ก
โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) ตระหนักและเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษา ซึ่งแผนการศึกษาแห่งชาติยังได้กำหนดเป้าหมายไว้ 2 ด้าน คือ เป้าหมายด้านผู้เรียน
(Learner aspirations) โดยมงุ่ พัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษ
ท่ี 21 (3Rs 8Cs) ซึ่งประกอบด้วยทักษะและคุณลักษณะดังต่อไปนี้ 3Rs ได้แก่ การอ่านออก
(Reading) การเขียนได้ (Writing) และคิดเลขเป็น (Arithmetic) 8Cs ได้แก่ ทักษะด้านการคิด
อย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving)
ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ทักษะด้านความเข้าใจต่าง
วัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ (Cross – Cultural Understanding) ทักษะด้านความร่วมมือ การ
ทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , Teamwork and Leadership) ทักษะด้านการ
สื่อสาร สารสนเทศ และการรู้เท่าทันสื่อ (Communications, Information and Media Literacy)
ทักษะด้านคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร (Computing and ICT Literacy)
ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and Learning Skills) และความมีเมตตา กรุณา
มวี นิ ัย คุณธรรม จริยธรรม (Compassion) โดยการที่จะพัฒนานักเรียนได้นั้น ต้องส่งเสริมให้ครู
มีพัฒนาการจดั การเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21 นับวา่ เปน็ เรื่องทสี่ ำคัญมาก
คู่มือการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนเทศบาล ๕
(บ้านตลาดเก่า) เล่มน้ีได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ใหส้ อดคล้องกับทักษะการเรียนรู้ใน
ศตวรรษท่ี 21
ผู้จัดทำหวงั เป็นอย่างย่ิงว่า คมู่ ือการพัฒนาครูด้านการจัดการเรยี นรูใ้ นศตวรรษที่ 21 ของ
ครูโรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) จะช่วยเติมเต็มความรู้ความเข้าใจที่จะเป็นประโยชนส์ ำหรบั
การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนไดเ้ ปน็ อย่างดี และขอขอบคุณ ผู้อำนวยการสำนักการศกึ ษา เทศบาล
นครยะลา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะครูโรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) ที่ได้ให้
คำแนะนำในการจัดทำคู่มือการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียน
เทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) ฉบบั น้สี ำเร็จเรยี บรอ้ ยดว้ ยดี
ศวิ พร ยนื ชนม์
ข
เรื่อง หนา้
คำนำ ก
สารบญั ข
คำชแี้ จง 1
การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาของประเทศไทย 2
หลกั การสำคัญของการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 4
ทศิ ทางการพฒั นาการศกึ ษาในศตวรรษท่ี 21 5
การจัดการศกึ ษาในศตวรรษท่ี 21 8
คุณลกั ษณะสำคญั ของผเู้ รียนในศตวรรษท่ี 21 9
ทักษะการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 10
11
- ทกั ษะด้านการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ และทกั ษะในการแก้ปัญหา (Critical Thinking and
Problem Solving) 19
22
- ทกั ษะดา้ นการสรา้ งสรรค์และนวตั กรรม (Creativity and Innovation) 26
- ทกั ษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross – cultural Understanding) 31
- ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผ้นู ำ (Collaboration, Teamworkand Leadership)
- ทกั ษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และการรู้เท่าทนั ส่อื (Communications, Information 36
37
and Media Literacy) 37
- ทกั ษะด้านคอมพิวเตอรแ์ ละ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร (Computing and ICT Literacy) 39
- ทักษะอาชพี และทักษะการเรียนรู(้ Career and Learning Skills) 40
- ความมเี มตตา กรุณา มวี ินัย คณุ ธรรม จริยธรรม (Compassion) 40
รปู แบบการจัดการเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21 41
- การเรียนรู้โดยใชก้ รณตี วั อย่าง (Case Based Studies) 43
- การสอนทีเ่ น้นผูเ้ รียนเป็นสำคัญ (Child Center) 44
- การจดั การเรยี นการสอนแบบซปิ ปา (CIPPA Model) 46
- การจดั การเรยี นร้แู บบสรา้ งสรรค์ความรู้ (Constructivism) 47
- การจัดการเรียนรู้เพื่อพฒั นาการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ (Critical Thinking) 48
- การจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ (Cooperative Learning) 50
- การจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงาน (Project Approach) 53
- การจัดการเรยี นรู้เชิงรกุ (Active Learning)
บรรณานกุ รม
ประวตั ิผู้จดั ทำ
1
คู่มือการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ของครูโรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า)
เล่มน้ีจัดทำขึ้นเพื่อใชเ้ ป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของ
ครูโรงเรยี นเทศบาล ๕ (บา้ นตลาดเก่า) ท่ีได้นำเสนอรายละเอียดเกีย่ วกับทกั ษะการเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21
และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จึงมั่นใจว่าผู้ที่ได้ศึกษา
ทุกคนหากได้ศึกษาเนื้อหาสาระจากคู่มือเล่มนี้แล้ว จะสามารถดำเนินการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
สาระสำคัญใน “แนวทางในการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21”
ประกอบด้วย
- การเปลยี่ นแปลงดา้ นการศึกษาของประเทศไทย
- หลกั การสำคัญของการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21
- ทิศทางการพฒั นาการศึกษาในศตวรรษท่ี 21
- การจัดการศกึ ษาในศตวรรษที่ 21
- คณุ ลกั ษณะสำคัญของผ้เู รียนในศตวรรษท่ี 21
- ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21
- รปู แบบการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21
สำหรับการนำคู่มือการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนเทศบาล ๕
(บ้านตลาดเก่า) เล่มนี้ไปใช้ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ควรได้ศึกษาทำความเข้าใจโดยละเอียด
นอกจากนี้ควรประชุมเพื่อดำเนินงานจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ตามรายละเอียดในคู่มือเล่มนี้หรือ
สถานศึกษาอาจมวี ธิ ีการดำเนนิ งานเปน็ อย่างอื่น ก็อาจใช้บางส่วนของคูม่ ือเล่มนีเ้ ป็นแนวทางในการพัฒนาแล้ว
จัดทำเป็นรูปเล่มและนำไปปฏิบัติการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับทกั ษะการเรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 ไดต้ ลอดปกี ารศึกษา
ศิวพร ยืนชนม์
2
การเปล่ยี นแปลงด้านการศึกษาระดับโลกที่เช่ือมโยงและส่งผลกระทบมาสู่การเปลีย่ นแปลงภายในประเทศไทย
ในช่วงศตวรรษที่ 21 ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญของการจัดการศึกษา โดยการออกกฎหมายด้านการศึกษา คือ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้มีการกำหนดนโยบายการปฏิรูปการศึกษา นโยบายการศึกษา 4.0 และการจัดทำ
แผนการศกึ ษาแหง่ ชาตริ ะยะ 20 ปี เพื่อเป็นเปา้ หมายและแนวทาง การจดั การศกึ ษาของประเทศให้มีความทันสมัยและ
กา้ วทนั การเปลย่ี นแปลงของโลก โดยสรปุ สาระสำคญั ท่มี กี ารเปล่ียนแปลงเพือ่ พฒั นาการศกึ ษาของประเทศในชว่ งศตวรรษ
ที่ 21 ตามลำดับ ดังนี้
1. พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ
นับตง้ั แตช่ ว่ งก่อนเขา้ สู่ศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 เป็นกฎหมายด้าน
การศกึ ษาเป็นคร้ังแรกของประเทศ มเี น้ือหาสาระสำคัญซ่ึงเป็นแนวการจัดการศึกษาของประเทศในหมวด 1 บททั่วไป
ความมุ่งหมายและหลักการ มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่
รว่ มกบั ผอู้ ่นื ไดอ้ ย่างมีความสุข
หมวด 4 แนวการจดั การศึกษา มาตรา 22 การจดั การศกึ ษาตอ้ งยดึ หลักวา่ ผู้เรยี นทุกคนมี
ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้อง
สง่ เสริมให้ผ้เู รียนสามารถพฒั นาตามธรรมชาตแิ ละเตม็ ตามศักยภาพ
มาตรา 23 การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตาม
อัธยาศัย ต้องเน้นความสำคญั ทัง้ ความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของ
แต่ละระดับการศกึ ษาในเรอ่ื งต่อไปนี้
1) ความร้เู กย่ี วกบั ตนเองและความสัมพนั ธ์ของตนเองกับสงั คม ได้แก่ ครอบครวั ชุมชน
ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมือง
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
2) ความรแู้ ละทักษะดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รวมทง้ั ความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์
เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษาและการใชท้ รัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมอย่างสมดุลยัง่ ยืน
3) ความรูเ้ ก่ียวกบั ศาสนา ศลิ ปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปญั ญาไทย และการประยุกต์ใช้
ภูมปิ ัญญา
4) ความรแู้ ละทักษะด้านคณติ ศาสตร์และด้านภาษา เนน้ การใช้ภาษาไทยอยา่ งถูกต้อง
5) ความรแู้ ละทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวติ อยา่ งมคี วามสุข
3
มาตรา 24 การจดั กระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนนิ การ
ดงั ตอ่ ไปนี้
1) จดั เนือ้ หาสาระและกิจกรรมใหส้ อดคล้องกับความสนใจและความถนดั ของผู้เรยี น
โดยคำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งงระหว่างบุคคล
2) ฝกึ ทกั ษะ กระบวนการคิด การจดั การ การเผชิญเหตุการณ์และการประยุกต์ความรู้
มาเพ่ือใช้ปอ้ งกันและแกไ้ ขปัญหา
3) จัดกิจกรรมใหผ้ ู้เรยี นไดเ้ รยี นรู้จากประสบการณจ์ ริง ฝึกการปฏบิ ัติให้ทำได้ คดิ เป็น
และทำเปน็ รกั การอา่ น และเกดิ การใฝร่ ้อู ยา่ งตอ่ เน่อื ง
4) จดั การเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อยา่ งไดส้ ัดสว่ นสมดุลกนั
รวมทง้ั ปลกู ฝังคณุ ธรรม คา่ นิยมท่ดี งี ามและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงคไ์ ว้ในทุกวิชา
5) ส่งเสรมิ สนับสนุนให้ผ้สู อนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดลอ้ ม สอื่ การเรียน และ
อำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็น ส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการ
ประเภทตา่ ง ๆ
6) จดั การเรยี นรู้ให้เกิดขน้ึ ไดท้ ุกทท่ี กุ เวลาทกุ สถานที่ มีการประสานความรว่ มมือกับบดิ า
มารดา ผ้ปู กครอง และบคุ คลในชมุ ชนทกุ ฝ่าย เพอื่ ร่วมกนั พัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
มาตรา 25 รฐั ตอ้ งสง่ เสรมิ การดำเนินงานและการจดั ตัง้ แหลง่ เรยี นรู้ตลอดชวี ติ ทกุ รปู แบบ
ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียงและมี
ประสทิ ธิภาพ
มาตรา 26 ใหส้ ถานศกึ ษาจดั การประเมินผู้เรียนโดยพจิ ารณาจากพฒั นาการของผ้เู รยี น
ความประพฤติ การสงั เกตพฤติกรรมการมาเรยี น การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียน
การสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา ให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการ
จัดสรรโอกาสการเขา้ ศกึ ษาต่อ และใหน้ ำผลการประเมินผู้เรยี นตามวรรคหนง่ึ มาใชป้ ระกอบการพิจารณาดว้ ย
มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษา
ขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อ
การศกึ ษาตอ่
โดยสรุปจากแนวการจัดการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งกำหนดไว้ใน 6 มาตรา พบว่าเป็นแนวทาง
สำหรับการจัดการศึกษาและพัฒนาผู้เรียนที่มีความสอดคล้องกับแนวคิดการศึกษาในระดับโลก แม้ว่ากฎหมาย
ดังกล่าวได้กำหนดไว้ก่อนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แต่แนวการจัดการศึกษาในพระราชบัญญัตินี้ของประเทศไทยมี
ความทนั กบั ยุคสมยั และทศิ ทางการพฒั นาการศึกษาทีเ่ ปน็ สากลของโลกในศตวรรษท่ี 21 ทง้ั ในด้านคุณลักษณะ
และสมรรถนะผู้เรยี น สาระการเรยี นรู้ แนวการจัดการเรียนรู้ การประเมินผล และด้านอนื่ ๆ
4
การสอนที่จะให้สามารถจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้สอดคล้องกับแนวคิด ทิศทางการจัดการศึกษา
ยุคใหม่ให้มีประสิทธิภาพ ผู้สอนควรทำความเข้าใจหลักการสำคัญ 5 ประการของการเรียนรู้ ดังนี้ (Trilling &
Fadel, 2009 อา้ งถึงใน สมศกั ดิ์ เอย่ี มคงส,ี 2561 : 31 - 32)
1. การเรียนรู้ที่แท้จริงควรอยู่ในโลกจริงหรือชีวิตจริงที่ควรต้องออกแบบการเรียนรู้ในสภาพที่
ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุด การเรียนรู้ขึ้นอยู่กับบริบทหรือสภาพแวดล้อมในขณะเรียนรู้ ผู้สอนควรออกแบบการเรียนรู้
ให้ผเู้ รยี นไดเ้ กดิ “การเรียนรู้ทแี่ ท้จริง” (Authentic Learning) ในสภาพทม่ี ีข้อจำกดั ด้านเวลาและทรพั ยากรอื่น ๆ
รวมทั้งผูเ้ รียนในเมอื งกบั ในชนบทซ่ึงมีสภาพแวดล้อมและชวี ิตจรงิ ทแ่ี ตกตา่ งกนั มาก
2. การเรยี นรู้ในระดับสร้างกระบวนทัศน์ (Mental Model Building) คือ การอบรมบ่มนิสัยหรือ
การปลูกฝังความเช่ือหรือค่านิยม นำเอาประสบการณ์มาสั่งสมจนเกิดเป็นกระบวนทัศน์ และที่สำคัญคือ สั่งสม
ประสบการณ์ใหม่ นำมาโต้แย้งความเชื่อหรือค่านิยมเดิม ทำให้ละจากความเชื่อเดิมหันมายึดถือความเชื่อหรือ
กระบวนทศั น์ใหม่ ทำให้เปน็ คนที่มีความคิดเชงิ กระบวนทัศนช์ ัดเจน และเกดิ การเรียนรู้เชงิ กระบวนทัศน์ใหม่ได้
แต่การจะมีทักษะหรือความสามารถนี้ จำต้องมีความสามารถด้านการรับรู้ข้อมูลหลักฐานใหม่ ๆ และนำมา
สงั เคราะหเ์ ปน็ ความรเู้ ชงิ กระบวนทัศนใ์ หมไ่ ด้
3. การเรียนรู้ที่แท้จริงควรผลักดันด้วยฉันทะ (Internal Motivation) ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวคน
ไมใ่ ช่ผลักดนั ดว้ ยอำนาจของครูหรือพ่อแม่ ผู้เรียนที่เรียนเพราะไม่อยากขดั ใจครูหรือพ่อแมจ่ ะเรียนได้ไม่ดีเท่าเรียน
เพราะอยากเรียน เมื่อมีฉันทะแล้วและได้รับการส่งเสริมที่ถูกต้องจากครู วิริยะ จิตตะ และวิมังสา (อิทธิบาท 4)
ก็จะตามมาทำให้เกดิ การเรยี นรู้ในมิติท่ีลกึ ซึ้งและเชื่อมโยง
4. มนุษย์มีพหุปัญญา (Multiple Intelligence) บุคคลแต่ละคนจะมีความถนัดหรือปัญญาท่ี
ติดตัวมาแต่กำเนิดต่างกัน รวมทั้งรูปแบบการเรียนรู้ต่างกัน ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายในการจัดการเรียนรู้โดย
คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล และจัดให้การเรียนรู้ส่วนหนึ่งเป็นการเรียนรู้เฉพาะตัว (Personalized
Learning)
5. การเรียนรู้เป็นกิจกรรมทางสังคม (Social Learning) หากยึดหลักการนี้จะสามารถออกแบบ
กระบวนการทางสังคมเพื่อให้เรียนสนุก และผู้เรียนเกิดนิสัยรักการเรียนเพราะการเรียนจะไม่ใช่กิจกรรม
ส่วนบุคคลที่หงอยเหงา น่าเบื่อ ผู้เรียนมีความสนใจใครเรียนรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และมีความสามารถเรียนรู้
ไดด้ ้วยตนเองหากสงิ่ แวดลอ้ มเอ้ืออำนวย ผู้สอนท่ดี จี ะช่วยเพิ่มพลงั และคุณคา่ ของการเรยี นรไู้ ด้อีกมาก
