The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- (เบิร์ด)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tom.varangkana, 2022-08-15 13:16:03

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- (เบิร์ด)

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- (เบิร์ด)

๔๑

๒. ระบบงานย่อยของชุมชน ระบบงานยุติธรรมซึ่งประกอบด้วยระบบงานย่อย ๖
ระบบ ดังกล่าวมาแล้ว เป็นเพียงระบบงานย่อยของสังคม เช่นเดียวกับระบบการศึกษา ระบบการ
ประกันสังคม ระบบรัฐสภาระบบการศาสนา ระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ ซึ่งรวมกันเข้าเป็นระบบงานใหญ่
ของสังคม

๒.๓.๔ องค์ประกอบในการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิด ในการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิด
ไม่ว่าจะเป็นในระบบงานยุติธรรมที่ควบคุมอาชญากรรม หรือระบบงานยุติธรรมที่เป็นระบบงานย่อย
ของชุมชน องค์ประกอบสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจมี ๔ องค์ประกอบคือ องค์ประกอบแรก คือ
ผกู้ ระทำความผดิ องคป์ ระกอบทีส่ อง คือ เจ้าหนา้ ท่ผี แู้ ก้ไข องค์ประกอบทีส่ าม คือ สถานทแ่ี กไ้ ข และ
องคป์ รกอบสุดท้าย คือ วธิ กี ารแกไ้ ข

๒.๓.๕ ทฤษฎีในการแก้ไขผู้กระทำความผิด ในการปฏิบัตติ ่อผู้กระทำความผิดที่มุง่ ตอ่ การ
แก้ไขฟื้นฟู จะต้องคำนึงถึงปัจจัย ๔ ประการ คือ ผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ผู้แก้ไข สถานที่แก้ไข
และวิธีการแกไ้ ข และนำทฤษฎี ๓ ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีแก้ไขเปน็ รายบุคคลหรอื รายกลุ่ม ทฤษฎีแก้ไข
องค์การหรือหน่วยงาน และทฤษฎีแก้ไขชุมชน ตลอดจนกลวิธีทัง้ ๓ กลวิธี ได้แก่ กลวิธีใช้ความรู้และ
เหตผุ ล กลวิธใี ห้การศึกษาเสยี ใหม่ และกลวธิ ีใชอ้ ำนาจบังคับ มาใช้กบั ผกู้ ระทำความผดิ เป็นรายบุคคล
ก็นา่ เช่อื วา่ จะแกไ้ ข ฟืน้ ฟกู ระทำความผิดให้กลับตนเป็นพลเมอื งดีได้

๒.๓.๖ เทคนิคและวิธีการอบรมแก้ไขผู้ต้องขัง๗๓ นักอาชญาวิทยายุคใหม่ได้เริ่มมาสนใจ
แกไ้ ขพฤตกิ รรมของผกู้ ระทำความผิดมากกว่าการลงโทษโดยมีปรชั ญาสำคัญ ๒ ประการ คอื การแก้ไข
บำบดั และการคมุ้ ครองสังคม พฤติกรรมของมนุษยส์ ามารถแก้ไขและเปลย่ี นแปลงได้ การกระทำของ
มนุษย์นั้นเกดิ จากสิ่งกระตุน้ หรอื ส่งิ เรา้ ใหก้ ระทำ และสามารถควบคุมได้

๒.๓.๗ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังแนวคิดเบื้องต้นในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังน้ัน ควรคำนึกว่า
ผูต้ อ้ งขัง คือ มนษุ ย์คนหนง่ึ ท่ีควรมีสทิ ธิเยงี่ มนษุ ย์ท้งั หลายตามสิทธมิ นษุ ยชน

๒.๓.๘ พฤติกรรมของผู้ตอ้ งขัง ในการกลา่ วถงึ พฤตกิ รรมของผตู้ ้องขงั นน้ั ควรจะได้พิจารณา
ถึงบุคลิกภาพของผู้ต้องขังเป็นสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากการกระทำของบุคคลย่อมเป็นผลมาจาก
บุคลกิ ภาพเฉพาะตัวของบุคคลเอง

๒.๓.๙ ปัญหาของผู้ต้องขัง เมื่อบุคคลที่ถูกจองจำในระยะเวลาหนึ่ง ย่อมได้รับผล
กระทบกระเทือนทางจิตใจ ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป และอาจก่อให้เกิดปัญหาส่วนตัว และ
ปัญหาครอบครัวของเขาเองได้ปัญหาตา่ ง ๆ

๒.๓. ๑๐ ปัจจัยทีมีผลต่อการอบรมแก้ไขผู้ต้องขัง จุดมุ่งหมายที่สำคัญในการปฏิบัติต่อ
ผู้ต้องขังนั้น คือ การอบรมแก้ไขผู้ต้องขัง ซึ่งจะบรรลุผลได้ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้ ๑) การศึกษา
๒) คุณสมบัติของผู้บังคับบัญชา ๓) วิทยากร ๔) เทคนิคและวิธีการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง โดยใช้วิธีการ
สงั คมสงเคราะห์ สังคมสงเคราะหเ์ ปน็ ท้งั การให้บริการ เปน็ กิจกรรมเป็นศาสตร์และศลิ ปใ์ นการปฏิบัติ
ต่อบุคคลเพื่อมุ่งแก้ปัญหาความเดือนร้อนทั้งหลาย ทั้งรายบุคคล กลุ่มคน และชุมชน ให้รู้จักช่วย

๗๓ นวลจันทร์ ทศั นชยั สกลุ , อาชญากรรม การป้องกัน การควบคมุ , พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานคร
: พมิ พ์ลักษณ,์ ๒๕๔๓), หนา้ ๓๕๔ - ๔๑๖.

๔๒

ตัวเอง พัฒนาตัวเองให้สามารถดำรงตนอยู่ได้ในที่สุด สังคมสงเคราะห์เฉพาะรายเป็นการให้ความ
ช่วยเหลือแก่บุคคลแต่ละรายเป็นเบื้องต้น เพื่อจะพัฒนาบุคลิกภาพของเขาอย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็น
ประโยชน์แก่บคุ คลทุกคน เนื่องจากบุคคลไม่สามารถจะปรบั ตัวให้อยู่อย่างเป็นปกติสุขได้ จึงต้องการ
ความช่วยเหลือจากภายนอกโดยเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้จึงได้แยกนักสังคมสงเคราะห์โดยมี
รายละเอยี ดดังตอ่ ไปนี้

๑) การสงั คมสงเคราะหเ์ ฉพาะราย การสงั คมสงเคราะห์เฉพาะราย เป็นการให้ความ
ชว่ ยเหลอื แกบ่ คุ คลแต่ละรายเปน็ เบื้องต้น เพอ่ื จะพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของเขาอย่างเต็มท่ี ซ่งึ ประโยชนแ์ ก่
บุคคลทุกคน เนื่องจากบุคคลไม่สามารถจะปรับตัวให้อยู่อย่างปกติสุขได้ จึงต้องการความช่วยเหลือ
จากภายนอก แม้บุคคลจำนวนที่ดำเนินชีวิตโดยราบรื่น แต่เขาก็อาจประสบปัญหาและความต้องการ
ความชว่ ยเหลอื จากภายนอกได้

๒) การสังคมสงเคราะห์ผู้ต้องขังกลุ่มคน การสังคมสงเคราะห์ผู้ต้องขังกลุ่มคน
เป็นวิธีการบำบัดรักษาผู้ต้องขังมากกวา่ หนึ่งคนขึ้นไป ซึ่งจะได้ประโยชน์มากขึ้นแต่อาจไม่ละเอียดลกึ
ซึ่งเท่าเฉพาะราย ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจในความหมายของสังคมสงเคราะห์ผู้ต้องขังกลุ่มคน
เสยี กอ่ น

๓) การสังคมสงเคราะห์โดยให้ชุมชนภายหลังพ้นโทษ การสังคมสงเคราะห์โดยใช้
ชมุ ชนภายหลงั พ้นโทษเปน็ วิธที ี่เกดิ ประโยชนก์ บั คนจำนวนมาก ทัง้ นค้ี วรทำความเข้าใจกับความหมาย
หลักการและรูปแบบในการสังคมสงเคราะห์ผู้ต้องขัง โดยดึงเอาประชาชนเข้ามาร่วมสงเคราะห์
ภายหลังผู้ต้องขังพ้นโทษแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาโดยพยายามดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและ
พยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์มากที่สุด อย่างไรก็ตามก่อนอื่นจะต้องพยายาม
เปลี่ยนทัศนคติประชาชนให้มองผูต้ ้องขังที่พ้นโทษในแง่ดี มีความเมตตาสงสาร และเชื่อว่าผู้ต้องขังท่ี
พ้นโทษเป็นบุคคลที่เป็นปัญหาของสังคม เช่นเดียวกับคนยากจนทีต่ ้องการความช่วยเหลือสงเคราะห์
แทนการถูกปลอ่ ยปละละเลยจากสงั คม

๒.๓.๑๑ เทคนิคและวิธกี ารปฏิบตั ติ ่อผตู้ อ้ งขังโดยการฝกึ อาชีพ การฝึกอาชพี โดยใชแ้ รงงาน
เป็นการใชพ้ ละกำลังของผูต้ ้องขังให้เกิดประโยชน์แก่กจิ การสาธารณะ โดยมจี ดุ มงุ่ หมายเพ่อื ลงโทษอัน
เป็นผลตอบแทนทีก่ ระทำความผดิ และอบรมขัดเกลาผู้กระทำผดิ ให้เปน็ ผลเมอื งดี สามารถช่วยตนเอง
ได้เมื่อพน้ โทษความแข็งแรงของร่างกาย สตปิ ัญญา ฝมี ือและความร้คู วามชำนาญ จำแนกผูต้ ้องขังเพื่อ
การศกึ ษาอาชีพประเภทนี้

๑) การฝึกอาชีพโดยใช้แรงงาน การพัฒนาคุณภาพผู้ต้องขังโดยการฝึกอาชีพเป็น
ความพยายามในการให้ความรู้ และทักษะท่ีผ้ตู อ้ งตงั จะไดจ้ ากประสบการณแ์ ละการทำงานด้วยตนเอง
การฝึกอาชีพโดยใช้แรงงานได้ จัดขึ้นในทุกเรือนจำและทัณฑสถานซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการ
บรหิ ารงานราชทัณฑ์

๒) การฝึกอาชีพเพื่อมุ่งประกอบอาชีพ การฝึกอาชีพเพื่อมุ่งประกอบอาชีพนั้น เป็น
การฝึกอาชีพในงานที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ภายภาคหน้า การฝึกอาชีพแบบนี้ผู้ต้องขังจะ
รู้จักใช้ความคิด ความประณีตละเอียด ซึ่งเป็นการฝึกอาชีพที่มีคุณภาพ ผู้ต้องขังจะเกิดทักษะความ
ชำนาญในงานนั้น ๆ สามารถทำได้เร็วได้ทั้งคุณภาพ และปริมาณ ทั้งนี้เพราะผู้ต้องขังจะรู้จักแก้ไข

๔๓

ข้อบกพร่องจากการฝึกงานที่ทำอยู่ทุกวันและค่อย ๆ สะสมความรู้ ความคิด และทักษะเพิ่มความขึ้น
ตามเวลาทีถ่ กู จองจำ เมือ่ พน้ โทษจงึ สามารถประกอบอาชีพรายได้มาเลี้ยงตนเองได้

๓) ปญั หา อุปสรรคในการฝกึ วิชาชีพและแนวทางแกไ้ ขในการฝึกวชิ าชีพของผูต้ ้องขัง
มักจะประสบกบั ปัญหาทีส่ ำคญั ดังนี้

๓.๑) ขาดเจ้าหนา้ ที่ ครูฝกึ และงบประมาณ
๓.๒) การสำรวจแรงงาน
๓.๓) การอบรมสภาพจิตใจ
๓.๔) การฝึกอาชีพไมต่ ่อเนอ่ื ง
๓.๕) ผลตอบแทนท่ีไดร้ บั

๒.๔ แนวคดิ และทฤษฎีเก่ียวกบั การปอ้ งกนั การทำผดิ ซำ้

สาเหตุการกระทำผิดซ้ำของผู้กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย ประกอบไปด้วยสาเหตุ
หลัก ๒ สาเหตุหลัก สาเหตุแรกคือ สาเหตุทางสังคม เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาการขาดการศึกษา
ปัญหาการว่างงาน การติดยาเสพติด การหารายได้ด้วยการค้ายาเสพติด การเลียนแบบพฤติกรรม
สภาพแวดล้อมทเ่ี ต็มไปด้วยอบายมขุ และปญั หาดา้ นทศั นคตสิ ่วนบคุ คลอืน่ ๆ เช่น การต้องการทำงาน
ง่ายๆ แต่ได้เงินมาก เป็นต้น สำหรับสาเหตุประการที่สองคือ สาเหตุจากปัญหาในกระบวนการ
ยุติธรรมของไทยเองที่ไม่สามารถปฏิบัติให้สอดคล้องกับทฤษฎีการลงโทษทางทัณฑวิทยา ทั้งสี่ทฤษฎี
ได้แก่ ทฤษฎีแก้แค้นทดแทน ทฤษฎีป้องปรามการกระทำผิด ทฤษฎีตัดโอกาสในการ กระทำผิด และ
ทฤษฎีแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดได้ อันเนื่องมาจากปัญหาการกำหนดโทษที่ไม่เหมาะสม กับผู้กระทำผิด
อันเนื่องมาจากสาเหตุหลากหลายประการ เช่น ข้อจำกัดในการใช้และการขาดโทษและ มาตรการท่ี
ศาลจะสามารถนำมาปรับใช้กับผู้กระทำผิดได้อย่างเหมาะสม การขาดข้อมูลเกี่ยวกับตัว ผู้กระทำผิด
และพฤติการณ์การกระทำผิดท่ีจะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจ กำหนดโทษของศาล ข้อขัดข้องในการ
บงั คบั ใช้กฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำ ปญั หาผ้กู ระทำผิดไม่ไดร้ บั โทษเต็มตามคำ พิพากษาเนื่องจาก
ไดร้ บั การพกั การลงโทษ ลดวนั ตอ้ งโทษ หรอื ไดร้ ับพระราชทานอภัยโทษ รวมไปถึง การท่กี ระบวนการ
ยุติธรรมไทยไม่สามารถดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดได้อย่างเต็มที่อัน เนื่องมาจากปัญหาในทาง
กฎหมาย เช่น การขาดกฎหมายกำหนดวัตถุประสงค์และกระบวนการแก้ไข ฟื้นฟูผู้กระทำผิด
ในกระบวนการยุตธิ รรม และปญั หาในทางปฏิบัติอ่นื ๆอีกหลายประการ เชน่ การขาด แคลนกำลังเจ้า
หนำที่และงบประมาณเป็นต้น ซึ่งทุกปัญหาเม่ือเกิดขึ้นร่วมกันแล้วส่งผลให้ กระบวนการยุติธรรมไทย
ไม่เป็นไปตามทฤษฎีทัณฑวิทยาใด ๆ เลย และจึงส่งผลต่อเนื่องไปถึงการ กระทำผิดกฎหมายซ้ำ
ของผู้กระทำผดิ ในประเทศไทย

๒.๔.๑ ความหมายของการกระทําผิดซ้ำ การกระทําผิดซ้ำ (Recidivism) เปนศัพทที่ใชใน
สาขาวิชาอาชญาวทิ ยา แปลวา การกระทําผิดซำ้ ซอน มีการกระทาํ ผิดเพม่ิ เตมิ อีก หลังจากผูกระทาํ ผิด
ถกู จบั และถูกลงโทษแลว และยงั หมายถึงการละเมิดเง่อื นไขท่ผี ูไดรับการคุมประพฤตหิ รือผูทไี่ ดรับการ
พักการลงโทษกระทําขึน้ การกระทําผดิ ซ้ำอาจนับรวมถึงการกระทาํ ผิดครั้งท่ี ๒ ข้ึนไป อาจเรียกไดวา
เปนการกระทําความผิดติดนิสัยและยากตอการแกไขพฤติกรรมที่ติดนิสัยใหกลับคืนสูสังคมปกติได
นบั วาเปนการกอปญหาอาชญากรรมใหกบั สังคมเพม่ิ มากข้นึ ทั้งท่ีผูกระทาํ ผดิ ซ้ำไดผานขัน้ ตอนการขัด

๔๔

เกลาและการแกไขจากหนวยงานในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในการแกไขฟ้ืนฟูพฤตินิสัยใน
เรอื นจาํ มาแลว๗๔ กอตเฟลสนั (Gottfredson) กลาววา ผูกระทําผิดตดิ นิสยั (Persistence Offender)
โดยทวั่ ไป หมายถงึ ผูทก่ี ระทาํ ผิดซ้ำซากหรือกระทําความผิดบอยครง้ั จนถอื วาตดิ เปนนิสัย ซ่ึงแตเดิม
มักจะใชคําวา ผูกระทําผิดโดยสันดาน โดยพฤติกรรมของผูติดคุกซ้ำซาก เปนลักษณะอาชญากรติด
นิสัย อาชญากรประเภทนี้ ไดแก บุคคลที่ไมสามารถจะปฏิบัติตนใหเขากับมาตรฐานของสังคมได้
ไมเกิดความเข็ดหลาบเมื่อตองโทษและประกอบอาชญากรรมซ้ำอีกเมื่อมีโอกาส โดยไมคํานึงถึงผลที่
เกิดขึ้นนั้นจะเปนผลอยางไร จะดํารงชีวิตอยูดวยการโจรกรรมไมคิดเลิก เมื่อตองโทษก็แสรงทําตัวดี
พอพนโทษก็ทําผิดอีก มีความพอใจจะเปนอยูอยางนี้ ซึ่งถือวามีความชั่วรายติดอยูในบุคลิกภาพ
จึงเรียกวาอาชญากรติดนิสัย หรืออาชญากรที่กระทําผิดซ้ำ ไมเข็ดหลาบ อาชญากรประเภทนี้
ปรากฎวามีรางกายและจิตใจเปนปกติตั้งแตแรก คือไมมีลักษณะที่แสดงวาผิดปกติซึ่งมีแนวโนมไป
ในทางชั่วราย แมจะไดพิจารณายอนหลังไปถึงบุคคลอื่น ๆ ในตระกูล รวมทั้งการศึกษาเลาเรียนของ
บดิ ามารดาดวยกไ็ มปรากฏชวั่ ราย แตกลบั พบวาสงิ่ ท่ผี ลกั ดันใหเขากลายเปนอาชญากรไปนั้น เกดิ จาก
ความบกพรองทางรางกาย และจิตใจของเขาในภายหลัง อาจเกิดเพราะความจําเปนจากเหตุการณ์
บางอย่างบีบบังคับใหคอย ๆ ประพฤติผิดไปทีละนอย ๆ โดยมากมักเกิดขึ้นในวัยเด็ก เมื่อกระทํา
ความผิดหลายครั้งหลายหนเขา ก็เกิดเปนความเคยชิน และในชวงนี้เองที่บุคลิกภาพของตนเองได
เปลี่ยนไปกลายเปนชีวิต ของอาชญากรอยางสมบูรณตั้งแตเยาววัย ผูที่กระทําผิดติดนิสัยนั้นพิจารณา
จากการที่ผูนั้นกระทําผิดซ้ำซาก คือ กระทําผิดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ถากระทําผิดซ้ำเพียงครั้งเดียว คือ
กระทําผิดครั้งท่ี ๒ ยังไมถือเปนการกระทําผิดติดนิสัย เพราะอาจพลาดพลั้งได แตถากระทําผิดซ้ำต้งั
แต ๓ ครง้ั ข้ึนไป ควรจะถอื ไดวากระทาํ ความผดิ ซำ้ ซาก ซึง่ แบงแยกเปนประเภท ดังน้ี๗๕ ๑) ผูตอ้ งขังท่ี
เปนอาชญากรอาจเป็นผู้กระทำความผิดที่มีความชํานาญในการประกอบอาชญากรรม หรือประกอบ
อาชญากรรมโดยอาศยั ทกั ษะ หรอื ความชํานาญเปนพิเศษ

นอกจากนี้ยงั เปนผูท่ีมีรายไดหลกั จากการประกอบอาชญากรรม มีลักษณะพิเศษ ๓ ประการ
คือประการที่ ๑ มีทักษะหรือความชํานาญในการประกอบอาชญากรรม ประการที่ ๒ มีรายไดหลัก
จากการประกอบอาชญากรรม และประการที่ ๓ มีการประกอบอาชญากรรมอยางตอเนื่องดังนั้น
อาชญากรมอื อาชีพเม่ือลงมือกระทาํ ความผิดแล้วโอกาสพลาดจะมนี อย นอกจากจะมที ักษะและความ
ชำนาญแล้ว อาชญากรอาชีพยังจะตองมีมูลเหตุจูงใจในการประกอบอาชญากรรมเปนอาชพี คือ กระ
ทําตอเน่ืองติดตกันตามแต่โอกาสท่ีมุ่งหารายได้มิใช่การกระทำไปเพราะความจำเป็น และความกดดัน
ของสภาพแวดลอม รวมทง้ั จะตองมกี ารทาํ ผิดตอ ๆ กันอยางเปนอาชพี การประกอบอาชญากรรม ถือ

๗๔ นุชนาฏ มุกุระ, ปัจจัยที่มอี ิทธิพลต่อการกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดของผู้ต้องขงั เรือนจำกลาง
เชยี งใหม,่ พิมพค์ รั้งที่ ๑, (เชยี งใหม่ : มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม,่ ๒๕๕๔), หน้า ๑.

๗๕ สุวรรณ ใจคล่องแคล่ว, สาเหตุการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษธนบุรี, พิมพ์ครั้งท่ี
๑, (กรุงเทพมหานคร : ภาคนิพนธศ์ ลิ ปศาสตร์มหาบัณฑิต, สาขาการบริหารงานยุติธรรม, มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,
๒๕๔๖), หน้า ๑.

๔๕

เปนเรื่องที่ตองเสี่ยงถาโชคดีก็ไดโชครายก็ถูกจับ ดังนั้นเมื่อถูกจับและถูกจําคุกแลว พวกนี้จะทําใจได
เพราะเตรียมตัวและเตรียมใจมาแลว นอกจากนี้หลายคนเคยผานการจองจําในเรือนจํามากอน การใช
ชีวิตในเรอื นจําของผูตองขงั เหลานี้จึงมุงใชเวลาใหผานไปวนั ๆ เพื่อรอการพนโทษ ๒) ผูตองขังที่มีจติ
บกพรอง ผูตองขังที่มีจิตบกพรองและเปนผูที่กระทําความผิดซ้ำ จนถือวาเปนผูตองขังที่กระทํา
ความผดิ ตดิ นิสยั เปนผูตองขงั ทม่ี ีลกั ษณะพิเศษอีกประการหน่ึง กค็ อื เปนพวกทม่ี ีความบกพรองทางจิต
ดังกลาวนําไปสูการประกอบอาชญากรรมซ้ำซาก การที่ผูตองขังประเภทนี้กระทําความผิดซ้ำจึงไมได
เกิดจากความชวั่ รายในจิตใจท่ีจะคิดทําผิด เพอ่ื หวงั สงิ่ ตอบแทนทางเศรษฐกจิ ดงั เชน อาชญากรอาชีพ
ซง่ึ ผลจากความผิดปกตทิ างจิตดงั กลาว อาจกอใหเกดิ การกระทําความผดิ เก่ยี วกับการลกั ทรัพยซ้ำซาก
หรอื มีพฤตกิ รรมดุราย ท่ีทาํ ใหเกดิ การกระทําความผดิ เกีย่ วกับการฆาคนตายดวยวธิ กี ารท่ีผิดปกติตาม
มาดวย ๓) ผูตองขงั ที่กระทําความผิดซ้ำในคดเี ล็กนอย ผูตองขังที่กระทําความผิดติดนิสัย ท่ีกระทําผิด
ในคดีเล็กนอยแยกไดเปน ๒ ประเภท คอื พวกทีท่ ําผดิ ในคดลี ักทรัพยเล็กนอย และพวกท่ีทําผิดในคดี
ยาเสพติด พวกผูตองขังที่ทําผิดในคดีเล็กนอย ส่วนใหญจะกระทําความผิดในคดีลกั ทรัพยซ่ึงจะมีโทษ
ระยะสั้น ทําใหผูตองขังเหลานี้จะมีโอกาสหมุนเวียนเขามาในเรือนจําอยูเปนประจํา ผูตองขังเหลาน้ี
จะเปนผูที่มาจากครอบครัวแตกแยกหรือครอบครัวที่มีปญหา และมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนมาตั้งแตเด็ก
กาวราวและมีพฤติกรรมซอนเรน โดยมีพัฒนาการมาจากเด็กเกเร หนีโรงเรียน ไมชอบเรียนหนังสือ
และไมประสบความสาํ เร็จในดานการศึกษา และไมมีทกั ษะหรือฝมือในการประกอบอาชีพใด ๆ อีกท้ัง
ไมชอบที่จะทํางานสุจริตหรือการทํางานหนักแตชอบสบาย และหาเงินโดยการทุจริตหรือลักขโมย
พวกผูตองขังที่กระทําผิดติดนสิ ยั ท่ีกระทําความผิดซ้ำในคดยี าเสพติด โดยเฉพาะกรณีที่เปนผูตดิ หรอื
เสพติดจะมีพ้ืนฐานทางครอบครวั ท่มี ปี ญหาเชนเดยี วกบั ผูตองขังที่กระทําผิดติดนิสยั จากการท่ีมีปญหา
ครอบครัวได นําไปสูการคบเพื่อนเลวและการติดยาเสพติด ผูตองขังเหลานี้สวนใหญจะไมสามารถ
หลุดพนจากวัฎจักรของยาเสพติดไปได เนื่องจากปจจัยทางสงั คมหลายประการ เชน การแพรระบาด
ของยาเสพติดในชุมชน การไมมีงานทํา และการขาดการยอมรับของคนรอบขางและคนทั่วไป
ประกอบกับความไมเขมแขง็ ของจติ ใจท่ีทําใหตองกลบั ไปกระทําความผิดข้นึ อีก

ในตําราอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยาไดแบงประเภทของอาชญากรซึ่งมีอาชญากรติดนิสัย
(Habitual Criminal) ที่เปนอาชญากรประเภทหนึ่งในบรรดาผูกระทําผิด ซึ่งบุคคล ที่กระทําผิด
ประเภทนี้ไดแกบคุ คลที่ไมสามารถจะปฏบิ ัติตนใหเขากับมาตรฐานของสังคมได ไมเกิดความเข็ดหลาบ
เมื่อต้องโทษเกิดอาชญากรรมช้ำอีก เมื่อมีโอกาสโดยไมคํานึงถึงผลที่เกิดขึ้นนั้นจะเปนอยางไร ดํารง
ชีวิตอยูดวยการเสพยาเสพติดหรือจําหนายยาเสพติด เลิกไมไดเวลาตองโทษก็แสรงทําตัวดีเลนละคร
ตบตา พอพนโทษแลวก็ทําผิดอีก จึงเรียกวาอาชญากรติดนิสัยหรอื กระทําผิดซ้ำไมเข็ดหลาบ อาชญา
กรประเภทนี้มีรางกายและจิตใจ เป็นปกติมาตั้งแต่ลักษณะที่แสดงว่าผิดปกติแต่กลับพบว่าสิ่งท่ี
ผลักดันใหกลายเปนอาชญากรเกิดจากความบกพรองทางรางกายและจิตใจในภายหลัง อาจเกิดจาก
ความจำเป็นจากเหตุการณ์บางอย่างบีบบังคับใหคอยๆ ประพฤติผิดไปทีละน้อยๆ โดยมากมักเกิดข้ึน
ในวัยเด็ก เมื่อกระทําผิดหลายหน เกิดความเคยชิน ทําใหบุคลิกภาพของตนเองไดเปลี่ยนไปกลายเป
นชีวิตของอาชญากรอยางสมบูรณแตเยาววัย อาชญากรประเภทนี้ บางคนมาจากตระกูลที่ดีมกี ารคบ
สมาคมพวกมิจฉาชีพ หรืออาจเปนเพราะความฟุมเฟอยในการใชจายของตนเอง จึงเปนสาเหตุใหเรมิ่
หารายได จากการทุจรติ มาใชจายจนเคยตัว นานเขาก็เลยกลายเปนผูรายช้ันสูงชํานาญทําการลอลวง

