รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 1
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ ก สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทภารกิจในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษา ทุกประเภท ทุกระดับ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เป็นคนดีมีคุณธรรมนำความรู้ มีคุณภาพ มีศักยภาพในการพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ที่กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ มีบทบาทในการดำเนินการตามนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิตในด้านการศึกษา โดยกำหนดนโยบายให้ หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบนำไปขับเคลื่อนจัดการศึกษาให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การตรวจราชการและติดตามประเมินผล ถือเป็นบทบาทสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะส่งผลให้ การปฏิบัติภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการเป็นไปตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่าในการปฏิบัติ ราชการ เป็นไปตามหลักการบริหารงานแบบบูรณาการและการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีโดยมีผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบและมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในฐานะผู้สอดส่องดูแลแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานศึกษาธิการภาค 12 มีบทบาทภารกิจ ในการสนับสนุนการตรวจราชการของ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (นายไพศาล วุทฒิลานนท์ และ นายสุภชัย จันปุ่ม) รวมถึงการติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานการจัดการศึกษาตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่ เขตตรวจราชการที่ 12 ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม และ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยได้ดำเนินการติดตามนโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 10 นโยบาย 3 จุดเน้น ตามประเด็น ยุทธศาสตร์ชาติโดยเป็นการรายงานผลการดาเนินการ ปัญหาอุปสรรคและวิธีการแก้ไขปัญหา ในระดับพื้นที่ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามประเด็นนโยบายรวมถึงข้อเสนอแนะ ต่อผู้บริหาร ในการดำเนินการ ตามประเด็นนโยบาย ตลอดจนปัจจัยความสำเร็จ เพื่อนำไปสู่การพัฒนา ทางการศึกษาและการนำไปปฏิบัติ ของหน่วยงานและสถานศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 12 ในโอกาสนี้ สำนักงานศึกษาธิการภาค 12 ขอขอบคุณ ผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ครูและ บุคลากรทางการศึกษาของหน่วยงาน สถานศึกษา ตลอดทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 12 ทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนการตรวจราชการและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจราชการ ทำให้รายงาน สรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สำนักงานศึกษาธิการภาค 12 มีความครบถ้วน สมบูรณ์และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติราชการตามภารกิจ เพื่อให้การดาเนินงานตามนโยบายของ กระทรวงศึกษาธิการ ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป สำนักงานศึกษาธิการภาค 12 เมษายน 2567 คำนำ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ข การรายงานผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานศึกษาธิการภาค 12 มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 10 นโยบาย 3 จุดเน้น เพื่อให้ทราบผลการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กลุ่มเป้าหมาย คือ หน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษา ในเขตตรวจราชการที่ 12 เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจราชการและติดตามประเมินผล คือ แบบรายงานผลการ ตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (สำหรับ ศธภ./ศธจ.) ของสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (นายไพศาล วุฒิลานนท์ และนายสุภชัย จันปุ่ม) ซึ่งรับผิดชอบ เขตตรวจราชการที่ 12 ได้ดำเนินการลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของหน่วยรับตรวจ ในพื้นที่ จำนวน 19 แห่ง โดยสรุปผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายการตรวจราชการ และติดตามประเมินผล การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ดังนี้ นโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา นโยบายที่ ๑ พัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ผู้ยื่นขอวิทยฐานะ มีความพึงพอใจต่อการ ขอรับการประเมินในระบบ DPA เนื่องจากเป็นระบบการประเมินที่มีรูปแบบที่เหมาะสม ง่ายต่อผู้ประเมินและ ผู้รับการประเมิน แต่ยังขาดจุดเชื่อมต่อที่จะมองให้เห็นเป็นรูปธรรม ดังนั้น ควรปรับระบบฯ และออกแบบ การประเมินให้มีความเชื่อมโยงกัน โดยคำนึงถึงสภาพบริบทและความแตกต่างของครู/สถานศึกษาเชิงพื้นที่ ควรกำหนดแบบประเมินในแต่ละหัวข้อประเมินให้ง่ายต่อการประเมิน และสอดคล้องกับการเรียนรู้ที่หลากหลาย รวมถึงความแตกต่างของครูแต่ละคน เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างภาระงานแก่ครูผู้บริหาร และผู้รับการประเมิน นโยบายที่ ๒ พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง โอน ย้ายของครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนา ที่ตรงกับความประสงค์ของตนเอง เน้นพิจารณาด้วยความโปร่งใสและไม่มีการทุจริต การดำเนินการโอน/ย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนา ส่งผล ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้เรียน เนื่องจากผู้ได้รับการโอน/ย้าย สามารถปฏิบัติราชการได้ อย่างเต็มเวลาและเต็มความสามารถ นอกจากนี้ ยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของข้าราชการครู สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติราชการ โดย สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการย้าย สับเปลี่ยนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยสามารถดำเนินการผ่านระบบจับคู่ครูคืนถิ่น(Teacher Matching System : TMS) ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ประสงค์ย้ายสับเปลี่ยนกลับภูมิลำเนา ปัญหาที่พบคือ สาขาวิชาเอกไม่ตรงกับความต้องการของสถานศึกษาที่ ประสงค์ขอย้าย รวมถึงข้อจำกัดด้านเงื่อนไขหลักเกณฑ์บางประเด็น ส่งผลให้ครูบางท่านไม่สามารถขอย้ายได้ ในขณะที่มีความจำเป็นด้านภาระทางครอบครัวในภูมิลำเนา ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกังวล ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้น ควรมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์สำหรับกรณีพิเศษ เพื่อสร้างขวัญ และกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติราชการ โดยคำนึงถึงเกณฑ์พิจารณาการย้ายเป็นกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่ง เช่น กรณี บุพการีที่ป่วยทุพพลภาพ เป็นต้น บทสรุปผู้บริหาร
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ค นโยบายที่ 3 แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา . การแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและข้าราชการบำนาญ ส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ เนื่องจากกลุ่มบุคลากรดังกล่าว ได้ก่อหนี้ผูกพันมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งทำให้ การแก้ไขปัญหาหนี้สินเป็นไปได้ไม่เต็มที่ ส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นๆ เท่านั้น เช่น ปรับ โครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยสินเชื่อ ให้คำปรึกษาทางการเงิน ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย และไกล่เกลี่ย ซึ่งผล การดำเนินการได้ผลน้อย เนื่องจากสถาบันการเงินมีข้อจำกัดในการช่วยเหลือ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่าง เต็มที่ เนื่องจากขัดกับระเบียบข้อบังคับรวมถึงนโยบายของสถาบันการเงินนั้นๆ ผู้ปฏิบัติไม่มีอำนาจในการ ตัดสินใจได้ทันที การดำเนินการตามข้อเสนอของสถานีแก้หนี้จึงเป็นไปได้ยาก สถานีแก้หนี้ไม่มีอำนาจในการ ต่อรองเจรจา นอกจากนี้ บุคลากรบางส่วนยังไม่สามารถปรับพฤติกรรมในการใช้จ่าย การบริหารการเงิน บางส่วนเป็นหนี้แหล่งเงินกู้นอกระบบ ส่งผลให้หน่วยงานต้นสังกัดไม่ทราบข้อมูลหนี้สินที่ถูกต้องจึงยากต่อการ ควบคุม จากการสำรวจข้อมูลสภาพทางการเงินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและข้าราชการบำนาญ กลุ่มที่ควรได้รับการแก้ไขในเป็นลำดับแรก มี 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่ถูกฟ้องดำเนินคดีเรื่องหนี้สิน และ 2) กลุ่ม ที่มีเงินเดือนคงเหลือน้อยกว่า 30 % โดยใช้รูปแบบของกองทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบาย ควรเน้นการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ ในการวางแผนทางการเงิน สร้างวินัยและ การบริหารจัดการเงินให้แก่ครูบรรจุใหม่ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันทางการเงิน เน้นการออม ลดรายจ่าย และไม่ก่อหนี้ นโยบายที่ 4 จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม (1 ครู 1 Tablet) สถานการณ์ในพื้นที่ ยังมีบางพื้นที่ที่เครือข่ายการสื่อสารไม่เสถียร และไม่สามารถเชื่อมโยงกับ บางพื้นที่ได้ การขับเคลื่อนนโยบาย อาจเป็นไปในรูปแบบการปรับปรุงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ให้มี ประสิทธิภาพ พร้อมใช้งานในทุกพื้นที่ให้เพียงพอ นอกจากนี้ ควรเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรในการพัฒนา Platform สื่อการเรียนการสอน เพื่อให้การใช้อุปกรณ์ IT เกิดประโยชน์สูงสุด จากข้อมูลที่หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ มีการสะท้อนถึงนโยบายการจัดหาอุปกรณ์การสอน และสวัสดิการ 1 ครู 1 Tablet พบว่า การนำอุปกรณ์ Table มาเป็นเครื่องในการเรียนการสอนตามนโยบายฯ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับบริบทของสภาพแวดล้อมโรงเรียนและชุมชน อาจปรับเปลี่ยนอุปกรณ์จาก Table เป็น อุปกรณ์อื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่และผู้ใช้งาน เช่น แล็ปท็อป หรือ โน๊ตบุ๊ค ซึ่งหากเป็นอุปกรณ์ Table ควรเป็น Tablet ที่มีคุณภาพ มีการรับประกัน มีศูนย์ซ่อมบำรุงทุกจังหวัด ไม่สร้างภาระให้ครูในการดูแลซ่อมแซม และ Tablet ควรมีเนื้อหา/สื่อการเรียนรู้ครบทุกสาระการเรียนรู้ตามระดับชั้น ๒. นโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง นโยบายที่ 5 เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียน เป็น ศูนย์กลาง”มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอภาค ทางการศึกษา มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความ เหลื่อมล้ำทางการศึกษา (1 นักเรียน 1 Tablet) จากข้อมูลที่หน่วยงานทางการศึกษามีการสะท้อนถึงนโยบายการจัดหาระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ 1 นักเรียน 1 Tablet พบว่า การนำอุปกรณ์ Table มาเป็นเครื่องในการเรียนการสอนตามนโยบาย มีทั้งข้อดีและ ข้อเสีย ขึ้นอยู่กับบริบทของผู้เรียน และสภาพแวดล้อม ของโรงเรียนและชุมชน อาจปรับเปลี่ยนอุปกรณ์จาก Table เป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) โดยจัดเป็นห้องเรียนคอมพิวเตอร์ ให้นักเรียนใช้ร่วมกัน จะเกิดประโยชน์มากกว่า นอกจากนี้ ควรมีการควบคุมพฤติกรรมการใช้สื่อ Social ของนักเรียน ซึ่งอาจเป็นไปในลักษณะผิดวัตถุประสงค์ อันจะก่อให้เกิดผลเสียต่อนักเรียนเอง
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ ง สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นโยบายที่ 6 จัดให้มีโรงเรียนคุณภาพ ๑ โรงเรียน ต่อ ๑ อำเภอ การขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ซึ่งเป็นนโยบายที่จะยกระดับ คุณภาพของโรงเรียนให้มีความพร้อมเพื่อเป็นศูนย์กลางของอำเภอ ในการรองรับการมาเรียนรวมของโรงเรียนอื่น ในพื้นที่อำเภอเดียวกัน ยังมีปัญหาเช่นเดียวกับนโยบายโรงเรียนคุณภาพของชุมชน คือ ความสมัครใจของ โรงเรียนเครือข่ายในชุมชนที่ต้องย้ายนักเรียนมาเรียนรวมกับโรงเรียนคุณภาพ รวมถึงความร่วมมือของ ผู้ปกครอง ในการยินยอมส่งบุตรหลานไปเรียนรวมยังโรงเรียนคุณภาพ เหตุผลเนื่องจากโรงเรียนเครือข่าย มีความกังวลว่า เมื่อไปเรียนรวมแล้วโรงเรียนจะถูกยุบ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านผู้ปกครอง ที่ไม่ประสงค์จะให้ นักเรียนไปเรียนนอกพื้นที่ เนื่องจากมีความเป็นห่วงด้านความปลอดภัยและค่าใช้จ่าย แม้จะมีรถรับส่ง ในการ เดินทางมาเรียนก็ตาม แต่การออกนอกพื้นที่ย่อมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเรียนในชุมชน รวมถึงความกังวล เกี่ยวกับ สถานการณ์ยาเสพติดที่มีความรุนแรง การให้บุตรหลานออกนอกพื้นที่ส่งผลให้ยากต่อการควบคุมดูแล ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนคุณภาพ ๑ โรงเรียน ต่อ ๑ อำเภอ ยังต้องมีการขับเคลื่อนด้านความเข้าใจกับ โรงเรียนเครือข่ายและชุมชนควบคู่ไปด้วย นโยบายที่ 7 พัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิตให้เป็นรูปธรรม หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่มีการขับเคลื่อนการพัฒนาหลักสูตรการแนะแนว รวมถึง กระบวนการเรียนรู้ ให้ทันยุคสมัยและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนผู้สอนและชุมชน จัดให้มีระบบแนะแนวตั้งแต่ ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบแนวทางการเรียน และเป้าหมายชีวิตที่ตนเองชอบ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดระยะเวลาการเรียน มีการสร้างภาคีเครือข่ายกับหน่วยงานภายนอก และจัดตั้ง ศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำ โดยเน้นให้นักเรียนเรียนรู้การแก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิต ควบคู่กับการเรียนรู้ด้าน วิชาการ สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ทั้งนี้ ปัญหาอุปสรรค ได้แก่ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากรที่มี ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ด้านพหุปัญญา และ Soft Power ดังนั้น ภาครัฐควรสนับสนุนงบประมาณ พัฒนาครูแนะแนวในสถานศึกษาให้เพียงพอ ให้ครูทุกคนสามารถเป็นครูแนะแนวได้ เพื่อให้หน่วยงานสามารถ ดำเนินงานตามนโยบายฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม นโยบายที่ 8 การจัดทำระบบวัดผลรองรับมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่ม เพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพ หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่มีความตระหนักถึงประโยชน์ในระบบวัดผลรองรับมาตรฐาน วิชาชีพ (Skill Certificate) มีการพัฒนาทักษะวิชาชีพ (Skill Certificate) โดยการพัฒนาทักษะและสมรรถนะ วิชาชีพ (Up-Skill, Re-Skill) พัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องเชื่อมโยงการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอาชีวศึกษาและ อุดมศึกษา : CLC มีการบูรณาการวิชาสามัญและวิชาชีพในชุดวิชาเดียวกัน เชื่อมโยงการจัดการอาชีวศึกษา เพื่อ สะสมหน่วยการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการ ในการจัดการอาชีวศึกษา โดยจัดทำข้อตกลง (MOU) กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพ สามารถเทียบโอนหน่วยกิตหรือประสบการณ์ จากสถานศึกษาแห่งหนึ่งเพื่อให้ได้รับการรับรอง (Accreditation) ในสถานศึกษาอื่นในสมรรถนะเดียวกัน ปัญหาอุปสรรคที่พบคือ สถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา มีข้อจำกัดและเงื่อนไขหลายประการ ที่ทำให้ผู้เรียนในระดับ การศึกษาภาคบังคับ (มัธยมศึกษาตอนต้น) ไม่สามารถเข้าถึงระบบระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ของ สถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา ดังนั้น สถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา ควรมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข ระบบ ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ของผู้เรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับ (มัธยมศึกษาตอนต้น) เพื่อให้เข้าถึง ระบบการเทียบโอนความรู้ได้ง่ายขึ้นและเป็นแรงจูงใจต่อการศึกษาต่อในอาชีพของผู้เรียนต่อไป
