๙๑
๒๑.หลักสตู รช่างอลูมิเนยี ม
คุณสมบัตผิ ูอ้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดตงั้ แต่ชน้ั กลางขน้ึ ไป
ระยะเวลา : ๖๐ ชว่ั โมง
กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ
ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน วัสดุและอุปกรณ์งานโครงอะลูมิเนียม การใช้
บำรงุ รักษาเครอื่ งมอื การอ่านแบบงานโครงอะลมู เิ นียม การประมาณราคา และการวัดประเมนิ ผล
๒๒. หลกั สตู รช่างกระจก
คณุ สมบตั ิผู้อบรม : นกั โทษเดด็ ขาดต้งั แตช่ นั้ กลางขน้ึ ไป
ระยะเวลา : ๖๐ ช่วั โมง
กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ
ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานกระจก วัสดุและอุปกรณ์งานโครงอะลมู ิเนียม การใช้
และบำรุงรักษาเครื่องมือ การทำวงกบประตู หน้าต่าง ช่องแสง การทำหน้าต่างบานกระทุ้ง การทำ
หน้าต่างบานเลื่อน การทำมุ้งลวดบานเลื่อน การทำบานประตูสวิง การตัดกระจก การอ่านแบบงาน
โครงอะลมู ิเนยี ม การประเมินราคา และการวัดและประเมินผล
๒๓. หลกั สูตรช่างกอ่ อฐิ ฉาบปูน
คุณสมบตั ผิ ู้อบรม : นกั โทษเด็ดขาดตง้ั แต่ช้นั กลางขึ้นไป
ระยะเวลา : ๖๖ ชวั่ โมง
กรอบเน้ือหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ
ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการก่ออิฐมอญ ครึ่งแผ่น – เต็มแผ่น การก่ออิฐมอญเสาสี่เหลี่ยมการก่ออิฐบล็อก
การจับเหล่ียมเสา และการฉาบปูน
๒๔. หลักสูตรประกอบอาหารไทย
คุณสมบัตผิ ูอ้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดตง้ั แต่ช้ันกลางขนึ้ ไป
ระยะเวลา : ๙๐ ชว่ั โมง
กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการฝึกจะได้รับการฝึกทั้งภาคทฤษฎี
และภาคปฏิบัติเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอาหารไทย ประเภทอาหารว่าง ประเภทอาหารคาว
ประเภทอาหารหวาน ประเภทเคร่ืองปรงุ และประเภทนำ้ พรกิ
๒๕. หลักสตู รพฒั นาผลิตภัณฑ์เบเกอรี่
คณุ สมบตั ิผู้อบรม : นกั โทษเดด็ ขาดตง้ั แต่ช้ันกลางข้ึนไป
ระยะเวลา : ๙๐ ชั่วโมง
กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดจะต้องเข้ารับการฝึกจะได้รับการฝึก ทั้ง
ภาคทฤษฎีและภาคปฏบิ ัติเก่ียวกบั ประเภท ชนิด และคุณลักษณะของเบเกอรี่ วัตถุดิบและคณุ สมบัติ
ท่ีมีผลตอ่ คุณลกั ษณะ และคณุ ภาพของผลิตภณั ฑเ์ บเกอรี่ เทคนิคการผลติ การจัดเกบ็ และคณุ ภาพ
๙๒
๒๖. หลักสูตรชา่ งเย็บจกั รอตุ สาหกรรม (ผ้า)
คุณสมบัตผิ ู้อบรม : นักโทษเด็ดขาดต้ังแต่ช้ันกลางขึ้นไป
ระยะเวลา : ๙๖ ช่ัวโมง
กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดจะได้รับการฝึกทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
ความปลอดภัยในการทำงานความรู้พื้นฐานการใช้จักรอุตสาหกรรม การเย็บประกอบชิ้นงาน
(กระดาษ) การเย็บประกอบชิน้ งาน (ผ้า)การใช้งานจกั รโพง้ /จักรลาขั้นพื้นฐาน เทคนิคและวิธกี ารโพง้
ผา้ แบบต่าง ๆ เทคนิคและวิธีการลาผา้ แบบต่าง ๆ และการวดั และประเมนิ ผล
๒๗. หลักสูตรนวดไทยเพื่อสขุ ภาพ
คณุ สมบตั ิผู้อบรม : นกั โทษเดด็ ขาดเขา้ รบั การอบรมได้ โดยกำหนดชนั้ ดีมากข้นึ ไป
ระยะเวลา : ๑๕๐ ชั่วโมง
กรอบเนอื้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ
ภาคปฏบิ ัติ จำนวน ๔ หมวดวิชา คือ
๑. หมวดวทิ ยาศาสตรส์ ุภาพ เกย่ี วกบั ร่างกายของเรา (กายวิภาคศาสตร์ทั่วไป)
๒. หมวดการแพทย์แผนไทย เกีย่ วกบั ทฤษฎกี ารแพทย์แผนไทยเภสัชกรรมไทยเบอื้ งตน้
๓. หมวดการนวดไทย เกี่ยวกับประวัติองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้ในการนวดไทย
เส้นประธานสิบกับการเกิดโรค การตรวจร่างกายเบื้องต้น การนวดไทยเพื่อสุขภาพ การดัดตน การ
บนั ทึกผลการนวด การนวดไทยแก้ไขอาคารทีพ่ บบ่อย การทบทวนการนวดไทยเพ่ือสขุ ภาพ
๔. หมวดกฎหมายและจริยธรรม เกี่ยวกับกฎหมายวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ธรรมะกับ
สมาธิ
๒๘. หลักสตู รช่างสบิ หมู่
๑) ชา่ งบุดุน
คุณสมบตั ผิ ูอ้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดต้งั แตช่ ้นั กลางขึ้นไป
ระยะเวลา : ๒๕๐ ชว่ั โมง
กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญและความ
เปน็ มาของการทำบดุ นุ อันเป็นเอกลักษณ์ของความเปน็ ไทยการปลกู ฝงั ผู้เข้ารับการฝึกอบรมใหม้ จี ิตใต้
สำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒน ธรรมของคนไทย พร้อมทง้ั อบรมจริยธรรม คุณธรรม ให้มีความกตัญญู
กตเวทิตา ระลึกถึงคุณบิดามารดาบุพการี ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ สอนประวัติความเป็นมาสอน
ประวัติการบุดุน เรือนรู้เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ การออก แบบลวดลาย การเตรียมชัน การสลักลาย
เดนิ เสน้ การสลักดนุ นูน การย้ำลายเส้น และสดุ ทา้ ยการตกแต่งผวิ
๒๙. การเขียนภาพจิตรกรรมไทย
คณุ สมบตั ผิ อู้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดตัง้ แต่ชนั้ กลางขน้ึ ไป
ระยะเวลา : ๓๐๐ ช่ัวโมง
กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญและความ
เป็นมาของการเขียนภาพจิตรกรรมไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย การปลูกฝัง ผู้เข้ารับการ
ฝึกอบรมให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของคนไทย พร้อมทั้งอบรมจริยธรรม คุณธรรม
ให้มีความกตัญญูกตเวทิตา ระลึกถึงคุณบิดามารดาบุพการี ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ สอนประวิ
๙๓
ศาสตร์ ศลิ ปะไทยโบราณ และศิลปะไทยร่วมสมัย สอนให้รู้จักลายกนกไทย ลายเครอื วลั ยฯ์ ภาพพระ
นาง ยกั ษ์ ลิง และองค์ประกอบในงานศิลปะไทยอน่ื ๆ ตลอดจนการใช้วสั ดแุ ละแหล่งทม่ี า
๓๐. ช่างสลกั (งานแทงหยวก)
คุณสมบัติผู้อบรม : นักโทษเด็ดขาดตั้งแตช่ ั้นกลางขนึ้ ไป
ระยะเวลา : ๔๐๐ ชั่วโมง
กรอบเนอื้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงข้ัน
สูงเริ่มจากประวัติความเป็นมาของงานแทงหยวก สกุลช่างต่างๆ ลวดลายที่นิยมใช้กัน วิธีการเลือก
หยวกกล้วยการใชม้ ีดแทงหยวก การลบั มดี การบำรุงรักษามดี แทงหยวก การสาบกระดาษสี จนถึงข้ึน
ตอนการประกอบ
๓๑. การทำหัวโขน
คณุ สมบตั ิผอู้ บรม : นักโทษเด็ดขาดตง้ั แตช่ ั้นกลางข้นึ ไป
ระยะเวลา : ๒๕๐ ชั่วโมง
กรอบเนอื้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญและความ
เป็นมาของการทำหัวโขน อันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย การปลูกฝังผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้มี
จิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของคนไทย พร้อมทั้งอบรมจริยธรรม คุณธรรมให้มีความ
กตัญญูกตเวทิตา ระลึกถึงคุณบิดามารดาบุพการี ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ สอนประวัติศาสตร์ของ
โขน สอนให้รู้จักลายกนกไทย ลายเครือวัลย์ ประวัติวรรณคดี บทพระราชนิพนธ์รัชการต่างๆ
ตลอดจนการใช้วัสดแุ ละแหลง่ ที่มา
๓๒. การทำและเชิดหนุ่ กระบอก
คณุ สมบัติผู้อบรม : นักโทษเด็ดขาดตงั้ แตช่ ัน้ กลางขึ้นไป
ระยะเวลา : ๒๐๐ ชว่ั โมง
กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญและ ความ
เปน็ มาของงานหุ่นกระบอก อันเปน็ เอกลักษณ์ของความเปน็ ไทย การปลูกฝงั ผู้เข้ารับ การฝึกอบรมให้
มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของคนไทย พร้อมทั้งอบรมจริยธรรม คุณธรรมให้มีความ
กตัญญูกตเวทิตา ระลึกถึงคุณบิดามารดาบุพการี ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ สอนประวัติศาสตร์ความ
เป็นมาของหุ่นกระบอก เรียนรู้วัสดอุ ุปกรณ์ในการทำ การทำชิ้นงานหุ่นกระบอก รู้จักตัวพระ ตัวนาง
และเคร่อื งประดบั ต่าง ๆ
๓๓. หลักสูตาช่างไม้เคร่ืองเรอื น
คณุ สมบตั ผิ อู้ บรม : นักโทษเด็ดขาดตัง้ แตช่ ้นั กลางขึ้นไป
ระยะเวลา : ๒๕๐ชวั่ โมง
กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญและความ
เปน็ มาของชา่ งไมท้ ี่มที กั ษะและฝีมอื ในการที่งานหลักดำเนนิ การคือการตัดการสรา้ งและการติดต้ังวัสดุ
ก่อสร้างในระหว่างการก่อสร้างอาคาร , เรือ , สะพานไม้ โดยนักโทษจะได้ลงมือปฏิบัติงานจริงตั้งแต่
ขั้นตอนการเลอื กไม้ การตดั ไม้ การผลิตตู้ และการสร้างเฟอนิเจอร์จนสามารถทำชิ้นงานได้สำเร็จ
๙๔
๓๔. หลักสูตรการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต
ผู้ต้องขังภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
(หลกั สูตร ๕ เดอื น)
คณุ สมบัติผู้ตอ้ งขงั : นักโทษเด็ดขาด ตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป กระทำผิดครั้งแรกและจำคุก
มาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ของกำหนดโทษครั้งสุดท้าย กำหนดโทษเหลือจำต่อไปไม่เกิน ๗ ปี
สำหรับทัณฑสถานเปดิ เอกเทศและไม่เกิน ๕ ปี สำหรับเรือนจำชั่วคราว
ระยะเวลา : ๕ เดอื น
กรอบเน้อื หา : กรมราชทัณฑ์ ได้จัดทำหลักสูตรการน้อมนำปรัชญา ของ
เศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตของผู้ต้องขัง ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริพระ
เจ้าหลานเธอ พระองคเ์ จา้ พัชรกิติยาภา (หลกั สตู ร ๕ เดือน) ซ่ึงในปงี บประมาณ ๒๕๖๐ จะดำเนนิ การ
อบรมผู้ต้องขังในเรือนจำ/ทัณฑสถาน จำนวน ๑๐ แห่ง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเจ้าหน้าท่ี
เรือนจำ/ทัณฑสถาน โดยมุง่ หวงั ใหผ้ ตู้ ้องขงั มีความรูท้ ง้ั ภาคทฤษฎีและปฏบิ ัติ เกิดทกั ษะ ความชำนาญ
สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันและพึ่งพาตนเองได้ภายหลังพ้นโทษ ไม่หวน
กลับมากระทำผิดซ้ำอีกและเป็นการสนองตอบพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภ า
ในการนอ้ มนำปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาปรบั ใช้ในเรือนจำ และเป็นการบรหิ ารจัดการพื้นที่เรือนจำ
ชั่วคราว/ทัณฑสถานเปิด เพื่อให้สามารถดำเนินการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังด้านการเกษตร ด้าน
เกษตรกรรม ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ เกดิ ความต่อเนอ่ื งยัง่ ยืน และเกิดประโยชน์สงู สุด
๓๕. หลักสตู รการกีฬา (มศว.)
คณุ สมบัติผู้ต้องขงั : นกั โทษเด็ดขาด โดยไมก่ ำหนดช้ัน
ระยะเวลา : ๙ เดอื น (ภาคเรียนละ ๔.๕ เดอื น)
กรอบเนือ้ หา :
มวยไทย (จำนวน ๒๗๐ ชั่วโมง) นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับประวัตขิ อง
กีฬามวยไทย การไหว้ครู ทักษะการเคลื่อนที่เบ้ืองต้น ทักษะการยืน ทักษะการกำหมัด และการชก
ทกั ษะการเตะ ทกั ษะการเขา่ ทกั ษะการใช้ศอก ทักษะเชิงมวย การตอ่ สู้ กติกาและการตัดสิน
มวยสากลสมัครเล่น (จำนวน ๒๗๐ ชั่วโมง) นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับ
ประวัติของกีฬามวยสากล สมรรถภาพทางกายและการเสริมสร้างของกีฬามวยสากล ทักษะการ
เคลอื่ นท่เี บ้ืองต้น ทกั ษะการยืน ทักษะการกำหมัดและการชก ทกั ษะเชงิ มวย การต่อสู้ กติกาและการ
ตดั สนิ
ฟุตซอล (จำนวน ๒๗๐ ชั่วโมง) นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับประวัติของ
กีฬาฟุตซอล การเคลื่อนไหวในการเล่นกีฬาฟุตซอล การรับและการส่งลูกด้วยข้างเท้าด้านใน การรับ
และการส่งลูกด้วยข้างเท้าด้านนอกการรับและการส่งลูกด้วยหลังเท้า การรับลูกกลางอากาศ การใช้
ศรีษะ (โหม่งบอล) การเลี้ยงลูกบอล ฝึกการยิงประตู การฝึกเล่นทีมแบบต่าง ๆ กติกาและความ
ปลอดภยั ในการเล่นกฬี าฟตุ ซอล
ตะกร้อ (จำนวน ๒๗๐ ชั่วโมง) นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับประวัติ
ประโยชน์ของกฬี าตะกร้อ การฝกึ ทกั ษะของการเล่นกีฬาตะกร้อ การเสรฟิ ลกู การฝึกเล่นเป็นทีม กฎ
กติกา และระเบียบการแข่งขัน
๙๕
วอลเลย์บอล (จำนวน ๒๗๐ ชั่วโมง) นักโทษเด็ดขาดต้องเขา้ รบั การอบรมเกีย่ วกับประวัติ
ความเป็นมาของกีฬาวอลเลย์บอลการเลือกและการรักษาอุปกรณ์ ทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้น
ทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง (การอนั เดอร์)การเล่นลูกสองมือบน (การเซต) การตบ การสง่ ลูก (เสริฟ)
การเล่นระบบทมี กติกา การตดั สิน
๓๖. ฝกึ ทักษะวชิ าชีพในสถานประกอบการนอกเรอื นจำ
คุณสมบตั ผิ ู้ตอ้ งขัง : ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการจ่ายนักโทษเด็ดขาดออก
ทำงานฝกึ วิชาชพี ในสถานประกอบการนอกเรอื นจำ พ.ศ. ๒๕๕๙
- หลักสูตรเตรยี มความพรอ้ มกอ่ นออกทำงานฝกึ วิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ
ระยะเวลา : ๓ - ๕ วัน
กรอบเนอื้ หา : ผู้ต้องขังได้รับการอบรมเกี่ยวกับสถานประกอบการกิจวัตร
ประจำวันของผู้ตอ้ งขัง กฎระเบยี บของเรอื นจำ วินยั ของผตู้ ้องขัง การเยีย่ ม ส่งิ ของต้องหา้ ม การเขียน
คำรอ้ ง การรักษาพยาบาล สิทธิประโยชน์ กายบริหาร
๓๗. ฝึกทักษะวชิ าชีพงานบริการสาธารณะ
คุณสมบตั ผิ ู้ตอ้ งขัง : ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการส่งนักโทษเด็ดขาดออกไป
ทำงานสาธารณะนอกเรือนจำ พ.ศ.๒๕๓๕
- หลักสตู รเตรียมความพรอ้ มกอ่ นออกทำงานฝกึ ทักษะวิชาชีพงานบริการสาธารณะ
ระยะเวลา : ๓ - ๕ วนั
กรอบเน้อื หา : ผู้ต้องขังได้รับการอบรมเกี่ยวกับการทำงานบริการสาธารณะ
กิจวัตรประจำวันของผู้ต้องขัง กฎระเบียบของเรือนจำ วินัยของผู้ต้องขัง การเยี่ยม สิ่งของต้องห้าม
การเขยี นคำรอ้ งการรักษาพยาบาล สิทธปิ ระโยชน์ กายบรหิ าร
๓๘. การอบรมเตรียมความพร้อมกอ่ นปล่อยแบบเขม้ ข้น (เรอื นจำโครงสร้างเบา)
คณุ สมบัติผตู้ ้องขงั : นกั โทษเด็ดขาดทใ่ี กลพ้ น้ โทษ และเขา้ เกณฑพ์ ักการลงโทษ
ระยะเวลา : ๑๒ สัปดาห์ (จำนวน ๗๑๔ ชวั่ โมง)
กรอบเนอ้ื หา : เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังแบบเข้มข้น ทั้งในด้านร่างกาย
จิตใจ ความคดิ สติปัญญา อารมณ์ และวิชาชพี โดยแยกเปน็ กลุ่มเนื้อหาในการเตรียมความพร้อมเพื่อ
กลับคืนส่สู ังคม แบง่ เปน็ ด้านต่างๆ ดังน้ี
๑. การพัฒนาด้านร่างกาย / ฝึกระเบียบ สร้างเสริมวินัย ประกอบด้วยเนื้อหา การฟื้นฟู
สมรรถภาพร่างกายของผู้ต้องขัง การฝึกระเบียบแถวเพ่ือให้ผูต้ ้องขังไดร้ ับการเตรียมตัว มีความพร้อม
ด้านร่างกาย มีความแข็งแรง อดทน สร้างเสริมระเบียบวินัย สร้างความสามัคคี เป็นการเตรียมความ
พร้อมเพื่อเข้าสู่กิจกรรมอื่นๆ จำนวน ๖ สัปดาห์ ๔๒ วัน ๆ ละ ๗ ชั่วโมง (๒๙๔ ชั่วโมง) โดยใช้
หลักสตู รการฝึกทหารใหมข่ องกองทัพบก
๒. การพัฒนาด้านจิตใจ / ความคิด / ทักษะการใช้ชีวิตเพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม
กระบวนการคดิ และการเสริมสรา้ งความเขม้ แข็งในด้านจิตใจมีทักษะในการใช้ชีวิต สามารถหลกี เลี่ยง
สถานการณ์ทีม่ คี วามเสยี่ งต่อการกระทำผิดโดยเน้นการเรยี นรู้ และการปฏิบัติตามหลกั ทางศาสนาต่าง
ๆ ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติจำนวน ๑๒ สัปดาห์ ๘๔ วนั ๆ ละ ๒ ช่ัวโมง (๑๖๘ ชว่ั โมง)
๙๖
๓. การเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ / ครอบครัว / บูรณาการความร่วมมือกับสังคมเพ่ือ
เตรียมความพร้อมการฝึกทักษะอาชีพ การประกอบอาชีพอิสระ การทำงานในสถานประกอบการ
การให้คำแนะนำปรึกษาด้านอาชีพ การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว บูรณาการภาคสังคมเข้ามามี
ส่วนรว่ มใหค้ วามรู้ ทำความรู้จักคนุ้ เคย เพ่ือส่งตอ่ และประสานงานการให้ความชว่ ยเหลอื เม่ือผูต้ ้องขัง
พน้ โทษกลับเขา้ ส่คู รอบครัว และสงั คม (จำนวน ๒๕๒ ช่วั โมง)
๓.๑ ฐานการเรียนรู้ และฝึกฝนทักษะการประกอบอาชีพ ทั้งอาชีพอิสระส่วนตัว
และการเข้าทำงาน ในสถานประกอบการ ความรู้อาชีพอิสระต่างๆ การแนะนำแหล่งงาน การนำ
ผู้ประกอบการเขา้ มาใหค้ ำแนะนำในการทำงาน การรบั สมคั รงาน (จำนวน ๑๒๖ ชวั่ โมง)
๓.๒ ฐานการใหค้ ำปรกึ ษา (Counseling) เก่ียวกบั การวางแผนการดำเนนิ ชวี ิต การ
ประกอบอาชีพแนะนำหน่วยงานที่สามารถขอรับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น ทุนประกอบอาชีพ
การสงเคราะหค์ รอบครัว การรกั ษาพยาบาลเมื่อเจ็บปว่ ย เป็นต้น (จำนวน ๗๒ ชว่ั โมง)
๓.๓ ฐานการเตรียมความพร้อมครอบครัว และชุมชน การปฏิบัตติ ัวในระหว่าง การ
คุมประพฤติ การส่งต่อและประสานงานการให้ความช่วยเหลือกับหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ.
