The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เรื่อง เศษส่วน โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Monruedee 130, 2023-01-28 21:58:03

วิจัยในชั้นเรียน

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เรื่อง เศษส่วน โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 THE STUDY EFFECT MATHEMATICS LEARNING ACHIEVEMENT ON THE BRAIN BASED LEARNING TEACHING METHOD FRACTION OF PRATHOMSUKSA 3 STUDENTS BASE ON มลฤดี ไชยจิตร รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565


การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 THE STUDY EFFECT MATHEMATICS LEARNING ACHIEVEMENT ON THE BRAIN BASED LEARNING TEACHING METHOD FRACTION OF PRATHOMSUKSA 3 STUDENTS BASE ON มลฤดี ไชยจิตร รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565


หัวข้องานวิจัยในชั้นเรียน การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน( BBL ) เสนอโดย นางสาวมลฤดี ไชยจิตร สาขาวิชา คณิตศาสตร์ คณะครุศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม 1. นางสาวพรทิพา หล้าศักดิ์ 2. นางสาวทิพย์กมล แก้วแจ่มจันทร์ คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ อนุมัติให้นับรายงานการวิจัยในชั้น เรียนฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ …………………………………………………………………… ประธานสาขาวิชาคณิตศาสตร์ (รองศาสตราจารย์ ดร. สมชายวิกิจเกษมสกุล) วันที่………………เดือน……………………………พ.ศ. 2565 คณะกรรมการที่ปรึกษา ……………………………………………….……… อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (นางสาวพรทิพา หล้าศักดิ์) ……………………………………………….……… อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (นางสาวทิพย์กมล แก้วแจ่มจันทร์)


ก ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน( BBL ) ผู้วิจัย นางสาวมลฤดี ไชยจิตร อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม 1. นางสาวพรทิพา หล้าศักดิ์ 2. นางสาวทิพย์กมล แก้วแจ่มจันทร์ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมอง เป็นฐานทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 70 2)นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยที่กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน โรงเรียนบ้านหนองบ่อ ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม การทดลองใช้แบบแผนการ ทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ การศึกษาวิจัยครั้งนี้สามารถสรุปผลได้ ดังนี้ 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบ สมองเป็นฐานได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 31.50 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.90 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 79.50 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า ได้ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบ สมองเป็นฐานพบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน


ข Thesis Title THE STUDY RESULTS MATHEMATICS LEARNING ACHIEVEMENT ON FRACTION OF PRATHOMSUKSA 3 STUDENTS BASE ON THE BRAIN BASED LEARNING TEACHING METHOD Author Miss Monruedee Chaiyajit Thesis Advisor Associate Professor Dr.Somchai Vallakitkasemsakul Thesis Co-Advisor 1. Miss Pontipa lasak 2. Miss Tipkamol Kaewjamjan Degree Bachelor of Education in Mathematics Academic Year 2022 ABSTRACT The purpose of this research were to 1) To study the mathematics achievement of fraction subjects of PrathomSuksa 3 students studying with a brain based learning model. Have achieved academic achievement that meets the criteria of 70 percent 2) To compare the mathematics achievement of fraction subjects of PrathomSuksa 3 students who studied with the brain based learning model. Between before and after class. The sample consisted of 20 students in grade 3 of Bannongbo School. Derived from a random group. One -group trial pattern trial, pre- and post-study test. Research instruments is Learning management plan using a brain based learning model and Mathematics Achievement Test Total 20 questions. Data analysis by Mean, Percent, Standard Deviation Single-group tee test And independent t test. The research findings were as followers : 1. Prathomsuksa 3 students have mathematics achievement. That study with a brain based learning model The average score before school was 6.30 points, representing 31.5% , The average score after school was 15.90 points, or 79.50% , And when comparing the average score after studying with the criteria of 70%, Found that the average score after studying was 70% higher. 2. Prathomsuksa 3 students have mathematics achievement. That study with a brain based learning model Found that the average score after studying was higher than the average grade before studying.


ค กิตติกรรมประกาศ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานโรงเรียนบ้านหนองบ่อ ตำบลจอมศรี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เป็น ส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานการทำวิจัยในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความร่วมมือจาก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองบ่อ ตำบลจอมศรีอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ที่ให้ความร่วมมือ ในการให้ข้อมูลและร่วมกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็นอย่างดี จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล ที่ให้คำปรึกษาแนะนำ อ่าน ตรวจแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ตลอดจนให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ และดูแลให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดีเสมอ มา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณนายเฉลิม ดวงพัง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบ่อ และคณะครูทุกท่านที่อำนวยความ สะดวกและความช่วยเหลือมาโดยตลอด ขอขอบคุณ อาจารย์พรทิพา หล้าศักดิ์ และคุณครูทิพย์กมล แก้วแจ่มจันทร์ที่ให้คำปรึกษาในเรื่องการทำ วิจัยในชั้นเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนคำชี้แนะเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบ สมองเป็นฐาน ท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณบิดา มารดา รวมทั้งครอบครัว ญาติพี่น้องทุกท่าน เพื่อน ๆ ที่ให้ความ ช่วยเหลือ ชี้แนะ ให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยมาโดยตลอด ขอขอบพระคุณ ครูอาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ให้แก่ผู้วิจัยนับแต่ปฐมวัยจนถึงปัจจุบันผู้วิจัยขอยกประโยชน์และคุณค่า ทั้งมวลที่เกิดจากงานวิจัยฉบับนี้ บูชาแด่ บิดา มารดา ผู้มีพระคุณ และครูอาจารย์ทุกท่าน มลฤดี ไชยจิตร


ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ............................................................................................................................. .....................................ก ABSTRACT…………………………………………………………………………………………………………………………………………….ข กิตติกรรมประกาศ............................................................................................................... ....................................ค สารบัญ............................................................................................................................. ........................................ง สารบัญตาราง............................................................................................................................. ..............................ช สารบัญรูปภาพ............................................................................................................................. ............................ซ บทที่ 1 บทนำ...........................................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา..............................................................................................................1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.....................................................................................................................................2 สมมุติฐานของการวิจัย.........................................................................................................................................2 นิยามศัพท์เฉพาะ............................................................................................................... ..................................3 ประโยชน์ที่ได้รับ..................................................................................................................................................4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...................................................................................................................5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3………………………………………………………………………………………………………………………….6 วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน................................................................................................................... .......11 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์.................................................................................................................20 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน..........................25 กรอบแนวคิดการวิจัย............................................................................................................................. ..........27 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย............................................................................................................................. ........28 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...............................................................................................................................28 แบบแผนการทดลอง............................................................................................................................. ...........28 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา............................................................................................................................. ...29 การเก็บรวบรวมข้อมูล......................................................................................................................................31 การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................................................. ..............31


จ สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.........................................................................................................................31 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................................................. .33 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.....................................................................................................36 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.............................................................................................................. ....................36 สมมุติฐานของการวิจัย............................................................................................................................. .........36 วิธีการดำเนินการวิจัย............................................................................................... .........................................36 สรุปผลการวิจัย............................................................................................................................. ....................38 อภิปรายผลการวิจัย..........................................................................................................................................38 ข้อเสนอแนะ................................................................................................................... ..................................40 อ้างอิง...................................................................................................................... .........................................42 ภาคผนวก...................................................................................................................... .......................................43 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย....................................................44 ภาคผนวก ข แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง ทศนิยม แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์(Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง เศษส่วน...................................................................................................................... ............................46 ภาคผนวก ค ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์(Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง เศษส่วน ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์(Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง เศษส่วน.....62 ภาคผนวก ง ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วน ผลการทดสอบค่าเฉลี่ยของสมมติฐานทางสถิติ(t – test for One Sample and t-test for Dependent Sample)……………………………………………………………………………………………………………………..66 ภาคผนวก จ ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทศนิยม โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสมอง เป็นฐาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน............................................69


ฉ สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3…………………..93 ประวัติผู้วิจัย............................................................................................................................. .............................97


ช สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง………………………………………………………………28 2. คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานเรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นรายบุคคล…………………………………..……………..………………….33 3. คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว โดยเปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70…………..……………………………………………………….………………………35 4. คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ โดยเปรียบเทียบกับ คะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน…………………………………………………………………………………………..35


ซ สารบัญรูปภาพ ภาพที่ หน้า 1.กรอบแนวคิดการวิจัย........................................................................................................... ..............................27 2.ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน.........................................................................28


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารและความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่งผลให้ ประเทศต่าง ๆ มีความพยายามในการแข่งขันกันเพื่อการพัฒนา สร้างสรรค์ และคิดค้นข้อความรู้ใหม่ ๆ ทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เจริญก้าวไกล คณิตศาสตร์จึงกลายเป็นศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญและเป็น เครื่องมือที่นำมาใช้ในการศึกษาวิทยาศาสตร์ตลอดจนศาสตร์อื่น ๆ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี [สสวท.], 2555 : 1) ซึ่ง มัทนา สีแสด (2552 : 15) กล่าวถึง ความสำคัญของคณิตศาสตร์ว่า คณิตศาสตร์ มีความสำคัญ ทั้งในการพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักใช้ความคิด มีเหตุผล รู้จักวิธีการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ และเป็นทักษะ ที่สำคัญที่ต้องใช้ทั้งในชีวิตประจำวันของทุกคนทั้งในด้านการประกอบอาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ตลอดจนช่วยปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีของการเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดี ในการดำเนินชีวิตทางสังคมให้เป็นคนดี คน เก่ง และมีความสุข สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ วิชาคณิตศาสตร์จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิด มนุษย์และเป็น เครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อ การดำเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทำให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ซึ่งในปัจจุบันผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้าน หนองบ่อค่อนข้างต่ำ ซึ่งดูจากผลการทดสอบ (NT) โดยในปี พ.ศ. 2563 มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 48.33คะแนน และใน ปี พ.ศ. 2564 มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 37.10คะแนน ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ จึงสะท้อนให้เห็นคุณภาพ การศึกษาของไทยที่ค่อนข้างตกต่ำโดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ พบว่าผู้เรียนของประเทศไทยมีความสามารถ ค่อนข้างต่ำในเรื่องกระบวนการคิด การแก้ปัญหา วิธีการและการคิดให้เป็นเหตุและเป็นผลโดยเฉพาะเรื่อง เศษส่วน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องในชีวิตจริง ซึ่งเนื้อหาเรื่องเศษส่วนเป็นเนื้อหาที่เข้าใจได้ยาก ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถ เข้าเข้าใจในเนื้อหา และไม่สามารถเรียนรู้ได้ตามผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังไว้ จากการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ผู้สอนพบว่า การสอนเรื่อง เศษส่วน นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถ คิดและคำนวณได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ครูผู้สอนมักใช้ วิธีการสอนแบบเดิมที่เน้นการบรรยาย ซึ่งนักเรียนบางคนเก่งก็จะสามารถเข้าใจได้เร็ว แต่บางคนที่เรียนอ่อนก็จะ เข้าใจได้ยากนักเรียนมีความรู้สึกท้อแท้ไม่อยากเรียนคณิตศาสตร์ นักเรียนไม่กล้าที่จะซักถามครูผู้สอน ตลอดจน จำนวนนักเรียนที่มีปริมาณมากในแต่ละห้องเรียน จึงทำให้ยากต่อการเรียนรู้และการกลับมาถามซ้ำของนักเรียน โดยที่ผู้วิจัยเห็นว่าวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานเป็นวิธีที่จะทำให้นักเรียน เรียนรู้อย่างสนุก เกิดการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพ เรเนต นัมเมลา เคน และ จอฟฟรี่ เคน (Renate Nummela Caine and Geoffrey Caine) ได้


2 ให้ความหมายการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน ว่า เป็นการที่ผู้เรียนได้รับประสบการที่หลากหลาย ทั้งที่เป็น จริงและวาดฝัน และหาวิธีการต่าง ๆ ในการรับประสบการณ์เข้ามา ซึ่งหมายรวมถึงการสะท้อนความคิด การคิด วิจารณญาณและการแสดงออกในเชิงศิลปะซึ่งเป็นการสรุปความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ (เยาวพา เดชะคุปต์. 2548 : 36 ; อ้างอิงมาจาก Renate Nummela Caine and Geoffrey Caine. 1990 : 66-70)จากเหตุผลที่นำเสนอ ข้างต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบสมองเป็นฐาน ว่าจะทำให้นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้หลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน และเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สมมุติฐานของการวิจัย 1. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 70 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ที่เรียนด้วย วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองบ่อ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานีซึ่ง การจัดนักเรียนในห้องเรียนเป็นแบบคละความสามารถ (เก่ง ปานกลาง อ่อน) 2. ตัวแปรในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีตัวแปร ดังนี้ 2.1 ตัวแปรต้น คือ วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน 2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3. เนื้อหาสาระ เนื้อหาสาระที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) แบ่งออกเป็น 6 แผน แผนละ 3-4 ชั่วโมง ประกอบไปด้วย


