The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Xiao ling, 2023-09-12 04:31:13

5 Master Painter

History Master Painter

Keywords: Painter

1


ค�ำน�ำ หนังสือเล่มนี้จัดท�ำขึ้นเพื่อเป็ นส่วนหนึ่งของวิชา การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อให้นักศึกษารู้ในเรื่อง 5 จิตรกร เอกและผลงานชิ้นเอกของโลก ผู้จัดท�ำหวังเป็ นอย่างยิ่งว่าการจัดท�ำหนังสื่อเล่มนี้ จะมีข้อมูลที่เป็ นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเรื่องราวประวัติของ จิตรกรเและผลงาน สราวุฒิ แข่งขัน 64544301033-7


สารบัญ Michelangelo ไมเคิลแองเจโล Pablo Picasso ปาโบล ปี กัสโซ Leonardo da Vinci เลโอนาร์โด ดา วินชี Vincent van Gogh วินเซนต์ แวนโก๊ะ Claude Monet โกลด มอแน 1-14 15-26 27-44 45-56 57-68


C H A P T E R 1 Michelangelo มีเกลันเจโล


2 มีเกลันเจโล


3 Michelangelo มีเกลันเจโล มีเกลันเจโลเกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1475 ในเมืองกาเปรเซ เขาเติบโตที่เมือง ฟลอเรนซ์ หลังจากที่ไปอยู่ที่กรุงโรมเมื่ออายุ 21 ปี และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นถึง 5 ปี มีเกลันเจโล สร้าง ประติมากรรมรูปสลัก ดาวิด ขณะ มีอายุ่ 26 ปี จากหินอ่อนก้อนมหึมาที่ถูกทิ้งไว้กลาง เมืองฟลอเรนซ์เป็ นเวลาหลายปี จึงกลายเป็ นที่ ฮือฮาของชาวเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีใคร กล้าพอที่จะแตะต้องมัน ความส�ำเร็จหลังจากงานชิ้นนี้ ท�ำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วอิตาลี มีเกลันเจโล เดิมทีเป็ นคนที่เกลียดเลโอนาร์โด ดา วินชี ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะมีอายุห่างกันถึง 23 ปี และ ไม่ค่อยได้พบกันบ่อยนัก ในช่วงนี้ (ค.ศ. 1497– 1500) เขาก็ได้สร้างประติมากรรมหินอ่อนอีก ชิ้นหนึ่งที่มีชื่อว่า ปี เอตะ (Pietà) ซึ่งปัจจุบันอยู่ใน มหาวิหารนักบุญเปโตรที่กรุงโรม


4 การฝึ กงาน ของมีเกลันเจโล เมืองฟลอเรนซ์ในเวลานั้นเป็ น ศูนย์กลางศิลปะและการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดของอิตาลี โดยศิลปะในเมืองนี้ได้รับการสนับสนุนจากซินญอรีอา(สภาเมือง) สมาคมการค้า และเศรษฐีต่าง ๆ เช่น ตระกูลเมดีชี และพนักงานธนาคาร ในยุค เรอแนซ็องส์ หรือยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยาได้ เกิดการพัฒนาครั้งแรกในเมืองฟลอเรนซ์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 ฟี ลิปโป บรูเนลเลสกี สถาปนิกชาวอิตาลี ได้ศึกษาซากของอาคารคลาสสิกในกรุงโรม และ ได้สร้างโบสถ์สองแห่งคือ ซาน ลอเรนโซ่ และ ซันโตสปี รีโต โลเรนโซ กีแบร์ตี นัก ประติมากร ได้ท�ำงานเป็ นเวลาห้าสิบปี เพื่อสร้างประตูทองสัมฤทธิ์ ของหอศีลจุ่ม ซันโจวันนี ซึ่งมีเกลันเจโลอธิบายว่าเป็ น “ประตูแห่งสวรรค์” ในช่องภายนอกของ โบสถ์ออร์ซันมีเกเล มีแกลเลอรีผลงาน ของประติมากรที่มีชื่อเสียงที่สุดของ ฟลอเรนซ์ เช่น อันเดรอา เดล แวร์รอกกี โอ โดนาเตลโล [8] การตกแต่งภายในของ โบสถ์เก่าแก่เต็มไปด้วยภาพเฟรสโก (ส่วน ใหญ่ในยุคกลางตอนปลาย แต่ยังอยู่ใน สไตล์เรอเนซองส์ตอนต้นด้วย) เริ่มด้วย จอตโต ดี บอนโดเน แลัตามด้วย มาซัชโช ในโบสถ์น้อยบรันกัชชี ซึ่งผลงานทั้งสอง ชิ้น มีเกลันเจโลได้ศึกษาและคัดลอกเป็ นภาพวาด ในช่วงวัยหนุ่ม คณะจิตรกรจาก ฟลอเรนซ์ไปยังวาติกัน เพื่อตกแต่งผนังโบสถ์ น้อยซิสทีน ในคณะนั้นมีโดเมนีโก กีร์ลันดาโย ผู้ เชี่ยวชาญด้านภาพเฟรสโก การวาดภาพ ทิวทัศน์ ภาพเหมือนและภาพต่าง ๆ ที่มีห้อง ท�ำงานใหญ่ที่สุดในฟลอเรนซ์[8] ในค.ศ. 1488 เมื่อเขาอายุ 13 ปี มีเกลันเจโลได้ฝึ กงานกับโด เมนีโก กีร์ลันดาโย ในค.ศ. 1499 พ่อของเขา เกลี้ยกล่อมให้กีร์ลันดาโย จ่ายเงินให้กับมีเกลัน เจโลในฐานะศิลปิ น ซึ่งพบได้ยากมากในผู้ที่อายุ 14 ปี และในปี เดียวกันนั้นเอง โลเรนโซ เด เมดีชี ผู้ปกครองโดยพฤตินัยของเมืองฟลอเรนซ์ ได้ ขอลูกศิษย์ที่เก่งที่สุด 2 จากกีร์ลันดาโย กีร์ ลันดาโยจึงได้ส่งมีเกลันเจโลและฟรันเชสโก กรานัชชี่ไป ตั้งแต่ ค.ศ. 1490 ถึง ค.ศ. 1492 มีเกลันเจโลได้เข้าเรียนที่สถาบันของเพลโตใน เมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งเป็ นสถาบันการศึกษาด้าน มนุษยนิยมที่ก่อตั้งโดยตระกูลเมดีชี ซึ่งท�ำให้การท�ำงานและมุมมองของเขาได้รับอิทธิพลจากหลายนักปรัชญาและนักเขียนส่วนใหญ่ที่มี ความโดดเด่นทั้งมาร์ซีลีโอ ฟี ชีโน, โจวันนี ปี โก เดลลา มีรันโดลา, โพลิเซียโน ในช่วงเวลานี้เอง ที่มีเกลันเจโลได้แกะสลักรูปพระแม่มารีแห่ง บันได (ค.ศ. 1490–1492) และการต่อสู้ของ เซนทอร์ (ค.ศ. 1491–1492) โดยในช่วงหลัง มีการอิงตามค�ำแนะน�ำของโพลิเซียโน ซึ่งเป็ นงานตามการมอบหมายของโลเรนโซ เด เมดีชี มีเกลันเจโลได้ท�ำงานมาเป็ นเวลาหนึ่งกับแบร์ โตลโด ดิ โจวันนี เมื่อเขาอายุได้ 17 ปี