(จำนวน ๕๔ ชัว่ โมง)
๓๙. หลกั สูตร “อบรมก่อนพน้ โทษ”
คุณสมบตั ิผตู้ อ้ งขัง : นกั โทษเด็ดขาดที่ใกล้พ้นโทษ และเข้าเกณฑ์พกั การลงโทษ
ระยะเวลา : ๓๐ ช่วั โมง
กรอบเนอ้ื หา : เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังแบบเข้มข้น ทั้งในด้านร่างกาย
จิตใจ ความคดิ สติปัญญา อารมณ์ และวชิ าชีพ โดยแยกเปน็ กลุ่มเน้ือหาในการเตรียมความพร้อมเพ่ือ
กลับคนื ส่สู ังคม
กรมราชทัณฑม์ ีนโยบายใหเ้ รอื นจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวดั เชียงราย ดำเนินงานจัดกิจกรรม
เพื่อแก้ไข ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง ด้วยการจัดฝึกอบรมวิชาชีพ เป็นการสร้างโอกาส
ในการพัฒนาศักยภาพของผู้ต้องขงั ให้ผตู้ อ้ งขงั สามารถนำความรทู้ ไี่ ดร้ ับจากการฝกึ อบรม ไปประกอบ
อาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวภายหลังพ้นโทษ โดยที่ไม่หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก ตาม
วัตถุประสงค์การวิจัยที่กล่าวว่า ความต้องการด้านการฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราว ดอย
ฮาง จังหวัดเชียงราย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย มีความ
ตอ้ งการท่ีจะทำการฝึกอบรมวิชาชพี หลักสตู รระยะสัน้ จำนวน ๗ หลักสูตร ได้แก่ ๑๒๐
๑. หลักสูตรวิชาชีพดา้ นเกษตร ของงานการศกึ ษาผูต้ ้องขงั ฝ่ายการศึกษาและพัฒนา
จิตใจเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ได้กำหนดเนื้อหาวิชาที่ผู้ต้องขังต้องได้รับความรู้
เบื้องต้นซึ่งสามารถขยายพันธุ์พืช โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นในการขยายพันธุ์พืชได้ ทราบถึง
คุณสมบัติของดิน ธาตุที่เป็นอาหาร ชนิดของพืช ส่วนต่างๆ ของพืช การสร้างเรือนเพาะชำการเพาะ
เมล็ด การปักชำ การติดตา การตอน การต่อกิ่ง การทาบกิ่ง การเสียบยอด รวมถึงการทำสวนครัว
๑๒๐ สมั ภาษณ์ นายสิงหา จนั ทาพนู , นักวชิ าการชำนาญการ, ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.
๙๗
ด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำสวนครัว ประเภทของสวนครัว การเตรียมดินการเตรียมพันธุ์พืชผัก
การป้องกันกำจัดศัตรูพืช การบำรุงรักษา การใช้ปุ๋ย การลงทุน และการตลาด ทั้งนี้ผู้ต้องขังที่ฝึกตาม
หลักสูตรวชิ าชีพอาชพี เกษตรกรรม จะต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมท้ังส้ิน ๑๐๐ ชัว่ โมง
สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง.A อายุ ๓๕ ปี ต้องโทษคดี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ กำหนด
โทษ ๕ ปี ต้องโทษครั้งแรก มีครอบครัวแล้ว มีบุตร ๑ คน มีความสนใจอยากฝึกวิชาชีพด้าน
การเกษตร เนื่องจากก่อนต้องโทษมีอาชีพทำการเกษตร และมีท่ีดินของตนเอง หากได้รับการ
สนบั สนนุ เงนิ ทนุ สามารถนำความร้ดู ้านการเกษตรไปประกอบอาชีพเลีย้ งตนเองและครอบครัวได้๑๒๑
๒. หลักสูตรวิชาชีพช่างไม้ ครุภัณฑ์ของงานการศึกษา ผู้ต้องขังฝ่ายการศึกษาและ
พัฒนาเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ได้กำหนดเนื้อหาวิชาที่ผู้ต้องขังต้องได้รับความรู้
เบื้องต้นในรายวิชาช่างไม้ โดยผู้ต้องขังที่ทำการฝึกวิชาชีพนี้ต้องสามารถเลือกเครื่องมือช่างไม้ วิธีใช้
และการบำรุงรักษา การรักษาไม้ โรคและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับไม้ ประเภทของไม้ และการ
เลอื กขนาดไม้ท่ีเหมาะสมกบั งาน การไสไม้ การเข้าปากไม้ เสริมไม้ การต่อไม้ การเขา้ ทำโครง การเข้า
ฉาก ปากตรง หางเหยี่ยว และเข้าเดือย รวมทั้งต้องสามารถปฏบิ ัติงานชา่ งไม้ได้โดยต้องอ่านแบบ จัด
เครื่องมือเครื่องใช้จำเป็น การเตรียมงาน การปฏิบัติงานทำตู้ โต๊ะอาหารเก้าอี้ ชั้นวางของ ฯลฯ การ
ตกแตง่ ขั้นสำเรจ็ เช่น การอดุ รอยชำรุด การขดั กระดาษทรายการทาแชลค็ การทาแลกเกอร์ การทาสี
น้ำ และสีน้ำมัน ทั้งนี้ผู้ต้องขังที่ฝึกตามหลักสูตรวิชาชีพช่างไม้ครุภัณฑ์ จะต้องใช้ระยะเวลาในการ
ฝึกอบรมทงั้ ส้นิ ๑๕๐ ชั่วโมง จงึ จบหลักสูตรวิชาชีพ
สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง. B อายุ ๒๙ ปี ต้องโทษคดีเกี่ยวกับทรัพย์ กำหนดโทษ ๓ ปี ๘
เดือน ต้องโทษครั้งแรก ครอบครัวหย่าร้าง มีบุตร ๒ คน อาชีพก่อนต้องโทษ รับจ้างทั่วไป มีความ
สนใจอยากฝึกวิชาชีพช่างไม้ เพราะเป็นอาชีพอิสระ สามารถประกอบอาชีพได้ด้วยตนเอง ไม่ต้อง
อาศัยผปู้ ระกอบการ แตย่ ังขาดทนุ ทรัพย์๑๒๒
สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง. I อายุ ๓๖ ปี ต้องโทษคดีเกี่ยวกับทรัพย์ กำหนดโทษ ๕ ปี มี
ครอบครัวและหย่าร้าง มีบุตร ๑ คน บุตรอาศัยอยู่กับภรรยา ก่อนต้องโทษมีอาชีพเกษตรกร มีความ
สนใจอยากฝกึ วชิ าชพี ช่างไม้ เพราะมคี วามชอบสว่ นตัว๑๒๓
๓. หลักสูตรวิชาชีพช่างก่อสร้างของงานการศึกษาผู้ต้องขังฝ่ายการศึกษาและ
พัฒนาจิตใจเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ผู้ต้องขังมคี วามคิดเห็นเกี่ยวกบั การนำวชิ าชพี
ช่างก่อสร้างที่ได้ฝึกมาปรับใช้ เพื่อบอกทิศทางพัฒนาการประกอบอาชีพช่างก่อสร้าง สร้างอาชีพ
ใหก้ ับตนเอง เปน็ การปูทางสู่การหางานสุจริตทำเม่ือพ้นโทษออกไปแล้ว ดงั เชน่ สามารถทำงานอิสระ
รับเหมาก่อสร้าง โดยมีกรอบเนื้อหาตามหลักสูตรสำหรับนักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ท้ัง
๑๒๑ สมั ภาษณ์ ผู้ต้องขงั .A, อายุ ๓๕ ปี, ๑๒ มนี าคม ๒๕๖๒.
๑๒๒ สมั ภาษณ์ ผู้ต้องขงั . B, อายุ ๒๙ ป,ี ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒.
๑๒๓ สมั ภาษณ์ ผูต้ ้องขัง. I, อายุ ๓๖ ปี, ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒.
๙๘
ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการก่ออิฐมอญ ครึ่งแผ่น – เต็มแผ่น การก่ออิฐมอญเสาสี่เหลี่ยม
การก่ออิฐบล็อกการจับเหลี่ยมเสา และการฉาบปูน จะต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมทั้งสิ้น ๑๕๐
ชว่ั โมง จึงจบหลักสตู รวชิ าชีพ
สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง. C อายุ ๓๒ ปี ต้องโทษคดี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ กำหนด
โทษ ๖ ปี ต้องโทษครั้งแรก มีครอบครัวและมีบุตร ๑ คน อาชีพก่อนต้องโทษ รับจ้างทั่วไป มีความใจ
อยากฝึกวิชาชีพช่างก่อสร้าง เพราะมีความชอบส่วนตัวและสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและ
ครอบครัวได้๑๒๔
๔. หลักสูตรวิชาชีพช่างกระจกของงานการศกึ ษาผู้ต้องขังฝ่ายการศึกษาและพัฒนา
จิตใจเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงรายผู้ต้องขังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำวิชาชีพช่าง
กระจกที่ได้ฝึกมาปรับใช้ เพื่อวางแผนการดำเนินชีวิต หาโอกาสสำหรับสร้างอาชีพให้กับตนเอง เป็น
การปูทางสู่การหางานสุจริตทำเมื่อพ้นโทษออกไปแล้ว สามารถประกอบอาชีพอิสระ รับเหมาติด
กระจก เป็นต้น จะต้องใช้ระยะเวลาในการฝกึ อบรมท้งั ส้ิน ๑๕๐ ช่ัวโมง จึงจบหลกั สูตรวิชาชพี
สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง. D อายุ ๒๙ ปี ต้องโทษคดีเกี่ยวกับชีวิต กำหนดโทษ ๕ ปี
ต้องโทษครั้งแรก เคยมีครอบครัวแต่หย่าร้างไม่มีบุตร อาศัยอยู่กับพ่อแม่ อาชีพก่อนต้องโทษ รับจ้าง
ทั่วไป มีความสนใจอยากฝึกวิชาชีพช่างกระจก เพราะเป็นอาชีพอิสระใช้เงินลงทุนไม่มากเกินไป
ประกอบกับมีความชอบและจะสามารถนำไปประกอบอาชีพภายหลังพน้ โทษได้๑๒๕
๕. หลักสูตรวิชาชีพช่างเชื่อม ของงานการศึกษาผู้ต้องขัง ฝ่ายการศึกษาและพัฒนา
จติ ใจเรอื นจำชั่วคราว ดอยฮาง จงั หวดั เชยี งราย ได้กำหนดเน้ือหาวิชาท่ีผู้ต้องขงั ต้องไดร้ บั ความรู้ทั่วไป
และปฏิบัติงานโลหะแผ่น การใช้เครื่องมือวัด การเขียนแบบแผ่นคลี่ การบัดกรีงานสังกะสีความ
ปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การเชื่อมแก๊ส ให้ฝึกใช้อุปกรณ์การเชื่อมแก๊ส ถังเตรียมถังออกซิเจน
แคลเซียมคาร์ไบค์ แว่นตาเชื่อม หัวจุกเชื่อม เกจ์วัดความดัน การเชื่อมไฟฟ้าด้วยเครื่องเชื่อมไฟฟ้า
อุปกรณ์เชื่อมไฟฟ้า ธูปเชื่อมไฟฟ้า หน้ากากเชื่อม ค้อนเคาะเชื่อมแปรงลวด การเชื่อมท่าต่างๆ เช่น
ท่าราบ ระดบั สายตา แนวด่งิ เหนอื ศรี ษะ ฯลฯ ทงั้ นี้ ผตู้ อ้ งขังที่ฝกึ ตามหลักสูตรวิชาชีพช่างเชื่อมโลหะ
จะต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมท้ังสนิ้ ๑๕๐ ชวั่ โมง
สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง.E อายุ ๓๘ ปี ต้องโทษคดี พ.ร.บ.ยาเสพตดิ ให้โทษฯ กำหนดโทษ
๖ ปี ตอ้ งโทษคร้งั แรก มคี รอบครวั แลว้ มบี ุตร ๑ คน กอ่ นต้องโทษประกอบอาชีพชา่ งก่อสร้าง มีความ
สนใจอยากฝึกวิชาชพี ช่างเชอ่ื ม เพราะมคี วามรูค้ วามชำนาญอาชพี ก่อสรา้ ง หากมคี วามชำนาญวชิ าชีพ
ช่างเชื่อม ทำให้สามารถมีช่องทางในการประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษเพิ่มขึ้น. “มีความต้องการที่
จะทำการฝกึ อบรมวชิ าชีพดา้ นเชือ่ มโลหะ๑๒๖
๑๒๔ สมั ภาษณ์ ผู้ต้องขัง C , อายุ ๓๒ ปี, ๑๒ มนี าคม ๒๕๖๒.
๑๒๕ สัมภาษณ์ ผตู้ ้องขัง.D, อายุ ๒๙ ปี, ๒๖ มนี าคม ๒๕๖๒.
๑๒๖ สมั ภาษณ์ ผตู้ ้องขงั .E, อายุ ๓๘ ป,ี ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๒.
๙๙
สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง.J อายุ ๒๓ ปี ต้องโทษคดี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ กำนหดโทษ
๖ ปี ยังไม่มีครอบครัว พ่อแม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับปู่ย่า อาชีพรับจ้างทั่วไป มีความสนใจอยากฝึก
วิชาชีพช่างเชื่อม เพราะช่างเชื่อมเป็นช่างที่หางานง่าย สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและ
ครอบครัวได้๑๒๗
๖. หลักสูตรวิชาชีพช่างแกะสลัก ของงานการศึกษาผู้ต้องขังฝ่ายการศึกษาและ
พัฒนาจิตใจเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ได้กำหนดเนื้อหาวิชาที่ผู้ต้องขังต้องได้รับ
ความรู้เบื้องต้น โดยทราบขั้นตอนการตกแต่งผิวไม้ให้เรียบร้อยโดยใช้ขัดด้วยกระดาษทราย ขั้นตอน
การโป๊ อุดรอยตำหนิบนเนือ้ ไม้ ขั้นตอนการขัดด้วยกระดาษทรายอีกคร้ังตามรอยโป๊ การตรวจเนือ้ ไม้
ก่อนทาสี ย้อมสีหรือทาเชลแล็ก ความรู้เกี่ยวกับประเภท ลักษณะของสี ซึ่งจะใช้ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์
เช่น สีฝุ่น เชลแล็ก แล็คเกอร์ แอลกอฮอล์ ทินเนอร์ เป็นต้นความปลอดภัยในการทำงาน การใช้
เครื่องมือ อุปกรณ์หรือวัสดุให้ถูกต้องตามลักษณะงานโดยการใช้กระดาษทราย แล็คเกอร์ ทินเนอร์
เกรียงโป๊สี แปรง การจัดเก็บ และดูแลรักษาเครื่องมือ อุปกรณ์ วัสดุต่างๆ การตกแต่งรายละเอียด
ตลอดจนการจัดเกบ็ เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรปู โดยการตกแต่งรายละเอียดดว้ ยพู่กนั ระบายสี เช่น ตามลาย
ไม้ ตาไม้หรือรอยโป๊ โดยใช้พิมพ์การประคบด้วยทินเนอร์ให้มันเงา การห่อ การเก็บเฟอร์นิเจอร์ที่
สำเร็จรูปแล้ว ทั้งนี้ ผู้ต้องขังที่ฝึกตามหลักสูตรวิชาชีพตกแต่งสีเฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือนไม้ จะต้องใช้
ระยะเวลาในการฝึกอบรมทง้ั สน้ิ ๑๕๐ ชว่ั โมง
สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง.F อายุ ๔๒ ปี ต้องโทษคดีบุกรุก กำหนดโทษ ๓ ปี ต้องโทษคร้ัง
แรก มีครอบครัวแล้ว มีบุตร ๑ คน ก่อนต้องโทษมีอาชีพเกษตรกร ทำไร่ทำนาทำสวน มีความสนใจ
อยากฝึกวิชาชีพช่างแกะสลัก เพราะอายุเริ่มเยอะ การประกอบอาชีพเกษตรกรต้องใช้แรงงาน
ร่างกายรับไม่ใหว จึงอยากเปลี่ยนอาชีพเป็นช่างแกะสลัก และน่าจะนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเอง
และครอบครวั ได้๑๒๘
๗. หลักสูตรวิชาชีพการชงกาแฟ ของงานการศึกษาผู้ต้องขังฝ่ายการศึกษาและ
พัฒนาจิตใจเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงรายผู้ต้องขังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำวิชาชพี
คนชงกาแฟที่ได้ฝึกมาปรับใช้ จากที่ได้เรียนรู้การควบคุมสต็อค การกำหนดราคา และออกแบบเมนู
กาแฟ สามารถนำมาวางแผนการดำเนินชีวิต หาโอกาสสำหรับสร้างอาชีพใหก้ ับตนเอง เป็นการปทู าง
สกู่ ารหางานสจุ ริตทำเมื่อพ้นโทษออกไปแล้ว สามารถประกอบอาชีพอิสระ สรา้ งงาน และรายได้ โดย
มีกรอบเนื้อหาตามหลักสูตรสำหรับ นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ
ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องดื่มสุขภาพ คุณค่าแห่งผักผลไม้ สมุนไพรในการบำบัด ประโยชน์และโทษ
ของกาแฟ การปรุงเคร่ืองดื่มกาแฟและเครื่องด่ืมเพ่ือสุขภาพเครื่องมือและวัตถดุ บิ สูตรในการทำ และ
เทคนคิ วิธดี ืม่ ที่ถูกตอ้ ง จะต้องใช้ระยะเวลาในการฝกึ อบรมทั้งสนิ้ ๑๕๐ ชัว่ โมง
๑๒๗ สมั ภาษณ์ ผู้ตอ้ งขัง.J, อายุ ๒๓ ป,ี ๒๖ มนี าคม ๒๕๖๒.
๑๒๘ สมั ภาษณ์ ผตู้ ้องขงั .F, อายุ ๔๒ ป,ี ๒๗ มนี าคม ๒๕๖๒.
๑๐๐
สัมภาษณ์ ผ้ตู อ้ งขัง. G อายุ ๒๕ ปี ต้องโทษคดี พ.ร.บ.ยาเสพตดิ ให้โทษฯ กำหนดโทษ
๔ ปี ยังไม่มีครอบครัว พ่อแม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับตายาย อาชีพรับจ้างทั่วไป มีความสนใจอยาก
ฝึกวิชาชีพการชงกาแฟ เพราะมีไฝ่ฝันอยากมีกิจการร้านกาแฟเป็นของตนเอง หากได้รับการปล่อยตวั
จะหาทนุ สกั ก้อนเพ่อื ลงทนุ เปดิ รา้ นกาแฟ๑๒๙
๔.๓ การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างความมั่นใจการอยู่ร่วมกับสังคม
เม่อื พ้นโทษของผูต้ อ้ งขัง ในเรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง จงั หวัดเชียงราย
การนำหลักพุทธธรรมไปประยุกต์ใช้ให้เกิดความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเม่ือ
ผู้ต้องขังพ้นโทษออกจากเรือนจำชั่วคราวดอยฮางไปแล้ว ซึ่งต้องน้อมนำเอาหลักธรรมไปปฏิบัติให้
เกิดผลคือ การรักษาศลี ๕ อย่างเคร่งครัด ซึ่งศีลข้อ ๕ นั้นต้องพึงรักษาเป็นสำคัญ ยังต้องมี หิริ
โอตตปั ปะ รูจ้ ักละอาย เกรงกลัวต่อผลบาปจากโทษของการกระทำผิดกฎหมาย ฆราวาสธรรม ๔ รู้จัก
การข่มใจ อดทน มีสัจจะ และการรู้จักแบ่งปัน ประพฤติตนสมฐานะตามมงคล ๓๘ ประการ ที่เป็น
หลกั การดำเนนิ ชีวติ ในสังคมและสามารถอยู่ร่วมสังคมอย่างปกติสุข คุม้ ครองปกปอ้ งส่ิงไม่ดเี ข้ามา ใน
ชีวิต หลักทิศ ๗ เฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ได้กำหนดหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติและมีสิทธิ
อนั ชอบธรรมท่ีจะได้รบั การปฏิบัติตอบ ประกอบด้วยบุคคลประเภทตา่ ง ๆ ทเ่ี ราตอ้ งเกี่ยวข้องสัมพันธ์
ทางสงั คมดุจทศิ ทอ่ี ยูร่ อบตัวปรุ ัตถิมทิศ ทิศเบื้องหนา้ คอื ทิศตะวันออก ไดแ้ ก่ มารดาบิดาเพราะเป็นผู้
มีอุปการะแก่เรามาก่อน จะเป็นภูมิคุ้มกันเยาวชนจากยาเสพติดได้ เนื่องจากเป็นพ่อแม่เป็นผู้ให้
โดยเฉพาะความรัก ความอบอุน่ การปกป้องคุ้มครอง การศึกษา และทรัพย์ โดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบ
แทน จงึ จะสามารถลดปัญหาการกระทำผดิ กฎหมายได้
๔.๓.๑ วิธีการปฏิบตั ติ อผกู ระทําผิดในระบบเรอื นจาํ
วิธีการปฏิบัติตอผูกระทําผิดในระบบเรือนจํา (Custodial treatment) หรือการ
จําคุกเปนการลงโทษทางอาญาสถานหนึ่ง นิยมใชในกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักทั่วโลก การ
ลงโทษโดยการจําคุก เปนแนวความคิดที่แยกมาจากการลงโทษของสํานักคลาสสิก คือ ลงโทษให
เหมาะสมกบั อาชญากรรม แนวความคิดใหมนี้ เลิกคิดถงึ ผลในทางยับยั้ง แตใชการลงโทษเพียงเพ่ือให
อาชญากรพนไปเสียจากชุมชน เรือนจําจึงกลายเปนสถานที่ควบคุม ที่จะปองกันชุมชนจาก
อาชญากรรม โดย การขังอาชญากรไว วิธีการนี้จะมีผลในการควบคุมมิใหอาชญากรมีโอกาสแพรพันธุ
อยางนอยที่สุดระหวางที่ถูกขัง อยางไรก็ดียังหาขอมูลที่จะนํามาพิสูจนผลของการจําคุก ตออัตรา
อาชญากรรมในชุมชนไมได มีแตเพียงการคาดการณวา ผูกระทําความผิดที่ถูกจับกมุ มาเขามาใหม ใน
ประเทศไทยประมาณรอยละ ๒๐ เคยกระทําความผิดมากอนแลว๑๓๐
๑๒๙ สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง G, อายุ ๒๕ ป,ี ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๒.
