เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจดั การอาชีพ
Information Technology for Works
เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่อื การจัดการอาชพี
หนว่ ยที่ 1 ความร้เู ก่ียวกบั คอมพวิ เตอรแ์ ละอุปกรณโ์ ทรคมนาคม
ความหมายของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ (Computer) หมายถึง เครื่องมือหรือเครื่องจักรที่ประกอบขึ้นจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
โดยสามารถนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว และเป็นอัตโนมัติ โดยทำงานตาม
ขั้นตอนของโปรแกรมสั่งงานที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ส่วนสารสนเทศ คือข้อมูลสรุปที่เกิดจากการประมวลผลของ
คอมพวิ เตอรซ์ งึ่ สามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ได้ ประเภทของคอมพิวเตอร์ มอี ยู่หลายประเภทดว้ ยกัน แต่เม่ือพจิ ารณา
ตามขนาดแล้วจะสามารถจัดแบง่ ประเภทของคอมพวิ เตอร์ออกเป็น 6 ประเภทดว้ ยกนั คอื
1. ซูเปอรค์ อมพิวเตอร์ (Supercomputer)
คณุ ลกั ษณะ เป็นคอมพวิ เตอรข์ นาดใหญ่ทสี่ ุด ภายในประกอบไปด้วยหน่วยประมวลผลกลาง หรอื ซีพียู
(CPU : Central Processing Unit) นบั พันตัวที่สามารถคำนวณดว้ ยความเร็วกวา่ หลายลา้ นล้านคำสั่งต่อวนิ าที
จัดเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีราคาแพงทส่ี ุดและเร็วทสี่ ุด
ประเภทของงาน เหมาะกับงานประมวลผลข้อมลู ทม่ี ีปริมาณมหาศาล เชน่ การวจิ ัยทางดา้ นวิทยาศาสตร์
การค้นคว้าทางดานอากาศยานและอาวุธยุทโธปกรณ์ การสำรวจสำมะโนประชากร งานพยากรณ์อากาศ การ
ออกแบบ การสรา้ งแบบจำลองระดับโมเลกุล
2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computers)
คุณลกั ษณะ เปน็ คอมพิวเตอร์ท่มี ีขีดความสามารถรองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถประมวลผลข้อมูล
ไดถ้ งึ 10 ล้านคำสงั่ ภายใน 1 วนิ าที
ประเภทของงาน คอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรมเหมาะสำหรับใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร
โรงงานอุตสาหกรรม สายการบิน มหาวิทยาลัย คอมพิวเตอร์แบบนี้ จะมีพลังความสามารถในการประมวลผล
ธุรกรรมนับลา้ นรายการ โดยใช้ระยะเวลาอันสั้น ระบบคอมพิวเตอร์เมนเฟรมมปี ระสทิ ธิภาพเพียงพอทีจ่ ะรองรบั ผู้
ใช้ได้หลายร้อยคนพร้อม ๆ กัน เครื่องเมนเฟรมจะเก็บโปรแกรมของผู้ใช้เหล่านั้นไว้ในหน่วยความจำหลักและมี
การสบั เปลี่ยนการทำงานตา่ ง ๆ อยา่ งรวดเร็ว และสามารถทำงานหลายโปรแกรมพรอ้ ม ๆ กนั
3. มินิคอมพวิ เตอร์ (Minicomputer)
คุณลักษณะ เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง ซึ่งมีขนาดเล็กรองลงมาจากเมนเฟรมคอมพิวเตอร์
ประสิทธิภาพการทำงานจะด้อยกว่าเครื่องเมนเฟรม เนื่องจากความจุของหน่วยความจำมีขนาดน้อยกว่า และ
สามารถประมวลผลข้อมลู ได้เพียง 1 ล้านคำสง่ั ภายใน 1 วนิ าที
ประเภทของงาน เหมาะกบั ธุรกิจขนาดกลาง เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า โรงแรม เปน็ ต้น
4. เวิร์กสเตช่ัน (Workstation)
คุณลักษณะ เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องพีซีทั่วไปแต่มีราคาแพงกว่าและมีขีด
ความสามารถสูงกว่ามาก
ประเภทของงาน คอมพิวเตอร์แบบเวิร์กสเตชั่นมักถูกใช้งานทางด้านวิทยาศาสตร์ งานด้านการแพทย์
งานคำนวณทางคณติ ศาสตรท์ ่ีมคี วามซับซ้อน รวมไปถึงเพอ่ื งานออกแบบกราฟิก แอนิเมชันแบบสามมติ ิ การสร้าง
รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และช่วยในงานผลิต ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก และนัก
ออกแบบ
5. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer)
คุณลักษณะ ไมโครคอมพิวเตอร์หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่องพีซี(Personal computer : PC) จัดเป็น
คอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมเนื่องจากมีราคาไม่แพง เหมาะสำหรับงานเฉพาะบุคคลหรือหน่วยงานขนาดเล็ก
สามารถใชง้ านได้ท้ังแบบเดย่ี ว(Stand Alone) หรือเช่ือมต่อระบบเครอื ขา่ ย(LAN)
ประเภทของงาน เหมาะกับงานธุรกจิ ขนาดเลก็ และนยิ มนำมาใชง้ านทบี่ ้านหรือสำนักงาน เน่อื งจากราคา
ถกู และสามารถใชไ้ ด้เพียง 1 คน ตอ่ 1 เครื่องเท่าน้นั ไมโครคอมพิวเตอร์มหี ลายประเภท ซ่ึงจะพอสรุปไดด้ ังน้ี
1) คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือเดสก์ท็อปพซี ี (Desktop PC) เปน็ เครื่องพีซที ีอ่ อกแบบมาเพื่อใชบ้ นโต๊ะโดย
จะประกอบไปดว้ ยเคส หนา้ จอ เมาส์ คยี บ์ อรด์ เปน็ ต้น
2) คอมพิวเตอรโ์ นต้ บุ๊กหรือแลป็ ท็อป (Notebook/Laptop) คอมพวิ เตอร์ชนิดน้ีจะสามารถเคลื่อนที่ได้
มีน้ำหนักเบาและมีหน้าจอบาง หรือมักเรียกกันว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก สามารถทำงานได้โดย ใช้
แบตเตอร่ี
3) แท๊ปเล็ตคอมพิวเตอร์ (Tablet Computer) มีหน้าจอในตัวเป็นเหมือนคอมพิวเตอร์มอื ถือ สามารถ
เขยี นหรือบันทึกข้อมลู ได้บนหนา้ จอ
6. ไมโครคอนโทรลเลอร์ (Microcontrollers)
คอมพวิ เตอร์แบบฝังตัว คอื ไมโครโปรเซสเซอร์ท่ีออกแบบมาเป็นพิเศษ มขี นาดเลก็ ป้อนโปรแกรมเพื่อใช้
งานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ สงั เกตไดจ้ ากเครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจบุ ัน เช่น โทรทัศน์สมาร์ททีวี เคร่อื งไมโครเวฟ เครื่อง
ซักผ้าเป็นตน้
อุปกรณโ์ ทรคมนาคม (Telecommunications)
อุปกรณ์โทรคมนาคม เป็นเครอ่ื งมอื ในการส่งสารสนเทศในรูปแบบของตัวอกั ษรภาพและเสียง โดยใช้คลื่น
แม่เหล็กไฟฟ้าหรือการติดต่อสื่อสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยใช้พลังงานไฟฟ้าให้ไหลผ่านไปยังสายเคเบิล
ทองแดง หรือโดยการส่งไปในบรรยากาศ เชน่ การสง่ วิทยุ โทรทศั น์ การสง่ คลืน่ ไมโครเวฟ และการส่งสัญญาณผ่าน
ดาวเทียม โดยจุดส่งกับจุดรับจะอยู่ห่างไกลกัน อุปกรณ์โทรคมนาคม เป็นการใช้สื่ออุปกรณ์รับไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น
คอมพิวเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร และโทรพิมพ์ เพื่อการสื่อสารในระยะไกลโดยอุปกรณ์เหล่านี้จะ
แปลงข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาพและเสียง จะสามารถติดต่อสื่อสาร รับความรู้ ความบันเทิง ไม่ว่าจะอยู่ที่
ใด ๆ ในโลก
องคป์ ระกอบของระบบโทรคมนาคม (Telecommunications Systems)
ระบบโทรคมนาคม คือ ระบบทป่ี ระกอบดว้ ยฮารด์ แวรแ์ ละซอฟตแ์ วรจ์ ำนวนหนงึ่ ทีส่ ามารถทำงานร่วมกัน
และถูกจัดไว้สำหรับการติดต่อสื่อสารข้อมูลจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถถ่ายทอด
ข้อความ ภาพ เสยี งสนทนา และวดี ีทศั นไ์ ด้ มีรายละเอยี ดของโครงสร้างสว่ นประกอบดังน้ี
1. เครือ่ งคอมพวิ เตอร์หรือเคร่ืองมือเปลยี่ นปริมาณใดให้เป็นพลังงานไฟฟา้ (Transducer) เชน่ โทรศัพท์
หรอื ไมโครโฟน
2. เครือ่ งเทอร์มนิ ลั สำหรบั การรับข้อมูลหรือแสดงผลขอ้ มลู เชน่ เคร่อื งคอมพิวเตอรห์ รอื โทรศัพท์
3. อุปกรณ์ประมวลผลการสื่อสาร (Transmission) ทำหน้าที่แปรรูปสัญญาณไฟฟ้าให้เหมาะสมกับ
ชอ่ งสัญญาณ เชน่ โมเดม็ มัลตเิ พลก็ เชอร์ แอมพลิไฟเออร์ ดำเนนิ การไดท้ ง้ั รับสง่ ขอ้ มูล
4. ช่องทางสื่อสาร (Transmission Channel) หมายถึงการเชื่อต่อรูปแบบใด ๆ เช่น สายโทรศัพท์ใย
แกว้ นำแสง สายโคแอกเชยี ล หรอื แมแ้ ตก่ ารสอื่ สารแบบไร้สาย
5. ซอฟตแ์ วร์การส่ือสาร ทำหนา้ ทคี่ วบคุมกจิ กรรมการรับส่งขอ้ มูลและอำนวยความสะดวกในการสื่อสาร
หน้าที่ของระบบโทรคมนาคม
ระบบโทรคมนาคม ทำหน้าทใี่ นการรบั สง่ ขอ้ มูลระหวา่ งจุดสองจดุ ไดแ้ ก่ ผู้สง่ ข่าวสาร (Sender) และผู้รับ
ข่าวสาร (Receiver) จะดำเนินการจัดการลำเลียวงข้อมูลผ่านเส้นทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด สามารถปรับเปลี่ยน
รูปแบบข้อมูลให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน ซึ่งที่กล่าวมาจะให้คอมพิวเตอร์เป็นตวั จัดการอุปกรณต์ ่างชนดิ ต่างยี่ห้อ
สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้เพราะใช้คำสั่งมาตรฐานชุดเดียวกัน เรียกว่า “โปรโตคอล(Protocol)”
โปรโตคอลท่รี ูจ้ กั กนั มาก ได้แก่ โปรโตคอลในระบบเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ เชน่ TCP/I, IP Address
ประเภทของสัญญาณในระบบโทรคมนาคม
สัญญาณแอนะล็อก (Analog Signal) หมายถึงสัญญาณขอ้ มลู แบบต่อเนอ่ื ง มขี นาดของสัญญาณไม่คงที่
มีลักษณะเป้นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป ดดยการส่งสัญญาณแบบแอนะล็อกจถูกรบกวนให้มีการแปลความหมาย
ผดิ พลาดได้งา่ ย เชน่ สัญญาณเสยี งในโทรศพั ท์ เป็นตน้
สัญญาณดิจิทัล (Digital Signal) หมายถึงสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง ที่มีขนาด
แน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจจะกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและระดับต่ำสุด ซึ่ง
สญั ญาณดจิ ทิ ัลนเ้ี ป็นสัญญาณท่ีคอมพวิ เตอร์ใชใ้ นการทำงานและตดิ ต่อสือ่ สารกัน
หนว่ ยที่ 2 ขอ้ มลู สารสนเทศและระบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์
ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงของสิ่งท่ีเราสนใจ ข้อเท็จจรงิ ท่ีเป็นตวั เลข ข้อความ หรือรายละเอียดซึ่งอาจอยู่ใน
รูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาพ เสียง วีดิโอไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ข้อมูล
เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้องถูกต้องแม่นยำ ครบถ้วน ขึ้นอยู่กับผู้ดำเนินการที่ให้
ความสำคัญของความรวดเร็วของการเกบ็ ข้อมลู ดังน้ันการเก็บขอ้ มลู จงึ เปน็ การเกบ็ รวบรวมเกย่ี วกับขอ้ เทจ็ จริงของ
ส่ิงทเี่ ราสนใจนัน่ เอง ข้อมูลจึงหมายถงึ ตวั แทนของข้อเทจ็ จริง หรือความเป็นไปของสง่ิ ของท่ีเราสนใจ
ข้อมูลสถิติ หมายถึงข้อมูลที่เป็นตัวเลขหรือไม่เป็นตัวเลขเช่นเดียวกับ ข้อมูล แต่ข้อมูลสถิติจะมีจำนวน
มากกว่า และสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ และจะแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลขหรือไม่เป็นตัวเลขก็ได้ แบบ
เดียวกบั ขอ้ มูล แตต่ ้องมจี ำนวนมาก เพอ่ื แสดงลักษณะของกลุ่ม
ตัวอยา่ ง ขอ้ มูล ท่ีเปน็ ตวั เลข
– จำนวนนักเรียนโรงเรยี นระยองวิทยาคม มี 3853 คน
ขอ้ มูล ทไ่ี ม่เป็นตวั เลข
– จากการสงั เกตพบวา่ นักเรยี นโรงเรียนระยองวิทยาคมส่วนใหญ่มาโรงเรียนสาย
ขอ้ มูล หมายถงึ ข้อเทจ็ จรงิ เกี่ยวกับสง่ิ ตา่ ง ๆ ที่เราสนใจศึกษา จำแนกได้ดังนี้
1. ขอ้ มลู เชิงปริมาณ คือ ข้อมูลทเ่ี ป็นตวั เลขทใี่ ช้แสดงปริมาณของสิ่งต่าง ๆ
2. ขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพ คือ ข้อมลู ทใ่ี ช้อธบิ ายลักษณะ สมบตั ิหรือสถานการณข์ องสิง่ ตา่ งๆ
ข้อมูล (data) หรือ ข้อมูลดิบ หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นตัวเลข ตัวอักษร
หรือสัญลักษณ์ก็ได้. ข้อมูลที่ดีจะต้องมีความถูกต้องแม่นยำ และเป็นปัจจุบัน เช่น ปริมาณ ระยะทาง ชื่อ ที่อยู่
เบอรโ์ ทรศัพทค์ ะแนนของนักเรยี น รายงาน บันทึก ฯลฯ
ความหมายของระบบสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ระบบ
คอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟทแ์ วร์ ระบบเครือขา่ ย ฐานขอ้ มลู ผพู้ ัฒนาระบบ ผใู้ ช้ระบบ พนักงานที่เกี่ยวข้อง
และ ผเู้ ช่ียวชาญในสาขา ทุกองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกันเพ่ือกำหนด รวบรวม จดั เกบ็ ข้อมลู ประมวลผลข้อมูล
เพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน การตัดสินใจ การ
วางแผน การบริหาร การควบคุม การวิเคราะหแ์ ละติดตามผลการดำเนินงานขององค์กร
ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดขององค์ประกอบที่ทำหน้าที่รวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ และแจกจ่าย
สารสนเทศ เพื่อช่วยการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร ในการทำงานของระบบสารสนเทศประกอบไปด้วย
กิจกรรม 3 อย่าง คือ การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input) การประมวลผล (Processing) และ การนำเสนอผลลัพธ์
(Output) ระบบสารสนเทศอาจจะมีการสะท้อนกลับ(Feedback) เพื่อการประเมินและปรับปรุงข้อมูล
นำเข้า ระบบสารสนเทศอาจจะเป็นระบบที่ประมวลด้วยมือ(Manual) หรือระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้
(Computer-based information system –CBIS) (Laudon & Laudon, 2001)
ระบบสารสนเทศ หมายถงึ ระบบคอมพวิ เตอร์ทจ่ี ัดเก็บข้อมูล และประมวลผลเปน็ สารสนเทศ และระบบ
สารสนเทศเป็นระบบทตี่ ้องอาศัยฐานข้อมลู (CIS 105 — Survey of Computer Information Systems, n.d.)
ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดของกระบวนการ บุคคล และเครื่องมือ ที่จะเปลี่ยนข้อมูลให้เป็น
สารสนเทศ (FAO Corporate Document Repository, 1998) ระบบสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบมือหรือ
ระบบอัตโนมัติ หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วย คน เครื่องจักรกล( machine) และวิธีการในการเก็บ
ข้อมูล ประมวลผลข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูล ให้อยู่ในลักษณะของสารสนเทศของผู้ใช้ (Information system,
2005)
สรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศ ก็คือ ระบบของการจดั เก็บ ประมวลผลข้อมลู โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยี
สารสนเทศในการดำเนินการ เพ่ือใหไ้ ด้สารสนเทศทเ่ี หมาะสมกบั งานหรอื ภารกิจแตล่ ะอย่าง
ลกั ษณะท่ดี ขี องระบบสารสนเทศ
1. เช่อื ถอื ได้ ( Reliable) ความนา่ เช่อื ถือของสารสนเทศนนั้ ขน้ึ อยู่กบั การเก็บรวมรวมขอ้ มลู จาก แหล่งท่ีมาท่ี
เชอ่ื ถือได้
2. เข้าใจง่าย ( Simple) สารสนเทศที่ดีจะต้องไม่ซับซ้อน กล่าวคือ ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพราะความ
ซบั ซ้อนคือการมีรายละเอียดปลีกยอ่ ยมากเกนิ ไป
3. ทันต่อเวลา( Timely) ต้องเป็นสารสนเทศที่มีความทันสมัยอยู่เสมอเมื่อต้องการใช้เพื่อการตัดสินใจจะทำ
ใหม้ ีความถกู ต้องมากยิ่งข้ึน
4. คุ้มราคา( Economical) สารสนเทศที่ดีจะต้องผ่านกระบวนการที่มีต้นทุนน้อยกว่าหรือเท่ากับกำไรที่ได้
จากการผลติ
5. ตรวจสอบได้ ( verifiable) สารสนเทศที่ดีจะต้องสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ โดยอาจตรวจสอบ
จากแหลง่ ทีม่ าของสารสนเทศ เป็นต้น
6. ยืดหยุ่น ( Fiexible) จะตอ้ งสามารถนำสารสนเทศไปใช้ไดก้ บั บุคคลหลายกลุ่ม
7. สอดคล้องกับคว่วมต้องการ( Relevant) สารสนเทศที่ดีจะต้องมีความสัมพันธ์กับงานที่ต้องการวิเคราะห์
หากเป็นสารสนเทศท่ไี มต่ รงประเดน็
8. สะดวกในการเข้าถึง (Accessible) ระบบสารสนเทศต้องอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูล
ได้งา่ ย
9. ปลอดภัย (Secure) ระบบสารสนเทศต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดย
ไม่ไดร้ ับอนุญาติ
องคป์ ระกอบของระบบสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศเปน็ งานท่ีต้องใช้สว่ นประกอบหลายอย่าง ในการทำให้เกิดเป็นกลไกในการนำข้อมูล
มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้นักเรียนลองนึกดูว่า ถ้าต้องการประมวลผลรายงานการเรียนของนักเรียนได้อย่าง ถูกต้อง
รวดเร็ว ทันการ ระบบการจัดการสารสนเทศนั้น เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ประการแรกคือ บุคลากรหรืออาจารย์
ประจำชั้นที่เป็นผู้รับผิดชอบ หรืออาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวชิ า ประการที่สอง คือ หากมีการบันทึก ข้อมูลก็ต้องมี
ขั้นตอนการปฏบิ ตั งิ านของอาจารยเ์ ป็นขั้นตอนทีก่ ำหนดไว้วา่ จะต้องทำอะไรบา้ ง เมื่อไร อยา่ งไร ประการท่สี าม คือ
เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องช่วยให้การทำงานให้ผลรวดเร็ว และคำนวณได้แม่นยำถูกต้อง ประการที่สี่ คือ
ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยทำให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ตามทตี่ ้องการได้ ประการสดุ ท้ายคือ ตัวข้อมูล
ทเี่ ปน็ เสมือนวตั ถุดิบท่จี ะได้รับการเปลี่ยนแปลงใหเ้ ปน็ สารสนเทศตามทต่ี ้องการ
1. ฮารด์ แวร์
ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รอบข้าง
รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดตรวจเม่ือ
พิจารณาเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งเป็น 3 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (input unit) ได้แก่ แผงแป้นอักขระ
เมาส์หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)หน่วยแสดงผล (output unit) ได้แก่ จอภาพ
เครื่องพิมพ์ การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อเปรียบเทียบกับมนุษย์ จะพบว่าคล้ายกัน กล่าวคือ เมื่อมนุษย์
ได้รับขอ้ มลู จากประสาทสัมผัส ก็จะสง่ ให้สมองในการคดิ แลว้ ส่ังใหม้ ีการโตต้ อบ
2. ซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการที่สอง ซึ่งก็คือลำดับขั้นตอนของ
คำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการของการใช้งาน ใน
ปัจจุบันมซี อฟตแ์ วร์ระบบปฏิบตั ิงาน ซอฟตแ์ วร์ควบคุมระบบงาน ซอฟตแ์ วรส์ ำเรจ็ และซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์สำหรับ
งานต่าง ๆ ลักษณะการใชง้ านของซอฟต์แวร์ก่อนหน้าน้ี ผูใ้ ชจ้ ะต้องติดตอ่ ใชง้ านโดยใชข้ ้อความเปน็ หลัก แต่ใน
ปัจจุบันซอฟต์แวร์มีลักษณะการใช้งานที่ง่ายขึ้น โดยมีรูปแบบการติดต่อที่สื่อความหมายให้เข้าใจง่าย เช่น มีส่วน
ประสานกราฟิกกับผูใ้ ช้ที่เรียกว่า กุย (Graphical User Interface : GUI) ส่วนซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีใชใ้ นทอ้ งตลาด
ทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ในระดับบุคคลเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเริ่มมีลักษณะส่งเสริมการทำงานของกลุ่ม
มากขึ้น ส่วนงานในระดับองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีการพัฒนาระบบตามความต้องการโดยการว่าจ้าง หรือโดยนัก
คอมพิวเตอรท์ ่อี ยู่ในฝ่ายคอมพิวเตอรข์ ององค์กร เปน็ ต้น
ซอฟต์แวร์ คือ ชุดคำสั่งทส่ี ่งั งานคอมพวิ เตอร์ แบง่ ออกไดห้ ลายประเภท เชน่
1. ซอฟต์แวร์ระบบ คือ ซอฟต์แวร์ทีใ่ ช้จัดการกบั ระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่
ในระบบ เช่น ระบบปฏิบตั กิ ารวินโดวส์ ระบบปฏบิ ตั กิ ารดอส ระบบปฏิบัตกิ ารยูนิกซ์
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของ
ผู้ใช้ เช่น ซอฟต์แวร์กราฟิก ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ซอฟต์แวร์
นำเสนอขอ้ มลู
3. ขอ้ มูล
ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ อาจจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จหรือ
ความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกำเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีการ
กลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ ข้อมูลจำเป็นจะต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้
งานในระดับกลุ่มหรอื ระดับองค์กร ขอ้ มูลตอ้ งมีโครงสร้างในการจดั เก็บทเี่ ป็นระบบระเบียบเพื่อการสืบค้นที่รวดเร็ว
มปี ระสิทธิภาพ
4. บคุ ลากร
บุคลากรในระดับผู้ใช้ ผู้บริหาร ผู้พัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม เป็น
องค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มาก
เท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้น
โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้มีโอกาส
พัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการ สำหรับระบบสารสนเทศในระดับ
กล่มุ และองคก์ รที่มคี วามซับซ้อนจะต้องใชบ้ คุ ลากรในสาขาคอมพวิ เตอรโ์ ดยตรงมาพฒั นาและดูแลระบบงาน
5. ข้นั ตอนการปฏิบัตงิ าน
ขน้ั ตอนการปฏบิ ัตงิ านที่ชัดเจนของผูใ้ ช้หรือของบุคลากรทีเ่ กีย่ วข้องกเ็ ป็นเร่ืองสำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อ
ไดพ้ ัฒนาระบบงานแลว้ จำเป็นต้องปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนในขณะทีใ่ ช้งานก็จำเปน็ ต้องคำนึงถึงลำดับข้ันตอน
การปฏิบัติของคนและความสัมพันธ์กับเครื่อง ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล
ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชำรุดหรือข้อมูลสูญหาย และขั้นตอนการทำสำเนาข้อมูลสำรอง
เพื่อความปลอดภัย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการซักซ้อม มีการเตรียมการ และการทำเอกสารคู่มือการใช้งานที่
ชดั เจน
ความหมายของระบบเครอื ขา่ ย
ระบบเครือข่าย คือ ระบบที่มีการนำคอมพิวเตอร์อย่างน้อยสองเครื่องมาเชือ่ มตอ่ กัน โดยใช้ส่ือกลาง เพื่อ
ใช้ในการสื่อสารข้อมูลถึงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถใช้แลกเปลี่ยน
ข้อมูลซึ่งกันและกันได้นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทำให้ประหยัดทรัพยากรในการใช้งาน เช่น
printer, harddisk, CD ROM, Scanner เป็นต้น
- ระบบเครือข่าย ที่เป็นที่นิยมเชื่อมต่อในระยะใกล้ ได้แก่ ระบบแลน ( LAN: Local Area Network)
- ระบบเครือข่าย ทเี่ ป็นที่นิยมเชื่อมต่อระยะไกล ได้แก่ ระบบแวน (WAN: Wide Area Network)
รปู แบบการเชื่อมตอ่ เครือข่าย ( Topologies )
รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายหรือมักเรียกสั้น ๆ ว่า โทโพโลยี เป็นลักษณะทั่วไปที่กล่าวถึงการเชื่อมต่อ