5พระแม่มารีแห่งบันได


6 ค.ศ.1492 โลเรนโซ เด เมดีชีได้เสียชีวิตลงเมื่อ วันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1492 ท�ำให้ชีวิตของมี เกลันเจโลเกิดความผลิกผัน เขาได้ออกจาก คฤหาสน์ของตระกูลเมดีชี และในเดือนถัดมา เขาได้แกะสลักไม้เป็ นผลงานไม้กางเขนเพื่อเป็ น ของขวัญให้กับโบสถ์ซานโต สปิ ริโตแห่ง ฟลอเรนซ์ ซึ่งอนุญาตให้เขาท�ำการศึกษากายวิภาคของศพจากโรงพยาบาลของโบสถ์ช ซึ่งถือเป็ นการศึกษากายวิภาคครั้งแรกของมี เกลันเจโลที่ใช้การผ่าศพ ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1492 ถึง ค.ศ. 1493 เขาได้ซื้อหินอ่อนมาเพื่อแกะสลัก รูปปั้นเฮอร์คิวลีสที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวจริง ซึ่งถูกส่งไปยังฝรั่งเศสและต่อมาก็หายไปใน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1494 หลังจากมีหิมะตก อย่างหนัก ทายาทของโลเรนโซ เด เมดีชี ได้ ว่าจ้างให้มีเกลันรูปปั้นหิมะ ในปี เดียวกันนั้นเอง ตระกูลเมดีชีถูกขับไล่ออกจากเมืองฟลอเรนซ์จากการขึ้นมามี อ�ำนาจของจีโรลาโม ซาโวนาโรลา เขาได้ย้ายออกจากเมืองก่อนที่จะสิ้นสุดของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปอยู่ที่เวนิส ก่อนที่จะย้ายต่อไปยังโบโลญญา ในโบโลญญาเขาได้รับมอบหมายให้ แกะหุ่นเล็ก ๆ หลายตัวส�ำหรับวิหารนักบุญโดมินิกเสร็จสมบูรณ์ในโบสถ์ที่อุทิศให้กับนักบุญ องค์นั้น ในเวลานั้นเองศึกษาภาพนูนต�่ำนูนสูงที่แกะสลักโดยจาโคโป เดลลา เควอร์เซียรอบประตู หลักของมหาวิหารเซนต์เปโตรเนียสรวมทั้งภาพของ The Creation of Eve ซึ่งต่อมาเป็ นองค์ ประกอบที่ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนเพดานของโบสถ์น้อยซิสทีนเนื่องจากในปลาย ค.ศ. 1495 สถานการณ์ทางการเมืองในฟลอเรนซ์เริ่มสงบลง เนื่องจากพระเจ้าชาร์ลที่ 8 แห่งฝรั่งเศสได้ รับความพ่ายแพ้ มีเกลันเจโลจึงกลับไปยังฟลอเรนซ์แต่ไม่ได้รับงานใด ๆ จากทางราชการภาย ใต้การน�ำของซาโวนาโรลา[19] และเขาได้กลับไปท�ำงานให้กับตระกูลเมดีชี[20] ในช่วงครึ่งปี ที่ เขาอยู่ในฟลอเรนซ์ เขาได้ท�ำรูปปั้นเล็ก ๆ 2 ชิ้น ได้แก่ นักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมาในวัยเด็ก และ กามเทพนอนหลับ ตามที่อัสกานีโอ คอนดิวีเคยเขียนไว้ว่า โลเรนโซ ดิ ปิ แอร์ฟรานเชสโก เด เม ดีชี ซึ่งมีเกลันเจโลได้แกะสลักนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมา ได้บอกมีเกลันเจโลว่า”ให้แก้ไขจน เหมือนถูกฝัง” ท�ำให้มีเกลันเจโลสามารถ”ส่งมันไปยังกรุงโรม ... ส่งต่อมันเป็ นงานโบราณ ... และขายได้ดีกว่ามาก” แต่ทั้งโลเรนโซและมีเกลันเจโลถูกพ่อค้าคนกลางโกงมูลค่าที่แท้จริงของชิ้นงานโดยไม่รู้ตัว พระคาร์ดินัลราฟฟาเอล รีอารีโอผู้ที่โลเรนโซขายรูปปั้นนั้นให้ พบว่าเป็ นการ หลอกลวง แต่ประทับใจในคุณภาพของประติมากรรมมากจนเชิญศิลปิ นมาที่กรุงโรม[21] ความส�ำเร็จที่ปรากฏในการขายประติมากรรมของเขาในต่างประเทศรวมถึงสถานการณ์ อนุรักษ์นิยมในฟลอเรนซ์นี้เองที่อาจกระตุ้นให้มีเกลันเจโลยอมรับค�ำเชิญของพระคาร์ดินัลครั้งน มีเกลันเจโลได้เดินทางมาถึงโรมเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1496 และในวันที่ 4 กรกฎาคม ปี เดียวกันนั้นเองเขาเริ่มงานที่ได้รับการว่าจ้างจากพระคาร์ดินัลราฟฟาเอล รีอารีโอคือรูปปั้น ขนาดเท่าของจริงของเทพเจ้าไวน์โรมัน แบคัส แต่เมื่อเสร็จงานพระคาร์ดินัลก็ได้ปฏิเสธงานชิ้น นั้น และต่อมาก็เข้าไปในที่เก็บรวบรวมของนายธนาคารจาโคโป กัลลี ส�ำหรับสวนของเขา


7 รูปปั้นเลออโคออนและบุตร


8 รูปปั้นปี เอตะ


9 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1497 เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจ�ำสันตะส�ำนัก พระคาร์ดินัล ฌ็อง เดอ บิลเฮเรส-ลากราอูลาส ได้ มอบหมายให้เขาแกะสลักปิ เอตะ ซึ่งเป็ นรูปปั้นที่ แสดงพระแม่มารีย์ก�ำลังโศกเศร้าบนพระศพของ พระเยซู เรื่อง ซึ่งไม่ได้เป็ นส่วนหนึ่งของการ บรรยายเรื่องการตรึงกางเขนในพระคัมภีร์ ไบเบิล แต่เป็ นประติมากรรมทั่วไปทางศาสนา ของยุโรปเหนือในยุคกลางและคงจะคุ้นเคยกับ พระคาร์ดินัลมาก สัญญาตกลงกันในเดือน สิงหาคมของปี ถัดไป โดยมีเกลันเจโล อายุ 24 ปี ในขณะที่สร้างเสร็จ[23] ในไม่ช้าก็ได้รับการ ยกย่องให้เป็ นหนึ่งในงานประติมากรรมชิ้นเอกที่ ยิ่งใหญ่ของโลก “การเปิ ดเผยศักยภาพและพลัง ของศิลปะประติมากรรม” ความคิดเห็นของ คนในสมัยนั้นสรุปโดย จอร์โจ วาซารีว่า “เป็ น เรื่องมหัศจรรย์อย่างแน่นอนที่ก้อนหินที่ไม่มีรูป ร่างสามารถถูกลดขนาดจนสมบูรณ์แบบที่ ธรรมชาติแทบจะไม่สามารถสร้างขึ้นในเนื้อหนัง ได้”[24] ปัจจุบันตั้งอยู่ในมหาวิหารนักบุญเปโตร ปิ เอตะ