3 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 22 เรื่อง การแบ่งออกเป็นส่วนเท่าๆกัน 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 23 เรื่อง การอ่านและการเขียนเศษส่วน 3.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24 เรื่อง การเปรียบเทียบเศษส่วน 3.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 25 เรื่อง การเรียงลำดับเศษส่วน 3.5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 26 เรื่อง การบวกเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน 3.6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 27 เรื่อง การลบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน 3.7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 28 เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกและการลบเศษส่วน 4. ระยะเวลาในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลา 20 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง รวม 4 สัปดาห์ โดยทำการ ทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน หมายถึง แนวการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญตามหลักการของสมองกับการเรียนรู้ การเรียนรู้ต้องใช้ทุกส่วนทั้งการคิด ความรู้สึก และการลงมือปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเป็นการสรุปความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ มีขั้นกระบวนการสอน 5 ขั้น ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 : นำเข้าสู่บทเรียน เพื่อเป็นการกระตุ้นสมอง ตามหลักการทำงานของสมอง เมื่อมีการเคลื่อนไหว ร่างกายอย่างมีความสุข สมองจะหลั่งสารเคมีที่ชื่อว่า เซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งสารนี้มีความสำคัญมาก ช่วยให้มี จิตใจที่สงบและเกิดสมาธิ ซึ่งจะแตกต่างจาก เอนดอร์ฟิน (Endorphin) และ โดพามีน (Dopamine) ที่จะช่วยให้มี ความสุขและสนุกสนาน ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญ โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ขั้นตอนที่ 2 : ขั้นนำเสนอความรู้ ในขั้นตอนนี้จะคำนึงถึงหลักการทำงานของสมองที่ว่า “เรียนรู้จากง่ายไปหา ยาก เรียนรู้จากของจริง และจากการสัมผัส” จากการศึกษาทางประสาทวิทยาศาสตร์พบว่า “มือ” เป็นอวัยวะที่มี ประสาทสัมผัสที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ได้ดีที่สุด รองลงมาคือ “ปาก” นั่นก็หมายถึง ต้องให้เด็กพูด หรือสื่อสาร การ สื่อสารจะช่วยให้เด็กสามารถเชื่อมโยงเรื่องได้ ดังนั้น การออกแบบรูปแบบการสอน สื่อการสอน คุณครูต้อง คำนึงถึงหลักการทำงานของสมองอย่างมาก การเรียนการสอนจึงจะประสบความสำเร็จ ในขั้นตอนที่ 2 นี้ มี ขั้นตอนย่อยที่สำคัญหนึ่งคือ “การสรุปในแต่ละชั่วโมง” ทางโรงเรียนได้สนับสนุนให้มีการฝึกอบรม Graphic Organizer ให้แก่คุณครูทุกกลุ่มสาระ ตลอดจนหนังสือที่เกี่ยวข้องจากต่างประเทศ เพื่อให้คุณครูใช้เป็นเครื่องมือใน การสรุปที่ช่วยให้เด็กเกิดความสนุก เกิดการเรียนรู้ และจดจำได้ง่ายขึ้น ขั้นตอนที่ 3 : ขั้นลงมือการเรียนรู้ขั้นนี้จะสอดคล้องกับหลักการทำงานของสมองที่ว่า “สมองจะจดจำได้ดี นำไปสู่ความจำระยะยาว (Long-term Memory) ต้องผ่านกระบวนการฝึกซ้ำๆ” คำว่า “ซ้ำๆ” ในที่นี้ไม่ได้ หมายถึง การทำโจทย์เดิมซ้ำๆ แต่หมายถึงการใช้หลักการ เช่น หลักการบวก ก็นำไปใช้กับการบวกที่แตกต่างกัน ออกไปในโจทย์ คุณครูจึงจำเป็นต้องออกแบบใบงานที่แตกต่างออกไป เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนเรื่อยๆ


4 ขั้นตอนที่ 4 : ขั้นการสรุปความรู้ขั้นนี้เป็นการสรุปเมื่อจบบทเรียนหรือหน่วย ซึ่งแตกต่างจากขั้นตอนที่ 2 ซึ่ง เป็นการสรุปในแต่ละชั่วโมง ในขั้นตอนนี้เป็นการเชื่อมโยงความรู้ทั้งหน่วย โดยใช้ Graphic Organizer ฝึกให้ นักเรียนเชื่อมโยงความรู้ภายในบทเรียน สอดคล้องกับหลักการทำงานของสมองที่ว่า “สมองเรียนรู้เป็นองค์รวม” ซึ่งขั้นตอนนี้มีความสำคัญต่อเด็กมาก และเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างยาก ครูเองก็จำเป็นต้องฝึกฝนบ่อยๆ เช่นกัน ขั้นตอนที่ 5 : ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้การที่เด็กเรียนแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้นั้น ทำให้เกิดการ เรียนรู้ได้ถึงร้อยละ 90 ดังนั้น เมื่อจบบทเรียน คุณครูต้องคิด ต้องออกแบบ เชื่อมโยงความรู้ทั้งหน่วย นำข้อสอบมา ให้เด็กทดลองทำ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน หมายถึง ความรู้หรือผลการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วน ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่วัดโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่สร้างขึ้นตามแนวคิดของบลูมและคณะ มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน 2. ได้รับแนวทางการพัฒนา ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ที่เรียนด้วย วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน 3. ได้แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานเพื่อพัฒนา นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด


5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เกิดขึ้นจากการใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็น ฐาน ที่จะสามารถนำมาใช้ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ 1.1 ทำไมต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 1.2 เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ 1.3 สาระการเรียนรู้ 1.4 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ 1.5 คุณภาพของผู้เรียน 1.6 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการเรียนคณิตศาสตร์ 1.7 การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 1.8 แนวทางการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน 2.1 ความหมาย/ลักษณะ วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน 2.2 หลักการและแนวความคิดพื้นฐานของการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน 2.3 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน 2.4 ขั้นตอนการเรียนการสอนของวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน 2.5 เทคนิคและข้อเสนอแนะของขั้นตอนการสอนโดยใช้การสมองเป็นฐาน 2.6 บทบาทของครูผู้สอน/ผู้เรียนที่ใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ 3.1 ความหมาย/ลักษณะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ 3.2 กรอบแนวคิดในการสร้างเครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3.3 วิธีการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน 4.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานใน ประเทศ


6 4.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน ต่างประเทศ 5. กรอบแนวคิดการวิจัย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1. ทำไมต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากคณิตศาสตร์ช่วย ให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบมีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหา หรือ สถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือ ในการศึกษา ด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ อันเป็นรากฐานในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพ และ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่องเพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จัดทำขึ้นโดยคำนึงถึงการส่งเสริมให้นักเรียนมี ทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ นั่นคือ การเตรียมนักเรียนให้มีทักษะด้านการคิด วิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสารและการ ร่วมมือ ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถแข่งขันและอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะต้อง เตรียมนักเรียนให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พร้อมที่จะประกอบอาชีพเมื่อจบการศึกษา หรือสามารถศึกษา ต่อในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้น สถานศึกษาควรจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมตามศักยภาพของนัก 2. เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น 4 สาระ ได้แก่ จำนวนและพีชคณิต การวัดและเรขาคณิต สถิติ และความน่าจะเป็น แคลคูลัส 2.1 จำนวนและพีชคณิต ระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริง อัตราส่วน ร้อยละ การประมาณค่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับจำนวน การใช้จำนวนในชีวิตจริง แบบรูป ความสัมพันธ์ฟังก์ชัน ตรรกศาสตร์เซต นิพจน์


7 เอกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน เมตริกซ์ จำนวนเชิงซ้อน ลำดับ และอนุกรม และการนำความรู้เกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิตไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ 2.2 การวัดและเรขาคณิต ความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตรและความจุ เงินและเวลา หน่วย วัดระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติรูปเรขาคณิตและสมบัติของรูปเรขาคณิต การนึก ภาพ แบบจำลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททางเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิตในเรื่องการเลื่อนขนาน การ สะท้อน การหมุน เรขาคณิตวิเคราะห์ เวกเตอร์ในสามมิติและการนำความรู้เกี่ยวกับการวัดและเรขาคณิตไปใช้ใน สถานการณ์ต่าง ๆ 2.3 สถิติและความน่าจะเป็น การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บรวบรวมข้อมูล การคำนวณค่าสถิติ การนำเสนอและแปลผลสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น การแจก แจงของตัวแปรสุ่ม การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ และช่วยในการ ตัดสินใจ 2.4 แคลคูลัส ลิมิตและความต่อเนื่องของฟังก์ชัน อนุพันธ์ของฟังก์ชันพีชคณิต ปริพันธ์ของฟังก์ชัน พีชคณิต และการนำความรู้เกี่ยวกับแคลคูลัสไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ 3. สาระการเรียนรู้ สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค. 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการของจำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใช้ มาตรฐาน ค. 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลำดับและอนุกรม และนำไปใช้ มาตรฐาน ค. 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ อสมการ และเมทริกซ์ อธิบายความสัมพันธ์หรือช่วยแก้ปัญหาที่ กำหนดให้ สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต มาตรฐาน ค. 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัด และนำไปใช้ มาตรฐาน ค. 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ์ระหว่างรูป เรขาคณิตและทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช้ มาตรฐาน ค. 2.3 เข้าใจเรขาคณิตวิเคราะห์ และนำไปใช้ มาตรฐาน ค. 2.4 เข้าใจเวกเตอร์ การดำเนินการของเวกเตอร์ และนำไปใช้ (หมายเหตุ : มาตรฐาน ค. 2.3 และ มาตรฐาน ค. 2.4 สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานใน การศึกษาต่อ)


8 สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค. 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปัญหา มาตรฐาน ค. 3.2 เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น และนำไปใช้ สาระที่ 4 แคลคูลัส มาตรฐาน ค.4.1 เข้าใจลิมิตและความต่อเนื่องของฟังก์ชัน อนุพันธ์ของฟังก์ชัน และปริพันธ์ของฟังก์ชัน และนำไปใช้ (หมายเหตุ : มาตรฐาน ค.4.1 สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อ) 4. ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์เป็นความสามารถที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะและกระบวนการทาง คณิตศาสตร์ในที่นี้ เน้นที่ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็น และต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ได้แก่ความสามารถต่อไปนี้ 1. การแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการทำความเข้าใจปัญหา คิดวิเคราะห์ วางแผนแก้ปัญหา และ เลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบพร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้อง 2. การสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ เป็นความสามารถในการใช้รูป ภาษาและ สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสื่อสาร สื่อความหมาย สรุปผล และนำเสนอได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน 3. การเชื่อมโยง เป็นความสามารถในการใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ คณิตศาสตร์เนื้อหาต่าง ๆ หรือศาสตร์อื่น ๆ และนำไปใช้ในชีวิตจริง 4. การให้เหตุผล เป็นความสามารถในการให้เหตุผล รับฟังและให้เหตุผลสนับสนุนหรือโต้แย้งเพื่อนำไปสู่ การสรุป โดยมีข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์รองรับ 5. การคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถในการขยายแนวคิดที่มีอยู่เดิม หรือสร้างแนวคิดใหม่ เพื่อ ปรับปรุง พัฒนาองค์ความรู้ 5.คุณภาพผู้เรียน เมื่อนักเรียนเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1.อ่าน เขียนตัวเลข ตัวหนังสือแสงดจำนวนนับไม่เกิน 100,000 และ 0 มีความรู้เชิงจำนวน มีทักษะการ บวก การลบ การคณู การหารและนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ 2.มีความรู้สึกเชิงจำนวนเกี่ยวกับเศษส่วนที่ที่ไม่เกิน 1 มีทักษะการบวก การลบ เศษส่วน ที่ตัวส่วน เท่ากันละนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ


9 3.คาดคะเนและวัดความยาว น้ำหนัก ปริมาตร ความจุ เลือกใช้เครืองมือและหน่วยที่เหมาะสมบอกเวลา บอกจำนวนเงิน และนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ 4.จำแนกและบอกลักษณะของรูปสามเหลี่ยม วงกลม วงรีทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกลลม ทรงกระบอก และกรวย เขียนรูปหลายเหลี่ยม วงกลม และวงรีโดยใช้แบบของรูประบุ รูปเรขาคณิตที่มีแกนสมมาตรและจำนวน แกนมาตร และนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ 5.อ่านและเขียนแผนภูมิรูปภาพ ตารางทางเดียวและนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการเรียนคณิตศาสตร์ ในหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ดังต่อไปนี้ 1. ทำความเข้าใจหรือสร้างกรณีทั่วไปโดยใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษากรณีตัวอย่างหลาย ๆ กรณี 2. มองเห็นว่าความสามารถใช้คณิตศาสตร์แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ 3. มีความมุมานะในการทำความเข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 4. สร้างเหตุผลเพื่อสนับสนุนแนวคิดของตนเองหรือโต้แย้งแนวคิดของผู้อื่นอย่างสมเหตุสมผล 5. ค้นหาลักษณะที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และประยุกต์ใช้ลักษณะดังกล่าวเพื่อทำความเข้าใจหรือแก้ปัญหาใน สถานการณ์ต่าง ๆ 7. การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ในปัจจุบันนี้มุ่งเน้นการวัดและการประเมินการปฏิบัติงาน ในสภาพที่เกิดขึ้นจริงหรือที่ใกล้เคียงกับสภาพจริง รวมทั้งการประเมินเกี่ยวกับสมรรถภาพของนักเรียนเพิ่มเติมจาก ความรู้ที่ได้จากการท่องจำ โดยใช้วิธีการประเมินที่หลากหลายจากการที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้เผชิญกับ ปัญหาจากสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จำลองได้แก้ปัญหา สืบค้นข้อมูล และนำความรู้ไปใช้รวมทั้งแสดงออก ทางการคิดการวัดผลประเมินผลดังกล่าวมีจุดประสงค์สำคัญดังต่อไปนี้ 1. เพื่อตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและตัดสินผลการเรียนรู้ตามสาระการเรียนรู้มาตรฐานการ เรียนรู้และตัวชี้วัด เพื่อนำผลที่ได้จากการตรวจสอบไปปรับปรุงพัฒนาให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้น 2. เพื่อวินิจฉัยความรู้ทางคณิตศาสตร์และทักษะที่นักเรียนจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ความสามารถ ในการแก้ปัญหา การสืบค้น การให้เหตุผลการสื่อสาร การสื่อความหมาย การนำความรู้ไปใช้การคิดวิเคราะห์การ


10 คิดสร้างสรรค์การควบคุมกระบวนการคิด และนำผลที่ได้จากการวินิจฉัยนักเรียนไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการ เรียนรู้ที่เหมาะสม 3. เพื่อรวบรวมข้อมูลและจัดทำสารสนเทศด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ข้อมูล จากการประเมินผลที่ได้ใน การสรุปผลการเรียนของนักเรียนและเป็นข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียนหรือผู้เกี่ยวข้องตามความเหมาะสมรวมทั้งนำ สารสนเทศไปใช้วางแผนบริหารการจัดการศึกษาของสถานศึกษา การกำหนดจุดประสงค์ของการวัดผลประเมินผลอย่างชัดเจน จะช่วยให้เลือกใช้วิธีการและเครื่องมือวัดผล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวัดได้ในสิ่งที่ต้องการวัดและนำผลที่ได้ไปใช้งานได้จริง 8. แนวทางการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์มีแนวทางที่สำคัญดังนี้ 1. การวัดผลประเมินผลต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง โดยใช้คำถามเพื่อตรวจสอบและส่งเสริมความรู้ความ เข้าใจด้านเนื้อหา ส่งเสริมให้เกิดทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ดังตัวอย่างคำถามต่อไปนี้“นักเรียน แก้ปัญหานี้ได้อย่างไร “ใครมีวิธีการนอกเหนือไปจากนี้บ้าง” “นักเรียนคิดอย่างไรกับวิธีการที่เพื่อนเสนอ” การ กระตุ้นด้วยคำถามที่เน้นการคิดจะทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนด้วยกันเองและระหว่างนักเรียนกับผู้สอน นักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ผู้สอนยังสามารถใช้คำตอบของนักเรียนเป็นข้อมูลเพื่อตรวจสอบ ความรู้ความเข้าใจ และพัฒนาการด้านทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนได้อีกด้วย การวัดผล ประเมินผลต้องสอดคล้องกับความรู้ความสามารถของนักเรียนที่ระบุไว้ตามตัวชี้วัดซึ่งกำหนดไว้ในหลักสูตรที่ สถานศึกษาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้ผู้สอนจะต้องกำหนดวิธีการวัดผลประเมินผลเพื่อใช้ ตรวจสอบว่านักเรียนได้บรรลุผลการเรียนรู้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้และต้องแจ้งผลประเมินในแต่ละเรื่องให้ นักเรียนทราบโดยทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อให้นักเรียนได้ปรับปรุงตนเอง 2. การวัดผลประเมินผลต้องครอบคลุมด้านความรู้ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยเน้นการเรียนรู้ด้วยการทำงานหรือทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดสมรรถภาพทั้งสาม ด้าน ซึ่งงานหรือกิจกรรมดังกล่าวควรมีลักษณะดังนี้ 2.1 สาระในงานหรือกิจกรรมต้องเน้นให้นักเรียนได้ใช้การเชื่อมโยงความรู้หลายเรื่อง 2.2 วิธีหรือทางเลือกในการดำเนินงานหรือการแก้ปัญหามีหลากหลาย 2.3 เงื่อนไขหรือสถานการณ์ของปัญหามีลักษณะปลายเปิด เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดง ความสามารถตามศักยภาพของตน 2.4 งานหรือกิจกรรมต้องเอื้ออำนวยให้นักเรียนได้ใช้การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และ การนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การพูด การเขียน การวาดภาพ


11 2.5 งานหรือกิจกรรมควรมีความใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อช่วยให้นักเรียนได้เห็นการ เชื่อมโยงระหว่างคณิตศาสตร์กับชีวิตจริงซึ่งจะก่อให้เกิดความตระหนักในคุณค่าของคณิตศาสตร์ 3. การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ต้องใช้วิธีการที่หลากหลายและเหมาะสม และใช้ เครื่องมือที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้ข้อมูลและสนเทศเกี่ยวกับนักเรียน เช่น เมื่อต้องการวัดผลประเมินผลเพื่อตัดสินผล การเรียนอาจใช้การทดสอบ การตอบคำถาม การทำแบบฝึกหัด การทำใบกิจกรรม หรือการทดสอบย่อย เมื่อต้องการ ตรวจสอบพัฒนาการการเรียนรู้ของนักเรียนด้านทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์อาจใช้การสังเกต พฤติกรรมการเรียนรู้การสัมภาษณ์การจัดทำแฟ้มสะสมงาน หรือการทำโครงงาน การเลือกใช้วิธีการวัดที่ เหมาะสมและเครื่องมือที่มีคุณภาพ จะทำให้สามารถวัดในสิ่งที่ต้องการวัดได้ซึ่งจะทำให้ผู้สอนได้ข้อมูลและสนเทศ เกี่ยวกับนักเรียนอย่างครบถ้วนและตรงตามวัตถุประสงค์ของการวัดผลประเมินผล อย่างไรก็ตาม ผู้สอนควร ตระหนักว่าเครื่องมือวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ที่ใช้ในการประเมินตามวัตถุประสงค์หนึ่ง ไม่ควรนำมาใช้กับอีก วัตถุประสงค์หนึ่งเช่น แบบทดสอบที่ใช้ในการแข่งขันหรือการคัดเลือกไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ตัดสินผลการ เรียนรู้ 4. การวัดผลประเมินผลเป็นกระบวนการที่ใช้สะท้อนความรู้ความสามารถของนักเรียน ช่วยให้นักเรียนมี ข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองให้ดีขึ้น ในขณะที่ผู้สอนสามารถนำผลการประเมิน มาใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน รวมทั้งปรับปรุงการสอนของ ผู้สอนให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องวัดผลประเมินผลอย่างสม่ำเสมอและนำผลที่ได้มาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งจะแบ่งการประเมินผลเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 2. การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน 2.1 ความหมายของการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน เคนย์ และเคนย์ (Caine and Caine, 1989, pp. 65-73) กล่าวว่า การเรียนรู้โดยใช้สมอง เป็นฐาน เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่อยู่บนพื้นฐานของโครงสร้างและหน้าที่การทำงานของสมอง หากสมองยังปฏิบัติตาม กระบวนการทำงานปกติ การเรียนรู้ก็จะยังเกิดขึ้นต่อไป ทฤษฎีนี้เป็น สหวิทยาการเพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ซึ่งมาจากงานวิจัยทางประสาทวิทยา อีริค เจนเซน (Jensen, 2000, p. 6) กล่าวว่า การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน คือ การเรียนรู้ที่ สอดคล้องกับธรรมชาติ การเรียนรู้ของสมองเป็นการเรียนรู้ที่ต้องตอบคำถามที่ว่า อะไรบ้างที่ดีต่อสมอง ดังนั้น ความหมายจึงเป็นการเรียนรู้ที่ผสมผสานหรือรวบรวมหลากหลายทักษะ ความรู้เพื่อนำมาใช้ในการส่งเสริมการ ทำงานของสมอง เช่น ความรู้ทางเคมีศาสตร์ ประสาทวิทยา จิตวิทยา สังคมศาสตร์ พันธุศาสตร์ ชีววิทยา และชีวะ ประสาทวิทยาซึ่งเป็นการนำความรู้การทำงาน หรือธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองมาใช้ในการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของสมองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


12 นิโคลิ คอน (Call, 2003, p. 9) กล่าวว่า การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานคือการเรียนรู้ที่อธิบายการ ประยุกต์ใช้ความรู้แนวคิดและทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวกับสมองมาช่วยเด็กให้เกิดการเรียนรู้ที่ถาวรมากที่สุดถ้ามีความรู้ เกี่ยวกับทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังของ BBL ก็สามารถนาความรู้แนวคิดหรือ ทฤษฎีที่หลากหลายเหล่านั้นไปใช้เพื่อฝึก หรือส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้ อัครภูมิ จารุภากร และพรพิไล เลิศวิชา (2550, น. 234) กล่าวว่า การเรียนรู้โดยเข้าใจ สมอง คือ การ ทำความเข้าใจหรือมีมุมมองต่อกระบวนการเรียนรู้ โดยอิงอาศัยความรู้ความเข้าใจจาก การทำงานของสมอง ทัศนะต่อการเรียนรู้เช่นนี้ ทำให้การจัดการเรียนการสอนวางอยู่บนฐานของ ความสนใจ และการใคร่ครวญว่า ปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้สมองมีการเปลี่ยนแปลง โดยมีวงจร การทำงานของกลุ่มเซลล์และเครือข่ายเซลล์ภายใจ สมองที่พัฒนาขึ้น หรือว่าสมองมีปฏิกิริยาตอบรับ ต่อการเรียนการสอนแบบใดอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงใดขึ้นใน สมองขณะที่เรียนรู้ และความรู้ความเข้าใจและความชำนาญของผู้เรียนจะสะท้อนออกมาอย่างไรจากการ เปลี่ยนแปลงภายในสมอง และการเรียนรู้จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ควรจะใช้วิธีใดประเมิน สถาบันวิทยาการเรียนรู้ (2550, น. 8) กล่าวว่า การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน คือ การนำองค์ความรู้เรื่องสมองและธรรมชาติการเรียนรู้ ของสมองมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้และ กระบวนการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างศักยภาพสูงสุดในการ เรียนรู้ของมนุษย์ เลขา มากสังข์ (2556) กล่าวว่า การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน หมายถึง การนำองค์ความรู้เรื่อง สมองและธรรมชาติของการทำงานของสมอง มาใช้ในการจัดกระบวนการให้เกิดการ เรียนรู้ ซึ่งได้แก่ การมี ปฏิสัมพันธ์โต้ตอบระหว่างผู้สอนและผู้เรียน การจัดสิ่งแวดล้อม การออกแบบ และการใช้เครื่องมือ สื่อ เพื่อทำให้ เด็กสามารถเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพของสมอง บนความคิด พื้นฐาน 3 ด้าน คือ อารมณ์ การฝึกปฏิบัติจริง และ ความคิดสร้างสรรค์จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน หมายถึง การนำความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสมองและการทำงานของสมองมาใช้เป็นเครื่องมือในการออกแบบ การเรียนการสอน โดย การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน การจัดสิ่งแวดล้อม การออกแบบ การใช้เครื่องมือ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ที่สอดคล้องกับภาวะการพัฒนาของสมอง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความสามารถสูงสุดเต็มตามศักยภาพของแต่ ละคน 2.2 หลักการและแนวความคิดพื้นฐานของการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน เคนย์ และเคนย์ (Caine and Caine, 1990, pp. 66-70) แห่งมหาวิทยาลัยมนต์รัฐ แคลิฟอร์เนีย ได้ เสนอหลักการ 12 ประการในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน โดยให้เลือกใช้ข้อที่ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้น มากที่สุดและการเรียนการสอนบรรลุผลสูงสุดเท่าใดก็ได้ดังต่อไปนี้ 1. สมองมีระบบการเรียนรู้ที่ซับซ้อนมาก เพราะรวมไปถึงร่างกายใจ ความคิด อารมณ์สิ่งแวดล้อมซึ่ง เกิดขึ้นพร้อมกัน (The brain is a parallel processor)


13 2. สมองจะมีการเรียนรู้ถ้ามีปฏิสัมพันธ์กับ ผู้อื่นและในสังคมสิ่งแวดล้อม (The brain/mind is social) 3. สมองจะมีการแสวงหาความหมายความเข้าใจประสบการณ์ในชีวิตตลอดเวลา (The search for meaning is innate) 4. การแสวงหาความหมายและความเข้าใจในประสบการณ์โดยจัดเป็นหมวดหมู่แบบแผน (The search for meaning occurs through patterning) 17 5. อารมณ์มีส่วนสำคัญในการเรียนรู้(Emotions are critical to patterning) 6. การเรียนรู้ของสมองเจริญทุกคนพร้อมกันทั้งที่เป็นภาพรวมและที่เป็นส่วนย่อย (The brain processes parts and wholes simultaneously) 7. การเรียนรู้ของสมองเกิดจากการตั้งจุดสนใจเรื่องการศึกษา และเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่ มิได้ตั้งใจ (Learning involves both focused attention and peripheral perception) 8. การเรียนรู้จะมีขบวนการที่รู้โดยรู้ตัว(มีจิตสำนึก)และการรู้โดยไม่รู้ตัว (จากจิตใต้สำนึก) (Learning is both conscious and unconscious) 9. สมองมีความจำเป็นอย่างน้อย 2 แบบคือความจำเป็นแบบเชื่อมโยงมิติ/ระยะ ซึ่งบันทึก ประสบการณ์ประจำวันของเราและความจำแบบท่องจำ ซึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและทักษะแบบแยก ส่วน (There are at least two approaches to memory: spatial memory system, rote learning system) 10. การเรียนรู้ของสมองเป็นไปตามพัฒนาการ (Learning is developmental) 11. การเรียนรู้แบบซับซ้อนจะเรียนได้ดีในบรรยากาศที่ยั่วยุและท้าทายให้เสี่ยง แต่ถ้าบรรยากาศ เครียดและกดดันมาก ๆ จะทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้(Complex learning is enhanced by challenge and inhibited by threat) 12. สมองของแต่ละคนมีความเฉพาะของตน (Each brain is unique) นอกจากนี้ เคนย์ และเคนย์ (Caine and Caine, 1990) สรุปว่า ภาวะที่ดีที่สุดในการ ใช้สมองของมนุษย์ คือ การใช้ขีดความสามารถทางสมอง เพื่อเชื่อมโยง และการเข้าใจในสิ่งที่เป็น เงื่อนไขสูงสุดในกระบวนการ มีองค์ประกอบ 3 ข้อ เป็นพื้นฐานของการ เรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน ที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ซับซ้อน คือ 12.1 การตื่นตัวที่ผ่อนคลาย (Relaxed alertness) คือ การพยายามลดความกลัวในตัว ผู้เรียนทำ ให้ผู้เรียนเกิดการตื่นตัวแบบผ่อนคลาย เป็นการสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนไม่รู้สึกเหมือนถูกกดดัน แต่มีความท้าทาย ชวนให้ค้นคว้าหาคำตอบ 12.2 การผสมผสานประสบการณ์ที่ลงตัว (Orchestrated Immersion in Complex experience) คือ การจัดประสบการณ์เรียนรู้ต้องสัมพันธ์กับความรู้สึก ตระหนัก จดจ่อที่จะเรียนโดย ผ่านการได้


14 ยิน ได้ดม สัมผัส ได้ชิมรส และได้เคลื่อนไหวร่างกาย ได้เชื่อมโยงความรู้เดิมมาใช้กับ การเรียนรู้สิ่งใหม่ มีความ กระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหาที่เข้ามาเผชิญหน้า ฝึกปฏิบัติค้นหาคำตอบ และ เน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 12.3 การจัดประสบการณ์ที่เป็นกระบวนการอย่างกระตือรือร้น (Active Processing of experience) คือ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมายต่อนักเรียน ทำให้เกิดความรู้จากการกระทำด้วย ตนเอง เป็นการให้เด็กลงมือทดลอง ประดิษฐ์หรือได้เล่าประสบการณ์จริงที่เกี่ยวข้องผู้สอนใช้คำถามเพื่อให้ผู้เรียน พิจารณา หรือค้นหาคำตอบอย่างกระตือรือร้น สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (2549, น. 8-12) ได้อธิบายแนวคิดของการเรียนรู้ตามหลักการเรียนรู้ โดยใช้สมองเป็นฐานว่า เป็นการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้กระบวนการเรียนรู้พัฒนากระบวนการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ประเมินแก้ปัญหา การตัดสินใจและการวางแผน 18 เพื่อไปสู่การลงมือทำจริงตามหลักการ ของสมองกับการเรียนรู้ ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้ส่งผลให้เซลล์สมอง 100,000 ล้านเซลล์ ได้รับการกระตุ้นให้ทำงาน และเกิดการพัฒนาการ ทำให้เกิดปัญญา การคิด วิเคราะห์ และปัญหาในระดับที่สูงขึ้น ๆ ครอบคลุมตามหลักการ พหุปัญญาและเกิดความรู้ไว้ใน ความจำระยะยาวที่พร้อมนำไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ และในการสอนแต่ละครั้ง จะต้องคำนึงถึง ความคิดพื้นฐานตามหลักการของสมองกับการเรียนรู้คือ อารมณ์เป็นส่วนสำคัญในการเรียนรู้ทุก ขั้นตอน การเรียนรู้ต้องใช้ทุกส่วนทั้งการคิดความรู้สึก และการลงมือปฏิบัติจริงไปพร้อม ๆ กัน จึงเป็นการเรียนรู้ที่ ดีที่สุด กระบวนการและลีลาการเรียนนำไปสู่การสร้างแบบแผนอย่างมีความหมาย สุนทร โคตรบรรเทา (2548, น. 7) ได้ให้หลักการเรียนรู้ของผู้เรียนจากสิ่งที่ทำให้ผู้เรียน สามารถ เรียนรู้ได้ดีโดยสมองเป็นฐาน มีดังต่อไปนี้ 1. บรรยากาศการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย สภาพแวดล้อมในห้องเรียน ท่านั่ง สื่อการเรียน รอบ ข้าง ปัจจัยด้านครู 2. การเรียนรู้แบบองค์รวม หรือการเรียนรู้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย จิตใจ ความรู้สึก ความ เชื่อ ปัญหาส่วนตัว และเจตคติ ล้วนมีผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ทั้งสิ้น 3. สมองกับการนอนหลับ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ความเครียด ความกังวล หรือ อุปสรรคต่าง ๆ ทำให้เกิดสภาพการเรียนรู้ที่ไม่ดี การนอนหลับสนิทซึ่งเป็นการนอนพักผ่อน โดยไม่มีความเครียดใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้สมองสามารถใช้ระยะของการเคลื่อนตาเร็ว ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สมองได้พักผ่อนและประมวลข้อมูล ตามสบาย ไม่ต้องรีบร้อน ทำให้สมองมีเวลาทำความสะอาดจิตใจ (Mental House Cleaning) จัดเครือข่ายเซลล์ สมองใหม่และประมวลเหตุการณ์ทางอารมณ์ ดังนั้นจึงส่งเสริมให้เด็กได้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในเวลา กลางคืน 4. การตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ เป็นหมายเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งไม่จำเป็นต้องยากเกินไปในการ บรรลุ หรือ ง่ายเกินไปในการทำงานให้สำเร็จ เป้าหมายต้องเป็นสิ่งทำนายได้และบรรลุได้ในเวลาเดียวกัน ดังนั้น การ


15 ตั้งเป้าหมายจำเป็นต้องอยู่ในบริบทของระบบความเชื่อและความสามารถของนักเรียนภายในสภาพแวดล้อมที่ เอื้ออำนวยเท่านั้น เป้าหายจึงจะบรรลุได้ 5. อุปสรรคต่อการเรียนรู้ เมื่อสมองรับรู้การตกใจหรืออันตราย ร่างกายจะมีปฏิกิริยา ตอบโต้โดย อัตโนมัติ ปรากฏการณ์ของสมองเช่นนี้ เรียกว่า การเปลี่ยนลงต่ำ(Downshifting) เมื่อสมองเปลี่ยนลงต่ำ จะทำให้ ความสามารถในการเรียนรู้ การคิด การวางแผน การแก้ปัญหา การหา ข้อมูลข่าวสาร การคิดสร้างสรรค์ และ ทักษะการตัดสินใจลดต่ำลง 6. โภชนาการกับการเรียนรู้ นักเรียนต้องได้รับการส่งเสริมให้เอาใจใส่ในการบริโภคอาหาร และ โภชนาการที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ละความสามารถในการคิด สิ่งที่ สมองต้องการมาก ที่สุด คือ ออกซิเจน ถ้าสมองขาดออกซิเจนแล้ว ตัวถ่ายทอดเซลล์สมองอื่น ๆ อาจทำให้การเรียนรู้และการคิดช้าลง หรือเร็วขึ้นก็ได้ สารไทโรซีน ซึ่งตามปกติพบในอาหารที่มีโปรตีนสูง ช่วยกระตุ้นความตื่นตัวและการทำงานของ สมอง อาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ได้แก่ ไข่ ปลา หมู ไก่ โยเกิร์ต และเนยแข็ง เป็นต้น 19 7. ความตั้งใจในการเรียนรู้ การทำให้นักเรียนมีความตั้งใจและคงความตั้งใจไว้ เป็นภารกิจ ที่ท้าทายสำหรับครู อาจารย์ ระดับความตั้งใจมีขีดจำกัดจากการเปลี่ยนแปลงในด้านอารมณ์ ระดับ กรดอามิโน ฮอร์โมน และ เนื้อหาวิชา ตามปกติช่วงความสนใจของนักเรียนมีช่วงอยู่ระหว่าง 20-25 นาที ระหว่างการเริ่มต้นเสนอเนื้อหากับ การจบเสนอเนื้อหา และระหว่างการเสนอแนวคิด สำคัญกับการสั่งงานพิเศษแก่นักเรียน ดังนั้นครูอาจารย์ต้องมีสิ่ง กระตุ้นที่แปลกใหม่ หรือมีความเข้ม ทางอารมณ์ระดับสูง เพื่อให้ได้ความตั้งใจของผู้เรียน ในระหว่างที่มีการสอน หรือการอภิปรายนาน ๆ ครูอาจารย์ควรมีกิจกรรมการลดความเครียด เช่น การยืดเส้นแขน ขา 8. ระดับความคงทนในการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับวิธีการได้รับข้อมูลข่าวสารนั้น ซึ่งมีระดับอัตรา ดังต่อไปนี้ การอ่าน 10% การได้ยิน 20% การเห็น 30% การฟังการเห็น 50% การฟังการเห็นการพูด 70% การ ฟังการเห็นการพูดการทำ 90% 9. การเรียนรู้แบบเน้นการผ่อนคลาย การเรียนรู้จะทำได้ดีที่สุดเมื่อนักเรียนมีการเรียนรู้แบบเน้น หรือมีใจจดจ่อ และการเรียนรู้แบบผ่อนคลายหรือกระจายทั่วไปสลับกันไป เช่น มีเวลาคิด เน้นหนัก 10 นาที และ คิดกระจาย 2-5 นาที สลับกันไปตลอดช่วงการเรียน เวลาสูงสุดสำหรับ การเรียนรู้แบบเน้นประมาณ 20-25 นาที แล้วให้เวลาสำหรับการคิดแบบผ่อนคลายหรือคิดทั่วไปอีก 2-5 นาที ในกิจกรรมหรือการประมวลข้อมูลทางสมอง จะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด 10. การเรียนสามขั้นตอน ในห้องเรียนทั่วไปปกติครูเป็นผู้ถ่ายทอดหรือเป็นผู้ให้ข้อมูล ข่าวสารแก่ นักเรียนหรือให้ปัจจัยป้อน ต่อมาอีกระยะหนึ่งทำการทดสอบหรือให้เด็กทบทวนหรือ ท่องจำเพื่อวัดความเข้าใจใน เนื้อหาที่ได้เรียน หรือปัจจัยผลผลิต ส่วนสิ่งที่อยู่ระหว่างปัจจัยป้อนกับ ปัจจัยผลผลิตคือ การบูรณาการ ซึ่งโยง ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยป้อน ชีวิตของผู้เรียนถ้าปัจจัยป้อน ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับชีวิตผู้เรียนแล้ว ปัจจัยผลผลิตคงได้น้อยมาก ดังนั้น การเรียนรู้จึงมี 3 ขั้นตอน คือ ปัจจัยป้อน การบูรณาการ และปัจจัยผลผลิต