๑๓๐ สุพจน สโุ รจน และคณะ, กฎหมายอาญา: ภาคบทบัญญัตทิ วั่ ไป, พิมพคร้ังท่ี ๒, (นนทบุรี:
สํานักพมิ พมหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๓๕), หนา ๕๒
๑๐๑
การใชเรือนจําเปนมาตรการในการลงโทษ ที่ใชปฏบิ ัติตอผูกระทําผิด มีวิวัฒนาการ
มาเปนเวลานานกวาสองศตวรรษ โดยนํามาใชแทนการลงโทษตอเนื้อตัวรางกาย เชน การทรมาน
หรือการเฆีย่ น วัตถุประสงคของการปฏิบัติตอผูตองขังในเรอื นจํา ในยุคตนเพือ่ แกแคนทดแทน ตอมา
เพอื่ ขมขยู ับยง้ั การตัดโอกาสผูกระทําผิด เปนหลัก และระยะหลังหนั มาเนนในเรือ่ งการแกไขอบรมผูต
องขังใหกลับเขาสูสังคม โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบ กิจกรรมการปฏิบัติตอผูตองขังในเรือนจํา จาก การ
ควบคุมอยางเครงครัด มาสูกิจกรรมในเชิงแกไขฟนฟู เชน การใหการศึกษา อบรม ฝกวิชาชีพ และ
การจดั สวสั ดกิ าร เปนตน๑๓๑
ในทางทฤษฎีเรือนจําคือชุมชนที่มีลักษณะเปนสถาบันปด และเบ็ดเสร็จ (total
institution)มีระเบียบระบบกฎเกณฑกํากับอยางเขมงวด มีการควบคุมใหผูตองขังทุกคนทํากิจกรรม
ตามตารางเวลาที่กําหนดอยางตายตวั และมีการตรวจตราอยางเครงครัดทุกวัน ไมสามารถตอรองใดๆ
ได มิเซล ฟูโก (Fucoult, ๑๙๗๕) ระบบการบริหารงานเรือนจําเชนนี้จะเปนเครื่องมืออยางหนึ่งท่ี
สลายตัวตนผูตองขังออก กอนที่จะประกอบสรางใหมใหกลายเปนคนทีย่ อมสยบ เมอ่ื มนุษยตองอยูใน
จุดน้ี เปนสภาวะพิเศษหรือภาวะยกเวน ผูตองขงั จะกลายรางเปนผูท่เี ช่ืองและยอมสยบ๔๑๔๒หากจะ
กลาววาความเปนอัตลักษณทีเ่ ขมแข็งของเรือนจํา กลายเปนอปุ สรรคตอการแกไขฟนฟูผูกระทําผิดก็ว
าได ในเรื่องนี้ เกรแซมไซคิส (Gresham Sykes) เปนคนแรกท่ีศกึ ษา ผลกระทบจากการจองจําตอผูต
องขังอยางจรงิ จัง โดยเรยี กผลกระทบดงั กลาวนี้วาเปน “ความเจบ็ ปวดของการถูกจองจาํ ” ไซคีสไดกล
าวถึง การที่ผูตองขังถูกจํากัดในดานตางๆ กอใหเกิดความกดดันซึ่งเขาเรียกวา “ความเจ็บปวดของ
การถกู จองจาํ ” การถูกจํากัดดงั กลาว ประกอบดวย๑๓๒
๑) การถูกจํากัดดานเสรีภาพ การสูญเสียเสรีภาพเปนสภาพความกดดันประการ
แรกที่ผูตองขังตองประสบเมื่อถูกจองจํา เม่ือถูกสงเขาเรือนจําผูตองขังจะถูกจํากัดใหอยูเฉพาะใน
เรือนจํา ไมสามารถไปไหนมาไหนได การถูกจํากัดดานเสรีภาพ นอกจากการจํากัดการเคลือ่ นไหวไม
ใหออกนอกเรือนจําแลวยังหมายถึง การถูกจํากัดภายในเรือนจําอีกดวย ผูตองขังจะไมสามารถเดิน
จากแดนหนึง่ ไปยังอีกแดนหนึ่ง หรือจากตกึ หนงึ่ ไปยังอีกตึกหนึ่งตามใจชอบ นอกจากนี้ การถูกจองจํา
ในเรือนจํา ยังหมายถึงการถูกตัดขาดจากครอบครัว ญาติมิตร ซึ่งเป นการแยกในฐานะผูทําผิด
กฎหมายและถูกลงโทษ ไซคีสเนนวาสิ่งที่ทําความเจ็บปวดมากที่สุด คือ ความจริงที่วา การถูกจองจาํ
เปนการสะทอนใหเหน็ ถึงการถูกปฏิเสธจากสังคม ผูตองขังจะถูกปฏิเสธจากสังคมภายนอก และถูก ตี
ตราวา เปนนักโทษซึ่งจะตองตัดผมสั้น แตงชุดนักโทษ มีเลขประจําตัว ตองทําความเคารพ เจ
าพนักงาน ทําใหผูตองขังรูสึกวา ตนไดสูญเสียสถานภาพของสมาชิกในสังคม และสถานภาพของคน
๑๓๑ นัทธี จิตสวาง, หลกั ทณั ฑวทิ ยา,หนา ๔
๑๓๒ สดุ า อภศิ ักดนิ์ านนท, “ปญหาและความตองการดานจิตใจของผตู องขงั หญงิ ศึกษาเฉพาะกรณี
ของทณั ฑสถานหญิงกลาง”, วทิ ยานพิ นธศลิ ปะศาสตรม์ หาบัณฑติ สาขาการบรหิ ารงานยุติธรรม, (บณั ฑิตวทิ ยาลัย
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๕๐), หนา ๒๓-๒๖.
๑๐๒
ธรรมดา สภาพดังกลาวเปนผลมาจากการถูกจํากัดเสรภี าพ ซ่งึ เปนสวนสําคญั ของมนุษย และเปนผล
ใหผูตองขังไดรบั ความกดดนั อยางมาก
๒) การถูกจํากัดดานเครื่องอุปโภคบริโภคและบริการ ในเรือนจําผูตองขังจะไดรับ
การตอบสนองความตองการขั้นพื้นฐานดานวัตถุ เชน อาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูหลับนอน ซึ่งบางคน
อาจจะคิดวา ผูตองขังไดรับสิ่งที่ดีกวาคนจนในสังคมภายนอก แตไซคีสไดชี้ใหเห็นในมุมที่วาผูตองขัง
ถูกจํากัดสิทธิ์ในการที่จะ “เลือก” ในสิ่งที่ชอบ ไมมีสิทธิที่จะทําการใดๆ ไมมีการพักผอนเปนสวนตัว
ไมมีเครื่องใชอุปกรณเปนของตนเอง ไมมีแมแต “เวลา” เปนของตนเอง ที่จะเลือกทําในสิ่งที่ชอบ
เหมอื นเชนที่เคยอยูนอกเรือนจํา การถูกจาํ กัดในการรับบริการ และเลอื กเครื่องอุปโภคบริโภค ทําให
ผูตองขังมองตนเองวา เปนผูสญู เสีย โดยเฉพาะการสูญเสียสิทธใิ์ นทรัพยสนิ สวนบุคคลไป ในขณะท่ีสิ่ง
ที่มีอยูในตัวของพวกเขาคือ “แรงงาน” ที่ถูกรัฐนําไปใช ภายใตชื่อที่เรียกวา “การฟนฟูแกไขอาชีพ”
จงึ กลายเปนความกดดันและเจ็บปวดอกี ประการหน่ึงท่ผี ูตองขงั ไดรบั
๓) การถูกจํากัดดานความสัมพันธทางเพศ หมายถึง การที่ผูตองขังตองถูกตัดขาด
จากเพศตรงขาม ถูกตัดขาดจากการมีเพศสัมพนั ธ และการคบหาสมาคมกับเพศตรงขาม ติดตอกันเป
นเวลา นานทาํ ใหผูตองขังไดรบั ความกดดัน
๔) การถูกจํากัดดานอิสรภาพ ผูตองขังไดรับความกดดันจากการถูกจํากัดดาน
อิสรภาพ เพราะตองอยูภายใตกฎเกณฑและคําสั่งของเจาพนักงาน ท่ีคอยควบคุมการเคลื่อนไหว
ตลอดเวลา การตรวจตราเฝาดทู ุกฝกาว การตรวจจดหมาย การกําหนดใหกิน นอน เปนเวลา การเขา
แถวไปทํางาน การหามนําอาหารเขาไปในเรือนนอนเปนตน กฎเกณฑและคําสั่งเหลาน้ี ทําใหผูตองขัง
รูสึกวาถูกจํากัดอิสรภาพ และสิ่งที่ทําใหเกิดความกดดันก็คือ การไมมีเหตุผลของกฎเกณฑหรือ
ระเบียบตางๆ ในหลายๆ เรือ่ ง ซ่งึ หาคําอธิบายไมได และเจาหนาทีก่ ็มักจะปฏเิ สธทจี่ ะอธบิ าย คําตอบ
ที่ไดรับเมือ่ ถูกถาม คอื “มันเปนกฎของเรือนจํา” จะทาํ ใหผูตองขงั เกิดความรูสกึ ถกู จํากดั ทกุ สิ่งทุกอย
าง ทําใหรูสึกสิ้นหวัง ออนแอ และชวยตัวเองไมได นับเปนความกดดันทางจิตใจ ที่กอใหเกิดความ
เจบ็ ปวด มากกวาความกดดนั ทางรางกายเสยี อกี
๕) การถูกจํากดั ดานความปลอดภัย การท่ีผูตองขังอยูรวมกับผูตองขงั อน่ื ๆ ซึ่งแตละ
คน มีประวัติอาชญากรรมรายๆ จะทําใหเกิดความวิตกกังวลวา ตนจะถูกกลั่นแกลง ลักขโมย ทําราย
ฆาตกรรมฯลฯ การถูกทดสอบจากผูตองขังเจาถิน่ หรือคนเกากวา การจะอยูในคุกอยางผูเขมแข็งหรือ
ผูออนแอ การที่เจาหนาที่ดูแลไมทั่วถึง ทําใหผูตองขังเกิดความวิตกกังวล รูสึกวาตนไดสูญเสีย
หลกั ประกันดานความปลอดภยั
นอกจากความกดดันจากการถูกจํากัดในดานตางๆ ดังกลาวมาแลว ไซคีส ยังสะท
อนปญหาของผูตองขัง อนั เกดิ จากสภาพโครงสรางของเรือนจําไว ดังน้ี
๑) ปญหาเกี่ยวกบั การปรบั ตวั เนอื่ งจากผูตองขงั ตองเผชญิ กับสภาพแวดลอมใหมใน
เรือนจํา ท่แี ตกตางจากสภาพแวดลอมของสงั คมภายนอกโดยสิ้นเชงิ ทําใหเกดิ ปญหาการปรับตวั
๒) ปญหาเก่ยี วกับสุขภาพจิต อันเปนผลจากการถกู จาํ กัดความตองการดานตางๆ ก
อใหเกิดความเจบ็ ปวดดานจิตใจ เบื่อหนาย เหงา กลัวและเกิดความเครียด ทําใหผูตองขังหาทางออก
เพื่อระบายความเจ็บปวดดังกลาว ดวยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใหสอดคลองกับขอจํากัดของ
เรือนจํา
๑๐๓
อาจกลาวไดวา วธิ ีปฏิบัตติ อผูตองขังโดยใชเรือนจาํ หรือโทษจําคุก แมจะเปนวิธีการ
ที่สามารถตอบสนองวัตถุประสงคในการลงโทษผูกระทําผิดได ทั้งในมิติการควบคุม และการแกไขฟ
นฟูโดยการตัดผูตองขังออกไปจากสังคมในชวงเวลาหน่ึง เพื่อไมใหสรางความเดือดรอนแกสังคม
ในขณะ เดียวกนั ผูตองขังจะไดรับการแกไขฟนฟู พฒั นาจิตใจ ใหการศกึ ษา อบรมและฝกทักษะอาชีพ
เพื่อใหมีความพรอมกลับออกไปใชชีวิตในสังคมอยางปกติ แตการรับโทษจําคุกเปนเวลานาน ก็จะเป
นอุปสรรคตอการแกไข ฟนฟูและพฒั นาผูตองขัง เนอื่ งจากสภาพสังคม สภาพแวดลอมระเบียบปฏิบัติ
ในเรือนจํา รวมถึงสภาพความกดดันที่ผูตองขังไดรับ จากการถูกควบคุมตัวในเรือนจําเปนเวลานาน
ปัจจุบันแมจะมีการลงโทษผูกระทําผิด โดยการใชคุกมากกวาวิธีการอื่นๆแตก็มีการพยายามเสนอ
แนวทางอื่นแทนการลงโทษดวยการจําคุกหรือใชเรือนจําโดยยึดแนวคิดใหม คือการอบรมแกไขผู
กระทําผิดใหกลับตัวเปนคนดีซึง่ มาตรการตางๆทีไ่ ดนํามาใชในปจจบุ ันไดแกการชะลอการฟองการรอ
การลงโทษ (การรอลงอาญา) การ รอการกําหนดโทษการคุมประพฤติ การทํางานสาธารณะการพัก
การลงโทษการลดวันตองโทษการอภัยโทษและการนิรโทษกรรม ซึ่งเปนมาตรการลงโทษทางเลือกอืน่
นอกจาการใชโทษจําคุก ซึ่งเปนความพยายามของนานาๆ ประเทศ แมแตในประเทศไทยก็มีการ
ผลักดันใหมีมาตรการ การดําเนินการที่เปนรูปธรรม มีกฎหมายรองรบั ทั้งนี้ ก็เพื่อตองการแกไขฟนฟู
ผูกระทําผดิ ใหเปนคนดีไดอยางแทจรงิ
๔.๓.๒ ขอจํากัดในการแกไขฟนฟู ผูกระทําผิดโดยใชระบบเรือนจํา
การแกไขฟนฟูผูกระทําผิดโดยใชระบบเรือนจํา แมในปจจุบันจะเปนที่ยอมรับใน
วงการราชทณั ฑโดยทวั่ ไป แตก็ยงั เปนท่สี งสยั วาจะไดรับผลตามวตั ถปุ ระสงคเพียงไร เพราะมีขอจํากัด
หลายประการ กลาวคอื ๑๓๓
๑) ผูกระทําผิดไดสูญเสียบุคลิกภาพไปแลว โดยถูกหลอหลอมและขัดเกลาใหมี
บคุ ลิก ลักษณะเชนนั้นจากสังคมมาเปนเวลานาน และการใชเวลาในเรือนจําเปนชวงเวลาไมนาน การ
ทจ่ี ะแกไขฟนฟใู หกลับคืนมา และปรบั ตัวเขากบั คนโดยทวั่ ไปในสังคมนัน้ อาจทําไดยาก
๒) การลงโทษเพื่อการแกไขฟนฟู ขัดกับความรูสึกของคนในสังคม ที่มองวาผู
กระทําผิด ไมควรไดรับการปฏิบัติที่ดีกวาคนทั่วไป ตามหลักของเบนเท็ม (Bentham) ที่เรียกวา
“หลักการไดรับประโยชนที่นอยกวา” (Principle of less eligibility) เพราะคนโดยทั่วไปจะเห็นวา
เปนการไมเปนธรรมที่ผูกระทําผิดจะไดรับประโยชนมากวาคนทั่วไป เชน ผูกระทําผิดจะไดรับการ
อบรมแกไขฝกวิชาชพี สวสั ดิการ อาหาร ท่ีอยูอาศัย ตลอดจนการจัดการศึกษา การหางาน ขณะท่ีคน
ท่ัวไปในสงั คมอกี จํานวนมากไมไดรับบริการดังกลาว ความรูสกึ ของคนทวั่ ไปในลักษณะดังกลาว จะขัด
กับหลักการของการแกไขฟนฟู
๓) การแกฟนฟูผูกระทําผดิ ในเรือนจํา เหมาะสําหรบั ผูกระทาํ ผิดบางประเภทเทานั้น
เชน ผูกระทําผิดครั้งแรก ซึ่งไดกระทําผิดไปเพราะอารมณชั่ววูบหรือโดยพลั้งพลาด หรือทําไปเพราะ
ความจําเปน การแกไขฟนฟูไมใหกระทําผิดซ้ําขึ้นอีกยอมมีโอกาสทําไดประสบผลสําเร็จ แตสําหรับผู
กระทําผิดที่เคยกระทําผิดและถูกลงโทษมาหลายครั้งแลว หรือพวกอาชญากรอาชีพ หรือพวกทําผิด
๑๓๓ สัมภาษณ์ นายสิงหา จันทาพนู , นกั วิชาการชำนาญการ, ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.
๑๐๔
ติดนิสยั โอกาสทจ่ี ะแกไขฟนฟใู หกลบั ตัวยอมเปนไปไดยาก การแกไขฟนฟจู งึ ไมสามารถทําใหผูกระทํา
ผดิ กลับตัวไดทกุ กรณี๑๓๔
กลาวโดยสรุปแลว การแกไขฟนฟูผูกระทําผิด โดยใชระบบเรือนจาํ มีขอจํากัดหลาย
ประการ โดยเฉพาะในเรือนจําถูกออกแบบมาเพื่อการลงโทษ ตัดโอกาสผูกระทําผิดออกจากสังคม
สภาพแวดลอมตางๆ ในเรือนจําจะเอื้อตอการแกไข ฟนฟูในระดับต่ํา ประกอบกับในภาวะที่ผูตองขัง
ล้นเรือนจํา เรือนจําตองรองรับผูตองขังในปริมาณที่ไมสมดุลกับสถานที่ บุคลากรที่จะใหการแกไข
ฟ้ืนฟู รวมถงึ งบประมาณทีจ่ ะใชในการบรหิ ารจดั การระบบเรือนจาํ รวมถึงการปฏบิ ัตติ อผูตองขัง ยอม
สง่ ผลตอประสิทธภิ าพในการแกไขฟนฟแู ละพัฒนาพฤตินิสยั ผูตองขงั อยางหลีกเล่ยี งไมได
๔.๓.๓ แนวคิดเกย่ี วกับการปฏิบัติตอผกู ระทาํ ความผดิ ตามหลกั พุทธจติ วทิ ยา
จากมุมมองเรื่องสาเหตุการกระทําความผิดของมนุษยในทางพระพุทธศาสนา ที่มี
บริบทแห่งเหตุและปจจัยที่ตางกันไปยอมใหโอกาสแกบุคคลผูทําความผิดตามเงื่อนไขและบริบทแห
งเหตุและปัจจัยที่ตั้งไว โดยเปดโอกาสใหบุคคลผูทําความผิดไดมีโอกาสแกไขตนเองใหดีขึ้น ดวยการ
พัฒนาตนเองใหเกดิ ความพรอมทัง้ ทางดานกาย วาจาและทางใจ เพื่อแกไขในความผิดพลาดที่เกิดข้ึน
ในชีวิตหรือแกไขทั้งทางดานรางกาย (พฤติกรรม) จิตใจ สังคมสําหรับเปาหมายในการปฏิบัติตอผู
กระทําผิดในทางพระพุทธศาสนา คือ เพื่อการแกไขผูกระทําผิดซึ่งเปนผูมีความบกพรองอยูใหเปนม
นุษยที่สมบูรณ ดวยหลักเมตตาธรรม แมมนุษยผูนั้นจะไดกระทําความผิดพลาดมาในอดีต หากไดรับ
คําแนะนํา สั่งสอน ฝกฝนในทางที่ถูกตอง มนุษยก็สามารถพัฒนาตนเปนคนดีได ภายใตความเชื่อใน
ศักยภาพมนุษยวา เป็นผูทีส่ ามารถฝกฝนและพัฒนาได (สังคมสงฆ) ดังพุทธสภุ าษติ “ในหมูมนุษยน้นั
ผูทฝี่ กแลวเปนผูประเสริฐสุด ประเสริฐสุดจนกระทั่งแมแตเทวดา และพรหมกน็ อมนมัสการ”๑๓๕ หรือ
“อัสดร สินธพ ม้าอาชาไนย ชางพลวง ชางพลาย เมื่อไดรับการฝกแลวก็ประเสริฐ เปนสัตวที่เกงแต
มนุษยที่ฝกแล้วประเสริฐกวานั้น”๕๑๕๒ เปาหมายอีกประการหนึ่งคือเพื่อความสงบสุขในสังคม
(สังคมสงฆ) ปองกนั สงั คมไมไดใหไดรบั ผลกระทบความเดอื ดรอนจากการกออาชญากรรม
พระพุทธศาสนา ใหความสําคัญกับมนุษยเทาเทียมกันโดยหลักศีลสามัญญตา คือ
ความเสมอภาคกันดวยศีล คือหลักประพฤติปฏิบัติทางกายและวาจาใหเรียบรอยดีงาม พระพุทธเจ
าทรงใชศีลเป็นบรรทัดฐานในการรับสมาชิกเขามาสูพระพุทธศาสนาในมุมมองของพระพุทธศาสนา
ไดสอนใหบุคคลตง้ั อยูในฐานแหงความเมตตากรณุ าตอสัตวท้ังหลายอยางเทาเทยี มกนั โดยมองวาสัตว
โลกยอมเปนไปตามกรรม เมื่อเกิดมาแลวจะอยูในฐานะ ภาวะ เพศ และวัยใดก็ตาม ตางก็มีศักดิ์ศรี
แห่งความเปนมนุษยเสมอกัน สมควรไดรับการพัฒนาทั้งทางกาย พฤติกรรมและปญญาเทาเทียมกัน
ในเรอ่ื งการพัฒนานี้ พระพทุ ธองคทรงยกยองผูท่ีไดรบั การพัฒนาแลววาเปนผูประเสรฐิ ในหมูมนษุ ย ผู
ฝึกตนดีแลว เปนผูประเสริฐ มีความหมายวา ผูที่ไดรับการพัฒนาฝกฝนอบรมตน ทั้งในดานกายวาจา
และใจดีแลว ยอมจะเปนผูประเสริฐกวาคนทั้งปวง คําวา อบรมตนอยูในคําวา ภิกษุอบรมตนอยู
๑๓๔ นทั ธี จิตสวาง, หลกั ทณั ฑวิทยา, หนา ๓๐-๓๑.
๑๓๕ ดรู ายละเอียดใน ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/ ๓๓/๕
๑๐๕
อธิบายวา ภิกษุปรารภความเพยี ร มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่นมัน่ คง ไมทอดทิ้งฉันทะไมทอดทิ้งธุระใน
กุศลธรรมทั้งหลายอีกนัยหนึ่ง ภิกษุสงตนไป คือ สงตนไปในประโยชนตนในญายะในลักษณะ ในเหตุ
ในฐานะและอฐานะ คือ สงตนไปวาสังขารทั้งปวงไมเที่ยง สังขารทั้งปวงเปนทุกข ธรรมทั้งปวง เป็น
อนตั ตา”๑๓๖
หลกั คําสอนของพระพุทธศาสนา ใหความสําคญั สงู สุดกบั การพัฒนาชวี ติ มนุษย ภาย
ใตความเชื่อที่วา มนุษยทุกคนพัฒนาไดและพัฒนาไดโดยไมมีขีดจํากัดสูงสุดสูความเปนพุทธะโดยมี
พระพุทธเจ้าเปนตนแบบของการพัฒนาที่สูงสุด ดังพุทธศาสนาสุภาษิตท่ีวา "ผูถึงพรอมดวยวิชชา
และจริยะ เปนผูประเสริฐสุด ทั้งในหมูมนุษยและมวลเทวา"๑๓๗ นี้เปนหลักที่ฐานความคิดความเช่ือ
พนื้ ฐานทีก่ าํ หนดทิศทางของกระบวนการพฒั นามนุษยทัง้ มวล
การพัฒนามนษุ ยหรอื อีกนัยหนึ่ง คือ การพัฒนาชีวิตมนุษยใหมคี ุณภาพหรือเรียกวา
การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ การพัฒนามนุษยบางคร้ังอาจพูดในมิติของการพฒั นาสงั คม เพราะการพัฒนา
สังคมโดยสาระแลวก็คือการพัฒนามนุษย เพื่อยกฐานะความเปนอยูของมนุษยใหดีขึ้น เพียงแตการ
พัฒนาสังคมจะมองในมิติของโครงสรางโดยรวม ซึ่งรวมเอาสังคม การปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา
และศิลปวัฒนธรรมและบริบทอื่นๆเขาไวดวย แตเปาหมายสุดยอดของการพัฒนาอยูที่คนเพราะคน
เปน็ ท้ังผูถูกพัฒนาและเปนผูรับผลของการพัฒนา และเปาหมายของการพฒั นาคน กลุมคน หรือสงั คม
คือความอยูดีกินดีดานตางๆ หรือสภาพสังคมที่ดี ซึ่งรวมถึงสภาพเศรษฐกิจและการเมืองดวย ที่สุด
ผลตองเปนไปเพื่อใหคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เหมือนการมองดูทิวทัศนจะผานอะไร ผานวัตถุชนิดใด
ราคาแพงแคไหนเพียงใดที่สุดก็เพ่ือใหมองเห็นความสวยงามของทวิ ทศั นน้ันๆ ไดเตม็ ท่ี แตขณะนี้กําลัง
มองการพฒั นามนุษยโดยผานพระพุทธศาสนา หรอื ใชหลกั คาํ สอนทางพระพทุ ธศาสนาเปนสื่อกลางใน
การพฒั นามนษุ ย๑๓๘
เมื่อชีวิตมนุษยไดรับการพัฒนาที่ดี เหตุนั้นความสําคัญประการแรกใน
กระบวนการพฒั นาคน ก็คือความตองการเรยี นรู ถาพัฒนาความตองการใหเรยี นรูข้ึน คนจะมีความสุข
จากการสนองความตอ้ งการเรียนรูน้ัน กระทําทกุ อยางเพื่อสนองความรู มใิ ชเพือ่ ความรูสกึ เพราะหาก
สนองความรูสึกหรือสนองความตองการจะมีปญหาเพราะมีดานบวกกับดานลบ เมื่อไดเสพสิ่งที่ตน
ชอบใจก็มีความสุข แตเมื่อไดพบสิ่งที่ไมชอบใจก็เปนทุกข แตพอไดรับการพัฒนาที่ดี ฝกฝนจิตใจให
๑๓๖ ดูรายละเอียดใน ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๑๙๖/๕๗๖.