10 รูปปั้นดาวิด


11 รูปปั้นดาวิด มีเกลันเจโลกลับมายังฟลอเรนซ์ในปี 1499 ซึ่งเป็ นช่วงที่สาธารณรัฐฟลอเรนซ์ ก�ำลังเปลี่ยนแปลงหลังจากการล่มสลายของผู้น�ำ จีโรลาโม ซาโวนาโรลา นักบวชผู้ต่อต้านยุค ฟื้ นฟูศิลปวิทยา ซึ่งถูกประหารชีวิตในปี ค.ศ. 1498 และการมีอ�ำนาจปิ เอโร โซเดรินี ทาง สมาคมขนสัตว์ ได้ขอให้มีเกลันเจโลท�ำงานที่ยังไม่เสร็จซึ่ง แอโกสทิโน ดิ ดุชโช เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 40 ปี ก่อนโดย เป็ นรูปปั้นขนาดมหึมาจากหินอ่อนคาราร่า ที่วาดภาพเดวิดว่าเป็ นสัญลักษณ์ ของเสรีภาพในฟลอเรนซ์ที่จะน�ำมาวางไว้บนหน้าจั่วของอาสนวิหารฟลอเรนซ์ มีเกลันเจโล ตอบตกลงและได้ท�ำงานที่โด่งดังที่สุดของเขา นั่นคือรูปปั้นของเดวิดในปี ค.ศ. 1504 ผลงาน ชิ้นเอกนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้กับเขาในฐานะประติมากรที่มีทักษะทางเทคนิคที่ไม่ธรรมดาและ ความแข็งแกร่งของจินตนาการเชิงสัญลักษณ์ โดยคณะที่ปรึกษาของเขาอันได้แก่ ซันโดร บอ ตตีเชลลี , เลโอนาร์โด ดา วินชี , ฟี ลิปปี โน ลิปปี , ปี เอโตร เปรูจีโน , โลเรนโซ ดิ เครดี , อันโต นิโอ ดา ซังกัลโล , จูลิอาโน ดา ซานกาลโล , อันเดรอา เดลลา รอบเบีย , โกซีโม รอสเซลลี , ดาวีเด กีร์ลันดาโย , ปี เอโร ดี โกซีโม , อันเดรอา ซานโซวิโน และเพื่อนรักของเขาอย่าง ฟรัน เชสโก กรานัชชี่ ได้รับการเรียกตัวเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดวาง ท้ายที่สุดคือที่ ปิ แอซซา เดลลา ซินญอรีอา บริเวณหน้า ปาลาซโซ เวคคิโอ ปัจจุบันตั้งอยู่ใน Academia ในขณะที่รูปปั้น ที่อยู่ในจัตุรัสเป็ นแบบจ�ำลอง[26] ในช่วงเวลาเดียวกันของการจัดวางเดวิด สันนิษฐานว่ามีเก ลันเจโลอาจมีส่วนร่วมในการสร้างประติมากรรมรูปหน้าของเขา ด้านหน้าของ ปาลาซโซ เวค คิโอ ที่รู้จักกันในชื่อ Importuno di Michelangelo โดยภาพนั้นมีความคล้ายคลึงอย่างมากกับ รูปของเขาที่วาดโดยศิลปิ นในต้นศตวรรษที่ 16 ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ หลังจากรูปปั้นของเดวิดของเขาเสร็จสิ้นแล้ว เข้า ก็ได้รับงานใหม่ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1504 เลโอนาร์โด ดา วินชีได้ รับมอบหมายให้วาดภาพ ยุทธการอันเกียริ ในห้องประชุม สภาของปาลาซโซ เวคคิโอ ซึ่งแสดงภาพการต่อสู้ระหว่าง ฟลอเรนซ์และมิลานในปี ค.ศ. 1440 จากนั้นมีเกลันเจโลได้รับ มอบหมายให้วาดภาพยุทธการคาสซินา โดยภาพวาดทั้งสองมี ความแตกต่างกันมาก ภาพของเลโอนาร์โดจะเป็ นภาพทหาร ต่อสู้บนหลังม้า ขณะที่ภาพของมีเกลันเจโลมีทหารถูกซุ่มโจมตี ขณะอาบน�้ำในแม่น�้ำ ทั้งสองงานไม่มีงานใดเสร็จสมบูรณ์และ ทั้งสองก็สูญหายไป เมื่อห้องนี้ได้รับการตกแต่งใหม่ แต่ส�ำเนา ยังคงอยู่ซึ่งผลงานของเลโอนาร์โดถูกคัดลอกโดยรือเบินส์ และ ผลงานของมีเกลันเจโลโดยบาสเตียโน ดา ซังกัลโล โดยทั้งสอง ชิ้นได้รับความชื่นชมอย่างมาก ในช่วงเวลานี้มีเกลัน เจโลยังได้รับมอบหมายจาก แองเจโล โดนีให้วาดภาพ “ครอบครัวศักดิ์ สิทธิ์ ” เพื่อ เป็ นของขวัญให้กับ ภรรยา ของเขา แมดดาเลนา สโตรซซี่ โดยงานนี้เป็ นที่รู้จักกันในชื่อ พระแม่มารีในกรอบกลม (Doni Tondo) ปัจจุบันแขวน อยู่ใน หอศิลป์ อุฟฟี ซี ในกรอบ อันเดิมซึ่งสันนิษฐานว่ามีเกลัน เจโลได้ออกแบบด้วยตนเอง