16 11. การฟักตัวในการเรียนรู้ เป็นกระบวนการเพื่อให้แนวคิด ความรู้ และข้อมูลข่าวสารมีการชะ ลดตัวหรือการปล่อยทิ้งไว้ชั่วขณะจนกว่ามีการเรียนรู้แจ้งหรือ “ประสบการณ์ อ๋อ ใช่เลย” ในสิ่งนั้น 12. คุณสมบัติของข้อมูลข่าวสารที่ทำให้จำได้ดีที่สุด ถ้าข้อมูลข่าวสารมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 12.1 มีความสัมพันธ์กับประสารทสัมผัส โดยเฉพาะประสาทสัมผัสการเห็น 12.2 อยู่ในบริบทของอารมณ์ เช่น อารมณ์ความรัก อารมณ์สุข หรืออารมณ์โศกเศร้า 12.3 มีคุณสมบัติโดดเด่นหรือแตกต่าง 12.4 มีความสัมพันธ์อย่างหนักแน่น 12.5 มีความจำเป็นต่อการอยู่รอด 12.6 มีความสำคัญในทางส่วนตัว 12.7 มีการทำซ้ำบ่อย 12.8 เป็นสิ่งแรกหรือสิ่งสุดท้ายในเวลาเรียน 20 จากหลักการและแนวความคิดพื้นฐาน ของการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน สรุปได้ว่า หลักการของการเรียนรู้ตามแนวคิดโดยใช้สมองเป็นฐานเป็นการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับประสาท สัมผัส ทั้ง 5 คือการมองเห็น การฟัง การสัมผัส การชิมรส การดมกลิ่น เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระ ตลอดจน การ จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อและเหมาะสม การแสดงออกซึ่งความรักความเอาใจใส่ความรู้สึกที่อบอุ่น และการดูแลด้าน ภาวะโภชนาการ การจัดการกับความเครียดการออกกาลังกาย การสอน และการ พักผ่อนล้วนมีผลกระทบต่อ ความสามารถในการเรียนรู้ทั้งสิ้น และการจัดประสบการณ์ที่ซ้ำ ๆ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสิ่ง สำคัญที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.3 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน จากหลักการของการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน มีนักวิชาการหลายท่านนำไปออกแบบ การจัดการเรียนรู้ โดยใช้สมองเป็นฐาน ดังนี้ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2551, น. 64-65) ได้นำหลักการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน มาจัดการ เรียนรู้ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เป็นขั้นที่ครูวางแผนในการสนทนากับนักเรียน เพื่อเตรียมความพร้อม ให้ เข้าใจในสิ่งที่จะเรียนและสามารถเชื่อมโยงไปสู่เรื่องที่จะเรียนได้ 2. ขั้นตกลงกระบวนการเรียนรู้ เป็นขั้นที่ครูกับนักเรียนตกลงร่วมกันว่านักเรียนจะต้อง ทำกิจกรรม ใดบ้าง อย่างไร และจะมีวิธีวัดและประเมินผลอย่างไร 3. ขั้นเสนอความรู้ เป็นขั้นที่ครูจะต้องเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมของนักเรียนมาสร้างเป็น องค์ ความรู้ใหม่ คือการสอนหรือการสร้างความคิดรวบยอดให้แก่นักเรียนจนเกิดความรู้ความเข้าใจใน สิ่งที่เรียน


17 4. ขั้นฝึกทักษะ เป็นขั้นที่นักเรียนเข้ากลุ่มแล้วร่วมมือกันเรียนรู้และสร้างผลงานในขั้นนี้คำว่า ฝึก ทักษะ หมายถึงการศึกษาค้นคว้า การฝึกปฏิบัติการทดลอง การสังเกตจากสิ่งแวดล้อมแหล่ง เรียนรู้ต่าง ๆ การทำ แบบฝึก การวาดภาพ และการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ จนประสบผลสำเร็จได้ผลงานออกมา 5. ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นขั้นที่ตัวแทนแต่ละกลุ่มที่ได้จากการจับสลากออกมาเสนอ ผลงานเพื่อเป็น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 6. ขั้นสรุปความรู้ เป็นขั้นที่ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้ แล้วให้นักเรียนทำใบงานเป็นรายบุคล แล้วเปลี่ยนกันตรวจ โดยครูและนักเรียนร่วมกันเฉลย ให้นักเรียนแต่ละคน ปรับปรุงผลงานตนเองให้ถูกต้อง ครู รับทราบแล้วเก็บผลงานไว้ในแฟ้มสะสมผลงานของตนเอง 7. ขั้นกิจกรรมเกม เป็นขั้นที่ครูจัดท าข้อสอบมาให้นักเรียนท าเป็นรายบุคคลโดยไม่ ซักถามกัน เสร็จ แล้วส่งเป็นกลุ่มแล้วเปลี่ยนกันตรวจเป็นกลุ่ม โดยครูและนักเรียนร่วมกันเฉลยให้แต่ละกลุ่มหาค่าคะแนนเฉลี่ยบอก ครูบันทึกไว้แล้วจึงประกาศผลเกม กลุ่มใดได้คะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด เป็นกลุ่มชนะเลิศ 8. ขั้นประยุกต์ ใช้ความรู้เป็นขั้นที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทำเดี่ยว เป็นคู่ หรือกลุ่มก็ได้โดยนำหัวข้อ หรือประเด็นที่ครูอยากรู้ไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม โดยจัดทำเป็นผลงานอาจเป็นโครงงาน แผนผังความคิด หรือ รายงานในรูปต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ด้วยการสืบเสาะหาความรู้21 การจัดกิจกรรมทั้ง 8 ขั้นตอนนี้ สอดคล้องกับหลักการเรียนของ BBL คือ การเรียนเดิม โดยใช้กิจกรรมที่หลากหลายเพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดการ เรียนรู้ได้แม่นยำและจำได้นาน 2.4 ขั้นตอนการเรียนการสอนของวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน พรพิไล เลิศวิชา (2558, น. 26-33) ได้เสนอขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน 5 ขั้นดังนี้ 1.อุ่นเครื่อง (Warm-Up) กิจกรรมที่ทำให้สมองตื่นตัว เตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้วิชาต่อไป หรือระหว่าง ชั่วโมงที่ดีที่สุดก็คือ การ Warm-Up (อุ่นเครื่อง) ควรให้ทำWarm-Up เพื่อกระตุ้นสมอง การ Warm-Up นั้นทำได้ 3 วิธี คือ 1.1 Brain Exercise คือ การเคลื่อนไหวร่างกายข้ามแกนกลางของลำตัว เพื่อกระตุ้น และพัฒนา สมองทั้งสองซีก 1.2 การเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ คือ กิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่าง อิสระ โดยใช้เสียงเพลง จังหวะ และทำนอง คำคล้องจอง หรืออุปกรณ์ประกอบการ เคลื่อนไหว 1.3 ยืนเส้นยืดสาย คือ การยืดเหยียด นักเรียนควรได้ยืดเส้นยืดสาย หรือท่าโยคะ เช่น ท่าโยคะ สำหรับเด็ก การเคลื่อนไหวร่างกายในท่วงท่าต่าง ๆ ทำให้สมองน้อยพัฒนา ร่างกายแข็งแรง และมีพัฒนาการดีขึ้น


18 2.ขั้นนำเสนอความรู้ (Present) การนำเสนอความรู้ (การสอน) เป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก ทุกคนได้ เรียนรู้อย่างประสิทธิภาพ โดยนำเสนอความรู้ใหม่ ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ เช่น สื่อของจริง บัตรภาพ บัตรคำ บัตรตัวเลข บทเพลง เป็นต้น 3. ขั้นลงมือเรียนรู้-ฝึกทำ-ฝึกฝน (Learn-Practice) การที่คุณครูนำเสนอความรู้ หรือที่ เรียกว่า “สอน” นั้น เป็นเพียงแต่การเสนอความรู้และประสบการณ์ใหม่ให้นักเรียน แต่การเรียนรู้จริง ๆ อยู่ที่การลงมือทำ การใช้ความรู้นั้นด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พานักเรียนไปดูของจริง สำรวจและบันทึก จากสิ่งที่พบเห็น ทำกิจกรรม จากใบงาน เช่น เล่นเกม ใช้อุปกรณ์เคาะลงบนโต๊ะหรือข้อความ ให้เด็กได้เคลื่อนไหว และควรมีใบงานที่ให้ นักเรียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ 4. ขั้นสรุปความรู้ (Summary) การนำประสบการณ์ทั้งหมดจากการเรียนรู้ มาสรุป รวบยอดเป็นความรู้ ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรามักสังเกตได้ว่า นักเรียนอาจ ทำการฝึกผิดพลาด ทำ แบบฝึกหัดไม่ถูก สร้างความรู้จากConcept ที่ผิด เป็นต้น ความผิดพลาดเหล่านี้จะปล่อยไปไม่ได้ การตรวจงานไม่ ใช้การขีดถูกขีดผิดแล้วจบ แต่ต้องทำงานแก้ไข ให้นักเรียนทำความ เข้าใจเสียใหม่แก้ความเข้าใจผิดนั้น เราจะรู้ ปัญหานี้ได้ก็ต่อเมื่อเรามีกิจกรรมหรือใบงาน 5. ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ (Apply) เป็นขั้นที่ครูมอบหมายงานให้นักเรียนทำเดี่ยว ทำคู่ หรือกลุ่มก็ได้ โดย ให้นำความรู้ที่มีอยู่ไปประยุกต์ใช้สร้างสรรค์ชิ้นงานที่ครูมอบหมายให้ และ แก้ปัญหาต่าง ๆ อีริค เจนเซน (Jensen, 2000) ได้เสนอขั้นตอนการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานว่ามี5 ขั้นตอนเรียงลำดับได้ ดังนี้ 1. ขั้นการเตรียมสมอง (Preparation) เป็นการเตรียมสมองสำหรับการเชื่อมโยง การเรียนรู้ ผู้สอน อาจจะให้กำลังใจหรือกระตุ้นผู้เรียนด้วยการอภิปรายเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้วและสอบถามความ ต้องการของผู้เรียนว่าต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับอะไรในหัวข้ออีกบ้าง 2. ขั้นให้ความรู้ใหม่ (Acquistion) แต่มีการเตรียมสมองเพื่อซึมซับข้อมูลใหม่ สมองจะ เชื่อมโยง ระหว่างข้อมูลความรู้เพิ่มเติมกับข้อมูลใหม่ตามความเป็นจริงอย่างสร้างสรรค์ 3. ขั้นทำความเข้าใจอย่างละเอียด (Elaboration) ผู้เรียนจะเรียนรู้โดยการใช้ข้อมูลและ ข้อคิดเห็น เพื่อสนับสนุนเชื่อมโยงการเรียนรู้และเพื่อตรวจสอบแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาด 4. ขั้นจดจำข้อมูลที่เรียนรู้ (Memory formation) สมองจะทำงานภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดย ดึงข้อมูลจากการเรียนรู้ทางอารมณ์และสภาพทางร่างกายของผู้เรียนในเวลานั้น มาใช้แบบไม่รู้ตัวเป็นไปโดย อัตโนมัติการสร้างความจำเกิดขึ้นทั้งในขณะที่ผู้เรียนพักผ่อนและ นอนหลับ 5. ขั้นบูรณาการความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ (Function Integration) ผู้เรียนจะประยุกต์ข้อมูลเดิม มาใช้กับสถานการณ์ใหม่ เช่น ผู้เรียนเคยเรียนการสอนเครื่องมือ อุปกรณ์ โดยการดูการซ่อม เตาอบที่บ้านพัก แล้ว เขาต้องสามารถประยุกต์ทักษะการซ่อมเตาอบไปซ่อมอุปกรณ์อื่นได้ด้วย จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็น


