The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชีวศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชีวศึกษา เกือบเสร็จ 28.02.65

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชีวศึกษา

Keywords: แนวการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชีวศึกษา,หน่วยศึกษานิเทศก์,สันติ ทองแก้วเกิด,พระบรม,ราโชบาย,อาชีวะ,อาชีวศึกษา,สำนักงานคณะกรรม,การการอาชีวศึกษา,ศน.

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา ห น ้ า | 44

ทีม่ ารูปภาพ : https://www.prachachat.net/finance/news-343086

5. แนวทางแก้ไข
แนวทางการป้องกันและแกไ้ ขปญั หาความยากจนทำได้หลายทาง กล่าวโดยสังเขปวธิ ีต่าง ๆ มี

ดงั น้ี
5.1 ด้านร่างกายและจิตใจ การป้องกันหรือแก้ไขความยากจนอาจเกี่ยวข้องกับร่างกายของ

คนจน หรือคนที่อาจยากจนได้ต่อไป เช่น การให้สวัสดิการเกี่ยวกับอาหารการกินไม่ให้อดยาก ส่งเสริม
ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพอนามัย จัดระเบียบในสังคมหรือชุมชนให้เรียบร้อย
เพื่อให้บุคคลมีจิตใจดี ส่งเสริมการศึกษาให้ความรู้ เพื่อพัฒนาปัญญา ความสามารถ ปลูกฝังความเช่ือ
ทัศนคติ และคา่ นยิ มทางวัตถุ ให้มุง่ ความสำเรจ็ ขยัน อดทน กล้าส้ปู ัญหาและอุปสรรค เป็นตน้

5.2 ด้านการจัดระเบียบสังคม สังคมหรือประเทศชาติจะต้องพยายามจัดระเบียบภายใน
สังคม ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการจัดสรรมอบหมายตำแหน่งหน้าที่ที่ควรรับผิดชอบกันให้
ชดั เจน สร้างกฎเกณฑ์การประพฤติปฏิบัตริ ะหว่างกนั ใหม้ ากและแจ่มชัด พรอ้ มทั้งมีการควบคุมกันอย่าง
เขม็ งวด ให้ทุกคนอยู่ในระเบยี บวนิ ยั เพ่ือใหท้ กุ คนไดป้ ฏิบัติหน้าท่ีความรับผดิ ชอบของตนได้อยา่ งสะดวก
มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเป็นกังวล หรือกลัวเกรงความไม่สงบเรียบร้อย หรือการแตกแยกไม่มั่นคงของ
สงั คม และมคี วามรกั ความผูกพันต่อสงั คม

5.3 การให้โอกาสและวิธีการบรรลุเป้าหมายที่สังคมปลูกฝังอย่างเท่าเทียมกัน ในขณะที่
หัวข้อ 5.2 เป็นเรื่องการจัดระเบียบหรือความเป็นระเบียบและเป็นปึกแผ่นของสังคม ในข้อนี้เน้นเรื่อง
การให้โอกาสหรือให้เครื่องมือการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาท หรือสถานภาพให้บรรลุเป้าหมายที่สังคม
ปลูกฝังสมาชิกไว้ เป้าหมายที่ ทุกสังคมมุ่งปลูกฝังมีหลายอย่าง เช่น ให้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอควร
อย่างน้อยให้พอมพี อกิน มีประสิทธิภาพในการประกอบการงาน มีการศึกษาสูง มีส่วนร่วมทางการเมือง
ใหข้ อ้ คิดในแนวปฏบิ ตั ิในการทำงานสว่ นร่วม ตัดสินใจเพอื่ สว่ นรว่ ม เป็นต้น

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจดั กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 45

เมอื่ ปลูกฝังคา่ นิยมเหล่าน้ีไว้แล้ว (โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกจิ เพราะ เรากำลังพูดถึงความ
ยากจน) สังคมจะต้องให้การศึกษาอย่างทั่วถึง มีการบริหารด้านนี้อย่างเพียงพอแก่ความต้องการของ
สมาชิกในสังคมมีอาชีพการงานอย่างได้สัดส่วนกันกับจำนวนสมาชิกมีหลักเกณฑ์ในการปั่นส่วนรายได้อย่าง
ยุตธิ รรมฯลฯ เพือ่ ปอ้ งกนั หรอื แกไ้ ขปญั หาความยากจน

5.4 การขจดั ความขัดกนั ในค่านิยม เร่ืองคา่ นยิ มเปน็ เร่ืองทางวัฒนธรรมหรือแบบแผนในการ
คิด การกระทำของสมาชิกในสังคม หากสังคมมีแบบแผนในการคิดการกระทำของสมาชิกในสังคม
หากสังคม มีแบบแผนในการคดิ การกระทำมากมายหลายแบบ บคุ คลย่อมจะเกิดความสับสนไมท่ ราบจะ
เลือกเดนิ เลือกปฏิบตั ิทางใดในกรณีของความยากจน การขัดกนั ในระบบค่านยิ มเกยี่ วกบั เศรษฐกจิ หาก
ค่านิยมมีทั้งการส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของเงินทอง ความสะดวกสบายทางวัตถุ และการส่งเสริมให้เห็น
คุณค่าของความสุขสงบทางจิตใจ สร้างความเจริญทางธรรมทางคุณธรรมเช่นนี้แล้วย่อมจะมีสมาชิก
เลือกปฏิบัติทั้งสองแนวทางมากน้อยบ้าง กลุ่มคนที่เลือกทางเดินหลัง และกลุ่มที่ไม่รู้จะเลือกทางใด
ตัดสนิ ใจไม่ได้ยอ่ มจะยากจนจึงต้องพยายามไมใ่ หม้ ีการขัดกันในค่านิยมนนนั้

5.5 การพัฒนาชุมชน แนวทางป้องกันและแก้ไขความยากจนที่มีลักษณะรวมและกว้าง
ขวางทางหน่งึ คอื การพัฒนาชมุ ชน (Community development) ซง่ึ มวี ิธีใหก้ ารศึกษาและการทำงาน
เป็นกลุ่มวิธีการหลักเพื่อมุ่งหมายพัฒนาทั้งคนและสิ่งแวดล้อมคนไปพร้อมกัน โดยอาศัยหลักการมีส่วน
ร่วมของประชาชน หลักประชาธิปไตย หลักการช่วยตัวเอง หลักการใช้ผู้นำท้องถิ่น หลักการรู้จัก
วฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ หลกั การประเมนิ ผลงาน และหลักการวางแผนล่วงหน้าในการดำเนินงาน

3.ปัญหาอาชญากรรม
1. นิยาม
อาชญากรรมเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างหนึ่ง อาชญากรรมจึงเป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนใน

จากบรรทัดฐานของสังคม บรรทัดฐานที่หมายถึงในที่นี้ คือ กฎหมายอาญา ซึ่งได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า
พฤติกรรมใดเป็นอาชญากรรมมีความผิดต้องได้รับโทษ กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาชญากรรม ทุกอย่างเป็น
พฤติกรรมเบี่ยงเบนแต่พฤติกรรมเบี่ยงเบนไม่ทุกอย่างที่เป็นอาชญากรรม ทั้งน้ันเพราะพฤติกรรม
เบี่ยงเบน เป็นประเภทของพฤติกรรมที่มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมพฤติกรรมหลายชนิดให้มาอยู่ใน
หมวดหมู่เดียวกันพฤติกรรมเบี่ยงเบน (Deviant behavior) หมายถึง พฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับ
มาตรฐาน หรอื ความคาดหวงั ของสังคมใดสงั คมหนึง่ หรือกลมุ่ ใดกล่มุ หนง่ึ เช่น ฉอ้ โกง อาชญากรรม การ
ติดยาเสพติด โรคแอลกอฮอล์เรือ้ รงั ความผิดศีลธรรม ความผิดปกติทางเพศ เป็นต้น ซึ่งคำเหลา่ นี้แสดง
ถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ผิดแปลกไปจากพฤติกรรมมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับของกลุ่มหรือสังคม จาก
ความหมายและตัวอยา่ งเหลา่ น้ีจะเหน็ ว่าอาชญากรรมเปน็ พฤติกรรมเบี่ยงเบนอยา่ งหน่งึ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ คุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 46

ท่ีมารปู ภาพ : https://www.naewna.com/likesara/477154
สำหรับคำว่า อาชญากรรม (crime) ในฐานะที่เป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างหนึ่งมีความหมาย
โดยเฉพาะว่า เป็นการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายอาญาที่ผู้กระทำจะต้องถูกลงโทษตามกระบวนการควบคมุ
ทางการของเจ้าหน้าที่แห่งรัฐ อาชญากรรมเป็นการกระทำผิดต่อสาธารณะหรือรัฐ ดังนั้น จึงเป็น
ความผิดทางอาญา ต่างจากความผิดทางแพ่ง ซึ่งเป็นความผิดต่อบุคคลหรือทำให้บุคคลเกิดความ
เสยี หาย เช่น ความผดิ ฐานทำใหเ้ กิดความเสียหายต่อช่ือเสียงหรอื ทรัพย์สิน (หม่ินประมาท เป็นชกู้ ับเมีย
ผอู้ ่นื ) ซงึ่ รฐั เพยี งแตบ่ งั คบั ให้ขอขมาหรอื ชดใชค้ า่ เสยี หายเท่าน้นั แตค่ วามผิดอาญา เชน่ การปลอมแปลง
เอกสารของทางราชการ การจี้ปล้น การฆ่าคนตาย การทำลายของหลวง บ่อนทำลายชาติ นำความลับ
ของชาติไปให้ศัตรู การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นต้น ไม่อาจล้างความผิดด้วยการชดใช้ค่าเสียหายได้
ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษ (ประหารชีวิต จำคุกกักขัง ปรับริบทรัพย์) เพราะสังคมถือว่าเป็นการ
กระทบกระเทือนต่อสวัสดิภาพของสังคม อนึ่ง ควรสังเกตว่า ความผิดอาญานั้น แม้ไม่ได้ก่อความ
เสียหายแก่ผู้อื่น เช่น การเล่นการพนัน การเสพยาเสพติด การค้าประเวณี เป็นต้น ไม่ได้ทำให้ผู้อ่ืน
เสียหายผู้กระทำเกิดความเสียหายเอง แต่ก็เป็นความผิด และความผิดอาญานั้นให้รวมถึงการงดเว้นการ
กระทำท่กี ฎหมายระบใุ หท้ ำดว้ ย เชน่ การไม่เปน็ ทหาร การไมเ่ สียภาษี หรือคา่ ภาคหลวง เปน็ ตน้
กล่าวโดยสรปุ อาชญา หมายถึง พฤติกรรมเบี่ยงเบนที่สังคมถือเปน็ ความผิดท่ีจะต้องถูกลงโทษ
สถานใดสถานหนง่ึ เมอื่ ไดม้ กี ารพิสจู น์ว่าได้กระทำผดิ จรงิ
2. สาเหตุ
อาศัยรูปแบบที่ได้เสนอไปแล้วตอนที่กล่าวถึงสาเหตุของปัญหาคอร์รัปชันและปัญหาความ
ยากจน เราอาจกลา่ วได้ว่า อาชญากรรมหรือมีสาเหตทุ ี่สำคญั 5 ประการดังตอ่ ไปนี้

2.1 ความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจ สาเหตุของอาชญากรรมอย่างหนึ่ง คือ การท่ี
บุคคลมีความบกพร่องทางร่างกายหรือทั้งสองอย่างรวมกัน หรือไม่ได้สัดส่วนกับร่างกาย มีร่างกายพิกล
พิการ เป็นต้น อาจส่งผลผลักดันให้บุคคลประกอบอาชญาต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้เพราะบุคคลเหล่านั้นมักไม่ได้
รับความสนใจจากผู้อื่น หรือถูกดูถูกเหยียดหยามเยาะเยย้ อันเปน็ สาเหตุให้เกิดความน้อยเนือ้ ต่ำใจ หรือ
ต้องการเรียกรอ้ งความสนใจ หรือทำอาชญากรรมเป็นการพิสูจน์ความสามารถ แสดงความแกแ้ คน้ เป็น

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 47

ต้น บางทีการกระทำอาชญากรรมก็เกิดจากความบกพร่องทางจิตใจ สติปัญญา เช่น คนปัญญาอ่อน คน
ปัญญาทราม คนทีมีนิสัยก้าวร้าวดุดัน เป็นต้น สาเหตุ เหล่านี้นักอาชญาวัยรุ่นแรก ๆ เช่น Ceaare
Lombroso เชอื่ เถือมาก ในปัจจุบนั แม้ความเช่ือเหล่านี้จะถกู หักล้างขาดอิทธิพลไปมาก แต่ยังนับได้ว่า
เป็นสาเหตขุ องอาชญากรรมได้ทางหนงึ่

2.2 การเสียระบบทางสงั คม ทีม่ าอีกอยา่ งหนึ่งของอาชญากรรม คอื การท่สี ังคมขาดระเบียบ
ขาดบรรทัดฐาน มีการขัดกันในเชิงวัฒนธรรมสังคมมัความวุ่นวายสับสน และท้ายที่สุด การเสื่อมโทรม
หรือทางทำลายของสังคมในช่วงเวลาดังกล่าวนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดอาชญากรรมได้มาก เพราะการขาด
ระเบียบหรอื บรรทดั ฐานทำให้บุคคลไมท่ ราบจะยึดถือแนวปฏบิ ัติอย่างไร ผู้ทเ่ี ขม็ แข็งกวา่ ฉลาดกว่า อาจ
ฉวยโอกาสกระทำผิด ผูม้ ักง่ายใจชว่ั อาจหยิบฉวยชว่ งชงิ สง่ิ ทผ่ี ู้อืน่ เพราะในช่วงนี้อาจไมม่ ีการควบคุมทาง
สังคมหรือการควบคุมแต่ไม่เข็มแข็งรัดกุม การขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมทำให้มีแนวทางในการประพฤติ
ปฏิบัติได้หลายทาง บุคคลจึงอาจสับสนและอาจ ก่ออาชญากรรมขึ้นได้และการที่สังคมมีความสับสนวุ่นวาย
บุคคลไม่อาจดำเนินชีวิต ประกอบอาชีพตามปกติได้ บุคคลอาจไม่มีทางเลือกที่ดีกว่าการประกอบ
อาชญากรรมดงั น้ี เป็นตน้

2.3 การขัดกันในค่านิยม อาจนับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการประกอบอาชญากรรมข้ึน
การขัดกันในค่านิยมหมายความว่า บุคคลในแต่ละกลุ่มแตล่ ะสังคมต่างมุง่ หมายในส่ิงที่มีค่าซ่ึงมีอยู่จำกัด
อย่างเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องแข่งขันต่อสู้กันเพื่อช่วงชิงสิ่งที่มีค่านี้มาเป็นของตน การขัดกันในคุณค่าจึง
อาจเป็นทมี่ าทส่ี ำคัญอย่างหน่ึงของปัญหาอาชญากรรม เพราะของมีคา่ มีอยู่จำกดั แตผ่ ู้ต้องการอยากได้มี
มาก ดงั นั้น เมือ่ มคี วามต้องการรนุ แรงและไมม่ ีทางทช่ี อบธรรมจะต้องได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ ก็ต้องหัน
เขา้ มาทางท่ีมิชอบ คอื ลักเอา ฉ้อโกง ชว่ งชิงเอาซ่ึงหน้า ปล้นเอา ฯลฯ ซงึ่ คือ การประกอบอาชญากรรม

2.4 พฤติกรรมเบี่ยงเบน เนื่องจากอาชญากรรมเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างหนึ่ง ดังนั้น
คำอธิบายเดียวกันสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนจึงอาจนำมาใช้กับอาชญากรรมได้ ในแง่นี้
อาชญากรรมเกิดจากการที่สังคมไม่สามารถจะให้วิธีการอันชอบธรรมในการบรรลุเป้าหมายที่สังคมเฝ้า
สอนสมาชิกใหม้ ุง่ ประสงค์ได้อยา่ งเพียงพอ เช่น สังคมต้องการใหท้ ุกคนมกี ารศึกษาดี มีเงิน มีเกียรติ แต่
สังคมไม่สามารถสร้างสถานศึกษา อุปกรณ์และครูให้เพียงพอกับจำนวนผู้มีความต้องการการเรียนได้
บุคคลจึงต้องช่วยตัวเองการช่วยตัวเองในกรณีนี้คือ การโกงในการสอบ ติดสินบน รับสินบน ซึ่งเป็น
อาชญากรรม หรือเพื่อให้มีเงินตามที่สังคมคาดหวัง แต่สังคมไม่สามารถจะหาอาชีพที่มีรายได้ให้แก่
พลเมอื งทกุ คนได้ บางคนจึงไดจ้ ้ปี ล้น ฉกชิงวงิ่ ราวดังนี้ เป็นตน้

2.5 การให้เชื่อการกระทำเป็นอาชญากรรม ตามแนวนี้อาชญากรรม คือ การกระทำทั่ว ๆ
ไปนั่นเอง แต่เมื่อกฎหมายกำหนดว่าการกระทำนั้น ๆ เป็นอาชญากรรม เป็นการกระทำผิด การกระทำ
เช่นนั้นก็เป็นอาชญากรรม เช่น การฆ่าคนตาย หากเป็นการที่ทหารฆ่าศัตรูของประเทศตำรวจฆ่าผู้ร้าย
ฉกรรจ์นักชกคู่ต่อสู้ตายคาเวที การฆ่าคนตายเช่นนี้ก็มิได้เป็นความผิด ไม่ผิดกฎหมายอาญา การที่เด็ก
ลักสตางค์พ่อแม่ สามีลักสตางค์ภรรยา การเล่นไพ่ระหว่างเพื่อนฝูง (ไม่เอาสตางค์) ก็ไม่ถือเป็น

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ

แนวการจดั กิจกรรมส่งเสริมคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 48

อาชญากรรมแต่กระทำอย่างเดียวกันนั้น ถ้ากฎหมายกำหนดว่าเป็นอาชญากรรมเป็นความผิด ส่ิง
เหล่านั้นก็เป็นความผิด ดังนั้น สาเหตุของอาชญากรรม ข้อนี้จึงอยู่ที่การกำหนดของกฎหมายหรือของ
สังคมว่าการกระทำใดเป็นอาชญากรรม หาไม่แล้วอาชญากรรมก็ไม่เกิด เปรียบเสมือนเอาป้าย
อาชญากรรมไปปิดไว้กับการกระทำใด การกระทำนนั้ กเ็ ปน็ อาชญากรรม

3. สภาพการณ์
การศึกษาเร่ืองอาชญากรรมได้ทำมาเปน็ เวลาช้านาน จนกลายเปน็ สาขาวิชาที่สำคัญของสังคม
วิทยา เรียกว่า อาชญาวิทยา (Criminology) หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของวิชาเชิงวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย
คือ การจัดหมวดหม่เู ร่ืองราวทตี่ นศกึ ษา ในกรณนี นี้ ักอาชญาวิทยากไ็ ด้พยายามจัดหมวดหมู่อาชญากรรม
ประเภทต่าง ๆ เช่น บางท่าน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อาชญากรรมเป็นครั้งคราว (ประกอบ
อาชญากรรมเมื่อโอกาสอำนวย) และอาชญากรรมเป็นนิสัย (ประกอบอาชญากรรมเป็นประจำ ไม่มี
โอกาสสร้างโอกาสขึ้นมา) นักอาชญาวิทยาในศตวรรษที่ 19 ของยุโรป เคยแบ่งอาชญากรรมเป็น
ประเภทคนบ้าอาชญากรรมเน่ืองจากความผูกพันทางอารมร์ และอาชญากรรมเปน็ ครั้งคราว เป็นต้น ถัด
มามีการแบง่ อาชญากรรมออกเปน็ 3 ประเภท คือ