๑๓๗ ดรู ายละเอียดใน ส.ํ น.ิ (ไทย) ๑๖/ ๗๒๔/๓๓๑
๑๓๘ สญั ญา สญั ญาวิวฒั น, ทฤษฎสี ังคมวิทยา เน้ือหาและแนวการใชเบื้องตน, (กรุงเทพมหานคร:
พิมพทเี่ จาพระยาการพิมพ, ๒๕๓๓), หนา ๓
๑๐๖
หนักแนนมั่นคง เพียงแตเริ่มตนศึกษา เริ่มตนเรียนรูก็จะมีความทุกขนอยลงและจะไดความสุขชนิด
ใหมเพมิ่ ข้นึ มา ซ่งึ เป็นความสขุ ท่ไี มเปนโทษแกใคร และมาพรอมกบั การพฒั นาชีวิตของตนดวย๑๓๙
กลาวโดยสรุปแลว ท้ังแนวคิดทฤษฎีมนุษยนยิ มและหลักคําสอนทางพระพทุ ธศาสนา
จะมีความเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน คิดเชื่อในศักยภาพในความสามารถของมนุษย เชื่อวามนุษยมี
ศักยภาพในตนเองพรอมที่พัฒนา มนุษยประเสริฐเพราะการฝกฝนพัฒนา และมนุษยมีความจําเปนต
องพฒั นา หากไมพัฒนาอาจมีชีวิตอยูไมรอด หรอื อาจเปนภยั แกสรรพชีวิตและสง่ิ แวดลอมทัง้ หลาย เช
น เป นอาชญากร กออาชญากรรมในรปู แบบตางๆ การคายาเสพติดหรอื เสพยาเสพติดใหโทษ เปนตน
การพัฒนามนุษยคือการพัฒนาชีวิตความเปนอยูของมนุษยทั้งดานรางกาย จิตใจ สังคมใหดีขึ้น โดย
เฉพาะผูที่ตองโทษ กระทําความผิดมีคุณภาพชีวิตต่ํากวาบุคคลทั่วไป คือ ขาดความยับยั้ง ชั่งใจ ขาด
เหตุผล มีความเห็นผิด เปนตน เม่ือเขามาอยูในเรือนจํา จําเปนตองไดรับการพัฒนาทั้งทางดาน ราง
กาย จิตใจ สังคม พุทธวิธีการพัฒนาคนที่กระทําความผิดพลาด โดยใหโอกาสในการแกไข ปรับปรุง
ตนเอง จากคนไมดีใหเปนคนดี จากคนดีอยูแลวใหดียิ่งขึ้น โดยวิธีการแนะนํา ชี้แนะใหแกไขขอผิด
พลาด ใหโอกาสปรบั ปรุงตนเอง โดยใชหลักเมตตา กรุณา มทุ ติ า และอเุ บกขา
๔.๓.๔. จุดหมายของการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตผูกระทาํ ความผิด
พระธรรมคําสอนที่พระพุทธเจา ไดทรงนํามาประกาศแกชาวโลกนั้น หากจะกลาว
โดยจุดหมายแลว ก็เปนไปเพื่อความหลุดพนจากความทุกข หรือความดับทุกข ดังพุทธพจนที่วา
“ตถาคตพยากรณแตเรื่องทุกข และความดบั ทุกขเทานนั้ ”๑๔๐ความดับเสนอแหงทุกข (นิพพาน) จึงเป
นจุดหมายสงู สดุ ของพระพุทธศาสนา
อยางไรก็ตาม พระพุทธศาสนายอมรบั วามนุษยเรามีความแตกตางกัน ในเรื่องกําลงั
ความรูความสามารถ ฉะนั้น มนุษยแตละคนจึงมีความสามารถที่จะไปถึงจุดหมายไดไมเทากัน ดวย
เหตนุ ้ี คําสอนในพระพุทธศาสนาทมี่ ีอยูมากมายน้ัน จึงไมไดหมายความวา ทุกคนท่ีปฏิบัติตามแลวจะ
ไดผลในระดับที่ตองการไดทั้งหมด แตก็มิไดหมายความวา คําสอนนั้นไมถูกตองหรือเปนไปไมไดจริง
ในทางการปฏิบัติแทจริงผูที่ปฏิบัติตามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนา ยอมไดรับประโยชนแนนอน
คือสามารถแกทุกขหรือปญหาในชีวิตได แตจะไดมากนอยเพียงใดนั้น ขึ้นอยูกับกําลังความรู
ความสามารถของบุคคลผูปฏิบัตนิ น้ั โดยผูปฏบิ ัติจะตองปฏิบัตเิ อาดวยตนเองจึงจะไดรับประโยชน ไม
สามารถปฏบิ ัตแิ ทนกันได และแมวาปฏิบัติแลวจะไมสัมฤทธิ์ผลตามต้งั ใจก็ตาม ก็ไมสูญเปลาเนื่องจาก
ขึ้นชื่อวากรรมแลวยอมไมสูญเปลา ยอมยังผลสงเสริมนําใหผูปฏิบัติไปสูความสําเร็จต อได
พุทธศาสนกิ ชนจึงควรทําความเขาใจในเรื่องดังกลาวน้ีใหดี เพือ่ จะไดเปนผูทปี่ ฏิบตั ิตามหลักคําส่ังสอน
ในพระพุทธศาสนาอยางสม่ําเสมอไมขาด เพื่อจุดหมายก็คือความดับสนิทแหงความทุกขดังกลาว ซึ่ง
ลกั ษณะเดนของคาํ สอนในพระพุทธศาสนา มดี ังนี้
๑๓๙ พระธรรมปฎก, การศึกษาทางเลือก: สูวิวัฒนหรอื วบิ ัติในยุคโลกไรพรหมแดน,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว, ๒๕๔๑), หนา ๕
๑๔๐ ดูรายละเอียดใน ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๘๖/๒๗๘.
๑๐๗
๑. เนนเรื่องการแกทุกขหรอื ปญหาของชีวิตพระพุทธเจาไดแสดงไวโดยตรงวา สิ่งที่
พระองคสอนนั้นคือเรื่องทุกขและการดับทุกข ดังที่แสดงไวแลวในจุดหมายของพระพุทธศาสนา
สําหรับเรื่องทุกขและการดับทุกขนั้นแทจริงก็คือ คําสอนในเรื่องอริยสัจ ๔ นั่นเอง และดวยหลัก
อริยสัจนั้นเป็นหลักคําสอนที่มีความครอบคลุมคําสอนทั้งปวงในพระพุทธศาสนา ดังนั้นคําสอนใน
พระพุทธศาสนาจึงลวนเปนรายละเอียดหรอื ความจริงในอริยสจั ๔ หรือเรื่องทุกขและการแกทุกขหรื
อปญหาของชีวิต อันเปนสาระสําคญั นั่นเอง
๒. ใหความสําคัญแกปญญาสูงสุดพระพุทธศาสนาใหความสําคัญกับปญญาสูงสุด
ทั้งในแงของการพัฒนาปญญา และในแงของการใชปญญาของตนเอง พิจารณาไตรตรองกอนท่ีจะพดู
จะทาํ อะไรลงไป ตลอดจนใจความสาํ คญั แกปญญาสูงสดุ ในการแกทุกขหรือปญหาของชวี ิต ไมวาจะเป
นการดําเนนิ ชวี ติ ประจําวนั ไปจนถงึ การกาํ จดั กิเลสหรือความชว่ั ข้นั เดด็ ขาด ซ่ึงเราอาจเห็นไดจากการ
สอนของพระพุทธเจาที่มุงใหผูฟงเกิดความรูความเขาใจ หรือเกิดปญญาในสิ่งที่ทรงสอน มิใชเพื่อตอง
การใหผูฟงเชื่อหรือยอมรับสิ่งที่ทรงสอน แมในเรื่องความเชื่อหรือความศรัทธา ก็ทรงเนนและ
สรรเสริญความเช่ือทปี่ ระกอบดวยปญญา พรอมทงั้ ทรงแนะนําวาอยาเช่ือคนโดยปราศจากปญญาไตร
ตรองในส่วนของการประพฤติปฏบิ ตั ิ ไมวาจะเปนการดําเนินชวี ิตประจาํ วนั หรือการปฏบิ ตั ิเพอื่ บรรลุเป
าหมายสูงสดุ ของพระพทุ ธศาสนา คอื ความหลดุ พนจากกิเลสท้งั ปวง ปญญาเปนส่งิ สําคัญสูงสุด
๓. เปนคําสอนเพื่ออิสรภาพของชีวิตแมในเบื้องตนพระพุทธศาสนาจะใหมีความ
ศรัทธา เชื่อมั่นในพระรัตนตรัยบาง ในเรื่องกรรมบาง ดังที่ไดอธิบายเอาไวในเรื่องของความเชื่อทาง
ศาสนาในพระพุทธศาสนากต็ าม แตทัง้ หมดกเ็ ปนเพียงเพ่ือเปนแนวทางหรอื เปนแบบอยาง เพอ่ื พัฒนา
ตนเอง จนสามารถรู และเขาใจถึงความจริงอันนําไปสู ความ หลุดพน (นิพพาน) ศรัทธาใน
พระพุทธศาสนาจึงเปนเบื้องตนที่จะนําไปสูปญญา (ความรูแจง) กลาวคือ มีความศรัทธาเพื่อที่จะรู
และเมื่อรูแลวก็หมดหนาที่ของศรัทธาแตทัง้ นีก้ ็จะตองข้ึนอยูกับกําลังความรูความสามารถของตนเอง
ฉะนั้น พระอรหันต ผูบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา จึงเรียกวาเปนผูไมมีศรัทธา คือ เปนผูประจักษ
ความจริงในคําสอนของพระพุทธเจา โดยไมตองอาศัยคนอืน่ หรือเชื่อตามผูอื่น นอกจากนี้ผูที่สามารถ
พฒั นาตนตามคําสอนของพระพุทธศาสนาไดอยางสมบูรณจนถึงภาวะที่เรียกวา วมิ ุติหรือความหลุดพ
นหรือนิพพาน ก็ไดชื่อวามีอสิ รภาพอยางแทจรงิ คือเปนอิสระจากกเิ ลสตัณหา หรือความรูสึกนึกคดิ ท่ี
ไมดีทั้งหลายอยางสิ้นเชิง อันจะทําใหเปนผูท่ีอยูในโลกอยางไมติดโลก อยูทามกลางความทุกข โดยไม
เปน็ ทกุ ข อยูทามกลางชีวิตและสังคมทแี่ ปรปรวนโดยไมไดรบั ผลกระทบจากความแปรปรวนทง้ั ปวง
๔. ประกาศหลกั อนตั ตา : ไมมีตัวยืนทจี่ รี ังอาจกลาวไดวาพระพุทธศาสนาเปนเพียง
ศาสนาเดียวเทานั้น ที่ประกาศหลักอนัตตาคือยืนยันวาไมมีตัวตนแทจริงที่จีรัง หรือตัวตนที่เปนตัว
ยืนอยไู มวา่ จะในลักษณะของรปู ธรรมหรือนามธรรม เพราะทกุ สง่ิ ทง้ั รูปธรรมและนามธรรม ลวนตกอยู
ภายใตความจริงคือ ไตรลักษณ อันไดแกอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กลาวโดยสรุปคือ ทุกสิ่งลวน
เคลื่อนไหวตามกระแสแหงไตรลักษณและอาจกลาวไดวาภาวะแหงความเคลื่อนไหวดังกลาวคือ สัจ
ธรรมหรือความจริงของจักรวาลในทัศนะของพระพุทธศาสนา คําสอนในเรื่องนี้จึงเป นคําสอนที่มี
ความสาํ คัญ และทําใหพระพทุ ธศาสนาแตกตางไปจากศาสนาอ่นื
๕. ยึดหลักทางสายกลาง : มัชฌิมาปฏิปทาหลักการปฏิบัติที่สําคัญที่มีความ
ครอบคลุม และตรงเปาหมายของพระพุทธศาสนามากที่สุดนั้น หากกลาวโดยสรุปคือหลักทางสาย
๑๐๘
กลางหรือมชั ฌมิ าปฏปิ ทา ดังท่พี ระพุทธเจาไดแสดงไวในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึง่ มใี จความโดยสรุป
คือ การปฏบิ ตั ิทีถ่ ูกตองตามหลกั พระพุทธศาสนานั้น จะตองเปนการปฏิบัติที่ไมเอนเอียงไปขางใดขาง
หนึ่ง ไมตึงหรือไมหยอนจนเกินไป ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติท่ีตรงตอเปาหมายหรือตรงตอความจริง โดย
ไมเน้นการพัฒนาหรือการอบรมเพียงดานใดดานหนงึ่ เทาน้ัน (ศีล สมาธิ ปญญา) แตจะตองและอบรม
พัฒนาทุกๆดานอยางมีดุลยภาพจนเป นเอกภาพ จึงบรรลุผลแห งกรรมการปฏิบัติตามหลัก
มัชฌมิ าปฏิปทา มัชฌมิ าปฏิปทามิไดหมายถึงการปฏบิ ัติตนเพ่ือบรรลธุ รรมเทานั้น แตหมายรวมถงึ การ
ประพฤติปฏิบัติโดยทั่วไปทุกๆอยางดวย ตัวอยางเชน การทํางานใหประสบผลสําเร็จน้ัน ผูทํางานน้ัน
จะตองทํางานใหตรงตอเปาหมายที่วางไวโดยจะตองใหความสําคัญกับทุกองคประกอบของงานที่ตน
จะทาํ โดยไมตึงหรือหยอนจนเกนิ ไป เพ่อื ใหงานน้ันสําเร็จโดยสมบูรณ
๔.๓.๕ หลกั พุทธธรรมท่ใี ชในการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ผูตองขงั
ในทางพระพุทธศาสนามีหลักพุทธธรรมที่นํามาใชพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษยหลาย
หลักสามารถเลือกใชเหมาะสมแกบุคคล เวลาและสถานการณ กลาวไดวาหลักพุทธธรรมลวนมีไวเพอื่
จุดประสงคในการพัฒนามนุษยทั้งส้นิ สําหรับหลักพุทธธรรมที่นํามาใชสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผูต้องขังสําหรับการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คือ หลักไตรสิกขาและหลักมหาสติปฏฐาน ๔ หลักไตรสิกขา
นนั้ เป็นหลักธรรมสําหรบั การฝึกปฏิบัตเิ พื่อพัฒนาชวี ิตคนใหดงี าม ใหเจริญงอกงาม เปนหนทางนําไปสู
อสิ รภาพทางจิต และกอใหเกิดสันติสุขอยางแทจริง วธิ ีการฝกหรือกระบวนการฝกทท่ี ําใหชวี ติ ดีงาม มี
คุณภาพนั้นเปน “สิกขา” สวนชีวิตที่ดีงามหรือวิถีชีวิตที่ดีงามอันเกิดจากการฝกฝนนั้นเปน “มรรค”
สิกขากับมรรคจงึ มีความหมายเกือบจะเหมือนกัน การดาํ เนินชีวติ ทด่ี ที ่ถี ูกตอง คอื “มรรค” แตการจะ
มีชวี ิตที่ดงี ามและถกู ตองไดจะตองมีการฝกฝน ดังน้นั การฝกฝนและพัฒนา คอื “สิกขา”๑๔๑ เปน็ การฝ
กมนุษยที่ครอบคลุม ๓ ดาน คือ ดานรางกาย จิตใจและสังคม โดยใชหลักศีล สมาธิและปญญา
สําหรับการที่จะฝกฝนมนุษยใหถึงพรอมดวยศีล สมาธิและปญญา ในงานวิจัยนี้ อาศัยหลักปฏิบัติใน
มหาสติปฏฐาน ๔ เปนเครอ่ื งมอื
๑ หลกั ไตรสิกขา
คาํ วา “ไตรสกิ ขา” แปลวา “สิกขา ๓” คําวาสกิ ขา แปลวา การศึกษา การ
สาํ เหนยี ก การฝ.ึ กหัด ฝกปรือ ฝกอบรม ไดแก ขอปฏบิ ตั ิทีเ่ ปนหลักสาํ หรบั ฝกอบรม พฒั นากาย วาจา
จิตใจใหเจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ ความหลุดพนหรือนิพพาน๑๔๒ สิกขา ๓
ประกอบดวย
๑) อธิศีลสิกขา การฝกศึกษาในดานความประพฤติ ระเบียบวินัย ใหมี
สุจรติ ทางกาย วาจาและอาชวี ะ (Training in Higher Morality)
๑๔๑ สุมานพ ศิวารตั น, “ การพัฒนาคุณภาพชีวิตดวยหลักไตรสิกขา”, วารสารวิชาการสถาบันปอง
กันประเทศ, ปที่ ๘ ฉบับท่ี ๑ (มกราคม – เมษายน ๒๕๖๐): หนา้ ๓๖-๔๘.
๑๔๒ พระพรหมคณุ าภรณ ป.อ.ปยตุ โฺ ต, พุทธธรรมฉบบั ปรับขยาย, พิมพครัง้ ที่ ๓๕,
(กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพผลธิ ัมม, ๒๕๕๕), หนา ๕๔
๑๐๙
๒) อธิจิตตสิกขา การฝกศึกษาทางจิตใจ พัฒนาคุณธรรม สรางความสุข
เสริมคุณภาพจิตและรูจักใชความสามารถในกระบวนสมาธิ (Training in Higher Mentality หรือ
Mentality Discipline)
๓) อธิปญญาสกิ ขา การฝกศึกษาทางปญญาอยางสูง ทาํ ใหเกดิ ความรูแจงที่
สามารถชําระจิตใหบริสุทธิ์หลุดพนโดยสมบูรณ เปนอิสระไรทุกขสิ้นเชิง(Training in Higher
Wisdom)กลาวไดว่าไตรสิกขา คือ การฝกความประพฤติ ฝกจิต และฝกปญญา ใหสามารถแกไขป
ญหาของมนษุ ย เปนไปเพอื่ ความดับทกุ ข นาํ ไปสูความสขุ และความเปนอสิ ระอยางแทจรงิ
๒ หลักมหาสตปิ ฏฐาน ๔
มหาสติปฏฐาน ๔ จาํ แนกเปน ๔ หมวด หรือ ๔ ฐาน คือหลักการเจริญมหา
สตปิ ฏฐาน ๔ ทีพ่ ระผูมีพระภาคเจาทรงแสดงไว คอื ๑๔๓
๑. การพิจารณาเห็นกายในกายภายในเนืองๆอยูพิจารณาเห็นกายในกาย
ภายนอกเนืองๆ อยูพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอกเนืองๆอยู มีความเพียร มี
สมั ปชญั ญะมีสตกิ าํ จดั อภชิ ฌาและโทมนัสเสียไดในโลก
๒. การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายในเนืองๆอยูพิจารณาเห็นเวทนา
ในเวทนาภายนอกเนืองๆอยูพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายในและภายนอกเนืองๆ อยูมีความ
เพยี ร มสี มั ปชญั ญะมีสติกาํ จัดอภชิ ฌาและโทมนสั เสียไดในโลก
๓. การพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในเนืองๆอยู พิจารณาเห็นจิตในจิต
ภายนอกเนือง ๆ อยูพิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในและภายนอกเนือง ๆ อยูมีความเพียรมี
สัมปชญั ญะมสี ตกิ ําจัดอภิชฌาและโทมนสั เสียไดในโลก
๔. การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในเนืองๆอยูพิจารณาเห็นธรรมใน
ธรรมภายนอกเนืองๆอยูพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในและภายนอกเนืองๆอยูมีความเพียร มี
สัมปชญั ญะ มสี ติกําจัดอภชิ ฌาและโทมนสั เสียไดในโลก
การเจริญสตปิ ฏฐาน ๔ คือ การตั้งสตใิ หอยูกบั ปจจุบันขณะไปตามฐาน ๔ ฐาน ฐาน
ใดฐานหนึ่ง ดังน้ี
๑. กายานุปสสนาสติปฏฐานการรูกายในกาย หมายถึงการตั้งสติกําหนด
พิจารณากายการมีสติกาํ กบั ดรู ูเทาทันกาย๑๔๔ คอื ใหรเู หน็ ตามความเปนจรงิ จาํ แนกไว ๖ หมวดไดแก
๑) อานาปานบรรพ หมวดวาดวยลมหายใจเขาออก หมายถึงการ
เจริญวปิ สสนากรรมฐานโดยตง้ั สตไิ วที่ ฐานคอื ลมหายใจเขาออก๑๔๕
๑๔๓ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๓/๓๐๑.
๑๔๔ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสนฉบับประมวลศพั ท, หนา๒๙๖– ๒๙๗.
๑๔๕ ดูรายละเอยี ดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/ ๓๗๔/๓๐๒– ๓๐๓.