12


13 รูปวาดพระเจ้าสร้างอาดัม


14 รูปวาดอารยธรรมโลก


C H A P T E R 2 Pablo Picasso ปาโบล ปี กัสโซ


16 ปาโบล ปิกาโซ


17 Pablo Picassoปาโบล ปี กัสโซปาโบล รุยซ์ ปิ กาโซ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1881 – 8 เมษายน ค.ศ. 1973) จิตรกรเอกของโลก เป็ นบุคคลที่นิตยสาร ไทม์ ยกย่องให้เป็ นศิลปิ นที่มีพรสวรรค์ในการ สร้างสรรค์มากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปิ กาโซเกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1881 ที่ เมืองมาลากา แคว้นอันดาลูซิอาทางตอนใต้ ของ ประเทศสเปน เป็ นบุตรชายคนโตของโฆเซ รุยซ์ อี บลัสโก (ค.ศ. 1838–1913) กับมาริอา ปิ กาโซ อี โลเปซ บิดาเป็ นครูสอนศิลปะใน มหาวิทยาลัย งานของปิ กาโซเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแต่ยังคงความเป็ นเอกลักษณ์ แต่การเปลี่ยนแปลงทิศทางรูปแบบของผลงาน นั้นเกิดจากหรืออาจได้รับแรงบันดาลใจมาจาก แฟร์น็องด์ ออลีวีเย (Fernande Olivier) ซึ่งเป็ น คนรักคนแรกของเขา และเขาได้แต่งงานครั้งที่ 2 กับฌาเกอลีน ร็อก ในปี ค.ศ. 1961 และ เขาจบชีวิตศิลปิ นลงในวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1973 เสียชีวิตในวัย 91 ปี


18 วัยเด็ก ในวัยเด็ก เขาฉายแววการเป็ น ศิลปิ นระดับโลกด้วยการพูดค�ำว่า “ปิ ซ ปิ ซ” (มาจากค�ำว่า ลาปิ ซ ที่แปลว่า ดินสอในภาษาสเปน) เป็ นค�ำแรก แทนที่ จะพูดค�ำว่า “แม่” เหมือนเด็กทั่วไป บิดา ของเขาเป็ นอาจารย์สอนวาดภาพ ซึ่ง อาจเป็ นส่วนส�ำคัญที่ท�ำให้เขาได้รับ พรสวรรค์นี้มาตั้งแต่ยังเด็ก ปิ กาโซได้รับ จานสีและพู่กันเป็ นของขวัญวันเกิดตอน อายุ 6 ขวบจากบิดา ครั้งนึงที่บิดาของ ปิ กาโซก�ำลังวาดรูปนกพิราบของเขาอยู่ นั้น สิ่งที่น่าทึ่งก็ได้บังเกิดขึ้น เมื่อบิดา ของเขาออกไปจากห้องเพื่อท�ำอะไรบาง อย่าง ปิ กาโซได้เข้าไปในห้อง แล้ววาด ภาพนกพิราบต่อจนเสร็จ เมื่อบิดาเขา กลับเข้ามาจึงได้พบว่าภาพที่วาดนั้น เสร็จสมบูรณ์และเห็นว่าสวยกว่าที่ ตนเองวาดเสียอีก และเมื่อเขาอายุเพียง แค่ 15 ปี เขาได้มีสตูดิโอเป็ นของตัวเอง วัยทำงาน หลังจากเริ่มต้นอย่างผิดพลาด ด้วยการเป็ นนักเรียนด้านศิลปะที่เมือง มาดริดและช่วงโบฮีเมี่ยนในเมืองบาร์เซ โลนา เขาได้เดินทางมาที่ปารีสครั้งแรกเมื่อ เดือนตุลาคม ค.ศ. 1900 ซึ่งถือเป็ นเมือง หลวงด้านศิลปะ และได้ย้ายอาศัยอยู่อย่าง ถาวรเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1904 ยุคสีน�้ำเงิน อยู่ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1901– 1904 ปิ กาโซจมลงไปในภาวะซึมเศร้า รุนแรง เขาวาดภาพสีเดียวเป็ นหลักในเฉด สีของสีฟ้า สีเขียวและสีฟ้าอ่อนผสมกับสี อื่น ๆ ท�ำให้งานของเขาในช่วงนี้มีลักษณะ ที่อึมครึม เขาได้รับแรงบันดาลใจในการ วาดภาพลักษณะนี้จากการเดินทางผ่าน ประเทศสเปนและการฆ่าตัวตายขอ งการ์ลัส กาซาแฌมัส เพื่อนของเขา แต่ วาดผลงานในเมืองปารีส เขาเลือกใช้สีที่ เรียบง่ายและถ่ายทอดเรื่องเศร้าโศก เช่น เรื่องโสเภณี ขอทาน ขี้เมา เป็ นภาพวาดที่ สะท้อนชีวิตของผู้คนในสังคมเมืองปารีสที่ ไม่ได้รับการเอาใจใส่เพื่อเป็ นการเสียดสี หรือวิจารณ์สังคมในขณะนั้น ยุคอิทธิพลแอฟริกา อยู่ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1906– 1909 เป็ นช่วงเวลาที่ปิ กาโซได้รับอิทธิพล จากงานประติมากรรมแอฟริกาที่ถูกน�ำกลับ ไปยังพิพิธภัณฑ์ในกรุงปารีส เป็ นผลมาจาก การขยายตัวของจักรวรรดิฝรั่งเศสใน แอฟริกา โดยงานประติมากรรมจาก แอฟริกาเป็ นแรงบันดาลใจส�ำหรับบางส่วน ของการท�ำงานของเขา ความสนใจของเขา ถูกจุดประกายโดยอ็องรี มาติส ที่แสดงให้ เขาเห็นหน้ากากจากภูมิภาคในทวีปแอฟริกา โดยผลงานในช่วงยุคนี้ได้มีอิทธิพลพัฒนาส่ง ต่อมาช่วงบาศกนิยมอีกด้วย


