ต. ท่ี 2 เตรียมเนื้อหา เนื้อหาเป็นส่ิงสาคัญท่ีสุดในการนาเสนองาน ถ้าไม่มีเนื้อหาการ
นาเสนองานก็เกิดข้ึนไม่ได้ การเตรียมเนื้อหา คือการกาหนดว่าเนื้อหาท่ีนาเสนอมีประเด็นใดบ้าง
ควรมีการจัดลาดับเน้ือหาอย่างไร เนื้อหาเป็นสิ่งสาคัญในการนาเสนอ ผู้นาเสนอจะต้องมีความรู้
ความเข้าใจเน้ือหาที่ตนนาเสนอเป็นอย่างดี เรียกว่า รู้ลึก รู้จริงในส่ิงท่ีพูด เม่ือเรารู้และเข้าใจใน
ส่ิงที่เรานาเสนอ จะทาให้เราสามารถถ่ายทอดข้อมูลให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังท่ี Albert
Einstein กล่ าวไว้ว่า “ If you can’t explain it simply, you don’t understand it well
enough”
ก่อนท่ีจะเตรียมเน้ือหา ผู้นาเสนอควรกาหนดจุดมุ่งหมายในการนาเสนอและศึกษาข้อมูล
ผู้ฟัง เพ่ือเป็นการกาหนดทิศทางการนาเสนอ การกาหนดจุดมุ่งหมายเป็นการตอบคาถามที่ว่า
“ทาไมถึงต้องนาเสนองาน” ผูน้ าเสนอคาดหวังวา่ จะเกิดผลอะไรจากการนาเสนอ เช่นเพื่อให้ขอ้ มูล
ข่าวสาร เพื่อจูงใจ เพื่อขายหรือเพ่ือสอน เป็นต้น ในการนาเสนองานผู้นาเสนอทุกคนควรจะ
กาหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการนาเสนอ ซ่ึงการวัดความสาเร็จของการนาเสนองาน
สามารถพจิ ารณาได้จากผลของการนาเสนอน้ันวา่ ตอบสนองตอ่ วตั ถปุ ระสงคท์ ี่ตั้งไวห้ รือไม่
การศึกษาผู้ฟัง ในการนาเสนองาน ผู้นาเสนอควรที่จะทราบล่วงหน้าว่าใครจะเข้าร่วมฟัง
บา้ ง หากร้จู ักกลุ่มผฟู้ ังดีเท่าไรก็จะสามารถนาเสนองานให้เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังได้ง่ายขึน้ เทา่ น้ัน ผู้ฟังจะ
มีความหลากหลายทั้งทางด้านภูมิหลัง ลักษณะทางจิตวิทยา ที่สาคัญควรวิเคราะห์ความต้องการ
ของผู้ฟัง (Audiences ’ need) ว่าผู้ฟังจาเป็นต้องรู้อะไรบ้างและผู้ฟังต้องการรู้อะไรบ้างจากการ
นาเสนอ ปัญหาหน่ึงของการนาเสนองานคือการไม่นาเสนอในส่ิงท่ีผู้ฟังต้องการท่ีจะได้ฟัง หาก
นาเสนอแต่เพยี งสิง่ ท่ีผู้ฟงั จาเปน็ ต้องรู้ โดยไม่คานงึ วา่ ผู้ฟงั ตอ้ งการรอู้ ะไรบ้าง เม่อื นาเสนอเสรจ็ อาจ
ทาให้ผู้ฟังเกิดคาถามค้างในใจถึงสิ่งท่ีต้องการจะรู้แต่ไม่ได้รู้ การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ฟัง
จะทาให้มีข้อมูลเพื่อใช้ในการกาหนดแนวทางและวิธีการที่ถกู ต้องในการนาเสนอแก่ผฟู้ ังแต่ละกลุ่ม
ท่แี ตกตา่ งกัน ทั้งในด้านความคาดหวงั และเหตุผลของผู้ฟังท่มี ีต่อการนาเสนอนัน้ ๆ การนาเสนอท่ีดี
ทส่ี ดุ คอื การนาเสนอด้วยวิธีการและแนวทางท่ถี ูกใจผฟู้ ัง