ด้วยหลักการเรียนรู้ทั้ง 5 ประการที่เป็นหลักการที่เป็นหัวใจสำคัญและเป็นสากลของการจัด
การเรียนรู้อย่างแท้จริง หากผู้สอนมีความเข้าใจ สามารถจัดการเรียนรู้และจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนได้ตาม
หลักการดังกล่าวนี้ เชื่อมั่นได้เป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถสร้างผู้เรียนให้เป็นประชากรของสังคมที่มีคุณภาพแห่ง
ศตวรรษที่ 21
5
ทศิ ทางการพฒั นาการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ไดม้ นี กั วิชาการหลายทา่ นได้สรปุ และนำเสนอสาระสำคัญ
เชน่ สุจินดา เจียมศรพี งษ์ (2557 : 151 - 153) และรงั สรรค์ โฉมยา (2558 : 221 - 227) เปน็ ต้น ทำให้สามารถสรุป
ทิศทางของการพัฒนาการศึกษาที่สำคัญเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารการศึกษา ด้านผู้เรียน ด้านการ
จดั การเรยี นรู้ ดา้ นการออกแบบสภาพแวดลอ้ มในการเรียนรู้ และด้านการประเมิน ดังน้ี
1. ดา้ นการบรหิ ารการศึกษาสำหรบั ศตวรรษท่ี 21
ประเทศที่ประสบความสำเรจ็ ทางดา้ นการจัดการศึกษาในระดบั แนวหน้าของโลก
มีแนวทางการบริหารการศึกษาโดยลดหัวข้อการสอนลง แต่เน้นการสอนให้มีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ในเชิง
นโยบายทางด้านการศึกษาจำเป็นต้องมุ่งเน้นการนำทักษะการคิดระดับสูงลงไปในกิจกรรมการเรียนการสอน
งานในโลกอนาคตจะเป็นงานที่เนน้ การทำงานทีต่ ้องใชค้ วามคิด และการสื่อสารที่ซบั ซ้อนซึ่งคอมพิวเตอร์ทำไม่ได้
ตัวอยา่ งวิสยั ทศั นท์ างการศกึ ษาของประเทศสิงคโปร์ (สอนให้น้อย เรียนรใู้ หม้ ากข้ึน : Teach less , learn more)
ซึ่งหลายประเทศให้ความสนใจนั้น ไม่ได้หมายความว่า ครูจะต้องสอนน้อยลง ชั่วโมงสอนลดลง ลดความรู้
พื้นฐานลง แต่การสอนให้น้อยลง หมายถึง ปรับวิธีการสอน เทคนิคในการสอน การจัดการห้องเรียน การใช้
ทรพั ยากร การสอนให้น้อยลงหมายถงึ ใชว้ ิธีการสอนทหี่ ลากหลาย ลึกซง้ึ เนน้ ปฏสิ มั พันธแ์ ละการลงมือปฏิบัติ
เน้นการเรยี นรู้แบบร่วมมือ การเรยี นรแู้ บบประสม (Multimodel Learning) การสอนแบบน้ีอาศัยคุณลักษณะ
เด่นของผู้เรียน ในปัจจุบัน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางส่ือการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย เป็นพลเมืองยุคดิจิทัลทีส่ ามารถ
เรียนรแู้ ละปรบั ตัวเข้ากบั เทคโนโลยใี หม่ ๆ ไดง้ า่ ย
2. ด้านผเู้ รียน
Gardner (2006) นักจิตวิทยาท่ีนำเสนอทฤษฎีพหุปัญญาได้นำเสนอจิตลักษณะที่สำคัญ
ซึ่งควรปลูกฝังให้แก่บุคคลในอนาคต ประกอบด้วยจิตลักษณะ 5 ประการที่สำคัญ คือ 1) จิตเชี่ยวชาญ (Disciplined
Mind) ผู้เรียนต้องฝึกฝนอย่างต่อเน่ืองเพื่อให้เกิดความชำนาญเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เป็นพื้นฐานแล้ว ต้องมีความ
เช่ียวชาญในสาขาอื่นด้วยแบบสหวิทยาการ จึงจะเป็นที่ต้องการอย่างมาก อย่างไรก็ตามข้อบกพร่องของจิต
ลักษณะแบบนี้ คือ การไม่ใฝ่รู้ หรือ การรู้ ทุกอย่างแต่ไม่ลุ่มลึก ซึ่งสามารถแก้ไขได้ เพราะความทันสมัยของ
วิทยาการและเทคโนโลยีจะทำให้บุคคลที่เรียนรู้มีความเชี่ยวชาญหลายสาขาภายในเวลาที่รวดเร็วขึ้นกว่าในอดีต
หลายเทา่ 2) จิตรู้สังเคราะห์ (Synthesizing Mind) เป็นส่ิงทสี่ ำคญั ทสี่ ดุ ของมนษุ ย์ เป็นความสามารถของบคุ คล
ในการสำรวจข้อมูลที่มีอยู่อย่างหลากหลาย รู้ว่าอะไรมีคุณค่า สามารถนำข้อมูลมาผสมผสานได้อย่างมีเหตุผล
สำหรับตนเองและผู้อื่น การสังเคราะหจ์ ะเริ่มเข้าสูก่ ระบวนการที่จริงจัง ต้องค้นหาขอ้ มูลใหม่ ๆ สำรวจ ประเมิน ติดตาม
หรือคัดแยกข้อมูลที่ได้มาเพิ่มเติม และปรับแก้ไขหากข้อมูลใหม่ไม่เข้ากับการสังเคราะห์เบื้องต้น หมั่นทบทวน
และปรับแก้อยู่เสมอ 3) จิตสร้างสรรค์ (Creating Mind) หมายถึงการที่บุคคลมีความคิดใหม่ ๆ ที่ก่อให้เกิด
ประโยชน์ ครุน่ คดิ และหาแนวทางใหม่ ๆ กระหายทจ่ี ะเสย่ี งหรอื เผชญิ กับสิ่งทต่ี นเองไม่ร้จู กั กลา้ ทจี่ ะลม้ หรือ
6
พ่ายแพ้ และย้ิมสู้อกี ครัง้ 4) จติ รู้เคารพ (Respectful Mind) หมายถงึ เจตคติ ความสามารถในการเปิดใจรับ
บุคคล/กลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลาย เพื่อทำความรู้จัก เชื่อในคุณความดีของผู้อื่น ไม่ด่วนตัดสินใคร
ปราศจากความลำเอียง อคติในเรื่องเชือ้ ชาติ เพศ อำนาจ ฐานะ เคารพและให้เกียรตซิ ่ึงกันและกัน เป็นผู้ท่มี ี
ความเป็นสากลและมีขันติธรรม และ 5) คือ จิตรู้ธรรม (Ethical Mind) การนึกถึงตนเองในบริบทสากล
มีจุดยืนทางจริยธรรม มีความกล้า จิตใจที่ก้าวหน้า ทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์ จิตลักษณะ 3 ประการแรก
ถอื เป็นจติ ลักษณะแหง่ ปัญญา การรู้คิด สว่ นจติ ลกั ษณะ 2 ประการหลังเป็นจิตแห่งความเป็นมนษุ ย์
นอกจากจิตลักษณะ 5 ประการดังกล่าว วิจารณ์ พานิช (2555 : 15 - 21) ที่ได้ถอดความจากหนังสือ
21st Century skills : Learning for life I our times ของ Trilling & Fadel (2009) ที่ได้อธิบายลักษณะเด็กสมัยใหม่
สอดคล้องกับผู้เรียนของไทยที่พบว่ามีทิศทางเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกันกับผู้เรียนทั่วโลก ลักษณะ 8 ประการ
ของเด็กยคุ ใหม่ มีดังน้ี
1. มีอสิ ระทจ่ี ะเลอื กสิง่ ตนพอใจ แสดงความเหน็ และลกั ษณะเฉพาะของตน
2. ต้องการดัดแปลงสิ่งตา่ ง ๆ ใหต้ รงตามความพอใจและความตอ้ งการของตน
3. ตรวจสอบหาความจรงิ เบ้อื งหลงั (Scrutiny)
4. เปน็ ตัวของตัวเองและสรา้ งปฏิสมั พันธ์กบั ผู้อ่ืนเพื่อรวมตวั กนั เปน็ องค์กร เช่น ธรุ กจิ
รฐั บาล และสถานบันการศึกษา เป็นต้น
5. ความสนุกสนาน และการเล่นเปน็ สว่ นหนง่ึ ของงาน การเรยี นร้แู ละชีวิตทางสงั คม
6. การร่วมมอื และความสมั พนั ธเ์ ปน็ ส่วนหนง่ึ ของทกุ กิจกรรม
7. ตอ้ งการความเร็วในการสือ่ สาร การหาข้อมูล และตอบคำถาม
8. สรา้ งนวตั กรรมต่อทกุ สิ่งทกุ อย่างในชวี ติ
3. ด้านการจดั การเรียนรู้
สถานศกึ ษายุคใหมจ่ ะไม่มีผู้สอน มแี ตผ่ ูเ้ รียน และผอู้ ำนวยความสะดวกในการเรยี นรู้ (Facilitator)
ท่ีคอยชว่ ยเหลือผู้เรียนในเรื่องต่าง ๆ ผ้สู อนจะต้องเรียนรู้ไปพร้อม ๆ ผูเ้ รยี น เนน้ การเรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดการ
เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องเน้นเรื่องปฏิสัมพันธ์ การสอนมุมมองใหม่ ๆ ให้กับผู้เรียน การสื่อสารผ่านสื่อกลาง
ผา่ นเทคโนโลยีสารสนเทศ การทำงานผ่านโลกเสมือน การสอนแบบโครงงานเป็นวธิ ีการสอนหนึ่งที่สามารถบูรณาการ
ให้ผู้เรียนพัฒนาในหลายด้าน กิจกรรมการเรียนรู้จะต้องส่งเสริมกระบวนการคิดที่ซับซ้อน ปรับเปลี่ยนการสอนท่ี
มุ่งให้เนื้อหาครบตามมาตรฐานแตผ่ ิวเผิน ซึ่งไม่ได้เน้นการใช้เหตุผลหรือทักษะในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ต้องมี
การรื้อปรับหลักสูตรให้เน้นเรื่องหลัก ๆ ที่สำคัญ มีการบูรณาการหลักสูตรและใช้แนวคิดสหวิทยาการที่จะส่งผล
ใหผ้ เู้ รยี นมีเวลาและมีส่วนรว่ มในการเรียนการสอนมากขึน้
ความท้าทาย 4 ประการในศตวรรษที่ 21 คือ 1) การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ก่อให้เกิดปรากฎการณ์
พึ่งพากันในระดบั โลก ความหลากหลายและความเป็นพหุนิยม 2) จำนวนประเทศที่เป็นเสรีนิยมมากข้ึน ทักษะ
การเป็นพลเมืองในโลกดิจิทัล 3) ความต้องการผู้ประกอบการที่มีความคิดสร้างสรรค์ และ 4) การเปลี่ยนแปลง
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เกิดความสัมพันธ์แบบออนไลน์ อัตลักษณ์แบบออนไลน์ การสัมผัสแบบออนไลน์
มิตทิ างอารมณแ์ บบใหม่ ๆ เหล่านี้ ซง่ึ จะมผี ลต่อพัฒนาการของมนุษยใ์ นอนาคต ครจู งึ ควรสอนใหผ้ ู้เรียนเข้าใจ
7
เกี่ยวกับความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ คือ การสอนให้ผู้เรียนอภิปรายถึงข้อดีและข้อเสียของการวิจัย ใช้การ
นำเสนอเพื่อการโน้มน้าว การเปิดประเด็นอภิปราย การเปลี่ยนมุมมอง การสังเคราะห์หาสิ่งที่ดีที่สุด การทบทวน
ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ สอนเกี่ยวกับการต่อรองเพือ่ การแก้ไขปัญหา การต่อรองเชงิ
บูรณาการ การไกล่เกลี่ย และต่อรองกับความเห็นที่แตกต่าง การเรียนการสอนที่ดีจะต้องทำให้ผู้เรียนเกิดการคิด
การตัง้ คำถามทีด่ ี การสบื ค้นอย่างมีเป้าหมาย การคิดเชงิ วิพากษ์ การหาข้อสรุป การคิดทบทวนหาคำตอบท่ีเหมาะสม
การเรียนรจู้ ากปัญหาเป็นวิธที ี่ดที ีส่ ุดในการพฒั นาทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21
การจัดการเรียนรู้ต้องเตรียมผูเ้ รียนให้มคี วามเชีย่ วชาญในการใช้เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญในเรื่อง
ความสัมพันธก์ บั บุคคลอน่ื ท่แี ตกต่างทางวัฒนธรรม ความเชย่ี วชาญในการแบ่งปนั ข้อมูลให้กับชมุ ชนโลก ความเชี่ยวชาญ
ในการบรหิ าร การวเิ คราะห์ การสังเคราะหข์ ้อมูลจำนวนมาก นวัตกรรมจากเทคโนโลยี 3 ประการทีส่ ำคัญของเรียนรู้
ในศตวรรษท่ี 21 คือ การทำให้เห็นภาพ ผเู้ รยี นจะจำไดด้ ีถ้ามีการใชเ้ สียงและภาพพร้อมกนั ผู้สอนต้องมีกลยุทธ์ใน
การพัฒนาผู้เรียน เช่น การฝึกให้บริโภคข้อมูลอย่างเท่าทัน การมีส่วนร่วมในการคิดเชิงวิพากษ์ คิดสร้างสรรค์
โดยใช้ภาพ เปน็ ตน้
1. ด้านการออกแบบสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้
แนวคิดทสี่ ำคญั ในการออกแบบสภาพแวดลอ้ ม คอื การเรยี นรู้ท่ีจะเกดิ ขึ้นได้ดีถ้าผู้เรยี นมสี ว่ นร่วม
ผู้เรียนยคุ ใหม่ใส่ใจและจะสนใจในเร่ืองของเทคโนโลยี สภาพแวดล้อมในห้องเรียนยุคใหม่ ต้องเป็นสภาพแวดล้อมซึง่ มี
สิ่งสนับสนุนและเอื้อให้ผู้เรียนใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อค้นคว้า และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และเอ้ือให้ผู้เรียนได้
เรยี นรู้รว่ มกนั เป็นกลมุ่
2. ดา้ นการประเมิน
จากกรอบแนวคิดในการประเมนิ ในศตวรรษที่ 21 ทข่ี ดั แยง้ กับกรอบแนวคิดเก่า ๆ ในเร่ือง
ความคงเสน้ คงวาของการประเมนิ เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน ทงั้ น้ีเนอ่ื งจากในศตวรรษท่ี 21 ไม่มีสภาพแวดล้อมท่ี
มมี าตรฐานเดยี ว ผูเ้ รยี นบางคนใช้เวลาน้อยในการประสบความสำเร็จ ในขณะทบี่ างคนอาจต้องการเวลามากข้ึน
เพ่ือความสำเร็จท่เี ป็นเป้าหมายสดุ ทา้ ยอันเดยี วกัน เหตุน้ีผู้สอนจงึ ควรใชว้ ธิ ีการประเมินทส่ี ามารถเปล่ียนแปลงได้
(Adaptive) ไม่ต้องอิงมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด การประเมินผลที่เน้นการจดจำข้อมูลต้องปรับเป็นการประเมิน
แบบเปดิ และอิงการปฏบิ ตั ิ การประเมนิ เป็นทมี จึงเป็นรปู แบบทน่ี า่ สนใจ การประเมินจะต้องมกี ารเปิดเผยข้อมูล
ไม่ทำให้ข้อมูลการประเมนิ เปน็ ส่ิงลี้ลับ การประเมนิ ต้องให้น้ำหนกั ในเร่ืองความคิดสร้างสรรค์ การคิดวเิ คราะห์ และ
การแก้ไขปัญหา ควรต้องเน้นประเมินกระบวนการคิดและประเมินผลลัพธ์ที่มีคุณค่าด้วยวิธีการที่เหมาะสม
นอกจากนผี้ ู้เรียนต้องมีส่วนร่วมในการประเมิน ผู้เรียนจะตอ้ งรู้คำถามก่อน เพราะการรู้คำถามก่อนไม่ใช่การโกง
อีกต่อไป การประเมินทด่ี ีนนั้ จะต้องมีความครอบคลุมใน 5 มิติ คอื การประเมินความรู้ ความเข้าใจ การสร้างสรรค์
การสำรวจ และการแบ่งปันองค์ความรู้ และท้ายที่สุดจะต้องประเมินการประเมิน เพื่อทบทวนการประเมินว่า
ยังคงสมบูรณ์ดีหรือไม่ ทั้งนี้การทดสอบและการประเมินผู้เรียนจะเน้นการประเมินความสามารถในการตัดสินใจ
อย่างเชีย่ วชาญ ศกั ยภาพในการถา่ ยทอดความรู้ของผู้เรียน ประเมินความเข้าใจไปสู่สถานการณจ์ ริง นอกจากน้ี
การประเมินทม่ี ปี ระสิทธิผลนั้น ผูเ้ รยี นจะต้องสามารถประเมนิ ตนเองไดท้ ุกวัน
8
การจัดการศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 หรอื ยุคดจิ ทิ ัล ตอ้ งเริม่ คดิ ทบทวนการจัดการศึกษา โดยตอ้ งคำนึงถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างการเรียน การทำงาน และการดำเนินชีวิต เพื่อรองรับสภาพสังคมได้อย่างเหมาะสม
การจัดการศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 (อติพร เกิดเรือง , 2560 อ้างถึงใน วิลาวัลย์ โพธิ์ทอง, 2562 : 84-85)
อาจเปน็ ไปไดใ้ นทิศทาง ดังนี้
1. การเปลีย่ นรูปของการศกึ ษา (Educational transformation) ขับเคล่ือนการเรียนร้ใู ห้เปน็
องค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ไม่โดดเดี่ยว โดยการสร้างความสัมพันธ์กับสังคม และองค์กรต่าง ๆ ภายนอกในรูปแบบ
ความร่วมมือใหม่ ๆ
2. การดำรงอยู่ของสถานศกึ ษา (School stability) ยังคงมคี วามจำเป็นในการพบปะเพ่ือนฝูง
การรับฟังการเรียนในห้องเรียน การจัดกลุ่มทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ แต่ควรเพ่ิม
แนวทางในการพฒั นาสมองและสร้างสรรค์ปรับแต่งการเรยี นรูไ้ ด้ตามความต้องการ มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับครู
อาจารย์ ถกกันในเร่ืองความรู้ เพ่ือให้เกิดการคดิ เชิงวิพากษ์และแก้ปัญหาทซี่ ับซ้อน โดยครูต้องพัฒนาตนเองให้
เป็นผใู้ ห้คำช้ีแนะมากขน้ึ กวา่ เดิม
3. การตอบสนองความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยี (Technology advancement) เป็นการใหค้ รู
ได้เขา้ ถงึ เทคโนโลยีจากอนิ เทอร์เนต็ มากขึ้น โดยเข้ามาชว่ ยให้เดก็ สามารถสบื เสาะคน้ ควา้ หาขอ้ มูลทร่ี วดเร็ว
4. การสรา้ งสถานการณจ์ ำลอง (Simulation) เปน็ การเสรมิ บทเรยี นในวชิ าทผ่ี ู้เรียนสนใจเป็น
การสง่ เสรมิ ให้ผเู้ รยี นได้ประสบการณต์ รง สามารถนำแนวคดิ จากทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในทางปฏบิ ตั ิ โดยผ่านการ
จัดกิจกรรมโครงงาน การประกวด โดยกำหนดกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่ความสำเรจ็ หากประสบผลอาจสร้างแบรนด์
เป็นของตนเอง ชุมชน หรือโรงเรียนได้ในอนาคต การสร้างสถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทดสอบ
แนวคดิ กับสถานการณ์จริงทผ่ี ูเ้ รยี นควรไดร้ ับ
5. การจัดการเรยี นการสอน (Instruction) ควรนำเน้ือหาท่สี อนวางเอาไว้บนเครือข่ายออนไลน์
เพื่อให้คนอื่นได้เข้าถึงฟรีแบบ Massive Open Online Courses (MOOCs) และอาจร่วมกับบรรดาครู
ด้วยการแลกเปลีย่ นความรู้ พัฒนาเนื้อหาใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นสถานศึกษาหนึง่ ในเครอื ข่ายสังคมออนไลน์ท่ีนกั เรียน
และสถานบันอื่นได้เข้ามาเรียนรู้ โดยเปลี่ยนแนวความคดิ ที่ถอื ว่าเป็นทรัพย์สินที่สร้างความได้เปรียบของสถาบนั
ให้กลายเปน็ ผนู้ ำในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผา่ นโลกออนไลน์ทีท่ ุกคนเข้าถงึ สามารถเรียนรู้ไดท้ กุ ทท่ี ุกเวลา
6. การเรียนรโู้ ลกแหง่ ดจิ ิทัล (World digital learning) เปน็ การสร้างองค์ความรู้ผา่ นลงไปใน
เครอื ข่ายออนไลนท์ ี่เกดิ จากการสร้างเน้อื หาร่วมกัน แบง่ ปันความรู้ ปรับปรงุ และขยายเนอ้ื หา เป็นนวัตกรรม
เนือ้ หาการสอนแล้วแบ่งปนั ไปทวั่ โลก แล้วฝึกฝนเด็กร่นุ ใหมใ่ หร้ จู้ ักคน้ ควา้ และทำงานร่วมกนั ผ่านเครือข่ายทวั่ โลก
แนวคิดการจัดการเรียนร้ใู นยุคศตวรรษที่ 21 ดงั กล่าว จึงตอ้ งเนน้ การจัดการเรยี นรเู้ พอ่ื ให้เกิดกระบวนการ
เรยี นท่ีเกิดจากผเู้ รยี น โดยผสู้ อนตอ้ งเปลยี่ นบทบาทของตนเองใหท้ ำหน้าที่เป็นผสู้ อนงานและพี่เลีย้ ง (Coaching and
mentoring) เนน้ การมีสว่ นร่วม (Developmental partnership) ของผู้เรียนและความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยี
9
จากความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนี้ ทำให้เราได้รับ
ขอ้ มลู ข่าวสารมากมายที่ไหลบ่าเข้ามาสตู่ วั เราอยา่ งรวดเร็วและมากมาย ดังนน้ั ความสามารถในการกรองข้อมูลข่าวสาร
จงึ เปน็ อีกทักษะหน่ึงท่ีมีความจำเป็นอย่างย่ิงที่ต้องไดร้ ับการพัฒนาเพ่ือให้คนสามารถเลือก แยกแยะ และสกัดเฉพาะ
ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญต่อการตัดสินใจเพื่อดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นแนวโน้มการจัด
การเรียนรู้จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนและต้องมีการพัฒนาผู้สอนผู้เรียนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
เพ่ือพัฒนาใหผ้ ู้เรียนเปน็ ผ้ทู มี่ ีคณุ ลักษณะท่สี อดคล้องกบั ศตวรรษที่ 21 ใน 3 ด้าน (ชัยวฒั น์ สทุ ธิรัตน,์ 2559 : 1-2) ดังน้ี
1. ด้านความรู้ ความรู้ทคี่ วรพฒั นาคนในทศวรรษที่ 21 คอื จติ สำนึกต่อโลกการเงินเศรษฐกจิ
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ ความเป็นพลเมืองวัฒนธรรมมนุษย์และโลกทางกายภาพและโลกธรรมชาติ
สุขภาพ และสวสั ดิภาพ วทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ การ ความรู้พืน้ ฐานเชงิ ทัศนาการ (Visual
literacy) ความรู้พื้นฐานทางข้อมูลข่าวสาร ความรู้พั้นฐานทางพหุวัฒนธรรม (Multicultural literacy) และ
ความรพู้ ื้นฐานในเรอ่ื งปริมาณ
2. ด้านทกั ษะการเรียนรู้และการคิด ทักษะการเรียนรู้และการคิดท่ีควรพัฒนาคนในทศวรรษที่ 21
คือความอยากรู้จติ แห่งวิทยาการ (Disciplined mind) การคดิ ระดับสูง การคิดเชงิ วพิ ากษ์ ทักษะการแก้ปัญหา
การจัดการและแกไ้ ขขดั แยง้ ทักษะการสงั เคราะห์ (Synthesizing) ทกั ษะการคดิ เชงิ สรา้ งสรรคแ์ ละผลติ นวตั กรรม ทกั ษะ
การทำงานเป็นทมี การทำงานร่วมกัน การสรา้ งเครือข่าย ทักษะปฏสิ มั พันธ์ระหว่างบคุ คล การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
ทกั ษะการเรียนร้ตู ามบริบท ทักษะด้านไอที ทกั ษะการเรียนรู้ วธิ ีการเรยี นรู้ ทกั ษะการใช้ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร
ทักษะการผลิตนวัตกรรม ทักษะการจัดลำดับความสำคัญ ทักษะการวางแผนและการจัดการเพื่อมุ่งผลลัพธ์
ทักษะการใช้เครื่องมือจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและเหมาะสม ทักษะการต้ัง
คำถามและการวเิ คราะห์ ทกั ษะการหาแนวโนม้ และคาดการณค์ วามเป็นไปได้และทักษะการรู้คิด
3. ดา้ นทักษะชวี ิต ทักษะชวี ิตมกี ารพฒั นาคนในทศวรรษท่ี 21 คอื ความเป็นผู้นำความสามารถ
ในการปรับตัว การใช้เหตุผลที่ดี ความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และในฐานะพลเมือง การเข้าถึงคน การเจรจา
การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น ความสามารถในการชี้นำตนเอง ความกล้าเสี่ยง การจัดการความซับซ้อน
การรูจ้ ักเพ่ิมพูนประสิทธิผลของตนเอง ความสามารถในการสอื่ สารโตต้ อบ การทดสอบโดยอิสระ การมีส่วนรว่ ม
ในฐานะพลเมืองในระดับท้องถิ่นและในระดับโลก ความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital citizenship) จิตแห่งความ
เคารพ (Respectful mind) และจิตแห่งจริยธรรม (Ethical mind)
จากคณุ ลักษณะที่สำคัญของคนในศตวรรษที่ 21 สรปุ ได้วา่ ผูเ้ รียนในศตวรรษท่ี 21 ตอ้ งมคี วามเชีย่ วชาญ
ในการสื่อสารที่ซับซ้อน มีไหวพริบในการตอบคำถาม แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควบคุมการเจรจา มีทักษะความรู้
ทกั ษะการเรยี นร้เู พ่ือสรา้ งนวตั กรรม ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ และทกั ษะชีวิตท่สี ามารถช้ีนำตนเอง สามารถ
ปรับตัวได้ดใี นสังคมในระดับทอ้ งถนิ่ และระดับโลก
10
11
ภาพท่ี 1 ทกั ษะการเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 ได้กำหนดเป้าหมายด้านผู้เรียน (Learner Aspirations)
โดยมงุ่ พัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มี คณุ ลักษณะและทักษะการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 (3Rs8Cs) ประกอบด้วย ทักษะ
และคุณลักษณะต่อไปนี้ 3Rs ได้แก่ การอ่านออก (Reading) การเขียนได้(Writing) และการคิดเลขเป็น
(Arithmetic) 8Cs ได้แก่ ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา (Critical Thinking
and Problem Solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ทักษะด้าน
ความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross – cultural Understanding) ทักษะด้านความร่วมมือ
การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork and Leadership) ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ
และการรู้เท่าทันสื่อ (Communications, Information and Media Literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing and ICT Literacy) ทักษะอาชีพ และทักษะ การเรียนรู้
(Career and Learning Skills) และความมีเมตตา กรุณา มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม (Compassion) (สำนักงาน
เลขาธกิ ารสภาการศึกษา , 2560 : ฉ) โดยทักษะการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 ทง้ั 8 ทกั ษะ มรี ายละเอียด ดงั น้ี
12
13
กระบวนการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ ประกอบด้วยกระบวนการดังต่อไปน้ี 14
1. การกำหนดปัญหา หมายถึง การรจู้ กั และทำความเข้าใจกบั ปญั หาโดยพิจารณารวบรวม
ประเด็นปัญหา แยกแยะปัญหาและจัดลำดับปัญหาเพือ่ กำหนดปัญหา ข้อโต้แย้งหรือข้อมูลทีค่ ลุมเครือ รวมทง้ั
การนยิ ามความหมายของคำหรอื ข้อความ สิ่งเรา้ ทเ่ี ปน็ จุดเริม่ ต้นของการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณคือปัญหานั่นเอง
กจิ กรรม ประกอบดว้ ย
1.1 กำหนดปญั หา ข้อโต้แยง้ หรอื ขอ้ มูลทคี่ ลุมเครอื ใหช้ ดั เจน
1.2 สรุปความคิดหลักของข้อความ
1.3 ทำความเขา้ ใจความหมายของคำหรือข้อความ
2. การรวบรวมขอ้ มลู หมายถึง การแสวงหาสิ่งต่าง ๆ ทเ่ี กยี่ วข้องกบั ปัญหา ข้อโต้แยง้ จากแหลง่ ตา่ ง ๆ
รวมท้งั การเลอื กข้อมูลหรือความรูจ้ ากประสบการณ์เดิมที่มีอยู่มาใช้ ดังน้นั วิธีการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับ
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ได้แก่ การสังเกต ท้ังการสังเกตด้วยตนเองและการรวบรวมข้อมูลจากรายงานผล
การสงั เกตของผอู้ ่ืน
กจิ กรรม ประกอบด้วย
2.1 สงั เกตปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ดว้ ยความเป็นปรนยั
2.2 เลอื กข้อมลู ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับประเดน็ ปญั หา
2.3 แสวงหาข้อมูลที่ถูกตอ้ งและชัดเจน
2.4 แสวงหาความรู้ท่ีทนั สมัย
3. การจดั ระบบข้อมลู หมายถงึ การพิจารณาความน่าเชอ่ื ถือของแหลง่ ข้อมลู ความพอเพียง
ของข้อมูล การจัดระบบของข้อมูล ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินความถูกต้องและความเพียงพอของข้อมูลที่
รวบรวมได้ว่าจะนำไปสู่การอ้างอิงได้หรือไม่ โดยแยกแยะความแตกต่างของข้อมูล คือ จำแนกความแตกต่าง
ระหว่างข้อมูลทีช่ ัดเจนกับข้อมูลที่คลุมเครือ ขอ้ มูลท่เี กย่ี วขอ้ งกับข้อมลู ท่ีไม่เกย่ี วข้องกบั ปัญหา การระบุข้อตกลง
เบอ้ื งต้นเพ่ือนำมาจดั กลมุ่ และจดั ลำดบั ความสำคัญของข้อมลู เพื่อใชเ้ ป็นแนวทางในการตงั้ สมมุตฐิ าน
กจิ กรรม ประกอบดว้ ย
3.1 วนิ ิจฉยั ความน่าเช่ือถือของแหล่งข้อมลู
3.2 ประเมนิ ความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู
3.3 พจิ ารณาความเพียงพอของข้อมูล
3.4 ระบุข้อตกลงเบ้ืองต้นของข้อมูลทตี่ ้องยอมรับ
3.5 จำแนกความแตกตา่ งระหวา่ งข้อมลู ทชี่ ัดเจนกบั ข้อมลู ท่ีคลุมเครือ
3.6 จำแนกข้อมลู ท่ไี มเ่ กี่ยวข้องกับประเด็นปญั หา
3.7 จำแนกข้อเทจ็ จรงิ กบั ความคิดเห็น
3.8 พิจารณาข้อมูลท่แี สดงถึงความลำเอยี งและโฆษณาชวนเชอ่ื
3.9 พจิ ารณาและตดั สินความขดั แยง้ ของขอ้ มลู
3.10 เสนอขอ้ มลู ด้วยการพูด การเขียน และการแสดงความคิดเห็น
15
4. การตั้งสมมุติฐาน หมายถึง การพิจารณาแนวทางสรุปอ้างอิงปัญหาขอ้ โต้แยง้ โดยนำข้อมูล
ที่มีการจดั ระบบแล้วมาเช่ือมโยงหาความสัมพนั ธเ์ พ่ือสรุปแนวทางทนี่ ่าจะเปน็ ไปได้มากทส่ี ดุ
กิจกรรม ประกอบด้วย
4.1 เชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของข้อมลู
4.2 พจิ ารณาทางเลอื กหลาย ๆ ทางในการแกป้ ัญหา
5. การสรุปอ้างอิงโดยใช้หลักตรรกศาสตร์ หมายถึง การพิจารณาเลือกแนวทางที่สมเหตุสมผล
ท่สี ดุ จากขอ้ มลู และหลักฐานที่มอี ยู่ในการตดั สนิ สรปุ ซ่ึงคณุ ลักษณะของการคิดอยา่ งมีวิจารณญาณมีความสัมพันธ์
กบั การใชเ้ หตผุ ลแบบตรรกศาสตรห์ รือใชเ้ หตุผลแบบอุปมานและอนุมาน
กิจกรรม
5.1 ตดั สินใจสรุปปัญหาหรือข้อโตแ้ ยง้ เมื่อมีเหตุผลเพยี งพอ
5.2 สรปุ ปัญหาหรือข้อโตแ้ ย้งจากขอ้ มูลอยา่ งสมเหตุสมผล
5.3 อธิบายความสัมพันธเ์ ชงิ เหตุผลของปัญหาหรอื ขอ้ โต้แย้งและสรปุ เป็นกฎเกณฑ์
6. การประเมินสรุปอ้างอิง หมายถึง การประเมินความสมเหตุสมผลตามหลักตรรกศาสตร์
โดยประเมนิ วา่ สมเหตสุ มผลหรือไม่ สามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ได้หรือไม่ ผลที่เกดิ ขนึ้ เป็นอยา่ งไรถ้าข้อมูลท่ีได้รับ
มีการเปลีย่ นแปลง
กจิ กรรม
6.1 ยนื ยนั การสรุปถ้ามีเหตุผลหรอื มหี ลกั ฐานเพยี งพอ
6.2 พิจารณาเพมิ่ เตมิ ขอ้ มูลหรือเหตผุ ลใหม่ถ้าการสรุปเดิมไม่มเี หตุผล
6.3 พจิ ารณาและตดั สินการนำขอ้ สรุปและหลกั การไปประยกุ ต์ใช้
การช่วยพัฒนาเด็กให้มีพลังทางความคิดอย่างมีวิจารณญาณ คอื ร้จู กั วิเคราะห์ ไตร่ตรอง คิดหาเหตุผล
คิดให้มีประสิทธิภาพ จะต้องฝึกในหลาย ๆ สถานการณ์ โรงเรียนควรนำแนวทางการฝกึ เข้าไปผสมผสานกับทกุ
เน้อื หาวิชา ซงึ่ มีตวั อย่างมากมายในตา่ งประเทศ เดก็ จะได้วิธีคดิ อย่างเป็นธรรมชาติ วตั ถุประสงค์ในการที่จะให้
เด็กมคี วามคดิ อย่างมีวิจารณญาณเพ่ือ (อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ (โพธิสขุ ). 2545 : 88 - 89)
1. ให้เข้าใจท่ีจะประเมนิ ข้อมลู
2. ชป้ี ระเดน็ ท่ีชอบเอย่ อา้ งแบบผดิ ๆ ถูก ๆ
3. มีความเขา้ ใจในสงิ่ ทีถ่ กู เอย่ อ้าง
4. สามารถแยกแยะความแตกตา่ งว่าอะไรคอื ความรู้ อะไรคอื ความจริง และอะไรเป็นเพยี งความคิดเห็น
5. ร้จู ักประมวลขอ้ มูล ประมวลความคิด
6. รจู้ ักจัดลำดบั ขอ้ มลู
7. รู้จกั สรุปผลขอ้ มูลหรือประเดน็ ต่าง ๆ
8. มองเห็นส่ิงต่าง ๆ อยา่ งเป็นระบบ รูว้ า่ อะไรสำคญั หรือไม่สำคัญ
16
9. รจู้ ักใฝ่หาทางออกท่ีหลากหลายมากข้ึน หาหนทางใหม่ ๆ
10. รูจ้ กั ต้งั เป้าหมาย
11. รู้จักทีจ่ ะวางแผนล่วงหนา้
12. ทำงานเป็นระบบมากข้ึน
13. มีความสามารถในเชิงเปรียบเทยี บ และมองเห็นความแตกตา่ งของส่งิ ตา่ ง ๆ ชัดเจนข้นึ
14. ตัดสินใจได้ดี แม่นยำ มีหลักเกณฑ์
15. สามารถแกไ้ ขปญั หาไดด้ ี
16. รู้จกั เปดิ ใจกว้าง ฟังความรอบด้าน ไม่ด่วนตัดสินใจโดยขาดข้อมลู
17. มีการคาดการณไ์ ดด้ ีขึ้น
การคิดแก้ปัญหา หมายถึง ความสามารถทางสมองในการขจัดสภาวะความไม่สมดุลที่เกิดขึ้น โดยพยายาม
ปรับตัวเองและสิ่งแวดล้อมให้ผสมกลมกลืนกลับเข้าสู่สภาวะสมดุล หรือสภาวะที่เราคาดหวัง (สุวิทย์ มูลคำ.
2547 : 15) และประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2556 : 161) ได้ให้ความหมายของการคิดแก้ปัญหา หมายถึง
การคลี่คลายช่องว่างระหว่างสิ่งที่เป็นจริงกับสิง่ ที่ต้องการให้แคบลงโดยใช้วิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม การคิด
แกป้ ัญหาจึงเปน็ กระบวนการคดิ พจิ ารณาไตร่ตรองอย่างพินิจพิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ท่เี ป็นประเดน็ สำคัญของเรือ่ งหรือ
สง่ิ ต่าง ๆ ท่คี อยกอ่ กวน สร้างความรำคาญ สร้างความยงุ่ ยากสบั สนและความวิตกกงั วล และพยายามหาหนทาง
คลี่คลายส่งิ เหลา่ นัน้ ให้ปรากฎ และหาหนทางขจดั ปดั เปา่ สง่ิ ทเี่ ปน็ ปญั หาก่อความรำคาญ ความวิตกกังวล ความยุ่งยาก
ใหห้ มดไป
17
กระบวนการแก้ปัญหา จึงควรต้องเป็นไปตามลำดับขั้น ไม่ควรข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ละ
ขั้นตอนต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ จนมั่นใจว่าไม่ได้มองข้ามหรือละเลยสิ่งใดไป เมื่อได้รับคำตอบหรือข้อสรุปท่ี
ถูกต้องเหมาะสม จึงสามารถเริ่มขั้นตอนถัดไป กระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้มีความรู้ มีความรอบคอบ และ
เตอื นความจำที่จะช่วยนำไปใช้ในการแกป้ ญั หามี 6 ขน้ั ตอน ดงั น้ี (ประพนั ธ์ศิริ สเุ สารัจ. 2556 : 161 – 163)
ภาพที่ 7 กระบวนการแก้ปญั หา
1. ขนั้ กำหนดปญั หา (Problem Definition)
เปน็ ข้ันตอนแรกท่ีมคี วามสำคัญที่สดุ ความผิดพลาดและความล้มเหลวในการแกป้ ัญหาเกดิ จาก
การกำหนดปัญหาที่ไม่ถูกต้อง ขั้นตอนนี้เป็นการรวบรวมปัญหาและกำหนดว่า ปัญหาคืออะไร อะไรคือ
เปา้ หมายของความสำเรจ็ ในการแก้ปญั หา แลว้ ตอ้ งบันทกึ เปา้ หมายความสำเร็จนั้นโดยการบันทกึ ไว้ นกั คดิ หลาย
คนไม่ยอมทำการเขยี นรายงานความสำเร็จตามท่ีต้องการไว้ โดยจะจดจำมันไว้ในสมอง แต่เม่ือเวลาผ่านไปจะจำ
ไม่ได้หรือจำได้แต่เพียงเลือนราง เป็นผลให้การดำเนินการแก้ปัญหาไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ การกำหนด
ปัญหาจึงเป็นเครื่องมือในการควบคุม บังคับให้เราคิดถึงปัญหาที่เราต้องการแก้ไขหรือพัฒนาอย่างแท้จริง ในขั้นน้ี
ไม่เพียงแต่จะเป็นการบันทึก เขียนรายการปัญหาลงไปเพื่อเตือนความจำเท่านั้น แต่ยังเป็นการตรวจสอบ
ความสำเรจ็ ท่เี กิดข้นึ ด้วยว่าได้มีการแก้ไขปัญหาตรงจุดหรือไม่ จะทำใหเ้ กิดความม่นั ใจได้ว่า ไม่มีการตอบปัญหา
นอกเรือ่ ง นอกประเด็น หรือมกี ารแก้ปัญหาไมค่ รบถ้วน หรอื มีการแก้ปญั หาแต่เพียงบางส่วนเท่าน้ัน เน่ืองจาก
คนส่วนใหญ่มักมีการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องแรก ๆ หรือเฉพาะเรื่องที่สำคัญ ๆ เท่านั้น มักจะละเลยกับปัญหาเล็ก
หรือปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมาภายหลัง ตัวอย่างการกำหนดปัญหา เช่น โรงเรียนไม่ผ่านการประเมินเพื่อรับรอง
คณุ ภาพ
2. ขัน้ วิเคราะหป์ ญั หา (Problem Analysis)
ขน้ั ตอนน้ีเปน็ การตรวจสอบและหาสาเหตขุ องปญั หาวา่ สภาพการณ์ที่กำลังเปน็ อยู่ในปัจจุบนั วา่
เปน็ อยา่ งไร ขณะนเี้ รากำลังทำอะไร มีส่งิ ใดทีเ่ ก่ยี วขอ้ งหรือไมเ่ กย่ี วข้องกับปัญหา เปน็ การพินิจพิจารณาว่าทำไม
เราจงึ ต้องทำเร่ืองน้ี เราทำเร่ืองนี้เพราะต้องการอะไร สถานการณส์ ภาพแวดล้อมปัจจบุ นั เปน็ อย่างไร ขนั้ ตอนนี้
18
จึงเป็นการทบทวนตรวจสอบและเป็นการสร้างความมั่นใจว่าในการกำหนดปัญหาในขั้นที่ 1 นั้นเป็นปัญหาที่เรา
ตอ้ งการแกไ้ ขจรงิ ๆ และยนื ยนั ว่ายังคงถกู ตอ้ งหรอื ไม่ เพราะคนส่วนใหญม่ กั พบว่า ปญั หาท่เี คา้ ต้องการแก้ไขจริง ๆ นน้ั
ไม่ตรงกบั การกำหนดปญั หาตามข้ันตอนท่ี 1 ตวั อยา่ ง เช่น ปัญหาโรงเรียนไมผ่ า่ นการประเมนิ การประกนั คณุ ภาพ
การศึกษา การวิเคราะห์ปัญหาจึงควรต้องระบุว่า ตัวชี้วัดตามข้อใดบ้างที่ไม่ผ่านการประเมิน เช่น การจัดการเรียน
การสอนของครู หลักสูตร การบริหาร อาคารสถานที่ และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ฯลฯ เรามีจุดแข็งจุด อ่อน