19 ยุคบาศกนิยม บาศกนิยมเป็ นยุคความ เคลื่อนไหวทางศิลปะล�้ำยุคในศตวรรษที่ 20 ริเริ่มโดยปิ กาโซ และฌอร์ฌ บรัก ได้ เปลี่ยนรูปโฉมของจิตรกรรมและ ประติมากรรมยุโรป รวมไปถึงดนตรีและ งานเขียนที่เกี่ยวข้อง สาขาแรกของบาศก นิยมเป็ นที่รู้จักกันในชื่อ “บาศกนิยมแบบ วิเคราะห์” (analytical cubism) เป็ นความ เคลื่อนไหวทางศิลปะที่มีอิทธิพลรุนแรง และมีความส�ำคัญอย่างมากในฝรั่งเศส แม้จะเป็ นช่วงเวลาที่ไม่นานนักระหว่าง ค.ศ. 1907–1911 ความเคลื่อนไหวใน ช่วงที่สองนั้นถูกเรียกว่า “บาศกนิยม แบบสังเคราะห์” (synthetic cubism) ได้ แพร่กระจายและตื่นตัวจนกระทั่ง ค.ศ. 1919 เมื่อความเคลื่อนไหวของลัทธิ เหนือจริงเป็ นที่นิยม ปิ กาโซและบราคพยายามเน้น คุณค่าของปริมาตรกับอากาศซึ่ง สัมพันธ์กันเต็มไปหมดในภาพ อีกทั้งไม่ เห็ นด้วยในหลักการของผู้นิยมลัทธิ ประทับใจ ซึ่งละเลยความส�ำคัญของ รูปทรงและปริมาตร ศิลปิ นต่างส�ำรวจ ความละเอียดของสิ่งที่พวกเขาต้องการ วาด ด้วยการท�ำลายรูปทรงเหล่านั้น ให้กลายเป็ นชิ้นเล็ กชิ้นน้อยไม่ปะติดปะ ต่อกัน รูปทรงบางรูปอาจทับซ้อนกัน หรือเหลื่อมล�้ำกันและกัน โดยมีจุด ประสงค์ส�ำคัญในเรื่องปริมาตรเป็ นเป้า หมายสูงสุด การสร้างภาพที่มีการจัด วางแบบผสมผสานแปลกใหม่ ไม่เน้น กฎเกณฑ์ และน�ำเสนอภาพแง่มุมต่าง ๆ และที่ส�ำคัญศิลปิ นทั้งสองเน้นว่า ผล งานบาศกนิยมไม่ใช่งานสามมิติ แต่มี มิติที่สี่เข้ามา ซึ่งได้แก่ มิติของเวลา ที่ สัมพันธ์กับการรับรู้ของมนุษย์ พร้อม กันนี้อันนาสันได้เปรียบเทียบระหว่าง คติโฟวิสต์กับบาศกนิยมไว้ว่า แนวทาง ของคติโฟวิสต์มีลักษณะการสร้างงาน ในการใช้สีที่โดดเด่นกว่าลัทธิอื่น แต่ การน�ำเสนอรูปร่างของคนที่ไม่มีการ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในขณะที่บาศก นิยมสามารถน�ำไปเป็ นแนวทางการ สร้างศิลปะลัทธิอื่น ๆ ได้ต่อไป เช่น งานโครงสร้าง (constructivism) งาน เหนือจริง (surrealism) รูปแบบของบา ศกนิยม เป็ นต้น ในผลงานศิลปะของบาศกนิยม นั้น วัตถุจะถูกท�ำให้แตกเป็ นชิ้น วิเคราะห์ และประกอบกลับขึ้นมาใหม่ในรูปลักษณ์ที่ เป็ นนามธรรมแทนที่จะแสดงวัตถุให้เห็น จากเพียงมุมมองเดียว จิตรกรนั้นได้ ถ่ายทอดวัตถุจากหลายแง่มุมเพื่อที่จะ แสดงให้เห็นถึงวัตถุที่อยู่ในสภาพ แวดล้อมที่กว้างขึ้น บ่อยครั้งนักที่ผืนราบ ดูเหมือนจะตัดกันในมุมที่เป็ นไปโดย บังเอิญ ปราศจากความสอดคล้องของ ความลึก ส่วนพื้นหลังและผืนราบแทรก เข้าไปในระหว่างกันและกันเพื่อที่จะท�ำให้ เกิด พื้นที่ที่ไม่ชัดเจนอย่างผิวเผิน ซึ่งเป็ น หนึ่งในคุณลักษณะเฉพาะของบาศกนิยม


