การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบการเรียนการสอนของซิมพ์ซัน เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนปฏิบัติวิชานาฏศิลป์พื้นเมือง เรื่อง เซิ้งโปงลาง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป�ที่2 โรงเรียนชุมชนโนนสูง ชยาภรณ์อุตลุด วิจัยในชั้นเรียนนี้เป�นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบการเรียนการสอนของซิมพ์ซัน เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนปฏิบัติวิชานาฏศิลป์พื้นเมือง เรื่อง เซิ้งโปงลาง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป�ที่2 โรงเรียนชุมชนโนนสูง ชยาภรณ์ อุตลุด วิจัยในชั้นเรียนนี้เป�นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ข ชื่อเรื่อง การจัดการเรียนรูในรูปแบบการเรียนการสอนของซิมพซัน เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนปฏิบัติวิชานาฏศิลปพื้นเมือง เรื่อง เซิ้งโปงลาง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนชุมชนโนนสูง คณะผู้สร้างสรรค์ นางสาวชยาภรณ์อุตลุด อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ก้องเกียรติใจเย็น ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา นาฏศิลป์ศึกษา มหาวิทยาลัย ราชภัฎอุดรธานี ป�การศึกษา 2566 บทคัดย่อ วิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติการ แสดงนาฎศิลปพื้นเมือง โดยใชรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพซัน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่2 2)เพื่อเปรียบเทียบทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลปพื้นเมือง โดยใชรูปแบบการเรียนการ สอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพซัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 กอนเรียนและหลังเรียน ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ80/80 กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียน ชุมชนโนนสูง จํานวน 1 หองเรียน คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่2/2 นักเรียนจํานวน 30 คน ไดมาโดยวิธี สุมแบบกลุม (Cluster random Sample) ใชหองเรียนเปนหนวยสุม โดยนักเรียนคละตามความสามารถของ ผูเรียน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรูจํานวน 1 แผน คือ แผนการจัด การ เรียนรูที่ 1 การแสดงนาฏศิลปพื้นเมือง 2) แบบประเมินทักษะความรู้การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองและ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ดวยทักษะปฏิบัติวิเคราะหขอมูลโดยใชสถิติพื้นฐานหารอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกตางของคะแนนกอนเรียนและหลังเรียนดวยคา t – test for Dependent ดวยเหตุผลดังกลาวผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนากิจกรรมการเรียนการรูสาระนาฏศิลป ไทยชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของชิมพซัน เพื่อพัฒนาดานทักษะ การปฏิบัติของผูเรียน ใหผูเรียนเกิดทักษะการปฏิบัตินาฎศิลปและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และให ผูเรียนไดมีความสนใจและมีใจรักในศาสตรดานนาฎศิลปไทย และใหเปนไปตามเปาหมายของหลักสูตรที่ กําหนดไว ก
ข กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งกราบ ขอบพระคุณ ท่านอาจารย์ก้องเกียรติใจเย็น อาจารย์นิเทศ ที่ให้คำปรึกษา คำแนะนำชี้แนะที่เป�น ประโยชน์ต่อการทำวิจัยและตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ทำให้งานวิจัยฉบับนี้มีความสมบูรณ์มาก ยิ่งขึ้น กราบขอบพระคุณ คุณครูจุลัยรัตน์กาญบุตร และคุณครูธัญวรรณ พันธุอร ที ่กรุณาเป�น ผู้เชี่ยวชาญในการ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย อีกทั้งให้คำแนะนำอย่างดียิ่ง ซึ่งเป�น ส่วนสำคัญที่ทำให้การวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอกราบขอบพระคุณ คณาจารย์สาขาวิชานาฏศิลป์ไทยทุกท่านที่ได้กรุณา อบรมสั่งสอน ถ่ายทอดความรู้และให้ประสบการณ์ที ่ดีและมีคุณค่าอย่างยิ่งกับผู้วิจัยจนทำให้ผู้วิจัยประสบ ความสำเร็จในการศึกษา ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชานาฏศิลป์ไทยทุกท่านที่ให้กำลังใจซึ่งกันและ กันด้วยดีเสมอมาและขอขอบพระคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการทำวิจัยอีกหลายท่านที่มิได้กล่าว นามในที่มีส่วน สนับสนุนในการทำวิจัยสำเร็จด้วยดี การศึกษาและการทำวิจัยสำเร็จได้ด้วยดีเพราะได้รับการสนับสนุนจากบิดา มารดา ตลอดจน ญาติพี่ น้องที่ให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยตลอดมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งเป�นอย่างยิ่งและขอขอบพระคุณเป�นอย่าง สูง คุณค่าและประโยชน์ของวิจัยเล่มนี้ขอมอบเป�นเครื่องบูชาพระคุณบิดามารดาที่ได้อบรมเลี้ยง ดูให้ความรัก ความเอาใจใส่ ให้การศึกษาและเป�นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้วิจัยเสมอมา และขออุทิศความดี ทั้งหลายทั้ง ปวงจากวิจัยเล่มนี้แด่บูรพาจารย์ทุกท่านทั้งในอดีตและป�จจุบันที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ความรู้ทำให้ผู้วิจัยได้รับประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ายิ่ง ชยาภรณ์อุตลุด
ค สารบัญ เนื้อเรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ บทที่1 บทนำ 1 ความเป�นมาและความสำคัญ 1 วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 4 สมมติฐานการวิจัย 4 ขอบเขตของโครงการสร้างสรรค์ 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ ทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน แผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่3 วิธีการดำเนินการวิจัย แบบแผนการวิจัยที่ใช้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 7 12 24 26 41 45 45 46 46 57 57 62 62 62
ง ผลการวิเคราะห์ข้อมูล บทที่5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลการวิจัย ข้อเสนอแนะ บรรณานุกรม ภาคผนวก ภาคผนวก ก ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ ภาคผนวก ข ตัวอย่างแบบวัดความรู้การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง และตัวอย่างแบบวัดทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ภาคผนวก ค บัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญ ภาคผนวก ง ผลหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประวัติโดยย่อของผู้วิจัย 63 67 67 68 69 71 74 75 82 87 89 98
จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 1 วิเคราะห์สาระและมาตรฐานการเรียนรู้จุดประสงค์การเรียนรู้ 49 ตารางที่ 2 เกณฑ์การให้คะแนนการประเมินทักษะความรู้การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 49 ตารางที่ 3 แบบประเมินค่าดัชนีความสอตคล้อง (IOC) สำหรับผู้เชี่ยวชาญ 51 ตารางที่ 4 เกณฑ์การให้คะแนนการประเมินทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 53 ตารางที่ 5 แบบประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) สำหรับผู้เชี่ยวชาญ 54 ตารางที่ 6 คะแนนของนักเรียนหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติการ แสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 63 ตารางที่ 7 ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนการสอนทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์พื้นเมือง 65 ตารางที่ 8 ผลการเปรียบเทียบทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 66 ตารางที่ 9 แบบวัดความรู้การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 83 ตารางที่ 10 แบบวัดทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 85 ตารางที่ 11 สรุปผลการประเมินแผนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนปฏิบัติวิชานาฏศิลป์พื้นเมือง 90 ตารางที่ 12 ตารางผลการหาดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมินความรู้การ แสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 91 ตารางที่ 13 ตารางผลการหาดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมินทักษะ ปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 91 ตารางที่ 14 ตารางคะแนนแบบประเมินทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองเพื่อ พัฒนาทักษะการเรียนปฏิบัติวิชานาฏศิลปพื้นเมือง 92 ตารางที่ 15 ตารางคะแนนแบบประเมินทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ระหว่างเรียน 94 ตารางที่ 16 ตารางคะแนนแบบประเมินทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง หลังเรียน 96
1 บทที่1 บทนํา ความเปนมาและความสําคัญของปญหา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรูศิลปะ สาระนาฎศิลป ไดมุงพัฒนาผูเรียนทุกคนใหเปนพลังสําคัญของประเทศชาติมีความรูและทักษะพื้นฐาน โดยพัฒนาให ผูเรียนเกิดความรูความเขาใจ มีทักษะวิธีการทางศิลปะ เกิดความชาบซึ้งในคุณคาของศิลปะ เปดโอกาสให ผูเรียนแสดงออกอยางอิสระในศิลปะแขนงตาง ๆ ประกอบดวยสาระสําคัญ คือ ทัศนศิลปดนตรีและ นาฏศิลปซึ่งในสวนของสาระนาฎศิลปนั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษา พุทธศักราช 2551 ไดกําหนด จุดหมายใหผูเรียนมีความรูความเขาใจองคประกอบนาฏศิลปแสดงออกทางนาฏศิลปอยางสรางสรรคใช ศัพทเบื้องตนทางนาฏศิลปวิเคราะหวิพากษวิจารณคุณคานาฏศิลปถายทอดความรูสึกความคิดอย าง อิสระ สรางสรรคการเคลื่อนไหวในรูปแบบตาง ๆ ประย ุกตใชนาฎศิลปในชีวิตประจําวัน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ในการพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยทั้งรางกาย จิตใจ สติปญญา ฝกใหผูเรียน มีความคิดริเริ่มสรางสรรคตองยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรูและพัฒนาตนเองได โดยถือวาผูเรียนสําคัญที่สุด และผูสอนควรจัดเนื้อหาสาระกิจกรรมใหสอดคลองกับความสนใจความถนัด ของผูเรียน นาฎศิลปเปนศิลปะแหงการละคร ฟอนรํา ดนตรีและเปนศิลปวัฒนธรรมอยางหนึ่ง ที่แสดงถึง ความเปนชาติที่เจริญรุงเรืองดานวัฒนธรรม แสดงถึงลักษณะเอกลักษณที่มีความโดดเดนของความเปน ชาติไทย สืบทอดกันมาตั้งแตบรรพบุรุษจนถึงปจจุบัน (วิมลศรีอุปรมัย, 2555) นาฎศิลปยังมีความออน ชอยงดงาม และมีลีลาทารําที่เปนแบบฉบับ แสดงถึงความเปนเอกลักษณของชาติสรางความประทับใจผูดู นาฎยศาสตรในสมัยกอนเปนศิลปะที่แตกตางกับศิลปะอื่น ๆ เพราะเก็บรักษาไวไดในตัวคนเทานั้น ไมอาจ เก็บไวไดอยางถาวร (พิมพวดีจันทรโกศล, 2557) การแสดงนาฎศิลปเปนการเคลื่อนไหวรางกายดวยทา ทางที่ประดิษฐคิดคนขึ้นมาออกมาเปนแบบแผนที่งดงาม เพื่อโนมนาวใหผูชมมีอารมณรวมและคลอยตาม ซึ่งการแสดงนาฏศิลปของไทยเราประกอบดวย ฟอนรํา ระบํา ละคร โขน และการแสดงพื้นเมือง (พื้นเมือง) การเรียนนาฎศิลปมีประโยชนตอเด็ก คือ ชวยพัฒนาดานรางกาย ธรรมชาติของเด็กนั้นจะไม ชอบอยูนิ่ง แตชอบการเคลื่อนไหวรางกายในการเดิน วิ่ง กระโดด ยักยายรางกายไปมา ส งผลใหเด็ก
2 คลองแคลวกระฉับกระเฉง ชวยพัฒนาดานอารมณขณะที่เด็กไดเคลื่อนไหวรางกายในการฟอนรําหรือเตน ระบําประกอบเพลงนั้น เด็กจะมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไดปลดปลอยความเครียดที่มีอยู สงผลใหเด็ก ๆ มีอารมณเบิกบานแจมใส กลาแสดงออกในสิ่งที่เด็กขาดความมั่นใจ ทําใหมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น (แพง ชินพงศ, 2560) รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพซัน (Simpson) ระบุวา ทักษะเปนเรื่องที่มีความเกี่ยวของกับพัฒนาการทางกายของผูเรียน เปนความสามารถในการประสานการ ทํางานของกลามเนื้อหรือรางกายในการทํางานที่มีความซับซอน และตองอาศัยความสามารถในการใช กลามเนื้อหลายสวนการทํางานดังกลาวเกิดขึ้นไดจากการสั่งงานของสมอง ซึ่งตองมีความสัมพันธกับ ความรูสึกที่เกิดขึ้น ทักษะปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาไดดวยการฝกฝน ซึ่งหากไดรับการฝกฝนที่ดีแลว จะเกิด ความถูกตอง ความคลองแคลวความเชี่ยวชาญชํานาญการ และความคงทน ผลของพฤติกรรมหรือการ กระทําสามารถสังเกตไดจากความรวดเร็ว ความแมนยํา ความเร็วหรือความราบรื่นในการจัดการ โดยมี วัตถุประสงคเพื่อชวยใหผูเรียนสามารถปฏิบัติหรือทํางานที่ตองอาศัยการเคลื่อนไหวหรือการประสานงาน ของกลามเนื้อทั้งหลายไดอยางดีมีความถูกตองและมีความชํานาญ และผลที่ผูเรียนจะไดรับจากการเรียน ตามรูปแบบผูเรียนจะสามารถกระทําหรือแสดงออกอยางคลองแคลว ชํานาญในสิ่งที่ตองการใหผูเรียนทํา ไดนอกจากนั้นยังชวยพัฒนาความคิดสรางสรรคและความอดทนใหเกิดขึ้นในตัวผูเรียนดวย (ทิศนา แขม มณี, 2550, น. 243-244) ในการจัดการเรียนการสอนนาฎศิลปจะเนนการฝกทักษะการปฏิบัติใหเกิดความชํานาญดวย บทเรียนที่ซํ้า ๆ ยํ้าเนื้อหา การฝกเปนระยะเวลานานพอสมควรจนกระทั่งผูรับการฝกสามารถจดจําทาทาง ซึ่งเปนหลัก ใหญๆ ไดจากนั้นครูผูสอนจะถายทอดกลวิธีที่จะปรุงแตงลีลาทาทางใหงดงามยิ่งขึ้นเปนการ เฉพาะตัวสําหรับศิษยบางคน (ประเมษฐบุณยะชัย, 2547, น. 15-29) ซึ่งในปจจุบันการเรียนการสอน นาฎศิลปไทยไดกําหนดหลักสูตรใหผูเรียนไดศึกษาทั้งดานทฤษฎีและปฏิบัติในดานทฤษฎีครูผูสอนก็จะ สอนอธิบายตามรายละเอียดของเนื้อหาเพื่อใหผูเรียนไดรับรูและเขาใจ ดานการฝกทักษะผูเรียนก็ฝกโดย อาศัยจดจําทาทางและเลียนแบบจากครูผูสอนเปนหลักและนักเรียนปฏิบัติตาม ซึ่งถาผูเรียนที่มีทักษะ มีใจ รักและสนใจก็จะรําไดเร็วรําไดสวย แตถาผูเรียนบางคนไมสนใจในการฝก ก็ทําใหผูเรียนนั้นเกิดความรูสึก เบื่อ ไมสนใจเรียน และเห็นวาเปนเรื่องยากที่ตัวผูเรียนนั้นจะฝกฝน ทําใหผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชา นาฏศิลปอยูในระดับตํ่า
3 ดวยเหตุผลดังกลาวผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนากิจกรรมการเรียนการรูสาระนาฏศิลปไทยชั้น มัธยมศึกษาปที่2 โดยใชรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของชิมพซัน เพื่อพัฒนาดานทักษะการ ปฏิบัติของผูเรียน ใหผูเรียนเกิดทักษะการปฏิบัตินาฎศิลปและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และให ผูเรียนไดมีความสนใจและมีใจรักในศาสตรดานนาฎศิลปไทย และใหเปนไปตามเปาหมายของหลักสูตรที่ กําหนดไว
4 วัตถุประสงคของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติการแสดงนาฎศิลปพื้นเมือง โดยใช รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพซัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลปพื้นเมือง โดยใชรูปแบบการเรียนการสอนตาม แนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพซัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 กอนเรียนและหลังเรียน ที ่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ80/80 สมมติฐานการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดตั้งสมมุติฐานในการวิจัยไวดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาแผนการจัดการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติการแสดงนาฎศิลปพื้นเมือง โดยใชรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพซัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 2. ประสิทธิภาพการเปรียบเทียบทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลปพื้นเมือง โดยใชรูปแบบการ เรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพซัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 หลังเรียนสูงกวา กอนเรียน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ80/80 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุมตัวอยางประกอบดวย 1.1 ประชากรที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียน ชุมชนโนนสูง จํานวน 2 หองเรียน นักเรียนจํานวน 58 คน 1.2 กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียน ชุมชนโนนสูง จํานวน 1 หองเรียน คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2/2 นักเรียนจํานวน 30 คน ไดมาโดย วิธีสุมแบบกลุม (Cluster random Sample) ใชหองเรียนเปนหนวยสุม โดยนักเรียนคละตาม ความสามารถของผูเรียน 2. เนื้อหาที่ใชวิจัย ในการวิจัยในครั้งนี้ผูวิจัยไดนําสาระที่ 3 นาฎศิลปมาตรฐาน ศ 3.2 เขาใจความสัมพันธระหว างนาฎศิลป ประวัติศาสตรและวัฒนธรรมเห็นคุณคาของ นาฏศิลปที่เปนมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปญญาทองถิ่น ภูมิปญญาไทยและสากล
5 มาจัดทําเปนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลปพื้นเมือง โดยใช รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพซัน เรื่อง เซิ้งโปงลาง ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปที่ 2 ประกอบดวย 1. ประวัติความเปนมาของการแสดง - ประวัติความเปนมาความสําคัญของการแสดงชุด เซิ้งโปงลาง 2. องคประกอบของการแสดง - การปฏิบัติการแตงหนาและการปฏิบัติการออกแบบเครื่องแตงกาย 3. การปฏิบัติทารํา - ปฏิบัติทักษะทารําพื้นฐานในการแสดง โดยการจัดการเรียนการสอนก็จะใชการแสดง ชุด เซิ้งโปงลาง 3. ตัวแปรที่ใชในการวิจัย 3.1 ตัวแปรตน รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพซัน 3.2 ตัวแปรตาม ไดแก ทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลปพื้นเมือง เรื่อง เซิ้งโปงลาง นิยามศัพทเฉพาะ 1. รูปแบบการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพซัน หมายถึง รูปแบบการเรียนการ การสอน นาฏศิลปตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพซัน (Instructional Model Based On Simson’s Processes For Psycho Motor Skill Development) เปนการสอนทักษะ ปฏิบัติที ่เปนไปตามลําดับ ขั้นตอนที่มุงชวยพัฒนาความสามารถของผูเรียนในดานการปฏิบัติการกระทํา หรือการแสดงออกตาง ๆ ซึ่งการสอนตองใชหลักการ วิธีการที่แตกตางไปจากการพัฒนาทางดานจิตพิสัย หรือพุทธิพิสัย จะชวยให ผูเรียนประสบผลสําเร็จไดดีและรวดเร็วขึ้น 2. ทักษะปฏิบัติการแสดงนาฎศิลปพื้นเมือง หมายถึง การแสดงออกอยางอิสระที่มีทวงทํานอง ลีลาเปนเอกลักษณเฉพาะถิ่น มีลักษณะการแตงหนาและการออกแบบเครื่องแตงกาย เชน การแสดงชุด สารฮักฮูปหงสแสดงถึง จดหมายรักของนางอุษาที่ทําขึ้นในรูปของ กระทงรูปหงสสงไปถึงทาวบารส ซึ่ง จะมีลักษณะที่โดดเดน เชน ทารํา การแตงหนาและออกแบบเครื่องแตงกาย ทักษะปฏิบัติการแสดง พื้นเมือง แบงออกเปน 5 ดาน 1) การปฏิบัติทารําถูกตอง 2) ลีลาในการปฏิบัติทารํา 3) จังหวะในการ ปฏิบัติทารําและการสื่ออารมณ4) ปฏิบัติตามขั้นตอนในการแตงหนา 5) ออกแบบเครื่องแตงกาย
6 3. แบบทดสอบ หมายถึง แบบทดสอบแบงออกเปน 2 สวน คือแบบทดสอบความรูและ แบบทดสอบปฏิบัติโดยแบบทดสอบความรูจะมีเนื้อหาในสวนของประวัติและความเปนมาของการแสดง องคประกอบของการแสดงเปนขอสอบแบบอัตนัยจํานวน 10 ขอ ขอละ 3 คะแนน รวมทั้งหมด 30 คะแนน ใชเวลา 1 ชั่วโมงทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลปพื้นเมือง แบงออกเปน 5 ดาน 1) การปฏิบัติทา รําถูกตอง 2) ลีลาในการปฏิบัติทารํา 3) จังหวะในการปฏิบัติท ารําและการสื่ออารมณ4) ปฏิบัติตาม ขั้นตอนในการแตงหนา 5) ออกแบบเครื่องแตงกาย จํานวน 5 ขอ ขอละ 4 คะแนน รวมทั้งหมด 20 คะแนน ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 1. นักเรียนมีทักษะปฏิบัตินาฏศิลปพื้นเมืองการแสดงชุด เซิ้งโปงลาง ที่ดีขึ้นและเห็นคุณคาของ ศิลปวัฒนธรรมในทองถิ่นของตนเองสามารถนําไปใชในชีวิตประจําวันได 2. เปนแนวทางสําหรับครูผูสอน เพื่อนําไปพัฒนาปรับปรุงและประยุกตใชในการจัดกิจกรรมการ เรียนรูในดานการแสดงนาฏศิลปหรือในรายวิชาอื่น 3. มีขอมูลที่เปนประโยชนในการพัฒนาดานทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลปในกลุมสาระการ เรียนรูศิลปะ (นาฎศิลป) ของสถานศึกษา
7 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของซิมพ์ซันเพื่อ พัฒนาทักษะการเรียนปฏิบัติวิชานาฏศิลป์พื้นเมือง เรื่อง เซิ้งโปงลาง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป�ที่ 2 โรงเรียนชุมชนโนนสูง โดยนำเสนอตามรายละเอียดดังหัวข้อต่อไปนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. ทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 3. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน 4. แผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังได้ทุก ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบต่างๆ โดยร่วมกันทำงาน อย่างเป�นระบบและต่อเนื่อง ในการวางแผนการดำเนินการส่งเสริม สนับสนุน และตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาเยาวชนของชาติไปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 1.1 ความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เป�นกลุ่มสาระที่พัฒนาให้นักเรียนมีความคิดริเริ่ม มี ความคิดสร้างสรรค์มีจินตนาการทางด้านศิลปะ ชื่นชมความงาม และเลงเห็นคุณค่า ซึ่งเป�นผลดีต่อ คุณภาพชีวิตของมนุษย์ในกิจกรรมทางศิลปะยังช่วยพัฒนาผู้เรียนหลายด้าน รวมทั้งด้านร่างกายจิตใจ สติป�ญญา อารมณ์และสังคม ตลอดจนการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง เป�นพื้นฐานใน การศึกษาต่อและสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ 1.2 ขอบข่ายของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดทักษะวิธีการทางศิลปะ และมี ความรู้ความเข้าใจในศิลปะมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ผู้เรียนเกิดความชาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ นอกจากนั้น ยังเป�ดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกอย่างอิสระในศิลปะแขนง ต่างๆ ได้ประกอบด้วย ทัศนศิลป์มี ความรู้ความเข้าใจในเรื่ององค์ประกอบของศิลปะ ทัศนธาตุจะสร้างหรือการนำเสนอผลงานทาง
8 ทัศนศิลป์จากจินตนาการของผู้เรียน โดยสามารถใช้อุปกรณ์ตามท้องถิ่นที่มีความเหมาะสมรวมทั้ง สามารถใช้เทคนิควิธีการต่างๆ ของศิลป�นในการสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สามารถวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์และประเพณีวัฒนธรรม นอกจากนั้นยังสามารถเห็นคุณค่างานศิลปะที่เป�นมรดกทาง วัฒนธรรม ภูมิป�ญญาท้องถิ่น ภูมิป�ญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ชีวิตประจำวัน ดนตรีมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง องค์ประกอบของดนตรี สามารถแสดงออกทางดนตรีได้อย่างสร้างสรรค์วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรีเห็นคุณค่า ดนตรีที่เป�นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิป�ญญาท้องถิ่น ภูมิป�ญญาไทยและสากล ร้องเพลง และ เล่น ดนตรีในรูปแบบต่างๆ แสดงความคิดเห็นเกี ่ยวกับเสียงดนตรีเข้าใจความสัมพันธ์ระหว ่างดนตรี ประวัติศาสตร์และประเพณีวัฒนธรรม สามารถถ่ายทอดความรู้สึกทางดนตรีได้อย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้และสามารถแสดงความรู้สึกที่มีต่อดนตรีในเชิงสุนทรียะ เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับประเพณีวัฒนธรรมและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ (2551) นาฎศิลป์มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ แสดงออกทางนาฎศิลป์อย่างสร้างสรรค์ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต ่างๆ ประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว ่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฎศิลป์ที่เป�นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิป�ญญาท้องถิ่น ภูมิป�ญญาไทยและ สากล 1.3 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนมีความสมดุลทั้งด้าน ร่างกาย ความรู้คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป�นพลเมืองไทย และเป�นพลโลก ซึ่งเป�นกำลังของชาติ ให้เป�นมนุษย์ที่ยืดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป�นประมุข โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป�นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม ศักยภาพ มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป�นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และ การศึกษาในระดับต่างๆ 1.4 หลักการ 1.4.1 เป�นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป�นเอกภาพของชาติเป�นเป้าหมายสำหรับ พัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ทักษะ เจตคติและคุณธรรม ที่มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้ บนพื้นฐานของความเป�นไทยควบคู่กับความเป�นสากล 1.4.2 เป�นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่าง เสมอภาคและมีคุณภาพที่สุด
9 1.4.3 เป�นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ การศึกษาให้สอดคล้องกับ สภาพและความต้องการของท้องถิ่น ให้คนในสังคมมีส่วนร่วม 1.4.4 เป�นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ 1.4.5 เป�นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป�นส่วนสำคัญ 1.4.6 เป�นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตาม อัธยาศัย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย 1.5 จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป�นคนดีมีป�ญญา มี ความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ จึงจัดว่าเป�นจุดสำคัญเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อผู้เรียนจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1.5.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของ พระพุทธศาสนา เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1.5.2 มีความรู้อันเป�นสากล และมีความสามารถในการสื่อสารในด้านต่างๆ เช่น การแก้ป�ญหา การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต เป�นต้น 1.5.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจที่ดี 1.5.4 มีความรักชาติมีจิตสำนึกในความเป�นพลเมืองไทยและเป�นพลโลก ยึดมั่นใน วิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป�นประมุข 1.5.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิป�ญญาไทย มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำ ประโยชน์สร้างแต่สิ่งที่ดีงามให้กับสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข 1.6 สมรรถนะของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน การเรียนรู้ซึ ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุ มาตรฐานการเรียนรู้ที ่กำหนดนั้นจะช ่วยให้ผู้เรียนเกิด สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1.6.1 ความสามารถในการสื่อสาร เป�นความสามารถในการรับและส่งสาร มี วัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อ แลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป�นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดป�ญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม ่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อที่มีประสิทธิภาพ โดยต้อง คำนึงถึงผลกระทบทางสังคม 1.6.2 ความสามารถในการคิด การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป�นระบบ