คอมพิวเตอร์ทางกายภาพว่ามรี ูปแบบหน้าตาอยา่ งไร เพ่ือให้สามารถส่ือสารร่วมกันได้และด้วยเทคโนโลยีเครือข่าย
ทอ้ งถ่ินจะมีรูปแบบของโทโพโลยีหลายแบบดว้ ยกัน ดังน้ัน จงึ เปน็ สง่ิ สำคัญท่จี ะตอ้ งเรยี นรู้และทำความเข้าใจแต่ละ
โทโพโลยีว่ามีความคล้ายคลึง หรือแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละโทโพโลยี และโดยปกติ
โทโพโลยีที่นิยมใช้กันบนเครือข่ายท้องถิ่นจะมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ โทโพโลยีแบบบัส โทโพโลยีแบบดาว และ
โทโพโลยีแบบวงแหวน
1. แบบบสั ( BUS Topology )
เป็นการเชื่อมตอ่ คอมพิวเตอร์ทกุ เครื่องบนสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS ทีปลายทั้งสองดา้ น
ปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Teminator ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ
คอมพวิ เตอรเ์ ครอื่ งใดหยุดทำงาน กไ็ มม่ ีผลกบั คอมพวิ เตอร์เคร่ืองอ่ืน ๆ ในเครอื ขา่ ย
ข้อดี ของการเชื่อแบบบัส คอื
1. สามารถติดต้งั ไดง้ า่ ย เนือ่ งจากเปน็ โครงสร้างเครอื ข่ายทไี่ ม่ซบั ซ้อน
2. การเดนิ สายเพื่อตอ่ ใช้งาน สามารถทำได้งา่ ย
3. ประหยัดคา่ ใชจ้ ่าย กลา่ วคอื ใชส้ ายส่งขอ้ มูลน้อยกวา่ เนอ่ื งจากสามารถเชอื่ มตอ่ กบั สายหลกั ได้ทนั ที
4. ง่ายต่อการเพิ่มสถานีใหมเ่ ขา้ ไปในระบบ โดยสถานนี สี้ ามารถใช้สายสง่ ขอ้ มูลทม่ี ีอยู่แลว้ ได้
ข้อเสยี ของการเช่ือแบบบสั คือ
1. ถ้ามีสายเสน้ ใดเส้นหนึ่งหลดุ ไปจากสถานีใดสถานีหนึ่ง ก็จะทำให้ระบบเครือข่ายนีห้ ยุดการทำงานลง
ทันที
2. ถ้าระบบเกิดข้อผดิ พลาดจะหาข้อผิดพกลาดไดย้ าก โดยเฉพาะถ้าเป็นระบบเครอื ข่ายขนาดใหญ่
2. แบบดาว ( Star topology )
เป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่าง ๆ ออกจากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางหรือคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เรียกว่า
File Server แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมตอ่ กับศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัญญาณร่วมกัน เมื่อสถานีใดเกดิ
ความเสียหายจะไม่มีผลกระทบกับสถานีอื่น ๆ ปัจจุบันนิยมใช้อุปกรณ์ HUB เป็นตัวเชื่อมต่อจากคอมพิวเตอร์แม่
ข่ายหรอื คอมพวิ เตอรศ์ ูนย์กลาง
ข้อดีของการเชื่อมแบบดาว คือ ง่ายต่อการใช้บริการ เพราะมีศูนย์กลางอยู่ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่ายอยู่เครื่องเดียว
และเมื่อเกิดความเสียหายท่ีคอมพวิ เตอรเ์ ครือ่ งใดเครือ่ งหน่ึง คอมพิวเตอร์เครื่องอ่นื ก็จะไม่มีผลกระทบอันใดเพราะ
ใชส้ ายคนละเสน้
ข้อเสียของการเชื่อมแบบดาว คือ ต้องใช้สายสัญญาณจำนวนมาก เพราะแต่ละสถานีมีสายสัญญาณของตนเอง
เชอื่ มต่อกับศูนยก์ ลางจึงเหมาะสมกบั เครอื ขา่ ยระยะใกล้มาก กวา่ การเชื่อมตอ่ เครือขา่ ยระยะไกล การขยายระบบก็
ยุ่งยากเพราะตอ้ งเชื่อมตอ่ สายจากศนู ย์กลางออกมา ถ้าศูนย์กลางเสยี หายระบบจะใช้การไม่ได้
3. แบบวงแหวน ( Ring Topology )
เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นรูปวงแหวนหรือแบบวนรอบ โดยสถานีแรกเชื่อมต่อกับสถาน สุดท้าย
การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกสถานี โดยมีตัวนำสารวิ่งไปบนสายสัญญาณของแต่ละสถานี ต้องคอย
ตรวจสอบข้อมลู ท่สี ่งมา ถา้ ไมใ่ ชข่ องตนเองต้องส่งผา่ นไปยังสถานีอื่นต่อไป
ข้อดีของการเชอื่ มแบบวงแหวน คือ ใช้สายสญั ญาณน้อยกว่าแบบดาว เหมาะกบั การเชอื่ มต่อดว้ ยสายสัญญาณใย
แกว้ นำแสง เพราะส่งข้อมลู ทางเดยี วกนั ดว้ ยความเร็วสูง
ขอ้ เสียของการเชื่อมแบบวงแหวน คือ ถา้ สถานใี ดเสียระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปไดจ้ นกวา่ จะแก้ไขจุดเสีย
นน้ั และยากในการตรวจสอบวา่ มปี ัญหาทจ่ี ุดใดและถ้าตอ้ งการเพิ่มสถานเี ขา้ ไปจะพกหระทำไดย้ ากดว้ ย
หน่วยท่ี 3 การสบื คน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ
1. ความหมายของการสบื คน้ สารสนเทศ
การสืบค้นสารสนเทศ (Information retrieval) คือ กระบวนการค้นหาสารสนเทศที่ต้องการ โดยใช้เครื่องมือ
สืบค้นสารสนเทศท่ีสถาบันบริการสารสนเทศจัดเตรยี มไว้ให้
การสบื คน้ สารสนเทศ แบง่ ออกเป็น 2 วธิ ี คือ
1. การสบื ค้นสารสนเทศดว้ ยระบบมือ (Manual system)
การสบื คน้ สารสนเทศด้วยระบบมือ สามารถกระทำไดโ้ ดยผา่ นเคร่ืองมอื หลายประเภท เชน่ บตั รรายการ
บัตรดรรชนวี ารสาร บรรณานกุ รม เป็นตน้ ในทน่ี ้ีจะกล่าวถึงเฉพาะบัตรรายการและ บัตรดรรชนีวารสารเทา่ นน้ั
2. การสบื คน้ สารสนเทศด้วยระบบคอมพวิ เตอร์ (Computer system)
การสบื คน้ สารสนเทศดว้ ยระบบคอมพิวเตอร์ สามารถกระทำไดโ้ ดยผ่านอปุ กรณ์คอมพิวเตอร์
ในการคน้ หาข้อมลู จากฐานขอ้ มูลต่าง ๆ ไดแ้ ก่
- ฐานขอ้ มลู โอแพก็
- ฐานขอ้ มูลซดี ีรอม
- ฐานข้อมูลออนไลน์
- ฐานขอ้ มูลบนอนิ เทอร์เนต็
2. ประเภทของการสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ
การค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต สามารถแบ่งตามลักษณะการทำงานได้3ประเภท คือ Seach Engine
การคน้ หาข้อมลู ดว้ ยคำทเี่ จาะจง
1. Search Engine เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรมช่วยในการค้นหาที่เรียกว่า
Robot ทำหนา้ ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ในอนิ เตอร์เน็ตมาเก็บไวใ้ นฐานข้อมูล ซ่ึงการค้นหาข้อมูลรูปแบบน้ี
จะช่วยให้สามารถค้นหาข้อมูลไดต้ รงกับความต้องการเฉพาะได้ระบคุ ำที่เจาะจงลงไป เพ่ือให้โรบอตเป็นตัวช่วยใน
การคน้ หาขอ้ มูลซึ่งเปน็ รูปแบบทเี่ ปน็ ทีน่ ยิ มมาก เชน่ www.google.com
2.Search Directories การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่ การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่โดยมีเว็บไซต์ที่เปน้
ตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยจัดข้อมูลเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือก
ข้อมูลตามที่ต้องการได้โดยการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลจะจัดตามขอ้ มูลท่ีคล้ายกัน หรือเป็นประเภทเดียวกนั นำมา
รวบรวมไว้ในกลุม่ เดียวกนั ลักษณะการค้นหาข้อมูล Search Directories จะทำให้ผู้ใช้สะดวกในการเลือกข้อมูลท่ี
ต้องการค้นหา และทำให้ไดข้ ้อมลู ตรงกับความต้องการการคน้ หาวิธีนี้ มขี ้อดีคอื สามารถเลอื กจากช่อื ไดเร็กทอรี่ส์ท่ี
เก่ียวข้องกบั ส่งิ ท่ตี ้องการค้นหา และสามารถทจ่ี ะเข้าไปดูว่ามีเวบ็ ไซตใ์ ดบ้ ้างไดท้ นั ทีเชน่ www.sanook.com
3.การค้นหาจากหมวดหมู่ หรือ Directories การให้บริการค้นหาข้อมูลด้วยวิธีนี้ เปรียบเสมือนเราเปิด
หน้าต่างเข้าไปในห้องสมุด ซึ่งได้จัดหมวดหมู่ของหนังสือไว้แล้ว และเราก็ได้เดินไปยังหมวดหมู่ของหนังสือที่
ต้องการ ซึ่งภายในหมวดหมู่ใหญ่นั้น ๆ ยังประกอบด้วยหมวดหมู่ย่อย ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือแบ่ง
ประเภทของข้อมลู ใหช้ ดั เจน เรากจ็ ะสามารถเขา้ ไปหยิบหนงั สอื ที่ตอ้ งการได้ แลว้ กเ็ ปิดเขา้ ไปอา่ นเนื้อหาข้างในของ
หนังสอื เลม่ นนั้ วธิ ีนี้จะช่วยให้การค้นหาข้อมูลได้ง่ายข้นึ มีเวบ็ ไซต์มากมายทใ่ี หบ้ ริการการค้นหาข้อมูลในรูปแบบนี้
เชน่ http://www.excite.com/
3. ประเภทของ Search Engine
SEARCH ENGINE มี 3 ประเภท
ประเภทท่ี 1 Crawler Based Search Engines
Crawler Based Search Engines คือ เครื่องมือการค้นหาบนอินเตอร์เน็ตแบบอาศัยการบันทึกข้อมูล
และ จัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นจำพวก Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากให้ผลการค้นหา
แม่นยำที่สุด และการประมวลผลการค้นหาสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีบทบาทในการค้นหาข้อมูลมาก
ทส่ี ุดในปจั จุบนั โดยมีองคป์ ระกอบหลกั เพียง 2 สว่ นด้วยกนั คือ
1. ฐานข้อมลู โดยส่วนใหญ่แลว้ Crawler Based Search Engine เหล่านีจ้ ะมฐี านขอ้ มลู เป็นของตัวเอง ที่
มรี ะบบการประมวลผล และ การจดั อนั ดบั ท่ีเฉพาะ เปน็ เอกลกั ษณข์ องตนเองอยา่ งมาก
2. ซอฟแวร์ คือเครื่องมือหลักสำคัญที่สุดอีกส่วนหนึ่งสำหรับ Search Engine ประเภทนี้เนื่องจากต้อง
อาศัยโปรแกรมเล็ก ๆ (ชนดิ ทเ่ี รยี กวา่ จ๋ิวแตแ่ จว๋ ) ทำหนา้ ทใ่ี นการตรวจหาและ ทำการจัดเก็บข้อมลู หน้าเพจ หรือ
เวบ็ ไซต์ต่าง ๆ ในรูปแบบ ของการทำสำเนาข้อมลู เหมือนกับตน้ ฉบับทุกอย่าง ซง่ึ เราจะรจู้ ักกันในนาม Spider หรือ
Web Crawler หรือ Search Engine Robotsตัวอย่างหนึ่งของ Crawler Based Search Engine ชื่อดัง
http://www.google.com Crawler Based Search Engine ไ ด ้ แ ก ่ Google , Yahoo, MSN, Live, Search,
Technorati (สำหรับ blog) ส่วนลักษณะการทำงาน และ การเก็บข้อมูลของ Web Crawler หรือ Robot หรือ
Spider นน้ั แตล่ ะแหง่ จะมีวธิ ีการเก็บขอ้ มลู และการจดั อันดับข้อมลู ที่ตา่ งกนั
ประเภทท่ี 2 Web Directory หรอื Blog Directory
