1
การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
เร่ือง เทคโนโลยีรอบตวั
สาหรับนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1 โรงเรียนนาโพธ์พิ ทิ ยาคม
โดยใช้หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์
ของ
สุวิษา บุราณรมย์
สาขาวชิ าเทคโนโลยแี ละคอมพวิ เตอร์เพ่ือการศึกษา
เป็ นส่วนหนงึ่ ของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบณั ฑติ
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบุรีรัมย์
2564
ก
ชอื่ เร่ือง การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เร่อื ง เทคโนโลยีรอบตวั สำหรบั นักเรยี น
ชือ่ ผ้วู ิจยั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนนาโพธิพ์ ิทยาคม โดยใชห้ นังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์
สวุ ิษา บุราณรมย์
นกั ศึกษาฝึกประสบการณว์ ิชาชพี ครู สาขาวชิ าเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์
เพือ่ การศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏบุรรี มั ย์
บทคดั ย่อ
กาวิจยั ในครัง้ น้มี จี ุดประสงคเ์ พ่อื 1) เพือ่ เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นกอ่ นเรียนและ
หลังเรียนของนักเรียนหลังจากการเรยี นดว้ ยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม 2) เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง
เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม ให้มีประสิทธภิ าพ
ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือ
อเิ ล็กทรอนกิ ส์ เรอื่ ง เทคโนโลยรี อบตวั สำหรับนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรยี นนาโพธิ์พทิ ยาคม
กลุ่มตัวอยา่ งท่ใี ช้ในคร้งั นไี้ ดแ้ ก่นกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นนาโพธพ์ิ ิทยาคม ภาคเรียนที่ 2
ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 36 คน เครื่องมือทใี่ ช้ในการวิจัยครงั้ นี้ ไดแ้ ก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เร่ือง
เทคโนโลยรี อบตัว แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนเรื่อง เทคโนโลยีรอบตวั แบบสอบถามความ
พึงพอใจที่มีตอ่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า E1/E2 และค่า t-test (Dependent) ผลการวิจัยพบวา่
1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยี
รอบตัว มีประสิทธิภาพ 82.86/83.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑท์ ี่กำหนดไว้คือ 80/80 3) ความพึงพอใจของ
นักเรยี นหนังสอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ พบวา่ นักเรียนมีความพงึ พอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก ̅ = 4.25
ข
กิตติกรรมประกาศ
งานวจิ ยั ฉบบั น้ีสำเสร็จลุลว่ งได้ด้วยดีเน่อื งจากไดร้ ับความกรุณาอยา่ งสูงจาก นายสุทธิรักษ์
พลเจริญ ที่ปรกึ ษาวิจยั ที่กรุณาให้คำปรึกษา คำแนะนำ ตลอดจนแกไ้ ขข้อบกพร่อง ทำให้งานวิจัยน้ีมี
ความถูกต้อง สมบรู ณ์ กราบขอบพระคณุ เป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้
ขอขอบคณุ นายสุทธิรกั ษ์ พลเจรญิ นางจรี นันท์ เคา้ คำ นายขวญั ชยั เจริญเนตร ซึง่ เป็น
ผู้เชย่ี วชาญในการตรวจสอบด้านเนื้อหา ดา้ นส่อื การสอน ตลอดจนให้คำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไข
เครื่องท่ีใชใ้ นการวิจัย จนทำให้งานวิจยั ฉบับนส้ี ำเรจ็ ลลุ ว่ งไปได้ด้วยดี
ขอบคณุ นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นนาโพธพ์ิ ทิ ยาคม ท่ใี ห้ความรว่ มมือในการทำ
กิจกรรมและการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นไปอย่างราบร่ืน
ขอบคุณเพ่อื นนกั ศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชพี ครูโรงเรียนนาโพธิพ์ ทิ ยาคมทุกคนท่ีคอยให้
ความชว่ ยเหลอื ให้คำปรกึ ษาตลอดการดำเนินงานวิจยั ในคร้งั น้ี
หากวิจยั ฉบับนีก้ ่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่า ผวู้ ิจัยขอมอบประโยชน์ คุณค่า และความดี
แกบ่ ิดา มารดา ครบู าอาจารย์ ตลอดจนผทู้ ใ่ี หก้ ารชว่ ยเหลือในการดำเนินงานวจิ ยั ในครงั้ นท้ี ุกท่าน
ค
สารบญั
หน้า
บทคดั ย่อ ก
กติ ตกิ รรมประกาศ ข
สารบัญ ค
สารบัญตาราง จ
บทท่ี 1 บทนำ.................................................................................................................. 1
1.1 ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา.............................................................. 1
1.2 วัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย........................................................................................... 2
1.3 สมมตฐิ านการวิจยั ............................................................................................... 3
1.4 ขอบเขตของการวจิ ัย............................................................................................ 3
1.5 ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั .................................................................................. 4
1.6 นิยามศพั ท์เฉพาะ................................................................................................. 5
บทท่ี 2 เอกสารงานวจิ ยั ที่เกีย่ วข้อง.................................................................................. 6
2.1 หนังสอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์.......................................................................................... 7
2.2 หลักสูตรสถานศกึ ษา............................................................................................ 12
2.3 เทคโนโลยรี อบตวั ................................................................................................ 15
2.4 การพฒั นาและหาประสิทธภิ าพของสอ่ื ................................................................ 16
2.5 ความพงึ พอใจในการเรียนรู้................................................................................. 19
2.6 งานวิจัยทเ่ี ก่ียวขอ้ ง.............................................................................................. 23
บทที่ 3 วิธีการดำเนนิ งานวจิ ยั .......................................................................................... 25
3.1 ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง.................................................................................. 25
3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย...................................................................................... 25
3.3 การสร้างเครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย........................................................................ 26
3.4 การหาคุณภาพเคร่อื งมอื ทใ่ี ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล........................................ 27
3.5 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล......................................................................................... 29
3.6 การวิเคราะห์ขอ้ มลู .............................................................................................. 30
3.7 สถติ ิท่ใี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมูล............................................................................ 31
ง
สารบญั (ต่อ)
หน้า
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล.......................................................................................... 34
4.1 สัญลักษณท์ ่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู .................................................................... 34
4.2 การวิเคราะหข์ ้อมูล.............................................................................................. 34
4.3 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู .......................................................................................... 35
บทที่ 5 สรุป อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ...................................................................... 39
5.1 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั ...................................................................................... 39
5.2 สมมติฐานการวิจัย................................................................................................ 39
5.3 วธิ ีดำเนนิ การวิจยั ................................................................................................. 40
5.4 สรปุ ผลการวจิ ัย.................................................................................................... 41
5.5 อภิปรายผลการวจิ ัย.............................................................................................. 42
5.6 ขอ้ เสนอแนะ......................................................................................................... 43
บรรณานกุ รม.................................................................................................................... 44
ภาคผนวก........................................................................................................................ 47
ภาคผนวก ก ตวั อย่างหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เรอ่ื ง เทคโนโลยรี อบตัว......................... 48
ภาคผนวก ข แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน................................................ 53
ภาคผนวก ค แบบสอบถามความพึงพอใจ.................................................................. 58
ภาคผนวก ง ค่าดชั นคี วามสอดคลอ้ งของผูเ้ ชยี่ วชาญ 61
หนังสอื อเิ ล็กทรอนิกส์.......................................................................... 62
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน............................................... 64
แบบสอบถามความพึงพอใจ................................................................. 65
ภาคผนวก จ คา่ อำนาจจำแนกความยากง่ายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน............................................................................................................................ 67
ภาคผนวก ฉ แผนการจดั การเรียนร้.ู ........................................................................... 69
ประวัตยิ ่อผ้วู จิ ยั ................................................................................................................ 87
จ
สารบญั ตาราง
ตาราง หน้า
4.1 ประสิทธิ์ภาพของหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ เร่อื ง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรบั นักเรยี น
ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นนาโพธิ์พทิ ยาคม.......................................................... 35
4.2 ผลการวเิ คราะห์คะแนนคา่ เฉลีย่ ของการทดสอบกอ่ นเรยี นและทดสอบหลังเรยี น 36
4.3 ความพึงพอใจของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1/5 ที่มีต่อหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์
เร่ือง เทคโนโลยรี อบตวั .............................................................................................. 37
1
บทที่ 1
บทนำ
การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน เรอื่ ง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษา
ปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ ผู้วิจัยไดท้ ำการศึกษาการวางแผนงาน
และออกแบบงานวจิ ยั ตามลำดับ ดังน้ี
1.1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
1.2 วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย
1.3 สมมติฐานการวจิ ัย
1.4 ขอบเขตของการวจิ ัย
1.5 ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รบั
1.6 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
ความสำคัญของปัญหาการศึกษาในยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge Society)
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเรว็ ต่อการจัดการศึกษาให้ทันยุคสมัย มีการนำความรู้มาพัฒนา
ควบคู่นวัตกรรม (Innovation) พัฒนาสู่เทคโนโลยีการศึกษาที่มีการนำเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์
(Electronics) เข้ามาใช้อย่างมากมาย ซึ่งช่วยในการส่งเสริมให้เกิดความรู้ การพัฒนาคุณภาพ
การศกึ ษาและเพิ่มโอกาสทางการศึกษา (สายจุรี จุตกิ ลุ , 2546) กล่าวถงึ การเรยี นรู้ว่าต้องเปล่ียนจาก
การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นหลักไปเป็นการเรียนรู้จากแหล่งอื่น ๆ ประกอบด้วยตลอดเวลา
เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงสังคมไทยให้กลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) เป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้เรียนสามารถเข้าใช้ได้ทั้งในเครื่อง
คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มอื ถือ และเครือ่ งมืออเิ ล็กทรอนิกส์อ่นื ๆ เปน็ ส่งิ ที่เกดิ ขึ้นใหม่ในวงการศึกษา
เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ที่จะนำสื่อเข้าไปบรรจุในรูปแบบดจิ ิทัล ทั้งนี้เพือ่ ลดข้อจำกัดจาก
การอ่านหนังสือปกติทั่วไป บทบาทของผู้สอนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเน้นหนักทางด้านการใฝ่หา
ความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถ วิธีสอนที่หลากหลายตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมได้อย่าง
กว้างขวาง (เสาวลักษณ์ ญาณสมบัติ, 2545)
สื่อเทคโนโลยีทางด้านการศึกษาในปัจจุบัน ช่วยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาไปมาก
โดยเฉพาะการจัดการกับความรู้ เพื่อนำองค์ความรู้มาใช้ประโยชน์ และสามารถสร้างรูปแบบการ
ประยุกต์ใช้งานได้กว้างขวาง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เป็นสื่อการเรียนรู้หนึ่งที่จะทำให้
2
นักเรียนสามารถใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้ เนื่องจากหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ เป็นหนังสือที่จัดทำและแสดงผลในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นแฟ้มข้อมูล
คอมพิวเตอร์ที่สามารถอ่านผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์
คณุ ลกั ษณะของหนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์สามารถเช่ือมโยงจุดไปยังส่วนต่างๆ ของหนงั สือเว็บไซต์ต่าง ๆ
ตลอดจนมปี ฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกบั นักเรยี นได้ นอกจากนั้นหนังสอื อเิ ล็กทรอนกิ สส์ ามารถแทรกภาพ
เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้
อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรบั ปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา
ซ่ึงคุณสมบัตเิ หลา่ นี้จะไมม่ ใี นหนงั สอื ธรรมดาทว่ั ไป (ไพฑรู ย์ ศรฟี า้ , 2551, หน้า 14)
นอกจากน้ี หนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ ยังสามารถออกแบบและจัดรูปแบบการเรยี นการสอนให้
สอดคลอ้ งกับความต้องการรายบคุ คล มีการอธิบายเนื้อหาบทเรียนให้เข้าใจง่ายข้ึนพร้อมกับเรียนแล้ว
สนุกเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ทุกสถานที่ ทุกเวลา นักเรียนมี
ปฏิสมั พนั ธก์ บั บทเรยี น สนองหลกั ดา้ นจติ วทิ ยาของมนุษย์ คอื มกี ารสอดแทรกหลักการเรียนและเล่น
ผสมผสานกนั ไป มกี ารใหท้ ดสอบ ความเข้าใจของนกั เรียนผนวกอยู่ด้วย บทเรียนน่าสนใจและนักเรยี น
เกิดความพึงพอใจในการเรียน (อัญญาพัชร ใจชื่น, และคณะ, 2548, หน้า 83) กล่าวไว้ว่า การ
ออกแบบเน้ือหา กิจกรรมและการเช่ือมโยงเน้ือหา ตลอดทัง้ การปฏิสมั พันธ์ รวมถึงการออกแบบด้าน
กราฟิกและเสียง ทำใหน้ ักเรยี นมีความสนใจ กระตอื รือรน้ สามารถทำความเข้าใจเนือ้ หาได้ดว้ ยตนเอง
ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) หลายประเทศทั่วโลก
รวมถึงประเทศไทย ทำให้ในหลาย ๆ โรงเรียนต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน
โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคมจึงได้มีการจัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนสลับกันมาเรียนท่ีโรงเรียน
ดังน้ันจึงส่งผลใหก้ ารจดั การเรียนการสอนไม่มคี วามต่อเนอ่ื ง
จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้มีความสนใจที่จะพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง
เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม ซึ่งหนังสือ
อเิ ล็กทรอนิกสน์ ี้จะช่วยใหน้ ักเรยี นสามารถเรยี นรูแ้ ละทบทวนบทเรียนไดใ้ นทุกสถานที่ ทกุ เวลา
รวมไปถงึ การสง่ เสรมิ การพฒั นาความรู้ ตลอดจนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรยี นตอ่ ไป
1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
1.2.1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน
หลังจากการเรยี นดว้ ยหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ เรอื่ ง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรบั นักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีท่ี 1 โรงเรียนนาโพธิ์พทิ ยาคม
1.2.2 เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรียน
ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นนาโพธพ์ิ ทิ ยาคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
3
1.2.3 เพื่อศกึ ษาความพงึ พอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการเรยี นโดยใชห้ นังสอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์
เร่อื ง เทคโนโลยีรอบตวั สำหรบั นักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นนาโพธ์พิ ทิ ยาคม
1.3 สมมตฐิ านของการวจิ ยั
1.3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม
หลังจากการเรยี นด้วยหนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ เรอ่ื ง เทคโนโลยีรอบตัว หลังเรียนสูงกวา่ กอ่ นเรียน
1.3.2 หนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ เรอ่ื ง เทคโนโลยรี อบตวั สำหรบั นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรยี นนาโพธิพ์ ิทยาคม มปี ระสิทธภิ าพสงู กว่าเกณฑ์ 80/80
1.3.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง
เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม อยูใ่ นระดบั มาก
1.4 ขอบเขตของการวิจัย
การศกึ ษาวจิ ัยครัง้ น้ี ผู้วจิ ัยได้กำหนดขอบเขตของการศกึ ษาไวด้ ังน้ี
1.4.1 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
1.4.1.1 ประชากรท่ีใชใ้ นการวจิ ัยคร้ังนี้ ได้แก่ นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1
โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม ในภาคเรียนที่ 2/2564 จำนวนห้องเรียน 5 ห้อง จำนวนนักเรียนทั้งหมด
192 คน
1.4.1.2 กลุ่มตัวอย่างในการวิจยั ครัง้ น้ี เปน็ นกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1/5
โรงเรียนนาโพธิ์พทิ ยาคม ในภาคเรียนที่ 2/2564 นกั เรยี นทัง้ หมด 36 คน ไดม้ าโดยใช้วิธีการสุ่มอย่าง
งา่ ย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรยี นเปน็ หน่วยการสุ่ม
1.4.2 ตวั แปรทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
1.4.2.1 ตัวแปรต้น คือ การเรียนรู้ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว
สำหรบั นกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นนาโพธพ์ิ ทิ ยาคม
1.4.2.2 ตวั แปรตาม ได้แก่
1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยหนังสือ
อิเล็กทรอนกิ ส์ เร่ือง เทคโนโลยีรอบตวั
2) ประสทิ ธภิ าพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เร่อื ง เทคโนโลยีรอบตวั สำหรับนักเรียน
ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นนาโพธ์พิ ิทยาคม
3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือ
อิเลก็ ทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตวั
4
1.4.3 ระยะเวลาท่ีใช้ในการทดลอง
ระยะเวลาท่ใี ชใ้ นการทดลองครั้งน้ี คือ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 ระหวา่ ง
เดอื น พฤศจิกายน ถงึ เดอื น ธันวาคม พ.ศ. 2564
1.4.4 ขอบเขตของเนอื้ หา
ผ้วู จิ ยั ได้กำหนดหัวขอ้ เรอื่ งทที่ ดลองอยู่ในกลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการ
ดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์ และ ศาสตรอ์ น่ื ๆ เพอ่ื แกป้ ญั หาหรือพฒั นางานอย่างมีความคดิ สร้างสรรค์ ดว้ ยกระบวน
การออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม
และส่งิ แวดลอ้ ม ประกอบดว้ ย 5 เร่ือง ดงั น้ี
1.4.4.1 ความหมายของเทคโนโลยี
1.4.4.2 ประโยชน์ของเทคโนโลยี
1.4.4.3 ความสำคัญของเทคโนโลยี
1.4.4.4 เทคโนโลยีในงานอาชีพ
1.4.4.5 ระบบทางเทคโนโลยี
1.5 ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ ับ
1.5.1 ช่วยให้ผูส้ อนสามารถนำบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน เทคโนโลยรี อบตัวไปใชใ้ นการ
เรียนการสอนตอ่ ไปได้
1.5.2 ได้ทราบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสอื
อิเล็กทรอนิกส์ เร่อื ง เทคโนโลยีรอบตัว
1.5.3 ได้ทราบระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง
เทคโนโลยีรอบตวั
1.6 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
1.6.1 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทาง
หน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอโทรศัพท์มือถือ ทั้งในระบบออฟไลน์ และออนไลน์ คุณลักษณะของ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ตลอดจน
มปี ฏิสัมพนั ธ์และโต้ตอบกับผูเ้ รยี นได้
5
1.6.2 การออกแบบและเทคโนโลยี หมายถึง การเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถของ
มนุษย์ในการแก้ปัญหา และสนองความต้องการอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้ความรู้และกระบวนการ
เทคโนโลยี สร้างส่ิงของเครอื่ งใช้หรือวธิ ีการ เพอ่ื เพิม่ ประสทิ ธิภาพในการดำรงชวี ิตและกจิ กรรมต่าง ๆ
ของมนุษย์
1.6.3 นักเรียน หมายถงึ นกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1/5 โรงเรยี นนาโพธพิ์ ิทยาคม ที่เรียน
ดว้ ยหนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 36 คน
1.6.4 โรงเรยี น หมายถงึ โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบรุ ีรมั ย์ สำนักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษาบรุ ีรัมย์ ทำการสอนในระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1-6
1.6.5 ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง คุณภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ได้จากคะแนนการทำแบบทดสอบ โดยใชส้ ตู ร ( 1⁄ 2) ใหเ้ ป็นไปตามเกณฑ์ 80/80โดยมีความหมาย
ดงั น้ี
80 ตัวแรก หมายถึง ผลรวมคะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนทั้งหมด ที่ได้จากการทำ
แบบทดสอบระหวา่ งเรยี นในตวั บทเรียนแต่ละหน่วยทัง้ หมดได้ค่าเฉล่ยี ไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 80
80 ตัวหลัง หมายถึง ผลรวมคะแนนเฉล่ียของผู้เรียนทั้งหมด ที่ได้จากการทำ
แบบทดสอบหลงั การเรยี นไดค้ ่าเฉล่ียไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 80
1.6.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้และความเข้าใจของนักเรียนหลังจากที่
เรียนรู้จากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรยี นนาโพธพ์ิ ทิ ยาคม ซ่งึ วดั ได้จากคะแนนของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้รายงาน
สรา้ งข้ึน
1.6.7 ความพงึ พอใจของนักเรียนที่มีต่อหนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ หมายถึง ระดับความรู้สึก
ชอบที่มีต่อการเรียนดว้ ยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว ที่ผู้วิจัยค้นคว้าและสร้างขน้ึ
ซงึ่ จะแบง่ ความรู้สกึ ออกเป็น 5 ชว่ ง หรือ 5 ระดับ ดงั นี้
ระดับ 5 หมายถงึ ความพงึ พอใจมากท่ีสดุ
ระดบั 4 หมายถงึ ความพงึ พอใจมาก
ระดบั 3 หมายถึง ความพึงพอใจปานกลาง
ระดบั 2 หมายถึง ความพงึ พอใจนอ้ ย
ระดับ 1 หมายถงึ ความพึงพอใจนอ้ ยท่ีสดุ
6
บทที่ 2
เอกสารงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้อง
ในการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับ
นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นนาโพธิ์พทิ ยาคม โดยใชห้ นังสืออิเล็กทรอนิกส์ ผู้วิจัยได้ศึกษา
ค้นคว้าจากเอกสารตำรา และงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำความรู้ และข้อมูลมาเป็นแนวทาง
ในการดำเนินการวจิ ยั ดงั นี้
2.1 หนงั สอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์
2.2 หลักสูตรสถานศกึ ษา
2.3 เทคโนโลยีรอบตัว
2.4 การพัฒนาและหาประสทิ ธิภาพของสอ่ื
2.5 ความพงึ พอใจในการเรยี นรู้
2.6 งานวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ้ ง
2.1 หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
2.1.1 ความหมายของหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์
มนี กั วชิ าการศึกษาได้ใหค้ วามหมายของหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ ดังนี้
รววี รรณ ขำพล (2550, หน้า 18) กลา่ ววา่ หนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์ ( Electronic Books -
EBooks) เป็นหนังสือหรือเอกสารอเิ ล็กทรอนิกสท์ ี่ ผู้อ่านสามารถอ่านผา่ นอนิ เทอร์เน็ต หรืออุปกรณ์
อิเล็กทรอนกิ ส์พกพาอื่นๆมีการบนั ทกึ และนำเสนอเนื้อหาสาระของหนงั สอื ในรูปสญั ญาณดิจิทัลมีการ
บันทกึ ลงในสอื่ อเิ ล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ เชน่ ซีดี-รอม (CD-ROM) ปาล์มบุ๊ค(Plam Book) หนังสือ
ในระบบเครอื ขา่ ย (Online Book) และสื่ออิเลก็ ทรอนิกส์อ่นื ๆ
ไพฑูรย์ ศรฟี ้า (2551, หน้า14) กลา่ ววา่ “อบี คุ๊ ” (E-book,eBook,eBOOK,EBOOK)
เปน็ คำภาษาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถงึ หนังสอื ท่ีสร้างข้ึนด้วย
โปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเลก็ ทรอนิกส์ โดยปกตมิ ักจะเปน็ แฟ้มขอ้ มูลที่สามารถ
อา่ นผา่ นทางหนา้ จอคอมพิวเตอร์ท้งั ในระบบออฟไลนแ์ ละออนไลน์
ทองสขุ คำแก้ว (2553 ,หนา้ 11) ได้ใหค้ วามหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ว่าเป็นการ
ประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกบการอ่านเข้าด้วยกันโดยการนำเสนอในรูปแบบของสื่อประสมที่
หลากหลายโดยมีส่วนประกอบทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงเข้าด้วยกันด้วยการ
เชื่อมโยงข้อมูลทั้งที่อยูในแฟ้มเดียวกนหรือคนละแฟ้มมีลักษณะคล้ายกับหนังสือสะดวกและงา่ ยใน
การศึกษา
7
สุรีย์ กลัดบุบผา (ออนไลน์ , 2554) ไดส้ รปุ ความหมายของหนังสืออิเลก็ ทรอนิกสด์ ังนี้คือ
รูปแบบการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อที่ ใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานการติดต่อสื่อสาร ระบบเครือข่าย
อินเทอร์เนต็ หรือข้อมูลในลักษณะ e-Content เป็นสื่อการถ่ายทอดทีเ่ ปิดโลกการเรียนรูแ้ บบใหมท่ ี่
สามารถนำเสนอข้อมูลตัวอักษรจากการคลิกเปิดเอกสารในรูปแบบข้อความหลายมิติ (Hypertext)
และข้อมูลภาพนิ่งเสียงและรวมถึงภาพเคลื่อนไหวเรียกว่าสื่อหลายมิติ (Hypermedia) โดยการ
ประสานและการเชอ่ื มโยงสัมพันธข์ องเนอ้ื หาอย่างไรร้ อยต่อของขอ้ มูลท่ีอยูแฟม้ เดยี วกันหรืออยู่คนละ
แฟ้มเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวซึ่งผู้เรียนสามารถที่จะเลือกเรียนได้ตามความต้องการโด ยไม่จำกัด
ในเรือ่ งของเวลาและสถานที่ทำให้สามารถค้นหาข้อมูลทีต่ ้องการไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และมีประสิทธิภาพ
กล่าวโดยสรุป หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรม
คอมพิวเตอร์มลี กั ษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนกิ ส์ โดยปกติมักจะเปน็ แฟม้ ขอ้ มลู ทส่ี ามารถอา่ นเอกสาร
ผา่ นทางหนา้ จอคอมพิวเตอร์ หน้าจอโทรศพั ทม์ ือถือ ท้ังในระบบออฟไลน์ และออนไลน์ คุณลักษณะ
ของหนงั สืออิเล็กทรอนกิ ส์สามารถเช่ือมโยงจุดไปยังส่วนต่าง ๆ ของหนังสอื เวบ็ ไซต์ต่าง ๆ ตลอดจน
มีปฏสิ ัมพันธแ์ ละโตต้ อบกบั ผเู้ รียนได้
2.1.2 ประเภทของหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
Baker (1992, pp. 139 – 149,อา้ งถงึ ใน อรวรรณ อรุณวิภาส, 2553, หนา้ 10) ไดแ้ บ่ง
ประเภทของหนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์ออกเปน็ 10 ประเภท ดงั น้คี ือ
2.1.2.1 หนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (Text Books) ในระยะแรกจะมีลักษณะเป็น
เส้นตรงมีโครงสร้างเป็นตัวอักษร (Text) ต่อมาจะมีลักษณะท่ีเป็นมัลติมีเดียมากขึ้นโดยใช้คุณสมบัติ
ของไฮเปอรเ์ ทก็ ซใ์ นการนำเสนอ
2.1.2.2 หนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนงิ่ (Static Picture Books) จะประกอบไปด้วย
ภาพนง่ิ หลายๆ ชนิดรวมกนั ภาพแต่ละภาพจะมคี ุณภาพท่แี ตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของงาน
2.1.2.3 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพเคลื่อนไหว (Moving Picture Books) มี
โครงสร้างจากภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ (Animation Clips) หรือภาพวิดีโอ (Motion Video Segment)
หรอื ทง้ั สองอยา่ งรวมกัน
2.1.2.4 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลายภาษา (Talking Books) จะมีลักษณะเป็น
เน้ือหาประกอบคำบรรยาย เพอ่ื ให้งา่ ยต่อการรับรขู้ องผู้อา่ น
2.1.2.5 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สื่อประสม (Multimedia Books) เป็นการรวม
ช่องทางการสื่อสารสองทางหรือมากกว่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อเข้ารหัสข่าวสาร เป็นการรวมตัวอักษร,