การเตรียมเนื้อหา ผู้นาเสนอควรเขียนโครงร่างเน้ือหาโดยแบ่งเน้ือหาออกเป็น 3 สว่ น ตาม
โครงสรา้ งเนือ้ หาไดแ้ ก่ การเปดิ (Opening) เน้ือหาหลัก (Body) และ การปิด (Closing)
การเปดิ (Opening) คอื การดงึ ดูดความสนใจจากผู้ฟงั และทาให้ผฟู้ ังสนใจ
ตดิ ตามเนื้อหา การเปิดท่ีดจี ะสร้างความน่าเชือ่ ถอื ให้กบั ผู้นาเสนอ ผูพ้ ูดท่ไี ม่มีประสบการณ์มักจะ
เริม่ ตน้ ด้วยการกล่าวคาขอโทษในเรื่องท่ีแสดงถึงความไมม่ ่ันใจและไมพ่ ร้อม เชน่ ขอโทษท่มี าสาย ,
96 | P a g e
งานยงั ไมเ่ รียบร้อย ,ไมเ่ คยนาเสนอมาก่อน หรือรูส้ ึกตนื่ เตน้ มาก ซึ่งถือเป็นการเรม่ิ ต้นที่ไม่ดี เพราะ
ผูฟ้ งั จะตัดสนิ ผู้นาเสนอต้งั แต่การเริม่ ตน้ การนาเสนอ ถ้าเรม่ิ ต้นไม่ดี จะเป็นการลดความน่าเช่ือถือ
ของผู้นาเสนอ
การกล่าวเปดิ ที่ดนี นั้ ควรคานงึ ถงึ ส่งิ ต่อไปน้ี
• สามารถดงึ ดดู ความสนใจจากผูฟ้ ัง
• กล่าวถงึ ประเด็นสาคัญเป็นหลักแต่สามารถเสนอภาพรวมของเนอื้ หาทงั้ หมด
• ชีใ้ หเ้ ห็นถงึ ประโยชนท์ ผ่ี ู้ฟังจะได้รบั จากการนาเสนอ
• ทาให้ผฟู้ ังเกิดความเชื่อถือและมนั่ ใจผู้นาเสนอ
เนื้อหาหลัก (Body )ในช่วงกลางของการนาเสนอเป็นช่วงที่เหมาะสาหรับการนาเสนอ
รายละเอยี ด แต่ผู้พูดควรระมัดระวงั ไม่ให้ผ้ฟู ังเกิดความเบื่อหนา่ ย จากกราฟท่ี 1 แสดงผลการวิจัย
ทางจิตวิทยาในเร่ืองระดับความสนใจของผู้ฟัง กับระยะเวลาในการนาเสนองาน โดยศึกษาการ
นาเสนองานที่ใชร้ ะยะเวลาทั้งส้นิ 40 นาที พบว่าช่วงเวลา 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟงั จะอยู่
ในระดับที่สูง หลังจากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อยๆ จนกระท่ังประมาณ 30 นาที ระดับ
ความสนใจจะอยู่ในระดับต่าสดุ และจะเรมิ่ สงู ข้นึ อีกคร้งั เมอ่ื ใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย
การปิด (Closing) การปิดมีความสาคัญเทา่ กับการเปิด ซ่งึ ถอื เป็นโอกาสสุดท้ายที่ผนู้ าเสนอ
จะสามารถสร้างความจดจาและความประทับใจให้เกิดข้ึนกับผู้ฟัง ผู้นาเสนอจาเป็นต้องวาง
แผนการพูด ควรกล่าวย้าและทบทวนถึงวัตถุประสงค์ในการนาเสนอและสรุปประเด็นที่สาคัญ
รวมทั้งแนวคดิ หลักๆ ซง่ึ เชอ่ื มโยงเนือ้ หาทุกส่วนเข้าดว้ ยกัน
นอกจากจะเตรียมเนื้อหาแล้ว ผู้นาเสนองานควรเตรียมตัวสาหรับการตอบคาถาม โดย
คาดการณ์ล่วงหน้าเก่ียวกับคาถามท่ีผู้ฟังจะถาม และเตรียมคาตอบให้พร้อมกับทุกคาถาม ซ่ึงการ
คาดการณ์ล่วงหน้าเกิดขน้ึ ได้จากการศึกษาผู้ฟัง และจากประสบการณ์ของผู้นาเสนอ นอกจากนั้น