อะไร อะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้โรงเรียนมีคุณภาพตามตัวชี้วัด การวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีความเข้าใจ
ชัดเจนว่าคณุ ภาพของโรงเรียนคอื อะไร และอะไรทีจ่ ะส่งผลตอ่ คุณภาพของโรงเรยี น
3. ขน้ั หาวธิ กี ารแก้ปญั หาทเ่ี ป็นไปได้ (Generating possible Solutions)
เมื่อได้ปัญหาที่แท้จริงที่ต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยผ่านการวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีแล้ว
ขั้นตอนต่อไปคือ เราจะต้องหาทางเลือกวิธกี ารแก้ปญั หาที่เหมาะสมและเป็นไปได้มาใช้ให้มาก และพิจารณาแต่
ละวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างรอบคอบ ลุ่มลึก ประเมินผลที่จะเกิดขึ้นทั้งส่วนตัวและสงั คมอย่างรอบ
ด้าน เพื่อจะตัดสินใจเลือกสรรวิธีการที่เป็นไปได้เท่านั้น บางแนวทางที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่สอดคล้อง ไม่เหมาะสม
กับปัญหาก็ตัดทิ้งไป ในขั้นตอนนี้เป็นการเลือกและรวบรวมวิธีการแก้ปัญหาหลาย ๆ แนวทาง ยังไม่จำเป็นต้อง
ประเมินสรุปว่าวิธีการใดดีที่สุดต่อการแก้ปัญหา แต่ควรพิจารณาวิธีที่เลือกสรรมาแล้วอย่างพินิจ พิเคราะห์ราว
กับว่ามันเปน็ ความคิดใหม่ ๆ
4. ขั้นวเิ คราะหว์ ธิ กี ารแกป้ ญั หา (Analyzing the Solutions)
วิธีการแก้ปัญหาที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างดีมาแล้ว อาจมีอยู่หลายวิธี จำเป็นต้องนำวิธีการ
เหล่านั้นมาวิเคราะห์โดยการบันทึก เขียนข้อดีข้อเสียและรายละเอียดต่าง ๆ ของวิธีการต่าง ๆ เหล่านั้นล งไป
ทุกวิธี ในขั้นตอนนี้ไม่ทำการประเมินวิธีการเหล่านั้นเป็นอันขาดว่าวิธีการใดดีที่สุด จะเป็นแต่เพียงบอกจุดแข็ง
ขอ้ ดี และข้อเสยี ของแตล่ ะวธิ กี ารแลว้ เทา่ นนั้ เพราะถ้าเราทำการประเมินไปแลว้ วา่ วธิ ีใดไมด่ ี ไม่เหมาะสม เราก็
จะไม่สนใจและไม่มีการบันทึกข้อมูล ไมม่ กี ารเขียนรายการและรายละเอียดวธิ ีการเหล่าน้ันลงไป เนื่องจากเราได้
ตัดสินไปแลว้ ว่ามันไมด่ ี มนั ใช้ไมไ่ ด้ สงิ่ เราน้จี ะทำใหเ้ ราละเลยวิธกี ารบางวธิ ไี ป อย่างไรก็ตามรายการข้อดีข้อเสีย
หรือรายละเอียดต่าง ๆ ที่เราเขียนลงไปนั้นจะต้องมีข้อดี มีความแปลกใหม่ น่าสนใจ ทำให้เกิดความพยายาม
และเกดิ แรงจงู ใจในการแก้ปัญหา
5. ขน้ั เลอื กวิธีการแก้ปญั หาทด่ี ที ่สี ดุ (Selecting the best Solution)
เมื่อเราพิจารณาวิธีการแก้ปัญหามาอย่างรอบคอบและเข้าใจมันอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ขั้นตอนน้ี
เปน็ การพิจารณาทางเลือกท่ีดีท่สี ดุ เป็นการตัดสนิ ใจวา่ วิธกี ารใดทีเ่ ราจะนำมาใช้ และวิธกี ารใดทเ่ี ราควรตัดท้ิงไป
โดยพิจารณาทุก ๆ ทางเลือก และตัดสินใจจากการใช้เครื่องมือประเมินทางเลือกที่เหมาะสมว่าจะนำไปใช้ได้ดีหรือไม่
เพียงใด อาจเป็นแบบประเมินแบบประมาณค่า แบบตรวจสอบรายการว่าใช่หรือไม่ใช้ ได้หรือไม่ได้ เพราะบางที
ความจริงกับความคิดก็อาจไปด้วยกันได้หรือไม่ได้ก็ได้ ต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ของวิธีการเหล่านั้นด้วย
นอกจากนี้การประเมินจากสัญชาติญาณและอารมณ์ก็อาจนำมาใช้ในการตัดสินทางเลือกด้วยก็ได้ เพราะสัญชาติ
ญาณก็เกิดจากการสะสมประสบการณ์ชีวิตที่มีมายาวนาน ในขั้นตอนนี้ต้องเขียนรายละเอียดให้มากและลุ่มลึกเพ่ือ
สรุปว่าแต่ละวธิ ีมีขอ้ ดี ข้อเสยี อะไรบา้ ง และพิจารณาซ้ำอีกครง้ั หนง่ึ จากรายการทเ่ี ขียนไวแ้ ล้วจึงตดั สินใจเลือก
19
เมื่อตัดสินใจเลือกแล้วอาจพบว่ามีทางเลือกที่ดีเพียง 1 แนวทาง หรือหลายแนวทาง หรืออาจไม่มีเลยก็ได้ ในกรณีท่ี
ไม่มีทางเลือกหรือวิธีการใด ๆ เลย ก็ต้องกลับไปทบทวนขั้นตอนที่ 3 คือ หาแนวทาง วิธีการที่เป็นไปได้ใหม่
หรอื ไมก่ ็อาจต้องพฒั นาปญั หาข้ึนมาใหม่ เพราะปญั หานี้ไม่อาจหาวิธกี ารแก้ปญั หาได้ อนั อาจมาจากการกำหนด
ปญั หาไม่ดพี อหรอื ปญั หามคี วามขดั แย้งในตวั เอง
6. ข้ันวางแผนดำเนนิ การแก้ปัญหา (Planning the next course of action)
เมื่อเลือกวิธีการแก้ปัญหาได้แล้ว ขั้นตอนนี้จึงเป็นการวางแผนในการดำเนินการแก้ปัญหา
โดยเขียนรายการที่จะต้องทำอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ซึ่งจะมีรายการที่ต้องเขียนเป็นจำนวนมาก
เพราะจะมีหลายสิ่งหลายอยา่ งเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งคน เวลา สิ่งของ เพื่อเป็นการยืนยนั ว่าแผนที่วางไว้สามารถ
นำไปปฏบิ ตั ไิ ด้ ในขนั้ ตอนนี้เป็นขน้ั ตอนที่ทำใหเ้ กดิ ความมน่ั ใจได้วา่ ปัญหาสามารถทำการแกไ้ ขได้จริง
ทักษะการคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถในการคิดอย่างหลากหลายทั้งในด้านของการคิด
และการปฏิบัติ การคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับแปลกใหม่ไปจากเดิม การสร้าง การคิดสิ่งใหม่ที่เป็นต้นแบบหรือ
ต้นฉบับไมซ่ ำ้ กบั ใคร รวมทัง้ การนำสิง่ ท่ีมีอย่เู ดมิ มาสร้างเปน็ ส่ิงใหม่ของใหม่ทใ่ี ช้ได้ เกดิ ประโยชน์มากข้ึนกว่าเดิม
การคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วยทักษะต่าง ๆ ที่สำคัญคือ ความยืดหยุ่น (Flexibility) ความเป็นต้นแบบและความริเริม่
(Originality) ความคล่องแคล่ว (Fluency) ความละเอียดถี่ถ้วน (Elaboration) การระดมสมอง (Brainstorming)
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง (Modification) การจินตนาการ (Imaginary) การคิดเปรียบเทียบ (Metaphorical
thinking) การหาความสัมพันธ์ (Forces relationships) เป้าหมายหลักของการคิดอย่างสร้างสรรค์ กระตุ้นความใคร่รู้
และการส่งเสรมิ การคดิ ทีห่ ลากหลายและสรา้ งสรรค์ (Promote divergence) (วัชรา เล่าเรียนดี, 2556 : 40 - 41)
ความคิดสร้างสรรค์ ถือว่าเป็นกระบวนการทางความคิดที่มีความสำคัญต่อเด็ก ทำให้เด็กสามารถ
สรา้ งความคดิ สร้างจินตนาการ ไม่จนต่อสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมที่กำหนดไว้ ความคิดสร้างสรรค์หรือ
พลังทางความคิดที่เด็ก ๆ ทุกคนมีมาแต่กำเนิด หากได้รับการกระตุ้น การพัฒนาพลังแห่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
ได้เสมอ ดังนั้นการสอนความคิดสร้างสรรค์และการฝึกฝนให้เดก็ สามารถคิดอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นส่วนหนึง่ ที่ช่วย
กระตุ้นคณุ ภาพในตัวเด็กให้ม่ันใจในตนเองและเติบโตเปน็ ผใู้ หญท่ ี่มคี ุณภาพมากยิ่งข้ึน (สวุ ิทย์ มูลคำ, 2550 : 9)
20
ภาพท่ี 8 องคป์ ระกอบของการคดิ สรา้ งสรรค์
โดยทัว่ ไปเม่ือกล่าวถงึ ความคิดสรา้ งสรรคม์ ักจะเขา้ ใจและมุ่มเน้นไปที่ความคิดริเริ่ม ซึ่งแท้จริงแล้ว
ความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วยลักษณะความคดิ อน่ื ๆ ด้วย มใิ ชเ่ พียงแต่ความคิดรเิ ริ่มเพยี งอย่างเดียว อย่างไร
ก็ตาม ความคิดรเิ ร่ิมเปน็ ลกั ษณะสำคัญทท่ี ำให้เกิดการเริ่มต้นข้นึ แต่ความสำเร็จของการสรา้ งสรรค์กจ็ ำเป็นต้อง
อาศยั ลักษณะความคิดอื่น ๆ ประกอบดว้ ย
1. ความคดิ คล่องแคล่ว (Fluency) หมายถงึ ความสามารถในการคดิ ตอบสนองต่อสิ่งเรา้ ให้ได้
มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หรือความสามารถคิดหาคำตอบที่เด่นชัดและตรงประเด็นมากที่สุด ซึ่งจะนับปริมาณ
ความคิดที่ไม่ซ้ำกันในเรื่องเดียวกัน พูดง่าย ๆ คือมองในแง่ปริมาณของผลงาน เช่น ถ้าถามว่าอะไรเอ่ยที่ขึ้นต้นด้วย
คำว่า “แม่” เดก็ คนหนึง่ อาจตอบได้ 9 คำ อีกคนหนงึ่ อาจตอบได้ 20 คำ ในเวลาท่จี ำกัด เด็กท่พี ดู ได้ 20 คำ ถือ
ว่ามีความคล่องตัวกว่าคนที่ได้ 9 คำ พ่อแม่ควรกระตุ้นโดยการใช้คำถามที่ใช้เวลาจำกัดให้ตอบเร็ว ๆ โดยเน้น
ปรมิ าณใหม้ ากทส่ี ุด เรว็ ทส่ี ดุ ไปพร้อม ๆ กัน
2. ความยดื หยนุ่ (Flexibility) หมายถึง ความสามารถในการปรบั สภาพของความคดิ ใน
สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ความคิดยืดหยุ่นเน้นในเรื่องของปริมาณที่เป็นประเภทใหญ่ ๆ ของความคิดแบบคล่องแคล่ว
เป็นตัวเสริมและเพิ่มคุณภาพของความคิดคล่องแคล่วให้มากขึ้นด้วยการจัดเป็นหมวดหมู่และมีหลักเกณฑ์ยิ่งขึ้น
เช่น คำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าแม่มีอะไรบ้าง เด็กที่ตอบ 9 คำ แต่มีความคิดหลายทิศทางอาจตอบว่า แม่น้ำ แม่แรง
แมก่ ก แม่เลี้ยง แมม่ ด แมพ่ มิ พ์ แมย่ ก แม่เหลก็ และแมส่ าย
ส่วนเด็กที่ได้ 20 คำ อาจมีความยืดหยุ่นไม่ดีเท่า เช่น เด็กอาจตอบว่า แม่กก แม่กบ แม่กน
แมเ่ กย แมเ่ กอว แมเ่ ลี้ยง แมห่ มา แมแ่ มว แม่หมู แมช่ ้าง แม่มา้ แม่ลงิ แมเ่ สอื แมก่ ระตา่ ย แมเ่ ฒา่ แม่อฐู
แม่ไก่ แม่ชะนี แม่ชะมด แม่หนู เห็นได้ว่ากลุ่มคำมีอยู่ 2 พวกเท่านั้น คือ แม่ที่ตามด้วยตัวสะกด และแม่ที่
ตามด้วยประเภทของสตั ว์
ซึ่งต่างจากคนที่คิดได้เพียง 9 คำ แต่ทุกคำไม่มีทิศทางของความคิดซ้ำกันเลย ถือว่าเด็ก
ประเภทน้ีมคี วามยืดหยุ่นดีกวา่ พวกทมี่ ากแตป่ ริมาณ
21
3. ความคดิ รเิ รมิ่ (Originality) หมายถงึ ความสามารถคิดแปลกใหมแ่ ตกต่างจากความคดิ
ธรรมดาหรือความคิดงา่ ย ๆ ความคิดรเิ ริม่ อาจจะเกดิ จากการนำเอาความรเู้ ดิมมาคิดดัดแปลงและประยุกต์ให้เกิด
เป็นสิ่งใหม่ขึ้น เช่น วาดรูปก็ดูความกล้าที่ลายเส้น การให้สี ความแปลกของความคิด พวกนี้สามารถคิดทะลุ
โลกและมิตขิ องเวลา ทะลกุ รอบท่ีวางไว้
4. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) หมายถงึ ความสามารถในการมองเห็นรายละเอียด
ในสิง่ ทคี่ นอ่ืนมองไมเ่ ห็น และยังรวมถึงการเช่ือมโยงสมั พนั ธส์ ่งิ ตา่ ง ๆ อยา่ งมีความหมาย ตัวอย่าง เช่น
- คุณสามารถนำเอากระตกิ นำ้ กับขาเกา้ อมี้ าผสมผสานกันคิดเป็นผลิตภัณฑใ์ หม่ได้หรือไม่
- คณุ สามารถเอาวชิ าศลิ ปะกับวิชาคณิตศาสตรม์ าสัมพนั ธก์ นั ได้หรอื ไม่
สว่ นความสามารถที่มองเห็นในส่งิ ที่คนอ่ืนไม่เห็น เช่น เดก็ คนหนงึ่ ยนื มองเครื่องถ่ายเอกสาร
แล้วครุ่นคิดว่าทำอย่างไรหนอจึงจะมีเครื่องถ่ายเอกสารที่ใส่หนังสือเข้าไปแล้ว สั่งให้ถ่ายเลขหน้าได้เลย
นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ และคนเก่ง ๆ ของโลกที่สร้างสรรค์งานใหม่ ๆ มักมีความสามารถมองเห็น “ช่องโหว่
ท่ีคนอ่นื ไมเ่ หน็ ”
ภาพท่ี 9 เหตผุ ลความจำเปน็ ทตี่ อ้ งสง่ เสรมิ การคิดสร้างสรรค์
เหตุผลความจำเป็นทต่ี ้องสง่ เสริมการคิดสรา้ งสรรค์ เพราะ
1. ช่วยใหค้ ้นพบวิธีแกป้ ญั หาในวิถีทางท่ีไมเ่ คยปฏบิ ตั ิมากอ่ น
สถานการณ์ของโลกปัจจบุ นั เปลย่ี นแปลงไปอย่างรวดเรว็ ในทุกด้าน หากเรายังใช้ความคิด
แบบเดมิ ๆ อาจก่อใหเ้ กิดปัญหาได้ ดงั นั้นจงึ มีความจำเป็นจะต้องคิดสร้างสรรค์ คดิ ใหม่ ขยายกรอบความคิดให้
ทะลุทะลวงออกไปจากของเดิมให้ได้ จงึ จะสามารถแก้ปญั หาต่าง ๆ ได้อยา่ งลงตวั
2. ก่อให้เกดิ นวัตกรรมหรอื สงิ่ ประดิษฐแ์ ปลกใหมอ่ ย่างไม่หยุดย้ัง
สภาวการณใ์ นการแข่งขนั เสรีทางการคา้ นนั้ ผูผ้ ลิตสนิ ค้ามีความจำเป็นจะต้องพยายามคิด
ผลิตสนิ คา้ ใหม่ทดี่ ีกว่าคู่แข่งทั้งในเรอื่ งของความแปลกใหม่ คุณภาพ ราคา ประโยชน์ใชส้ อย เพอ่ื ทจ่ี ะรกั ษาสว่ น
แบง่ ของตลาดและอนั ดบั ในการแข่งขันไว้ได้ ดงั นั้นจึงก่อใหเ้ กดิ สิง่ ประดิษฐ์ใหม่ ๆ ขน้ึ ตลอดเวลา
22
3. ช่วยให้ได้พบหรือได้สง่ิ ท่ีดกี ว่าเดมิ
ปจั จุบันบุคคลในทุกอาชีพ ทุกองคก์ ร มีความจำเป็นจะต้องเรียนรเู้ พ่ือพยายามปรับสภาพ
หรอื พัฒนาวชิ าชีพอยา่ งไมห่ ยุดยง้ั เพื่อก้าวสู่อนาคต ทนั โลก ทนั เหตกุ ารณ์ ในการพฒั นาวิชาชีพหรอื พัฒนา
องค์กร จงึ มีความจำเป็นจะต้องพ่ึงคนที่มีความคดิ สร้างสรรค์ ทำให้ได้พบส่ิงใหม่ทด่ี ีกว่าเดมิ
4. ช่วยให้ชวี ติ มีความเป็นอยู่ท่ีดี
บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรคจ์ ะมีความอดทน อดกลั้น กล้าเผชญิ และยอมรบั ต่อสภาวการณ์
ทเี่ ป็นจรงิ รวมทง้ั จนิ ตนาการทีค่ วบคกู่ ับความอุตสาหะ จะสามารถสรา้ งสรรค์ตนเองและส่ิงแวดล้อมให้อยใู่ น
ลกั ษณะท่ีเหมาะสม พึงพอใจ มชี วี ิตทเ่ี ป็นสุข
ทักษะวัฒนธรรม มาจากคำว่า “ทักษะ” และ “วัฒนธรรม” ราชบัณฑิตยสถานได้นิยมคำว่า
“ทักษะ” นี้ว่าเป็นความชำนาญ ส่วนคำว่า “วัฒนธรรม” หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ
คา่ นยิ ม จารตี ประเพณี พิธีกรรม และภมู ิปัญญา ซึ่งกลุม่ ชนและสงั คมได้ร่วมสรา้ งสรรค์ สงั่ สม ปลูกฝงั สบื ทอด
เรียนรู้ ปรับปรุง และเปล่ียนแปลง เพอ่ื ให้เกดิ ความเจรญิ งอกงามท้งั ด้านจติ ใจและวัตถุอยา่ งสันติสุขและยง่ั ยนื
ทกั ษะวัฒนธรรม เป็นความสามารถทางปญั ญาในการแยกแยะความแตกตา่ งและมปี ฏสิ ัมพันธก์ บั ผูค้ น
ต่างวฒั นธรรม ดว้ ยถอ้ ยคำที่คล่องแคล่วอยา่ งผ่อนคลายและด้วยความชำนาญ (เดชา ตงั้ สฟี า้ , 2563 : 40 - 57)
ภาพที่ 10 ลกั ษณะพื้นฐานของทักษะวัฒนธรรม
23
1. การตระหนกั รู้ (Awareness)
ผูค้ นต้องตระหนกั ในมติ ิพ้ืนฐานท่สี ดุ ของชวี ติ ทางสังคมสามประการ คือ ประการแรก สงั คม
มคี วามหลากหลาย ประการท่สี อง มีความสัมพนั ธเ์ ชงิ อำนาจท่ไี ม่เทา่ เทียมกนั ดำรงอยเู่ ป็นเรอ่ื งปกติ และสาเหตุ
สองประการนเ้ี องท่สี ่งผลตอ่ การกอ่ รูปของชวี ิตทางสังคมในประการท่สี าม คือ ความขัดแยง้ เป็นเร่อื งธรรมดา
แต่ความรนุ แรงไม่ใช่ สง่ิ ที่ผคู้ นจะต้องตระหนักก็คือ เม่ือคนท่แี ตกตา่ งมาอยรู่ ว่ มกัน การมขี นั ตธิ รรมตอ่ ความ
แตกตา่ งนน้ั ไม่พอแตเ่ ราต้องเฉลมิ ฉลองความแตกตา่ ง เพราะความแตกตา่ งน่ีเองท่ที ำให้เราเห็นโลกและจักรวาล
ได้หลายหลาก และความรู้ที่หลากหลายน้เี องจะบำรุงเลี้ยงสังคมใหเ้ ดินทางไปในอนาคตไดอ้ ย่างราบร่ืนมากข้นึ
ถ้าเราไดเ้ รียนรู้ทจ่ี ะมีทกั ษะในทางวัฒนธรรมตอ่ กนั และกนั การแลกเปลี่ยนความรู้ความเขา้ ใจต่อโลกและจักรวาล
ไดอ้ ย่างหลายหลากผา่ นการสนทนาแลกเปลยี่ นและถกเถียงกนั ของความรใู้ นสังคม ทำให้เรามีทรพั ยากรทาง
ปัญญาที่อุดม (เดชา ตง้ั สีฟ้า, 2563 : 62 - 68)
2. ความเคยชนิ (Habit)
ผคู้ นในสังคมตอ้ งสรา้ งความเคยชนิ ต่อพหุวัฒนธรรม ใส่ใจกับการท่ีพหวุ ฒั นธรรมเกย่ี วข้อง
ความสมั พนั ธ์ท่มี นษุ ยม์ ตี อ่ กันทงั้ ในเวลาขัดแย้งและเวลาสมานฉนั ท์
3. ความสามารถ (Ability)
ผู้คนในสังคมต้องพัฒนาความสามารถในการตอบสนองต่อคนอืน่ ที่แตกตา่ งในสงั คมดว้ ยการ
พัฒนาความสามารถในการเคลื่อนตัวเราเอง ระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างเหล่านั้น จากวัฒนธรรมครอบครัว
ตนเองสู่ “ชมุ ชน” ทีก่ วา้ งออกไปที่ตนอาศัยอยู่ในพื้นท่เี กย่ี วกับคนอ่ืน ไมว่ า่ พ้ืนทเี่ หลา่ นั้นจะมคี วามแตกต่างในแง่
ชนชั้น เพศสภาพ ชาตพิ ันธ์ ศาสนา เชอ้ื ชาติ หรอื สีผิว เปน็ ต้น
ภาพท่ี 11 รูปแบบและเทคนิคการจัดการเรียนการสอน
24
เนอ่ื งจากการจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนทีม่ ีความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ไดม้ ีเพียงความหมายเดียว
แต่มีความหมายที่หลากหลายตามความเข้าใจและบางครั้งมีการปรับให้เข้ากับปรัชญาการจัดการศึกษา หรือ
วัตถุประสงค์การจัดการศึกษาของสถานศึกษา ทำให้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนมีความหลากหลายตามไป
ด้วย อยา่ งไรกต็ าม มีรปู แบบการจัดการเรยี นการสอนบางอย่างทน่ี ักวชิ าการท่สี นับสนนุ การจดั การศึกษาสำหรับ
ผู้เรียนทม่ี คี วามหลากหลายทางวฒั นธรรมเห็นพ้องกนั ว่าเป็นรูปแบบทเ่ี หมาะสม ดงั นี้