Web Directory หรือ Blog Directory คือ สารบัญเว็บไซต์ที่ให้คุณสามารถค้นหาข่าวสารข้อมูล ด้วย
หมวดหมขู่ า่ วสารข้อมูลทเ่ี กี่ยวข้องกัน ในปรมิ าณมาก ๆ คลา้ ย ๆ กับสมุดหนา้ เหลอื งครับ ซึ่งจะมีการสร้าง ดรรชนี
มีการระบุหมวดหมู่ อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ตามหมวดหมู่นั้น ๆ ได้รับการเปรียบเทียบ
อ้างอิง เพ่ือหาข้อเทจ็ จริงได้ ในขณะทีเ่ ราคน้ หาข้อมูลเพราะว่าจะมเี ว็บไซต์มากมาย หรือ Blog มากมายท่ีมีเนื้อหา
คล้าย ๆ กันในหมวดหมู่เดียวกัน ให้เราเลือกที่จะหาข้อมูลได้ อย่างตรงประเด็นที่สุด (ลดระยะเวลาได้มากในการ
ค้นหา) ยกตัวอย่างดังนี้ ODP Web Directory ชื่อดังของโลก ที่มี Search Engine มากมายใช้เป็นฐานข้อมูล
Directory
1.ODP หรือ Dmoz ที่หลายๆ คนรู้จัก ซึ่งเป็น Web Directory ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Search Engine
หลาย ๆ แห่งก็ใช้ข้อมูลจากที่แห่งนี้เกือบทั้งสิ้น เช่น Google, AOL, Yahoo, Netscape และอื่น ๆ อีกมากมาย
ODP มีการบันทึกข้อมูลประมาณ 80 ภาษาทั่วโลก รวมถึงภาษาไทยเราด้วยครบั (URL: http://www.dmoz.org)
2. สารบัญเว็บไทย SANOOK ก็เป็น Web Directory ที่มีชื่อเสียงอีกเช่นกัน และเป็นที่รู้จักมากที่สุดใน
เมอื งไทย (URL : http://webindex.sanook.com )
3. Blog Directory อย่าง BlogFlux Directory ที่มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบล็อกมากมายตามหมวดหมู่
ตา่ ง ๆ หรือ Blog Directory อื่น ๆ ทส่ี ามารถหาได้จาก Make Many แหง่ น้คี รับ
ประเภทที่ 3 Meta Search Engine
Meta Search Engine คือ Search Engine ที่ใช้หลักการในการค้นหาโดยอาศัย Meta Tag ในภาษา
HTML ซ่ึงมีการประกาศชุดคำสง่ั ตา่ ง ๆ เปน็ รปู แบบของ Tex Editor ด้วยภาษา HTML นน่ั เองเช่นช่ือผ้พู ัฒนา คำ
คน้ หา เจ้าของเว็บ หรือ บลอ็ ก คำอธบิ ายเว็บหรือบล็อกอย่างย่อผลการค้นหาของ Meta Search Engine น้ีมักไม่
แม่นยำอย่างที่คิด เนื่องจากบางครั้งผู้ให้บริการหรือผู้ออกแบบเว็บสามารถใส่อะไรเข้าไปก็ได้มากมายเพื่อให้เกิด
การค้นหาและพบเว็บ หรือ บล็อกของตนเอง และ อีกประการหนึ่งก็คือ มีการอาศัย Search Engine Index
Server หลายๆ แหง่ มากประมวลผลรวมกัน จงึ ทำให้ผลการคน้ หาขอ้ มูลต่าง ๆ ไม่เท่ยี งตรงเทา่ ทีค่ วร
4. ประโยชนข์ อง Search Engine
1. ค้นหาเวบ็ ที่ต้องการได้สะดวก รวดเร็ว
2. สามารถคน้ หาแบบเจาะลึกได้ ไม่ว่าจะเปน็ รปู ภาพ, ข่าว, MP3 และอน่ื ๆ อกี มากมาย
3. สามารถค้นหาจากเว็บไซต์เฉพาะทาง ที่มีการจัดทำไว้ เช่น download.com เว็บไซต์ เกี่ยวกับข้อมูล
และซอร์ฟแวร์ เปน็ ต้น
4. มีความหลากหลายในการค้นหาขอ้ มูล
5. รองรับการคน้ หา ภาษาไทย
ในโลกยคุ อนิ เตอรเ์ น็ตในปัจจบุ ันน้ีมีขอ้ มูลมากมายมหาศาล การที่จะคน้ หาขอ้ มลู จำนวน มากมาย อย่างนี้
เราไม่อาจจะคลิก เพื่อค้นหาข้อมูลพบได้ง่ายๆจำเป็นจะต้องอาศัย การค้นหาข้อมูลด้วยเครื่องมือค้นหา ที่
เรียกว่า Search Engine เข้ามาช่วยเพื่อ ความสะดวกและรวดเร็ว เว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูล มีมากมาย
หลายทั้งที่เป็นของคนไทย และต่างประเทศ ความหมาย/ประเภท ของ Search Engine การค้นหาข้อมูลบน
เครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าเราเปิดไป ทีละหน้าจออาจจะต้องเสีย เวลาในการค้นหา และอาจ
หาข้อมูลท่เี ราต้องการไม่พบการทีเ่ ราจะคน้ หาขอ้ มลู ให้พบอย่างรวดเรว็ จะตอ้ งใช้ เวบ็ ไซต์สำหรับการ คน้ หาข้อมูล
ที่เรียกว่า Search Engine Site ซึ่งจะทำหน้าที่รวบรวมรายช่ือเว็บไซต์ต่าง ๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหม่ผู ู้ใช้
งานเพยี งแตท่ ราบหวั ขอ้ ที่ต้องการค้นหาแล้วป้อน คำ หรอื ข้อความของหัวขอ้ นั้น ๆ ลงไปในช่องที่ กำหนด Search
Engine แต่ละ แหง่ มวี ิธกี าร และการจดั เก็บฐานข้อมูลท่ีแตกต่างกันไปตามประเภท ของ Search Engine ท่ีแต่ละ
เวบ็ ไซต์นำมาใช้เกบ็ รวบรวม ขอ้ มูล
ดังนั้น การที่จะเข้าไปหาข้อมลู หรือเวบ็ ไซต์ โดยวิธีการ Search นั้น อย่างน้อย จะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่
เข้าไปใช้บริการ ใช้ วิธีการหรือ ประเภทของSearch Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการ
จัดเก็บข้อมูลต่างกันไป การเลือก ใช้เครื่องมือในการค้นหาจะต้องเข้าใจว่า ข้อมูล ที่ต้องการค้นหานั้นมีลักษณะ
อย่างไร มีขอบข่ายกว้างขวาง หรือแคบขนาดไหน แล้ว จึงเลือกใช้เว็บไซต์ค้นหาท่ีให้บริการตรงกบั ความต้องการ
ของเรา
5. การสบื ค้นขอ้ มูลดว้ ย Google
การสบื ค้นขอ้ มูลผ่านเว็บ search engine นั้นหากมีเทคนิคในการสืบค้นขอ้ มลู ก็จะสามารถทำใหเ้ ราสืบค้น
ข้อมูลได้ถูกต้อง รวดเร็วขึ้น และประหยัดเวลาในการค้นหา วันนี้ผมจะมาบอกถึงเทคนิคการสืบค้นข้อมูลผ่านเวบ็
search engine "Google"
GOOGLE Search Engine
เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการในการค้นหาข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ต โดยการค้นหาข้อมูลจาข้อความ หรือ
ตวั อกั ษรท่พี มิ พ์เขา้ ไปแล้ว ทำการคน้ หาขอ้ มูล รูปภาพ หรือเวบ็ ไซต์ที่เก่ียวขอ้ งนำมาแสดงผล
1. Google Search คอื อะไร
Google Search เป็นเครื่องมือที่ให้บริการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต( Search Engine) ของ
เว็บไซต์ Google.com ที่โด่งดังที่สุดในปัจจุบันครับ ผู้ใช้งานเพียงเข้า เว็บไซต์ www.Google.com จากนั้นพิมพ์
คำหรือข้อความ( Keyword) เกยี่ วกบั เรื่องท่ี ตอ้ งการค้นหา เพยี งชัว่ อดึ ใจหลังกดปุ่ม Enter Google Search ก็จะ
แสดงเว็บไซต์ ท้งั หมดท่ีเกี่ยวข้องกบั Keyword เหลา่ น้ันทันที ไมเ่ ฉพาะแต่เพียงการค้นหาข้อมูลในรูปของเว็บไซต์
เท่านั้น Google Search ยังสามารถ ค้นหาข้อมูลที่เป็นไฟล์รูปภาพ(Images) , กลุ่มข่าว(News Groups) และ
สารบบเวบ็ ( Web Directory)
2. รปู แบบการคน้ หาขอ้ มลู ดว้ ย Google ทคี่ วรทราบ
การค้นหาโดยทั่วไปส่วนใหญ่แล้วจะใช้ Keyword เป็นเครื่องมือในการน าทางการค้นหา อย่างเดียว แต่
ถ้าผู้ใชร้ ู้จักใชเ้ ครื่องหมายบางตัวรว่ มด้วย ก็จะท าให้ขอบเขตการค้นหา ของ Google แคบลง ท าให้ผู้ใช้ได้ขอ้ มลู
ท่ีตรงกับความตอ้ งการมากข้นึ เครือ่ งหมายที่ สามารถนำมาชว่ ยในการคน้ หาได้ มดี งั นี้
การใช้เครื่องหมายบวก (+) เชื่อมคำ โดยปกติ Google จะไม่ใส่ใจในในการค้นหาข้อมูลจากการพิมพ์
Keyword ประเภท Common Word( คำง่ายๆ ) เช่น at, with, on, what, when, where, how, the, to, of
แต่เนื่องจากเป็นบางคร้ังคำเหล่านี้เป็นคำสำคัญของประโยคที่ผู้ใชจ้ ำเป็น ต้องค้นหา ดังนั้นเคร่ืองหมาย + จะช่วย
เชื่อมคำ โดยมีเงื่อนไข ว่า ก่อนหน้าเครื่องหมาย + ต้องมี การเว้นวรรค 1 เคาะด้วย เช่น หากต้องการค้นหา
เว็บไซต์เกี่ยวกับเกมส์ที่มีชื่อว่า Age of Empire ถ้าผู้ใช้พิมพ์ Keyword Age of Empire Google ก็จะทำการ
ค้นหาแยกคำโดย ไม่สนใจคำว่า of และจะค้นหาคำว่า Age หรือ Empire เพยี งสองคำ แตถ่ า้ ผู้ใชร้ ะบวุ ่า Age +of
Empire Google จะทำการคน้ หาทัง้ คำว่า Age, of และ Empire
ตัดบางคำที่ไม่ต้องการคน้ หาด้วยเคร่อื งหมายลบ ( - )จะช่วยให้ผใู้ ชส้ ามารถตัดเร่อื งทผ่ี ู้ใชไ้ มต่ ้องการ
หรือไมเ่ ก่ยี วข้องออกไปได้ เช่น ถา้ ผ้ใู ช้ ต้องการคน้ หาเว็บไซตท์ เี่ กย่ี วกบั การ ล่องแกง่ แตไ่ ม่ต้องการ การล่องแก่งที่
เก่ียวข้อง กับจงั หวัดตาก ให้ผใู้ ช้พิมพ์ Keyword วา่ ล่องแก่ง -ตาก (เช่นเดียวกับเครือ่ งหมาย + ต้องเวน้ วรรคก่อน
หน้าเครอ่ื งหมายด้วย) Google จะทำการคน้ หาเวบ็ ไซตท์ ่ีเก่ียวกบั การ ล่องแก่ง แตไ่ ม่มีจังหวัดตากเข้ามาเก่ียวข้อง
การคน้ หาดว้ ยเครอ่ื งหมายคำพูด ("...") เหมาะสำหรับการค้นหาคำ Keyword ที่มลี กั ษณะเป็น ประโยควลี
หรือกลุ่มคำ ที่ผู้ใช้ ต้องการให้แสดงผลทุกคำในประโยค โดยไม่แยกคำ เช่น ถ้าผู้ใช้ต้องการหาเว็บไซต์ เกี่ยวกับ
เพลงที่มีชื่อว่า If I Let You Go ให้พิมพ์ว่า " If I Let You Go" Google จะทำการค้นหาประโยค " If I Let You
Go" ท้ังประโยคโดยไมแ่ ยกคำค้นหา
ไม่ต้องใช้คำว่า " AND " ในการแยกคำค้นหา แต่เดิมการใช้ Keyword ที่มากกว่า 1 คำในการค้นหา
เว็บไซต์แบบแยกคำ ผู้ใช้ จำเป็นต้องใช้ AND ในการแยกคำเหลา่ นั้น ปัจจุบันไม่ต้องใช้ AND แล้ว เพราะ Google
จะทำการแยกคำให้โดยอัตโนมตั ิเมื่อผู้ใช้ทำการเว้นวรรคคำเหล่านั้น เช่น ถา้ ผูใ้ ชพ้ ิมพค์ ำว่า Thai Travel Nature
เมื่อคลิกปุ่มค้นหา ก็จะพบว่าในรายชื่อหรือ เนื้อหาของเว็บที่ปรากฏจะมีคำว่า Thai ,Travel และ Nature อยู่ใน
นั้นด้วย
Google จะไม่ใส่ใจใน Common Word คำศัพท์พื้น ๆ อย่าง the, where, is, how, a, to และอื่น ๆ
รวมทั้งตัวเลขและตัวอักษร เดี่ยว ๆ Google มักไม่ให้ความสำคัญและใส่ใจที่จะค้นหาครับ เนื่องจากเครื่องมือที่
