOs) และสามารถนำไปใช้
ประโยชน์ในดา้ นตา่ ง ๆ เช่น การเกษตร การผลติ อาหาร อุตสาหกรรม และการแพทย์
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชวี ติ ของพืช 89
แบบตรวจสอบความเข้าใจท่ี 1
คำชแ้ี จง จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. ควรใช้อุปกรณ์ใดในการศึกษาส่วนตา่ ง ๆ ของเซลล์ เพราะเหตุใด
กลอ้ งจลุ ทรรศน์เพราะเซลล์เปน็ หน่วยทีเ่ ลก็ ท่ีสดุ ไมส่ ามารถมองเหน็ ไดด้ ้วยตาเปล่า จึงต้องใช้กล้อง
จุลทรรศน์เพราะสามารถปรับกำลงั ขยายไดส้ ูง
2. เซลล์ของสิ่งมีชวี ิตจัดแบ่งออกไดก้ ่ีกลมุ่ อะไรบ้าง พร้อมยกตวั อย่างสิง่ มชี วี ติ
2 กลมุ่ คอื กลุ่มสิ่งมชี ีวติ เซลล์เดยี ว เชน่ อะมบี า พารามเี ซียม และกล่มุ สิ่งมชี วี ิตหลายเซลล์ เชน่ คน
พืช เซลลข์ นราก
3. เตมิ ข้อความในช่องว่างใหถ้ ูกต้อง
เซลล์ เนอื้ เยอื่ อวัยวะ
……..
การจัดระบบ ส่ิงมีชีวติ ระบบ
สง่ิ มีชวี ติ อวัยวะ
4. วาดภาพตัวอย่างเซลล์พืชและสัตว์ พร้อมอธิบายลักษณะทีส่ ังเกตจากภาพ
เซลล์พืช เซลล์สัตว์
ลกั ษณะ : รูปเหลย่ี ม ลกั ษณะ : คอ่ นขา้ งกลม
5. ความแตกต่างระหวา่ งเซลลพ์ ืชกบั เซลล์สตั วม์ ีอะไรบ้าง จงอธบิ ายพอสังเขป
เซลลพืชตางจากเซลลสัตว คือ เซลลพชื จะพบผนังเซลลและคลอโรพลาสต ผนงั เซลลทำใหเ้ ซลล
พืชคงรูปร่างอยูได้ สวนคลอโรพลาสตเปน็ สวนประกอบสำคัญในการสงั เคราะหดว้ ยแสงของพืช ทำใหพ้ ชื
สามารถสร้างอาหารเองได้ แตในเซลลสตั วจะไมพบผนังเซลลและคลอโรพลาสตทำใหเ้ ซลลสตั วมีความออน
นุม และสัตวไมสามารถสรา้ งอาหารเองได้
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวติ ของพชื 90
6. การแพรม่ ีความหมายวา่ อยา่ งไร พร้อมยกตัวอยา่ งการแพร่ทเ่ี ห็นในชวี ิตประจำวัน
การแพร่ คอื การกระจายของอนภุ าคของสารจากบรเิ วณซงึ่ มคี วามเข้มข้นของอนภุ าคของสารมากไป
สูบรเิ วณซงึ่ มีความเขม้ ขน้ ของอนุภาคของสารน้อย เชน่ การแพรข่ องกลิน่ น้ำหอม การแพร่ของดา่ งทับทิมในนำ้
7. การออสโมซสิ มคี วามหมายวา่ อยา่ งไร พรอ้ มยกตวั อย่างการออสโมซสิ ที่เห็นในชีวติ ประจำวนั
ออสโมซสิ หมายถึง กระบวนการเคลื่อนท่ขี องโมเลกลุ ของนำ้ จากแหล่งทีม่ ีสารละลายเจือจาง (มี
โมเลกุลของนำ้ มาก) ไปยงั แหลง่ ทม่ี สี ารละลายเข้มข้นมากกวา่ (มโี มเลกลุ ของนำ้ นอ้ ย) โดยผ่านเย่อื เลือกผ่าน
เช่นการแช่ผกั น้ำน้ำ การเหยี่ วของต้นพืช
8. การดดู ซบั นำ้ ของรากพืชกใ็ ช้หลกั การใด จงอธิบาย