10 เป�นความสามารถในการคิดวิเคราะห์การคิด สังเคราะห์การคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่ การ สร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง 1.6.3 ความสามารถในการแก้ป�ญหา คือ ความสามารถในการแก้ป�ญหาที่เผชิญอยู่ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม อยู่บนพื้นฐานของหลักเหตุและผล แสวงหาความรู้ในด้านต่างๆ มีความ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการ ป้องกันตนเอง และคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง คนรอบข้าง สิ่งแวดล้อมและสังคม 1.6.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คือ การเรียนรู้ด้วยตนเองต่อเนื่อง รู้จัก ปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จัดการป�ญหาและความขัดแย้งได้อย่าง เหมาะสม ใช้กระบวนการทักษะต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำงานและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง ปลอดภัยและมีความสุข หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและคนรอบข้าง 1.6.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีคือ ใช้เทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ได้อย่าง เหมาะสม เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้การสื่อสาร การทำงาน การแก้ป�ญหา อย่างสร้างสรรค์มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีที่ถูกต้องเหมาะสม 1.7 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ที่ดีสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป�นพลเมืองไทยและพล โลก ดังนี้ 1.7.1 รักชาติศาสน์และกษัตริย์ 1.7.2 ความมีวินัย 1.7.3 ใฝ่เรียนรู้ 1.7.4 ซื่อสัตย์สุจริต 1.7.5 ดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง 1.7.6 มุ่งมั่นในการทำงาน 1.7.7 รักความเป�นไทย 1.7.8 มีจิตสาธารณะ 1.8 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เป�นกลุ่มสาระที่มีความสามารถช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มี ความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิต ของมนุษย์กิจกรรมทางศิลปะจะเข้ามาช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านจิตใจ อารมณ์ร่างกาย สติป�ญญาและ สังคม ตลอดจนการนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม และยังช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง มากขึ้น อันเป�นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับต่างๆ และประกอบอาชีพ
11 1.8.1 เรียนรู้อะไรในศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มี ทักษะวิธีการทางศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ และยังเป�ดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออก อย่างอิสระในศิลปะแขนงต่าง ๆประกอบด้วยสาระสำคัญ คือ สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบศิลป์ทัศนธาตุสามารถวิเคราะห์วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างามทัศนศิลป์สามารถสร้างและนำเสนอผลงานทางทัศนศิลป์จากจินตนาการของตน สามารถใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิคและวิธีการต่างๆ ของศิลป�นที่มีชื่อเสียงในการ สร้างสรรค์ผลงานขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานศิลปะที่เป�นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิป�ญญาท้องถิ่น ภูมิป�ญญาไทยและ สากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน สาระที่ 2 ดนตรี วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรีถ่ายทอดความรู้สึกทางดนตรีอย่างอิสระ มี ความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรีอย ่างสร้างสรรค์ เข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างดนตรีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่เป�นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิป�ญญา ท้องถิ่น ภูมิป�ญญาไทย และสากล ร้องเพลง และเล ่นดนตรีในรูปแบบต ่างๆแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเสียงดนตรีแสดงความรู้สึกที่มีต่อดนตรีในเชิงสุนทรียะ เข้าใจความสัพันธ์ระหว่างดนตรีกับ ประเพณีวัฒนธรรมและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สามารถปรับและนำไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์แสดงออกทางนาฎศิลป์อย่างสร้างสรรค์ ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฎศิลป์วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด อย่างอิสระ และมีความสร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถประยุกต์ใช้ในนาฏศิลป์ และชีวิตประจำวันได้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว ่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เห็นถึง ความสำคัญทางด้านคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป�นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิป�ญญาท้องถิ่น ภูมิป�ญญาไทย และสากล 1.8.2 คุณภาพของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาป�ที่ 3 มีความสามารถวิเคราะห์แกนของการแสดงนาฏศิลป์และละครที่ตองการ สื่อความหมายในการแสดงมีทักษะในการแสดงหลากหลายรูปแบบ มีความคิดริเริ่มในการแสดง นาฎศิลป์เป�นคู่และเป�นหมู่ สร้างสรรค์ละครสั้นในรูปแบบที่ชื่นชอบ อิทธิพลของเครื่องแต่งกาย แสง สี เสียง ฉาก อุปกรณ์และสถานที่ที่มีผลตอการแสดง วิจารณการแสดงนาฎศิลป์และละคร และสามารถ
12 วิเคราะห์ทาทางการเคลื่อนไหวของคนในชีวิตประจำวัน และนำมาประยุกตใชในการแสดงได้ซึ่งมี ความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของนาฏศิลป์และการแสดงละครไทย และบทบาทหน้าที่ของบุคคล สำคัญในวงการนาฏศิลป์ในยุคสมัยต่าง ๆ และยังสามารถเปรียบเทียบการนำการแสดงไปใชในโอกาส ต่าง ๆ ในการนำเสนอแนวคิดในการอนุรักษนาฏศิลป์ไทย 1.8.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางนาฏศิลป์อย ่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฎศิลป์กับประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฎศิลป์ที่เป�นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิป�ญญาท้องถิ่นภูมิป�ญญาไทย และสากล ทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 1. ความหมายของคำว่านาฏศิลป์พื้นเมือง นาฏศิลป์เป�นคำสมาส แยกเป�น 2 คำ คือ "นาฏ" กับคำว่า "ศิลปะ" "นาฏ" หมายถึง การฟ้อนรำหรือความรู้แบบแผนของการฟ้อนรำ นับตั้งแต่ การฟ้อนรำพื้นเมืองของชาวบ้าน ตลอดจนถึงการฟ้อนรำที่เรียกว่า ระบำของนางรำ ระบำคู่ ระบำชุด "ศิลปะ" สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างประณีต ดีงาม และสำเร็จสมบูรณ์ศิลปะ เกิดขึ้นด้วยทักษะ (Skill) คือ ความชำนาญในการปฏิบัติ สุมิตร เทพวงษ์(2541 ได้ให้ความหมายของคำว่า "นาฏศิลป์" ดังนี้ นาฏศิลป์หมายถึง ศิลปะแห่งการละครหรือการฟ้อนรำ นาฏศิลป์หมายถึง การฟ้อนรำ นาฏศิลป์หมายถึง ความช่ำชองในการละครฟ้อนรำ นาฏศิลป์หมายถึง การร้องทำเพลงให้ความบันเทิงใจ อัน ประกอบด้วยความโน้มเอียงแห่งอารมณ์และความรู้สึก นาฎศิลป์หมายถึง การฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติ ด้วยความประณีต อันลึกซึ้ง เพียบพร้อมไปด้วยความวิจิตรบรรจงอันละเอียดอ่อน นอกจากนี้ยัง หมายถึง การฟ้อนรำ ระบำ รำเต้นแล้ว ยังหมายถึงการร้องเพลงและการบรรเลงเพลง นาฎศิลป์หมายถึง การร้องรำทำนองเพลง การให้ความบันเทิงใจ
13 อันร่วมด้วย เพื่อเป�นการส่งเสริมให้เกิดคุณค่าในศิลปะยิ่งขึ้นตามสภาพหรืออารมณ์ต่างๆ กัน สุดแต่ จุดหมาย นาฏศิลป์หมายถึง ศิลปะในการฟ้อนรำ หรือความรู้แบบแผนของ การฟ้อนรำ เป�นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นด้วยความประณีตงดงามมีแบบแผน ให้ความบันเทิง โน้มน้าว อารมณ์และ ความรู้สึกของผู้ชมให้คล้อยตาม ศิลปะประเภทนี้ต้องอาศัยการบรรเลงดนตรีและการขับ ร้องเข้าร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดคุณค่ายิ่งขึ้น แต่ความหมายที่เข้าใจกันทั่วไป คือ ศิลปะของ การละเล่นการแสดง อร่ามจิต ชิณช่าง (2531 ได้ให้ความหมายการฟ้อนของภาคอีสานไว้ว่า การฟ้อนของ ภาคอีสานนั้น คนส่วนใหญ่ที่รู้จักกันนั้นไม่ใช่ชุดฟ้อนดั้งเดิม แต่เป�นการรำเซิ้งชนิดต่างๆ ในอันที่จริง แล้วความหมายของคำว่า "เซิ้ง" นั้นนิยมใช้ในงานบุญบั้งไฟ การเซิ้งบั้งไฟเป�นการฟ้อนประกอบการขับ กาพย์เซิ้ง การฟ้อนแต่เดิมจึงเป�นเพียงการฟ้อนขึ้นลงตามจังหวะช้าๆ ของกลุ่มตุ้ม ฟ�งฮาด หรือใน บางครั้งก็มีโทนประกอบ นิยมเซิ้งกันเป�นกลุ่มๆ ตั้งแต่ 3-4 คน ขึ้นไป จะมีหัวหน้าเป�นคนขับกาพย์เชิ้ง นำแล้วคนอื่นๆ ที่จะร้องรับไปเรื่อย ๆ เรณูโกศินานนท์(2535) ได้ให้ความหมายของคำว่า "นาฎศิลป์" สรุปได้ว่า "ศิลป์" คือการปรุงแต่งธรรมชาติให้งดงามเจริญขึ้นฉันใด "นาฏศิลป์" ก็เป�นการปรุงแต่งท่าทางของ มนุษย์ให้ งดงามขึ้นไปในรูปร่างของการเยื้องกรายร่ายรำฉันนั้น สุรพล วิรุฬห์รักษ์(2543) ได้ให้ความหมายของคำว่า "นาฏศิลป์" สรุปได้ว่า เป�น ศิลปะการฟ้อนรำ ทั้งที่เป�น ระบำ รำ เต้น รวมทั้งละครรำ โขน หนังใหญ่และอื่นๆ ป�จจุบัน มักมีคน คิดชื่อใหม่ให้ดูทันสมัย คือ นาฎกรรม สังคีตศิลป์วิพิธทัศนา และศิลป์การแสดง ซึ่งมีความหมาย ใกล้เคียงกัน เพราะเป�นคำที่ครอบคลุมศิลปะแห่งการจากคำนิยามของนักวิชาการช้างต้น สรุปได้ว่า นาภูศิลป์เป�นศิลปะในการฟ้อนอย่างมีแบบแผน และเป�นศิลปะแห่งการ เคลื่อนไหวร่างกายด้วยลีลาที่อ่อนช้อย ที่มนุษย์ได้คิดเองขึ้นด้วยความประณีตงดงามอย่างมีแบบแผน โดยส่วนมากได้พบเห็นจากธรรมชาติแล้วมาถ่ายทอดความหมายต่างๆ นาฏศิลป์นับว่ามีความสำคัญ ทางวัฒนธรรมของชาติควรอนุรักษ์ให้ชนรุ่นหลังไว้ดูและสืบทอดต่อไป 2. ความมุ่งหมายของนาฏศิลป์ เรณูโกศินานนท์(2535) กล่าวถึงความมุ่งหมายของนาฏศิลป์ดังนี้ 1. เพื่อให้มีโอกาสได้แสดงออก หากมีความถนัด 2. เป�นสันทนาการที่ดีถึงแม้จะไม่ได้แสดงเอง ถ้าทราบหลักการต่างๆไว้ บ้างก็จะทำให้การชมละคร มีความสนุกยิ่งขึ้น และมีความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ดียิ่งขึ้น สามารถ วิพากษ์วิจารณ์ได้ถูกต้องยิ่งขึ้น
14 3. เพื่อเป�นการร่วมมือในการรักษาศิลปะการร่ายรำของไทย ให้เป�นสมบัติ อันมีคุณค่าประจำชาติต่อไป 4. ปลูกฝ�งให้มีความรักในศิลปะแขนงนี้ 5. ให้ความคิดอ่านหรือสติป�ญญาจากการชมหรือแสดงละครรำ ละครเวที เพราะละครย่อมมีสถานการณ์นาฎกรรมหรือปรัชญาแทรกอยู่ ช่วยในเรื่องการศึกษา มนุษย์และสังคม เพราะผู้แต่งละครนั้นย่อมจะแทรกอะไรบางอย่างไว้ในบทละครของตนเสมอ 6. ทำใจให้สบาย 7. ช่วยในการสร้างความถนัดของผู้เรียน หากมีความถนัดจริงใจรักการ แสดงอาจถือเป�นอาชีพได้ 8. ได้ฝ�กการประสานงานในด้านต่างๆ และทำให้ได้ทำงานร่วมกับคนสังคม หมู่มาก 9. ช่วยในการสร้างบุคลิกภาพให้เคลื่อนไหว มีท่าทางสง่าน่าดูไม่ขวยเขิน และ เหนียมอาย เมื่ออยู่ในสายตาคนหมู่มาก 10. การฟ้อนรำ ซึ่งเป�นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ที่ได้บริหารทุกส่วนของ ร่างกาย และเป�นวิธีลดน้ำหนัก ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อนั้นแข็งแรง สุมิตร เทพวงษ์(2541) กล่าวถึง ความหมายของนาฏศิลป์ดังนี้ 1. เพื่อเป�นการปลูกฝ�งและส่งเสริมนิสัยทางศิลปะแก่ผู้เรียน 2. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจยิ่งขึ้น 3. เพื่อเป�นประโยชน์ในการส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่ 4. เพื่อเป�นการฝ�กฝนให้ผู้เรียนรู้จักการทำงานร่วมกับคนหมู่มากได้เป�น 5. เพื่อเป�นการฝ�กให้ผู้เรียนนั้นกล้าแสดงออก สรุปได้ว่า นาฏศิลป์เป�นการแสดงออกที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนรักการแสดง ทำให้ผู้เรียน นั้นมีสุขภาพจิตที่ดีกล้าที่จะแสดงออก สร้างบุคลิกภาพที่มีความสง่างาม มีความรู้และจิตสำนึกที่ ส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข 3. ความสำคัญของนาฏศิลป์ เรณูโกศินานนท์(2535) กล่าวถึง ความสำคัญของนาฎศิลป์ว่า การฟ้อนรำของไทย นั้นมีลักษณะที่มีความเฉพาะตัว และมีความเป�นไทยในตัวเองเป�นอย่างยิ่ง จริงอยู่ที่เราได้แบบอย่างมา จากนาฎศิลป์อินเดีย แต่เรานั้นก็สามารถนำมาดัดแปลงให้เข้ากับรสนิยมของคนไทย นับได้ว่าเป�น สมบัติอันเป�นวัฒนธรรมของชาติที่น่าภูมิใจยิ่ง จึงกลายเป�นศิลปะประจำชาติที่ไม่ซ้ำหรือเหมือนกับ ชาติอื่น นาฏศิลป์ไทย ชนิดนี้มีความเป�นเอกลักษณ์ไทย ดังต่อไปนี้