Google ใชจ้ ัดเกบ็ และรวบรวมเว็บทวั่ โลกจะค่อนข้างเสยี เวลาในการเกบ็ รวบรวมเว็บทีม่ ี คำเหลา่ นี้ (ซึ่งมีเยอะมาก
ๆ) แต่ถ้าหากจำเป็น ผู้ใช้จะต้องใช้เครื่องหมาย " + " ในการ เชื่อมคำเหล่านี้ด้วย หรืออีกทางก็คือผู้ใช้อาจจะระบุ
คำที่ตอ้ งค้นหาท้งั หมดในรปู ของวลภี ายใต้เคร่ืองหมาย " ……. "
ค้นหารูปได้แสนง่าย ความสามารถที่ผูใ้ ช้ส่วนใหญช่ อบกันนัก และสร้างชือ่ ใหก้ ับ Google ก็คือการค้นหา
รูปภาพด้วย Google Search วิธีการใช้ก็คือ 1. คลิกเมนูลิ้ง รูปภาพ จากนั้นก็พิมพ์ชื่อภาพที่ต้องการค้นหา และ
คลิกปุ่ม คน้ หารปู ภาพ ดังรูป
6. รปู แบบสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ
การสืบคน้ ขอ้ มลู บนอนิ เทอร์เน็ต
ในโลกไซเบอร์สเปซมีข้อมูลมากมายมหาศาล การที่จะค้นหาข้อมูลจำนวนมากมายอย่างนี้เราไม่อาจจะ
คลิกเพื่อค้นหาข้อมูลพบได้ง่ายๆ จำเป็นจะต้องอาศัยการค้นหาข้อมูลด้วยเครื่องมือค้นหาที่เรียกว่า Search
Engine เข้ามาช่วยเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว เว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลมีมากมายหลายที่ทั้งของคนไทย
และ ถา้ เราเปดิ ไปทีละหนา้ จออาจจะตอ้ งเสยี เวลาในการค้นหา และอาจหาขอ้ มูลทเ่ี ราต้องการไม่พบ การท่เี ราจะ
ค้นหาข้อมูลให้พบอย่างรวดเร็วจึงต้องพึ่งพา Search Engine Site ซึ่งจะทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่าง ๆ
เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้อน คำหรือข้อความของหัวข้อ
นั้น ๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปุ่มค้นหา เท่านั้น รอสักครู่ข้อมูลอย่างย่อ ๆ และรายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะ
ปรากฏให้เราเข้าไปศกึ ษาเพมิ่ เตมิ ได้ทันที
การคน้ หาข้อมูลมีกีว่ ธิ ี
1. การคน้ หาในรปู แบบ Index Directory
2. การค้นหาในรูปแบบ Search Engine
การค้นหาในรูปแบบ Index Directory วิธีการค้นหาข้อมูลแบบ Index นี้ข้อมูลจะมีความเป็นระเบียบ
เรียบร้อยมากกว่าการค้นหาข้อมูลด้วย วิธีของ Search Engine โดยมันจะถูกคัดแยกข้อมูลออกมาเป็นหมวดหมู่
และจัดแบ่งแยก Site ต่าง ๆ ออกเปน็ ประเภท สำหรับวิธีใช้งาน คณุ สามารถทจ่ี ะ Click เลอื กขอ้ มลู ที่ต้องการจะดู
ไดเ้ ลยใน Web Browser จากนั้นทีห่ นา้ จอก็จะแสดงรายละเอยี ดของหัวข้อปลีกย่อยลึกลงมาอีกระดับหนง่ึ ปรากฏ
ขนึ้ มาให้เราเลือกอีก ส่วนจะแสดงออกมาให้เลือกเยอะแค่ไหนอันนี้ก็ขึ้นอยู่กบั ขนาดของฐานข้อมูลใน Index ว่าใน
แต่ละประเภท จัดรวบรวมเก็บเอาไว้มากน้อยเพียงใด เมื่อคุณเข้าไปถึงประเภทย่อยที่คุณสนใจแล้ว ที่เว็บเพจจะ
แสดงรายชอื่ ของเอกสารทีเ่ ก่ยี วข้องกับ ประเภทของข้อมลู น้นั ๆ ออกมาหากคณุ คิดว่าเอกสารใดสนใจหรือต้องการ
อยากที่จะดู สามารถ Click ลงไปยัง Link เพื่อขอเชื่อต่อทางไซต์ก็จะนำเอาผลของข้อมูลดังกล่าวออกมาแสดงผล
ทันที นอกเหนือไปจากนี้ ไซต์ที่แสดงออกมานั้นทางผู้ให้บริการยังได้เรียบเรยี งโดยนำเอา Site ที่มีความเกี่ยว ข้อง
มากท่สี ุดเอามาไวต้ อนบนสดุ ของรายช่อื ที่แสดง
การค้นหาในรูปแบบ Search Engine วิธีการอีกอย่างที่นิยมใช้การค้นหาข้อมูลคือการใช้ Search
Engine ซึง่ ผใู้ ช้สว่ นใหญ่กว่า 70% จะใช้วิธีการคน้ หาแบบน้ี หลักการทำงานของ Search Engine จะแตกต่างจาก
การใช้ Indexลักษณะของมันจะเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่มหาศาลที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป บน Internet ไม่มี
การแสดงข้อมูลออกมาเป็นลำดับขั้นของความสำคัญ การใช้งานจะเหมือนการสืบค้นฐานข้อมูล อื่น ๆ คือ คุณ
จะต้องพิมพ์คำสำคัญ (Keyword) ซึ่งเป็นการอธิบายถึงข้อมูลที่คุณต้องการจะเข้าไป ค้นหานั้น ๆ เข้าไป
จากน้ัน Search Engine ก็จะแสดงขอ้ มูลและ Site ต่าง ๆท่เี กี่ยวขอ้ งออกมา
ข้อแตกต่างระหว่าง Index และ Search Engine คำตอบก็ คือวิธีในการค้นหาข้อมูลแบบ Index เค้า
จะใช้คนเป็นผู้จัดรวบรวมและทำระบบฐานข้อมูลขึ้นมา ส่วนแบบ Search Engine นั้นระบบฐานข้อมูลของมันจะ
ได้รับการจัดสร้างโดยใช้ Software ที่มี หน้าที่เกี่ยวกับงานทางด้านนี้โดยเฉพาะมาเป็นตัวควบคุมและจัดการ ซ่ึง
เจ้า Software ตัวนี้จะมี ชื่อเรียกว่า Spiders การทำงานข้องมันจะใช้วิธีการเดินลัดเลาะไปตามเครือข่ายต่าง ๆ
ที่เชื่อมโยงถึง กันอยู่เต็มไปหมดใน Internet เพื่อค้นหา Website ที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆ รวมทั้งยังสามารถตรวจสอบ
หาความเปล่ียนแปลงของ ขอ้ มูลใน Site เดมิ ทมี่ ีอยู่ วา่ ท่ีใดถกู อัพเดตแลว้ บ้าง จากนั้นมนั ก็จะนำเอาข้อมูลท้ังหมด
ที่สำรวจเข้ามา ได้เก็บใส่เข้าไปในฐานข้อมูลของตนอัตโนมัติ ยกตัวอย่างของผู้ให้บริการประเภทนี้เช่น Excite ,
Lycos Info search เป็นต้น การค้นหาด้วยวธิ ี Search Engine นัน้ มักจะได้ผลลัพธอ์ อกมากวา้ งๆ ชเี้ ฉพาะเจาะจง
ได้ยาก บางครั้งข้อมูลที่ ค้นหามาได้อาจมีถึงเป็นร้อยเป็นพัน Site แล้วมีใครบ้างหละที่อยากจะมานั้นค้นหาและ
อ่านดูที่เพจ ซึ่งคงต้องเสียเวลาเป็นวันๆ แน่ซึ่งก็ไม่รับรองด้วยว่าคุณจะได้ข้อมูลที่คุณต้องการหรือไม่ ดังนั้นจึงมี
หลักในการคน้ หา เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มูลใกลเ้ คยี งความเปน็ จรงิ มากท่ีสดุ ซึ่งจะขอกลา่ วในตอนหลัง
ประเภทของ Search Engine
Search Engine แต่ละแห่งมีวิธีการและการจัดเก็บฐานข้อมูลที่แตกต่างกันไปตามประเภทของ Search
Engine ที่แต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นการที่คุณจะเข้าไปหาข้อมูลหรือเว็บไซต์ โดย
วิธีการ Search นั้น อย่างน้อยคุณจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่คุณเข้าไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภท
ของ Search Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเก็บข้อมูลต่างกันไป ทีนี้เราลองมาดู
ซิว่า Search Engine ประเภทใดทเ่ี หมาะกบั การค้นหาขอ้ มูลของคณุ
1. Keyword Index เปน็ การค้นหาข้อมูล โดยการคน้ จากข้อความในเวบ็ เพจท่ีได้ผ่านการสำรวจมาแล้ว
จะอ่านข้อความ ข้อมูล อย่างน้อย ๆ ก็ประมาณ 200-300 ตัวอักษรแรกของเวบ็ เพจนั้น ๆ โดยการอ่านนี้จะหมาย
รวมไปถึงอ่านข้อความที่อยู่ในโครงสร้างภาษาHTML ซึ่งอยู่ในรูปแบบของข้อความที่อยู่ในคำสั่ง alt ซึ่งเป็นคำสั่ง
ภายใน TAG คำสั่งของรูปภาพ แต่จะไม่นำคำสั่งของ TAG อื่น ๆ ในภาษา HTML และคำสั่งในภาษา JAVA มาใช้
ในการค้นหา วิธีการค้นหาของ Search Engine ประเภทนี้จะให้ความสำคัญกับการเรียงลำดับข้อมูลก่อน-หลัง
และความถใี่ นการนำเสนอข้อมูลน้นั การค้นหาข้อมูล โดยวธิ ีการเช่นนจ้ี ะมีความรวดเร็วมาก แต่มคี วามละเอียดใน
การจัดแยกหมวดหมู่ของข้อมูลค่อนข้างน้อย เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงรายละเอียดของเนื้อหาเท่าที่ควร แต่หากว่า
คุณต้องการแนวทางด้านกว้างของข้อมลู และความรวดเรว็ ในการค้นหา วิธกี ารน้ีกใ็ ช้ได้ผลดี
2. Subject Directories การจำแนกหมวดหมู่ข้อมูล Search Engine ประเภทนี้ จะจัดแบ่งโดยการ
วิเคราะหเ์ นอ้ื หา รายละเอยี ด ของแต่ละเวบ็ เพจ วา่ มีเนอ้ื หาเก่ยี วกบั อะไร โดยการจัดแบ่งแบบน้จี ะใชแ้ รงงานคนใน
การพิจารณาเว็บเพจ ซึ่งทำให้การจัดหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนจัดหมวดหมู่แต่ละคนว่าจะจัดเก็บ
ข้อมูลนั้น ๆ อยู่ในเครือข่ายข้อมูลอะไร ดังนั้นฐานข้อมูลของ Search Engine ประเภทนี้จะถูกจัดแบ่งตามเนื้อหา
ก่อน แล้วจึงนำมาเป็นฐานข้อมูลในการค้นหาต่อไป การค้นหาค่อนข้างจะตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และมี
ความถูกต้องในการค้นหาสูง เป็นต้นว่า หากเราต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือเว็บเพจที่นำเสนอข้อมูล
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ Search Engine ก็จะประมวลผลรายชื่อเว็บไซต์ หรือเว็บเพจที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ล้วน ๆ
มาให้คณุ
3. Metasearch Engines จุดเด่นของการค้นหาด้วยวิธีการนี้ คือ สามารถเชื่อมโยงไปยัง Search
Engine ประเภทอื่น ๆ และยังมีความหลากหลายของข้อมูล แต่การค้นหาด้วยวิธีนี้มีจุดด้อย คือ วิธีการนี้จะไม่ให้
ความสำคัญกับขนาดเล็กใหญ่ของตัวอักษร และมักจะผ่านเลยคำประเภท Natural Language (ภาษาพูด) ดังน้ัน
หากคณุ จะใช้ Search Engine แบบนีล้ ะก็ ขอให้ตระหนกั ถงึ ข้อบกพร่องเหลา่ น้ดี ้วย
หลักการคน้ หาขอ้ มลู ของ Search Engine
สำหรับหลกั ในการค้นหาข้อมลู ของ Search Engine แต่ละตัวจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ข้ึนอยู่กับ
ว่าทางศูนย์บริการต้องการจะเก็บข้อมูลแบบไหน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีกลไกใน การค้นหาที่ใกล้เคียงกัน หาก
จะแตกต่างก็คงจะเปน็ เรื่องประสิทธิภาพเสยี มากกว่า ว่าจะมีข้อมูล เก็บรวบรวมไว้อยู่ในฐานข้อมลู มากน้อยขนาด