การดูดซับน้ำของรากพืชก็ใช้หลักการออสโมซิสเชนเดียวกัน คือ ในภาวะปกติสารละลายที่อยูรอบ ๆ
รากจะมปี ริมาณนำ้ มากกวาสารละลายในเซลลขนราก (สารละลายมีความเขม้ ข้นนอ้ ย) นำ้ จากดินจงึ ออสโมซิส
เข้าสูเซลลขนราก ทำให้เซลลมีปริมาณน้ำมากกวาเซลลใกลเ้ คียง น้ำจึงออสโมซิสไปยังเซลลข้างเคียงตอ ๆ ไป
จนถึงเนอ้ื เยือ่ ลำเลียงน้ำ ท่มี ีลักษณะเปน็ ทอภายในตน้ พชื
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ | เซลลแ์ ละกระบวนการดำรงชีวติ ของพืช 91
แบบตรวจสอบความเข้าใจท่ี 2
คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1. ปจั จยั ท่เี กย่ี วขอ้ งกับการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงมอี ะไรบา้ ง
แสง น้ำ แกส๊ คาร์บอไดออกไซด์ คลอโรฟลิ ล์
2. สารต้ังต้น ตวั กระตุน้ ผลติ ภัณฑ์ของกระบวนสังเคราะหด์ ้วยแสงมีอะไรบา้ ง
สารต้ังตน้ ได้แก่ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ นำ้ ตัวกระต้นุ ได้แก่ แสง และคลอโรฟิลล์ ผลิตภณั ฑ์ ไดแ้ ก่
นำ้ ตาลกลูโคส น้ำ และแก๊สออกซิเจน
3. การสรางอาหารของพืชเรยี กวา การสังเคราะหดวยแสง (photosynthesis) เกดิ ขน้ึ ที่บริเวณใบของพชื
เปนสวนใหญ่ เพราะเหตุใด
คลอโรพลาสต์ เพราะมีคลอโรฟิลลส์ ะสมอยู่จำนวนมาก
4. การสงั เคราะห์ด้วยแสงของพชื มผี ลตอ่ สง่ิ มีชีวติ ชนิดอ่นื และส่งิ แวดลอ้ มอยา่ งไร
ชว่ ยลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศซึง่ เปน็ สาเหตขุ องการเกดิ ภาวะโลกรอ้ น และชว่ ย
รักษาสมดุลของปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซดแ์ ละแก๊สออกซิเจนในอากาศ ทำให้สง่ิ มีชีวิตชนดิ ต่าง ๆ
สามารถดำรงชวี ิตอยู่ได้
5. ปาไมชวยอำนวยประโยชนใ์ ห้กบั มนษุ ย์อย่างไรบ้าง
การนำไมม้ าเป็นวสั ดุสรา้ งบ้านเรอื น เคร่อื งใช้ ยารกั ษาโรค อาหาร เชือ้ เพลงิ และยงั ช่วยปอ้ งกนั การ
พงั ทลายของดิน เป็นกกั เกบ็ น้ำธรรมชาติ
6. วิธีเร่งด่วนในการบริหารทรพั ยากรป่าไมใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์สูงสดุ
ปลูกป่าทดแทนทนั ทหี ลังการนำมาใชป้ ระโยชน์ เพ่ือรักษาสมดลุ ให้คงที่
7. ถ้านักเรยี นพบเห็นคนบกุ รุกทำลายป่าไม้ในชมุ ชนของนักเรียน นักเรียนควรทำอย่างไร
แจ้งเจา้ หน้าทปี่ กครองในท้องถิน่
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ | เซลล์และกระบวนการดำรงชีวติ ของพืช 92