๑๑๐
๒) อิริยาบถบรรพหมวดวาดวยอิริยาบถหมายถึงการเจริญวิปสส
นากรรมฐานโดยตั้งสติไวที่ฐานคืออิริยาบถ ๔ คือยืนเดินนั่งนอนมีรายละเอียดดังน้ี๑๔๖ เมื่อเดินก็ใหรู
ชดั วาเราเดินเมอ่ื ยนื ก็ใหรชู ดั วาเรายืน เมื่อน่งั กใ็ หรูชดั วาเรานง่ั เมื่อนอนกใ็ หรชู ัดวาเรานอน
๓) สัมปชัญญะบรรพคือ ความรูตัวหมวดวาดวยความรูตัว๑๔๗ ท่ัว
พรอมความรู ตระหนกั ความรูชัดเขาใจชัดซึง่ สิง่ ทีน่ ึกได้๑๔๘ โดยการต้ังสตไิ วทฐี่ านคือ อิริยาบถยอยตาง
ๆ เชนการกาวไปขางหน้าการถอยหลังการคูแขน เหยียดแขนการกนิ การด่มื การคดิ การอาบนํ้าการถาย
อุจจาระปสสาวะ เปนตน๑๔๙ สัมปชัญญะเปนธรรมที่มักปรากฏคูกับสติสัมปชัญญะ คือ ตัวปญญา
ดงั นน้ั การฝกฝนในเร่ืองนจ้ี ึงเปนสวนหนึง่ ในกระบวนการพฒั นาปญญา๑๕๐
๔) ปฏกิ ลู มนสกิ ารบรรพปฏกิ ูลคือสง่ิ สกปรก นารงั เกยี จที่อยูในราง
กายนี้ พระพุทธองคตรัสวามี ๓๒ อยางเปนสวนประกอบสําคัญของรางกายทั้งหมดรวมกันเรียกว
าอาการ ๓๒ บางแห่งเรียกวากายคตาสติ๑๕๑ หมายถึงการพิจารณาหรือกําหนดรูความนาเกลียด ส่ิง
ปฏกิ ลู ของรางกายต้ังแตปลายเทาจรดศีรษะซง่ึ มหี นังหุมโดยรอบ เต็มไปดวยของไมสะอาดชนิด ตางๆ
คอื ผม ขน เล็บ ฟนั หนงั เนอื้ เอน็ กระดูก เยื่อในกระดูก มาม หัวใจ ตบั พังผืด ไต ปอด ไสใหญ ไสน
อย อาหารใหม อาหารเกา น้ำดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันขน น้ําตา น้ํามันเหลว น้ําลาย น้ํามูก
ไขขอ มูตร๑๕๒ (น้ำปัสสาวะ) ผูที่เจริญวิปสสนากรรมฐานดวยการตั้งสติ กําหนดพิจารณารางกายให
เห็นเปนของนาเกลียดน้ี ยอมเห็นรางกายในกาย เหน็ จิตในจิตและเหน็ ธรรมในธรรม คอื ความเกิดขึ้น
ในกายบาง ความเส่ือมไปในกายบาง จนเห็นชดั วามีแตกายอยูในความเห็นน้ัน ไมประกอบดวยตัณหา
และทิฐิ ปราศจากความยึดมั่น๑๕๓ เพราะเห็นความจริงของขันธ ๕ วา ไมเที่ยง เปนอนิจจัง ทุกขัง
อนตั ตา
๑๔๖ ดูรายละเอยี ดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๕/๒๙๐.
๑๔๗ สมเดจ็ พระมหาสมณเจากรมพระยาวชริ ญาณวโรรส, นวโกวาท, พิมพคร้ังท่ี ๘๐,
(กรุงเทพมหานคร: มหามกุฎราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๐), หนา๒๘.
๑๔๘ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสนฉบับประมวลศพั ท, หนา๓๒๗
๑๔๙ ดรู ายละเอียดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๖/๓๐๕.
๑๕๐ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตโฺ ต), พทุ ธธรรมฉบับปรบั ปรุงและขยายความ, พมิ พ ครง้ั ที่๙,
(กรงุ เทพ มหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ,๒๕๔๓), หนา๘๑๓.
๑๕๑ ดูรายละเอียดในม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๕๓– ๑๕๙/๑๙๖– ๒๐๗.
๑๕๒ ดรู ายละเอยี ดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๗/๓๐๖– ๓๐๗
๑๕๓ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย)/ ๑๐/๓๗๖/๒๙๐-๒๙๑
๑๑๑
๕) ธาตุมนสิการบรรพหรือธาตุมนสิการ๑๕๔ คอื หมวดวาดวยการ
พิจารณา โดย ความเปนธาตุใหพิจารณาเห็นรางกายวา มีธาตุตางๆอันไดแก๑๕๕ ธาตุดินธาตุน้ําธาตุ
ลมและธาตุไฟผูเจริญวิปสสนาพึงตั้งสติกําหนดพิจารณารางกายโดยความเปนธาตุใหพิจารณาเหมือน
คนฆาโค หรือลูกมือคนฆาโคผูขยันฆาโคแลวแบงออกเปนในแตละสัดสวน๑๕๖ สภาพที่วางเปลาไมใช
บุคคลตัวเราของเราธาตุในทางธรรมเปนเพียงสภาวธรรมไมใชสมมุติบัญญัติซึ่งใชสื่อสารกันจนเขาใจ
กันวาเปนกอนอัตภาพมนุษย การพิจารณาธาตุเพื่อใหละวาง ความเห็นผิดวาเปนตวั ตนโดยใหเขาใจว
ามีเพยี งธาตุเทาน้ันไมใชตัวเราของเราบุรุษหรือสตรีธาตุ๔ คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดนิ ) มีลักษณะแข็งหรืออ
อนอาโปธาตุ(ธาตุน้ํา)มีลักษณะไหลหรือเกาะกุม เตโชธาตุ (ธาตุไฟ)มีลักษณะเย็นหรือรอน วาโยธาตุ
(ธาตลุ ม)มีลักษณะหยอนหรือตึง
๖) นวสีวถิกาบรรพหรือ “ปาชาท้ัง ๙”หมายถึง ซากศพ๙ลักษณะ
ในปาชาสําหรับทิ้งซากศพ ในรางกายของคนและสัตวที่มีชีวิตจะมีองคประกอบ๓อยาง ทําใหเคลื่อน
ไหวรางกาย กระทําอริ ยิ าบถตางๆ ไดซง่ึ ไมมีในคนตายคอื อายุไออุน วญิ ญาณ ซง่ึ ทั้ง ๓สง่ิ น้ี ทําใหส่ิงท่ี
มีชีวิตแตกตางจากสิ่งไมมีชีวิต เปนสิ่งที่ไมยั่งยืนคงอยูตลอดไปในอนาคตรางกายของเราก็จะเหมือน
ศพท่ีพองอดื เมอ่ื ถึงเวลาตองดบั สญู ไปตามครรลองของธรรมนิยาม ผูที่เจริญวิปสสนาไมจําเปนตองไปดู
ซากศพในปาชา เพราะวิปสสนาเนนการนอมความนาเกลยี ดมาสูตนเองวา ส่ิงนจ้ี ะเกิดขน้ึ กบั รางกาย
ของเราและคนอื่น แลวคลายความยึดมั่นถือมั่นลงได๑๕๗ การพิจารณาเห็นศพในปาชา จึงหมายให
พจิ ารณาหรือรูความเปนศพทีเ่ ปลี่ยนแปลงไปในอาการทงั้ ๙ เหลานี้๑๕๘
๒. หลักปฏิบตั เิ วทนานุปสสนาสติปฏฐานการรูเวทนาในเวทนา “เวทนา”
หมายถึงการเสวยอารมณ๑๕๙ หรือความรูสึกพระพุทธองคทรงจําแนกเวทนาไวตามลักษณะที่รูสึกอา
รมณ ๓ประการ๑๖๐ คือสขุ เวทนาทุกขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนา เวทนาท้ัง ๓ ประการนีจ้ ะปรากฏแก
ผูปฏิบัติธรรมอาจประกอบรวมกับอามิสคือกามคุณ๕ไดแกรูปเสียง กลิ่นรสและสัมผัสซึ่งเปนเปนเวท
๑๕๔ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต), พจนานุกรมพทุ ธศาสนฉบบั ประมวลธรรม,หนา๑๓๙– ๑๔๑.
๑๕๕ ดูรายละเอยี ดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๓๐๗- ๓๐๘
๑๕๖ ดูรายละเอยี ดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๒๙๒.
๑๕๗ ดูรายละเอยี ดใน ที.ม.(ไทย) ๑๐/๓๗๙/๓๐๘-๓๑๓.
๑๕๘ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๙/๓๐๘- ๓๑๓.
๑๕๙ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต), พจนานกุ รมพุทธศาสนฉบับประมวลศัพท, หนา ๒๘๗
๑๖๐ ดรู ายละเอียดใน สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๒๔๙/๒๗๐.
๑๑๒
นาทางโลกหรืออาจไมมีอามิสประกอบซึ่งเปนเวทนาที่สุขุม ในเวทนา ประกอบดวย ๓ ประการ๑๖๑
ดงั น้ี
๑) สขุ เวทนาคือความรูสึกเปนสุขทางกายไดแกความโลงเบาสบาย
หรือความรูสึกเปนสุขทางใจไดแกความดีใจเบิกบานโสมนสั ยินดีผูปฏบิ ัติ พงึ ตามรูสุขเวทนาตามอาการ
นน้ั คาํ วาสุขเวทนาคือความรูสึกสบายทางรางกายทุกขเวทนาคือความรูสึกไมสบาย ทางรางกายเชนค
วามปวดหรือเหน็บชาปรากฏแลวหายไปจึงเกิดความรูสึกสบายกายเปนความเย็นซาบซานเขาแทนที่
จัดเปนสุขเวทนาทางกายผูปฏิบัติพึงกําหนดใหชัด โดยไมรบั รูถึงรูปรางของขาหรือรางกายสวนใดสวน
หนึ่งการกําหนดรูสุขเวทนาทางกายและใจตองปรากฏเพียงสภาวะท่ีสบายหรือ ไมสบายโดยไมมีรูปร
างของสงิ่ ใด
๒) ทุกขเวทนาคือความรูสึกเปนทุกขทางกายไดแกความเจ็บปวด
เมื่อยชา คันรอนเย็นจุกเสียดเหนื่อยหรือความรูสึกเปนทุกขทางใจไดแกความเศราโศกเสียใจกลัวไม
สบายใจรอนใจวติ กกงั วลผูปฏบิ ัตพิ ึงรูทกุ ขเวทนาตามอาการนน้ั ๆ
๓) อุเบกขาเวทนาคือ ความรูสึกเปนกลางไมสุขไมทุกขเวทนา
ประเภทนี้ไมเดนชัดเหมือนสุขเวทนาและทุกขเวทนามักปรากฏขึ้นหลังจากสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา
หายไปแลวเปนสิ่งที่รูไดยากเหมือนอวิชชาที่เกิดพรอมกับโลภะและโทสะ หมายความวาในเวลาเกิด
โลภะและโทสะนั้นมีอวิชชาเกิดรวมดวย โดยทําหนาที่ปกปดโทษของความโลภและความโกรธทําให
บุคคลพอใจที่จะโลภและโกรธอุเบกขาก็เชนเดียวกนั ไมประจักษในเวลาปกติแตจะปรากฏขึ้นหลงั จาก
สขุ เวทนาหรอื ทกุ ขเวทนาหายไปแลวเมอื่ ผูปฏบิ ตั บิ รรลุวปิ สสนาญาณข้ันที่ ๔ เปนตนไปแลว
๓. หลักปฏิบัติจิตตานุปสสนาสติปฏฐาน การพิจารณาจิตในจิต“จิต”
หมายถึง ธรรมชาตทิ ี่รอู ารมณ๑๖๒ สภาวะรูสิ่งตางๆทางตาหจู มูกลน้ิ กายและใจ โดยผานทวาร๑๖๓ ส่ิงที่
มีหนาที่รูคิด และนึกเหมือนคนอยูในบานมองดูส่ิงที่อยูนอกบานผานประตูการรูสีผานตาเปนการเห็น
การรเู สียงผานหูเป็นการไดยนิ การรูกลิ่นผานจมูกเปนการรูกลิ่น การรรู สผานล้ินเปนการลิ้มรสการรูสิ่ง
ที่สัมผัสผานรางกายเปนการสัมผัสและการรับรูทางใจเปนการนึกคิดจิตมีธรรมชาติประภัสสรคือผุดผ
องตามปกติเหมือนน้ำใสสะอาดเพราะเปนเพียงสภาวะเห็นไดยินรูกลิ่นลิ้มรสสัมผัสและนึกคิดเทานั้น
ปราศจากการปรุงแต่งหรือตอบสนองตอสิ่งที่พบ แตจิตนั้นจะประกอบรวมกับนามธรรมอีกอยางหนึ่ง
เสมอชื่อวา“เจตสิก”คือสภาวะปรุงแตงจิตดังนั้นจิตจึงเศราหมองไปดวยอํานาจของเจตสิกฝายดําคือ
โลภะโทสะและโมหะเปนตนเหมือนน้าํ ใสสะอาดที่ขุนมัวดวยโคลนตม ตัวอยาง เชนในขณะเห็นสีอยา
งใดอยางหนึ่งจิตของทุกคนจะทําหนาที่รูสีเปนอารมณแตโลภะทําใหรูสึกชอบสิ่งที่เห็นโทสะทําใหไม
ชอบสิ่งนน้ั เจตสิกฝ่ายดํามักทําใหขาดความเปนกลางอยูเสมอ หลอกลอใหหลงยั่วยวนใหรักพอใจหรือ
๑๖๑ ดูรายละเอยี ดใน ที.ม.(ไทย) ๑๐/ ๓๘๐/๓๑๓-๓๑๔.
๑๖๒ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสนฉบบั ประมวลศัพท, หนา ๔๓
๑๖๓ พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ), มหาสตปิ ฏฐานสูตรทางสูพระนิพพาน, หนา ๒๖๕
๑๑๓
ไมพอใจ ตามการปรงุ แต่งของแตละคนและเพม่ิ พนู กิเลสมากขน้ึ เร่ือยๆเหมอื นดินพอกหางหมูจิตท่ีมิได
อบรมไวดยี อมทําใหเหลาสตั วตดิ อยูในบวงกเิ ลสสวนจติ ทอ่ี บรมดีแลวยอมสงผลใหเปนอิสระหลุดพนได
โดยพลัน พระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนผูปฏิบัติธรรมใหตัง้ สติพจิ ารณาตามรูจิตวา จิตมีราคะจิตปราศจาก
ราคะจิตมีโทสะจิตปราศจากโทสะจิตมีโมหะจิตปราศจากโมหะจิตหดหูจิตฟุงซานจิตเปนมหคั คตะจติ
ไมเปนมหัคคตะเป็นตน๑๖๔ ดังพุทธดํารัสท่ีวา “เราไมเห็นธรรมอ่ืนแมอยางหนึ่ง ที่ไดเจริญแลวยอมเป
นไปเพื่อประโยชนมากเหมอื นจติ นจ้ี ิตทไี่ ดเจรญิ แลวยอมเปนไปเพ่อื ประโยชนมาก”๑๖๕
การมีสติเฉพาะหนา พิจารณาหรือกําหนดรูตามอาการตางๆของจิตที่
เกิดขึ้นตามความเป็นจริงโดยเห็นวาจิตนี้ก็เปนสักวาจิตมิใชสัตวบุคคลตัวตนเราเขารูแลวละปลอยวาง
ไมยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราของเราเราเปนอยางนั้นอยางนี้ไมปรุงแตงก็เปนการปลอยวาง เมื่อเราปล
อยวางมันก็จะวางเมื่อว่างแลวก็ไมวุนวายอาการที่วุนวายเปนทุกขอยูในปจจุบันเปนเพราะการเขาไป
ปรุงแตงเอาอาการของจิตจากอารมณที่กระทบแลวมีอุปาทานยึดมั่นวาเปนเราเปนเขายึดมั่นถือมั่นว
าเปนตัวเปนตนการกําหนดรูเทาทันอาการของจิตจึงเรียกวาจติ ตานุปสสนาสตปิ ฏฐาน
๔. หลักปฏิบัติธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน การพิจารณารูธรรมในธรรม
หมายถึง การพิจารณาเห็นธรรม ๕ ประการไดแกนิวรณบรรพขันธบรรพอายตนบรรพโพชฌงคบรรพ
และสัจจบรรพซึง่ มรี ายละเอียดกลาวไวในพระไตรปฎก๑๖๖ หลกั ปฏบิ ัตใิ นมหาสตปิ ฏฐาน ๔ จะทําใหมี
สติสัมปชัญญะเขาไปเห็นแจงทุกขอริยสัจจและขันธ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอยูใน
กฎของไตรลักษณ คอื เปนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธรรมท่ีเปนองคประกอบของมหาสตปิ ฏฐาน ๔
กลาวโดยสรุปแลว วิธีปฏิบัติในมหาสติปฎฐาน ๔ เปนทั้งสมถะภาวนา คือ
อบุ ายสงบจติ หรืออารมณทางจิตและเปนวปิ สสนาภาวนาคือ อุบายเรืองปญญา หากพจิ ารณาวัตถุประ
สงคของการเจริญสติปฏฐาน ๔ ที่ปฏิบัติเพื่อโพชฌงค์ ๗ วิชชาและวิมุตติแลวก็เปนที่ชัดเจนวา สติป
ฏฐาน ๔ จัดเป็นวิปสสนาภาวนาเพราะมีจุดมุงหมายเพื่อปญญาเปนสําคัญ หากพิจารณารายละเอียด
ของสติปัฏฐานในแตละหมวดเชนอานาปานบรรพในหมวดกายโดยเฉพาะในขั้นตอนสุดทายท่ีวา “ทํา
กายสังขารใหระงับ” คือการทําลมหายใจใหสงบลงซึ่งเปนภาวะที่จิตอยูในระดับฌานหรือคําวา
“เวทนาที่ไมมีอามิส”ในหมวดเวทนาและคําวา“จิตที่เปนมหรคต” ซึ่งลวนหมายถึงจิตในภาวะที่เป
นฌานก็กลาวไดว่าสติปฏฐาน ๔ มีนัย ที่เปนสมถภาวนาดวยดังนัน้ จึงกลาวไดวาสติปฏฐาน ๔ เปนทั้ง
สมถภาวนาและวิปสสนาภาวนาการเจริญสติปฏฐานนี้เปนวธิ ปี ฏิบัติธรรมท่ีนยิ มกันมากและไดรบั การ
ยกยองนับถือกันอยางสูงวามีพรอมทั้งสมถะและวิปสสนา ผูปฏิบัติอาจเจริญสมถะจนไดญาณอยางที่
กลาวในเรื่องสัมมาสมาธิอันเปนองคมรรคขอที่ ๘ กอนแลวจึงเจริญวิปสสนาตามแนวสติปฏฐานไป
๑๖๔ ดรู ายละเอยี ดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๑๔/๑๑๑.
๑๖๕ ดูรายละเอียดใน องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๔/๕.
๑๖๖ ดรู ายละเอียดใน ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๒๓๒/๑๗๕.
๑๑๔
จนถึงที่สุดก็ไดหรือจะอาศัยสมาธิเพียงขั้นตนๆเทาที่จําเปนมาประกอบเจริญวิปสสนาเปนตัวนําตาม
แนวสติปฏฐานนีไ้ ปจนถึงที่สดุ ก็ได
๑) อานิสงสแหงการเจริญมหาสติปฏฐาน ๔ อานิสงสแหงการ
เจริญมหาสติปฏฐาน มีผลโดยตรงตอการพัฒนาชีวิตใหมีคุณภาพ เปนการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งใน
ระดับปจจุบัน ในภายภาคหนา และในระดับสูงสุดคือพระนิพพาน ดังพระพุทธพจนแสดงไว วาผูใดผู
หนง่ึ พงึ เจรญิ สติปฏฐานท้ัง ๔ น้อี ยางนตี้ ลอด ๗ ปเขาพงึ หวังผล ๒ ประการอยางใดอยางหนงึ่ คือ“พระ
อรหัตตผลในปจจุบันหรือเมื่อยังมีขันธปญจกเหลืออยูเปนพระอนาคามี ๗ ป... ยกไวผูใดผูหนึ่งพึง
เจริญสติปฏฐาน ๔ นี้อยางนี้ตลอด ๗ วันเขาพึงหวังผล ๒ ประการอยางใดอยางหนึ่งคือ พระ
อรหัตตผลในปจจุบันหรือเม่ือยงั มีขนั ธปญจกเหลืออยู...เปนพระอนาคาม”ี ๑๖๗
กลาวโดยสรุป มหาสติปฏฐาน๔เปนอุบายฝกจิตหรือพัฒนาจิตทาง
พระพุทธศาสนา ที่สงผลตอการพัฒนากาย พัฒนาสังคม พัฒนาปญญาไปพรอม ๆ กัน เปนแนวทาง
พัฒนาคุณภาพชีวิตทางเดียวที่จะกาวสูปญญาขั้นสูงสุด คือพนทุกขไดโดยสิ้นเชิง สําหรับอานิสงค
สําหรบั ผูปฏบิ ตั จิ ะกอใหเกิดการพฒั นาชวี ิตใหมคี ณุ ภาพ ดังน้ี
๑. มีลักษณะอาการที่ปรากฏภายนอก หรือบุคลิกภาพสงางามมี
การดํารงชีวิตแบบพอเพียงทางสายกลาง (มัชฌิมาปติปทา) มีใจเบิกบานมีทาทางนายินดี มีอินทรีย
เอิบอิม่ ไมวุนวายมีใจสงบ มคี วามมนั่ ใจ มีความสขุ แทจรงิ
๒. ความมีใจเปนอิสระและมีความสขุ
๓. ความเปนเจาแหงจิตเปนนายความคิด
๔. ความเปนกันเองกับชีวิต ความตาย การพลัดพราก มีเมตตา
กรุณาตอทกุ ชวี ิต
๒) ประโยชนของการฝกปฏบิ ตั ิ เจรญิ สติตามหลกั มหา สติปฏฐาน
๔ สงผลใหชวี ติ ไดรับการพฒั นา ครบถวนทัง้ ๔ ดาน คอื กาย จิตใจ สงั คม ปญญา พฒั นาชีวติ ๓ ระดบั
คือ ศีล สมาธิและปัญญา สงผลใหรางกายและจิตใจไดรับการพัฒนาไดพักผอนอยางเต็มที่ไมมี
ความเครียด และความกังวลในชีวิตประจําวัน สามารถสรางสรรคสิ่งที่ดีงามใหกับตนเอง ครอบครัว
สิ่งแวดลอม สรางความสงบสุขใหแกสงั คม ประเทศชาติ ลดความขัดแยงระหวางประชาชนในชาติและ
ระหวางชาติทําใหเกิดสันติภาพในมวลมนุษยชาติอยางแทจริง๑๖๘ นอกจากนี้ ไดมีผูรูรวบรวมประโย
ชนอนั จะพงึ เกดิ กบั ชีวติ บุคคลผูเจรญิ มหาสตปิ ฏฐาน ๔ อยางตอเนอ่ื งไวดงั นี้ คือ
๑. สามารถกําจัดกิเลสตาง ๆ เหตุของความทุกขความเดือดรอน ตาง ๆ ลงได้
๒. มคี วามทกุ ขนอยลงและมีความสุขมากข้ึน
๑๖๗ ดูรายละเอยี ดใน ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๓๗/๑๒๘–๑๓๐
๑๖๘ พระมหาอิสรกานต ไชยพร, “การพฒั นาจติ ตามแนวมหาสตปิ ฏฐาน ๔ ในคัมภรี พระสุตตันตป
ฎก”, วิทยานิพนธศลิ ปะศาสตรม์ หาบณั ฑติ สาขาวิชาพัฒนามนุษยและสงั คม, (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั สงขลา
นครินทร, ๒๕๕๐).