19 ฐาน สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามแนวคิดโดยใช้สมองเป็นฐานนั้นต้องใช้ กิจกรรมที่หลากหลาย เช่น เกม เพลง การเรียนเป็นกลุ่ม และหลักการที่สำคัญของการเรียนรู้ที่ใช้สมองเป็นฐานคือ เรียนซ้ำ ย้ำ ทวน ที่ให้เกิดการเรียนรู้ที่จำได้ และแม่นยำและนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง และในการสอน แบบนี้ผู้สอนสามารถปรับกิจกรรมหรือสื่อการสอนได้หลากหลายตามสภาพและสถานการณ์ 2.5 เทคนิคและข้อเสนอแนะของขั้นตอนการสอนโดยใช้การสมองเป็นฐาน เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน หมายถึง แนวการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญตามหลักการของสมองกับการเรียนรู้ การเรียนรู้ต้องใช้ทุกส่วนทั้งการคิด ความรู้สึก และการลงมือปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเป็นการสรุปความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ มีขั้นกระบวนการสอน 5 ขั้น ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 : นำเข้าสู่บทเรียน เป็นการกระตุ้นสมอง ตามหลักการทำงานของสมอง เมื่อมีการเคลื่อนไหว ร่างกายอย่างมีความสุข สมองจะหลั่งสารเคมีที่ชื่อว่า เซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งสารนี้มีความสำคัญมาก ช่วยให้มี จิตใจที่สงบและเกิดสมาธิ ซึ่งจะแตกต่างจาก เอนดอร์ฟิน (Endorphin) และ โดพามีน (Dopamine) ที่จะช่วยให้มี ความสุขและสนุกสนาน ซึ่งขั้นตอนนี้นับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญ โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ขั้นตอนที่ 2 : ขั้นนำเสนอความรู้ ในขั้นตอนนี้จะคำนึงถึงหลักการทำงานของสมองที่ว่า “เรียนรู้จากง่ายไปหา ยาก เรียนรู้จากของจริง และจากการสัมผัส” จากการศึกษาทางประสาทวิทยาศาสตร์พบว่า “มือ” เป็นอวัยวะที่มี ประสาทสัมผัสที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ได้ดีที่สุด รองลงมาคือ “ปาก” นั่นก็หมายถึง ต้องให้เด็กพูด หรือสื่อสาร การ สื่อสารจะช่วยให้เด็กสามารถเชื่อมโยงเรื่องได้ ดังนั้น การออกแบบรูปแบบการสอน สื่อการสอน ต้องคำนึงถึง หลักการทำงานของสมองอย่างมาก การเรียนการสอนจึงจะประสบความสำเร็จ ในขั้นตอนที่ 2 นี้ มีขั้นตอนย่อยที่ สำคัญหนึ่งคือ “การสรุปในแต่ละชั่วโมง” การสรุปที่ช่วยให้เด็กเกิดความสนุก เกิดการเรียนรู้ และจดจำได้ง่ายขึ้น ขั้นตอนที่ 3 : ขั้นลงมือการเรียนรู้ ขั้นนี้จะสอดคล้องกับหลักการทำงานของสมองคือ “สมองจะจดจำได้ดี นำไปสู่ความจำระยะยาว (Long-term Memory) ต้องผ่านกระบวนการฝึกซ้ำๆ” คำว่า “ซ้ำๆ” ในที่นี้ไม่ได้ หมายถึง การทำโจทย์เดิมซ้ำๆ แต่หมายถึงการใช้หลักการ เช่น หลักการบวก ก็นำไปใช้กับการบวกที่แตกต่างกัน ออกไปในโจทย์ คุณครูจึงจำเป็นต้องออกแบบใบงานที่แตกต่างออกไป เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนเรื่อยๆ ขั้นตอนที่ 4 : ขั้นการสรุปความรู้ ขั้นนี้เป็นการสรุปเมื่อจบบทเรียนหรือหน่วย ซึ่งแตกต่างจากขั้นตอนที่ 2 ซึ่ง เป็นการสรุปในแต่ละชั่วโมง ในขั้นตอนนี้เป็นการเชื่อมโยงความรู้ทั้งหน่วย โดยใช้ Graphic Organizer ฝึกให้ นักเรียนเชื่อมโยงความรู้ภายในบทเรียน สอดคล้องกับหลักการทำงานของสมองที่ว่า “สมองเรียนรู้เป็นองค์รวม” ซึ่งขั้นตอนนี้มีความสำคัญต่อเด็กมาก และเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างยาก ครูเองก็จำเป็นต้องฝึกฝนบ่อยๆ


20 ขั้นตอนที่ 5 : ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้ การที่เด็กเรียนแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้นั้น ทำให้เกิดการ เรียนรู้ได้ถึงร้อยละ 90 ดังนั้น เมื่อจบบทเรียน คุณครูต้องคิด ต้องออกแบบ เชื่อมโยงความรู้ทั้งหน่วย นำข้อสอบมา ให้เด็กทดลองทำ 2.6 บทบาทของครูผู้สอน/ผู้เรียนที่ใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน 1. บทบาทของครูผู้สอน คือ นำเสนอความรู้ผ่านสื่อ ถามคำถามกระตุ้นนักเรียน ออกแบบกิจกรรมพัฒนา ความรู้ของนักเรียน 2. บทบาทของผู้เรียน คือ เชื่อมโยงความรู้จากบทเรียนมาให้ในการทำกิจกรรมอย่างถูกต้องและมีเหตุผล 3.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ 3.1 ความหมาย/ลักษณะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ดังนี้ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548 : 125) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ขนาด ของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณี กองจินดา (2549 : 42) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จที่ ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิต พิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียน การ สอนที่แตกต่างกัน ยุทธ ไกยวรรณ์ (2550 : 8) ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็น แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเพื่อวัดผลสำเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เนื้อหาใดเนื้อหาหนึ่งว่าผู้ที่ถูกวัดมีความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหานั้นมากน้อยเพียงใด พิสณุ ฟองศรี (2551 : 138) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบที่นิยมใช้ กันมากในการวิจัยในชั้นเรียน เป็นชุดของข้อคำถามที่กระตุ้นหรือชักนำให้ผู้เข้าสอบแสดงพฤติกรรมที่ตอบสนอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความรู้ด้านสมอง (Cognitive) ใช้กันมากในการประเมินผลการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย คะแนนจาก การสอบเป็นตัวสะท้อนถึงความสำเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จากความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่ผู้เรียน หลังจากเรียนมาแล้วว่าบรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดมากน้อยเพียงใด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์จึงเป็นเครื่องมือของ สถานศึกษาในการวัดผลสำเร็จของการจัดกิจกรรมการสอน เพื่อประเมินผลสำเร็จในการเรียนของนักเรียน


21 3.2 กรอบแนวคิดในการสร้างเครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลการศึกษาแต่ละชนิดมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดในการใช้ ดังนั้น การสร้างเครื่องมือ แต่ละชนิดจึงต้องมีการควบคุมคุณลักษณะสำคัญหลายประการ เพื่อให้ได้เครื่องมือที่ดี มีจุดอ่อนน้อยที่สุด คุณลักษณะสำคัญของเครื่องมือทุกชนิดที่จะต้องพิจารณามี 4 ประการ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2543:21-32, บุญเรียง ขจรศิลป์. 2543 : 161-172. Neuman. 2007 : 115-116) ดังนี้ 1. มีความเที่ยงตรง (validity) เป็นคุณลักษณะของเครื่องมือที่ทำให้ได้ผลการวัดตรงตามจุดมุ่งหมายใน การวัด หมายความว่า เครื่องมือนั้นวัดลักษณะที่ต้องการได้จริง ถ้าเป็นคุณลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนธรรมดา ก็ต้องการเพียงว่า แบบทดสอบนั้นสามารถวัดได้ครอบคลุมเนื้อหาที่เรียน วัดได้ตรง จุดประสงค์ของการเรียนรู้ ที่สำคัญวัดเนื้อหาทุกเรื่องโดยมีสัดส่วนจำนวนข้อทดสอบมาก-น้อยเหมาะสมกับเนื้อหา ที่เน้นต่างกัน 2. ความเชื่อมั่น (reliability) เป็นคุณลักษณะของเครื่องมือที่ทำให้ได้ผลการวัดคงที่แน่นอนหรือ คงเส้นคง วา กล่าวได้ว่า ถ้านำเครื่องมือนั้นไปวัดซ้ำอีกกี่ครั้งก็ตาม ก็จะให้ผลการวัดเหมือนเดิม หรือคลาดเคลื่อนจากเดิม น้อยมากถ้าไม่มีตัวแปรแทรกซ้อน การควบคุมการสร้างเครื่องมือศึกษาให้มีความเชื่อมั่น ต้องคำนึงถึงสิ่งสำคัญ ต่อไปนี้ 2.1 ต้องสร้างเครื่องมือให้มีความเที่ยงตรงตามจุดประสงค์ที่ต้องการก่อน จะช่วยให้เครื่องมือนั้นมี ความ เชื่อมั่นสูงด้วย 2.2 จำนวนของข้อคำถาม หรือคุณลักษณะที่ต้องการศึกษาต้องมีมากเพียงพอหรือวัดได้ครอบคลุมจึง จะช่วย ให้มีความเชื่อมั่นสูง 2.3 ข้อคำถามทุกข้อ องค์ประกอบของคุณลักษณะที่วัดต้องมีความชัดเจนทุกด้านหรือเรียกว่ามีความ เป็น ปรนัย จึงจะส่งเสริมให้มีความเชื่อมั่นสูง 2.4 ถ้าเป็นแบบทดสอบ ต้องประกอบด้วยข้อคำถามที่ยากง่ายพอเหมาะ ไม่มีคำถามที่ยากเกินไป หรือ คำถามที่ง่ายเกินไป เพราะหากคำถามเหล่านี้จำแนกความสามารถของบุคคลไม่ได้ จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบ นอกจากความเชื่อมั่นจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องมือหลายประการดังกล่าวแล้ว ยังขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบอื่น อีก เช่น ยังขึ้นอยู่กับจำนวนข้อสอบหรือข้อคำถาม จำนวนกลุ่มที่ทดลองใช้ เวลาที่ใช้ในการวัด มากหรือน้อยเกินไป ความ พร้อมของผู้ที่รับการสอบวัด วิธีปฏิบัติของผู้เก็บข้อมูล ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่ เอื้ออำนวย 3. มีความเป็นปรนัย (objectivity) เป็นคุณลักษณะที่ทำให้เครื่องมือมีความชัดเจนในแง่การนำไปใช้ 3 ประการ