ไหน และพอจะนำเอาออกมาบริการให้กับผู้ใช้ ได้ตรงตามความต้องการหรือเปล่า ซง่ึ ลกั ษณะของปัจจัยท่ีใช้ค้นหา
โดยหลักๆจะมดี งั นี้
1. การคน้ หาจากชือ่ ของตำแหน่ง URL ใน เวบ็ ไซต์ตา่ ง ๆ
2. การค้นหาจากคำที่มีอยู่ใน Title (ส่วนท่ี Browser ใช้แสดงชื่อของเว็บเพจอยู่ทางด้าน ซ้ายบนของ
หน้าต่างท่แี สดง
3. การคน้ หาจากคำสำคญั หรอื คำสงั่ keyword (อยูใ่ น tag คำสัง่ ใน html ท่ีมีช่อื ว่า meta)
4. การค้นหาจากส่วนท่ใี ช้อธิบายหรือบอกลกั ษณะ site
5. ค้นหาคำในหนา้ เวบ็ เพจด้วย Browser ซึ่งการค้นหาคำในหนา้ เวบ็ เพจนนั้ จะใชส้ ำหรับกรณีที่คณุ เข้าไป
ค้นหาข้อมูลที่เว็บ เพจใด เว็บเพจหนึ่ง แล้วภายในมีข้อความปรากฏอยู่เต็มไปหมด จะนั่งไล่ดูทีละบรรทัดคงไม่
สะดวก ในลักษณะน้เี ราใชใ้ ช้ browser ช่วยคน้ หาให้ ขน้ึ แรกใหค้ ณุ นำ mouse ไป click ที่ menu Edit แล้วเลอื ก
บรรทัดคำสั่ง Find in Page หรือกดปุ่ม Ctrl + F ที่ keyboard ก็ได้ จากนั้นใส่คำที่ต้องการค้นหาลงไปแล้วก็กด
ปุ่ม Find Next โปรแกรมก็จะวิ่งหาคำดังกล่าว หากพบมันก็จะกระโดดไปแสดงคำนั้น ๆ ซึ่งคุณสามารถกด
ปุ่ม Find Next เพอื่ ค้นหาตอ่ ได้ อกี จนกว่าคุณจะพบข้อมลู ทตี่ ้องการ
เทคนิค 11 ประการทค่ี วรรู้ในการค้นหาข้อมลู
ในการค้นหาขอ้ มูลด้วย Search Engine สว่ นใหญแ่ ลว้ ปัญหาทผ่ี ู้ใชง้ านทวั่ ไปมักจะพบเห็น หรือประสบอยู่
เสมอๆก็คงจะหนีไปไม่พ้นข้อมูลที่ค้นหาได้มีขนาดมากจนเกินไป ดังนั้นเพื่อ ความสะดวกในการใช้งานคุณจึงน่าที่
จะเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อช่วยลดหรือ จำกัดคำที่ค้น หาให้แคบลงและตรงประเด็นกับเรามากที่สุด ดังวิธีการ
ตอ่ ไปนี้
1.เลือกรูปแบบการค้นหาให้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการมากท่ีสดุ (อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นวา่ มีอยู่ 2 แบบ) ส่วน
จะเลือกใช้วิธีไหนก็ตามแต่จะเห็นว่า เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการจะค้นหาข้อมูลที่มีลักษณะทั่วไป ไม่ชี้
เฉพาะเจาะจง กค็ วรเลือกบริการสบื คน้ ข้อมูลแบบ Index อย่างของ yahoo เพราะ โอกาสทจี่ ะเจอน้ัน เปอร์เซ็นต์
สงู กว่าจะมานั่งสุม่ หาโดยใชว้ ธิ ีแบบ Search Engine
2. ใช้คำมากกว่า 1 คำที่มีลักษณะเกี่ยวขอ้ งกนั ช่วยค้นหา เพราะจะได้ผลลัพธ์ทีม่ ีขนาด แคบลงและช้ีเฉพาะมาก
ขึ้น (ยอ่ มจะดกี ว่าหาคำเดียวโดด ๆ)
3. ใช้บริการของผู้ให้บริการเฉพาะด้าน เช่นการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของ ภาพยนตร์ก็น่าที่จะ
เลอื กใช้ Search Engine ทใ่ี ห้บริการใกล้เคยี งกบั เรอ่ื งพวกน้ี เพราะผลลพั ธท์ ี่ไดน้ า่ จะเปน็ ทีน่ า่ พอใจกวา่
4. ใส่เครอื่ งหมายคำพูดครอบคลุมกลุ่มคำทตี่ ้องการ เพื่อบอกกับ Search Engine ว่าเรา ต้องการผลการค้นหาที่
มีคำในกล่มุ นน้ั ครบและตรงตามลำดบั ท่ีเราพิมพ์ทุกคำ เช่น "free shareware" เปน็ ต้น
5. การขึ้นต้นของตัวอักษรตัวเล็กเท่ากันหมด Search Engine จะเข้าใจว่าเราต้องการ ให้มันค้นหาคำดังกล่าว
แบบไม่ต้องสนใจว่าตัวอักษรที่ได้จะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ดังนั้นหากคุณต้องการอยากที่จะให้มันค้นหาคำตรงตาม
แบบทีเ่ ขียนไวก้ ็ใหใ้ ช้ ตัว อักษรใหญแ่ ทน
6. ใช้ตัวเชื่อมทาง Logic หรอื ตรรกศาสตรเ์ ข้ามาชว่ ยคน้ หา มีอยู่ 3 ตัวด้วยกนั คือ - AND ส่ังให้หาโดยจะต้องมีคำ
นน้ั ๆมาแสดงดว้ ยเท่าน้ัน! โดยไม่จำเป็นว่าจะตอ้ งติดกนั เชน่ phone link AND pager เปน็ ตน้ - OR ส่ังให้หาโดย
จะต้องนำคำใดคำหนึ่งที่พิมพ์ลงไปมาแสดง - NOT สั่งไม่ให้เลือกคำนั้น ๆ มาแสดง เช่น food and cheese not
butter หมายความว่า ใหท้ ำการหาเวบ็ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั food และcheese แต่ต้องไมม่ ี butter เป็นตน้
7. ใช้เครื่องหมายบวกลบคัดเลือกคำ + หน้าคำที่ต้องการจริง ๆ - (ลบ)ใช้นำหน้าคำที่ไม่ต้องการ () ช่วยแยก
กลุ่มคำ เช่น (pentium+computer) CPU
8. ใช้เป็นตัวร่วม เช่น com* เป็นการบอกให้หาคำที่มีคำว่า com ขึ้นหน้าส่วนด้านท้ายเป็น อะไรไม่สนใจ
*tor เปน็ การใหห้ าคำทล่ี งท้ายดว้ ย tor ด้านหน้าจะเป็นอะไรไมส่ นใจ
9.หลกี เลย่ี งการใช้ตัวเลข พยายามเลี่ยงการใชค้ ำค้นหาทเ่ี ปน็ คำเด่ยี ว ๆ หรอื เป็นคำที่มีตัวเลขปน แตถ่ ้าเลีย่ งไม่ได้
คุณกอ็ ยา่ ลืมใส่เครือ่ งหมายคำพดู (" ") ลงไปด้วย เชน่ "windows 98"
10. หลกี เล่ยี งภาษาพดู หลีกเล่ยี งคำประเภท Natural Language หรือเรียกง่ายๆ ว่าคำหรอื ข้อความที่เป็นภาษา
พดู หรอื เปน็ ประโยค คณุ ควรสรปุ เป็นเพยี งกลุ่มคำหรอื วลี ที่มีความหมายรวมทั้งหมดไว้ Advanced Search อย่า
ลืมทจี่ ะใช้ Advanced Search เพราะจะมีส่วนช่วยคุณไดม้ าก ในการบบี ประเดน็ หัวข้อ ใหแ้ คบลง ซ่ึงจะทำให้คุณ
ได้รายช่อื เว็บไซต์ ทต่ี รงกับความต้องการของคุณมากขึน้
11. อย่าละเลย Help ซึ่งในแต่ละเวบ็ จะมี ปุ่ม help หรือ Site map ไว้คอยช่วยเหลือคณุ แต่คนส่วนใหญ่มักจะ
มองขา้ ม ซง่ึ help/site map จะมีประโยชน์มากในการอธิบาย option หรือการใช้งาน/แผนผังปลีกย่อยของแต่ละ
เว็บไซต์
หน่วยท่ี 4 การสืบคน้ การจดั เกบ็ ค้นคืน สง่ ผา่ น และการดําเนินการข้อมลู สารสนเทศ
การสบื ค้นขอ้ มลู ด้วย Search Engine
เสิร์ชเอนจิน (search engine) หรือ โปรแกรมค้นหาและคือ โปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูล
โดยเฉพาะข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต โดยครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่
ข้อมลู บุคคล กลุ่มขา่ ว และอ่นื ๆ ซ่ึงแตกตา่ งกันไปแล้วแต่โปรแกรมหรือผูใ้ ห้บริการแต่ละราย เสิร์ชเอนจนิ สว่ นใหญ่
จะค้นหาข้อมูลจากคำสำคัญ (คีย์เวิร์ด) ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป จากนั้นก็จะแสดงรายการผลลัพธ์ที่มันคิดว่าผู้ใช้น่าจะ
ตอ้ งการขึน้ มา ในปัจจุบนั เสริ ์ชเอนจินบางตวั เชน่ กเู กลิ จะบันทึกประวตั กิ ารค้นหาและการเลอื กผลลัพธข์ องผู้ใช้ไว้
ด้วย และจะนำประวัตทิ ี่บันทกึ ไวน้ ั้น มาช่วยกรองผลลพั ธ์ในการค้นหาครงั้ ตอ่ ๆ ไป
ตวั อยา่ งWeb Search Engine
1. http://www.google.co.th/
2. http://www.youtube.com/
3. http://dict.longdo.com
การสบื คน้ เวบ็ ไซต์ขอ้ มูลดว้ ย Search Engine
ขั้นตอนการสืบคน้ เวบ็ ไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine
1. ทำการเปิดเวบ็ ไซตท์ ใ่ี หบ้ รกิ าร http://www.google.co.th/
2. เลอื กหวั ขอ้ ทต่ี ้องการค้น ในทนี่ ีจ้ ะเลอื กหัวขอ้ “เวบ็ ”
3. พมิ พ์ keyword (ขอ้ ความ) ที่ตอ้ งการสบื คน้ ลงในช่อง text box
4. กดทปี่ มุ่ “ค้นหา”
5. ระบบจะทำการค้นหาเว็บไซต์ที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงออกมาในรูปแบบของลิงค์พร้อม
คำอธบิ ายประกอบ
การสืบคน้ รูปภาพดว้ ย Search Engine
ข้นั ตอนการสืบค้นรปู ภาพด้วย Search Engine
1. ทำการเปดิ เวบ็ ไซตท์ ใ่ี หบ้ ริการ http://www.google.co.th/
2. เลือกหวั ขอ้ ทต่ี อ้ งการค้น ในท่นี ีจ้ ะเลือกหัวขอ้ “รูปภาพ”
3. พมิ พ์ keyword (ข้อความ) ทตี่ อ้ งการสืบคน้ ลงในช่อง text box
4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา”
5. ระบบจะทำการคน้ หารปู ภาพทต่ี รงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงรปู ภาพท่คี ้นหาพบ
การสืบค้นแผนทดี่ ้วย Search Engine
ข้นั ตอนการสบื คน้ แผนท่ดี ้วย Search Engine
1. ทำการเปิดเว็บไซตท์ ใี่ หบ้ รกิ าร http://www.google.co.th/
2. เลือกหวั ขอ้ ท่ตี ้องการค้น ในทน่ี จี้ ะเลอื กหวั ข้อ “แผนท่ี”
3. พิมพ์ keyword (ข้อความ) สถานท่ีที่ตอ้ งการสบื คน้ ลงในช่อง text box
4. กดทีป่ มุ่ “คน้ หา Maps”
5. ระบบจะทำการค้นหาสถานที่ที่ต้องการ แล้วแสดงออกมาในรูปแบบของแผนที่ รวมไปถึงลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม
เกี่ยวกบั สถานทนี่ ้นั ๆ อกี ด้วย
การสืบค้นวีดโิ อด้วย Search Engine
ขนั้ ตอนการสืบคน้ วดี โิ อด้วย Search Engine
1. ทำการเปิดเวบ็ ไซต์ทใ่ี หบ้ รกิ าร http://www.youtube.com/
2. พมิ พ์ keyword (ขอ้ ความ) ทต่ี อ้ งการสบื คน้ ลงในชอ่ ง text box
3. กดทปี่ มุ่ “search”
4. ระบบจะทำการค้นหาวดี ิโอที่ตรงกับ keyword ท่ตี อ้ งการ และแสดงวีดโิ อที่คน้ หาพบ
การสืบคน้ คำศัพท์ดว้ ย Search Engine
ข้นั ตอนการสืบคน้ คำศพั ทด์ ้วย Search Engine
1. ทำการเปิดเวบ็ ไซต์ท่ใี หบ้ รกิ าร http://dict.longdo.com
2. พมิ พค์ ำศัพท์ทีต่ ้องการสืบค้นลงในช่อง text box
3. เลอื กบรกิ าร “dictionary”
4. กดทป่ี ุ่ม “submit”
5. ระบบจะทำการคน้ หาคำศัพท์ท่ตี อ้ งการพรอ้ มคำแปล
การจดั เก็บข้อมูลสารสนเทศ
เมอ่ื ทำการสืบคน้ หรือคน้ หาข้อมูลสารสนเทศได้แลว้ ถ้าต้องการที่จะจดั เก็บข้อมูลท่ีค้นหาเหล่านั้นไว้ใช้งาน
ต่าง ๆ ต่อไปนี้ ก็ต้องดำเนินการจัดเกบ็ ข้อมลู สารสนเทศ ซง่ึ มวี ิธจี ดั เก็บดงั นี้