๑๑๕
๓. คลายความยึดมั่นในสงิ่ ท้ังปวงลงไดไมวนุ วายเดือดรอนไปตามกระแสโลก
๔. มจี ติ ใจมั่นคงไมฟูขึ้นหรือยบุ ลงดวยอาํ นาจโลกธรรม
๕. มีความเหน็ แกตวั นอยลงแตบาํ เพ็ญประโยชนเพ่อื ผูอนื่ มากข้ึน
๖. จิตใจมีคุณธรรมหรือมีคุณภาพสูงข้นึ ตามขน้ั ตอนของการปฏิบัติ
๗. สามารถเขานโิ รธสมาบัติอันเปนความสขุ ขั้นสูงในปจจบุ นั ภพได
๘. สามารถบรรลุความเปนอริยบุคคลอนั เปนบุญเขตของโลก
๙. ยอมไดดืม่ รสแหงอริยผล อันเกดิ จากการพนจากอํานาจของกเิ ลสได้
๑๐. สามารถบรรลนุ ิพพานได
๓ สัปปุรสิ ธรรม
สปั ปุริสธรรม หรือ สัปปรุ สิ ธรรม๗ หมายถงึ ธรรมของสตั บุรุษ ธรรมที่ทำให้
เปน็ สัตบรุ ุษ คุณสมบัตขิ องคนดี ธรรมของผู้ดี สัปปรุ สิ ธรรม มบี รรยายไว้หลายลักษณะ เชน่
ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักธรรม รู้หลัก หรือ รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง รู้
หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมดา รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เช่น
ภิกษุรู้ว่าหลักธรรมข้อนั้นๆ คืออะไร มีอะไรบ้าง พระมหากษัตริย์ทรงทราบว่า หลักการปกครองตาม
ราชประเพณีเป็นอย่างไร มอี ะไรบ้าง รู้ว่าจะตอ้ งกระทำเหตุอนั น้ๆี หรือกระทำตามหลกั การข้อนี้ๆ จึง
จะให้เกิดผลท่ตี ้องการอันน้ันๆ เปน็ ตน้
อัตถัญญุตา ความรู้จักอรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือ เป็นผู้รู้จักผล คือ รู้
ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำหรือ
ความเป็นไปตามหลัก เช่น รู้ว่าหลักธรรมหรือภาษิตข้อนั้นๆ มีความหมายว่าอย่างไร หลักนั้นๆ มี
ความมุ่งหมายอย่างไร กำหนดไวห้ รอื พงึ ปฏิบัติเพ่อื ประสงคป์ ระโยชน์อะไร การทต่ี นกระทำอยู่มีความ
มุ่งหมายอยา่ งไร เม่อื ทำไปแลว้ จะบังเกิดผลอะไรบา้ งดังนี้เป็นตน้
อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตนคือ รู้ว่า เรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง
ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้ เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติให้
เหมาะสม และรูท้ ีจ่ ะแกไ้ ขปรับปรงุ ตอ่ ไป
มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ คือ ความพอดี เช่น ภิกษุรู้จักประมาณใน
การรับและบริโภคปัจจัยสี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ พระมหากษัตริย์รู้จัก
ประมาณ ในการลงทัณฑอาชญาและในการเก็บภาษี เป็นต้น
กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาลคือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาท่ี
จะต้องใช้ในการประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงาน เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอ
เวลา ให้เหมาะเวลา เปน็ ต้น
ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบริษัท คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะ
ประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้
ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เปน็ ต้น
ปคุ คลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรญั ญตุ า เปน็ ผู้รู้จกั บุคคล คือ ความแตกต่าง
แห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่
๑๑๖
จะปฏบิ ัติต่อบุคคลนน้ั ๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ จะใช้จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสงั่ สอนอย่างไร
เปน็ ตน้ ๑๖๙
ผปู้ ระกอบด้วยสปั ปรุ ิสธรรม ๗ และ สปั ปรุ สิ ธรรม ๘
ในเสขปฏิปทาสูตรซ่ึงบรรยายโดยพระอานนท์ ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ท่ี
ประกอบด้วยสัปปรุ ิสธรรม ไว้ ๗ ประการคือ
๑. เป็นผู้มีศรัทธา คือเชื่อความตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มพี ระภาคพระองค์น้ันเปน็ พระอรหนั ต์ ตรัสรเู้ องโดยชอบ ถงึ พรอ้ มดว้ ยวิชชาและจรณะ เสด็จไป
ดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย เป็นผเู้ บิกบานแลว้ เปน็ ผจู้ ำแนกพระธรรม.
๒, เป็นผู้มีหิริ คือ ละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถึง
พร้อมแหง่ อกศุ ลธรรมอันลามก.
๓, เป็นผู้มีโอตตัปปะ คือ สะดุ้งกลัวกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้ง
กลัวต่อการถึงพรอ้ มแหง่ อกศุ ลธรรมอนั ลามก.
๔. เป็นพหูสูต ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมเหล่า
ใดงามในเบือ้ งตน้ งามในท่ามกลาง งามในทส่ี ดุ ประกาศพรหมจรรยพ์ ร้อมท้ังอรรถ พรอ้ มทง้ั พยัญชนะ
บรสิ ทุ ธิ์ บรบิ รู ณ์สิน้ เชิง ธรรมทงั้ หลายเห็นปานน้ัน อันทา่ นได้สดับมามาก ทรงจำไว้ได้ สั่งสมด้วยวาจา
ตามเพ่งดว้ ยใจ แทงตลอดดว้ ยดี ด้วยความเหน็ .
๕, เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม
มคี วามเข้มแข็ง มีความบากบ่ันมัน่ คง ไมท่ อดธุระในกุศลธรรมทง้ั หลาย.
๖, เปน็ ผู้มสี ติ คอื ประกอบดว้ ยสติและปัญญาเครอ่ื งรักษาตนอย่างยง่ิ ระลึก
ไดต้ ามระลกึ ได้ แม้ซึง่ กจิ การทที่ ำไว้แล้วนาน แมซ้ ่ึงถอ้ ยคำทพ่ี ูดไว้แลว้ นาน.
๗, เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดและความดับ
อนั เป็นอรยิ ะ ชำแรกกเิ ลสใหถ้ งึ ความสิ้นทุกขโ์ ดยชอบ
คุณสมบัตขิ องผู้ท่ีประกอบด้วยสัปปุรสิ ธรรม ๗ ประการ นี้ เรียกว่า สัทธัมม
สมันนาคโต บางทีก็เรียก สัปปุริสธรรม ๗ และในจูฬปุณณมสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสบรรยาย ความ
แตกตา่ งระหว่าง สตั บุรุษและอสัตบุรุษ ทรงแสดงถึง สกั ษณะของผู้ประกอบด้วย ธรรมของสัตบุรุษ ๘
ประการ (ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม เรยี กธรรมของสัตบุรษุ ๘ ประการ นว้ี ่า สัปปุ
รสิ ธรรม ๘) ได้แก่
๑, เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ คือ เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มี
โอตตปั ปะ มสี ุตะมาก มคี วามเพยี รปรารภแลว้ มีสตติ ั้งมน่ั มปี ญั ญา (คือ สัทธมั มสมนั นาคโต ดังกล่าว
ไปแล้ว นั่นเอง)
๑๖๙ วิกพิ ีเดีย, สปั ปุรสิ ธรรม, สบื ค้นจาก, https://th.wikipedia.org/wiki/สปั ปุรสิ ธรรม, (๑๐
กรกฏาคม ๒๕๖๕).
๑๑๗
๒, เป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษ คือ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา มีหิริ มี
โอตตัปปะ มีสตุ ะมากมคี วามเพียรปรารภแล้ว มสี ตติ ง้ั มั่น มปี ญั ญา เป็นมติ ร เปน็ สหาย
๓, เป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง ไม่คิด
เบยี ดเบยี นผูอ้ ืน่ ไม่คิดเบียดเบยี นทั้งตนเองและผู้อ่ืนทั้งสองฝ่าย
๔, เป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบรุ ุษ คือ ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่รู้เพ่ือ
เบียดเบยี นผอู้ น่ื ไมร่ เู้ พื่อเบยี ดเบียนทัง้ ตนเองและผอู้ ืน่ ทง้ั สองฝ่าย
๕, เป็นผู้มีถอ้ ยคำอยา่ งสัตบุรษุ คือ เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเทจ็ งดเว้นจาก
คำพดู ส่อเสยี ด งดเวน้ จากคำหยาบ งดเวน้ จากการเจรจาเพอ้ เจ้อ
๖, เป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้น
จากอทนิ นาทาน งดเวน้ จากกาเมสุมจิ ฉาจาร
๗, เป็นผู้มีความเหน็ อย่างสัตบรุ ุษ คือ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้
แลว้ มผี ล ยัญที่บูชาแล้ว มผี ล สังเวยทบ่ี วงสรวงแล้ว มีผล ผลวบิ ากของกรรมทท่ี ำดีทำชัว่ มอี ยู่โลกนี้มี
โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซ่ึงประกาศโลกนีโ้ ลกหนา้ ให้แจม่ แจ้งเพราะรู้ย่งิ ดว้ ยตนเอง ในโลกมอี ยู่
๘, ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ทำความอ่อนน้อม
ใหท้ าน ใหท้ านอย่างบริสทุ ธ์ิ เปน็ ผมู้ ีความเหน็ วา่ มีผล จงึ ใหท้ าน๑๗๐
๔ อทิ ธิบาท และสงั คหวตั ถุ
ในฐานะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แนวคิดเพื่อการทำงานให้มีความสุขตามวิถี
พุทธศาสนาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันมาก คือการนำ "ธรรมะ"หรือ "หลักธรรมของพระพุทธศาสนา"
มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่พึงประสงค์ ในแบบที่แต่ละคนต่างรูห้ นา้ ที่ของตนเอง
ช่วยให้บรรยากาศในองค์กรเป็นมิตรและเกิดความร่มเย็นเป็นสุข เนื่องจากประสบความสำเร็จในการ
ทำงานด้วยกันทกุ คนทั้งผบู้ ริหาร เจ้าของกิจการ หวั หนา้ และผลู้ งมอื ปฏิบตั ิ
ดังนั้น ธรรมะที่เหมาะสมสำหรบั ผูป้ ฏิบัติงาน คือ "อิทธิบาท ๔" ซึ่งหมายถึง
ธรรมแห่งความสำเร็จ ประกอบด้วย ฉันทะหรือ ความพอใจ หมายถึง ผู้ปฏิบัติงานต้องชอบหรือ
ศรัทธางานที่ทำอยู่ และมีความสุขกับงานที่ไดร้ ับมอบหมาย วิริยะ หรือ ความพากเพียร ผู้ปฏิบัติงาน
จะต้องมีความขยันหมั่นเพียรในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งหมั่นฝึกตนเองอย่างต่อเนื่อง
เพอื่ ใหก้ ารทำงานมีประสทิ ธิภาพมากข้ึน
จติ ตะ หรอื ความเอาใจใส่ หมายถึง ผู้ปฏิบัตงิ านจะตอ้ งมจี ติ ใจหรือสมาธิจด
จอ่ กบั งานทที่ ำ รวมถึงมีความรอบคอบและความรับผดิ ชอบในงานที่ทำอย่างเตม็ สติกำลงั และ วมิ ังสา
หรือ ความหมน่ั ตรติ รองพจิ ารณาหาเหตผุ ลในงานท่ีทำ ทำงานดว้ ยปัญญา ด้วยสมองคดิ รวมถึงเข้าใจ
ในงานอย่างลกึ ซ้ึง ท้ังในแง่ขน้ั ตอนและผลสำเรจ็ หรือผลสัมฤทธ์ขิ องงาน
๑๗๐ วิกิพเี ดยี , สปั ปรุ สิ ธรรม, สบื ค้นจาก, https://th.wikipedia.org/wiki/สปั ปุรสิ ธรรม, (๑๐
กรกฏาคม ๒๕๖๕).
๑๑๘
แต่ขึ้นชื่อว่า "งาน" ทุกอย่างไม่สามารถทำสำเร็จด้วยคนเพียงคนเดียว
หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจซึ่งกันและกัน ธรรมะที่เหมาะสมสำหรับการทำงานร่วมกัน คือ
"สังคหวัตถุ ๔"หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวนำใจของผู้อื่น ผูกไมตรีและเอื้อเฟื้อเกื้อกูล
ไดแ้ ก่
ทาน หรอื เก้ือกูลกนั ด้วยการให้ การเสยี สละ การเอื้อเฟ้ือแบง่ ปนั ของๆ ตน
เพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่อิทธิบาท ๔ สังคหวัตถุ ๔ สร้างการทำงานให้เป็นสุข
thaihealthเหนียว ไมเ่ ปน็ คนเห็นแกไ่ ดฝ้ า่ ยเดียว และการให้ที่ย่ิงใหญ่คือการใหอ้ ภยั
ปิยวาจา หรือ การใช้วาจาประสานไมตรี การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ
อ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไม่พูดหยาบคาย ก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมกับ
กาลเทศะ ดังนั้น การทำงานร่วมกันจะต้องพูดหรือปรึกษาหารือกันโดยยึดถือหลักเกณฑ์ ๔ ประการ
คือ ๑.เว้นจากการพูดเท็จ ๒.เว้นจากการพูดส่อเสียด ๓.เว้นจากการพูดคำหยาบ และ๔.เว้นจากการ
พูดเพ้อเจอ้ และท่สี ำคญั อยา่ งยิ่งคือตอ้ งพูดหรอื เจรจากนั ดว้ ยไมตรีและความปรารถนาดีต่อกัน
อัตถจริยา หรือ ร่วมสร้างสรรค์อุดมการณ์ การปฏิบัตใิ นสิ่งที่เป็นประโยชน์
ต่อผู้อื่น เพราะการทำงานร่วมกันต้องช่วยเหลือกันด้วยกำลังกาย กำลังความคิด และกำลังใจ และ
สมานัตตา หรือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ ประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย ผู้ทำงานร่วมกันทุกคน
จะต้องไม่ถือตัว มีความเสมอภาค วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ทำตนให้เป็นที่น่ารัก น่าเคารพ นับถือ
และน่าใหค้ วามร่วมมอื ชว่ ยเหลือ
เห็นได้ว่าหลักธรรมที่ใช้ในการทำงานที่กล่าวมา ทั้งอิทธิบาท ๔และสังคห
วตั ถุ ๔ เป็นเรอ่ื งง่ายๆ ใกล้ตัวท่ีปฏบิ ตั กิ ันอยูแ่ ลว้ ในฐานะปัจเจกชน แต่ยังขาดความเข้มข้นเอาจริงเอา
จัง หากทุกคนสามารถปฏิบัติได้พร้อมกับทำหน้าที่ของตนเต็มกำลังความสามารถอย่างสมบูรณ์ย่อม
สร้างบรรยากาศในการทำงาน ในแบบงานสัมฤทธ์ิ ชวี ติ รื่นรมยไ์ ด้อย่างแนน่ อน๑๗๑
๕ ฆราวาสธรรม
ฆราวาสธรรม ประกอบด้วย ๒ คำ "ฆราวาส" แปลว่า ผู้ดำเนินชีวิตในทาง
โลก, ผู้ครองเรอื น และ "ธรรม" แปลว่า ความถกู ต้อง, ความดงี าม, นสิ ัยที่ดงี าม, คุณสมบัติ, ข้อปฏิบตั ิ
ฆราวาสธรรม แปลว่า คณุ สมบตั ขิ องผปู้ ระสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต
ทางโลก ประกอบด้วยธรรมะ ๔ ประการ คอื
๑. สัจจะ แปลว่า จริง ตรง แท้ มีความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐาน เป็นคนจริงต่อ
ความเปน็ มนษุ ย์ของตน
๒, ทมะ แปลว่า ฝึกตน ข่มจิต และรักษาใจ บังคับตัวเองเพื่อลดและละ
กเิ ลส และรักษาสจั จะ
๑๗๑ หนงั สือพิมพ์ไทยโพสต์, อทิ ธิบาท ๔ สังคหวัตถุ ๔ สร้างการทำงานให้เป็นสขุ , สบื ค้นจาก
https://www.thaihealth.or.th/Content/อทิ ธบิ าท ๔ สังคหวตั ถุ ๔ สรา้ งการทำงานให้เปน็ สุข , (๑๐ กรกฎาคม
๒๕๖๕)
๑๑๙
๓, ขันติ แปลว่า อดทน ไม่ใช่แพียงแต่อดทนกับคำพูดหรือการกระทำของ
ผู้อน่ื ที่เราไม่พอใจ แต่หมายถงึ การอดทนอดกลนั้ ต่อการบีบบังคับของกิเสส
๔, จาคะ แปลว่า เสียสละ บริจาคสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในตน โดยเฉพาะกิเลส
เพราะนัน้ คือสิง่ ที่ไม่ควรมีอยกู่ ับตน ละนิสยั ไมด่ ตี ่างๆ
ความสำคัญของหลักธรรม ๔ ประการ ที่มีต่อการสร้างตัวนี้ พระพุทธองค์
ถึงกับท้าให้ไปถามผู้รู้ท่านอื่นๆ ว่า มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างเกียรติยศ และความเคารพจากผู้อื่น ให้
คนเราได้เท่ากับการมี "สัจจะ" หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างปัญญาให้คนเราได้เท่ากับการมี "ทมะ"
หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างทรัพย์สมบัติให้คนเราได้เท่ากับการมี "ขันติ" หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่
สร้างหมมู่ ติ รใหค้ นเราได้เทา่ กบั การมี "จาคะ" หรือไม่
การที่พระพุทธองค์ทรงท้าให้ไปถามผู้รู้อื่นๆ อย่างนี้ก็หมายความว่า ไม่มี
ธรรมะใดๆ ที่จะใช้สร้างตัวใหป้ ระสบความสำเรจ็ ได้ยิ่งกวา่ การสร้างสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะให้เกิดขึ้น
ในตนอีกแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ คนที่จะยืนหยัดผ่านอุปสรรคต่างๆ ในโลกนี้ไปจนกระทั่งพบ
ความสำเร็จได้นั้น เขาต้องสร้าง "ฆราวาสธรรม" ให้เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานประจำตนก่อนนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงของ ฆราวาสธรรม คือ คุณสมบัติของผู้ที่สามารถสร้างเกียรติยศ
สรา้ งปญั ญา สรา้ งทรัพยส์ มบัติ และสร้างหมู่ญาติมิตรให้เกิดขึ้นไดส้ ำเร็จดว้ ยกำลังความเพียรของตน๑๗๒
ก. อานิสงสข์ องการสร้างตัวใหม้ ฆี ราวาสธรรม
อานสิ งสข์ องการมีสัจจะ - ปลูกนิสัยความรับผิดชอบใหเ้ กิดขึ้นในตวั - เป็น
คนหนักแน่นมั่นคง - มีความเจริญก้าวหน้าในการประกอบหน้าที่การงาน - ได้รับการเคารพยกย่อง -
มีคนเช่ือถือ และยำเกรง - ครอบครวั มีความม่นั คง - ได้รับเกียรตยิ ศช่อื เสยี ง
อานสิ งสข์ องการมีทมะ - ปลกู ฝงั นสิ ยั รักการฝึกฝนตนใหเ้ กิดขึ้นในตัว - ทำ
ให้เป็นคนมีความสามารถในการทำงาน - ไม่มีเวรกับใคร - ยับยั้งตนเองไม่ให้หลงไปทำผิดได้ -
สามารถต้ังตัวได้ - มีปัญญาเป็นเลิศ
อานิสงส์ของการมีขันติ - ปลูกฝังนิสัยการอดทนต่ออุปสรรคและปัญหา
ต่างๆ - ทำงานได้ผลดี - สามารถเป็นหลักในครอบครัวได้ - สามารถเป็นหลักให้กับบริวารได้ - ไม่มี
เรื่องวิวาทกบั คนอ่นื - ไม่หลงผดิ ไปทำความชั่วได้ - ทำใหไ้ ดท้ รพั ย์มา
อานิสงส์ของการมีจาคะ - ปลูกฝังการมีอารมณ์ผ่องใสและนสิ ัยเสียสละให้
เกดิ ขน้ึ ในตัว - เปน็ การสรา้ งความปลอดภยั แก่ตนเอง - เป็นทน่ี ับหนา้ ถือตาของคนทั่วไป - ครอบครัว
และสังคมเป็นสุข - มีกัลยาณมิตรรอบตัว สรุปแล้วคุณของการมีฆราวาสธรรมโดยรวม ก็คือ เมื่อมี
สัจจะย่อมมเี กยี รตยิ ศชื่อเสยี ง เมอื่ มที มะย่อมไดร้ บั ปญั ญา เม่อื มขี นั ตยิ ่อมเกิดทรัพย์ในบ้าน และเมื่อมี
จาคะย่อมเกิดมิตรทด่ี ไี ว้เป็นสมัครพรรคพวกในสงั คม
๑๗๒ สมั ภาษณ์, พระรตั นมนุ ,ี ผศ.ดร, เจา้ คณะจังหวัดเชียงราย, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔.
๑๒๐
ข. โทษของการไมส่ รา้ งตัวใหม้ ีฆราวาสธรรม
โทษของการขาดสัจจะ- ปลูกนิสัยขาดความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัว -
เป็นคนเหลาะแหละ - พบแต่ความตกต่ำ - มีแต่คนดูถูก - ไม่มีคนเชื่อถือ - ไม่สามารถรองรับความ
เจรญิ ต่างๆ ได้ - ไรเ้ กยี รตยิ ศชื่อเสียง
โทษของการขาดทมะ - ขาดนิสัยรักการฝึกฝนตนเอง - ทำให้ขาด
ความสามารถในการทำงาน - สามารถหลงผิดไปทำความชวั่ ได้ง่าย - จะเกิดการทะเลาะววิ าทได้งา่ ย -
จะจมอยูก่ ับอบายมุข - ครอบครวั เดอื ดร้อน - ไมส่ ามารถตัง้ ตัวได้ - เป็นคนโง่เขลา
โทษของการขาดขนั ติ - ไม่สามารถอดทนตอ่ ปญั หาและอุปสรรคตา่ งๆ ได้ -
เป็นคนจับจด ทำงานคั่งค้าง - ไม่สามารถเป็นหลักให้ครอบครัวได้ - หลงผิดไปทำความชั่วได้ง่าย -
ไม่ได้รบั ความไวว้ างใจจากผูอ้ ืน่ - เตม็ ไปด้วยศตั รู - ขาดความเจริญกา้ วหน้า - ทำให้เสอื่ มจากทรัพย์
โทษของการขาดจาคะ - ปลูกฝังความตระหนี่ให้เกิดขึ้นในใจ - ได้รับคำ
ครหาติเตียน - เป็นทุกข์ใจ - ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ สรุปแล้วโทษของการขาดฆราวาสธรรมโดยรวมก็
คือ เมื่อขาดสัจจะย่อมเกิดปัญหา ถูกหวาดระแวง เมื่อขาดทมะย่อมเกิดปัญหาความโง่เขลา เมื่อขาด
ขนั ติยอ่ มเกิดปัญหาความยากจน และเม่อื ขาดจาคะยอ่ มเกิดปัญหาความเหน็ แกต่ ัวเกดิ ขนึ้ ในสงั คม๑๗๓
๔.๒.๖ หริ ิ-โอตัปปะ
หิริ (อ่านว่า หิ-ริ, หิ-หริ) แปลว่า ความละอายแก่ใจ ความละอายต่อบาป
หิริ หมายถึงความละอายใจตัวเองต่อการทำความชั่วความผิด ต่อการประพฤติทุจริตทั้งหลายและ
ความละอายใจตัวเองที่จะละเว้นไม่ทำความดีซึ่งควรจะทำให้เกิดมีในตน เช่นบิดามารดามีความ
ละอายใจทีจ่ ะไมด่ แู ลบตุ รของตน เชน่ น้ีเรยี กวา่ มี หิริ
หิริ เกิดขึ้นได้ด้วยการคิดถึงการศึกษา ฐานะ ยศศักดิ์ ชาติตระกูล
ของตน คิดถึงความเสียกายทจ่ี ะเกดิ ข้นึ รวมกบั ความแกลว้ กลา้ ของจิตใจท่ีจะไมท่ ำช่ัวเช่นนั้น
หิริ เป็นธรรมรักษาคุ้มครองโลก ทำให้โลกเกิดสนั ติ ทำให้คนเราอยู่
กนั อย่างสงบสุข เพราะคนท่มี ีหริ ิจะเกลยี ดความชัว่ และละอายทจี่ ะทำความช่วั ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ทำใหไ้ ม่ก่อความเดือดร้อนให้แกโ่ ลกและสรรพสัตว์ทั้งปวง
หากเราคดิ จะทำสิง่ ใดทชี่ ั่ว ความละอายจะเกิดขึน้ มาในใจ แม้ว่าคนอื่นจะไม่
เหน็ คิดทำชัว่ คืออยา่ งไร สงิ่ ใดที่เปน็ ไปเพ่ือความเลวทรามไม่ถูกต้องทางธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
อันนั้นเป็นความเลว อะไรที่วัดว่าถูกหรือไม่ถูก คือถ้าเราทำอะไรลงไป ถ้าหากว่ามันไม่ถูกต้องแล้วมนั
รู้สึกจะละอายกระดากในใจตนเอง แต่ตามหลักท่านบอกว่านักปราชญ์ทั้งหลายไม่สรรเสริญ ไม่นิยม
นั่นเรียกว่า ผิดจากธรรม ความละอายนี่แหละเป็นต้นเหตุให้ทำความดี ความดีทั้งหมดเกิดจากความ
ละอายทั้งนั้น ความไม่ดีเกิดจากความไม่ละอายนั่นเอง ศีล ๕ ข้อมีความละอายเป็นเบื้องต้น เป็น
สมฏุ ฐาน หากวา่ มีความละอายในใจแล้วไม่กลา้ ทำ ศีลขอ้ น้นั ก็งดเวน้ ไดห้ มด
โอตตัปปะ (อ่านวา่ โอดตับปะ) แปลวา่ ความเกรงกลวั หมายถึงความสะดุ้ง
กลวั ตอ่ ผลของความชว่ั ต่อผลของความทจุ ริตทท่ี ำไว้
๑๗๓ สมั ภาษณ์, พระพุทธิญาณมนุ ,ี รองเจ้าคณะจงั หวัดเชยี งราย, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔.
