นายพัชรพล ใจมั่น จัดทำ โดย ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม สิ่งประดิษฐ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเมืองสุรินทร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6/6 เลขที่ 13 ภูมิปัญญาผ้าไหมสุรินทร์ บ้านสวาย
คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ใด้กล่าวถึงเรื่องราวของ ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม สิ่ง ประดิษฐ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเมืองสุรินทร์ ผ้าไหมจังหวัดสุรินทร์ของจังหวัดสุรินทร์ ได้สอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมา ลักษณะเด่นของผ้าไหมจังหวัด สุรินทร์ ผ้าไหมทอบ้านสวาย ขั้นตอนการทอผ้า อาหารถิ่นบ้านสวาย และท่องเที่ยวสาย บุญ ผู้จัดทำ หนังสือิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ใด้สรุปเนื้อหาเพื่อใช้เป็นสื่อ ประกอบการเรียน การสอนในรายวิชางานประดิษฐ์ (ง33102) และหวังเป็นอย่างยิงว่าหนังสือฉบับ นี้จะ สร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจศึกษาต่อไป ขอขอบคุณคุณครูประจำ วิชา นางสุภัทรกุล มั่นหมาย เป็นอย่างสูงที่ใด้ให้คำ แนะนำ ในด้านการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย จัดทำ โดย นายพัชรพล ใจมั่น
ประวัติความเป็นมา จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการทอผ้าไหมมานานและได้ สืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมานานจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่น่สนใจยิ่ง หากศึกษาอย่างลึกซึ่งแล้ว จะค้นพบเหตุผลหลายประการที่สนับสนุนว่า จังหวัด สุรินทร์มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองในเรื่องผ้าไหม ตลอดจนประเพณีวัฒนธรรม ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการทอ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของผ้าไหม การผลิต เส้นไหมน้อย และกรรมวิธีการทอ
จังหวัดสุรินทร์นิยมนำ เส้นไหมขั้นหนึ่งหรือไหมน้อย (ภาษาเขมร เรียก “โซกซัก”) มาใช้ในการทอผ้า ไหมน้อยจะมีลักษณะเป็นผ้าไหมเส้นเล็ก เรียบ นิ่ม เวลาสวมใส่จะรู้สึกเย็นสบาย นอกจากนี้การทอผ้าไหมของจังหวัดสุรินทร์ ยังมีกรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อน และเป็นกรรมวิธีที่ยาก ซึ่งต้องใช้ความ สามารถและความชำ นาญจริง เช่น การทอผ้ามัดหมี่พร้อมยกดอกไปในตัว ซึ่ง ทำ ให้ผ้าไหมที่ได้เป็นผ้าเนื้อแน่นมีคุณค่า มีการทอที่เดียวใบประเทศไทย จน เป็นที่สนพระทัยและเป็นที่ชื่นชอบของสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า ใส่แล้วเย็นสบาย อีกทั้งยังใช้ฝีมือในการทออีกด้วย
1. มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากกัมพูชา และลวดลายที่บรรจงประดิษฐ์ขึ้นล้วนมีที่มาและมีความหมายอันเป็น มงคล 2. นิยมใช้ไหมน้อยในการทอ ซึ่งไหมน้อยคือไหมที่สาวมาจากเส้นใยภายใน รังไหม มีลักษณะนุ่ม เรียบ เงางาม 3. นิยมใช้สีธรรมชาติในการทอ ทำ ให้มีสีไม่ฉูดฉาด มีสีสันที่มีลักษณะ เฉพาะ คือ สีจะออกโทนสีขรึม เช่น น้ำ ตาล แดง เขียว ดำ เหลือง อีกทั้งยัง มีกลิ่นหอมจากเปลือกไม้ 4. ฝีมือการทอ จะทอแน่นมีความละเอียดอ่อนในการทอและประณีต รู้จัก ผสมผสานลวดลายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แสดงถึงศิลปที่สวยงามกว่าปกติ5. แต่เดิมนั้นการทอผ้าไหมของชาวบ้านทำ เพื่อไว้ใช้เอง และสวมใส่ในงาน ทำ บุญและงานพิธีต่างๆ ลักษณะเด่นของผ้าไหม จังหวัดสุรินทร์
ผ้าไหมทอบ้านสวาย จ.สุรินทร์ ผ้าทอหนึ่งผืน บอกอะไรเรามากกว่าเครื่องนุ่งห่มเพื่อซ่อนเร้นความโป๊เปือย และ มากกว่าความสวยงามของลวดลาย คือเรื่องราวอันยาวนานที่ถูกเล่าขานผ่าน ด้ายทอ บ้านสวาย คือหนึ่งในชุมชนทอผ้าที่มีดีมากกว่าผ้าทอ ย้อนกลับไปในสมัยปลายยุคหินหรือยุคโลหะประมาณ 6000 ปีก่อน จากการขุดพบหลัก ฐานทางโบราณคดีที่บ้านเชียง และบ้านนาคี อ.หนองหาน จ.อุดรธานี พบเศษผ้าที่ติดกับ สัมภาระเครื่องมือเครื่องใช้ พร้อมอุปกรณ์ทอผ้าชนิดต่างๆ อันเป็นสิ่งยืนยันทาง ประวัติศาสตร์ ถึงวัฒนธรรมการทอผ้าซึ่งมีมายาวนานมากกว่าสิบช่วงอายุคน วัฒนธรรมการทอผ้าได้แพร่หลายไปตามดินแดนอุษาคเนย์ เครื่องนุ่งห่มแต่ละท้องถิ่น มี กระบวนการและลวดลายแตกต่างกันไป สำ หรับตำ บลสวาย อ.เมือง จ.สุรินทร์ คือชุมชน ทอไหมที่มีชื่อเสียงของจังหวัด เพราะมากกว่าลวดลายที่หลากหลาย และสีย้อมที่รังสรรค์ จากจินตนาการ คือภูมิปัญญาทอไหมอย่างภาคภูมิ ส่งต่อและสืบทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีก รุ่นหนึ่งจนเกิดความชำ นาญ อีกทั้งเชี่ยวชาญพลิกแพลงวิธีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมใน สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ
การเลี้ยงไหมมีความละเอียดละอ่อนและซับซ้อนอย่างมาก กว่าตัวไหมโตเต็มวัย ความสะอาด ของพื้นที่ สภาพอากาศที่ต้องถ่ายเท คือข้อคำ นึงถึง เพราะอากาศที่ร้อนจัดในหน้าร้อน หนาว เหน็บในหน้าหนาว ชาวอีสานต้องเผชิญกับโรคภัยของตัวไหม บ่อยครั้งที่สภาพอากาศเป็นสาเห ตุต้นๆ ที่ทำ ให้หนอนไหมตาย เกือบทุกครัวเรือนของที่แห่งนี้ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ด้วยความไม่แน่นอนของกลไก ตลาดข้าว เม็ดเงินจากผลผลิตที่มีอาจไม่เพียงพอต่อคนในครอบครัว กลุ่มสตรีทอไหมจึงรวม ตัวกัน อาศัยต้นทุนจากเครื่องมือทอผ้า สร้างมูลค่าให้กับผ้าทอของกิจวัตรประจำ วัน ส่งออกสู่ ตลาดผ้าไหมไทย ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ ซื้อใช้
ตามปกติ ชาวอีสานจะเริ่มปลูกข้าว ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3 – 4 เดือนจึงเก็บเกี่ยว เวลาว่างตรงนี้เอง ผู้หญิงจะเริ่มทอผ้าฝ้ายสำ หรับสิ่งของเครื่องใช้ในปัจจัยสี่ เช่น ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้าปู เป็นต้น แต่นอกจากทอฝ้ายเพื่อข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนแล้ว การทอไหมก็เป็นสิ่งจำ เป็นด้วยเช่นกัน เพราะต้องใช้ความประณีต ระยะเวลา และ ความอดทนเป็นอย่างมาก ทุกกระบวนการคือความใส่ใจ และเป็นเครื่องแสดงความ สามารถของหญิงอีสานอีกด้วย ทุกครัวเรือนต้องมีกี่ทอผ้า และกี่ทอผ้าจะเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้หญิงในบ้าน