15 1. ท่ารำอ่อนช้อยงดงาม และแสดงอารมณ์ตามลักษณะที่แท้จริงของคน ไทยมีความหมายอย่างกว้างขวาง 2. จะต้องมีดนตรีประกอบดนตรีนี้จะแทรกอารมณ์หรือรำกับเพลงที่มีแต่ ทำนองก็ได้หรือมีเนื้อร้องและให้ทำไปตามเนื้อร้องนั้นๆ 3. คำร้องหรือเนื้อร้องจะต้องเป�นคำประพันธ์ส่วนบทร้องจะเป�นกลอน แปด ซึ่งจะนำไปร้องกับเพลงชั้นเดียวหรือสองชั้นได้ทุกเพลง คำร้องนี้ทำให้ผู้สอนหรือผู้รำกำหนดท่า รำไปตามเนื้อร้อง 4. เครื่องแต่งกายละครไทย ซึ่งผิดแผกกับเครื่องแต่งกายของชาติอื่น มี แบบอย่างของตนโดยเฉพาะขนาดยืดหยุ่นได้ตามสมควร เพราะการสวมจะใช้กลึงด้วยด้ายแทนที่จะ เย็บ สำเร็จรูป สรุปได้ว่า ความสำคัญของนาฎศิลป์เป�นการฟ้อนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป�น แหล่งรวมศิลปะที่สร้างสรรค์ที่งดงาม ยึดถือความงามเป�นจุดมุ่งหมายสำคัญ จึงกลายเป�นศิลปะของ ชาติที่สร้างขึ้นเพื่อความต้องการของอารมณ์และจิตใจ เพื่อให้เกิดพุทธิป�ญญา นับว่าเป�นสมบัติของ วัฒนธรรมของชาติที่ดีและน่าภูมิใจอย่างยิ่ง 4. องค์ประกอบชุดการแสดงของภาคอีสาน ปรีชา พิณทอง (2528 ให้ความหมายของลีลาการฟ้อนอีสานไว้ว่า การฟ้อนของภาค อีสานนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่เมื่อได้ชมการแสดงผู้ดูสามารถจำแนกได้ทันทีว่าการ แสดงของภาค อีสานที่ผู้ดูหรือผู้ชมทราบได้นั้นมีข้อสังเกตชุดการแสดงของภาคอีสานได้หลายประการ คือ 1. ท่วงทำนองของดนตรีจังหวะ ลีลาเป�นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งแตกต่าง จากภาค อื่นๆของไทย 2. การแต่งกายของผู้แสดงทั้งหญิงและชาย ถ้าผู้หญิงนุ่งซิ่นมัดหมี่สวมเสื้อ แขน กระบอกห่มผ้าสไบหรือแพรวา ผมเกล้ามวย หรือฝ่ายชายสวมเสื้อม่อฮ่อม นุ่งโสร่งผ้าลายเป�น ตาๆ ก็พอจะบอกได้ว่าเป�นการแสดงของอีสาน 3. ลักษณะโดดเด่นที่คงเอกลักษณ์ของภาคอีสานอย่างชัดเจนก็คือ เครื่อง ดนตรีได้แก่ พิณ แคน โปงลาง โหวด ไหซอง ฯลฯ ถึงแม้ยังไม่มีการบรรเลงก็พอจะบอกได้ว่าการ แสดงต่อไป จะเป�นการแสดงของภาคอีสาน 4. ภาษาอีสานเป�นภาษาเฉพาะถิ่น ดังนั้นถ้าได้ยินเสียงเพลงที่มีสำเนียง หรือภาษาถิ่น อีสานก็เป�นการแสดงของภาคอีสาน 5. ลักษณะของลีลาท่าฟ้อนอีสาน พีรพงศ์เสนไสย (2547 ได้สรุปลักษณะเด่นของลีลาท่าฟ้อนอีสานไว้ดังนี้
16 1. ลักษณะมือ 1.1 การจีบนิ้วมือ หัวแม่มือและนิ้วชี้ไม่จรดติดกันแบบนาฏศิลป์ 1.2 การพรมมือ หรือการกระดิกนิ้ว นิยมกระดิกนิ้วไปมาตลอด เป�นส่วนใหญ่ใน ขณะที่ฟ้อน 1.3 การยกมือ ไม่จำกัดตายตัวว่าจะยกมือระดับไหนแน่นอนถึงแม้ จะเป�นท่า เดียวกัน เช่น ท่าฟ้อนจกของฝ่ายชาย และท่าป�ดป้องของฝ่ายหญิง 1.4 การม้วนมือ มีการม้วนมือทั้ง 2 ในลักษณะหมุนมือม้วนพันกัน เช่น ท่าหยิกไหล่ลายมวย 1.5 การกำมือ มีการกำมือแบบหลวมๆ เช่น ท่าเลี้ยงผีไท้ท่าช้างชู วง ท่าหยิกไหล่ลายมวย 1.6 การป�ดป้องมีการใช้มือในลักษณะป�ดป้องอวัยวะเพศทั้ง ส่วนบนและส่วนล่าง ในท่าฟ้อนเกี้ยว 2. ลักษณะเท้า 2.1 การเขย่งเท้า มีการเขย่งเท้าโดยใช้ปลายเท้าข้างใดข้างหนึ่ง แตะพื้นแล้วก้าว เดินในลักษณะเขย่ง เช่น ท่าขาแหย่ง หรือขยับขาเขย่งไปข้างหน้า เช่น ไถนา 2.2 การก้าวไขว้นิยมก้าวเท้าข้างใดข้างหนึ่งไขว้ข้างหน้า และเป�ด ก้าวเดินในขณะที่ฟ้อนโน้มตัวไปด้านหน้า 3. ลักษณะลำตัว 3.1 มีการขย่มตัวและเข่าให้เข้ากับจังหวะ ทั้งในลักษณะยืนอยู่กับ ที่และเคลื่อนไหว 3.2 การเอนตัวไม่นิยมยืดลำตัวตั้งตรงเต็มที่ แต่มีการเอนตัวไป ด้านหลังหรือ 4. การเคลื่อนไหว 4.1 ส่วนใหญ่มีการเคลื่อนไหวท่าทางตลอดเวลาในขณะที่ฟ้อนไม่ ทำท่านิ่งหรือทำท่าทางค้างเหมือนท่ารำในนาฏศิลป์ในบางท่า 4.2 จะมีการเคลื่อนไหวเท้าโดยก้าวเท้าไปทั้งด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลังสลับกันไป หรืออาจจะทำท่าฟ้อนอยู่กับที่ในบางครั้ง ทั้งนี้ไม่จำกัดตายตัว แล้วแต่หมอลำจะ เคลื่อนไหวตามอารมณ์และความรู้สึกในการฟ้อนของตนเป�นไปตามธรรมชาติ 4.3 ท่าฟ้อนจะมีการฟ้อนถอยหนีหลบหลีก และป�ดป้องให้พ้น จากการฉวยโอกาสลวนลามของฝ่ายชาย สรุปได้ว่า การฟ้อนอีสานเป�นการแสดงออกอย่างอิสระที่มีท่วงทำนอง จังหวะ ดนตรี
17 ลีลา เป�นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีลักษณะการแต่งกายคือ ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น เสื้อแขนกระบอก ห่มผ้า สไบ หรือแพรวา ผมเกล้ามวย ชายสวมโสร่ง เสื้อม่อฮ่อม ซึ่งการฟ้อนรำส่วนมากฟ้อนเพื่อพิธีกรรมตาม ความเชื่อ โดยใช้เครื่องดนตรีที่เป�นเอกลักษณ์ได้แก่ พิณ แคน โปงลาง โหวด ฯลฯ และใช้ภาษาถิ่น ในการขับร้อง เช่น หมอลำกลอน หมอลำหมู่ลำผีฟ้า เป�นต้น 5. แนวการคิดประดิษฐ์ท่ารำของศิลป�น พจน์มาลย์สมรรคบุตร (2538) ได้รวบรวมองค์ประกอบและแนวทางใน การคิด ประดิษฐ์ท่ารำต่างๆ ของผู้เชี่ยวชาญทางนาฎศิลป์ไทย ศิลป�นแห่งชาติสาขานาฏศิลป์และการละคร รวมทั้งคณาจารย์ทางนาฏศิลป์ไทย ไว้ดังนี้ จากแนวคิดของ เฉลย ศุขะวณิช (2546) ศิลป�นแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงและ ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย ได้กล่าวถึงการคิดประดิษฐ์ท่ารำสรุป ได้ว่า เป�นลักษณะของการตีบทหรือใช้ ภาษานาฎศิลป์ในท่ารำของไทย ที่เป�นแบบแผนมาตั้งแต่ดั้งเดิมก็คือ กลอนตกลารำ และบทรำเพลงช้า เพลงเร็ว จะมีท่าบังคับและท ่าตายโดยใช้กลวิธีที ่จะประดิษฐ์ ให้ได้ท่ารำที่เหมาะสมสวยงาม ผู้ ประดิษฐ์ท่ารำจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. จังหวะและทำนองเพลง เชื่องช้าหรือรวดเร็ว มีลักษณะอ่อนหวาน เศร้าหรือ คึกคักสนุกสนาน 2. จังหวะและทำนองของเพลงที่มีสำเนียงต่างชาติก็ต้องเอาลีลาท่ารำ ของชาตินั้นๆ มาประดิษฐ์ให้กลมกลืนกันเป�นลีลาของนาฏศิลป์ไทย 3. เมื่อรู้ทำนองและจังหวะเพลงจึงกำหนดท่ารำให้เข้ากับลีลาของเพลง โดยยึดหลัก ความสัมพันธ์ของทำนองเพลงกับท่ารำ และความสัมพันธ์ระหว่างความหมายของบทร้อง กับท่ารำ 4. ลักษณะเพศชาย (ตัวพระ) หรือเพศหญิง (ตัวนาง) เช่น ตัวพระในพม่า รำขวาน ลีลาท่ารำจะต้องมีลักษณะกระฉับกระเฉงเข้มแข็งตามท่วงทำนองของนักรบ ส่วนตัวนาง ได้แก่ ฟ้อนม่านมงคลลีลาท่ารำจะต้องมีลักษณะอ่อนโยน นุ่มนวล เป�นต้น 5. การประดิษฐ์ระบำพื้นเมือง ต้องศึกษาท่ารำที่เป�นแม่ท่าหลักของ ท้องถิ่นแล้วนำมาประดิษฐ์ลีลาเชื่อมท่รำ ให้ครอบคลุมความหมายของเนื้อหาในระบำชุดนั้นๆ โดย คัดเลือกแม่ท่าหลักมาใช้ให้เหมาะสม ไม ่จำเป�นต้องนำมาใช้เริ ่มต้นในท ่าที่ 1 ของแม่ท่าเสมอไป อาจจะหยิบแม่ท่าหลักในท่าที่ 8 มาใช้เป�นท่าเริ่มต้นในผลงานการประดิษฐ์ท่ารำของเราก็ได้ 6.ไม่ควรไปลอกเลียนแบบลีลาท่ารำของภาคอื่นๆ มาปะปนในผลงาน การ
18 ประดิษฐ์ท่ารำ เช่น นำเอาท่าทอผ้าในเซิ้งต่ำหูก ผูกชิดบางท่าใส่ในทอเสื่อ หรือไปนำเอาลีลาท่ารำของ ภาคใต้มาบรรจุในฟ้อนเหนือ หรือนำลีลาท่าทางของภาคเหนือมาบรรจุในเซิ้งต่างๆ ของภาคอีสานซึ่ง เป�นเรื่องไม่ถูกต้อง ควรจะได้หลีกเลี่ยงให้มากที่สุด 7.การคิดประดิษฐ์ท่ารำให้คำนึงถึง จุดมุ่งหมายของระบำ รำ ฟ้อนในชุด นั้นๆ ด้วย เช่น ระบำชุดนี้มีจุดมุ่งหมายให้เป�นผู้หญิงล้วน (ตัวนาง) ก็ต้องหลีกเลี่ยงท่ารำที่มีการยก เท้า แบะเหลี่ยม กันเข่า ซึ่งเป�นลีลาท่าทางของตัวพระโดยสิ้นเชิง การแปรแถว เฉลย ศุขะวณิช (2546) ได้กล่าวถึงความเป�นมา แนวคิดและ ประโยชน์ของการแปรแถวดังนี้ 1. การแสดงนาฎศิลป์ไทยสมัยโบราณไม่นิยมการแปรแถวให้หลากหลาย เหมือนในป�จจุบันนี้มักจะนิยมแถวตรงเรียงเดี่ยวหน้ากระดาน หรือแถวตอนคู่ หรือลักษณะวงกลม แล้วประดิษฐ์ท่ารำให้เหมือนกัน ต่อมาการแสดงนาฏศิลป์ไทยในระยะหลังๆ ได้รับอิทธิพลของการ แสดงของต่างประเทศ ในเรื่องของการแปรแถว จึงได้นำการแปรแถวนั้นมาดัดแปลงบรรจุลงในการ แสดงนาฏศิลป์ของไทยมากขึ้น เช่น ในท่ารำท่าเดียวเหมือนกันหมด แต่การแปรแถวต่างกันโดยแบ่งผู้ แสดงเป�นแถวเฉียงส่วนหนึ่ง แล้วมีการตั้งซุ้มส่วนหนึ่งเป�นคู่อยู่อีกทางหนึ่ง ผู้แสดงตั้งท่ารำต่างกันเป�น ระดับ แต่ว่าอยู่ในจังหวะท่วงทำนองเดียวกัน ผู้ประดิษฐ์ท่ารำจะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์และความ กลมกลืนเป�นหลักในการออกแบบแถว 2. เมื่อเปลี่ยนการแปรแถว ต้องใช้ลีลาการเคลื่อนไหว ด้วยความนุ่มนวล นักแสดงจะไม่วิ่งตัดหน้ากันและกัน จะใช้วิธีตั้งท่ารำแล้วเดินตามจังหวะ 3. ผลดีของการแปรแถว ทำให้เปลี่ยนอารมณ์เปลี่ยนความรู้สึกของผู้ชม ไม่จำเจ ไม่ซ้ำซาก ไม่น่าเบื่อ จนเกินไป และเป�ดโอกาสให้ผู้แสดงได้สับเปลี่ยนผลัดขึ้นมาอยู่หน้าเวที ทุกคน 4. การคิดประดิษฐ์ท่ารำ จังหวะไหนที่มีบทขับร้องหรือคำเอื้อนยาวๆ การ แปรแถวจะอยู่ในช่วง ของตอนรวบคำร้องกับทำนองเอื้อนนั้นให้มาอยู่ในลีลาเดียวกัน จะทำให้ท่ารำลง ตัวพอดี 5. การคิดประดิษฐ์ท่ารำ จังหวะดนตรีที่มีการบรรเลงตลอดเพลงตั้งแต่ต้น จนจบ การแปรแถวจะต้องลงให้พอดีกับจังหวะใหญ่ของทำนองห้องเพลง เช่น ทำนองเพลงลายนี้มี8 จังหวะแล้วแบ่ง ออกมา 4 จังหวะ เพราะฉะนั้นจังหวะที่ 1 และที่ 2 นั้นคือลีลาเพื่อไปลงในจังหวะที่ 4 หรือจากจังหวะที่ 4 แล้วเว้นช่วงไปลงจังหวะที่ 8 ก็ได้จะเกิดความลงตัวในท่ารำมากขึ้น การเชื่อมท่ารำยังสามารถทำได้หลากหลายวิธีคือ 1. เล่นจังหวะเท้าในคณะที่มีบทเอื้อนทำนองยาวๆ 2. วิ่งแปรแถวที่มีในรูปแบบต่างๆ
19 3. ตั้งซุ้ม 4. ยืนพักท่านิ่ง (ไม่ควรใช้เวลานานจนเกินไป) 5. ใส่ลีลาท่าทางในเชื่อมท่า 6. ยืนตั้งแม่ท่ายึดยุบตามจังหวะอยู่กับที่มีการเข้า-ออก ของระบำ 7. การเริ่มออกแสดงของระบำ รำ ฟ้อน ประการแรกต้องนำเพลง มาศึกษาถึง จังหวะของเพลงก่อน แล้วพิจารณาว่าจะออกท่ารำเริ่มแรกทีละคู่หรือสามคู่ มีจังหวะลง นั่งหรือไม่ จึง คิดประดิษฐ์ท่ารำบรรจุให้เหมาะสมพอดีกับจังหวะเพลง 8. การเริ่มออกของระบำ รำ ฟ้อน ในสมัยโบราณนิยมออกจาก หลืบทั้ง 2 ข้าง ของเวทีพร้อมกัน มาจับคู่กันกลางเวทีแล้วจึงจะมาเข้าเป�นแถวที่กำหนด ในป�จจุบันนี้ อาจจะให้ผู้แสดงออกจากหลืบของเวทีสลับซ้ายบ้าง ขวาบ้าง เพื่อเปลี่ยนสายตาของผู้ดูแต่ของดั้งเดิมก็ ยังนิยม นำมาปฏิบัติอยู่ 9. ระบำ รำ ฟ้อน นาภูศิลป์ไทย ไม่นิยมออกแสดงจากข้างล่างของ เวทีที่ผู้ชมนั่ง ดูการแสดงแล้วขึ้นมารำบนเวทีเพราะเสื้อผ้าการแต่งกายเป�นตัวกำหนด ยกเว้นลักษณะ ที่เป�นขบวน แห่ 10. ตั้งท่ารำออกทางขวามือของเวทีและเมื่อจบการแสดงก็เข้า ทางซ้ายมือของเวที 11. เริ่มต้นการแสดง โดยตั้งท่านิ่งแล้วเป�ดม่านส่วนใหญ่จะนิยมใช้ กัน 12. เมื่อจบการแสดง ส่วนใหญ่จะใช้วิธีตั้งท่ารำเดินแถวเข้าหลัง เวที 13. ใช้รำถอยหลังเข้าเวที 14. ใช้เพลงรัวในการตั้งท่ารำวิ่งเข้าเวที 15. ใช้วิธีตั้งท่านิ่ง เพื่อจัดเป�นซุ้มแล้วเป�ดม่าน 16. จัดรูปแบบตามจุดต่างๆ ให้ตระกาลตา แล้วเริ่มเป�ดไฟหรี่ๆ ด้วยไฟฟ้าให้สลัวๆ ใช้ไฟสปอร์ทไลท์จับอยู่ที่จุดเด่นเฉพาะของการแสดงชุดนั้นๆ ค้างไว้ประมาณ 2-3 วินาทีแล้วจึงดับไฟให้มืดหมดทั้งเวทีแล้วผู้แสดงก็ค่อยเดินแยกย้ายกันเข้าไปที่หลังเวที นอกจากหลักเกณฑ์ในการคิดประดิษฐ์ท่ารำที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในการ คิดประดิษฐ์ท่ารำ ชุดใหม่ขึ้น ให้ตั้งจุดหมายที่แน่นอนในระบำชุดนั้นไว้จะใช้ผู้แสดงเป�นผู้ชายคู่กับ ผู้หญิงหรือจะเป�น ผู้หญิงล้วน หรือเป�นสัตว์ต่างๆ เช่น นกปูหรือปลา ต้องการนำเสนอความมุ่งหมาย ในด้านใดเมื่อได้ความมุ่งหมายที่แน่นอนแล้ว จึงคัดเลือกเพลงโดยการนำเพลงนั้นมาฟ�งหลายๆ ครั้ง ต่อจากนั้นจึงกำหนดท่ารำ เช่น ระบำพนมรุ้ง มนตรีตราโมท ได้บรรจุเพลงระบำชุดนี้ขึ้นก่อน เสร็จ
20 แล้วจึงส่ง ม้วนแถบบันทึกเสียงเพลงระบำพนมรุ้งมาให้เฉลย สุขะวณิช คิดประดิษฐ์ท่ารำขึ้นตาม ทำนองเพลง จึงได้กำเนิดระบำพนมรุ้งขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ส่วนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ก็มีเจ้าหน้าที่ ออกแบบให้โดยนำนักศึกษาที่เป�นผู้แสดงไปแต่งตัว แล้วนำมาซ้อมรำให้ดูปรากฎว่าเสื้อผ้าบางส่วน ไม่เหมาะสมกับท่ารำ ก็ให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่เครื่องแต่งกายปรับเสื้อผ้าให้เข้ากับท่ารำ จะเห็นได้ว่าวิธีการคิดประดิษฐ์ท่ารำของ เฉลย ศุขะวณิช (2546) จะใช้วิธี ฟ�งเพลงก่อนแล้วจึงคิดท่ารำให้ลีลาผสมกลมกลืนไปกับบทร้อง และท่วงทำนองของเพลงนั้นๆ ส่วน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจะยืดท่ารำเป�นหลัก ส่วนหลักการคิดประดิษฐ์ท่ารำที่เริ่มต้นจากการใช้เพลง แบ่งได้เป�น 2 จำพวก คือ 1. การคิดประดิษฐ์ท่ารำ ที่มีบทเนื้อร้องกำหนดความมุ่งหมายอย่าง ชัดเจนเช่น บทกลอนถวายพระพร บทอวยพรต่างๆ ที่มีบทเนื้อร้องนั้นให้ยืดความหมายของเนื้อเพลง เป�นหลักในการออกท่าร่ายรำให้ถูกต้อง โดยอาศัยแม่ท่าในบท เพลงช้า เพลงเร็ว และแม่บท (กลอน ตำรารำ) 2. การคิดประดิษฐ์ท่ารำที่ไม่มีบทเนื้อร้อง มีแต่ทำนองเพลงนั้น ให้ยึด อารมณ์ท่วงทำนองของเพลงที่บรรเลง เช่น อารมณ์เพลงคึกคักให้ความสนุกสนานมีท่วงทำนอง รวดเร็ว อารมณ์เพลงที่แสดงถึงความโกรธ อารมณ์เพลงที่แสดงถึงความเศร้าโศกทำนองโหยหวนหรือ อารมณ์เพลงอันอ่อนหวานแสดงถึงความรัก อารมณ์เพลงหนักแน่นแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ เป�นต้น เมื่อได้ลักษณะของอารมณ์เพลงแล้ว จึงคิดประดิษฐ์ท่ารำโดยอาศัยแม่ท่ในเพลงช้าเพลงเร็วแม่แบบ นำมาออกร่ายรำให้กลมกลืนกับท่วงทำนองของอารมณ์เพลงนั้นๆ แต่ในบางครั้งก็สามารถคิดประดิษฐ์ ท่ารำให้ตรงกับความมุ่งหมายของเนื้อหาที่นำสนอในระบำ รำ ฟ้อน ชุดนั้นๆ ออกมากก่อน แล้วจึง คัดเลือกอารมณ์ของทำนองเพลงให้ตรงกับท่าทางร่ายรำนั้น แนวคิดของ จำเรียง พุธประดับ (พจน์มาลย์สมรรคบุตร, 2538) ศิลป�นแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงและผู้เชี่ยวชาญนาฎศิลป์ไทย กล่าวถึงการคิดประดิษฐ์ท่ารำนาฎศิลป์ไทย ที่เป�น ชุดการแสดงสั้นๆ ประเภทระบำ รำ ฟ้อน พอจะแยกให้ชัดเจนได้ดังนี้ 1. การคิดประดิษฐ์ท่ารำที่มีบทกลอนเนื้อร้อง จะประดิษฐ์ท่ารำได้ง่ายกว่า การประดิษฐ์ท่ารำที่มีแต่การบรรเลงทำนองเพลงตลอดทั้งเพลง เพราะเนื้อร้องจะกำหนดท่าให้ตรงกับ ความหมายได้ชัดเจนกว่า ด้วยการศึกษาบทร้องอย่างละเอียด เช่น บทกลอนรำถวายพระพร หรือบท รำอวยพรจะมีวิธีคิดประดิษฐ์ท่ารำได้โดยเลือกใช้แม่ท่าจากเพลงช้า เพลงเร็ว แม่บท ใสให้ตรงกับ ความหมายของบทกลอนรำ เมื่อได้แม่ท่าที่ต้องการแล้ว ต้องใส่ลีลาท่าทางในท่ารำเพิ่ม เพื่อเชื่อมแม่ ท่าแต่ละท่าให้ต่อเนื่องสวยงามกลมกลืนกัน ในบทเรียนรายวิชานาฎศิลป์ไทยจะไม่มีบทเพลงรำใดๆ ที่ จะบอกลีลาท่ารำโดยเฉพาะ นอกจากครูบาอาจารย์หรือผู้สร้างสรรค์ผลงงานนั้น จะเป�นผู้ถ่ายทอดท่า