๔๖

และฉอ้ โกงโดยอาชญากรพวกนมี้ ักเป็นคนตดิ สรุ าตดิ ยาเสพติดพวกจรจัดพวกลักเล็กขโมยนอย เปนตน
นักทัณฑวิทยาตัง้ ขอสังเกตวา ผูที่กระทาํ ผดิ ซำ้ ถงึ ๔ คร้ัง มกั เปน็ ผหู้ ากินโดยสจุ ริตตลอดไปการลงโทษ
แกอ่ าชญากรพวกน้จี งึ ไม่เป็นผล เพราะมคี วามชัว่ รายฝงอยูในบุคลิกภาพ๗๖

๒.๔.๒ แนวคิดทฤษฎีทเ่ี กย่ี วของกบั การกระทําผดิ ซำ้
หลกั การสาํ คญั เกย่ี วกบั ธรรมชาติของมนุษยมี ๓ ประการ คือ การทบ่ี ุคคลมอี สิ ระในการเลือก
พฤตกิ รรมหรือมเี จตจาํ นงอิสระ การใชเหตผุ ลในการตัดสนิ ใจ และการคาํ นงึ ถึงผลประโยชนท่ีจะไดรับ
จากการกระทําสูงสุด ดังนั้นจึงไดนําเสนอการปองกันอาชญากรรมจะนํามาซึ่งผลเสียมากกวาผลประ
โยชนที่จะไดรับจากการประกอบอาชญากรรม หรือกลาวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากระบบกฎหมายมี
บทลงโทษที่รุนแรง รวดเร็ว และสามารถลงโทษ ผูกระทําผิดไดทุกคน จะสงผลใหอาชญากรรมของ
บุคคลในสังคมลดลง๗๗ ปจจุบันไดมีนักอาชญาวิทยาพัฒนาปรับปรุงทฤษฎีของสํานักอาชญาวิทยา
ดั้งเดิมขึ้นมาใหมเปนจํานวนมากแตทฤษฎีแนวใหมนี้ยังคงยึดถือหลักการสําคัญเกี่ยวกับพื้นฐานของ
มนุษย ๓ ประการดังกลาวขางตน
๑) ทฤษฎีปองกัน (Deterrence Theory) ทฤษฎนี ี้เชือ่ วามนุษยเปนสัตวประเสริฐ จะกระทํา
การใด ๆ ตองมกี ารคํานึงถึงผลลัพธของการกระทาํ กอนท่ีจะมีพฤติกรรมอนั นนั้ เราจึงปองกันบุคคลไม
ใหกระทําผิดไดหากมีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม ซึ่งหมายรวมถึงมีอัตราโทษรุนแรง ลง
โทษอยางรวดเร็ว และผูกระทําผิดกฎหมายมีโอกาสถูกจับสูง ซึ่งจะเห็นไดวาทฤษฎีนี้เป็นรากฐานใน
การบัญญัติกฎหมาย และเปนหลักปรัชญาในการบริหารงานยุติธรรมทางอาญาของหลายประเทศ
ตวั อยางเชน การกาํ หนดอตั ราโทษท่ีรุนแรง สาํ หรบั อาชญากรรมบางประเภท การเพิม่ กาํ ลังตรวจเพื่อ
ลดโอกาสในการกระทําผิดกฎหมาย เนื้อหาสาระของทฤษฎีนี้จึงเกี่ยวของกับกระบวนการ ตัดสินใจ
ของบุคคลว่าจะประกอบอาชญากรรมหรือไม โดยคํานวณจากโทษที่จะไดรับหากถูกจับกุมกับผลที่
คาดหมายวาจะไดรบั จากการกระทําผิดนนั้ หากคดิ วาโทษท่จี ะไดรับเม่ือถูกจบั กุมมากกวา ความสุขท่ี
จะไดจากการกระทําผิดบุคคลนั้น ก็จะไมเลือกไมประกอบอาชญากรรมนั้น การที่บุคคลประกอบ
อาชญากรรมเกี่ยวกับยาเสพตดิ ก็เชนเดยี วกัน จะคิดกอนวาทาํ แลวจะถูกจับหรือไม ถาเขาคิดวาไดเงิน
มาใชอยางมีความสุขและไมนาจะถูกจับกุม เพราะไมมีเจาหนาที่ตํารวจ หรือถูกจับแตโทษไมรุนแรง
หรือทําแลวไดผลคุมคา เขาก็เลือกจะทําอาชญากรรมที่เกี่ยวกับ ยาเสพติดทฤษฎีนี้จึงทําใหผูวิจัย
สามารถใชเปนหลัก อธบิ ายกระบวนการตดั สินของบุคคลทีจ่ ะประกอบอาชญากรรมยาเสพตดิ ได
๒) ทฤษฎีประทับตรา (Labeling Theory) การกระทําผิดเกิดขึ้นเพราะสังคมเปนผูกําหนด
หรือเปนผูประทับตรา การประทบั ตรานน้ั จะเกิดข้ึนเม่ือมีการกระทําผดิ คร้ังแรก และผูกระทําผิดไดเข

๗๖ พงศกร อินธิไชย, การกระทําผิดซ้ำเกี่ยวกับยาเสพติดในเรือนจําของผู้ตองขงัคดียาเสพติด
เรือนจํากลางบางขวาง, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการ
บริหารงานยตุ ิธรรม, มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒), หนา้ ๑.

๗๗ พรชัย ขันตี และคณะ, ทฤษฏีและงานวิจัยทางอาชญาวิทยา, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร :
บุคเนท็ , ๒๕๔๓), หน้า ๑.

๔๗

าไปเกี่ยวของกับกระบวนการยุติธรรมและหนวยงานอื่น ๆ ในสังคม สถาบัน เหลานี้เปนผูกําหนดว
าเขามีพฤติกรรมเปนอาชญากร เมื่อเปนเชนนี้ผูกระทําผิดก็ยอมรับ การประทับตราและเริ่มกําหนด
ทิศทางแหงความประพฤตขิ องตนเองในอนาคตใหสอดคลองกับการรับรูของสงั คม หรอื อาจกล่าวไดวา
การกระทําผิดเกิดขึ้นเพราะปฏิกิริยาระหวางบุคคลกับสังคม แชลก (Schrag) ไดสรุปทฤษฎีตราหน
าเพื่อชี้ใหเห็นถึงลักษณะหรือองคประกอบของทฤษฎีนี้สรุปได ๙ ประการ คือ๗๘ (๑) พฤติกรรม
อาชญากรไมมีความชั่วรายอยูภายใน (๒) นิยามของพฤติกรรมอาชญากรถูกกําหนดโดยผลประโยชน
ของผูมีอํานาจในสังคม (๓) บุคคลกลายเปนอาชญากรเพราะกระบวนการตราหนา (๔) กระบวนการ
ยุตธิ รรมจดั กลุมอาชญากรและกลุมทไ่ี มใชอาชญากรแตกตางจากขอมลู ในโลกความจริง ๕) ผูประกอบ
อาชญากรรมซึ่งถูกจับกุมมีเพียงเล็กนอย สวนผูประกอบอาชญากรรมซึ่งไมถูกจับกุมมีจํานวนมาก
และมักกระทําผิดมาแลวไมนอยกวาพวกแรก (๖) การที่บุคคลจะถูกจับกุมหรือไม ขึ้นอยู กับ
บุคลิกลักษณะของบุคคลนั้นไมใชจากฐานความผิด (๗) ความรุนแรงในการลงทัณฑขึ้นอยูกับ
บุคลิกภาพของบุคคลเชนกัน ( การวินิจฉัยสั่งการของกระบวนการยุติธรรมขึ้นอยู กับแบบผังใน
ความคิด ของบุคคลท่ัวไปเกยี่ วกับผูกระทําผิด) (๙) เมือ่ ใดก็ตามทบี่ ุคคลถกู ตราหนาจากสังคมวาเปนผู
มพี ฤตกิ รรมเบ่ยี งเบน บคุ คลน่ันจะตกอยูในภาวะท่ีไมสามารถกอบกูภาพพจนของตน ในฐานะพลเมือง
ดีกลบั คนื มา การทบ่ี คุ คลไดถูกกลาวหาวากระทาํ ผิดในคดีคายาเสพติดและถูกศาลพิพากษา ใหลงโทษ
จาํ คกุ ถอื ไดวาบุคคลนน้ั ไดถกู สังคมประทบั ตราวาเปนผูกระทําผิดและเม่ือพนโทษออกมาแลว ก็มักจะ
ไมไดรับการยอมรับและความไววางใจจากสังคม ทําใหบุคคลนั้นมีพฤติกรรมการแสดงออกและ
ประพฤติไปในทางทผ่ี ิดเพอื่ ใหเปนไปตามท่สี งั คมไดกําหนดจากการประทบั ตรา อนั เปนสาเหตุของการ
กระทาํ ผดิ ซ้ำ๗๙ ในทฤษฎดี ังกลาวน้ีเชื่อวาการกระทําผดิ ท่ีเกดิ ขน้ึ เพราะสังคมเปนผูกําหนด หรือเปนผู
ประทับตรา การประทับตรานั้นจะเกิดขึ้นเมื่อมีการกระทําผิดครั้งแรก และผู กระทําผิดไดเขาไป
เกี่ยวขอ้ งกับกระบวนการยตุ ิธรรม และหนวยงานอน่ื ๆ ในสงั คม สถาบันเหลานี้ เปนผูกาํ หนดวาเขามี
พฤติกรรมเปนอาชญากร เมื่อเปนเชนนี้ผูกระทําผิดก็ยอมรับการประทับตรา และเริ่มตนกําหนด
ทิศทางความประพฤติของตนในอนาคตใหสอดคลองกับการรับรูของสังคม กล่าวคือการกระทำผิด
เกิดข้นึ เพราะปฏกิ ิรยิ าระหว่างบุคคลในสังคมหากลา่ วถงึ เรื่องของความเกีย่ วพันทฤษฎีประทับตราจะ
มีความสัมพันธกับการกระทําผิดซ้ำของผูตองขัง เพราะเมื่อผูตองขังถูกจับในการกระทําความผิดคร้ัง
แรกแลว หลังจากนั้นก็ถูกกระบวนการยุติธรรม ตัดสินวาเปนการกระทําความผิดจริงและตองเขารับ
โทษซึ่งถือเปนการประทับตราแลว ภายหลังเมื่อพนโทษสังคมกลับไมใหการยอมรับ แมวาจะได้ผ่าน
กระบวนการแกไขพฤตินิสัยเรียบรอยแลวจากกรมราชทัณฑ หรือหนวยงานที่มีหนาที่โดยตรงในการ

๗๘ มนตรี บุนนาค, วิเคราะห์สาเหตุการกระทำผิดซ้ำในคดีเสพยาบ้า :ศึกษาเฉพาะกรณีผู้ต้องขัง
ในทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขา
อาชญาวิทยาและงานยุตธิ รรม, บณั ฑิตวิทยาลัย, มหาวทิ ยาลัยมหิดล, ๒๕๔๒), หน้า ๑.

๗๙ นิพันธ์ จำเนียรพันธุ์, แนวทางการแก้ไขการกระทำผิดซ้ำ ของผู้ต้องขังคดีเสพยาบ้า : ศึกษา
เฉพาะกรณีผู้ต้องขังทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยา, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (พระนครศรีอยุทธยา :
มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยธุ ยา, ๒๕๕๑), หนา้ ๑

๔๘

แกไขฟนฟูตลอดจนพัฒนาพฤตกิ รรมของผูกระทําความผิดใหมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นกวาเดิม๘๐ ดังนั้นการ
ที่สังคมไมยอมรับจึงเปนอีกเหตุผลที่สนับสนุนใหผูตองขังกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยเฉพาะผู้ต้องขัง
คดียาเสพติดที่มีปัจจัยชักจูงหลายด้านที่ส่งเสริมใหเกิดการกระทําผิดซ้ำขึ้นอีก ทฤษฎีประทับตรามี
ความสัมพันธตอการกระทําผิดซ้ำของผูตองขัง เพราะเมื่อผูกระทําผิดถูกจับกุมในความผิดแรกแลว
หลงั จากนัน้ ผูกระทําผิดก็ตองเขาไปเก่ียวของกับกระบวนการยุติธรรม ซง่ึ เปนผูตัดสนิ วามีความผิดจริง
หรอื ไม หากผดิ จริงก็ไดรับการลงโทษตามกฎหมาย นนั่ คอื การท่ีผูกระทาํ ผิดไดถกู ประทบั ตราแลว และ
เมื่อไดรับการพนโทษแลว สังคมมักจะไมเชื่อถือและไมไวใจ ถึงแมวาจะไดรับการอบรมแกไข
พฤติกรรมจากราชทัณฑมาแลวก็ตาม บุคคลเหลานี้ก็จะหวนกลับไปกระทําผิดซ้ำดังเดิมอยางมิอาจรู
จบ โดยเฉพาะคดียาเสพตดิ จะมผี ูกระทาํ ผดิ ซำ้ ๆ มากกวาคดีอื่น ๆ

๒.๔.๓ ทฤษฎีการเลียนแบบ (Theory of Imitation) ซอง กาเบรียล ทาร ด ไดเสนอ
แนวคิดดานจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการเลียนแบบ๘๑ โดยกฎของการเลียนแบบที่จะปรากฏในงานวิจัยนี้มี
๓ ประการ คอื ประการที่ ๑ คนที่มคี วามสัมพันธใกลชดิ กัน จะมกี ารเลยี นแบบพฤตกิ รรมกัน ประการ
ที่ ๒ การเลียนแบบมแี นวโนมจะแพรจากส่ิงที่มากกวาสูสงิ่ ทีน่ อยกวา อาจกลาวอีกนยั หนึ่งว่าบุคคลจะ
เลียนแบบผูที่มีสถานะเหนือกวาตน เชน ลูกเลียนแบบบิดามารดา ลูกนองเลียนแบบเจานาย เปนตน
และประการที่ ๓ มีการแทรกแซงแทนพฤติกรรม โดยชีว้ าการมีพฤติกรรมใหมจะแทนท่ีพฤติกรรมเก่า
เช่น นายกล้าหาญปกติมักจะสูบบุหรี่เพียงอย่าง ตอมาเขามาอยูในกลุมเพื่อนที่เสพยาบา นายกลา
หาญจึงทั้งสูบบุหรี่และเสพยาบา หรือแตเดิมมีพฤติกรรมลักเล็กขโมยนอย ตอมาถูกจับและติดคุก
เม่อื พนโทษออกมากลับไปปลนทรัพยแทน ซง่ึ เปนพฤตกิ รรมการกระทาํ ความผดิ ที่เพ่มิ ข้ึน

๒.๔.๔ ทฤษฎีการคบหาสมาคมที่แตกตาง (Different Association Theory) เอ็ดวิน เอช
ซัตเทอรแลนด (Edwin H.Sutherland) ไดอธิบายพฤติกรรมของกลุมอาชญากรมืออาชีพ (Career
Criminal) เชน อาชญากรปกขาว และหัวขโมยมืออาชพี การกระทําผิดจากการเรียนรูทางสังคม การ
เรียนรูทักษะ (Skill) และแรงจูงใจซ่ึงเปนผลจากการติดต่อสัมพันธกบั คนที่เปนอาชญากร จึงไดเรียนรู
คานิยมทัศนคติและรูปแบบของการประกอบอาชญากรรม หลักการของทฤษฎีการคบหาสมาคมท่ี
แตกตาง มีดังน้ี๘๒ (๑) พฤติกรรมอาชญากรรมเกิดจากการเรียนรู้ เชนเดียวกับการเรียนรูพฤติกรรม
ปกติ (๒) พฤติกรรมอาชญากรรมเกิดจากการเรียนรูในการมปี ฏิสัมพันธซ่ึงกันละกนั และเกิดในกลุมที่
มคี วามสนิทสนมกัน เชน ครอบครวั และเพื่อน (๓) การเรยี นรูพฤตกิ รรมอาชญากรรม รวมถึงการเรียน
เทคนิคการประกอบอาชญากรรมดวย บางครั้งยากบางครั้งงาย (๔) แนวทางเฉพาะของแรงจูงใจและ

๘๐ พรชัย ขันตี และคณะ, ทฤษฏีและงานวิจัยทางอาชญาวิทยา, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร :
บคุ เน็ท, ๒๕๔๓), หน้า ๑.

๘๑ จาํ เนียร ชุณหโสภาค และคณะ, การศึกษาปจั จยั ท่ีเป็นสาเหตขุ องการกระทำความผิดซำ้ ในคดียา
เสพตดิ , พมิ พ์คร้งั ที่ ๕, (กรงุ เทพมหานคร : สถาบนั วจิ ัยและพฒั นา มหาวิทยาลยั รามคำแหง, ๒๕๕๑), หนา้ ๑

๘๒ นวลจันทรทัศนชัยกุล, อาชญากรรม (การปองกัน : การควบคุม), พิมพ์ครั้งที่ ๑, (นนทบุรี : พร
ทิพยก์ ารพิมพ์, ๒๕๔๒), หนา้ ๑.

๔๙

แรงผลกั ดันจะเรียนรูจากการรบั รูหลายดาน เกย่ี วกับขอกฎหมายท่ีเลือกปฏิบัติตามและขอกฎหมายที่
จะละเมิด เพราะปฏิกิริยาการรับรูหลายดาน เกี่ยวกับกฎหมายและสังคมไมไดเปนรูปแบบเดียวกัน
ทว่ั ไป จงึ เกดิ ความขัดแยงระหวางทัศนคติของสงั คมและบรรทัดฐานทางวฒั นธรรมของสงั คม (๕) การ
ทค่ี นกลายเปนอาชญากรรมเพราะเห็นผลจากการกระทาํ ผดิ ทําใหเขาพอใจ (๖) บคุ คลกลับกลายเปนผู
กระทําความผิด เพราะการนิยามความหมายในทางที่พอใจฝาฝนกฎหมาย มีมากกวาการนิยาม
ความหมายในทางที่ไมพอใจจะฝาฝนกฎหมาย (๗) ผลตางของการสมาคมอาจจะแตกตางกันด้าน
ความถี่ ระยะเวลาลําดับ ความสําคัญ และความแรง หมายความวาการติดตอสมาคมกับพฤติกรรม
อาญา และพฤติกรรมตอตานมีความแตกตางกันดังกลาวขึ้นอยูกับความถี่ ระยะเวลา ลําดับ
ความสําคัญ อันหมายถึงพัฒนาการตั้งแตเด็กและคงทนถึงตลอดชีวิต กระบวนการเรียนรูกระทํา
ความผิดโดยการตดิ ตอสมาคมกับแบบแผนอาชญากรรมและการตอตานอาชญากรรมจะเกี่ยวของกับ
การเรียนรูเกิดการเรียนรูการกระทําผิด ไมจํากัดเฉพาะการเลียนแบบเทานั้น แมวาพฤติกรรม
อาชญากรรมแสดงใหเห็นถึงความตองการและคานยิ มทัว่ ไป แตไมไดแปลวาคานยิ มและความตองการ
ของอาชญากรตองแตกตางจากคนทั่วไป เพราะอาชญากรและคนทั่วไปตางก็มีความตองการและคา
นิยมที่ตางกัน

๒.๔.๕ ทฤษฎีความผูกพันทางสังคม (Social Bond Theory) ทฤษฎีควบคุมที่ไดรับการ
ยอมรับมากที่สุดในวงการอาชญาวิทยา คือ ทฤษฎีความผูกพันทางสังคมของ ทราวิส เฮอรชิ (Travis
Herschi) กลาววา ไมมีความจําเปนตองอธิบายแรงจูงใจหรือแรงกระตุนของพฤติกรรมอาชญากรรม
เนื่องจากมนุษยเปนสัตวโลกที่มีความสามารถ โดยธรรมชาติท่ีจะประกอบอาชญากรรมอยูแลว โดยมี
ใจความสําคัญวา บุคคลที่มีความผูกพันกับองคกรหรือกลุมในสังคม เชน ครอบครัว โรงเรียน และ
เพื่อนฝูง มักจะมีแนวโนม ที่จะไมประกอบอาชญากรรม หลักการสําคัญของทฤษฎีนี้ คือ พันธะทาง
สังคมหรือความผูกพันทางสังคม (Social Bond) ที่ไดแบงออกเปน ๔ ประเภท คือ ความผูกพัน
(Attachment) ขอผูกมัด (Commitment) การเขารวม (Involvement) และความเชื่อ (Belief)
ทฤษฎีนี้มีสมมติฐานวา “บุคคลที่มีความผูกพันทางสังคมนอยจะมีแนวโนมที่จะมีพฤติกรรม
อาชญากรรม” องคประกอบของความผูกพันทางสังคมมี ๔ ประการ คือ๘๓ ประการที่ ๑ ความผูกพัน
(Attachment) คอื การท่บี คุ คลมีความผูกพนั หรือความรักใครกับบุคคลอ่ืนหรือมคี วามสนใจกับความ
รูสึกนึกคิดของบุคคลอื่น ซึ่งความผูกพันนี้เปนองคประกอบพื้นฐานที่สําคัญที่สุดที่จะทําใหบุคคลมี
พัฒนาการการยอมรับคานิยมและบรรทัดฐานของสังคม สงผลใหบุคคลสรางความรูสึกที่จะควบคุม
ตนเองใหเปนบุคคลที่ดีในสังคม ดังนั้นความผูกพันจึงเปนองคประกอบดานอารมณหรือดานความรัก
ของพันธะหรือสัญญาผกู มัดท่ีบคุ คลมตี อสงั คม ดังนัน้ การยอมรบั บรรทัดฐานของสังคมและการพัฒนา

๘๓ ศภุ กานดา สขุ ศรีวงษ์, ปจั จัยท่ีมีผลตอ่ การกระทำผิดในคดเี กี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของเด็กและ
เยาวชน :ศึกษาเฉพาะกรณีเด็กและเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, พิมพ์ครั้งที่ ๑,
(กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม, บัณฑิตวิทยาลัย,
มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, ๒๕๕๐), หนา้ ๑.

๕๐

ความรูสึกผิดชอบชั่วดี ขึ้นอยูกับความผูกพัน ซึ่งครอบครัว โรงเรียน และเพื่อน ๆ เปนสถาบันทาง
สังคมที่มีความสําคัญเปนอยางยิ่ง ทําใหเกิดความผูกพันกันในสังคม ประการที่ ๒ ขอผูกมัด
(Commitment) คอื การท่บี ุคคลผกู มัดกับการดําเนนิ ชีวติ ตามทาํ นองคลองธรรมของสงั คม ศกึ ษาเล่า
เรยี นเพื่อท่ีจะประกอบอาชีพสจุ รติ และเพอื่ ท่จี ะได้ประสบความสําเร็จในชวี ิต ซง่ึ จะสงผลใหบุคคลไม
อยากกระทําผิดกฎหมาย เนื่องจากจะเปนการเสี่ยงตอการสูญเสียความสําเรจ็ ในชวี ิต ดังนั้นขอผูกมัด
จึงเปนองคประกอบดานความมีเหตุผลของพันธะหรือสัญญาผูกมัดท่ีบุคคลมีตอสังคม ดังนั้นคนที่
ผูกมัดกับการดําเนินชีวิตตามรูปแบบของสังคม การเรียนหนังสือใหสูง ๆ เพื่อที่จะประกอบอาชีพที่ดี
มีความสําเร็จในอนาคต ทําใหคนไมอยากทําผิดกฎหมาย เพราะการกระทําผิดกฎหมายจะทําลาย
โอกาสของความสําเร็จในชีวิต ดังนั้นขอผูกมัดจึงเปนสวนหนึ่งที่ควบคุมพฤติกรรมการเกิด
อาชญากรรม ประการที่ ๓ การเขารวมหรือการมีสวนเกี่ยวของ (Involvement) คือการที่บุคคล ได
เข้ารวมกิจกรรมตาง ๆ ของสังคม เปนเหตุใหบุคคลถูกจํากัดเวลาที่จะไปประกอบอาชญากรรม
เนื่องจากเวลาสวนมากไดถูกใชไปกับกิจกรรมของสังคม ดังนั้นการเขารวมจึงเปนองคประกอบดาน
กิจกรรมของพันธะหรือสัญญาผูกมัดที่มีตอสังคมดังนั้นการทํากิจกรรมตาง ๆ ของสังคม ทําใหเหลือ
เวลานอยที่จะคิดประกอบอาชญากรรม เพราะเวลาสวนใหญถูกใชไปกับการทํากิจกรรมตาง ๆ ของ
สังคมนั่นเอง ประการท่ี ๔ ความเชื่อ (Belief) คือ ระดับของความเชื่อถือที่บุคคลมีตอคานิยม และ
บรรทัดฐานของสังคม หากบุคคลมีระดับความเชื่อตอคานิยมและบรรทัดฐานในสังคมสูง ก็จะมี
แนวโน้มทจ่ี ะไมกระทําผิดกฎระเบียบของสงั คม ดงั นัน้ ความเชอื่ จงึ เปนองคประกอบดานจรยิ ธรรมของ
พนั ธะหรอื สญั ญาผูกมดั ทบ่ี ุคคลมีตอสงั คมดังนน้ั คนที่อาศัยในพ้นื ทเ่ี ดียวกัน

๒.๔.๖ ทฤษฎีทางนิเวศวิทยา นิเวศวิทยา (ecology)๘๔ เปนสาขาวิชาหนึ่งของชีววิทยา
กล่าวถึงความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดลอม นักนิเวศวิทยาจะศึกษานิสัย และวิถีทางใน
การดาเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตท้ังหลายวามีความเกี่ยวของกับสิ่งแวดลอมรอบ ๆ ตัวอยางไรบ้างมนุษย์
นิเวศวิทยา (human ecology) เปนวิชาที่กลาวถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับพื้นที่ที่มีความเป็น
ในทางสังคมการนํานิเวศวิทยามาศึกษาในปญหาอาชญากรรมนั้น มุงศึกษาในแง่สถานท่ี หรือแหล่ง
อาชญากรรมที่อยูอาศัยของอาชญากร หรืออิทธิพลของพื้นที่ที่กอใหเกิดการกระทําผิดซึ่งมีทฤษฎีที่
เกี่ยวของดังน้ี ชอวและคณะ๘๕ ไดศึกษาพบวา การกระทําผิดของเด็กมีความสัมพันธกับสิ่งแวดลอม
ในแตละเขต ซ่ึงจัดวาการกระทําความผิดจะแตกตางกันออกไป การกระทําความผิดของเด็กจะมี
จํานวนสงู มากในทองที่ทเี่ ปนยานสลัม และยานธุรกจิ โดยเฉพาะอยางย่ิงยานทม่ี ีการอพยพเขาออกซ่ึงมี
ลักษณะเปลี่ยนแปลงอยตลอดเวลาและพบวาอัตราการเกิดของผูกระทําผิดซ้ำจะมากตามอัตราการ

๘๔ วริศรา ศิริสุทธิเดชา, ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดของผู้ต้องขังในคดีลักทรัพย์ :
ศึกษาเฉพาะกรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
๒๕๔๖), หน้า ๑๕.

๘๕ Shaw etal. อางถึงใน ประหยดั พวงจาํ ปา, ปัจจัยทีม่ ีความสัมพันธก์ ับการกระทำผดิ ของผู้ต้องขงั
ในคดีลักทรัพย์ :ศึกษาเฉพาะกรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๓๗), หนา้ ๔๖.