1. อาชญากรรมต่อทรัพย์สิน
2. อาชญากรรมต่อบุคคล
3.อาชญากรรมต่อส่วนรวมและศลี ธรรม

ทม่ี ารปู ภาพ : https://www.brighttv.co.th/special-reports/criminal-case-of-the-year

นักอาชญาวิทยาสมัยใหม่ได้พยายามปรับปรุงแนวการจัดประเภทอาชญากรรมให้ดีขึ้น โดยได้
นำเอาแง่คิดทางกฎหมาย แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้กระทำผิด การสนับสนุนหรือไม่สับสนของกลุ่ม
และดำเนินชีวิตของผู้กระทำผิด การสนบั สนนุ หรือไม่สนับสนุนของกลุ่ม และปฏิกริ ยิ าของสังคม เป็นต้น
เข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย นักอาชญาวิทยาสมัยใหม่รายหนึ่งได้แบ่งอาชญากรรมออกเป็น 9
ประเภท คอื

1. อาชญากรรมต่อบคุ คลอย่างรุนแรง
2. อาชญากรรมต่อทรัพย์สนิ เป็นครั้งคราว
3. อาชญากรรมต่อความเปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ยสาธารณะ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ

แนวการจัดกจิ กรรมสง่ เสรมิ คุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 49

4. อาชญากรรมตามประเพณี
5. อาชญากรรมทางการเมือง
6. อาชญากรรมทางอาชพี
7. อาชญากรรมเปน็ กลมุ่
8. อาชญากรรมท่ีมีการจดั ระเบยี บ
9. อาชญากรรมอาชีพ
อย่างไรก็ดี การแบ่งประเภทเหล่านีย้ ังไม่เป็นที่พอใจของนักวิชาการจะตอ้ งมีการปรับปรุงแก้ไขกนั ตอ่ ไป
เพราะประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่ช่วยให้เข้าใจเรื่องราวอาชญากรรมอย่างแจ่มแจ้ง และยังไม่สามารถ
รวมอาชญากรรมทุกอยา่ งไว้ทัง้ หมด การสามารถแบ่งประเภทของอาชญากรรมได้ 9 ประเภทก็นับได้วา่
วชิ าการสาขานี้ได้ก้าวหนา้ ไปพอควร
ปัญหาที่เราควรศึกษาตอ่ ไป คือ เท่าที่ได้ทีการศึกษากันมาแล้วอาชญากรรมเกี่ยวข้องกับปัจจยั
อะไรบา้ ง ซ่งึ เรอื่ งนม้ี หี ลกั ฐานพอยืนยันไดด้ งั น้ี
3.1 ปัจจัยเกี่ยวกับอายุ อาชญากรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับอายุในแง่ที่ว่า ผู้ประกอบ
อาชญากรรมประเภทต่างๆส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุน้อยมากกวา่ ผู้ที่มีอายุมากจากสถิติของสหรัฐอเมริกา
ผกู้ ระทำผดิ อาญาสว่ นใหญ่อยู่ในวยั 16 -24 ปี กระน้นั กด็ ี อายขุ องผูก้ ระทำผดิ จะผนั แปรไปตามประเภท
ของอาชกรรม เพศ และปัจจัยอื่นด้วย เช่น คน อายุ 15 – 19 ปี มักจะทำผิดประเภทลกั รถยนต์และตดั
ชอ่ งย่องเบา สว่ นการฆาตกรรม การฉอ้ ฉล การพนนั มักเปน็ เร่ืองของคนที่มีอายมุ ากขึ้น
3.2 ปัจจัยเกี่ยวกับเพศ ปรากฏตามสถิติแหล่งเดียวกับที่เพิ่งอ้างมา และคิดว่าคงจะใช้เป็น
หลักกว้าง ๆ ใช้กับสังคมทั่วไปได้ด้วย คือ ชายมักทำผิดมากกว่าหญิง โดยแยกเอาความผิดที่เป็นของ
หญิงโดยเฉพาะ เช่น การค้าประเวณี การทำแท้ง เป็นต้น หลักฐานแหล่งเดียวกันยังกล่าวต่อไปด้วยว่า
ยิ่งบทบาทของหญิงและชายเพิ่มความเหมือนหันมากขึ้นเท่าไหร่อัตราการทำผิดอาชญากรรมระหว่าง
ชายกบั หญิงก็ย่งิ ใกล้เคียงกันมากขน้ึ เท่าน้นั แนวโน้มในปัจจบุ ันจึงเป็นไปในทิศทางที่ว่า อัตราการกระทำ
ผิดอาชญากรรมระหว่างหญงิ กับชายจะเท่าเทียมกนั มากขนึ้
3.3 แหลง่ กำเนดิ ของผกู้ ระทำผิด อาศัยข้อมูลจากแหล่งเดยี วกนั ทำให้เราได้ข้อคิดเพ่ิมเติมว่า
พลเมืองดั้งเดิมมีอัตราการทำผิดมากกว่าผู้มีต้นกำเนิดในต่างประเทศ (ผู้อพยพ) ซึ่งความเชื่อสมัยก่อน
เป็นไปในทางตรงกันข้าม คือ เชื่อว่าพวกที่อพยพมาจากประเทศอื่น มาตั้งรกรากในประเทศใหม่ มักมี
อัตราการประกอบอาชญากรรมสูงกว่า การวิจัยและสถิติของทางราชการยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
ยิ่งกว่านั้นยังแจ้งด้วยว่า ประเภทของอาชญากรรมที่คนอพยพมักประกอบนั้นจะเหมือนหรือคล้ายกับที่
มักประกอบกันในถิ่นกำเนิด เช่น พวกอิตาเลียนในประเทศอเมริกามักประกอบอาชญากรรมประเภท
ฆาตกรรม เช่นเดียวกับอิตาเลียนในประเทศอิตาลี ทำนองเดียวกัน พวกไอริชมักชอบเมาเหล้าเปะปะ
ตามท้องถนน เชน่ เดยี วกับพรรคพวกในประเทศไอรแ์ ลนด์

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจดั กจิ กรรมส่งเสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 50

3.4 ปัจจัยเกี่ยวกับภูมิภาค ขนาดและที่ตั้งของชุมชนมีส่วนเกี่ยวพันกับอัตราการประกอบ
อาชญากรรมเหมือนกัน คือ ชุมชนขนาดใหญ่และชุมชนเมืองมักมีอัตราอาชญากรรมสูงกวา่ ชุมชนขนาด
เล็กและชุมชนชนบทนอกจากน้ัน แหลง่ ขอ้ มลู เดียวกนั ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับในสหรฐั อเมริกาน้ันรัฐต่าง
ๆ ชายฝง่ั มหาสมทุ รแอตแลนติก คนสว่ นใหญอ่ พยพมาจากอังกฤษและประเทศยุโรปอืน่ ๆ ซง่ึ มีช่ือเสียง
ทางอาชญากรรมประเภทฆาตกรรม การบังคับข่มขนื การปลน้ การจู่โจมอยา่ งรนุ แรง ในขณะทีร่ ัฐต่าง ๆ
แถบมหาสมุทรแปซิฟิกมีชื่อเสียงทางอาชญากรรมประเภทจู่โจมอย่างรุนแรง ตัดช่องย่องเบา ลักขโมย
และการลักลอบ (เข้าไปตดั ไม้ พชื ผกั หรือเขา้ ไปทำกนั ในทสี่ าธารณะ เขตหวงหา้ มของทางราชการ)

3.5 ปัจจัยเกี่ยวกับสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม แหล่งข้อมูลแห่งเดียวกันยืนยัน ด้วย
ว่าผู้มีสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ (วัดจากรายได้ การศึกษา อาชีพ) มักละเมิดกฎหมายอาญา
มากกว่าผู้มีสถานภาพเช่นว่านั้นสูงกว่า แต่ก็ต้องตระหนักว่า คนส่วนใหญ่ของชนชั้นต่ำหรือ ชนชั้นล่าง
(lower class) ไม่ได้เป็นอาชญากร และอาชญากรรมเฉพาะบางอย่าง เช่น อาชญากรรมที่เรียกว่า คอ
เชิ้ตขาว หรืออาชญากรรมผู้ดี (white collar crime) มักเป็นฝีมือของคนที่มีสถานภาพ ทางเศรษฐกิจ
และสังคมสูงอย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหวา่ งอาชญากรรมและระดับชนชั้นเป็นเร่ืองซับซ้อนปจั จัยทาง
เศรษฐกิจอย่างเดียวคงให้คำอธิบายไดไ้ ม่พอ

3.6 ปัจจัยอื่น ๆ เช่น เชื้อชาติ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม สภาพแวดล้อม ภัย
ธรรมชาตอิ าจเปน็ สงิ่ ผลักดนั ให้บุคคลตอ้ งทำอาชญากรรมบา้ งก็ได้ เช่น ในอเมรกิ า ปรากฏว่า อเมริกาดำ
(นโิ กรอเมรกิ ัน) มักมีอตั ราประกอบอาชญากรรมสูงกว่าคนอเมรกิ นั ขาว ดังนี้ เป็นตน้

4. ผลกระทบ
อาชญากรรมก่อผลกระทบต่อทั้งบุคคลและสังคม ก่อผลทั้งในทางบวกและทางลบ แต่ส่วน

ใหญม่ กั จะเปน็ ไปในทางลบอย่างท่ีเข้าใจกนั พอสรปุ เปน็ ข้อ ๆ ดังน้ี
4.1 อาชญากรรมที่ชัดแจ้ง อาจใช้เป็นแบบอย่างของความชั่วความไม่ถูกต้อง หรือความ

ล้มเหลวของบคุ คล เป็นส่ิงไม่ดีไม่งาม คนดจี ึงไมค่ วรเอาอย่าง
4.2 อตั ราอาชญากรรมสูง อาจใชเ้ ปน็ สญั ญาณหรือลักษณะของความล้มเหลวในสังคม สังคม

ตอ้ งมกี ารปรับปรุงแก้ไขระเบยี บสังคมให้ดีขึน้ เพอื่ ความสขุ สงบของสังคม
4.3 ผลทางบวกอีกประการหนึ่ง ทำให้กลุ่มต่อต้านสามารถรวมตัวกันเหนียวแน่นขึ้น เพ่ือ

เสริมสร้างความสามารถในการปอ้ งกัน หรือขจัดปัญหาอาชญากรรมให้หมดไป หรือให้อัตราการกระทำ
แบบนี้ลดลง

4.4 ผลร้ายต่อบุคคลประการหนึ่ง คือ อาชญากรรมทำให้ผู้ถูกกระทำเสียหาย ทั้งในแง่
ทรพั ยส์ นิ เงนิ ทอง ชื่อเสยี ง จติ ใจและร่างกาย

4.5 อาชญากรรมที่ซ้ำซากอาจทำให้ผู้กระทำเกิดเป็นนิสัยชั่ว ไม่พยายามหาทางแก้ปัญหา
ในทางทีถ่ กู ทำนองคลองธรรม เชน่ การลักขโมย จปี้ ลน้ ตัดช่องย่องเบา

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 51

4.6 อาชญากรรมบางอย่าง เช่น การจี้ปล้น การฆาตกรรม การทำบ่อยๆจะทำใหผ้ ู้กระทำ

มจี ิตใจ ดรุ า้ ย กา้ วรา้ ว เหย้ี มโหดมากยงิ่ ข้ึน
4.7 การมีอาชญากรรมและอาชญากรอยู่ในสังคม โดยไม่ได้ทำการปราบปรามให้หมดไป ทำ

ให้อาชญากรรมยังลอยนวลอยู่ได้ อาจเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติถูกทำนองคลองธรรม เสียกำลังใจไม่อยากทำดี
ต่อไปอีก 4.8 สำหรับในสังคมสมัยใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางสื่อสารมวลชนข่าวคราวเกี่ยวกับ
อาชญากรรมอาจเปน็ แบบให้ผู้อน่ื ใช้แบบอย่างได้ ทำให้เปน็ การส่งเสรมิ อาชญากรรมไดท้ างหนงึ่

4.9 สังคมต้องเสียงงบประมาณค่าใช้จ่าย ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ และเสียเวลาเป็นจำนวนมากใน
การปอ้ งกนั และปราบปรามอาชญากรรม

4.10 อาชญากรรมเป็นอุปสรรคขัดขวางการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมให้เจริญก้าวหน้า
เพราะสังคมต้องใช้งบประมาณ คน และเวลาไปในการป้องกันปราบปรามอาชญากร รรม หรือ
อาชญากรรมบางอย่างคอยขดั ขวางทำลายความพยายามพฒั นาหรือทำลายสงิ่ ทไ่ี ดส้ ร้างขน้ึ แล้ว เปน็ ตน้

5 แนวทางแก้ไข
แนวทางปอ้ งกันและแกไ้ ขปัญหาอาชญากรรมอาจทำได้หลายวธิ ีซงึ่ กล่าวโดยสงั เขป ไดด้ งั น้ี
5.1 ดา้ นความบกพร่องทางร่างกายและจติ ใจ ดงั ทไี่ ด้กล่าวมาแลว้ วา่ สาเหตสุ ำคัญท่ีทำให้เกิด

อาชญากรรมขึน้ คอื การบกพร่องทางรา่ งกายและจิตใจ ดงั นั้น การปอ้ งกนั หรือแก้ไขอาชญากรรมก็ควร
ตอ้ งเริ่มดว้ ยการป้องกนั หรือแกไ้ ข สาเหตนุ ี้ ซ่งึ อาจทำไดห้ ลายทางอีกเช่นกัน อาทิ การให้การศึกษาและ
อบรมให้ผู้มีความบกพร่องเหล่าน้ีเตรยี มรับสภาพความจริงและหาทางออกที่ล่วงหน้าไว้ เช่น เวลา ไม่มี
ผู้ใดสนใจหรือเอาใจใส่ก็อาจทำงานหรือพักผ่อนหย่อนใจตามลำพัง หรือหาคนพกิ ารด้วยกันมาเป็นเพื่อน
การให้การศึกษาวิชาชีพที่คนเหล่านี่พอทำได้เพื่อเกิดความพอใจและรักงานของตนรวมทั้งการชี้ให้เห็น
ความสามารถพิเศษของตน ซึ่งทุกคนมักจะต้องมีผู้อื่นไม่มีและการช้ีให้เห็นว่าการมีชีวิตอยู่เป็นของมีค่า
แต่ยิ่งมีค่าขึ้นหากได้ประกอบคุณงามความดี อีกประการหนึ่ง คือ การชี้ให้บุคคลเหล่านี้ได้ประจักษ์ว่า
บุคคลแต่ละคนมีลักษณะต่างกันออกไป บุคคลเลือกบุคลิกเองไม่ได้ เลือกเกิดไม่ได้ทุกคนจึงต้องยอมรบั
สภาพและพยายามปรับปรุงบุคลิกของตนให้ดีที่สุด ดำรงชีวิตด้วยการทำดีให้ได้มากที่สุด เป้นสิ่งที่มี
คุณค่าของมนุษย์ หรืออีกอย่างหนึ่งค่าของคนอยู่ที่ใจมากกว่ากาย (แน่นอนจะมีบางกรณีที่แก้ไขหรือ
ป้องกันไม่ได้ซึ่งสังคมก็ต้องยอมรับ) นอกจากนั้น ควรต้องให้การศึกษาอบรมแก่บุคลที่จะต้องเกี่ยวข้อง
สัมพันธ์โดยตรงกับผู้บกพร่องเหล่านี้และบุคคลทั่วไปด้วย ให้รู้จักและเข้าใจผู้บกพร่องเหล่านี้ ซึ่งควรให้
ความรัก ความเห็นใจ เพราะพวกเขาอยู่ในฐานะเสยี เปรยี บ ควรรู้ว่าเขามปี มด้อยเปน็ ทุนเดมิ อยแู่ ลว้ การ
ติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลเหล่านี้จึงต้องระมัดระวัง ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอาชญากรรมหรือ
ลดปัญหาอาชญากรรม

5.2 ด้านการเสียระเบียบทางสงั คม การป้องกันหรือแก้ไขอาชญากรรมอีกทางหนึง่ คือ การ
สร้างความเป็นระเบียบในสังคม เพราะการเสียระเบียบจะเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งในการทำให้เกิด
อาชญากรรมขน้ึ เร่ืองการจดั ระเบียบทางสังคมได้กลา่ วมาแลว้ โดยละเอียด จงึ ไมจ่ ำต้องกลา่ วซ้ำอีกเพียง

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 52

ขอย้ำว่า หากมีอัตราอาชญากรรมสูงขึ้นในสังคมแล้ว สังคมควรต้องตระหนักได้ ถึงเวลาที่ควรจะต้องยำ้
เรื่องระเบียบวินัย หรือควรต้องปรบั ปรุงเปลี่ยนแปลงระเบียบเกา่ เสียบ้าง การทำเช่นนี้อาจเป็นทางหนง่ึ
ท่ีจะชว่ ยป้องกันหรอื แกไ้ ขปัญหาอาชญากรรมได้อกี ทางหน่ึง

5.3 การขัดกันในค่านิยม อีกทางหนึ่งในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาอาชญากรรม คือ การ
ลดหรือขจัดขัดแย้งในระบบคุณค่าหรือค่านิยมและอาจเลยไปถึงอุดมการณ์ด้วย การลดหรือขจัดความ
ขัดแย้งในคุณค่าอาจทำได้ทั้งการเสียสละของผู้ที่มีสิ่งที่มีค่าอยู่มาก แบ่งปันให้แก่ผู้อื่นบ้าง ลดความอยาก
ตัณหาลงบ้าง และการไม่ใฝฝ่ ันหรือสังคมไม่ควรปลกู ฝังความทะเยอทะยานอยากได้สงิ่ มีค่า เช่น เงินทอง
อำนาจ ชื่อเสียงเกียรติยศมากเกินไป แนวทางนี้เป็นแนวทางปฏิบัติได้ยาก บางทีจึงต้องมีการปฏิบัติ มี
การเปลยี่ นแปลงอย่างรุนแรง หกั โคน่ และรวดเร็ว หรืออยา่ งเบาก็ต้องปฏิรูป ดงั นัน้ หากบุคคลต้องการ
ป้องกันหรือแก้ไขไม่ได้ให้เกิดอาชญากรรมอย่างรุนแรง หรือเพียงให้ลดลงจึงต้องพยายามและอดทน
ดำเนนิ การตามแนวน้ี ซง่ึ จะเป็นทางแกป้ ัญหาทีส่ ำคญั ได้ทางหน่ึง

5.4 พฤติกรรมเบี่ยงเบน อาศัยแนวคิดเรื่องพฤติกรรมเบี่ยงเบนเราอาจหาทางแก้หรือ
ป้องกันปัญหาอาชญากรรมได้อีกทางหนึ่งทางน้ี คือ การท่ีสังคมจะต้องหาทางไม่ให้มีการเอาแบบอย่าง
กันในเรื่องอาชญากรรม และการที่สังคมจะต้องให้แนวทางการบรรลุเป้าหมายซึ่งสังคมปลูกฝังไว้ให้แก่
สมาชิกของสังคมอย่างพอเพียง ในส่วนแรกอาจทำได้โดยการงดเว้นการแพร่ข่าวอาชญากรรม โดย
เฉพาะที่รุนแรง โหดร้าย วิธีการแพร่ข่าวนี้มีทั้งผ่านสื่อมวลชน (หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือ
ประเภทอืน่ ) ภาพยนตร์ และการบอกกล่าวกันต่อ ๆ ไปด้วยวาจา รัฐจะต้องห้ามการเสนอข่าวประเภทน้ี
หรืออย่างน้อยที่สุด ให้งดเว้นการเสนอรายละเอียดของอาชญากรรม อีกทางหนึ่ง คือ การพยายามแยก
ไม่ใหอ้ าชญากรรมไดม้ โี อกาสสัมพันธก์ ับคนดโี ดยทัว่ ไป เพ่อื ไม่ให้ผู้อ่ืนมโี อกาสลอกเลยี นแบบจากอาชญา
กรแล้วกลายเป็นอาชญากรในโอกาสต่อมาในส่วนหลังอาจทำได้โดยการวางแผน และการลงทุนของรัฐ
การวางแผนในที่นี้ให้รวมถึงการคัดเลือกอุดมการณ์ ระบบค่านิยม จำนวนค่านิยม ท่ีจะปลูกฝังให้กับ
ประชาชน ตลอดจนปริมาณความต้องการและความสามารถในการสนองความต้องการของสังคมต้องให้
สอดคลอ้ งกันแลว้ ทุมเทท่ นุ รอนไปในการดำเนินการตามแผนนนั้