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ จ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นโยบายที่ 9 การจัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียน ที่มีความสามารถเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่าย มีการจัดทำระบบการเทียบเคียงหรือเทียบโอนผลการเรียน ทักษะ ความรู้ ประสบการณ์ หรือ สมรรถนะ จากระบบเดียวกันแต่ต่างสถานศึกษา เพื่อใช้ประโยชน์ในการเข้าศึกษา หรือการรับรองระดับการศึกษา ต่างสถานศึกษาหรือต่างระบบได้ สามารถสะสมเพื่อประโยชน์ในการรับการรับรองคุณวุฒิ การประกอบอาชีพหรือ วิชาชีพ ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ สามารถเรียนในระดับที่สูงขึ้นโดยไม่ยึดติดกับระยะเวลาในการศึกษา พร้อมทั้งมีการตั้งศูนย์เทียบโอนผลการเรียนในระดับจังหวัด พัฒนาระบบการเทียบระดับการศึกษาและ คลังหน่วยกิตศึกษา (Credit Bank) ระบบการวัดผล เทียบระดับการศึกษาและประเมินผลการศึกษา นโยบายที่ 10 ผู้เรียนเรียนรู้และมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) ผู้สอนและผู้เรียนให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายฯ โดยบูรณาการให้เหมาะสมกับ บริบทของชุมชนในแต่ละพื้นที่ มีการสำรวจความต้องการพัฒนาอาชีพของกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ และดำเนินการ สนับสนุนด้านอาชีพตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับชุมชน ระดับ ภูมิภาคและระดับประเทศ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และหน่วยงานจัดหางานในระดับจังหวัดเพื่อการเชื่อมต่อและ พัฒนางานให้ต่อเนื่องยั่งยืน เพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียน ดำเนินโครงการแนะแนวอาชีพ เพื่อการศึกษาและ การมีงานทำ ทั้งนี้ ควรให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาฝึกทักษะกระบวนการคิดในการทำงานและ เสริมสร้างประสบการณ์ด้านอาชีพให้แก่นักเรียน ตลอดจนหาตลาดแรงงานให้นักเรียนเมื่อจบการศึกษา จุดเน้น 3 ประเด็น ดังนี้ จุดเน้นที่ 1 ความปลอดภัยในสถานศึกษา หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การจัดการ ความปลอดภัยในสถานศึกษา ระหว่างสถานศึกษากับภาคีเครือข่าย ประสานกับสถานีตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชุมและกำหนดแนวทางการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาร่วมกัน จัดทำคู่มือกระบวนการปกป้องคุ้มครองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน จัดทำมาตรการความปลอดภัยใน สถานศึกษาอย่างครอบคลุมทุกด้านทั้งร่างกายและจิดใจ กำหนดให้สถานศึกษาทุกสังกัด จัดทำแผนเผชิญเหตุ ในสถานศึกษาทุกกรณี ให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา โดยเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วม จุดเน้นที่ 2 การส่งเสริมการเรียนประวัติศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้วิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนภาคภูมิใจ รักความเป็นไทย หวงแหนในสิ่งที่บรรพชนให้ไว้เป็นมรดก ทางปัญญา รักษา สืบสานและต่อยอด และนำมาปรับประยุกต์ใช้ในยุคปัจจุบัน โดยมีการพัฒนาหลักสูตรประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ดังนี้ - สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมหาสารคาม หลักสูตร “ตักสิลานคร สารคน คนสารคาม” - สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ หลักสูตร “ศาสตร์กาฬสินธุ์ ถิ่นวิจิตร เมืองวัฒนธรรม” -สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด หลักสูตร “เรียนรู้ตัวตน ค้นหาอัตลักษณ์ สร้างสรรค์นวัตวิถี สู่พลเมืองดีมีรายได้” - สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น หลักสูตร “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น” จุดเน้นที่ 3 การส่งเสริมกิจการลูกเสือ ดำเนินการ ดังนี้ ส่งเสริมการเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรลูกเสือกิจกรรมต่างๆ อาทิ การประกวดระเบียบวินัย ลูกเสือเพื่อรับรางวัลในระดับจังหวัดและระดับประเทศ โครงการฝึกอบรมนายหมู่ลูกเสือ โครงการส่งเสริมระเบียบ วินัยลูกเสือเนตรนารี โครงการโรงเรียนดีวิถีลูกเสือ โครงการลูกเสือต้านภัยยาเสพติด จัดกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนนำ ร่องทดลองใช้การปรับหลักสูตร ลูกเสือ 4 ประเภทให้ทันสมัย รวมไปถึงการปรับปรุงเครื่องแบบลูกเสือ และ หลักสูตรการเรียนการสอนวิชาลูกเสือและคัดเลือกผู้มีผลงานดีเด่นต่อกิจการลูกเสือของกระทรวงศึกษาธิการ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ฉ หน้า คำนำ........................................................................................................ ..........................................ก บทสรุปผู้บริหาร................................................................................................... .............................ข สารบัญ............................................................................................................................. .................ฉ สารบัญตาราง.................................................................................................................... ................ซ สารบัญแผนภูมิ................................................................................................................... ..............ฌ บทที่ 1 บทนำ....................................................................................................................................1 1. หลักการและเหตุผล..…………………………………………………………………………..…………...1 2. วัตถุประสงค์ของการตรวจราชการ.......................................…………..……………………….2 3. ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจราชการ..............……………………………..…….2 4. นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ........................................................................3 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568 5. ขอบเขตการตรวจ ติดตาม……….……………………………………………………………..…………5 6. เป้าหมาย....................…………………………………………………………………………..………….7 7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ …………………………………………………………………..…………..8 8. นิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้องหลัก…………………………………………………………………..…………….8 บทที่ 2 กฎหมาย ระเบียบ ยุทธศาสตร์นโยบายที่เกี่ยวข้อง….............................................................9 1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19 / 2560……………………………….…….9 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ 2. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546..................10 3. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546...........10 4. ยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580)…………………………..……….…….11 5. แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ……………………………………………………..………11 6. แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา (ฉบับปรับปรุง)…………………………………….…….12 7. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 ……………………….12 8. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการตรวจราชการ การติดตาม..............................12 ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา พ.ศ. 2560 9. ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงาน.........................16 ภายในสำนักงานศึกษาธิการภาคและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 10 ข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานด้านการศึกษาของเขตตรวจราชการที่ 12…………………………18 สารบัญ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ช หน้า บทที่ 3 ผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา…………….…………………..………….24 1. การดำเนินการลงพื้นที่ตรวจติดตามประเมินผล รอบที่ 1…………….……………….………..24 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 2. ผลการดำเนินงานตามนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ…………..……27 นโยบายการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา………………………………………..……..27 นโยบายที่ 1 พัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา.................27 มุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ นโยบายที่ 2 พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง โอน ย้ายของครู......................................29 และบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนา ที่ตรงกับความประสงค์ของตนเอง เน้นพิจารณาด้วยความโปร่งใส และไม่มีการทุจริตคอรัปชัน นโยบายที่ 3 แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา.......................................31 ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม นโยบายที่ 4 จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม..................35 นโยบายการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง…………………………………………………………..37 นโยบายที่ 5 เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ..............37 “ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา นโยบายที่ 6 จัดให้มีโรงเรียนคุณภาพ 1 โรงเรียน ต่อ 1 อำเภอ......................................41 นโยบายที่ 7 พัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต...........44 ให้เป็นรูปธรรม นโยบายที่ 8 การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate).............48 ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่มเพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพ นโยบายที่ 9 การจัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษา.......50 เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่าย นโยบายที่ 10 ผู้เรียนเรียนรู้และมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn)....53 จุดเน้นที่ 1 ความปลอดภัยในสถานศึกษา……………………………………………………………..60 จุดเน้นที่ 2 การส่งเสริมการเรียนประวัติศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้……………………………62 วิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จุดเน้นที่ 3 การส่งเสริมกิจการลูกเสือ...........................................................................63 ข้อเสนอแนะของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ.......................................................64 ภาคผนวก………………………………………………………………………………………..………………………………………66 คณะผู้จัดทำ……………………………………………………………………………………..………………………………………91 สารบัญ (ต่อ)
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซ ตาราง หน้า 1 จำนวนสถานศึกษา จำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษา............................................................18 และจำนวนนักเรียน ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 12 ปีการศึกษา 2566 จำแนกตามสังกัด 2 สถานศึกษาในโครงการการพัฒนา................................................................................................19 ศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent center) ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 12 3 ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา.......................................................19 (Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM) ในเขตตรวจราชการที่ 12 4 สถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการอาชีวะอยู่ประจำ.............................................................................20 เรียนฟรี มีอาชีพ ในเขตตรวจราชการที่ 12 5 ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ O-NET เขตตรวจราชการที่ 12.......................................20 ปีการศึกษา 2565 จำแนกตามรายวิชาและระดับชั้น 6 การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา V-NET………………………………………………….21 เขตตรวจราชการที่ 12 ปีการศึกษา 2566 จำแนกตามจังหวัด 7 ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติการศึกษานอกระบบโรงเรียน N-NET…………………………..22 เขตตรวจราชการที่ 12 ปีการศึกษา 2566 จำแนกตามสาระวิชาและระดับชั้น 8 ระดับคุณภาพคะแนนการประเมินความสามารถในการอ่าน (RT)…………………………………………….22 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 9 ระดับคุณภาพคะแนนการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT)…………………………………..……………………….23 วิชาคณิตศาสตร์และวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2565 สารบัญตาราง
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ฌ แผนภูมิที่ หน้า 1 แสดงผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ O-NET………………………………………………..21 ปีการศึกษา 2565 จำแนกตามระดับชั้นและรายวิชา 2 ผลการทดสอบวิชาสมรรถนะที่จำเป็นในการเข้าสู่อาชีพ ระดับ ปวช. (1-8)………………….22 ของนักเรียน ในระดับชั้น ปวช. 3 ปีการศึกษา 2566 3 แสดงระดับคุณภาพคะแนนความสามารถในการอ่าน (RT)…………………………..……………..23 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1 ปีการศึกษา 2565 4 แสดงระดับคุณภาพคะแนนการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT)………………………………………23 วิชาคณิตศาสตร์และวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2565 สารบัญแผนภูมิ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑ บทที่ 1 บทนำ 1. หลักการและเหตุผล การตรวจราชการเป็นกลไกและเครื่องมือสำคัญของรัฐในการตรวจสอบความสำเร็จในการดำเนินงาน ตามนโยบายของรัฐเป็นการสนับสนุนให้การบริหารราชการแผ่นดินและการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 (มาตรา 31) กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและกำกับดูแลการศึกษา ทุกระดับทุกประเภท กำหนดนโยบายรวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา กอปรกับ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 (มาตรา 20) กำหนดให้ กระทรวงศึกษาธิการมีผู้ตรวจราชการของกระทรวง เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห์วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบายเพื่อนิเทศให้คำปรึกษาและแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนา โดย กระบวนการในการตรวจราชการให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ ตรวจราชการ พ.ศ. 2548 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการตรวจ ติดตาม ประเมินผล และประเมินผลการ จัดการศึกษา พ.ศ. 2560 และนโยบายกระทรวงศึกษาธิการประจำปีการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการตรวจ ติดตาม ประเมินผล และประเมินผลการศึกษา พ.ศ. 2560 กำหนดให้มีสานักงานศึกษาธิการภาค สนับสนุนการตรวจราชการของ กระทรวงและมีอำนาจหน้าที่ (1) ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตรวจราชการจัดทำ แผนปฏิบัติการตรวจราชการ และแผนการติดตามประเมินผล และนิเทศการศึกษาของกระทรวงให้สอดคล้อง กับแผนการตรวจราชการประจำปีของผู้ตรวจราชการ (2) ดำเนินการเกี่ยวกับงานตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ งานติดตามประเมินผลและนิเทศการศึกษาของกระทรวง (3) วิจัยและพัฒนาระบบประสานเครือข่ายการ ตรวจราชการ การติดตามประเมินผล และนิเทศการศึกษาของกระทรวง (4) ปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการ ติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการ ศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการและผู้ตรวจราชการกระทรวง มอบหมาย และ (5) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน สรุปรายงานผลการตรวจราชการเป็นรายงวด ปีละ 2 รอบ ในภาพรวมของเขตตรวจราชการ และรายงานให้ กระทรวงศึกษาธิการได้รับทราบ เพื่อนำข้อมูลจากการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ไปปรับปรุงพัฒนานโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เกิดประโยชน์ต่อการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติให้ยั่งยืนและมั่นคง ดังนั้น เพื่อให้การตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นมาตรการที่สำคัญในการตรวจติดตามนโยบายของกระทรวง ศึกษาธิการที่จะทำให้การปฏิบัติราชการหรือ การดาเนินการตามภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานสนับสนุนการตรวจราชการบรรลุเป้าหมาย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ มีความโปร่งใสเป็นธรรม สมประโยชน์ต่อ ทางราชการ เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและเป็นการดาเนินการในฐานะผู้สอดส่อง ดูแล แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหารระดับสูงของ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการจึงมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติภารกิจ ตรวจราชการตามนโยบายการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 อาศัยอำนาจตาม ข้อ 5 ให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาค จำนวนสิบแปดภาค เพื่อปฏิบัติภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการศึกษาในระดับภาคและจังหวัดโดยการอานวยการ ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนา การศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่น หรือภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้น ๆและกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ข้อ (4) สนับสนุนการตรวจราชการ และติดตามประเมินผล การดำเนินงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบซึ่งเขตตรวจราชการที่ 12 ประกอบด้วย จังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และจังหวัดกาฬสินธุ์ 2. วัตถุประสงค์ของการตรวจราชการ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การตรวจ ติดตาม ประเมินผลการจัดการศึกษา พ.ศ. 2560 หมวด 1 ข้อ 7 ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการตรวจราชการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบเขตของการ ตรวจราชการตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 ไว้ดังนี้ 1. เพื่อชี้แจงนโยบาย ประสานงานและเร่งรัดให้ผู้รับการตรวจนาแผนการศึกษาแห่งชาติแผนการบริหาร ราชการแผ่นดิน นโยบายของรัฐ และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการไปจัดทำแผนปฏิบัติราชการให้ครบถ้วน 2. เพื่อติดตาม ประเมินผล และเสนอแนะการบริหารงบประมาณการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการศึกษา แนวการจัดการศึกษา และคุณภาพมาตรฐานการศึกษา 3. เพื่อศึกษา วิเคราะห์วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศให้คำาปรึกษา เพื่อการปรับปรุง พัฒนาแก่ส่วนราชการและหน่วยงานการศึกษา 4. เพื่อเร่งรัดติดตามความก้าวหน้า ความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค และเสนอแนะในการ ปฏิบัติงานตาม แผนปฏิบัติการ 5. เพื่อตรวจเยี่ยม รับฟังหรือสดับตรับฟังทุกข์สุข ความคิดเห็น นิเทศ ช่วยเหลือ แนะนำชี้แจงให้เจ้าหน้าที่มี สมรรถนะและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน 3. ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจราชการ ข้อมูลระเบียบ กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจราชการ การตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบันได้ใช้แนวปฏิบัติตามระเบียบ ดังนี้ (1) ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 ว่าด้วยการตรวจราชการ เป็น มาตรการสำคัญประการหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่จะทาให้การปฏิบัติราชการ หรือการจัดทำภารกิจ ของหน่วยงานของรัฐเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ อันเกิดจากการดาเนินการ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน ซึ่งระเบียบข้อ 8 ได้กำหนดให้การตรวจราชการตามระเบียบนี้ให้ ดำเนินการตามแผนการตรวจราชการประจาปีหรือตามที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา นายกรัฐมนตรีหรือ คณะรัฐมนตรีโดยผู้ตรวจราชการกระทรวงรับผิดชอบและมีอำนาจและหน้าที่ในการตรวจราชการเกี่ยวกับการ ปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหน่วยในฐานะผู้สอดส่องดูแลแทนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง และปลัดกระทรวง ตามระเบียบข้อ 9 (2) พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 (มาตรา 20) ได้กำหนด “ให้กระทรวงศึกษาธิการมีผู้ตรวจราชการของกระทรวง เพื่อทาหน้าที่ในการตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตาม และประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศให้คาปรึกษาและแนะนาเพื่อการปรับปรุงพัฒนา” ประกอบกับการตรวจราชการเป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะทาให้การ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓ ปฏิบัติราชการหรือการจัดทาภารกิจของหน่วยงานของรัฐบรรลุเป้าหมาย สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการ แผ่นดินและนโยบายของรัฐบาล สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรค และก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน ด้วย ความโปร่งใส เป็นธรรม ประหยัด และมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงรับผิดชอบและมีอำนาจ หน้าที่ในการตรวจราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเฉพาะใน ขอบเขตอำนาจหน้าที่กระทรวง ในฐานะผู้สอดส่องดูแลแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และปลัดกระทรวง ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 9 ของระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 1548 (3) ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการ จัดการศึกษา พ.