๕๑

เกิดของเยาวชนที่กระทําผิด อัตราการเกิดผูกระทําความผิดจะนอยลงเมื่ออยู่ห่างจากศูนย์กลางของ
เมือง เยาวชนกระทําผดิ ในเขตทีม่ อี ัตราการเกดิ สงู จะมีแนวโนมเปนผูกระทาํ ผิดซำ้ ตอไปได และอัตราผู
กระทําผิดจากเขตดังกลาว จะถูกพาตัวขึ้นศาลถงึ ๓ ครั้ง หรือมากกวนั้น๘๖ นักอาชญาวิทยาไดศึกษา
เชิงนิเวศวิทยา ณ เมืองซีแอตเติล (Seattle) ไดสรุปวาการประกอบอาชญากรรมจะมมากในเขตท่ีมี
ความสามัคคีของผูคนอยูในระดับครอบครัว มีความออนแอฐานะทางเศรษฐกิจอยูในระดับต่ำ ทรัพย
สินเสอื่ มโทรม การเคลอื่ นยายในระดับสงั คมและมีการประพฤติผิดศลี ธรรมในลักษณะตาง ๆ มากมาย
เฟลซอน๘๗ ได้เสนอทฤษฎีทางนิเวศวิทยาท่ี ชอว์ ว่าทฤษฎีกิจกรรมประจําวัน (routine activities
theory) เสนอวาอาชญากรรมใด ๆ จะเกดิ ขนึ้ ตองมีองคประกอบ ๓ อยางคอื (๑) ผูกระทาํ ความผิดที่
ไดรบั การจูงใจ (๒) เปาหมายท่ีเหมาะสม (๓) การขาดผูคุมครองรักษาดูแล เชน เพ่ือนบานที่ต่ืนตัวอยู
เสมอ ระบบสิ่งเตือนภัย เปนตน ทฤษฎีนี้ยึดถึอวาการเคลือนไหวของบุคคลในการดําเนินกิจวัตร
ประจําวันกอใหเกิดการตกเปนเหยื่อในลักษณะตาง ๆ มากมาย ดังนั้นการที่จะควบคุมอาชญากรรม
อย่างมปี ระสทิ ธิผลก็คือ การจดั การใหม่การไปมาหาสูระหวางผูคนอยางสมำ่ เสมอจะทำใหมีผูคอยปอง
กันการกระทําความผิดอยูตลอดเวลา อาชญากรรมก็จะเกิดข้ึนนได้ยาก ทัฟ และอิงแลนด์๘๘ นัก
อาชญาวิทยาชาวอเมรกัน ไดแบงแยกลักษณะของชุมชนที่มีอิทธิพลตอการกระทําความผิดของ
เยาวชนกล าวคือเยาวชนใดเข าไปอยู อาศัยในเขตนั้นแล้วจะมีความโน มเอียงท่ีจะกระทําผิดได ซึ่ง
แบ่งเป็นเขตได้ดังตอไปน้ี ๑. เขตที่มีความยากจนมีครอบครัวธรรมดา ๆ ตั้งอยูและไมไดรับอิทธิพล
จากสิ่งอื่นใด บุคคลสวนใหญยากจนแตไม่ได้หมายความวาจะมีการกระทําความผิดของเยาวชนอย่าง
มากมาย เพียงแตมีการลักขโมยบางซึ่งมีอยูทั่วไปในเขตเชนน้ีประจํา ๒. เขตชุมชนแออัด หรือเขต
สลมั เปนที่มีความยากจนทีม่ ีความสลบั ซับซอนในด้านประชากรและปญหาอื่น ๆ มตี รอกแคบ ๆ มืด ๆ
และมีความชื้นแฉะโดยที่มีความเป็นอยู่แบบตัวใครตัวมันลักษณะที่เห็นไดจากชุมชนนี้ มีสิ่งไม่พึง
ปรารถนาอันเกิดจากการอพยพของคนท่ีเขามาอยูใหม มีครอบครัวที่แตกแยกประสบความทุกขเข็ญ
กระจายทั่วไปมคี นขาดท่ีพึง่ และไมประสบความสําเร็จในอาชีพ เพราะความชำนาญมีคนอนาถาที่พ่ึง
ใครไมได มีผตู้ ิดยาเสพติด และตดิ สรุ าเร้ือรัง มีคนเคล่อื นยายเขาออกอยูเสมอ และไมคอยรูจักหนากัน
อย่างนอ้ ย ขาดการควบคมุ ในเรอื่ งความประพฤติ ขาดสิ่งสงเสรมิ ในทางดานสรางสรรคสลัมเปนเขตที่
มีคนหลายพวกหลาย เหลานี้ประสบความลมเหลวในชีวตขาดสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต ความหยิ่งใน
ศกั ดศ์ิ รีลกั ษณะตาง ๆ ดังกลาวมานี้ จงทำใหสลมั เปนทเี่ กิดของอาชญากรรม ๓. เขตชมุ ชนทีบ่ านเรือน

๘๖ อัณณพ ชูบำรุง อางถึงใน ประหยัด พวงจําปา, ทฤษฎีอาชญาวิทยา, พิมพ์ครั้งที่ ๑,
(กรงุ เทพมหานคร : โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๒๗), หนา้ ๔๗.

๘๗ Felson อางถึงใน วริศรา ศิริสทุ ธเิ ดชา, ปัจจัยที่มคี วามสมั พันธ์กับการกระทำผิดของผู้ตอ้ งขังใน
คดีลักทรพั ย์ : ศึกษาเฉพาะกรณเี รือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, พิมพ์ครัง้ ที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ลักษณ,์
๒๕๔๖), หน้า ๑๗.

๘๘ Taft and Ralph W. England, Jr; The Macmillan Company, New York City, ๑๙๖๔, pp.
๒๐๔ – ๒๐๖.

๕๒

อย่างหนาแนนไม่ใชเขตสลัมมีลักษณะคลายเปนเขตบานเช่า ขาดการเคารพนับถือประเพณีอันดีงาม
คนอยูกันแบบไม่มีความสัมพันธกัน เปนสวนตัวไมรูจักกัน ไมมีการควบคุมทางสังคม ขาดการสนใจ
ทางการเมือง โดยเฉพาะปญหาการปกครองทองถิ่น เปนสภาพสังคมที่ขาดระเบียบวินัย ขาดความ
ต้องการในเรื่องการรักษาความปลอดภัย ไมมีใครเอาใจใสกัน คนท่ีอยูอาศัยในหองตางอยูอยางโดด
เดี่ยวมักแสดงพฤติกรรมในทางผิดปกติ หรือมิฉะนั้นก็ประกอบอาชญากรรม ๔. เขตแหงความชั่วราย
โดยที่ตามปกติเขตแหงความชั่วร้ายมักจะเปนเขตสลัมแตก็มิไดหมายความวาเขตสลัมเปนเขตแห่ง
ความชั่วรายเสมอไป เขตนี้จะไดรับการปกปองคุมครองจากเจาหนาที่ตำรวจเพื่อการประกอบ
อาชญากรรม ธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เช่น ยานโสเภณีแหลงการพนันนอกจากจะเป็นเขตที่มีการกระทํา
ผดิ กฎหมายมากแลวเขตนี้ยังเปนเขตท่ดี ึงดดู อาชญากรรายกาจ ท่เี ขาไปคอยแสวงหาประโยชนอยูด้วย
บางทอี าจจะเกิดการตอสูกนั ระหวางเจาพอในเขตนนั้ ๆ จงึ เกดิ แกงข้ึน เขตเชนนี้เป็นเขตท่ีมีการทุจริต
คอรัปชั่นในทางการเมือง มีผูอุปการะในการประกอบกรรมชั่ว เยาวชนที่อยูในเขตนี้อาจจะนอยแตก็
ต้องคบคาสมาคมกับคนไมดีอยูเป็นนิจ ๕. เขตชนบทเส่ือมโทรมเปนเขตที่มีอิทธิพลตอการเกิด
อาชญากรรม บางแหงเป็นที่หลบซอนของพวกแกงท่ีหลบไปจากเมือง เปนที่เสื่อมคลายในทางธุรกิจ
การคา้ ขาดผนู ําทางชมุ ชน เปนท่อี ยูของคนจนตรอกมการกระทำผิดศลี ธรรมโดยท่วั ไป

๒.๕ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในการเตรียมความพร้อม
ผู้ตอ้ งขังก่อนปลอ่ ย

การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง เป็นการเตรียมความพร้อมให้กบั ผู้ต้องขังท่ใี กล้
จะพ้นโทษ ออกไปสู่สังคมภายนอก รูปแบบการจัดโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย เป็นการ
ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาผู้ต้องขัง ในด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านร่างกาย ด้านจิตใจ การฝึกทักษะอาชีพ
รวมใหค้ าปรกึ ษาแนะแนวทางในการดาเนินชีวิตที่ ถกู ต้อง

๒.๕.๑ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในการเตรียมความพร้อม

ผูต้ ้องขงั กอ่ นปลอ่ ย
ประเด็นที่ ๑ กระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขงั พ้นโทษของเรอื นจำชัว่ คราว

ดอยฮาง จังหวัดเชยี งราย พบวา่ ผู้ให้สัมภาษณ์มีความรู้ ความเขา้ ใจในกระบวนการเตรียมความพร้อม
ก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขังก่อนที่จะพ้นโทษออกไปจากเรือนจำ โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ผู้ปฏิบัติงานผ่าน
การอบรมหลักสูตรการอบรมด้านการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขังจากกรมราชทัณฑ์ การ
ดำเนินงานโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยของเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย มี
ระยะเวลาอบรม ๓๐ วัน จัดปีงบประมาณละ ๒ ครั้ง โดยคัดเลือกผู้ต้องขังเด็ดขาดที่เหลือโทษจำคุก
ต่อไปไม่เกิน ๖ เดือน – ๑ ปี เข้ารับการฝึกอบรมโดยวิทยากรภายในเรือนจำ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าท่ี
ราชทัณฑ์ที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ และเชิญวิทยากรภายนอกจากภาคีเครือข่ายมาให้
ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ต้องขงั เช่น วิทยากรจากสำนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย สำนักงานยุตธิ รรม
จังหวัดเชียงราย สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงราย สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงราย เป็นต้น
โดยมีการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ ความคิด สติปัญญา อารมณ์ และฝึก
วิชาชีพ มีกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์ ให้ญาติและครอบครัวพบผู้ต้องขัง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ
และปรบั ตนเปน็ พลเมืองทด่ี ีของสังคม ไม่หวนกลบั มากระทำผิดซำ้ อีก สว่ นผตู้ ้องขงั ทเ่ี ข้ารับการอบรม

๕๓

โครงการเตรยี มความพรอ้ มก่อนปล่อย ก็เข้าใจในกระบวนการเตรียมความพร้อมกอ่ นปล่อยเป็นอย่าง
ดเี นอื่ งจากระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ก็จะได้รบั การอบรมด้านต่าง ๆ รวมท้ังการฝึกวิชาชีพ
อยู่แล้ว ประเด็นที่ ๒ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนนิ งานการเตรียมความพร้อมก่อนปลอ่ ยผู้ต้องขงั
พ้นโทษของ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย พบว่าปัญหาเรื่องงบประมาณที่กรมราชทัณฑ์
จัดสรรให้เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานอบรมเตรียมความ
พร้อมตัวผู้ต้องขังพ้นโทษ ซึ่งผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์เตรียมปล่อยตัวมีจำนวนมาก ทำให้การจัดหา
วิทยากรภายนอกเข้ามาอบรมให้ผู้ต้องขังเป็นไปอย่างจำกัด ปัญหาบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการ
เตรียมความพร้อมกอ่ นปลอ่ ยมจี ำนวนน้อย เมือ่ เทยี บกับผตู้ อ้ งขังท่เี ขา้ รับการอบรม รวมท้งั มีภาระงาน
ประจำด้านอื่น ๆ ที่ค่อนข้างมาก การเข้าเวรยามเวลากลางคืนและวันหยุดราชการ เพื่อควบคุม
ผู้ต้องขังให้อยู่ในกฎระเบียบของเรือนจำ ปัญหาด้านสถานที่สำหรับใช้ในการฝึกอบรมคับแคบและมี
พื้นที่จำกัดไม่เอื้อต่อการอบรม เนื่องจากมีจำนวนผู้ต้องขังจำนวนมากในการอบรมแต่ละรุ่น และ
ปญั หาสำคญั คอื ผตู้ ้องขงั กังวลเกยี่ วกับการพน้ โทษออกไป ในดา้ นการยอมรับจากคนรอบตวั และชุมชน
รวมทั้งการหางานทำและประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ประเด็นที่ ๓ แนวทางการ
พัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้แก่ผู้ต้องขังที่จะพ้นโทษของเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง
จังหวัดเชียงราย พบว่าเรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง จัวหวดั เชยี งราย ควรหาหนว่ ยงานสนบั สนนุ ในการจัด
อบรมการเตรียมความพร้อมก่อนปลอ่ ยผูต้ ้องขงั พ้นโทษ ไม่ว่าจะเป็นด้านวัสดุ อุปกรณ์การฝึกวิชาชีพ
หรือขอความอนุเคราะห์วิทยากรภายนอกมาช่วยอบรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากปัญหาด้าน
งบประมาณที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ ในด้านสถานที่ควรจัดสถานที่อบรมให้เหมาะสม มีแดนเฉพาะ
สำหรับเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย จัดจำนวนผู้ต้องขังเข้ารับการอบรมแต่ละรุ่น ไม่ควรเกิน ๒๐๐
คน หรือแบ่งจัดอบรมเป็นหลายๆ รุ่น จัดให้ญาติเข้าร่วมกิจกรรมในการอบรม การฝึกอบรมควรเน้น
ทกั ษะการฝกึ วิชาชพี และขอความรว่ มมอื หนว่ ยงานภาคเอกชนในเขตจงั หวดั เชียงราย รับผูต้ อ้ งขังเข้า
ทำงาน ทั้งการจัดหางานที่เหมาะสมกับกับความต้องการให้กับผู้ต้องขัง เพื่อลดปัญหาการกลับไป
กระทำผิดซ้ำอีก นอกจากนี้ควรประชาสัมพันธ์กิจกรรมดังกล่าวให้สังคมภายนอกทราบ เพื่อสร้าง
ความมน่ั ใจในการออกไปสสู่ ังคมภายนอกของผตู้ ้องขงั

๒.๕.๒ แนวคดิ เก่ียวกับการลงโทษและการและบงั คบั โทษจำคกุ
ในสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มักให้ความสำคัญและความคาดหวังว่าการลงโทษจะมีผล
เป็นการควบคุมสังคมและควบคุมอาชญากรรม (Crime Control) จึงทำให้การกำหนดโทษตามคำ
พิพากษากลายเปน็ หัวใจสำคญั ของความยุติธรรม และเปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ในการฟื้นฟผู ู้กระทำผิดโดยอาศัย
เรือนจำ หรือแม้แต่การปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดในชุมชน อันเป็นทางเลือกในการลงโทษจำคุก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผูก้ ระทำผิดบางรายทีส่ มควรได้รับโอกาสแก้ไขปรับปรุงตนเอง หรือสมควร
จะไดร้ บั การอภยั สำหรับการกระทำผิดทไ่ี ม่เป็นอันตรายรา้ ยแรงเพ่ือท่จี ะเริ่มต้นใหม่ โดยวัตถปุ ระสงค์
ของการบังคับโทษจำคุกนั้นมีความแตกต่างจากวัตถุประสงค์ของการลงโทษ ที่มุ่งเน้นการลงโทษ
พิพากษาเป็นหลัก หากแต่การบังคับโทษจำคุกนั้นมุ่งที่จะปรับเปลี่ยนฟื้นฟูแก้ไขพฤติกรรมของผู้ที่
บกพร่องในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้กระทำผิดต่อกฎหมายอาญาเป็นกติกาทางสังคม ทั้งนี้
วัตถุประสงค์ของการบังคับโทษจำโดยปราศจากการกระทำความผิดโดยมีคุกจำแนกออกเป็น ๒
ประการ ได้แก่ ประการแรก เพ่ือให้มกี ารดำเนนิ ชีวติ ในอนาคต โดยปราศจากการกระทำความผิดและ

๕๔

มีความรับผิดชอบต่อสังคม และประการที่สอง เพื่อการคุ้มครองสังคม โดยมีวัตถุประสงค์ของการ
ลงโทษดังนี้

๑. วัตถุประสงค์ของการลงโทษ “การลงโทษ” คือการปฏิบัตอิ ย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำ
ให้ผู้ที่ได้รับการปฏิบัตินั้นต้องได้รับผลร้าย เนื่องจากการที่ผู้นั้นได้ฝ่าฝืนแนวปฏิบัติอันเป็นกติกาของ
สังคม โดยที่รัฐจะเป็นหน้าที่จัดการให้ผู้กระทำผิด ทั้งนี้การป้องกันจึงแบ่งออกได้เป็น “การป้องกัน
ทวั่ ไป” และ “การป้องกนั พเิ ศษ” ดงั น้ี

๑.๑ การป้องกันท่วั ไป หมายถึง การลงโทษการกระทำที่ละเมดิ ต่อกฎหมาย
เพื่อให้ผู้กระทำความผิดทราบว่า ได้กระทำในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับและให้บุคคลอื่นเห็นว่า หากมีการ
กระทำเช่นนี้เกิดขึ้น การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม บุคคลย่อมจักต้องรับโทษจากการ
กระทำผิดตอ่ กฎหมาย

๑.๒ การป้องกันพิเศษ หมายถึง การป้องกันมิให้ผู้ที่เคยกระทำผิดกลับมา
กอ่ อันตรายต่อสงั คมอีกในอนาคต โดยการใช้มาตรการฟ้นื ฟแู ละปอ้ งกันประเภทตา่ ง ๆ

ทั้งนี้โดยวัตถุประสงค์ให้ผู้กระทำความผิดโดยได้รับโทษ ได้รู้สำนึกว่าการกระทำของตนเป็น
การกระทำผิดอันเป็นพฤติกรรมที่คนในสังคมส่วนใหญ่ไม่ประสงค์ให้เกิดเหตุการณ์เช่นน้ี จึงมีความ
จำเป็นเข้าสู่กระบวนการแก้ไขพฤติกรรมมนุษย์เพ่ือเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมทไี่ มด่ ีทีว่ ่าเชน่ นั้นให้หมดไป
ซึ่งในทางทฤษฎีหรือปรัชญาการลงโทษ ได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการลงโทษที่สำคัญ ได้แก่ การ
ลงโทษเพื่อเป็นการข่มขู่ การลงโทษเพื่อเป็นการตัดโอกาสการกระทำผิด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการ
ลงโทษเพื่อเป็นการปรับปรุงแก้ไข โดยมรี ายละเอียดดังน้ี

- การลงโทษเพื่อเป็นการทดแทน แนวคิดของการลงโทษเพื่อเป็น
การทดแทนตามวัตถุประสงค์นี้ การลงโทษจึงเป็นความยุติธรรม ผู้ใดกระทำความผิดก็จะต้องได้รับ
โทษเป็นการทดแทน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การกระทำความผิดเป็นกรรมชั่ว เมื่อผู้ใดกระทำผิด
ต้องได้รับการชดใช้กรรมของตนโดยการรับโทษ ซึ่งนักปราชญ์ชาวเยอรมัน ได้ให้เหตุผลสนับสนุน
ความคิดตามทฤษฎีนี้ และยังมีความคิดว่า ถ้าสังคมไม่ลงโทษผู้กระทำผิดก็เท่ากับสังคมยอมรับการ
กระทำของเขา และด้วยเหตุผลนี้ย่อมมีผลเสมือนว่า สังคมเป็นผู้สนับสนุนให้กระทำผิดและ
Immanuel Kant ยังได้กล่าวไว้หนังสือมีชื่อว่า Philosophy of law ว่าการใช้การลงโทษเป็นเพียง
เครื่องมือเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ลงโทษหรือสังคมเป็น
ส่วนรวมก็ตาม การลงโทษในทุกกรณีจะต่อเนื่องมาจากเหตุว่า บุคคลที่ถูกลงโทษได้กระทำผิดเท่านั้น
ทั้งนี้เพราะเป็นการไม่บังควรที่จะปฏิบัติต่อบุคคลหนึ่ง เพียงเพื่อจะเป็นเครื่องมือให้บังเกิดผลแก่
บุคคคลอ่นื ทุกคนมีสิทธใิ นฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในอันทีจ่ ะไม่ถูกปฏบิ ัตเิ ช่นน้ัน ดังนั้น Immanuel
Kant จงึ เห็นวา่ ความผิดท่ีไดก้ ระทำและโทษทีไ่ ด้รบั จะต้องเป็นสดั ส่วนท่ีเหมาะสม

วตั ถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อแกแ้ ค้นทดแทนเป็นวัตถุประสงคเ์ ก่าแก่ เกิดข้ึนต้ังแต่
เริ่มมีสังคมมนุษย์ และสังคมมนุษย์ยังคงมีความป่าเถื่อน การลงโทษจึงไม่มขี ้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ท่ี
แน่นอน ทำให้รูปแบบต่อผู้กระทำผิดมีลักษณะโหดร้ายรุนแรงหรือเรียกว่า การลงโทษแบบตาต่อตา
ฟันต่อฟนั เปน็ การลงโทษเพ่ือให้เกิดความสอดคล้องกับความรู้สึกกับผเู้ สียหายและประชนท่ัวไป โดย
ยึดหลักว่าผู้กระทำผิดสมควรแก่การลงโทษเพื่อให้สาสมกับความผิด และเพื่อให้เกิดการเป็นธรรมใน

๕๕

สังคม ซึ่งจุดอ่อนของการลงโทษดังกล่าว คือไม่ได้มองถึงผลในอนาคตที่จะเกิดขึ้นท้ังในแงก่ ารป้องกัน
สังคมและไม่ให้มีการกระทำผิดเกดิ ขึ้น

การลงโทษโดยการแกแ้ คน้ จึงมักเป็นในไปในลักษณะเกินขอบเขตและรุนแรง และไม่
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหากเปรียบเทียบกับผลเสียที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับ
ค่านิยมสากลทำการลงโทษใหเ้ พ่ือวัตถุประสงค์ดงั กลา่ วค่อย ๆ ลดความสำคัญลง แต่อย่างไรก็ตามการ
ลงโทษเพื่อการแก้แค้นทดแทนยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีอาชญากรรมที่ร้ายแรงเกิดข้ึน
และประชนเรยี กรอ้ งทจี่ ะมีการลงโทษอย่างรุนแรงท่ีสดุ ทกี่ ฎหมายบัญญัติไว้

การลงโทษเพื่อการข่มขู่ แนวคิดของการลงโทษเพื่อการข่มขูเ่ ป็นผลของแนวคดิ ของ
สำนักคิดอาชญวิทยาดั้งเดิม ซึ่งมุ่งไปที่การป้องกันอาชญากรรม โดยเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นผู้
กำหนดการกระทำของตัวเอง ด้วยเจตจำนงอิสระ และการใช้เหตุผลในการตัดสินใจที่ปฏิบัติหรือไม่
ปฏิบัติก็ได้ ซึ่งเลือกในสิ่งที่จะทำให้ตนได้รับประโยชน์และพอใจ ขณะเดียวกันก็จะไม่เลือกในสิ่งที่
ก่อให้เกิดความทุกข์ใจหรือเจ็บปวด และสิ่งสำคัญคือ มนุษย์จะได้รับผิดชอบต่อการกระทำของตน
การกระทำความผดิ เป็นเป็นผลต่อการเลือกและตดั สินระหวา่ งประโยชน์และโทษที่จะไดร้ ับลว่ งหน้าไว้
แลว้ ดังนั้นผู้กระทำความผดิ จงึ สมควรรบั ผิดชอบต่อการกระทำของตนเองด้วยเช่นกนั หลักการสำคัญ
ต่อการลงโทษของวัตถุประสงค์นี้ คือการลงโทษที่มีความเหมาะสมกบั ความผิด รวดเร็ว แน่นอน และ
เสมอภาคกัน โดยใช้เรือนจำเป็นการลงโทษ

แนวคิดในการลงโทษเพ่ือนีม้ องว่า การลงโทษจะคำนึงถึงเพียงผลของการลงโทษตอ่
ตวั ผู้กระทำความผิดเท่าน้ันไม่ได้ แต่ยังต้องคำนึงถึงผลต่อประชาชนท่ัวไปด้วย ดังน้ัน วัตถุประสงค์ใน
การลโทษดังกล่าว มงุ่ ให้เกดิ การปอ้ งกนั สังคมเป็นหลัก สิ่งท่สี ำคัญประการหนงึ่ ก็คือ ความมุ่งหมายต่อ
ผู้กระทำความผิด จากการทดแทนมาเป็นยังยั้งหรืออาชญากรรม เสมือนเป็นยุคที่มีการปฏิรูปต่อการ
ปฏิบตั ติ อ่ ผู้กระทำความผดิ คร้ังท่ี ๑

๒.๕.๓ แนวคิดและปรัชญาที่เกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำผิด แนวคิดและปรัชญาการ
ลงโทษผู้กระทำความผิดต่อกฎหมายนีถ้ ูกพัฒนาขึ้นมาใช้เป็นหลักและวิธกี ารในการลงโทษผู้ทีก่ ระทำ
ความผดิ ทีผ่ ่านมาอาจแบ่งเปน็ ๓ แนวทางดว้ ยกนั คอื ปรัชญาการลงโทษทม่ี ่งุ ต่อการลงโทษ ปรชั ญาท่ี
ม่งุ ต่อการแกไขฟ้นื ฟู และปรัชญาที่มุ่งต่อการใหช้ ุมชนมีส่วนรว่ มในกระบวนการยุติธรรม ปรัชญาท่ีมุ่ง
ตอ่ การลงโทษและการแก้ไขฟืน้ ฟู

๑. วัตถุประสงค์ในการลงโทษ วัตถุประสงค์ในการลงโทษผู้กระทำผิดมีความ
เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นลำดับจากในอดีต จากที่วัตถุประสงค์การลงโทษเน้นความรุนแรงโดยมุ่งหวังท่ี
จะแก้แค้นทดแทนให้สาสมต่อการกระทำความผิดที่ได้กระทำไว้ รวมทั้งการเน้นการควบคุมเพื่อแยก
ผู้กระทำผิดออกจากสังคมไม่ให้ สร้างความเดือดร้อน ให้แก่สังคมได้อีก แต่พบว่าภายหลังพ้นโทษ
ผู้กระทำผดิ เหล่านี้ต้องกลับมาใช้ชีวติ ร่วมกับคนในสังคม การลงโทษโดยการแก้แคน้ หรือการคุมขังนั้น
จึงเป็นการแกไ้ ขปัญหาทปี่ ลายเหตเุ ทา่ นนั้ ทำให้มีการปรับเปลย่ี นวัตถุประสงค์ในการลงโทษมาเน้นการ
แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ควบคู่ไปกบการควบคุมเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับการแก้ไข ปรับเปลีย่ นทัศนคติ

๕๖

และพฤตินิสัยให้เป็น บุคคลที่สังคมพึงปรารถนาไม่กระทำผิดซ้ำและสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคม
อกี คร้ัง ดงั น้นั วตั ถปุ ระสงคใ์ นการลงโทษผกู้ ระทำผดิ จึงอาจแบ่งเปน็ ๔ ประเภท ดังนี้๘๙

๑.๑ การลงโทษเพื่อการแกแค้นทดแทน (Retribution) การลงโทษเพื่อการ
แก้แค้นทดแทน (Retribution) การลงโทษเพื่อการแกแค้นทดแทน เป็นรูปแบบการลงโทษที่มีมา
ตั้งแต่สมัยโบราณ โดยยึดหลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน (An eye for an eye, a tooth for tooth) คือ
ผู้กระทำผิดได้ก่ออาชญากรรมในลักษณะใดหรือมีความรุนแรงเพียงใด การลงโทษผู้กระทำผิดควรมี
ลักษณะหรือความรุนแรงเท่า ๆ กับที่ผู้กระทำผิดได้ทำลงไป การลงโทษในลักษณะนี้เพื่อให้เกิดความ
ยตุ ิธรรมแกผ่ ้เู สียหายมี โดยมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อป้องกันมใิ หผ้ ู้เสียหายแก้แค้นต่อผู้กระทำผิดโดยตรง ซึ่ง
จะส่งผลให้สังคมเกิดความวุ่นวาย และเกิดการแก้แค้นกันไม่จบสิ้น ด้วยเหตุนี้รัฐจึงต้องเข้ามาจัดการ
ในเรอ่ื งการพิจารณาคดี และการลงโทษผู้กระทำผดิ เพ่ือรกั ษาความสงบสขุ ให้แก่ชุมชนและสงั คม