5.5 เกี่ยวกับการกำหนดความหมายของอาชญากรรม เราได้ทราบมาแล้ว อาชญากรรมมี
สาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่งมาจากการที่สังคมกำหนดว่า การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นอาชญากรรม
ดังนั้น ทางแก้หรือป้องกันปัญหาอีกทางหนึ่งก็ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงคำจำกัดความเกี่ยวกับ
อาชญากรรมเสีย โดยให้สังคมถือว่าการกระทำที่เรียกว่าอาชญากรรมเป็นการกระทำปกติธรรมดา
ผลของการทำเช่นนี้จะทำให้บุคคลที่เรียกว่า อาชญากรไม่รู้สึกวา่ ตนผดิ แปลกจากผู้อื่น ไม่เกิดความนอ้ ย
เนือ้ ตำ่ ใจ ไมถ่ ูกผ้อู ืน่ รงั เกียจทำใหม้ โี อกาสกลบั ตัวมาเปน็ คนดี กระทำดีอยา่ งปกติไดง้ า่ ยขึ้น ความจรงิ การ
กระทำที่เรียกว่าอาชญากรรมนั้น ก็คงยังมีอยู่ แต่ไม่เรียกว่าเป็นอาชญากรรมเป็นการกระทำโดยทั่ว ไป
เมื่อการกระทำใดก่อความเสียหายต่อสว่ นรวมต่อตนเองและผู้อื่น ผู้กระทำควรสำนึกผิดและไมท่ ำซ้ำอกี
ในแง่นี้ สังคมมีหน้าที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่สมาชิกของสังคม ป้องกันมิให้บุคคลกระทำความ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจัดกจิ กรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 53

เสียหายขึ้น หากมีการกระทำที่เกิดความเสียหายขึ้นก็อาจมีการตักเตือน อบรม แล้วให้กลับไป หากมี
การกระทำความซ้ำอีก อาจต้องมกี ารกักสถานท่ีโดยให้อยูก่ ับผู้มีหน้าท่ีอบรมสงั่ สอนชั่วเวลาหนึ่ง แล้วให้
กลับออกไปใหม่ หากยังคงทำความเสียหายซ้ำอีกโดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็จะต้องกำจัดเสียจากสังคม
เท่าที่กล่าวทั้งหมดในบทนี้คงจะทำให้พอเข้าใจเนื้อหาของปัญหาทั่วไปสังคม ปัญหาสังคมโดยเฉพาะ
บางอยา่ งพอสงั เขป และแนวในการวิเคราะห์ปญั หาเหลา่ น้ี พอท่ีจะเป็นพ้นื ฐานสำหรับการศกึ ษา

4. ปญั หาสภาวะแวดล้อมเป็นพษิ
สภาวะแวดล้อมเป็นพิษ (Environmental pollution) เป็นตัวอย่างของปัญหาสังคมทาง

กายภาพ ปัญหานี้เองก็รวมเอาปัญหาสภาวะแวดล้อมไว้ในตัวอยา่ งหลายอย่าง คือ
1. มลพิษทางอากาศ (air pollution)
2. มลพษิ ทางนำ้ (water pollution)
3. มลพิษทางดิน (soil pollution)
4. มลพษิ ทางเสียง (noise pollution)
5. มลพษิ ทางความร้อน (thermal pollution)

แต่ละอย่างย่อมต้องมีรายละเอียดมาก ในที่นี้จะไม่ลงลึกในตัวของมลพิษแต่ละอยา่ ง เพราะนั่น
เป็นเรื่องเฉพาะของนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural scientist) แต่จะมองส่วนที่เกี่ยวกับผลกระทบ
ของส่ิงเหลา่ นตี้ ่อสมั พนั ธท์ างสังคมหรือตอ่ คนเป็นสว่ นรวม เพราะคนเปน็ ส่วนของความสัมพนั ธท์ างสังคม

ทม่ี ารูปภาพ : https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_1848749
1. นยิ าม
จากขอบเขตของสภาวะแวดล้อม 5 ประการที่กล่าวมาข้างตน้ จะเห็นว่า เราขีดวงคำว่า สภาวะ
แวดล้อมไว้เฉพาะเรื่อง กายภาพ เทา่ นั้น ทง้ั นี้ เพราะถ้าจะเอาความหมายอย่างรวม หรืออย่างกว้างแล้ว

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ

แนวการจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศึกษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 54

คำว่าสภาวะแวดลอ้ มอาจหมายรวมถงึ สิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์ พืช และในสตั วก์ อ็ าจรวมเอาคน นอกจากผู้พูด
เขา้ ไวด้ ้วย คำว่า สภาวะแวดล้อมจึงมคี วามหมายมากกว่า 5 ประการข้างต้น

คำว่า เป็นพิษ หรอื มลพษิ (pollution) ท่ตี ่อทา้ ยคำวา่ สภาวะแวดล้อมก็มีความหมายกว้างถ้า
จะพูดกันอย่างท่ัวไป สำหรับในทน่ี ้ีเราจะใช้ในความหมายวา่ ภาวะหรอื สภาพ (condition) ของสงิ่ ใด ๆ
ใน 5 อย่างข้างตน้ ทสี่ กปรกถึงขั้นเป็นอันตรายตอ่ สุขภาพอนามยั ของมนุษย์ ดังน้ี

คำว่า อากาศเป็นพิษ จึงหมายถึง อากาศที่สกปรกถึงขั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน มี
คำถามต่อไปว่า ทำไมอากาศจึงสกปรก คำตอบ คือ อากาศสกปรกเพราะสิ่งอื่นมาเจือปนในอากาศมาก
ส่ิงเหล่านั้นอยู่ในลักษณะอนุภาค หรือส่วนเล็ก ๆ อนุภาคที่ทำให้อากาศเป็นพิษมี เช่น ซัลเฟอร์ได
ออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน สารไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ
ไอของตะกั่ว เป็นต้น ดังนั้น ถ้าบริเวณใดในอากาศมีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แม้อย่างใดอย่างหนึ่งเจือปนอยู่
มาก เช่น สหรัฐอเมริกาในอากาศหากมีคาร์บอน มอนอกร์ไซด์เจือปนในอากาศเกิน 200 ส่วนในล้าน
ส่วน ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในกรุงเทพมหานครบางจุดมีระดับการเจือปนสูงกว่านั้นถ้าใช้
มาตรฐานสหรัฐอเมริกา กรงุ เทพมหานครก็มอี ากาศเป็นพิษ

คำว่า มลพิษทางน้ำ หมายถึง น้ำที่มีอินทรีย์ (สิ่งมีชีวิต) อนินทรีย์สาร (สิ่งไม่มีชีวิต เช่น เหล็ก
ไม้ผุ โคลน ตะกอน) สารแขวนลอย เช่น แป้งทำอาหาร น้ำมัน ปรอท เป็นต้น เจือปนอยู่มากเกินกว่าที่น้ำ
ละลายได้ ในน้ำโดยทั่วไปจะมีสิ่งเหล่านี้เจือปนอยู่สมควร แต่น้ำก็สามารถทำตัวเองให้สะอาดได้ (self
purification) ดว้ ยการละลายสารเหล่านั้นลง แตห่ ากสิง่ เหลา่ น้ันมากเกนิ ไปก็จะละลายไม่ไหว และทำให้
น้ำสกปรก

คำว่า มลพิษทางดิน หมายถึง ดินที่มีมูลสัตว์ ตะกอนของเกลือสารเคมี ซากสัตว์ ขยะ หรือสิ่ง
สกปรก อน่ื ๆ เจอื ปนอยูม่ ากจนดนิ สกปรกเป็นอันตรายถึงคนได้ เมอ่ื คนดื่มน้ำที่ผ่านดนิ สกปรก หรือสัตว์
พืชทใ่ี ช้น้ำจากดินสกปรก

คำว่า มลพิษทางเสียง หมายถึง เสียงที่มีความถีแ่ ละเสียงดังมากถึงระดับเป็นอันตรายต่อหูของ
มนุษย์ นักวิทยาศาสตร์กำหนดความดังของเสียงเป็นเดวิเบล (decibel db) และกำหนดว่า ระดับความ
ดังของเสยี งทพี่ อเหมาะกับมนษุ ย์โดยท่วั ไปจะต้องไม่เกนิ 30 db ถ้ามคี วามดงั ถงึ ระดับ 75 db กจ็ ะอยใู่ น
ระดับอนั ตราย

คำว่า มลพิษทางความร้อน หรืออุณหภูมิ หมายความว่า ระดับความร้อนของอากาศที่สูงมาก
จนเป็นอันตรายต่อมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์ในแต่ละภูมิภาคของโลกที่มีอากาศแตกต่างกัน ทนต่อความ
ร้อนต่างกัน หรือคนที่ทำงานในสภาพที่ต่างกัน ทนต่อความร้อนต่างกัน จึงไม่มีกำหนดเป็นเกณฑ์ทั่วไป
แลว้ แต่วา่ สงั คมใดจะกำหนดไว้เท่าไร คนท่ที ำงานในโรงงานถลงุ เหล็กย่อมทนความร้อนได้มากกว่าคนใน
โรงเรยี นอืน่ เช่น ทอผ้า คนท่ที ำงานกอ่ สรา้ งย่อมทนแดดไดม้ ากกว่าคนทำงานในสำนักงาน แต่ละแห่งจึง
มเี กณฑ์และวิธปี ้องกนั อนั ตรายจากความรอ้ นต่างกนั

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจดั กิจกรรมส่งเสริมคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 55

โดยสรุปจะสังเกตว่า แม้ในแง่ของความหมาย ในการมองปัญหาสภาวะแวดล้อมเป็นทางสังคม
วิทยาเราก็เชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นกับความสัมพันธ์ทางสังคมหรือกับคนอื่นเป็นส่วนของส่วนของ
ความสมั พนั ธ์ทางสงั คม

2. สาเหตุ
การพูดถึงสาเหตุของสภาวแวดล้อมเป็นพิษนั้น จะขอกล่าวอย่างรวมกันทั้ง 5 มลพิษเพื่อไม่ให้
เร่ืองนี้ยืดยาวเกนิ ไป โดยจะอาศัยพิจารณาจา 5 ทัศนะ ท่ีได้เสนอไว้แล้วตอนต้นน้ัน

2.1 สภาวะแวดล้อมเป็นพิษเกิดจากการขัดเกลาทางสังคม (socialization) นั่นคือ สังคม
ไม่ได้อบรมสั่งสอนสมาชิกของตนในเรื่องสภาวะแวดล้อมอย่างถูกต้องครบถ้วนซึ่งควรจะได้ดำเนินการ
ตั้งแต่ที่บ้านตอนเด็กยังเล็กที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเมื่อเด็กโตขึ้น หรือแม้แต่เมื่อโตแล้วประกอบ
อาชีพการงาน ตรงนอ้ี าจหมายถึงการมกี ฎ ระเบยี บ หรือกฎหมายบังคบั ให้ผู้เกีย่ วข้องกับสภาวะแวดล้อม
ปฏิบตั ิตาม หากฝา่ ฝืนก็จะต้องถกู ลงโทษอย่างจริงจังเมื่อไม่ไดม้ ีการขัดเกลาอยา่ งถกู ต้องครบถว้ น ปญั หา
สภาวะแวดลอ้ มเป็นพษิ กเ็ กิดข้ึน

2.2 สภาวะแวดล้อมเป็นพิษเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม (socio-cultural
change) นั่นคือ สังคมและโลกมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับคน ความสันพันธ์ระหว่างกันของคน
กฎระเบียบ รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี อันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการ
เปลย่ี นแปลงทางวฒั นธรรม ซงึ่ เป็นเรอื่ งทีค่ นุ้ กันดใี นสังคมวิทยา สำหรบั ชาวบา้ นทั่วไป การเปล่ียนแปลง
เหล่านี้ คือ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรมอันสืบเนื่องจากการปฏิวัติ
วทิ ยาศาสตร์อีกทอดหนึ่ง ซึง่ เปน็ เร่ืองการประดษิ ฐ์คิดค้นเคร่ืองจักร เครือ่ งยนต์ หรอื เทคโนโลยีด้านต่าง
ๆ ขึ้นมา แล้วส่งผลตอ่ ไปจนถึงกลายเป็นยุคข่าวสาร (informatioage) อย่างในปัจจุบันรวมถึงการสง่ ผล
ทางด้านการคมนาคม ขนส่ง การค้า การบริการ การเกษตร สมัยใหม่ที่เน้นเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมี
การกลายเปน็ เมอื งใหญ่ (urbanization ) และการปฏบิ ัตทิ างการเมือง ทำให้เกดิ รัฐชาติ (nation state)
ข้นึ เปน็ ตน้ นเ้ี องอาจเป็นสาเหตสุ ำคญั ใหเ้ กดิ สภาวะแวดล้อมเปน็ พิษข้ึนในสังคมไทยและในโลก

2.3 สภาวะแวดล้อมเป็นพิษเกิดจากการขัดกนั ในระบบคา่ นิยม (value conflict) ซึ่งเร่ืองนี้
เก่ยี วขอ้ งกับคนชนชนั้ ตา่ ง ๆ ในแต่ละสังคมกล่าวคือ เพื่อให้เข้าใจง่าย เราอาจแบ่งคนในสงั คมแต่ละแห่ง
ออกเป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนำ (elite) และมวลชน (mass) คนแต่ละชนชั้นจะพยายามสนองตอบ
ระบบคา่ นยิ มของตน เช่น ชนชน้ั นายทนุ ในชนชัน้ นำ จะพยายามแสวงหากำไรในเชงิ การคา้ อุตสาหกรรม
บริการ หรือแม้การเกษตรขนาดใหญ่ ในขณะที่มวลชนก็จะขายแรงงาน ต่างคนต่างชั้นที่จะพยายาม
สนองความต้องการของตนนี้เอง ที่เรียกว่าการขัดกันในค่านิยม จะนำไปสู่การเกิดสภาวะแวดล้อมเป็น
พษิ ขึ้น ซง่ึ หากมองในทางตรงกนั ข้าม หากสองชนชัน้ ประนีประนอมกัน ไมช่ งิ ดีแข่งขันกัน ก็อาจไม่ทำให้
เกิดสภาวะแวดลอ้ มเปน็ พษิ ก็ได้ หรอื เกดิ กบ็ างเบา

2.4 สภาวะแวดลอ้ มเปน็ พิษเกิดจากการเรียนรู้ประติมากรรมก่อมลพิษของคนในสังคม นั้น
คือ ดังทเ่ี ราทราบมาตอนต้นแล้ววา่ มลพษิ เกิดข้ึนเพราะมนุษย์เปน็ คนกอ่ แล้วมนษุ ย์ไปเรียนวิธีกอ่ มลพิษ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจัดกจิ กรรมสง่ เสริมคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 56

มาจากไหน พฤติกรรมนี้ในทางสังคมวิทยาเรียกว่า พฤติกรรมเบี่ยงเบน ( deviant behavior) ทฤษฎี
พฤติกรรมเบี่ยงเบนตอบว่า มนุษย์เรียนรู้การกระทำนี้จากเพื่อนมนุษย์นั่นคือ เรียนรู้จากพ่อแม่ พี่น้อง
ญาติ หรือจากเพ่ือนบ้านเรอื นเคียงหรือเพื่อนร่วมงาน เพื่อร่วมสังคม เช่น ชาวนา ชาวไร่ พากันใช้ปุ๋ยเคมี
ชาวเมืองพากันใช้รถยนต์ ใช้เครื่องปรับอากาศ นักอุตสาหกรรมพากันใช้เครื่องจักรกล เป็นต้น
พฤตกิ รรมเหล่านเ้ี องที่ก่อมลพษิ แกส่ ิ่งแวดล้อม

2.5 สภาวะแวดล้อมเป็นพิษเกิดจากการตระหนักรู้เรื่องนี้ของมนุษย์ นั่นคือ ทฤษฎีขนาน
นาม(labeling theory) เชื่อว่า สภาวะแวดล้อมมันเป็นพิษขึ้นมาเพราะคนทั้งหลายพากันรู้เรื่องมลพิษ
ลงความว่าเห็นว่ามันเป็นพิษ ความเป็นมลพิษมันก็เกิดจริง ๆ แล้วสภาพแวดล้อมอาจไม่เป็นพิษหรือไม่
รุนแรงขนาดนั้นแต่พอสังคมไปกำหนดสภาพอย่างหนึ่งอย่างใดว่าเป็นพิษความเป็นพิษมัน ก็เกิด
คำอธบิ ายนจ้ี ะเห็นวา่ เป็นเร่อื งทางจิตวทิ ยา อนั เปน็ เรือ่ งทางจติ ใจ เรอ่ื งของสภาวะแวดลอ้ มเป็นพิษ เปน็
เรอ่ื งจติ ใจของคนหมู่มาก ดังนน้ั ถึงคนหมูม่ ากลงความเหน็ วา่ สภาวะแวดล้อมอย่างนีเ้ ปน็ พิษ เชน่ สภาพ
ของน้ำ หรืออากาศ ที่มีสารสกปรกปนจำนวนเท่านั้นเท่านี้ น้ำหรืออากาศจะต้องเป้นมลพิษ มันก็เป็น
ตามนั้น แตถ่ า้ สว่ นใหญ่ไม่ลงความเห็นเช่นน้นั มนั กไ็ ม่เป็น

รวมความว่า ในเชิงสังคมวิทยา สาเหตุหลักของสภาวะแวดล้อมมาจาก 5 สาเหตุ คือ
สาเหตุจากการขัดเกลาทางสังคม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมการขัดแย้งในระบบค่านิยม การเรียนรู้
พฤติกรรมก่อมลพิษจากผู้อื่น และการลงความเห็นว่าสภาพสังคมเช่นนั้นเป็นพิษ ซึ่งแต่ละสาเหตุไม่
จำเป็นตอ้ งมีนำ้ หนกั เท่ากนั หรอื สภาวะแวดล้อมเปน็ พษิ ประเภทหน่งึ ประเภทใด อาจเน่ืองมาจากสาเหตุ
หน่ึงมากกว่าอกี สาเหตหุ นึง่ กไ็ ด้

3. สภาพการณ์
กล่าวโดยภาพรวม สภาวะแวดล้อมเปน็ พิษมีได้หลายรูปแบบ ในที่นี้กล่าวไว้แล้ว 5 รูปแบบ คือ
มลพิษทางอากาศ ทางน้ำ ทางดิน ทางเสียง และทางความร้อน นอกจากนี้อาจมีได้อีก เช่น มลพิษทาง
แสงอย่างไรก็ดี เพียง 5 รูปแบบนี้ก็นับว่าพอเป็นตัวอย่างให้เห็นความกว้างขวางของสภาวะแวดล้อม
สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณเดียวกันสำหรับสภาพการณ์ความเป็น
พิษของสภาวะแวดล้อม กล่าวได้อย่างกว้าง ๆ ว่า มีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับสังคมกำลังพัฒนา
เชน่ สงั คมไทย โดยเฉพาะในเขตเมือง ทง้ั นี้ เพราะในสังคมเหลา่ นี้