ศ. 2560 ซึ่งได้กำหนดกรอบและแนวทางการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และ ประเมินผลระดับกระทรวงไว้ 4. นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568 (รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ) ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2568 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568 โดยมุ่งหวังให้ ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งในด้านโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาค คุณภาพและ สมรรถนะที่สำคัญจำเป็น ตามบริบทของประเทศและสังคมโลก โดยเน้นให้ผู้เรียน “เรียนดี มีความสุข” ใช้ หลักการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากทุกภาคส่วน โดยใช้แนวคิด “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” เพื่อเป็น แนวทางให้ทุกหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการนำไปใช้ในการขับเคลื่อนนโยบาย และ ใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดการศึกษา และตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ สป 47/2567 ลงวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567 มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาครักษาราชการ แทนผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และศึกษาธิการภาครักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบเขตตรวจราชการ ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้เห็นชอบ ให้นำนโยบาย การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2568 ตามประกาศดังกล่าว มาใช้ เป็นนโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการรอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 10 นโยบายดังต่อไปนี้ 1. นโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา 1.1 พัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน เป็นสำคัญ 1.2 พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง โอน ย้ายของครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนา ที่ตรงกับความประสงค์ของตนเอง เน้นพิจารณาด้วยความโปร่งใส และไม่มีการทุจริต คอรัปชัน 1.3 แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม 1.4 จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม 2. ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง 2.1 เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอภาคทาง การศึกษา
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๔ 2.2 จัดให้มีโรงเรียนคุณภาพ 1 โรงเรียน ต่อ 1 อำเภอ 2.3 พัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิตให้เป็นรูปธรรม 2.4 การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) ผู้เรียนสามารถเรียน เพิ่มเพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพ 2.5 การจัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนที่มี ความสามารถเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่าย 2.6ผู้เรียนเรียนรู้และมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn)
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 5 5. ขอบเขตการตรวจ ติดตาม 5.๑) ขอบเขตด้านพื้นที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดพื้นที่เขตตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี ให้สอดคล้องกับการปรับปรุงการจัดกลุ่มจังหวัดและการกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ ปฏิบัติการกลุ่มจังหวัด ๑๘ กลุ่มจังหวัด 6 ภาค ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยให้ทุกระทรวง ทบวง กรม ปรับปรุง เขตตรวจราชการให้สอดคล้องกับการกำหนดเขตตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรีจึง มีคำสั่งสำนัก นายกรัฐมนตรี ที่ 221/๒๕6๑ ลงวันที่ 1๐ กันยายน พ.ศ.๒๕6๑ เรื่อง กำหนดพื้นที่การตรวจราชการของ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเขตตรวจราชการที่ 12 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนกลาง ประกอบด้วย จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด 5.2) ขอบเขตของหน่วยรับตรวจ ได้แก่ หน่วยงานทางการศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่ง เป็นองค์กรหลักของการตรวจราชการ เขตตรวจราชการที่ 12 รวมจำนวน 38 แห่ง ดังนี้ (5.2.1) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 4 แห่ง ได้แก่ 1. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด 2. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น 3. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมหาสารคาม 4. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ (5.2.2) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 14 เขต ได้แก่ 1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 2. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 4. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 5. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 6. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 7. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 8. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 9. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 10. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 11. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 12. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 13. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 14. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 (5.2.3) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 4 เขต ได้แก่ 1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 2. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น 3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม 4. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 6 (5.2.4) สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1. สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด 2. สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น 3. สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดมหาสารคาม 4. สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์ (5.2.5) สำนักงาน สกร.จังหวัด และหน่วยงานสังกัด สกร. จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1. สำนักงาน สกร.จังหวัดร้อยเอ็ด 2. สำนักงาน สกร.จังหวัดขอนแก่น 3. สำนักงาน สกร.จังหวัดมหาสารคาม 4. สำนักงาน สกร.จังหวัดกาฬสินธุ์ (5.2.6) สำนักงานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1. สำนักงานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดร้อยเอ็ด 2. สำนักงานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น 3. สำนักงานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดมหาสารคาม 4. สำนักงานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดกาฬสินธุ์ (5.2.7) ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1. ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด 2. ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 จังหวัดขอนแก่น 3. ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดมหาสารคาม 4. ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ (5.3) ขอบเขตด้านเนื้อหา การเก็บรวบรวมข้อมูลการดำเนินงานจากหน่วยงานทางการศึกษา ในเขตตรวจราชการที่ 12 โดยใช้นโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ดังนี้ (1) นโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา 4 ด้าน ดังนี้ ด้านที่ 1 พัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งผลสัมฤทธิ์ ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ด้านที่ 2 พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง โอน ย้ายของครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนา ที่ตรงกับความประสงค์ของตนเอง เน้นพิจารณาด้วยความโปร่งใสและไม่มี การทุจริตคอร์รัปชัน ด้านที่ 3 แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ด้านที่ 4 การจัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 7 (2) นโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง 6 ด้าน ดังนี้ ด้านที่ 1 เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรีมีงานทำ “ยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอ ภาคทางการศึกษา ด้านที่ 2 จัดให้มีโรงเรียนคุณภาพ 1 โรงเรียนต่อ 1 อำเภอ ด้านที่ 3. พัฒนาระบบแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิตให้เป็นรูปธรรม ด้านที่ 4 การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) ผู้เรียน สามารถเรียนเพิ่ม เพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพ ด้านที่ 5 การจัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษาและประเมินผลการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาในระบบประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ด้านที่ 6 ผู้เรียนเรียนรู้และมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) 6. เป้าหมาย เชิงปริมาณ หน่วยสนับสนุนการตรวจราชการและหน่วยรับการตรวจราชการ ได้แก่ หน่วยงานในกำกับ ดูแล ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตั้งอยู่ในเขตตรวจราชการที่ 12 ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และ กาฬสินธุ์จำนวน 38 แห่ง (ไม่รวมกลุ่มเป้าหมายลำดับที่ 8) ประกอบด้วย 1. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 4 จังหวัด 2. สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด จำนวน 4 แห่ง 3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 14 แห่ง 4. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 4 แห่ง 5. สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด จำนวน 4 แห่ง 6. สำนักงานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด จำนวน 4 แห่ง 7. ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด จำนวน 4 แห่ง 8. สถานศึกษากลุ่มเป้าหมายทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตตรวจราชการที่ 12 เชิงคุณภาพ 1. นโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สามารถนำไปสู่การปฏิบัติยังหน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษา ในเขตตรวจราชการที่ 12 ได้อย่างถูกต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของนโยบายและดำเนินงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 2. หน่วยงานสนับสนุนการตรวจราชการและหน่วยรับตรวจสามารถดำเนินการสนับสนุนการ ตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. ข้อมูลและสารสนเทศเกี่ยวกับความก้าวหน้าและผลสำเร็จของการดำเนินงาน ตามนโยบาย ปัญหาอุปสรรค ในการดำเนินงาน รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ นำไปสู่การปรับปรุง แก้ไขการดำเนินงาน ตามนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 8 7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษา ในเขตตรวจราชการที่ 12 สามารถนานโยบายไปสู่การ ปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของนโยบาย 2. ผลการดาเนินงาน ปัญหา/อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ตามนโยบายการตรวจราชการ และ ติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 1566 กรณีปกติ รอบที่ 1 ในเขตตรวจราชการที่ 12 สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการ ดำเนินงานตามนโยบายแห่งรัฐและกระทรวงศึกษาธิการ 3. หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 12 ได้รับการพัฒนา ขีดสมรรถนะ องค์กร 8. นิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง การตรวจราชการ หมายถึง ตรวจ ติดตามผล เร่งรัด แนะนำ สืบสวน สอบสวน สอบข้อเท็จจริง สดับตรับฟังเหตุการณ์ เสนอแนะ ติดต่อประสานงาน ตรวจเยี่ยม หรือดําเนินการ อื่นใดเพื่อให้การปฏิบัติงาน ของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐสัมฤทธิ์ผลตามนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวง เขตตรวจราชการ หมายถึง พื้นที่กลุ่มจังหวัดตามคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 221/๒๕6๑ ลงวันที่ 1๐ กันยายน พ.ศ.๒๕6๑ และกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เป็นพื้นที่เขตตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำเขตตรวจราชการที่ 12 หมายถึง ผู้ที่ได้รับมอบหมาย จากกระทรวงศึกษาธิการให้ทาหน้าที่ตรวจราชการระดับกระทรวงในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดกาฬสินธุ์ องค์กรหลักของการตรวจและติดตาม หมายถึง หน่วยงานทางการศึกษาสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัดของเขตตรวจราชการที่ 12 ได้แก่ สานักงานศึกษาธิการจังหวัด สานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัด สานักงานส่งเสริมการเรียนรู้(สรก.จังหวัด) สานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) และศูนย์การศึกษา พิเศษประจำจังหวัด สังกัดสานักบริหารการศึกษาพิเศษ หน่วยรับตรวจ หมายถึง หน่วยงานทางการศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานทางการศึกษา หมายถึง หน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ สำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สํานักงานอาชีวศึกษาจังหวัด สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด และศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด เขตตรวจราชการที่ 12 หมายถึง พื้นที่การปฏิบัติงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่การ ตรวจราชการแบบบูรณาการตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดขอนแก่น จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดกาฬสินธุ์
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๙ บทที่ 2 กฎหมาย ระเบียบ ยุทธศาสตร์นโยบายที่เกี่ยวข้อง สำนักงานศึกษาธิการภาค 12 เป็นหน่วยงานภายในมีฐานะเทียบเท่าสำนักในสำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง จัดตั้งสานักงานศึกษาธิการภาค 1-18 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559 โดยให้สำนักงานศึกษาธิการภาค 12 ตั้งสำนักงานอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น รับผิดชอบจังหวัดในเขตตรวจราชการที่ 12 จำนวน 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น จังหวัดกาฬสินธุ์จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม การนำเสนอ สาระสำคัญของ กฎหมาย ระเบียบและนโยบายที่เกี่ยวข้องนี้เพื่อเป็นข้อมูลสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการ ตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รวบรวมกฎหมาย ระเบียบ และข้อมูล สารสนเทศที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการตรวจราชการนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้อมูล นโยบายการตรวจราชการกรณีปกติประจาปีงบประมาณ 2566 และข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานทางการศึกษา มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ❖ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 12 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จัดทำขึ้นภายใต้การศึกษา วิเคราะห์ กฎหมาย ระเบียบ นโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนที่เกี่ยวข้องการตรวจราชการฯ และพิจารณาความเชื่อมโยงภารกิจ ขององค์กร ตามระเบียบกฎหมายกำหนด ดังนี้ 1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ กระทรวงศึกษาธิการ ข้อ 5 ให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาค จำนวนสิบแปดภาค สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ ตามบัญชีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด เพื่อปฏิบัติภารกิจของ กระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการศึกษาในระดับภาคและจังหวัด โดยการ อำนวยการ ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการกับหน่วยงานในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานอื่นหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้น ๆ และให้มีอำนาจหน้าที่ (๓) กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลการดําเนินงานของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ในพื้นที่รับผิดชอบ (4) สนับสนุนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย และยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบ (5) ประสานการบริหารงานระหว่างราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เกิดการพัฒนา อย่างบูรณาการในระดับพื้นที่ของหลายจังหวัด โดยยึดการมีส่วนร่วมและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก ข้อ 8 ให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ (6) กำกับ เร่งรัด ติดตาม และประเมินผล การปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๐ ข้อ 11 ให้มีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปฏิบัติภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับการบริหารและการจัดการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด ปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ นโยบายและยุทธศาสตร์ของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มอบหมาย และให้มี อำนาจหน้าที่ในเขตจังหวัด (3) สั่งการ กำกับ ดูแล เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของ ส่วนราชการหรือหน่วยงาน และสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นไปตามนโยบาย ของกระทรวงศึกษาธิการ (7) ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านวิชาการ การนิเทศ และแนะแนว การศึกษาทุกระดับและทุกประเภท รวมทั้งติดตามและประเมินผลระบบบริหารและการจัดการศึกษา 2. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 20 ได้บัญญัติให้กระทรวงศึกษาธิการมีผู้ตรวจราชการของกระทรวง เพื่อทำหน้าที่ ในการตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตาม และประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศ ให้คำปรึกษา และแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนา ในระดับสำนักงานคณะกรรมการหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้ทำหน้าที่ติดตาม และ ประเมินผลนโยบายตามภารกิจ ตลอดจนนิเทศ ให้คำปรึกษาและแนะนำเพื่อปรับปรุงพัฒนา ในระดับเขตพื้นที่การศึกษาให้เป็นการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย นิเทศ ติดตามและประเมินผล การบริหารและการดำเนินการ โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดเขตพื้นที่ การศึกษา เพื่อการเตรียมการรับการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลจากหน่วยงานภายนอก การดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสาม ให้มีคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ หรือสำหรับแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งนี้ จำนวน หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาของคณะกรรมการดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง การดำเนินการในเรื่องการตรวจราชการและการดำเนินการของคณะกรรมการต่างๆ ที่กำหนดในมาตรานี้ ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับของกระทรวงหรือส่วนราชการ หรือมติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ จะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสาระการ บริหารและการจัดการของสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล ในสายบังคับบัญชา ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่สามารถดำเนินกิจการได้โดยอิสระพัฒนาระบบบริหาร และ การจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สภาสถานศึกษา 3. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา ๖ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้ (1) เกิดประโยชน์สุขของประชาชน (2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ (3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ (4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๑ (5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ (6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ (7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ มาตรา 9 การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐให้ส่วนราชการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (1) ก่อนจะดำเนินการตามภารกิจใด ส่วนราชการต้องจัดทำแผนปฏิบัติราชการไว้ล่วงหน้า (2) การกำหนดแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการตาม (1) ต้องมีรายละเอียดของ ขั้นตอน ระยะเวลาและงบประมาณที่จะต้องใช้ในการดำเนินการของแต่ละขั้นตอน เป้าหมายของภารกิจ ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ และตัวชี้วัดความสำเร็จของภารกิจ (3) ส่วนราชการต้องจัดให้มีการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ส่วนราชการกำหนดขึ้น ซึ้งต้องสอดคล้องกับมาตรฐานที่ ก.พ.ร. กำหนด (4) ในกรณีที่การปฏิบัติภารกิจหรือการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการเกิดผลกระทบต่อ ประชาชนให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่จะต้องดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบนั้น หรือเปลี่ยน แผนปฏิบัติราชการให้เหมาะสม 4. ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ประกาศ ณ วันที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 65 บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผน ต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมาย และกำหนดวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง” โดยมีเป้าหมายการพัฒนาประเทศ คือ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนา ประเทศ 6 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้าง ความสามารถในการแข่งขัน 3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 4) ยุทธศาสตร์ การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อม 6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 5. แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) แผนการปฏิรูปประเทศ ฉบับปรับปรุง ประกาศ ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ประกอบด้วยแผนการปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน (ได้แก่ ด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้าน กฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชนเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตและประพฤติมิชอบ ด้านการศึกษา และด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์) เป็นแผนระดับ 2 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560 และเพื่อสร้างการปฏิรูปที่ชัดเจน เฉพาะ จึงบรรจุกิจกรรมที่มีความสำคัญเร่งด่วน ที่ดำเนินการร่วมกันหลายหน่วยงาน สามารถดำเนินการ และวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ในช่วง ปี 2564 - 2565 เป็นกิจกรรมปฏิรูปประเทศที่จะส่งผลให้เกิดการ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๒ เปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ (Big Rock) ซึ่งทุกหน่วยงานต้องดำเนินการตามกิจกรรม Big Rock นำไปสู่การปฏิบัติตามหลักความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (Causal Relationship: XYZ) เพื่อให้บรรลุ ผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติของแต่ละช่วงเวลา 5 ปีโดยแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับ ปรับปรุง) จะดำเนินการคู่ขนานไปกับเล่มแผนการปฏิรูปประเทศฉบับเดิมที่ประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2561 ที่เป็นกิจกรรมในลักษณะภารกิจปกติของหน่วยงาน 6. แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา (ฉบับปรับปรุง) แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษามีแผนงานเพื่อการปฏิรูป 7 เรื่อง ดังนี้ 1) การปฏิรูป ระบบการศึกษาและการเรียนรู้โดยรวมของประเทศ โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ และ กฎหมายลำดับรอง 2) การปฏิรูปการพัฒนาเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน 3) การปฏิรูปเพื่อลดความ เหลื่อมล้ำทางการศึกษา 4) การปฏิรูปกลไกและระบบการผลิต คัดกรอง และพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครู และอาจารย์ 5) การปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 6) การปรับโครงสร้างของหน่วยงานในระบบการศึกษา เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปรับปรุง การจัดการเรียน การสอน และยกระดับคุณภาพของการจัดการศึกษา และ 7) การปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้โดยการ พลิกโฉมด้วยระบบดิจิทัล (Digitalization for Educational and Learning Reform) 7. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 การตรวจราชการ เป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่จะทำให้การ ปฏิบัติราชการ หรือการจัดทำภารกิจของหน่วยงานของรัฐเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆอันเกิดจากการดำเนินการ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน ซึ่งระเบียบข้อ 8 ได้กำหนดให้การตรวจ ราชการตามระเบียบนี้ ให้ดำเนินการตามแผนการตรวจราชการประจำปี หรือตามที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีโดยผู้ตรวจราชการกระทรวงรับผิดชอบและมีอำนาจและหน้าที่ในการ ตรวจราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหน่วยในฐานะผู้สอดส่อง ดูแลแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง และปลัดกระทรวง ตามระเบียบข้อ 9 8. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การจัดการศึกษา พ.ศ. 2560 ได้กำหนดกรอบและแนวทางการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลระดับ กระทรวง ไว้ดังนี้ หมวด 1 ข้อ 7 การตรวจราชการ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (๑) เพื่อชี้แจงนโยบาย ประสานงานและเร่งรัดให้ผู้รับการตรวจ นำแผนการศึกษาแห่งชาติ แผนการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายของรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ไปจัดทำ แผนปฏิบัติราชการให้ครบถ้วน (2) เพื่อติดตาม ประเมินผล และเสนอแนะการบริหารงบประมาณการจัดการศึกษา ให้สอดคล้องกับหลักการศึกษา แนวทางการจัดการศึกษา และคุณภาพมาตรฐานการศึกษา (3) เพื่อศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศ ให้คำปรึกษา เพื่อการปรับปรุงพัฒนาแก่ส่วนราชการและหน่วยงานการศึกษา (4) เพื่อเร่งรัดติดตามความก้าวหน้า ความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค และเสนอแนะในการ ปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๓ (5) เพื่อตรวจเยี่ยม รับฟังหรือสดับตรับฟังทุกข์สุข ความคิดเห็น นิเทศ ช่วยเหลือ แนะนำ ชี้แจง ให้เจ้าหน้าที่มีสมรรถนะและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ข้อ 8 การตรวจราชการ การติดตาม ประเมินผลและนิเทศการศึกษาระดับกระทรวง เป็นการตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศ ให้คำปรึกษา และแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในขอบเขต อำนาจหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการในฐานะผู้สอดส่องดูแลแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและปลัดกระทรวงศึกษาธิการ การตรวจราชการจะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสาระการบริหารและการจัดการศึกษาของ สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคลที่สามารถดำเนินกิจการได้โดยอิสระ พัฒนา ระบบบริหารและการจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัวมีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การ กำกับดูแลของสภาสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้น ข้อ 9 ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งผู้ตรวจราชการคนหนึ่ง เป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ตรวจราชการ เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ตรวจราชการเป็นไปตามระเบียบ นี้ และจะให้มีรองหัวหน้าผู้ตรวจราชการด้วยก็ได้ ข้อ 10 ให้ผู้ตรวจราชการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ (1) สั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ผู้รับการตรวจปฏิบัติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ มติของคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งของนายกรัฐมนตรี (2) สั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้รับการตรวจ ปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติงานใดๆ ในระหว่างการตรวจราชการไว้ก่อน หากเห็นว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือประชาชน อย่างร้ายแรง และเมื่อผู้ตรวจราชการได้สั่งการดังกล่าวแล้วให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบหรือพิจารณาโดยด่วน (3) สั่งให้ผู้รับการตรวจชี้แจง ให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับการ ปฏิบัติงานเพื่อประกอบการพิจารณา (4) สอบข้อเท็จจริง สืบสวนข้อเท็จจริง หรือสดับตรับฟังเหตุการณ์ เมื่อได้รับการร้องเรียนหรือ เมื่อมีเหตุอันควร โดยประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานตรวจสอบอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนหรือปัญหาอุปสรรคของผู้รับการตรวจ (5) ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบายเพื่อนิเทศให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อปรับปรุงพัฒนา (6) แต่งตั้งบุคคลหรือคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ได้ตาม ความเหมาะสม (7) ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ข้อ 12 ให้กระทรวงศึกษาธิการ จัดให้มีสำนักผู้ตรวจราชการเป็นที่ปฏิบัติงานประจำของ ผู้ตรวจราชการ โดยให้มีผู้สนับสนุนในการปฏิบัติงานตามสมควร หมวด 2 ข้อ 19 การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามภารกิจและนโยบายการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ (2) เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ และข้อเสนอแนวทางเพื่อการปรับปรุงพัฒนาเกี่ยวกับการ ปฏิบัติราชการของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๔ (3) เพื่อการบริหารงบประมาณในการบริหารจัดการศึกษาของส่วนราชการและ หน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการให้มีประสิทธิภาพ (4) เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาและข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ข้อ 20 ให้มีคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ จำนวนสิบเก้าคน ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน กรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนหกคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการ คณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา กรรมการที่เป็นผู้แทนผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ จำนวนสองคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน เก้าคน ซึ่งแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงในด้านการศึกษา ปฐมวัย ด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านการอุดมศึกษา ด้านการอาชีวศึกษาด้านการศึกษาเอกชน ด้านการวิจัย และประเมินผล ด้านการบริหารการศึกษา ด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม และด้านเศรษฐกิจ การเงินและ งบประมาณ ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านรวมกัน และผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล เป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในวรรคห้าของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 เนื่องจากมีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 และให้ใช้ข้อความนี้แทน “การดำเนินการ ในเรื่องการตรวจราชการและการดำเนินการของคณะกรรมการต่าง ๆ ที่กำหนด ในมาตรานี้ให้เป็นไป ตามกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับของกระทรวงหรือส่วนราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือ คำสั่งของนายกรัฐมนตรี” ข้อ 21 ให้คณะกรรมการตามข้อ 20 มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (2) กำหนดนโยบาย เกณฑ์มาตรฐาน ระบบการติดตามตรวจสอบประเมินผลและแผนการ ตรวจราชการประจำปี แผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (3) กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ (4) กำกับ ดูแล ติดตาม ประเมินผล และเสนอแนะการบริหารงบประมาณของส่วน ราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (5) พิจารณาให้ความเห็นชอบ และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรายงานผลการตรวจราชการ การรายงานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา (6) ส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาระบบ และการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (7) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อดำเนินการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด (8) ดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบและ ประเมินผล การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๕ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการและระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา พ.ศ. 2560 ได้กำหนดบทบาทอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจราชการ ดังนี้ สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 1. ดำเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการคณะกรรมการการติดตามตรวจสอบและประเมินผล การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ 2. ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตรวจราชการ จัดทำแผนการตรวจราชการ และดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการในการตรวจราชการการติดตาม ประเมินผลนโยบาย และแผนการตรวจราชการของกระทรวง 3. วิจัยและพัฒนาระบบและประสานเครือข่ายการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลของกระทรวง 4. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับ มอบหมาย ผู้รับการตรวจ : หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงาน ของรัฐในสังกัดหรือในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งโรงเรียนเอกชน มีหน้าที่ ดังนี้ 1. อำนวยความสะดวก และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานแก่ผู้ตรวจราชการกระทรวง หรือผู้ที่ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย 2. จัดเตรียมบุคคล เอกสาร หลักฐาน ในการปฏิบัติงานให้ครบถ้วนสมบูรณ์พร้อมที่จะรับ การตรวจราชการ 3. ชี้แจงหรือตอบคำถาม พร้อมทั้งให้ข้อมูลใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการตรวจราชการ 4. จัดให้มีสมุดบันทึกการตรวจราชการตามแบบที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด 5. ปฏิบัติหรืองดการปฏิบัติงานใด ๆ ที่ผู้ตรวจราชการได้ตรวจและแนะนำในระหว่าง การตรวจราชการ หากไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบหรือพิจารณา และรายงานให้ ผู้ตรวจราชการทราบภายในสิบห้าวัน 6.รายงานความก้าวหน้า ความสำเร็จของผลการดำเนินการตามข้อสั่งการหรือ ข้อเสนอแนะของผู้ตรวจราชการต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ตรวจราชการ 7. ดำเนินการอื่นใดที่เป็นประโยชน์ในการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาระดับส่วนราชการ ระดับ สำนักงานศึกษาธิการภาค ระดับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ดังนี้ ระดับส่วนราชการ 1. กำหนดแนวทางการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา การใช้จ่าย งบประมาณการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานการศึกษา ในสังกัด 2. ศึกษา วิเคราะห์/สังเคราะห์ วิจัย นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษาของ หน่วยงานในสังกัด 3. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของหน่วยงาน การศึกษาในสังกัดไปยังคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๖ ระดับสำนักงานศึกษาธิการภาค 1. กำหนดแนวทางการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา การใช้จ่าย งบประมาณการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ 2. ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจัย นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการบริหารจัดการศึกษา ของหน่วยงานการศึกษา 3. ให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงระบบติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา และข้อเสนอเพื่อการพัฒนาระบบการบริหารการจัดการศึกษาระดับจังหวัด 4. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาระดับภาค ไปยังคณะกรรมการ 5. ติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีผลกระทบและรายงานผลกระทบ ผลการดำเนินการต่อปลัดกระทรวง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 6. จัดทำข้อมูลสารสนเทศเพื่อประโยชน์ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การจัดการศึกษาในระดับภาค 7. ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมาย ระดับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 1. กำหนดแนวทางการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของหน่วยงาน การศึกษาในระดับจังหวัด 2. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการบริหารจัดการศึกษา ของหน่วยงานการศึกษาในระดับจังหวัด 3. จัดทำข้อมูลสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การจัดการศึกษาในระดับจังหวัด 4. รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การจัดการศึกษาของหน่วยงานการศึกษาในสังกัดและจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานศึกษาธิการภาค 5. ติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีผลกระทบและรายงานต่อผู้ตรวจราชการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 6. ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมาย ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการบริหารและการดำเนินการ โดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ของหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเตรียมรับการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลจากหน่วยงานภายนอก 9. ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงานภายในสำนักงานศึกษาธิการ ภาคและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยข้อ 2.5 เกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบด้านการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลของสำนักงานศึกษาธิการภาค ดังนี้
