คูมือการฝ กอบรมผูบั งค ั บบ ั ญชาลู กเสือ เร ื่ อง เง ื่อนเชื อก ส ํ าน ั กล ู กเสือ ส ํ าน ั กงานคณะกรรมการการศ ึ กษาข ั้ นพ ื้ นฐาน กระทรวงศ ึ กษาธ ิ การ
2 สารบัญ เร ื่ อง หนา บทท ี่1 การจัดคายพกแรมั บทท ี่2 ประวัติเง ื่ อนเชอกื บทท ี่3 เชือกและการเก็บรักษา บทท ี่4 เง ื่ อนเชือก ๑ - การฟนเช ือก - การพนหัวเชั ือก - การแทงเชือก - ปมปลายเชือก(STOPPER KNOTS) บทท ี่ 5 เง ื่ อนเชือก ๒ - เง ื่อนประเภทผูกดวยเชือกเสนเดียว - เง ื่อนประเภทผูกดวยเชือกเสนเดียวประเภทบวง - เง ื่อนประเภทผูกดวยเชือกสองเสนประเภทตอเชือก บทท ี่6 เง ื่ อนเชือก ๓ - เง ื่อนประเภทผูกกับวัตถุ - การทาโมเดลตามร ํูปแบบที่กําหนดให บทท ี่ 7 การจัดทาและการใช ํ สื่อการสอน บทท ี่8 เง ื่ อนเชือก ๔ - เง ื่อนประเภทผูกแนน บทท ี่9 เง ื่ อนกับงานบกเบุิก บทท ี่10 การสรางงานบุกเบิกประยกตุในเวลากลางคืน บทท ี่11 เง ื่ อนเชือก ๖ - เคร ื่ องผอนแรง - สมอบกประเภทตางๆ บทท ี่12 การสรางงานบุกเบิก บทท ี่13 เง ื่ อนเชือก ๕เง ื่ อนพิเศษ - วอกเกิล 4เหล ี่ ยม - วอกเกิล 5 เหล ี่ ยม - วอกเกิล 7 เหล ี่ ยม - การถักสายยงยศ - สายยงยศลูกเสือสามัญรุนใหญ - สายยงยศเนตรนารี - สายยงยศลูกเสือสามัญ - สายนกหวีด - บันไดเชือก
3 บทที่ 1 การจัดคายพักแรม วิธีปฏิบัติเมอถ ื่ ึงคายพักแรม การเลือกที่ตั้งคายพักแรมเปนเร ื่ องสําคัญ เน ื่ องจากอาจจะมีฝนจก ฟาคะนอง มีพายุ ลมพัดแรง หรือภัย จากธรรมชาติอื่น ๆ ตองคํานึงถงลึ ักษณะพ ื้ นท ี่ใหมากๆ หากเปนท ี่ลุม ฝนตกน้ํา จะขัง เปนต น เปนเร ื่ องท ี่ ควรคํานึง 1. สถานที่ที่เหมาะกับการตงค ั้ าย สถานที่ที่เหมาะกับการต ั้ งคายควรม ีลักษณะดังตอไปนี้ 1. ควรเปนทาเลทํ ี่ เหมาะอยูในที่โลง มีเน ื้ อทพอท ี่ ี่จะฝกลูกเสือได 2. หางไกลจากหมูบานพอประมาณ เพ ื่ อกนคั ําครหานนทาจากชาวบิานเน ื่ องจากลูกเสือตองมี กิจกรรมในเวลากลางคืน อาจสรางความรําคาญหรือรบกวนชาวบาน แตชาวบานมาชมก ิจกรรมได 3. มีทิวทัศนที่สวยงาม มีตนไมให ความรมเยนพอสมควร ็ 4. มีสถานีอนามัย โรงพยาบาล ไมไกลจนเกนไป ิ ทั้งน ี้ เม ื่ อลูกเสือเจ็บปวยหรือมีอุบัติเหตุจะได นําสงไดสะดวก 5. หางจากตลาดพอสมควร ในระยะที่ เดินไปซื้ ออุปกรณหรือเสบียงอาหารได แตไมไกลจนเกนไป ิ เพ ื่อปองกันลกเสูือออกไปซอของท ื้ ี่ไมจําเปน หรือของกนทิ ี่ไมเหมาะสมทําใหเสีย สุขภาพและไมมีประโยชน 6. หางจากถนนใหญ ทางรถไฟ หรือถนนท่มีียวดยานพาหนะผานมาก ๆ เพ ื่อปองก ันมิใหเกิด อุบัติเหตุทางรถไฟ หรือรถยนต 7. ควรเปนทีที่มีน้ําด ื่ มน ้ําใชพอเพ ียง และตองเปนน ้ํ าท ี่ สะอาด หางจากลําธาร หวยหนอง คลอง บึง ทะเลพอประมาณเพื่ ออาศัยน้ํา แตเพอม ื่ ิใหลูกเสือไดลงเลนน ้ําไดสะดวกอาจเก ดอิ ุบิติเหตุไดและการที่มีแหลงน้ํา จะไดทํากิจกรรมทางนาได ้ํ ดวย 8. อยูบนดอน เวลามีฝนตกสามารถระบายนาออกได ้ํ อยางรวดเร็ว ไมมีน้ําขังอยูบริเวณในคาย 9. สถานท ี่ควรเปนด ินปนทราย เวลาเทนาลงไปจะได ้ํ ดูดซึมลงไปอยางรวดเร็ว ไมควรเลือกบริเวณ ที่เปนดนเหนิยวี เพราะฝนตกน้ํ าจะซึมลงใตพื้นชาจะท ําใหบริเวณที่พักเปนโคลน 10. ไมใกลตนไมใหญหรืออยูใตตนไมใหญ เม ื่ อเวลามีฝนตกน้ําฝนจะไหลจากใบไมลงสูเต็นททําให เต็นทเปยกเป นเวลานาน และอาจไดรับอันตรายจากฟาผ าหรือพายุพัดหักโคนลงมาทับเต็นทได 11. เปนปาละเมาะเตี้ย ๆ หรืออยูใกลปาไมสามารถหาฟนมาท ําเช ื้ อเพลิงในการหงอาหารุ หรือตัด ไมมาทาเพํงพิ ัก สวนใบใชมุงหลังคาได และสามารถใชเปนสถานทปฏี่ ิบัติกิจกรรมได เชน การสรางฐานผจญภัย สรางสะพาน และทําอุปกรณที่จําเปน เชน สรางสวม ทําท ี่ คว ่ํ าจาน ทําราวตากผา ทําร ั้ วคาย เปนต น 12. ควรพิจารณาทิศทางลมในการกางเต็นท ภพยายามใหดานขางของเต็นทหันเขาหาลม
4 2. การวางผังบรเวณทิ ี่ตงค ั้ ายพักแรม เม ื่ อลูกเสือเดนทางมาถิงสถานทึ ี่ตั้ งคายพกแรมั นายหมูสั่งใหลกเสูือทุกคนนําอุปกรณเคร ื่ อง ใชมามาวางกองรวมกนไว ั เปนหมูแลววางผังเตนทท ี่พกั ซงนายหม ึ่ ลู ูกเสือไดเคยดูสถานท ี่ จากแผนทท ี่ ี่ ติดประกาศไวที่ตั้ งกองแลว ถายงไม ั เคยดูเลยจะตองเลอกทื ี่ และวางผงสั ําหรับต ั้ งเตนท็ ในขณะนน ั้ ขอเสนอแนะในการวางผัง 1. ใหแตละหมูตงเต ั้ ็นททพ ี่ ักของตนเองอยาใหใกลกนจนเักินไป ถาค ิดวาฝนจะต กใหขดรางระบายนุาด ้ํ วย 2. เต็นทของผูบงคั ับบัญชาลูกเสืออยูตรงกลาง (เต็นทหม ูลกเสูืออยูรอบๆเปนคร ึ่ งวงกลมหรือรูปเกือกมา รูปสี่ เหล ี่ ยมก็ได) 3. ต ั้งเสาธงประจําคายและสถานที่ชุมนุมรอบกองไฟ 4. ต ั้ งทท ี่ ําครัวของหมูใหอยูใกลกับทพ ี่ ักของหมูนั้ นๆ ควรใชพ ื้ นที่ทาครํ ัวประมาณหมูละ 3 - 4 ตารางเมตร สวมควรจัดสรางใหสะดวกทส ีุ่ด อยาอย ูใตลม และไมควรใหใกลเกนไป ิกลางคืน ควรมีโคมไฟ หรือตะเกียงแขวนไว 5 เต็นทเก็บวัสดอุ ุปกรณและเต็นทพยาบาล ควรต ั้ งอยูใกลผูบังคับบัญชา 6. หลุมเทนา ้ํ (หลุมเปยก)หลุมท ิ้ งขยะ หรือเศษอาหาร (หลมแหุง) ควรอยใตู ลมและมีฝาปดดี 7. ที่ลางภาชนะจาน ชาม และน ้ํ าสาหรํ ับดื่ม ควรอยูใกลเต็นทท ี่พกัแตระวังอยาให เปยกช ื้น การดําเนินงานข ั้ นตอไป 1. ใหลูกเสือแตละหมูตงเต ั้ ็นทกบทั ี่ สวนผูบังคับบัญชากางเต็นทท ี่พกของตนเองและเตันท็พยาบาล 2. ลูกเสือในหมูใหแบงงานกนทั ํา เชนสรางส วมพรอมดวยฉากกน ั้ ทาทํล่ีางภา ชนะขุดหลุมเปยก หลุมแหง ทาทํ ี่ปกธงหมู กางเตนท็ เก็บวสดัุทําท ี่ ควาจ ่ํ าน ทวางแก ี่ ว ท ี่ แขวนหมวก ทาทํ ี่ แขวนอุปกรณครัว เปนตน 3. เม ื่ อลูกเสือกางเต็นทเสร็จแลว มอบหมายใหลูกเสือขนพัสดุอุปกรณเขาท ี่และไปหาฟน หาน ้ํ ามาหุงตมประกอบอาหาร ตัวอยางการวางผังบรเวณทิ ี่ตั้ งคายพกแรมั
5 ตัวอยางการวางผังบรเวณทิ ี่ตั้ งคายพกแรมั
ตัวอยางการวางผังบรเวณทิ ี่ตั้ งคายพกแรมั 3. การสรางสวมที่ปสสาวะที่ลางม ือ ที่ทําครัว และอ ื่ นๆ การสรางสวม ที่ปสสาวะ ทล ี่ างมือ ทท ี่ ําครัว เปนต น เปนส ิ่ งจาเปํนต องจัดทาให ํ ถกตูอง ตามหลกสัุขาภิบาล และมจีํานวนใหมากพอกับความตองการต อจานวนลํูกเสือท ี่ไปอยูคายพกแรมั สวม ควรขุดหลุมยาวประมาณ 1 เมตรกวาง ¼ เมตร ลึก ¼ เมตร ไมส ําหรับรองเทาไม จําเปนต องมี มี กระดาษชาระและกองทรํายอยูใกลๆหลุม พรอมกับพล ั่ วสําหรับแซะทรายกลบเม ื่ อถายอุจจาระเสรจม็ ีปูนขาวโรย เพ ื่ อดับกลิ่น มฉากกีนอาจจ ั้ ะทําดวยก งไม ิ่ หรือกนด ั้ วยผาใบ ผาพลาสติก ความสูงของฉากก้นสั งประมาณู 6 ฟตุ ควรก ั้นเปนช องๆ สวมชนิดนสร ี้ างข ึ้ นสาหรํบลัูกเสือใช 2 วัน ตอจํานวนลูกเสือ 10 คน
7 ลักษณะของสวม ที่ปสสาวะ ควรสรางใกลๆ สวม ใหขุดลึกพอสมควร เอาหนหริ ือกรวดรองกนหลุม แลวขุดรองระบายนา ้ํ ปสสาวะใหมทีี่ไหลออกไปได หากใชหลายว ันจะมีกลนเ ิ่ หม็นก็กลบดนแลิ วทําใหม ที่สําหรับลางม ือ ประกอบดวยอางน ้ํ าตั้งบนสามขา สามขาทาดํ วยไม ควรมีที่ แขวนสบู และผาเช ็ดมอืนาท ้ํ ี่ใชแลวก ็ เทลงหลุมเปยก
8 ที่ทําครัว ควรสรางใหมขอบเขตที ําครัวโดยเฉพาะ ควรเลือกพนท ื้ จะเป ี่ นเหตุใหพ ื้ นท ี่ เสียหายนอยที่สุดถามี หญาข ึ้ นอยูตองแซะหญาออกใหติดดินหนาประมาณ 10เซนติเมตร แลวจึงตั้งไฟ หญาท ี่ แซะออกตอง รดน ้ําไว เม ื่ อส ิ้ นสุดการอยูคายพกแรมแลั วใหปลูกหญาไวท ี่ เดิม หากขุดหลุมเปนเตา เม ื่ อเสร็จการอยูคาย ตองกลบเหมอนเดื ิม เตาไฟ มีหลายแบบ เชน แบบขุดเปนราง แบบใชอิฐ หรือกอนหินวางบนสามเสา แบบเตาย ืน หรือเตา ลอยจะทาแบํบไหนก็แลวแต ความสะดวกในการประกอบอาหาร เตาไฟแบบตางๆ
9 กองฟน ควรจัดฟนใหเปนระเบียบ อยูไมหางจากเตาไฟ ถาฝนต กจะตองมหลีงคาดั วย ถาใชเตาลอยก็เอา ฟนวางเรียงไวใต เตาใหเรียบรอย หลุมเปยก ควรขุดขนาดลังใหญลึกพอสมควร ท ี่ปากหลุมใชกิ่งไมใบไมสานเปนแผงปด ใชใสสําหรับเทน ้ํ าท ี่ ไมใชสิ่ งตางๆจะติดอยูที่ฝาปด จะตองเปลี่ยนใบไมวนลัะครั้ง เปนอย างนอย เอาเศษที่ติดฝาปดไปเคาะเทในหลุม แหง หลุมแหง ควรขุดอีกหลุมหนงใกล ึ่ ๆหลุมเปยก เม ื่ อท ิ้ งเศษอาหารแลวจะตองเอาดินกลบ ถาเปน กระปองตองทบใหุแบน เม ื่ อกลบดินแลว ตองเหยียบใหแนนเพ ื่อปองกนสัุนัขมาคุยเขยหาอ ี่ าหาร
10 ท ี่ประกอบอาหารและที่รบประทานอาหาร ั ควรมีหลังคากนแดดั กนฝั ุนละออง อาจใชผาใบหรือสรางเพ ิงคลุมดวยก ิ่งไมใบไมโตะอาหาร และมานง ั่ จัดทําอยางง ายๆ เคร ื่องใชอื่ นๆ ท ี่ ควรจัด เชน ประตูและรั้ว ปายประกาศ ท ี่แขวนของใช ราวตากผา ตะเกยงป ีา ท ี่ วางรองเทาท ี่ น ั่ งพักผอน ท ี่ เก็บมีด ท ี่ เก็บกระบอกนา ้ํ ทคว ี่ ่ํ าจาน ท ี่ เกบช็ อน ท ี่ เก็บถังนา ้ํ ท ี่ เก็บกะละมัง ทาไม ํแขวนเส ื้ อและอ ื่ นๆ ที่จําเปนต องจดทั ําขึ้น 4. การอาบนา ้ํ หากจําเปนจะต องลงไปอาบน้ําในแมนาล ้ํ ําคลอง หนอง บึงหรือสระน้ํา นายหมูจะตองสํารวจ เสียกอนวา 1. ภายในหมูมีผวูายน ้ําเปนก ี่ คน คนวายนาไ้ํ มเปนไมอนุญาตใหลงอาบนา ้ํ ใหตัดข ึ้นมาอาบบนฝง 2. บริเวณนนม ั้ ีตอไมใตน้ํา หรอมื ีสัตวที่เปนอ ันตรายหรือไม 3. บริเวณนนน ั้ าล ้ํ กหรึ ือไม ถามีตองปกเสาเปนเขตอันตรายไวและหามออกไป 4. บริเวณท ี่ เราจะลงอาบน้ํา ตล ิ่ งจะพงหรั ือไม ถาหากจะทําใหตล ิ่ งพงลั งไดจะตองระมัดระวัง ปองกันอนตรัาย นอกจากน ี้ หามทกคนดุํานาเพราะมองไ ้ํ มเหน็ อาจนึกวาเขาดาอยํ ูเรอยๆ ื่ ท ี่ แทเขาจมน ้ําไปแลว และนายหมูตองเป นผูอาบนาหล ้ํ งสัุด จะตองคอยดูวาเขาลงอาบก ี่ คน ข ึ้ นมาครบหรอไม ื 5. การที่ตองกระทําใหขณะอยูคายพักแรม 1. ตองมีกองรักษาการณ จัดเวรยาม 2. จัดหนวยบร ิการ ทาความสํะอาดรักษาสถานท ี่ใชรวมกนั เชน สวม หองนา ้ํ สถานทอบรม ี่ สานมฝก