1. กำลงั มกี ารเปลย่ี นแปลงพัฒนาอยา่ งมาก
2. ประชากรกำลงั เพม่ิ มากข้ึน
3. ประชากรพากันอพยพเข้าเมอื งมากข้ึน ทำใหใ้ นเมอื งมคี วามแออดั ยัดเยียด
4. มีการการใชร้ ถยนต์ รถมอเตอร์ไชด์ เคร่ืองจกั ร เคร่ืองยนต์ มากข้ึนเรือ่ ย ๆ ทำให้
เกดิ เขมา่ ควนั ดำ หรอื สารพิษอ่ืน ๆ มาก
5. ไม่มีการควบคุมหรอื ควบคุมการใช้สารเคมบี างอย่าง เชน่ ในปุ๋ยในสารเคมฆี า่ แมลง
แต่สำหรบั ประเทศพฒั นาแล้ว สถานการณด์ ้านนี้มักจะดีกวา่ ประเทศกำลังพัฒนา

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจัดกจิ กรรมสง่ เสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา ห น ้ า | 57

ทมี่ ารูปภาพ : https://www.naewna.com/likesara/415984

4. ผลกระทบ
ในเชิงสังคมวิทยา ผลกระทบของสภาวะแวดล้อมเป็นพิษอาจมองได้หลายมุม เช่น มอง

ผลกระทบระยะสัน้ ระยะยาว ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางสงั คม มองผลกระทบตอ่ คนแต่
ละคน หรือสังคมเป็นส่วนรวม เป็นต้น แต่ในที่นี้จะลองมองผลกระทบเรื่องนี้เชิงบวกและลบ โดยทั่วไป
เรามักจะมองว่า สภาวะแวดล้อมเป็นพิษเป็นโทษฝ่ายเดียว เช่น เป็นพิษภัยต่อสุขภาพร่างกาย ต้องเสีย
ค่าใช้จ่ายมากในการบำบัดทั้งร่างกายและสภาวะแวดล้อมเอง ทำให้คนอายุสั้นลง บางคนได้รับความ
ทุกข์ทรมานจากพิษนั้นๆทำให้ระบบนิเวศ (ecosystem) เสียสมดุล (balance) พืชพันธ์ธัญญาหารเสีย
เปน็ ตน้ แต่ความจริง ผลกระทบทางบวกของมลพิษก็พอมี เช่น ทำให้ต้องมกี ารศึกษาวิจัยเพ่ือหาความรู้
ใหมม่ ากำจัดมลพิษเหล่านี้ ทำใหต้ ้องการวางแผนการทำงานเร่ืองตา่ ง ๆ เชน่ การก่อสร้าง การทำเกษตร
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมลพิษเพิ่มด้วย เช่น การประดิษฐ์รถยนต์ใช้แบตเตอรี่ หรือใช้แอลกอฮอล์แทน
น้ำมัน การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ดังนี้ เป็นต้น แต่แน่นอนละว่า ผลร้ายย่อมจะมีมากกว่าผลดี เราจึง
พยายามหลกี เลี่ยงสภาวะแวดล้อมเป็นพิษ

5. แนวทางปอ้ งกนั แก้ไข
จะขอพดู รวม ๆ กนั ไปท้งั 5 รูปแบบ ของสภาวะแวดล้อมเปน็ พิษและจะพดู ถงึ ทั้งการป้องกัน

และแก้ไขรวม ๆ กันไปด้วย เพราะมาตรการบางอย่างเป็นไปได้ทั้งการป้องกันการมลพิษในอนาคตและ
แกไ้ ขมลพษิ ทเ่ี กิดมาแลว้ ไปในตวั ด้วย

5.1 แนวทางของพยาธิวิทยาสังคม แนวทางนี้ในสมัยใหม่แก้ด้วยการขัดเกลาทางสังคมหรอื
การให้การศึกษาอบรมทั้งความรู้ทั่วไป วิชาชีพ และความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการส่งเสริม
ศีลธรรม อนั เป็นเร่ืองท่ีเกีย่ วกับสังคมสว่ นรวม ทำใหค้ นในสังคมมีทงั้ คุณภาพ คุณธรรม และมีความสงบ
สขุ มลพษิ ทเ่ี กดิ แลว้ จะลดลงทีจ่ ะเกิดใหม่กม็ ีน้อย

5.2 แนวทางการเสียระเบียบทางสังคม แนวนี้เพ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ
วัฒนธรรมอันเป็นสาเหตุของการก่อมลพิษจึงอาศัยจังหวะนี้เองสร้างระเบียบสังคมใหม่ (well socially
organized society) ขึ้นมามาตรการนี้คล้ายคลึงกับของพยาธิวิทยา แต่เป็นช่วงหลัง เป็นเรื่องการจัด
ระเบียบสงั คม ใหส้ ังคมมรี ะเบยี บ มลพษิ ก็จะหมดไป หรือน้อยลงมลพิษอนาคตกจ็ ะไม่เกิดขน้ึ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศึกษาอาชีวศึกษา ห น ้ า | 58

5.3 แนวทางการขัดกันทางค่านยิ ม แนวทางนีเ้ สนอมาตรการแกป้ ัญหาสภาวะแวดล้อม

เป็นพิษ ซง่ึ มองว่าเป็นผลของการขัดแย้งระหวา่ งคนสองกลุ่มหรือชนชั้น ดงั นี้ เพ่อื ไม่ใหค้ นก่อมลพิษไม่ว่า
รปู ใด มที างดำเนนิ การได้ 3 ทาง ใชโ้ ดยเอกเทศหรอื ใชร้ ว่ มกันน่นั คอื

1. ออกกฎหมายบังคบั ไม่ให้คนกอ่ มลพิษรูปแบบต่างๆใครฝา่ ฝืนจะถูกลงโทษ
2. การแลกเปล่ยี นผลประโยชนก์ ัน ระหว่างคนเสยี ประโยชนก์ ับคนได้ประโยชน์ เช่น
หากการเลี้ยงกุ้งทำให้นาเสีย ก็อาจจ่ายค่านาเสียหายหรือกรณีสร้างเขื่อนกั้นน้ำทำให้น้ำท่วมพื้นที่ของ
ชาวบ้าน ก็หาพ้ืนทอี่ ย่แู ละทำกนิ ชดเชยให้เขา
3. วิธปี ระนีประนอมยอมความ ไดแ้ ก่ การตกลงระหว่างผู้ได้ประโยชน์ หรือผูก้ อ่
มลพิษ กับผู้เสียประโยชน์หรือผู้รับผลเสียจากมลพิษยอมรักษาระดับมลพิษให้อยู่ในระดับต่ำหรือทำให้
มลพิษหมดไปหรือการย้ายโรงงานไปท้องท่ีอ่ืน เป็นต้น
5.4 แนวทางพฤติกรรมการเบี่ยงเบน ที่มองว่า สภาวะแวดล้อมเปน็ พิษเกิดจากการท่ีผูกก่อ
มลพษิ เรียนรวู้ ธิ ีกอ่ มาจากผ้คู น ก่อนวิธแี ก้ จึงต้องมีการขัดเกลาใหม่ (resocializatiom) ทำใหผ้ กู้ อ่ มลพิษ
ไดร้ อู้ ย่างชดั แจง้ วา่ มลพิษเปน็ ผลรา้ ยต่อผู้คนเปน็ จำนวนมาก มผี ไู้ ดร้ บั ความเดือดร้อนมาก หากก่อมลพิษ
ต่อไป แม้ตนเองก็จะได้รับผลร้าย จึงควรงดก่อมลพิษหรือทำให้เบาบางลง นอกจากนั้นอาจเพิ่มโอกาส
การติดต่อกับผูก้ ่อกรรมดีให้มาก เช่น ให้โอกาสศึกษาดูงานในสังคมทีป่ ลอดมลพิษใหม้ ีโอกาสได้สังสรรค์
กับผู้ก่อกรรมดี (ไม่ก่อมลพิษแม้จะประกอบอาชีพเดียวกัน) หรือลดโอกาสการสังสรรค์ระหว่างผู้ก่อ
มลพษิ ดว้ ยกัน เป็นตน้
5.5 แนวทางการขนานนาม ซึ่งมองว่าสภาวะแวดล้อมเป็นพิษเกิดจากการให้ชื่อสภาวะ
แวดล้อมน้นั ๆ ว่าเปน็ มลพษิ แล้วหรือเปล่า ประกาศใหท้ ราบและยอมรบั กนั ทว่ั ไป ดงั น้ัน วธิ ีปอ้ งกนั แก้ไขก็ คือ
1. การระงบั การให้ชื่อสภาวะแวดลอ้ มน้ันวา่ เปน็ มลพษิ โดยใหม้ องเสียใหมว่ ่า สภาวะ
นั้น ๆ เป็นเรื่องปกติ แม้ว่าบางครั้งจะผิดปกติไปบ้างก็อาจแก้ไขได้ ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร สิ่งที่ผิดปกติ
ธรรมดาไปบา้ ง มนั จะแก้ปญั หาตัวมนั เอง หรือคนช่วยมันแกไ้ ขบ้าง สภาวะนั้น ๆ ก็จะปกติ
2. บางทกี ารกำหนดวา่ อะไรเป็นพิษจะก่อประโยชนใ์ ห้กบั คนบางกลุ่ม เช่น นกั วทิ ยาศาสตร์
หรือนักการเมืองที่ระบุว่าเกิดมลพิษหรือพ่อค้า นักอุตสาหกรรมที่ค้าวัสดุแก้มลพิษ เราจะต้องพยายาม
กำจัดประโยชน์เหล่านี้ให้หมดไปเสีย ด้วยการเปลี่ยนคำจำกัดความมลพิษดังในข้อแรก หรือทำให้
ชาวบ้านรู้เจตนาค้าขายของผู้ออกมาป่าวประกาศการเกิดมลพิษ ซึ่งความจริงไม่ได้มีมลพิษรุนแรงขนาด
นัน้ เปน็ ต้น
3. รวมความวา่ 5 แนวทางหลักเหลา่ นี้ พร้อมทัง้ แนวทางยอ่ ยในแตล่ ะแนวทางหลกั
จะช่วยป้องกนั หรอื แก้ไขสภาวะแวดลอ้ มเป็นพิษได้ไมม่ ากก็น้อย

ท่ีมา : ปัญหาทสี่ ำคญั ของสงั คมไทย สัญญา สัญญาววิ ฒั น์. (2542). สังคมวิทยา ปัญหาสังคม.พิมพ์คร้ัง
ท่ี 2. กรุงเทพมหานคร : สำนกั พมิ พ์แห่ง จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจัดกจิ กรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 59

6. กจิ กรรมการเรยี นรู้

หนว่ ยท่ี กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้ สื่อ บรู ณาการ
เวลา พระบรมราโชบาย

ด้านการศกึ ษา

5 ขั้นนำ

1. ครูผ้สู อนชแี้ จง 2 นาที

จุดประสงคป์ ระจำหน่วย

การเรยี นรูใ้ หผ้ เู้ รยี นทราบ

2. ครผู ู้สอนใหน้ กั เรยี นดู 1. คอมพิวเตอรโ์ นต๊ บุ๊ค 4 นาที

วิดที ศั น์ เรอ่ื ง ถ้าพูดถึง 2. โปรเจคเตอร์

ปญั หาสังคมไทย นกึ ถงึ 3. วิดที ัศน์ เรื่อง ถ้าพดู ถงึ ปัญหา

เรือ่ งอะไรกันบ้าง สังคมไทย นกึ ถงึ เรื่องอะไรกนั

บา้ ง ตามลิงค์

https://www.youtube.com/

watch?v=awP2VwAaW7E

3. ครผู ูส้ อนสอบถามผู้เรียน เกมวงล้อ จาก www. piliapp.com 4 นาที

วา่ วดิ ที ัศน์ “เรอ่ื ง ถา้ พูดถงึ

ปญั หาสงั คม ไทย นกึ ถึง

เร่อื งอะไรกนั บา้ ง” มีปญั หา

สังคมไทยอะไรบา้ ง โดยใช้

วิธกี ารส่มุ เลขทด่ี ว้ ย

เกมวงลอ้

ขน้ั สอน

3. ครูผูส้ อนร่วมกบั ผู้เรียน 1. คอมพวิ เตอร์โน๊ตบุ๊ค 20 นาที

อธิบายความหมายและ 2. โปรเจคเตอร์

ลักษณะปัญหาสงั คม พร้อม 3. คลปิ ข่าวไทยรัฐ เร่อื ง รดี ลกู

ยกตวั อยา่ งคลปิ ขา่ วไทยรัฐ ทิง้ ก่อนวาเลนไทน์ สาว17 หวดิ

เร่ือง รดี ลูกทง้ิ ก่อนวาเลน ดบั ตามลงิ ค์

ไทน์ สาว17 หวิดดบั https://www.youtube.com/

watch?v=5jFbQvGODHQ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจัดกจิ กรรมส่งเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 60

หน่วยท่ี กิจกรรมการจดั การเรียนรู้ สื่อ บรู ณาการ
เวลา พระบรมราโชบาย
4. ครผู สู้ อนให้ผเู้ รียนจบั คู่ กระดาษ A 4
ด้านการศกึ ษา
แลว้ ร่วมกันระบสุ าเหตุและ 10 นาที

ปจั จัยท่ีก่อให้เกิดปญั หาสงั คม 10 นาที

ลงในกระดาษ A 4 ที่ 10 นาที

ครผู ู้สอนแจกให้ 20 นาที

5. ครูผ้สู อนใหผ้ ู้เรียน

อาสาสมัคร นำเสนอหน้าชน้ั

เรียน เรื่อง สาเหตแุ ละปัจจัย

ทกี่ ่อให้เกิดปญั หาสังคม

จำนวน 5 คู่

6. ครผู ู้สอนให้ผู้เรียน กลอ่ งสุ่ม 4 กลอ่ ง ประกอบ

แบง่ กลมุ่ จำนวน 4 กลมุ่ หัวข้อปญั หาในสังคม ดังน้ี

ตามความสมัครใจ แล้วให้ - ปัญหาคอร์รัปชัน

ผ้เู รยี นสง่ ตวั แทนกลุ่มมาจบั - ปัญหาความยากจน

กลอ่ งสมุ่ หัวข้อปญั หาใน - ปัญหาอาชญากรรม

สงั คม ประกอบด้วย - ปัญหาสภาวะสง่ิ แวดล้อม

- ปัญหาคอรร์ ัปชนั มลพษิ

- ปญั หาความยากจน

- ปญั หาอาชญา กรรม

- ปัญหาสภาวะสง่ิ แวดลอ้ ม

มลพษิ

7. ครผู ู้สอนใหผ้ ู้เรียน 1. กระดาษฟิลชารท์

ออกแบบผงั มโนทศั น์ตาม 2. ปากาสเี มจิ

หัวขอ้ ปัญหาในสังคมทไี่ ดจ้ าก 3. โทรศพั ท์มอื ถือ

กล่องสุ่ม โดยประกอบ ด้วย

รายละเอียด ดงั น้ี

- ความหมาย

- ประเภทของปญั หา

- สาเหตุของปัญหา

- แนวทางแกไ้ ขปญั หา

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจดั กิจกรรมสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 61

หน่วยท่ี กจิ กรรมการจัดการเรียนรู้ ส่อื บูรณาการ
เวลา พระบรมราโชบาย

ดา้ นการศกึ ษา

ลงในกระดาษฟลิ ชาร์ท พร้อม

ตกแต่งใหส้ วยงาม และ

สามารถใชโ้ ทรศัพท์ มือถอื ใน

การสบื คน้ ขอ้ มลู ได้

8. ครูผสู้ อนใหผ้ ู้เรียนส่ง 20 นาที

ตัวแทนนำเสนอหน้าชั้นเรยี น

กลุ่มละ 5 นาที

9. ครผู ู้สอนใหผ้ ู้เรียนดภู าพ ภ า พ แ น ว ท า ง ก า ร น ้ อ ม น ำ 10 นาที ดา้ นท่ี 1 มีทศั นคติท่ี

แนวทางการน้อมนำพระรา พระราโชบายดา้ นการศึกษา ถกู ต้องต่อบา้ น เมือง
โชบายดา้ นการศึกษาสกู่ าร
ปฏบิ ัติ สู่การปฏิบตั ิในสถานศกึ ษา ขอ้ 1 ความรคู้ วาม
ในสถานศึกษา จำนวน
4 ดา้ น และร่วมกันวเิ คราะห์ เข้าใจต่อชาติบา้ น

ว่า “การป้องกันและแก้ไข เมอื ง

ปัญหาในสงั คม”มีความ ดา้ นที่ 2 มีพ้ืน ฐาน

สอดคล้องกบั พระราโชบาย ชวี ติ ท่ีมั่นคง ข้อ 4

ด้านใดบา้ ง พรอ้ มท้ังอธบิ าย ช่วยกันสร้างคนดี

เหตุผลประกอบ ให้แก่บ้าน เมือง

ด้านท่ี 4 เปน็ พลเมอื ง

ดี ขอ้ ท่ี 1 การเป็น

พลเมืองดีเป็นหน้าท่ี

ของทุกคน

ขนั้ สรุป

10. ครผู ู้สอนใหผ้ ้เู รียนดู วิดีทัศน์ เร่อื ง พลเมอื งดขี อง 5 นาที ด้านที่ 2 มพี นื้ ฐาน

วดิ ีทศั น์ เรอื่ ง พลเมืองดขี อง สังคม (โฆษณาไทยประกนั ชีวิต) ชีวิตทีม่ นั่ คง ข้อ 4

สังคม (โฆษณาไทยประกนั ตามลิงค์ ช่วยกนั สร้างคนดี

ชวี ติ ) https://www.youtube.com/ ใหแ้ ก่บ้านเมอื ง

watch?v=6olmV8AgBSY

11. ครผู ู้สอนและผู้เรยี น 5 นาที

รว่ มกนั สรปุ ปัญหาในสงั คม

และแนวทางแกไ้ ข

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ

แนวการจัดกจิ กรรมสง่ เสริมคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 62

เครือ่ งมือวดั และประเมินผล (ด้านคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์)

กรอบการวัดและประเมิน

จดุ ประสงค์ ดา้ นท่ใี ชว้ ดั ระดับการวัด พฤตกิ รรม วธิ วี ัด เครือ่ งมอื วดั
แบบสงั เกต
KPA

ตระหนักถึงการดำรงชีวิต  การสร้าง การแสดงออก การสังเกต

ที่ถูกต้องในความ ลกั ษณะ

รับผิดชอบ ความซื่อสัตย์

การทำงานร่วมกัน การใฝ่

เรียนรู้ และมีจิตสาธารณะ

รายการ เครือ่ งมอื การประเมิน แผนผงั การสรา้ งแบบสังเกต
ความรับผดิ ชอบ
ความซ่อื สตั ย์ นยิ าม
การทำงานร่วมกนั ➢ รว่ มรับผดิ ชอบในการทำงานได้ที่รับมอบหมาย
➢ ปฏบิ ตั ติ นตอ่ เพ่ือนร่วมงานด้วยความจรงิ ใจ
ใฝ่เรยี นรู้ ➢ รว่ มกันวางแผนการทำงานกลุ่ม
➢ รับฟังความคิดเห็นซึง่ กนั และกนั
จิตสาธารณะ ➢ ร่วมกนั ปฏิบตั งิ านจนสำเรจ็
➢ มีความกระตือรือรน้ ในการทำงานทไี่ ด้รบั มอบหมาย
➢ สบื ค้นหาขอ้ มลู งานท่ีไดร้ บั มอบหมาย
➢ บนั ทึกความรู้ วเิ คราะห์ ตรวจสอบสิ่งทเ่ี รยี นรู้ สรุปเปน็ องค์ความรู้
➢ อาสานำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
➢ ช่วยคิด ชว่ ยทำ และแบ่งปั่นส่ิงของให้ผู้อ่ืน

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมได้ข้อละ 0 คะแนน
ไมป่ ฏิบตั ิหรอื ไมแ่ สดงพฤตกิ รรมเลยขอ้ ละ

เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ
ช่วงคะแนน 8 – 10 คะแนน ระดับคุณภาพ ดีมาก
ชว่ งคะแนน 5 - 7 คะแนน ระดับคุณภาพ ดี
ชว่ งคะแนน 2 - 4 คะแนน ระดับคุณภาพ พอใช้
ตำ่ กว่า 2 ระดับคุณภาพ ปรับปรุง

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ คุณธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา ห น ้ า | 63

แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

คำชีแ้ จง ให้ครูผู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมผู้เรียนในระหวา่ งเรยี น แล้วขดี เครือ่ งหมายถูก (√) ลงในชอ่ งที่
ปฏิบัตหิ รอื ไม่ปฏบิ ตั ิ
แผนกวิชา.................................................................ระดบั ชัน้ ..................................................................

คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

ลำดับ ช่ือ-สกลุ การทำงานรว่ มกนั ใฝเ่ รียนรู้ ความ ความ จิตสาธารณะ รวม
ที่ ซอื่ สัตย์
รบั ผิดชอบ

ร่วม ักนวางแผนการทำงานกลุ่ม
รับ ัฟงความคิดเ ็หนซึ่ง ักนฯ
ร่วม ักนปฏิ ับ ิตงานจนสำเ ็รจ
ีมความกระ ืตอรือ ้รนในการทำงาน
สืบ ้คนหาข้อ ูมลงาน ่ีทไ ้ด ัรบมอบหมาย
บันทึกความ ู้ร วิเคราะ ์หฯ
่รวมรับ ิผดชอบในการทำงานไ ้ด ี่ทรับ
มอบหมาย
ป ิฏ ับ ิตตน ่ตอเ ื่พอน ่รวมงานฯ
อาสานำเสนอผลงานห ้นาฯ
่ชวย ิคด ่ชวยทำ และแ ่บงฯ

ลงช่อื ......................................................ผู้ประเมนิ
(......................................................)

ตำแหน่ง..............................................
........../............../................

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจดั กิจกรรมส่งเสริมคณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 64

ชื่อ – สกลุ นางสาวณัฐนนั ท์ เบญจกลุ สถานศึกษา วิทยาลัยเทคนิคฉะเชงิ เทรา

แผนการจดั การเรยี นรู้ หนว่ ยที่ 7
รหสั วิชา 20000-1501 วิชา หน้าท่พี ลเมืองและศลี ธรรม สอนคร้ังท่ี 16-17
ช่ือหน่วย ศาสนาและการดำเนินชีวิต ชว่ั โมงรวม 4
จำนวนช่วั โมง 2

1.ชื่อเรอ่ื ง ศาสนาและการดำเนินชวี ติ

1. ความหมายของศาสนา
2. จุดกำเนดิ ของศาสนา
3. ประเภทของศาสนา

1) แบ่งตามสภาพปัจจุบนั
2) แบง่ ตามความหลากหลายเชอ้ื ชาติของผู้นับถอื
3) แบ่งตามลกั ษณะความศรัทธา

3.1) ประเภทเทวนิยม (Theism)
➢ เอกเทวนยิ ม (Monotheism)
➢ พหเุ ทวนิยม(Poly Theism)
➢ สัพพตั ถเทวนิยม (Pantheism)

3.2) ประเภทอเทวนิยม (Atheism)
4. ศาสนาในการดำเนนิ ชีวิต

1) ความสำคญั ของศาสนาในการดำเนินชวี ิต
2) แนวทางของศาสนาในการดำเนนิ ชวี ิต

2. สาระสำคญั

ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นแก่ชีวิต โดยจุดกำเนิดของศาสนาเกิดจากความกลัว ความไม่รู้ของมนุษย์
ศาสนาทำให้มนุษย์สามารถอยู่ได้ตามลำพังโดยปราศจากความกลัว ประเภทของศาสนาแสดงถึงความ
ศรัทธาที่แตกกต่างกันตามประเภทของศาสนา เอกเทวนิยม พหุเทวนิยม สัพพัตถเทวนิยม และอเทวนิ
ยม รวมถึงคำสอนในศาสนาต่างๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาบุคคลให้มีทัศนคติที่ดีงาม มี
คณุ ธรรมประจำตนและแนวทางปฏบิ ัติอันถูกต้อง ศาสนาจะชว่ ยพฒั นาปรับปรุงความคดิ และการกระทำ
ต่างๆ ของบุคคลให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแก้ปัญหาและข้อบกพร่องของตนเองได้ จนสามารถ
บรรลุความสำเร็จในชีวิต และพน้ จากความทุกข์ ผู้ที่พฒั นาตนเองแลว้ ย่อมมีศักยภาพและคุณภาพมีหลัก
ปฏิบัติอันถูกต้องและมีความพร้อมในการสร้างประโยชน์สุขแก่สังคมส่วนรวม คำสอนของศาสนาจึงมี
เปา้ หมายใหผ้ ู้ศกึ ษาและปฏิบัตติ ามสามารถพฒั นาตนเองและสงั คมได้

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจัดกิจกรรมสง่ เสริมคณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 65

3. สมรรถนะประจำหนว่ ย

3.1 แสดงความร้เู กยี่ วกบั ศาสนาและการดำเนินชวี ติ
3.2 ประยกุ ตใ์ ช้แนวทางศาสนาประพฤติปฏิบัติตนในการดำเนนิ ชีวิต

4. จุดประสงค์การเรียนรู้

4.1 ดา้ นความรู้
4.1.1 สรปุ ความเกี่ยวกบั หลักธรรมคำสอนของศาสนา
4.1.2 บอกเหตผุ ลของศาสนาทีเ่ ก่ียวข้องกับการดำเนินชีวติ

4.2 ด้านทักษะ
สามารถประยุกตใ์ ชแ้ นวทางของศาสนาประพฤตปิ ฏิบตั ิตนในการดำเนนิ ชวี ติ

4.3 ด้านคณุ ลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์
แสดงออกในการนำแนวทางของศาสนามาประพฤติปฏิบัติตนในการทำงานร่วมกัน

มีความรบั ผดิ ชอบและสนใจใฝ่เรียนรู้

5. เนอ้ื หาสาระการเรยี นรู้

5.1 ความหมายของศาสนา
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของ “ศาสนา” ว่า “ลัทธิ

ความเชือ่ ของมนษุ ยอ์ นั มหี ลกั คอื แสดงกำเนดิ และความส้นิ สดุ ของโลก เป็นตน้ อนั เปน็ ไปในฝา่ ยปรมัถต์
ประการหนง่ึ แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอนั เปน็ ไปในฝ่ายศีลธรรมประการหน่ึง พร้อมท้ังลัทธิพิธีท่ี
กระทำตามความเห็น หรือตามคำสง่ั สอนในความเชอื่ นนั้ ๆ”

ทมี่ ารูปภาพ : https://www.inclusivechurch.net/

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจดั กิจกรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 66

5.2 จุดกำเนดิ ของศาสนา
ความเป็นมาของศาสนา มนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์ได้ประสบกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ

ต่าง ๆ ซึ่งเป็นทั้งความกลัวและมหัศจรรย์สำหรับตัวมนุษย์ เช่น ความมืด ความสว่าง พายุพัด ฟ้าแลบ
ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ไฟป่าเป็นต้น และด้วยความที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์เหล่านั้น มนุษย์จึง
เกรงกลัวปรากฏการณธ์ รรมชาติตา่ ง ๆ ทีเ่ กดิ ขึน้

ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งที่จะมาคุ้มครองป้องกันตนจากภัยอันตรายที่คิดว่าจะได้รับ
ปรากฏการณธ์ รรมชาติ รวมท้งั แสวงหาสงิ่ ซึ่งเชื่อว่าสามารถคุ้มครองให้อยู่อย่างมีความสุข ดว้ ยเหตุนี้ จึง
เกดิ วฒั นธรรมตลอดจนประเพณียอมรับนับถือพลงั ลึกลบั ทางธรรมชาตวิ ่าเป็นส่ิงท่ีมีอิทธิพลเหนือมนุษย์
และได้สร้างขนบธรรมเนียมที่คิดว่าเป็นสิ่งจ าเป็น และควรประพฤติต่อสิ่งศักดิ์สิทธ์ิที่ยอมรับนับถือ จึง
ค่อยๆ ววิ ัฒนาการเรือ่ ยมาจนกลายเป็นลัทธิ และศาสนาต่าง ๆ ตงั้ แต่สมยั โบราณถงึ ปัจจบุ นั สามารถแยก
ไดด้ งั น้ี (เสถียร พันธรงั สี, 2513 : 18)

1. เกดิ จากอวิชา คอื ความไมร่ ู้เหตรุ ผู้ ล เรมิ่ จากความไม่รเู้ หตุผลทางภูมิศาสตร์ ทางดารา
ศาสตร์ทางชีววิทยา และรู้จักธรรมชาติอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัว เมื่อมีความไม่รู้ก็เกิดความกลัวในพลังทาง
ธรรมชาติต้องการความช่วยเหลือจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งมีอำนาจเหนือตน จึงมีการสร้าง
ขนบธรรมเนยี มประเพณีเพ่ือบชู าเอาใจสิ่งศกั ดส์ิ ิทธิ์เหล่าน้ัน เพื่อจะสามารถช่วยให้มนุษย์มีความอยู่รอด
ไม่มภี ยั ต่อ ๆ ไป

2. เกิดจากความกลัว มนุษย์จะอยู่ในโลกได้ต้องมีหน้าที่ คือ การต่อสู้กับธรรมชาติ และ
ต่อสู้สัตวร์ ้ายนานาชนิด และโดยเฉพาะกบั มนุษย์ด้วยกันเอง ยามใดที่เราสามารถเอาชนะธรรมชาติหรือ
คนได้ความเกรงกลัวธรรมชาติ สัตวร์ ้าย หรือมนษุ ยย์ ่อมไม่มี แตถ่ า้ ไมส่ ามารถตอ่ สู้ได้ มนษุ ยจ์ ะเกิดความ
กลวั ตอ่ ส่ิงเหล่านั้น และในยามนีเ้ อง ทีม่ นษุ ยต์ อ้ งพากนั กราบ ไหว้บชู า และแสดงความจงรักภักดี ทำพิธี
สังเวยเซ่นไหว้ธรรมชาติดังกล่าว ด้วยความหวังหรืออ้อนวอนขอให้สำเร็จตามความปรารถนาอันเป็น
ผลตอบแทนขน้ึ มาเปน็ ความสุข ความปลอดภยั และอย่ไู ดใ้ นโลก

3. เกิดจากความจงรักภักดีซึ่งเป็นศรัทธาครั้งแรกที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยยอมเชื่อว่าเป็น
กำลังก่อให้เกิดความสำเร็จได้ทุกเมื่อ ในกลุ่มศาสนาที่นับถือพระเจ้า (ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนา
อิสลาม)มุ่งเอาความภักดีต่อพระเจ้าเป็นหลัก ทางพระพุทธศาสนาก็ยอมรับว่าศรัทธา หรือความเช่ือ
ความเลื่อมใสเท่านั้นที่จะ พาข้ามโอฆสงสารได้ เมื่อเป็นดังนี้แสดงว่ามนุษย์ยอมตนให้อยู่ใต้อำนาจของ
ธรรมชาติเหนือตน อันเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง หรือพระเจ้า อย่างไรก็ตามผลที่เกิดตามมาคือมนุษย์
ยอมให้เครื่องสังเวยแก่ธรรมชาตินั้น ๆ ด้วย ลักษณะนี้จึงเท่ากับมนุษย์เสียความเปน็ ใหญ่ในตน ยอมอยู่
ใต้อำนาจของสิ่งที่ตนคดิ ว่ามอี ำนาจเหนอื ตน

4. เกิดจากปญั ญา ศาสนาที่เกดิ จากปญั ญามกั เปน็ ฝ่ายอเทวนิยม คือไม่สอนเร่ืองเทพเจ้า
สร้างโลกไม่ถือเทพเจ้าเป็นศูนย์กลางแห่งศาสนา หากแต่ถือความรู้ประจักษ์จริงเป็นส ำคัญ เช่น

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจัดกิจกรรมสง่ เสริมคณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 67

พระพุทธศาสนาความเน้นหนักของพระพุทธศาสนา คือ ญาณ หรือปัญญาขั้นสูงสุดที่ท าให้รู้แจ้ง
ประจักษค์ วามจรงิ และหลุดพน้ จากความทกุ ขท์ ั้งปวง

5. เกิดจากอิทธิพลของบคุ คลสำคญั ความสำคัญของบุคคลที่เป็นเหตุเริม่ ต้นของศาสนา
หรือลัทธิโดยมากมักมีเหตุเริ่มต้นโดยความบริสุทธิ์จากจิตใจของมนุษย์ ไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครวาง
หลกั เกณฑ์ อกี ท้ัง
เม่ือใครนับถือ ความสำคญั ของบคุ คลผนู้ นั้ กจ็ ะพากนั กราบไหว้ และเคารพบชู า

6. เกิดจากลัทธิการเมือง ลัทธิการเมืองเป็นมูลเหตุของศาสนาเปน็ เร่ืองสมยั ใหม่ อันสืบ
เนอื่ งจากการ ทีล่ ทั ธกิ ารเมอื งเฟ่ืองฟขู ้ึนมา และลัทธกิ ารเมืองน้ันได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อคนบางกลมุ่ เช่น
กลุ่มคนยากจน ซึ่งคนเหล่านั้นได้ละทิ้งศาสนาเดิมที่ตนเองนับถืออยู่แล้วหันมานับถือลัทธิการเมืองเป็น
ศาสนาประจำสงั คม หรือชาตลิ ัทธกิ ารเมอื ง เชน่ ลัทธินาซี ลัทธิคอมมิวนสิ ต์ เป็นตน้

ท่ีมารปู ภาพ : https://sites.google.com/a/email.kmutnb.ac.th/wicha-phraphuthth-sasna-m-
6/hnwy-kar-reiyn-ru3

5.3 ประเภทของศาสนา
การจดั ประเภทของศาสนา มีวธิ กี ารจดั ท่ีหลากหลาย ทัง้ นีข้ น้ึ อยู่กบั การเกณฑท์ ใ่ี ช้ในการแบง่ เช่น
1. แบ่งตามสภาพปจั จบุ ัน
1.1 ศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ ศาสนาของชนเผ่ามายา อินคาและอัซเตคในทวีป

อเมรกิ าศาสนาของกรกี โบราณและโรมันโบราณ ฯลฯ
1.2 ศาสนาที่ยังมีผู้นับถือในปัจจุบัน เช่น ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ศาสนาพุทธ

ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ฯลฯ
2. แบง่ ตามความหลากหลายเชอื้ ชาตขิ องผนู้ บั ถอื
2.1 กลมุ่ สังคมตามเช้ือชาติของผู้นับถือ เชน่ ศาสนาซิกสศ์ าสนาชนิ โต ศาสนาเตา๋

ศาสนาเซน ศาสนาขงจือ๊ ศาสนาโซโลอัสเตอร์ เป็นตน้
2.2 กลมุ่ สงั คมหลายเช้ือชาติของผนู้ ับถือ ไดแ้ ก่ ศาสนาคริสต์ ศาสนาพทุ ธ และศาสนา

อิสลาม เป็นตน้

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 68

3. แบง่ ตามลักษณะความศรทั ธา ไดแ้ ก่
3.1 ประเภทเทวนิยม (Theism) เป็นศาสนานับถือพระเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าเป็นองค์

ศักดส์ิ ิทธิส์ ร้างสรรคโ์ ลก และสรรพส่ิงต่าง ๆ (Ceator) แบ่งเปน็
1) เอกเทวนิยม (Monotheism) เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ

ความเชื่อว่ามีพระเป็นเจ้าเป็นเทวดาองค์เดียว หรือความเชื่อว่าพระเป็นเจ้าเป็นหนึ่งเดียว แนวคิดเอก
เทวนิยมแบบบริสุทธิ์พบในศาสนายูดาห์และศาสนาอิสลาม ส่วนแบบอ่อนพบในศาสนาคริสต์ส่วนใหญ่
ลัทธิซาเบียน นกิ ายมอรมอน และศาสนาอืน่ ๆ ไดแ้ ก่ ศาสนาสิข ศาสนาเตา๋ ศาสนายดู าหรือยิว ศาสนา
โซโรอสั เตอร์ ศาสนาบาไฮ ศาสนาซิกข์ และศาสนาฮนิ ดศู าสนาครสิ ต์ ศาสนาอสิ ลาม ได้แก่ ศาสนายดู าย
หรือยวิ ศาสนาครสิ ต์ ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาไซโรอสั เตอร์ ศาสนาซิกส์

2) พหเุ ทวนิยม(Poly Theism) เปน็ ศาสนาท่นี ับถอื พระเจา้ หลายองค์ บางครงั้
ผสมผสานกบั การบูชาธรรมชาติ (Nature – Waship) ถือเป็นเทวนิยมแบบหนึ่ง ผู้ที่เชอื่ แบบพหุเทวนิยม
ไม่ได้บูชาเทพเจ้าทุกองค์เสมอกัน แต่อาจบูชาเฉพาะองค์ใดองค์หนึ่งเป็นพิเศษก็ได้ คือมีลักษณะเป็น
ความเชื่อในพระเจ้าหลายองค์ เคารพบูชาเทพเจ้าหลายองค์ในเวลาเดยี วกัน และอาจผสมผสานกับการ
บูชาธรรมชาติ (Nature worship) ได้แก่ ชาวฮินดูนิยมยกย่องพลังธรรมชาติต่างๆ (natural forces)
เชน่ ดิน นำ้ ลม ไฟ เปน็ ตน้ ขน้ึ เป็นเทพเจา้ มากมาย แตล่ ะองค์ก็จะมีอำนาจตามคุณลักษณะแห่งพลังทาง
ธรรมชาตนิ ้นั ๆ และนิยมทำพิธกี รรมบชู าเซน่ สรวง (ritualism) ต่อเทพเจา้ นั้นๆ เพ่ือให้ไดส้ ่ิงท่ตี นตอ้ งการ
ต่อมาก็เกิดแนวคิดทางศาสนาขึ้นใหม่อีกแนวหนึ่งมีลักษณะก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม เป็นแบบเอกเทวนิยม
(monotheism) คือ เช่ือในพระเจา้ ผยู้ ่ิงใหญ่ มีอำนาจในการสร้าง รักษา และทำลายโลก เพยี งองค์เดียว
ต่อมาอีกก็เกิดความเชื่อทางศาสนาขึ้นอีกกระแสหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามกับกระแสเดิม เป็นแบบอเทวนิยม
(atheism) คือ เป็นศาสนาที่ไม่เชื่อในพระเจ้าเลย ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์ -ฮินดู ศาสนาชินโต ศาสนา
เชน ศาสนาขงจอ๊ื และ ศาสนาพุทธ

3) สัพพัตถเทวนิยม (Pantheism) บูชาพระเจ้าสถิตอยู่ในทุกหนทุกแห่ง เช่น
ศาสนาฮินดู (บางลัทธ)ิ เช่ือวา่ พระพรหมสถติ อยู่ในทกุ หนทกุ แห่ง