1. การสรา้ งความรู้ (Knowledge Construction)
Banks and Banks (1998, อ้างถึงใน ฐิตมิ ดี อาพัทธนานนท.์ 2561 : 60 – 62) กล่าวว่า วธิ สี อน
ตามแนวการจัดการศึกษาแบบนี้ต้องเป็นการสอนโดยให้นักเรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองมากกว่าการสอนท่ีให้ครู
เป็นผ้ปู ้อนความรใู้ ห้แก่นักเรยี นเหมือนที่เปน็ อยู่ในการเรยี นการสอนโดยท่ัวไป กระบวนการสรา้ งความรู้ หรอื Knowledge
Construction เป็นกระบวนการที่ผูส้ อนชว่ ยให้ผู้เรยี นเข้าใจ ตรวจสอบ และพิจารณาดูสิ่งที่เรียนว่ามีความอคติ
ทางวัฒนธรรมหรือไม่ เช่น พิจารณาบทเรยี นว่าถูกเขียนขึ้นมาจากมุมมองแบบใด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรียนเกี่ยวกบั
การค้นพบทวีปอเมรกิ าหรือโลกใหม่ของชาวยุโรป ครูผู้สอนอาจจะถามนักเรียนถึงความหมายของ “การค้นพบ”
หรือคำว่า “โลกใหม่” เพอ่ื ให้นักเรียนคดิ และอภิปรายวา่ คำเหลา่ นี้มีความหมายต่อชวี ิตของชนกลุ่มอื่น เช่น ชนพื้นเมือง
อยา่ งไรในการสอนแบบน้ี นกั เรยี นไมใ่ ชผ่ ูร้ บั ความร้แู ตเ่ ป็นผู้สรา้ งความรู้ และครูไม่ใช่ผสู้ อนท่ีบอกความรู้ให้กบั นกั เรียน
แต่ต้องทำหนา้ ท่ีเป็นเหมือนโค้ชที่คอยแนะนำนักเรียนหรือกระตุ้นให้นักเรียนคดิ ในการจัดการศกึ ษาสำหรับผู้เรียนทีม่ ี
ความหลากหลายทางวัฒนธรรมน้ันความรู้ไม่ใช่สิ่งตายตัวท่ีอยู่ในหนังสือ ความรู้ไม่ใชส่ ่ิงทน่ี ักเรียนต้องท่องจำเพ่ือไปสอบเท่าน้ัน
แต่ความรู้ต้องเปน็ สิง่ ท่ีเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตของนักเรียนและเป็นสิ่งทีน่ ักเรียนสร้างขึน้ โดยผ่านกระบวนการคิดวเิ คราะห์
การถกเถยี งแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมชั้นเรยี น การทำกจิ กรรมกับชุมชน และสรา้ งขน้ึ ผ่านการช้ีแนะและช่วยเหลือจากครูผสู้ อน
2. การลดอคติ (Prejudice Reduction)
รูปแบบการจดั การเรียนการสอนอกี วธิ หี นึง่ ที่ใชก้ นั อย่างแพร่หลายในสถานศึกษาหลายแห่ง
คอื รปู แบบการจัดการเรยี นการสอนเพอ่ื ลดอคติ (Prejudice) และความเชือ่ เหมารวม (Stereotype) รูปแบบการจดั การเรียน
การสอนเช่นนี้เกิดจากปัญหาการเหยียดหยามเช้ือชาติ (Racism) และการกีดกันทางสังคม (Discrimination) งานวิจัยระบุวา่
นกั เรียนจำนวนมากมีทัศนคติด้านลบต่อกลุ่มที่มีเชื้อชาติและชาติพันธ์ตา่ งไปจากตนเอง และระบุต่อไปว่าบทเรียนหรือ
หน่วยการเรียน รวมถงึ อุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีเน้ือหาด้านบวกเก่ียวกับคนเชื้อชาติต่าง ๆ หรอื วฒั นธรรมต่าง ๆ จะทำให้
นักเรียนลดอคติเกี่ยวกับเชือ้ ชาติน้ัน ๆ หรือวัฒนธรรมนั้น ๆ ได้ โดยนักวิชาการบางคนกล่าวว่า อคติทางวัฒนธรรมจะ
ลดลงเมื่อมีการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างกลุ่มที่มีวัฒนธรรมต่างกัน โดยที่การติดต่อนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของ
ความเท่าเทียมและเป็นไปได้อย่างร่วมมือร่วมใจกันมากกว่าเป็นไปเพื่อการแข่งขัน โดยมีการดูแลโดยครูหรือผู้มีอำนาจ
เพื่อไม่ให้เกิดการเหยียดหยามทางวัฒนธรรม ในรูปแบบการสอนแบบนี้ครูใช้บทเรียนและกิจกรรมเพื่อช่วยให้นักเรียน
พัฒนาทัศนคติด้านบวกต่อกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมต่างไปจากตนเอง เช่น สอนเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชนกลุ่มต่าง ๆ
จัดบอร์ด จัดงานวนั สำคัญของชนกลุม่ ตา่ ง ๆ ไปจนถึงการฝกึ ทักษะการอยูร่ ่วมกันในสังคมหลากหลายวัฒนธรรม
เช่น ครูอาจจัดกระบวนการเรียนรูเ้ พื่อให้นักเรียนตระหนักถึงอคตขิ องตนเองและแก้ไขอคติน้ัน รูปแบบการจัดการเรียน
การสอนแบบนี้เน้นการให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่ม แต่ครูต้องพยายามหาวิธีให้นักเรียนจับกลุ่มโดยกลุ่มต้องมี
สมาชิกที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรยี นมปี ฏิสัมพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่
เพื่อนสนทิ ของนักเรียนหรอื เปน็ คนท่นี กั เรยี นคุ้นเคยอยู่แล้ว
25
3. วธิ ีการสอนแบบเน้นความเสมอภาค (Equity Pedagogy)
ในการจดั การเรียนการสอนแบบน้ี ครูผู้สอนทุกคนในทุกรายวิชาควรวิเคราะห์วิธีการและ
รูปแบบการสอนของตนเอง เพื่อดูว่ามีการคำนงึ ถึงความหลากหลายทางวฒั นธรรมมากน้อยเพียงใด และเพื่อให้
เกดิ ความเสมอภาคต่อผู้เรียนทุกคน ครูผสู้ อนควรมีการปรับเปล่ียนวธิ ีการสอนของตนเองเพื่อสง่ เสริมให้เกิดการเรียนรู้
และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้นของนักเรียน ไม่ว่านักเรียนคนนัน้ จะมาจากเชื้อชาติ ศาสนา หรือฐานะทาง
สงั คมใดกต็ าม ครผู สู้ อนอาจต้องเพ่ิมความสนใจมากเปน็ พเิ ศษเมอื่ สอนนักเรยี นบางกลมุ่ ท่ีมวี ฒั นธรรมเดียวกันท่ีมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ หรืออาจจัดให้มีการสอนเสริมในบางรายวิชา การสอนที่เน้นความเสมอภาคไม่ได้
หมายถึงการสอนแบบเดียวกนั ทั้งหมดไมว่ ่านักเรียนจะเป็นใคร แต่หมายถึงการปรับเปล่ียนวิธีการและเทคนิคการสอน
เพื่อผลลัพธ์ที่ได้คอื นักเรียนสามารถเรียนรไู้ ดอ้ ย่างเสมอภาคกัน
4. การสอนท่ีเชอ่ื มโยงกบั วฒั นธรรมของนักเรียน (Culturally Relevant Teaching)
นักเรียนที่มาจากวัฒนธรรมต่างกันเรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน โดยนักเรียนท่ีมีวัฒนธรรมตรงหรือ
เหมือนกับวฒั นธรรมของโรงเรยี น หรอื วฒั นธรรมในการจดั การเรียนการสอนจะเรียนไดเ้ รว็ กว่าและได้เปรียบกว่า
ยกตัวอย่าง เช่น นักเรียนที่พูดภาษาเดียวกับภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอนจะเข้าใจสิ่งท่ีครพู ูดได้ดีกวา่ นักเรียน
ที่มาจากวัฒนธรรมอื่น นักเรียนที่มีวัฒนธรรมที่เน้นความร่วมมือ เน้นความสัมพันธ์ของกลุ่ม การจัดการศึกษา
สำหรับผูเ้ รยี นที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมแบบน้ีจึงใช้วฒั นธรรมของนักเรียนเป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอน
เช่น จัดให้มีการเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual Education) สำหรับนักเรียนที่มีภาษาแม่แตกต่างจาก
ภาษาที่โรงเรยี นใช้จดั การเรยี นการสอน หรือครูอาจปรับวธิ ีการสือ่ สาร หรือการทำกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกบั
วฒั นธรรมของนักเรียน
26
การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning : CL) เป็นวิธีการเรียนที่ให้ผูเ้ รยี นรว่ มมือร่วมใจกนั
ในการทำงานเปน็ กลมุ่ เพอื่ ศกึ ษาในสิ่งทส่ี นใจเหมือนกัน โดยร่วมกันสร้างช้นิ งานหรือทำโครงงานแล้วเสนอข้อมูล
ความรู้ทไี่ ด้จากการศึกษารว่ มกัน การเรียนวธิ นี ี้ผู้เรียนในแตล่ ะกลุ่มศึกษาและสร้างความรรู้ ว่ มกันในเรื่องที่ต่างกัน
และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และเป็นเครื่องมือในการนำเสนอข้อมูลในเรื่องที่ต่างกัน และใช้
เทคโนโลยเี ป็นเคร่อื งมือในการเรยี นรู้และเป็นเครื่องมือในการนำเสนอข้อมลู ความร้โู ดยใช้เทคโนโลยีหลายรูปแบบ
เช่น เว็บเพจ คอมพิวเตอร์ วีดิทัศน์ วิทยุ โทรทัศน์ และเทคโนโลยีพื้นบ้าน การเรียนแบบนี้สามารถสร้าง
ความสัมพันธ์ภายในกล่มุ (Internal Relationship) ซึ่งเกดิ ขึน้ เน่ืองจากผเู้ รียนต้องมีปฏสิ ัมพนั ธ์กันเองภายในกลุ่ม
และสร้างความสัมพันธ์ภายนอกกลุ่ม (External Relationship) ซึ่งเกิดขึ้นจากการสร้างงานที่ต้องอาศัยการช่วยเหลือ
จากบุคคลต่าง ๆ รอบข้างเพื่อให้งานสำเร็จ นอกจากนี้ในกระบวนการจัดการกับความรู้ข้อมูล การสร้างชิ้นงาน
หรือทำโครงการร่วมกนั ของผู้เรยี นจะตอ้ งมกี ารแลกเปล่ียนความคิดเหน็ กันและกนั
การเรียนรู้แบบรว่ มมอื เป็นวิธกี ารเรียนการสอนที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันในกระบวนการ
เรียนรู้และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียน โดยมีกิจกรรมการเจรจาต่อรอง มีการสนทนาร่วมกันและ
เปลีย่ นความคิดเห็นในการทำงานกลุ่ม หรอื อาจจะเป็นการเลียนแบบ Open Ended โดยใหผ้ ้เู รยี นได้ค้นหา ไดค้ ้นพบ
การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเล็กเพื่อให้ผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันทางด้านทักษะได้ร่วมกันทำงานเพื่อหาคำตอบ
ของปัญหาทเี่ กิดขึ้น การเรียนรรู้ ว่ มกันเป็นวธิ ีการจัดกระบวนการในการเรียนการสอนที่เก่ียวข้องกับกิจกรรมของ
กลมุ่ ที่ม่งุ เนน้ การแก้ปัญหา สง่ เสริมให้เกิดทงั้ การทำงานรว่ มกันเป็นเครอื ขา่ ย
โดยสรุป การเรียนรู้แบบร่วมมือ คือ วิธีการเรียนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม
เพื่อศึกษาในสิ่งที่ตนเองชอบและสนใจ โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียน รวมถึงแหล่งข้อมูลภายนอก
เพื่อร่วมกันสร้างชิ้นงาน และนำเสนอผลงานเพื่อศึกษาร่วมกัน มีการแสดงความคิดเห็น การอภิปราย การวิจารณ์
เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้เรียนในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและการยอมรับความคิดเห็น
ซ่ึงกันและกนั เหมาะสำหรบั การเรยี นที่มวี ัตถุประสงค์เพื่อใหผ้ เู้ รยี นได้มีการคิดวิเคราะห์ การแกป้ ัญหา และการ
สร้างสรรคค์ วามรู้ (บญุ เลย้ี ง ทุมทอง. 2556 : 29 - 30)
27
ภาพท่ี 12 องคป์ ระกอบของการเรียนรแู้ บบร่วมมือ
การเรียนร้แู บบร่วมมือต้องมีองคป์ ระกอบทีส่ ำคญั 5 ประการ ดังนี้ (ทิศนา แขมมณี, 2550 : 99 - 101)
1. การพึ่งพาและเกือ้ กูลกัน (Positive Interdependence)
กล่มุ การเรียนรแู้ บบร่วมมือจะตอ้ งมีความตระหนกั วา่ สมาชิกกลมุ่ ทุกคนมีความสำคัญและความสำเร็จ
ของกลุ่มขึ้นอยู่กับสมาชกิ ทุกคนในกลุ่ม ในขณะเดียวกันสมาชิกแต่ละคนจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มประสบ
ความสำเร็จ ความสำเร็จของบคุ คลและกล่มุ ขึน้ อยูก่ ับกันและกัน ดังนน้ั แต่ละคนต้องรับผิดชอบในบทบาทหนา้ ที่ของตน
และในขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือสมาชิกคนอื่น ๆ ด้วย เพ่อื ประโยชน์ร่วมกนั การจัดกลุ่มเพ่ือชว่ ยให้ผู้เรียนมีการพึ่งพา
ชว่ ยเหลือเก้อื กลู กันนีท้ ำได้หลายทาง เช่น การใหผ้ เู้ รยี นมเี ปา้ หมายเดียวกนั หรือให้ผู้เรยี นกำหนดเปา้ หมายในการทำงาน/
เรียนรู้ร่วมกัน (Positive Goal Interdependence) การให้รางวัลตามผลงานของกลุ่ม (Positive Resource Interdependence)
การมอบหมายบทบาทหน้าทใี่ นการทำงานร่วมกนั ให้แตล่ ะคน (Positive Role Interdependence)
2. การปรกึ ษาหารือกนั อยา่ งใกลช้ ดิ (Face-To-Face Promotive Interaction)
การท่สี มาชิกในกลุ่มมีการพ่ึงพาชว่ ยเหลือเก้ือกูลกัน เปน็ ปจั จยั ทีจ่ ะส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นมีปฏสิ มั พนั ธ์
ต่อกันและกันในทางที่จะช่วยให้กลุ่มบรรลุเป้าหมาย สมาชิกกลมุ่ จะหว่ งใย ไว้วางใจ ส่งเสริม และช่วยเหลือกัน
และกนั ในการทำงานตา่ ง ๆ รว่ มกนั ส่งผลให้เกดิ สัมพนั ธภาพทีด่ ตี ่อกัน
3. ความรบั ผดิ ชอบทตี่ รวจสอบไดข้ องสมาชกิ แตล่ ะคน (Individual Accountability)
สมาชิกในกลมุ่ การเรียนร้ทู กุ คนจะตอ้ งมีหนา้ ทีค่ วามรบั ผดิ ชอบและพยายามทำงานทไ่ี ด้รับมอบหมาย
อย่างเต็มความสามารถ ไม่มีใครที่จะได้ประโยชน์โดยไม่ทำหน้าที่ของตน ดังนั้น กลุ่มจึงจำเป็นต้องมีระบบ
ตรวจสอบผลงาน ทั้งท่เี ป็นรายบุคคลและเปน็ กลุ่ม วิธกี ารที่สามารถส่งเสริมให้ทุกคนได้ทำหน้าท่ีของตนเอย่างเต็มท่ีมี
หลายวิธี เชน่ การจดั กลุ่มใหเ้ ล็กเพ่ือจะไดเ้ อาใจใสก่ นั และกันอย่างท่วั ถงึ การทดสอบเปน็ รายบคุ คล การสมุ่ เรยี กช่อื ให้
รายงาน ครสู ังเกตพุ ฤติกรรมของผู้เรยี นในกลุ่ม การจดั ใหม้ กี ลุ่มผู้สังเกตการณ์ การใหผ้ ู้เรยี นสอนกันและกัน เปน็ ตน้
28
4. การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธร์ ะหว่างบคุ คลและทกั ษะการทำงานกลุ่มย่อย (Interpersonal And
Small-Group Skills)
การเรียนรู้แบบรว่ มมือจะประสบความสำเรจ็ ไดต้ อ้ งอาศัยทักษะทสี่ ำคญั ๆ หลายประการ เชน่
ทักษะทางสังคม ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทักษะการทำงานกลุ่ม ทักษะการสื่อสาร และทักษะการ
แก้ปญั หาขดั แยง้ รวมทงั้ การเคารพ ยอมรับ และไว้วางใจกันและกนั ซงึ่ ครูควรสอนและฝึกใหแ้ ก่ผูเ้ รยี นเพือ่ ช่วย
ให้ดำเนนิ งานไปได้
5. การวิเคราะห์กระบวนการกลมุ่ (Group Processing)
กลมุ่ การเรียนรูแ้ บบร่วมมอื จะต้องมกี ารวเิ คราะห์กระบวนการทำงานของกลมุ่ เพ่ือช่วยให้กลุ่ม
เกิดการเรียนรู้และปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่มครอบคลุมการวิเคราะห์เกี่ยวกับ
วธิ ีการทำงานกลุม่ พฤตกิ รรมของสมาชกิ กลุ่มและผลงานของกลุ่ม การวิเคราะห์การเรียนร้นู ี้อาจทำโดยครู หรือ
ผู้เรียน หรือทั้งสองฝ่าย การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่มนี้เป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้กลุ่มตั้งใจทำงาน เพราะรู้
ว่าจะรับข้อมูลป้อนกลับ และช่วยฝึกทักษะการรู้คิด (Metacognition) คือ สามารถที่ประเมินการคิดและ
พฤตกิ รรมของตนทีไ่ ดท้ ำไป
การสอนแบบทีมเป็นพัฒนาการของรูปแบบการสอนที่เน้นให้มีครูมากกว่า 1 คน ทำงานร่วมกัน
ในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ใหม้ ีประสิทธิภาพมากขึ้น บนพื้นฐานของความเชือ่ ว่า เมื่อครูมีความชำนาญ
ในด้านการเรียนการสอนทำงานร่วมกัน นักเรียนจะได้รับโอกาสของการเรียนรู้เพิ่มขึ้น การสอนแบบทีมเป็นการ
ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก (ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2558 : 3 , 6) โดยครูจะ
เปลี่ยนเปล่ยี นแปลงตนเองใหเ้ ปน็ ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator) มากกวา่ จะเป็นครู (Teacher)
ภาพท่ี 13 รปู แบบการสอนแบบทมี
29
การสอนแบบทีม คือ การที่มีครูมากกว่า 1 คนมาร่วมกันสอน ดังนั้น คนส่วนใหญ่จะนึกถึง
ความหมายน้ี เมอ่ื กล่าวถึงการสอนแบบทีม Cook and Friend (1996, อา้ งถงึ ใน จิรวรรณ คุ้มพร้อม สาลีพันธ์,
2560 : 16) เสนอรปู แบบการสอนแบบทีมไว้ 5 รูปแบบ ดงั นี้
รูปแบบที่ 1 คือ มีครู 1 คนสอน และอีก 1 คนช่วย (One teacher One Observer) หมายถึง
ครูเพียง 1 คน เปน็ คนสอนหลกั สว่ นอีก 1 คน คอยดูแลนักเรียนและคอยช่วยเหลอื เมอื่ นกั เรียนมคี ำถาม
รูปแบบที่ 2 คือ จัดกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบสถานีการเรียนรู้ (Station teaching) เริ่มจาก
การแบ่งเนื้อหาเป็นส่วน ๆ ตามความเหมาะสมและจัดห้องเป็นสถานีการเรียนรู้ หมายถึง แต่ละห้องจะเน้น
เนื้อหาเฉพาะ ส่วนครูที่ร่วมกันทำงานแบบทีมจะอยู่ประจำห้องของตน แต่นักเรียนเป็นผู้เปลี่ยนไปตามห้องต่าง ๆ
ซงึ่ จัดไว้เปน็ สถานกี ารเรยี นรู้ (Stations)
รูปแบบที่ 3 คือ ให้ครูที่ทำงานแบบทีม 2 คน สอนไปพร้อม ๆ กัน (Parallel Teaching) โดย
จัดแบง่ นักเรยี นภายในหอ้ งเป็น 2 กลุม่ และแตล่ ะคนดูแลนกั เรียน 1 กล่มุ
รูปแบบที่ 4 คือ ให้ครูที่ทำงานแบบทีม 2 คน ผลัดกันสอน (Alternative Teaching) โดยครูคน
หนง่ึ ดแู ลนกั เรียนกล่มุ ใหญ่ ครอู กี คนดแู ลนกั เรยี นกลมุ่ เลก็
รปู แบบท่ี 5 คอื ครูแต่ละคนร่วมกนั สอน โดยผลัดกนั นำสอน (Team Teaching)