22 3.1 ข้อคำถามหรือรายการวัดที่กำหนดไว้มีความชัดเจน ทุกคนอ่านแล้วมีความเข้าใจตรงกัน ใช้ภาษา ง่าย ชัดเจนรัดกุม ไม่มีความบกพร่องทางภาษา 3.2 การตรวจให้คะแนนมีความแน่นอนชัดเจน มีวิธีที่ชัดเจนในการจัดกระทำกับข้อมูล หรือกำหนดค่า เป็น ตัวเลขให้กับข้อมูล มีเกณฑ์การตรวจให้คะแนนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับคนตรวจทุกคน 3.3 การแปลความหมายมีความชัดเจน ผลการสรุปและประเมินเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง หมายถึงว่าผลที่ได้มานั้นสอดคล้องกับคุณลักษณะที่เป็นจริง ทุกฝ่ายแปลความหมายของคะแนนได้ตรงกัน 4. มีประสิทธิภาพ (efficiency) เป็นคุณลักษณะของเครื่องมือที่พิจารณาในแง่ประโยชน์ใช้สอย ดังนี้ 4.1 จัดรูปแบบได้เหมาะสม มีคำชี้แจงหรือแนวดำเนินการที่ชัดเจน ออกแบบให้เกิดความสะดวกต่อ ผู้ใช้ 4.2 มีรูปแบบที่สะดวกต่อการจัดกระทำกับข้อมูล ซึ่งทำให้สะดวกในการวิเคราะห์ และแปลความหมาย ของ ข้อมูลด้วย 4.3 มีความกะทัดรัด คือ กำหนดรายการที่จะวัดเท่าที่จำเป็น ไม่มากเกินไป แต่ให้ผลการวัดเที่ยงตรง และ เชื่อถือได้ 4.4 มีความประหยัดหลายด้าน เช่น ประหยัดวัสดุในการสร้างเครื่องมือ ประหยัดเวลาในการนำไปวัด พฤติกรรม ประหยัดแรงงานในการจัดกระทำกับข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล 4.5 ไม่มีความบกพร่องทางด้านภาษาซึ่งทำให้การสื่อความผิดพลาดไป ในกรณีที่เป็นเครื่องมือประเภท แบบทดสอบ อาจจะต้องการคุณลักษณะสำคัญเพิ่มอีก ดังนี้ 5. มีความยาก (difficulty) หมายถึง ข้อทดสอบแต่ละข้อ หรือข้อทดสอบรวมทั้งฉบับต้องไม่ยากเกินไป หรือง่าย เกินไปสำหรับกลุ่มผู้สอบ 6. มีอำนาจจำแนก (discrimination) หมายถึง ข้อทดสอบแต่ละข้อหรือข้อทดสอบรวม ทั้งฉบับจะ สามารถจำแนก ระดับพฤติกรรมทางปัญญาที่แตกต่างกันของผู้สอบได้ 7. มีความยุติธรรม (fair) หมายถึง แบบทดสอบที่ไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ตอบ เช่น แบบทดสอบที่ค่อนข้างยากทั้งฉบับ แบบทดสอบที่ใช้ทักษะบางอย่าง หรือแบบทดสอบที่มีแนวทางการเดา ดังนั้น แบบทดสอบ ที่ยุติธรรม จะต้องสร้างให้ครอบคลุมเนื้อหาคือ สร้างตามตารางวิเคราะห์เนื้อหา และจุดประสงค์ของ การเรียนรู้ และปฏิบัติตามหลักการสร้างแบบทดสอบชนิดนั้น 8. ถามลึก (searching) หมายถึง แบบทดสอบที่มีคำถามวัดความคิดหลายระดับ ไม่ใช่ มีแต่คำถามวัด ความรู้ความจำอย่างเดียว 9. มีลักษณะจูงใจ (Examplary) หมายถึง แบบทดสอบที่มีลักษณะชวนให้ผู้สอบคิดหรือตอบไปจนตลอด ฉบับ โดยการเรียงจากคำถามง่ายไปหาคำถามยาก หรือให้มีรูปแบบที่แปลกใหม่ดึงดูดความสนใจ จากคุณลักษณะ ที่ดีของเครื่องมือดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เครื่องมือแต่แต่ละชนิดจะมีลักษณะที่บ่งชี้คุณภาพของ เครื่องมือที่แตกต่าง


23 กัน ในการสร้างและพัฒนาเครื่องมือแต่ละชนิด ผู้วิจัยจึงต้องศึกษาคุณลักษณะของเครื่องมือแต่ละชนิดให้เกิด ความเข้าใจอย่างถ่องแท้และชัดเจน ทั้งกระบวนการสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ เพราะคุณภาพของ เครื่องมือจะมีผลต่อคุณภาพและความเที่ยงตรงภายในของงานวิจัยด้วย ในการเลือกใช้เครื่องมือสำหรับการวิจัยนั้น ผู้วิจัยควรระลึกเสมอว่า ต้องเลือกใช้เครื่องมือให้ตรงกับ พฤติกรรมที่ต้องการวัด และต้องสร้างเครื่องมือให้มีคุณภาพ การใช้เครื่องมือให้ตรงกับคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ ต้องการวัดสามารถสรุปได้ดังนี้ แบบทดสอบใช้วัดความรู้ ความเข้าใจ พฤติกรรมทางสมอง แบบสังเกตพฤติกรรม ใช้สังเกตพฤติกรรม คุณธรรมหรือลักษณะนิสัย บุคลิกภาพของบุคคล แบบสัมภาษณ์ ใช้ในการศึกษาข้อเท็จจริง เกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัว ประสบการณ์ความรู้สึกหรือความคิดเห็นต่อสิ่งใด รวมทั้งความรู้ความคิดด้านวิชาการ ของบุคคล แบบสอบถาม ใช้วัดความรู้สึกนึกคิดความเห็น ข้อเท็จจริงที่พบ แบบประเมินผลการปฏิบัติใช้วัดทักษะ การปฏิบัติ นอกจากนี้เครื่องมือที่มีคุณลักษณะที่ดี จะมีลักษณะดังนี้ ได้แก่ มีความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น มีความ เป็นปรนัย และมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่เป็นเครื่องมือประเภทแบบทดสอบต้องการคุณลักษณะสำคัญเพิ่มอีก เช่น มีความยากพอเหมาะ มีอำนาจจำแนก มีความยุติธรรม ถามลึก ลักษณะจูงใจให้ทำข้อสอบ ในการสร้างเครื่องมือ ทุกชนิดผู้วิจัยต้องคำนึงถึงพฤติกรรมที่ต้องการวัด โดยผู้วิจัยจะมีการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ พฤติกรรมที่ต้องวัดหรือต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้แล้วและมีการสรุปเป็นนิยามปฏิบัติการจากนั้นผู้วิจัยจึงสร้าง เครื่องมือให้สอดคล้องกับนิยามและสภาพความเป็นจริงหรือบริบทที่จะต้องนำเครื่องมือนั้นไปใช้นอกจากนั้นแล้วใน การนำเครื่องมือไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยต้องคำนึงถึงข้อดีและข้อจำกัดในการนำเครื่องมือแต่ละชนิด ไปใช้ด้วย เช่น แบบสอบถามสามารถรับและส่งได้หลายวิธีทั้งการรับ-ส่งทางไปรษณีย์ด้วย แต่การส่งไป-ส่งกลับทาง ไปรษณีย์อาจทำให้ล่าช้า สูญหายหรือได้รับกลับคืนไม่ครบ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้วิจัยควรจะได้รับเครื่องมือที่ใช้ในการ เก็บรวบรวมข้อมูลกลับคืนมาไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเครื่องมือที่ส่งไป จึงจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ 3.3 วิธีการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ การวัดผล หมายถึง กระบวนการหรือวิธีการในการกำหนดตัวเลขให้กับคุณลักษณะต่าง ๆ ของคน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างมีกฎเกณฑ์ คือ จะต้องดำเนินการอย่างมีขั้นตอน เป็นระเบียบแบบแผน โดยมี เครื่องมือช่วยวัด ซึ่งจะทำให้ตัวเลขใช้แทนลักษณะของสิ่งที่เราต้องการ การประเมินผล หมายถึง การนำเอาผลจากการวัดหลายๆครั้งมาสรุป ตีราคา คุณภาพของผู้เรียนอย่าง มีหลักเกณฑ์ว่า สูง ต่ำ ดี เลว อย่างไร 3.1 หลักของการวัดผลการศึกษา ได้แก่ 1. กำหนดวัตถุประสงค์การวัดให้ชัดเจน 2. วัดให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 3. เลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับ 1 และ 2


24 4. ใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ 5. มีความยุติธรรมในการวัด 6. แปลผลอย่างถูกต้อง 7. นำผลที่วัดได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า เครื่องมือที่ใช้ในการวัดการศึกษา มีหลายชนิดแต่ละชนิดต่างก็มีความเหมาะสมกับการวัดแตกต่างกัน ประกอบด้วย 1. การทดสอบ (Testing) 2. แบบสอบถาม (Questionnaires) 3. แบบสำรวจ (Checkists) 4. มาตรประมาณค่า (Rating Scale) 5. การสังเกต (Observation) 6. การสัมภาษณ์ (Interview) 7. การบันทึก (Records) 8. สังคมมิติ (Sociometry) 9. การศึกษารายกรณี (Case Study) 10. การให้สร้างจินตนาการ (Projective Technique) 3.2 ประเภทของแบบทดสอบ มีดังต่อไปนี้ 1. แบ่งโดยใช้วิธีตอบเป็นเกณฑ์ ประกอบด้วยแบบทดสอบเขียนตอบ (Essay Test) แบบทดสอบ ปรนัย (Objective Test) และแบบทดสอบให้ปฏิบัติ (Performance Test) 2. แบ่งโดยใช้วิธีดำเนินการสอบเป็นเกณฑ์ มี 6 ชนิด คือ แบบทดสอบรายบุคคล เป็นกลุ่ม วัด ความเร็ว วัดความสามารถสูงสุด ข้อเขียนและปากเปล่า 3. แบ่งโดยใช้สิ่งที่ต้องการวัดเป็นเกณฑ์ มี 5 ประเภท ได้แก่ วัดผลสัมฤทธิ์ ความถนัด วัด บุคลิกภาพและเจตคติ คุณลักษณะที่ดีของแบบทดสอบ ต้องประกอบด้วยความยาก อำนาจจำแนก ความเชื่อมั่นหรือความ เชื่อถือได้ ความเที่ยงตรง ความเป็นปรนัย ความยุติธรรม สามารถนำไปใช้ได้ดี ถามลึก จำเพาะเจาะจง ยั่วยุและ ประสิทธิภาพ สำหรับความเที่ยงตรง (Validity) เป็นเรื่องราวของความต้องการหรือตั้งใจจะให้ข้อเสนอวัดอะไร ชนิดของความเที่ยงตรงมี 3 ชนิด ได้แก่ ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างและความเที่ยงตรง เชิงสัมพันธ์กับเกณฑ์ สถิติเบื้องต้นสำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ผู้ประเมินต้องเข้าใจวิธีการและเลือกสถิติที่ เหมาะสมใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการประเมิน การวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลางเป็นการหาค่าสถิติเพื่อบอกลักษณะ


25 ที่เป็นตัวแทนของข้อมูล ค่าสถิติที่นิยมใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ยหรือมัชฌิมเลขคณิต (Mean : ) มัธยมฐาน (Median : Mdn.) และฐานนิยม (Mode : Mo.) คะแนนมาตรฐาน (Standard Score) หมายถึง คะแนนดิบที่แปลงรูปให้มี หน่วยวัดเท่ากันเพื่อให้สามารถนำเปรียบเทียบหรือรวมกันอย่างมีความหมาย ทั้งนี้เพราะคะแนนดิบหรือคะแนน สอบแต่ละวิชาไม่สามารถนำมารวมกันหรือเปรียบเทียบกันได้ เช่น คะแนนเต็มไม่เท่ากัน เป็นต้น การแปลงคะแนน ดิบเป็นคะแนนมาตรฐาน ต้องอาศัยพื้นฐานที่สำคัญ คือ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s) การประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง เป็นการใช้เทคนิคประเมินผลหลากหลายวิธี เกณฑ์ที่นำมาใช้ ประกอบการพิจารณาประเมินผลตามสภาพจริงนั้น ประกอบด้วย เกณฑ์ระดับคุณภาพและเกณฑ์การพิจารณา ตัดสิน ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1. วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม สามารถวัดหรือสังเกตเห็นได้ ด้วยความรู้ ความเข้าใจทักษะ กระบวนการและด้านจิตใจ 2. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้หรือภาระงานการปฏิบัติในลักษณะผลผลิตหรือผลงาน ผลการ กระทำหรือพฤติกรรมและกระบวนการ เช่น การทดลอง เป็นต้น 3. เลือกวิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินผล 4. สร้างเครื่องมือและประเมินผลการเรียนรู้ – กำหนดเกณฑ์การประเมินตามสภาพจริง – เกณฑ์การให้คะแนนแบบภาพรวม – เกณฑ์แบบแยกองค์ประกอบ การประเมินตามสภาพจริงนั้น ต้องใช้เทคนิคหลากหลาย ได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์ การรายงาน ตนเอง บันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง แบบทดสอบปฏิบัติจริง และใช้แฟ้มผลงาน 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน 4.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานในประเทศ วทันยา กฤตติกานนท์(2562) ศึกษาเรื่อง เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์การจัดการ เรียนรู้แบบการใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับเทคนิค STADของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลัง ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบการใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับเทคนิค STAD กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนน เต็มและ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อน และหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบการใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลวัดึรนางใน(ละเอียดอุปถัมภ์)สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 46 คน ได้มาโดยการ