ภาพน่ิง และภาพเคลื่อนไหวมารวมไวด้ ว้ ยกันตามโครงสร้างแบบเส้นตรง เมอื่ ผลิตเสรจ็ สื่อจะออกมา
ในรปู ของสื่อเดียว ได้แก่ จานแม่เหลก็ หรือซดี ีรอม
8
2.1.2.6 หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์รวมสือ่ (Poly Media Books) มีลักษณะตรงกนั ข้าม
กับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สื่อประสม โดยใช้การรวมสื่อที่แตกต่างกัน ได้แก่ ซีดีรอม จานแม่เหล็ก
กระดาษเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ และอื่นๆ เพอื่ สง่ ขอ้ มลู ขา่ วสารไปยังผใู้ ช้
2.1.2.7 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia Books) จะมีลักษณะ
คล้ายกับหนังสืออิเลก็ ทรอนกิ ส์สอ่ื ประสม คอื ใชก้ ารสื่อสารหลายชอ่ งทาง แตจ่ ะมีโครงสร้างเป็นแบบ
นอนลเี นียร์ โดยมโี ครงสร้างแบบใยแมงมุม
2.1.2.8 หนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ผู้เช่ียวชาญ (Intelligent Electronic Books) มีการ
บรรจุเทคนิคปัญญาเทียม เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) และระบบเครือข่ายประสาท
(Neural Networks)ซึ่งสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และประยุกต์ให้เข้ากับพฤติกรรมของ
ผู้เรยี นแต่ละคนทีม่ ีความแตกตา่ งกนั
2.1.2.9 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สื่อทางไกล (Telemedia Electronic Books) ต้อง
อาศัยการส่ือสารทางไกลชว่ ยในการนำเสนอเนอื้ หา เช่น การเรียนการสอนในระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์
การส่งข้อความทางอเี มล์ตลอดจนเปน็ ทรพั ยากรในการสอนทางไกล เช่นในหอ้ งสมดุ ดิจทิ ัล
2.1.2.10 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไซเบอร์บุ๊ค (Cyberbook Books) ใช้เทคนิคของ
ความจริงเสมือน(Virtual Reality) ในการสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อให้ผูเ้ รียนรู้สึกเหมือนได้เข้าไป
อยใู่ นประสบการณจ์ รงิ
กล่าวโดยสรุป Baker ไดแ้ บ่งประเภทของหนงั สือหนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ ไว้ 10 ประเภท
ดังนี้ หนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนิ่ง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลายภาษา
หนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ภาพเคลอื่ นไหว หนงั สืออเิ ล็กทรอนิกสส์ ่ือประสม หนังสอื อิเล็กทรอนิกส์รวมส่ือ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไฮเปอร์มีเดีย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ผู้เชี่ยวชาญ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สื่อ
ทางไกล หนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ไซเบอรบ์ ุ๊ค
2.1.3 หลักการออกแบบหนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์
Hoffman (1995 , Online ,อ้างถึงในกฤษณะ ทองเชื้อ และคณะ 2551 หน้า 12-13)
ได้ศึกษาเอกสารหลักการออกแบบของฮอฟแมน (Hoffman) ซึ่งกล่าวไว้ว่าการออกแบบที่ดีมี
ความสำคัญต่อ การเรียนการสอนเป็นอย่างมากเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่สุดควรอาศัยหลัก
กระบวนการเรยี นการสอน 7 ขนั้ ดงั น้ี
2.1.3.1 การสร้างแรงจูงใจให้กบั นักเรยี น (Motivating the learner) การออกแบบ
ควรเรา้ ความสนใจโดยการใช้ภาพกราฟิกภาพเคลอ่ื นไหวสี และเสยี งประกอบเพื่อกระตุ้นความสนใจ
2.1.3.2 บอกวัตถุประสงค์ของการเรียน (Identifying what is to be Learned)
เพื่อเป็นการบอกให้นักเรียนรูล้ ่วงหน้าถึงประเด็นสำคัญของเน้ือหาและเปน็ การบอกถงึ เค้าโครง ของ
เนื้อหาซึ่งจะเป็นผลให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพขึ้น อาจบอกเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมหรือ
9
วัตถุประสงค์ทั่วไปโดยใช้คำสั้นๆ หลีกเลี่ยงคำที่ ไม่เป็นที่รู้จักใช้กราฟิกง่ายๆ เช่นกรอบหรือลูกศร
เพือ่ ใหก้ ารแสดงวัตถุประสงคน์ ่าสนใจยิงขน้ึ
2.1.3.3 ทบทวนความรู้เดมิ (Reminding Learners of Past Knowledge) เพ่ือเปน็
การเตรียมพืน้ ฐานนักเรียนสำหรับความรู้ใหม่การทบทวนไมจ่ ำเป็น ต้องเป็นการทดสอบเสมอไปอาจ
ใช้การกระตนุ้ ใหน้ ักเรียนนึกถึงความรูท้ ่ี ได้รบั มาก่อนเรอื่ งนโี้ ดยใช้เสียงพูดข้อความภาพหรือใช้หลายๆ
อย่างผสมผสานกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเนื้อหามีการแสดงความเหมือนความแตกต่าง
ของโครงสร้างบทเรียนเพื่อนกั เรยี นจะไดร้ บั ความรใู้ หมไ่ ดเ้ รว็ นอกจากนนั้ ผู้ออกแบบควรต้องทราบภูมิ
หลังของนกั เรียนและทศั นคตขิ องนักเรียน
2.1.3.4 นักเรยี นมคี วามกระตอื รือร้นทจ่ี ะเรียนรู้ (Requiring Active Involvement)
นักการศึกษาต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนมคี วามตั้งใจที่จะรับความรูใ้ หม่
นกั เรียนทีม่ ลี กั ษณะกระตือรือร้นจะรับความรไู้ ด้ดีกว่านักเรียนท่มี ีลักษณะเฉื่อยนักเรียนจะจดจำได้ดี
ถ้ามีการนำเสนอเน้ือหาดีสัมพันธ์กับประสบการณเ์ ดิมของนักเรียนผู้ออกแบบบทเรียนควรหาเทคนิค
ต่างๆ เพ่ือใช้กระตุน้ นักเรียนให้นำความรู้เดิมมาใช้ในการศึกษาความรใู้ หม่รวมท้งั ต้องพยายามหาทาง
ทำให้การศึกษาความรู้ใหม่ของนักเรียนกระจ่างชัดมากขึ้นพยายามให้นักเรียนรู้จักเปรียบเทียบ
แบ่งกลุ่มหาเหตุผลค้นคว้าวิเคราะห์หาคำตอบด้วยตนเองโดยผู้ออกแบบบทเรียนต้องค่อย ๆ
ช้แี นวทางจากมุมกวา้ งแลว้ รวบรัดให้แคบลงและใช้ขอ้ ความกระตุ้นให้นักเรยี นคดิ เป็น
2.1.3.5 ให้คำแนะนำให้ข้อมูลย้อนกลับ (Providing Guidance and Feedback)
การให้คำแนะนำ และให้ข้อมูลย้อนกลับในระหว่างที่นักเรียนศึกษาอยู่ในบทเรียนเป็นการกระตุ้น
ความสนใจของนกั เรียนได้ดนี ักเรียนจะทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตนเองการเปิดโอกาส ให้
นกั เรยี นร่วมคิดร่วมกจิ กรรมในสว่ นทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับเนื้อหา การถาม การตอบ จะทำใหน้ กั เรียนจดจำได้
มากกวา่ การอา่ นหรือลอกข้อความเพียงอยางเดยี วควรให้นักเรียนตอบสนองวธิ ีใดวิธหี นงึ่ เปน็ คร้ังคราว
หรือตอบคำถามไดห้ ลายๆ แบบเชน่ เติมคำลงในช่องวางจบั คแู่ บบฝึกหดั แบบปรนัย
2.1.3.6 ทดสอบความรู้ (Testing) เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้รับความรู้ผู้ออกแบบ
สามารถ ออกแบบแบบทดสอบ เป็นการเปดิ โอกาสให้นกั เรยี นสามารถประเมินผลการเรียนของตนเอง
ได้อาจจัดให้มีการทดสอบระหวา่ งเรียน หรือทดสอบทา้ ยบทเรียนทั้งนคี้ วรสรา้ งข้อสอบให้ตรงกับ ตัว
ช้ี วดั ของบทเรียนข้อสอบคำตอบและข้อมูลย้อนกลับควรอย่ใู นกรอบเดียวกันและแสดงต่อเนื่องอย่าง
รวดเร็วไมค่ วรใหน้ กั เรียนพิมพ์คำตอบยาวเกนิ ไปควรบอกนักเรียนถงึ วิธีตอบให้ชดั เจนคำนึง ถึงความ
แม่นยำและความเชอ่ื ถอื ได้ของแบบทดสอบ
2.1.3.7 การนำความรูไ้ ปใช้ (Providing Enrichment and Remediation)
10
เปน็ การสรปุ แนวคดิ สำคญั ควรใหน้ ักเรียนทราบว่าความรู้ใหม่มีส่วนสัมพันธ์กบั ความรู้เดิมอย่างไรควร
เสนอแนะสถานการณ์ที่ จะนำความรู้ใหม่ไปใช้และบอกนักเรียนถึงแหล่งข้อมูลที่ จะใช้อ้างอิง
หรือค้นควา้ ตอ่ ไป
กล่าวโดยสรุป Hoffman กล่าวไว้ว่าการออกแบบที่ดี มีความสำคัญต่อการเรียนการ
สอนเปน็ อย่างมากเพื่อใหเ้ กิดการเรยี นรทู้ ่ดี ที ส่ี ดุ ควรอาศัยหลักกระบวนการเรยี นการสอน 7 ข้นั ดงั นี้
การสร้างแรงจูงใจใหก้ ับนกั เรยี น บอกวตั ถปุ ระสงค์ของการเรียน ทบทวนความรู้เดิม นักเรียนมีความ
กระตอื รือร้นทจ่ี ะเรียนรู้ ใหค้ ำแนะนำใหข้ ้อมูลย้อนกลบั ทดสอบความรู้ และการนำความรไู้ ปใช้
2.1.4 ประโยชน์ของหนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์
ศูนย์ทางไกลเพื่อพัฒนาการศึกษา(ม.ป.ป., หน้า8-9) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของหนังสือ
อิเล็กทรอนกิ ส(์ e-book) ไว้ดงั นี้
2.1.4.1 ช่วยให้สามารถย้อนกลับมาอ่านได้และสามารถเลือกอ่านได้ตาม เวลา
สถานทีท่ ตี่ นเองสะดวก
2.1.4.2 การตอบสนองที่รวดเร็วของคอมพิวเตอร์ทีใ่ ห้ทั้งสีสัน ภาพ และเสียงทำให้
เกดิ ความตืน่ เต้นและไมน่ ่าเบ่ือหนา่ ย
2.1.4.3 สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไข เพิ่มเติมข้อมูลได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วให้
ทนั สมยั กบั เหตกุ ารณ์ได้เป็นอย่างดี
2.1.4.4 สามารถค้นหาข้อมูลข้อมูลทเี่ กย่ี วกบั เร่ืองทกี่ ำลังศกึ ษา
กล่าวโดยสรุป หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์เป็นนวตั กรรมทางการศึกษารปู แบบใหม่ที่มีความ
น่าสนใจเหมาะสำหรับที่จะนำไปสร้างและพฒั นาเป็นส่ือประกอบการเรยี นการสอนเพื่อกระตุ้น และ
เร้าความสนใจของนักเรียนในการศกึ ษาค้นคว้าหาความรู้เนื่องจากมีลักษณะของรปู แบบมัลติมีเดียท่ี
ปรบั ปรงุ ใหท้ ันสมยั กบั เหตกุ ารณ์ผู้เรยี นจึงไดพ้ ัฒนาตนเองตลอดเวลา สามารถเลือกเรยี นหรือทบทวน
เนื้อหาตามความต้องการและทราบผลการเรียนรู้ด้วยตนเองเพราะข้อดีของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
สามารถแทรกไดท้ ง้ั รปู แบบและเสียงซงึ่ ดกี วา่ หนงั สอื เรยี นธรรมดา
2.1.5 ขอ้ ดีและขอ้ จำกดั ของหนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์
หนังสืออิเลก็ ทรอนกิ ส์มีข้อดแี ละขอ้ เสียดังน้ี
2.1.5.1 ขอ้ ดขี องหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์
1) เปน็ สอื่ ทร่ี วมเอาจุดเด่นของส่ือแบบต่างๆมารวมอยู่ในสื่อตัวเดยี วกัน คือ สามารถ
แสดง ภาพ เสยี ง ภาพเคล่ือนไหว และการมีปฏสิ มั พนั ธ์กบั ผู้ใช้
2) ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นเกิดพฒั นาการเรยี นรแู้ ละเขา้ ใจเนอื้ หาวชิ าเรว็ ขึ้น
3) ครูสามารถใช้หนงั สอื อิเลก็ ทรอนกิ สใ์ นการชักจงู ผเู้ รียนในการอ่าน การเขียน การ
ฟงั และการพดู ได้
11
4) มีความสามารถในการออนไลน์ผ่านเครือข่ายและเชื่อมโยงไปสู่โฮมเพจ และ
เว็บไซตต์ า่ งๆอกี ทั้งยงั สามารถอา้ งอิงในเชิงวิชาการได้
5) หากหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ออนไลนผ์ ่านเครือข่ายอินเตอร์เนต็ หรืออินทรอเน็ตจะ
ทำให้การกระจายส่อื ทำได้รวดเร็ว และกว้างขวางที่อยูในรปู ส่ิงพมิ พ์
6) สนับสนุนการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนห้องสมุดและห้องสมุด
อเิ ลก็ ทรอนิกส์
7) มีลักษณะไม่ตายตัวสามารถแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาอีกทั้งยัง
สามารถเช่อื มโยงไปสู่ข้อมลู ที่เกี่ยวขอ้ งได้โดยชดุ ความสามารถของไฮเปอรเ์ ทก็ ซ์
8) การสอนหรืออบรมนอกสถานที่การใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้เกิดความ
คลอ่ งตัวยงิ ขนึ้ สามารถสรา้ งเก็บไว้ในแผ่นซดี ีไดไ้ มต่ ้องหอบหิว้ ส่อื ซ่งึ มจี ำนวนมาก
9) การพิมพ์ทำได้รวดเร็วกว่าแบบใช้กระดาษสามารถทำสำเนาได้เท่าที่ต้องการ
ประหยัดวสั ดใุ นการสรา้ งส่ือ อกี ท้ังยงั ช่วยอนรุ ักษ์ส่งิ แวดลอ้ มอกี ด้วย
10) มีความทนทานและสะดวกต่อการบำรุงรักษาลดปัญหาการจัดเก็บเอกสาร
ยอ้ นหลงั ซ่ึงตอ้ งใช้เน้ือทห่ี รอื บริเวณกวา้ งในการจัดเก็บสามารถรกั ษาหนังสือหายากและต้นฉบับเขียน
ไมใ่ หเ้ ส่ือมคุณภาพ
11) ช่วยใหน้ ักวชิ าการและนกั เขยี นสามารถเผยแพรผ่ ลงานเขยี นได้อยา่ งรวดเร็ว
2.1.5.2 ขอ้ จำกดั ของหนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์
ถงึ แมว้ า่ หนังสืออเิ ล็กทรอนกิ สจ์ ะมีข้อดที ส่ี นับสนุนดา้ นการเรยี นการสอนมากมายแต่
กย็ งั มขี ้อจำกัดดว้ ยดังตอ่ ไปนี้
1) คนไทยส่วนใหญ่ยังคงชินอยู่กับสื่อที่อยู่ ่ในรูปกระดาษมากกว่าอีกทั้งหนังสือ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ยงั ไม่สามารถใชง้ านไดง้ ่ายเมื่อเทียบกับสือ่ ท่พี มิ พ์และความสะดวกในการอ่านก็ยังน้อย
กวา่ มาก
2) หากโปรแกรมส่ือมขี นาดไฟลใ์ หญม่ ากๆจะทำให้การเปลย่ี นหนา้ จอมคี วามล่าช้า
3) การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกสเ์ พ่ือให้ประสิทธิภาพท่ีดี ผู้สร้างต้องมีความรู้และ
ความชำนาญในการใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอรแ์ ละการสร้างส่อื ดีพอสมควร
4) ผู้ใช้สื่ออาจจะไม่ใช่ผู้สร้างสื่อฉะนั้นการปรับปรุงสื่อจึงทำได้ยากหากผู้สอนไม่มี
ความร้ดู า้ นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
5) ใช้เวลาการออกแบบมาก เพราะต้องใช้ทักษะในการออกแบบเป็นอย่างดเี พือ่ ให้
ไดส้ อ่ื ที่มีคุณภาพ
12
กล่าวโดยสรุป ข้อดีของหนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ คือ สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ช่วย
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมของสื่อหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง ภาพ
เคลือ่ นไหล เสยี ง ข้อความ และยงั มคี วามทนทานและชว่ ยลดทรพั ยากรในการทำหนงั สอื อกี ดว้ ย ส่วน
ข้อจำกัด การจะสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ให้ดีนั้น ผู้สร้างต้องมรความรู้และความสามารถ และ
หนังสอื อเิ ล็กทรอนกิ สจ์ ะใชเ้ วลาในการออกแบบมากอกี ดว้ ย
2.2 หลักสูตรสถานศึกษา
2.2.1 สาระสำคัญ
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม พุทธศักราช 2563 ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2562) เป็นหลักสูตรท่สี ถานศึกษา
ได้พัฒนาขึ้นเมื่อพัฒนานักเรียนในระดับประถมศึกษา และมัธยมตอนต้น โดยยึดองค์ประกอบหลัก
สำคญั 3 สว่ นคือ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 สาระการเรยี นรู้ท้องถิ่น
และสาระสำคญั ทสี่ ถานศึกษาพฒั นาเพ่ือเพิ่มเติมเปน็ กรอบในการจัดทำรายละเอยี ดเพื่อให้เป็นไปตาม
มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด เหมาะสมกับสภาพชุมชนและท้องถิ่น และจัดเน้นของ
สถานศึกษา โดยหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนนาโพธพิทยาคม พุทธศักราช 2563 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2562) ที่พัฒนามี
ลักษณะของหลักสูตร ดังนี้
1. เป็นหลักสูตรเฉพาะของสถานศึกษาโรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม สำหรับจัดการศึกษาใน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย
(ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 – ชนั้ มธั ยมศกึ ษาชนั้ ปที ี่ 6)
2. มีความเป็นเอกภาพ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
เปน็ หลักสตู รของสถานศกึ ษาสำหรับใหค้ รผู ู้สอนนำไปจัดการเรียนร้ไู ด้หลากหลาย โดยกำหนดให้
2.1 มีสาระการเรียนรู้ท่ีพัฒนาศักยภาพการคิดและการทำงาน ประกอบด้วย
ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
2.2 มีสาระการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ ศักยภาพการคิดการทำงาน
ประกอบด้วย สุขศกึ ษาและพลศึกษา ศิลปะ และภาษาต่างประเทศ
2.3 มีกิจกรรมพฒั นานักเรียน เพื่อพัฒนานักเรียนทัง้ ด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา
อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างการเรียนรู้นอกจากสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม และการพัฒนาตนตาม
ศักยภาพ
13
2.4 มีสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม โดยจัดทำเป็นรายวิชาเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
และสอดคล้องกบั โครงสรา้ งเวลาเรียน สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถนิ่ ความต้องการของนกั เรียน และบริบท