ภาวะผู้นำ หมายถึง ลักษณะและพฤติกรรมของบุคคลที่มีอิทธิพล หรือโน้มน้าวให้บุคคลอื่นหรือ
กลุ่มเชอื่ มั่น ปฏบิ ัติตามความคิดและความต้องการของตน โดยใช้แรงจูงใจ ควบคุมประสานงาน รวมท้ังความรู้
ความสามารถ ประสบการณ์ บุคลิกภาพ และอิทธิพลของตนกับสมาชิกในกลุ่ม ให้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ
ดว้ ยความเต็มใจ เพอื่ บรรลุเปา้ หมายที่ตั้งไว้ (ชยั ศาสตร์ คเชนทรส์ ุวรรณ , 2563 : 11)
กวี วงศ์พุฒิ (2550, หน้า 135-137) ได้กลา่ วถงึ คุณลกั ษณะภาวะผูน้ ำ ดังน้ี
1. บุคลิกภาพ (Personality) เป็นลักษณะเฉพาะที่ติดมากับตัวของแต่ละบุคคล ในส่วน ที่สามารถ
ปรบั ปรงุ แก้ไขให้ได้ดี บุคลกิ ภาพดังกล่าวคือ
1.1 ความสามารถในการปรบั ตัวเปน็ ความสามารถทว่ั ไปของบคุ คล
1.2 ความต้องการที่จะนำ ซึ่งอาจจะเป็นความสามารถในส่วนลึก ๆ มองเห็นไม่ชัดนักแต่ก็
สามารถค้นหาได้
1.3 ความมั่นคงทางอารมณ์ซึ่งแต่ละคนจะมีนิสัยทางด้านการคงที่ของอารมณ์ การควบคุม
อารมณไ์ ดม้ ากนอ้ ยเพยี งใด ความเป็นตวั ของตวั เอง มอี ำนาจในการตดั สินใจตา่ ง ๆ ตามสภาพสังคมและวัฒนธรรม
1.4 ความอุตสาหพยายาม หมายถึง ความอดทนของแต่ละบุคคลที่จะพยายามฟันฝ่าอุปสรรค
นานาประการ
30
1.5 ความคดิ สร้างสรรค์ ถอื เป็นพรสวรรค์ของคนเราอยา่ งหน่ึงทีม่ ีความสนใจในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง
โดยเฉพาะ แลว้ คดิ ออกมาเป็นรูปธรรม
1.6 ความทะเยอทะยาน เปน็ ธรรมชาตขิ องมนุษย์ทต่ี อ้ งการความสะดวกสบาย
1.7 ความคิดรเิ รม่ิ ซงึ่ เป็นความสามารถในการคดิ ส่ิงตา่ ง ๆ ที่แปลกใหมต่ ลอดเวลา
2. ความรู้ความสามารถ (Intelligence) สมองของคนเราธรรมชาติสร้างเพื่อใช้สติปัญญาให้เกิด
ประโยชนต์ ่อสว่ นรวม ความรู้ ความสามารถ เห็นได้จาก
2.1 เชาว์ปัญญา คนทุกคนมีสติปัญญา ความเฉลียวฉลาดแตกต่างกันออกไป อาจจะด้วยสาเหตุ
หลายประการ ทั้งเร่ืองพันธุกรรม สภาพแวดล้อม การแข่งขัน การฝึกฝน ตนเองให้เป็นผู้ที่สนใจในการศึกษา
เลา่ เรยี น
2.2 ความแมน่ ยำในการตัดสินใจ เพราะเราต้องตัดสินใจอยตู่ ลอดเวลาในการทำงาน การดำรงชีวิต
การตัดสนิ ใจที่แมน่ ยำจงึ ต้องอาศัยประสบการณ์
2.3 ระดับความรู้ทุกคนสามารถศึกษาเล่าเรียนได้ไม่เท่ากันเพราะสมองแต่ละคน สามารถรับ
อะไรได้อย่างเต็มที่ คือ มีการจดจำไว้เท่ากันก็จริง แต่การรับรู้การถ่ายทอดอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างแตกต่างกัน
ออกไป เราจงึ วัดระดบั ความรู้ไดจ้ ากการศึกษาในระดับสงู ๆ ขน้ึ ไปของแต่ละคน
2.4 ความคล่องแคล่วในการใชภ้ าษา สื่อภาษาเปน็ เรอ่ื งทส่ี ำคัญอย่างหน่ึงของ มนุษยท์ ุกชาติจะมี
ภาษาของตนเองหรือไม่ก็ตามแตก่ ารพูดก็เป็นการสื่อความหมายให้สามารถเข้าใจกนั ผนู้ ำมีความสามารถในการพูด
การเขยี นยอ่ มได้เปรยี บกว่า
3. คณุ ลักษณะดา้ นสังคม (Social Skill) การเขา้ รว่ มสงั คมเปน็ ของคนทุกคนเพราะคนเราไม่สามารถ
อยู่คนเดียวได้ในโลก การเข้าสังคมของคนแต่ละระดับต้องมีพิธีรีตองที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพการณ์ และ
เหตุการณ์นั้น คุณลกั ษณะดา้ นสังคมมดี งั นี้
3.1 การรู้จักประนีประนอม การที่เราทำงานร่วมกันกับคนอื่นผลประโยชน์เป็นเรื่อง ที่มี
ความสำคัญไม่นอ้ ยด้วยเหตุน้ีจึงต้องการคนทีจ่ ะมาประสานผลประโยชน์หรือคนทีช่ อบ ประนีประนอมให้ทุกคนที่
รว่ มงานเกิดความพอใจ
3.2 ความสามารถในการบริหาร งานบริหารเป็นงานที่ใช้ศิลปะ ซึ่งแต่ละคนไม่สามารถใช้ได้
ทดั เทยี มกันด้วยขอ้ จำกดั ต่าง ๆ การศกึ ษาเลา่ เรยี นก็เป็นส่วนประกอบในการบริหารไดบ้ ้างเชน่ กนั
3.3 ความร่วมมอื ถอื เป็นสิ่งสำคัญมากในการเปน็ ผู้นำ เพราะผนู้ ำจะตอ้ งเป็นผู้ทีส่ ามารถชักจูงให้
ผ้รู ่วมงานต้งั ใจทำงานหรอื ทำตามท่ผี ู้นำต้องการดว้ ยความเต็มใจ
3.4 ความเป็นที่นิยมชมชอบ เราคงจะเคยเข้าไปในงานเลี้ยง และพอคนหนึ่งซึ่งจาก สีหน้า
ท่าทาง เป็นบุคคลที่มองแล้วเกิดความรู้สึกอยากรู้จัก อยากทักทาย มีความเลื่อมใส ศรัทธา ยิ่งเมื่อเห็นเขาพูดจา
ดว้ ยแลว้ เกดิ ความนยิ มชมชอบตามมา
3.5 ความเป็นนักการทตู การที่คนเราเป็นนกั การทตู ที่ดีนน้ั ต้องอาศัยปฏิภาณไหวพริบอย่างมาก
เพราะต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ต้องโน้มน้าวเรื่องใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้น แก้ปัญหาให้ กลายเป็นเรื่องเล็ก ต้องใช้
ความสามารถหลาย ๆ ดา้ น ประกอบกัน ซึ่งไม่ใชก่ ารพูดเป็นเพียงอยา่ ง เดยี วเท่านน้ั
31
4. คณุ ลักษณะด้านกายภาพ (Physical Characteristics) ถอื เปน็ เร่ืองทีต่ ิดตัวมา และสามารถสร้างเสรมิ ได้
ซึ่งคณุ ลักษณะดา้ นกายภาพ มีดังน้ี
4.1 ส่วนสูง ถึงแม้ทุกคนไม่สามารถสูงทัดเทียมกัน แต่ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการรับประทาน
อาหารท่ถี กู ตอ้ งตามหลักโภชนาการนัน้ มีสว่ นทำให้คนเราสงู ไดไ้ ม่เพียงเพราะพันธกุ รรมเพยี งอย่างเดยี ว
4.2 นำ้ หนัก การควบคมุ น้ำหนกั จะเห็นได้จากนกั มวยเพราะการควบคุมตา่ ง ๆ ยอ่ มเกดิ ผลตามที่
เราต้องการ มีนักจิตวิทยาได้ทำการทดสอบเรื่องน้ำหนักกับการเป็นผู้นำเหมือนกันแต่ไม่มีความสำคัญอย่างมี
นยั สำคญั
4.3 การฝึกฝนให้ใช้ความคิด การใช้สมอง การนั่งสมาธิ ล้วนแต่มีส่วนท าให้จิตใจ เยือกเย็น
สามารถพัฒนาตนเองไปส่คู วามเปน็ ผนู้ ำได้ดที ่สี ดุ
4.4 ความสมบูรณ์ของร่างกายรักษาตนให้พ้นจากโรคภัยถือเป็นลาภอันประเสริฐ ตามหลักของ
พระพุทธศาสนา ดังนั้น ความสมบูรณ์ต้องมีส่วนประกอบด้านอื่นด้วย เช่น การ รักษาความอบอุ่นของร่างกาย
การพักผอ่ นทเี่ พียงพอ การออกกำลังกายอยา่ งสม่ำเสมอ เป็นต้น
จินตวีร์ คล้ายสังข์ (2561 : 236 - 244) ได้ศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับทักษะสารสนเทศ สื่อ
และเทคโนโลยี (Information, Media and Technology Skills) สามารถสรุปและแบ่งเป็นประเด็นหลัก ๆ คือ
(1) ทักษะการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) (2) ทักษะการรู้สื่อ (Media Literacy) และทักษะการรู้
เทคโนโลยี (ICT Literacy) มีรายละเอียดดังตอ่ ไปน้ี
1. การรสู้ ารสนเทศ
การรู้สารสนเทศ หมายถงึ เป็นกระบวนการทางปัญญา เพื่อสรา้ งความเขา้ ใจในความต้องการ
สารสนเทศ การค้นหาการประเมินการใช้สารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การรู้สารสนเทศจะต้อง
อาศัยทักษะต่าง ๆ เช่น ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการคิด ทักษะการสื่อสาร ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และ
ทักษะอื่น ๆ (สมาน ลอยฟ้า, 2544) สอดคล้องกับ สุจิน บุตรดีวรรณ (2546) ได้ให้ความหมายของการรู้
สารสนเทศว่าความสามารถในการแสวงหาสารสนเทศท่ีเกิดขึ้นเฉพาะบุคคล การรู้สารสนเทศจะมีประสิทธภิ าพได้นั้น
ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของอาจารย์ผู้สอนและบรรณารักษ์ห้องสมุดที่จะต้องทำงานควบคู่กันในรูปแบบของ
ศูนย์กลางการรับรู้สารสนเทศ โดยทั่วไปแล้วเป้าหมายของการรู้สารสนเทศประกอบด้วยความเข้าใจสารสนเทศ
และทกั ษะในการแสวงหาสารสนเทศและรูปแบบของส่อื สารสนเทศ
Humes (1999) ได้นิยามการรู้สารสนเทศไว้ว่าเป็นความสามารถในการเข้าถึง การประเมิน
การจัดระบบและการใช้สารสนเทศจากแหล่งสารสนเทศที่หลากหลายได้ เริ่มตั้งแต่ผู้รู้สารสนเทศรู้ ถึงความ
ต้องการสารสนเทศ โดยกำหนดหัวข้อหรือเรื่องที่ต้องการค้นหาอย่างชัดเจน คัดเลือกคำศัพท์ที่เหมาะสม เพื่อ
แสดงความคิดหรือหวั ข้อท่ีต้องการค้นหา กำหนดกลยุทธก์ ารค้นหาที่จะนำไปสู่การพจิ ารณาถึงความแตกต่างของ
แหล่งสารสนเทศ และวิธีการต่าง ๆ ท่จี ะใช้ในการจัดระบบสารสนเทศทไี่ ดม้ าวเิ คราะห์สารสนเทศท่รี วบรวมมาได้
32
โดยพิจารณาถึงคุณภาพ ความเหมาะสมและการเปลี่ยนสารสนเทศให้อยู่ในรูปขององค์ความรู้ ในขณะที่
Hepworth (1999) ได้อธิบายคุณลักษณะของผู้เรียนทรี่ ู้สารสนเทศว่าเป็นบุคคลที่คาดว่าจะต้องมีพฤติกรรมทั้ง 13 ข้อ
ได้แก่ (1) ตระหนักถึงสารสนเทศที่ถูกต้องและสมบูรณ์ (ข้อความ ตัวเลข ภาพ) ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการริเร่ิม
กระบวนการจัดการสารสนเทศ อกี ทง้ั ยงั ช่วยให้มีความเชือ่ มั่นทีจ่ ะแก้ปญั หาโดยใชค้ วามรู้ท่ีค้นพบ (2) ตัดสินใจได้
อยา่ งชัดเจนและมองแง่มุมของปญั หาท่จี ะแก้ (3) แจกแจงและตัดสนิ ถึงประเภทสารสนเทศที่ต้องการใช้งาน เช่น
ผลสำเรจ็ ของช้ินงานที่คาดหวงั (4) สร้างคำถามบนพ้ืนฐานของสารสนเทศที่จำเป็นเพอ่ื ไปชว่ ยกำหนดสงิ่ ที่ต้องการ
เช่น การศึกษาการเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ที่จำเป็น (5) จำแนกสภาพและคุณค่าของแหล่งสารสนเทศปฐมภูมิและ
ทุติยภูมิ (6) พัฒนากลยุทธ์การค้นพบที่ประสบผลสำเร็จเพื่อเข้าถึงเอกสารและสื่ออิเล็กทรอนิกส์รวมถึงเทคนิค
การอ่านและการสำรวจข้อมูล (7) รวบรวมสารสนเทศจากแหล่งทุติยภูมิโดยใช้เทคนิคที่เหมาะสม รู้วิธีใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสืบค้น (8) จัดการและจัดเก็บสารสนเทศ เช่น การเขียนอ้างอิง บรรณานุกรม
ทักษะการจดบันทึก การจัดการข้อมูล การสร้างฐานข้อมูล (9) แปลความวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินค่า
ข้อมูลก่อนนำไปใช้ (10) การตัดสินใจ และคาดการณถ์ งึ การใชง้ านในอนาคต โดยมองในแงม่ ุมของสถานการณ์ที่
แตกต่างกัน (11) ใช้เครื่องมือและวิธีการนำเสนอที่เหมาะสม เพื่อการสื่อสารที่เหมาะสมกับสถานการณ์ (12) พัฒนา
กลยุทธ์และเทคนิคการเผยแพร่ผลลัพธ์และการทำรายงาน เช่น จัดทำแฟ้มข้อมูล (13) ปรับแนวคิดและ
พฤตกิ รรมเพ่ือใชใ้ นสถานการณ์หรือเนื้อหาอ่ืนได้ ดังนั้นจงึ เห็นได้วา่ การรู้สารสนเทศเปน็ ความสามารถขั้นพ้ืนฐาน
ประกอบด้วยทกั ษะที่เก่ียวกับการสารสนเทศ (Information Skill) และการรู้คอมพวิ เตอร์ (Computer Literacy)
ความรู้เกี่ยวกับสื่อสารสนเทศ (Media Literacy) และความเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Technology
Literacy) สำหรบั WAAL Information Literacy Committee (2001) ไดใ้ ห้คำนยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ
ไวว้ า่ หมายถึง ทกั ษะการรู้สารสนเทศชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นสามารถรู้จกั คุณคา่ ของสารสนเทศ และสามารถใชส้ ารสนเทศ
เพื่อสร้างทางเลือกในชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการศึกษาได้ สอดคล้องกับ Association of College and
Research Libraries (2000) ได้ให้คำนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศไว้ว่า เป็นกลุ่มของความสามารถที่ทำให้
บุคคลสามารถตระหนักรู้ได้เมื่อตนเองมีความต้องการสารสนเทศ และมีความสามารถในการระบุตำแหน่ง
ประเมนิ และใช้สารสนเทศท่ตี อ้ งการไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
จากความหมายดงั กลา่ วสรปุ ได้ว่าการรู้สารสนเทศ หมายถงึ ทักษะความรู้ความสามารถของแต่ละ
บุคคลที่บอกได้ว่าต้องการสารสนเทศอะไร รู้แหล่งสารสนเทศวิธีการแสวงหาสารสนเทศและสามารถสืบค้นคืน
สารสนเทศโดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ สามารถวิเคราะห์สังเคราะห์ประเมินสารสนเทศ และสามารถใช้สารสนเทศที่
ได้มาอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพเพอื่ ให้เกิดประโยชนส์ ูงสุด
33
การร้สู ารสนเทศ (Information Literacy)
นิยาม ระดับความรู้และความเข้าใจในการใช้สารสนเทศที่มีอยู่ได้อย่างถูกต้องและตรงตามความ
ต้องการโดยประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ ได้แก่ (1) ความสามารถในการกำหนดความต้องการสารสนเทศ
(2) ความสามารถในการเขา้ ถึงสารสนเทศ (3) ความสามารถในการประเมินและจัดการสารสนเทศ (4) ความสามารถ
ในการประยุกต์ใช้สารสนเทศ และ (5) ความสามารถในการมีจริยธรรมในการใชส้ ารสนเทศ
คุณลักษณะ
2. การรสู้ ือ่
การรู้ส่อื หรอื การรเู้ ทา่ ทนั ส่อื ได้มผี ใู้ ห้คำนยิ ามท่ใี ห้ไวห้ ลากหลาย สามารถสรุปได้ดังนี้ นรินทร ศรไิ ทย
(2547) กล่าวว่า การรู้เท่าทันสื่อเป็นเรื่องของการเลือกรับ และใช้ประโยชน์จากสื่อในทางสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ตอ่
ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคมโดยผูท้ ี่รู้เท่าทันสื่อจะไมต่ กอยู่ในอิทธิพลของส่ือได้โดยงา่ ย รู้จักหยิบยกสาระ
จากสื่อมาเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการดำรงชีวิต ในขณะที่รักจิต มั่นพลศรี (2547) ให้ความหมายของ
การร้เู ทา่ ทันสื่อว่าคือ ทักษะความสามารถของบุคคลในการเข้าถึง ตีความ วิเคราะห์ วิพากษต์ ดั สินและประเมินค่า
ข้อมูลข่าวสารที่สื่อนำเสนอทั้งในส่วนที่เป็นข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริงซึ่งเป็นผลให้บุคคลนั้นมีพลังอำนาจในการ
ควบคุมอทิ ธิพลหรือผลกระทบจากสื่อได้ Stanley and Baran (2004) กลา่ ววา่ การรู้เท่าทนั สื่อคือความสามารถใน
การทำความเข้าใจและใชป้ ระโยชนจ์ ากสื่อและเนื้อหาจากส่ือได้อย่างมีประสทิ ธผิ ลและมีประสิทธิภาพ Potter (2005)
ให้ความหมายของการรู้เท่าทันสื่อว่าเป็นมุมมองจากการที่บุคคลเปิดรับสื่อและตีความหมายของเนื้อหาสื่อตามที่ได้
เปิดรับด้วยความตระหนักถึงผลกระทลของสื่อและมีสติในการเปิดรับ นอกจากนั้นองค์กรต่าง ๆ ในต่างประเทศท้ัง
European Commission (2007) Canadian Council on Learning (2008) (อ้างถึงใน Oxstrand, 2009) ล้วนให้
ความหมายของการรู้เท่าทันสื่อซึ่งเป็นแนวคดิ สู่การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่สอดคล้องกนั ว่าเปน็ ความสามารถในการ
เข้าถึง (Access) เข้าใจ (Understand) ประเมิน (Evaluation) และสร้างสรรค์ (Create) เนื้อหาสื่อในรูปแบบที่
หลากหลายภายใตบ้ ริบทที่แตกต่างกนั
34
การร้สู ื่อ (Media Literacy)
นิยาม ความสามารถในการเขา้ ถึง วิเคราะห์ ประเมนิ และสรา้ งสรรค์เนื้อหาในหลากหลายบริบท
และตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการเปิดรับสื่อ รวมถึงการเลือกเปิดรับเนื้อหาที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยง
เนื้อหาที่ไม่พึงประสงค์ที่สื่อนำเสนอได้ โดยมีคุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึง การวิเคราะห์ การประเมิน
และการสร้างสรรค์
คุณลักษณะ
3. การร้เู ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร
คณุ ลักษณะของการรู้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารหรอื การรไู้ อซที ี (ICT : Information,
Communication and Technology Literacy) นั้น ครอบคลุมประสิทธิผลของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Apply
Technology Efficiency) โดยมีคุณลักษณะคือ (1) สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเคร่ืองมือเพื่อการวิจัย การจัดการ การประเมิน
และการสอ่ื สารทางสารสนเทศ (2) สามารถใช้เทคโนโลยดี จิ ทิ ัล (คอมพิวเตอร์, แท็บเลต็ , สมาร์ทโฟน) ในการสื่อสารและการ
สร้างเครือข่าย รวมทั้งการเข้าถึงสื่อทางสังคม (Social Media) ได้อย่างเหมาะสม (3) มีความรู้พื้นฐานในการประยุกต์ใช้
ICT ได้ตามกรอบแห่งคุณธรรมจริยธรรมท่ีมีข้อมูลหลากหลายรอบดา้ น โดย California Emerging Technology Fund (2008)