11 3. ตรวจช ื่ อตอนเชา เม ื่ อทราบจํานวน และตรวจความทุกขสุขของลูกเสือ 4. สรางเคร ื่องใชขึ้น ใชในขณะที่ อยูคายพักแรม 6. หนาท ี่ ยามรกษาการณั 1. รักษาทางเขาออกในบริเวณคายพักแรม 2. ทําสัญญาบอกฝาย – รหัสประจําวัน 3. คอยใหสัญญาณโมงยาม และบอกภัยใหทราบ 4. ลงบันทึกรายวัน และเหตุการณประจําวัน 5. ใครออกนอกบริเวณ จะตองไดรับอนุญาตกลับมาตองรายงานใหทราบ 7. การปฏิบัติในเรื่ องอนามัย 1. ดื่มน้ําแตเฉพาะที่กําหนดให 2. ถายอุจจาระ ปสสาวะ ในคายตามท ี่กําหนด ไมถายปสสาวะใกลกระโจมหร ือเตนทที่พัก 3. ระวังรักษาสุขภาพ นอนแตหัวค ่ํ าตามเวลาที่กําหนด เวลานอนตองมีผาปดหนาอกและระวัง อยาใหลมโกรก 4. รอใหเหง ื่ อแหงจ ึงอาบน้ํา 5. ในท่พักี ตองสวมเส ื้ อและหมวกตลอดเวลา เพราะรอน 6. ภายในเตนท และบริเวณที่พัก ตองสะอาด 7. อยานอนบนหญาที่มีกล ิ่ นผิดปกติ 8. ควรมีใบไมปูรองนอน เอาผาปูนอนปูทับ 9. กลางวันตองเปดเตนทใหอากาศผาน แสงแดดสองเขาไปไดตามสมควร 10. อยานอนกลางแดดหรือนอนในเตนท เวลาแดดรอนจะเปนไข 11. อยาอาบน ้ําในเวลาแดดรอนจัด 8. การประกอบอาหารขณะอยูคายพักแรม การประกอบอาหาร (ปรุงอาหาร) หมายถึงการทาอาหารตํ างๆใหนารบประทาน ั มีรสอรอยซี่ง รวมถึงการประกอบอาหารโดยใชความรอน ซึ่งกระทาได ํ หลายวิธี เชน หุง นึ่ง ลวก ตม ตุน ผัด เผา ปง เปน ตน และการประกอบอาหารจะตองคํานึงถงการรึ ักษาคณคุาทางอาหารดวย ตลอดจนความสะอาดดวย จะใชวิธีการใดๆ ประเภทอาหารนั้น ตองประกอบดวยปจจยหลายัๆอยาง เชน อุปกรณที่ใชชนิด ของอาหาร สถานท ี่ เปนตน การประกอบอาหาร แบงเป นประเภทใหญ ๆ มี 2 ประเภท 1. การประกอบอาหารตามปกติในครัวเรือน ซึ่งเปนการปร ุงอาหารท ี่ สะดวกและงายเพราะมี อุปกรณพรอมอยูแลว สามารถประกอบไดสะดวกสบายและถูกหลกอนามั ัย 2. การประกอบอาหารในขณะอยูคายพักแรม เปนการประกอบอาหารแบบชาวปา ไมมีเคร ื่ องมือ เคร ื่องใชครบทุกอยางจําเปนต องหาสงท ิ่ ี่มีตามธรรมชาติมาชวยเชน ใชเตาหลุม เตาสามเสา เตารางแทน เตาไฟที่ ถาวร ใชมะพราวออน หรือกระบอกไมไผแทนหมอขาว ใชดินพอกแทนการปง การทอด หรือการตม
12 บทท ี่ 2 ประวัติการผลิตเชือกและการผูกเง ื่ อน ยอนกลับไปในอดีตกาล การผูกเง ื่ อนและการผลิตเชือก ไดมีบทบาทสาคํ ัญตอการดําเนนชิ ีวิตของมนุษย เปนอยางมากเน ื่ องจากมนษยุมีความจาเปํ นจะตองใชเช ือกในกิจกรรมตางๆโดยเฉพาะอยางย ิ่งการใชเชือกเพอ ื่ ดึง ลาก หรือปองกัน ดังน ั้ นจงคาดวึามนษยุนาจะรูจักวิธในการผ ีูกเง ื่ อนบางเง ื่ อนมาต ั้ งแตโบราณแลว จากขอมูลทางประวัติศาสตรไดชี้วาเช ือกในยุคแรกๆ นนท ั้ ํามาจากเถาวัลยเสนใยท ม ี่ ีลักษณะคลายเช ือก จากพชืและหนังสัตวแตตอมาเชือกทท ี่ ํามาจากเถาวัลยหนงสั ัตวและเสนใยพชื ไมสามารถตอบสนองความ ตองการของมนุษยไดดงนัน ั้ คนจงรึ ูจักใชวธิีการสาน ถักและพันเสนใยให เปนเกลียว เพ ื่ อเพมความยาวและค ิ่ วาม แข็งแรงของเชอกื จากบนทักขึ อมูลน ี้ไดชี้ใหเหนว็าอาณาจกรทั ี่ เจริญรุงเรืองตางๆในยุคโบราณประสบความสาเรํ ็จในการ ผลิตเชือกเชนเด ียวกับชนเผาป าเถ ื่ อนตางๆ บนโลกซงร ึ่ ูจักใชวัสดุทง ี่ ายตอการนามาทํ ําเปนเช ือกเชนเสนใยจาก พืชบางชนิด ผวหนิ ังและเอนส็ ัตวรวมถงขนและเสึ นผมของคนและสัตว ตัวอยางของเชือกทพบภายในส ีุ่สานตางๆเปนฝมอกืารทําของคนอยีปติ ในยุคตน ซงท ึ่ ามาจากป ําน Papyrus และหนงทัย ี่ ังไมไดฟอก และมีอายุราว 3500 ปในขณะทโดยท ี่ ั่วไปจะเปนทร ี่ ูจักกันอยางแพรหลายวาได เร ิ่ มมีการผลิตเชือกในประเทศจีนต ั้ งแตสมยโบราณ ั มนุษยในระยะสุดทายของยุคหินไดเร ิ่ มมการผลี ิตเชือกและผูกเปนเงอนง ื่ ายๆ มนษยุยุคหนทิ ี่ อาศัยใน บริเวณทะเลสาบและชาวเผาอ นคาใ ิ นประเทศเปรู ไดใชเง ื่ อนพิรอดในการทาตาขํ าย นอกจากน ี้ ชนเผาอินคายังได มีระบบเลขทศนิยม โดยอาศัยรากฐานของการผูกเง ื่ อนที่ผูกเปนปมต างๆโดยที่ตําแหนงตางๆของปมจะแสดงถึง เลขฐานตางๆในระบบทศนยมิ ส ิ่ งทน ี่ าสนใจตางๆของชนเผาอินคาได รวมถึง Quipus หรือบันทึกเง ื่ อน ไดแสดงใหเหนถ็งึ การพยายามสรางเง ื่ อนตางๆเพ ื่ อพัฒนาเลขระบบ ทศนยมิซงการสร ึ่ างปมตางๆ สามารถใชเปน สัญลักษณแทนคาการบวกที่มีจํานวนมากหรือเพ ื่อใช ในการคํานวณคาทางคณิตศาสตรที่ ยากแตยังไมมีการ รับรองแนชัดในขอสันนิษฐานนี้ การผูกเง ื่ อนของชน เผาน ี้โดยสวนมากจะมีลักษณะดังน ี้ คือ การนาเชํ ือกจานวนมากมาผํูกติดกับแกนเชือกในแนวนอนที่ เรียกวา Quipus ซ ึ่งในแตละเสนแนวด ิ่ งจะมีการผูกเง ื่อนไวซึ่ งเง ื่ อนตายหนงปม ึ่ จะแสดงสัญลักษณหนึ่ง เง่อนืบวงสายธนู สองทบ จะแสดงสัญลักษณสอง ดังน ี้ไปเรอย ื่ ๆจนถงเกึาด ังรูป เง ื่ อนจานวนตํ างๆ ทปลายส ีุ่ดของเชือกแสดงถึง ตําแหนงของหล ักหนวยถัดขนไปเป ึ้ นหลักสิบ หลักรอยและหลักพันตามลําดับ นอกจากน ี้ ต ั้ งแตมการผลี ิตเชือกสี ขึ้น ไดมีการนาเชํ ือกสีมาใชในการบ นทักสึ ิ่ งตางๆ ท ี่ เกดขิ ึ้น กอนท ี่ จะมีประดิษฐตัวอักษรขึ้น เชนการบันทึก ทางดานดาราศาสตรรวมถงการบึนทักจึ ํานวนแกะของคนเล ี้ ยงแกะในประเทศเปรและจูีน ซงหล ึ่ กฐานั Quipus ได
13 จัดแสดงอยูใน American Museum of National History และ The Museum of the American Indian ในรัฐ New York คนอียิปตและเปอรเซียไดมีการนําเชือกและการผูกเง ื่อนมาใชในการสรางสะพานและการเดินเรือเชือกได มีบทบาทสาคํ ัญอยางมากในเหตุการณตางๆ ท ี่ เกิดข ึ้นในประวัติศาสตร ในชวงสมยสงครามการัรุกรานของกรกี (480 ปกอนคริสตการ) Xerxes ไดเดินขบวนทัพนําเหลาทหารข าม Heliport โดยใชเรือหลายลาเปํนสะพานข าม ซ ึ่งใชเชือกขนาดใหญผูกยึดเรือทุกลําไวดวยก นจากฝ ังหน งไปย ึ่ ังอกฝีงหน ึ่งซ ึ่ งเชือกเหลานี้ทามาจํ ากปาน และ Papyrus มีขนาดของเสนรอบวง 28 นว ิ้ จากบนทั กทางประว ึ ัติศาสตรในยุคสมัยกรกและโรม ี ันตอนตน ไดมการีคนพบหลักฐานในการใชเชือก มากมาย เชนภาพท ี่ สลกอยั บนประต ู ูชัย (Triumphal arch) ท ี่ เมือง Orange (ปค.ศ. 41) และใน bas-relief มี รูปมวนเชือก มูลี่ และสมอเรืออยู นอกจากนี้ยงมัหลี ักฐานแสดงการใชเชอกในย ืุคตน คือภาพวาดบนถวยนาภายใน ้ํ British Museum ซ ึ่งเปนภาพของการเดินเรือ Attic ที่มีการใชเชือกผูกยึดใบเรือในสมัยศตวรรษท 6 ี่ ชนเผาอนเดิ ียแดงในทวีป อเมริกาเหนือไดมีการทาเชํ ือกและเง ื่ อน ตางๆเพ ื่อใชในการบนทักวึนซั ึ นอกจากนน ี้ ักเดินเรือชาวเผา Nootka และ Clayoquot ในแถบบริเวณเกาะ Vancouver และบริเวณชายฝ งของรัฐ Washington ไดนําเชือกมาใชในการลา ปลาวาฬโดยใชกิ่ งตนสนจาพวกํ Cedrus มาถกเป ั นเชือกสามเกลียวซงม ึ่ ี เสนรอบวงประมาณ 4-5นิ้ว หน ึ่งในจานวนเช ํ ือกเหลานี้มีความยาว 1200 ฟุต และไดมีการใช lanyard ที่ทํามาจากเสนเอ ็นของ ปลาวาฬโดยการถักเปนสามเกลียวเพอต ื่ อกับฉมวก ยังไมเปนท ี่ แนช ัดวา ศิลปะของการผลิตเชอกและการผืูกเง ื่อนไดมีการถายทอดจากคนกลุมหนงไปส ึ่ คนกลู ุมหนง ึ่ โดยผานทางเสนทางการคาหรือความสมพั ันธระหวางกลุมคนหรือไมแต ก็เปนท ี่ แนช ัดวาเชือกไดม ีบทบาทสาคํ ัญ ตอการดําเนนชิ ีวิตของมนุษยมาต ั้ งแตยุคตน ๆในงานเขียนของ Cyrus Lawrence ที่มีชื่ อวา “Sailors Knot” ไดมี
14 การกลาวไววาจากภาพถายของประต ูที่นําไปสูแทนบ ชาในสู ุสานของ Tutakhamen ซึ่งมีเชือกท ี่ใชในการปดประตู อยูแตเชือกที่ผูกดวยเง ื่ อนลกษณะแปลก ัๆและไมนาจะใชไดผลเทาท ี่ ควรซึ่งเปนผลงานของชาวอ ียิปตที่ไมใชนัก เดินเรือ ดังน ั้ นจึงแสดงใหเหนว็าว ิวัฒนการของการใชเชอกและการผืูกเง ื่ อนของนักเดินเรือชาวอียิปตนั้นสงกวูา เปนท ี่แปลวาในบรรดาภาพวาดและผลงานทางศิลปะตางๆในสมัยอียิปตตอนตน กรีกและโรมัน ไมได แสดงภาพของการใชเง ื่อนในจุดท ี่คนในยคปุจจุบันใชกัน เชน สายผกเอวและสายลากสูัตว ซึ่งมีแตเชือกที่คลองกัน เปนวงเทานั้น จากสาเหตุนี้นักประวัติศาสตรไดใหเหตุผลวาเปนความเช ื่ อที่มีตอสงเหน ิ่ ือธรรมชาติและศาสนา ที่วาถานักวาดรูปวาดภาพเงอนหร ื่ ือปมที่ไมสามารถคลายได จะนําภัยพิบัติมาสูคนหรือสัตวในภาพวาดนั้น ถึงแมนักประวัติศาสตรจะใหเหตุผลการไมปรากฎภาพของเง ื่อนในบรรดาภาพวาดที่ควรจะมีปมหรือเง ื่ อน อยูซึ่งในความเปนจรงแลิ ว จิตรกรในสมยโบราณให ั ความสําคัญกับรายละเอยดของภาพวาดของตนี แตก็ไมมี หลักฐานแนชัดวาสาเหตุที่แทจริงน ั้ นมาจากเจตนาของจตรกรในการไม ิ วาดภาพปมและเงื่ อนตางๆ หรือไม ในตํานานทางประวัติศาสตรไดแสดงใหเหนถ็ ึงอทธิพลของเชิ ือกและเงอนท ื่ ี่มีตอการไดมาซ ึ่ งอาณาจักร ตางๆยกตัวอยางเชน ตํานานทางประวัติศาสตรของพระเจาอเล็กศานเดอรมหาราช (Alexander the Great)
15 บทท ี่3 เชือกและการเก็ บรักษา