3.2 ประเภทอเทวนิยม (Atheism) เป็นศาสนาที่ไม่มีการนับถือพระเจ้า ทรรศนะที่ไม่
เชื่อว่ามีพระเป็นเจ้า และเชื่อในกฎธรรมชาติ ซึ่งเป็นมุมมองที่ว่ามนุษย์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าพระเจ้ามีจริง
หรือไม่ รวมถึงปรากฏการณ์ที่ไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสบการณ์ทางผัสสะ คือไม่เชื่อหรือไม่สอนให้เชื่อใน
เรื่องพระเจ้าสร้างโลกไดแ้ ก่ ศาสนาพทุ ธ และศาสนาเชนหรอื นคิ รนถ์

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจดั กจิ กรรมส่งเสรมิ คุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 69

5.4 ศาสนาในการดำเนินชวี ติ

ทมี่ ารปู ภาพ : https://www.winnews.tv/news/11079

5.4.1 ความสำคัญของศาสนาในการดำเนินชีวิต ศาสนาทุกศาสนาในโลกต่างมุ่งให้เกิด
ประโยชน์สุขทั้งแก่ส่วนตนและแก่สว่ นรวมโดยปราศจากการเบียดเบียนทำร้ายกันและกัน ทำให้ศาสนกิ
ชนในศาสนานั้น ๆ มีความประพฤติดีงาม มีความกล้าหาญ ที่จะทำความดี และโดยธรรมชาติของผู้นับ
ถือศาสนาจะเห็นว่าศาสนากับวิถชี วี ติ ของแต่ละคนน้ันเป็นเรอื่ งเดียวกนั ไม่อาจแยกออกจากกนั ได้

1) ศาสนาทำให้มนุษย์อยรู่ ่วมกันอย่างสงบสุข เพราะทกุ ศาสนาล้วนมุ่งหวังให้ศาสนิกชน
ของตนเป็นคนดีและเมอ่ื ศาสนกิ ชนเปน็ คนดีแลว้ สังคมก็ย่อมจะปราศจากความเดือดร้อน

2) ศาสนาเป็นบ่อเกดิ แหง่ ธรรมจรรยา และขนบธรรมเนยี มประเพณีทีด่ ีงาม และหาก
บคุ คลในสงั คม

3) ศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนนิ ชวี ิต เพราะศาสนกิ ชนสามารถดำเนนิ วถิ ีชวี ิตตาม
แบบอยา่ งของพระศาสดา หรอื ปฏบิ ัติตามหลกั คำสอนทางศาสนา

4) ศาสนาจะช่วยใหม้ นษุ ย์ทราบว่าส่งิ ใดดชี ั่ว ถูกผดิ ตามมาตรฐานของศาสนานนั้ ๆ และ
ทราบถึงผลแหง่ การกระทำน้ัน ๆ เชน่ คำสอนเรือ่ งหลักกรมในพระพุทธศาสนา วา่ ทำดีไดด้ ี หรือทำชั่วได้
ชั่ว เป็นตน้

5) ศาสนาเป็นแหลง่ รวมศิลปวทิ ยาการ และถา่ ยทอดวทิ ยาการเนื่องจากจะเปน็ แหล่ง
ความรู้ของศาสตร์แขนงต่าง ๆ และถ่ายทอดศาสตร์เหล่านั้นไปสู่มนุษย์ในสังคม ความรู้ทางการแพทย์
ศลิ ปกรรมสถาปตั ยกรรม การช่าง การดนตรี และหัตถกรรม เปน็ ต้น

6) ศาสนาเปน็ เครอื่ งส่งเสรมิ ความมน่ั คงในการปกครองประเทศ เชน่ พระมหากษตั ริยไ์ ทย
ทรงยึดมั่นและดำเนินนโยบายในการปกครองประเทศดว้ ยหลกั ทศพิธราชธรรม 10 ประการ

7) ศาสนาเป็นทีพ่ ่ึงทางใจ เมอ่ื ปถุ ชุ นเกดิ ความทุกขร์ ้อนใจ กลา่ วคอื เมอ่ื คนเราเกดิ ความทกุ ขก์ าย

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 70

และใจก็ย่อมจะหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น และรูปแบบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาคือ การนำ
หลักธรรมทางศาสนาที่คนเคารพนับถือมาเป็นที่พึ่งทางใจและน าหลักธรรมมาใช้เป็นแนวทางในการ
แก้ไขปญั หา

5.4.2 แนวทางของศาสนาในการดำเนนิ ชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการดำเนิน
ชีวติ : ศาสนาเปน็ สิ่งที่มีมาชา้ นาน ในระยะแรกศาสนาเป็นสงิ่ ท่ถี ูกกำหนดข้ึนมาเพื่อขจัดความหวาดกลัว
สิ่งต่าง ๆ ที่ล้อมรอบตัวของมนุษย์ คิดว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาจากการกระทำของผู้มี
ฤทธ์มิ ากกวา่ ตน เมอ่ื มนษุ ยเ์ ริ่มเรียนรู้ธรรมชาตมิ ากข้ึนและเกิดเป็นศาสนาที่มเี หตผุ ลเข้ามาเป็นแบบแผน
และเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ความเชื่อศรัทธาในกิจกรรมหรือพิธีกรรมต่าง ๆ ของแต่ละศาสนาก็
กลายมาเป็นประเพณี วฒั นธรรมทีท่ ำสืบตอ่ กันมาเป็นระยะเวลายาวนาน

ศาสนาทุกศาสนา จะเป็นทีพ่ ึ่งทางใจของมนุษย์ มหี ลกั ธรรมคำสั่งสอนที่มุ่งหมายส่ัง
สอนใหค้ นท่ีเป็นสมาชิกในสงั คมเปน็ คนดี มีคุณธรรมมเี หตุผลและศรัทธาในความถูกต้อง มีพิธีกรรมและ
เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นศาสนานั้น ๆ บุคคลไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ บทบาทใด
จะตอ้ งยึดหลกั ธรรมในการดำเนินชีวิต เพราะธรรมหรือหลักคำสอนจะชว่ ยแก้ปัญหาและอปุ สรรคตา่ ง ๆ
ไดอ้ ีกท้งั จะทำให้ทกุ คนอยู่ร่วมกันได้อยา่ งสนั ติ

สำหรับคนไทยแลว้ ศาสนาเป็นสถาบันสำคญั ของสังคมไทยโดยยอมรบั ศาสนาพุทธ
เป็นศาสนาสำคัญประจำชาติและเปิดโอกาสให้บุคคลนับถือศาสนาต่าง ๆได้โดยอิสระ ยอมให้ศาสนา
สำคัญทั้งปวงตัง้ อยูใ่ นประเทศไทยได้ เช่นศาสนาครสิ ต์ อิสลาม พราหมณ์ อินดู เป็นต้น แต่ศาสนาพุทธ
เป็นจุดรวมจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ จึงได้ยึดหลักธรรมมาเป็นพื้นฐานของชีวิตเพื่อที่จะนำไปสู่ความ
ม่นั คงของประเทศดว้ ย นอกจากศาสนาพุทธแลว้ ยังนำส่งิ ท่ีมคี ุณค่าของศาสนาอื่นมาผสมผสานกับหลัก
ของศาสนาพุทธด้วย เช่น พิธีกรรมของพราหมณ์ในการตั้งศาลพระภูมิ การขึ้นบ้านใหม่ การเข้าร่วมทำ
กิจกรรมกับศาสนาอ่นื โดยไม่ถอื ว่าเป็นการเส่ือมเสียหรือเป็นบาป ยอมรับการแต่งงานกบั คนต่างศาสนา
ได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกันของครอบครัว และยังให้การคุ้มครองป้องกันศาสนาและลัทธิความ
เชื่อทงั้ หลายท่ีไมข่ ัดต่อศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน

5.4.3 หลักธรรมกับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจและอารมณ์
สามารถจูงใจและผูกใจคนไว้ได้อย่างแน่นแฟ้น มนุษย์จะนำศาสนาที่คนนับถือติดตัวไปปฏิบัติหรือ
เผยแพร่ในที่ใหม่ ศาสนาไม่ใช่ของที่อยู่กับที่แต่จะอยู่ตรงที่หนึ่งที่ใดก็ต่อเมื่อมนุษย์ยังไม่อพยพไปไหน
บุคคลท่เี กดิ มาในศาสนาใดกจ็ ะนบั ถือศาสนานัน้ และมีความประพฤติคล้ายกับบุคคลที่นับถือศาสนาน้ัน
ๆ เชน่ เดก็ ฝร่ังที่ถกู เลี้ยงแบบไทยและใหน้ ับถือศาสนาพุทธ ก็จะมีพฤติกรรมและความคิดอ่านไปในแบบ
ไทยๆ เป็นต้น ศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของคนในสังคม โดยเฉพาะหลักธรรมที่เป็นพื้นฐาน
สำคัญของการดำเนินชีวิตซึ่งทุกศาสนามีความสอดคล้องกัน โดยการยึดมั่นในการทำความดี ความ
สอดคล้องกันของหลักธรรมของแต่ละศาสนาทำให้บุคคลเข้าใจกัน อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข
หลักธรรมทีศ่ าสนิกชนสามารถนำมาใช้ได้ในชีวติ ประจำวัน มดี ังน้ี

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 71

1) การทำความดี ละเวน้ ความช่วั แนวทางการปฏิบัติของแต่ละศาสนาแตกต่างกันแต่ทกุ
ศาสนากส็ อนให้ทำความดีและละเว้นความช่วั ท้ังนั้น เช่น ศีล5 ของศาสนาพทุ ธ บัญญตั ิ 10 ประการของ
ศาสนาครสิ ต์และหลกั ศรทั ธา 6 ประการกับหลกั ปฏิบตั ิ 5 ประการของศาสนาอิสลาม เป็นต้น

ที่มารูปภาพ : https://gotjibtogo.weebly.com/362436373621-5.html

ท่มี ารูปภาพ : https://pantip.com/topic/37260303
2) การพฒั นาตนเองและการพ่งึ ตนเอง ศาสนาตา่ ง ๆ สอนให้คนพึ่งตนเองและพัฒนา
ตนเองเพื่อให้อยู่ได้ในสังคมอย่างมีความสุข โดยเฉพาะศาสนาพุทธที่มีพุทธศาสนาสุภาษิต ว่า “อัตตาหิ
อัตตาโน นาโถ” หมายถึง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ศาสนาพราหมณ์มีหลักอาศรม 4 ในข้อพรหมจารี ที่ให้

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 72

นักศึกษาเล่าเรียนและในข้อคฤหัสถ์ที่ให้ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเอง ศาสนาอิสลามสอนให้คนใฝ่หา
ความรู้ต้งั แตเ่ กดิ จนตาย

3) ความยตุ ิธรรม ความเสมอภาพและเสรภี าพ คำสอนของศาสนาจะเน้นในเรอ่ื งเหล่าน้ี
เพราะทุกเร่อื งจะทำให้มนุษยอ์ ยรู่ ่วมกันอย่างันติ พระพุทธเจา้ ตรัสวา่ ชาตติ ระกูลไมไ่ ด้เป็นเครื่องกำหนด
ความแตกตา่ งของบคุ คล คนท่ีเกดิ มาเทา่ เทียมกนั ทัง้ นัน้ และสอนใหท้ ุกคนอยู่ภายใต้อคติ 4 คอื ฉันทาคติ
โทสาคติ โมหาคติและภยาคติ ศาสนาอิสลามก็สอนให้ดำรงความยุตธิ รรมอย่าถือตามอารมณ์ใคร่ในการ
รกั ษาความยตุ ธิ รรมแมบ้ างครั้งจะกระเทือนต่อตนเอง บิดามารดาหรือญาตบิ ้างกต็ าม

4) การเสยี สละหรือการสังคมสงเคราะหศ์ าสนาต่าง ๆ สอนให้มคี วามเสียสล เอื้อเฟื้อเผอ่ื แผ่
และสงเคราะห์ซึ่งกันและกันด้วยความเมตตากรุณาไม่ใช่หวังผลตอบแทน เช่น พุทธศาสนามีหลักธรรม
สังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา ศาสนาอิสลามมีการบริจาคซากาต แก่ผู้
ขดั สน ศาสนาคริสต์กจ็ ะเนน้ ให้มนุษยเ์ สยี สละให้อภัย เอือ้ เฟอ้ื เปน็ ต้น

ท่ีมารูปภาพ : https://chiangmai.drr.go.th/?p=6530
5) ความอุตสาหะและความพยายาม ทุกศาสนาสอนใหค้ นมคี วามอตุ สาหะ มคี วามเพียร
ความอดทนและมีความพยายามอันจะช่วยให้บุคคลประสบความสำเร็จพร้อมทั้งพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
ศาสนาพุทธมีคติเตือนใจว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น หรือหลักคำสอนอิทธิบาท 4
ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ศาสนาอิสลามมีการละหมาดวันละ 5 ครั้งจึงถือว่าเป็นความพยายาม
ท่ีจะขัดเกลาจิตใจใหบ้ รสิ ุทธ์ิ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 73

6) ความรกั ความเมตตา คำสอนทุกสาสนาจะเนน้ เรือ่ งความรักความเมตตา เพราะการที่
คนเราจะอย่รู ่วมกนั ไดอ้ ย่างสันตินน้ั ความรกั ความเมตตาเป็นสอื่ สำคัญอีกทัง้ ยังเปน็ จริยธรรมของศาสนา
คริสต์ ในพุทธศาสนาก็มพี ุทธศาสนสภุ าษิตวา่ เมตตาธรรมเป็นเครอื่ งคำ้ จุนโลก

1) ความมีคุณธรรมอดทน อดกลั้น เกือบ

ทุกศาสนา มีบทบัญญัติและข้อปฏิบัติใน

เรื่องนี้เหมือนกัน เช่น ศีลของศาสนาพุทธ

บัญญัติ 10 ประการของศาสนาคริสต์ การ

ถอื ศลี อดของศาสนาอิสลาม ทกุ ข้อปฏิบัติคือ

การใหค้ นมีคณุ ธรรม อดทนและอดกล้ัน

2) การยกย่องเคารพบิดามารดาถือเป็นหลัก

สำคัญของศาสนาต่าง ๆ ว่าบุพการีเป็นสิ่ง

ควรยกย่องในศาสนาพุทธกล่าวไว้ว่าบิดา

มารดาเป็นพระพรหมของลูก ศาสนาคริสต์

มใิ ช่ในบญั ญตั ิ 10 ประการ ข้อท่ี 4 ว่า จงนบั

ท่ีมารปู ภาพ : ถอื บิดา มารดาเปน็ ตน้
http://infographic.in.th/infographic/ 3) การไม่แบ่งชั้นวรรณะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า

กำเนิดชาติตระกูลมิได้ทำให้บุคคลเป็น

พราหมณ์เป็นกษัตริย์ เป็นพ่อค่า ความ

ประพฤติของบุคคลเป็นเครื่องกำหนดบุคคล

ทุกคนเท่าเทียมกัน ศาสนาอิสลามถือเป็น

หลักสำคัญว่า หลักศรัทธาและหลักบัญญัติ

ตอ้ งอยู่ในเง่ือนไขการไมแ่ บ่งชั้นวรรณะอย่าง

ชดั เจน

4) ไม่เสพสุรา ไม่เล่นการพนัน ไม่พูดจาขยาย

ความ เป็นพื้นฐานของทุกศาสนาท่บี ญั ญัติไว้

ทีม่ ารูปภาพ : อย่างชัดเจนว่า เป็นสิ่งไม่ควรทำ เช่น ศีลใน

https://www.isoc5.net/infographics/view/649 ศาสนาพุทธ บัญญัติ 10 ประการในศาสนา
คริสตห์ ลกั บัญญัติในศาสนาอิสลามเปน็ ต้น

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจดั กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา ห น ้ า | 74

6. กิจกรรมการเรียนรู้

หนว่ ยท่ี กจิ กรรมการจัดการเรียนรู้ สือ่ บรู ณาการ
เวลา พระบรมราโชบาย

ดา้ นการศึกษา

7 ข้ันนำ

1. ผสู้ อนทักทายผเู้ รียน ต้งั 15 นาที ด้านที่ 1
มีทศั นคติทถี่ ูกตอ้ งต่อ
ประเดน็ “ใหท้ ุกคนลอง บา้ นเมอื ง
ขอ้ ท่ี 2 ยดึ มนั่
ทบทวนความดที ต่ี นเองได้ ในศาสนา

เคยทำไว้”

2. ผเู้ รยี นแลกเปลย่ี นความดี

ท่ตี นเองเคยทำ

3. ผู้สอนต้ังประเดน็ คำถาม

“ผเู้ รียนนับถือศาสนาอะไร”

“แลว้ ร้จู ักศาสนามากน้อย

ขนาดไหน”ผู้สอนต้ังประเดน็

คำถาม“สรปุ วา่ ในประเทศ

ไทยมกี ีศ่ าสนา”

ขน้ั สอน

2. ครูผ้สู อนรว่ มอภปิ รายกบั 10 นาที
5 นาที
ผูเ้ รยี น เรอ่ื ง “ศาสนาเกดิ 20 นาที

จากอะไร” 5 นาที

3. ครผู ู้สอนแบ่งผูเ้ รยี นกล่มุ

เปน็ ขนาดเลก็ กลุ่มละ 3-4

คน

4. แขง่ กนั ตอบคำถามจาก 1. บตั รคำถาม

บัตรคำถามทผี่ สู้ อนถาม โดย 2. กระดาษ A4

การเขยี นคำตอบลงใน 3. ดินสอ/ปากกา

กระดาษ

5. ใหต้ ัวแทนกลมุ่ เลอื กบตั ร บัตรคำ “ศาสนาตา่ งๆ”

คำ “ศาสนาต่างๆ”

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจดั กจิ กรรมส่งเสริมคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 75

หนว่ ยท่ี กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้ สอื่ บรู ณาการ
เวลา พระบรมราโชบาย

ด้านการศกึ ษา

6. ผ้เู รียนแตล่ ะกลุม่ สบื ค้น 1. หนังสอื 30 นาที

ข้อมูลเกี่ยวกบั ศาสนาทีไ่ ด้รับ 2. PPT 10 นาที
10 นาที
จากการเลือกบตั รคำ 3. คำตอบที่ผู้เรียนเขียนลงใน 15 นาที

กระดาษ

4. ศาสนาตา่ งๆ

https://www.dra.go.th/

ขน้ั สรุป

7. ผเู้ รยี นแต่กลุ่มแลกเปลีย่ น

ความรทู้ ่ไี ดจ้ ากการสบื คน้ ขอ้ มลู

เกย่ี วกับศาสนา

8. ผูส้ อนและผู้เรียนรว่ มกันสรุป

ความรเู้ ก่ียวกับศาสนา

9. ผสู้ อนให้ผู้เรยี น ทำใบงาน ใบงาน “ศาสนาทข่ี า้ พเจา้

“ศาสนาที่ข้าพเจา้ นับถอื ” นับถอื ”

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจดั กิจกรรมส่งเสริมคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 76

เคร่อื งมอื วัดและประเมินผล (ด้านคุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์)
กรอบการวัดและประเมนิ

จดุ ประสงค์ ด้านท่ใี ชว้ ดั ระดับการวัด พฤติกรรม วิธีวัด เคร่ืองมือวัด

KPA

แสดงออกในการนำแนวทาง  การสร้าง การแสดง การ แบบสังเกต

ของศาสนามาประพฤติปฏบิ ัติ ลกั ษณะ ออก สังเกต

ตนในการทำงานร่วมกัน มีความ

รบั ผิดชอบ และสนใจใฝ่เรียนรู้

เคร่อื งมอื การประเมนิ
แผนผงั การสร้างแบบสงั เกต

รายการ นิยาม
ความรับผิดชอบ รว่ มรับผิดชอบในการทำงานได้ท่ีรบั มอบหมาย
ใฝเ่ รียนรู้ มีความกระตือรือรน้ ในการทำงานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
การทำงานร่วมกัน - มสี ่วนรว่ มในการทำงาน
- มีสว่ นรว่ มแสดงความคิดเห็น
- มสี ่วนร่วมรบั ฟงั ความคิดเห็น

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมได้ 1 ข้อ ให้ 0 คะแนน
ไมป่ ฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมเลย

เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ

ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ

5 ดี
3-4 พอใช้
ต่ำกว่า 2 ปรบั ปรุง

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ

แนวการจัดกจิ กรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 77

แบบสังเกตพฤติกรรม
คำชแี้ จง ครผู ้สู อนประเมนิ ใบงานของนักเรยี นโดยทำเคร่อื งหมาย ลงในช่องทตี่ รงกบั ระดบั คะแนน

รายการประเมนิ ผลรวม
คะแนน

เลขท่ี ชือ่ -สกุล ่รวม ัรบ ิผดชอบในการทำงานไ ้ดที่ ัรบ รวมทั้งหมด
มอบหมาย (5)
มีความกระ ืตอ ืรอ ้รนในการทำงาน
ท่ีไ ้ด ัรบมอบหมาย
มีส่วน ่รวมในการทำงาน
มีส่วน ่รวมแสดงความคิดเ ็หน

ีม ่สวน ่รวม ัรบ ัฟงความคิดเห็น

ลงชื่อ......................................................ผู้ประเมนิ
(......................................................)