ได้กลา่ วถงึ องคป์ ระกอบของการรูเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารไว้ดงั นี้ (1) การเข้าถงึ (Access) รู้ถึงวธิ กี าร
เกบ็ รวบรวมและ/หรือการดงึ ข้อมูล (2) การจดั การ (Manage) สามารถใช้เคร่ืองมือในการจดั การโครงการหรือจัด
หมวดหมู่ที่มีอยู่ (3) การบูรณาการ (Integrate) การตีความและการนำเสนอข้อมูล สามารถสรุป เปรียบเทียบข้อมูลได้
(4) การประเมิน (Evaluate) สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับคุณภาพ ความสัมพันธ์ ประโยชน์หรือประสิทธิภาพของข้อมูลได้
(5) การสรา้ งสรรค์ (Create) สามารถสร้างขอ้ มลู โดยการประยกุ ตใ์ ช้ ออกแบบ ประดิษฐไ์ ด้ และ (6) การสือ่ สาร
(Communicate) สามารถสือ่ สารขอ้ มลู เชญิ ชวนเพือ่ ตอบสนองความต้องการของผ้ชู มผ่านการใชส้ อ่ื ท่ีเหมาะสม
35
การรเู้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร (ICT Literacy)
นิยาม ความสามารถในใช้เทคโนโลยีดิจทิ ลั เคร่อื งมอื การตดิ ต่อสอ่ื สาร และ/หรอื เครอื ข่ายในการเข้าถึง
จัดการ บูรณาการ ประเมิน และสร้างสรรค์สารสนเทศเพื่อทำหน้าที่ในสังคมแห่งความรู้ โดยประกอบด้วย
คณุ ลกั ษณะสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึง การจัดการ การบูรณาการ การประเมิน การสรา้ งสรรค์ และการส่อื สาร
คณุ ลักษณะ
36
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing and ICT Literacy) โดย
การใช้ ICT ที่เหมาะสมสำหรับผู้เรียนจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงทักษะด้าน
เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Literacy) การใช้เทคโนโลยีสำหรับผู้เรียนแต่ละระดับนั้นจะต้อง
สอดคล้องกบั ทกั ษะความเขา้ ใจและใช้เทคโนโลยีเหมาะสม
การสื่อสาร (Communication) การสื่อสารคือการติดต่อกันระหว่างมนุษย์โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเสนอ
เรื่องราวอย่างใดอย่างหนึ่งให้รับรู้เกิดการตอบสนองซึ่งกันและกันโดยอาศัยเครื่องมือในการสื่อสาร เป็นกระบวนการ
แลกข่าวสารข้อมูลตลอดจนความคิดเห็นและความรู้สึกระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปด้วยวิธีต่าง ๆ ได้แก่
ทางนำ้ เสยี งการเขยี นรวมทั้งการแสดงสีหน้าการแสดงท่าทางต่าง ๆ การสือ่ สารจะประสบผลได้นัน้ จะต้องมีความรู้
เรื่องไวยากรณ์ ตลอดจนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมในสังคมนั้น รวมท้ังความสามารถในการเลือกใช้ภาษาที่เหมาะสม
กับสถานการณ์นั้น ๆ ด้วย (พิมลวรรณ สมมาตย์, 2546 ; สมร เจนจิระ, 2546 ; เอมอร ผาสุกจันทร์, 2548;
วิรชั ล ภริ ัตนกลุ , 2549; Chales and Miller, 2007; Brown and Davies, 2008)
พรชยั เจตามาน และคณะ (2560 อา้ งถึงใน จินตวีร์ คลา้ ยสงั ข.์ 2561 : 194)
1. ฟัง พดู อา่ น เขียนภาษาได้อย่างชดั เจน ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ เลอื กใช้ไดเ้ หมาะสมกบั ผ้รู ับ
สารเป็นรายบคุ คลและเป็นกล่มุ ท่แี ตกต่างกนั มีกาลเทศะ เคารพ และรับฟังความคดิ เหน็ ของผูอ้ นื่
2. การรบั และสง่ สาร ประชาสมั พนั ธ์ใหบ้ ุคคลภายในและภายนอกองคก์ รได้อย่างเหมาะสมและมี
ประสทิ ธิผล
3. สือ่ สารโดยใช้เทคโนโลยไี ดอ้ ย่างเหมาะสม
โดยสรุป เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร หมายถึง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
(Information and Communication Technology : ICT หรือ ไอซีที) คือ เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเกี่ยวกับ
สารสนเทศและการสื่อสาร ในกระบวนการจัดหา จัดเก็บ การสร้าง ประมวลผล รับส่งข้อมูล เผยแพร่
สารสนเทศในรปู แบบส่ือต่าง ๆ เชน่ สื่อผสม หรอื เสียง ภาพ ภาพเคลอ่ื นไหว ขอ้ ความหรอื ตวั อักษรและตัวเลข
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงสารสนเทศ ความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ตามความต้องการได้ทันต่อ
การนำไปใช้ประโยชน์ เทคโนโลยีเหล่านี้จะหมายถึงคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย ฮาร์ดแวร์ ( Hardware)
ซอฟตแ์ วร์ (Software) และส่วนขอ้ มูล (Data) และเทคโนโลยีเพอื่ ให้สำหรับตดิ ตอ่ แลกเปล่ยี นข้อมูลข่าวสารโดย
ใชร้ ะบบการสอื่ สาร โทรคมนาคม ระบบสอื่ สารขอ้ มลู ตา่ ง ๆ
37
ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะอาชีพและการเรียนรู้ หรือด้านทักษะอาชีพและทักษะชีวิต
ประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ (1) ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว (Flexibility
and Adaptability) (2) การรเิ ร่มิ และการกำกบั ตัวเองได้ (Initiative and Self-Direction) (3) ทกั ษะด้านสังคม
และทักษะข้ามวัฒนธรรม (Social and Cross-Cultural Skills) (4) การมีผลงานและความรับผิดชอบตรวจสอบได้
(Productivity and Accountability) และ (5) ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (Leadership and Responsibility)
โดยทักษะดังกลา่ วเป็นหนึง่ ในทักษะการเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21 ท่จี ะทำให้ผ้เู รียนมีความสมบรู ณ์ในการใช้ชีวิตและ
การทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นทักษะทางดา้ นสงั คม (Soft Skills) ทกั ษะหน่งึ ทสี่ ำคญั ย่งิ กับผ้เู รยี นท้ังในปจั จุบันและการทำงาน
ในอนาคต
ทักษะอาชีพและการเรียนรู้ หรือด้านทักษะอาชีพและทักษะชีวิต เป็นความสามารถเชิงสังคมในการ
ปรับตัวให้มีพฤติกรรมที่ถูกต้องเมื่อเผชิญกับสิ่งที่ท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสามารถนี้ประกอบด้วย ความรู้ ความเข้าใจ เจตคติ และทักษะในการจัดการกับปัญหาในสังคม เช่น
ความสามารถในการปฏิบัติงานให้สำเร็จอยา่ งมีประสิทธภิ าพ ความสามารถในการประสานงาน เป็นตน้
การสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมแกผ่ เู้ รยี นควรดำเนินการดังตอ่ ไปน้ี (อชั รา เอิบสุขสิร,ิ 2561 : 165-167)
1. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีลักษณะมุ่งอนาคต คือเป็นผู้มีความตั้งใจจริงมีสมาธิ จดจ่อในส่ิงท่ีต้องการ
ประพฤติปฏิบตั ิ สามารถควบคุมตนเองให้ไปสู่เป้าหมายทีต่ ั้งไว้ได้ รู้จักอดทน รอคอย ไม่หวั่นไหวง่าย มีความ
เชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตนเอง มีเหตุผล ทั้งนี้จำเป็นต้องจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณลักษณะดังกล่าว
แก่ผู้เรียน เช่น มอบหมายงานที่เขาสามารถทำได้สำเร็จ ให้กำลังใจฝึกให้เขามีความอดทน สร้างสถานการณท์ ่ี
ท้าทายความสามารถแตไ่ มย่ ากจนเกนิ ไป วางเงอ่ื นไขใหเ้ ขามุ่งมั่นสคู่ วามสำเรจ็ โดยสมำ่ เสมอ เคารพกฎกติกา รกั ษา
คำมั่นสัญญาอย่างเคร่งครัด
2. เป็นต้นแบบพรอ้ มกบั ใหก้ ารอบรมคุณธรรมจรยิ ธรรมทุกดา้ น เช่น ความเมตตาจรงิ ใจ ขยัน ซ่ือสัตย์
รับผิดชอบ ยุติธรรม ฯลฯ ด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยอาจใช้วิธีพูดคุย อภิปราย วิเคราะห์ วิจารณ์
จากสถานการณ์จริงรอบตัว หรือจากสื่อต่าง ๆ รับฟังความคิดเห็นของเด็ก และเสริมแทรกแนวคิดที่ถูกต้อง
เพิ่มเติม โดยไม่ให้เขารสู้ ึกว่ากำลังถูกอบรมส่ังสอนหรือบังคับควบคมุ หลกี เล่ียงการอบรมแบบออกคำส่ัง บังคับ
ให้เชื่อฟังอย่างเดียวโดยไม่อธิบายเหตุผล เพื่อให้เขารู้สึกเห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่อการพัฒนาคุณธรรม
จริยธรรม
3. พ่อแม่ ครูอาจารย์ และผู้ใหญ่ที่เก่ียวข้องร่วมกันจัดสภาพแวดล้อมท้ังที่บ้านและโรงเรียนให้เป็น
บรรยากาศของการมีคุณธรรมจริยธรรม เช่น การเคารพกฎกติกา การห่วงใยดูแลช่วยเหลือกัน ซื่อสัตย์ต่อตนเอง
และผอู้ ื่น มคี วามอดทนรับผิดชอบ รจู้ กั รอคอย ฯลฯ ให้คณุ ธรรมเหล่าน้ีเป็นสว่ นหนงึ่ ในการดำรงชวี ิตจริง ๆ ของเด็ก
38
4. สรา้ งใหเ้ ด็กมีวนิ ยั ในตนเอง การมีวนิ ยั ในตนเองจะทำใหบ้ คุ คลสามารถควบคมุ ตนเองไดจ้ ากภายใน
โดยไม่จำเป็นต้องมีมาตรการจากภายนอกมากำกับ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดมีใครเห็นหรือไม่ เขาจะดำรงตนอยู่ในความดีงาม
ได้ตลอดเวลา บคุ คลจะมวี ินัยในตนเองได้จำเป็นต้องเป็นผู้เคารพตนเอง ภาคภมู ิใจในตนเอง มีเหตผุ ล มีวิจารณญาณ
มีปัญญา เลื่อมใสในคุณงามความดีที่เป็นสากล ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวจะพัฒนาข้ึนในเนื้อแท้ของบุคคลที่เติบโต
ขึ้นมาจากครอบครัวที่มีบรรยากาศของความรักความเอื้ออาทรอย่างเหมาะสม มีกรอบของเสรีภาพที่สมดุล
ระหว่างความต้องการของตนเองและผู้อนื่ (เคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่นเท่าเทียมกัน) ไดร้ บั การอบรมเรื่องคุณธรรม
จริยธรรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ พร้อมกับมีต้นแบบที่สอดคล้องกับการอบรมเป็นแบบฉบับให้เรียนรู้ตั้งแต่วัย
ทารก มีการวางเงื่อนไขที่เหมาะสมกับวัย หากทำผิดสมควรได้รับการลงโทษ ก็ควรลงโทษตามเงื่อนไขข้อตกลง
โดยมีเหตุผลยอมรับได้ว่าเขาทำผิดจริง เป็นการลงโทษเพื่อให้เกิดความหลาบจำ มิใช่เป็นการลงโทษเพื่อสนอง
อารมณโ์ กรธแค้นของผ้ลู งโทษ หรือลงโทษแบบที่ทำให้เกดิ ความเจบ็ ปวดทุกขท์ รมาน อบั อาย
คุณธรรมจริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญควบคู่กับการดำรงชีวิตของคนทกุ คน ผู้มีจริยธรรมย่อมมีเครื่องยึดเหนี่ยว
จิตใจ มีจุดยืนที่ชัดเจน รู้ว่าตนต้องทำอะไร และทำอย่างไร อีกทั้งยังเป็นเคร่ืองมือนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความสุข
ความสำเร็จในชีวิต มเี กียรติ มศี ักดศิ์ รี เปน็ ทชี่ ่ืนชมยอมรบั นับถือของคนทั่วไป อาจกลา่ วได้ว่าผู้ท่ีดำเนินชีวิตด้วย
คุณธรรมจรยิ ธรรมอย่างแท้จริง เป็นผทู้ ี่ชวี ิตอยา่ งคุ้มค่า จะมองย้อนไปในหว้ งใดของชีวิตก็จะพบแต่ความภาคภูมิใจ
เป็นผู้มีเกียรติท้ังยามที่ ยังมีชีวิตอยู่และแม้จากโลกนีไ้ ปแล้ว เมื่อได้รับการกลา่ วขวัญถึงก็จะมแี ต่เร่ืองดงี ามเป็นที่
ยกยอ่ งช่ืนชมตลอดไป
39
40
การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่าง (Case Based Learning) วิธีการสอนโดยใช้กรณีตัวอย่าง คือ
กระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยให้ผู้เรียนศึกษาเรื่อง
สมมติขึ้นจากความเป็นจริงและตอบประเด็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องนั้น แล้วนำคำตอบและเหตผุ ลที่มาของคำตอบนัน้
มาใช้เปน็ ขอ้ มลู ในการอภปิ ราย เพื่อใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ (ทศิ นา แขมมณี, 2558 : 363)
การสอนโดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นวิธีสอนที่ใช้กรณีหรือเร่ืองต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงมาดัดแปลง เพื่อให้
ผู้เรียนได้ศึกษาวิเคราะห์ให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ให้ผู้เรียนได้รู้จั กวิธีคิด วิธีการนำข้อมูลต่าง ๆ มา
ประกอบการพจิ ารณาในการตัดสินเรื่องหน่ึงเร่ืองใด
1. ลักษณะสำคัญ การเรียนการสอนโดยใช้กรณีศึกษาเป็นการวิเคราะห์ถามตอบโดยการตั้งประเด็น
คำถามกรณีท่ียกมาเป็นตัวอย่าง คือ กิจกรรมท่ีใช้การบรรยาย การอภิปราย การโต้วาที และบทบาทสมมตุ ิเข้ามาไว้
ในกระบวนการเรียนรูท้ งั้ หมด
2. บทบาทผู้สอน มดี ังน้ี
1) ผูส้ อนเป็นผเู้ ตรียมกรณตี ัวอย่างจากข้อมูลข่าวสาร ส่อื เร่ืองราวเหตุการณต์ ่าง ๆ
2) ผสู้ อนเปน็ ผู้นำเสนอกรณีใหผ้ ู้เรยี นไดท้ ราบหรืออาจจะมอบให้ผูเ้ รียนเป็นการสมมตุ ขิ นึ้ ก็ได้
3) ผู้สอนต้องตั้งคำถามยั่วยุให้ผู้เรียนเกิดความคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงกรณีตัวอย่างนั้นกับ
เรื่องราวอ่นื ๆ
4) ผสู้ อนและผูเ้ รียนอภิปรายเรือ่ งราวของกรณีตวั อยา่ งน้ัน
5) ผูส้ อนใหผ้ ูเ้ รยี นสรปุ แนวคิดที่ได้จากกรณตี วั อยา่ ง
การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child Center) การจัดการเรียนการสอนที่เน้น
ผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการที่หลากหลาย สอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ
และความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดสาระที่จะเรียนรู้ ทำกิจกรรมและปฏิบัติจริง
จนค้นพบขอ้ ความรู้และวิธีการปฏิบัตดิ ว้ ยตนเองจากแหลง่ เรียนรู้ทีห่ ลากหลายและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
ในชวี ิตประจำวัน การจัดการเรยี นการสอนท่เี นน้ ผเู้ รียนเป็นสำคัญต้องเลอื กใช้รูปแบบการสอน วิธกี ารสอน และเทคนคิ
การสอนที่เหมาะสมหลากหลายประกอบกัน ไม่สามารถยึดถือเฉพาะรูปแบบ วิธีการ หรือเทคนิคการสอนอย่างใด
อย่างหน่ึงเท่าน้นั (ณฐั วุฒิ กจิ รุ่งเรือง, 2545 : 10 - 11)
41
การจดั การเรียนการสอนที่เนน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคญั ใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ ผสู้ อนจึงต้องคำนงึ ถงึ ประเด็น
ตา่ ง ๆ ในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน ดงั นี้
1) ยึดความแตกตา่ งระหว่างบุคคลของผเู้ รียน
2) เนน้ ความต้องการของผเู้ รียนเป็นหลัก
3) มุง่ การพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของผูเ้ รยี น
4) มกี ารจดั กิจกรรมใหน้ ่าสนใจ ไม่ทำให้ผ้เู รยี นรสู้ กึ เบอื่ หน่าย
5) เมตตากรุณาตอ่ ผู้เรยี น
6) สร้างทา้ ทายใหผ้ เู้ รยี นอยากรู้
7) ตระหนักถึงเวลาท่ีเหมาะสมที่ผู้เรยี นจะเกดิ การเรียนรู้
8) สรา้ งบรรยากาศหรือสถานการณ์ใหผ้ ู้เรียนได้เรยี นรโู้ ดยการปฏิบตั จิ ริง
9) สนบั สนุนและสง่ เสริมการเรียนรู้
10) มจี ุดมุ่งหมายของการสอน
11) สรา้ งความเข้าใจผู้เรยี น
12) คำนึงถงึ ภมู หิ ลงั ของผู้เรียน
13) ไมย่ ึดวธิ ีการใดวิธีการหนงึ่ เท่านนั้
14) จัดการเรียนการสอนที่ดีควรมีลักษณะเป็นพลวัต (Dynamic) กล่าวคือมีการเคลื่อนไหว
เปลย่ี นแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งในด้านการจัดกิจกรรม การสร้างบรรยากาศ รูปแบบเน้ือหาสาระเทคนิค และวธิ ีการ
15) สอนในส่งิ ทีไ่ มไ่ กลตัวผูเ้ รียนมากเกินไป
16) วางแผนการเรยี นการสอนอย่างเปน็ ระบบ
การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปา (CIPPA Model) หรือรูปแบบการประสาน 5 แนวคิด เป็นการ
พัฒนารูปแบบนี้จากประสบการณ์ที่ได้ใช้แนวคิดทางการศึกษาต่าง ๆ มาประสานกัน อันได้แก่ 1) แนวคิดการ
สร้างความรู้ 2) แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการกลุ่มและการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อมใน
การเรียนรู้ 4) แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้กระบวนการ และ 5) แนวคิดเกี่ยวกับการถ่ายโอนการเรียนรู้ (ทิศนา
แขมมณ,ี 2558 : 282 - 284)
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ CIPPA เป็นหลักการซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นหลักในการจัด
กจิ กรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ใหแ้ ก่ผูเ้ รยี น การจัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลัก “CIPPA” นี้สามารถใช้วิธีการ
และกระบวนการที่หลากหลาย ซึ่งอาจจัดเป็นแบบแผนได้หลายรปู แบบ รูปแบบหนึ่งที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้และ
ไดม้ ีการนำไปทดลองใชแ้ ลว้ ไดผ้ ลดี ประกอบดว้ ยขน้ั ตอนการดำเนนิ การ 7 ขนั้ ตอน ดังน้ี
42