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28 บทท ี่ 4 เง ื่อนเชือก 1 เง ื่อนเชือก การฟ นเชือก (The Construction of Ropes) ประกอบดวยโครงสรางดังน ี้ การฟ นเชือก 1. เชือกเกลียวสามเสน (Three Strands Rope หรือ A Hawser – liad Rope) เปนเชือกขนาดเล็กท ี่ประกอบดวยเกลยวเชี ือก 3 เกลยวี ฟนรวมเป นเชือกเสนเดียว เกลียวคลนจากซ ื่ ายไปขวา (รูป 1) 2. เชือกเกลียวส ี่ เสน (Four Strands Rope หรือ A Shroud – liad Rope) เปนเชือกเกลยวขนาดใหญ ีกว าชนิดแรก ประกอบดวยเกลียวเชือกส ี่ เกลียวฟ นรวมเปนเสนเด ียว เกลียวเชือกคล ี่ ออกไปทางขวามือ และมีเกลียวเชือกเสนหนงอย ึ่ ูตรงกลาง ทาหนํ าท ี่ คลายแกนเชือก (รูปที่ 2) 3. เชือกขนาดใหญหรือเรียกวา เชือกเกลยวเกี าเสน หรือเชือกเคเบิล (A Cable – laid Rope) ประกอบดวยเชือก 3 เกลียว (Hawser – liad Rope) จํานวน 3 เสน ฟนรวมก นเป ันเ สนเดียว เกลยวีเชือกไป ทางซายมือ (รูป 3 ) ใชเชือก 3 เกลียว มากกวา 3 เสนก็ได การฟ นเชือก มีหลายวิธี 1. การฟ นเชอกดื วยน ิ้ วมือ ( To Make Cord By Spinning With the Fingers) การฟ นดวยน ิ้ วสวนมากเปนการฟ นเชือกขนาดเล็ก 2 เกลียว ฟ นทวนเข็มนาฬิกาตามรูปใชมือขวาฟ น เกลียว มือซายฟ นเชือกใหเกลียวบิดรวมกัน (Laying up)
29 เชือกที่ฟ นเสร็จแลวเกลียวเชือกที่ดีตองมีขนาดสม่ําเสมอกัน เกลียวเชือกที่ไมดีตัวเชือกจะมีขนาดไมเทากัน ดังรูป 2. การฟ นเชือกโดยใชเคร ื่ องมือชวย จะฟ นก ี่ เกลียวก็ได(setting up a rope walk) โดยเพิ่มขอฟ นเกลียว ( wide Hook) ตามจํานวนเกลียว เชน เชือก 3 เกลียวใชขอฟ นเกลียว 3 ตัว เปนตน เคร ื่ องมือฟ นเชือกสําเร็จรูปทุกช ิ้ นน ี้ ทําดวยไมเน ื้ อแข็ง มีความหนา 1 / 2 ขอฟ นเกลียวเชือกทําดวยเหล็ก
30 อุปกรณใชฟนเกล ยวเช ี ือกประกอบดวย 1. มือหมุนสําหรับฟ นเกลียวเชือก (Handle) เจาะรูตามจํานวนเกลียวเชือก (สวนมาก 3 เกลียว 3 รู) 2. ขอสําหรับคลองเชือกฟ นเกลียวเชือก (Hooks) 3. แผนไมบังคับเกลียวเชือกฟน ( Rope Wrench 3- Strand ) 4. เคร ื่ องมือที่จับรวบเกลียวเชือกที่ฟ นเสร็จแลว (AWL) อุปกรณฟ นเชือกอาจใชวัสดุธรรมชาติมาดัดแปลงก็ไดเชน ใชกิ่งไม
31 สวนตางๆ ของเชือก สวนตางๆของเสนเชือกที่ใชในการผ ูก (Knots Bends และ Hitches) แบงเปน 3 สวน สวนตางๆ ของเสนเชือก 1. สวนปลายเชอกื (Running End) คือ สวนปลายของเสนเชือกท ี่ เรานํามาใชงานผูกตอ 2. สวนตนเชือก (Bight หรือ Loop) เปนสวนท ี่ อยตู อปลายเชือกเขามา สามารถนํามาขด งอ ทําใหเปนบวง (Bight) ได 3. สวนของตัวเชือก (Standing part) เปนสวนยาวของตัวเชือกที่ตอจากส วนท ี่ใชท ําบวงหรือขด งอ หรือสวนของตัวเชือกทน ี่ ํามาผูกติดกบั วัตถุอื่น ๆไมสามารถนํามาใชประโยชนในการผูกไดอีก (ดูรูปที่ 4) บวง ( Bight หรือ Loop) มี 3 ประเภท Bight Running End Standing Partt Overhand Loop Underhand Loop
32 Overhand Knot 1. Overhand Loop คือการขมวดปลายเชือก โดยใหปลายเชอกื (Running End) ทับกับตวเชั ือก standing part) ดังรูป 2. Underhand Loop คือ การขมวดปลายเชือกโดยใหปลายเชือก (Running End) อยูใตตัวเชือก (standing part) ดังรูป การผูกเง ื่ อน เรารูสึกวา มีสวนตางๆซับซอนกนไม ั รูจักหมดสิ้น และดูยงยากมาก ุ แตส วนใหญเงือน ตางๆ ท ี่เราใชผกกูัน ประกอบดวยพนฐานเบ ื้ ื้ องตนของการผูกเงือน 3 ประการ (Three Basic Turn) ดังน ี้ 1. Bight การทบสวนของปลายเชือกเขาหมาตัวเชอกืหรือ บวงปลายเปด 2. Loop การขดปลายเชือกใหเปนบ วงปลายปด 3. Overhand หรือ Underhand คือการขมวดปมเชือกเพ ื่ อผกเงูื่ อน A Bight หรือ Open Loop หรือ Simple Bight B Underhand Loop C Overhand Loop Overhand Loop Underhand Loop Bight
33 การพนเชั ือก การพนเชั ือกเพ ื่อใชในการผกเชูือกตางๆ ท ี่ ควรทราบ Single Turn Round Turn Two Round Turn แสดงการขดพันเชือก 1. Single Turn คือการขดพันเชือกใหเปนวงกลม 1 รอบ (ดังรูป) 2. Round Turn คือ การขดพนเชั ือกใหเปนวงกลม 2 รอบ (ดังรูป) 3. Two Round Turn คือการขดพันเชือกใหเปนวงกลม 4 รอบ (ดังรูป)