21 รำแล้วนักเรียนใช้ความสามารถเฉพาะตัวหรือเรียกว่า "พรสวรรค์" ผู้นั้นต้องจดจำลีลาท่ารำของครู อาจารย์เหล่านั้นไว้แล้วนำมาฝ�กฝนด้วยตนเองเรื่อย ๆ จนชำนาญ และยังได้ลีลาที่สวยงามของท่ารำ เหล่านั้นไว้ให้ตัวนักเรียน หรือผู้สอนจะใช้วิธีอธิบายเทคนิคของลีลาท่รำก็ได้เช่น การประเท้ามาแตะ พื้นก็จะธรรมดา แต่เมื่อใส่ลีลาท่ารำลงไปจะใช้วิธีถอนเท้าแล้วแตะขยับเท้า จะทำให้ดูสวยงามขึ้น 2. การประดิษฐ์ท่ารำที่มีแต่จังหวะทำนองเพลงไม่มีเนื้อร้อง ต้องศึกษา จำนวนของ จังหวะและทำนองเพลงที่นำมาใช้ว่าเพลงนั้นมีทั้งหมดกี่เที่ยว สี่จังหวะเป�นหนึ่งจังหวะ ใหญ่ แปด จังหวะย่อยเป�นหนึ่งจังหวะใหญ่ หรือสิบสองจังหวะย่อยเป�นหนึ่งจังหวะใหญ่ เมื่อเข้าใจ จังหวะเพลงได้ถูกต้องแล้ว ก็บรรจุท่ารำลงให้พอดีกับจังหวะในบทเพลงนั้นๆ 3. การประดิษฐ์ท่ารำ ให้ยึดลีลาที่รำเฉพาะท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้และภาคอีสาน ห้ามนำเอาลีลาท่ารำในแต่ละภาคนั้นมาคิดประดิษฐ์ท่ารำปนใน ระบำชุด เดียวกัน ยกเว้นระบำสี่ภาค 4. ยืดหลักแม่ท่าของนาภูศิลป์ไทยในเพลงช้า เพลงเร็ว แม่บทและยึด นาฏยศัพท์เป�นต้น 5. การคิดประดิษฐ์ท่ารำที่ดีควรใช้ภาษาท่าสื่อความหมายให้ชัดเจน ดู แล้วเข้าใจทันทีโดย 6. สังกัดใน ยุคนั้นๆด้วย การแปรแถวในการแสดงระบำ รำ ฟ้อน การ แปรแถวจะช่วยเปลี ่ยนอารมณ์และสายตาของผู้ดูไม่ให้เบื่อหน่ายต่อการแสดงในชุดนั้น สามารถ ปฏิบัติได้หลายวิธีดังนี้ 6.1 การแปรแถวเพื่อมาตั้งสองแถวเป�นรูปตัววีคว่ำ 6.2 การแปรแถวในลักษณะแถวเฉียง 6.3 การแปรแถวในลักษณะยืนตั้งเป�นคู่ ๆ สวนเฉพาะคู่ทางด้านซ้าย 6.4 การแปรแถวในลักษณะสวนเฉพาะคู่ ให้คู่หลังขึ้นมาข้างหน้าเวที 6.5 การแปรแถวในลักษณะสวนทั้งแถว ให้แถวหลังขึ้นมาอยู่แถวหน้า 6.6 การแปรแถวเป�นรูปวงกลมซ้อน 2 วงบ้าง วงกลมวงเดียวบ้าง 6.7 การแปรแถว ที่มีคำร้องเป�นบทกลอน ให้แปรแถวไปตามเนื้อร้อง นั้นก็ได้หรือ แปรแถวตอนที่มีจังหวะเอื้อนก็ได้ถ้าทำนองเอื้อนสั้น ก็ให้ใช้วิธีวิ่งแปรแถวไป แต่ถ้ามี จังหวะเอื้อน ยาวๆ ให้ใช้วิธีต้องท่ารำแม่บทเดินตามจังหวะค่อยๆ แปรแถวไป เช่น การแปรแถวในบท รำถวายพระ พร หรือ บทรำอวยพร มักจะนิยมใช้เพลงเทวาประสิทธิ์เพลงนางนาค เพลงขึ้นพลับพลา เพลงแขกบรเทศ เป�นต้น 6.8 การแปรแถวเพื่อมาตั้งทำรำเป�นซุ้มย่อย หรือตั้งซุ้มใหญ่การตั้งซุ้ม ลักษณะต่างๆ ต้องคำนึงถึงขนาดเวทีและจำนวนผู้แสดงด้วย
22 6.9 การแปรแถวในลักษณะยืนต่อตัว เช่น บทรำอวยพรพระนาง ตัวนางนั่ง ยืนข้างหนึ่ง ตัวพระวิ่งแปรแถวมายืนต่อตัว ใช้จมูกเท้าแตะที่ส้นเท้าของตัวนางแล้วยืนร่ายรำไปตาม บทกลอนและจังหวะของเพลงก็เป�นที่นิยมใช้กันอยู่มาก แนวคิดของ จาตุรงค์มนตรีศาสตร์(พจน์มาลย์สมรรคบุตร, 2538) อาจารย์ประจำ วิทยาลัยนาฏศิลป์กรมศิลปากร ได้นำเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับป�ญหาที่เกิดขึ้นในการคิดประดิษฐ์ท่ารำ ว่า มีอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตผลงานทางด้านนาฎศิลป์รูปแบบใหม่ๆ นั้น มีอยู่หลากหลาย ประการ คือ 1. คนรุ่นใหม่มีวัยวุฒิหรือมีอายุน้อย เมื่อคิดประดิษฐ์ผลงานทางนาฏศิลป์ ใหม่ๆ ขึ้นมา ผู้ที่อยู่ภายในวงการเดียวกันมักจะไม่ยอมรับและไม่สนับสนุนผลงานนั้น โดยไม่มีการเป�ด โอกาสให้นำออกเผยแพร่ 2. ประเพณีในสถาบันเดียวกันจะมีครูอาจารย์ผู้อาวุโสของลูกศิษย์ต่างๆ ซึ่งอยู่วงในใกล้ชิด จะไม่กล้าแสดงความสามารถในด้านการคิดสร้างสรรค์ผลงานคิดประดิษฐ์ท่ารำ เท่าไหร่ถือว่าเป�นการ "ข้ามครู" แต่ถ้าจำเป�นต้องคิดประดิษฐ์ท่ารำผลงานทางด้านนาฏศิลป์นั้น ต้อง นำผลงานไปปรึกษาจากครูผู้อาวุโส จากนั้นครูผู้อาวุโสก็จะต้องปรับหรือแก้ไขให้แล้วผลงานนั้นให้มี ลักษณะที่เป�นผลงานฉบับแบบดั้งเดิมไปทันที 3. ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชานาฏศิลป์ให้นักเรียนยึดมั่นใน รูปแบบดั้งเดิมเท่านั้น ถ้าผู้ใดละเมิดจะเป�นการทำผิดครู 4. นักศึกษาในระดับปริญญาตรีทางด้านวิชาการละคร จะเป�นผู้คิด ประดิษฐ์ท่ารำได้อย่างอิสระนอกจากนั้นก็ยังไม่ได้รับการไว้วางใจเท่าไหร่ เพราะเป�นประเพณีเกรงว่า จะผิดแบบแผน 5. ผู้ที่เผยแพร่การแสดงวงการนาฎศิลป์ในระบบภายนอกเครือข่ายกรม ศิลปากร มีโอกาสที่จะคิดและประดิษฐ์ท่ารำผลงานทางด้านนาฏศิลป์ใหม่ๆ ได้ 6. บุคคลใดที่มีชาติวุฒิกำเนิดในตระกูลสูง มีบารมีจะถือว่ามีโอกาสเป�น ผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำผลงานของเก่าแบบดั้งเดิมไปทันที ดังนั้นผู้ที่มีลักษณะตรงกับข้อ 5 และ ข้อ 6 เมื่อคิดประดิษฐ์ท่ารำผลงานทาง นาฎศิลป์ใหม่ๆ ขึ้นมาก็ควรเป�นผู้ที่มีความรู้มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในด้านบทรำ เพลงช้า เพลงเร็ว และแม่บทมาอย่างดีในขณะเดียวกัน เมื่อจะนำพื้นฐานความรู้นั้นมาคิดประดิษฐ์ท่ารำใน ผลงานใหม่ๆ ก็จะต้องคำนึงถึงยุคสมัยที่ประดิษฐ์ท่ารำนั้นด้วย เช่น ผู้แสดงแต่งกายแบบชาวนา ผู้ บรรจุท่ารำจะนำเอาท่าพรมสี่หน้าในแม่บทไปใส่ไว้ก็ไม่เหมาะสม และอีกประการหนึ่งการคิดประดิษฐ์ ท่ารำ จะเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็แล้วแต่ขอให้มีในเรื่องของเชื้อชาติเพราะขนบธรรมเนียมประเพณีที่จะ แสดงออกจะบ่งบอกถึงประเทศชาตินั้น อย่างเรื่องการเคารพต้องไหว้การออกกิริยาท่าทางต้องเป�น
23 ไทย มิใช่ว่าประดิษฐ์นาฎศิลป์ไทยแล้วมีลักษณะยกขาแบบบัลเล่ต์ก็ไม่ถูกต้อง ขัดต่อศิลปวัฒนธรรม ไทยอย่างนี้ก็ไม่ควรกระทำ ส่วนการคิดประดิษฐ์ท่ารำให้สื่อความมุ่งหมายของการแสดงได้อย่างชัดเจน นั้น ต้องคำนึงถึงท่าทาง เพลง ดนตรีสำเนียง ภาษา บทร้อง เครื่องแต่งกาย อารมณ์ที่แสดงออก วิญญาณ ของการแสดง (จาตุรงค์มนตรีศาสตร์, 2525) ได้กล่าวถึงการแสดงนาฎศิลป์พื้นเมืองอีสานใน ป�จจุบันนี้ว่ามีข้อดีในด้านต่างๆ มาก มีความตื่นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่มีการจัดตั้งวิทยาลัย นาฎศิลป์ส่วนภูมิภาคขึ้นแล้ว คำว่า "ข้อดี" ในที่นี้ก็หมายความว่าลักษณะการแสดงใช้ได้แต่จะต้องมี คนที่มีอำนาจ มีผู้รู้ที่เป�นกันอยู่บ้างคอยดูถึงความเหมาะสมและถูกต้องข้อความนี้หมายถึงว่าเมื ่อคิด ประดิษฐ์ท่ารำออกมาแล้ว ต้องรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของท้องถิ่นไว้ส่วนเครื่องแต่งกาย พื้นเมืองอีสานในป�จจุบัน ได้รับการพัฒนาจากของเดิมขึ้นมาก มีการแต่งกายแบบแปลกๆ มีลวดลาย ต่างๆ สีสันของเสื้อผ้าสีสดและมีความสวยงามมากขึ้น ดนตรีมีจังหวะรวดเร็ว รุกเร้า จึงทำให้การ แสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองอีสาน โดยภาพรวมแล้วดีเกือบทั้งหมดถูกรสนิยมของคนในยุคนี้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ นอกจากนี้แล้ว การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองที่ถูกปรับปรุงเป�นเวลานานๆ ก็จะ กลายเป�นแบบแผนประจำไปในที่สุด การคิดประดิษฐ์ท่ารำจะต้องมีความระมัดระวังถึงการแสดงออก อย่างดีที่สุด ไม่ใช่ว่าคิดจะแสดง เช่น ท่าบางท่าไม่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยเรา ก็นำมาบรรจุไว้ ในท่ารำ อย่างการแสดงบางท่าในระบำว่าวของมาเลเชีย ถูกนำมาใช้ในระบำชุดหนึ่งของการแสดง นาฏศิลป์พื้นเมืองอีสานอย่างนี้ไม่ควรทำ (จาตุรงค์มนตรีศาสตร์, 2525) ได้ให้ความรู้เรื่องหลักการคิดประดิษฐ์ท่ารำ ทั่วไป เกี่ยวกับท่านิ่งและท่าเคลื่อนไหวอีกว่า ท่านิ่ง เป�นท่าที่ต่อเนื่องพร้อมกับคำร้อง หรือดนตรีที่เห็น ความหมายไม่รวดเร็ว ท่าเคลื่อนไหว เป�นท่าที่ต่อเนื่องดำเนินไปกับคำร้องและดนตรีที่มีลีลาประกอบ ท่ารำ เป�นระยะเวลาที่ต่อเนื่องกัน 1. จำนวนผู้แสดง การแสดงที่ใช้ผู้แสดงเป�นจำนวนมากๆ เป�นการแสดง หมู่มีการแปรแถว เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ทำให้การแสดงนั้นไม่เป�นที่น่าเบื่อหน่าย จำนวนผู้แสดง ต้องเป�นไปตามจุดประสงค์ของการแสดงนั้นด้วย เช่น เป�นระบำหมู่ หรือความต้องการให้เป�น สัญลักษณ์หรือเป�นรูปภาพต่างๆ จำนวนผู้แสดงจะกำหนดให้ตรงตามจุดประสงค์นั้นๆ ที่กล่าวนี้คือ การทำเป�นรูป เป�นอักษรย่อ หรือรูปภาพ สัญลักษณ์ของอักษรย่อพระปรมาภิไธย จำนวนตัวเลข หรือ เครื่องหมายของการแสดงกีฬา หรือสัญลักษณ์ประจำชาติเป�นต้น 2. เพลง จังหวะต้องเหมาะสมในการแปรแถวตามจำนวนผู้แสดงความ ชัดเจนของ จังหวะสัญญาการให้คิดการแปรแถว โดยใช้กรับหรือกลองที่สอดแทรกในเพลง 3. ขนาดของสถานที่ มีความกว้างใหญ่พอที่จะแปรแถวเป�นรูปต่างๆ ตาม
24 ความต้องการได้รวดเร็วเพียงใด ทางออกทางเข้าของผู้แสดงมีความสอดคล้องกับการแปรแถวได้ แนบเนียน อย่างไรหรือไม่ 4. ความสามารถของผู้แสดง ผู้แสดงจะต้องมีความสามารถในการร่ายรำ ในระดับ เดียวกันและมีสามัญสำนึกในเรื่องจังหวะเป�นอย่างดีได้มาตรฐาน มีความเชื่อมั่น มีระเบียบ วินัย การเชื่อมท่ารำ จะใช้กรณีที่มีท่ารำ 2 ท่าที่แตกต่างกัน และต้องการให้ท่ารำทั้ง 2 ท ่านั้น ต่อเนื่องกัน จำเป�นต้องประดิษฐ์ท่าเชื่อม ซึ่งมีลักษณะเป�นลีลาเข้ามาแทรกเพื่อให้ท่ารำ 2 ท่า นั้น ต่อเนื่องกันอย่างกลมกลืน การเข้า - ออก ของระบำ รำ ฟ้อน การเข้าการออกของระบำ รำ ฟ้อน ต้อง มีท่าที่กำหนดตายตัวของการเข้าออก ต้องรู้ช่วงระยะและตำแหน่งของการเข้าการออกอย่างแน่นอน หมายรวมถึงความพร้อมเพรียงและยึด ขนบของละครด้วย แต่ในบางกรณีจำเป�นจะต้องทิ้งประเพณี เพื่อความสมบูรณ์ของการแสดง เช่น การแสดงหน้าพระที่นั่ง หรือการแสดงบนเวทีต่างประเทศ เป�น เวทีที่ไม่มีทางออกทางเข้าบนเวทีละครไทย ฉะนั้นผู้กำกับการแสดงจะต้องเป�นผู้กำหนด การเข้าการ ออกขึ้นเอง โดยอาศัยหลักนาฎศิลป์ไทย พจน์มาลย์สมรรคบุตร (2538) จากสภาพความเป�นไปในทางการแสดงนาฏศิลป์ได้ กล่าวมาทั้งหมดนี้จาตุรงค์มนตรีศาสตร์ได้นำบทกลอนประพันธ์โดย พรานบูรณ์จากหัวข้อ เรื่อง ศิลป�นกับศิลปะมากล่าวแทนความรู้สึกของตนเองว่า "ศิลปะดั้งเดิมไม่เสริมส่งมีแต่ทรงอย่าให้ทรุดก็สุด หา ประดิษฐ์ใหม่ให้ผุดสะดุดตา สักแต่ว่าเล่นได้ก็เล่นไป" ดังนั้น สรุปได้ว่า การประดิษฐ์ท่ารำเป�นการออกแบบท่ารำขึ้นใหม่ โดยการคิด ประดิษฐ์ท่ารำจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างจากคนอื่น มีกระบวนท่าการเคลื่อนไหว และมี การนำเสนอที่แตกต่างไปตามเวลาและตามสภาพผลงานทางนาฏศิลป์ใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน เมื่อจะ นำพื้นฐานความรู้นั้นมาคิดประดิษฐ์ท่ารำในผลงานจะต้องมีแรงบันดาลใจ ก่อนที่จะนำมาแสดงผลงาน ออกมา ให้ผู้คนชื่นชมงานวิจัยนี้ครูเป�นผู้ประดิษฐ์ท่ารำไว้ในบทเรียนแล้ว รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน 1) ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ ซิมพ์ซัน (Simpson, 1972) กล่าวว่า ทักษะเป�นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับ พัฒนาการทางกายของผู้เรียน เป�นความสามารถในการประสานการทำงานของกล้ามเนื้อหรือร่างกาย ในการทำงานที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และต้องอาศัยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อหลาย ๆ ส่วน การทำงานดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากการสั่งงานของสมอง ซึ่งต้องมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทักษะปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝ�กฝน ซึ่งหากได้รับการฝ�กฝนที่ดีแล้ว จะเกิดความถูกต้อง
25 ความคล่องแคล่ว ความเชี่ยวชาญชำนาญการ และความคงทน ผลของพฤติกรรมหรือการกระทำ สามารถสังเกตได้จากความรวดเร็ว ความแม่นยำ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือทำงานที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวหรือการ ประสานงานของกล้ามเนื้อทั้งหลายได้อย่างดีมีความถูกต้องและชำนาญ 3) กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ผู้เรียนได้รับการฝ�กฝนพัฒนาการปฏิบัติหรือทำงานที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวหรือ การประสานของกล้ามเนื้อทั้งหลายได้อย่างดีมีขั้นตอนดังนี้(Simpson, 1972, น. 56 - 60, อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี2550, น. 35 - 37) ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบมีทั้งหมด 7 ขั้น คือ ระเบียบวิธีการสอน(Methodology) 1. ขั้นการรับรู้(Perception) เป�นขั้นการให้ผู้เรียนรับรู้ในสิ่งที่จะทำ โดยการให้ ผู้เรียนสังเกตการณ์ทำงานนั้น 2. ขั้นการเตรียมความพร้อม (Readiness) เป�นขั้นการปรับตัวให้พร้อมเพื่อการ ทำงานหรือแสดงพฤติกรรมนั้น ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์โดยการปรับตัวให้พร้อมที่จะ ทำการเคลื่อนไหวหรือแสดงทักษะนั้น ๆ และมีจิตใจและสภาวะอารมณ์ที่ดีต่อการที่จะทำหรือแสดง ทักษะนั้น ๆ 3. ชั้นการสนองตอบภายใต้การควบคุม (Guided Response) เป�นขั้นที่ให้โอกาส แก่ผู้เรียนในการตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้ซึ่งอาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนเลียนแบบการกระทำ หรือการแสดง ทักษะนั้น หรืออาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนลองผิดลองถูก (Trial and Error) จนกระทั่งสามารถตอบสนอง ได้อย่างถูกต้อง 4. ขั้นการให้ลงมือกระทำจนกลายเป�นกลไกที่สามารถกระทำได้เอง (Mechanism) เป�นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติและเกิดความเชื่อมั่นในการทำสิ่งนั้น ๆ 5. ขั้นการกระทำอย่างชำนาญ (Complex Overt Response) เป�นขั้นที่ช่วยให้ ผู้เรียนได้ฝ�กฝนการกระทำนั้น ๆ จนผู้เรียนสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว ชำนาญเป�นไปโดยอัตโนมัติ และด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง 6. ขั้นการปรับปรุงและประยุกต์ใช้(Adaptation) เป�นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนปรับปรุง ทักษะหรือการปฏิบัติของตนให้ดียิ่งขึ้น และประยุกต์ใช้ทักษะที่ตนได้รับการพัฒนาในสถานการณ์ต่าง ๆ 7. ขั้นการคิดริเริ่ม (Origination) เมื่อผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทำสิ่งใดสิ่ง หนึ่งอย่างชำนาญ และสามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลายแล้ว ผู้ปฏิบัติจะเริ ่มเกิด ความคิดใหม่ๆ ในการกระทำหรือปรับการกระทำนั้นให้เป�นไปตามที่ตนต้องการ