๑.๒ การลงโทษเพื่อข่มขวัญยับยั้ง (Deterrence) การลงโทษเพื่อข่มขวัญ
ยับยั้ง (Deterrence) แนวคิดการลงโทษเพื่อข่มขู่ยับยัง้ เป็นผลมาจากแนวคิดของสำนกั อาชญาวทิ ยา
ดั้งเดิม (Classical School) ที่มีความเช่ือว่าการกระทำผดิ เกิดขึ้นจากคนไมเ่ กรงกลัวต่อกฎหมายหรือ
การบังคบั ใช้กฎหมายมีความอ่อนแอ ทง้ั น้ีเพราะมนษุ ย์มีเหตผุ ลและมีเจตจำนงอสิ ระ (FreeWill) ที่จะ
เลอื กได้วา่ จะทำหรอื ไม่ทำส่ิงใด มนุษยจ์ ะเลือกทำในส่ิงที่ทำใหต้ นได้รบั ประโยชน์และพอใจ แต่จะไม่
เลอื กทำในสิ่งทท่ี ำให้ตนเองเกดิ ความทุกขห์ รือเจบ็ ปวด ดงั น้นั การกระทำผดิ ของมนษุ ยจ์ ึงเกิดจากการ
เลือกของบุคคลนั้นๆ ว่าจะเกิดประโยชน์ต่อตน การลงโทษจึงควรมีขึ้นเพื่อป้องกนการกระทำ
ความผิดโดย ให้ผู้กระทำผิดรู้สึกว่าผลของการกระทำความผิดก่อให้เกิดความทุกข์และความเจ็บปวด
แก่ตน จนหลีกเลีย่ งที่จะกระทำความผิด การลงโทษเพื่อข่มขู่ยบั ยั้งจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์สอง
ประการ คือ ประการแรก เป็นการข่มขู่ผู้ที่กระทำความผิดไม่ให้กระทำความผิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง
เพราะหากฝ่าฝืนโทษจะได้รับโทษรนุ แรงขึ้น ประการที่สองเพื่อมิใหบ้ ุคคลเอาเยี่ยงอย่าง เนื่องจากจะ
ถูกลงโทษในแบบเดียวกันโดยเฉพาะการลงโทษประหารชีวิต นอกจากมีวัตถุประสงค์ในการลงโทษ
เพ่อื การแกแ้ คน้ ทดแทนแล้วยงั ตอ้ งการผลในการขม่ ขู่ยบั ยง้ั ไมใ่ ห้มกี ารกระทำผดิ ดว้ ย

๑.๓ การลงโทษเพื่อตดั โอกาสการกระทำผิด (Incapacitation) การลงโทษ
เพ่อื ตัดโอกาสการกระทำผิด (Incapacitation) แนวความคิดนีม้ ีวตั ถุประสงคเ์ พื่อป้องกันมิให้ผู้กระทำ
ความผิดมีโอกาสกระทำ ความผิดซ้ำ การลงโทษตามแนวคิดนี้คล้ายกับการลงโทษเพือ่ การข่มขู่ยับยัง้
และเพื่อแก้ไขฟื้นฟู เนื่องจากมีจุดมุ่งหมายไม่ให้ผู้กระทำผิดซ้ำ แต่การลงโทษเพื่อการข่มขู่ยับยั้งมี
วัตถุประสงค์ให้ผู้กระทำความผิดเกรงกลัวไม่กล้ากระทำผิดขึน้ มาอีก ส่วนการลงโทษเพื่อแก้ไขฟื้นฟูมี
วัตถุประสงค์ให้ผู้กระทำความผิดไม่กระทำผิดขึ้นอีกครั้งด้วยความสมัครใจ หรือเกิดจากความคิด
ไตร่ตรองของตนเอง สำหรับการลงโทษเพือ่ ตดั โอกาสการกระทำผดิ มีท้ังวิธกี ารลงโทษเพ่อื ตดั โอกาสใน
การกระทำผิดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คือ การนำตัวผู้กระทำผิดไปจำคุก ในส่วนของโทษประหารชีวิต
จะเปน็ การตดั โอกาสไม่ให้กลบั มากระทำผดิ ได้ตลอดไป

๘๙ นัทธี จิตสว่าง, หลักทัณฑวิทยา : หลักการวิเคราะห์ระบบงานราชทัณฑ์, พิมพ์ครั้งที่ ๑,
(กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ลักษณ,์ ๒๕๔๕), หน้า ๒๓.

๕๗

๑.๔ การลงโทษเพื่อแกไขฟื้นฟู (Rehabilitation) การลงโทษเพื่อแก้ไข
ฟน้ื ฟู (Rehabilitation) วัตถปุ ระสงค์การลงโทษเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด เปน็ แนวคิดที่เกิดจาก
สำนักปฏิฐานนิยม (Positive School) ที่เชื่อว่าการประกอบอาชญากรรมเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เป็น
ตัวกำหนด ทั้งปัจจัยทางชีววิทยา จิตวิทยา และสภาพแวดล้อมทางสังคม ไม่ใช่จากตัวผู้กระทำผิด
เพียงอย่างเดียว ดังนั้นการลงโทษเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูต้องมีกระบวนการและมาตรการที่มีความ
แตกต่างกันไปตามสาเหตุของการกระทำผิด และตามความเหมาะสมของบุคคลและสังคม โดยผ่าน
กระบวนการตา่ ง ๆ เช่น การฝึกวชิ าชพี การใหก้ ารศกึ ษา การอบรมทางศาสนา เปน็ ต้น

วัตถุประสงค์ในการลงโทษทั้ง ๔ ประการ ยังคงมีการใช้ในลักษณะผสมผสานซึ่ง ขึ้นอยูกับ
ความรุนแรงในการกระทำผดิ โดยการลงโทษท่มี คี วามรนุ แรงสูงสุด คือ การประหารชีวิต ท่เี ป็นไปตาม
วัตถุประสงค์การลงโทษในเรื่องการแก้แค้นทดแทน การข่มขู่ยับยั้ง และการตัดโอกาสการกระทำผิด
ในปัจจุบันวัตถุประสงค์ในการลงโทษผู้กระทำผิดจะเน้นที่การแก้ไขฟื้นฟู และการสร้างเสริมคุณภาพ
ชีวิตของผู้ต้องขัง เพื่อทำให้ภายหลังพ้นโทษผู้กระทำผิดสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้
อย่างปกติสุข และไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก ผลกระทบที่เกิดจากการถูกลงโทษในการถูก
ควบคมุ หรอื การถูกจองจำในเรือนจำทำให้ผู้ต้องขังถูกจากดทั้งสิทธแิ ละเสรีภาพ ทกุ คนต้องอยู่ภายใต้
กฎระเบียบที่เคร่งครัดของเรือนจำ โดยไม่มีสิทธิในการปฏิเสธ ภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
จากสังคมทเี่ คยอยู่ ทำให้เกดิ ความรสู้ ึกแปลกแยกเกดิ ผลกระทบตา่ ง ๆ ตอ่ ตวั ผถู้ ูกจองจำอย่างมาก ทั้ง
ทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม นอกจากนี้พบว่าการถูกกดดันในด้านต่าง ๆ ก่อให้เกิดความกดดัน จน
ทำให้เกิดความเจบ็ ปวดท้งั ดา้ นร่างกายและจติ ใจมี ๕ ประการ ดงั น้ี๙๐

๑) การถกู กดดันดา้ นเสรภี าพ สิง่ ทผ่ี ู้ตอ้ งขงั ตอ้ งประสบประการแรก คอื การสูญเสีย
อิสรภาพ เพราะเมอื่ ถกู ส่งเข้าเรอื นจำแลว้ หมายความวา่ เขาจะถูกกดดันอยใู่ นเรอื นจำไมส่ ามารถท่ีจะ
ไปไหนได้ อีกทั้งการถูกจองจำในเรอื นจำ หมายถึง การถูกตัดขาดจากครอบครัวและญาตมิ ิตรอีกด้วย
โดยการแยกจากกนมิใช่การแยกจากกนธรรมดาแต่เกิดจากการที่เขาทำผิดกฎหมาย ด้วยเหตุนี้เอง
ส่งผลทท่ี ำใหเ้ กิดความเจ็บปวดมากที่สุด คือ ความจริงทว่ี า่ การถกู จองจำเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการ
ถูกปฏิเสธจากสังคม และถูกตีตราวาเป็นนักโทษ โดยการที่ผู้ต้องขังจะต้องตัดผมสั้น แต่งชุดนักโทษมี
หมายเลขประจำตัวจะทำใหผ้ ตู้ ้องขังรสู้ ึกว่าเขาสูญเสียสถานภาพของสมาชิกทางสังคม และสถานภาพ
ของคนธรรมดาไป สภาพดังกลา่ วจึงส่งผลใหผ้ ูต้ อ้ งขังได้รับความกดดนั อยางมาก

๒) การถูกกดดันด้านเครือ่ งอุปโภค บริโภค และบริการ ในเรือนจำผู้ต้องขังจะได้รับ
การตอบสนองความตอ้ งการในขั้นพืน้ ฐาน เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น โดยคนทั่วไปอาจมองว่า
พวกเขาไดเ้ ปรียบคนจนท่ีอยู่ในสังคมภายนอก แตก่ ารถกู จองจำในเรือนจำแสดงใหเ้ ห็นวาเขาถูกจำกัด
สิทธิในการทจ่ี ะเลือก อาทิ พวกเขาไม่มสี ิทธิที่จะด่ืมสุรา ไมม่ ีทีพ่ กั ผอนท่ีเปน็ สว่ นตวั หรือแม้แต่เวลาท่ี
จะเป็นตัวของตัวเอง เหมือนที่เคยมีเมื่ออยู่นอกเรือนจำ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เขามองตนเองว่าเป็นผู้

๙๐ ประดับดวง ดุลยปวีณศรีสวาสดิ์ อ้างใน วาสนา ทองปัญญา, การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของ
ผู้ต้องขงั ในทณั ฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี, พิมพค์ รงั้ ท่ี ๑, (ปทมุ ธานี : โรงพิมพ์ราชทณั ฑ์, ๒๕๕๑), หน้า
๑๕.

๕๘

สูญเสีย โดยเฉพาะการสูญเสียสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล ในขณะที่สิ่งที่มีอยูในตัว คือ แรงงาน กลับ
ถูกรฐั นำไปใชภ้ ายใตช้ ือ่ ทเ่ี รียกวา่ “การฟน้ื ฟูแกไ้ ข ฝกึ อาชพี ”

๓) การถูกจำกัดด้านความสัมพันธ์ทางเพศ การที่ผู้ต้องขังต้องถูกจองจำ และถูก
จำกัดอิสรภาพในเรือนจำ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องถูกตัดขาดจากเพศตรงข้าม ตัดขาดจากการมี
เพศสมั พนั ธ์ ทำใหผ้ ตู้ อ้ งขังเกิดความกดดัน ซึ่งมไิ ด้หมายถึงการขาดการตอบสนองทางด้านเพศเท่าน้ัน
แต่เป็นทางดา้ นจิตใจทีต่ ้องเกิดจากการที่ต้องอยู่ร่วมกับเพศเดียวกันตลอดเวลา จนทำให้พวกเขาร้สู กึ
ว่ากำลังจะสูญเสียความเป็นชาย ทั้งการถูกยัวยวนให้หันเหไปไปสู่ความสมั พันธ์แบบรักร่วมเพศ หรือ
การถกู ข่มขืนโดยผูช้ ายดว้ ยกนั

๔) การถูกจำกัดด้านอิสรภาพ ผู้ต้องขังได้รับความกดดันจากการถูกจำกัดอิสรภาพ
เพราะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ และคำสั่งของเจ้าพนักงานอยตู ลอดเวลา ทั้งตรวจจดหมาย กำหนดให้
กินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา เป็นต้น แต่ส่ิงที่ทำให้พวกเขาเกิดความกดดัน คือ ความไม่มีเหตุผลของ
กฎระเบยี บต่าง ๆ ในบางเรอ่ื งไมส่ ามารถหาคำตอบไดว้ ่าทำไมจงึ เป็นเช่นนัน้ และมกั จะได้คำตอบที่ว่า
“มันเป็นกฎของ เรือนจำอยู่เสมอ” ซึ่งสิ่งเหล่านี้สง่ ผลให้พวกเขารู้สึกส้ินหวงั อ่อนแอ และช่วยตัวเอง
ไม่ได้

๕) การถูกจำกัดด้านความปลอดภัย การที่ผู้ต้องขังต้องอยูร่วมกับผู้ต้องขังอื่น ๆ ท่ี
ลว้ นมีประวตั ิอาชญากรร้ายทัง้ สิ้นจงึ ทำใหเ้ กิดความวติ กว่าจะถกู ทำรา้ ย ถกู ข่มขู่ และถูกกล่ันแกล้งจาก
พวกเจ้าถ่ิน หรอื คนเก่าซึง่ ทำให้พวกเขาต้องเลือกว่าจะอยู่ในฐานะผู้แข็งแรง หรืออ่อนแอ สถานการณ์
ในเรอื นจำจึงเตม็ ไปด้วยบรรยากาศของการแข่งขนั กันเปน็ เจ้าในเรือนจำ

สรุป ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นใน ๕ ด้านนั้นเป็นความเจ็บปวดทั้งต่อร่างกาย และจิตใจ ของ
ผู้ต้องขังโดยเฉพาะความรู้สึกกดดันที่จะทำใหเ้ กิดความรู้สึกวิตกกังวลเบื่อหน่าย หรือเกิดความเครยี ด
ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป และจะเป็นปัญหาในการปรับตัวคืนสู่สังคม
ภายหลงั พ้นโทษ

๒.๖ งานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วข้อง

สมชาย โตกุศลวรรณ์๙๑ ได้ศึกษา เรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเยาวชนที่ติดยาเสพ
ติดในสถานพินิจและคุม้ ครองเด็กและเยาวชน จังหวัดระยอง ผลการศึกษาพบว่า เยาวชนที่ได้รับการ
บำบัดรกั ษาดว้ ยกระบวนการวิธีการชุมชน บำบัดของสถานพนิ ิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัด
ระยอง มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และมีการพัฒนาการในด้านต่าง ๆ คือ ด้านอารมณ์ ด้านสังคม
ด้านร่างกาย และด้านสติปัญญาดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้เป็นที่ยอมรับของครอบครัว สังคม และ
สิ่งแวดล้อมภายนอกมากยิ่งขึ้น แม้ว่าผลการศึกษาครั้งนี้ จะทำให้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมของเยาวชนที่ติดยาเสพติด ซึ่งได้ผ่านกระบวนการอบรมด้วยวิธีการชุมชนบำบัด มีการ

๙๑ สมชาย โตกุศลวรรณ์ อ้างถึงใน สุภาวดี อรรคนิตย์, การเปลี่ยนแปลงของเยาวชนที่ติดยาเสพติด
ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จัวหวัดระยอง, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (ระยอง : ปัญหาพิเศษรัฐ
ประศาสนศาสตร มหาบัณฑติ , สาขาการบรหิ ารทั่วไป, บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั บรู พา, ๒๕๔๙), หนา้ ๓๒.

๕๙

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางทีด่ ีขึ้น แต่การแก้ปัญหาเยาวชนทีต่ ิดยาเสพติดในระดับจลุ ภาค และ
ระดับมหภาค ควรดำเนินการการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้เห็นว่าการติดยาเสพ
ติดของเยาวชนเป็นการเจ็บป่วย ทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจที่ต้องบำบัดรักษา รัฐบาลวางนโยบาย
ในการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติของประชาชน เพื่อการแก้ปัญหาในระยะยาว สนับสนุนและสง่ เสริมให้มี
การใช้กระบวนการวิธีการชมุ ชนบำบดั ให้ทั่วถึง และใหโ้ อกาสแก่เยาวชนในด้านของการศึกษาต่อและ
การประกอบอาชีพ

สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว๙๒ ได้ศึกษา เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำความผิดของเด็กและ
เยาวชนในคดีความผดิ เกี่ยวกับยาเสพติด ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าไปย่งุ
เกี่ยวหรือกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น สามารถสรุปได้ว่า มีสาเหตุมาจากปัญหาครอบครัว
กล่าวคือ ครอบครัวแตกแยก บิดา – มารดา หย่าร้าง การที่คนในครอบครัวไม่มีความปฏิสัมพันธ์ที่ดี
ต่อกัน การที่ต้องแยกออกมาจากครอบครัวก่อนวัยอันควร การอบรมเลี้ยงดู การให้ความรักเอาใจใส่
แก่บุตร การเลี้ยงดูในทางที่ผิด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ผลักดันให้เดก็ และเยาวชนหันเขา้ ไปใช้และ
ย่งุ เก่ยี วกบั ยาเสพติด และอีกสาเหตุหนงึ่ คือ ความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่นและค่านิยมทีผ่ ิด ๆ เป็น
สาเหตุของการกระทำผดิ เก่ยี วยาเสพตดิ น้ันสามารถสรุปไดว้ ่า การคบเพอ่ื นท่ีติดยาเสพติดเป็นสาเหตุ
ทีส่ ำคัญทสี่ ดุ ที่จะเป็นปัจจยั เร่งให้เด็กและเยาวชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวและทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้
นอกจากน้ี กลุ่มตวั อยา่ งยังเห็นวา่ สภาพแวดล้อมกเ็ ป็นปัจจัยท่ีสำคัญทชี่ ่วยส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน
กระทำความผิดเกีย่ วกับยาเสพติด เช่น สภาพแวดลอ้ มที่อยูใ่ นชมุ ชนท่ีมีการแพร่ระบาดของยาเสพติด
เดก็ และเยาวชนสามารถทจี่ ะซื้อยาเสพติดมาเสพไดง้ ่าย หรือ พ่อ แม่ ญาติ คนใกลช้ ิดติดยาเสพติดอยู่
แล้ว จะมสี ว่ นชว่ ยสง่ เสริมใหเ้ ด็กและเยาวชนกระทำความผิดเกี่ยวกบั ยาเสพตดิ ไดง้ า่ ย

ปยิ ะ ปิยะรมั ย์๙๓ ไดศ้ ึกษาลกั ษณะการกระทำผดิ และปจั จัยท่ีเกย่ี วข้องกบั การกระทำผิดของ
ผ้ตู ้องขังในคดยี าเสพติด : กรณศี ึกษาเรอื นจ้าอ้าเภอนางรอง จงั หวดั บุรีรมั ยพ์ บวา่

๑. ลักษณะทางประชากรของผู้ต้องขังที่สัมพันธ์กับลักษณะการกระทำผิดของ
ผู้ต้องขังคดียาเสพติด ได้แก่ ผู้ต้องขังส่วนใหญ่มีภูมิสำเนาอยู่ที่จังหวัดอื่น และเป็นผู้ค้ารายย่อย ส่วน
ใหญบ่ ิดาและมารดามีอาชพี เกษตรกรรม รองลงมาคืออาชีพรบั จา้ งทั่วไป ผู้ต้องขังสว่ นใหญ่เปน็ ผู้เสพท่ี
ติดยาเสพตดิ แอมเฟตามีน (ยาบา้ ) ระยะเวลาท่รี ้จู ักเพอ่ื นสนทิ สว่ นใหญ่ ๕ ปี ลงมา

๒. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการกระทำผิดจำแนกตามการกระทำผิด
ของผู้ต้องขังคดียาเสพติด พบว่าปัจจัยคุณลักษณะของเพื่อนที่คบหาสมาคมด้วย ประกอบอาชีพ
ในทางสุจริต เช่น ค้าขาย รับจ้าง หรือเป็นพนักงานบริษัท ไม่เคยทำผิดกฎหมาย แต่ชอบลักเล็กขโมย

๙๒ สรศักดิ์ สุรนิ ทร์แกว้ อ้างถึงใน สภุ าวดี อรรคนิตย์, การเปล่ียนแปลงของเยาวชนทีต่ ิดยาเสพติดใน
สถานพินิจและคมุ้ ครองเดก็ และเยาวชน จัวหวัดระยอง, พมิ พ์คร้ังท่ี ๑, (ระยอง : ปัญหาพิเศษรฐั ประศาสนศาสตร
มหาบณั ฑติ , สาขาการบรหิ ารทว่ั ไป, บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยบูรพา, ๒๕๔๙), หนา้ ๓๓ - ๓๔.

๙๓ ปิยะ ปิยะรัมย์, การกระทำผิดของผู้ต้องขังในคดียาเสพติด : กรณีศึกษาเรือนจำอำเภอนางรอง
จงั หวัดบุรีรัมย์, พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๑, (บุรีรัมย์ : พิมพ์ลกั ษณ,์ ๒๕๔๗), หนา้ บทคัดย่อ.

๖๐

น้อยของภายในบ้านของตนเอง และบ้านของบุคคลอื่น เพื่อนำไปขายเอาเงิน ส่วนปัจจัยความรู้เรื่อง
พิษภัยของยาเสพติดที่เป็นผู้เสพ อาการที่เกิดจากการใช้สารเสพติด เป็นอาการที่รักษาให้หายได้ง่าย
การใชส้ ารเสพตดิ ทำใหเ้ ปน็ โรคติดเชื้อไดง้ า่ ย เน่ืองจากภูมคิ มุ้ กันหรอื ภมู ิตา้ นทานลดลง การใช้สารเสพ
ติดเป็นครั้งคราวไม่สามารถทำให้ติดยาได้ การเสพยาด้วยวิธีการสูดดมสารระเหยทำให้ไม่ผลเสียต่อ
ร่างกาย มีเพยี งแต่ทำให้ติดยาเทา่ นั้น

๓. วิเคราะห์ทัศนะในการกระทำผดิ ของผู้ต้องขังคดียาเสพติดให้โทษภายในเรือนจำ
ได้แก่ ทัศนะส่วนตัวของผู้เสพ ผู้ลำเลียง และผู้ค้ารายย่อย มีความแตกต่างกัน ทัศนะต่อ
สภาพแวดล้อมของผู้เสพ ผู้ลำเลียง และผู้ค้ารายย่อย ไม่มีความแตกต่างกัน ทัศนะต่อกระบวนการ
ยตุ ธิ รรมของผเู้ สพ ผูล้ ำเลยี งและผคู้ า้ รายยอ่ ยไมม่ ีความแตกต่างกนั

สุภาวดี อรรคนิตย์๙๔ ได้ศึกษาเรื่องการการะทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของดาราวัยรุ่น ผล
การศกึ ษาพบวา่ ปจั จัยต่าง ๆ ทท่ี ำใหผ้ ู้ใหข้ อ้ มลู สำคญั (Key Informants) ทั้ง ๓ คน เขา้ ไป เกี่ยวข้อง
กบั ยาเสพติดไดแ้ ก่

๑) ปัจจัยภูมิหลังของครอบครัว ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ทั้ง ๓ คน มี
ปัจจัยที่มี ความเสี่ยงในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเหมือนกันทุกคนมีอายุอยู่ในช่วงที่เป็นวัยรุ่น
มีฐานะทางเศรษฐกิจทางบ้านไม่ค่อยดี มีการศึกษาอยู่ในระดับไม่สูง คือ ปวช. มีผลการเรียนอยู่ใน
ระดับไม่ดีถึงแค่ปานกลางเท่านั้น จึงทำให้ไม่มีความคิดอย่างเรียนต่อ แต่มีเพียงอีก ๑ คน ที่กำลัง
ศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ แต่เพราะชอบเขา้ สังคม ชอบฟุ้งเฟ้อตามเพื่อน กลัวเข้ากับเพื่อนไม่ได้ จึงมี
ความต้องการลองเสพยาเสพตดิ ให้เหมือนเพ่ือน เพราะเห็นเพื่อนเสพกัน สาเหตุคืออยากลอง อยากรู้
สถานภาพของบิดามารดา คือ หย่าร้าง มีความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ไม่ดี คือ ติดสุรา ติดการ
พนัน มีครอบครัวใหม่และไม่เคยกลับมาดูแลครอบครัวเก่า มีแต่มารดาดูแลเท่านั้น มีเพียง ๑ คนที่มี
ปัจจัยแตกต่างจากคนอื่น คือ บิดามารดาประกอบอาชีพรับราชการ ซึ่งยังมีความคิด การเล้ียงดูแบบ
สมยั เกา่ อยู่ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย มีปัญหาปรึกษาใครไม่ได้เลยเพราะไม่มีใครเข้าใจ แม้จะบอก
วา่ ครอบครัวเป็นครอบครัวอบอนุ่ บดิ ามารดายังอยดู่ ้วยกนั กต็ าม

๒) ปัจจัยด้านพฤติกรรมการคบเพื่อน มีอิทธิพลมากที่สุดต่อวัยที่กำลังอยากลอง
กำลังคึกคะนอง ต่อมาเริ่มมีจุดหักเหลี่ยมที่อันตรายในช่วงวัยรุ่น คือ เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นมักไม่ได้พัก
อาศัย หรืออยู่ในความดูแลของผูป้ กครอง เมื่อมีปัญหาไม่ปรึกษาใครหรือแม้กระทัง่ ครอบครัว มักเป็น
ปัญหาไว้คนเดียวมากกว่า หรือปรึกษาเพื่อแทน อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความเสี่ยงในการการกระทำผิด
เกี่ยวกบั ยาเสพตดิ คอื เรมิ่ มีการเที่ยวกลางคนื กบั กลุ่มเพ่ือน เร่ิมมีการดื่มสรุ า สบู บรุ ี่ เมือ่ เริ่มรูส้ ึกติดใจ
ติดเที่ยวสนุก หลังจากนั้น ได้เริ่มมีการพัฒนาเป็นเสพกัญชา เสพหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพราะด้วย หน้าท่ี
การงาน จากนน้ั มาลองเสพยาอียาเค โคเคน ไอซ์ ฯลฯ เรมิ่ จากเสพทล่ี ะนิดไปจนเสพทุกวัน ยามีราคา
แพงมากต้องมีเงนิ ถึงเสพได้ แต่เพราะยาหามาง่ายได้มาฟรเี ป็นดาราจงึ มีคนหายามาให้ เพราะไม่อยาก
ใหเ้ ปน็ ท่ีรูก้ นั ในสังคม ไอซ์ราคาแพงท่ีสดุ ราคา ๒,๕๐๐-๓,๐๐๐ บาท ตอ่ ๑ กรมั

๙๔ สุภาวดี อรรคนิตย์, การกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ของดาราวัยรุ่น, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (ชลบุรี :
มหาวทิ ยาลยั บรู พา, ๒๕๔๙), หนา้ ๑.