ของสถานศกึ ษา
2.5 มีการกำหนดมาตรฐานของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐานระดับต่างๆ
เพื่อเป็นเป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพในชุมชน สังคม และภูมิ
ปัญญาทอ้ งถิ่น
3. มมี าตรฐานการเรียนรู้เปน็ เปา้ หมายสำคัญของการพัฒนานักเรียน หลกั สูตรสถานศึกษา
โรงเรยี นนาโพธิ์พทิ ยาคม พุทธศักราช 2563 ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐานพุทธศักราช
2551 (ฉบับปรบั ปรุงพุทธศกั ราช 2562) เป็นหลกั สตู รท่มี มี าตรฐานเป็นตัวกำหนดเก่ยี วกับคณุ ลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของนักเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการประกันคุณภาพการศึกษา โดยมีการกำหนด
มาตรฐานไวด้ ังนี้
3.1 มาตรฐานหลักสูตร เป็นมาตรฐานด้านนักเรียนหรือผลผลิตของหลักสูตร
สถานศกึ ษา อันเกิดจากการไดร้ บั การอบรมสัง่ สอนตามโครงสรา้ งของหลกั สตู รท้งั หมดใช้เป็นแนวทาง
ในการตรวจสอบคุณภาพโดยรวมของการจัดการศกึ ษาตามหลักสูตรในทุกระดับ และสถานศึกษาต้อง
ใช้สำหลับการประเมินตนเองเพื่อจัดทำรายงานประจำปีตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการศึกษา
นอกจากนี้ยังเปน็ แนวทางในการกำหนดแนวปฏิบัติในการส่งเสริมกำกับ ติดตาม ดูแล และปรับปรุง
คุณภาพ เพ่อื ใหไ้ ด้ตามมาตรฐานกำหนด
3.2 มีตัวชี้วัดชั้นปีเป็นเป้าหมายระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมท้ัง
คุณลักษณะของนักเรียนในแต่ละระดับชั้นซึ้งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจง
และมี ความเป็นรูปธรรม นำไปใชใ้ นการกำหนดเนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน
และ เป็นเกณฑส์ ำคัญสำหรบั การวัดประเมนิ ผลเพือ่ ตรวจสอบคุณภาพนักเรียน ตรวจสอบพัฒนาการ
นกั เรยี น ความรู้ ทกั ษะ กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรมและคา่ นิยมอันพึงประสงค์ และเป็นหลักใน
การเทยี บ โอกาสความรแู้ ละประสบการณจ์ ากการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศัย
3.3 มีความเป็นสากล ความเป็นสากลของหลักสูตรสถานศึกษา คือ มุ่งให้นักเรียน
มีความรู้ความสามารถในเรือ่ งเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาษาอังกฤษ การจัดการสงิ่ แวดล้อม ภูมิปัญญา
ท้องถิ่น มีคุณลักษณะที่เป็นในการอยู่ในสังคม ได้ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ การตรง เวลา การ
เสียสละ การเอ้อื เฟื้อ โดยอยู่บนพ้ืนฐานของความพอดีระหวา่ งการเปน็ ผนู้ ำและผตู้ าม การ ทำงานเปน็
ทีม และการทำงานตามลำพังการแข่งขัน การรู้จกั พอ และการร่วมมือกันเพอื่ สงั คม วทิ ยาการสมัยใหม่
และภูมิปญั ญาทอ้ งถน่ิ การรบั วฒั นธรรมตา่ งประเทศ และการอนรุ ักษว์ ฒั นธรรม ไทยการฝกึ ฝนทกั ษะ
เฉพาะทางและการบรู ณาการในลกั ษณะทเี่ ป็นองค์รวม
14
4. มคี วามยดื หยนุ่ หลากหลาย หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรยี นนาโพธ์พิ ิทยาคม เปน็ หลกั สูตร
ที่สถานศึกษาจัดทำรายละเอียดตา่ ง ๆ ขึ้นเอง โดยยึดโครงสร้างหลักกำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุงพุทธศักราช 2562) เปน็ เครอื ข่ายในการจัดทำ
จึงทำให้หลักสูตรของสถานศึกษามีความยึดหยุ่น หลากหลาย สอดคล้องกับสภาพปัญหา และความ
ต้องการของท้องถน่ิ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงความเหมาะสมกบั ตัวนักเรยี น
5. การวัดและประเมินผลเน้นหลักการพื้นฐานสองประการคือการประเมินเพื่อพัฒนา
นักเรียน และเพื่อตัดสินผลการเรียน โดยนักเรียนต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพอ่ื
นักเรียน เป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน
ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็น
กระบวนการพัฒนาคุณภาพนักเรียน และใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสามารถสนเทศที่แสดง
พัฒนาการความก้าวหน้า และความสำเร็จทางการเรียนของนักเรียน ตลอดจนข้อมูลทีเ่ ป็นประโยชน์
ตอ่ การสง่ เสริมใหน้ ักเรยี นการพฒั นาและเรยี นรอู้ ย่างเต็มตามศักยภาพ
2.2.2 มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวชว้ี ัด
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางดา้ นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ
เพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เลอื กใช้เทคโนโลยอี ย่างเหมาะสมโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบต่อชีวิต สงั คม และสง่ิ แวดล้อม
ตัวชี้วัดชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1
1) อธิบายแนวคิดหลักของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน และวิเคราะห์สาเหตุหรือ
ปัจจัยทีส่ ่งผลต่อการเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยี
2) ระบุปัญหาหรือความต้องการในชีวิตประจำวัน รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลและ
แนวคิดท่เี กย่ี วของกบั ปญั หา
3) ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบ เลยตัดสินใจเลือกข้อมูลที่
จำเปน็ นำเสนอแนวทางการแกป้ ัญหาให้ผอู้ น่ื เข้าใจ วางแผนและดำเนนิ การแก้ปัญหา
4) ทดสอบ ประเมินผล และระบุข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งหาแนวทางการ
ปรบั ปรุงแก้ไข และเสนอผลการแกป้ ัญหา
5) ใช้ความรู้และทักษะเกี่ยวกับวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ กลไก ไฟฟ้า หรือ
อเิ ล็กทรอนิกส์เพอ่ื แกป้ ญั หาได้อย่างถกู ตอ้ ง เหมาะสม และปลอดภยั
15
2.3 เทคโนโลยรี อบตัว
2.3.1 ความหมายของเทคโนโลยี
เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง สง่ิ ที่มนุษยพ์ ัฒนาขน้ึ เพ่ือชว่ ยในการแกป้ ัญหา
สนองความต้องการ หรอื เพม่ิ ความสามารถในการทำงานของมนษุ ย์
2.3.2 ประโยชนข์ องเทคโนโลยี
1) ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ แถมยังช่วยพัฒนาระบบอารายธรรมโดย
ทางอ้อมอีกด้วยเรื่องราวจากการเริ่มต้นเทคโนโลยี ยาวนานจนบัดนี้ทำให้มนุษยเ์ ราแทบไม่สามารถ
แยกจากเทคโนโลยีไปได้แล้ว
2) ชว่ ยใหม้ นษุ ยม์ ีความสะดวกสบายขน้ึ
3) ชว่ ยใหเ้ ราทันสมัย
4) ช่วยประหยัดเวลา
5) ชว่ ยในการทำงาน
2.3.3 ความสำคัญของเทคโนโลยี
1) เป็นพื้นฐานปจั จยั จำเป็นในการดำเนินชวี ติ ของมนุษย์
2) เปน็ ปจั จัยหลกั ทีจ่ ะมีส่วนรว่ มในการพัฒนา
3) เป็นเรอ่ื งราวของมนษุ ย์ และธรรมชาติ
2.3.4 เทคโนโลยใี นงานอาชพี
เมื่อพิจารณาเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับอาชีพต่าง ๆ จะพบว่าแต่ละอาชีพใช้เทคโนโลยี
แตกต่างกัน เช่น เกษตรกรใช้คันไถ จอบ เสียม เพื่อช่วยในการทำงาน คนขับรถโดยสารประจำทาง
ควบคุมรถโดยใช้เกียร์ พวงมาลัยรถ คันเร่ง เบรก คนทำงานในสำนักงานใช้โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์
เครื่องถา่ ยเอกสาร คนทำงานในภาคอตุ สาหกรรมใช้เคร่อื งจักรและระบบอตั โนมัติชว่ ยผลิตสินค้าให้ได้
จำนวนมาก ฯลฯ
ในอนาคตจะมีเทคโนโลยีที่เกิดจากการคิดค้นของมนุษย์มากขนึ้ ท้ังในดา้ นอุตสาหกรรม
การผลิตและการบริการ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทิศทางการ
พัฒนาประเทศจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเทคโนโลยีที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มอาหาร เกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ
กลมุ่ สาธารณสขุ สขุ ภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ กลุ่มเคร่ืองมืออปุ กรณ์อจั ฉรยิ ะ หนุ่ ยนต์
เมคาทรอนิกส์ กลุ่มดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัฒนธรรมและบริการที่มี
มลู คา่ สูงซงึ่ ทกุ กลุ่มลว้ นใชเ้ ทคโนโลยดี ้านตา่ ง ๆ ชว่ ยในการทำงาน
16
2.3.5 ระบบทางเทคโนโลยี
ระบบ (System) คือ กลุ่มของส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่สองส่วนขึ้นไปประกอบเข้าด้วยกัน
และทำงานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันระบบ อาจจำแนกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ระบบที่พบในธรรมชาติ กับ ระบบทม่ี นุษย์สรา้ งข้นึ
ระบบทพ่ี บในธรรมชาติ คือ ระบบท่ีธรรมชาตสิ ร้างข้นึ เป็นไปตามธรรมชาติ เช่น
ระบบลำเลียงในพืช ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายมนุษย์ ระบบย่อยอาหาร ระบบหมุนเวียนของเลือด
ระบบหายใจ
ระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น คือ ระบบที่สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกหรือเพิ่ม
ประสิทธภิ าพการทำงาน เชน่ ระบบรถไฟฟ้า ระบบบำบัดนำ้ เสยี ระบบการให้นำ้ พืช ระบบนำ้ ประปา
ระบบทางเทคโนโลยี (Technological System) คือ มนุษย์ประดิษฐ์หรือสร้าง
เทคโนโลยีขน้ึ มาเพอ่ื ใช้ในกระบวนการแกป้ ัญหาหรือสนองความต้องการ เพื่อให้บรรลุวตั ถุประสงค์ซึ่ง
กลา่ วไดว้ ่าเทคโนโลยีนัน้ จะตอ้ งทำงานอยา่ งเปน็ ระบบ ระบบทางเทคโนโลยี มี 3 องคป์ ระกอบ ดังนี้
ตวั ปอ้ น (input) คอื สง่ิ ทป่ี ้อนเขา้ สูร่ ะบบซึ่งอาจมีมากวา่ 1 อย่าง
กระบวนการ (process) คือกิจกรรม หรือการดำเนินการที่เกิดขึ้นในระบบ เพื่อทำ
ใหเ้ กิดผลผลิตตามวตั ถุประสงค์
ผลผลิต (output) คือผลที่ได้จากการทำงานร่วมกันของตัวป้อนและกระบวนการ
ของระบบ ผลผลิตยงั รวมไปถงึ ผลพลอยไดจ้ ากระบบซึง่ อาจะเปน็ สิง่ ท่เี ราตอ้ งการหรือไมก่ ไ็ ด้ เช่น ของ
เสีย เศษวัสดุ
ข้อมลู ยอ้ นกลับ (feedback) คอื ขอ้ มลู ทใี่ ชค้ วบคุมหรือปอ้ นกลับให้ระบบทำงานได้
บรรลวุ ตั ถุประสงค์ ซง่ึ อาจมีไดใ้ นบางระบบ
2.4 การพฒั นาและการหาประสทิ ธภิ าพของส่ือ
2.4.1 การพฒั นา (Development)
2.4.1.1 ข้นั ตอนการพัฒนาประกอบด้วย
1) การเตรียมสื่อในการนำเสนอเนื้อหา ในขั้นตอนนี้ความทำการวิเคราะห์กรอบ
แสดงเรื่องราววา่ ในแต่ละหน้าจอต้องใชส้ ือ่ ใดประกอบนำเสนอเนือ้ หาบ้าง โดยผ้เู ชีย่ วชาญด้านเนื้อหา
และด้านการออกแบบการเรียนการสอนพิจารณาความถูกต้องและเหมาะสมของสื่อที่จัดหามา ซ่ึง
ข้อมลู ทีต่ อ้ งจัดเตรยี มมา ไดแ้ ก่ ข้อความ ภาพและกราฟิก เสยี ง วดี ที ัศน์
2) การเตรียมกราฟิกที่ใช้แต่งหน้าจอ ในขั้นตอนนี้นักออกแบบกราฟิกต้องทำการ
สร้างกราฟกิ หลักที่จะนำไปใชใ้ นหน้าจอ เช่น พื้นหลังของหนา้ จอ หรือปุ่มควบคมุ การทำงาน รวมถึง
17
การออกแบบสว่ นนำ หรือสว่ นอ่ืน ๆที่ตอ้ งใชง้ าน จากนั้นบันทกึ ไฟลแ์ ยกไว้ใหผ้ ู้พัฒนาโปรแกรมนำไป
ประกอบขนั้ ตอนตอ่ ไป
3) การเขียนโปรแกรม เป็นหน้าที่ของบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างงาน
มัลติมีเดีย ซึ่งอาจเป็นผู้สอนเองก็ได้ ในขั้นตอนนี้ผู้เขียนโปรแกรมต้องนำกราฟิกหน้าจอ รวมทั้ง
ภาพน่งิ ภาพเคล่ือนไหว วดี ีทัศน์ และเสียงท่ีได้จดั เตรยี มไว้แล้วมาประกอบลงในโปรแกรมจนสมบรู ณ์
4) การทดสอบการใชง้ านเบอื้ งตน้ ในขั้นตอนนี้ทีมงานผู้ผลติ ตอ้ ง ทำการทดสอบการ
ใชง้ าน จากน้นั ทำการทดสอบการใช้งานอีกครั้งจนม่นั ใจว่าไมม่ ีข้อผดิ พลาดใด ๆ
5) การสร้างคู่มอื การใช้งานและบรรจภุ ัณฑ์ การสร้างคู่มอื การใช้งานเป็นการอำนวย
ความสะดวกใหแ้ ก่ผ้ใู ช้งาน ซง่ึ อาจตอ้ งแบง่ เป็นคู่มอื สำหรับครผู ู้สอน และคู่มอื สำหรับนักเรยี น ภายใน
คู่มือจะบอกวิธีการใช้งาน และควรบอกคุณสมบัติของเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการที่
เหมาะสม รวมทั้งวิธีการแก้ไขปัญหาที่อาจพบในการทำงาน ในส่วนของคู่มือครูอาจเพิ่มคำแนะนำ
เกี่ยวกับขั้นตอนการเรียนการสอนและบทบาทที่ผู้สอนควรปฏิบัติส่วนบรรจุภัณฑ์เป็นการสร้าง
ภาพลักษณใ์ หบ้ ทเรียน
2.4.1.2 ข้นั ตอนการประเมินและปรับปรุง (Evaluation and Revise)
1) ข้ันตอนการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ (Expert Evaluation) เป็นการนำ
บทเรียนมลั ติมีเดียไปให้ผู้เชย่ี วชาญด้านเนอ้ื หาและด้านสือ่ ตรวจสอบ ควรใหม้ ผี ู้เชี่ยวชาญมากกว่า 1
คน เป็นผู้ตรวจสอบ จากนั้นนำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาปรับแก้ไข การประเมินคุณภาพโดย
ผู้เชี่ยวชาญอาจใช้วิธีสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญหลังจากให้การทดลองใช้งานบทเรียนไปแล้ว หรือให้ทำ
แบบประเมินคุณภาพ ซง่ึ แนวทางในการประเมินแตล่ ะดา้ นมดี ังน้ี
2) ขั้นตอนการประเมนิ ดา้ นเนือ้ หาควรให้ผู้เช่ียวชาญด้านสื่อประเมินคุณภาพส่อื ใน
3 ดา้ น คอื
- ด้านการออกแบบการเรียนการสอน พิจารณาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของ
บทเรียน การออกแบบวิธีการนำเสนอที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ความเหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ
ของนักเรยี นรปู แบบปฏสิ ัมพันธ์ การตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียน และวิธีการประเมินผล
สมั ฤทธ์ิของนักเรยี น
- ดา้ นการออกแบบหน้าจอ พิจารณาเกีย่ วกับการออกแบบขอ้ ความ ภาพ กราฟกิ
เสียง วีดิทัศน์ และการจัดวางองค์ประกอบในหน้าจอ รวมทั้งการออกแบบปุ่มการควบคุมการเรียน
- ด้านการใช้งาน พิจารณาเกี่ยวกับความเหมาะสมในการนำบทเรียนไปใช้งาน
คมู่ ือการใชง้ าน เอกสารประกอบการเรยี น รวมทง้ั การออกแบบกล่องบรรจุภณั ฑ์
2.4.2 ขัน้ ตอนการหาประสิทธภิ าพ
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2526) กล่าวถงึ ขนั้ ตอนการทดสอบประสทิ ธภิ าพไว้ ดงั น้ี
18
2.4.2.1 แบบเดี่ยว (1:1) เป็นการทดลองกับผู้เรียน 1 คน โดยใช้เด็กอ่อนปานกลาง
และ เด็กเกง่ คาํ นวณหาประสิทธภิ าพเสร็จแลว้ ปรับปรงุ ให้ดขี ้ึน โดยปกติคะแนนที่ได้จากการทดลอง
แบบเดี่ยวนี้ จะได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์มาก แต่ไม่ต้องวิตกเมื่อปรับปรุงแล้วจะสูงขึ้นมากก่อนนําไป
ทดลองแบบกลุ่มในข้ันนี้ E1/E2 ท่ไี ดจ้ ะมีค่าประมาณ 60/60 วธิ ดี าํ เนินการในการทดลองแบบเด่ียวน้ี
เป็นการทดลอง ครู 1 คน ต่อเด็ก 1 คน ให้ทดลองกับเด็กอ่อนเสียก่อน ทําการปรับปรุงแล้วนําไป
ทดลองกับเด็กปานกลาง และนําไปทดลองกับเด็กเก่ง อย่างไรก็ตามหากเวลาไม่อํานวยและ
สภาพการณ์ไมเ่ หมาะสมก็ให้ทดลอง กบั เดก็ ออ่ นหรือปานกลาง
2.4.2.2 แบบกลุ่ม (1:10) เป็นการทดลองกับผู้เรียน 6 - 10 คน (คละผู้เรียนเก่งกบั
อ่อน) คํานวณหา ประสิทธิภาพแล้วปรับปรุง ในคราวนี้คะแนนของผู้เรียนจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่า
เกณฑ์ โดยเฉลี่ยจะห่างจาก เกณฑ์ประมาณ 10% นั้นคือ E1/E2 ที่ได้จะมีค่าประมาณ 70/70
วิธดี าํ เนินการสาํ หรบั การทดลองแบบกลุ่ม เปน็ การทดลองท่คี รู 1 คน ต่อเดก็ 6 - 10 คน โดยให้ คละ
กันทั้งเด็กเก่ง ปานกลาง และเด็กอ่อน ห้ามทดลองกบเด็กอ่อนล้วนหรือเด็กเก่งล้วน เวลาทดลอง
จะต้อง จับเวลาด้วยว่ากิจกรรมแต่ละกลุม่ ใชเ้ วลาเทา่ ไร
2.4.2.3 ภาคสนาม (1:100) เป็นการทดลองกบผู้เรียนทั้งชั้น 40 - 100 คน
คํานวณหาประสิทธิภาพแลว้ ทําการปรับปรุง ผลลัพธ์ที่ได้ควรใกล้เคียงกับเกณฑท์ ี่ต้ังไว้ หากต่ำกว่า
เกณฑ์ไม่เกิน 2.5% ก็ให้ยอมรับ หากแตกต่างกันมาก ผู้สอนต้องกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ ของ
เอกสารประกอบการเรียนใหม่โดยยึดสภาพความจริงเป็นเกณฑ์ วิธีดำเนินการในภาคสนามเป็นการ
ทดลองทีใ่ ช้ครู 1 คน กับนักเรยี นทง้ั ช้นั 30 - 40 คน (หรอื 100 คน สำหรบั เอกสารประกอบการเรียน
รายบุคคล) ชั้นท่เี ลอื กมาทดลองจะตอ้ งมนี กั เรียนคละกนั เกง่ และออ่ น ไม่ควรเลือกห้องเรียนที่มีเด็ก