ตำแหนง่ ..............................................
........../............../................

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ

แนวการจดั กจิ กรรมสง่ เสริมคุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 78

คำช้ีแจง รายวชิ าหน้าทีพ่ ลเมืองและศีลธรรม รหัสวิชา 20000-1501
ใบงาน เรอ่ื ง ศาสนาท่ขี า้ พเจา้ นบั ถือ

1. เขียนแผนผงั มโนทัศนเ์ ก่ียวกับประเภทของศาสนา
2. จงตอบคำถามสนั้ ๆ มาพอเข้าใจ

1. นกั เรยี นนบั ถือศาสนาอะไร
2. นกั เรียนมหี ลักปฏิบัตอิ ยา่ งไรตามหลักศาสนาทต่ี นนับถือ

ชือ่ -สกุล.........................................................................ระดบั ชน้ั ................เลขท่ี...............
แผนกวชิ า........................................................................ล

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 79

ชอื่ – สกลุ นายกรกฎ รอดพูล สถานศึกษา วทิ ยาลยั เทคนคิ ปราจีนบรุ ี

แผนการจดั การเรียนรู้ หน่วยที่ 4
รหัสวชิ า 30001-1501 วชิ า ชวี ิตกับสังคมไทย สอนครง้ั ท่ี 7
ช่ือหน่วย พลเมืองดตี ามระบอบประชาธปิ ไตย ชัว่ โมงรวม 3
จำนวนชว่ั โมง 3

1. ชอ่ื เรือ่ ง พลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตย

1. ความสำคัญของพลเมอื งดี
2. คณุ ลักษณะของพลเมืองดี
3. ความเป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธปิ ไตย

2. สาระสำคญั

พลเมืองถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุกสังคม การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพหรือพลเมืองดี
ย่อมส่งผลดีต่อสังคมโดยรวม และการเป็นพลเมืองดีของประเทศนั้น ต้องเป็นบุคคลที่เคารพและปฏิบตั ิ
ตามกฎหมายและกติกาที่สังคมและประเทศชาติกำหนดไว้ พร้อมทั้งสนับสนุนให้บุคคลอื่นปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ คนในสังคมต้องรู้จักรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
มีส่วนร่วมในการปกครอง ป้องกันประเทศชาติ ให้ปลอดภัยในทุกด้าน เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม
ดำรงชวี ิตอย่อู ยา่ งเหมาะสมในฐานะพลเมืองดีของสงั คมไทย

3. สมรรถนะประจำหนว่ ย

3.1 แสดงความร้เู ก่ยี วกับการเป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธปิ ไตย

3.2 ปฏบิ ัตติ นเปน็ พลเมืองดีตามระบอบประชาธปิ ไตย

4. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

4.1 ด้านความรู้
บอกเหตผุ ลการเป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธปิ ไตย

4.2 ด้านทกั ษะ
4.2.1 สามารถวเิ คราะห์บทบาทของการเป็นพลมืองดีตามระบอบประชาธิปไตย
4.2.2 สรา้ งแนวทางในการปฏิบัตติ นเป็นพลเมืองดีตามระบอบประชาธปิ ไตย

4.3 ดา้ นคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์
ประพฤติตนในฐานะเปน็ พลเมืองดีตามระบอบประชาธปิ ไตย

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจดั กจิ กรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา ห น ้ า | 80

5. เนอ้ื หาสาระการเรยี นรู้
พลเมืองของแต่ละประเทศย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ของประเทศนั้น บุคคลต่าง

สัญชาติที่เข้าไปอยู่อาศัยซึ่งเรียกว่า คนต่างด้าว ไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับพลเมืองและมีหน้าที่แตกต่าง
ออกไป เชน่ อาจมหี นา้ ทเี่ สยี ภาษี หรอื ค่าธรรมเนยี มเพ่ิมขึ้น ตามทก่ี ฎหมายของแต่ละประเทศบญั ญัติไว้

ความหมายของ พลเมืองดี หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่พลเมืองไดค้ รบถ้วน ทั้งกิจที่ต้องทำ และ

กจิ ที่ควรทำ หน้าท่ี หมายถึง กจิ ท่ตี ้องทำ หรอื

ควรทำ เป็นสิ่งที่กำหนดให้ทำ หรือห้ามมิ

ให้กระทำ ถ้าทำก็จะก่อให้เกิดผลดี เกิด

ประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว หรือสังคม

ส่วนรวม แล้วแต่กรณี ถ้าไม่ทำหรือไม่ละ

เ ว ้ น ก า ร ก ร ะ ท ำ ต า ม ท ี ่ ก ำ ห น ด จ ะ ไ ด ้ รั บ

ผลเสียโดยตรง คือ ได้รับโทษ หรือถูก

บังคับ โดยทั่วไปสิ่งที่ระบุกิจที่ต้องทำ

ได้แก่ กฎหมาย เปน็ ต้น

ทีม่ ารูปภาพ : https://quizizz.com/admin/quiz/
5eac33d9f7148b001b48f232/4lie4lil4lma4lih4li34lit4lih4liu4li1

‘พลเมือง’ มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า ‘ประชาชน’ หรือ ‘ราษฎร’ ที่มีความหมายในเชิง
สมาชิกหรือการเป็นส่วนหนึ่งของประเทศน้ัน ๆ แต่พลเมืองจะมีเรื่องของสิทธิ บทบาทหน้าที่และการมี
ส่วนร่วมในสังคมมากกว่า เช่น การรักษาสิทธิของตัวเองด้วยการไปเลอื กตัง้ หรือการเข้าร่วมในกิจกรรม
ต่าง ๆ กับรัฐ ดังนั้น พลเมืองดี หมายถึง พลเมืองที่รู้หน้าที่ รักษาสิทธิ เคารพกฎกติกาของสังคม มี
ส่วนร่วมช่วยเหลือกันและกันเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ส่วนพลเมืองดีตามวิถี
ประชาธิปไตย หมายถึง พลเมืองทด่ี ำเนนิ ชวี ติ ในสังคมโดยยดึ หลกั ประชาธปิ ไตยในการอยู่รว่ มกันนนั่ เอง

ที่มารปู ภาพ :

https://quizizz.com/admin/quiz/60347bab8dcec2001d8e6d76/4lie4lil4lma4lih4li34lit4lih4liu4li1

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 81

เนื่องจากพลเมืองเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศชาติ อย่างที่เรากล่าวไปข้างต้น
ดังนั้น การเป็นพลเมืองที่ดีเลยมีความสำคัญต่อประเทศเราในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งในท่ีนี้จะพูดถึง 3 ด้าน
หลัก ๆ ไดแ้ ก่

1. ด้านสังคม : พลเมอื งดี คอื ผทู้ ่รี ู้จกั ใช้สทิ ธิและปฏิบัติตามหน้าท่ีของตนเอง ไม่ก้าวก่ายหรือ
สร้างความเดือดรอ้ นให้ผู้อื่น บ้านเมืองจึงเกิดความสงบเรียบร้อยและผู้คนในสังคมสามารถอยูร่ ่วมกนั ได้
อยา่ งสนั ตสิ ขุ

2. ด้านเศรษฐกิจ : สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการเป็นพลเมืองดีคือการประกอบอาชีพสุจริต
ไม่มีการคอรัปช่ัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำหรือ
ปัญหาทางเศรษฐกิจอ่นื ๆ นอกจากนก้ี ารเปน็ พลเมืองดยี ังรวมถึงการดแู ลรับผิดชอบวางแผนการเงินของ
ตวั เองเพอื่ ไมใ่ ห้เกดิ ความเดือดร้อนท้ังต่อตนเอง และคนอน่ื ๆ อีกดว้ ย

3. ด้านการเมืองการปกครอง : เมื่อพลเมืองแต่ละคนจะรู้จักเคารพกฎหมาย รู้สิทธิหน้าที่
ของตนเอง ไม่ละเมิดสทิ ธิผ้อู ื่น จะทำให้การบริหารประเทศเปน็ ระบบและราบรน่ื มากยิ่งขนึ้

ทม่ี ารปู ภาพ : https://www.pinterest.com/nueprathanasaet/
ความสำคัญของการเปน็ พลเมืองดี

1. ความสำคัญในด้านการเมือง : ประชาธปิ ไตยจะประสบความสำเร็จไดป้ ระชาชนจะต้องเป็น
พลเมือง

2. ความสำคญั ในด้านเศรษฐกิจ : เกดิ ความเป็นธรรมในการผลิต การบรโิ ภค การกระจาย การ
แลกเปลี่ยนสินคา้ หรือบริการ นาํ มาซงึ่ ความกนิ ดีอยดู่ ีของคนในสงั คม

3. ความสำคญั ในดา้ นสังคม : สังคมมีความเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ย เกิดความรกั และความสามคั คี
ในหมู่คณะสมาชิกในสงั คมอยู่ร่วมกนั อยา่ งมีความสุข

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา ห น ้ า | 82

คณุ ลกั ษณะสำคัญของพลเมืองดี
1. เคารพกฎหมาย เพราะถือวา่ เป็นกฎเกณฑใ์ ห้เราอยรู่ ่วมกันได้อย่างสงบสขุ
2. เคารพสิทธิและเสรีภาพของผ้อู ืน่ ซงึ่ เปน็ หัวใจสำคญั ของระบอบประชาธิปไตย
3. เป็นบุคคลทมี่ คี วามรบั ผิดชอบต่อหน้าทีท่ งั้ ตอ่ ครอบครวั โรงเรียน ชมุ ชน สงั คมประเทศชาติ
4. มีเหตผุ ล และรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผู้อ่ืน เพราะการรับฟงั ความคิดเห็นท่ีหลากหลายจะทำ

เราเข้าใจกันได้มากขน้ึ รวมทั้งไดข้ อ้ สรุปรว่ มกนั ท่ีทกุ คนยอมรับและได้ประโยชน์
5. มคี ุณธรรมและจริยธรรมในการดำรงชีวิต เพราะถา้ เราคำนงึ ถงึ แค่กฎหมายแตข่ าดคุณธรรม

จรยิ ธรรม สังคมกอ็ าจจะวุ่นวายได้
6. ต้องกระตอื รอื รน้ ในการมีส่วนร่วมเพอ่ื จะป้องกันและแก้ปัญหาของชุมชน สงั คม และ

ประเทศชาติ โดยไม่คิดวา่ เป็นหน้าท่ขี องภาครฐั หรอื ของคนใดคนหนึ่งเทา่ นั้น
7. สนใจและกระตือรือร้นทีจ่ ะเขา้ ร่วมกจิ กรรมทางการเมอื งการปกครอง เพราะการเมอื งนนั้ มี

ผลกระทบต่อตัวเรารวมถึงคนทุกคน การมีส่วนร่วม เช่น การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การร่วมกันตรวจสอบ
การใช้อำนาจรฐั เปน็ ต้น

ความเป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตย
1. เคารพกฎหมายและกติกาของสังคม เช่น ปฏบิ ตั ติ ามกฎ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของสงั คม

ตามยดึ ม่นั ในหลกั นติ ิธรรม
2. เคารพสทิ ธเิ สรภี าพของตนเองและผอู้ ื่น เช่น ยึดหลักความเสมอ ภาคและเท่าเทยี มกันตามหลัก

ประชาธิปไตย ซ่ึงมไิ ดใ้ หผ้ ูห้ นงึ่ ผ้ใู ดมี สิทธิเหนอื ผู้อืน่
3. มีเหตผุ ลและรับฟงั ความคดิ ของผูอ้ ื่น ไดแ้ ก่ การแสดงความคิด อย่างมเี หตผุ ล การรบั ฟงั

ข้อคิดเห็นของผู้อื่น การยอมรับเมื่อผู้อื่นมี เหตุผลที่ดีกว่า การตัดสินใจโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
การเคารพ ระเบียบของสงั คม

4. มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ชุมชน สงั คม ประเทศชาตแิ ละ สังคมโลก คอื การมรี ะเบียบ
วินัย รับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความเสียสละ มีจิตสาธารณะ เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมและรักษาสา
ธารณสมบัติ

5. เขา้ ร่วมกิจกรรมการเมอื งการปกครอง เชน่ การกล้าเสนอความ คิดเห็นตอ่ สว่ นรวม
กล้าเสนอตนเองในการทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา การทำงานอย่างเต็ม
ความสามารถ เต็มเวลา และมีสว่ นรว่ มในการตรวจสอบอำนาจรัฐ

6. มสี ่วนรว่ มในการปอ้ งกัน แก้ไขปญั หาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เชน่
การส่งเสริมให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ การประหยัดอดออม การ
ซื่อสัตย์ สุจริต การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม การสร้าง งานและสร้างสรรค์
ส่ิงประดษิ ฐ์ใหม่ ๆ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 83

ที่มารูปภาพ : https://slideplayer.in.th/slide/17209849/

หน้าท่ีของพลเมือง ในบทบญั ญตั ริ ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2560 มาตรา 50 ได้
บญั ญัตโิ ดยระบวุ า่ บุคคลมีหน้าท่ี ดงั ต่อไปนี้

(1) พิทกั ษร์ ักษาไว้ซึง่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ

(2) ปอ้ งกนั ประเทศ พิทักษร์ ักษาเกียรติภมู ิ ผลประโยชน์ของชาตแิ ละสาธารณสมบัติของ
แผน่ ดิน รวมทงั้ ใหค้ วามรว่ มมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภยั

(3) ปฏิบตั ิตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
(4) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศกึ ษาภาคบงั คับ
(5) รับราชการทหารตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ
(6) เคารพและไมล่ ะเมิดสิทธแิ ละเสรีภาพของบุคคลอ่นื และไม่กระทำการใดท่ีอาจก่อให้เกิด
ความแตกแยกหรือเกลียดชงั ในสังคม
(7) ไปใชส้ ทิ ธเิ ลอื กต้ังหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถงึ ประโยชนส์ ว่ นรวมของประเทศ
เปน็ สำคัญ
(8) รว่ มมือและสนบั สนุนการอนรุ กั ษ์และคุ้มครองสง่ิ แวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความ
หลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม
(9) เสยี ภาษอี ากรตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ
(10) ไม่ร่วมมือหรอื สนบั สนนุ การทจุ ริตและประพฤติมชิ อบทุกรปู แบบ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 84

6. กิจกรรมการเรียนรู้

หนว่ ยที่ กจิ กรรมการจดั การเรียนรู้ สื่อ บรู ณาการ
เวลา พระบรมราโชบายด้าน

การศกึ ษา

4 ขนั้ นำเขา้ สู่บทเรยี น 15 นาที สอดคล้องกบั พระบรมรา
โชบายดา้ นการศกึ ษา
1. ครูกล่าวทักทายผู้เรียน
“แลกเปล ี ่ ยนเร ี ยนร ู ้ ถึ ง เรอ่ื ง “ความเปน็
เหตุการณ์บ้านเมืองใน พลเมืองดี”
ปัจจุบัน”
2. ให้ผ้เู รียนช่วยกนั ยกตัวอย่าง 15 นาที
“ลักษณะของพลเมืองดี สิทธิ
เสรีภาพ และหน้าที่ของคนไทย 10 นาที
ตามหลักรฐั ธรรมนูญ”
ขน้ั สอน

3. ครูแจกกระดาษขนาดA 4 1.กระดาษขนาดA 4
ใหผ้ ู้เรยี นคนละ 1 แผ่น 2.ปากกาลกู ลืน่ หรือ
พร้อมปากกาลูกล่นื หรือ ปากกาเคมี
ปากกาเคมีสีใดกไ็ ด้อีกคนละ
1 ดา้ ม
4. ครูสั่งใหผ้ เู้ รียนนำกระดาษ
วางทาบไปบนใบหนา้ ใน
แนวต้ัง พร้อมกับให้ผเู้ รยี นใช้
ปากกาทม่ี ีวาดตามโครงของ
ใบหน้าของตนเอง
5. เมอ่ื ได้รปู หนา้ แลว้ จงึ ให้
ผู้เรียนสามารถเติมแตง่ อวยั วะ
ส่วนตา่ งๆ บนโครงร่างใบหนา้
ของตนเองได้ตามอธั ยาศัย
6. เขยี นชือ่ เล่นของตนเอง ลง
ไปบนพน้ื ท่ีว่างด้านบน
7. ครตู ้ังคำถามใหผ้ ้เู รยี นคดิ
ตามวา่ “นยิ ามการเปน็

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจัดกจิ กรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 85

หนว่ ยที่ กจิ กรรมการจดั การเรียนรู้ ส่อื บรู ณาการ
เวลา พระบรมราโชบายดา้ น

การศกึ ษา

พลเมอื งดี” ควรตอ้ งมหี นา้ ที่ 10 นาที
อะไรบ้าง” 15 นาที
8. ครู ให้ผู้เรียนเลอื กหน้าท่ที ่ี
ตนเองเหน็ วา่ ควรต้องมีเปน็ 20 นาที
อนั ดับแรก มา 1 หนา้ ท่ี
จากนน้ั ให้เขยี นลงไปในพ้นื ที่
วา่ งของกระดาษแผน่ เดิม แต่
เปน็ ดา้ นหลงั พร้อมทัง้ เขียน
คำอธบิ าย และยกตัวอยา่ ง
ตามความคิดเหน็ ของตนเอง
9. ครูให้ผเู้ รียนทุกคนบอก กระดาน หรอื กระดาษฟ
หน้าทีท่ ตี่ นเองเลอื กไว้ จน รปิ ชารท์
ครบทุกคน
10. ครจู ัดกลมุ่ ผเู้ รียนโดยยดึ
หลกั รัฐธรรมนญู แห่ง
ราชอาณาจกั รไทย
พุทธศักราช 2560 หมวด 4
ว่าด้วยหนา้ ท่ีของปวงชนชาว
ไทยโดยเขยี นไวบ้ นกระดาน
หรอื กระดาษฟริปชาร์ท
11. ครูสั่งใหผ้ ้เู รียนไป
รวมกลมุ่ ตามทีค่ รูจดั กลุ่มให้
12. ให้ผ้เู รียนแต่ละกลมุ่ 1. กระดาษฟรปิ ชารท์
อภปิ รายแลกเปลี่ยน ในหัวข้อ 2. ปากกาเคมี
หน้าที่ทตี่ นเองเลือกมามี
ความสำคัญต่อตนเอง
ครอบครัว และสงั คมอยา่ งไร
13. ให้แต่ละกลมุ่ สรปุ หัวข้อ
หน้าทที่ ่ตี นเองพรอ้ มทงั้ เขยี น
ในรูปแบบแผนท่ีความคดิ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสริมคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 86