26 แผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1. ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ ประภาพร สุขพูล (2544 : 49) ได้สรุปความสำคัญของแผนการสอน ดังนี้ 1. ส่งเสริมให้ครูใฝ่ศึกษาหาความรู้ทั้งหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนได้เหมาะสม 2. ครูได้เตรียมการสอนไว้ล่วงหน้า 3. อำนวยความสะดวกแก่ครูที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการสอน 4. ให้เป�นคู่มือสำหรับครูที่มาสอนแทน เมื่อติดธุระหรือลา 5. ทำให้การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป�นไปตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ 6. เพื่อเป�นแนวทางในการแนะนำหรือนิเทศการเรียนการสอน สุวิทย์มูลคำและคณะ (2549: 58) ให้ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1. ทำให้เกิดการวางแผนวิธีสอนที่ดีวิธีเรียนที่ดีที่เกิดจากการผสมผสานความรู้และ จิตวิทยาการศึกษา 2. ช่วยให้ครูผู้สอนมีคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการรู้ที่ทำไว้ล่วงหน้าด้วยตนเอง และทำให้ครูมีความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย 3. ช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่าการสอนของตนได้เดินไปในทิศทางใด หรือทราบว่าจะ สอนอะไร ด้วยวิธีใด สอนทำไม สอนอย่างไร จะใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้อะไรและจะวัดผล และ ประเมินผลอย่างไร 4. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนใฝ่ศึกษาหาความรู้ทั้งเรื่องหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนรู้จะ จัดหาและใช้สื่อแหล่งเรียนรู้ตลอดจนการวัดผลประเมินผล 5. ใช้เป�นคู่มือสาหรับครูที่มาสอน (จัดการเรียนรู้) แทนได้ 6. แผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้และพัฒนาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อวงการศึกษา 7. เป�นผลงานทางวิชาการที่แสดงถึงความชำนาญและความเชี่ยวชาญของครูผู้สอน สำหรับประกอบการประเมินเพื่อขอเลื่อนตำแหน่งและวิทยฐานะครูให้สูงขึ้น สรุปได้ว่า การพัฒนาแผนการเรียนรู้หรือแผนการสอนมีความสำคัญช่วยให้ครูผู้สอน มีคู่มือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำไว้ล่วงหน้าด้วยตนเอง และทำให้ครูมีความมั่นใจในการจัดการ เรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย และยังช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่าการสอนของตนได้เดินไปในทิศทางใดหรือ
27 ทราบว่า จะสอนอะไร ด้วยวิธีใด สอนทำไม สอนอย่างไร จะใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้อะไร และจะวัดผล และประเมินผลอย่างไรเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนด 2.ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี แผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ควรประกอบด้วยกิจกรรม หลายๆ อย่างและหลายๆ วิธีการ ก่อนที่จะใช้แผนการจัดการเรียนรู้ใด ควรจะมีการประเมินผู้เรียน ก่อนเพื่อใช้เป�นข้อมูลในการเลือกวิธีการและกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อผู้เรียนจะได้ ไปสู่พฤติกรรมที่คาดหวัง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีจะต้องมีรายละเอียดชัดเจนถึงกิจกรรมนักเรียน บทบาท ของครูการใช้สื่อการวัดผล จนผู้อ่านมองเห็นภาพพฤติกรรมจริงๆ ในห้องเรียนได้สมบูรณ์จึงถือว่า เป�นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีและไม่จำเป�นต้องทำบันทึกการสอนอีกก็ได้เพราะแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ชัดเจนใช้แทนบันทึกการสอนได้ (สุวิทย์มูลคำและคณะ. 2549 : 55-56) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรมี กิจกรรมการเรียนรู้ที่เข้าลักษณะ 4 ประการ คือ 1. เป�นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมให้ผู้เรียนเป�นผู้ได้ลงมือปฏิบัติให้ มากที่สุด โดยครูเป�นเพียงผู้คอยชี้นำส่งเสริมหรือกระตุ้นให้กิจกรรมดำเนินไปตามความมุ่งหมาย 2. เป�นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เป�ดโอกาสให้ผู้เรียนเป�นผู้ค้นพบคำตอบหรือ ทำสำเร็จด้วยตนเองโดยครูพยายามลดบทบาทจากผู้บอกคำตอบ มาเป�นผู้คอยกระตุ้นด้วยคำถามหรือ ป�ญหา ให้ผู้เรียนคิดแก้หรือหาแนวทางไปสู่ความสำเร็จในการทำกิจกรรมเอง 3. เป�นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการมุ่งให้ผู้เรียนรับรู้และ นำกระบวนการไปใช้จริง 4. เป�นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถจัดหา ได้ในท้องถิ่นหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุอุปกรณ์สำเร็จรูปราคาสูง จากข้อมูลดังกล่าวสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีนั้น นอกจากต้องครอบคลุม กิจกรรมการเรียนรู้4 ลักษณะ คือ ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติเอง เป�ดโอกาสให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ด้วย ตนเอง เน้นทักษะกระบวนการและส่งเสริมให้ผู้เรียน เน้นการใช้วัสดุอุปกรณ์ในท้องถิ่นแล้ว แผนการ
28 จัดการเรียนรู้ที่ดีต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้วย จึงจะทำให้การจัด กิจกรรมประสบผลสำเร็จตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 3.หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ สำลีรักสุทธิ(2544 : 12) ให้ความรู้ไว้ว่าหลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแผนการ เรียนรู้โดยหลักการแล้วจะอยู่ในรูปแบบบูรณาการและยึดผู้เรียนเป�นสำคัญ ดังนี้ 1. ทฤษฎีเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล แผนการเรียนรู้แบบบูรณา การและชุดการสอนจัดทำขึ้นเพื่อสนองความสามารถ ความสนใจของผู้เรียนเป�นสำคัญ 2. หลักการเกี่ยวกับแผนการเรียนรู้แผนการเรียนรู้เป�นสิ่งสำคัญและจำเป�น สำหรับครูผู้สอน แม้ว่าครูผู้สอนจะสอนมานานแล้วก็ตาม แผนการจัดการเรียนรู้ยังมีความสำคัญ ประกอบกับการใช้สื่อหลายๆ อย่างเสริมซึ่งกันและกันอย่างมีระบบมาใช้เป�นแนวทางการเรียนรู้และ กิจกรรม ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม 3. ทฤษฎีการเรียนรู้แผนการเรียนรู้เป�นเอกสารที่มุ่งให้ผู้เรียน ผู้สอนได้มี ส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างแข่งขัน และได้รับข้อมูลย้อนกลับอย่างฉับพลัน อีกทั้งได้รับประสบการณ์ แห่งความสำเร็จหรือการเสริมแรง มีการเรียนเป�นขั้นๆ ตามความสามารถของผู้เรียน ดังนั้น แผนการ เรียนรู้จึงจัดทำขึ้นมาโดยอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป�นสำคัญ 4. หลักการวิเคราะห์ระบบแผนการเรียนรู้จะต้องจัดทำขึ้นมาโดยอาศัยวิธี วิเคราะห์ระบบ มีการทดลองสอน ปรับปรุง แก้ไข จนเป�นที่น่าเชื่อถือได้จึงนำออกไปใช้และเผยแพร่ กิจกรรมการเรียนการสอนนั้นดำเนินได้อย่างมีความสัมพันธ์กับทุกขั้นตอนลักษณะที่ดีของแผนการ จัดการเรียนรู้ สงบ ลักษณะ (2535 : 46) ให้ความรู้ว่า แผนการเรียนรู้ที่ดีควรมีกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เข้าลักษณะ 4 ประการ คือ 1. เป�นแผนการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติให้มากที่สุด โดยครูเป�นเพียงผู้คอยชี้นำ ส่งเสริม หรือกระตุ้นให้กิจกรรมที่ผู้เรียนดำเนินการเป�นไปตามความมุ่ง หมาย
29 2. เป�นแผนการเรียนรู้ที่เป�ดโอกาสให้ผู้เรียนเป�นผู้ค้นพบคำตอบ หรือทำ สำเร็จด้วยตนเองโดยครูพยายามลดบทบาทของผู้บอกคำตอบมาเป�นผู้คอยกระตุ้นด้วยคำถามหรือ ป�ญหาให้นักเรียนคิดแก้หรือหาแนวทางไปสู่ความสำเร็จในการทำกิจกรรมเอง 3. เป�นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ มุ่งให้ผู้เรียนรับรู้ และนำกระบวนการไปใช้จริงเป�นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถจัดหา ได้ในท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุอุปกรณ์สำเร็จรูปราคาสูง 4.หลักการทำแผนการจัดการเรียนรู้ สำลีรักสุทธิ(2544 : 64) กล่าวว่า การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้มีขั้นตอนที่สำคัญ 10 ขั้น ด้วยกัน คือ 1. หมวดหมู่ เนื้อหาและประสบการณ์อาจจะกำหนดเป�นหมวดวิชาหรือ บูรณาการเป�น สหวิทยาการตามที่เห็นเหมาะสม 2. กำหนดหน่วยการสอนโดยแบ่งเนื้อหาวิชาออกเป�นหน่วยการสอน ประมาณเนื้อหาวิชาที่จะให้ครูสามารถถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนได้ในหนึ่งสัปดาห์หรือสอนได้หน่วย ละครั้ง 3. กำหนดเรื่อง ผู้สอนจะต้องถามตัวเองว่า ในการสอนแต่ละหน่วยควรให้ ประสบการณ์อะไรแก่ผู้เรียน แล้วกำหนดหัวข้อเรื่องออกมาเป�นหน่วยการสอนย่อย 4. กำหนดหลักการและความคิดรวบยอด หลักการและความคิดรวบยอดที่ กำหนดขึ้นจะต้องสอดคล้องกับหน่วยและหัวข้อเรื่อง โดยสรุปรวมแนวความคิด สาระและหลักการที่ สำคัญไว้เพื่อเป�นแนวทางในการจัดเนื้อหามาสอนให้สอดคล้องกัน 5. กำหนดจุดประสงค์ให้สอดคล้องกับหัวเรื่อง เนื้อเรื่องโดยเขียน จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ต้องมีเกณฑ์การเปลี่ยนปลงพฤติกรรมไว้ทุกครั้งและยึดผู้เรียนเป�นสำคัญ 6. การกำหนดกิจกรรมการเรียนให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังซึ่ง จะเป�นแนวทางการเลือก และการเขียนแผนการเรียนรู้“กิจกรรมการเรียน” หมายถึง กิจกรรมทุก อย่าง ที่ผู้เรียนเป�นผู้ปฏิบัติเช่น การอ่านบัตรคำ การตอบคำถาม เขียนภาพ อภิปราย อ่านบทร้อย กรองการเล่นเกม ฯลฯ โดยคำนึงถึงการปฏิบัติจริงเป�นสำคัญ
30 7. กำหนดแบบประเมินผล ต้องประเมินผลให้ตรงกับแผนการเรียนรู้ที่ คาดหวัง โดยใช้แบบทดสอบอิงเกณฑ์(Criterion Test) เพื่อให้ผู้สอนทราบว่า หลังจากการเรียนจาก แผนการเรียนรู้1 แผนแล้ว ผู้เรียนได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ 8. เลือกและเขียนแผนการเรียนรู้วิธีการและอุปกรณ์ที่ครูใช้ถือเป�นสื่อการ สอนทั้งสิ้นเมื่อเขียนแผนการเรียนรู้แต่ละหัวข้อเรื่องแล้วจัดไว้เป�นรูปเล่ม เพื่อหาประสิทธิภาพตาม เกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 9. หาประสิทธิภาพของแผนการเรียนรู้เพื่อเป�นการประกันว่าแผนการ เรียนรู้ที่สร้างขึ้นนั้น มีประสิทธิภาพในการสอน ผู้สร้างจำเป�นต้องกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้น โดยคำนึงถึง หลักการ ที่ว่าการเรียนรู้เป�นกระบวนการเพื่อช่วยให้การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียนบรรลุผล 10. การใช้แผนการเรียนรู้เป�นขั้นนำเอาแผนการเรียนรู้ไปใช้ซึ่งจะต้องมีการ ตรวจสอบและปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา สำลีรักสุทธิและคณะ (2546 : 18) กล่าวว่า การทำแผนการจัดการเรียนรู้มีขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร ต้องศึกษาหลักสูตรอย่างกว้างขวางและอย่างลึกในวิชา และรายวิชา ที่สอน เช่น ศึกษาโครงสร้างของวิชา จุดประสงค์ของวิชา สื่อการเรียนการสอนที่กำหนด ในรายวิชา คำอธิบายรายวิชาและธรรมชาติของวิชา เป�นต้น 2. วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหา เวลาและกิจกรรม วิเคราะห์ได้ จากคำอธิบายรายวิชา โดยให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์ของวิชาและจุดประสงค์ของหลักสูตร 3. หากลวิธีสอน กลวิธีสอนจะต้องสอดคล้องกับหลักสูตร โดยใช้ทักษะ กระบวนการ และทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ ตลอดทั้งผสมผสานระหว่างประสบการณ์และจินตนาการ ของผู้สอนเอง คงจะไม่มีวิธีสอนใดวิเศษสุดในโลก แต่วิธีการสอนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับทฤษฎี การเรียนรู้มากที่สุดจะต้องยึดหลักให้ผู้เรียนเป�นผู้ปฏิบัติให้ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ให้รู้จักการ วางแผน และฝ�กทักษะเป�นกลุ่มและรายบุคคล เพื่อให้นักเรียนได้เป�นผู้คิดเป�น ทำเป�นและเห็น ช่องทางในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 4. จัดทำสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนจะต้องสอดคล้องกับ กิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งอาจจะเป�นสื่อที่ใช้อยู่แล้วหรือสื่อที่คิดขึ้นใหม่ก็ได้แต่ต้องให้เหมาะสม และสอดคล้องกับเนื้อหาด้วย