เกง่ หรือเดก็ ออ่ นล้วน ๆ
2.4.3 การคำนวณหาคา่ ประสิทธภิ าพของหนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2521) ได้กำหนดเกณฑ์โดยยดึ หลักการที่ว่า ประสิทธภิ าพของสอื่ จะ
กำหนดเป็นเกณฑ์ท่ผี สู้ อนคาดหมายวา่ นกั เรยี นจะเปล่ียนพฤติกรรมเปน็ ท่ีพงึ พอใจ โดยกำหนดใหเ้ ป็น
เปอรเ์ ซน็ ต์ของผลเฉล่ียของการทำงานและการประกอบพฤติกรรมของนักเรียนทง้ั หมด ต่อผลการสอบ
หลังเรียนของนักเรียนทั้งหมด ดังนั้น การกำหนดเกณฑ์ต้องคำนึงถึงกระบวนการและผลลัพธ์โดย
กำหนดตัวเลขเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยมีค่าเป็น E1/E2 การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อ
นิยมตั้งไว้ คือ 90/90 และไม่ต่ำกว่า 80/80 เมื่อนำสื่อไปทดลองและหาค่าประสิทธิภาพ E1/E1 จะมี
เกณฑ์การยอมรบั ได้ ในกรณที ปี่ ระสิทธภิ าพของสื่อที่สร้างขนึ้ ไม่ถึงเกณฑท์ ่ีตง้ั ไว้ เน่ืองจากทีตัวแปรท่ี
ควบคุมไมไ่ ด้ เชน่ สภาพห้องเรยี น ความพร้อมของนกั เรยี น อาจอนโุ ลมใหม้ ีระดับความผิดพลาดไม่ต่ำ
กว่ามาตรฐาน ทีก่ ำหนดไวป้ ระมาณ ± 2.5 เปอร์เซ็นต์
19
2.4.3.1 เกณฑก์ ารหาประสิทธิภาพของส่อื มลั ตมิ ีเดีย ระดบั ความผิดพลาดของเกณฑ์
ประสิทธภิ าพของสอื่ ท่ีสรา้ งขน้ึ น้นั กำหนดไว้ 3 ระดับคือ
1) สงู กว่าเกณฑ์ เมือ่ ประสิทธภิ าพของสอื่ ที่สร้างข้ึนสงู กว่าเกณฑ์ท่ีตั้งไว้มีค่าเป็น
2.5% ขึ้นไป
2) เท่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพของสือ่ ที่สร้างขึ้นสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้แต่ ไม่เกนิ
2.5%
3) ต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพของสื่อที่สร้างข้ึนต่ำกว่าที่ต้ังไว้ แต่ไม่ต่ำกวา่
2.5% ถอื ว่ายงั มีประสทิ ธิภาพทยี่ อมรบั ได้
2.4.3.2 ขัน้ ตอนการหาประสทิ ธิภาพของส่ือมลั ติมีเดยี
การหาประสิทธิภาพของสื่อได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างถูกต้อจะก่อให้เกิด
ประโยชน์ และมีคุณค่ามากต่อผู้นำสื่อไปใช้การนำสื่อไปทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพอาศัยการ
ทดลองโดยใชส้ ูตร E1/E2 มีการดำเนินการเป็นขัน้ ตอน 3 ขน้ั ตอนดงั น้ี
1) การทดลองแบบหนงึ่ ต่อหน่ึง (1:1) เพอ่ื ดขู อ้ บกพรอ่ งเบอ้ื งต้นโดยดูข้อบกพร่อง
ในเบ้ืองต้นโดยผรู้ บั การทดลองจำนวน 3 คนทย่ี งั ไม่เคยเรยี นเนื้อหานม้ี ากอ่ น
2) การทดลองแบบกลุ่มเล็ก (1:10) เมื่อข้อบกพร่องต่าง ๆ ได้นับการแก้ไขและ
ปรับปรุงขึ้น และจากขั้นที่ 1 นำไปทดลองกับกลุ่มเล็กผู้รับการทดลองประมาณ 10 คน ที่ยังไม่เคย
เรียนเนือ้ หาทคี่ วามรู้คละกนั นำมาคำนวณหาประสทิ ธิภาพ เพื่อปรบั ปรุแก้ไขให้ดีข้ึน
3) การทดลองกลุ่มใหญ่แบบภาคสนาม โดยวิธีทดลองเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 1
และ 2 ประชากรที่ใชป้ ระมาณ 30 คนขึน้ ไป ทย่ี ังไม่เคยเรียนเนอื้ หานมี้ าก่อนนำผลทไ่ี ด้มาคำนวณหา
ประสทิ ธภิ าพ เพือ่ ปรบั ปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น หากการทดลองแบบภาคสนามให้ค่า E1/E2 ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้ัง
ไว้จะต้องปรบั ปรุงสื่อและทำการทดสอบหาประสิทธิภาพซำ้ อีก
2.5 ความพงึ พอใจในการเรียนรู้
2.5.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
ความพึงพอใจ (Satisfaction) ได้มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้หลาย
ความหมาย ดังนี้ พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตสถาน (2542) ไดใ้ ห้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า
พึงพอใจ หมายถึง รกั ชอบใจ และพึงใจ หมายถงึ พอใจ ชอบใจ
ดิเรก ฤกษ์สาหร่าย (2528) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติทางบวก ของ
บุคคลที่มีต่อสิง่ ใดสิ่งหน่ึง เป็นความรู้สกึ หรือทัศนคติท่ีดตี ่องานที่ทำของบคุ คลที่มีต่องานในทางบวก
ความสุขของบุคคลอันเกิดจากการปฏิบัติงานและได้รับผลเป็นท่ีพึงพอใจ ทำให้บุคคลเกิดความ
กระตือรือร้น มีความสุข ความมุ่งมั่นที่จะทำงาน มีขวัญและมีกำลังใจ มีความผูกพันกบั หน่วยงาน มี
20
ความภาคภูมิใจในความสำเร็จของงานที่ทำ และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ในการทำงานส่งผลตอ่ ถงึ ความกา้ วหน้าและความสำเร็จขององค์การอกี ด้วย
วิรุฬ พรรณเทวี (2542) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์
ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะมีความคาดหมายกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างไร ถ้าคาดหวัง
หรือมีความต้ังใจมากและไดร้ ับการตอบสนองด้วยดีจะมคี วามพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันขา้ มอาจ
ผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งท่ี
ตั้งใจไว้ว่าจะมีมากหรือน้อยสอดคล้องกับ (ฉัตรชัย คงสุข,2535) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง
ความรสู้ ึกหรอื ทศั นคตขิ องบุคคลท่มี ีตอ่ ส่งิ หน่งึ หรือปัจจยั ต่างๆ ที่เก่ยี วข้อง ความรสู้ ึกพอใจ จะเกิดขึ้น
เมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนองหรือบรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง ความรู้สึก
ดงั กล่าวจะลดลงหรือไมเ่ กิดขนึ้ หากความตอ้ งการหรือจุดมุง่ หมายนั้นไม่ไดร้ บั การตอบสนอง
กิตตมิ า ปรีดดี ิลก (2529) กล่าววา่ ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรสู้ ึกชอบหรอื พอใจ ท่ี
มีต่อองค์ประกอบและส่งิ จงู ใจในด้านต่างๆเมือ่ ไดร้ ับการตอบสนอง
กาญจนา อรุณสุขรุจี (2546) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษยเ์ ป็นการแสดงออกทาง
พฤติกรรมที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่าบุคคลมีความพึง
พอใจหรือไม่ สามารถสงั เกตโดยการแสดงออกท่ีค่อนข้างสลับซับซ้อนและต้องมีสิง่ เร้าท่ีตรงต่อความ
ต้องการของบคุ คล จึงจะทำใหบ้ ุคคลเกิดความพึงพอใจ ดงั นัน้ การส่ิงเรา้ จึงเปน็ แรงจงู ใจของบุคคลนั้น
ใหเ้ กดิ ความพึงพอใจในงานนั้น
นภารัตน์ เสือจงพรู (2544) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกทางบวกความรู้สึก
ทางลบและความสุขที่มีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน โดยความพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความรู้สึก
ทางบวกมากกวา่ ทางลบ
เทพพนม เมืองแมน และ สวิง สุวรรณ (2540) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นภาวะของ
ความพึงใจหรือภาวะท่ีมอี ารมณ์ในทางบวกทเ่ี กิดข้ึน เนอ่ื งจากการประเมนิ ประสบการณ์ของคนๆหน่ึง
ส่งิ ที่ขาดหายไประหวา่ งการเสนอให้กับส่ิงทไ่ี ด้รบั จะเปน็ รากฐานของการพอใจและไม่พอใจได้
สง่า ภู่ณรงค์ (2540) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับ
ผลสำเร็จตามความม่งุ หมายหรอื เป็นความรู้สึกข้ันสดุ ทา้ ยทไี่ ดร้ ับผลสำเร็จตามวตั ถุประสงค์
กล่าวโดยสรุปได้วา่ ความพึงพอใจ หมายถึง ความร้สู ึกทีด่ ีหรอื ทศั นคติที่ดีของบุคคล
ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามที่ตนต้องการ ก็จะเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งนั้นตรงกันข้าม
หากความต้องการของตนไม่ไดร้ บั การตอบสนองความไมพ่ ึงพอใจก็จะเกดิ ขึน้
2.5.2 แนวคดิ เกยี่ วกบั ความพึงพอใจ
Shelly อ้างโดย ประกายดาว ดารงค์พันธ์ (2536) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับความพึง
พอใจ ว่าความพึงพอใจเป็นความรสู้ ึกสองแบบของมนษุ ย์ คือ ความรสู้ กึ ทางบวกและความร้สู ึกทางลบ
21
ความรสู้ ึกทางบวกเปน็ ความรูส้ กึ ทเ่ี กิดข้ึนแล้วจะทำใหเ้ กิดความสขุ ความสขุ น้เี ป็นความรู้สึกทแ่ี ตกต่าง
จากความรู้สึกทางบวกอื่น ๆ กล่าวคือ เป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับความสุขสามารถทำให้เกิด
ความรสู้ ึกทางบวกเพ่ิมขนึ้ ได้อกี ดังน้ันจะเหน็ ได้ว่าความสขุ เปน็ ความรูส้ กึ ทสี่ ลับซบั ซอ้ นและความสุขนี้
จะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรู้สึกในทางบวกอื่น ๆ ขณะที่ (วิชัย,2531) กล่าวว่า แนวคิดความพึง
พอใจ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความต้องการของมนุษย์ กล่าวคือ ความพึงพอใจ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเม่ือ
ความตอ้ งการของมนุษย์ไดร้ ับการตอบสนอง ซึ่งมนุษย์ไมว่ า่ อยูใ่ นที่ใดย่อมมีความต้องการข้ันพ้ืนฐาน
ไมต่ ่างกนั
พิทักษ์ ตรุษทิม (2538) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นปฏิกิริยาด้านความรู้สึกต่อสิ่งเรา้
หรือสงิ่ กระตนุ้ ท่ีแสดงผลออกมาในลกั ษณะของผลลพั ธ์สุดท้ายของกระบวนการประเมิน โดยบ่งบอก
ทิศทางของผลการประเมินว่าเป็นไปในลักษณะทิศทางบวกหรือทิศทางลบหรอื ไม่มีปฏิกิริยาคือเฉยๆ
ต่อสิ่งเรา้ หรือสิ่งท่มี ากระต้นุ
สุเทพ พานิชพันธ์ (2541) ได้สรุปว่า สิ่งจูงใจที่ใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้บุคคลเกิด
ความพึงพอใจ มีด้วยกัน 4 ประการ คือสิ่งจูงใจที่เป็นวัตถุ (material inducement) ได้แก่ เงิน
สิ่งของ หรือสภาวะทางกายที่ให้แก่ผู้ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ สภาพทางกายที่พึงปรารถนา
(desirable physical condition ) คือ สิ่งแวดล้อมในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ
อยา่ งหน่งึ อันก่อใหเ้ กิดความสุขทางกาย ผลประโยชน์ทางอดุ มคติ (ideal benefaction) หมายถึง สง่ิ
ต่าง ๆ ที่สนองความต้องการของบุคคล ผลประโยชน์ทางสังคม (association attractiveness)
หมายถึง ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับผู้ร่วมกิจกรรม อันจะทำให้เกิดความผูกพัน ความพึงพอใจและ
สภาพการร่วมกัน อันเป็นความพึงพอใจของบุคคลในด้านสังคมหรือความมัน่ คงในสังคม ซึ่งจะทำให้
ร้สู กึ มหี ลกั ประกันและมคี วามมั่นคงในการประกอบกิจกรรม
ปรียากร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535) ได้มีการสรุปว่า ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ใช้ เป็น
เคร่ืองมือบ่งชี้ถึงปญั หาที่เก่ียวกบั ความพึงพอใจในการทำงานนน้ั มี 3 ประการ คือ
1) ปจั จยั ด้านบคุ คล (personal factors) หมายถึง คุณลกั ษณะส่วนตัวของบุคคล ที่
เกีย่ วข้องกบั งาน ได้แก่ ประสบการณใ์ นการทำงาน เพศ จำนวนสมาชิกในความรบั ผิดชอบ อายุ เวลา
ในการทำงาน การศึกษา เงินเดอื น ความสนใจ เป็นตน้
2) ปจั จัยด้านงาน (factor in the Job) ไดแ้ ก่ ลกั ษณะของงาน ทกั ษะในการทำงาน
ฐานะทางวิชาชีพ ขนาดของหน่วยงาน ความห่างไกลของบ้านและที่ทำงาน สภาพทางภูมิศาสตร์
เป็นต้น
3) ปัจจัยด้านการจัดการ (factors controllable by management) ได้แก่ ความ
มนั่ คงในงานรายรับ ผลประโยชน์ โอกาสกา้ วหนา้ อำนาจตามตำแหนง่ หนา้ ท่ี สภาพการทำงาน เพ่อื น
รว่ มงาน ความรบั ผิด การส่อื สารกบั ผู้บงั คบั บญั ชา ความศรัทธาในตวั ผบู้ ริหาร การนเิ ทศงาน เปน็ ต้น
22
2.5.4 หลักการและเกณฑ์การวัดความพงึ พอใจ
แบบวดั (Scale) ใช้วตั ถกุ บั คุณลักษณะบางอย่าง มีความลึกซึง้ กว่าแบบสอบถาม
ผลการตอบแต่ละขอ้ จะไดค้ ะแนนแน่นอน(ไม่มีการตอบผิด) แต่ละคะแนนจะแตกต่างกนั ตามลำดับ
ที่กำหนดให้ เช่น คะแนน 5 ระดับ คอื 1 2 3 4 และ 5 คะแนน (สมนึก ภทั ทยิ ธน.2546 หน้า 64)
แบบวัดที่เป็นแบบมาตราสว่ นประมานค่าขึ้นกบั วา่ จะมีกระดับและเป็นข้อความเชิงนิมาน (Positive
te) หรือข้อความเชิงนิเศษ (Negative Scale) กรณีข้อความเชิงนิมานเช่นวชิ าสังคมศึกษาเป็นวชิ าที่
ช่วยพฒั นาสังคมหรอื วชิ าสงั คมศึกษาเป็นวิชาท่ีเรียนสนกุ ” (ในแบบวัดเจตคติที่มีต่อวิชาสังคมศึกษา)
จะตรวจใหค้ ะแนนดา้ นบวกเป็นค่าสงู ดา้ นลบเปน็ คำต๋วั ดงั น้ี (บุญชมศรจี ะอาศ. 2545 หนา้ 99-103)
เหน็ ด้วยอยา่ งย่ิงตรวจให้ 5 คะแนน
เห็นด้วยตรวจให้ 4 คะแนน
ไม่แน่ใจตรวจให้ 3 คะแนน
ไมเ่ หน็ ด้วยตรวจให้ 2 คะแนน
ไม่เห็นด้วยอยา่ งยงิ่ ตรวจให้ 1 คะแนน
การใช้แบบวัดชนิดมาตราส่วนประมาณค่านั้นผู้วิจัยอาจต้องรายงานผลของการตอบของ
กลุ่มตัวอยา่ งท่ีตอบในแต่ละข้อหรือแต่ละด้าน (ซึ่งประกอบไปด้วยหลาย ๆ ข้อ) ว่ามีความเห็นอย่ใู น
ระดบั ใดกรณเี ชน่ นจี้ ะตอ้ งหาคา่ เฉล่ยี ของกลุ่มในแต่ละข้อ (หรอื แตล่ ะดา้ น) แล้วแปลความหมายเฉลี่ย
อีกทใี นการแปลความหมายนัน้ จะใช้เกณฑซ์ ง่ึ เปน็ ระบบเดียวกันกบั ระบบการตรวจให้คะแนนถ้าระบบ
ใหค้ ะแนนตรงกับทไี่ ด้อธิบายมาแลว้ จะใชเ้ กณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ดังนี้
คา่ เฉลี่ย 4.51-5.00 แปลความว่า มากที่สดุ
คา่ เฉลย่ี 3.51-4.50 แปลความวา่ มาก
ค่าเฉลย่ี 2.51 – 3.50 แปลความวา่ ปานกลาง
ค่าเฉลย่ี 1.51-2.50 แปลความว่า นอ้ ย
ค่าเฉลย่ี 1.00-1.50 แปลความว่า นอ้ ยทีส่ ดุ
การหาความเที่ยงตรงของแบบวัดแบบมาตราส่วนประมาณค่าเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแบบ
มาตราส่วนประมาณค่าควรมีคุณภาพต้านความเที่ยงตรงเข็งเนื้อหา (Content validity) และความ
เที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ในด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาพิจารณาโดยน้ำ
เครื่องมือน้ันพร้อมทั้งนิยามของตัวแปรที่มุ่งวัด (กรณีที่มีค้าอธิบายสิ่งที่จะวัดทั้งการจำแนกเป็น
ประเภทย่อยกน็ ำเอารายดังกล่าว) ให้ผ้เู ชี่ยวชาญในสิง่ ทจี่ ะวดั น้นั พิจารณาตดั สินเป็นรายขอ้ ไปโดยอาจ
ใชว้ ธิ เี ดียวกนั กบั วิธีตรวจความเท่ยี งตรงเชงิ เนื้อหาของแบบทดสอบอิงเกณฑม์ ากน้อย
กลา่ วโดยสรปุ การวดั ความพงึ พอใจเป็นการตรวจสอบความรู้สกึ ของบุคคลท่มี ตี อ่ ส่ิงใด สิ่ง
หน่ึง ซงึ่ มีอยู่ 2 ทศิ ทาง คอื ทางบวกหรอื ทางลบ ถา้ เปน็ ทางบวกจะแสดงออกมาว่าชอบพอใจ ถ้าเป็น
23
ทางลบจะแสดงออกไม่ดี ไมช่ อบ ไม่พอใจ เครื่องมือทใ่ี ชว้ ัดมีหลายวธิ ี เชน่ การสังเกตการสัมภาษณ์
การใช้แบบทดสอบและการใช้แบบสอบถาม โดยมีเกณฑ์การวัดทั้งหมด 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก
ปานกลาง น้อย น้อยท่ีสดุ เปน็ ตน้
2.6 งานวิจยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
2.6.1 งานวิจยั ในประเทศ
มาลนิ ธราวิจติ รกลุ (2556) ได้พฒั นาหนงั สืออิเล็กทรอกนกิ ส์ พบวา่ ผลการทดสอบกอ่ น
และหลังเรยี นดว้ ยหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์จากนักศึกษาวชิ าทฤษฎีสี สรุปไดว้ ่านกั ศึกษาท่ีเรยี นดว้ ย
หนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์มผี ลการเรียนที่ดขี ึน้ แสดงถึงประสทิ ธผิ ลของหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ส่วนผลการ
ประเมนิ ความพงึ พอใจทไี่ ดท้ ัง้ ส่วนเน้ือหาและการดำเนนิ เร่อื ง รวมท้ังสว่ นรูปภาพ ตัวอกั ษร ภาษา
และเทคนิคการนำเสนออยใู่ นระดบั ดมี าก แสดงถึงความพึงพอใจของนกั ศกึ ษาตอ่ หนังสอื เิ ล็กทรอนกิ ส์
ท่มี ใี นระดบั สงู
วารณุ ี คงวมิ ล (2559) ไดพ้ ัฒนาหนังสืออิเล็กทรอกนิกส์ พบว่า หนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ เรื่อง
การใชง้ านโปรแกรม Photoshop เพื่อผลิตสื่อการสอนสำหรับครรู ะดบั ประถมศกึ ษา มีประสิทธิภาพ
91.17/90.00 เป็นไป ตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 (The 90/90 standard) ท่ตี ัง้ ไว้ และมีคะแนนหลัง
เรียนสงู กวา่ คะแนนกอ่ นเรยี นอย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิที่ระดบั .05