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๗ (1) วางแผนการจัดระบบการประสานการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบ (2) กำกับ ดูแล เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบ (3) กำกับ ดูแล เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการบริหารการจัดการศึกษาของหน่วยงาน การศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบ (4) ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของ กระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบ (5) จัดระบบประสาน สนับสนุน ช่วยเหลือ และการรายงานเหตุภัยพิบัติและภาวะวิกฤติ ทางการศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบ (6) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือ ที่ ได้รับมอบหมาย ข้อ 4.5 หน้าที่ ความรับผิดชอบของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ด้านการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล มีดังนี้ (1) ประสานและสนับสนุนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (2) สั่งการ กำกับ เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือ หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัด ให้เป็นไปตามนโยบายของ กระทรวงศึกษาธิการและยุทธศาสตร์ชาติ (3) จัดทำกรอบการประเมินผลการปฏิบัติงานและกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงานในลักษณะ ตัวชี้วัดร่วมของส่วนราชการหรือหน่วยงาน และสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัด (4) ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการตรวจราชการ จัดทำแผนการรองรับ การตรวจราชการ และดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวง ในการตรวจราชการ ติดตาม และประเมินผลตามนโยบายและแผนการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ (5) ขับเคลื่อน ประสานงาน เร่งรัด กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการบริหาร การจัดการศึกษาของหน่วยงานทางการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบ (6) ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านวิชาการ การนิเทศ และแนะแนว การศึกษาทุกระดับและทุกประเภท รวมทั้งติดตามและประเมินผลระบบบริหารและการจัดการศึกษา (7) ส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ และสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (8) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือ ที่ได้รับมอบหมาย
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๘ 10. ข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานด้านการศึกษาของเขตตรวจราชการที่ 12 ข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานด้านการศึกษา ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 12 ปีการศึกษา 2566 ประกอบด้วย 1) ข้อมูลพื้นฐานด้านการศึกษา 2) ข้อมูลคุณภาพด้านการศึกษา 1) ข้อมูลพื้นฐานด้านการศึกษา ได้แก่ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนสถานศึกษา นักเรียน และครู/บุคลากรทางการศึกษา ตารางที่ 1 จำนวนสถานศึกษา จำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษา และจำนวนนักเรียน ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 12 ปีการศึกษา 2566 จำแนกตามสังกัด สถานศึกษา นักเรียน/ ครู/บุคลากร สังกัด นักศึกษา ทางการศึกษา (แห่ง) (คน) (คน) 1. สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 1.1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 3,070 492,289 36,790 1) สพป. 1 725 91,217 6,495 - โรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ 1 199 7 2) สพป. 2 925 95,509 7,949 3) สพป. 3 728 81,328 7,182 4) สพป. 4 174 19,388 1,780 5) สพป. 5 251 30,177 2,777 6) สพม. 234 170,116 9,878 7) สำนักบริหารการศึกษาพิเศษ 10 4,331 708 8) Home School 22 24 14 1.2 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 269 92,064 5,812 1.3 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 80 93,633 2,581 1) ภาครัฐ 32 59,269 1,633 2) ภาคเอกชน 48 34,364 948 1.4 สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) 77 104,941 1,781 รวมสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 3,496 782,927 46,964 2. สังกัดส่วนราชการอื่น 2.1 กรมส่งเสริมการปกครอง (มท.) 1741 110418 2652 1) โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 559 70168 1719 2) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1182 40250 933 2.2 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (อว.) 24 129288 4430 1) โรงเรียนสาธิต 7 10993 98 2) สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาล 14 112569 4004 3) สถาบันอุดมศึกษาของเอกชน 3 5726 328 2.3 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) 56 3774 553 2.4 สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) 24 558 99 2.5 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 2 1045 62 2.6 กระทรวงสาธารณสุข 4 1706 142 2.7 กระทรวงวัฒนธรรม 2 804 205 รวมสังกัดส่วนราชการอื่น 1853 247593 8143 รวมทั้งสิ้น 5,349 1,030,520 55,107
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๙ - สัดส่วนครูต่อนักเรียน ปีการศึกษา 2566 รวมทุกระดับ ทุกสังกัด คือ 1 ต่อ 18.70 - สัดส่วนจำนวนผู้เรียนสายสามัญเทียบสายอาชีวศึกษา คือ 51.65 ต่อ 48.35 ตารางที่ 2 สถานศึกษาในโครงการการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent center) ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 12 ลำดับ จังหวัด ชื่อสถานศึกษา สาขาวิชา/สาขางาน ระดับชั้นที่เปิดเรียน 1 ร้อยเอ็ด วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด แมคคาทรอนิกส์ ปวส. 2 ขอนแก่น วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรม ชั้นสูงขอนแก่น เกษตรอุตสาหกรรม สมัยใหม่ ปวส. 3 ขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น การจัดประชุมและ นิทรรศการ ปวส. 4 ขอนแก่น วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ เทคนิคควบคุมและ ซ ่ อ ม บ ำ ร ุ ง ร ะ บ บ ขนส่งทางราง ปวส. 5 ขอนแก่น วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น ช่างอากาศยาน ปวส. 6 มหาสารคาม วิทยาลัยเทคนิควาปีปทุม ระบบขนส่งทางราง ปวส. 7 มหาสารคาม วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม การโรงแรม ปวช./ปวส. 8 มหาสารคาม ว ิ ท ย า ล ั ย เ ก ษ ต ร แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี มหาสารคาม สาขาเกษตรศาสตร อุตสาหกรรมเกษตร ปวช./ปวส. 9 กาฬสินธุ์ วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ การโรงแรม ปวช./ปวส. 10 กาฬสินธุ์ วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ เทคนิคยานยนต์ ปวช./ปวส./ป.ตรี 11 กาฬสินธุ์ วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ ไฟฟ้ากำลัง ปวช./ปวส./ป.ตรี 12 กาฬสินธุ์ วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ เทคนิคเครื่องกล ปวช./ปวส./ป.ตรี ที่มา : ศธจ.ขอนแก่น ศธจ.ร้อยเอ็ด ศธจ.กาฬสินธุ์ ศธจ.มหาสารคาม ตารางที่ 3 ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM) ในเขตตรวจราชการที่ 12 ลำดับ จังหวัด ชื่อสถานศึกษา สาขาวิชา/สาขางาน ระดับชั้นที่เปิดเรียน 1 ขอนแก่น วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรม ชั้นสูงขอนแก่น เกษตรอุตสาหกรรม สมัยใหม่ ปวส. 2 ขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น การจัดประชุมและ นิทรรศการ ปวส. 3 ขอนแก่น วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ เทคนิคควบคุมและ ซ ่ อ ม บ ำ ร ุ ง ร ะ บ บ ขนส่งทางราง ปวส. 4 ขอนแก่น วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น ช่างอากาศยาน ปวส. 5 มหาสารคาม ว ิ ท ย า ล ั ย เ ก ษ ต ร แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี มหาสารคาม สาขาเกษตรศาสตร อุตสาหกรรมเกษตร ปวช./ปวส. 6 กาฬสินธุ์ วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ ทุกสาขาวิชาที่เปิด สอน ปวช./ปวส./ป.ตรี ที่มา : ศธจ.ขอนแก่น ศธจ.ร้อยเอ็ด ศธจ.กาฬสินธุ์ ศธจ.มหาสารคาม
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒๐ ตารางที่ 4 สถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ ในเขตตรวจราชการที่ 12 ลำดับ จังหวัด ชื่อสถานศึกษา สาขาวิชา/สาขางาน 1 ร้อยเอ็ด วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด - เกษตรศาสตร์ - การบัญชี - คอมพิวเตอร์ธุรกิจ - ช่างยนต์ - ช่างไฟฟ้ากำลัง 2 ขอนแก่น วิทยาลัยการอาชีพพล - การตลาด - การบัญชี - คอมพิวเตอร์ธุรกิจ - ช่างยนต์ - ช่างกลโรงงาน - การโรงแรม - ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ขอนแก่น วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น - เกษตรศาสตร์ - การบัญชี - คอมพิวเตอร์ธุรกิจ 4 มหาสารคาม ว ิ ท ย า ล ั ย เ ก ษ ต ร แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี มหาสารคาม - เกษตรศาสตร์ - การบัญชี - คอมพิวเตอร์ธุรกิจ - การโรงแรม 5 กาฬสินธุ์ วิทยาลัยการอาชีพคำม่วง - ธุรกิจค้าปลีก - การบัญชี - คอมพิวเตอร์ธุรกิจ - ช่างยนต์ - ช่างกลโรงงาน - ช่างเชื่อมโลหะ - ช่างไฟกำลัง - ช่างอิเล็กทรอนิกส์ - การโรงแรม ที่มา : ศธจ.ขอนแก่น ศธจ.ร้อยเอ็ด ศธจ.กาฬสินธุ์ ศธจ.มหาสารคาม 2) ข้อมูลคุณภาพด้านการศึกษา ได้แก่ การดำเนินการจัดการทดสอบทางการระดับศึกษาระดับชาติ จำนวน 5 ประเภท ดังนี้ 2.1) การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET 2.2) การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา V-NET 2.3) การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติการศึกษานอกระบบโรงเรียน N-NET 2.4) การประเมินความสามารถในการอ่าน (RT) 2.5) การประเมินคุณภาพผู้เรียน นักเรียน (NT) ตารางที่ 5 ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติO-NET เขตตรวจราชการที่ 12 ปีการศึกษา 2565 จำแนกตามรายวิชาและระดับชั้น ระดับชั้น หน่วยงาน ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ป.6 ประเทศ 53.89 37.62 28.06 39.34 ศธภ.12 53.19 34.58 26.90 38.09 ม.3 ประเทศ 52.95 32.05 24.39 33.32 ศธภ.12 51.31 30.49 23.55 32.65 ม.6 ประเทศ 44.09 23.44 21.61 28.08 33.00 ศธภ.12 42.92 22.49 20.84 27.62 32.48 ที่มาข้อมูล : https://www.niets.or.th สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒๑ จากตารางที่ 5 แสดงให้เห็นว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 12 ปีการศึกษา 2565 ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาพรวมสำนักงานศึกษาธิการภาค 12 ทุกวิชา อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าเกณฑ์ค่าคะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 50 ยกเว้น วิชาภาษาไทย นอกจากนี้ยังต่ำกว่าคะแนน เฉลี่ยระดับประเทศ ในขณะที่ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาพรวมสำนักงานศึกษาธิการภาค 12 ทุกวิชา อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าเกณฑ์ค่าคะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 50 นอกจากนี้ยังต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ โดยวิชา ที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ (ตามที่ปรากฏในแผนภูมิที่ 1) แผนภูมิที่ 1 แสดงผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ O-NET ปีการศึกษา 2565 จำแนกตามระดับชั้นและรายวิชา ตารางที่ 6 การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา V-NET เขตตรวจราชการที่ 12 ปีการศึกษา 2566 จำแนกตามจังหวัด หน่วยงาน จำนวนผู้เข้าสอบ คะแนนสูงสุด คะแนนต่ำสุด คะแนนเฉลี่ย (คน) ประเทศ 79,246 79.13 - 37.30 ศธภ.12 5,348 72.84 9.96 35.20 กาฬสินธุ์ 1,221 66.11 9.96 35.44 ขอนแก่น 2,230 72.84 12.11 36.06 มหาสารคาม 320 67.16 14.52 34.04 ร้อยเอ็ด 1,517 70.09 13.45 34.04 ที่มาข้อมูล : https://www.niets.or.th สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จากตารางที่ 6 แสดงให้เห็นว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวิชาวิชาสมรรถนะที่จำเป็น ในการเข้าสู่อาชีพ ระดับ ปวช. (1-8) ของนักเรียนในระดับชั้น ปวช. 3 ปีการศึกษา 2565 อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ (37.30) นอกจากนี้ยังต่ำกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยร้อยละ 50 เมื่อพิจารณาใน รายจังหวัดในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ พบว่า สำนักงานศึกษาธิการภาค 12 มีคะแนน เฉลี่ย 35.20 โดย จังหวัดขอนแก่น มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด คือ 36.06 รองลงมาคือ จังหวัดกาฬสินธุ์(35.44) จังหวัด มหาสารคาม (34.04) และ จังหวัดร้อยเอ็ด (34.04) ตามลำดับ โดยทุกจังหวัดมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ 37.30 (ตามที่ปรากฏในแผนภูมิที่ 2) 0.00 10.00 20.00 30.00 40.00 50.00 60.00 ป.6 ม.3 ม.6 ชื่อแผนภูมิ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒๒ แผนภูมิที่ 2 ผลการทดสอบวิชาสมรรถนะที่จำเป็นในการเข้าสู่อาชีพ ระดับ ปวช. (1-8) ของนักเรียน ในระดับชั้น ปวช. 3 ปีการศึกษา 2566 ตารางที่ 7 ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติการศึกษานอกระบบโรงเรียน N-NET เขตตรวจราชการที่ 12 ปีการศึกษา 2566 จำแนกตามสาระวิชาและระดับชั้น ระดับชั้น หน่วยงาน การประกอบ อาชีพ การพัฒนา สังคม ความรู้ พื้นฐาน ทักษะการ ดำเนินชีวิต ทักษะการเรียนรู้ ป.6 ประเทศ 45.08 51.04 46.72 52.49 41.93 ศธภ.12 46.03 44.58 43.24 41.93 42.48 ม.3 ประเทศ 45.56 42.49 39.85 51.54 40.15 ศธภ.12 46.03 44.68 43.24 41.93 42.48 ม.6 ประเทศ 35.895 34.20 29.76 36.59 32.06 ศธภ.12 30.28 30.36 31.42 30.11 27.92 ที่มาข้อมูล : https://www.niets.or.th สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ตารางที่ 8 ระดับคุณภาพคะแนนการประเมินความสามารถในการอ่าน (RT) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ (http://180.180.244.48/NT/ExamWeb/FrLogin.aspx )
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒๓ จากตารางที่ 8 แสดงให้เห็นว่า ระดับคุณภาพคะแนนความสามารถในการอ่าน (RT) ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ภาพรวมเขตตรวจราชการที่ 12 รวม 2 ด้าน (การอ่านออกเสียง และการอ่านรู้เรื่อง) พบว่า อยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 72.85 ระดับดีร้อยละ 20.78 ระดับพอใช้ร้อยละ 5.12 และ ระดับปรับปรุง ร้อยละ 1.23 ดังปรากฏในแผนภูมิที่ 3 แผนภูมิที่ 3 แสดงระดับคุณภาพคะแนนความสามารถในการอ่าน (RT) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ตารางที่ 9 ระดับคุณภาพคะแนนการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) วิชาคณิตศาสตร์และวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2565 ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ (http://180.180.244.48/NT/ExamWeb/FrLogin.aspx ) จากตารางที่ 9 แสดงให้เห็นว่า ระดับคุณภาพคะแนนการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) วิชา คณิตศาสตร์และวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2565 ภาพรวมเขตตรวจราชการที่ 12 รวม 2 ด้าน (ด้านคณิตศาสตร์(Mathematics) และด้านภาษาไทย (Thai Language) พบว่า อยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 41.01 ระดับดีร้อยละ 36.50ระดับพอใช้ร้อยละ 17.93และระดับปรับปรุงร้อยละ 4.54 ดังปรากฏในแผนภูมิที่ 4 แผนภูมิที่ 4 แสดงระดับคุณภาพคะแนนการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) วิชาคณิตศาสตร์และวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2565