20 ยุคนิยมแบบแผนและเหนือจริง ในช่วงเวลาดังต่อไปนี้เป็ นกระแสการเปลี่ยนแปลงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ปิ กาโซเริ่มผลิตงานในรูปแบบลัทธิคลาสสิกใหม่ การ “กลับไปท�ำงานแบบตามสั่ง” ตาม รูปแบบที่เคยมีมานี้เห็นได้ชัดในการท�ำงานของศิลปิ นชาวยุโรปจ�ำนวนมากในช่วง ค.ศ. 1920 รวมทั้งอ็องเดร เดอแร็ง, จอร์โจ เด กีรีโก, จีโน เซเวรีนี, ศิลปิ นกลุ่ม น็อยเออ ซัคลิชไคท์ และกลุ่ม โนเวเชนโตอีตาเลียโน ภาพวาดปิ กาโซและภาพวาดจากช่วงเวลานี้ คล้ายคลึงกับรูปแบบผลงานของราฟาเอลและฌ็อง-โอกุสต์-ดอมีนิก แอ็งกร์ เนื้อหางานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของปิ กาโซคือ เกร์นิกา เป็ นภาพของเขาจากการระเบิดของ เยอรมนีในช่วงสงครามกลางเมืองในสเปนบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ แสดงถึงความไร้ มนุษยธรรมทารุณโหดร้ายและความสิ้นหวังของสงคราม ยุคสุดท้าย ผลงานสุดท้ายของปิ กาโซ เป็ นการผสมของรูปแบบวิธีในการ แสดงออกในงานของเขาจนกระทั่ง จบชีวิต ปิ กาโซเพิ่มเติมและ แสดงออกผลงานของเขาอย่างมีมี สีสันและจาก ค.ศ. 1968 จน กระทั่งถึง ค.ศ. 1971 เขาผลิตผลงานออกมามากมายทั้งภาพวาด และแกะสลักทองแดงหลายร้อยชิ้น โดยผลงานส่วนใหญ่นั้นถูกปฏิเสธ ไม่ได้รับการยอมรับเนื่องจากเป็ น ผลงานที่สื่อความอย่างอนาจาร แต่ภายหลังเมื่อปิ กาโซได้เสียชีวิตลง กระแสทิศทางของศิลปะก็ได้ เปลี่ยนแปลงจากลัทธิส�ำแดงพลังอารมณ์แนวนามธรรมและกระแส รูปแบบศิลปะแบบลัทธิส�ำแดงพลังอารมณ์ใหม่ (neo-expressionism) ในเวลาต่อมา The Chicago Picasso


21 Pablo Picasso


22


23 Science and Charity


24


25


26


C H A P T E R 3 Leonardo da Vinci เลโอนาร์โด ดา วินชี


28 เลโอนาร์โด ดา วินชี


29 Leonardo da Vinci เลโอนาร์โด ดา วินชี เลโอนาร์โด ดี แซร์ ปี เอโร ดา วินชี 15 เมษายน ค.ศ. 1452 – 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519 เป็ นผู้รอบรู้ชาวอิตาลีแห่งยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยาชั้นสูง ที่มีบทบาทเป็ นทั้งจิตรกร, นักวาด, วิศวกร, นักวิทยาศาสตร์, นักทฤษฎี, ประติมากร และสถาปนิก ในขณะที่ชื่อ เสียงของเขาโดยทั่วไปขึ้นกับความ ส�ำเร็จในฐานะจิตรกร เขาเป็ นที่รู้จักจาก สมุดบันทึกของเขา ซึ่งเขาได้วาดภาพ และจดบันทึกในหัวข้อต่างๆ มากมาย รวมถึงกายวิภาคศาสตร์ ดาราศาสตร์ พฤกษศาสตร์ การท�ำแผนที่ ภาพวาด และซากดึกด�ำบรรพ์ ความอัจฉริยะเลโอนาร์โดแสดงให้เห็นถึงอุดมคติของ มนุษยนิยมสมัยฟื้ นฟูศิลปวิทยา