ประเพณีการแต่งงานของบ้านสวายตามคำ บอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ ฝ่ายชายจะเริ่มประดิษฐ์กี่ ทอ สลักลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อเป็นเครื่องสมาอย่างหนึ่งที่มอบให้หญิงยอดรัก ในพิธีแต่งงาน ขณะเดียวกัน ฝ่ายหญิงจะเริ่มทอผ้าเป็นเครื่องนุ่งห่มทั้งผ้าฝ้าย และผ้าไหม โดย ใช้กี่ทอผ้าของแม่ เพื่อมอบให้กับฝ่ายชายอันเป็นเครื่องผูกมัดความรักของทั้งสอง ลายที่หลาก หลายกับความซับซ้อนของผ้าทอ คือเครื่องการันตีความเก่งกาจ และเหมาะสมแก่ชายคู่ครอง ด้วยเหตุนี้เอง ทุกบ้านจึงมีเครื่องทอเป็นสมบัติประจำ บ้าน
นอกจากปัจจัยขั้นพื้นฐาน และเครื่องแสดงความพร้อมของผู้หญิง ผ้าเองก็มีบทบาทหน้าที่ อย่างมากในพิธีกรรมซึ่งผลัดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เช่น ฤดูร้อน – เซ่นปู่ตาเปิดป่า-เปิดดง บุญข้าวจี่ บุญพะเวส สงกรานต์ และบุญผ้าป่า, ฤดูฝน – เข้าพรรษา เทศการแห่เทียน การ แต่งงาน, ฤดูหนาว – บุญกฐิน ลอยกระทง บุญข้าวเปลือก บุญข้าวจี่ เป็นต้น รวมไปถึงพิธีการ เกิด พิธีบวช และพิธีศพ ซึ่งจะขาดผ้าเพื่อประกอบพิธีกรรมไม่ได้เลย ADVERTISEMENT
สำ หรับผู้หญิงในชุมชนบ้านสวาย สืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าด้วยวิธีครูพักลักจำ ด้วยบริบทและต้นทุนที่พร้อม เด็กหญิงของทุกบ้านจะทอผ้าใช้เองเป็น และเริ่มลวด ลายยากๆ ตามความชำ นาญที่สั่งสมมา ไม่เพียงแค่เด็กหญิงเท่านั้น ทุกวันนี้เด็ก ชายที่มีความสนใจก็สามารถฝึกหัดได้เช่นกัน การทอผ้า จึงไม่ใช่เรื่องของหญิง เพียงฝ่ายเดียวสำ หรับที่แห่งนี้ ปัจจุบันบ้านสวายได้กลายเป็นชุมชนทอผ้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุรินทร์ ด้วยการ อนุรักษ์วิถีทอผ้าใต้ถุนเรือน ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้เข้ามา ช่วยส่งเสริม และแก้ไขปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามมาตราฐาน จัดการตั้งแต่ต้นน้ำ ถึง ปลายน้ำ พัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ตลาดคนซื้อ จึงกลายเป็น ชุมชนเข้มแข็งที่ยืนด้วยความภูมิใจในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของตัวเอง เหนือสิ่งอื่น ใดคือความร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องในชุมชน ทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนในชุมชนนี้ ไม่ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นสินค้า เพราะ หากเป็นเช่นนั้น เจ้าของทางวัฒนธรรมจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมไป ในแง่หนึ่งก็ลดทอนความเป็นตัวตนของชุมชนลง แต่สำ หรับบ้านสวาย จ.สุรินทร์ ได้สร้างสรรค์คุณค่าจากสิ่งที่มีทุกครัวเรือน เรียงร้อยจนเกิดเป็นลวดลายที่มีเรื่อง เล่าให้ขับขานไม่รู้จบ ไม่ใช่เพราะผ้าทอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่เป็นทุกส่วน ของชีวิตพวกเขาต่างหาก