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒๔ บทที่3 ผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา การตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานศึกษาธิการ ภาค 12 เป็นการรายงานผลการ ดำเนินงานตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ) ได้มีประกาศ กระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 เรื่อง นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568 ให้ผู้ตรวจราชการและส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการตรวจและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นไปตามนโยบาย กลุ่มเป้าหมาย คือ หน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 12 ประกอบด้วย สำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด สถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สถานศึกษาสังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมเอกชน และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัด เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจราชการและติดตามประเมินผล ใช้แบบรายงานผลการตรวจราชการและการติดตาม ประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนัก ตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่สร้างขึ้น ทั้งนี้ผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ (นายไพศาล วุทฒิลานนท์ และ นายสุภชัย จันปุ่ม) ซึ่งรับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 12 ประกอบด้วย จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ดำเนินการ ตรวจราชการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผล การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2567 รอบที่ 1 สรุปได้ดังนี้ 1. การดำเนินการลงพื้นที่ตรวจติดตามประเมินผล รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ช่วงเดือนตุลาคม – เมษายน 2567 ในพื้นที่เขตตรวจราชการ ที่ 12 (ขอนแก่น กาฬสินธุ์มหาสารคาม และร้อยเอ็ด) หน่วยรับตรวจ จานวน 19 แห่ง ดังนี้ - วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ (1) การประชุมหน่วยงานทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ณ ห้องประชุมพระเทพวิมลโมลี สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น (2) โรงเรียนชุมชนบ้านฝาง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 - วันที่ 1 ธันวาคม 2566 จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ (1) การประชุมหน่วยงานทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ณ ห้องประชุมฟ้าแดดสงยาง ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ (2) โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ - วันที่ 21 ธันวาคม 2566 จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ (1) การประชุมหน่วยงานทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ณ ห้องประชุมวิทยาลัยการอาชีพร้อยเอ็ด วิทยาลัยการอาชีพร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด (2) โรงเรียนการกุศลวัดกลาง โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดกลางปุญญาคม อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดกาฬสินธุ์
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒๕ - วันที่ 22 ธันวาคม 2566 จำนวน 3 แห่ง คือ (1) ประชุมหน่วยงานทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ณ ห้องประชุมเสมาตักศิลา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมหาสารคาม อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม (2) ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ จังหวัดมหาสารคาม อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม (3) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น - วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 1 แห่งคือ ประชุมมอบนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการและกำหนดแนวทางการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 พร้อมทั้งรับฟังผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการหน่วยงานทางการศึกษาใน พื้นที่ร่วมกับผู้บริหาร/บุคลากรสำนักงานศึกษาธิการภาค 12 ณ สำนักงานศึกษาธิการภาค 12 จังหวัดขอนแก่น - วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ (1) ประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและกำหนด แนวทางการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 พร้อมทั้งรับ ฟังผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายฯ ของหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ร่วมกับผู้บริหารและบุคลากร สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น ณ ห้องประชุมพระเทพวิมลโมลี สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น (2) โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น สังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น - วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ (1) ประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและกำหนด แนวทางการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 พร้อมทั้งรับฟัง ผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายฯ ของหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ร่วมกับผู้บริหารและบุคลากร สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ณ ห้องประชุมฟ้าแดดสงยาง ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ (2) โรงเรียนพิพัฒน์ราษฎร์บำรุง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์สังกัด สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์เขต 1 - วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ (1) ประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและกำหนด แนวทางการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และรับฟังผลการ ดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายฯ ของหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ร่วมกับผู้บริหารและบุคลากรสำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัดมหาสารคาม ณ ห้องประชุมเสมาตักศิลา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมหาสารคาม (2) โรงเรียนบ้านหนองโนอีดำ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 - วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ (1) ประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและกำหนด แนวทางการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 พร้อมทั้งรับฟัง ผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายฯ ของหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ร่วมกับผู้บริหารและบุคลากร สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด ณ ห้องประชุมเสมาสามัคคี สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด (2) โรงเรียนโสภโณประชาสรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒๖ -วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนอนุบาลสุดรัก อำเภอหนองเรือ จังหวัด ขอนแก่น สังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น ภาพกิจกรรมการลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย การตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รอบที่ 1 เขตตรวจราชการที่ 12
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒๗ 2. ผลการดำเนินงานตามนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2568 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568 เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ นำไปใช้ในการขับเคลื่อนนโยบาย และใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดการศึกษา ทั้งนี้ ปลัดกระทรวง ศึกษาธิการได้เห็นชอบ ให้นำนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2568 ตามประกาศดังกล่าว มาใช้เป็นนโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา ของ กระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 10 นโยบาย ทั้งนี้ เขตตรวจราชการที่ 12 ได้สรุปผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา ตามแบบรายงานผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ระดับภาค ที่สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล กำหนด ดังนี้ นโยบายการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา นโยบายที่ ๑ พัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน เป็นสำคัญ ๑) การวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายฯ โดยภาพรวมของการขับเคลื่อนนโยบาย ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ผู้ยื่นขอวิทยฐานะ มีความพึงพอใจต่อการขอรับการประเมินในระบบ DPA เนื่องจาก เป็นระบบการประเมิน ที่มีรูปแบบที่เหมาะสม ง่ายต่อผู้ประเมินและผู้รับการประเมิน แต่ยังขาดจุดเชื่อมต่อที่จะมองให้เห็นเป็น รูปธรรม ดังนั้น ควรปรับระบบฯ และออกแบบการประเมินให้มีความเชื่อมโยงกัน โดยคำนึงถึงสภาพบริบท และความแตกต่างของครู/สถานศึกษาเชิงพื้นที่ กำหนดแบบประเมินในแต่ละหัวข้อประเมินให้ง่ายต่อการ ประเมิน และสอดคล้องกับการเรียนรู้ที่หลากหลาย รวมถึงความแตกต่างของครูแต่ละคน เพื่อไม่ให้เป็นการ สร้างภาระงานให้แก่ครูเป็นการลดภาระงานต่อทั้งผู้บริหารและผู้รับการประเมิน 2) ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1. ครูสามารถค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด สอดคล้องกับบริบทในการปฎิบัติหน้าที่จากการทำข้อตกลงในการพัฒนางาน Performance Agreement : PA ร่วมกันระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ รวมถึงการส่งเสริมสนับสนุนในด้านข้อมูลเพื่อ ใช้ประกอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ รวมถึงการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะการปรับระบบการ ประเมินที่คำนึงถึงสภาพบริบทของสถานศึกษา 2. เกิดเครือข่ายวิทยากร (PA Support Team) อบรม/แนะนำการประเมินวิทยฐานะ 3. ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความเข้าใจการประเมินวิทยฐานะ ในระบบ Digital Performance Appraisal : DPA มากขึ้น จากการจัดให้มีการอบรมพัฒนาเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา PA เพื่อให้การประเมินเป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด 4. ครูมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์มาช่วยในการตรวจสอบการขอยื่นวิทยฐานะ ด้วยระบบ DPA มากขึ้น ทำ ให้เกิดความสะดวกในการคำนวณระยะเวลาติดตามมากขึ้น
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒๘ 5. ครูมีเวลาปฎิบัติหน้าที่สอนมากขึ้น เนื่องจากระบบ DPA เน้นการประเมินในห้องเรียน ทำให้ครูได้ อยู่ในห้องเรียนกับนักเรียนมากขึ้น ลดการประเมินด้วยเอกสาร เน้นผลลัพธ์จากการเรียนรู้ของผู้เรียน ลดขั้นตอน ในการดำเนินงาน ลดเอกสาร 6. สามารถนำการประเมิน PA มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนและการคงไว้ซึ่ง วิทยฐานะ 7. สถานศึกษามีการใช้ข้อมูลระบบ DPA เป็นฐานในการพัฒนาครู 8.ครูมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการวางแผนการประเมินเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือน และการประเมิน วิทยฐานะ 9. มีโครงการรองรับการดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อตกลงพัฒนางาน สำหรับใช้ ในการเตรียมการประชุมคณะกรรมการและคณะทำงาน รวมไปถึงการลงพื้นที่ของคณะกรรมการเพื่อ ประเมินจากสถานที่ปฏิบัติงานจริง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด 10. ตัวอย่างผลการดำเนินการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะผลการประเมินในระบบดิจิทัล (DPA) หน่วยงานทางการศึกษา /วิทยฐานะ จำนวนครูและบุคลากร ทางการศึกษาที่ขอรับการ ประเมิน จำนวนครูฯประเมินเสร็จ สมบูรณ์ หมายเหตุ ชช ชพ ชก รวม ชช ชพ ชก รวม สพป.ร้อยเอ็ด เขต ๑ ๑ ๑๘ ๔๗ ๖๖ - ๘ ๓๓ ๔๑ อยู่ระหว่างรอผล สพป.ร้อยเอ็ด เขต ๒ - ๕๘ ๘๗ ๑๔๕ - ๔ ๙ ๘๔ ๑๓๓ ไม่ผ่าน ๑๒ ราย สพป.ร้อยเอ็ด เขต ๓ - 86 176 262 - 8 2 165 247 ไม่ผ่าน 29 ราย ที่มา : ศธจ.ร้อยเอ็ด 3) ปัญหาอุปสรรค ๑. หน่วยงานการศึกษามีภาระงานบางเรื่องไม่สอดคล้องกับภารกิจที่แท้จริงหรือภารกิจที่ ควรจะทำของหน่วยงาน ทำให้งานหลักที่ควรจะทำไม่บรรลุผลตามที่คาดหวัง ๒. กรอบเวลาในการดำเนินงานตามข้อตกลงเป็นปีงบประมาณ แต่การปฏิบัติงานจริงของ สถานศึกษาเป็นปีการศึกษา ทำให้เกิดปัญหาด้านห้วงเวลา ในการยื่นคำขอ ๓. ข้าราชการครูบางคนยังไม่ชำนาญในการใช้เทคโนโลยี ๔. ขั้นตอนการประเมินตั้งแต่ต้นทางคือผู้ขอจนถึงกระบวนการอนุมัติมีขั้นตอนมากเกินไป 5. ระบบ DPA ยังไม่เสถียร ในบางครั้งมีปัญหาในการเข้าระบบ การประมวลผลที่ใช้เวลานาน 6. ข้าราชการครูบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของตัวชี้วัดการสอนที่แสดงถึงระดับ การปฏิบัติการคาดหวังตามมาตรฐานวิทยฐานะที่ขอรับการประเมิน
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒๙ 4) ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในภาพรวม 1. ควรพัฒนาระบบ DPA ให้มีความเสถียรมากขึ้น 2. ควรลดขั้นตอนในการประเมินวิทยฐานะให้มีความกระชับมากขึ้น 3. ควรให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แสดงออกถึงความต้องการในการ กำหนดวิธีการขอมีวิทยฐานะ และสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้ทุกหลักเกณฑ์ อาจจะต้องเพิ่มโอกาสและ ทางเลือกรูปแบบการประเมินที่หลากหลาย โดยมุ่งวัดผลการทำงานของครู ตามบริบทของสถานศึกษาและ เนื้อหาสาระของแต่ละวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอนแตกต่างกัน 4. ควรให้ครูมีทางเลือกรูปแบบการประเมินที่หลากหลาย ตามความถนัดและความสนใจ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเรียนดี มีความสุข ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างแท้จริง 5.ควรมีการจัดอบรมพัฒนาผู้ดูแลระบบสถานศึกษา ผ่านระบบ DPA 6. ในส่วนของโรงเรียนเอกชน เนื่องจากมักประสบปัญหาครูมีการเข้าออกบ่อย ดังนั้น ผู้บริหาร ควรมีแนวทางการพัฒนาโดยการจัดสวัสดิการให้ครูมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน นโยบายที่ ๒ พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง โอน ย้ายของครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถปฏิบัติ หน้าที่ในภูมิลำเนา ที่ตรงกับความประสงค์ของตนเอง เน้นพิจารณาด้วยความโปร่งใสและไม่มีการทุจริต ๑) การวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายฯ ตามที่ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้ดำเนินการผ่านระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System : TMS) สามารถอำนวยความสะดวกให้กับข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ประสงค์ย้ายสับเปลี่ยน เพื่อกลับไปสอนใน ภูมิลำเนาของตนเองได้พัฒนาบ้านเกิด ปัญหาที่พบคือ สาขาวิชาเอกไม่ตรงกับความต้องการของสถานศึกษา ที่ประสงค์ขอย้าย และยังมีความจำกัดด้านเงื่อนไขหลักเกณฑ์บางประเด็น ส่งผลให้ครูบางท่านไม่สามารถ ขอย้ายได้ ในขณะที่มีความจำเป็นภาระทางครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบในภูมิลำเนา ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย ความกังวล ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้น อาจมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์สำหรับ กรณีพิเศษ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติราชการ โดยคำนึงถึงเกณฑ์พิจารณาการย้ายเป็นกรณีที่ จำเป็นอย่างยิ่ง เช่น กรณีบุพการีที่ป่วยทุพพลภาพ เป็นต้น การดำเนินการโอน/ย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนา ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้เรียน เนื่องจากผู้ได้รับการโอน/ย้าย สามารถปฏิบัติราชการ ได้อย่างเต็มเวลาและเต็มความสามารถ นอกจากนี้ ยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของ ข้าราชการครู และเป็นการลดภาระการสร้างหนี้สินของข้าราชการ รวมถึงมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติราชการ 2) ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1. ครู/บุคลากรทางการศึกษา ได้รับการสนับสนุนให้มีโอกาสย้ายตามสิทธิ์และความ จำเป็น โดยใช้อัตราว่างในการดำเนินการบริหารอัตรากำลัง และแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการย้าย เพื่อพิจารณาย้ายตามข้อเท็จจริง โดยพิจารณาความต้องการวิชาเอกตามความจำเป็นของสถานศึกษา เป็น อันดับแรก หรือตามความต้องการจำเป็นของสถานศึกษาก่อนอันดับแรก หากไม่มี ให้พิจารณาประสบการณ์ วิชาที่สอนตรงตามมาตรฐานวิชาเอก หรือตามความต้องการจำเป็นของสถานศึกษาเป็นลำดับถัดไป กรณี คะแนนรวมทุกองค์ประกอบเท่ากัน พิจารณาลำดับอาวุโสในราชการ มีการพิจารณาการย้ายก่อนนำเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓๐ 2. มีมาตรการป้องกันการซื้อขายตำแหน่ง โดยในการย้ายทุกครั้ง หากมีตำแหน่งว่างจะมีการ แต่งตั้งคณะกรรมการที่จะวิเคราะห์วิชาเอกที่ควรมีในสถานศึกษาที่ว่าง เพื่อเป็นการป้องกันเสริม หลักเกณฑ์ และวิธีการย้ายไม่เปิดช่องให้กระทำการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ ดังนั้น การดำเนินการทุกกระบวนการ จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ผู้ได้รับย้ายเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตัวชี้วัดที่กำหนด และตรงกับ ความต้องการตามมาตรฐานวิชาเอกของสถานศึกษา โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ 3. มีช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนผ่านหน้าเว็บไซด์ของสำนักงานเขตพื้นที่ รวมถึงสายตรง ผู้บริหาร เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์หรือข้อร้องเรียน ให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 4. นำระบบจับคู่ครูคืนถิ่น หรือ Teacher Matching System (TMS) มาใช้ในการขอย้าย โดยมีตัวอย่างผลการดำเนินการ ดังนี้ (๑) สพป.ร้อยเอ็ด เขต ๑ ได้ดำเนินการการย้ายข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System : TMS) ตามแนวปฏิบัติ ว ๓/๒๕๖๗ จำนวน ๔ ราย (๒) สพป.ร้อยเอ็ด เขต ๒ ได้ดำเนินการการย้ายข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านระบบ จับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System : TMS) ตามแนวปฏิบัติ ว ๓/๒๕๖๗ จำนวน ๒ ราย (๓) สพม.ร้อยเอ็ด - ไม่มีผู้ยื่นคำร้องขอย้าย - 3) ปัญหาอุปสรรค 1. วิชาเอกของครูที่ขอย้ายคืนถิ่น ไม่ตรงกับความจำเป็นของสถานศึกษา 2. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายเดิม การยื่นคำร้องขอย้าย ปีละ 1 ครั้ง แต่ตามหลักเกณฑ์ ใหม่ ให้มีการยื่นคำร้องขอย้าย ปีละ 2 ครั้ง และพิจารณาย้ายได้2 รอบ เป็นการเพิ่มภาระเจ้าหน้าที่ในการ ดำเนินการ 3. ความล่าช้าในการจัดส่งคำร้องขอย้ายระหว่างเขตพื้นที่การศึกษา (จากการขนส่ง) 4. การขอย้ายกลับภูมิลำเนาของครูไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เช่น จำนวนปีที่บรรจุยังไม่ครบ ตามเกณฑ์การเขียนย้าย และในบางพื้นที่ต้นสังกัดมีเพียงตำแหน่งเดียว 5. ครูและบุคลากรทางการศึกษาบางกลุ่ม ยังไม่เข้าถึงระบบจับคู่ครูคืนถิ่น หรือ Teacher Matching System (TMS) 6. การขอมาช่วยราชการของครู และบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งนั้นๆ ในบางพื้นที่ ต้นสังกัด มีเพียงตำแหน่งเดียว ทำให้ไม่สามารถขอมาช่วยราชการในพื้นที่ภูมิลำเนาได้ 7. การย้ายข้าราชการครู ใช้การประเมินเอกสารซึ่งมีเป็นจำนวนมาก จึงเป็นปัญหาที่ควร ได้รับการแก้ไขเพราะสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดทำรูปเล่ม เอกสารขาดที่เก็บรักษา เนื่องจากมีจำนวนมาก การเคลื่อนย้ายต้องใช้กำลังคนเป็นจำนวนมาก สิ้นเปลืองงบประมาณทั้งบุคลากรและทรัพย์สิน 8. ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น มีหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายไม่ชัดเจนเปลี่ยนแปลง บ่อย รวมถึงการประกาศตำแหน่งว่างในการขอย้ายล่าช้า