34 การผูกเง ื่ อน (Knotting) จัดแบงออกเปนหลายชนิด ตามลักษณะการผูก ไดแก 1. เง ื่ อนพวก Hitch เปนเง ื่ อนท ี่ใชเชือกผูกกับวัตถุตางๆเชนผกกูับหลกักับเสาและอนๆ ื่ เพ ื่อการโยงยึด ไดแกเง ื่ อน กระหวัดไม (Clove Hitch) 2. เง ื่ อนพวก Bend เปนเงือนท ี่ใชเชือกเสนหนงผ ึ่ กตูอกับเชือกเสนอ ื่ นๆหรือผูกกับหวง ไดแก เง ื่ อนขัดสมาธิ (Sheet Bend) ใชเชือกเล็กผูกตอกับเชือกใหญกวา 3. เง ื่ อนพวก Knot คือการผูกเง ื่ อนในเชือกเสนเดียวกนัหรือ ตอเชือกขนาดเดียวกนัเชนเง ื่ อนพิรอด (Reef Knot) เง ื่ อนบวงคนกลาง (Middleman’s Knot) การพนหั ัวเชอกื (Whipping) เสนเชือกที่คัดลอกมา ปลายเชือกเก็บไมด ีจะคลายเกลยวที าให ํเช ือกใชงานไมไดผใชู จึง จําเปนตองพนหั ัวเชือกเพ ื่อปองก ันไมใหปลายเชือก ( Running End) คลายเกลยวีมหลายวี ิธีดังน ี้ 1. การพนหั ัวเชอกแบบงื าย ๆ (Simple Whipping) ก ข ข ก ข ก เอาเชือกเสนเล็ก ๆ ทบงอปลายเชือกขางหนงเข ึ่ าหาตัวเชือกใหปลายเชือก ก ยาวพอสมควร เอาตัวเชือก ข พันรอบปลายเชือกเกลยวและที ับปลายเชือกเล็ก ใหปลายเชือกเล็กโผลเหนือสวนท ี่พนพอสัมควร (จับดึงได) เมื่อ พันปลายเชือกเกลียวไดกวางพอประมาณ ยาวกวาเสนผ าศนยูกลางขนาดเชือกเกลียว เอาปลายเชือก ข สอดเขา ไปในบวงของปลายเชือก ก,ข ททบงอไ ี่ วดึงใหตึง แลวจับปลายเชือกดึงใหบวง ก ข เขาไปอยูกึ่ งกลางเชือกที่พนั แลวตัดปลายเชือกก,ข ออก
35 2. การพนหั ัวเชอกแบบชาวเร ื ือ (Sail maker ’s Whipping) เปนวธิีพนหัวเชั ือกทน ี่ ิยมกันมากในหมกลู าสีเรือ ชาวประมง เพราะหนาแนนด ีหลุดยากใช รอยรอกได เพราะปลายเชอกไม ื มีปม ก ข ค ง วิธีพนั กอนอื่น เอาเชือกเกลียวมาคล ี่ เกลียวออก ใหยาวพอส มควร เอาเชือกเลกท็ จะใช ี่ พนั หัวเชือก ทบปลายขางหนึ่ง ใหเปนบวงคลองเกลียวเชอกื (X) ดังรูป ก,ข เอาตัวเชอกื ปลายดานยาว พันรอบตัว เชือกเหนือบวง ใหหนาประมาณเท าก ับความกวางของขนาดเช ือก แลวเอาบวงเช ือกเล็กไปคลองเกลียวเชือก แลว เอาบวงเชือกเล็กยกข ึ้นไปคลองเกลียวเชอกื (X) ดึงปลายเชือกดานส น ั้ ใหบ วงรัดเชือกทพ ี่ ันแนนดังรูป ค ดึงปลาย เชือกทงสองข ั้ างท ีเหลือผานไปตามร องเกลยวของแตี ละเสน แลวเอาปลายผูกติด กันตรงกลางระหวางเกล ียวเชือก ดวยเง ื่ อนพิรอด ดังรูป ง ตัดปลายเชือกทพ ี่ ันทิ้งกลงเกลึ ียวใหแนน ก ข ค ง 3. การพนหั ัวเชอกโดยว ืธิีผูกมัดรอบหัวเชอกื ( West Country Whipping) หรือการพันหวั เชือกแบบชาวตะวันตก การพันหัวเชือกโดยวิธีมัดรอบตัวเชือก เอาเชือกเล็กท ี่จะใชพันปลายเชือกเกลียวทบคร ึ่ ง เปนบวงคลองตัวเชือกท ั้ ง 2 ขาง ใหตึงผูกมัด เชือก ดังรูป ก,ข (Simple Thumb Knot) แลวดึงปลายเชือกท ั้ ง 2 ขางไปทาง ดานตรงขาม ผูกเชนเดียวกันแลว
36 กลับมาผูกดานหนาสลับการผูกเชนน ี้ เรื่อยๆจนไดขนาดกวาง เทากับขนาดของเชือกเอาปลายเชอกผืกดูวยเงอน ื่ พิรอด (Reef Knot) ดังรูป ค,ง 4. พันหัวเชือกดวยการซอนปลายเชือกดวยเข็มเย็บ (Palm And Needle Whipping) ก ข ค ง เอาเชือกเลกๆสอดเข ็ าไปในรูเข็ม เอาเข็มแทงเขาไปตามเกลียวเชือก ดงเชึ ือกออกใหเหลือปลาย เชือกไวยาวพอสมควร เอาเข็มแทงสอดไปตามเกลียว ดังรูป ก,ข,ค,งแลวดึงใหตึง สอดเชือกเก็บซอนไวในเชือก เกลียว การพนแบบนั ี้ ทําใหเกลียวเชอกทื ี่แตกหรือแยกจะกลับพนกันแนันและอย ูในสภาพดีแข็งแรง คงทน เหมาะสําหรับเชือกขนาดใหญ 5. การพนหั ัวเชอกแบบพื ันสอดปลายเชือก การพนหัวเชั ือกแบบสอดปลายเชือก
37 6. การพนปลายเช ั ือกแบบไขวทะแยง (Snaking Whipping) การพันปลายเชือกแบบน ี้ เหมาะสําหรับเชือกเกลียวขนาดใหญพันเสร็จแลวมีความหนาแนนและ สวยงาม ใชเข็มขนาดใหญรอยเชือกพัน พันรอบเสนเชือกขนาดหนาพอสมควร แลวเอาเข็มแทงสอดทแยงไขวไป มาดูเปนเกลียวสวยงาม ชางไฟฟาใชพันเก็บสายไฟฟาในเครื่ องใชไฟฟาท ี่ มีสายไฟมากๆ แทนการใช Tape ปดพันซ ึ่งไม ทนทาน และไมเรียบรอย การแทงเชือก (Splices) ประโยชน 1. เพ ื่อใชตอเชือกใหยาว 2. เพ ื่ อทาบํ วงปลายเชือก 3. ถักปลายเชือกปองกันปลายเชือกลุย หรือคลายเกลยวี 1. การแทงเชือกแบบตอสั้น (Short Splice) 1 2 3 4 1 2 3
38 ใชตอเชือกที่มขนาดเทีากนัและมีเกลียวจานวนเทํ ากัน ตอแลวปมตอโตกวาขนาดเดิมเล็กนอย ตอแล วมี ความคงทนถาวรใชงานไดตามปกต ิ 2. แทงกลบั (Back Splice) 3 1 เปนวิธีเก็บรักษาปลายเชือกขนานใหญ มีเกลียวหนาใหญทําใหเชือกแข็งแรงแต ปมปลายเชือกหนาสอดเขาไปในเรือน รอกไมไดจึงเหมาะกับการเก็บปลาย เชือกที่ใชลากจูง ดึง ฉุด 2 4 5 6 Back Splice 8. Stopper Knot หมายถงึ การถักทาปมเช ํ ือกท ี่ปลายเชือกเกลียวขนาดใหญเพ ื่อปองกันเชือกคลายเกลียวลุยมี หลายวิธีไดแก 8.1 Single Wall Knot ข จ ก ค ง คล ี่ เกลียวเชือกออกยาวพอสมควร จบเชัอกดื วยมือซาย (รูปที่ ก ) แยกปลายเชือก a,b,c จับเชือก ตรงคอเกลียวท ี่ คล ี่ ใหปลายเชือกชี้ขนส ึ้ ังเกตเกลียว (X) ตามรูปที่ 1 จบปลายเกล ัยวี a ดึงออมลงมาทางใต เกลียวท ี่ คล ี่ไวผานใตเกลยวี b ไปวางพาดไวเหนือเกลยวี C เกิดบวง e จับปลายเกลียว b ออมใตเกลียว c จับปลายเกลียว c ออมปลายเกลียว b เอาปลาย c สอดเขาใตบวง e ของเกลียว a ดึงปลาย เกลยวที ั้ง 3 ทําปมใหแนนจับปลายเกลียวรวมไวดวยกนเอาเชั ือกเล็กๆพันรอบมัดใหแนน