การจัดเก็บขอ้ มูลสารสนเทศในรปู แบบของข้อความ จะมีไฟล์ขอ้ มลู ท่จี ะต้องทำการจัดเก็บใน 3 รูปแบบ
1.1ขอ้ ความท่ปี รากฏอยู่หนา้ เวบ็ ไซต์
แล้วคลกิ ท่ี Copy(คัดลอก)
ทำการเปิดโปรแกรม Microsoft Word หรือโปรแกรมที่ต้องการ แล้วคลิกเมาส์ข้างขวาบริเวณตำแหนง่ ท่ี
ตอ้ งการวาง เสรจ็ แล้วให้คลิก Paste (วาง)
1.2ข้อความที่มีรูปแบบไฟล์ .doc
เมื่อทำการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ จะปรากฏชื่อรูปแบบของไฟล์ ถ้าเป็นข้อมูลที่สร้างโดย
โปรแกรม Microsoft Word จะปรากฏชอื่ ไฟล์ DOC
ให้คลกิ ทชี่ อ่ื เร่อื งทตี่ อ้ งการ
จะเริม่ ดำเนินการดาวน์โหลดข้อมูล
ให้คลิกที่ชื่อไฟล์ข้อมูลที่ทำการดาวน์โหลดเสร็จแล้ว เพื่อดำเนินการเปิดข้อมูล ทำการจัดเก็บข้อมูลโดย
คลิกที่ File (แฟ้ม) ท่เี ราตอ้ งการ แลว้ คลิก Save (บนั ทกึ )
1.3 ขอ้ ความท่มี ีรูปแบบไฟล์ .pdf
ไฟล์ PDF เปน็ ไฟลท์ ีเ่ ปิดดว้ ยโปรแกรม Acrobat ซึ่งจะปรากฏชื่อไฟล์ PDF
ให้ทำการคลกิ ชอ่ื ไฟล์ขอ้ มูลท่ีต้องการจัดเกบ็ จะปรากฏกรอบใหท้ ำการดาวนโ์ หลด ดงั นี้
ทำการจดั เกบ็ ข้อมลู โดยคลกิ ท่ี File (แฟม้ ) ทีเ่ ราต้องการ แลว้ คลิก Save (บนั ทึก)
1.4ข้อความท่ีมรี ปู แบบไฟล์ .ppt
ไฟล์PPT เป็นแฟม้ ข้อมูลทจ่ี ัดเก็บโดยใชโ้ ปรม Microsoft PowerPoint ซงึ่ เมื่อคลิกท่ีบริเวณชื่อจะปรากฏ
ช่ือเร่อื งที่ตอ้ งหารแล้ว จะปรากฏกรอบใหด้ าวนโ์ หลดดังนี้
ทำการจัดเก็บข้อมูลโดยคลิกที่ File (แฟ้ม) ที่เราต้องการ แล้วคลิก Save (บันทึก) จะปรากฏรายละเอียด
ของเร่อื งทีเ่ ราตอ้ งการในรูปแบบของไฟล์ PowerPoint
การเตรยี มการค้นคนื สารสนเทศ
การเขา้ ถึง(Access)
เป็นวิธีการที่ผู้ใช้สามารถค้น ค้นหา ค้นคืน และได้รับสารสนเทศ ที่เข้าถึงเป็นทรัพยากรสารสนเทศท่ี
สถาบันบริการสารสนเทศและแหลง่ ต่าง ๆ จัดเกบ็ ไว้บรกิ ารผใู้ ช้
การคน้ หา(Searching)
เป็นการป้อนคำสั่งโดยผู้ค้นเตรียมประโยคหรือคำค้นไว้ และปฏิสัมพันธ์กบั ระบบค้นคืนและพิจารณาผลท่ี
ไดร้ ับ ซง่ึ เป็นขนั้ ตอนในกระบวนการคน้ หา
การคน้ คืน (Retrieval)
หมายถึง การได้รับสิ่งต้องการกลับคืนมา การค้นคืนสารสนเทศ จึงเป็นการกระทำใด ๆที่คัดเลือก
สารสนเทศจากแหล่งเก็บเพื่อทำให้ได้รับสารสนเทศตามที่ต้องการซึ่งอาจเป็นข้อมูล หรือรายการเอกสาร ที่มี
เนื้อหาที่ต้องการ หลักสำคัญของการค้นคืนสารสนเทศคือ การค้นหาและนำสารสนเทศที่ตรงตามความต้องการ
ส่งใหผ้ ู้ใชอ้ ยา่ งรวดเร็ว ทนั กาล จึงเรียกว่า ระบบการค้นคืนสารสนเทศ เช่น บตั รรายการ ส่งิ พิมพด์ รรชนี เป็นตน้
สรุป การจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ คือ กระบวนการในการรวบรวมรายละเอียดของสารสนเทศและ
ทรพั ยากรสารสนเทศทต่ี อ้ งการกลับคืนมาได้สะดวกและรวดเรว็ ด้วยวธิ ีและเทคนิคอยา่ งเป็นขน้ั ตอน
การเตรยี มการในการค้นคืนสารสนเทศ มีขั้นตอนในการปฏิบตั ิ ดงั นี้
1.การเตรยี มรายละเอียดขอ้ มลู ท่ีตอ้ งการ
WHO หมายถึงเรื่องราวที่กำลงั ต้องการค้นหาเก่ียวกับใคร ไดม้ ีการปรึกษาบุคคลอื่นก่อนหรือไม่และมีการ
พดู คยุ กับกลุ่มหรอื บคุ คลเป้าหมายใดบ้าง
WHAT หมายถึง ต้องการสนเมศอะไรบ้างหรือประเภทใดบ้างที่ต้องการการคาดว่าทรัพยากรสารสนเทศ
ใดมีประโยชน์สูงสุดต่อการค้นหา มีการตรวจสอบทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อย่นระยะเวลาในการค้นหา และรูปแบบ
สารสนเทศทตี่ ้องการเปน็ อยา่ งไร
WHERE หมายถึง ข้อมูลที่ต้องการค้นหาเกิดขึ้นที่ไหน สามารถค้นพบได้แหล่งใด และในอนาคตจะ
สามารถค้นหาสารสนเทศที่ต้องการได้จากท่ีไหน
WHY หมายถึง จะต้องการสารสนเทศมากน้อยแค่ไหน จะนำทรัพยากรสารสนเทศที่รวบรวมมาได้มา
สังเคราะห์อย่างไร มีงบประมาณเทา่ ไร เพียงพอ หรอื ไม่ทจี่ ะสืบคน้ วธิ ีการคน้ หาข้อมลู มี 2 แบบ ทั้งแบบ ออนไลน์
และแบบออฟไลน์ จะขอความช่วยเหลอื อย่างไรถา้ เกดิ ปญั หา และการอา้ งอิงทำอยา่ งไร
2.พจิ ารณาเลอื กฐานขอ้ มลู โดยให้คำนงึ ถึง
-ขอบเขตเนอ้ื หาสาระของสารสนเทศในฐานข้อมูล
-ระยะเวลาของสา่ รสนเทศทบี่ นั ทึกอยใู่ นฐานข้อมลู
-ราคาค่าใชจ้ า่ ยทต่ี อ้ งการสบื คน้ ฐานขอ้ มลู
-ภาษาของสารสนเทศ
-จำนวนสารสนเทศท่ีมอี ยู่และการเพิม่ ขน้ึ ของข้อมลู
-ลกั ษณะของสารสนเทศท่ีใหเ้ ป็นสารสงั เขป หรอื ขอ้ มูลเต็มรปู
-บรกิ ารอำนวยความสะดวกแก่ผใู้ ช้ เช่น การพมิ พ์ผลการสืบคน้ หรอื การส่งข้อมลู ผ่าน E-Mail
การดำเนนิ การเกย่ี วกบั ขอ้ มลู สารสนเทศ
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการทางสถิติท่ีมีความสำคัญ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่
ตอบสนองวัตถุประสงค์ และสอดคล้องกับกรอบแนวความคิด สมมุติฐาน เทคนิคการวัด และการวิเคราะห์ข้อมูล
ซึ่งหมายรวมทั้ง การเก็บข้อมูล (Data Collection) คือ การเก็บข้อมูลขึ้นมาใหม่ และการรวบรวมข้อมูล (Data
Compilation) ซึ่งหมายถึง การนำเอาข้อมูลต่าง ๆที่ผู้อื่นได้เก็บไว้แล้ว หรือรายงานไว้ในเอกสารต่าง ๆ มา
ทำการศึกษาวเิ คราะหต์ อ่
การตรวจสอบข้อมลู เมอ่ื เกบ็ รวบรวมข้อมูลไดแ้ ล้ว จำเปน็ ต้องตรวจสอบความถูกต้องของขอ้ มูล และมกี าร
ตรวจทานหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง ข้อมูลที่จัดเก็บต้องถูกต้องและเชื่อถือได้เพราะหากข้อมูลไม่น่าเชื่อถือแล้ว
สารสนเทศที่ไดจ้ ากข้อมูลนนั้ กไ็ มน่ ่าเช่อื ถือดว้ ย
การรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เป็นแฟ้มข้อมูลนั้น เป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่ง
การไปสำรวจข้อมูลไม่ว่าในเร่ืองอะไรสว่ นใหญจ่ ะรวบรวมข้อมลู มาหลายเร่ือง จำเปน็ ต้องแบ่งแยกข้อมูลออกเป็น
กลมุ่ เป็นเรือ่ งไว้เป็นแฟม้ ขอ้ มูล เพ่อื ใหก้ ารดำเนนิ การในขัน้ ตอนต่อไปจะได้สะดวกและรวดเร็วขึน้
การจัดเรียงข้อมูล ข้อมูลที่เก็บไว้เป็นแฟ้มควรมีการจัดเรียงลำดับข้อมูล เพื่อสะดวกต่อการค้นหาหรือ
อา้ งองิ ในภายหลัง การจดั เรยี งข้อมูลเป็นวิธีการประมวลผลข้อมูลใหเ้ ปน็ สารสนเทศวิธีหนงึ่
การคำนวณ ข้อมลู ทีจ่ ัดเก็บมีท้ังข้อมลู ทเ่ี ป็นตัวอกั ษร ข้อความ และตวั เลข ดังนน้ั อาจมคี วามจำเป็นในการ
คำนวณจำนวนทีไ่ ด้มาจากขอ้ มลู เชน่ หาค่าเฉลี่ย หาผลรวม
การทำรายงาน การสรุปทำรายงานให้ตรงกับความต้องการของการใช้งาน จะทำให้การใช้สารสนเทศมี
ประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น เพราะการทำรายงานเป็นวิธีการที่จะจัดรูปแบบข้อมูลให้เป็นสารสนเทศตามความ
ต้องการ
การจัดเก็บ ข้อมูลที่มีการสำรวจหรือรวบรวมมา และมีการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ จำเป็นต้อง
ดำเนินการจัดเก็บเอาไว้เพื่อใช้ในภายหลัง การจัดเก็บสมัยใหม่มักเปลี่ยนข้อมูลให้อยูใ่ นรูปแบบที่สามารถจดั เกบ็
ในสอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์ เชน่ แผ่นบันทกึ หรอื ซดี รี อม
การทำสำเนา หากตอ้ งการใช้ข้อมลู กส็ ามารถคดั ลอกหรือทำสำเนาข้ึนใหม่ได้ การคดั ลอกข้อมูลด้วยระบบ
ทางคอมพิวเตอรท์ ำได้งา่ ยและรวดเร็ว
การแจกจ่ายและการสื่อสารข้อมูล เมื่อต้องการแจกจ่ายข้อมูลให้ผู้อื่นใช้ สามารถกระทำการแจกจ่ายได้
โดยงา่ ย เทคโนโลยีสอื่ สารสมัยใหม่ทำให้จดั สง่ ข้อมลู ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างย่ิงอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อท่ีช่วย
ให้การเผยแพรท่ ำได้กว้างขวางมากขนึ้
หน่วยที่ 5 การประยุกต์ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการนำเสนอและสื่อสารข้อมูลสารสนเทศตามลักษณะงาน
อาชพี
1.ความหมายของการนำเสนอและสือ่ สารขอ้ มูลสารสนเทศ
การนำเสนอข้อมูล (presentation) หมายถงึ การสอื่ สารเพ่ือเสนอข้อมลู ความรู้ความคดิ เห็นหรือความต้องการไปสู่
ผู้ชมผ้ฟู ังโดยใช้เทคนิคหรอื วธิ กี ารต่าง ๆอาจจะทำใหบ้ รรลผุ ลสำเร็จตามจดุ มงุ่ หมายของการนำเสนอ
2. จดุ มุ่งหมายในการนำเสนอและการสื่อสารข้อมลู สารสนเทศ
การประยกุ ต์ใช้โปรแกรมสำเร็จรปู ในการนำเสนอและส่ือสารข้อมลู สารสนเทศตามลักษณะงานอาชีพมีจุดมุ่งหมาย
ในการนำเสนอดังน้ี
1. เพอ่ื ใหผ้ ชู้ มผูฟ้ ังเขา้ ใจสาระสำคัญของการนำเสนอข้อมลู สารสนเทศ
2. ให้ผ้ชู มผู้ฟงั เกดิ ความประทับใจและนำไปสูค่ วามเชื่อถือในข้อมูลสารสนเทศที่นำเสนอ
3. หลกั การพืน้ ฐานของการเมอื ง ศึกษาขอ้ มูลสารสนเทศ
หลกั การพื้นฐานของการนำเสนอผลงานโดยจุดเนน้ สำคญั ดงั น้ี
1.การดึงดดู ความสนใจโดยการออกแบบใหส้ ิ่งท่ีปรากฏต่อสายตานนั้ ชวนมองและมีความสบายตาสบายใจ
ขึ้นเมื่อชมการนำเสนอดังนั้นการเลือกองค์ประกอบต่าง ๆเช่นสีพื้นแบบสีและขนาดของตัวอักษรรูปประกอบต้อง
เหมาะสมและสวยงาม
2.ความชัดเจนและความว่าทรัพย์ของเนื้อหา ส่วนที่เป็นข้อความต้องสั้นแต่ได้ใจความชัดเจนสวัสดีเป็น
ภาพประกอบต้องมีส่วนสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับข้อความที่ต้องการสื่อความหมายการใช้ภาพประกอบมี