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓๑ 4) ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในภาพรวม 1. ควรให้ยื่นคำร้องขอย้ายได้ปีละ 1 ครั้ง และนำข้อมูลมาพิจารณาย้ายได้ปีละ 2 ครั้ง/รอบ 2. ควรมีหลักเกณฑ์กรณีพิเศษเพิ่มเติม สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีความ จำเป็นเร่งด่วนในการขอย้ายกลับภูมิลำเนา เช่น กรณีบุพการีที่ป่วยทุพพลภาพ แต่ไม่สามารถย้ายได้ เนื่องจากอายุงานที่บรรจุในตำแหน่ง ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ปกติ 3. รัฐควรกำหนดวิธีการที่จะได้คนมาเป็นครูในพื้นที่ ตั้งแต่กระบวนการสรรหา 4. ควรปรับหลักเกณฑ์ในการใช้บริการขนส่ง เป็นการใช้บริการขนส่งจากบริษัทเอกชน 5. ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งขาดแคลนครูสูง รัฐควรหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันกับ ชุมชน/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเด็กนักเรียนจะได้รับโอกาสเช่นเดียวกับโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีครูสอนครบ 6. สำนักงาน ก.ค.ศ. และ สพฐ. ควรชี้แจงสร้างความเข้าใจในระเบียบหลักเกณฑ์และ แนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุมและชัดเจน 7. ผู้บริหารสถานศึกษาควรกำชับและตรวจสอบคำร้องขอย้ายให้ข้าราชการครูศึกษาระเบียบ หลักเกณฑ์และองค์ประกอบการพิจารณาย้ายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อสามารถแนบเอกสารให้ตรงกับตัวชี้วัด ที่กำหนดได้ถูกต้องครบถ้วนก่อนนำส่ง นโยบายที่ 3 แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ๑) การวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายฯ . การแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและข้าราชการบำนาญ ส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ เนื่องจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและข้าราชการ บำนาญ ได้ก่อหนี้ผูกพันมาเป็นระยะเวลานานซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินเป็นไปได้ไม่เต็มที่ ส่วนใหญ่ เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นๆ เท่านั้น เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยสินเชื่อ ให้คำปรึกษาทางการเงิน ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย และไกล่เกลี่ย ซึ่งผลการดำเนินการได้ผลน้อย เนื่องจากสถาบันการเงิน มีข้อจำกัดในการช่วยเหลือ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากขัดกับระเบียบข้อบังคับรวมถึง นโยบายของสถาบันการเงินนั้นๆ และไม่มีอำนาจในการตัดสินใจได้ทันที การดำเนินการตามข้อเสนอของ สถานีแก้หนี้จึงเป็นไปได้ยาก สถานีแก้หนี้ไม่มีอำนาจในการต่อรองเจรจา นอกจากนี้ บุคลากรบางส่วน ยังไม่สามารถปรับพฤติกรรมในการใช้จ่าย การบริหารการเงิน บางส่วนเป็นหนี้แหล่งเงินกู้นอกระบบ ส่งผล ให้หน่วยงานต้นสังกัดไม่ทราบข้อมูลหนี้สินที่ถูกต้อง ชัดเจน และยากต่อการควบคุมของสถานีแก้หนี้ จากการสำรวจข้อมูลสภาพทางการเงินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและ ข้าราชการบำนาญ กลุ่มที่ควรได้รับการแก้ไขในเป็นลำดับแรก มี 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่ถูกฟ้องดำเนินคดี เรื่องหนี้สิน และ 2) กลุ่มที่มีเงินเดือนคงเหลือน้อยกว่า 30 % โดยใช้รูปแบบของกองทุนหมุนเวียน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยในการกู้ต่ำกว่าสถานบันการเงินอื่นๆ ด้วยการเพิ่ม จำนวนเงินกองทุนหมุนเวียน ให้สูงขึ้นและปรับหลักเกณฑ์การกู้ยืมให้กู้ยืมได้เท่ากับจำนวนหนี้ของผู้กู้ แนวโน้มการดำเนินงานเพื่อการขับเคลื่อนนโยบาย ควรเน้นการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ ในการ วางแผนทางการเงิน สร้างวินัยและการบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับครูบรรจุใหม่ เพื่อให้มี ภูมิคุ้มกันทางการเงิน เน้นการออม ลดรายจ่าย และไม่ก่อหนี้
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓๒ 2) ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ (1) มีฐานข้อมูลหนี้สินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงข้าราชการ บำนาญ อย่างเป็นระบบ จากการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการระบบแก้หนี้ สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (debt obec) ผ่านโปรแกรมออนไลน์ มีการสำรวจข้อมูลข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา เกี่ยวกับสภาพทางการเงินรายบุคคล ทั้งในระบบและนอกระบบ และแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เก็บรวมรวมข้อมูล ตรวจสอบ วิเคราะห์ ปัญหาร่วมกับสถานีแก้หนี้โดยมีตัวอย่างผลการดำเนินการ ดังนี้ หน่วยงาน สรุปสถานภาพทางการเงินจำแนกตามกลุ่มสี หมายเหตุ กลุ่มสีแดง (คน) กลุ่มสีเหลือง (คน) สพม.ร้อยเอ็ด ๓๐ ๑๓ ข้อมูล ณ วันที่ ๑๑ สพป.ร้อยเอ็ด เขต ๑ ๓๑ ๒ มีนาคม ๒๕๖๗ สพป.ร้อยเอ็ด เขต ๒ ๕๔ ๒๙ สพป.ร้อยเอ็ด เขต ๓ ๓ ๑,๓๘๐ รวมทั้งสิ้น ๑๑๘ ๑,๔๒๔ หมายเหตุ ๑. กลุ่มสีแดง หรือ กลุ่มวิกฤต หมายถึง ครูและบุคลากรทางการศึกษาข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาที่ลงทะเบียน ผู้มีเงินเดือนเหลือน้อยกว่า ๓๐ % ที่ถูกฟ้องดำเนินคดีเรื่องหนี้สิน 2. กลุ่มสีเหลือง หมายถึง ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ลงทะเบียน ที่มีหนี้สินเงินคงเหลือ เกิน ๓๐% และมีแนวโน้มเป็นหนี้ใกล้วิกฤติ ที่มา : ศธจ.ร้อยเอ็ด (2) ครูและบุคลากรฯ ได้รับการส่งเสริมให้ยื่นกู้เฉพาะกับสถาบันการเงินของรัฐและ เอกชนที่สามารถหักผ่านระบบเงินเดือนได้ หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด หน่วยงานอาจพิจารณาไม่ลงนาม หนังสือรับรองเงินเดือน โดยมีการตรวจสอบเงินเดือนคงเหลือสุทธิการรับรองการให้กู้ปรับปรุงและ ยกระดับการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ ตรวจสอบ ข้อมูลรายการหัก ณ ที่จ่าย และข้อมูลจากเครดิตบูโรให้มีเงินเดือนเหลือสุทธิหลังหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๓๐ ทั้งนี้ ในกรณีข้าราชการโอนย้าย และต้นสังกัดเดิมได้ออกหนังสือรับรองการหักเงินเดือนและ เงินบำเหน็จบำนาญให้กับสวัสดิการหรือสหกรณ์ฯ ไว้แล้ว ให้ดำเนินการหักเงินชำระหนี้ตามหนังสือรับรอง การหักเงินเดือนจากสังกัดเดิม ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ และเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพื่อ ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์พ.ศ. 2551 (3) ครูและบุคลากรฯ ได้รับการส่งเสริมให้เข้าโครงการพัฒนาหลักสูตร “ครูรุ่นใหม่ หัวใจพอเพียง” ผ่านระบบออนไลน์ KHURN online ของสถาบันพัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ ในการวางแผนทางการเงิน สร้างวินัยการบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับครูบรรจุใหม่ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันทางการเงิน เน้นการออม ลดรายจ่าย และไม่ก่อหนี้ นอกจากนี้ ยังมี มาตรการส่งเสริมการลดภาระค่าใช้จ่ายของบุคลากร เช่น มีกองทุนสวัสดิการครูและบุคลากรของศูนย์ฯ ให้ กู้เงินกรณีฉุกเฉิน , กำหนดให้บุคลากรสวมเสื้อของสำนักงานเพื่อลดการใช้จ่ายในการซื้อเสื้อผ้า , มีการรวม ซองบริจาคในงานต่างๆ เช่น งานศพ เป็นซองเดียวเพื่อลดค่าใช้จ่ายของบุคลากร เป็นต้น
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓๓ (4) ครูและบุคลากรฯ ได้รับการส่งเสริมให้มีการรวมหนี้ให้อยู่ในแหล่งเดียว (5) มีการบูรณาการร่วมมือกับสถาบันการเงินต่างๆ ในพื้นที่ เช่น ธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย สหกรณ์ออมทรัพย์ครู มีการจัดเวทีให้ สถาบันการเงินพบเพื่อนครู ความก้าวหน้าที่เห็นได้ชัดเจนคือ ได้มีการรวมหนี้ ให้กับสมาชิกเพิ่มขึ้น มีโครงการ ปรับโครงสร้างหนี้ ชะลอการฟ้อง-การบังคับคดี และไกล่เกลี่ย ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินได้บางส่วน ดังนี้ - ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ยกเลิกการฟ้องคดี รวมหนี้จาก ทุกสถาบันการเงินมาไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู - การปรับโครงสร้างหนี้ครูก่อนเกษียณ อายุตั้งแต่ 5o ปีขึ้นไป และลดดอกเบี้ย เงินกู้แก่ครูที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ตั้งแต่ 0.25 – 0.50% ปรับลดการส่งหุ้นรายเดือน เพื่อให้มีเงินเดือนเหลือ สุทธิหลังหักชำระหนี้มากขึ้น - จัดสรรผลกำไรมาเพิ่มเงินเฉลี่ยคืนเงินกู้ให้มากขึ้น ไม่น้อยกว่า 30% ของผลกำไร - มีการบริหารความเสี่ยงโดยการลดค่าธรรมเนียมและการค้ำประกันที่ไม่จำเป็น - ประสานงานกับสถาบันการเงิน เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยในฐานะผู้กู้และผู้ค้ำประกัน - ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์และสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับสินเชื่อ โดยมีตัวอย่างผลการดำเนินการ ดังนี้ ประเภท สหกรณ์ ออมทรัพย์ครู อัตราเดิม (ร้อยละต่อปี) อัตราใหม่ (ร้อยละต่อปี) หมายเหตุ เงินกู้ทุกประเภท กาฬสินธุ์ 6.55 6.25 ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2565 เงินกู้ทุกประเภท ขอนแก่น 5.90 4.95ปี ตั้งแต่ 1 เม.ย 2567 เงินกู้ทุกประเภท ร้อยเอ็ด - 6.15 ข้อมูล ณ เม.ย 2566 เงินกู้ทุกประเภท มหาสารคาม - 5.75 ข้อมูล ณ เม.ย 2566 ที่มา : https://www.facebook.com/p/สมาชิกสหกรณ์ครูร้อยเอ็ด , ศธจ.ขอนแก่น , ศธจ.กาฬสินธุ์ ในส่วนสถานศึกษาภาคเอกชนมีการดำเนินการตามนโยบาย ด้วยการจัดตั้งกองทุนสมทบ สวัสดิการครูและพนักงานในสถานศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือคณะครูและบุคลากรของโรงเรียน โดยสมาชิกทุกคนจะมีการออมเงินทุกเดือนเป็นเงินสะสม และนำเงินสมทบทั้งหมดเป็นกองทุนสำหรับครูที่ ประสงค์จะกู้เงินไปใช้ในกรณีฉุกเฉินหรือใช้จัดซื้ออุปกรณ์ไอทีส่วนตัว เช่น Tablet , Notebook , สื่อในการ เรียนการสอน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำร้อยละ 1 บาท แบบลดต้นลดดอก และมีเงินปันผลให้กับสมาชิก เมื่อครบรอบการส่งเงินคืน เงินปันผลจะได้รับตามดอกเบี้ยเงินกู้คูณด้วยจำนวนหุ้นที่สะสมของครูและ เจ้าหน้าที่บุคลากร ซึ่งสวัสดิการส่วนนี้สามารถช่วยเหลือคุณครูและบุคลากรในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี โดยที่ ไม่ต้องไปยืมเงินสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยสูง เป็นการช่วยเหลือครูได้อีกหนึ่งช่องทาง นอกจากนี้ ยังมีการ ต้องดำเนินการที่ตอบสนองนโยบายทางการศึกษาด้วยการไม่สนับสนุนให้ครูสร้างภาระหนี้สินที่ไม่จำเป็น เช่น การทำบัตรเครดิตกับสถาบันการเงินต่างๆ และในกรณีที่ครูหรือบุคลากรต้องการยื่นกู้การซื้อที่อยู่อาศัย ต้อง มีเงินคงเหลือในการใช้จ่ายตามเงื่อนไขของสถาบันการเงินที่กู้ยืม ทางสถานศึกษาจึงจะลงนามในหนังสือ รับรองเงินเดือนให้ตัวอย่างสถานศึกษาภาคเอกชนที่ดำเนินการตามนโยบายแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากร ทางการศึกษา ได้แก่ โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สังกัด สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดขอนแก่น
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓๔ 3) ปัญหาอุปสรรค 1. บุคลากรบางท่านไม่ได้กรอกข้อมูลหนี้สินทั้งหมดในระบบ “แก้ปัญหาหนี้สินครู” นอกจากนี้ กลุ่มผู้ลงทะเบียนลูกหนี้ในระบบฯ ไม่ update ปรับปรุงข้อมูลส่วนตัวในระบบฯ กรณีมีการเปลี่ยนแปลง ข้อมูลลูกหนี้ ทำให้ฐานข้อมูลในระบบมีความคลาดเคลื่อน ไม่เป็นปัจจุบัน 2. บุคลากรส่วนใหญ่ เป็นหนี้แหล่งเงินกู้อื่น หนี้นอกระบบ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ซึ่งทางต้นสังกัด ไม่ทราบข้อมูล และมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าสถาบันการเงินอื่นๆ ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาการออกหนังสือ รับรองเงินเดือน เนื่องจากหน่วยงานใช้สลิปเงินเดือนในการยืนยันข้อมูลในการออกหนังสือรับรองเงินเดือน แต่ในสลิปเงินเดือนไม่ใช่ข้อมูลหนี้ที่แท้จริง เนื่องจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาบางราย มีรายการ หนี้ที่ไม่ได้หักจากเงินเดือน จึงส่งผลให้การออกหนังสือรับรองของหน่วยงานมีความคลาดเคลื่อน 3. สถานีแก้ไขปัญหาหนี้สินครูไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูยังค่อนข้างน้อย ทั้งในส่วนผู้เป็นหนี้ ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลรายการหนี้ ที่แท้จริง รวมถึงการที่สถาบันการเงินไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลงตลอดสัญญาการกู้ยืมได้ เนื่องจากติดขัดด้านระเบียบข้อบังคับของสถาบันการเงิน เป็นองค์กรที่อยู่ในรูปแบบธุรกิจเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาขาดความเชื่อมั่นในการเข้าร่วมโครงการ 4. ครูและบุคลากรทางการศึกษาขาดวินัยทางการเงิน ขาดความตระหนักในการวางแผนและ บริหารจัดการหนี้สินฯ ขาดความรู้ความเข้าใจในแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สิน จึงกู้ทุกครั้งที่ เงินไม่พอใช้จ่าย ทำให้ครูมีภาระหนี้จากสถาบันการเงินหลายแห่ง ภาระหนี้สูงกว่าศักยภาพที่เงินเดือน 5. บุคลากรที่มีปัญหาส่วนใหญ่เป็นผู้เกษียณอายุราชการ ซึ่งมีภาระหนี้สินวงเงินที่สูงเกินกว่า 4 ล้านบาท และเกินขีดความสามารถในการชำระหนี้ได้ 6. บุคลากรทางการศึกษา 38 ค(2) ไม่ได้รับสิทธิแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา 4) ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในภาพรวม 1. ควรปรับปรุงระบบฐานข้อมูลกลางให้เป็นปัจจุบัน และเพิ่มช่องทางการรับรู้ข้อมูล การลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อนำไปสู่การวางแผนกำหนดแนวทางการ แก้หนี้สินครูกรณีผู้ลงทะเบียนกรอกข้อมูลในระบบไม่ครบถ้วน ควรมีเจ้าหน้าที่แอดมิน ติดตาม/ประสาน กับผู้ลงทะเบียนเพื่อนำข้อมูลที่ถูกต้องเข้าสู่ระบบให้ตรงตามความเป็นจริง 2. ผู้มีอำนาจระดับกระทรวง กรม ควรจัดทำข้อตกลงกับสหกรณ์และสถาบันการเงินฯ สำนักงานใหญ่และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แจ้งปรับลดงวดหรือลดดอกเบี้ยต่ำลงกว่าปกติ เพื่อให้หักหนี้ได้ เท่าเงินที่เฉลี่ยหักหนี้ได้ ภายใต้ร้อยละ ๗๐ ของเงินเดือน และมีเงินคงเหลือร้อยละ ๓๐ เพื่อใช้จ่าย ในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องนำเงินที่เหลือไปจ่ายชำระหนี้เพิ่มอีก พร้อมทั้งกำหนดกระบวนการและขั้นตอน ในการดำเนินการที่ชัดเจนในระดับกระทรวงฯ เพื่อความสะดวกในการประสานงาน รวมถึงการดำเนินการ ในระดับเขตพื้นที่ ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาได้อย่าง แท้จริงและเกิดความต่อเนื่อง นอกจากนี้ ควรประสานการจัดการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ Refinance หรือรวมหนี้เป็นก้อนเดียว เพื่อลดภาระการผ่อนชำระหนี้จากหลายที่ ลดดอกเบี้ย เพิ่ม ระยะเวลาผ่อนส่งยาวขึ้น สามารถชำระเงินต้นเพิ่มเติมจากเงินที่ผ่อนชำระเป็นรายงวดได้พักชำระดอกเบี้ย ให้แก่ครูทุกคนที่เป็นลูกหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงิน โดยรัฐบาลรับภาระจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ ผู้มีวงเงินกู้ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นระยะเวลา 3 ปี และให้ลูกหนี้ชำระเพียงเงินต้น
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓๕ 3. สหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงิน ควรเปิดช่องทางพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้มีปัญหา หนี้สิน และจัดให้มีโครงการกองทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครู 4. ควรให้บุคลากรทางการศึกษา 38 ค (2) ได้รับสิทธิแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร ทางการศึกษา 5. ควรสร้างความรู้และความตระหนักให้มีวินัยในการใช้จ่ายแก่บุคลากรรุ่นใหม่ให้ต่อเนื่อง 6. ควรจัดกิจกรรมรณรงค์ในการเปลี่ยนความคิด ทัศนคติในการใช้จ่ายของครู ปรับเปลี่ยน ค่านิยมในการเลียนแบบเพื่อตอบสนองความสะดวกสบาย สร้างจิตสำนึกของการประหยัดอดออม และพอเพียง นโยบายที่ ๔ จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม 1) การวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายฯ สถานการณ์ในพื้นที่ ยังมีบางพื้นที่ที่อุปกรณ์ในการช่วยจัดการเรียนการสอนต่างๆ บางรายการ ไม่สามารถรองรับเทคโนโลยีด้านเครือข่ายการสื่อสาร รวมถึงระบบการสื่อสารบางระบบไม่เสถียร ไม่สามารถ เชื่อมโยงกับบางพื้นที่ได้ แนวโน้มการดำเนินงานเพื่อการขับเคลื่อนนโยบาย อาจเป็นไปในรูปแบบการ ปรับปรุงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ระบบออนไลน์ทุกชนิดให้สามารถใช้งานกับอุปกรณ์ในการช่วยจัดการ เรียนการสอนต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมใช้งานในทุกพื้นที่ให้เพียงพอและสาม ารถเชื่อมโยงกับ เครือข่ายเทคโนโลยีในแต่ละพื้นที่ ให้สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ จากข้อมูลที่หน่วยงานทางการศึกษามีการสะท้อนถึงนโยบายการจัดหาอุปกรณ์การสอนและ สวัสดิการ 1 ครู 1 Tablet ซึ่งเป็นข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษา ครูบุคลากรทางการศึกษา และอื่นๆ ใน สังกัด พบว่ามีความเห็นต่อนโยบายดังกล่าว ดังนี้ ข้อดี ข้อเสีย 1. ครู มีสื่อ/อุปกรณ์ เทคโนโลยีใหม่ ทันสมัย ในการจัดการเรียนรู้และ ประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน มากขึ้น เป็นการอำนวยความ สะดวกให้ครูผู้สอน 2. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการ จัดการเรียนรู้ 1. เป็นการเพิ่มภาระและความรับผิดชอบให้กับครู และเกิด ค่าใช้จ่ายด้านการเก็บรักษาและซ่อมบำรุง 2. ควรจัดหา Computer หรือ Notebook ให้ครูแทน เพื่อใช้ ประโยชน์ได้หลากหลากมากกว่า เนื่องจาก Tablet ใช้งานได้ดีใน ระยะแรกเท่านั้น ต้องUp Date ข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ การใช้งาน ไม่คุ้มค่าเนื่องจาก ปัจจุบันครูมีโทรศัพท์มือถือทุกคนแล้ว นอกจากนี้ ระบบหรือแพลตฟอร์ม ยังไม่เอื้อการจัดการเรียนการสอน 3. มีข้อจำกัดในการใช้งาน เนื่องจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตยังไม่ ครอบคลุมทุกพื้นที่ จากข้อมูลดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า การนำอุปกรณ์ Table มาเป็นเครื่องในการเรียนการสอนตามนโยบายฯ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับบริบทของสภาพแวดล้อมโรงเรียนและชุมชน อาจปรับเปลี่ยนอุปกรณ์จาก Table เป็นอุปกรณ์อื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่และผู้ใช้งาน เช่น แล็ปท็อป หรือ โน๊ตบุ๊ค ซึ่งหากเป็นอุปกรณ์ Table ควรเป็น Tablet ที่มีคุณภาพ ได้รับมาตรฐาน มีการรับประกัน มีศูนย์ซ่อมบำรุงทุกจังหวัด ไม่สร้างภาระ ให้ครูในการดูแลซ่อมแซม รวมถึง Tablet ควรมีเนื้อหา/สื่อการเรียนรู้ครบทุกสาระการเรียนรู้ตามระดับชั้น 2) ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1. ครูผู้สอน ได้รับการส่งเสริมให้ศึกษาการใช้ Tablet เป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนการสอน 2. ครูผู้สอน ได้รับการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการใช้ Digital Platform ความรู้เกี่ยวกับซอต์ฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน การผลิตสื่อด้วยเทคโนโลยี