สำ หรับคนในชุมชนสวาย มองว่าผ้าหนึ่งผืน ไม่ได้บอกราคาตีมูลค่า หรือดีเด่ไปกว่า ความงามจากสวมใส่ แต่หากมีความหมายมากกว่า ‘ชีวิต’ ที่คนในบ้านสวายร่วมกัน ถักทอ เกิดเป็นลวดลายที่ยังไม่สิ้นลมหายใจ
ขั้นตอนการทอผ้า ขั้นตอนการทอผ้าก็มีหลายขั้นตอนเหมือน เริ่มจากเรานำ ไหม 2 ชนิด คือ ไหม ประดิษฐ์ และไหมฝ้าย มาเพื่อใช้ในการทอหลังจากนั้นก็นำ มาขึงกับกี่เรียงสีให้ สวยงามแล้วก็เริ่มทอได้เลย นี่คือขั้นตอนคร่าว ๆ ส่วนรายละเอียดเชิญชมด้านล่าง ได้เลย… อุปกรณ์ในการทอผ้า – หูก – ฟืม ( เครื่องมือใช้ในการทอ ) – กง ( ใช้ในการกวักด้าย ) – หลักตีนกง ( ไม้ที่ใช้ยึดทั้งสองข้างในการกวักด้าย ) – หลา – กระสวย – กี – เขายาว ( ไม้เก็บลายขิด – หลอดใส่ด้าย – ไม้ค้ำ พื้น ( ไม้พับผ้าที่ทอเสร็จแล้ว )
ขั้นตอนในการทอผ้า 1. การฉลุกระดาษลายมัดหมี่ หลังจากเลือกลายที่จะนำ มาเป็นแบบในการมัดหมี่ได้แล้ว ให้ตั้งค่าหน้า กระดาษเท่าผ้าที่จะทอจริง แล้วปรับขนาดลายให้เต็มหน้ากระดาษ จากนั้นก็สั่ง พิมพ์ ออกมาเป็นลายบนกระดาษ สมมติว่าลายข้างล่างนี้เป็นลายที่พิมพ์ออ กมาเเล้ว ให้นำ กระดาษมาเจาะตัดส่วนที่เป็นลายออก ก็จะได้ลายที่สามารถนำ ไป เป็นแบบในการมัด หมี่ได้เลย
2. วิธีการลอกลายมัดหมี่ นำ ลายที่ฉลุออกแล้ว วางซ้อนทับหัวหมี่ที่เตรียมไว้ เลือกตำ แหน่งที่พอดีและ สวยงามแล้วใช้ดินสอเขียนจุดซ้าย – ขวา ที่ลำ หมี่ตามรอยฉลุให้เป็นข้อ ๆ ไว้เพื่อที่จะ มัดตาม (ดังรูป) 3.วิธีการมัดหมี่ หลังจากลอกลายตามรอยฉลุแล้ว ใช้เชือกฟางมามัดให้แน่นเพื่อ ป้องกันสีซึม เข้าในข้อหมี่ หลังจากมัดเสร็จก็จะได้ลายที่พิมพ์มาจากคอมพิวเตอร์ ทันที
4. การมัดโอบหมี่ การมัดโอบคือ การมัดหมี่ครั้งที่สองเพื่อเก็บสีลายจากการมัดครั้งที่หนึ่งไว้ หลัง จากการมัดโอบเสร็จแล้วนำ หัวหมี่มาย้อมเป็นครั้งที่ 2เพื่อจะให้หมี่เป็นลายอีก สีห นึ่งขั้นตอนการย้อมโอบ จะทำ อยู่หลายครั้งเมื่อต้องการลวดลายหลากหลายสี ขึ้น อยู่กับลายที่จะนำ มามัดหรือสีสันที่ต้องการ 5. การย้อมสี ขั้นตอนการย้อมสี 1. การย้อมสีธรรมชาติ 1.1 การย้อมเครือหูกให้ต้มน้ำ สีที่สกัดจากธรรมชาติประมาณ 5 ลิตรตาม ต้องการและนำ เครือไหมลง ย้อมในหม้อ ส่วนการย้อมปอยเพื่อกรอเป็นหลอดไว้ ทอผ้า ถ้าจะให้เกิดสีมีเงาสวยงามควรเลือกคนละ สีจากเครือหูก 1.2 ค่อย ๆ เร่งความร้อนขึ้นจนเดือด หมั่นพลิกไหมกลับไปกลับมาเพื่อ ป้องกันสีด่าง 1.3 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง นำ ออกผึ่งลมให้แห้งแล้งน้ำ ให้สะอาด 2. การย้อมสีเคมีสำ เร็ – การย้อมผ้าพื้นโดยใช้สีเคมีสำ เร็จ สามารถทำ ได้เช่นเดียวกันกับวิธี การย้อมสีจากธรรมชาติ แต่ควรลด เวลาในการย้อมลงเหลือ 40 – 50 นาที เท่านั้น 6. ขั้นตอนการปั่นหลอด หรือกรอหมี่ 1.แก้หมี่ที่มัดเป็นเปราะ ๆ ออกก่อน ( การแก้หมี่ คือการแก้เชือกฟางที่มัด ให้เป็นลวดลายต่าง ๆ ออกให้หมด ) 2. นำ ปอยหมี่ที่แก้เสร็จ ขึงใส่กง แล้วดึงเงื่อนไหมมาผูกติดกับหลอดที่อยู่เข็มไน ใช้มือปั่นหลา หรือไนโดยการหมุนเวียนซ้ายไปตลอด 3. เมื่อครบขีนของลายทันที แล้วปลดออกจากหลาหรือไนเก็บไว้เพื่อทอต่อไป อุปกรณ์การปั่นหลอด