๖๑

๓. ปัจจัยด้านการทำงานเป็นอีกปจั จัยหนึ่งที่ทำให้หันไปพึ่งพายาเสพตดิ สาเหตุเกิด
จากสภาพแวดล้อมในการทำงานกลางคืน ผบั เธค และการเทีย่ วกลางคืน ผบั เธค กับเพอ่ื น เน่อื งจาก
ทำงานวงการบันเทิง ประกอบอาชีพนักแสดง มีการมองว่าไม่มั่นคง มีการประกอบอาชีพเสริมอย่าง
อนื่ ด้วย แตเ่ มอ่ื ประกอบอาชีพสุจริตแล้วไม่ประสบผลสำเรจ็ จึงหนั ไปประกอบอาชีพท่ีไมส่ จุ ริต เพราะ
เป็นช่วงที่งานแสดงน้อยลง ว่างงาน จึงเปิดบ่อนการพนัน ทวงหนี้ จำหน่ายยาเสพติด ส่วนใหญ่มี
รายรับ รายจ่ายค่อนข้างสูง ที่ต้องทำงานไม่สุจริตเพราะภาระกดดันทางเศรษฐกิจที่รุมเร้า ไม่มีงาน
ว่างงาน และอีกกรณคี ือ ประชดชวี ติ

ปริทรรศน์ แสงทองดี๙๕ ได้ศึกษาปัจจัยการควบคุมตนเอง และความผูกพันทางสังคมที่มีผล
ต่อการกระทำผิดในคดียาเสพติดของเด็กและเยาวชน :กรณีศึกษาเฉพาะศูนย์ฝึกและ อบรมเด็กและ
เยาวชนชายในกรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มคนตัวอย่างมีพฤติกรรมการ ควบคุมตนเอง
และผูกพันกับสังคมในระดับต่ำ ประกอบกับตัวแปรการคบเพื่อน, Self-Control, Commitment,
ประสบการณ์เสพและค้าขายยาเสพติด มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับนัยสำคญั
๐.๐๐ สว่ นตวั แปรควบคมุ เรอ่ื งของบุคคลผู้ดูแล และสถานภาพทางครอบครัวไม่มีความสัมพันธ์อย่าง
มีนัยสำคญั ทางสถิติระดบั การควบคมุ ตนเอง และความผกู พันทางสังคม

ศุภกานดา สุขศรีวงษ์๙๖ ไดศ้ กึ ษาเรื่องปัจจัยท่ีมีผลต่อการกระทำผดิ ในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด
ให้โทษของเด็กและเยาวชน :ศึกษาเฉพาะกรณีเด็กและเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานคร และ
ปรมิ ณฑล กลมุ่ ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ เด็กและเยาวชนซง่ึ ศาลตัดสินวา่ กระทำผิดและมีคำสง่ั ให้ควบคุมตัว ใน
ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา บ้านมุทิตา บ้านอุเบกขา และผู้ต้องขังวัยหนุ่ม

สมบูรณ์เตชะวงษ์๙๗ ได้ทำการศึกษาเรื่องการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง ในคดียาเสพติด
ศกึ ษาเฉพาะกรณผี ตู้ ้องขังทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง โดยมวี ัตถุประสงค์

๑) เพอื่ ศึกษาสภาพปัญหาและการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังคดยี าเสพตดิ
๒) เพ่ือศกึ ษาวเิ คราะห์สาเหตุของการกระทำผิดซำ้ ของผตู้ ้องขังคดยี าเสพติด

๙๕ ปริทรรศน์ แสงทองดี, ปัจจัยการควบคมุ ตนเองและความผูกพันทางสังคม ที่มีผลต่อการกระทำ
ผิดในคดียาเสพติดของเด็กและเยาวชนชาย : ศึกษาเฉพาะศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายใน
กรงุ เทพมหานคร, พมิ พ์คร้งั ท่ี ๑, (กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลยั มหิดล, ๒๕๕๐), หน้า ๑.

๙๖ ศภุ กานดา สุขศรีวงษ์, ปจั จยั ท่มี ผี ลตอ่ การกระทำผิดในคดีเกีย่ วกับยาเสพติดให้โทษของเด็กและ
เยาวชน : ศึกษาเฉพาะกรณีเด็กและเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, พิมพ์ครั้งที่ ๑,
(กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม, บัณฑิตวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๕๐), หนา้ ๑.

๙๗ สมบรู ณ์ เตชะวงศ์, การกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขงั คดียาเสพติด, พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๑, (กรุงเทพมหานคร
: วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร มหาบัณฑิต, สาขาบริหารงานยุติธรรม, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
๒๕๔๕), หน้า บทคดั ย่อ.

๖๒

๓) เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังคดียาเสพติดการศึกษา
ครัง้ น้ี เปน็ การวจิ ัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ประกอบดว้ ยการศึกษาค้นคว้าจากหนังสือเอกสาร
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษากระทำโดยใช้แบบสอบถามโดยเก็บข้อมูลจาก
ผูต้ อ้ งขังทีท่ ณั ฑสถานบ้าบัดพเิ ศษกลางที่ศาลได้พพิ ากษาใหล้ งโทษจพคุกแลว้ มีท้ังคดถี งึ ที่สุดแล้ว และ
อยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา จพนวน ๓๑๕ คน สถิติที่ใช้ในการศึกษาคือค่าอัตราร้อยละ (Percentage)
คา่ เฉล่ยี (Mean) ค่าสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

สวุ รรณ ใจคลอ่ งแคล่ว๙๘ ได้ทำการศึกษา เร่อื งสาเหตกุ ารกระทำผิดซ้ำ ของผู้ต้องขังเรือนจำ
พเิ ศษธนบุรโี ดยมีวตั ถุประสงค์

๑) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง
เรอื นจำพเิ ศษธนบรุ ี

๒) เพอ่ื ศกึ ษาสาเหตขุ องการกระทำผดิ ซำ้ ของผตู้ ้องขัง
๓) เพือ่ แสวงหาแนวทางในการป้องกนั การกระทำผิดซำ้ ในอนาคต
สมบุญ มาศประมุท๙๙ ได้ทำการศึกษา เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง
ศกึ ษาเฉพาะกรณีเรอื นจำกลางบางขวาง โดยมวี ตั ถุประสงค์
๑) เพื่อศกึ ษาถงึ การกระทำผดิ ซ้ำของผตู้ ้องขงั เรือนจำกลางบางขวาง
๒) เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังเรือนจำกลางบาง
ขวาง
๓) เพื่อแสวงหาแนวทางหรือมาตรการในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำประชากรท่ี
ศกึ ษา
ประไพ ขันทองดี๑๐๐ ได้ทำการศึกษา เรื่องปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกระทำความผิดซ้ำของ
ผตู้ อ้ งขังเรือนจำ จังหวดั กาญจนบรุ ีโดยมีวตั ถุประสงค์
๑) เพื่อศึกษาสถานภาพส่วนบุคคลของผู้ต้องขังที่กระท้ำผิดซ้ำในเรือนจำ จังหวัด
กาญจนบรุ ี

๙๘ สุวรรณ ใจคล่องแคล่ว, สาเหตุการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษธนบุรี, พิมพ์ครัง้ ที่ ๑,
(กรุงเทพมหานคร : ภาคนิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาการบริหารงานยุติธรรม, บัณฑิตวิทยาลัย,
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖), หนา้ บทคัดย่อ.

๙๙ สมบุญ มาศประมุท, ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง : ศึกษาเฉพาะกรณีเรือนจำ
กลางบางขวาง, พิมพ์ครั้งท่ี ๑, (กรุงเทพมหานคร : ภาคนิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาพัฒนาสังคม, บัณฑิต
วิทยาลัย, สถาบันบัณฑติ พัฒนบรหิ ารศาสตร์, ๒๕๔๗), หนา้ บทคัดยอ่ .

๑๐๐ ประไพ ขันทองดี, ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกระทำความผิดซ้ำของผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัด
กาญจนบุรี, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการ
พัฒนา, บณั ฑิตวทิ ยาลัย, มหาวทิ ยาลัยราชภฏั หมบู่ า้ นจอมบึง, ๒๕๔๘), หนา้ บทคดั ยอ่ .

๖๓
๒) เพื่อศึกษาปัจจัยทางสังคมและปัจจัยทางจิตของผู้ต้องขังที่กระทำความผิดซ้ำใน
เรอื นจำ จังหวดั กาญจนบรุ ี
๓) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางสังคมและปัจจัยทางจิตกับการกระทำ
ผิดซ้ำของผูต้ อ้ งขงั
กองทรัพย์ ผางแพ่ง๑๐๑ การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเกีย่ วกับกระบวนการเตรยี ม
ความพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขังพ้นโทษ กรณีศึกษาเรือนจากลางชลบุรี ปัญหาและอุปสรรค แนว
ทางการแก้ปัญหา และข้อเสนอแนะในการพัฒนาการเตรยี มความพรอ้ มก่อนปล่อยผู้ต้องขังก่อนที่จะ
พ้นโทษออกไปจากเรือนจำ โดยวิธีวจิ ยั เอกสารและวิจัยสนาม ในส่วนของการวิจัยสนาม เก็บรวบรวม
ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน ๑๐ คน โดยเป็นการสัมภาษณ์
ข้าราชการเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขัง จำนวน ๕ คน และ
ผู้ต้องขังที่เข้ารับอบรมการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย จำนวน ๕ คน ผลการวิจัยพบว่า การเตรียม
ความพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขงั พ้นโทษของเรือนจำกลางชลบุรี มุง่ เนน้ พัฒนาผู้ต้องขังให้มีความพร้อม
ทัง้ ทางด้านร่างกาย และจติ ใจ แกไ้ ขพฤตินิสัยให้กลับมาเป็นคนดี ปัญหาและอุปสรรค คืองบประมาณ
ที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน และขาดแคลนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งสถานที่ไม่มีความ
พร้อมในการจัดอบรม ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาผู้ต้องขังเพื่อที่จะออกไปสู่สังคม
ภายนอก ควรจัดหาอาชีพ หรือแหล่งงาน เพื่อใหบ้ คุ คลเหล่านั้นมีรายได้เล้ยี งตนเองและครอบครัว ไม่
หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

๑๐๑ กองทรัพย์ ผางแพ่ง, การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขังพ้นโทษ กรณีศึกษา เรือนจำ
กลางชลบุรี, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : โครงการรฐั ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลยั รามคำแหง,
๒๕๖๑), หนา้ ๑.

๖๔

๒.๗ กรอบแนวคดิ ของงานวิจยั

การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักพุทธธรรมของเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์
เรอื นจำช่ัวคราวดอยฮาง ในจงั หวดั เชยี งราย” มกี รอบแนวคิดดงั น้ี

การเสริมสร้างความมั่นใจ กระบวนการพฒั นา รูปแบบพฒั นา
ในการอยู่ร่วมกับสังคม ความมัน่ ใจในการอยู่ เสริมสร้างความ
เมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขัง รว่ มกบั สงั คมเมื่อพน้ มนั่ ใจของผูข้ ัง
ในเรือนจำชั่วคราวดอย
ฮาง จังหวดั เชยี งราย โทษของผตู้ อ้ งขงั

สภาพปญั หา และคณุ ภาพ
การเสรมิ สร้างความมน่ั ใจ

ของผู้ต้องขงั

แผนภาพท่ี ๒.๗ กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

บทที่ ๓

ระเบียบวธิ วี ิจัย

การวิจัยเรื่อง การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขัง
ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวดั เชียงราย โดยมวี ธิ ดี ำเนินการวจิ ัยตามลำดับขัน้ ตอนดงั นี้

๓.๑ รปู แบบการวจิ ยั

ในการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวบรวมข้อมูลทั้งเอกสาร
และภาคสนาม ภาคเอกสารเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ส่วนภาคสนาม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก
(In-depth Interview) การสนทนากลุม่ (Focus Group Discussion)

๓.๒ พื้นท่ีการวิจยั ประชากรกลมุ่ ตัวอยา่ ง ผใู้ หข้ อ้ มลู

การวจิ ัยเรือ่ งน้ไี ด้ทำการศกึ ษาจาก พน้ื ทก่ี ารวิจัย ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง ดงั นี้คอื

๑.๔.๓ ขอบเขตดา้ นประชากร

ประชากรทเี่ ก่ียวขอ้ งในการใหข้ อ้ มลู ในการวิจัย ได้แก่

๑. พระสงฆ์ จำนวน ๕ รปู

๒. ผบู้ รหิ าร/เจ้าหน้าที่ จำนวน ๕ คน

๑) นายสมคิด ปรมิ ติ ร ผบู้ ัญชาการเรอื นจำกลางเชียงราย

๒) นายสทุ ัศน์ ปนั สวุ รรณ ผ้อู ำนวยการสว่ นพฒั นาผ้ตู ้องขัง

๓) นายมนต์เทพ กณั ฑ์ทอง นักทัณฑวทิ ยา ชำนาญการ

๔) นายสธุ ี บุณยรติ พันธ์ นักทัณฑวทิ ยา ชำนาญการ

๕. นายบญุ ทนั ติปะตงึ เจ้าพนักงานราชทณั ฑ์ชำนาญงาน

๓. ผู้ต้องขงั จำนวน ๑๐ คน

๑) ผู้ตอ้ งขงั A

๒) ผตู้ อ้ งขัง B

๓) ผู้ต้องขงั C

๔) ผ้ตู ้องขงั D

๕) ผตู้ อ้ งขงั E

๖) ผู้ต้องขัง F

๗) ผู้ต้องขัง G

๘) ผูต้ อ้ งขงั H

๙) ผ้ตู ้องขัง I

๖๖

๑๐) ผู้ตอ้ งขัง J

๔. นกั จติ วิทยา/นกั สังคมสงเคราะห์ จำนวน ๖ คน

๑) นางสาวนวรตั น์ จนั ทรจ์ เิ รศรัศมี ผอู้ ำนวยการส่วนสวัสดิการ

๒) นางสาวหนง่ึ ฤทัย ใจมอย นกั สังคมสงเคราะห์ชำนาญการ

๓) นางสาวกรรณกิ าร์ สุวรรณ นกั สงั คมสงเคราะห์ชำนาญการ

๔) นางสาวป่นิ อนงค์ เก๋ียงมะนา นักจติ วทิ ยา ชำนาญการ

๕) นายอศิ ราวธุ เตจะ๊ อนศุ าสนาจารย์ ชำนาญงาน

๖) นายสภุ าพ หอมจติ ร อนุศาสนาจารย์ ชำนาญงาน

รวมทง้ั หมด จำนวน ๒๖ รูป/คน

๓.๓ เคร่อื งมือการวจิ ัย

เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจยั ประกอบไปดว้ ยดังน้ีคอื

๓.๓.๑ เครอื่ งที่ใช้ในการวจิ ัย ประกอบไปดว้ ย
๑. แบบสัมภาษณ์

- ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง
- กำหนดวัตถุประสงคใ์ หช้ ัดเจนตามวตั ถปุ ระสงคข์ องงานวิจยั
- กำหนดประเด็นทตี่ อ้ งการทราบ เชน่

๑) พฤติกรรมและการเรียนรู้ทางสังคมของผตู้ ้องขัง ในเรือนจำช่ัวคราวดอย
ฮาง จงั หวดั เชียงราย มีความสำคัญเช่นไรบ้าง

๒) การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของ
ผตู้ อ้ งขังในเรือนจำชว่ั คราวดอยฮาง จังหวัดเชยี งราย มีรปู แบบและกระบวนการอยา่ งไรบ้าง

๓) การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างความมั่นใจการอยู่
ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ประกอบไปด้วย
อะไรบ้าง

- นำแบบสัมภาษณท์ ี่ร่างข้ึนไปให้ผูท้ รงคุณวุฒชิ ่วยตรวจสอบความเที่ยงตรง
ของเนอื้ หา เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความถูกตอ้ ง และตรงประเดน็ มากยิ่งขนึ้

- ทดลองใช้เครื่องมือ เพื่อให้รู้ว่าผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ได้ตอบคำถามตรงประเด็น
หรือไม่ อย่างไรบ้าง

- ปรบั ปรงุ แก้ไขแบบสมั ภาษณ์

๒. สนทนากลุ่ม
- กำหนดประเดน็ ที่ตอ้ งการสนทนา เช่น
๑) พฤติกรรมและการเรียนรู้ทางสงั คมของผูต้ ้องขัง ในเรอื นจำช่ัวคราวดอย

ฮาง จังหวัดเชียงราย มีความสำคญั เชน่ ไรบ้าง
๒) การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของ

ผตู้ อ้ งขังในเรอื นจำช่วั คราวดอยฮาง จงั หวดั เชยี งราย มรี ปู แบบและกระบวนการอยา่ งไรบา้ ง

๖๗

๓) การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างความมั่นใจการอยู่
ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ประกอบไปด้วย
อะไรบา้ ง

- แนวคำถามทจ่ี ะตอ้ งกำหนดไว้ล่วงหนา้
- การคัดเลือกผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม ต้องมีความรู้และความสามารถตรงกับงานวจิ ัย
เร่อื ง
- บุคลากรที่จะดำเนินการสนทนากลุ่ม เช่น ผู้ให้ข้อมูลในภาครัฐ องค์กรปกครอง
ท้องถ่นิ พระสงฆ์ เครือขา่ ย
- อุปกรณ์ท่ใี ชใ้ นการสนทนากลมุ่ เช่น คอมพิวเตอรโ์ น้ตบ๊คู และ โปรเจคเตอร์

๓.๓.๒ ขัน้ ตอนการสรา้ งเคร่ืองมือในการวิจัย
ผู้วิจยั ไดส้ ร้างเครือ่ งมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ เรื่องการเสริมสร้างความมัน่ ใจ
ในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย
เป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured or guided interviews) โดยมีขั้นตอนการ
สร้างดงั น้ี
๑) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎี
เกย่ี วกับความเชอื่ มนั่ แนวคดิ และทฤษฎีเก่ียวกบั การอย่รู ่วมกัน แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับการปฏิบัติ
และวิธกี ารปฏบิ ตั ิต่อผู้กระทำผิด แนวคิดและทฤษฎีเกยี่ วกบั การป้องกนั การกระทำผิดซ้ำ แนวคิดและ
ทฤษฎเี กีย่ วกบั มาตรการทางกฎหมายในการเตรยี มความพร้อม ผู้ตอ้ งขังก่อนปลอ่ ย
๓) กำหนดขอ้ คำถามการสัมภาษณก์ ่ึงโครงสร้าง และร่างขอ้ คำถามในแบบสัมภาษณ์แบบ
กึง่ โครงสร้าง โดยแบง่ ออกเป็น ๓ ข้อคำถาม ประกอบดว้ ย

๑) พฤตกิ รรมและการเรียนรู้ทางสงั คมของผตู้ ้องขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอย
ฮาง จงั หวดั เชยี งราย มีความสำคญั เชน่ ไรบ้าง

๒) การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของ
ผ้ตู ้องขังในเรือนจำชว่ั คราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย มรี ูปแบบและกระบวนการอยา่ งไรบา้ ง

๓) การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างความมั่นใจการอยู่
ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ประกอบไปด้วย
อะไรบ้าง

๔) นำเครื่องมือที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๓ คน เพื่อตรวจสอบความตรงตาม
เนอ้ื หา ผลการวิเคราะหห์ าคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์

๕) แก้ไขการพมิ พ์ผิดและปรับปรงุ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและนำไปใชจ้ รงิ

๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมลู

สำหรับการเกบ็ ขอ้ มูลในการศึกษาเรือ่ ง การเสริมสร้างความม่ันใจในการอยู่รว่ มกับสงั คมเมื่อ
พ้นโทษของผู้ต้องขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) รวบรวมข้อมูลทั้งเอกสารและภาคสนาม ภาคเอกสารเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องส่วนภาคสนาม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถาม แบบ

๖๘

สมั ภาษณ์ การสัมภาษณเ์ ชิงลึก(In-depth Interview) การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)
การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตาม
ขนั้ ตอน ดงั นี้

ขนั้ ตอนการเก็บขอ้ มูลจากการสัมภาษณ์มขี นั้ ตอนดังนี้
๑) ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร ตำรา บทความ งานวิจัย ในลักษณะการวิจัยเอกสาร
(Documentary Research) ได้แก่ ส่วนที่เป็นคำอธิบายจากเอกสาร หนังสือ ตำรา ที่เป็นแนวคิด
ทฤษฎี รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยการทบทวนแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเกี่ยวกับ
แนวคิดและทฤษฎเี ก่ียวกบั ความเชื่อมั่น แนวคิดและทฤษฎีเก่ยี วกับการอยู่ร่วมกนั แนวคิดและทฤษฎี
เกย่ี วกับการปฏิบัตแิ ละวธิ ีการปฏบิ ตั ิต่อผู้กระทำผิด แนวคิดและทฤษฎเี กย่ี วกับการป้องกนั การกระทำ
ผิดซำ้ แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกับมาตรการทางกฎหมายในการเตรยี มความพร้อม ผู้ต้องขงั ก่อนปลอ่ ย
๒) เก็บรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเพื่อให้เห็นถึงรูปแบบและกระบวนการพัฒนางานวิจัย
โดยสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (key Informants) จากการมีส่วนร่วม
ของหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อสรุปประเด็นการนำไปสู่การสนทนากลุ่มเฉพาะ
(Focus Group Discussion)
๓) สนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระพุทธศาสนา
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประเพณีและวัฒนธรรม ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน
เทคโนโลยี ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เพื่อระดมแนวคิด มุมมองที่มีผลต่อการเก็บข้อมูลจากการ
สมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ (In-depth Interview) และนำไปสกู่ ารวิจยั เชงิ สำรวจ (Survry Research)
๔) เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อมูลสรุปในเชิงสถิติจากการวิจัยเชิงสำรวจ (Survry
Research) เพื่อนำไปสู่การประมวลผลข้อมูล และศึกษาเชิงความสัมพันธ์ถึงมุมมองของ
การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ตอ้ งขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง
จังหวัดเชียงราย ซึ่งเก็บรวมรวมจากแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางด้าน
พระพุทธศาสนา ปราชญท์ อ้ งถิน่ ผู้นำชมุ ชน
๕) สรปุ ผลการวจิ ัยท่ไี ด้คอื

๑) ได้ทราบถึงพฤติกรรมและการเรียนรู้ทางสังคมของผู้ต้องขัง ในเรือนจำชั่วคราว
ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย

๒) มีการเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขัง
ในเรอื นจำช่ัวคราวดอยฮาง จังหวดั เชยี งราย

๓) มกี ารประยกุ ต์ใช้หลักพุทธธรรมในการเสรมิ สร้างความมน่ั ใจการอยู่ร่วมกับสังคม
เม่อื พ้นโทษของผู้ตอ้ งขงั ในเรอื นจำช่ัวคราวดอยฮาง จงั หวดั เชยี งราย

๖) นำเสนอผลงานวจิ ยั ในระดบั ชาติ

๖๙

๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมลู

การวเิ คราะหข์ อ้ มูลประกอบไปด้วยดงั นคี้ ือ

๑) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการ
วิเคราะห์เนือ้ หา (Content analysis) ผู้วิจัยได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณท์ ั้งด้าน
เอกสารแบบสัมภาษณ์และภาคสนาม แล้วจับประเด็นเนื้อหาสาระไปพร้อมกับนำมาสรุปเป็น
ผลการวจิ ัยเปน็ รูปแบบความเรียงตามวัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัยนำเสนอ

๒) การตรวจสอบข้อมูล หลังจากที่ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว จะต้องทำการ
ตรวจสอบขอ้ มลู และการวิเคราะห์ ขอ้ มูล โดยการตรวจสอบข้อมลู แบบสามเสำ (triangulation) ไดแ้ ก่

๒.๑ การตรวจสอบ ด้านข้อมูล โดยพิจารณาแหล่งเวลา แหล่งสถานที่ และแหล่ง
บุคคลที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ถ้าข้อมูลต่างเวลากันจะเหมือนกันหรือไม่ ถ้าข้อมูลต่างสถานที่จะ
เหมือนกันหรือไม่ และถ้าบคุ คลผ้ใู หข้ อ้ มูลเปลี่ยนไปขอ้ มูลจะเหมือนเดิมหรือไม่

๒.๒ การตรวจสอบสามเส้าด้านผวู้ ิจยั โดยการเปลี่ยนตัวผสู้ ังเกตหรอื สมั ภาษณ์
๒.๓ การตรวจสอบสามเสา้ ด้านวิธีรวบรวมข้อมูล โดยใชว้ ธิ เี กบ็ รวบรวมขอ้ มูลต่าง ๆ
กัน เพื่อรวบรวมข้อมูลเรื่องเดียวกัน เช่น ใช้วิธีสังเกตควบคู่ไปกับการซักถาม กรณีการสัมภาษณ์ผู้ให้
ขอ้ มูล มรี ายละเอียดดังน้ี

๓) สรุปแนวทางหรือรูปแบบในการพัฒนา การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่
ร่วมกบั สงั คมเมอื่ พ้นโทษของผู้ตอ้ งขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จงั หวัดเชยี งราย รวมถงึ ปญั หาและ
ข้อเสนอแนะทไ่ี ด้จากกลุม่ สนทนากล่มุ (Focus Group Discussion) มาวเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะห์ก่อน
จะมีการประมวลผลและพัฒนาเป็นรูปแบบมีส่วนร่วมก่ึงมาตรฐาน (ขั้นการพัฒนาตัวแบบ (Develop
Model) เพอ่ื นำเขา้ สู่การวจิ ัยเชิงเอกสารและคุณภาพ นวัตกรรม

๓.๖ สรปุ กระบวนการวจิ ยั

กระบวนการวิจัยเรื่อง การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้น
โทษของผู้ต้องขงั ในเรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง จังหวัดเชยี งราย สามารถสรปุ ไดด้ งั นคี้ อื

๑) ศึกษารวบรวมเอกสารแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับแนวคิดเกี่ยวกับ แนวคิดและ
ทฤษฎีเก่ียวกบั ความเช่ือม่ัน แนวคดิ และทฤษฎเี กี่ยวกับการอยูร่ ว่ มกัน แนวคดิ และทฤษฎีเก่ียวกับการ
ปฏิบัติและวิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
แนวคดิ และทฤษฎีเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในการเตรียมความพร้อม ผ้ตู อ้ งขังก่อนปลอ่ ย

๒) เก็บรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเพื่อให้เห็นถึงรูปแบบและกระบวนการพัฒนา
งานวิจัยโดยสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (key Informants) จากการมี
ส่วนร่วมของหน่วยงานทัง้ ภาครัฐ และภาคเอกชน เพ่ือสรุปประเด็นการนำไปสกู่ ารสนทนากลุ่มเฉพาะ
(Focus Group Discussion)
๓) สนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยผู้เชยี่ วชาญ เพือ่ ระดมแนวคดิ มมุ มองท่มี ีผลต่อการ
เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และนำไปสู่การวิจัยเชิงสำรวจ (Survry

๗๐

Research) เพื่อให้ได้มาซึ่งการเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขัง
ในเรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง จงั หวดั เชียงราย ซง่ึ มรี ายละเอียดดงั น้ีคอื

๓.๑ ศกึ ษางานจากเอกสารงานวิจยั ทเี่ กยี่ วข้อง
๓.๒ ลงพ้ืนท่สี ำรวจขอ้ มลู
๓.๓ ประชมุ สนทนากลุ่มยอ่ ย
๓.๔ วเิ คราะห์ขอ้ มลู ทงั้ จากเอกสาร และ จากการประชุมกลมุ่ ยอ่ ย
๓.๕ สรปุ ผลการวิจยั
๓.๖ นำเสนอผลการวจิ ยั
๔) เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อมูลสรุปในเชิงสถิติจากการวิจัยเชิงสำรวจ (Survry Research) เพ่ือ
นำไปสู่การประมวลผลข้อมูล และศึกษาเชิงความสัมพันธ์ถึงมุมมองของ การเสริมสร้างความมั่นใจใน
การอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเก็บรวม
รวมจากแบบสอบถามแสดงความคิดเหน็
๕) สรปุ ผลการวจิ ยั ท่ไี ด้คือ
๑) ได้ทราบถึงพฤติกรรมและการเรียนรู้ทางสังคมของผู้ต้องขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง
จงั หวดั เชียงราย
๒) มีการเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขัง ใน
เรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง จงั หวดั เชยี งราย
๓) มีการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างความมั่นใจการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้น
โทษของผ้ตู ้องขัง ในเรอื นจำชั่วคราวดอยฮาง จงั หวัดเชยี งราย
๖) นำเสนอผลงานวิจัย ในระดบั ชาติ