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓๖ 3. อาคารเรียน ห้องเรียน ได้รับการพัฒนาปรับปรุงเพื่อเตรียมความพร้อมในด้านสถานที่ สำหรับใช้ในการจัดเก็บอุปกรณ์รวมถึงความพร้อมในด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์พ่วงต่อ สายไฟ ปลั๊กไฟ ที่ใช้ในการต่อพ่วง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ๔. มีการสนับสนุนให้มีการขอรับงบครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค เครื่องปริ๊นซ์ และอื่น ๆ ที่ จำเป็นในการจัดการเรียนการสอนรวมถึงการสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณค่าอินเตอร์เน็ตเป็นรายเดือน 3) ปัญหาอุปสรรค 1. สัญญาณอินเทอร์เน็ตในแต่ละพื้นที่ ไม่เสถียร บางพื้นที่ใช้ได้เป็นบางวัน บางเวลา 2. Function Smart Phone ในแต่ละรุ่นไม่สามารถใช้งานได้เหมือนกัน 3. บุคลากรบางท่าน ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการใช้อุปกรณ์ทางด้าน Technology Digital ในการสร้างสื่อการเรียนการสอน 4. การจัดหาอุปกรณ์การสอนมีข้อจำกัดในด้านระเบียบข้อบังคับในการจัดหาระดับสถานศึกษา และระดับเขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงข้อจำกัดด้านขาดการสนับสนุนงบประมาณจากส่วนกลาง การจัดหา อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ต้องเสนอผ่านศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ เห็นชอบจึงจะดำเนินการขอจัดหาได้ซึ่งมีความยุ่งยาก มีความล่าช้า 5. หน่วยงานต้นสังกัดมีการนิเทศ ติดตามและให้ความช่วยเหลือการจัดการเรียนรู้ของครูผ่าน ระบบออนไลน์ได้มากขึ้น โรงเรียนมีการเตรียมความพร้อมให้แก่ครู นักเรียนและผู้ปกครอง สนับสนุนปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนรู้ ทั้งช่วงก่อนและระหว่างการเรียนรู้ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 4) ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในภาพรวม 1. ควรมีการดำเนินการตามนโยบายฯ อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ตั้งแต่การจัดซื้อจัดหา การ ดูแลและให้บริการหลังการขาย รวมถึงการซ่อมบำรุง และควรจัดหาอุปกรณ์ให้ครบในทุกระดับชั้น 2. ควรมีการบริหารจัดการด้านสัญญาณ Internet ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ 3. ควรเป็น Tablet ที่มีคุณภาพ ได้รับมาตรฐาน มีการรับประกันอายุการใช้งานอย่างน้อย 3 ปี มีศูนย์ซ่อมบำรุงทุกจังหวัด ภายใน Tablet ควรมีเนื้อหา/สื่อการเรียนรู้ครบทุกสาระการเรียนรู้ตาม ระดับชั้น 4. ครูควรเสริมสร้างเจตคติต่อการเรียนรู้แบบพึ่งพาตนเองให้แก่นักเรียนและผู้ปกครอง 5. นโยบายเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณไม่คุ้มค่า ควรจัดหาสื่อในลักษณะอื่นแทน หรือทีวี ครบทุกห้องทุกชั้นเรียน 6. ควรจัดเป็นค่าจ้างครูสำหรับที่โรงเรียนครูไม่ครบชั้น ครบวิชา 7. อยากให้ปรับขึ้นเงินเดือนมากกว่าการแจก Tablet
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓๗ นโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง นโยบายที่ 5 เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียน เป็น ศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอ ภาคทางการศึกษา มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (1 นักเรียน 1 Tablet) ๑) การวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายฯ จากข้อมูลที่หน่วยงานทางการศึกษามีการสะท้อนถึงนโยบายการจัดหาอุปกรณ์การสอนและ สวัสดิการ 1 นักเรียน 1 Tablet ซึ่งเป็นข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษา ครูบุคลากรทางการศึกษา และอื่นๆ ในสังกัด พบว่ามีความเห็นต่อนโยบายดังกล่าว ดังนี้ ข้อดี ข้อเสีย 1. เป็นนโยบายที่ดี เนื่องจากการจัดกิจกรรม เรียนการสอนในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีและ Application ท า ง ก า ร ศ ึ ก ษ า ท ี ่ ท ั น ส มั ย อุปกรณ์electronic มีความสำคัญอย่างมากใน ฐานะเป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรม 2. นักเรียนสามารถค้นคว้า ข้อมูลที่สนใจ และ สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ได้ในทุกๆที่ นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา 3. เป็นการพัฒนาประสบการณ์ของนักเรียนในการ เรียนรู้บนโลกออนไลน์ และค้นหาคำตอบในสิ่งที่ อยากเรียนรู้จากแฟลตฟอร์มของ สพฐ.หรือ หน่วยงานการศึกษา ต่อนักเรียนที่มีความสนใจ 4. ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักเรียนที่ยากจน ไม่มี ทุนทรัพย์ในการจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใช้ใน การเรียน นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความชอบ และความถนัด ได้รับความรู้หลากหลายเพื่อนำ ความรู้นั้นมาต่อยอดประกอบอาชีพในอนาคต 5. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับ นักเรียนที่รับบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษ ทั้ง ในบริบทของการมารับบริการที่สถานศึกษา และ การรับบริการที่บ้าน จะทำให้ผู้เรียนได้รับโอกาส ในการเข้าถึงสื่อ เทคโนโลยี สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สำหรับเด็กเจ็บป่วยในโรงพยาบาล เด็กเจ็บป่วย เรื้อรัง ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา จะได้มีโอกาส เรียนมาโรงเรียน และเรียนได้ทันเพื่อน โดยใช้ IT เป็นสื่อในการเรียนรู้ 1. นักเรียนยังไม่มีความรับผิดชอบในการดูแล อุปกรณ์ที่ได้รับ เป็นการเพิ่มภาระและความ รับผิดชอบให้กับครู และเกิดค่าใช้จ่ายด้านการเก็บ รักษาและซ่อมบำรุง 2. อาจส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา คือ ไม่สามารถ ควบคุมการใช้สื่อบนโลกออนไลน์ของนักเรียนได้ นักเรียนอาจใช้ผิดวัตถุประสงค์ เข่น ใช้เล่นเกมส์ ดูสื่อลามก เป็นต้น 3. หากนักเรียนใช้เวลากับการอยู่หน้าจอนานเกินไป จะทำให้ส่งผลเสียต่อสายตา และทำให้ เด็กสมาธิสั้น 4. การนำงบประมาณไปจัดซื้อ Tablet แจกตาม นโยบายดังกล่าว คาดว่าจะสิ้นเปลืองงบประมาณ โดยเปล่าประโยชน์ ไม่คุ้มค่า ผลที่ได้รับอาจ เหมือนกับที่มีการแจก Tablet ที่ผ่านมา ได้Tablet ไม่มีคุณภาพ เทคโนโลยีล้าหลัง ชำรุดง่าย (โดยเฉพาะ จุดชาร์ตแบตเตอรี่) การรับประกันเครื่องล่าช้า สถานศึกษาไม่มีงบประมาณในการซ่อม ทำให้ไม่ บรรลุวัตถุประสงค์ในการนำ Tablet มาใช้งาน 5. การสอน onsite ด้วยครู ดีกว่า การสอนทาง online เนื่องจากครูผู้สอนสามารถควบคุมและเข้าถึง ผู้เรียนได้ดีกว่า ทำให้รู้ว่าผู้เรียนเข้าใจหรือไม่ ลดการ ใช้สื่อ online เนื่องจากโดยปกติอยู่ที่บ้าน เด็กชอบ เล่นโทรศัพท์อยู่แล้ว 6. บางครอบครัวมีข้อจำกัดในการใช้งาน เนื่องจาก ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓๘ จากข้อมูลดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า การนำอุปกรณ์ Table มาเป็นเครื่องในการเรียนการสอนตามนโยบาย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับบริบทของผู้เรียน และ สภาพแวดล้อม ของโรงเรียนและชุมชน อาจปรับเปลี่ยนอุปกรณ์จาก Table เป็นอุปกรณ์อื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ และผู้ใช้งาน เช่น แล็ปท็อปหรือโน๊ตบุ๊ค หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) โดยจัดเป็นห้องเรียน คอมพิวเตอร์ เป็นต้น 2) ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1. ครูผู้สอนได้รับการพัฒนาทักษะความรู้ในการสร้างและพัฒนาสื่อ Digital Platform เพื่อ นำเข้าสู่ระบบคลังสื่อ เพื่อให้ได้สื่อที่มีเนื้อหาตรงตามตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มสาระ การเรียนรู้รวมทั้งเผยแพร่วิธีการใช้งานระบบคลังสื่อฯ และการสร้างสื่อจากครูแกนนำ ที่มีความรู้ ความสามารถด้านการพัฒนาสื่อเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน เตรียมความพร้อมของแพลตฟอร์ม การเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ เช่น การขับเคลื่อนระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล (OBEC Content Center) เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนของครู มีเนื้อหาหลากหลายประเภท ทั้งในรูปแบบ E-Book Video ภาพ / เสียง เป็นต้น 2. ครูได้รับการส่งเสริมให้นำเทคโนโลยี Application มาใช้ในการพบกลุ่มการเรียนออนไลน์ ผ่านช่อง ETV Chanel การค้นคว้าหาข้อมูล การฝึกทำแบบทดสอบ Online นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาและ ส่งเสริมการเรียนด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ ปรับรูปแบบการเรียนรู้และการสอน เพื่อพัฒนาทักษะและอาชีพ ของคนทุกช่วงวัย โดยปรับโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาให้ทันสมัย มีการนำเทคโนโลยีและการเรียนรู้ผ่าน ประสบการณ์จริงเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงการใช้สื่อ Social ในการเผยแพร่ ความรู้และกิจกรรมของหน่วยงานทางการศึกษา ซึ่งจะช่วยพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีความ ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบันต่อไป โดยตัวอย่างผลการดำเนินการ ได้แก่ การจัดทำ Youtube ร่มโพธิ์channel (ศกศ.รอ.) เผยแพร่การดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้ผู้เรียน ครูบุคลากร ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไปได้เข้ามารับชม ศึกษา และใช้ประโยชน์ต่อไป เป็นต้น . ตัวอย่าง Social ในการเผยแพร่ความรู้และกิจกรรมของหน่วยงานทางการศึกษา 3. ผู้ปกครองและประชาชนในพื้นที่ได้รับความรู้ความเข้าใจ ในการจัดการศึกษายุค ปัจจุบัน ที่มีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการ Up-Skill Re-Skill ความรู้ด้าน Digital สร้างความรู้ ความเข้าใจกับชุมชน เพื่อลดความไม่เข้าใจระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครอง และขอความร่วมมือ ผู้ปกครองให้ช่วยกำกับดูแลความเสี่ยงในโลกออนไลน์ของผู้เรียน โดยเฝ้าระวังภัยจากโลกออนไลน์ ที่อาจ นำมาสู่ผู้เรียน ส่งผลกระทบไปสู่ครอบครัว ชุมชน และเป็นปัญหาระดับประเทศต่อไป
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๓๙ 4. ครุภัณฑ์DLTV สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด ได้รับการสำรวจความพร้อม/ความ ต้องการ ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครูใน โรงเรียนขนาดเล็ก เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล มีเป้าหมายพัฒนาคุณภาพ การศึกษาอย่างยั่งยืน เพื่อการเข้าถึงการเรียนรู้จากใบงาน สื่อ และเว็บไซต์การจัดการเรียนการสอน โดยใช้ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม(DLTV) 5. หน่วยงานต้นสังกัดสามารถนิเทศ ติดตามและให้ความช่วยเหลือการจัดการเรียนรู้ของครู ผ่านระบบออนไลน์ได้มากขึ้น มีการเตรียมความพร้อมให้แก่ครู นักเรียนและผู้ปกครอง สนับสนุนปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนรู้ ทั้งช่วงก่อนและระหว่างการเรียนรู้ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 6. โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ส่งเสริมให้มีการ จัดการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน โดยร่วมมือกับศูนย์การเรียนรู้ รัตนาภาจังหวัดขอนแก่น และ วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น โดยผู้เรียนจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ให้มีการลงมือปฏิบัติจริง ตามความถนัดและความต้องการของผู้เรียน โดยมีแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ได้แก่ โฮมมูนมัง จังหวัดขอนแก่น แหล่งเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมหาไถ่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมหาวิทยาลัยขอนแก่น วัดป่าแสงอรุณ วัดป่าธรรมะอุทยาน วัดหนองแวงพระอารามหลวง พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น 7. โรงเรียนโสภโณประชาสรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 จัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Hybrid ซึ่งประกอบด้วยการเรียนในรูปแบบ Onsite ในชั้นเรียนและ การเรียนการสอนในรูปแบบ Online ผ่านโปรแกรม Google meet เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ส่งผลให้นักเรียนสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง 8. ภาคเอกชน (สถานประกอบการ) ได้รับการส่งเสริมบทบาทให้มีส่วนร่วมในการ สนับสนุนและจัดการศึกษา โดยให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมในระหว่างการเรียนหรือฝึกอาชีพ นำแพลตฟอร์ม การเรียนรู้แห่งชาติมาผสมผสานการเรียนการสอนแบบเดิมในห้องเรียนกับการเรียนการสอนออนไลน์ (Hybrid Education) ผู้เรียนจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งในและนอกห้องเรียน และ ขยายการเรียนรู้ไปถึงประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศ ให้มีโอกาสทางการศึกษา เข้าถึงเนื้อหาสาระที่มี คุณภาพ ตลอดจนพัฒนาการศึกษาผ่านระบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้(Credit Bank System) เพื่อเปิด โอกาสให้ผู้เรียนและประชาชนได้เรียนและทำงานไปในเวลาเดียวกัน โดยมีตัวอย่างผลการดำเนินการ ดังนี้ (1) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ร่วมกับ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ“การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยเทคโนโลยี iPad สำหรับผู้บริหารและครู” (2) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต ๑ สนับสนุนจัดหาแท็บเล็ต (Tablet) ที่มีประสิทธิภาพ สามารถเชื่อโยงระบบออนไลน์รองรับการใช้งานให้เพียงพอกับจำนวนผู้เรียน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ในการพัฒนาเครือข่าย สัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการการสร้างเวปไซด์ด้วยชื่อโดเมน และ.ไทยฟรี โดยความร่วมมือของมูลนิธิอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศไทยโดยครูที่เข้ารับการอบรมจะได้โดเมนฟรีจำนวน ๒ ปี (3) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต ๒ มีผู้แทนจากเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแนวทางการรับนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้รับโอกาสการศึกษาอย่าง ทั่วถึง และเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา
รายงานสรุปผลการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติรอบที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๒ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๔๐ (4) สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดร้อยเอ็ด ส่งเสริมหน่วยงานเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการสนับสนุนและจัดการศึกษาแก่ผู้เรียน เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขา อำเภอจังหาร , บริษัท แทร็กซ์อินเตอร์เทรด จำกัด เป็นต้น (5) สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ส่งเสริมภาคเอกชน (สถานประกอบการ) ให้ มีส่วนร่วมในการสนับสนุนและจัดการศึกษา โดยให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมในระหว่างการเรียนหรือฝึกอาชีพ นำแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติมาผสมผสานการเรียนการสอนแบบเดิมในห้องเรียนกับการเรียนการสอน ออนไลน์ (Hybrid Education) ผู้เรียนจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งในห้องเรียนและ นอกห้องเรียน และขยายการเรียนรู้ไปถึงประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศให้มีโอกาสทางการศึกษา เข้าถึง เนื้อหาสาระที่มีคุณภาพ ตลอดจนพัฒนาการศึกษาผ่านระบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank System) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชนได้ 3) ปัญหาอุปสรรค 1. สถานศึกษาขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้นหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้ ยังให้ความสำคัญกับการ จัดทำสื่อในการเรียนการสอนและการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรน้อย และยังใช้รูปแบบการสอนแบบเดิมๆ ขาดการพัฒนาตนเองด้านการอบรมอย่างต่อเนื่อง 2. ครูผู้สอนบางท่านไม่ถนัดในการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนผ่านแพลตฟอร์ม 3. เด็กขาดความกระตือรือร้นและสนใจในการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนเท่าที่ควร ครูและ ผู้ปกครองต้องคอยกำกับและกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา 4. โรงเรียนยังขาดอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอน ที่ทันสมัยและเอื้อในการจัดการเรียน การสอนออนไลน์ให้กับนักเรียน 5. นักเรียนยังขาดความพร้อมในการดูแลอุปกรณ์ที่ได้รับ รวมถึงดุลพินิจในการใช้ประโยชน์ จาก Tablet 6. ครอบครัวของนักเรียนบางส่วน ไม่มีอินเทอร์เน็ตรองรับการใช้ Tablet จึงส่งผลให้การเรียน ได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง 4) ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในภาพรวม 1. ควรมีมาตรการควบคุมการใช้Tablet ให้เกิดประโยชน์และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ การจัดการเรียนการสอน ซึ่งนักเรียนมีพื้นฐานการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน ถ้ามีนโยบายให้นักเรียนสามารถ นำกลับบ้านได้นักเรียนอาจจะไม่ได้นำไปใช้เพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม แต่อาจจะนำไปใช้เล่นเกม หรือเข้าสู่ เว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งจะส่งผลให้เป็นภาระของผู้ปกครองที่จะต้องเอาใจใส่บุตรหลานเพิ่มเติมในระหว่าง การใช้งาน Tablet อีกด้วย 2. ควรจัดหาอุปกรณ์ให้ครบในทุกระดับชั้น และควรเป็น Tablet ที่มีคุณภาพ ได้รับมาตรฐาน มีการรับประกันอายุการใช้งานอย่างน้อย 3 ปี มีศูนย์ซ่อมบำรุงทุกจังหวัด ภายใน Tablet ควรมีเนื้อหา/สื่อ การเรียนรู้ครบทุกสาระการเรียนรู้ตามระดับชั้น เพื่อให้นักเรียนได้เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา 3. ควรให้หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่เป็นผู้จัดซื้อจัดหา Tablet เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่ เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ และสะดวกต่อการบริการหลังการขาย 4. ควรจัดหาสื่อในลักษณะอื่นแทน Tablet เพราะปัจจุบันนักเรียนมี smart phone อยู่แล้ว 5. ควรพิจารณาเสนอปรับเปลี่ยนจาก 1 นักเรียน 1 Tablet เป็นแจก แล็ปท็อปหรือโน๊ตบุ๊ค จะเป็นประโยชน์กว่า เนื่องจาก ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี จะเห็นว่าการใช้งานแล็ปท็อป ครูผู้สอน