การคิดบวกต่อการถามคาถามจะชว่ ยสร้างความเช่ือมั่นในการตอบคาถาม ผู้นาเสนอไม่ควรมองว่า
การถามคาถามของผู้ฟังเป็นการจับผิดไม่ไว้ใจหรอื มอี คติกับผนู้ าเสนอ พยายามมองคณุ คา่ ของการ
ถามคาถามว่า การตอบคาถามเป็นโอกาสที่ได้อธิบายหรือตอกย้าประเด็นสาคัญ และท่ีสาคัญการ
ตอบคาถามเป็นวิธีการที่จะสร้างความน่าเช่ือถือให้กับตัวผู้นาเสนอ เพราะเป็นการแสดงว่าผู้
นาเสนอมคี วามรอบรู้ในเรอ่ื งที่นาเสนอ
97 | P a g e
3. เตรียมส่ือ การนาเสนองานโดยการพูดหรือบรรยายให้ผู้ฟังฟังแต่เพียงอย่างเดียว
บางครั้งอาจจะไม่สามารถส่ือความหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะ
ความยากของเนื้อหาท่ีนาเสนอหรือ ความสามารถในการอธิบายของผู้นาเสนอไม่ดีพอ ดังน้ันการ
แก้ไขปญั หาดังกล่าวได้ ก็ดว้ ยการใชส้ ื่อประกอบในการนาเสนอ
ส่ือทใี่ ชป้ ระกอบในการนาเสนอเชน่ ภาพถา่ ย แผนภูมิ แผนภาพ คลปิ ภาพ คลปิ เสยี ง เป็นต้นจาก
เทคโนโลยีท่ีพัฒนาก้าวไกลในปัจจุบัน ทาให้สื่อท่ีใช้ในการนาเสนอมีลูกเล่น มีความน่าสนใจมาก
ขึ้น ประกอบกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการออกแบบสื่อสามารถใช้งานได้ง่ายและ
สะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน ผู้นาเสนอบางคนจึงให้ความสาคัญในการเตรียมส่ือ มากกว่าการ
เตรียมเนื้อหา ประกอบกับความเช่ือว่าหากนาเสนอด้วยส่ือท่ีดูดี เทคนิคหลากหลาย จะทาให้การ
นาเสนอสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ ความเชื่อดังกล่าวมีความถูกต้องแต่ไม่ถูกทั้งหมด
เพราะหากผู้นาเสนอนาเสนอด้วยส่ือที่สวยงาม โดยไม่มีความรู้ ความเขา้ ใจในเรื่องท่ีนาเสนอ ก็จะ
ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ ดังนั้นการใช้สื่อในการนาเสนอพึงระลึกเสมอว่าให้สื่อเป็น
พระรอง ท่ชี ว่ ยเสรมิ ความเขา้ ใจในเนือ้ หา ผู้นาเสนอจะตอ้ งเป็นตวั เอกในการนาเสนอ
เทคนิค 3 ต.การเตรยี มกายและใจ การเตรยี มเน้ือหา และการเตรียมสอื่ จะช่วยลดความ
วิต ก กั งวล ใน ก ารน าเส น อ งาน ท าให้ ผู้ น าเส น อ มี ค วาม พ ร้อ ม ท่ี จ ะ ส่ื อ ส ารอ ย่ างมี
ประสิทธิภาพ สามารถสร้างความประทับใจและความน่าเช่ือถือให้เกิดขึ้น และหลังจากการ
นาเสนอผู้นาเสนอควรมีการประเมินตนเอง หากผู้นาเสนอมองย้อนกลับไป และประเมินในสิ่งที่
ทาได้ดีและสิ่งที่ทาได้ไม่ดี รวมถึงพิจารณาสาเหตุของปัญหาก็จะทาให้การนาเสนองานครั้งต่อไปมี
ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังคากล่าวของวินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่ว่า “ The farther backward you can
look, the farther forward you are likely to see” ยิ่งสามารถมองไปข้างหลังได้ไกลเพียงใด
ก็จะยิง่ มโี อกาสเหน็ ข้างหนา้ ไดไ้ กลเพียงนนั้
หลกั การออกแบบของ ADDIE model
ADDIE Model เป็นกระบวนการพัฒนารูปแบบการสอนที่นักออกแบบการเรียนการสอน
และนักพัฒนาการฝึกอบรมนิยมใช้กัน ซ่ึง ADDIE Model มีลาดับการพัฒนาเป็น 5 ขั้น ซ่ึง
ประกอบด้วย การวิเคราะห์ (Analysis) การออกแบบ (Design) การพัฒนา (Development)
การนาไปใช้ (Implemen tation) และการประเมินผล (Evaluation) ซึ่งแต่ละขั้นตอนเป็น
แนวทางท่ีมลี ักษณะที่ยืดหยนุ่ เพอื่ ใหส้ ามารถนาไปสร้างเป็นเคร่ืองมือได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
98 | P a g e
ADDIE Model เป็นระบบการออกแบบการสอน การออกแบบรูปแบบการสอน
ส่วนมากในปัจจุบันเป็นลักษณะท่ีเปลี่ยนแปลงมาจาก ADDIE Model รูปแบบอื่นไม่ว่าจะเป็น
Dick & Carey, Kemp ISD Model สง่ิ หน่ึงที่เป็นทย่ี อมรับกันท่วั ไปในการปรับปรุงรูปแบบคือการ
ใช้หรือเริ่มจากรปู แบบดังเดิม ซ่ึงนี้เป็นแนวคิดท่ียอมรับกันมาอย่างต่อเนื่องหรอื เป็นข้อมูลสะท้อน
ที่ได้รับเพ่ือการพัฒนารูปแบบในขณะที่วัสดุการสอนถูกสร้างข้ึน รูปแบบนี้พยายามทาให้
ประหยัดเวลาและคา่ ใชจ้ ่ายโดยการเข้าใจปัญหาทต่ี ้องการแก้ไข
ทฤษฎีการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่มีบทบาทสาคัญในการออกแบบวัสดุ หรอื ส่ือการเรียนการสอน
ตัวอย่างเช่นทฤษฎี Behaviorism, Constructivism, social learning และ Cognitivism ทฤษฎี
เหล่านี้ช่วยในการสร้างรูปแบบและกาหนดสื่อการสอน ใน ADDIE model แต่ละขั้นตอนจะมี
ผลลัพทท์ ี่จะนาไปส่ขู ้ันตอนต่อไป ซึง่ มรี ายละเอยี ดดังนี้
99 | P a g e
ข้ันที่ 1 ข้ันวิเคราะห์ (Analysis Phase)
ในข้ันน้ีเป็นการทาความเข้าใจปัญหาการเรียนการสอน เป้าหมายของรูปแบบการสอน
และวัตถุประสงค์ท่ีจะสร้างข้ึนตลอดจนสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และความรู้พ้ืนฐานและทักษะ
ของผู้เรยี นท่ีจาเป็นตอ้ งมี โดยพิจารณาจากคาถามเพอื่ การวเิ คราะหด์ ังน้ี
- ใครคือกล่มุ เปา้ หมายและเขาต้องมคี ุณลักษณะอย่างไร
- ระบพุ ฤติกรรมใหมท่ ่ีคาดหวังวา่ จะเกดิ ขน้ึ กบั ผ้เู รยี น
- มีข้อจากดั ในการเรียนร้ทู ีม่ ีอยอู่ ะไรบ้าง