บทที่ ๔

ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู

การวิจัยเรื่อง การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของ
ผตู้ อ้ งขงั ในเรอื นจำชั่วคราวดอยฮาง จงั หวัดเชียงราย โดยมีวธิ ีดำเนินการวจิ ยั ตามลำดับขนั้ ตอนดังน้ี

๔.๑ พฤติกรรมและการเรียนรู้ทางสังคมของผู้ต้องขังในเรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง
จงั หวดั เชยี งราย

พฤติกรรมของผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงรายที่อยู่ร่วมกันใน
เรือนจำด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามกฏระเบียบที่ได้กำหนดไว้โดยมีการแบ่งออกเป็นชั้นๆ
ดังต่อไปนี้คือ ชั้นเยี่ยม ชั้นดีมาก ชั้นดี โดยพบว่าผู้ต้องขังส่วนมากจะอยู่รวมกันตามกองงานที่ได้รับ
มอบหมายจากเจ้าหน้าที่เรือนจำช่ัวคาวดอยฮาง เช่น กองงานสวนองุ่น กองงานหม่อนไหม กองงาน
นวดแผนโบราณ กองงานเกษตร เป็นต้น ซึ่งแต่ละกองงานผู้ต้องขังจะมีปฏิสัมพันธ์ที่สนิทกันภายใน
กองงานเดียวกันมากกว่ากองงานอน่ื เนื่องจากไดม้ ีการทำงานร่วมกันอีกทง้ั ยังมเี วลาอยรู่ ่วมกนั มากกว่า
กองงานอ่นื แตก่ ็ไดพ้ บว่าผู้ต้องขังของเรือนจำชวั่ คราวดอยฮางนน้ั รู้จักกันทั้งหมดเนื่องจากเฉพาะเวลา
ทำงานปรกติเท่านั้นที่แยกกันทำงาน สวนการนอนและการกินอยู่ยัง นอนรวมกันและกินอยู่ด้วยกัน
ตามระเบียบของเรือนจำชั่วคราวดอยฮางจึงทำให้ผู้ต้องขังได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งถือว่าเป็นการอยู่
เรียนร้ใู นการเขา้ ทางสังคมชนาดยอ่ มอกี ทางหนงึ่ ดว้ ย

ผูต้ อ้ งขังส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติดโดยตรง และมีจำนวนเพิ่มข้ึนทุกปี เมื่อพ้น
โทษกลับมากระทำผิดซ้ำอีก สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการขาดจริยธรรมของสังคมไทย มีสาเหตุมาจาก
ปัญหาเรือ่ งเศรษฐกิจ ประกอบอาชีพมีรายได้ไมเ่ พียงพอกับการเลย้ี งครอบครัว เปน็ คนด้อยโอกาสทาง
สังคม และมีค่านิยมการดำเนินชีวติ รกั ความสบาย อยากรวยเร็ว มีพฤติกรรมการเลียนแบบทางสังคม
ทีผ่ ิด สะทอ้ นให้เห็นถึงการเปลีย่ นแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และค่านยิ มการดำเนนิ ชวี ิตของสังคม
ที่เปลี่ยนแปลงตามกระแสวัตถุนิยมของสังคมไทย โดยสภาพปัญหาดังกล่าว ถือว่าเป็นวิกฤตทาง
วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคมอันก่อให้เกิดภาวะสังคมไร้ระเบียบ ซึ่งได้ส่งผลกระทบในทางลบต่อ
เด็กและเยาวชนอย่างมหาศาลจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องร่วมมือกันในการ
ดําเนินการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพให้กับเด็กและเยาวชนในทุกๆ
ด้านซึ่งเปรียบเสมือนการป้องกันปัญหาระยะยาวของประเทศชาติมิให้เด็กและเยาวชนมีค่านิยมและ
พฤติกรรมที่เป็นปัญหาทางสังคม เริ่มจากการปลูกฝังจริยธรรม การขัดเกลาอบรมภายในครอบครัว
เป็นอันดับแรก ที่ให้ความสำคัญต่อลักษณะภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อมว่าเป็นตัวก่อให้เกิด
พฤติกรรม เขาอธิบายว่า พฤติกรรมมนุษย์ องค์ประกอบภายในตัวมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ต่างก็มี
อิทธิพลต่อกันและกันในลักษณะที่แต่ละองค์ประกอบต้องสัมพันธ์กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
หมายความว่า ในบางคร้ังสิง่ แวดล้อมอาจจะมีส่วนในการทำให้เกิดพฤตกิ รรมได้มากกว่าองค์ประกอบ
ภายในตัวบุคคล ส่วนในเวลาอื่นองค์ประกอบภายในตัวบุคคลก็อาจจะมีอิทธิพลต่อการแสดง

๗๒

พฤตกิ รรมของมนุษยม์ ากกวา่ ส่ิงแวดลอ้ ม จะเหน็ ไดว้ า่ ความสัมพนั ธเ์ ช่นน้ีอยู่ในลกั ษณะพ่งึ พาอาศัยกัน
เป็นกระบวนการทที่ ัง้ สองฝ่ายต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและกัน และท้ังคมู่ ีอทิ ธิพลต่อพฤตกิ รรมของมนุษย์
ในขณะเดียวกันพฤติกรรมมนุษย์ก็มีอิทธิพลต่อทั้งสองสิ่งด้วยเหมือนกัน และเมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษไป
แล้ว กลับมากระทำผิดซ้ำอีกสาเหตุหลักมาจากการไม่ยอมรับของสังคม ไม่มีงานทำ และผู้ต้องขังคิด
ว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า ไม่มีที่ยืนในสังคมจึงหันมากระทำผิดซ้ำอีก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควร
รว่ มมือกัน สรา้ งคนดสี ู่สังคมทุกฝ่าย เรม่ิ จากการเตรียมพร้อมด้านอาชีพทส่ี อดคล้องกับความต้องการ
ของสังคมภายนอก รวมทั้งทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ ในการแก้ไขผู้กระทำ
ความผิดซ้ำ เมื่อพ้นโทษแล้ว สถานบันครอบครัวต้องให้ความอบอุ่น เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหามีการกระทำ
ความผิดซำ้ และการเปดิ โอกาสใหผ้ ู้ต้องหามอี าชพี หลงั พน้ โทษ๑๐๒

๔.๑.๑ นโยบายการพัฒนาผู้ต้องขังภายในเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัด
เชียงราย

กรมราชทันฑ์ มีนโยบายหลัก ๔ ด้าน ที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และ
แผนปฏบิ ตั กิ ารของกรมราชทันฑ์ ไดแ้ ก่

๑) การขับเคลื่อนงานและทำงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการใน
พระราชดำริ และโครงการที่เกี่ยวเนื่องเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระ
บรมวงศานวุ งศท์ ่ีมีต่อการราชทัณฑ์ เป็นเรอ่ื งที่จะต้องทำในลำดับแรก

๒) การขับเคลื่อนงานเพื่อสนองต่อนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงยุติธรรมและนโยบายของบริหารในระดับกระทรวง

๓) การขับเคลื่อนงานภารกิจพื้นฐานของกรมราชทัณฑ์ซึ่งเป็นงานประจำที่
จะต้องดำเนินการ คือ การควบคุมดูแล ผู้ต้องขัง และการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขับให้เป็นคนดี
กลบั คืนสสู่ ังคม

๔) การริเริ่มพัฒนากรมราชทัณฑ์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ซึ่งการบริหาร
ดำเนินการดังกล่าว ได้กำหนดเป็นนโยบายในการบริหารงานราชทัณฑ์ซึ่งจำแนกออกเป็นด้านๆ
ประกอบดว้ ย๑๐๓

ด้านที่ ๑ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ให้เป็น
มาตรฐาน

๑.๑ การควบคุมผู้ตอ้ งขัง และผูเ้ ขา้ รับการตรวจพิสจู น์ใหม้ ีประสิทธิภาพ
ดำเนินการควบคุม ดูแล ด้วยการยึดหลักมาตรฐานสากล Bangkok Rules และ Mandela Rules
และมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือมาตรฐานที่กำหนดโดยกรมราชทัณฑ์ที่จะขับเคลื่อนปฏิบัติในการ
บริหารงานราชทัณฑ์ คำนึงถึงหลักสิทธิ มนุษยชน ดูแลสุขภาวะอนามัย การรักษาพยาบาลให้กับ
ผู้ต้องขัง ลดการเสียชีวิตของผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างถูกคุมขัง พัฒนาเรือนจำให้ถูกถูกสุขลักษณะได้

๑๐๒ สมั ภาษณ์ นายสมรตั น์ เขม็ ศริ ิ, ผบู้ ัญชาการเรือนจำกลาง เชยี งราย, ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๐๓ สัมภาษณ์ นางกรรนิกา สุวรรณ, นักสงั คมสงเคราะหช์ ำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๓

มาตรฐาน โดยน้อมนำดำเนินการตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงมีพระ
เมตตาต่อผู้ต้องขังในเรือนจำ ทั้งนี้รวมถึงการขับเคลื่อนดำเนินการขับเคลื่อนงาน ในโครงการอื่นท่ี
เกี่ยวเนื่อง เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีต่อการ
ราชทณั ฑ์ สร้างความเชือ่ มั่น ใหก้ ับญาติผู้ต้องขังและสังคมภายนอก การควบคุม ดแู ล ผตู้ ้องขัง และผู้
เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ให้มีประสิทธิภาพ ทำให้สังคมเชือ่ มั่นว่าผู้ต้องขังจะไม่สามารถที่จะหลบหนีซึ่ง
ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การสร้างความเข้มงวดในการ ควบคุมและคำนึงถึงความปลอดภัยของ
เจ้าหน้าที่ในแต่ละระดับ มุ่งปฏิบัติงานแบบมืออาชีพ เจ้าหน้าที่จะต้อง ไม่ตกเป็นตัวประกันของ
ผู้ต้องขัง มีมาตรการป้องกันและระงับเหตุร้ายภายในเรือนจำ/ทัณฑสถาน และสถานที่ เพื่อการ
ควบคมุ ตวั ผเู้ ขา้ รบั การตรวจพิสจู น์๑๐๔

๑.๒ การพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่สังคม ไม่กระทำผิดซ้ำ
พัฒนาระบบการจำแนก ลักษณะผู้ต้องขังที่สะท้อนต่อการควบคุม ดูแล และสอดรับกับการพัฒนา
พฤตินิสัยที่มีความเหมาะสมกับศักยภาพ ของผู้ต้องขังแต่ละราย เพื่อมุ่งเป้าในการลดการกระทำ
ความผดิ ซำ้ ซงึ่ กระทรวงยตุ ธิ รรมมักจะกลา่ วถึงสถิติการ กระทำผิดซำ้ ภายหลังปล่อยตัวในหว้ งเวลา ๑
ปี ๒ ปีและ ๓ ปี การกำหนดหลักเกณฑ์ที่มาของสถิติการกระทำผิดซ้ำ ให้มีความสอดคล้องกับ
หน่วยงานในกลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย ดำเนินการเน้นแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขัง สร้างระบบ การ
ควบคุมดูแลให้สมดุลกับระบบการพัฒนาพฤตินิสัย เปรียบการควบคุมผู้ต้องขังเสมือนขาขวา การ
พัฒนาพฤติ นิสัยเป็นขาซ้าย สองขามีความสมดุลกันจึงจะทำให้เดินไปได้อย่างสมบูรณ์ การพัฒนา
สภาพความเป็นอยู่ อาหาร การกิน เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เปรียบดังปัจจัย ๔ ที่ผู้ต้องขังจะต้อง
ได้รับดูแลก่อน จึงจะส่งผลดีต่อการพัฒนา พฤตินิสัย กองบริหารการคลังต้องประสานกับเรือนจำใน
การดูแล ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้ตั้งคณะทำงานตรวจ เรือนจำด้านอาหารเพื่อตรวจดูแลให้มีความ
เหมาะสม การดูแลเรื่องสขุ อนามัยของผู้ต้องขัง ยารกั ษาโรค ใหม้ ที ่วั ถึง โดยคำนงึ ถึงศักดิ์ศรีความเป็น
มนษุ ย์ ดแู ลเร่อื งสทิ ธิประโยชน์ใหก้ ับผู้ต้องขัง การดแู ลผูต้ ้องขังภายใต้ การระบาดของโรคห้องกักโรค
ต้องดูแลให้มั่นคงแข็งแรง การพัฒนาโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟู ต้องมีความสอดคล้องกับ การบริหารการ
บังคับโทษ และการประสานกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการ
บริหารงานราชทัณฑ์ การจำแนกลักษณะให้จำแนกโดยติดตามข้อมูลข่าวสารด้านคดีผู้ต้องขังเก็บ
ข้อมูลไว้ เป็นประโยชนต์ ั้งแต่แรกรบั ตวั เพือ่ ประโยชนใ์ นการบรหิ ารการบงั คับโทษและการพฒั นาพฤติ
นิสัยที่เกิด ประสิทธิภาพ การพฒั นาโปรแกรมใหม่ ๆ ในการแก้ไข ฟน้ื ฟู และพฒั นาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง
ให้มีความเท่าทัน ต่อสถานการณ์ในบริบทของสังคมและสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนทั้งภายในและ
ภายนอกเรือนจำ มุ่งเป้าสู่การ สร้างประสิทธิภาพของงานราชทัณฑ์ที่จะมีส่วนช่วยลดการกระทำ

๑๐๔ สัมภาษณ์ นางสาวหน่ึงฤทยั ใจมอย, นักสงั คมสงเคราะหช์ ำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๔

ความผดิ ซำ้ สนองความสำเร็จตามเป้าหมายของ แผนยุทธศาสตร์และแผนระดับต่าง ๆ ให้ได้ผลอย่าง
ย่ังยืน๑๐๕

ดา้ นท่ี ๒ การแกไ้ ขปัญหาผตู้ ้องขังล้นเรอื นจำ
๒.๑ การลด/ชะลอผู้ต้องขังเข้าสู่เรือนจำ ในส่วนนี้จะต้องดำเนินการ
ประสานกับทางศาล ยุติธรรม และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อหารือ
ร่วมกันนำไปสู่วิธีการที่จะมีส่วนช่วย ให้เกิดการลดปริมาณผู้ต้องขังที่จะเข้าสู่เรือนจำให้น้อยลง เช่น
การจำคกุ ในสถานทอี่ น่ื หรอื การใช“้ อปุ กรณ์ อเิ ลก็ ทรอนกิ สต์ ิดตามตวั ” (Electronic Monitoring)
๒.๒ การบริหารจัดการความจุและบรรเทาความแออดั ของเรือนจำ การ
บริหารความจุ ของผู้ต้องขัง ต้องพิจารณาเกลี่ยย้าย เพื่อแก้ไขความแออัดของเรือนจำ การต่อเติม
เตียงนอนสองชั้นเพื่อแก้ไขปัญหา ความแออัดในการนอน การขยายการเพิ่มความจุของผู้ต้องขังที่มี
ความสมดุลกับพื้นที่ของเรือนจำมีความเหมาะสม สะดวกต่อการควบคุม ดูแล และสะดวกต่อการ
พัฒนาพฤตินิสัย พัฒนาเพิ่มพื้นที่อื่นเพื่อบริหารการบังคับโทษที่เหมาะสม ซึ่งเป็นตามนโยบายของ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะต้องไม่เกิดความแออัดในเรือนจำหรือหากเกิดความแออัดก็
ต้องเปน็ การช่วั คราวและมีเหตุผลควร และควรเร่งคล่ีคลายความแออดั ของผ้ตู อ้ งขังใหไ้ ด้โดยเรว็
๒.๓ การเพิ่ม/เร่งการปล่อยตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำ การบริหารการ
บังคับโทษ โดยใช้หลัก ทัณฑวิทยา และหลักทัณฑปฏิบัติที่มีความประสานสอดคล้องระหว่างกัน
พิจารณาใช้มาตรการอื่นแทนโทษ ทางอาญา การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดที่จะช่วยสร้างความสมดุล
กับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ต้องขังพึงจะได้รับ การทำงานสาธารณะนอกเรือนจำที่จะมีส่วนช่วยสร้างจิต
สาธารณะให้กับผู้ต้องขังในการทำงานบริการสังคม โดยผู้ต้องขังก็จะได้รับประโยชน์ในการลดวัน
ตอ้ งโทษ การพักการลงโทษให้กับผู้ต้องขังซง่ึ จะต้องมีการพิจารณา ปรบั เปล่ียนหลักเกณฑ์ให้ผู้ต้องขัง
บางประเภทที่เคยกระทำความผิดซ้ำให้สามารถได้รับประโยชน์ในการ พักการลงโทษได้ การแก้ไข
กฎระเบียบที่รองรับการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิด ความคล่องตัว
การขออภัยโทษเฉพาะรายสำหรับผู้ต้องขังบางประเภท เช่น ผู้ต้องขังป่วยติดเตียง เป็นต้น การสร้าง
ฐานข้อมูลผ้ตู ้องขังที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทางเพ่ือให้มีระบบฐานข้อมูลไปใช้ได้อยา่ งถูกต้อง มีกระบวนการ
ตรวจสอบ ฐานข้อมลู ของผู้ตอ้ งขงั ให้ถกู ต้องเปน็ ปจั จุบัน
ดา้ นที่ ๓ การพฒั นาองค์กรให้ทนั สมยั และโปร่งใส
๓.๑ พัฒนาองค์กร นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ การนำองค์กรที่
ทนั สมัยเทา่ ทนั ต่อการเปลย่ี นแปลงสอดรับกับแนวทางพฒั นาเพื่อรองรบั ผลผลกระทบจากสถานการณ์
โควดิ ๑๙ ซ่งึ รัฐบาลมุ่งเนน้ แนวทางพัฒนาประกอบดว้ ย ๓ แนวทางหลัก ได้แก่ การพร้อมรบั (Cope)
การปรับตวั (Adapt) และการเปลี่ยนแปลงเพ่ือพร้อมเติบโตอย่างย่ังยนื (Transform) มุ่งนำราชทัณฑ์
สู่องค์กรที่มีประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ มีระบบสถิติฐานข้อมูลผู้ต้องขังซึ่งจะต้องนำเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน เป็นประโยชนก์ ับการให้บริการ ประชาชน และใช้

๑๐๕ สมั ภาษณ์ นายปยิ นฐั หตั ถยิ า, หวั หนา้ เรอื นจำชัว่ คราวดอยฮาง เรอื นจำชว่ั คราวดอยฮาง สงั กดั
เรอื นจำกลางเชียงราย, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๕

เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญเพื่อประโยชน์ในการบริหารการบังคับโทษ และการพัฒนาพฤตินิสัยเพื่อมุ่งคนื
คนดีสู่สังคม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงและเรียกใช้สถิติข้อมูลได้โดยสะดวก
และรวดเร็ว กรมราชทัณฑ์ต้องเป็นองค์กรที่ทันสมัย และโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีกระบวนการ
ขับเคลื่อนนำองค์กรมีกระบวนการ กำกับ ติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานที่สามารถแสดงผล
ความสำเร็จให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนมีนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ใหม่
ให้กับกรมราชทัณฑ์ และสร้างการยอมรับจากสังคม พัฒนาระบบราชการโดยขับเคลื่อนนำองค์กรมงุ่
เป้าหมายความสำเร็จของภารกิจงานราชทัณฑ์ที่ตอบสนองต่อเป้าหมายความสำเร็จของยุทธศาสตร์
และแผนในระดับต่าง ๆ ที่กรมราชทัณฑ์มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับมอบหมายให้ดำเนินการทั้งในส่วน
ของภารกิจของหน่วยงาน (Function) ทั้ง แผนงานพื้นฐาน แผนงานยุทธศาสตร์และแผนงานบูรณา
การ (Agenda) ซึ่งจะต้องมีส่วนร่วมกันทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนกลางกรมราชทัณฑ์และ
เรือนจำ/ทัณฑสถานจะต้องบริหารงบประมาณทั้งในส่วนงบประมาณประจำและงบลงทุนอย่างมี
ประสิทธิภาพใหส้ ามารถดำเนนิ การเป็นไปมาตรการทีร่ ัฐบาลกำหนด เพอื่ สนบั สนนุ การดำเนนิ การตาม
ภารกิจงานของหน่วยงานในสังกัดกรมราชทัณฑ์ บริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคด้วยความ
ประหยัด และร่วมกันสร้างมาตรการในการลดค่าสาธารณูปโภค และขับเคลื่อนสร้างแหล่งพลังงาน
ทดแทนเพอ่ื ลดคา่ ใช้จ่ายภาครัฐ๑๐๖

๓.๒ พัฒนาบุคลากร การพัฒนาบุคลากรให้สามารถปรับตัวรองรับการ
เปลี่ยนแปลงได้ มุ่งพัฒนากรมราชทัณฑ์ให้เป็นองค์กรธรรมาภิบาล อันเป็นไปตามหลักเกณฑ์การ
บริหารบ้านเมืองที่ดีการบริหาร การจัดการขับเคลื่อนภารกิจด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม
ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเป็นธรรม พัฒนาบุคลากรและสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรให้เกิด
ความเท่าเทยี มกนั ในสทิ ธิประโยชน์ สวัสดิการท่พี ึงจะได้รับ สรา้ งความกา้ วหนา้ ใหก้ ับเจา้ หน้าท่ีในสาย
งานต่าง ๆ ทั้งในระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน จะได้เกิดขวัญและกำลังใจในการช่วยสร้างสรรค์
พัฒนางานราชทณั ฑ์และส่งเสริมองค์กรให้มีศักยภาพและประสิทธภิ าพ เจา้ หน้าที่ทำงานอย่างซ่ือสัตย์
สุจริตและขยันหมั่นเพียร มีความรับผิด รับชอบ ในงานภารกิจในอำนาจหน้าที่ตามสายการบังคับ
บญั ชามีจติ สาธารณะ/พร้อมใหบ้ รกิ ารประชาชน หรือเกดิ การพัฒนาอยา่ งต่อเน่ืองในการควบคุม ดูแล
และพัฒนาพฤตนิ สิ ัยผู้ต้องขัง อนั จะสร้างความเชือ่ มน่ั ให้แกป่ ระชาชนและสังคม

ดา้ นที่ ๔ การกลับคนื สสู่ งั คมและติดตามผ้พู ้นโทษ
๔.๑ การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย การดำเนินการขับเคลื่อนการ
พัฒนาผู้ต้องขังเพื่อคืนคนดีสู่สังคม ขับเคลื่อนเรือนจำโครงสร้างเบาให้เกิดประสิทธิภาพ พัฒนา
เรือนจำเกษตรอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ รองรับการพัฒนาศักยภาพให้กับ
ผู้ต้องขัง เพื่อการฝึกวิชาชีพและสร้างรายได้ระหว่างต้องโทษมีทุนสำรองสำหรับการเริ่มต้นชีวิต
ภายหลังพ้นโทษ ขับเคลื่อนศูนยป์ ระสานงานเพือ่ การมีงานทำท่ีครอบคลุมพื้นที่ในภูมิภาคตา่ ง ๆ การ
เตรียมความพร้อมก่อนปล่อยที่มีมาตรฐาน การพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังให้เป็นไปตามศักยภาพและ

๑๐๖ สัมภาษณ์ นายสมเดจ็ โกเสนตอ, หัวหนา้ ฝา่ ยฝึกวชิ าชพี ผตู้ ้องขงั เรอื นจำกลางเชียงราย,
๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒

๗๖

ความถนัด พัฒนาทักษะด้านภาษา ทักษะทางคณิตศาสตร์ให้กับผู้ต้องขัง เพื่อสร้างศักยภาพและ
เตรียมความพร้อมให้กับผู้ต้องขัง ให้มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มุ่งเน้นการพัฒนา
ผู้ต้องขังตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ประกอบด้วยความพอประมาณ ความมีเหตุผล
ภูมิคุ้มกัน ความรู้และคุณธรรม ผู้ต้องขังจะได้ไม่หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำ โดยกรมราชทัณฑ์
จะต้องบริหารจัดการให้มีระบบฐานข้อมูลผู้พ้นโทษที่จะสามารถส่งต่อและประสานข้อมูลกับ
หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่จะช่วยสอดส่อง ดูแลผู้ต้องขังภายหลังปล่อย เพื่อประโยชน์ในการให้ความ
ช่วยเหลอื การส่งเสรมิ การมีงานทำ และการตดิ ตามผลการนำความรู้ท่ีอบรมในเรือนจำไปใช้ประโยชน์
สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และมีส่วนช่วยในการสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสังคมให้ได้
อย่างต่อเนือ่ ง

๔.๒ สร้างวัฒนธรรมการให้โอกาส มุ่งให้โอกาสผู้พ้นโทษโดยสร้าง
กระบวนการให้สังคมได้มีส่วนในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรม เสริมสร้างการยอมรับผู้พ้นโทษ การให้
โอกาสกับผู้ต้องขังภายหลังการพ้นโทษส่งเสริมให้ได้มีงานทำหลังพ้นโทษ และสร้างกระบวนการใน
การติดตามผลการนำความรู้ที่อบรมในเรือนจำไปใช้ประโยชน์ นำผลกระทบที่ได้จากการติดตามผล
กลับไปเสริมสร้าง ปรับปรุง แก้ไข หรือพัฒนาโปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟู และการเตรียมความพร้อม
ผู้ตอ้ งขังกอ่ นปล่อยตวั กลับคืนสูส่ ังคม สรา้ งประสิทธิภาพงานราชทณั ฑใ์ นการลดพฤติกรรมการกระทำ
ผดิ ให้ไดป้ ระสทิ ธิภาพและเกดิ ประสทิ ธิผลดยี ิง่ ขน้ึ ไป๑๐๗

จากกรอบแนวนโยบายดังกล่าว ถือเป็นความสำคญั อย่างยิ่งที่กรมราชทัณฑ์
จะต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอย่างจริงจัง และร่วมผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อเป็นการแก้ไขปญั หาและพัฒนาประสิทธภิ าพในการปฏบิ ัติงานโดยรวม ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกรม
ราชทัณฑ์จะต้องยึดมั่นตามแนวนโยบายดังกล่าว เพื่อมุ่งสร้างระบบงานราชทัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ
และปฏิบัตงิ านให้มีความเป็นมืออาชีพโดยกรมราชทัณฑ์จะกำหนดกลไกการขบั เคลื่อนงาน การกำกับ
ตดิ ตาม ตรวจสอบ ประเมินผลในเชงิ รุกเพ่ือติดตามความก้าวหน้าของการปฏบิ ัตงิ านของหน่วยงานใน
สงั กดั กรมราชทณั ฑ์ ให้เป็นไปตามนโยบายของกรมราชทัณฑ์ นโยบายของกระทรวงยตุ ธิ รรม นโยบาย
ของรัฐบาล การตลอดถึงยุทธศาสตร์ และแผนในระดับต่าง ๆ เป็นไปตามแนวทาง ระเบียบ และ
กฎหมายท่กี ำหนดให้สว่ นราชการต้องดำเนนิ การ

๔.๑.๒ การประเมินศักยภาพของการพัฒนา ผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง
จังหวดั เชียงราย

กระบวนการการพัฒนาผู้ต้องขังภายในเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย มี
การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง เป็นกระบวนการสำคญั ที่จะช่วยใหผ้ ู้ตอ้ งขังทีไ่ ด้รับการ
ปล่อยตัวออกไปแล้ว ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก ดังนั้น หากสามารถปรับเปลี่ยนจิตใจและพฤติกรรม
ของผูต้ อ้ งขงั ใหเ้ กิดภาวะสนั ตขิ ึน้ ในตนไดแ้ ล้ว เรยี กได้วา่ เกดิ สนั ตภิ าพภายใน (Internal Peace) ซึง่ จะ

๑๐๗ สมั ภาษณ์ นายสทุ ัศน์ ปันสวุ รรณ,์ ผู้อำนวยการสว่ นพัฒนาผู้ตอ้ งขัง เรือนจำกลางเชียงราย, ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๖๒