4. การมัดโอบหมี่ การมัดโอบคือ การมัดหมี่ครั้งที่สองเพื่อเก็บสีลายจากการมัดครั้งที่หนึ่งไว้ หลัง จากการมัดโอบเสร็จแล้วนำ หัวหมี่มาย้อมเป็นครั้งที่ 2เพื่อจะให้หมี่เป็นลายอีก สีห นึ่งขั้นตอนการย้อมโอบ จะทำ อยู่หลายครั้งเมื่อต้องการลวดลายหลากหลายสี ขึ้น อยู่กับลายที่จะนำ มามัดหรือสีสันที่ต้องการ 5. การย้อมสี ขั้นตอนการย้อมสี 1. การย้อมสีธรรมชาติ 1.1 การย้อมเครือหูกให้ต้มน้ำ สีที่สกัดจากธรรมชาติประมาณ 5 ลิตรตาม ต้องการและนำ เครือไหมลง ย้อมในหม้อ ส่วนการย้อมปอยเพื่อกรอเป็นหลอดไว้ ทอผ้า ถ้าจะให้เกิดสีมีเงาสวยงามควรเลือกคนละ สีจากเครือหูก 1.2 ค่อย ๆ เร่งความร้อนขึ้นจนเดือด หมั่นพลิกไหมกลับไปกลับมาเพื่อ ป้องกันสีด่าง 1.3 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง นำ ออกผึ่งลมให้แห้งแล้งน้ำ ให้สะอาด 2. การย้อมสีเคมีสำ เร็ – การย้อมผ้าพื้นโดยใช้สีเคมีสำ เร็จ สามารถทำ ได้เช่นเดียวกันกับวิธี การย้อมสีจากธรรมชาติ แต่ควรลด เวลาในการย้อมลงเหลือ 40 – 50 นาที เท่านั้น 6. ขั้นตอนการปั่นหลอด หรือกรอหมี่ 1.แก้หมี่ที่มัดเป็นเปราะ ๆ ออกก่อน ( การแก้หมี่ คือการแก้เชือกฟางที่มัด ให้เป็นลวดลายต่าง ๆ ออกให้หมด ) 2. นำ ปอยหมี่ที่แก้เสร็จ ขึงใส่กง แล้วดึงเงื่อนไหมมาผูกติดกับหลอดที่อยู่เข็มไน ใช้มือปั่นหลา หรือไนโดยการหมุนเวียนซ้ายไปตลอด 3. เมื่อครบขีนของลายทันที แล้วปลดออกจากหลาหรือไนเก็บไว้เพื่อทอต่อไป อุปกรณ์การปั่นหลอด
อาหารวิถีถิ่นบ้านสวาย บ้านสวาย เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ มีอาหารผลัด เปลี่ยนหมุนเวียนให้ได้กินได้ตลอดทั้งปี อย่างเมนูแกงปูนา เป็นเมนูที่ถือว่าถ้าได้ชิม แล้ว สัมผัสได้ถึงรสชาติความเป็นอาหารอีสานอย่างแน่นอน เมนูนี้ต้องนำ ปูนามา ตำ ให้ละเอียด แล้วกรองเอาเฉพาะน้ำ ปูเท่านั้น มาแกงกับมะละกอและผักแขยง เมนู นี้จึงมีรสหอมจากน้ำ ปูและผักแขยง อีกหนึ่งเมนูคือ แกงกล้วย เป็นเมนูแกงกะทิลูก กล้วยกับเนื้อไก่แล้วตามด้วยวุ้นเส้น ถือว่าเป็นเมนูแกงกะทิที่ต้องลิ้มลองให้ได้ ปิด ท้ายด้วยของหวาน ขนมดอกบัวหรือขนมโชก เป็นขนมพื้นบ้านแบบไทย ๆ ที่อยู่คู่ จังหวัดสุรินทร์มายาวนาน ชาวบ้านพื้นถิ่นเรียกขนมนี้ว่าขนมโชกหรือขนมบัว ด้วยลักษณะที่คล้ายใบบัวมีสีเขียวอ่อน ๆ
บ้านสวายมีสถานที่สำ คัญให้ท่องเที่ยวกันหลายสถานที่ อาทิ พระดินปั้นพันปี วัดตา ตอมจอมสวาย พระพุทธรูปที่ปั้นด้วยดินที่มีอายุเก่าแก่และมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดใน ประเทศไทย เรื่องเล่ากันว่าผู้ใดที่สร้างบ้านเรือนอยู่ทางด้านหน้าของพระพุทธรูป องค์นี้ต้องรักษาศีล 5 เป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นแล้วจะมีเหตุให้ต้องย้ายถิ่นฐานบ้าน เรือนออกไป อีกหนึ่งสถานที่คือ วนอุทยานพนมสวาย สถานที่ท่องเที่ยวทาง ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ที่มีร่องรอยอารยธรรมของชาวขอมโบราณ หลอมรวม กลายเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางพุทธศาสนา ที่มีชื่อเสียง สถานที่เหล่านี้ต้องแวะเวียนไปสักครั้ง ท่องเที่ยวสายบุญ
จบการนำ เสนอ