26 สุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบการใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับเทคนิค STAD จำนวน 20 แผน มีความเหมาะสมหรือสอดคล้องกันในระดับมากที่สุด แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 และแบบทดสอบวัดความสามารถในการ สื่อสารทางคณิตศาสตร์ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระ จากกัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการ เรียนรู้แบบการใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับเทคนิค STAD สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 70 ของคะแนน เต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบการใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับเทคนิค STAD สูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภัทราพร ทำคาม (2560)ศึกษาเรื่อง การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยการจัดการ เรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับแผนผังความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 6 จำนวนนักเรียน 33 คน จากโรงเรียนบ้านโคกน้อย โรงเรียนบ้าน กู่ โรงเรียนบ้านนาดอนบก โรงเรียนบ้านหนองแจ้งน้อยและโรงเรียนบ้านทองหลางน้อย ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2559 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 6 ซึ่งได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับแผนผังความคิด จำนวน 9 แผน รวม 16 ชั่วโมง 2) แบบประเมินทักษะการคิด วิเคราะห์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับแผนผังความคิดมีทักษะการคิดวิเคราะห์แต่ละครั้งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วพบว่านักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์สูงขึ้นในแต่ละครั้งของการทดสอบตั้งแต่ ครั้งแรกถึงครั้งสุดท้ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานต่างประเทศ โฮก (Hoge,2003,p.3884 A) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการรวบรวมผลการเรียนรู้ตามแนว Brain-based Learning และการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนโดยใช้ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตามแนวคิดพัฒนาการและการเรียนรู้ ของสมองในการส่งเสริมและพัฒนานักเรียนชั้นประถมต้นในการอ่านออกเขียนได้ด้วยรูปแบบและการสอนแบบ สืบสวนสอบสวนด้วยการออกแบบเทคนิคการศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของสัตว์ละพืชปีการศึกษา 2544-กุมภาพันธ์


27 2545 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทุกคนสามารถอ่านออกเขียนได้ เทคนิคการเรียนรู้โดยอาศัยแนวคิดพัฒนาการ และการเรียนรู้ของสมองเป็นตัวช่วยส่งเสริมและพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา ดูแมน (Duman, 2006 p. Abstract ) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลของการสอนโดยใช้สมองเป็นฐาน เพื่อที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในกานสอนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้สมองเป็นฐาน ซึ่งรูปแบบการวิจัยเป็นแบบ Pretest-Posttest control group design กลุ่ม ตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 2 ห้องเรียนซึ่งทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ซึ่งกลุ่มทดลองให้ เรียนโดยการสอนที่ใช้สมองเป็นฐานและกลุ่มควบคุมให้เรียนโดยการสอนดั้งเดิม ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับ การสอนโดยใช้สมองเป็นฐานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ และพบว่านักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้สมองเป็นฐานมีแรงจูงใจในการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบ ดั้งเดิม ออดเดน และกัสเตคิน (Ozdgn and Gultekin,2008,p.3) ได้ศึกษาผลของการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน ต่อผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนของความรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ในการศึกษานี้เพื่อสืบเสาะผลของ การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานในรายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางดาร เรียนและความคงทนของความรู้ในการทดลองนี้มีรูปแบบงานวิจัย คือ Pretest-Posttest control group design ซึ่งทำให้ปีการศึกษา 2004-2005 ที่ Kutahaya Abddurrahman Pasa Primary School ในเมือง Kutahya ประเทศตุรกี ซึ่งกลุ่มประชากรมี 2 ห้องเรียน คือ 5-A และ 5-B โดยจะแบ่งออกเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยแต่ละกลุ่มจะมีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 22 คน ซึ่งใช้เวลาในกาศึกษา 11 วัน คิดเป็นจำนวน 18 ชั่วโมงตลอดกระบวนการวิจัยกลุ่มควบคุมจะได้รับการเรียนการสอนโดยใช้สมองเป็นฐานขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับ การเรียนการสอนแบบปกติ ผลการวิเคราะห์การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนรวมทั้งความคงทน พบว่ากลุ่มที่ใช้ การเรียนการสอนโดยใช้สมองเป็นฐานและกลุ่มที่สอนแบบปกติมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 5. กรอบแนวคิดการวิจัย กรอบแนวคิดการวิจัย จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยตัวแปรอิสระ คือ วิธีการสอนแบบสมองเป็น ฐานและศึกษาตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม


28 ขั้นตอนที่ 1 : นำเข้าสู่บทเรียน ขั้นตอนที่ 2 : ขั้นนำเสนอความรู้ ขั้นตอนที่ 3 : ขั้นลงมือเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 4 : ขั้นสรุปความรู้ ขั้นตอนที่ 5 : ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้ เป็นขั้นที่ครูวางแผนในการสนทนากับ นักเรียน เพื่อเตรียมความพร้อม ให้เข้าใจ ในสิ่งที่จะเรียนและสามารถเชื่อมโยงไปสู่ เรื่องที่จะเรียนได้เป็นการกระตุ้นการ ทำงานของสมอง การนำเสนอความรู้ (การสอน) เป็นการ เปิดโอกาสให้เด็ก ทุกคนได้เรียนรู้อย่าง ประสิทธิภาพ โดยนำเสนอความรู้ใหม่ ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ เช่น สื่อของ จริง บัตรภาพ บัตรคำ บัตรตัวเลข บท เพลง เป็นต้น การลงมือทำ การใช้ความรู้นั้นด้วย กิจกรรมต่าง ๆ เช่น พานักเรียนไปดูของ จริง สำรวจและบันทึก จากสิ่งที่พบเห็น ทำกิจกรรมจากใบงาน เช่น เล่นเกม ใช้ อุปกรณ์เคาะลงบนโต๊ะหรือข้อความ ให้ เด็กได้เคลื่อนไหว และมีใบงานที่ให้ นักเรียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ การนำประสบการณ์ทั้งหมดจากการ เรียนรู้ มาสรุป รวบยอดเป็นความรู้ขึ้นอีก ครั้งหนึ่ง เป็นขั้นที่ครูมอบหมายงานให้นักเรียนทำ เดี่ยว ทำคู่ หรือกลุ่ม โดยให้นำความรู้ที่มี อยู่ไปประยุกต์ใช้สร้างสรรค์ชิ้นงานที่ครู มอบหมายให้ และ แก้ปัญหาต่าง ๆ ภาพที่ 2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน


29 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่น้อยกว่าร้อย ละ 70 และ 2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ผู้วิจัยได้นำเสนอ วิธีดำเนินการศึกษาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 20 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านหนองบ่อ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี 2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 20 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านหนองบ่อ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการ ทดลอง One Group Pretest – Posttest Design (พวงรัตน์ทวีรัตน์, 2540 : 60 - 61) กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest)


30 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้นวัตกรรมการเรียนรู้จำนวน 6 แผน ๆ ละ 3 และ 4 ชั่วโมง รวม 20 ชั่วโมง 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาเครื่องมือ ดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาดังนี้ 2.1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนการสอนตามวิธีการสอนแบบสมอง เป็นฐาน 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรุง 2560) กลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เก่งคณิต คิดเลขเป็น เล่ม 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ จัดทำโดย บริษัทธารปัญญา จำกัด 2.1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนบ้านหนองบ่อ กลุ่มสาระการเรียนคณิตศาสตร์ช่วง ชั้นที่ 1 วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2.1.4 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระวิชาคณิตศาสตร์บทที่ 5 2.1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน จำนวน 6 แผน รวม 20 ชั่วโมง 2.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัย และการวัดผล ประเมินผลตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ ให้คะแนนดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence : IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้จะต้องได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67 ขึ้นไป 2.1.7 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ


31 2.1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่งเพื่อตรวจสอบและ ปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบมี4 ตัวเลือก มีขั้นตอนในการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้ 2.2.1ศึกษาทฤษฎีวิธีสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง เศษส่วน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 2.2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา 2.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี4 ตัวเลือกจำนวน 32 ข้อให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกา สอนชีววิทยา ด้านการสอน การวิจัย และด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้ คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นวัดได้สอดคล้อง กับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นวัดได้สอดคล้อง กับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นวัดไม่สอดคล้อง กับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.2.5 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของ แบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาค่า IOC ซึ่งจะต้องมีค่าตั้งแต่ 0.67 – 1.00 2.2.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลังเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลเพ็ญประชานุกูล ที่เรียนผ่านมาแล้วและไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ของการวิจัย แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ ซึ่งมี ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.40 - 0.75 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป 2.2.7 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้วไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้ สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน KR - 20 ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.82


32 2.2.8 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านหนองบ่อ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนามต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้รายงานได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับ ดังนี้ 1. ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น จำนวน 6 แผนโดยให้นักเรียน เรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้วนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดิมไปทดสอบนักเรียนอีก ครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูล ทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์โดยใช้สูตร 2. ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้สูตร 3. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการคำนวณหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ 4. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ระหว่างคะแนนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t – test for One Sample) 5. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)โดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์


33 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Programs(TAP) 2.1 ค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3 ค่าความเชื่อมั่น (rtt) ของคูเดอร์-ริชาร์ทสัน ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4 หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) N R IOC = เมื่อ IOC เป็นดัชนีความสอดคล้อง R เป็นผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N เป็นจำนวนของผู้เชี่ยวชาญ 3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ SPSS for Windows 3.1 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 คือ การทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว 3.2 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน คือ การ ทดสอบทีแบบไม่อิสระ


34 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียน ด้วยวิธีการสอนแบบนัยระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ซึ่งผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของ การวิจัย และผลการศึกษาดังรายละเอียดต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานเรื่อง เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานเรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นรายบุคคลและ ภาพรวม ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 2 ตารางที่ 1 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานเรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียน และหลังเรียนเป็นรายบุคคล คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 3 15 15 75 2 4 20 10 50 3 2 10 14 70 4 1 5 15 75 5 5 25 17 85 6 7 35 18 90 7 8 40 16 80 8 9 45 20 100 9 11 55 19 95 10 7 35 13 65 11 9 45 15 75


35 ตารางที่ 2 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานเรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียน และหลังเรียนเป็นรายบุคคล (ต่อ) คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 12 9 45 18 90 13 8 40 14 70 14 7 35 18 90 15 3 15 10 50 16 6 30 19 95 17 7 35 16 80 18 3 15 17 85 19 8 40 17 85 20 9 45 17 85 รวม 126 630 318 1,590 คะแนนเฉลี่ย (x) 6.30 31.5 15.90 79.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2.79 2.73 จากตารางที่ 2 พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมอง เป็นฐานเรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.30 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 31.5 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.90 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 79.5 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผู้วิจัยได้นำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการ ทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t – test for One Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ใน ตารางที่ 3


36 ตารางที่ 3 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว โดยเปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่ม คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t - test กลุ่มทดลอง 15.90 2.73 79.50 3.11* หมายเหตุ* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 3 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบ สมองเป็นฐานเรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เท่ากับ 15.90 คิดเป็นร้อยละ 79.50 ได้คะแนน เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ผู้วิจัยได้นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนเปรียบเทียบกันด้วย การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ โดยเปรียบเทียบกับ คะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ผลการทดลอง คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t - test ก่อนเรียน 6.30 2.79 31.50 15.77* หลังเรียน 15.90 2.73 79.50 หมายเหตุ* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบ สมองเป็นฐาน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 31.50 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.90 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 79.50 เมื่อเปรียบเทียบ กันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


37 บทที่5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานผู้วิจัยนำเสนอการสรุปผล อภิปรายผล และ ข้อเสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสองเป็นฐานระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สมมุติฐานของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีสมมติฐานของการวิจัย ดังนี้ 1. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมมุตติฐานทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 70 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ที่เรียนด้วย วิธีการสอนแบบสมองเป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลเพ็ญประชานุกูล อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี 1.2 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 20 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านหนองบ่อ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานีที่ได้มาจากการวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)


38 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 แผน แผนละ 3-4 ชั่วโมง รวม 20 ชั่วโมง 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564 ซึ่งดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับ ดังนี้ 3.1 ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre - test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3.2 ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจำนวน 6 แผน โดยให้ นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบสมองเป็นฐาน 3.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว ให้นักเรียนทำการทดสอบหลังเรียน (Post - test) โดยใช้แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชุดเดิมกับการทำการทดสอบก่อนเรียนไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบ สมองเป็นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูล ทางสังคมศาสตร์ (SPSS for Window) ตามขั้นตอนดังนี้ 4.1 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการหา คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ 4.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่าง คะแนนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t – test for One Sample) 4.3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample)


Click to View FlipBook Version