39 8.2 Double Wall Knot ใหถักปลายเกลียวเชือกเชนเดียวกับ Single Wall Knot แลวเอาปลายเกลียวเชือกถกั ตามเสนเดมอิ ีกรอบหนง ึ่ ก็จะไดปม Double Wall Knot การถักแบบนจะได ี้ ปมเชือกท ี่ใหญขึ้น ถักรอบสองคลายถัก สอดวอกเกิล (Woggle) โดยเอาปลายเชือกเกลียวของแตละเกลียวแทงลงไปตามแนวเสนเดิมอกรอบหนีง ึ่ เสร็จ แลวดึงเกลียวใหแนน รวบปลายเกลยวรวมกี ัน เอาเชือกเล็กๆ มัดใหแนน ดังรูป การถักปลายเชือกกันลุย 1. Crown Knot เปนการถักปลายเชือกกันลยเช ุ นเดียวกนัแตเร ิ่ มตนดวยการถักเกลยวแีบบแทงกลับ (Black Splice) ดังรูป วิธีถัก คล ี่ เกลียวออกใหยาวพอสมควร โดยงอเรยบี b ลงมา เอาปลายเกลียว c ทับปลายเกลียว b เอา ปลายเกลยวี a ทับปลายเกลียว c แลวเอาปลาย b แทงเขาไปในบวงของปลายแลวดึงปลายเกลียวทง ั้ 3 ใหแนน ขอเสีย ปลายเชือกมปมี ใชรอยรอกไมได 2 Double Crown Knot ถัก Crowning Knot แลวถักซ ้ําใตปมอีกรอบ ดึงปมใหแนนเอาปลายเชือกถักสอดอีกขั้น จะได Double – Double Crowning Knot
40 3. A Double Matthew Walker 4. เง ื่อนปุมเพชรช ั้ นเดียว A Single Diamond Knot เม ื่ อถักเสร็จดังรูป 2 ดึงปลายเชือกทั้ง 3 ข ึ้ งขางบน รูป 3 ถักช ั้ นเดียว รูป 4สอดขัด 2 ช ั้ นคลายวอก เกิล เสร็จแลวดึงปลายเกลียวข ึ้นไปขวั้นไวเหนือปมเงื่ อน ( Double with Three Strands ) 5. A Manrope Knot เร ิ่ มถักใหคล ี่ เกลียวออกแลวถัก เปน Single wall Knot กอนดึงปมให แนนแลวถัก Crown Knot ดึง ปมให แนนแลวถักสอดไปเปนเสนคู ดังรูป 2 6. เง ื่ อนขมวดหวเชั ือก หรือ เง ื่ อนข ี้ เกียจ (An Overhand Knot Or Thumb Knot) ประโยชน 1. ใชขมวดปลายเชือกใหเป นปมกันลยุ คลายเกลยวี 2. ใชขมวดปลายดายเวลาเยบ็ สอย หรือ ปก 3. ใชทาปมป ํ องกันการเล ื่ อนหลุด
41 7. เง ื่อนขมวดปมหลายชั้น (Multiple Overhand Knot) ประโยชน 1. ทําใหเกิดปมใหญ 2. ใชขมวดปมปลายเชือกปองกันเชือกคลายเกลียว 8. เง ื่ อนข ี้ เกยจี 2 ชั้น (Double Overhand Knot or Double Thumb Knot) ประโยชน 1. ใชตอปลายเชอกื 2 ปลาย ที่ลุยเขาดวยกนั หรือใชตอดายสองเสนเข าดวยกนั 2. ใชทําบวง (Loop) ท ี่ปลายเชอกืหรือทําบวงเส นเชือกไดตามตองการ 3. ใชผูกใหแนนได รวดเร็วแตแกยากถาไม มีเหล็กแหลม สาหรํ ับคลายเชือก (Marline Spike หรือ Fid) ถาเชือกดึงแนนมากเม ื่ อแกแลว เชอกกื ็จะเส ื่ อมคณภาพลงุ 4. ใชแทนบวงสายธนูได แทนบวงคนกลาง แตแข็งแรงปลอดภัยกวาบ วงคนกลางใชไดดีตองานหนกั 9. เง ื่ อนเลข 8 หรือ ปมตาไก (A Figure of Eight Knot) เอาตัวเชือกทาเปํ นบวง C ทบปลาย ั a แลว ออมเชือก หลงปลายเช ั ือก a ออมออกมาทบบั วง c สอดปลาย b เขาในบวง c ดึงปลาย a และ b จะเกิด ปมเชือก ประโยชน 1. ใชผูกปลายเชอกให ื เปนปม 2. ใชผูกแทนการพันหัวเชือกชั่ วคราว
42 9. ปุมเพชร (Diamond Knot) ประโยชน ใชทําสายนกหวีด (Land yard) สายมีดพก 11. การขมวดปมเชือกแบบตอเน ื่ อง (Overhand Knots in Series) ประโยชน 1. ใชผูกปลายเชอกให ื เปนปม 2. ใชผูกแทนการพันหัวเชือกชั่ วคราว 3. ใชทําบนไดปมเช ั ือก
43 การแทงเชือก ประโยชน 1. เพ ื่ อตอเชือกใหยาว 2. ทําบวงปลายเชือก 3.ถักปลายเชือกปองกันปลายเชือกลุย หรือ คลายเกลียว การแทงเชือกมีหลายวิธี 1. ตอสั้น (Short Splice) 2. ตอยาว (Long Splice) 3.แทงบวง (Eye Splice) 4.การแทงกลับ หรือแทงปลายเชือก (back splice) การตอสั้น (Short Splice) ใชตอเชือกท ี่ มีขนาดเทากัน และมีเกลียวจํานวนท ี่ เทากัน ตอแลวปมตอโตกวาขนาดเดิมเล็กนอย แตแลวใชรอยรอกไมไดแตตอแลวเชือกมีความคงทนถาวร
44 การแทงกลับ ( Back Splice) เปนการถักหัวเชือกเพ ื่อปองกันเชือกคลายเกลียว วิธีถัก 1. คล ี่ เกลียวเชือกออกยาวพอสมควร แลวเอาเชือกเล็กๆ พันหัวเกลียวเชือกทุกเกลียว ปองกันเชือกลุย 2. แยกเกลียวเชือกออกใหเกลียวกางออกไปจับเสนกลางหรือเสนท ี่ 1 พับลงหาตัวเชือก 3. จับปลายเกลี่ ยวเชือกทางซายมือพับงอปลายเกลียวเชือกแรก 4. จับปลายเชือกเกลียวท ี่ 3 พับทับเกลียว 2 แลวสอดปลายเชือกเกลียวท ี่ 3 ใหเขาไปในบวงขวาเชือก เกลียว (เสนแรก) คอยๆดึงปลายเกลียวเชือกทั้ง 3 ใหเชือกรัดแนน 5. จับเชือกคอย ๆ ปดเชือกใหเกลียวคลายออกเล็กนอยเอาปลายเชือกเกลียวแรกแทงสอดขัดกับเกลียว ของตัวเชือก (แทงยอนกับทิศทางของเกลียว) 6. ใหแทงเชนน ี้ ทุกเกลียว เม ื่ อครบทุกเกลียวแลวก็เร ิ่ มตนแทงใหมโดยแทงขัดเกลียวเวนเกลียว จนเห็นวา แนนดี และขัดยาวพอสมควร แลวคอย ๆ บิดตัวเชือกใหเกลียวเขม็งแนน จึงคอยๆตัดปลายเชือกที่ แทงเหลือทิ้ง 7. ควรแทงสัด 3 – 4 รอบ แลวคอยๆเอามือคลึงตัวเชือกใหแนน Eye Splice แทงบวงปลายเชือก เชือกโดยมากมี 3 เกลียว 4 เกลียว วิธีแทงคลายๆกัน