- อะไรทเี่ ปน็ ทางเลือกสาหรบั การเรียนรู้ท่ีมีอยู่บ้าง
- หลักการสอนท่พี ิจารณาเปน็ แบบไหน อย่างไร
- มชี ว่ งเวลาการพฒั นาเป็นอยา่ งไร
ขน้ั ที่ 2 การออกแบบ (Design Phase)
ขั้นตอนการออกแบบประกอบด้วย การสร้างจุดประสงค์การเรียนรู้ กาหนดเครื่องมือวัด
ประเมินผล แบบฝึกหัด เน้ือหา วางแผนการสอน และเลือกสื่อการสอน ข้ันตอนการออกแบบควร
จะทาอย่างเป็นระบบและมีเฉพาะเจาะจง โดยความเป็นระบบน้ีหมายถึงตรรกะ มีระเบียบแบบ
แผนของการจาแนก การพัฒนา และการประเมินแผนยุทธวิธีที่วางไว้เพ่ือให้บรรลุเป้าหมาย
สาหรับความเฉพาะเจาะจงหมายถึงแต่ละองค์ประกอบของการออกแบบรูปแบบการสอนจะต้อง
เอาใจใส่ทุกรายละเอียด ซงึ่ มขี นั้ ตอนดังน้ี
- จาแนกเอกสารของการออกแบบการสอนให้เป็นหมวดหมู่ทั้งด้านเทคนิคยุทธวิธีใน
การออกแบบการสอนและสือ่
- กาหนดยุทธศาสตร์การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมท่ีคาดหวังในแต่ละ
กล่มุ (cognitive, affective, psychomotor)
- สร้างสตอรีบอร์ด
- ออกแบบ User interface และ User Experiment
- สรา้ งส่อื ต้นแบบ
100 | P a g e
ข้นั ที่ 3 ขั้นการพัฒนา (Development Phase)
ขั้นตอนการพัฒนาคือข้ันท่ีผู้ออกแบบสร้างส่วนต่างๆ ที่ได้ออกแบบไว้ในข้ันของการ
ออกแบบซ่ึงครอบคลุมการ สร้างเคร่ืองมือวัดประเมินผล สร้างแบบฝึกหัด สร้างเนื้อหา และการ
พัฒนาโปรแกรมสาหรับสื่อการสอน เมื่อเรียบร้อยทาการทดสอบเพ่ือหาข้อผิดพลาดเพื่อนาผลไป
ปรบั ปรุงแกไ้ ข
ขัน้ ที่ 4 ขนั้ การนาดาเนินการ (Implementation Phase)
ในขั้นตอนการดาเนินการนี้ หมายถึงขั้นของการสอนโดยอาจจะเป็นรูปแบบช้ันเรียน
การฝึกอบรม หรือห้องทดลอง หรือรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ โดยจุดมุ่งหมาย
ของข้ันตอนนี้คือการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะต้องให้การส่งเสริมความเข้าใจ
ของผู้เรยี นสนบั สนนุ การเรียนรอบรูข้ องผู้เรียนตามวัตถุประสงคต์ ่างๆทต่ี งั้ ไว้
ขน้ั ที่ 5 ขั้นการประเมินผล (Evaluation Phase)
ขัน้ การประเมินผลประกอบดว้ ยสองส่วนคือการประเมินผลรูปแบบ (Formative) และ
การประ เมินผลในภาพรวม (Summative) การประเมินผลรูปแบบคือการนาเสนอในแต่ละข้ัน
ของ ADDIE Process ซึ่งเป็นการประเมินผลเพื่อพัฒนา และการประเมินผลในภาพรวมจะทาเมื่อ
การสอนเสร็จสิ้นเพ่ือประเมินผลประสิทธิผลการสอนทั้งหมดข้อมูลจากการประเมินผลรวมโดย
ปกติมกั จะถูกใชเ้ พอื่ การตัดสินใจเก่ยี วกบั รปู แบบการสอน
101 | P a g e