ประโยชนม์ ากดังคำพงั เพยภาษาอังกฤษทว่ี า่ A pictures is what a thousand words หรือภาพภาพหนงึ่ น้ันมีค่า
เทียบเทา่ กับคำพดู หนึง่ พันคำ
3.ความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายการสร้างสูตรเน้นตามข้อ 1 และข้อ 2 ข้างต้นต้องคำนึงถึง
กลุ่มเปา้ หมายดว้ ยเช่นกลุ่มเปา้ หมายเปน็ เดก็ การใชส้ สี ดๆและภาพการต์ นู มีความเหมาะสมแต่ถา้ กลุ่มเป้าหมายเป็น
ผู้ใหญ่และเนื้อหาที่นำเสนอเป็นเรื่องวิชาการหรือธุรกิจการใช้สีสันมากเกินไปและการใช้รูปการ์ตูนอาจทำให้ดูไม่
นา่ เชื่อถอื เพราะขาดภาพลักษณข์ องการเอาจรงิ เอาจงั ไป
4. หลักการเลอื กใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รปู เพ่ือนำเสนอและสื่อสารข้อมูลสารสนเทศ
1. ทำความเข้าใจกับงานที่ต้องการนำเสนอ ก่อนการเลือกระบบสารสนเทศมาใช้ในการนำเสนอนั้นต้อง
เขา้ ใจถึงลักษณะงานทตี่ ้องการนำเสนอก่อนว่าเปน็ งานลักษณะใดเช่นเป็นข้อความหรือมกี ารคำนวณหรอื เป็นงานท่ี
เก่ยี วกบั การคน้ หาการเกบ็ รักษาขอ้ มลู เพอ่ื เป็นแนวทางในการเลอื กระบบสารสนเทศทีเ่ หมาะสมกับงานนน้ั ๆ
2. เลือกโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้เมื่อทราบลักษณะของงานที่ต้องการนำเสนอแล้วจะเลือกระบบ
สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานนำเสนองานนั้นงานบางอย่างอาจใช้ระบบสารสนเทศในการนำเสนอได้หลายอย่าง
อาจต้องเลือกว่าจะใชร้ ะบบใดผู้ใชต้ ้องมีความเข้าใจในความสามารถของระบบน้ันโดยเฉพาะในส่วนของโปรแกรม
ว่าแต่ละโปรแกรมมีความสามารถใดบ้างเราอาจจะต้องทำการประเมินว่าโปรแกรมใดมีความเหมาะสมเพียงใดแล้ว
จงึ เลือกโปรแกรมท่เี ห็นวา่ เหมาะสมทสี่ ุด
3. จัดหาเครื่องมือตามความต้องการของโปรแกรมโปรแกรมแต่ละโปรแกรมมีความสามารถไม่เหมือนกัน
ขนาดของโปรแกรมก็ไมเ่ ท่ากนั ทำให้ความต้องการของฮาร์ดแวรใ์ นการทำงานตามโปรแกรมน้ันแตกต่างกันในคู่มือ
การใช้งานโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์นั้นจะบอกข้อกำหนดของฮาร์ดแวร์ที่ต้องการสำหรับการใช้งานไว้ว่า จะต้องมี
ส่วนประกอบอะไรบ้างจะต้องจัดหาฮาร์ดแวร์ให้ได้ตามข้อกำหนดนั้นเพื่อให้สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
4. การใช้งานโปรแกรมในการใช้งานนั้นนอกจากผู้ใช้จะต้องทำความเข้าใจการทำงานของฮาร์ดแวร์ว่าใช้
งานอย่างไรแล้วรายละเอียดการใช้งานซอฟต์แวร์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้จะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนการใช้
งานส่วนใหญ่จะศกึ ษาจากคู่มือของโปรแกรมสำเรจ็ รูปน้ันดว้ ยความเข้าใจในความสามารถก่อนปกติแล้วคู่มือการใช้
งานมาจากชอบของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ซึ่งมักจะอธิบายถึงความสามารถตามฟังก์ชันที่มีอยู่แตม่ ักจะไม่ค่อยมีตัวอย่าง
การประยุกต์ใชผ้ ู้ใชท้ ดลองเองขึน้ ได้มผี ู้ที่มคี วามรู้ความสามารถในโปรแกรมน้ัน ๆ ทำคูม่ อื การใชง้ านในลักษณะการ
ประยุกต์
5. รปู แบบการนำเสนอและสือ่ สารข้อมูลสารสนเทศโดยใช้คอมพวิ เตอร์
รปู แบบการนำเสนอข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์ปัจจุบนั ทีน่ ยิ มใช้กันมี 3 รปู แบบคือ
1.การนำเสนอแบบ Web Page เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอที่ใช้บนอินเทอร์เน็ตการนำเสนอแบบน้ี
สามารถสร้างการเชื่อมโยงที่สลับซับซ้อนกันระหว่างส่วนต่าง ๆตลอดจนสามารถสร้างเชื่อมโยงเอกสารที่ต่าง
รูปแบบกันได้
2. การนำเสนอแบบ slide presentation การนำเสนอแบบ slide presentation สาระสำคัญโดยมี
แนวทาง 3 ประการในการออกแบบไดแ้ ก่
1.สอื่ ความหมายไดร้ วดเร็ว
2. เนื้อหาเป็นลำดับควรมีการจัดลำดับเนื้อหาเป็นลำดับมีระเบียบดูง่ายไม่สับสนการจัดลำดับ
เน้อื หาใหเ้ ปน็ ระเบยี บและดงู า่ ยคือ
2.1 รปู แบบเน้ือหา
2.2 แบบอกั ษร
3. สือ่ นำเสนอตอ้ งสะดุดตาและน่าสนใจ สือ่ นำเสนอทด่ี นี ้นั จะต้องมจี ุดเด่นนา่ สนใจสามารถดึงดูด
สายตาของผู้ดูผฟู้ งั กนั ได้การใชส้ แี ละการใส่เอฟเฟคควบคุมการนำเสนอท่ีเหมาะสมประกอบการนำเสนอ
3.1 การใช้ภาพ
3.2 การใช้สี
3.3 การใชเ้ อฟเฟค
3. การนำเสนอในรูปแบบเอกสารซึ่งการนำเสนอนี้จะมีหลายรูปแบบด้วยกันคือการใช้โปรแกรม
Microsoft word, Microsoft PowerPoint ขึ้นอยู่กับลักษณะการนำเสนอแบบใดที่จะสะดวกและเข้าใจง่ายหรือ
เหมาะสมกับสถานการณน์ ั้น ๆ
6. อุปกรณ์ digital ท่ีชว่ ยในการนำเสนอผลงาน
1. โปรเจคเตอร์
2. วิชวลไลเซอร์
3. กลอ้ งถ่ายรูป digital
4. กลอ้ งถ่ายวีดิทัศน์ digital
5. คอมพิวเตอร์ตงั้ โต๊ะและคอมพวิ เตอร์ขนาดสมุดบนั ทกึ หรือโน้ตบกุ๊
6. เคร่อื งเลน่ เสียงหรือเครอ่ื งเล่น mp3
7. โทรศัพทเ์ คลื่อนทบ่ี างรนุ่
7.โปรแกรมสำเร็จรปู ท่ใี ช้ในการนำเสนอและการสอื่ สารขอ้ มูลสารสนเทศตามลกั ษณะงานอาชีพ
1. โปรแกรมประมวลผลคำ (Microsoft word)
2. โปรแกรมตารางคำนวณ (Microsoft excel)
3. โปรแกรมการนำเสนอ (Microsoft PowerPoint)
4. โปรแกรมฐานขอ้ มูล (Microsoft access)
5. โปรแกรมการสร้างเว็บเพจ (adobe Dreamweaver)
6. โปรแกรมการนำเสนอในรูปแบบส่อื ประสม (adobe after effects)
หนว่ ยที่ 6 การประยกุ ต์ใช้โปรแกรมสำเรจ็ รปู เพือ่ นำเสนอขอ้ มลู สารสนเทศประเภทสื่อสงั่ พมิ พ์
โปรแกรมประมวลผลคำ (Microsoft word) เปน็ โปรแกรมท่เี หมาะสำหรับนำเสนอข้อมลู สารสนเทศในรูป
เอกสาร รายงาน บันทึกข้อความ หรือเอกสารสำนักงานต่าง ๆ นิยมใช้ในการประกอบอาชีพหรือใช้ในสำนักงาน
เปน็ สว่ นใหญ่ จึงถือว่าเปน็ โปรแกรมสำเร็จรูปเบือ้ งต้นทีท่ กุ คนจะต้องใช้และศึกษา
1.การใชง้ านโปรแกรมประมวลผลคำ
การเขา้ สู้โปรแกรม Microsoft word มวี ธิ กี ารปฏิบัติตามข้ันตอน ดังนี้
1. คลกิ ท่ี Start > Microsoft Office > Microsoft Word ดงั ภาพ
2. จะเปดิ หน้าตา่ งโปรแกรม Microsoft Word ดังภาพ
สว่ นประกอบของโปรแกรม Microsoft word
1. แถบแสดงชอ่ื เร่อื ง (Title Bar) = แสดงช่ือของโปรแกรมและชื่อเอกสารที่กำลังใช้งานอยู่
2. แถบเครื่องมือดว่ น (Quick Access) = เปน็ สว่ นทีใ่ ชแ้ สดงคำสงั่ ท่ใี ช้งานบ่อย
3. ปมุ่ แฟ้ม (File) = เปน็ สว่ นท่ีทำหนา้ ทจี่ ัดเกบ็ คำสัง่ ที่ใช้ในการทำงานเอกสาร
4. ปุม่ ควบคุม (Control Button) = เป็นส่วนทใ่ี ช้ควบคมุ การเปิด หรอื ปดิ หนา้ ต่างโปรแกรม
5. ริบบอน (Ribbon) = เป็นส่วนทใ่ี ช้แสดงรายการคำสัง่ ตา่ ง ๆ ทใ่ี ช้ในการทำงานกบั เอกสาร
6. แถบเลือ่ น (Scroll Bar) = ใช้สำหรบั เล่ือนดหู น้าเอกสารทีไ่ มส่ ามารถแสดงได้ในหนา้ เดยี ว
ซ่ึงสามารถเลอ่ื นไดท้ ัง้ บน ลา่ ง ซา้ ย ขวา
7. แถบแสดงสถานะ (Status Bar) = แสดงสถานะการทำงาน เช่น จำนวนหน้า
8. ไม้บรรทัด (Ruler) = แสดงความกว้างยาวของกระดาษ ต้ังแทบ็ ยอ่ หนา้ ตง้ั คา่ กระดาษ
9. ยอ่ /ขยาย (Zoom in/out) = ใชส้ ำหรบั ย่อ และขยายหนา้ เอกสาร
10. ตำแหนง่ การพมิ พ์ (Insertion Point) = แสดงตำแหน่งเริ่มตน้ ในการพิมพ์ขอ้ ความ
11. ปุม่ มุมมอง (View Button) = ในสำหรบั มองเอกสารในรูปแบบตา่ ง ๆ
12. พนื้ ทส่ี ำหรับการพมิ พ์ (Text Area) = เป็นสว่ นท่ีใชใ้ นการพมิ พแ์ ละแสดงข้อความ
แถบเครือ่ งมือตา่ ง ๆ (Tool Bar)
- Home (หน้าแรก)
- Insert (แทรก)
- Page Layout (เค้าโครงหน้ากระดาษ)
- References (อา้ งอิง)
- Mailings (จดหมายเวยี น)
- Review
1. ตัวเลอื กการกำหนดค่าในโปรแกรม Microsoft Word
ตัวเลือกของโปรแกรม Microsoft Word เปน็ สว่ นสำคัญของโปรแกรมที่จะปรับปรงุ แกไ้ ขหน้าจอให้
สะดวกในการใชง้ านมากย่งิ ข้ึน
2. การสรา้ งงานดว้ ยโปรแกรมประมวลผลคำ
การตั้งคา่ หนา้ กระดาษ (Page Setup)
- คลกิ เลือกแท็บเมนู เลือก เค้าโครงหนา้ กระดาษ (Page Layout)
- เลือก แนวตง้ั หรอื แนวนอน
การกำหนดกน้ั ระยะ( tab)
รูปแบบการก้ันระยะมี 4 แบบ คอื
1. left tab ก้ันระยะชดิ ซา้ ย
2. center tap กน้ั ระยะกลาง
3. right tab กน้ั ระยะชดิ ขวา
4. decimal tab ก้ันระยะจุดทศนิยม
สว่ น bar tab first line indent hanging indent จะไมใ่ ช้การกำหนดตำแหน่งขอ้ ความ เหมอื นกบั
การกำหนด tab ทงั้ 4 แบบ
วธิ ีการกำหนดกั้นระยะ
การกำหนดกน้ั ระยะ( tab ) มีวธิ ีปฏิบัติ 2 วิธี คือ
1 กำหนดที่ Ruler (ไมบ้ รรทัด)
2 กำหนดท่ี Paragraph (การจัดการกับย่อหน้า)
การกำหนดค่าที่ ruler( ไมบ้ รรทดั )
การกำหนดท่ี ruler( ไม้บรรทัด) มีวิธปี ฏิบตั ิ ดงั น้ี
1. เลอื กรูปแบบของ tab
2. คลิกทบี่ ริเวณไม้บรรทัดตามตำแหน่งทต่ี อ้ งการ
การยกเลิกกั้นระยะที่กำหนดไว้ ให้กดเมาส์ค้างไว้ที่บริเวณ tab ที่ต้องการลบ แล้วลากลงพอประมาณ
แล้วปล่อย ส่วนการย้ายตำแหน่งก็เช่นเดียวกัน ให้กดเมาส์ค้างไว้ท่ีบริเวณ tab ทตี่ อ้ งการยา้ ย แล้วลากไปวางบน
ตำแหน่งท่ีตอ้ งการ
การกำหนดท่ี Paragraph(การจดั การกับย่อหนา้ )
การกำหนดที่Paragraph(การจัดการกับย่อหนา้ )มีวิธีปฏิบัติ ดังน้ี
1. คลิกเลอื กทแี่ ท็บเมนู page layout (เค้าโครงหน้ากระดาษ)
2. คลิกที่กลมุ่ Paragraph
3. จะปรากฏกรอบดงั นี้