๑๒๑
โอตตัปปะ เป็นอาการของจิตที่หวั่นไหวเมื่อจะทำความชั่ว เพราะ
กลัวความผิดที่จะตามให้ผลในภายหลัง เกิดขึ้นได้เพราะคิดถึงโทษหรือความทุกข์ที่จะเกิดข้ึนจากการ
ทำชั่ว จากการประพฤติทุจริตของตน เช่น ตัวเองเองต้องเดือดร้อน เกิดความเสียหาย เสียทรัพย์สิน
เงนิ ทอง เสียอิสรภาพ หรือถูกคนอ่นื ตำหนติ ิเตยี น ถกู สังคมรังเกียจ เปน็ ตน้
โอตตัปปะ เป็นธรรมคุ้มครองโลกคู่กับหิริ เพราะคนที่มีโอตตัปปะ
ย่อมกลัวที่จำทำความผิด ทำให้งดเว้นจากการประพฤติต่าง ๆ ได้ อันเป็นเหตุให้เกิดความร่มเย็นเป็นสขุ
เกดิ สันตภิ าพขึ้น
เมื่อมีหิริโอตตัปปะอย่างนี้แล้ว กฎหมายบ้านเมืองทุกมาตรา ก็จะไม่มีใคร
กล้าทำผิด อย่าว่าแต่ธรรมเลย การอยู่ด้วยกันเป็นหมู่คณะ เป็นพรรคเป็นพวกหลายคนด้วยกัน ถ้ามี
หิริโอตตัปปะแล้ว ไม่มีอิจฉาริษยาเบียดเบียนซึง่ กันและกนั มันก็เป็นสขุ เท่านั้น หากคิดผิดประทุษรา้ ย
เกิดความละอายและกลัวขึ้นมา นั่นธรรมเตือนขึ้นมาแล้ว เลยไม่กล้าทำความชั่ว ครั้นทำลงไปก็เป็น
เหตุให้เดือดร้อนวุ่นวาย ตนเองเดือดร้อนเพราะทำชั่ว คิดชั่ว แล้วก็เป็นเหตุให้คนอ่ืนเดือดร้อน
อีกด้วย๑๗๔
นอกจากนี้จากผลวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพยังพบ ผลการใช้กระบวนการฝึกอบรมทาง
พระพุทธศาสนามาส่งเสริมจริยธรรมของผู้ต้องขัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ต้องขัง
สรุปไดว้ า่
๑. ด้านพัฒนาการด้านร่างกาย ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความอ่อนน้อม อ่อนโยน
มีสัมมาคารวะมากขึ้น ด้านร่างกายที่เห็นชัดที่สุด ที่เกิดจากการนำกระบวนการฝึกอบรมทาง
พระพุทธศาสนามาส่งเสริม จริยธรรมของผู้ต้องขังคือ พัฒนาด้านร่างกาย การรีบร้อนทางร่างกาย
ลดลง หมายถึง ความสงบเสงี่ยม การจัดระเบียบทางร่างกายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การยืน เดิน
นั่งและนอน สง่างาม น่าดูน่าชม มีสัมมาคาระวะ สะอาดสะอ้าน มีความเป็นระเบียบ การทะเลาะ
เบาะแว้ง ลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเข้าใจและนำหลักการหรือแนวปฏิบัติตามหลักการทาง
พระพุทธศาสนาไปใช้แล้ว ย่อมสามารถควบคุม กาย วาจา ได้ในเบื้องต้น เช่น ศีล ๕ ซึ่งถือได้ว่าเป็น
หลักธรรม หลกั การเบ้อื งต้น ทีส่ อนใหก้ ริ ิยาหรือ พัฒนาทางดา้ นรา่ งกายอยา่ งชัดเจน เช่น ห้ามฆ่าสัตว์
ห้ามลักทรัพย์ ห้ามประพฤติผิดในกาม ห้ามกล่าวคำเท็จและห้ามดื่มสุรายาเมา เสพติด เป็นต้น ส่ิง
เหล่านี้ล้วนแต่เปน็ การส่งเสริมการพัฒนาทางด้านร่างกาย หรือการแสดงออกต่อบุคคลอื่น ให้อยู่ด้วย
ศีลธรรม๑๗๕
๒. ด้านพัฒนาการดา้ นสังคม สามารถเข้าร่วมสังคมอื่นๆ ได้ง่าย เพราะรู้จักการช่วยเหลือ
เสียสละ ให้อภัย อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่ก่อให้เกิดปัญหาทะเลาะ วิวาท ในหมู่คณะ ในด้าน
สงั คมนนั้ เราเน้นไปท่กี ารเรยี นร้ทู ิศ ๗ การเกีย่ วขอ้ งกับสงั คม โดยมีผู้ต้องหาเปน็ ศนู ย์กลางและปฏิบัติ
ต่อสังคมรอบด้าน ตามสิทธิหน้าท่ีท่ีสังคมสมมุติ ดังนั้น ผู้ต้องขังยุคใหม่จะต้องปรับตัวใหเ้ ข้ากับสังคม
๑๗๔ สมั ภาษณ์, พระครูบวรรตั นธรรม, เจ้าคณะอำเภอเชียงของ, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔.
๑๗๕ สมั ภาษณ์ นายสมรตั น์ เข็มศริ ิ, ผบู้ ญั ชาการเรือนจำกลาง เชยี งราย, ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒.
๑๒๒
ไม่ต่อต้าน ไม่เบียดเบียน มุ่งทำหน้าที่ของตน เกื้อกูลสังคม และจิตสาธารณะ นี้คือ เปลี่ยนภาระให้
เป็นพลัง คือคนดีที่สังคมต้องการ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีส่วนสำคัญอยา่ งยิ่ง เพราะคำสอน
ของพระพุทธศาสนาส่งเสริมให้มนุษยท์ ุกคน มิใช่แค่ ผู้ต้องขังเท่านั้น ที่สามารถพัฒนาให้เกิดความสขุ
สงบ สันติ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จึงเปน็ ทง้ั หลกั และเครื่องมือในการใช้เป็นแนวทางในการใช้
ชีวิตต่อส่วนรวม ของคนในสังคมอย่างปกติสุข ไม่เบียดเบียน ไม่มาทำร้ายกัน ส่งเสริมชีวิตของคนใน
สงั คมให้เกิดความรักสามัคคกี ันในทกุ สงั คม เชน่ หลักหริ โิ อตัปปะ เปน็ ต้น๑๗๖
๓. ด้านพัฒนาการด้านจิตใจ ทำให้ผู้ต้องขังมีจิตใจดีขึ้น ลดความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ
ของชีวิต จิตใจสงบ มีวิธีคิดอย่างเป็นระบบ ละเอียดรอบคอบมากขึ้น มีสมาธิดีขึ้น มีความอดทน อด
กลั้นต่อการกระทำความผิดต่างๆ ในขณะใช้ชีวิตในทุกสถานการณ์ ด้วยหลักการไตรสิกขา คือ ศีล
สมาธิ และปญั ญา เม่ือผา่ นกระบวนการน้ีแลว้ สภาวะจติ ของผู้ตอ้ งขังได้รับประสบการณ์ทางจิต ทำให้
เขามีภาวะของจิตบริสุทธิ์ ตั้งมั่น และปราดเปรียว สามารถยืนหยัดต่ออารมณ์ที่ยั่วยุได้ ก็ถือว่า
เปลี่ยนไปในทิศทางท่ีดีขึ้น ไม่มุ่งจะได้ทางวัตถุมากเกินไป สามารถพาความสุขทางใจ จากอารมณ์มาร
ได้ด้วย ไม่หมกมุ่นทางวัตถุมากเหมือนแต่ก่อน เป้าหมายหลักของพระพุทธศาสนา คือ การยกระดับ
จิตใจของคนในทุกระดับ ตามหลักของกลไกการปฏบิ ตั ิ คือ “หลกั ไตรสกิ ขา” คอื “ศลี สมาธิ ปัญญา”
โดยมีจุดหมายสงู สุดคอื การกำจัด “อนัตตา” หรือกิเลสภายในจิตใจของตวั เอง อันเกิดจาก อกุศลมูล
๓ ประการ คือ “โลภะ โทสะ โมหะ” อันเป็นสาเหตุให้เกิดความวุ่นวาย ในสังคมทุกสังสมในโลก
ดังน้นั การพฒั นาคณุ ภาพหรือ มนุษยท์ กุ กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ก็มเี พียงหลกั การเดียว คอื การ
ม่งุ พฒั นาจิตใจนัน่ เอง๑๗๗
๔. ดา้ นพฒั นาการด้านปัญญา ทำให้ผู้ต้องขงั มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ในหลกั ธรรมมากย่ิงข้ึน
และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เกิดทักษะ การเรียนรู้ที่หลากหลาย มีสติคอย
เตือนและควบคุมพฤติกรรมว่าสงิ่ ไหนผิดสิง่ ไหนถูก ดา้ นปญั ญาน้กี เ็ ปล่ยี นแปลงทางต้นทฏิ ฐิ ความเห็น
เป็นทางถูกมากขึ้น คือเห็นตรงตามหลักธรรมชาติ หลักความจริง เข้าในชีวิต เข้าใจถูกตรง และ
โดยเฉพาะ เข้าใจตัวตน ของตนตามหลักไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตน ถอดถอน
ความเหน็ ผดิ หยาบๆ ละเสยี ได้ ไม่เห็นแก่ตัวจัดแล้ว เขาอกเขา้ ใจในระดับหน่ึง มีเป้าหมายชัดเจนแล้ว
งดเว้นได้เด็ดขาดในความเชื่อผิดๆ ในการกระทำทุจริตทางกายและวาจาแล้วกระบวนการในการ
อบรม ผู้ต้องขังส่วนหนึ่งที่มีเป้าหมายร่วมกันทุกครั้ง คือ การให้ ผู้ต้องขัง เกิดจิตสำนึกรู้ดี และรู้ช่ือ
รวมทั้งผลเสียของการกระทำของตนเอง นั้นคือ เกิดกระบวนการแบบมีเหตุผล คือ ปัญญา นั้นเอง
ปัญญาจะต้องกำหนดให้เด้กเหล่านั้นไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำ ทั้งสอดคล้องกับหลักไตรสิกขา คือ
ศลี สมาธิ ปญั ญา๑๗๘
๑๗๖ สัมภาษณ์ นายสมเดจ็ โกเสนตอ, หัวหนา้ ฝา่ ยฝึกวชิ าชพี ผตู้ อ้ งขงั เรือนจำกลางเชียงราย, ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๖๒.
๑๗๗ สัมภาษณ์ นางสาวหนึง่ ฤทัย ใจมอย, นกั สงั คมสงเคราะห์ชำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.
๑๗๘ สัมภาษณ์ นางกรรนกิ า สุวรรณ, นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.
๑๒๓
๔.๔ องคค์ วามรู้
จากการได้ทำงานวิจยั เรื่อง การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษ
ของผตู้ อ้ งขัง ในเรือนจำชว่ั คราวดอยฮาง จังหวดั เชียงราย ทำให้ไดพ้ บองคค์ วามรู้ ท่ีมีลักษณะสำคัญ
ดังน้ี
๑. ผู้ต้องขังได้มีประสบการณ์จากการปฏิบตั ิ การลงมือปฏิบัติกิจกรรม สามารถเรียนรู้ได้
เร็ว สอดคล้องกบั ความต้องการของหลักสตู ร ทำให้ผ้ตู ้องขงั มีทักษะในวชิ าชพี ทต่ี รงกับความต้องการ
๒. การดำเนินการในการส่งผู้ที่กระทำผิดกลับคืนสู่สังคมนั้น อาศัยความร่วมมือของทุก
ฝ่าย ทง้ั ภาครฐั ภาคเอกชนและชุมชนท้องถิ่น ทเ่ี ขา้ มามสี ว่ นร่วมในการอบรมแก้ไขผู้กระทำผดิ ทุกราย
ตั้งแต่แรก จนกลับคืนสู่สังคม โดยระดมทรัพยากรจากในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคี ยง
ประกอบด้วยงบประมาณจังหวัด การสนับสนุนงบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างจาก
ภาคเอกชนการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการออกแบบจากศูนย์ฝึกอบรมระยะสั้น และภาคเอกชนยัง
เขา้ มาชว่ ยดา้ นการฝกึ อบรมฝึกอาชพี ผ้ตู อ้ งขงั และรบั เขา้ ทำงานเม่ือพน้ โทษ เป็นตน้
๓. “เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย” มีการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการ
ประเมินความสำเร็จของหลักสูตรการฝึกวิชาชพี ผู้ต้องขัง โดยอาศัยอัตราการกระทำผิดซ้ำ เป็นตัววัด
ความสำเร็จ ขณะเดียวกันตัวชี้วัดเชิงคณุ ภาพ เช่น การกลับสู่ครอบครัวโดยมีงานทำ การที่มีอาชีพได้
จากการฝึกในเรือนจำ ก็จะเป็นตัวชี้วัดอีกส่วนหน่ึง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้ นับเป็นเรื่องที่สำคญั
สำหรบั เรือนจำทุกแหง่ ในประเทศไทย
๔. การขัดเกลาจากครอบครัว การอบรมสั่งสอนของครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญของการ
สร้างจริยธรรมให้เกิดขึ้น เริ่มจากครอบครัวอบรมสั่งสอน ขัดเกลาทางจริยธรรม การสร้าง
สภาพแวดลอ้ มทสี่ ง่ เสรมิ พฤติกรรมท่พี ึงประสงค์ สรา้ งคนดีมีคณุ ภาพสู่สังคม ตอ้ งผ่านกระบวนปลูกฝัง
มาก่อน กรมราชภัณฑ์มีหน้าที่ควบคุมกับแก้ไข ไม่สามารถพัฒนาจริยธรรมผู้ต้องขังให้เกิดการ
เปลยี่ นแปลงได้แบบองคร์ วมทั้งหมด จำเป็นต้องอาศัยหลายฝา่ ยท่ีเก่ยี วขอ้ งเข้ามาร่วมมือกัน
๑๒๔
การเสริมสรา้ งความมัน่ ใจในการอยู่ร่วมกับสงั คมของผตู้ อ้ งขงั ที่พน้ โทษจาก
เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวดั เชียงราย
มชี ุดคู่มอื การเสรมิ สรา้ งความมน่ั ใจในการอยู่รว่ มกบั สังคม
ได้ตน้ แบบของผตู้ ้องขงั ทีเ่ ปน็ แบบอยา่ งท่ีได้รบั การฝกึ ฝน
ในการเสริมสรา้ งความมน่ั ใจในการอยู่ร่วมกบั สงั คม เม่อื พ้นโทษออกไป
ผตู้ ้องขังมีความร้ใู นการประกอบวชิ าชพี เมอ่ื พน้ โทษออกไป
จากเรอื นจำชัว่ คราวดอยฮาง
บทที่ ๕
สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
งานวิจัยเรื่องการเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมของผู้ต้องขังที่พ้นโทษจาก
เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ ๑) เพื่อศึกษาพฤติกรรมและการ
เรียนรู้ทางสังคมของผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ๒) เพื่อเสริมสร้างความ
มั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย
๓) เพื่อประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างความมั่นใจการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของ
ผู้ต้องขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Reserch) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร
(Document) และจากการสมั ภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า
๕.๑ สรปุ ผลการวจิ ัย
ผลการวิจยั สรุปผลได้ดงั นี้
๑) พฤติกรรมและการเรียนรู้ทางสังคมของผู้ต้องขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง
จังหวัดเชียงราย พฤติกรรมของผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงรายที่อยู่ร่วมกันใน
เรือนจำด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามกฏระเบียบที่ได้กำหนดไว้โดยมีการแบ่งออกเป็นชั้นๆ
ดังต่อไปนี้คือ ชั้นเยี่ยม ชั้นดีมาก ชั้นดี โดยพบว่าผู้ต้องขังส่วนมากจะอยู่รวมกันตามกองงานที่ได้รับ
มอบหมายจากเจ้าหน้าที่เรือนจำชั่วคาวดอยฮาง เช่น กองงานสวนองุ่น กองงานหม่อนไหม
กองงานนวดแผนโบราณ กองงานเกษตร เป็นต้น ซึ่งแต่ละกองงานผู้ต้องขังจะมีปฏิสัมพันธ์ที่สนิทกัน
ภายในกองงานเดียวกันมากกว่ากองงานอื่นเนื่องจากได้มีการทำงานรว่ มกันอีกทัง้ ยังมีเวลาอยูร่ ว่ มกนั
มากกว่ากองงานอื่น แต่ก็ได้พบว่าผู้ต้องขังของเรือนจำชั่วคราวดอยฮางนั้นรู้จักกันทั้งหมดเนื่องจาก
เฉพาะเวลาทำงานปรกติเท่านั้นที่แยกกันทำงาน สวนการนอนและการกินอยู่ยัง นอนรวมกันและกิน
อยู่ด้วยกันตามระเบียบของเรือนจำชั่วคราวดอยฮางจึงทำให้ผู้ต้องขังได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งถือว่าเป็น
การอยู่เรยี นรู้ในการเข้าทางสังคมชนาดย่อมอีกทางหน่ึงดว้ ย
๒) การเสริมสร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อพ้นโทษของผู้ต้องขังในเรือนจำ
ชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย พบว่า การเตรียมความพร้อมทั้งด้านอาชีพ เช่น หลักสูตรวิชาชีพ
ด้านเกษตร หลักสูตรวิชาชีพชา่ งไม้ หลักสูตรวิชาชีพช่างก่อสร้าง หลักสูตรวิชาชีพช่างเชื่อม หลักสูตร
วิชาชีพการชงกาแฟ รวมถึงการจัดการเรียนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการจัดการเรียน
การสอนของเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง เป็นการจัดการเรียนที่ครอบคลุมทุกอาชีพที่ตลาดแรงงาน
ต้องการ และได้มีการปลูกฝังทัศนคติที่ดี ให้ผู้พ้นโทษก่อนออกมาจากเรือนจํา อาทิเช่น โครงการ
กำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกติ ิยาภา มีแนวทางในการชว่ ยเหลือ ดูแลผู้พน้
โทษที่ออกมาจากเรือนจําชั่วคราวดอยฮาง เพื่อให้ผู้พ้นโทษมีงานที่สุจริตทํา เนื่องจากผู้พ้นโทษที่เพิ่ง
ออกมาจากเรือนจําใหม่ๆ บางรายยังไม่สามารถหาแนวทางในการดําเนินชีวิตต่อไปในสังคมภายนอก
๑๒๖
ได้ จึงต้องมีหน่วยงานที่ดูแลด้านการจัดหางานที่เหมาะสมให้ผู้พ้นโทษในเบื้องต้นก่อน เพื่อให้ผู้พ้น
โทษมีชอ่ งทางในการใช้ชีวิตให้ดขี ึ้นต่อไปในอนาคต โดยไม่กลับไปกระทาํ ผิดชำ้
๓) การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างความมั่นใจการอยู่ร่วมกับสังคมเมื่อ
พ้นโทษของผู้ต้องขัง ในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย พบว่า การนำหลักพุทธธรรมไป
ประยกุ ต์ใชใ้ ห้เกิดความมน่ั ใจในการอยูร่ ่วมกับสงั คมเมื่อผู้ต้องขังพน้ โทษออกจากเรือนจำชั่วคราวดอย
ฮางไปแล้วซง่ึ ต้องน้อมนำเอาหลกั ธรรมไปปฏบิ ัตใิ ห้เกดิ ผลคือ การรักษาศลี ๕ อยา่ งเคร่งครดั ซง่ึ ศีลข้อ
๕ นั้นต้องพึงรักษาเป็นสำคัญ ยังต้องมี หิริ โอตตัปปะ รู้จักละอาย เกรงกลัวต่อผลบาปจากโทษของ
การกระทำผิดกฎหมาย ฆราวาสธรรม ๔ รู้จักการข่มใจ อดทน มีสจั จะ และการรูจ้ กั แบ่งปนั ประพฤติ
ตนสมฐานะตามมงคล ๓๘ ประการ ทีเ่ ปน็ หลักการดำเนนิ ชีวิตในสังคมและสามารถอยู่ร่วมสังคมอย่าง
ปกติสุข คมุ้ ครองปกป้องสง่ิ ไม่ดเี ข้ามาในชีวิต หลักทิศ ๗ เฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครวั ท่ีได้กำหนด
หน้าที่ที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติและมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้รับการปฏิบัติตอบ ประกอบด้วยบุคคล
ประเภทต่าง ๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางสังคมดุจทิศที่อยู่รอบตัวปุรัตถิมทิศ ทิศเบื้องหน้า คือ
ทิศตะวันออก ได้แก่ มารดาบิดาเพราะเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามาก่อน จะเป็นภูมิคุม้ กันเยาวชนจากยา
เสพติดได้ เนื่องจากเป็นพ่อแม่เป็นผู้ให้โดยเฉพาะความรัก ความอบอุ่น การปกป้องคุ้มครอง
การศึกษา และทรัพย์ โดยไมต่ ้องการสง่ิ ใดตอบแทน จึงจะสามารถลดปญั หาการกระทำผดิ กฎหมายได้
หลักปัญญา คือ ปัญญาสัมปทา หมายถึง ความพร้อมด้วยปัญญารู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์
มิใช่ประโยชน์ และเข้าใจชีวิตนี้ตามความเป็นจริง ที่จะไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมา การใช้ความคิดพิจารณา
เพื่อให้รู้อย่างไม่วิปริต ใช้สติพิจารณาคติแห่งกศุ ลธรรมและอกุศลธรรม รู้สิ่งที่เก้ือกูลและสิ่งไม่เกื้อกลู
แก่ตนเองและผู้อื่นด้วยปัญญาตามความเป็นจริง ตลอดจนหลักธรรมที่ประกอบกันได้แก่ หลักพรหม
วิหาร ๔ หลัก ฆราวาสธรรม ๔ หลักอทธิบาท ๔ หลักอริยสัจ ๔ รวมไปถึง หลักสติปัฎฐาน
ในการเจรญิ วิปัสสนา เพื่อการบำบัดจิตใจมใิ ห้ตกเป็นทาสของกเิ ลสและหลงเขา้ ไปกระทำผิดซ้ำอกี
๕.๒ การอภปิ รายผล
การวจิ ัยเร่ือง การเสริมสรา้ งความมน่ั ใจในการอยรู่ ว่ มกับสังคมของผตู้ ้องขังท่ีพ้นโทษ
จากเรือนจำช่วั คราวดอยฮาง จังหวัดเชยี งราย โดยมงี านวิจยั ทส่ี อดคลอ้ งดังนีค้ อื
อรุณ รักธรรม ผลการวิจัยพบว่า ความก้าวหน้าทางวิชาชีพว่า มนุษย์ส่วนใหญ่มีความ
ปรารถนาท่จี ะเห็นความก้าวหนา้ ของตนเอง อาจจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง การยอมรับ และโอกาสของ
ความสำเรจ็ ในชวี ติ เตบิ โตจากพนกั งานระดบั ล่างข้ึนสรู่ ะดบั นกั บรหิ ารชนั้ สงู ๆ ขน้ึ ไป
สุชาญ โกศิน ผลการวิจัยพบว่า วัตถุประสงค์ของการจัดสวัสดิการ ก็เพื่อเป็นการสร้าง
แรงจูงใจให้คนท่ีมีความรู้ ความสามารถ เข้ามาทำงานกับองค์กรเพ่ือลดอตั ราการลาออกของพนักงาน
เพราะนอกจากเรื่องการจ่ายค่าจ้างและเงินเดือนแล้ว ปัจจุบันยังต้องคำนึงถึงการจัดสวัสดิการ
ผลประโยชน์และการบริการให้ทัดเทียมกับองค์กรอื่น ๆ ที่มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกัน และมี
ขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า วัตถุประสงค์ของการจัดสวัสดิการ คือการบริการด้านต่าง ๆ
เพื่อช่วยให้มีความปลอดภัยในการทำงานช่วยแบ่งเบาภาระความเดือดร้อน และสร้างแรงจูงใจให้
พนักงานที่มีความตั้งใจในการทำงานกับองค์กร สามารถทุ่มเททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความ
รกั ซื่อสตั ยผ์ กู พันตอ่ งานและองค์กร
๑๒๗
เสาวคนธ์ เจษฎารักษ์ ผลการวิจัยพบว่า การเตรียมการปลดปล่อย (Prerelease) หรือการ
ช่วยเหลือผู้ต้องขังที่จะได้รับการปลดปล่อยจากเรือนจำให้สามารถปรับตัวให้กลับสู่ครอบครัว สังคม
และมชี ีวติ ปกติตลอดจนมีอาชีพสจุ ริตท่สี ามารถเลีย้ งครอบครวั และตนเองได้ ถอื เป็นการป้องกันสังคม
จากอาชญากรรมได้อีกวิธีหนึ่ง แต่จากสภาพแวดล้อมในเรือนจำที่แตกต่างจากสังคมภายนอก การที่
ผู้กระทำความผิดต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำนาน ๆ ทำให้ต้องประสบปัญหาในการปรับสภาพชีวิตเพื่อ
กลับสู่ชีวิตปกติในสังคม ดังนั้น เรือนจำและทัณฑสถานจึงต้องมีการเตรียมการปลดปล่อย เพื่อให้
ผู้ต้องขังมีความพร้อมที่จะออกไปดำเนินชีวิตในสังคมภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงาน
โครงการคนื คนดสี ู่สงั คม
๕.๓ ข้อเสนอแนะ
ก.ควรมีการจัดหาอาชีพให้ผู้ตอ้ งขงั หลงั พน้ โทษไปแล้ว
ข. ควรมกี ารตดิ ตามผลและความประพฤติของผู้ต้องขังหลงั พน้ โทษ
ค. ควรมีการจัดบรรยายโดยพระสงฆ์หรือหนว่ ยงานทางพระพุทธศาสนา มาบรรยาย
ให้แกผ่ ูต้ ้องขังโดยสมำ่ เสมอ
๑๒๘
บรรณานุกรม
๑. ภาษาไทย
ก. ขอ้ มลู ปฐมภูมิ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . พระไตรปฎิ กภาษาบาลี ฉบับมหาจฬุ าเตปฏิ กํ ๒๕๐๐. กรงุ เทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๕.