หน่วยที่ กิจกรรมการจดั การเรียนรู้ สือ่ บรู ณาการ
เวลา พระบรมราโชบายดา้ น

การศกึ ษา

แผนภมู ติ น้ ไม้ หรอื ในรูปแบบ 30 นาที
อนื่ ๆ ตามความสะดวกลงใน 30 นาที
กระดาษฟรปิ ชาร์ท
14. ใหผ้ ู้เรียนแตล่ ะคนบันทกึ 15 นาที
ข้อมลู ของตนเองก่อนการสรปุ 10 นาที
ลงไปในพื้นทวี่ ่างของกระดาษ
ด้านหลัง
15. ให้แตล่ ะกลมุ่ สง่ ตวั แทน
ออกมานำเสนอภาพรวมของ
หนา้ ท่ีของพลเมืองที่ดีทีต่ นเอง
เลือกไว้ กลุ่มละ 3-5 นาที
ขน้ั สรุป

16. ครูให้ผเู้ รยี นไปทำการ
เลอื กหนา้ ท่ขี องการเปน็
พลเมอื งทด่ี ีของเพ่อื นทต่ี นเอง
สนใจอยากใหม้ เี พิ่ม อกี 3
หัวขอ้ จากเพอื่ นภายใน
ห้องเรยี น
17. จดบันทึกเน้อื หานัน้ โดย
สรุป ใส่ลงพนื้ ทว่ี า่ งของ
กระดาษท่วี าดหน้าตนเองไว้
ดา้ นหลงั ของ จนครบท้งั 3
หัวขอ้ ของหน้าทขี่ องพลเมอื ง
18. ครูขออาสาสมัครจาก
ผ้เู รียนขน้ึ มานำเสนอหน้าที่
ของพลเมอื งทด่ี ี ทีผ่ ูเ้ รยี น
เลอื กมา พร้อมเหตผุ ล
19. ครใู หผ้ เู้ รียนเขียนบทสรปุ
ว่า จากการท่ีเลอื กหัวข้อหนา้ ที่
ของพลเมืองทดี่ ี 4 หัวข้อ “จะ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจดั กจิ กรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 87

หนว่ ยท่ี กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ส่ือ บรู ณาการ
เวลา พระบรมราโชบายดา้ น
ทำให้สังคมเปน็ อยา่ งไร” ลงใน
พ้ืนที่วา่ งบนกระดาษทมี่ รี ปู วาด การศกึ ษา
หน้าตนเอง
20. ใหผ้ ู้เรียนนำกระดาษรปู กระดาษกาว 5 นาที
หนา้ ตนเองไปติดตามพืน้ ท่ี
ตา่ งๆ ภายในห้อง และเยยี่ มชม 15 นาที
ตามอัธยาศัย
21. ครพู ูดคยุ แลกเปล่ียน และ
สอบถามความรู้สึกกบั ผู้เรียน
หลังจากการทีผ่ ู้เรียนไดร้ ่วม
กจิ กรรมหน้าทขี่ องพลเมืองที่ดี
และกลา่ วสรปุ ถึงเร่ืองของ
หนา้ ท่ขี องพลเมืองที่ดี ตาม
ระบอบการปกครองแบบ
ประชาธปิ ไตยอนั มี
พระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็
ประมุข

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจดั กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 88

เคร่อื งมอื วัดและประเมินผล(ดา้ นคุณลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค์)

กรอบการวัดและประเมิน

จดุ ประสงค์ ด้านทใี่ ช้วัด ระดับการวัด พฤติกรรม วธิ วี ดั เครือ่ งมือวัด
แบบสังเกต
KPA

ประพฤติตนในฐานะ / การสรา้ ง การแสดงออก การสังเกต

เปน็ พลเมืองดีตาม ลักษณะนิสยั

ระบอบประชาธิปไตย

เคร่อื งมอื การประเมิน แผนผงั การสรา้ งแบบสงั เกต

รายการ นิยาม

ประพฤติตนในฐานะเปน็ พลเมืองดตี ามระบอบ มีความเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผผ่ อู้ น่ื

ประชาธปิ ไตย รบั ฟังและยอมรบั ความคิดเห็นผู้อ่ืน

เคารพสิทธขิ องผู้อืน่

มคี วามรบั ผดิ ชอบในหน้าทีข่ องตนเอง

เกณฑก์ ารประเมิน 3 ระดับคะแนน 1
มคี วามเออ้ื เฟอื้ เผอื่ แผ่ผอู้ ื่น แบง่ ปนั สง่ิ ของ และ 2 แบ่งปนั สิง่ ของบา้ ง
ช่วยเหลอื ผู้อ่นื อยู่เสมอ เลก็ น้อย และ
รับฟังและยอมรบั ความ แบง่ ปนั ส่งิ ของ และ ชว่ ยเหลอื ผูอ้ น่ื นานๆ
คดิ เหน็ ผอู้ น่ื รับฟังผ้อู น่ื ด้วยความ ช่วยเหลือผูอ้ ื่นอยเู่ ปน็ ครั้ง
เคารพ และยอมรบั ความ บางครง้ั รบั ฟงั ผู้อืน่ ดว้ ยความ
เคารพสิทธิของผู้อ่ืน คิดเหน็ ทแ่ี ตกตา่ งของ เคารพ และยอมรบั
ผู้อืน่ ทกุ ครงั้ รับฟังผอู้ น่ื ดว้ ยความ ความคดิ เห็นที่แตกตา่ ง
มคี วามรบั ผดิ ชอบในหนา้ ท่ี ไมล่ ะเมิดสทิ ธิของผอู้ ื่น เคารพ และยอมรบั ความ ของผอู้ ่นื นานๆครั้ง
ของตนเอง เคารพสิทธิของผอู้ น่ื อยู่ คดิ เห็นทแี่ ตกต่างของผู้อนื่ ละเมิดสิทธขิ องผูอ้ ่นื
เสมอ เปน็ บางคร้งั บ้างเปน็ บางครัง้ และ
ไม่ละเมดิ สทิ ธิของผู้อ่ืน เคารพสิทธิของผู้อน่ื อยู่
ปฏบิ ัติหนา้ ท่อี ยา่ ง เคารพสิทธขิ องผอู้ ่นื อยู่ เป็นบางครัง้
สมบรู ณ์ และซอ่ื ตรงตอ่ เปน็ บางคร้ัง ปฏบิ ตั หิ นา้ ทไ่ี ม่
หนา้ ที่ของตนเองอยู่ สมบูรณ์ แต่มีความ
เสมอ ปฏบิ ัติหนา้ ทีส่ มบูรณ์เปน็ ซ่อื ตรงต่อหน้าที่ของ
บางครงั้ และซอื่ ตรงตอ่ ตนเอง
หน้าทีข่ องตนเองอยู่เป็น
ครัง้ คราว

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ

แนวการจดั กิจกรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 89

แบบสังเกต
คำชแี้ จง ครูผสู้ อนประเมนิ การปฏบิ ตั งิ านของนกั เรยี น

โดยทำเคร่ืองหมาย✓ลงในช่องที่ตรงกับระดบั คะแนน

รายการประเมิน ผลรวมคะแนน

มีความเอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่ผู้อื่น 12
รับฟังและยอมรับความ
คิดเห็นผู้อ่ืน
เคารพสิท ิธของผู้อ่ืน
ีมความรับผิดชอบใน
หน้า ี่ทของตนเอง
เลขท่ี ชอ่ื – สกุล

3 333

3 21321321321

ลงชอ่ื ......................................................ผู้ประเมิน
(......................................................)

ตำแหนง่ ..............................................
........../............../................

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา ห น ้ า | 90

ชอ่ื -สกุล นายวิรฬุ ห์ นาสุอินทร์ สถานศกึ ษา วิทยาลัยเทคนิคเขาวง

แผนการจัดการเรยี นรู้ หนว่ ยที่ 3
รหสั วิชา 20000-1002 วิชา งานซอ่ มเครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้า สอนครง้ั ที่ 5
ช่อื หน่วย งานบรกิ ารและซ่อมเคร่ืองใช้ไฟฟา้ ทใ่ี ห้พลงั งานความรอ้ น ชัว่ โมงรวม 72
จำนวนช่ัวโมง 4

1. ชื่อเร่ือง งานบริการและซอ่ มเคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าทใี่ ห้พลังงานความรอ้ น

1) โครงสรา้ งของเคร่ืองใช้ไฟฟา้ ทใี่ ห้พลังงานความรอ้ นชนิดตา่ ง ๆ
2) หลกั การทำงานของเคร่อื งใช้ไฟฟ้าทใี่ ห้พลังงานความรอ้ นชนดิ ต่าง ๆ
3) การตรวจสอบหาสาเหตุข้อบกพร่องของเครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ที่ให้พลงั งานความร้อนชนิดต่าง ๆ
4) การซ่อมบำรงุ รักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลงั งานความร้อนชนดิ ตา่ ง ๆ

2. สาระสำคัญ

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน หมายถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็น
พลังงานความร้อนและนำความร้อนไปใช้ประโยชน์ โดยการให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความร้อน ที่
เป็นโลหะผสมของนิกเกิล เหล็กและโครเมียม มีคุณสมบัติทนความร้อนสูง และไม่รวมตัวกับออกซิเจน
พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนแล้วถ่ายเทพลังงานความร้อนไปยังภาชนะเพื่อนำไปใช้
ตามวตั ถุประสงคก์ ารใช้งาน

3. สมรรถนะประจำหนว่ ย

3.1 แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการทำงานและโครงสร้างของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความ
รอ้ นชนดิ ตา่ ง ๆ

3.2 ตรวจสอบหาสาเหตุข้อบกพร่องของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อนตามชนิดของ
เครือ่ งใช้ไฟฟา้

3.3 ซอ่ มบำรุงรักษาเคร่ืองใช้ไฟฟ้าทใ่ี หพ้ ลังงานความร้อนตามชนดิ ของเคร่ืองใช้ไฟฟ้า

4. จุดประสงค์การเรียนรู้

4.1 ด้านความรู้
4.1.1 ตรวจหาสาเหตุข้อบกพร่องเคร่ืองใช้ไฟฟ้าที่ให้พลงั งานความร้อน
4.1.2 บอกเหตผุ ลสาเหตุข้อบกพร่องของเคร่ืองใช้ไฟฟา้ ที่ให้พลังงานความร้อน
4.1.3 ลงความคดิ เห็นเคร่ืองใช้ไฟฟ้าท่ใี ห้พลงั งานความรอ้ นหลังซ่อมเปรยี บเทยี บกับ

มาตรฐาน

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศกึ ษำ

แนวการจดั กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา ห น ้ า | 91

4.2 ดา้ นทกั ษะ
4.2.1 สามารถตรวจสอบหาสาเหตุข้อบกพร่องของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน

ตามชนิดของเคร่อื งใชไ้ ฟฟ้า
4.2.2 สามารถซ่อมบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อนตามชนิดของ

เคร่ืองใชไ้ ฟฟา้

4.3 ดา้ นคณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความละเอียดรอบคอบ มีความรับผิดชอบ การทำงาน

ร่วมกบั ผู้อ่ืน และมคี วามปลอดภัยในการทำงาน

5. เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

เครื่องใชไ้ ฟฟา้ ท่ีใหพ้ ลังงานความรอ้ น เป็นเครื่องใชไ้ ฟฟา้ ทีเ่ ปลย่ี นพลงั งานไฟฟ้าเปน็ พลงั งาน
ความรอ้ น เช่น หมอ้ หงุ ขา้ วไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า เตาไฟฟ้า เตารีดไฟฟ้า หม้อต้มนำ้ ไฟฟ้าเคร่ืองเป่าผม
เครือ่ งปิ้งขนมปังไฟฟ้า เปน็ ต้น

ภาพ เครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าทใี่ ห้ความรอ้ น

ทม่ี า :http://www.digitalschool.club/digitalschool/science1_2_2/science20/
morescience/page4.php

โครงสรา้ งของเครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าทีใ่ ห้พลงั งานความรอ้ น
ส่วนประกอบสำคัญของเคร่ืองใชไ้ ฟฟา้ ที่ใหพ้ ลังงานความร้อน มีดังน้ี

1. ขดลวดความร้อนหรือแผ่นความร้อน (Heater) เส้นลวดที่ใช้เป็นขดลวดความร้อน
ของเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้เรียกว่า นิโครม (Nichrome) ซึ่งทำมาจากโลหะผสมระหว่าง นิกเกิล
(Nickel) ประมาณร้อยละ 60 โครเมียม (Chromium) ประมาณร้อยละ 15 และเหล็ก (Iron) ประมาณ
ร้อยละ 25 มีความต้านทานสูงและจุดหลอมเหลวสูงซึ่งทำให้ขดลวดไม่ขาดเมื่อเกิดความร้อนขึ้น ลวด
นิโครมจะมีความตา้ นทานมากกว่าลวดทองแดงประมาณ 50 เท่า

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศกึ ษำ

แนวการจัดกจิ กรรมส่งเสริมคณุ ธรรม จริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 92

ภาพ ขดลวดความร้อนหรือแผน่ ความร้อน (Heater)
ที่มา : https://shorturl.asia/nZbxy

2. สวติ ช์ความรอ้ นอตั โนมตั ิ (Thermostat) ทำหนา้ ท่คี วบคมุ อณุ หภูมใิ ห้คงท่ี เทอรโ์ มส
ตัดประกอบดว้ ยแผ่นโลหะ 2 ชนดิ ซึง่ มีความสามารถในการขยายตวั ต่างกันเม่ือได้รับความร้อน เช่นแผ่น
เหล็กกับทองแดงและแผน่ เหล็กกบั ทองเหลืองซ่ึงเรียกว่าแผน่ โลหะค่เู ช่นกรณแี ผ่นโลหะคู่ที่ประกอบด้วย
เหล็กและทองเหลือง เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านแผ่นโลหะทั้งสองชนิดจะเกิดความร้อนขึ้น ทำให้แผ่น
โลหะทั้งสองชนดิ นี้เกิดการขยายตัวเกดิ การโค้งงอขึ้น ส่งผลให้หน้าสัมผัสหรือคอนแทกตท์ ีต่ อ่ วงจร แยก
ออกจากกนั

ภาพ การทำงานของเทอรโ์ มสตัท
ที่มา : https://shorturl.asia/NBDrx

เทอร์โมสตัท มีส่วนประกอบเป็นโลหะต่างชนิดกัน 2 แผ่นประกบกัน เมื่อได้รับความร้อน จะ
ขยายตัวได้ต่างกนั เชน่ เหล็กกบั ทองเหลือง โดยให้แผ่นโลหะท่ีขยายตัวได้น้อย (เหลก็ ) อยดู่ ้านบน ส่วน
แผ่นโลหะท่ขี ยายตวั ได้มาก (ทองเหลอื ง) อย่ดู ้านล่าง เม่อื กระแสไฟฟ้าไหลผ่านแผน่ โลหะท้ังสองมากข้ึน
จะทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นจนแผ่นโลหะทั้งสองโค้งงอ เป็นเหตุให้จุดสัมผัสแยกออกจากกัน เกิดเป็นวงจร
เปิด กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านไม่ได้ และเมื่อแผ่นโลหะทั้งสองเย็นลงก็จะสัมผัสกันเหมือนเดิม เกิดเป็น
วงจรปิด กระแสไฟฟา้ จึงไหลผา่ นแผ่นโลหะท้งั สองไดอ้ ีกครัง้ วนเวียนเช่นนเ้ี รื่อยไป

หลักการทำงานของเครือ่ งใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อนชนิดตา่ ง ๆ
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน มีหลักการคือเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านความต้านทาน
ไฟฟ้าสูง พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ดังนั้น จึงให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวด

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชวี ศึกษำ

แนวการจัดกจิ กรรมส่งเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรมในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา ห น ้ า | 93

นิโครมหรือแผ่นความร้อนซึ่งมีความต้านทานไฟฟ้าสูง พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน
มากแล้วถา่ ยเทพลงั งานความรอ้ นไปยงั ภาชนะ

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน ใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นหลายเท่า
กระแสไฟฟ้าที่ผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้มีปริมาณมากจึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เช่น คอย
ตรวจสอบสภาพของสายไฟ และเตา้ เสยี บให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอเพ่ือป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า
รั่ว ขณะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าควรดูแลใกล้ชิด และอย่าใช้ใกล้กับสารไวไฟ เมื่อเลิกใช้แล้วต้องถอดเต้าเสียบ
ออกทุกครงั้

การตรวจสอบหาสาเหตุข้อบกพรอ่ งของเครื่องใช้ไฟฟ้าทใี่ หพ้ ลังงานความรอ้ นชนิดต่าง ๆ
1. หลกั ปฏิบตั ใิ นการซอ่ มบำรุงเครอื่ งใช้ไฟฟา้ ทีใ่ หพ้ ลงังานความรอ้ น
1) ตรวจสภาพภายนอกทว่ั ไป โดยการสัมผัส ดมกลนิ่ ฟงั เสียง
2) เมื่อพบจดุ บกพรอ่ งแลว้ กใ็ หต้ รวจสอบจุดนนั้ ใหล้ ะเอียดอีกครั้ง
3) จุดต่อสายไฟฟา้ ใหต้ รวจสอบกอ่ น จดุ ทีเ่ ปน็ สกรหู รอื สลักเกลียว ขันใหแ้ น่น
4) ตรวจสอบให้แน่ใจวา่ เครื่องใช้ไฟฟา้ ไมไ่ ดก้ ำลงั ตอ่ อยู่กบั แหล่งจ่ายไฟฟ้า
5) ตรวจสอบอุปกรณ์ท่ีทำงานเก่ียวขอ้ งกบั ระบบไฟฟ้าเป็นอนั ดบั แรก ๆ
6) ก่อนทำการแยกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้บันทึกหรือทำเครื่องหมายเสียก่อน เพื่อ

เวลาประกอบจะไดไ้ ม่ผิดพลาด
7) ช้นิ ส่วนบางชนิดเมือ่ ถอดออกมาแล้ว ไม่สามารถซ่อมไดต้ ้องเปลยี่ นเปน็ ของใหม่
8) การประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าที่เดิม ให้ทำความสะอาดและตรวจสภาพให้

เรียบรอ้ ย เมือ่ ประกอบเสรจ็ ใหท้ ดลองการทำงานก่อนเพ่อื ความถูกตอ้ งและปลอดภยั
2. การตรวจสอบหาสาเหตุขอ้ บกพร่องของกระทะไฟฟ้า
ในการตรวจซ่อมเคร่ืองใช้ไฟฟ้าท่ีให้พลังงานความร้อน เมือ่ ทราบถึงอาการขัดขอ้ ง เช่น

ไม่ร้อน หรือลงกราวด์ การตรวจซอ่ มมีลำดับขนั้ ตอน หรือจดุ ตรวจท่สี ำคัญ 3 จุดหลัก ดังต่อไปน้ี
1) สายไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง ชุดสายไฟฟ้าท่ีต่อเข้ามายังวงจรเคร่ืองใช้ไฟฟ้า

ได้แก่ เต้าเสยี บ สายไฟ ข้ัวต่อสายไฟ
2) อปุ กรณ์ทำใหเ้ กิดความรอ้ นของกระทะไฟฟา้ คอื ลวดความรอ้ น (Heater)
3) ชุดควบคุมความรอ้ น คือ ชดุ ควบคมุ ความรอ้ นอตั โนมัติ

สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ


Click to View FlipBook Version