31 5. จัดทำเครื่องมือวัดผลและประเมินผล เครื่องมือวัดผลและประเมินผลให้ สอดคล้องกับหลักสูตร โดยเครื่องมือนั้นจะต้องวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในด้านพุทธิ พิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย ตลอดทั้งครอบคลุมถึงกระบวนการวางแผนของนักเรียนทั้งจาก สถานการณ์จริงและสถานการณ์จำลองด้วย 6. กำหนดโครงสร้างสำหรับ 1 รายวิชา การกำหนดโครงสร้างสำหรับหนึ่ง รายวิชา สามารถปฏิบัติได้2 ลักษณะ กล่าวคือ โครงสร้างอย่างสังเขปและโครงสร้างอย่างละเอียด เป�นการวางโครงสร้างโดยสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาเวลา กระบวนการ สื่อการเรียน การสอน การวัดผลและประเมินผลให้เห็นภาพรวมตลอดใน1รายวิชา ส่วนโครงสร้างอย่างสังเขปเป�น การวางโครงสร้างโดยสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหาและเวลา เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด ใน 1 รายวิชา 7. เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ขยายจากโครงสร้าง เป�นการเขียนแผนการ จัดการเรียนรู้ที่จะนำไปใช้ในแต่ละคาบ/ชั่วโมงอย่างละเอียดและปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้โดยมี ส่วนประกอบในแผนการจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยให้การดำเนินการสอนบรรลุเป้าหมาย ตามจุดประสงค์ การเรียนรู้ซึ่งมีมากมายหลากหลายข้อแตกต่างกันไป แต่ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้จะต้องมีในแผนการ จัดการเรียนรู้คือ 7.1 สาระสำคัญ 7.2 จุดประสงค์การเรียนรู้ 7.3 กิจกรรมการเรียนการสอน 7.4 สื่อการเรียนการสอน 7.5 การวัดผลและประเมินผล ส่วนประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำเสนอโดยได้แนวคิดจากการดำเนิน การ สอนของกรมวิชาการก็จะเพิ่มกิจกรรมเสนอแนะเข้าเพิ่มอีกด้วย สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดทำแผนการเรียนรู้จะเริ่มจากการศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์ จุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหา เวลาและกิจกรรม หาเทคนิควิธีการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา จัดทำสื่อการเรียนการสอน จัดทำวิธีการวัดและประเมินผล จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเขียน แผนการจัดการเรียนรู้
32 5. รายละเอียดแผนการจัดการเรียนรู้ สำลีรักสุทธิและคณะ (2546 : 21) กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้(Lesson Plan) ประกอบด้วย 9 หัวข้อ โดยการบูรณาการของหน ่วยศึกษานิเทศก์สำนักงานคณะกรรมการการ ประถมศึกษาแห่งชาติ7 หัวข้อเพิ่มเติมของคณะกรรมการข้าราชการครู9 หัวข้อ ดังนี้ 1. สาระสำคัญ (Concept) เป�นความคิดรวบยอดหรือหลักการของเรื่อง หนึ่งที่ต้องการให้เกิดกับนักเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้นี้แล้ว 2. จุดประสงค์การเรียนรู้(Learning Objective) เป�นการกำหนด จุดประสงค์ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้นี้แล้ว 3. เนื้อหา (Content) เป�นเนื้อหาที่จัดกิจกรรมและต้องการให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน (Instructional Activities) เป�นการเสนอ ขั้นตอนหรือกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งจะนำไปสู่จุดประสงค์ที่กำหนดไว้ 5. สื่อและอุปกรณ์(Instructional Media) เป�นสื่อและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 6. การวัดผลประเมินผล (Measurement and Evaluation) เป�นการ กำหนดขั้นตอนหรือวิธีการวัดผลประเมินผลว่า นักเรียนบรรลุจุดประสงค์ตามกำหนดในกิจกรรมการ เรียนการสอน แยกประเมินผลเป�นประเมินผลก่อนสอน ขณะสอนและหลังการสอน 7. กิจกรรมเสนอแนะ เป�นกิจกรรมการบันทึกการสอนก่อนนำไปใช้สอน 8. ข้อเสนอแนะของผู้บังคับบัญชา เป�นการบันทึกการตรวจแผนการจัดการ เรียนรู้เพื่อเสนอแนะหลังจากได้ตรวจสอบความถูกต้อง การกำหนดรายละเอียดในหัวข้อต่างๆ ใน แผนการเรียนรู้มีความสมบูรณ์เช่น การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหากิจกรรมการเรียนการ สอน การใช้สื่อและการวัดผลประเมินผลให้มีความสอดคล้อง ส่งเสริมการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนการ สอน 8. บันทึกการสอน เป�นการบันทึกของผู้สอน บันทึกหลังจากนำแผนการใช้สื่อ และ การวัดผลประเมินผลไปใช้แล้วเพื่อนำแผนไปปรับปรุงและใช้สอนในคราวต่อไป สรุปได้ว่า รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์
33 การเรียนรู้เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการเรียนรู้อุปกรณ์การเรียนรู้การวัดผลประเมินผล และกิจกรรมเสนอแนะ 6.ขั้นตอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ การเขียนแผนการเรียนรู้โดยทั่วไปแบ่งเป�นขั้นตอน ดังนี้ 1. การกำหนดเรื่องเพื่อกำหนดแผนการเรียนรู้อาจกำหนดเรื่องใน หลักสูตร หรือ กำหนดเรื่องขึ้นใหม่ตามความเหมาะสมก็ได้การจัดแบ่งเนื้อหาเรื่องย่อยอย่างไร ขึ้นอยู่ กับลักษณะ ของเนื้อหาแลการใช้แผนการเรียนรู้นั้น การจัดแบ่งเนื้อหาเพื่อทำแผนการเรียนรู้ในแต่ละ ระดับย่อมไม่เหมือนกัน 2. การจัดหมวดหมู่สาระการเรียนรู้ตามความต้องการและความเหมาะสม 3. การจัดเป�นหน่วยการสอน จะแบ่งกี่หน่วย หน่วยหนึ่งควรใช้เวลาเท่าใด ใช้เวลา เรียนเป�นคาบหรือสัปดาห์หรืออาจเป�นคาบตามความต้องการกับวัย และระดับของผู้เรียน ทั้งนี้โดยคำนึงถึงจิตวิทยาพัฒนาการของผู้เรียน 4. การกำหนดหัวเรื่อง จัดแบ่งหน่วยการสอนออกเป�นหัวข้อย่อย เพื่อ สะดวกต่อการเรียนรู้ของแต่ละหน่วย ประกอบด้วยประสบการณ์การเรียนรู้อะไรบ้าง ก็กำหนดหัวข้อ แต่ละหน่วยขึ้น 5. การกำหนดความคิดรวบยอด (Concept) หรือหลักการ (Principle) ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะให้ผู้เรียนมีความคิดรวบยอดหรือหลักการอะไรบ้าง ฉะนั้น การกำหนด พิจารณาความคิด รวบยอด หรือหลักการให้ชัดเจนจึงเป�นสิ่งสำคัญ 6. การกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในการสอน มีเกณฑ์การตัดสิน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการเรียนรู้ได้ชัดเจน 7. การวิเคราะห์งาน โดยนำผลการเรียนรู้ที่คาดหวังแต่ละข้อมาวิเคราะห์ กิจกรรมว่าควรจะทำอะไรก่อนหลังแล้วจึงจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับมาตรฐาน การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 8. การจัดกิจกรรมหลังจากพิจารณาผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของแต่ละข้อ นั้น ว่าจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างไร จึงจะบรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่กำหนดไว้นอกจากนั้น จะต้องพิจารณากิจกรรมต่างๆ ที่จะเสริมความสนใจ และความสามารถของผู้เรียนรู้ได้
34 9. กำหนดแบบประเมินผล ครูต้องพิจารณาวิธีการในการประเมินผลจึงจะ ประเมินผลได้อย่างแน่นอนตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่กำหนด 10. การเลือกและการเขียนแผนการเรียนรู้โดยพิจารณาจากการจัด เมื่อ ทราบว่า จะใช้สื่อการสอนอะไรแล้วก็จัดหาและผลิตเพื่อให้ได้ตามความต้องการ จัดเป�นหมวดหมู่เพื่อ สะดวกใช้ 11. การหาประสิทธิภาพของแผนการเรียนรู้เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยการทดสอบเพื่อปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้จริง 12. การสร้างข้อทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจากที่กล่าวข้างต้นจะเห็น ได้ว่าหลักการขั้นตอนทั่วๆ ไป ของการดำเนินการจัดทำแผนการเรียนรู้ซึ่งสรุปเป�นกระบวนการของ แผนการเรียนรู้3 ประการใหญ่ๆ คือ 1. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ซึ่งต้องเป�นผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ต้องการให้ เกิดกับผู้เรียน 2. กระบวนการเรียนการสอน (Learning) เป�นกระบวนการดำเนินกิจกรรม ทางการศึกษาการขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 3. การวัดเพื่อประเมินผล (Evaluation) เป�นกระบวนการขั้นตอนการ ตรวจสอบวัดว่าผู้เรียนได้เรียนรู้และมีพฤติกรรมการเรียนรู้ตามผลการเรียนที่คาดหวังตามที่กำหนดไว้ จริงหรือไม่
35 แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่2 การแสดงนาฎศิลป์พื้นเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) สาระการเรียนรู้เรื่อง : การแสดงเซิ้งโปงลาง เวลาเรียน 3 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาป�ที่2 ภาคเรียนที่1 ป�การศึกษา 2565 มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ศ 3.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว ่างนาฎศิลป์ประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฎศิลป์ที่เป�นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิป�ญญาท้องถิ่น ภูมิป�ญญาไทยและ สากล ตัวชี้วัด ศ 3.1 ม.2/1 มีทักษะในการแสดงหลากหลายรูปแบบ ศ 3.1 ม.2/3 ใช้ความคิดริเริ่มในการแสดงนาฏศิลป์เป�นคู่และหมู่ สาระสำคัญ เซิ้งโปงลาง เป�นการแสดงของชาวไทยภาคอีสาน นิยมเล่นกันมากในจังหวัดกาฬสินธุ์หรือที่ นิยมเรียกกันว่า (กาฬสินธุ์ถิ่นโปงลาง) การแสดงจะมีทั้งหญิงและชาย ใช้ท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นตาม ทำนองเพลง ด้วยลีลาแคล่วคล่องว่องไว ใช้ดนตรีโปงลาง ซึ่งเป�นเครื่องดนตรีทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ร้อย ต่อกันเหมือนระนาดแต่ใหญ่กว่า ใช้ผู้ตีสองคน มีจังหวะที่เร้าใจและสนุกสนาน เป�นเอกลักษณ์อย่าง หนึ่งของศิลปวัฒนธรรมของภาคอีสาน 1. อธิบายท่ารำในการแสดงเซิ้งโปงลาง ได้(K) 2. นักเรียนสามารถปฏิบัติตามกระบวนท่ารำ ได้(P) 3. นักเรียนสามารถจัดรูปแบบการแสดงได้(A) สาระการเรียนรู้ ทักษะปฏิบัติการแสดงเซิ้งโปงลาง คุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักความเป�นไทย ตัวชี้วัดที่ 7.1 ภาคภูมิใจในขนบธรรมเนียม ประเพณีศิลปะ วัฒนธรรมไทย และมีความ กตัญ�ูกตเวที
36 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน - ความสามารถในการสื่อสาร สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ - VDO การแสดงชุด เซิ้งโปงลาง - หนังสือนาฏศิลป์ชั้น ม.3 - สไลต์บรรยาย สาระสำคัญของการแสดง กระบวนการจัดการเรียนรู้ (โดยใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับการแสดงของภาคอีสาน โดยกระตุ้นความ สนใจนักเรียนด้วยคำถาม เช่น - นักเรียนเคยชมการแสดง เซิ้งโปงลางหรือไม่ (เคย/ไม่เคย) - นักเรียนเคยปฏิบัติท่ารำ เซิ้งโปงลางหรือไม่ (เคย/ไม่เคย) ขั้นสอน (ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน) ขั้นที่1 ขั้นรับรู้ 1. ครูชี้แจงให้นักเรียนทราบว่าในชั่วโมงนี้จะเรียนทักษะปฏิบัติการแสดง เซิ้ง โปงลาง และให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติโดยครูอธิบายรูปแบบการแสดง เนื้อหาสำคัญในการเรียน และ ให้นักเรียนดูVDO การแสดงในช่วงต่างๆ พร้อมอธิบาย หรือนักเรียนสามารถเข้าไปเรียนรู้ใน YouTube เพิ่มเติมได้ตลอดเวลา ขั้นที่2 ขั้นเตรียมความพร้อม 1. ครูให้นักเรียนทุกคนเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย เพื่อฝ�กความยืดหยุ่นในการ ทำกิจกรรมการเคลื่อนไหว 2. จากนั้นครูให้นักเรียนดัดมือ กดเอว เอียงศีรษะ ย่อเข่า ยกเท้า และกระดกเท้า เพื่อความอ่อนช้อยในการรำ ขั้นที่3 ขั้นการสนองตอบภายใต้การควบคุม 1. ครูเป�ดโอกาสให้นักเรียนได้ลองทำด้วยตนเอง โดยจะไม่บอกว่าให้ทำท่าฝ�ก ยืดหยุ่นใดบ้าง จนกระทั่งนักเรียนจะทำได้อย่างถูกต้อง ขั้นที่4 ขั้นการให้ลงมือกระทำจนกลายเป�นกลไกที่สามารถกระทำได้เอง 1. ครูสอนให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติท่ารำ โดยครูผู้สอนจะทำให้นักเรียนได้ดูจนกว่า นักเรียนจะทำด้วยตัวเองอย่างมั่นใจ
37 ขั้นที่5 ขั้นการกระทำอย่างชำนาญ 1. ครูให้นักเรียนได้ปฏิบัติท่ารำด้วยตนเอง โดยครูจะคอยเป�นที่ปรึกษาให้กับ นักเรียน จนกว่านักเรียนจะสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว ขั้นที่6 ขั้นการปรับปรุงและประยุกต์ใช้ 1. ครูคอยสังเกตการณ์รำของนักเรียน หากนักเรียนคนใดปฏิบัติท่ารำไม่ถูกต้อง ครูผู้สอนจะคอยชี้แนะ หรือปรับปรุงให้นักเรียนทำท่าได้ถูกต้อง ขั้นที่7 ขั้นการคิดริเริ่ม 1. ให้นักเรียนได้นำสิ่งที่ได้เรียนปฏิบัติท่ารำในวันนี้ในไปสร้างสรรค์เป�นคลิปสั้นๆ ขั้นสรุป ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปองค์ความรู้ที่เรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความ เข้าใจมากยิ่งขึ้น และครูกล ่าวชมเชยนักเรียนที ่ปฏิบัติท ่ารำได้ดีมีความตั้งใจในการฝ�กซ้อม และ เสนอแนะวิธีการแก้ไขให้นักนักเรียนที่ปฏิบัติท่ารำได้ยังไม่ดี การวัดและการประเมินผลงาน จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและประเมินผล เกณฑ์การผ่านการ วิธีการประเมิน เครื่องมือ ประเมิน 1.อธิบายท่ารำในการ แสดงเซิ้งโปงลางได้ (K) - จากการตรวจใบ กิจกรรมอธิบายท่ารำ ในการแสดงเซิ้ง โปงลาง - แบบประเมินปฏิบัติ/ ชิ้นงานเดี่ยว เกณฑ์การประเมิน ต้องผ่านระดับดีขึ้นไป 2.นักเรียนสามารถ ปฏิบัติตามกระบวนท่า รำได้(P) - เริ่มประเมินตั้งแต่ การลงมือปฏิบัติ กิจกรรมได้อย่าง คล่องแคล่ว - แบบประเมินปฏิบัติ/ ชิ้นงานเดี่ยว เกณฑ์การประเมิน ต้องผ่านระดับดีขึ้นไป 3.นักเรียนสามาถ จัดรูปแบบการแสดงได้ (A) - สังเกตจากการ ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่าง คล่องแคล่ว - แบบประเมินปฏิบัติ/ ชิ้นงานเดี่ยว เกณฑ์การประเมิน ต้องผ่านระดับดีขึ้นไป