๗๗

เป็นแนวทางหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังต้องกระทำผิดซ้ำอีก โดยมีกระบวนการผ่านโปรแกรมการ
แก้ไขฟนื้ ฟผู ้ตู อ้ งขัง ดงั น้ี๑๐๘

๑.จำแนกลักษณะผู้ต้องขัง สอบถามประวัติ ความเป็นมาของผู้ต้องขัง ประวัติ
ครอบครัว อาชีพ สังคม ความต้องการฝึกวิชาชีพ เพื่อจัดให้ผู้ต้องขังเข้ารับการฝึกวิชาชีพให้ตรงตาม
ความต้องการ เพื่อให้การฝึกวิชาชีพบรรลุวัตถุประสงค์ สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริงภายหลัง
พ้นโทษ

๒.มีการทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกันเช่น การเข้าแถวเคารพธงชาติ ไหว้พระสวดมนตท์ ุก
เชา้ -เย็น หรือจดั กิจกรรมการแข่งขนั กีฬา เพ่อื ให้ผู้ต้องขงั ร้จู ักการอยู่ร่วมกัน สร้างความสามคั คีในกลุ่ม
ลดความกังวล

๓.มีการนิมนต์พระสงฆ์ หรือผู้นำศาสนา ที่ผู้ต้องขังเคารพนับถือ เข้าบรรยาย
สอดแทรกความรู้ เพื่อพฒั นาขัดเกลาทางดา้ นจติ ใจ

๔.จัดหาวิทยากรให้ความรู้ดา้ นต่าง ๆ เช่น ความรู้ด้านกฎหมาย หรือความรู้ในเรือ่ ง
การอยู่รว่ มสังคมเป็นต้น

๔.๑.๒.๑ กระบวนการพฒั นา ด้านหลักสูตรฝึกอบรมวชิ าชีพ
จากการศึกษาแนวทางการพฒั นาด้านการฝึกวชิ าชพี ผ้ตู ้องขงั ประกอบไปดว้ ย๑๐๙

๑. การจัดหลักสูตรที่สอดคล้องกับสาเหตุการกระทำผิดของผู้ต้องขัง ซึ่ง
หมายถึง ผู้ต้องขังบางคนกระทำผิดครั้งแรก และเป็นการกระทำผิดอันเนื่องจากสภาพปัญหาสังคม
และเศรษฐกิจ ดังนั้น การจัดหลักสูตรในแต่ละครั้ง ควรจะมีนักวิชาการของทางกรมราชทัณฑ์มา
รว่ มกนั เพ่อื พัฒนาปรบั ปรุงแก้ไขหลกั สูตรในแต่ละปใี ห้สอดคล้องกบั สถานการณป์ จั จุบัน

๒. การใช้ระยะเวลาในการอบรมที่เหมาะสม การจัดตารางเวลาในแต่ละ
หลกั สตู รควรให้เวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ผตู้ ้องขงั ได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่สั้นหรือยาวจนเกนิ ไป

๓. การเชิญวิทยากรจากหน่วยงานภายนอกที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะ
เข้ามาอบรม วิธีเป็นแนวทางที่แต่ละเรือนจำ ดำเนินการอยู่ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากองค์กร
ภายนอกเป็นอย่างดี เพียงแต่ต้องมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในเรื่องระยะเวลาอบรม เพื่อให้
วิทยากรได้ทราบล่วงหน้า ซึ่งบางครั้งวิทยากร อาจไม่ว่างในวันและเวลาที่กำหนดก็ต้องมีการ
ปรบั เปลยี่ นไปตามสภาพกาล

๔. การทำ MOU กับหน่วยงานภายนอก เพื่อจัดหลักสูตรด้านวิชาชีพให้
ต่อเนื่อง ทั้งในระหว่างอยู่ในเรือนจำและพ้นโทษ โดยการทำบันทึกข้อตกลงกับองค์กรภายนอก เช่น
องค์กรอุตสาหกรรม ให้เข้ามาประกอบการในเรือนจำ และรับผู้ต้องขังที่มีฝีมือทางด้านวิชาชีพต่างๆ
เขา้ ทำงานหลังจากพ้นโทษกจ็ ะเป็นการแกป้ ัญหาแบบครบวงจรอีกทางหนึง่

๑๐๘ สมั ภาษณ์ นายสมรตั น์ เขม็ ศริ ,ิ ผบู้ ญั ชาการเรอื นจำกลาง เชียงราย, ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๐๙ สัมภาษณ์ นางสาวหนง่ึ ฤทยั ใจมอย, นักสังคมสงเคราะหช์ ำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๘

๔.๑.๒.๒ กระบวนการพัฒนา ดา้ นความสามารถของผสู้ อน
ตามละเอียดผู้ให้ข้อมูลสำคัญ พบว่า กระบวนการพัฒนาด้านความสามารถของ
ผู้สอน ประกอบดว้ ย๑๑๐
๑. กำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบหลัก ตามรายละเอียดผู้ให้ข้อมูลสำคัญ พบว่า
เรือนจำควรกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบหลัก ตลอดจนการกำหนดให้หน่วยงานภายนอกเข้า
ร่วมกับหน่วยงานภายในเรือนจำ ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย และแนวทางคัดผู้สอน สำหรับการฝึก
วชิ าชีพของผตู้ อ้ งขงั
๑. เรือนจำจัดฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ หรือผู้สอน เพื่อเป็นการเพิ่มทักษะ ความรู้
ความชำนาญ ใหแ้ กเ่ จ้าหน้าทีท่ ปี่ ฏิบตั งิ านทางดา้ นการฝึกอบรมในหลักสตู รตา่ งๆ ของเรอื นจำ
๒. สรรหาทรัพยากรบุคคล บุคลากร หรือผู้สอน ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านจาก
องค์กรภายนอกมาให้การอบรม
๓. ขออัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถช่วยในงานพัฒนาด้านอาชีพ
ผู้ต้องขัง เพิ่มเติม ตามรายละเอียดผู้ให้ข้อมูลสำคัญ พบว่า ความสามารถของผู้สอนควรมีการเพิ่ม
ทกั ษะ ความรู้ ความชำนาญ
๒. จัดทัศน์ศึกษาดูงานนอกสถานที่ หรอื ตามเรือนจำอน่ื ๆ ตามรายละเอยี ดผูใ้ หข้ ้อมูล
สำคัญ พบว่า การทัศน์ศึกษาดูงานนอกสถานที่ หมายถึงการศึกษาดูงานนอกสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับ
หนว่ ยงาน เพ่ือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและแนวทางการแก้ไขปัญหาของ
แต่ละพืน้ ที่ เพอื่ นำมาพฒั นาแก้ไขในเรือนจำของตน
๔.๑.๒.๓ กระบวนการพัฒนา ด้านประโยชนท์ ี่ผู้เข้ารบั การอบรมได้รบั ๑๑๑

๑. การให้สทิ ธิด้านประโยชน์ท่ีผู้เข้ารับการอบรมไดร้ ับเพ่ือให้เป็นแรงจูงใจใน
การเข้ารับการอบรม ตามรายละเอียด ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ต้องขังท่ีเปน็ ผู้ต้องขังครั้งแรก
ได้รับการลงโทษน้อยจะให้ความสนใจในการเข้าอบรม เนื่องจากอยากได้รับสิทธิประโยชน์ที่กรม
ราชทัณฑ์ กำหนดไว้ให้ เช่น การพักโทษ การลดวันลดโทษ ดังนั้น การสร้างแรงจูงใจด้วยการให้ใบ
ประกาศนียบัตร เพ่ือใหผ้ ู้ต้องขงั สามารถนำใบกจิ กรรมไปประกอบการพจิ ารณาตามกระบวนการของกรม
ราชทัณฑก์ จ็ ะเป็นจดุ สนใจและสร้างแรงจงู ใจได้มาก

๒. สิ่งที่เป็นปัญหามากในด้านผู้ต้องขังที่เข้าอบรมตามโปรแกรม คือ
ผู้ต้องขังขาดแรงจูงใจในการเข้าโปรแกรมฯ เช่น การพักโทษ การลดวันต้องโทษ หรือประโยชน์อื่น ๆ
ดงั นนั้ การให้สทิ ธปิ ระโยชน์แก่ผู้ตอ้ งขัง เพ่ือให้เป็นแรงจูงใจในการเข้ารับการอบรม จงึ เปน็ แนวทางใน
การพัฒนาด้านผู้ตอ้ งขงั ของทีผ่ ูใ้ ห้ขอ้ มลู สำคัญ

๓. ผูเ้ ขา้ รับการอบรมมีแนวคิดการนำความรู้ทไี่ ด้รับไปสร้างอาชีพใหม่ หรือ
ประกอบอาชพี เสริมเพื่อเพิ่มพูนรายได้ใหแ้ ก่ครอบครัว หรอื ใช้ในชวี ติ ประจำวันเพือ่ ลดรายจ่าย

๑๑๐ สัมภาษณ์ นายสมรตั น์ เข็มศริ ิ, ผบู้ ญั ชาการเรือนจำกลาง เชียงราย, ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๑๑ สมั ภาษณ์ นางสาวหนึง่ ฤทัย ใจมอย, นกั สงั คมสงเคราะห์ชำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๙

๔.๑.๒.๔ การควบคมุ ผู้ต้องขังให้มีประสิทธิภาพ โดยดำเนนิ การควบคุม ดูแล ด้วย
การยึดหลักมาตรฐานสากล และมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือมาตรฐานที่กำหนดโดยกรมราชทัณฑ์ที่
จะขับเคลื่อนปฏิบัติในการบริหารงานราชทณั ฑ์ คำนงึ ถงึ หลักสิทธิมนุษยชน ดแู ลสขุ ภาวะอนามัย การ
รักษาพยาบาลให้กับผู้ต้องขัง ลดการเสียชีวิตของผู้ต้องขังที่อยูร่ ะหว่างถูกคุมขัง พัฒนาเรือนจำให้ถกู
สุขลักษณะได้มาตรฐาน โดยน้อมนำดำเนินการตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ
ศาสน์ กษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีที่
รงมีพระเมตราต่อผู้ต้องขับในเรือนจำ ทั้งนี้รวมถึงการขับเคลือ่ นดำเนินการขบั เคลื่อนงานในโครงการ
อื่นท่ีเกี่ยวเนื่องเพื่อสอนงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อการราชทัณฑ์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับญาติ
ผู้ต้องขัง จะไม่สามารถที่จะหลบหนีซึ่งความสำคัญเปน็ อย่างยิ่ง การสร้างความเข้มงวดในการควบคมุ
และคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าทีใ่ นแต่ละระดบั มุง่ ปฏบิ ตั ิงานแบบมืออาชพี เจ้าหน้าทจ่ี ะต้อง
ไม่ตกเป็นตัวประกันของผู้ต้องขัง มีมาตรการป้องกันและระงับเหตุร้ายภายในเรือนจำ/ทัณฑสถาน
และสถานทเี่ พ่อื การควบคุมผู้เข้ารบั การตรวจพิสจู น์๑๑๒

๔.๑.๒.๕ การพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขับให้กลบั คืนสู่สังคม ไม่กระทำผิดซ้ำ พัฒนา
ระบบการจำแนกลักษณะผู้ต้องขับที่สะท้อนต่อการควบคุม ดูแล และสอดรับการพัฒนาพฤตินิสัยที่มี
ความเหมาะสมกับศักยภาพของผู้ต้องขับแต่ละราย เพื่อมุ่งเป้าในการลดการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่ง
กระทรวงยุตธิ รรมมกั จะกลา่ วถงึ สถิตกิ ารกระทำผิดซำ้ ภายหลงั ปลอ่ ยตัวในห้วงเวลา ๑ ปี ๒ ปี และ ๓
ปี การกำหนดหลักเกณฑ์ที่มาของสถิติการกระทำผิดซ้ำให้มีความสอดคล้องกับหน่วยงานในกลุ่ม
ภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย ดำเนินการเน้นแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขับ สร้างระบบการควบคุมดูแลใหส้ มดุล
กับระบบการพัฒนาพฤตินิสัย เปรียบการควบคุมผู้ต้องขังเหมือนขาขวา การพัฒนาพฤตินิสัยเป็นขา
ซ้าย สองขาความสมดุลกันจึงจะทำให้เดินไปได้อย่างสมบูรณ์ การพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ อาหาร
การกิน เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เปรียบดังปัจจัย ๔ ที่ผู้ต้องขับจะต้องได้รับดูแลก่อน จึงจะส่งผลดี
ต่อการพัฒนาพฤตินิสัย กองบริหารการคลังตอ้ งประสานกบั เรือนจำในการดูแล ซึ่งกระทรวงยุติธรรม
ไดต้ ้งั คณะทำงานตรวจเรือนจำดา้ นอาหารเพ่ือตรวจดูแลให้มีความเหมาะสม การดูแลเรื่อง สุขอนามัย
ของผู้ต้องขับ ยารักษาโรค ให้มีทั่วถึง โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดูแลเรื่องสิทธิ ประโยชน์
ให้กับผู้ต้องขับ การดูแลผู้ต้องขับภายใต้การระบาดของโรคห้องกักโรคตอ้ งดูแลให้ม่ันคงแข็งแรง การ
พัฒนาโปราแกรมแก้ไขฟื้นฟู ต้องมีความสอดคล้องกับการบริหารการบังคับโทษ และ การประสาน
กบั หนว่ ยงานในกระบวนการยุตธิ รรมเพื่อใหเ้ กดิ ความคล่องตวั ในการบรหิ ารงานราชทัณฑ์ การจำแนก
ลักษณะให้จำแนกโดยตดิ ตามข้อมูล ข่าวสาร ด้านคดีผู้ตอ้ งขับ เก็บข้อมูลไว้เป็นประโยชน์ต้ังแตกแรก
รับตัว เพื่อประโยชน์ในการบริหารการบังคับโทษ และการพัฒนาพฤตินิสัยที่เกิดประสิทธิภาพ การ
พัฒนาโปรแกรมใหม่ๆ ในการแก้ไข ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้มีความเท่าทันต่อ
สถานการณ์ในบริบทของสังคมและสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนทั้งภายในและภายนอกเรือนจำ มุ่ง

๑๑๒ สัมภาษณ์ นายสทุ ัศน์ ปันสวุ รรณ, นักทัณฑวิทยาชำนาญการพเิ ศษ, ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๐

เป้าสู่การสร้างประสิทธิภาพของงานราชทัณฑ์ ที่จะมีส่วนช่วยลดการกระทำความผิดซ้ำ สนอง
ความสำเรจ็ ตามเป้าหมายของแผนยทุ ธศาสตร์และแผนระดับต่างๆ ให้ไดผ้ ลอยา่ งยงั่ ยนื ๑๑๓

๔.๑.๒.๖ สภาพการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขังใน
ดา้ นการจัดกลุ่มใหค้ ำปรกึ ษา พบวา่ การจดั กลมุ่ ให้คำปรกึ ษาผตู้ อ้ งขังทเี่ ขา้ รว่ มโครงการเตรียมความ
พร้อมก่อนปล่อยที่มีปัญหา และมีแนวโน้มที่จะกระทำผิดซ้ำ จะต้องจัดเข้ากลุ่มให้คำปรึกษา โดย
เรือนจำกลางเชียงรายมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ผู้ปฏิบัติมีทั้งเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเชียงราย
และวิทยากรจากภายนอกเรือนจำกลางเชียงราย มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ผู้ปฏิบัติมีท้ัง
เจ้าหนา้ ทเี่ รือนจำกลางเชยี งราย และวทิ ยากรภายนอกเรอื นจำกลางเชียงราย เชน่ นักสังคมสงเคราะห์
นักจิตวิทยา พระสงฆ์ กรมการจัดหางานจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีทักษะและความชำนาญด้านต่างๆ มา
อบรมให้ความรู้และคำปรึกษาท่ีเหมาะสมกับผ้ตู ้องขับ โดยแบง่ ผู้ต้องขบั เป็นกลุ่มย่อย มีเจ้าหน้าท่ีเป็น
วิทยากรนำกลุ่ม ซึ่งการจัดกลุ่มย่อยนี้เป็นการใช้พลังงานกลุ่มช่วยเหลือกัน แนะนำซ่ึงกันและกันจาก
ประสบการณ์ของตน มีการจัดอบรมฟังธรรม ปฏิบัติจิตภาวนา ทำให้ผู้ต้องขังมีความคิดที่มีเหตุผล
กระตุน้ จิตสำนึก และการพัฒนาปรบั เปลี่ยนพฤตนิ สิ ัย หรือหลีกเล่ียงสถานการณท์ ่ีเสยี่ งต่อการกระทำ
ผดิ ไมห่ วนกลบั มากระทำผดิ ซ้ำอกี ๑๑๔

ตามรายละเอียดผู้ให้ข้อมูลสำคัญ พบว่า การพัฒนาศักยภาพด้านการฝึกวชิ าชีพของผู้ต้องขัง
ประกอบไปด้วยแนวทางพฒั นา ดงั นี้

๔.๑.๓ ปัญหาและข้อเสนอแนะในการฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราว
ดอยฮางจงั หวัดเชยี งราย

ตามรายละเอียดผู้ให้ข้อมลู สำคัญ ผลการวจิ ัย พบว่า
ก. ดา้ นปญั หา
๑. ปัญหาของนกั โทษ
๑.๑ ปัญหาด้านตัวผู้ต้องขัง คือผู้ต้องขังที่ถูกจำคุก มักประสบปัญหาต่างๆ

เช่นปญั หาครอบครวั ปัญหาทางด้านเศรษฐกจิ ทำให้ขาดความตงั้ ใจในการฝกึ วชิ าชีพ ผตู้ ้องขังบางคน
ถูกบังคับให้เข้ารับการฝึกวิชาชีพ ผู้ต้องขังบางคนเข้ารับการฝึกวิชาชีพเพื่อต้องการสิทธิปร ะโยชน์
มากกว่าเชน่ เพื่อประกอบการเลือ่ นชน้ั การพกั การลงโทษ ฯลฯ

๑.๒ ปัญหาสงั คมขาดการยอมรับ สงั คมหวาดระแวง เม่ือพ้นโทษมักถูกปิดก้ัน
จากสังคมภายนอก

๒. ปัญหาของเรอื นจำ
๒.๑ หลักสูตร/สาขาวิชาชีพ มีให้เลือกน้อย ไม่ตรงกับความต้องการของ

ผู้ต้องขงั

๑๑๓ สัมภาษณ์ นายสิงหา จันทาพนู , นักวิชาการชำนาญการ, ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๑๔ สมั ภาษณ์ นางกรรนกิ า สวุ รรณ, นกั สงั คมสงเคราะห์ชำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๑

๒.๒ ปัญหาด้านอาคารสถานที่ในการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง เนื่องจากมีผู้ต้องขัง
จำนวนมาก ทำให้สถานที่ในการฝึกวิชาชีพคับแคบ และความแตกต่างระหว่างสถานที่ในเรือนจำกับ
สถานที่ภายนอก มีผลให้การฝึกวชิ าชพี ใหผ้ ตู้ ้องขงั ไมม่ ีประสทิ ธภิ าพเทา่ ท่ีควร

๒.๓ ปัญหาด้านงบประมาณ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้
เรือนจำกลางเชียงราย ไม่สามรถจดั หาวัสดุอุปกรณ์ เครอ่ื งมือในการฝึกวชิ าชพี ให้ผตู้ อ้ งขังเทา่ ท่ีควร

๒.๔ ปัญหาดา้ นเจา้ หนา้ ท่ี/วิทยากร มนี ้อย
๓. ปญั หาของสงั คม

๓.๑ การจัดกิจกรรมพัฒนาสุขภาวะทางจิตใจและจิตวิญญาณ โดยพัฒนา
ผู้ต้องขัง ให้มีจิตใจ ที่สงบและผ่อนคลายเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกสะสมจนกลายเป็นความเครียด รวมท้ัง
การปลูกจิตสำนึกที่ดีและส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในรูปแบบการอบรม และการสร้างจิตสำนึกให้
เห็นคุณค่าในตนเองมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (มีปัญญา) ซึ่งจะส่งผลถึง
กระบวนการคิดพิจารณาไตร่ตรอง มีข้อมูล มีวิจารญาณในการคิดส่งผลถึงการกระทำในสิ่งที่ดีต่อ
ตนเอง ตอ่ สังคม และต่อประเทศชาติ

๓.๒ การจัดกิจกรรมพัฒนาสุขภาวะทางสังคม โดยพัฒนาผู้ต้องขัง ให้มีทักษะ
ทางสังคมเพื่อใหส้ ามารถดำรงชวี ติ อยู่ในเรือนจำโดยไม่กระทำผดิ วินัย และสอดแทรกความรู้และสร้าง
ความตระหนักถึงหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดีเข้าไปในกิจกรรมการพัฒนาจิตใจและการศึกษา
รวมทั้งการส่งเสริมความเอื้ออาทรของบุคคลภายนอกที่เห็นคุณค่าของผู้ต้องขังโดยการประสาน
หน่วยงานภาคประชาสังคมในพื้นที่เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับผู้ต้อง เช่น
การจัดกิจกรรมการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ การอยู่ร่วมกันในสังคม การทำงานร่วมกับผู้อื่น
เปน็ ต้น๑๑๕

นายสุทัศน์ ปันสุวรรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า กรมราชทัณฑ์ มีภารกิจหลักคือการควบคุม
ผู้ต้องขังมใิ ห้หลบหนี้ และมีหน้าที่ในการแกไ้ ขพัฒนาพฤตนิ ิสัยผู้ตอ้ งขัง ให้กลับตนเป็นคนดขี องสังคม
เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ และไม่เปน็ ภาระสังคม โดยดำเนนิ การตามกฎหมาย และระเบียบของ
กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมและนโยบายของผู้บังคับบัญชา ตนในฐานะที่รับผิดชอบด้านการ
พัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ทั้งการจัดการศึกษาสายสามญั สายอาชีพ และการฝึกวิชาชีพระยะสั้น ซึ่งมี
ปัญหาอุปสรรคนานับประการ ซึ่งหน้าที่หลักก็ขัดแยง้ กันกล่าวคือหน้าที่หน่ึงตอ้ งควบคมุ ผู้ต้องขังมใิ ห้
หลบหนี อีกหน้าที่หนึ่งก็ต้องแก้ไขพัฒนาพตินิสัยผู้ต้องขังให้กลับตนเป็นคนดี อีกทั้งปัญหาด้านอื่นๆ
เช่นปัญหาขาดแคลนงบประมาณ ขาดแคลนบุคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพแต่ละด้าน
ปัญหาด้านอาคารสถานที่คับแคบ เนื่องจากผู้ต้องขังมีจำนวนมาก ตนเองได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ
หน้าทผี่ อู้ ำนวยการสว่ นพัฒนาผู้ตอ้ งขงั ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพ่ือให้การพัฒนาพฤตินิสัยของ
ผตู้ ้องขัง บรรลุวัตถุประสงค์ของกรมราชทณั ฑ์ กระทรวงยุติธรรม บางคร้งั ก็อาศัยความสมั พันธ์ส่วนตัว
ในการติดต่อประสานงานกับทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ สำหรับ

๑๑๕ สัมภาษณ์ นายปิยนฐั หัตถยิ า, หวั หนา้ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง เรอื นจำชวั่ คราวดอยฮาง สงั กัด
เรือนจำกลางเชียงราย, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๒

แนวทางแก้ปัญหา คือกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับความ
ต้องการ พิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในสาขาอาชีพ และต้องจัดสวัสดิการและ
พิจารณาความดีความชอบเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และ
หน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชนควรให้การสนับสนุนภารกิจของเรือนจำมากกวา่ ทเ่ี ป็น เพราะ
ผู้ต้องขังก็เป็นประชาชนคนไทย อยู่ร่วมกับสังคมไทย ถ้าผู้ต้องขังได้รับการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย ไม่
กระทำความผดิ ซ้ำ กส็ ามารถช่วยให้ลดปัญหาอาชญากรรม และทำให้สงั คมสงบสุข และนา่ อยมู่ ากข้ึน๑๑๖

ข. ดา้ นข้อเสนอแนะ
๑. ปญั หาของผตู้ อ้ งขัง
๑.๑. จัดให้มีกระบวนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น เปิดโอกาสให้ผู้พ้น

โทษได้มีที่ยืนในสังคมทัดเทียมกับผู้อื่นโดยมีการประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ให้สังคมได้รับ
ทราบและมคี วามเขา้ ใจทถ่ี ูกตอ้ ง

๑.๒. มีกระบวนการสร้างความมั่นใจให้กับสังคม เช่น ออกใบรับรองความ
ประพฤติ ออกใบรับรองทกั ษะด้านฝีมือให้แกผ่ พู้ ันโทษท่ผี ่านการฝกึ วชิ าชพี

๒. ปัญหาของเรือนจำ
๒.๑ ควรเพ่ิมหลกั สตู ร/สาขาวิชาชีพใหม้ ีตวั เลอื กมากข้ึน
๒.๒ ควรขยายอาคารฝกึ อบรมใหม้ คี วามเหมาะสม มีอากาศถ่ายเทสะดวก
๒.๓ จัดหางบประมาณให้เพียงพอ และควรจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ให้

เพยี งพอ เหมาะสม
๒.๔ ควรเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่/วิทยากร ให้มากขึ้น และควรมีการจัด

ฝกึ อบรมเจ้าหน้าที่เกยี่ วกับการจัดฝึกวิชาชีพให้แก่ผ้ตู ้องขัง
๓. ปญั หาของสงั คม
๓.๑ การพัฒนาผู้ต้องขังโดยมุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาวะทางด้านจิตวิญาณที่

สูญเสียไปเพราะยาเสพติดและปัญหาทางดา้ นเศรษฐกิจ เช่น การสอดแทรกกระบวนการปรับเปลี่ยน
ทัศนคติในการดำรงชวี ิต เพื่อใหม้ ีทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง และการเสริมสร้างให้เห็นคุณค่า
ในตนเอง รวมทง้ั จดั กิจกรรมเพ่อื เตรียมความพรอ้ มกอ่ นปล่อย เปน็ ตน้

๓.๒ การลดมลทนิ ทางสังคม (Social Stigma) โดยสรา้ งการยอมรับของสังคม
ต่อกลุ่มผู้พ้นโทษและกลุ่มผู้ต้องขัง โดยการมีส่วนร่วมของสื่อมวลชนในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์
เพื่อให้สังคมให้โอกาสและให้การยอมรับผู้พ้นโทษกลับสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น นำเสนอข้อมูล
ทางด้านบวก ที่ผู้พ้นโทษที่ไดร้ ับโอกาสจากสังคมในการเริ่มตน้ ชีวิตใหม่เปน็ คนดแี ละมงี านทำ เป็นต้น
โดยไม่ควรนำเสนอข้อมูลทางด้านลบเพียงด้านเดียว เพื่อให้สังคมให้การยอมรับผู้พ้นโทษกลับสูส่ ังคม
อยา่ งแท้จริง

๑๑๖ สมั ภาษณ์ นายสุทัศน์ ปนั สุวรรณ,์ ผูอ้ ำนวยการส่วนพัฒนาผ้ตู ้องขัง เรอื นจำกลางเชียงราย, ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๓