สิริภัทร เมืองแก้ว (2561) ได้พัฒนาหนังสืออิเล็กทรอกนิกส์ พบว่า การพัฒนาหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ E-book รายวิชาภาษาและวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน(ภาษาจีน)สำหรับนิสิตชั้นปีที่1
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบ้านสมเดจ็ เจ้าพระยา มปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ E1/E2 เทา่ กบั 81.38/ 82.50
นิสิตมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนหลังการใช้หนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์E-book รายวิชา ภาษาและวัฒนธรรม
เพื่อนบ้าน (ภาษาจีน) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผลการประเมิน
ความพงึ พอใจของนสิ ติ หลงั การใช้หนงั สืออิเล็กทรอนิกส์E-book อยู่ในระดับดี ค่าคะแนนเฉลย่ี 4.29
2.6.2 งานวิจัยในต่างประเทศ
วีทเลอร์ Wheeler (2007) ได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีต่อ
การเรียนรูข้ องนักเรยี นในวชิ าเคมี ผลการศกึ ษาพบว่ามีความแตกต่างอย่างมนี ยั สำคัญระหว่างรูปแบบ
ของหนังสือที่มีต่อการเรียนรู้หลักทฤษฎี ในวิชาเคมี เรื่องการเคลื่อนที่ของก๊าซ อย่างไรก็ตามยังพบ
ด้วยว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างพื้นความรู้เดิมโดยทั่วๆไป ซึ่งประเมินจากระดับ
คะแนนการเรียนเฉล่ยี
เฮจ (Hage 2006) ไดศ้ กึ ษาเก่ียวกับเทคโนโลยี e-Book ซ่ึงจะเปน็ การแลกเปล่ียนข้อมูล
ขา่ วสารท่อี ยู่ในรูปของเอกสารอิเล็กทรอนกิ ส์ ในการอา่ นหนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์นัน้ ต้องใชอ้ ุปกรณ์
24
อเิ ล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ ซึ่งหนงั สอื อิเล็กทรอนิกสม์ ีการ เติบโตอย่างช้าๆ และผูว้ จิ ยั ไดศ้ กึ ษา
ความสมั พันธร์ ะหวา่ งประสิทธภิ าพของระดบั การใชง้ านกับอายุ มคี วามแตกตา่ งกันทางสถิติ และ
ประสทิ ธิภาพ ของระดบั การใช้งานกบั เพศไม่มีความแตกต่าง ทางสถิติ
จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นการศึกษาที่เกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
พบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีบทบาทความสำคัญต่อการเรียนการสอนในปัจจุบัน สามารถช่วยใน
การแก้ปัญหาทางการเรียนได้เป็นอย่างดี และการศึกษาโครงสร้างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จะ
นำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพและช่วยให้นักเรียนมีความสามารถทางการ
เรยี นรู้ท่ดี ีข้ึน
25
บทที่ 3
วธิ ดี ำเนินการวิจยั
ในการวิจัย เรอ่ื ง การพฒั นาหนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ เรอื่ ง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรบั นกั เรียน
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นนาโพธพิ์ ทิ ยาคม ผู้ศกึ ษามีวธิ ีการดำเนินงานตามขน้ั ตอน ดงั นี้
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
3.2 เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจยั
3.3 การสรา้ งเครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัย
3.4 การหาคณุ ภาพเคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
3.5 การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
3.6 การวเิ คราะห์ข้อมูล
3.7 สถติ ิทใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู
3.1 ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
3.1.1 ประชากร
ประชากร คอื นักเรยี นระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 ทัง้ หมด 5 ห้อง จำนวน 192 คน
3.1.2 กลุม่ ตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่าง คอื นักเรยี นระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1/5 โรงเรยี นนาโพธิ์พทิ ยาคม
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รวม 36 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random
Sampling) โดยใช้หอ้ งเรียนเปน็ หน่วยการสุ่ม
3.2 เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย คร้งั นีป้ ระกอบดว้ ย
3.2.1 หนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เรอ่ื ง เทคโนโลยีรอบตวั สำหรบั นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปี
ที่ 1 โรงเรยี นนาโพธิพ์ ทิ ยาคม มจี ำนวน 4 เรอ่ื ง คือ ความหมายของเทคโนโลยี ประโยชนข์ อง
เทคโนโลยี ความสำคัญของเทคโนโลยี เทคโนโลยีในงานอาชพี
3.2.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เร่อื ง เทคโนโลยีรอบตัวเปน็ แบบปรนยั
ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ขอ้ ใชเ้ ปน็ แบบทดสอบก่อนเรยี น และหลังเรียน
26
3.2.3 แบบสอบถามวัดความพงึ พอใจของนกั เรียน ทีม่ ตี ่อการเรยี นดว้ ยหนงั สือ
อิเล็กทรอนิกส์ เรือ่ ง เทคโนโลยีรอบตวั สำหรับนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม
3.2.4 แบบประเมินสอื่ โดยผเู้ ชีย่ วชาญ เพ่ือหาคุณภาพของหนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ เรื่อง
เทคโนโลยีรอบตวั สำหรับนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนนาโพธิ์พทิ ยาคม
3.3 การสรา้ งเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย
3.3.1 การสร้างหนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ผูว้ ิจยั ไดด้ ำเนินการดงั น้ี
1) ศึกษาจุดประสงค์ และรายละเอียดของเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน
พ.ศ. 2551 ของกรกะทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เข้าใจถึงหลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง เวลาเรียน
และการวัดผลประเมินผล
2) ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และเทคนิควิธีในการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
รวมทง้ั ศกึ ษางานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง เพอื่ เป็นแนวทางในการสร้างหนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
3) กำหนดจดุ มุ่งหมายในการสอน เรอ่ื ง เทคโนโลยีรอบตวั
4) กำหนดหัวข้อเรื่อง และวิเคราะห์เนื้อหา เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว เพื่อกำหนด
วตั ถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
5) สร้างโครงเรื่อง และจัดลำดับเนื้อหาและสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดยเลือกใช้
โปรแกรม Canva ใช้ในลักษณะสื่อประสมที่มีทั้งตัวอักษร รูปภาพ และคลิปวีดิโอ เพื่อให้ผู้เรียนเกิด
ความสนใจ เขา้ ใจ และเกิดปฏสิ ัมพันธก์ บั บทเรียน
3.3.2 การสร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สร้างขึ้น
เปน็ แบบปรนัย 4 ตัวเลอื ก จำนวน 20 ข้อ นำมาใช้ในการทดสอบกอ่ นเรียนและการทดสอบหลังเรียน
เพื่อเปรียบเทียบ และวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรียน ได้ดำเนินการสร้างตามลำดับขั้นตอน
ดงั นี้
1) ศึกษาทฤษฎีและวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รวมถึง
เอกสารที่เก่ยี วข้องกบั การประเมนิ ขอ้ สอบ และศึกษาการสรา้ งขอ้ สอบ
2) วิเคราะห์หลักสูตร จุดประสงค์การเรียนรู้ และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ เรื่อง
เทคโนโลยีรอบตวั โดยครอบคลมุ พฤติกรรมทั้ง 3 ดา้ น คอื ด้านพทุ ธิพิสยั ด้านจติ พิสัย และดา้ นทักษะ
พิสยั
3) สร้างแบบทดสอบแบบปรนัยชนดิ 4 ตัวเลือก ใหค้ รอบคลุมเนือ้ หา จดุ ประสงค์
การเรียนรู้ เร่อื ง เทคโนโลยีรอบตัว จำนวน 20 ข้อ
27
3.3.3 การสรา้ งแบบสอบถามความพึงพอใจ
การสรา้ งแบบสอบถามความพงึ พอใจของนกั เรียนท่ีมตี อ่ หนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์
เรอื่ ง เทคโนโลยีรอบตวั ผวู้ ิจัยได้ดำเนินการสรา้ งแบบสอบถามของ (สมนกึ ภิทธยิ ธานี 2541,หน้า 36
– 42 ) ดังนี้
1) ศึกษาข้อความที่แสดงถึงความพึงพอใจ และสร้างแบบสอบถามจำนวน 19 ข้อ
เปน็ แบบมาตราสว่ นการประเมนิ ค่า 5 ระดบั คอื มากทส่ี ดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย และน้อยทส่ี ุด
2) นำแบบสอบถามที่สร้างเสร็จแล้วนำไปเสนอผู้เชี่ยวชาญชุดเดิม พิจารณา
ตรวจสอบหาความเทีย่ งตรง (Validity)
3) ปรบั ปรงุ แบบสอบถามตามทีผ่ ู้เชยี่ วชาญเสนอแนะ
4) นำแบบสอบถามท่ีผ่านการเหน็ ชอบแลว้ ไปใชก้ บั นกั เรียน
3.3.4 การสรา้ งแบบประเมินสื่อหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์
การสร้างแบบประเมินสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว ผู้วิจัยได้
ดำเนินการ ดงั นี้
1) ศึกษารูปแบบการประเมินสื่อบทเรียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จากกรมวิชาการ
(2545 ข : 93 - 96)
2) ดัดแปลงให้มีรูปแบบที่เหมาะสม จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบประเมินหาค่าดัชนี
ความสอดคล้อง (IOC)
3) นำแบบประเมินทสี่ ร้างขึน้ ไปใชใ้ นการประเมนิ คณุ ภาพส่ือ หนังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์
3.4 การหาคณุ ภาพเครื่องมอื ท่ใี ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
3.4.1 การหาคุณภาพของหนงั สืออิเล็กทรอนกิ ส์ มดี ังนี้
1) นำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา โดย
การหาคา่ ดัชนคี วามสอดคล้อง (IOC) ดงั นี้
- นายสทุ ธิรกั ษ์ พลเจรญิ ครูโรงเรียนนาโพธพิ์ ทิ ยาคม
- นางจีรนันท์ เคา้ คำ ครูโรงเรยี นนาโพธพ์ิ ิทยาคม
- นายขวัญชัย เจริญเนตร ครโู รงเรยี นนาโพธพ์ิ ทิ ยาคม
โดยผู้เชีย่ วชาญไดใ้ หค้ ำแนะนำเกย่ี วกบั การสร้างหนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ ตลอดจนการ
สร้างเครอื่ งมอื วัดผล ประเมนิ ผล และแนะนำแนวทางในการพฒั นาสื่อเพ่ือชว่ ยใหก้ ิจกรรมการเรยี นรู้มี
ประสทิ ธิภาพมากยิ่งข้ึน
2) ทำการพัฒนาปรับปรุงและแก้ไขหนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ ตามคำแนะนำ ที่ได้รับจาก
ผเู้ ช่ียวชาญ
28
3) นำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบบตัว ที่ผ่านการประเมิน จาก
ผู้เชีย่ วชาญและปรบั ปรุงแก้ไขมาทดลองกบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นนาโพธพิ์ ทิ ยาคม
เพอ่ื หาคา่ ประสทิ ธิภาพตามขนั้ ตอนดังน้ี
ขั้นที่ 1 การทดลองรายบุคคล (One – to – One – Testing ) โดยนำบทเรียน
หนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ เรอื่ ง เทคโนโลยีรอบตัว มาทดลองกับนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1
คน
ขั้นที่ 2 การทดลองกลุ่มเล็ก (Small Group Testing) หลังจากที่ได้แก้ไข จาการ
ทดลองคร้ังท่ี 1 แลว้ นำไปทดลองกับกลมุ่ ตวั อย่างเล็ก จำนวน 3 คน โดยใช้วิธเี ลือกจากจำนวนนักเรีย
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนนาโพธ์ิพิทยาคม ซึง่ ไมใ่ ช่นักเรยี นท่ีทดลองแบบกลมุ่ 1 : 1 เหมือนการ
ทดลองจริง เพือ่ หาขอ้ บกพรอ่ งของหนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์
ขั้นที่ 3 การทดลองภาคสนาม เป็นการนำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยี
รอบตัว ที่ได้มาจากการแก้ไขปรับปรุงจากการทดลองใช้ทั้ง 2 ขั้นตอน ไปทดลองกับนักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนนาโพธิพ์ ิทยาคม จำนวน 36 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 นำผล
การทดลองมาวเิ คราะห์หาประสิทธภิ าพทีม่ ีความน่าเชือ่ ถอื ตามเกณฑ์ 80/80
3.4.2 หาคณุ ภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
1) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่สร้างขึ้นไปเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาความ
เท่ยี งตรงของเนือ้ หา ความเหมาะสมในการใช้ภาษา และประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบกับ
วตั ถุประสงค์การเรียนรู้ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดงั น้ี
คะแนน +1 ถ้าแน่ใจว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์นั้นสอดคล้องกับจุดประสงค์
การเรียนรู้
คะแนน 0 ถ้าไม่แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิน์ ้ันสอดคล้องกับจุดประสงค์
การเรียนรู้
คะแนน -1 ถา้ แนใ่ จว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธน์ิ ั้นไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์
การเรยี นรู้
เม่ือบันทกึ ผลการพิจารณาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแลว้ นำข้อมูลไปวิเคราะห์หา
ค่าดัชนคี วามสอดคล้องระหวา่ งแบบทดสอบผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นกับจดุ ประสงคเ์ รียนรู้ (IOC) โดย
ใชส้ ตู ร IOC คัดเลือกแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนทม่ี ีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ต้ังแต่
0.5 ขึน้ ไป จำนวน 20 ข้อ
2) เมื่อบันทึกการพิจารณาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนในแต่ละข้อ
แล้วนำไปหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด เพื่อเลือกเอา
ข้อสอบที่มีค่าดชั นีความสอดคล้อง (IOC) ต้งั แต่ .05 ขึน้ ไป จำนวน 20 ข้อ
29
3) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สมบูรณ์แล้วไปบรรจุ ลงใน Google
forms
3.4.3 การหาคุณภาพของแบบสอบถามความพงึ พอใจ
การหาคุณภาพของแบบสอบถามความพึงพอใจ ผู้วิจัยได้ดำเนินการหาคุณภาพของ
แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว
ผู้วิจัยได้ดำเนนิ การ ดงั นี้
1) นำแบบสอบถามความพึงพอใจที่สร้างเสร็จแล้วไปเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณา
ตรวจสอบความเท่ยี งตรง (Validity)
2) ปรับปรุงแบบสอบถามความพึงพอใจตามที่ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะและนำ
แบบสอบถามท่สี มบูรณ์จัดบรรจไุ วใ้ น Google forms
3) นำแบบสอบถามท่ผี า่ นความเห็นชอบแล้วไปทดลอง
3.5 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการนำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว ที่มีการ
ปรับปรุงแก้ไขตามลำดับไปใช้ดำเนินการสอนกบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยา
คม จำนวน 36 คน โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – เดือน
ธันวาคม 2564 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 ซง่ึ มลี ำดับข้ันตอนการสอนดงั นี้
3.5.1 ทดสอบก่อนเรยี น
โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว ก่อนจะดำเนินการสอนเพื่อตรวจสอบดูพฤติกรรมเบื้องต้นของนักเรียนว่ามี
ความรูเ้ ก่ยี วกับเรือ่ งท่ีจะเรียนมีมากน้อยเพียงใดและเพ่อื ให้นักเรียนทราบว่าตนเองมีความรู้ในเร่ืองที่
จะเรยี นอย่ใู นระดบั ใด
3.5.2 นำเข้าสู่บทเรยี น
เป็นการกระตุ้นความสนใจ ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ด้วยการพูดคุย ซักถาม และ
ร่วมกันวเิ คราะห์สถาณการณ์ปัจจุบัน เพื่อใหน้ ักเรียนต่นื ตัว และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วยหนังสือ
อิเลก็ ทรอนิกส์
3.5.3 จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
นกั เรียนอ่านคำชีแ้ จงของหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เม่อื เข้าใจแล้วศึกษาเนื้อหาบทเรียนโดย
ใช้หนังสอื อิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละทำแบบฝึกหดั ในแต่ละหนว่ ย
30
3.5.4 สรปุ การเรียนเรียนรู้
เป็นการสรปุ ความรู้ ความเข้าใจของนักเรียนเกีย่ วกับความคิดรวบยอดในแต่ละเรื่องวา่
นักเรียนบรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์ท่ตี ัง้ ไว้หรือไม่ เชน่ การซกั ถามเพ่อื ทบทวนความรู้
3.5.5 ทดสอบหลงั เรยี น
เมื่อเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แล้วนักเรียนทำ
แบบทดสอบหลังเรียน โดยใชแ้ บบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว พร้อม
ทั้งทำแบบสอบถามความพงึ พอใจ
3.5.6 วเิ คราะหข์ ้อมูล
โดยการนำคะแนนสอบก่อนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน และแบบทดสอบความพึง
พอใจมาวเิ คราะห์ข้อมลู โดยวธิ ีทางสถติ ิ
3.6 การวิเคราะหข์ ้อมูล
ผู้วิจยั ไดน้ ำขอ้ มูลจากการศกึ ษาค้นควา้ มาวิเคราะหด์ ังนี้
3.6.1 วิเคราะห์หาคุณภาพสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง
เทคโนโลยรี อบตัว โดยใชส้ ูตร IOC พจิ ารณาคดั เลือกหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน และแบบสอบความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ท่มี ีคะแนนเฉล่ยี ต้ังแต่ 0.5 ถึง 1.00
3.6.2 หาค่าความยากงา่ ย (P) หาค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์
3.6.3 วิเคราะห์ประสทิ ธิภาพของหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ หาคา่ (E1/E1)
3.6.4 การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบ ใช้สูตร
t-test (Dependent)
3.6.5 วเิ คราะหค์ วามพงึ พอใจของผู้เรียนท่ีมตี ่อการเรียนด้วยหนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ โดยการ
หาค่าเฉลี่ย X และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) นำไปเปรยี บเทียบกบั เกณฑ์ ดังน้ี
คา่ เฉลย่ี ระดบั การแปลความหมายในการประเมิน
4.51 – 5.00 หมายถงึ มีความพึงพอใจอยู่ในระดบั มากทสี่ ดุ
3.51 – 4.50 หมายถงึ มีความพงึ พอใจอยใู่ นระดบั มาก
2.51 – 3.50 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจอยใู่ นระดับปานกลาง
1.51 – 2.50 หมายถงึ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย
1.00 – 1.50 หมายถงึ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับนอ้ ยที่สุด
31
3.7 สถิตทิ ีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ผ้วู จิ ัยใชส้ ถติ ิในการวิเคราะห์ขอ้ มูลดงั น้ี
3.7.1 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้
สตู ร (สมนึก ภัทธิยนี, 2546, หน้า 220)
IOC = ∑
IOC แทน ความสอดคลอ้ งระหวา่ งข้อสอบกับจุดประสงค์
∑ แทน ผลรวมคะแนนความคิดเหน็ ของผเู้ ชีย่ วชาญทัง้ หมด
N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
3.7.2 การวิเคราะห์หาความยากง่าย (P) และอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผล
สมั ฤทธ์ิทางการเรยี น โดยใช้สูตร
คา่ ความยากง่ายของตวั ถกู และตวั ลวง
ตัวถกู = + ตวั ลวง = +
P แทน ความยากงา่ ยของข้อสอบ
Pw แทน สดั ส่วนของผู้เลอื กตวั ลวง
H แทน จำนวนคนในกลมุ่ สูงตอบถูก
L แทน จำนวนคนในกลุ่มตำ่ ตอบถูก
N แทน จำนวนคนคนทั้งหมด
คา่ อำนาจจำแนกของตัวถูกและตวั ลวง
ตวั ถูก = − ตวั ลวง = −
r แทน ค่าอำนาจจำแนกของขอ้ สอบ
rw แทน คา่ อำนาจจำแนกของตัวลวง
H แทน จำนวนคนในกลมุ่ สูงตอบตวั ลวงแตล่ ะตวั
L แทน จำนวนคนในกลมุ่ ตำ่ ตอบตวั ลวงแต่ละตวั
N แทน จำนวนคนคนทง้ั หมด
32
3.7.3 การหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ตามเกณฑ์ 80/80 โดยหาคะแนน
เฉลี่ยโดยรวมแบบทดสอบระหว่างเรียน และหาคะแนนเฉลี่ยโดยรวมแบบทดสอบหลังเรียน โดยใช้
หนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ สูตร ( E1/E2) (ไชยยศ เรืองสุวรรณ 2533, หนา้ 139)
80 ตัวแรก หาได้จากสูตร
= ∑ X100
E1 แทน ประสิทธิภาพกระบวนการที่จัดไวใ้ นบทเรียนคอมพวิ เตอร์
∑ x แทน คะแนนรวมของนกั เรยี นจากการทำแบบทดสอบระหว่างเรียน
N แทน จำนวนนกั เรยี น
A แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบระหว่างเรยี น
80 ตวั หลัง หาไดจ้ ากสตู ร
= ∑ X100
E2 แทน
∑ F แทน
ประสิทธภิ าพของผลลพั ธ์
คะแนนรวมของนักเรียนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน
N แทน จำนวนนกั เรียนในกลุ่มตัวอย่าง
B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลงั เรยี น
3.7.4 การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
เร่ือง เทคโนโลยรี อบตวั โดยใชส้ ถิตดิ ังน้ี
1) ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) (ชศู รี วงศร์ ตั นะ 2527, หนา้ 74) จากสูตร
̅ = ∑
∑
x̅ แทน คะแนนเฉล่ีย
แทน ความถี่
แทน คะแนน
∑ แทน ผลรวมทงั้ หมดของความถร่ี วมคะแนน
∑ แทน ผลรวมทง้ั หมดของความถ่ีซง่ึ มีคา่ เท่ากบั จำนวนข้อมูลทัง้ หมด
33
2) การหาค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (ชูศรี วงศร์ ตั นะ, 2527, หนา้ 74)
S.D = √ ∑ − (∑ )
( − )
S.D แทน คา่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
n แทน จำนวนนกั เรียนทั้งหมด
f แทน ความถ่ี
x แทน คะแนน
∑ fx แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่คณู คะแนน
∑ f แทน ผลรวมทงั้ หมดของความถี่
3.7.5 เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดยวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างการทดสอบ
กอ่ นเรียนและหลงั เรียนด้วยหนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ ใชส้ ูตร t-test dependent
t= ∑
√ ∑ −(∑ )
−
= -1
t แทน ค่าทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลย่ี รายคู่
∑ แทน ผลรวมของความแตกตา่ งของคะแนนกอ่ นเรยี น – หลังเรยี น
∑ 2 แทน ผลรวมของความคะแนนกำลงั สองของความแตกตา่ งของคะแนนกอ่ น
เรียน – หลังเรยี นรายคู่ยกกำลังสอง
แทน จำนวนนกั เรียนทง้ั หมด
แทน ชัน้ แหง่ ความเป็นอิสระ
34
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
ผูว้ ิจยั ไดพ้ ฒั นาหนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรบั นักเรยี นชน้ั
มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นนาโพธิพ์ ิทยาคม ผวู้ ิจยั ไดน้ ำเสนอผลการวิจัย และไดด้ ำเนนิ การตาม
ข้ันตอนดงั ตอ่ ไปนี้
4.1 สญั ลกั ษณ์ท่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
4.2 การวิเคราะหข์ ้อมลู
4.3 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล
4.1 สญั ลักษณ์ที่ใชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
เพ่อื ใหเ้ กิดความเข้าใจตรงกันในการนำเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล ผูว้ ิจัยไดก้ ำหนด
สญั ลักษณ์ที่ใช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล ดังนี้
X̅ แทน ค่าคะแนนเฉลย่ี
S.D แทน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
N แทน จำนวนนกั เรียนในกลมุ่ ตวั อยา่ ง
E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ
E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลัพธ์
t แทน ค่าสถิติท่ีใช้เปรยี บเทยี บกับค่าวกิ ฤติจากการแจกแจงแบบ t เพื่อ
ทราบความมนี ัยสำคัญทางสถิติ
* แทน มนี ยั สำคญั ทางสถิติท่ี .05
4.2 การวิเคราะห์ข้อมูล
ในการวจิ ัยครัง้ น้ี ผ้วู จิ ยั ไดน้ ำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ตามขนั้ ตอน ดังนี้
ตอนท่ี 1 วเิ คราะหห์ าประสทิ ธิภาพของหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ เรือ่ ง เทคโนโลยรี อบตัว
สำหรับนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1/5 โรงเรยี นนาโพธิ์พทิ ยาคมใหม้ ีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์
มาตรฐาน 80/80 โดยการหาค่า E1 / E2
ตอนที่ 2 วิเคราะหผ์ ลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นของนักเรียนท่ีเรยี นด้วยหนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์
ก่อนเรยี นและหลงั เรียน (Pre-test and Post - test) เร่ือง เทคโนโลยีรอบตวั โดยใช้สถติ ิ t-test
แบบ Dependent t-test จากโปรแกรม Microsoft Excel
35
ตอนท่ี 3 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรยี นที่มตี อ่ หนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ เรื่องเทคโนโลยี
รอบตัว สำหรับนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 1/5 โรงเรยี นนาโพธิพ์ ิทยาคม โดยใช้ค่าเฉลย่ี รอ้ ยละ
(Percentage) คา่ เฉล่ยี (Mean) และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D)
4.3 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
ตอนท่ี 1 การวิเคราะหห์ าประสทิ ธภิ าพของหนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์
ในการวิเคราะหข์ ้อมูลครง้ั นไี้ ดด้ ำเนนิ การนำหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เรอ่ื ง เทคโนโลยี
รอบตวั สำหรบั นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนนาโพธพ์ิ ิทยาคม ใช้เวลาในการทดลอง 2
ชวั่ โมง เพ่ือนำข้อมลู มาวเิ คราะห์หาประสทิ ธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ตามเกณฑ์ 80/80 โดยนำ
หนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ เรอ่ื ง เทคโนโลยีรอบตวั สำหรับนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1/5 จำนวน 36 คน
ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 โดยมวี ธิ ดี ำเนินการดงั น้ี
1. รวมคะแนนจากการทำแบบทดสอบระหว่างเรยี นในหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ แล้วนำมา
หาค่าเฉลยี่ ของแต่ละเรอ่ื ง เพื่อนำไปเปรียบเทยี บกับเกณฑ์ 80 ตวั แรก
2. รวมคะแนนจากแบบทดสอบหลงั เรียนหนงั สอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ ในแต่ละเรอ่ื ง
ไปเปรยี บเทียบกบั เกณฑ์ 80 ตัวหลัง ซง่ึ ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลปรากฏในตาราง 4.1 ดงั น้ี
ตาราง 4.1 แสดงประสทิ ธภิ าพของหนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ เร่ืองเทคโนโลยีรอบตวั สำหรับ
นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นนาโพธิ์พิทยาคม (N=36
ลำดับ เร่ือง คา่ คะแนนเฉลย่ี และค่ารอ้ ยละ ประสทิ ธิภาพ
กอ่ นเรียน ระหวา่ งเรียน หลังเรียน (E1/E2)
เฉลี่ย รอ้ ยละ เฉลยี่ รอ้ ยละ เฉล่ยี รอ้ ยละ
1. ความหมายของเทคโนโลยี (2) 53.71 (2) 85.71 (2) 86.29 85.71/86.29
3 4 4
2. ประโยชนข์ องเทคโนโลยี (3) 49.71 (3) 93.71 (3) 94.86 93.71/94.86
2.49 4.69 4.74
3. ความมสำคญั ของ (5) 33.71 (5) 80.57 (5) 77.71 80.57/77.71
เทคโนโลยี 1.69 4.03 3.89
4. เทคโนโลยใี นงานอาชีพ (5) 38.29 (5) 71.43 (5) 75.43 71.43/75.43
1.91 3.57 3.77
36
ตาราง 4.1 แสดงประสทิ ธิภาพของหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ เร่ืองเทคโนโลยรี อบตวั สำหรบั นักเรียนช้นั
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม (N=36) (ตอ่ )
ลำดบั เร่ือง ค่าคะแนนเฉล่ยี และคา่ ร้อยละ ประสทิ ธิภาพ
กอ่ นเรยี น ระหวา่ งเรียน หลังเรยี น (E1/E2)
เฉลย่ี รอ้ ยละ เฉลยี่ ร้อยละ เฉลีย่ รอ้ ยละ
4 ระบบทางเทคโนโลยี (5) 49.71 (5) 91.71 (5) 96.86 91.71/96.86
2.49 4.69 4.74
รวมค่าเฉลยี่ /คะแนนร้อยละ (20) 43.86 (20) 82.86 (20) 83.57 82.86/83.57
9.00 16.57 16.71
จากตาราง 4.1 พบว่าหนังสืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ เร่อื ง เทคโนโลยรี อบตัว ทสี่ ร้างข้นึ มี
ประสิทธิภาพเทา่ กับ 82.86/83.57 ซง่ึ สูงกวา่ เกณฑ์ที่กำหนดไว้ คอื 80/80 โดยแบง่ เปน็ 5 เรอ่ื ง ดงั นี้
1. ความหมายของเทคโนโลยี มปี ระสทิ ธิภาพ 85.71/86.29
2. ความสำคัญของเทคโนโลยี มีประสิทธภิ าพ 93.71/94.86
3. ประโยชน์ของเทคโนโลยี มปี ระสิทธิภาพ 80.57/77.71
4. เทคโนโลยีในงานอาชีพ มีประสิทธิภาพ 71.43/75.43
5. ระบบทางเทคโนโลยี มีประสิทธภิ าพ 91.71/96.86
ตอนท่ี 2 การเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
การทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ย
การทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียนของหนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ เพ่อื ทดสอบความมีนัยสำคัญ
ของผลตา่ ง ระหว่างคะแนนเฉล่ยี ของการทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น การใช้หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์
เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธ์ิพิทยาคม โดยการ
ทดสอบค่า (t) ซ่งึ ปรากฏผลดังตารางท่ี 4.2 ดังน้ี
ตาราง 4.2 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลัง
เรยี นของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 จำนวน 36 คน เมอ่ื ใช้หนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ เร่อื ง เทคโนโลยี
รอบตวั สำหรับนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นนาโพธ์ิพิทยาคม
การทดสอบ N คะแนนเต็ม X̅ S.D. t
ก่อนเรียน 35 20 9.00 2.91 14.64*
หลังเรียน 35 20 16.71 1.30
37
หมายเหตุ*p < .05
จากตาราง 4.2 พบวา่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลงั ใชห้ นงั สืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ สูงกว่ากอ่ นเรยี น
อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .05
ตอนท่ี 3 วเิ คราะหแ์ บบสอบถามวัดความพงึ พอใจของนกั เรียนทใ่ี ชห้ นงั สือ
อเิ ล็กทรอนกิ ส์
การวิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม ที่เรียนด้วย
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรอ่ื ง เทคโนโลยรี อบตวั จำนวน 36 คน ปรากฏดงั ตาราง 4.3 ดังนี้
ตาราง 4.3 แสดงข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง
เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนนาโพธ์ิพทิ ยาคม โดยแสดงค่าเฉลยี่
(X̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ตามหัวขอ้ การประเมนิ ดังน้ี (N=36)
ข้อ รายการ ระดบั ความคดิ เหน็
1. บทเรยี นมีความนา่ สนใจ
̅X S.D. ความหมาย
4.36 0.89 มาก
2. การออกแบบมีสสี นั สดใสสวยงาม 4.17 0.69 มาก
3. เนื้อหาสอดคลอ้ งกับบทเรียน 4.33 0.65 มาก
4. ภาพประกอบและเนอ้ื หามคี วามสอดคลอ้ งกนั 4.11 0.76 มาก
5. มีรปู ภาพ วิดีโอตวั อยา่ งท่ีชัดเจน 4.08 0.68 มาก
6. การนำเสนอเน้อื หาต่อเน่อื ง มลี ำดบั ขั้นตอนชัดเจน 4.36 0.47 มาก
7. ตัวหนังสอื มีความชัดเจน 4.42 0.80 มาก
8. สามารถทบทวนบทเรยี นได้ 4.22 0.63 มาก
9. ความสะดวกในการเขา้ เรียนบทเรียน 4.33 0.99 มาก
10. สอดคล้องต่อการเรียนในยคุ สมัยใหม่ 4.77 0.83 มาก
รวม 4.25 0.75 มาก
38
จากตาราง 4.3 พบวา่ ระดบั ความพึงพอใจของนกั เรยี นที่มตี ่อหนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ เร่ือง
เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรยี นนาโพธ์ิพิทยาคมจำนวน 36 คน มี
ความพงึ พอใจในหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ เร่อื ง เทคโนโลยรี อบตวั โดยรวมอยูใ่ นระดับมาก (X̅= 4.25 )
เม่ือพิจารณาเป็นรายขอ้ และจัดลำดับพบว่า ค่าเฉลย่ี สูงสุดในสามลำดับแรกมี ดังนี้
อนั ดบั หน่ึง คือ สอดคล้องต่อการเรยี นในยุคสมยั ใหม่ ( X̅= = 4.77)
อันดบั สอง คอื ตวั หนงั สอื มคี วามชดั เจน ( ̅X= = 4.42)
อันดับสาม คือ บทเรียนมคี วามนา่ สนใจ มลี ำดบั ข้ันตอนชดั เจน ( ̅X= = 4.36)
39
บทที่ 5
สรปุ ผลการวิจยั อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดสอง (Experimental Research) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น เรอื่ ง เทคโนโลยีรอบตวั สำหรบั นกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนนาโพธ์ิพิทยาคม