45 วิธีแทง 1. ใหคลายเกลียวปลายเชือกท ี่ จะทําบวงยาวพอสมควร แลวทบปลายท ี่ คลายน ั้ นเขาหาตัวเชือก ทําเปน บวงโตเทาที่ตองการคว ่ําใหเกลียวอันกลางทาบอยูบนเสนเชือกอีก 2 เกลียวอยูทางขวาและดานซายขางละเกลียว 2. จับตรงรอยบรรจบกันดวยมือซายใหแนน เอามือขวาจับปลายเกลียวเชือกท ี่คลายไวน ั้ น แทงสอดขัด เกลียวกับตัวเชือกโดยแทงสอดเกลียวตามลําดับ ดังน ี้ ก. เอาเกลียวกลาง แทงสอดใตเกลียวบนของเสนเชือกจากขวาไปซาย ข. ตอไปเอาเกลียวซายแทงสอดจากขวาไปซาย เหนือเกลียวท ี่ แทงคร ั้ งแรก แตใหคลอมทับ เกลียวกลาง ค. เม ื่ อแทงเกลียวซายมือแลว พลิกเชือกไปทางซายมือ จนเกลียวท ี่ เหลือยังไมไดแทงน ั้ นขึ้นอยู ขางบน เอาปลายเกลียวสอดแทงใตเกลียวตนเชือกทีเหลือนั้น (แทงเกลียว 3 ) โดยสอดจากขวาไปซายเชนเดียวกัน ง. เมื่อแทงสอดครบ 3 เกลียวแลวใหเร ิ่ มตนเกลียวแรกใหม โดยขัดเกลียวเวนเกลียว แตกอนท ี่ จะ เร ิ่มแทงรอบใหมทุกรอบ ใหแบงเกลียวลดทุกคร ั้ งท ี่ แทง เพ ื่อใหรอยตอเรียวเล็กลงไปเรื่ อยๆ จนมีขนาดเทาเสนเชือก เดิม เสร็จแลวคลึงเชือกใหแนน A cut splice ใชปลายเชือก 2 เสน ตอทําบวง ใชปลายเชือก 2 เสน วางซอนขนานกัน โดยซอนกันยาวตามตองการ (สุดแตขนาดของบวง) คลายเกลียวท ั้ ง 2 ปลายออก แลววางทาบไปกับตัวเชือก ถักเชนเดียวกับทําบวงท ี่ปลายเชือก ( eye splice) เพ ื่ อความหนาแนน ใหเอาเชือกเล็กๆ พันมัดปมที่ตออีกช ั้ นหนึ่ง
46 A Long splice การตอยาว เปนการตอท ี่ไมเกิดปมเชือก ตอแลวขนาดเชือกเทาเดิม เปนการตอเชือกเพ ื่ อรอยรอก การตอยาวมีวิธีตอหลายวิธีการตอยาวเหมาะสําหรับตอเชือกขนาดใหญทีมีขนาดเทากัน โดยใช เกลียวเชือกเกลียวหน ึ่ งพันซอนแทนเกลียวกัน ใหซอนแทนกันประมาณ 12 -14 รอบ (เชือกเสนหน ึ่ งคลายเกลียว ออกเอาเกลียวอีกเสนหน ึ่ ง ขว ั้ นซอนแทนกัน เกลียวใดขวั้ นแทนกันจนหมดปลายใหตัดเกลียวท ี่ ถูกแทนออก เม ื่ อ สอดเกลียวหมดทุกเกลียว ใหคลึงเชือกใหเกลียวเขม็งกันแนน หรือจะใชวิธีแทงเชือกสลับกันไปตามความยาวของ เสนเชือกที่ตองการ โดยการสอดสลับเกลียวเชือกเหมาะสําหรับเชือกขนาดใหญ ประโยชน 1. ใชรอยรอก 2. ใชรักษาเชือกใหคงทน ซอมสวนของเชือกที่สึกหรออันเกิดจากการเสียดทาน 3. ตอเชือกใหมีความยาวเพ ิ่ มขึ้น
47 การตอเชือกท ี่ไมมีปมเงื่ อน (Tucked Splice) ใชตอเชือกขนาดเล็กเพ ื่ อเพ ิ่ มความยาว ใชงานช ั่ วคราว ไมตองการความแข็งแรงมากนักเปนการตอเชือก โดยวิธีแทงเชือกสอดเกลียว สลับเสนกัน ดังรูป เอาเชือกท ี่ จะตอกันนน ั้ วางปลายเชือกซอนและสลับปลายกนั โดยเอาปลายเชือกของแตละเสนสอดผาน เขาไปในเกลียวเชือกอีกเสนหน งโดยสอดเป ึ่ นชวงๆ หางกันพอสมควร เพ ื่ อความแข็งแรงพอประมาณ ใหแทงสอด สัก 2-3 ชวง ดังรูป Tucked Eye Splice or Marline Eye splice ใชทําบวงปลายเชือกแบบงายๆ สําหรับเชือกขนาดเล็กๆเสนผาศูนยกลางไมยาวนัก ดังรูป ประโยชน - ใชคลองวัตถุกลม หรือวงรี - ทําบวงพันรอบเสา Cringle การแทงปลายเชือก
48 ใชกับเชือกเสนใหญ โดยใชเชือกเสนเล็กทําบวงบนเสนใหญหรือทําบวงบนริมขอบผาใบเรือ หรือทําบวง พันรอบหวงโลหะ เพ ื่ อการเก ี่ยวแขวนใชงานกลาสีและนักเดินทางเรือ การถักหวงวงแหวน (To Make a Grommet ) ตัดเกลียวเชือกมา 1 เกลียวยาวตามตองการยาวขนาดพันได 3 รอบ เอาเกลียวเชือกขดกันตามเกลียว 3 รอบ แลวเอาปลายเชือกทั้ง 2 แทงเขาไปในเกลียวแบบตอยาว ( Long splice)
49 บทท ี่ 5 เง ื่อนเชือก 2 บวงและการตอเชือก 1. เง ื่อนประเภทผูกดวยเชือกเสนเดยวี 1.1 เง ื่ อนเลข 8 หรือ ปมตาไก (A Figure of Eight Knot) แบบ 1 แบบ 2 เอาตัวเชือกทาเปํ นบวงปล ายเปดบิดตัวเชอกทื ับปลายเชือกแลวออมเชือกหลงปลายเช ั ือก ออมออกมา ทับบวง สอดปลาย เขาในบวง ดึงปลาย และจะเกิดปมเชือก ประโยชน 1. ใชผูกปลายเชอกให ื เปนปม 2. ใชผูกแทนการพนหัวเชั ือกชวค ั่ ราว
50 1.3 เง ื่อนเลขแปดกระทกหาง (Slipped Figure Eight) แบบ 1 แบบ 2 เอาตัวเชือกทาเปํ นบวงปล ายเปดบิดตัวเชอกทื ับปลายเชือกแลวออมเชือกหลงปลายเช ั ือก ออมออกมา ทับบวง สอดปลาย เขาในบวง ดึงปลาย และจะเกิดปมเชือก นําปลายเชือเปนสอ ดกลับเขาในบวงเลขปดเพ ื่อให สามารถกระตุกกลับได ประโยชน 1. ใชผูกปลายเชอกให ื เปนปม 2. ใชผูกแทนการพันหัวเชือกชั่ วคราว 3. เพ ื่อใหการแกเง ื่อนเลขแปดแกงาย