นายสมเดจ็ โกเสนตอ ให้สมั ภาษณว์ า่ ในฐานะหัวหนา้ ฝา่ ยฝกึ วิชาชีพผู้ต้องขัง
รับผิดชอบการฝึกวิชาชพี ผตู้ ้องขัง เช่นการฝึกวิชาชีพช่างไม่ การฝึกวิชาชพี ชา่ งกอ่ สร้าง การฝึกวิชาชีพ
ช่างแกะสลัก ปัญหาที่พบคือผู้ตอ้ งขังส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจการฝึกวิชาชีพ บางคนสมัครเขา้ รับการฝึก
วิชาชีพเพียงเพราะต้องการได้รับสิทธปิ ระโยชน์เท่านั้น เช่นต้องการเลื่อนชั้น การพักโทษ ฯลฯ ทำให้
การฝึกวชิ าชีพไม่บรรลุวัตถุประสงค์เทา่ ที่ควร อีกทง้ั ปญั หาการขาดแคลนงบประมาณ การขาดแคลน
บุคลากร และปัจจุบันการฝึกวิชาชีพช่างไม้ ช่างแกะสลัก หาวัตถุดิบยากขึ้น แนวทางแก้ปัญหาคือ
กระบวนการคัดเลือกผู้ต้องขังเข้ารับการฝึกวิชาชีพ ต้องให้ผู้ต้องขังที่มีความสนใจที่จะเข้ารับการฝึก
วิชาชพี จริง ๆ โดยต้องดสู ภาพแวดลอ้ มทางครอบครวั ทางสงั คม และความถนดั ของผูต้ ้องขงั เชน่ ผู้ต้อ
ขังมีที่ดินและมีพื้นฐานด้านการเกษตร ก็ส่งเสริมให้เข้ารับการฝึกวิชาชีพด้านการเกษตร ผู้ ต้องขังมี
พื้นฐานด้านช่างก็ส่งเสริมให้ฝึกวิชาชีพด้านช่างนั้น ๆ ให้มีความชำนาญสามารถประกอบอาชีพเลี้ยง
ตนเองและครอบครวั ได้ อีกทั้งการสนบั สนุนทุนประกอบอาชีพและหาตลาดรองรบั เป็นตน้ ๑๑๗

ค. กรอบการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง การทบทวนผล
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค์ (SWOT) ทั้งนี้ เรือนจำกลาง
เชียงราย มีการดำเนินงานฝึกวิชาชพี ทีโ่ ดดเด่น เป็นแบบอย่างที่ดี ในอาชีพเปน็ พเิ ศษ และสามารถจัด
ให้เรือนจำอื่นส่งเจ้าหน้าที่หรือผู้ต้องขับมารับการฝึกอบรมเพื่อสร้างความเป็นมาตรฐานด้านฝีมือ ให้
บรรจโุ ครงการเพ่อื พฒั นาตอ่ ยอดไปสกู่ ารเป็น Academy ด้านนั้นๆ ดงั นี้

๑. จดุ แข็ง (Strengths:S) วิเคราะห์จากการฝกึ วิชาชพี มรี ายละเอียดดังน้ี
๑.๑ สามารถเรียนร้งู านได้เรว็
๑.๒ มคี วามกระตือรือรน้ ในการทำงาน
๑.๓ รบั รู้งานทไ่ี ด้รับมอบหมายไดเ้ ป็นอย่างดี
๑.๔ ทำงานได้ถกู ตอ้ งครบถ้วนตามทีไ่ ด้รับมอบหมาย
๑.๕ สามารถสง่ งานตามวนั เวลาที่กำหนด
๑.๖ มคี วามระเอยี ดรอบคอบในการทำงานมากขึ้น
๑.๗ มีความรับผิดชอบในหนา้ ทีท่ ไี่ ดร้ บั มอบหมายใหป้ ฏิบัติ
๑.๘ การคดิ คน้ ปรบั ปรุงการทำงานใหร้ วดเร็ว
๑.๙ สามารถเรียงลำดบั วางแผนการทำงานได้

๒. จดุ อ่อน (Weaknesses:W) วิเคราะห์จากการฝกึ วชิ าชพี มรี ายละเอยี ดดงั นี้
๒.๑ การใช้เจ้าหน้าฝกึ วชิ าชีพท่ีไม่สอดคล้องกบั ความชำนาญเน่อื งจากเจ้าหน้าที่

ต้องทำงานตรากตรำและรบั ผิดชอบหลายหน้าท่ี

๑๑๗ สัมภาษณ์ นายสมเดจ็ โกเสนตอ, หวั หน้าฝ่ายฝึกวิชาชพี ผู้ตอ้ งขัง เรือนจำกลางเชยี งราย, ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๔
๒.๒ การฝกึ อาชพี ไมต่ รงกับความตอ้ งการของผู้ต้องขัง ตลาดแรงงาน และอาชีพ
ที่ได้รับการฝึกจากเรือนจำยังไม่สอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและไม่
สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จรงิ
๒.๓ อปุ กรณ์สำหรับฝึกวชิ าชพี ไม่เพยี งพอ ไมท่ นั สมยั
๓. โอกาส (Opportunities:O) เป็นข้อได้เปรียบจากการฝึกวิชาชีพภายในเรือนจำ
กลางเชียงราย โดยมีรายละเอยี ดดงั น้ี
๓.๑ ได้ศึกษาความรู้เพิ่มเติมจากการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นประโยชน์เมื่อออกไป
ทำงานจริง
๓.๒ ได้เรียนรู้ถึงสภาพการทำงาน มุ่งพัฒนาตนเองเพื่อตอบสนองต่อความ
ตอ้ งการของลกู ค้า
๓.๓ มศี นู ย์ประสานงานและสง่ เสรมิ การมีงานทำของกรมราชทัณฑ์
๔. อุปสรรค (Threats:T) เป็นข้อเสียเปรียบจากการฝึกวิชาชีพภายในเรือนจำกลาง
เชียงราย โดยมีรายละเอยี ดดงั นี้
๔.๑ ผู้ต้องขังเป็นบุคคลด้อยโอกาส สังคมภายนอกมองเป็นภาระไม่ให้ความ
สนใจ
๔.๒ สงั คมตีตราผ้ตู ้องขงั ไม่ใหโ้ อกาสแก่ผู้ตอ้ งขังเทา่ ทคี่ วร
นายปิยนัฐ หัตถิยา ให้สัมภาษณ์ว่า เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง สังกัดเรือนจำ
กลางเชียงราย เป็นสถานที่ฝึกวิชาชีพด้านการเกษตร สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับการจำคุกมาระยะหนึ่ง
ตามหลักเกณฑ์ที่กรมราชทัณฑ์กำหนด เช่นเปน็ ผูต้ อ้ งขังช้ันดี มีความประพฤติดี และมีกำหนดโทษไม่
เกิน ๕ ปี และปัจจุบันเรือนจำชั่วคราวดอยฮางได้พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งก็มี
ปญั หาอีกแบบหนึ่งทแ่ี ตกตา่ งไปจากเรือนจำท่ัวไป คือผูต้ อ้ งขังมโี อกาสพบปะกับบุคคลภายนอก มีท้ัง
ญาติ มีทั้งบุคคลทั่วไป หากเจ้าหน้าที่เผลอเรอ ไม่ระมัดระวังในการควบคุมก็สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำ
ความผิด เช่นการแอบดื่มสุรา แอบเสพยาเสพติด หรืออาจมีการหลบหนีการควบคุมได้ เพราะฉะนั้น
เจา้ หน้าท่ผี ู้ควบคมุ ต้องมเี ทคนคิ ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการควบคมุ และการฝกึ วิชาชพี ๑๑๘
ง. ประเด็นยทุ ธศาสตร์ (Strategic lssues: SI)
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๑: ดา้ นประสทิ ธิผลตามพันธกจิ องคก์ ร (SI๑)
เปา้ หมายและตัวชว้ี ัด ด้านประสิทธผิ ลตามพนั ธกิจองค์กร

๑๑๘ สัมภาษณ์ นายปยิ นัฐ หัตถยิ า, หวั หน้าเรือนจำช่วั คราวดอยฮาง เรอื นจำชว่ั คราวดอยฮาง สงั กัด
เรอื นจำกลางเชียงราย, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๕

เปา้ หมาย ตวั ชว้ี ัด

๑. ควบคุม ดูแล ผู้ต้องขังอย่างมีคุณภาพ ๑. ร้อยละของผู้ต้องขังในความ ควบคุม ได้รับการ

ตามมาตรฐาน ควบคมุ ดูแล เป็นไปตามมาตรฐานท่ีกำหนด

๒. การแหกหักหลบหนีจากในเรือนจำที่ไม่สามารถ

จับตวั กลบั มาไดใ้ น ๔๘ ช่วั โมง ภายใน ๑ ปี

๒. ควบคุมผู้เขา้ รับการตรวจพสิ ูจน์ ๑. การหลบหนีในสถานที่เพื่อการควบคุมตัว และ

สถานทีเ่ พื่อการตรวจพสิ จู น์ ภายใน ๑ ปี

๓. พฒั นาพฤตินิสยั ผูต้ อ้ งขัง ๑. ร้อยละของผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดได้รับการแก้ไข

เพ่อื คนื คนดีสู่สังคมและพฒั นา ฟ้นื ฟูและพฒั นาพฤตินสิ ยั

ประสทิ ธิภาพการควบคุม

ผตู้ อ้ งขังตามหลักมาตรฐาน

๒. ผู้ต้องขังมีอัตราการกระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ

ภายใน ๑ ปี

๔. เพือ่ พฒั นาระบบการปฏบิ ตั ิ ๑. ร้อยละของนักโทษเด็ดขาดได้รับการจำแนก

ต่อผตู้ ้องขงั ลักษณะเพื่อการควบคุมและการพัฒนาพฤตินิสัย

แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน

๒. ร้อยละของนักโทษเด็ดขาดที่เข้าเกณฑ์การพัก

โทษ ลดโทษไดร้ ับการพิจารณา

๓. ร้อยละของนักโทษเด็ดขาดที่เข้าเกณฑ์ที่จะ

ขอรับพระราชทานอภัยโทษได้รับการดำเนินการ

ตามระเบยี บ

๕. แกไ้ ขปัญหายาเสพติด ๑. ร้อยละผู้ต้องขังที่ผ่านกระบวนการป้องกันและ

ในเรือนจำ บำบดั แก้ไขปัญหายาเสพตดิ กลับมากระทำผิดซ้ำใน

คดียาเสพตดิ ภายใน ๑ ปี

๔.๒ การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขังใน
เรอื นจำช่ัวคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย

การเตรียมความพร้อมทั้งด้านอาชีพ เช่น หลักสูตรวิชาชีพด้านเกษตร หลักสูตรวิชาชีพ
ช่างไม้ หลักสูตรวิชาชีพช่างก่อสร้าง หลักสูตรวิชาชีพช่างเชื่อม หลักสูตรวิชาชีพการชงกาแฟ รวมถึง
การจัดการเรียนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการจัดการเรียนการสอนของเรือนจำชั่วคราว
ดอยฮาง เป็นการจัดการเรียนที่ครอบคลุมทุกอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการ และได้มีการปลูกฝัง
ทัศนคติที่ดี ให้ผู้พ้นโทษก่อนออกมาจากเรอื นจํา อาทิเช่น โครงการกำลังใจในพระดำรพิ ระเจ้าหลาน

เธอ พระองค์เจ้าพชั รกติ ิยาภา มแี นวทางในการชว่ ยเหลือ ดูแลผู้พน้ โทษท่ีออกมาจากเรือนจําช่ัวคราว
ดอยฮาง เพื่อให้ผู้พ้นโทษมีงานที่สุจริตทํา เนื่องจากผู้พ้นโทษที่เพิ่งออกมาจากเรือนจําใหม่ๆ บางราย

๘๖

ยังไม่สามารถหาแนวทางในการดําเนินชีวิตต่อไปในสังคมภายนอกได้ จึงต้องมีหน่วยงานที่ดูแลด้าน
การจัดหางานท่ีเหมาะสมให้ผูพ้ ้นโทษในเบือ้ งต้นก่อน เพื่อให้ผู้พ้นโทษมีช่องทางในการใช้ชีวิตใหด้ ีข้ึน
ต่อไปในอนาคต โดยไม่กลับไปกระทาํ ผดิ ช้ำ

กรมราชทัณฑ์ได้จัดทำโปรแกรมและหลักสูตรต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไข
บำบัดฟ้นื ฟู และพฒั นาผู้ต้องขงั ไว้หลากหลาย ท้งั โปรแกรมพืน้ ฐานภาคบังคบั ที่ผู้ต้องขังทุกคนจะต้อง
เข้ารับการอบรมตั้งแต่แรกเข้า ระหว่างถูกคุมขังและก่อนพ้นโทษ และโปรแกรมทางเลือกซึ่งจะจัดไว้
สำหรับผู้ต้องขังที่มีพฤติกรรมซับซ้อนในลักษณะต่างๆ เป็นการแก้ไขเฉพาะราย และโปรแกรมการ
พัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มคุณค่าในตัวผู้ต้องขังตามความต้องการ ความถนัด และระยะเวลาต้องโทษของ

แต่ละคนสำนักพฒั นาพฤตินสิ ยั จึงได้รวบรวมโปรแกรมต่างๆ ทกี่ รมราชทณั ฑ์ได้จดั ทำและได้พัฒนาให้
สอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบันตลอดมาไว้ในเอกสารฉบับนี้เพื่อให้ผู้ เกี่ยวข้องได้นำไปใช้ให้
เกิดประโยชน์ แก่ผู้ต้องขังและงานราชทัณฑ์ การฝึกอบรมวิชาชีพหลักสูตรระยะสั้นมีจำนวน ๓๙
หลักสตู ร ดังน้ี ๑๑๙

๑. หลักสตู รคาร์แคร์

คุณสมบตั ิผู้อบรม : นักโทษเดด็ ขาดเขา้ หลักเกณฑจ์ า่ ยนอก

ระยะเวลา : ๒๕ ชว่ั โมง

กรอบเนอื้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติใน

หัวข้อเทคนิคการรักษาลูกค้าให้กลับมาใช้บริการมาตรฐานในงานบริการเมื่อประเทศเข้าสู่ AEC

พฒั นาการบรกิ ารให้เหนือระดับ ครองใจลูกคา้ ดว้ ยบริการที่ลกู คา้ คาดหวงั อบรมการใชเ้ ครื่องมือตา่ ง ๆ

ใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพและอบรมการใชน้ ้ำยาตา่ ง ๆ สำหรับดูแลรถทงั้ ภายนอกและภายใน

๒. หลักสตู รช่างตัดเยบ็ เส้อื ผา้

คุณสมบัตผิ ู้อบรม : นักโทษเดด็ ขาดตง้ั แต่ช้นั กลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชัว่ โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับชนิดและลักษณะของผ้าการเลือกวัสดุ อุปกรณ์ในการตัดเย็บ และการสร้าง

แบบและการตดั เยบ็ ผ้า

๓. หลักสตู รชา่ งทำมุ้งลวด

คณุ สมบัติผอู้ บรม : นักโทษเด็ดขาดตัง้ แต่ชนั้ กลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชวั่ โมง

กรอบเนือ้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติใน

หวั ข้อ ความร้เู บอื้ งตน้ เก่ยี วกับมงุ้ ลวด มงุ้ ลวดชนดิ ต่าง ๆ วสั ดุอปุ กรณ์ในการทำม้งุ ลวด การเตรียมการ

ในการทำมุง้ ลวด วิธีการทำและซ่อมแซมมุ้งลวด

๑๑๙ สัมภาษณ์ นายสทุ ัศน์ ปนั สวุ รรณ, นักทัณฑวิทยาชำนาญการพิเศษ, ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๗

๔. หลักสตู รช่างประปา

คณุ สมบัตผิ ู้อบรม : นกั โทษเดด็ ขาดต้งั แตช่ ้ันกลางข้นึ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชัว่ โมง

กรอบเน้ือหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ระบบท่อสุขาภบิ าลการประกอบติดตงั้ ระบบท่อสุขาภบิ าลและการติดต้งั ระบบทอ่ สุขาภบิ าล

๕. หลกั สูตรแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

คุณสมบตั ผิ ู้อบรม : นักโทษเด็ดขาด โดยไม่กำหนดช้นั

ระยะเวลา : ๓๐ ชั่วโมง

กรอบเนื้อหา - การแปรรูปสมุนไพรไทย เป็นการฝึกอบรมให้ความรู้ ทั้ง

ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการแปรรูปสมุนไพรไทยตามขั้นตอน อาทิ การทำน้ำสมุนไพร

นำ้ พรกิ สมนุ ไพร ผลติ ภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกาย และผลติ ภัณฑบ์ ำรุงผิว เป็นต้น

- การแปรรูปผักและผลไม้ เป็นการฝึกอบรมให้ความรู้ ทั้ง

ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการแปรรูปผักและผลไม้ อาทิ การทำผักดอง ผลไม้แช่อิ่ม น้ำผัก

ผลไมต้ ามฤดกู าล ผักผลไมแ้ ช่อ่ิม ผกั ผลไมอ้ บแหง้

- การแปรรูปเนื้อสัตว์และผลผลิตจากสัตว์ เป็นการฝึกอบรม ให้

ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการแปรรูปเนื้อสัตว์และผลผลิตจากสัตว์ เช่น สุกร ไก่

เนอื้ วัว กุ้ง หอย ปู ปลา อาทิ การหมกั ดอง การทำเคม็ การทำหมูหยอง หมู/เนือ้ แดดเดียว แหนม ไส้

กรอก

๖. หลักสตู รแกะสลักผกั ผลไม้

คุณสมบตั ผิ ู้อบรม : นักโทษเด็ดขาดตง้ั แต่ชน้ั กลางข้นึ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชว่ั โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

เกี่ยวกับการตัดหั่น และแกะสลักผัก เพื่อตกแต่งจานอาหาร อาทิ แตง แครอท มะเขือเทศ พริก การ

ปอก คว้าน และแกะสละผลไม้เพื่อการต้อนรับ อาทิ การปอกมะละกอสุก สับปะรด แตงโม แคนตา

ลูป การคว้านเงาะ สละ การแกะสลักชมพู่ พุทรา ฝรง่ั เปน็ ตน้

๗. หลักสตู รช่างซอ่ มรถจกั รยาน

คณุ สมบัติผู้อบรม : นักโทษเด็ดขาดตัง้ แตช่ ัน้ กลางขน้ึ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ช่วั โมง

กรอบเนอื้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

เกี่ยวกับงานเลือก เตรียม ใช้ และบำรุงรักษาเครื่องมือ เครื่องจักรและวสั ดุอุปกรณ์จักรยาน งานถอด

ประกอบรถจักรยาน งานบำรุงรักษาและตรวจสอบบริการรถจักรยานตามระยะเวลาที่กำหนด และ

งานประมาณราคาคา่ บรกิ ารรถจกั รยานเชิงธุรกิจ

๘๘

๘. หลักสูตรลา้ งเครอื่ งปรบั อากาศ

คุณสมบัตผิ ูอ้ บรม : นกั โทษเด็ดขาดตงั้ แต่ชั้นกลางขึ้นไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชัว่ โมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

เกี่ยวกับการไฟฟ้าเบื้องต้น หลักการทำความเย็น เครื่องมือวัด การถอดประกอบเครื่องปรับอากาศ

แบบตดิ ผนัง และแบบต้ังแขวน การลา้ งทำความสะอาดเครอื่ งปรบั อากาศ และการประกอบอาชีพล้าง

เคร่อื งปรับอากาศ

๙. หลกั สตู รช่างซอ่ มรองเทา้

คณุ สมบัตผิ อู้ บรม : นักโทษเด็ดขาดต้งั แต่ชั้นกลางข้นึ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชั่วโมง

กรอบเน้อื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ในหัวข้อการใช้เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการซอ่ มรองเท้า การจัดเก็บรักษาวัสดุ อุปกรณ์ วิธีการ

ซ่อมเปลี่ยนซับในพื้นรองเท้าและการซ่อมหนังหน้ารองเท้า วิธีการซ่อมพื้นรองเท้า/การตอกตะปู/

ติดกาว/เย็บมือด้วยเข็มขอ วิธีการซ่อมส้นรองเท้าสตรี/บุรุษ การเจียส้นรองเท้า/ติดกาว/ตอกตะปู

วธิ ีการซอ่ มสีรองเทา้ และวธิ กี ารเกบ็ รายละเอยี ดและตกแตง่ ชน้ิ งานระยะสุดท้าย

๑๐. หลักสูตรผ้ชู ว่ ยบรรณารักษ์และซ่อมหนังสอื และเทคโนโลยสี ารสนเทศ

คณุ สมบัติผู้อบรม : นักโทษเดด็ ขาด โดยไมก่ ำหนดชั้น

ระยะเวลา : ๔๐ ชัว่ โมง

กรอบเน้ือหา : นักโทษเด็ดขาดที่เข้ารับการอบรมต้องได้รับการอบรมเนื้อหา

เกี่ยวกับระบบห้องสมุดอัตโนมัติ ทรัพยากรสารสนเทศ การลงรายการบรรณานุกรมหนังสือ และ

วารสารการจัดให้บริหารและการสืบค้น การจัดกิจกรรมส่งเสรมิ การอ่าน การซ่อมบำรุงรักษาหนังสอื

การประเมินความรู้หลังการอบรมวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows

การจัดการระบบขอ้ มลู และหลักสูตรMicrosoft office Word ๒๐๐๓

๑๑. หลกั สตู รการจดั โต๊ะอาหาร

คณุ สมบตั ิผู้อบรม : นักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชน้ั กลางขึ้นไป

ระยะเวลา : ๔๒ ชั่วโมง

กรอบเนอื้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการบริการห้องอาหาร เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในด้าน

ความปลอดภัย และการป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและ

สถานที่ทำงานและสุขอนามัยด้านการประกอบอาหาร การเตรียมความพร้อมเครื่องแต่งกาย การ

ปฏิบัติงาน จัดโต๊ะอาหารและสถานที่ห้องอาหาร การจัดเตรียมอุปกรณ์ การรับคำสั่ง บริการเสิร์ฟ

การใชง้ านและการดูแลรักษาอปุ กรณ์ เครอ่ื งมือ เคร่อื งใชใ้ นการปฏิบตั งิ าน

๘๙

๑๒. หลกั สตู รช่างตดั ผมชาย

คณุ สมบัตผิ ู้อบรม : นกั โทษเดด็ ขาดตง้ั แต่ช้นั กลางข้นึ ไป

ระยะเวลา : ๕๐ ช่วั โมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ การจัดเก็บ การบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ในงานช่างตัดผม มีความรู้

ความเขา้ ใจในการฝึกทกั ษะ และการมีเจตคติ ท่ดี ใี นการประกอบอาชพี

๑๓. หลักสูตรช่างเสรมิ สวย

คณุ สมบตั ผิ ูอ้ บรม : นกั โทษเดด็ ขาดต้งั แตช่ น้ั กลางขึ้นไป

ระยะเวลา : ๕๐ ชัว่ โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ การจัดเก็บ การบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ในงานช่างเสริมสวย มีทักษะ

ในการสระ ซอย เซ็ท ทำสีผม ตามรูปแบบตา่ ง ๆ และการมเี จตคติทด่ี ีในการประกอบอาชีพ

๑๔. หลกั สตู รการปรุงกาแฟสดและเครื่องด่มื เพื่อสขุ ภาพ

คณุ สมบัตผิ อู้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดต้งั แตช่ ั้นกลางข้ึนไป

ระยะเวลา : ๕๐ ชวั่ โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องดื่มสุขภาพ คุณค่าแห่งผักผลไม้ สมุนไพรในการบำบัด ประโยชน์และโทษ

ของกาแฟ การปรงุ เครอ่ื งด่ืมกาแฟและเคร่ืองดื่มเพื่อสุขภาพเคร่อื งมือและวตั ถุดิบ สตู รในการทำ และ

เทคนคิ วธิ ดี ื่มทถี่ ูกตอ้ ง

๑๕. หลักสตู รแมบ่ ้านและพนักงานบรกิ าร

คุณสมบัตผิ อู้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดต้ังแตช่ ั้นดีข้นึ ไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชั่วโมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏบิ ัตเิ ก่ียวกับงานแมบ่ ้านและการบรกิ าร บคุ ลกิ ภาพและมารยาท การสุขาภบิ าล ความปลอดภยั

ในการทำงานอุปกรณ์ทำความสะอาด อปุ กรณ์เครื่องนอน ความรูเ้ ร่ืองผา้ ตา่ งๆ การจัดดอกไม้ประดับ

ตกแต่งสถานที่และโต๊ะอาหารการแกะสลักผักผลไม้ ตกแต่งจานอาหารความรู้เรื่องอาหารและ

เครอ่ื งด่มื การบรกิ ารอาหารและเครอื่ งดม่ื รปู แบบการบรกิ ารการตอ้ นรับแขก

๑๖. หลกั สูตรช่างซอ่ มเครอ่ื งยนต์เลก็ เพอ่ื การเกษตร

คุณสมบัตผิ ูอ้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดตั้งแตช่ นั้ กลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชว่ั โมง

กรอบเน้อื หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับระบบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกสร การถอดและประกอบชิ้นส่วน

เครื่องยนต์เลก็ เพื่อการเกษตร การวินิจฉัยขอ้ ขัดขอ้ งและซอ่ มเครอื่ งยนต์เล็กเพ่ือการเกษตร

๙๐

๑๗. หลักสูตรช่างซอ่ มเครอื่ งปรบั อากาศขนาดเล็ก

คณุ สมบตั ิผู้อบรม : นกั โทษเดด็ ขาดตัง้ แต่ชัน้ กลางขน้ึ ไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชั่วโมง

กรอบเน้ือหา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจตลอดจนทัศนคติ ติดการประกอบอาชีพช่าง

เครื่องปรับอากาศ การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ การบริการเครื่องปรบั อากาศ ตลอดจนจัดเก็บ

และบำรุงรักษาได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัยการตรวจซ่อมค้นหาสาเหตุและการแก้ไขข้อขัดข้องระบบ

ตา่ ง ๆ ของเครื่อง ปรบั อากาศและมคี วามพร้อมกอ่ นเข้าทำงาน

๑๘. หลกั สตู รช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร

คุณสมบัติผอู้ บรม : นกั โทษเดด็ ขาดตง้ั แตช่ น้ั กลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชั่วโมง

กรอบเน้ือหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับงานเดินสายไฟฟ้า ความปลอดภัยในการทำงานการเดินสายไฟฟ้า การอ่านและ

เขียนแบบวงจรไฟฟ้า บริภัณฑ์ไฟฟ้า (อุปกรณ์ไฟฟ้า) การใช้เครื่องมือในการเดินสายไฟฟ้า การเดิน

สายไฟฟา้ การตรวจสอบวงจรไฟฟ้า และการวดั และประเมนิ ผล

๑๙. หลกั สตู รช่างเชอื่ มโลหะ

คุณสมบัติผอู้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดตั้งแตช่ ั้นกลางขนึ้ ไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชว่ั โมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน เครื่องเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือและอุปกรณ์ประกอบลวดเชื่อม

หุ้มฟลักซ์ สัญลักษณ์การเชื่อมและรอยต่อในงานเชื่อมและรอยต่อในงานเชื่อม การตรวจสอบและ

คุณภาพของงานเชื่อม การเชื่อมเดินแนว การเชื่อมชิ้นงานแผ่นต่อเกย ท่าระดับ ท่าตั้งเชื่อมขึ้น และ

ท่าเหนือศรีษะ การเชื่อมงานแผ่นต่อตัวที ท่าระดับและท่าตั้งเชื่อมขึ้น และท่าเหนือศรีระ การเชื่อม

งานแผน่ ตอ่ มุมทา่ ระดับ ทา่ ต้ังเชื่อมขึน้ และท่าเหนือศรีระ การเชือ่ มงานแผน่ ต่อแผ่น ท่าตง้ั เช่อื มขึ้น

๒๐. หลกั สูตรชา่ งทาสีอาคารตกแตง่

คุณสมบตั ผิ ู้อบรม : นักโทษเดด็ ขาดตง้ั แต่ชนั้ กลางขึ้นไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชว่ั โมง

กรอบเน้อื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานการใช้และบำรุงรักษาเครื่องมืองานสี ทฤษฎีช่างสี

การเตรียมอุปกรณ์นั่งร้านไม้ไผ่ การตั้งและรื้อนั่งร้านไม้ไผ่ การทาสีรองพื้นและสีทับหน้า การทาสี

ลวดลาย การทาสีพื้นผิวขรุขระ การตกแต่งผิวสีทับหน้า การอ่านแบบ การประมาณราคางานสี และ

การวัดและประเมนิ ผล


Click to View FlipBook Version