________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙.
มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับสฺยามรฏฺ เตปิฏกํ ๒๕๒๕. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพม์ หามกฏุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๒๕.
________. พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถา แปล ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏ
ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔.
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . ปกรณวเิ สสภาษาบาลี ฉบับมหาจฬุ าปกรณวิเสโส. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพว์ ญิ ญาณ, ๒๕๓๙.
________. อรรถกถาภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาอฏฺ กถา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬา
ลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๒.
________. ฎีกาภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาฎีกา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
ข. ขอ้ มูลทุติยภมู ิ
(๑) หนังสือ:
กรรณิการ์ จันตัน. เงินเดือนของข้าราชการไทยตามภาวะเศรษฐกิจไทยเชียงใหม่. (เชียงใหม่ :
มหาวทิยาลยั เชียงใหม่. ๒๕๔๗).
จําเนียร ชุณหโสภาค และคณะ. การศึกษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการกระทำความผิดซ้ำในคดียา
เสพติด. พิมพ์ครั้งที่ ๕. (กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัย
รามคำแหง, ๒๕๕๑).
ชาญ โกศนิ . ระบบความปลอดภัยในโรงงาน. พมิ พค์ รั้งท่ี ๑. (กรุงเทพมหานคร : ศนู ยส์ ง่ เสริมอาชีวะ
กรมพฒั นาฝมี อื แรงงาน สถาบันพฒั นาฝีมือแรงงาน, ๒๕๓๘).
นวลจันทรทัศนชยั กลุ . อาชญากรรม (การปองกัน : การควบคุม). พิมพค์ ร้งั ท่ี ๑. (นนทบุรี : พรทิพย์
การพมิ พ์, ๒๕๔๒).
นัทธี จิตสว่าง. หลักทัณฑวิทยา : หลักการวิเคราะห์ระบบงานราชทัณฑ์. พิมพ์ครั้งที่ ๑.
(กรงุ เทพมหานคร : พิมพ์ลกั ษณ์, ๒๕๔๕).
๑๒๙
นิพันธ์ จำเนียรพันธ์ุ. แนวทางการแกไ้ ขการกระทำผิดซำ้ ของผู้ตอ้ งขังคดเี สพยาบ้า : ศึกษาเฉพาะ
กรณีผู้ต้องขังทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรอี ยุธยา. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (พระนครศรีอ
ยุทธยา : มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยธุ ยา, ๒๕๕๑).
นศิ า ศลิ ารัตน์. การปลดปล่อยและการเตรยี มความพร้อมกลบั สู่สังคมของผูต้ ้องขงั หลังการพ้นโทษ.
พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๑. (กรงุ เทพมหานคร : พิมพล์ ักษณ์, ๒๕๕๖).
นุชนาฏ มุกุระ. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดของผู้ต้องขังเรือนจำกลาง
เชียงใหม่. พมิ พค์ รั้งที่ ๑. (เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๔).
ผกาวรรณ แน่นอน. ความมัน่ คงในการทำงานของครโู รงเรียนเอกชนอาชีวศกึ ษา เขตการศกึ ษา ๖.
พิมพค์ รง้ั ท่ี ๑. (กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร,์ ๒๕๔๑).
พงษ์ธร ธัญญศิริ. กระบวนการและการบริหารงานยุติธรรมไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร :
พิมพล์ กั ษณ,์ ๒๕๕๕).
พรชัย ขันตี และคณะ. ทฤษฏีและงานวิจัยทางอาชญาวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร :
บุคเนท็ , ๒๕๔๓).
พีระชัย เชมนะสิริ. เรื่องน่าคิดชีวิตคนทำงาน. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้ง
แอนดพ์ ับลิชชงิ่ (มหาชน), ๒๕๔๙).
ยศศักดิ์ โกไศยกานนท์. ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐. พมิ พ์คร้งั ท่ี ๑. (กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ลักษณ,์ ๒๕๔๗).
สายทิพย์ วงศ์สังข์ฮะ. ความมนั่นคงในการทำงานของลูกจ้างห้างสรรพสินค้าในเขต
กรุงเทพมหานคร. พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๑. (กรุเทพมหานคร : กรณีศึกษาพนกั งานขาย วิทยานิพนธ์
ปริญญามหาบณั ฑิตมหาวิทยาลัยหวั เฉียวเฉลมิ พระเกียรต,ิ ๒๕๔๐).
สายทิพย์วงศ์สังข์ฮะ. ความมนั่นคงในการทำงานของลูกจ้างห้างสรรพสินค้าในเขต
กรุงเทพมหานคร. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร : กรณีศึกษาพนักงานขาย
วทิ ยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตมหาวทิ ยาลัยหัวเฉยี วเฉลิมพระเกียรต,ิ ๒๕๔๐).
สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์. ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร : สำนัก
นโยบายและยุทธศาสตร์ สำนกั งานปลดั กระทรวงยุตธิ รรม. ๒๕๕๙).
สปิ ปนน์ เกตุทตั . คืนคนดสี ู่สงั คม. (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย, ๒๕๓๘).
เสาวคนธ์ เจษฎารักษ์. การดำเนินงานโครงการคืนคนดีสู่สังคม. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร :
พิมพ์ลกั ษณ,์ ๒๕๕๒).
อัจฉรา สุวพันธ์ุ. โอกาสความก้าวหน้าของข้าราชการสตรีในระบบราชการไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๑.
(กรุงเทพมหานคร : พมิ พล์ กั ษณ,์ ๒๕๒๕).
Anonymous. ๑๙๙๖. Primo for Managing Turfgrass Growth : Technical Bulletin Ciba.
Baron. R. A. (๑๙๘๖). Behavior in Organization. Boston: Allyn and Bacon.
Boon. S. D.. & Holmes, J. G. (๑๙๙๑). The dynamics of interpersonal trust: Resolving
uncertainty in the face of risk. In R. A. Hinde & J. Groebel (Eds.).
Cooperation and prosocial behavior. Cambridge : Cambridge University Press.
๑๓๐
Boon. S. D.. & Holmes. J. G. (๑๙๙๑). The dynamics of interpersonal trust : Resolving
uncertainty in the face of risk. In R. A. Hinde & J. Groebel (Eds.).
Buchanan II. (๑ ๙ ๗ ๔ ). Building Organizational Commitment : The Socialization of
Manager in Work Organization. Administrative Science Quarterly.
Buchanan, H.B. (๑ ๙ ๗ ๔ ). building organization commitment the
socialization of managers in work organization. Administrative Science Quarterly.
๑๙. pp. ๕๓๓ -๕๔๗.Steers. R.M.
Cooperation and prosocial behavior (pp.๑๙๐-๒๑๑). Cambridge: Cambridge University
Press.
Gilmer. V. Haller B. et al. (๑๙๗๗). Industrial Psychology. New York : McGraw-Hill.
John P. Burke, M.D. Employee Engagement Model. February ๑๓, ๒๐๐๓. N Engl J
Med ๒๐๐๓.
Larzelere, R.E.: & T.L.Huston.(๑๙๘๐). The Dyadic Trust Scale: Toward Understanding
Interpersonal Trust in Close Relationships. Journal of Marriage and the
Family.
Larzelere, R.E.: & T.L. Huston.(๑๙๘๐).The Dyadic Trust Scale: Toward Understanding
Interpersonal Trust in Close Relationships. Journal of Marriage and the
Family.
M. Kramer and T. R. tyler (eds.), Trust in organizations : Frontiers of theory and research,
pp. ๒๗๑- ๒๘๗. Thounsand Oaks. CA : Sage.
Meyer. J. P. and N. J. Allen. ๑ ๙ ๙ ๗ . Commitment in the Workplace. California. Sage
Publications.
Mishra. A. K. (๑๙๙๗). Organizational responses to crisis : the centrality of trust. In R.
Mishra. A. K. (๑ ๙ ๙ ๗ ). Organizational responses to crisis : the centrality of trust. In
R. M. Kramer and T. R. tyler (eds.), Trust in organizations : Frontiers of theory
and research. pp. ๒๗๑- ๒๘๗. Thounsand Oaks. CA : Sage.
Moorman. C.. Deshpande. R.. & Zaltman, G. (๑๙๙๒). Relationships between Providers
and user of Market Research. Journal of Marketing. ๒๙(๓). ๓๑๔-๓๒๙.
Morgan. & Hunt. (๑ ๙ ๙ ๔ ). The Commitment - Trust Theory of Relationship
Marketing. Journal of Marketing, ๕๘ (July), ๒๐-๓๐.
Steers. R. M. and Porter. L.W. (๑ ๙ ๙ ๑ ). Motivation and work behavior. ๕ th Ed. New
York : McGraw – Hill.
Steers. R.M. ๑ ๙ ๗ ๗ . Antecedents and outcomes of organizational effectiveness.
Administrative Science Quarterly. (๒๒) : ๔๗-๕๗.
Steers. R.M. and L.W. Porter. ๑๙๘๓. Motivation and Work Behavior. ๕th ed. NewYork
: McGraw – Hill. ๓๐๓-๓๐๔.
๑๓๑
(๒) ดษุ ฎีนิพนธ์/วทิ ยานิพนธ/์ สารนพิ นธ์:
กองทรัพย์ ผางแพ่ง. การเตรยี มความพรอ้ มก่อนปล่อยผูต้ ้องขังพ้นโทษ กรณศี ึกษา เรือนจำกลาง
ชลบุรี. พมิ พ์คร้ังที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร : โครงการรฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต
มหาวิทยาลยั รามคำแหง, ๒๕๖๑).
จรัญ สุวรรณเวช. ปัจจัยที่มีผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ระดับ
รองผู้กำกับการในสังกัดตำรวจภูธรภาค ๕. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร :
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม,่ ๒๕๔๙).
ประไพขันทองดี. ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกระทำความผิดซ้ำของผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัด
กาญจนบุรี. พิมพค์ รัง้ ที่ ๑. (กรงุ เทพมหานคร : วิทยานิพนธ์ศลิ ปะศาสตร์มหาบัณฑิต.
สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา. บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บา้ นจอม
บึง, ๒๕๔๘).
ปิยะ ปิยะรัมย์. การกระทำผิดของผู้ต้องขังในคดียาเสพติด : กรณีศึกษาเรือนจำอำเภอนางรอง
จงั หวดั บุรีรัมย.์ พิมพค์ ร้งั ที่ ๑. (บุรรี ัมย์ : พมิ พล์ กั ษณ์, ๒๕๔๗).
ปริทรรศน์ แสงทองดี. ปัจจัยการควบคุมตนเองและความผูกพนั ทางสังคม ที่มผี ลต่อการกระทำผิด
ในคดียาเสพติดของเด็กและเยาวชนชาย : ศึกษาเฉพาะศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและ
เยาวชนชายในกรุงเทพมหานคร. พิมพ์ครั้งที่๑. (กรุงเทพมหานคร :
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล, ๒๕๕๐).
พงศกร อินธิไชย. การกระทำผิดซ้ำเก่ียวกับยาเสพติดในเรือยจำของผู้ตองขังคดียาเสพตดิ เรือนจำ
กลางบางขวาง. พิมพ์ครั้งที่๑. (กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธศิลปะศาสตร์มหา
บัณฑติ . สาขาวิชาการบรหิ ารงานยตุ ิธรรม. มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒).
มณีรัตน์ ไพรรุ่งเรือง. ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล และคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานขับ
รถบรรทุก ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การ. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร :
วทิ ยานพิ นธ์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๑).
มนตรี บุนนาค. วิเคราะห์สาเหตุการกระทำผิดซ้ำในคดีเสพยาบ้า : ศึกษาเฉพาะกรณีผู้ต้องขัง
ในทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์
ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต. สาขาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม. บัณฑิตวิทยาลัย.
มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๔๒).
ศุภกานดา สุขศรีวงษ์. ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของเด็กและ
เยาวชน : ศึกษาเฉพาะกรณีเด็กและเยาวชนในเขตกรงุ เทพมหานครและปรมิ ณฑล.
พมิ พ์คร้ังท่ี ๑. (กรุงเทพมหานคร : วทิ ยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑติ . สาขา
อาชญาวิทยาและงานยุตธิ รรม. บณั ฑิตวทิ ยาลยั . มหาวิทยาลยั มหิดล, ๒๕๕๐).
สมชาย โตกุศลวรรณ์ อ้างถึงใน สุภาวดี อรรคนิตย์. การเปลี่ยนแปลงของเยาวชนที่ติดยาเสพติดใน
สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จัวหวัดระยอง. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (ระยอง :
ปญั หาพิเศษรัฐประศาสนศาสตร มหาบณั ฑิต. สาขาการบรหิ ารทัว่ ไป. บณั ฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลัยบรู พา, ๒๕๔๙).
๑๓๒
ศุภกานดา สุขศรีวงษ์. ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของเด็กและ
เยาวชน : ศึกษาเฉพาะกรณเี ดก็ และเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานครและปรมิ ณฑล.
พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต. สาขา
อาชญาวิทยาและงานยตุ ธิ รรม. บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวทิ ยาลัยมหิดล, ๒๕๕๐).
สคาญจิต อุดมกิจวัฒนา. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการให้บริการของพนักงานธนาคารพาณิชย์
ไทย : กรณีศึกษาผู้ให้บริการธนาคารในเขตกรุงเทพมหานคร. พิมพ์ครั้งที่ ๑.
(กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพ, ๒๕๕๒).
สมบุญ มาศประมุท. ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง : ศึกษาเฉพาะกรณีเรือนจำ
กลางบางขวาง. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร : ภาคนิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหา
บัณฑิต. สาขาพัฒนาสังคม. บัณฑิตวิทยาลัย. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์,
๒๕๔๗).
สมบูรณ์ เตชะวงศ์. การกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังคดียาเสพติด. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (กรุงเทพมหานคร :
วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์ มหาบัณฑิต. สาขาบริหารงานยุติธรรม. บัณฑิตวิทยาลัย.
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๕).
สรศกั ด์ิ สุรินทร์แกว้ อา้ งถึงใน สุภาวดี อรรคนิตย์. การเปล่ยี นแปลงของเยาวชนที่ติดยาเสพตดิ ใน
สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จัวหวัดระยอง. พิมพค์ รง้ั ที่ ๑. (ระยอง :
ปัญหาพิเศษรฐั ประศาสนศาสตร มหาบณั ฑิต. สาขาการบริหารทว่ั ไป. บณั ฑิตวทิ ยาลัย
มหาวทิ ยาลยั บรู พา, ๒๕๔๙).
สุวรรณ ใจคล่องแคล่ว. สาเหตุการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษธนบุรี. พิมพ์ครั้งที่ ๑.
(กรุงเทพมหานคร : ภาคนิพนธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑติ . สาขาการบรหิ ารงานยุติธรรม.
บัณฑติ วิทยาลยั . มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖).
อาภาภรณ์ อินทนันท์. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพการปรับตัวเพื่อสู่ความเป็นเลิศ ความ
เหนื่อยหน่ายในงานกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนกังานระดับ
ปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (เชียงใหม่ : การ
คน้ คว้าแบบอิสระ วิทยาศาสตร์มหาบัณฑติ ).
อาภาภรณ์ อินทนันท์. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพการปรับตัวเพื่อสู่ความเป็นเลิศความ
เหนื่อยหน่ายในงานกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานระดับ
ปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์. พิมพ์ครั้งที่ ๑. (เชียงใหม่ : การ
ค้นคว้าแบบอิสระ วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและ
องค์การ, ๒๕๔๙).
เอกรนิ ทร์ วรรณเวศ. การศกึ ษาสาเหตุและกระบวบการเป็นผคู้ ้ายาบา้ รายย่อย :กรณีศึกษานักโทษ
ในทัณฑสถานวยั หนุ่มกำแพงเพชร. พิมพค์ รงั้ ท่ี ๑. (พระนครศรอี ยุธยา : วทิ ยานิพนธ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา. บัณฑิตวิทยาลัย. มหา
วิทยาราชภฏั พระนครศรีอยุธยา, ๒๕๔๙).
๑๓๓
ประวตั ผิ ้วู ิจัย
ชอื่ ฉายา/นามสกลุ : นายสุรชัย กาบศรี
วนั เดือน ปีเกิด : ๑๕ ก.พ. ๒๕๒๙
ภมู ิลำเนาทเ่ี กิด : เลขที่ ๒๒๑ หมู่ ๑๔ ตำบลบา้ นโฮ่ง อำเภอบา้ นโฮง่ จังหวัดลำพูน
การศกึ ษา : ปรญิ ญาตรี สาขานติ ศิ าสตร์บณั ฑิต
ปรญิ ญาโท พุทธศาสตรมหาบณั ฑิต (พระพุทธศาสนา)
ประสบการณก์ ารทำงาน : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่
(พ.ศ.๒๕๕๓ – ๒๕๕๙)
เรือนจำกลางเชยี งราย (พ.ศ.๒๕๕๘ – ปจั จุบนั )
ผลงานทางวิชาการ :-
ตำแหน่งทางวชิ าการ (ถา้ ม)ี : -
สงั กดั : กรมราชทณั ฑ์ กระทรวงยตุ ิธรรม
ตำแหนง่ : นักทณั ฑวิทยาปฏิบัติการ
ปที เ่ี ข้าศกึ ษา :-
ปีทส่ี ำเร็จการศึกษา :-
ทอ่ี ยู่ปจั จบุ นั เลขที่ ๒๒๒ หมทู่ ี่ ๓ ต.ดอยฮาง อ.เมอื ง จ.เชยี งราย ๕๗๐๐๐