ผู้วิจยั ได้สรุปอภิปรายผลและข้อเสนอแนะตามลำดับดังนี้
5.1 วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย
5.2 สมมติฐานการวจิ ัย
5.3 วิธีดำเนนิ การวจิ ยั
5.4 สรุปผลการวจิ ยั
5.5 อภปิ รายผลการวจิ ยั
5.6 ขอ้ เสนอแนะ
5.1 วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
5.1.1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน
หลงั จากการเรียนดว้ ยหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ เรอ่ื ง เทคโนโลยีรอบตวั สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปที ี่ 1 โรงเรยี นนาโพธพิ์ ิทยาคม
5.1.2 เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรียน
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรยี นนาโพธิ์พทิ ยาคม ให้มปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
5.1.3 เพ่อื ศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนท่ีมตี ่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์
เรอ่ื ง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรบั นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นนาโพธพ์ิ ิทยาคม
5.2 สมมตฐิ านของการวจิ ัย
5.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม
หลงั จากการเรียนดว้ ยหนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ เรอื่ ง เทคโนโลยรี อบตัว หลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียน
5.2.2 หนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ เร่อื ง เทคโนโลยีรอบตวั สำหรบั นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1
โรงเรียนนาโพธพิ์ ทิ ยาคม มีประสิทธิภาพสงู กวา่ เกณฑ์ 80/80
5.2.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง
เทคโนโลยรี อบตวั สำหรบั นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม อยใู่ นระดับมาก
40
5.3 วิธดี ำเนินการวิจัย
5.3.1 ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
1) ประชากรทใี่ ช้ในการวิจัยครัง้ น้ี ได้แก่ นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นนาโพธิ์
พิทยาคม ในภาคเรยี นที่ 2/2564 จำนวนห้องเรียน 5 ห้อง จำนวนนกั เรียนทัง้ หมด 192 คน
2) กลมุ่ ตัวอย่างในการวิจัยครัง้ นี้ เปน็ นักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1/5 โรงเรียนนาโพธ์ิ
พิทยาคม ในภาคเรียนที่ 2/2564 นักเรยี นทั้งหมด 36 คน ได้มาโดยวธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง
5.3.2 เครื่องมือทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1) หนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เร่อื ง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรบั นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1
โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม มีจำนวน 5 เรื่อง คือ ความหมายของเทคโนโลยี ประโยชน์ของเทคโนโลยี
ความสำคญั ของเทคโนโลยี เทคโนโลยใี นงานอาชพี ระบบทางเทคโนโลยี
2) แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรื่อง เทคโนโลยรี อบตัวเปน็ แบบปรนัยชนิด
4 ตวั เลอื ก จำนวน 20 ขอ้ ใช้เปน็ แบบทดสอบก่อนเรยี น และหลังเรยี น
3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสือ
อเิ ล็กทรอนิกส์ เร่ือง เทคโนโลยรี อบตวั สำหรับนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธพ์ิ ทิ ยาคม
4) แบบประเมินสื่อโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาคุณภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง
เทคโนโลยรี อบตัว สำหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นนาโพธ์พิ ิทยาคม
5.3.3 การเก็บรวมขอ้ มลู
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจยั ดำเนนิ การในในภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 โดย
ดำเนนิ การดังต่อไปน้ี
1) ขออนุญาตผู้บริหารโรงเรียนโรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคมในการเก็บรวบรวมข้อมูล และ
การทดลองใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม ท่ีผวู้ จิ ยั สรา้ งขึน้
2) ชี้แจงการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ให้นักเรียนทราบถึงกระบวนการเรยี นการสอน
โดยใชห้ นงั สืออิเล็กทรอนกิ ส์ เรือ่ ง เทคโนโลยรี อบตวั ทีผ่ ้วู จิ ัยสรา้ งขน้ึ
3) ทำการทดสอบก่อนเรียน จำนวน 20 ข้อ จากนั้นดำเนินการทดลองโดยใช้หนังสอื
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เรอ่ื ง เทคโนโลยรี อบตวั
4) หลังจากเรียนครบทุกเนื้อหาในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จึงทำการทดสอบหลังเรียน
โดยใช้แบบทดสอบชดุ เดยี วกบั แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
5) เก็บข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนดว้ ยแบบประเมนิ ความพึงพอใจ
41
6) รวบรวมขอ้ มูลทัง้ หมดและวิเคราะห์โดยวิธีการทางสถิติ
7) สรปุ ผลการทดลอง
5.3.4 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
วธิ กี ารวเิ คราะหข์ อ้ มลู ผวู้ จิ ยั ได้นำขอ้ มลู จากการศกึ ษาค้นควา้ มาวิเคราะห์ ดงั น้ี
5.3.4.1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของหนังสอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์
ผู้วิจัยนำผลรวมจากการทำแบบทดสอบระหว่างเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ครบทกุ เรอื่ ง จำนวน 4 เร่อื ง และผลรวมจากการทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน
มาคำนวณเพอ่ื หาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 ทัง้ น้ีผู้วจิ ัยต้งั เกณฑ์ของประสิทธิภาพในงานวิจัยคร้ัง
นเี้ ท่ากบั 80/80
5.3.4.2 วิเคราะหเ์ ปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
ผู้วิจัยได้นำคะแนนทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนจากการสอนด้วย
หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ มาคำนวณด้วยสถิติ t-test (Dependent) โดยได้ต้งั ระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้
ที่ระดับ .05
5.3.4.3 วเิ คราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน
ผู้วิจัยนำแบบประเมินความพึงพอใจที่ได้จากนักเรียนมาวิเคราะห์ระดับความพึง
พอใจ โดยใชค้ ่าเฉลย่ี ( ̅ ) และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)
5.4 สรปุ ผลการวิจัย
จากการศึกษาวจิ ัย การพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียน เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรยี น
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ผู้วิจัยสามารถสรุป
ผลการวจิ ยั ได้ดงั น้ี
5.4.1 ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนระหว่างกอ่ นเรยี นกบั หลงั เรยี น ผลการเรยี นหลังเรียนสูงกว่า
กอ่ นเรยี นอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05
5.4.2 ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีประสิทธิภาพ 82.86/83.57 ซึ่งสูงกว่า
เกณฑ์ทีก่ ำหนดไวค้ ือ 80/80
5.4.3 ความพงึ พอใจของนักเรียนหนังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์ พบวา่ นกั เรียนมคี วามพึงพอใจโดย
รวมอยูใ่ นระดบั มาก โดยมคี า่ เฉลยี่ เท่ากับ 4.25
42
5.5 อภปิ รายผล
จากผลการวจิ ยั การพัฒนาพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เรอื่ ง เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับ
นกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนนาโพธ์ิพิทยาคม โดยใช้หนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เป็นไปตามเกณฑ์
ทกี่ ำหนด คอื 80/80 สามารถอภิปรายผล ดังนี้
5.5.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง
เทคโนโลยีรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธ์ิพิทยาคม หลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรยี นอยา่ งมนี ยั สำคญั ที่ .05 เป็นไปตามสมติฐานทต่ี ้งั ไว้ ท้งั น้ีเพราะหนังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์ มีความ
สอดคล้องต่อการเรียนในสมัยใหม่ มีตัวหนังสือที่ชัดเจน และมีความน่าสนใจ ทำให้ผลการเรียนของ
นักเรียนสูงขึ้น สอดคล้องกับงานวจิ ัยของ วารุณี คงวิมล (2559) ทำการวิจัยเรือ่ ง การพัฒนาหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Photoshop เพื่อผลิตสื่อการสอนสำหรับครูระดับ
ประถมศกึ ษา พบว่า มีคะแนนหลังเรยี นสูงกวา่ คะแนนก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05
5.5.2 ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ
82.86/83.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ได้ตั้งไว้ เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ทั้งน้ีเพราะว่า หนังสือ
อเิ ล็กทรอนิกส์ เรือ่ ง เทคโนโลยีรอบตวั สำหรบั นักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นนาโพธ์ิพิทยาคม
ที่สร้างขึ้นเป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับผู้เรียน เนื่องจากมีทั้งภาพและเน้ือหาที่น่าสนใจ ซึ่งทำให้
ผู้เรียนมีความกระตือรอื ร้นที่จะเรียน มีความพึงพอใจในการเรียน และมีความกา้ วหนา้ ทางการเรยี น
สอดคล้องกับงานวิจัยของ สิริภัทร เมืองแก้ว (2561) ทำการวิจัย เรื่องการพัฒนาหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ E-book รายวิชาภาษาและวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน(ภาษาจีน) สำหรับนิสิตชั้นปีที่ 1
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา พบว่า มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 เท่ากับ 81.38/
82.50
5.5.3 การศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง เทคโนโลยี
รอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาโพธ์ิพิทยาคม รวมอยู่ในระดับมาก ( x =
4.25) เปน็ ไปตามสมมตฐิ านที่ตงั้ ไว้ ทั้งนเ้ี พราะหนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์ เรอ่ื ง เทคโนโลยีรอบตวั ที่ผู้วิจัย
สร้างขึ้น มีความสอดคล้องต่อการเรียนในยุคสมัยใหม่ ตัวหนังสือมีความชัดเจน บทเรียนมีความ
นา่ สนใจ ให้ผลยอ้ นกลับตอ่ การเรียนในแตล่ ะคร้ังทันที ทำใหส้ ามารถดงึ ดดู ความสนใจของนักเรียนได้
สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ มาลนิ ธราวิจติ รกุล (2556) ผลการทดสอบก่อนและหลงั เรียนด้วยหนังสือ
อเิ ล็กทรอนกิ ส์จากนักศึกษาวิชาทฤษฎีสี สรปุ ได้วา่ นกั ศกึ ษาที่เรียนด้วยหนังสอื อิเล็กทรอนิกส์มีความ
พึงพอใจตอ่ หนังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกสโ์ ดยรวม อยู่ในระดบั มาก
43
5.6 ข้อเสนอแนะ
5.6.1 ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
1) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เปน็ ส่ือการเรียนการสอนประเภทหน่งึ ท่มี ีประโยชน์ต่อการ
จัดการเรยี นการสอนเป็นอยา่ งดี ซงึ่ เหน็ ไดช้ ัดว่าหนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ สท์ ำให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
อยู่ในเกณฑ์ดีถึงดมี ากที่สดุ ดงั นน้ั หนว่ งงานท่เี กีย่ วข้องกบั การศึกษาควรสนับสนุนใหม้ กี ารสร้างและ
พัฒนาหนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ สใ์ ห้มากยง่ิ ข้นึ
2) การสรา้ งบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนในแต่ละครัง้ ควรคำนงึ ถึงเวลาทีใ่ ช้ในการ
สอนให้มีความเหมาะสมกับเวลาจรงิ ในแตล่ ะสัปดาห์
3) เนอื้ หาท่นี ำมาจดั ทำบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน ควรมีความกระชับหรือมกี าร
สรุปสาระการเรียนรูท้ ส่ี ำคัญ ๆ หากเนื้อหาสาระมคี วามยาว หรอื ซับซ้อนจะทำใหบ้ ทเรียนไม่น่าสนใจ
4) เพ่อื ใหห้ นังสืออเิ ล็กทรอนิกสม์ ปี ระสิทธิภาพเป็นไปตามวตั ถปุ ระสงค์ ผทู้ ่ีจะสรา้ ง
หนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ควรศึกษาโปรแกรมที่จะนำมาพัฒนาเป็นหนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์ ใหเ้ ขา้ ใจกอ่ นท่ี
จะวางแผนออกแบบบทเรยี น
5.6.2 ขอ้ เสนอแนะเพื่อการวิจยั ต่อไป
1) ควรทำวิจยั คน้ ควา้ เพื่อพัฒนาหนังสืออเิ ล็กทรอนิกสเ์ ปรียบเทียบกับกิจกรรมการ
เรียนรูแ้ บบอน่ื ๆ เช่น การเรยี นแบบกระบวนการกลุ่ม การเรียนแบบโครงงาน หรอื วิธีการสอนโดย
เน้นกระบวนการคดิ วิเคราะห์ เป็นต้น
2) ควรทำวจิ ยั การพฒั นาหนังสอื อเิ ล็กทรอนิกสแ์ บบเชือ่ มโยงกับระบบอินเทอร์เน็ต
เพือ่ เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนระหวา่ งการเรยี นอย่ทู บี่ ้านกับการเรยี นทีโ่ รงเรยี น
3) ควรวจิ ัยการใช้รปู แบบการสอนหรอื วิธีการสอนต่าง ๆ ร่วมกบั การใช้หนังสอื
อิเลก็ ทรอนิกส์
44
บรรณานุกรม
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551). หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกุ ราช 2551.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
กันยากร คณุ เจริญ. (2556). การพฒั นาหนงั สืออิเล็กทรอนกิ ส์ โดยโปรแกรม I love library : เรอ่ื ง
ครอบครัวอบอุ่นภูมคิ มุ้ กนั ของเยาวชน สำหรบั นักเรียนชัน้ ประกาศนยี บัตรวิชาชพี . 1.
(วิทยานพิ นธป์ รญิ ญาครศุ าสตรมหาบัณฑิต), กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ราชภัฏธนบุรี.
ครุ สุ ภาลาดพร้าว.
กรมวิชาการ. (2545). คู่มอื การพัฒนาส่ือการเรยี นรู้.
กฤษณะ ทองเชอื้ . (2551). การพฒั นาหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ เรือ่ ง วัดชลธาราสิงเห (วดั พิทกั ษ์
แผ่นดนิ ไทย). (วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต) พษิ ณโุ ลก:
มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ควรชิต มาลัยวงศ์. (2540).ทัศนะไอที.กรุงเทพฯ: สำนกั งานพฒั นาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แหง่ ชาติ.
ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2529). กระบวนการสนนิเวทนาการและระบบสือ่ การสอน. ในเอกสารการสอน
ชุดวิชาเทคโนโลยีและส่ือสารการศกึ ษาหนว่ ยท่ี 1 – 5. กรุงเทพมหานคร:
มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช
ไชยยศ เรืองสวุ รรณ. (2533) เทคโนโลยีการศกึ ษา: ทฤษฎแี ละการวจิ ยั . กรงุ เทพฯ: โอ. เอส. พรน้ิ ตงิ้
เฮ้าส์
ชาริณี เดชจนิ ดา. (2535), ทฤษฎกี ารแสวงหาความพงึ พอใจไวว้ ่าบุคคลพอใจจะกระทำสง่ิ ใด ๆ ที่
ใหม้ คี วามสขุ และจะหลกี เลยี่ งไมก่ ระทำในสิง่ ทเี่ ขาจะไดร้ ับความทกุ ขห์ รอื ความ
ยากลำบาก. (พิมพค์ ร้งั ท่ี 2) กรุงเทพฯ; สวุ ิริยาสาสน์
ชูศรี วงศร์ ัตนะ, (2527). เทคนคิ การใช้สถติ ิเพ่ือการวิจยั . พิมพค์ ร้งั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ศรี
นครรินทรวโิ รฒประสานมติ ร, 2527.
ณัฐกร สงคราม. (2553). การออกแบบและพฒั นามัลติมีเดียเพ่อื การเรยี นรู้. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั
ทวีพงษ์ หินคำ. (2541). ความพงึ พอใจของประชาชนต่อการควบคมุ การจราจรดว้ ยระบบ
คอมพิวเตอรใ์ นเขตอำเภอเมืองจงั หวัดเชยี งใหม่, (การค้นคว้าแบบอิสระรฐั ศาสตร
มหาบัณฑิต). เชยี งใหม;่ สาขาวชิ าการเมืองและการปกครอง, บณั ฑิตวทิ ยาลัย