ขนั้ ที่ 1 การทบทวนความรู้เดมิ
ขั้นนี้เป็นการดึงความรู้เดิมของผู้เรียนในเรื่องที่จะเรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเช่ือมโยง
ความรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตน ซึ่งผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น ผู้สอนอาจใช้การสนทนา
ซกั ถามใหผ้ ู้เรียนเล่าประสบการณ์เดิม หรอื ให้ผ้เู รียนแสดงโครงความรเู้ ดิม
ขน้ั ที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่
ขั้นนี้เป็นการแสวงหาข้อมูลความรู้ใหม่ของผู้เรียนจากแหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้ต่าง ๆ ซึ่งผู้สอน
อาจจัดเตรียมมาให้ผู้เรียนหรือให้คำแนะนำเก่ียวกับแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนไปแสวงหาก็ได้ในขัน้ นีผ้ ้สู อน
ควรแนะนำแหล่งความร้ตู า่ ง ๆ ให้แกผ่ เู้ รียนตลอดท้ังจดั เตรยี มเอกสารสื่อตา่ ง ๆ
ข้นั ที่ 3 การศกึ ษาทำความเขา้ ใจข้อมูล/ความรู้ใหม่ และเช่อื มโยงความรู้ใหม่กับความรูเ้ ดิม
ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนศึกษาและทำความเข้าใจกับข้อมูล/ความรู้ที่หามาได้ ผู้เรียนจะต้องสร้าง
ความหมายของข้อมูล/ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยใช้กระบวนต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคิด และ
กระบวนการกลุ่มในการอภิปราย และสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลนั้น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับ
ความร้เู ดมิ
ในขั้นนี้ ผู้สอนควรใช้กระบวนการต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรม เช่น กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม
กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการสรา้ งลักษณะนสิ ัย กระบวนการทักษะทางสังคม
ฯลฯ เพ่ือให้ผูเ้ รยี นสร้างความรขู้ ึ้นมาดว้ ยตนเอง
ขน้ั ที่ 4 การแลกเปลี่ยนความร้คู วามเขา้ ใจกบั กลุ่ม
ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนอาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน รวมท้ัง
ขยายความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของตนเองแก่ผู้อื่น และ
ไดร้ บั ประโยชนจ์ ากความรู้ ความเขา้ ใจของผอู้ ืน่ ไปพรอ้ ม ๆ กัน
ขน้ั ท่ี 5 การสรปุ และจัดระเบียบความรู้
ข้ันนเ้ี ปน็ ขั้นของการสรปุ ความร้ทู ่ีได้รับทั้งหมด ทัง้ ความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และจัดส่ิงท่ีเรียนให้เป็น
ระบบระเบียบ เพื่อให้ผ้เู รียนจดจำส่ิงท่ีเรียนรู้ได้ง่าย ผู้สอนควรให้ผู้เรียนสรุปประเด็นสำคัญประกอบด้วยมโนทัศน์หลัก
และมโนทัศน์ย่อยของความรู้ทั้งหมด แล้วนำมาเรียบเรียงให้ได้สาระสำคัญครบถ้วน ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนจดเป็น
โครงสรา้ งความรู้ จะช่วยใหจ้ ดจำขอ้ มูลไดง้ ่าย
ขน้ั ที่ 6 การปฏบิ ัตแิ ละ/หรอื การแสดงผลงาน
หากข้อความรู้ที่ได้เรียนรู้มาไม่มีการปฏิบัติ ขั้นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานการสร้าง
ความรู้ของตนให้ผูอ้ ื่นรับรู้ เป็นการชว่ ยใหผ้ ู้เรียนได้ตอกย้ำหรือตรวจสอบความเข้าใจของตน และช่วยสง่ เสรมิ ให้
ผเู้ รียนใชค้ วามคดิ สรา้ งสรรค์ แต่หากตอ้ งมีการปฏบิ ัติตามข้อมูลที่ได้ ข้นั น้จี ะเป็นข้นั ปฏิบัติ และมกี ารแสดงผลงาน
ที่ได้ปฏิบัติด้วย ในขั้นนี้ผู้เรียนสามารถแสดงผลงานด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การจัดนิทรรศการ การอภิปราย
การแสดงบทบาทสมมติ เรียงความ วาดภาพ ฯลฯ และอาจจดั ให้มกี ารประเมนิ ผลงานโดยมีเกณฑท์ ีเ่ หมาะสม
43
ขน้ั ที่ 7 การประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
ขั้นนี้เป็นขั้นของการส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนได้ฝึกฝนการนำความรู้ความเข้าใจของตนไปใช้ในสถานการณ์
ตา่ ง ๆ ท่ีหลากหลาย เพม่ิ ความชำนาญ ความเขา้ ใจ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและความจำในเรื่องน้นั ๆ เป็น
การให้โอกาสผู้เรยี นใชค้ วามรู้ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ เปน็ การส่งเสรมิ ความคิดสร้างสรรค์
หลังจากการประยกุ ตใ์ ช้ความรู้ อาจมกี ารนำเสนอผลงานจากการประยกุ ต์อีกครัง้ กไ็ ด้ หรอื อาจไม่มี
การนำเสนอผลงานในขั้นที่ 6 แต่นำมารวมแสดงในตอนทา้ ยหลังข้นั การประยกุ ต์ใชก้ ไ็ ดเ้ ช่นกนั
ขั้นตอนตั้งแต่ขั้นที่ 1 – 6 เป็นกระบวนการของการสร้างความรู้ (Construction of Knowledge)
ซึ่งครูสามารถจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (Interaction) และฝึกฝนทักษะ
กระบวนการต่าง ๆ (Process Learning) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขนั้ ตอนแตล่ ะขั้นตอนช่วยให้ผ้เู รยี นได้ทำกิจกรรม
หลากหลายท่ีมีลกั ษณะใหผ้ ู้เรยี นได้มกี ารเคล่ือนไหวทางกาย ทางสตปิ ัญญา ทางอารมณ์ และทางสังคม อย่างเหมาะสม
อันจะช่วยให้ผู้เรียนตื่นตัว (Active) สามารถรับรู้และเรียนรู้ได้อย่างดี จึงกล่าวได้ว่าขั้นตอนทั้ง 6 มีคุณสมบัติตาม
หลักการ CIPP สว่ นขนั้ ตอนท่ี 7 เป็นขน้ั ตอนทีช่ ่วยให้ผเู้ รียนนำความร้ไู ปใช้ (Application) จึงทำใหร้ ูปแบบนม้ี คี ุณสมบัติ
ครบตามหลกั CIPPA
ทิศนา แขมมณี (2558 : 93-94 อ้างถึงใน Jonassen, 1992 : 139) โดยได้สรุปการเรียนรู้ตาม
ทฤษฎีการสร้างความรู้เป็นกระบวนการในการ “acting on” ไม่ใช้ “taking in” กล่าวคือ เป็นกระบวนการที่ผ้เู รียน
จะต้องจัดกระทำกับข้อมูลไม่ใช่เพียงรับข้อมูลเข้า (Fosnot, 1992 : 171) และนอกจากกระบวนการเรียนรู้จะเป็น
กระบวนการปฏิสัมพันธ์ภายในสมอง (Internal Mental Interaction) แล้ว ยังเป็นกระบวนการทางสังคมอีกด้วย
การสร้างความร้จู ึงเปน็ กระบวนการทัง้ ทางด้านสติปญั ญาและสังคมควบคู่กนั ไป
แนวทางของ Constructivism เน้นการเรียนรู้ของนักเรียนที่เกิดจาก การรู้ การคิดและการ
เข้าใจ เกิดขึ้นด้วยตัวของนักเรียนเอง วิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม คือ การเรียนรู้แบบค้นพบ ( Discovery
Learning) ประกอบการเรยี นรู้จากกลุ่ม (Cooperative Learning) ซงึ่ การเรียนรูท้ ง้ั 2 ลักษณะ มีดังน้ี
1. การเรียนการสอนแบบค้นพบ เป็นการเรียนการสอนลักษณะเดียวกับแบบการสืบเสาะ
หาความรู้ (Inquiry Method) ซึ่งมีข้ันตอนในการเรียนการสอน 5 ข้นั ตอนคอื
1) การนำเข้าสู่บทเรียน กิจกรรม ประกอบด้วย การซักถามปัญหา ทบทวนความรู้เดิม กำหนด
กิจกรรมทจ่ี ะเกดิ ข้นึ ในการเรยี นการสอนและเป้าหมายทต่ี ้องการ
2) การสำรวจ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการทดลอง การสำรวจ การสืบค้นด้วยวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ นักเรียนเปน็ ผปู้ ฏิบัติเองโดยมีครูเปน็ เพียงผ้แู นะนำหรือผเู้ ริ่มต้น
3) การอธบิ าย กิจกรรมประกอบดว้ ย การนำขอ้ มลู ผลการทดลองมารว่ มกันอภิปราย
4) การลงข้อสรุป เป็นการสรุปเนื้อหาหรือข้อมูลการทดลองเพื่อให้เห็นถึงความเข้าใจ ทักษะ
กระบวนการ และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะช่วยให้นักเรียนมีโอกาสปรับแนวความคิดหลัก
ของตนเองในกรณที ี่ไม่สอดคล้องกับความคิดของตนเอง
44
5) การประเมินผล เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนตรวจสอบแนวคิดหลักที่ตนเองได้เรียนรู้
มาแลว้ โดยการประเมนิ ผลด้วยตนเอง ท้งั น้ี จะรวมถึงการประเมนิ ผลของครตู อ่ การเรยี นร้ขู องนกั เรยี นดว้ ย
2. การเรียนการสอนแบบเรียนรู้จากกลุ่ม เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เกิดจากการผสมผสาน
ระหว่างทักษะของการอยู่ร่วมกันในสังกัด และทักษะในด้านเนื้อหาวิชาการต่าง ๆ เป็นการเรียนการสอนที่ยึด
นักเรียนเป็นสำคัญ โดยจัดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันเรียนและทำงานด้วยกันเป็นกลุ่มๆ ละ 2-4 คน
โดยมีจุดหมายเดียวกนั ชว่ ยเหลอื ซ่ึงกนั และกันภายในกลุ่ม ผเู้ รยี นเก่งจะช่วยผู้เรยี นอ่อนกว่า และต้องยอมรับซึ่งกัน
และกันเสมอ ความสำเรจ็ ของกลุ่มข้ึนอยูก่ ับสมาชิกภายในกลุ่ม โดยบทบาทของครผู ู้สอน จะเป็นดงั น้ี
1) จัดเตรยี มแหล่งความรู้สำหรบั นักเรยี นค้นควา้ หาวัสดุอุปกรณท์ ่นี ักเรยี นต้องใช้รว่ มกัน
2) จดั เตรียมแบบฝึก (Work Sheet) หรอื มอบหมายงานท่ตี อ้ งทำร่วมกนั ในกลุ่ม
3) จัดกลุ่มนักเรียนโดยเฉลี่ยความรู้ ความสามารถให้แต่ละกลุม่ ใกล้เคียงกนั เช่น สมาชิกในกลมุ่
มี 4 คน ควรเป็นนักเรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 1 คน อีก 2 คนอาจจะเรียนอ่อนหรือค่อนข้างอ่อน และประการ
สำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ด้านความประพฤติของนักเรียนในกลุ่ม ไม่ควรจัดให้นักเรียนที่มีความประพฤติเบี่ยงเบน
หรือไม่ค่อยสนใจในการเรียนอยู่รวมกันทั้งหมด ต้องเฉลี่ยเข้ากลุ่มต่าง ๆ กลุ่มนี้อาจจัดเป็นกลุ่มที่ถาวร หรือเปลี่ยนไป
ตามความเหมาะสมก็ได้ เช่น 1 เดอื นสลบั ปรับเปล่ียนครั้งหน่ึง
4) ครูควรปูพื้นฐานทักษะเบื้องต้นให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เช่น จัดกลุ่มอย่างรวดเร็ว
ทำงานในกลุ่มของตนเอง ไม่รบกวนกลุ่มอื่น ผลัดเปลี่ยนการทำบทบาทหน้าที่ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โต้ตอบ
อภิปราย ยอมรบั ฟงั ความคิดเหน็ มีน้ำใจแบ่งวัสดุอุปกรณใ์ ชร้ ว่ มกัน
5) วางแผนการวดั ผลและประเมินผลอย่างเป็นระบบ เช่น
- จากการสงั เกต และการสอบถามจากผู้สอน
- จากแบบสำรวจตนเอง
- จากแบบสำรวจของกลุ่ม
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) หมายถึง กระบวนการคิดที่ใช้เหตุผลโดยมีการศึกษา
ขอ้ เท็จจริง หลักฐาน และข้อมลู ตา่ ง ๆ เพอื่ ประกอบการตดั สินใจ แลว้ นำมาพจิ ารณาวเิ คราะห์อย่างสมเหตุสมผล
ก่อนตัดสินใจว่าสิ่งใดควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ กล่าวได้ว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นกระบวนการทางปัญญา
อย่างเป็นระบบ โดยมีการคิดพิจารณาใคร่ครวญ ไตร่ตรองอย่างมีเหตุผลรอบด้าน มีจุดมุ่งหมายเพื่อการตัดสินใจ
ว่าสิ่งใด ข้อความใดเป็นจริง ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ มาประกอบการตัดสินใจ ผู้ที่มีความคิดอย่างมี
วิจารณญาณ จะเป็นผู้มีใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างมีเหตุผล ไม่ยึดถือความคิดของตนเอง
ก่อนตัดสินใจในเรื่องใดก็ต้องมีข้อมูลหลักฐานเพียงพอและสามารถเปลี่ยนความคิดของตนเองให้เข้ากับผู้อื่นได้
ถ้าผ้นู ้ันมีเหตผุ ลทเ่ี หมาะสมถกู ตอ้ งกว่า (สุคนธ์ สินธพานนท์, 2558 : 137)
45
กระบวนการและขัน้ ตอนการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ
Bloom and Gagne (Bloom, 1961 และ Gagne, 1985 อ้างถึงใน สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ, 2545 : 197 – 198 ) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณว่าเป็น
กระบวนการที่เริ่มจากสัญลักษณ์ทางภาษา จนโยงมาเป็นความคิดรวบยอดเป็นกฎเกณฑ์และนำกฎเกณฑ์ไปใช้
โดยมีข้ันตอนดังน้ี
1. สงั เกต
ใหผ้ ู้เรียนสังเกต รบั รู้ และพจิ ารณาคำ ขอ้ ความ หรือภาพเหตกุ ารณ์ทเ่ี กดิ ขึน้ ให้ทำกิจกรรม
การรับรู้ เข้าใจ ได้ความคิดรวบยอดที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ สรุปเป็นใจความสำคัญครบถ้วน ตรงตาม
หลกั ฐานขอ้ มูล
2. อธิบาย
ให้ผู้เรียนอธิบายหรอื ตอบคำถาม แสดงความคดิ เห็น เห็นดว้ ยหรอื ไมเ่ หน็ ด้วยกบั ส่งิ ทก่ี ำหนด เน้นการ
ใช้เหตุผลด้วยหลกั การ กฎเกณฑ์ อ้างหลักฐานข้อมูลประกอบให้นา่ เช่ือถือ
3. รับฟัง
ให้ผู้เรียนได้ฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากความคิดเห็นของตน ได้ฟังและตอบคำถามตามความ
คิดเหน็ ที่แตกตา่ งกัน เนน้ การปรับเปล่ียนความคิดเหน็ อย่างมีเหตุผล ไมใ่ ชอ้ ารมณ์หรอื ความคดิ เห็นของตนเปน็ ใหญ่
4. เชือ่ มโยงความสัมพันธ์
ให้ผู้เรียนได้เปรียบเทียบความแตกต่างและความคล้ายคลึงของสิ่งต่าง ๆ จัดกลุ่มสิ่งที่เป็นพวก
เดียวกนั หาเหตุผลหรือกฎเกณฑ์มาเชอื่ มโยงในลกั ษณะอปุ มาอุปไมย
5. วจิ ารณ์
จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนวิเคราะห์เหตุการณ์ คำกล่าว แนวคิดหรือการกระทำที่กำหนด แล้วให้
จำแนกหาข้อดี ขอ้ เสยี สว่ นดี สว่ นด้อย ส่วนสำคัญหรือสว่ นทไี่ ม่สำคญั จากส่ิงนั้นดว้ ยการยกเหตผุ ลและหลักฐาน
ประกอบ เชน่ บอกวา่ การกระทำนัน้ ไม่เหมาะ เพราะอะไร ทำถูกต้องเพราะอะไร
6. สรุป
ให้ผู้เรียนพิจารณาการกระทำ หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันแล้วสรุปผลอย่าง
ตรงไปตรงมาตามหลกั ฐานขอ้ มูล เช่น การกระทำนน้ั ผเู้ รียนเห็นวา่ เปน็ การกระทำทีถ่ ูกต้อง ควรประพฤตปิ ฏบิ ัตอิ ย่างไร
มเี หตผุ ลสนบั สนนุ อย่างไร ขอ้ ความท่ีกล่าวมานนั้ เชือ่ ถอื ได้หรอื ไม่อย่างไร
46
การเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นรูปแบบการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระต่าง ๆ ด้วยตนเองและ
ด้วยความร่วมมือและความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ รวมทั้งได้พัฒนาทักษะทางสังคมต่าง ๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร
ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ รวมทั้งทักษะการแสวงหาความรู้ ทักษะการคิด
การแกป้ ญั หาและอื่น ๆ (ทศิ นา แขมมณี, 2558 : 265)
การจดั กิจกรรมแบบรว่ มมือมีลักษณะ ดงั น้ี
1) มีการทำงานกลุ่มร่วมกนั มีปฏสิ ัมพันธ์ภายในกลมุ่ และระหวา่ งกลุ่ม
2) สมาชิกในกลุม่ มจี ำนวนไม่ควรเกนิ 6 คน
3) สมาชกิ ในกลมุ่ มคี วามสามารถแตกต่างกนั เพ่ือช่วยเหลอื กนั
4) สมาชิกในกลุ่มตา่ งมีบทบาทรบั ผดิ ชอบในหนา้ ทีท่ ่ีไดร้ บั มอบหมาย เชน่
- เป็นผนู้ ำกลุม่ (Leader)
- เปน็ ผู้อธบิ าย (Explainer)
- เปน็ ผูจ้ ดบนั ทึก (Recorder)
- เปน็ ผู้ตรวจสอบ (Checker)
- เป็นผู้สงั เกตการณ์ (Observer)
- เป็นผูใ้ ห้กำลังใจ (Encourager) ฯลฯ
สมาชิกในกลุ่มมีความรับผดิ ชอบร่วมกัน โดยยึดหลักว่า “ความสำเร็จของ แต่ละคน คือ ความสำเรจ็
ของกลุม่ ความสำเรจ็ ของกลมุ่ คอื ความสำเร็จของทกุ คน”
เงื่อนไขในการสอน มดี งั นี้
1. ควรสอนกิจกรรมท่ีเหมาะสมการเรียนรู้ให้มากท่ีสุด
2. ห้องเรียนควรจัดให้เหมาะสมและส่งเสรมิ ผูเ้ รียนกลุม่ เลก็ ในการทำงานร่วมกันได้ และครูผู้สอน
สามารถเดนิ ไปมาหาสู่ผเู้ รยี นไดโ้ ดยสะดวก
3. วสั ดุอปุ กรณ์การเรยี นควรจัดใหต้ รงตามจุดประสงคก์ ารเรียนรูใ้ นแผนการจัดการเรียนรู้
4. การสอนวิชาการควรให้รายละเอียดมากทสี่ ุด
5. การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ควรสอบถามผู้เรียนแต่ละกลุ่มตกลงร่วมกันว่าจะให้แต่ละคน
ชว่ ยกนั ทำอะไรบา้ ง
6. สื่อวัสดอุ ุปกรณ์การเรยี นขอ้ มลู ต่าง ๆและการอาศยั ซึง่ กันและกันควรผลติ /จดั หาให้เหมาะสม
7. ผู้สอนควรมปี ฏิสัมพนั ธ์กบั ผู้เรยี นอย่างสมำ่ เสมอ
8. ผเู้ รยี นทุกคนควรช่วยเหลอื และชว่ ยกนั ทำงานตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมายรว่ มกัน
9. ผู้สอนควรขับเคล่ือนการเรียนรู้จากการทำงานเป็นกลมุ่ โดยให้ความรว่ มมือกับผู้เรียนอยา่ งแท้จรงิ
10. การวดั ผลประเมนิ ผลควรตง้ั เกณฑ์การวัดไว้ก่อนเริ่มการเรียนการสอน