38 การประเมินความรู้ การประเมินชิ้นงานนี้ผู้สอนพิจารณาจากเกณฑ์การประเมิน เรื่อง การแสดงเซิ้งโปงลาง ศ. 3.1/5 วิเคราะห์แก่นของการแสดงนาฏศิลป์และการแสดงละครที่ต้องการสื่อความหมายในการ แสดง วัตถุประสงค์ การ ประเมิน ระดับความสามารถ 5 4 3 2 1 อธิบายท่ารำ ในการแสดง เซิ้งโปงลาง ได้(K) มีการจด บันทึก ความรู้ อย่างเป�น ระบบ นักเรียน สามารถจด บันทึกและ เขียน คำอธิบาย ท่ารำใน การแสดง เซิ้งโปงลาง ได้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป�น ระเบียบ นักเรียนไม่ สามารถจด บันทึกและ เขียนคำ อธิบยท่ารำ ในการ แสดงเซิ้ง โปงลางได้ ยังไม่ ครบถ้วน และไม่ สมบรณ์ (ผิด 1-3 จุด) นักเรียนไม่ สามารถจด บันทึกและ เขียน คำอธิบาย ท่ารำใน การแสดง เซิ้งโปงลาง ยังไม่ ครบถ้วน และไม่ สมบรณ์ (ผิด 4-6 จุด) นักเรียนไม่ สามารถจด บันทึกและ เขียน คำอธิบาย ท่ารำใน การแสดง เซิ้งโปงลาง นักเรียนไม่ เข้าร่วม กิจกรรม และไม่เข้า ชั้นเรียน หมายเหตุ : เกณฑ์การประเมิน (ผ่านเกณฑ์ระดับดีขึ้นไป) คะแนน ระดับ 5 ดีมาก 4 ดี 3 ปานกลาง 2 พอใช้ 1 ปรับปรุงแก้ไข
39 2.การประเมินการปฏิบัติ เกณฑ์การประเมินแบบประเมินปฏิบัติเรื่อง การแสดงเซิ้งโปงลาง วัตถุประสงค์ การประเมิน ระดับความสามารถ 16-20 11-15 6-10 1-5 นักเรียน สามารถ ปฏิบัติตาม กระบวนการ ท่ารำได้(P) มีความ สวยงามของ กระบวนท่า รำ ครบถ้วน สมบูรณ์ นักเรียน สามารถ ปฏิบัติตาม กระบวนท่า รำได้สมบูรณ์ สวยงามและ เรียบร้อย นักเรียน สามารถ ปฏิบัติตาม กระบวนท่า รำได้ถูกต้อง สวยงาม นักเรียน สามารถ ปฏิบัติตาม กระบวนท่า รำได้ถูกต้อง แต่มีบางท่า ไม่สมบูรณ์ ครบถ้วน นักเรียนไม่ เข้าร่วม กิจกรรมและ ไม่เข้าชั้น เรียนและ ขาดเรียน หมายเหตุ : เกณฑ์การประเมิน (ผ่านเกณฑ์ระดับดีขึ้นไป) คะแนน ระดับ 16-20 ดีมากดี 11-15 ดี 6-10 ปานกลาง 1-5 พอใช้
40 บันทึกผลหลังสอน วิชา นาฏศิลป์ รหัสวิชา ศ 31101 แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่4 วันที่......................... เดือน........................ พ.ศ. .............................. 1.ผลการเรียนที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน (นักเรียนมีความรู้/ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนและผ่านเกณฑ์การ วัดผล/ประเมินผล คิดเป�นร้อยละ และในกรณีที่นักเรียนมีป�ญหาต้านการเรียนให้เขียนชื่อ/ชั้นด้วย) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2.ผลการเรียนรู้ที่เกิดจากกิจกรรมการเรียนการสอน (บรรยากาศในระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3.ผลการเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน (ข้อดี/ข้อเสีย/ป�ญหา/อุปสรรคใน การใช้สื่อ) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 4.ผลที่เกิดกับครูผู้สอน ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5.ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ…………………………………………..(นิสิตฝ�กประสบการณ์) ลงชื่อ……………………………………………คุณครูพี่เลี้ยง ลงชื่อ……………………………………………รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ ลงชื่อ...................................................ผู้อำนวยการ วันที่.................เดือน......................พ.ศ. ......................
41 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ ปุณญนุช ไชยมูล (2550) การพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายโดยใช้กิจกรรม ตาม แนวพหุป�ญญาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง นาฎศิลป�ไทย พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาป�ที่ 6 ความมุ่งหมายของการวิจัย 1.เพื่อพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายโดยใช กิจกรรมตามแนวพหุป�ญญาเพื่อสงเสริมความคิดสร้างสรรค กลุ่มสาระการเรียนรูศิลปะเรื่องนาฏศิลป์ ไทยพื้นฐานขั้นประถมศึกษาปที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2.เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของ บทเรียนบนเครือข่ายที่พัฒนาขึ้น 3.เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดสร้างสรรคของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการเรียนรูจากบทเรียนบนเครือข่ายที่พัฒนาขึ้น 4.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนต่อการเรียนบทเรียนบนเครือข่าย 5. เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรูของนักเรียนตอการ เรียนบทเรียนบนเครือข่าย กลุมตัวอย่าง ได้แก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนพระกุมาร มหาสารคาม สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการสงเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานพื้นที่การศึกษา มหาสารคาม เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2550 จำนวน 45คน ได้มา โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.บทเรียนบน เครือข่ายโดยใชกิจกรรมตามแนวพหุป�ญญา 2.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องนาฎศิลป์ ไทยพื้นฐาน 3. แบบวัดความคิดสร้างสรรคภาคปฏิบัติเรื่องนาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน 4. แบบวัดความพึง พอใจที่มีตอบทเรียนบนเครือข่ายเรื่องนาฎศิลป์ไทยพื้นฐาน พบว่า บทเรียนบนเครือข่ายที่พัฒนาขนม ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นมีความพงพอใจ ต่อการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือขายโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและมีความคงทนในการเรียนรู้ สมควรสนับสนุนให้ครูนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์ชั้นประถมศึกษาป�ที่ 6 วิวัฒน์เพชรศรี(2552) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฎศิลป์ที่ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางนาฏศิลป์ของผู้เรียนในระดับช่วงชั้นที่ 2 วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและ วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานที ่ใช้ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฎศิลป์ ที ่ส ่งเสริมความคิด สร้างสรรค์ทางนาฏศิลป์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ทางนาฏศิลป์และเพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ทักษะปฏิบัติทางนาฏศิลป์และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผู้เรียนในระดับช่วงชั้นที่ 2 ระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาป�ที่6 โรงเรียนสฤษดิเดช อำเภอเมืองจันทบุรีจังหวัด จันทบุรีภาคเรียนที่ 1 ป�การศึกษา 2551 ซึ่งได้มาจากการจับฉลากห้องเรียนเป�นกลุ่มทดลองกับกลุ่ม ควบคุมจำนวน 2 ห้องเรียนๆ ละ 50 คนเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วยแผนการจัดการ เรียนรู้แบบวัด ความคิดสร้างสรรค์แบบวัดทักษะปฏิบัติทางนาฏศิลป์และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
42 เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Hotelling' s T2 ผลการวิจัย สรุป ได้ว่าได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางนาฎศิลป์ ที ่มีคุณภาพประกอบด้วยทฤษฎีและแนวคิดพื้นฐานหลักการสำคัญของรูปแบบวัตถุประสงค์ กระบวนการและขั้นตอนการจัดการเรียนรู้: ขั้นตอนบรรยากาศองค์ประกอบการจัดการเรียนรู้การวัด ประเมินผลผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ปรากฎว่าผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตาม รูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์ทักษะปฏิบัติทางนาฏศิลป์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง กว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำเนียร หาญชัยกูมิ(2554) ได้ศึกษาการเรื่อง การร้อยลูกป�ด กลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาป�ที่4 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิด การพัฒนา ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้รูปแบบ การเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิด การพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันสูงกว่าการเรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ทักษะการปฏิบัติงาน โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน สูงกว่าการเรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. เจตคติต่อการเรียนศิลปะ โดยใช้ รูปแบบการเรียนการสอนตาม แนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันสูงกว่าการเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 เสาวรีภูบาลชื่น (2556) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้สาระ นาฎศิลป์เรื่อง รำวงมาตรฐาน ชั้น ประถมศึกษาป�ที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่าย ประถม) ตามแนวคิดของซิมพ์ซัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ป�ที่ 4 ภาคเรีขนที่ 1 ป�การศึกษา 2556โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย มหาสารคาม (ฝ่ายประถม) จำนวน 32 คนได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย(Simple Random Sampling) เครื ่องมือที ่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์เรื่องรำวงมาตรฐาน ชั้น ประถมศึกษาป�ที่ 4 จำนวน 5 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระนาฏศิลป์เรื่องรำวงมาตรฐาน ชั้น ประถมศึกษาป�ที่ 4 เป�นแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 30 ข้อ 3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาภูศิลป์เรื่องรำวงมาตรฐาน ตามแนวคิดของซิมพ์ซัน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ผลปรากฎดังนี้ 1) ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาภูศิลป์เรื่องรำวง มาตรฐาน ชั้นประถมศึกษาป�ที่ 4 ตามแนวคิดของซิมพ์ซัน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.68/85.75 2. ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการ เรียนรู้มีค่าเท่ากับ 0.6401 แสดงว่าหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฎศิลป์เรื่องรำวง มาตรฐาน ชั้น ประถมศึกษาป�ที่ 4 ตามแนวคิดของซิมพ์ซัน นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนร้อย
43 ละ 64.01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาป�ที่ 4 มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐาน ตามแนวคิดของซิมพ์ซัน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โคยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.30 คะแนนและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.77 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ Large (1995) ได้ศึกษาความเข้าใจในการให้มัลติมีเดียในการใช้ข้อความ ภาพประกอบ คำบรรยาย และภาพเคลื่อนไหว พบว่าการใช้บทเรียนที่มีการผสมผสานกันระหว่าง ข้อความ ภาพประกอบคำบรรยายและภาพเคลื่อนไหว มีผลอย่างมากที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการจำ สามารถสรุปเนื้อหาได้และทำให้เกิดความเข้าใจจากเอกสารและงานวิจัยทั้งภายในประเทศและ ต่างประเทศ ผู้วิจัยได้เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการจัดการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติร่วมกับ มัลติมีเดีย เนื่องจากผู้เรียนมีความสามารถและมีความสนใจที่แตกต่างกันออกไป ในที่นี้ผู้วิจัยได้จัดทำ ทักษะปฏิบัติการแสดงนาฎศิลป์พื้นเมือง โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติ ของซิมพ์ซันร่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป�ที่ 2 เพื ่อให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในบทเรียนมากขึ้น สามารถพัฒนาการทางกายของผู้เรียน เป�นความสามารถในการประสานการทำงานของกล้ามเนื้อหรือ ร่างกาย ในการทำงานที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และต้องอาศัยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อหลาย ๆ ส่วน การทำงานดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากการสั่งงานของสมอง ซึ่งต้องมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกที่ เกิดขึ้นทักษะปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝ�กฝน ซึ่งหากได้รับการฝ�กฝนที่ดีแล้ว จะเกิดความ ถูกต้องความคล่องแคล่ว ความเชี่ยวชาญชำนาญการ และความคงทน ผลของพฤติกรรมหรือการ กระทำสามารถสังเกตได้จากความรวดเร็ว ความแม่นยำ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในการ เรียนเกิดการเรียนรู้และเกิดประโยชน์สูงสุดและมีประสิทธิภาพต่อไป Helena (2008) ได้วิเคราะห์ภาวะของการรับรู้ของครูที่ทำการสอนนักเรียน จำนวน 20 คน ของโรงเรียนสอนดนตรีในประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับด้านการสอนดนตรีแบบตัวต่อตัว โดยมีจุดประสงค์การวิจัยที่นั้นกระบวนการและการจัดการ ซึ้งการศึกษาได้แยกครูผู้สอนออกมาเพื่อ ทำการศึกษา และมีข้อแนะนำถึงความจำเป�นต่อป�ญหาที่จะเผชิญซึ่งยากที่จะแก้ไขในการกำหนด ความเข้มข้นและความซับซ้อนด้านความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน นอกจากนี้ภาวะความเครียด ยังแสดงให้เห็นระหว่างแรงบันคาลใจของครูที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักเรียนความมั่นใจในตัวเอง และต่อกระบวนการสอนที่ครูใช้ซึ่งการถ่ายทอดทักษะทางเทคนิคและทางคนตรีส่วนใหญ่โดยผ่าน ครูที ่นำไปสู ่ผลสะท้อนต ่อการปฏิบัติซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการนี้พลวัตของ ความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวพบว่า ขณะที่ศักยภาพซึ่งสะท้อนจากการปฏิบัติในการสอนแบบตัวต่อตัวมี ผลที่ดีมาก แต่ความสัมพันธ์จะขัดขวางการพัฒนาเรื่องความรับผิดชอบของตัวเองไปบางส่วนร่วมถึง