30 ประวัติ เลโอนาร์โด ดิ แซร์ ปี เอโร ดา วินชี[5][6] ที่แปลว่า เลโอนาร์โด บุตร ชายของปี เอโร แห่ง วินชี เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1452 ในบริเวณ เมือง วินชี บนเนินเขาทัซแคน ที่แคว้น คอสตานา ตอนล่างของแม่น�้ำอาร์โน ซึ่ง อยู่ห่างจากฟลอเรนซ์ออกไป 20 ไมล์ เขาเป็ นลูกนอกสมรสของ เมสแซร์ ปี เอโร ฟรูโอซีโน ดี อันโตนีโอ ดา วินชี ค.ศ. 1426–1504 ทนายความผู้ ร�่ำรวย[7]ในฟลอเรนซ์ กับสาวชาวนา ชื่อ กาเตรีนา ป. ค.ศ. 1434 – 1494 โดยมีการระบุชื่อว่าในตอนแรกว่า กาเตรีนา บูตี เดล วักกา และล่าสุดระบุชื่อว่า กาเตรีนา ดี เมโอ ลิปปี โดยมาร์ติน เคมป์ นักประวัติศาสตร์ ยังคงไม่แน่ใจว่าเลโอนาร์โดเกิดที่ใด บันทึกดั้งเดิมจากค�ำบอกเล่าของคนในท้องถิ่น โดยนักประวัติ ศาสตร์เอ็มมานูเอล เรเป็ ตตี กล่าวว่าเขาเกิดที่ แอนชิอาโน หมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่จะให้ความเป็ นส่วนตัวเพียงพอส�ำหรับ การก�ำเนิดนอกกฎหมาย แต่ก็ยังเป็ นไปได้ที่เขาเกิดในบ้านใน เมืองฟลอเรนซ์ พ่อแม่ของเลโอนาร์โดแต่งงานแล้วแยกกันหลัง จากปี ที่เขาเกิด กาเตรีนา ซึ่งมักถูกระบุว่าเป็ น กาเตรีนา บูตี เดล วักกา ผู้ที่ต่อมาแต่งงานกับช่างฝี มือท้องถิ่น อันโตนิโอ ดิ ปิ เอโร บูติ เดล วัคกา มีการเสนอทฤษฎีอื่น ๆ โดยเฉพาะทฤษฎีของนัก ประวัติศาสตร์ทางศิลปะ มาร์ติน เคมพ์ โดยเขาสันนิษฐานว่าแม่ ของเลโอนาร์โดคือ กาเตรีนา ดี เมโอ ลิปปี เป็ นเด็กก�ำพร้าที่ แต่งงานและได้รับความช่วยเหลือจาก เมสแซร์ ปี เอโรและ ครอบครัว[14][b] เมสแซร์ ปี เอโร ได้แต่งงานกับ อัลบิเอรา อามา โดริ และหลังจากที่เธอเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1462 เขาก็ได้แต่งงาน อีกสามครั้ง ท�ำให้เลโอนาร์โดมีพี่น้องต่างมารดา 12 คนซึ่งอายุ น้อยกว่าเขามาก (คนสุดท้ายเกิดเมื่อเลโอนาร์โดอายุ 40 ปี ) และ เขาแทบไม่ได้ติดต่อกับบรรดาพี่น้องต่างมารดาของเขา ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับวัยเด็กของ เลโอนาร์โดและส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวที่เป็น ตำนาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชีวประวัติของเขาใน หนังสือชีวิตศิลปิน (1550) จากจอร์โจ วาซาริ นัก ประวัติศาสตร์ด้านศิลปะในศตวรรษที่ 16 ตาม บันทึกภาษีระบุว่าเขาอาศัยอยู่ที่บ้านของปู่ อันโต นิโอ ดาวินชี ตั้งแต่ใน ค.ศ. 1457 เท่าที่มีข้อมูล แน่ชัด แต่มีความเป็นไปได้ว่าเขาใช้เวลาหลายปีก่อน หน้านั้นในการดูแลแม่ของเขาในวินชี และมีการ สันนิษฐานว่าเขาสนิทสนมกับอาของเขา ฟรันเชสโก ดา วินชี โดยพ่อของเขาน่าจะอยู่ที่ฟลอเรนซ์เกือบ ตลอดเวลา


31 บ้านในวัยเด็กของเลโอนาร์โด พ่อของเขาซึ่งมี ครอบครัวเป็ นทนายมาหลาย ช่วงอายุคน ได้ตั้งถื่นฐานอย่าง เป็ นทางการในฟลอเรนซ์ตั้งแต่ ค.ศ. 1469 เท่าที่มีข้อมูล และ ประสบความส�ำเร็จในอาชีพการ งาน เลโอนาร์โดได้รับการศึกษา ขั้นพื้นฐานเท่านั้นในการเขียน (ภาษาพื้นถิ่น) การอ่าน และ คณิตศาสตร์ อาจเป็ นเพราะ ความสามารถทางศิลปะของเขา ได้รับการยอมรับตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นครอบครัวของเขาจึง ตัดสินใจที่จะให้ความสนใจกับ ทางด้านนั้นมากกว่า ต่อมา เลโอนาร์โดได้บันทึกความทรงจ�ำ แรกสุดของเขา ซึ่งปั จจุบันอยู่ใน โคเด็กซ์ แอตลาน ติคัส ว่าขณะที่เขียนเกี่ยวกับการบินของนก เขาจ�ำ ได้ว่าตอนยังเป็ นทารกเมื่อมีว่าวมาที่เปลของเขา และอ้าปากของเขาด้วยหางของมัน ในปั จจุบันนัก วิจารณ์ยังคงถกเถียงกันว่าเรื่องนี้เป็ นความทรง จ�ำจริงหรือเป็ นเพียงจินตนาการ ในสมัยนั้นยังไม่มีมาตรฐานการเรียกชื่อและ นามสกุลที่เป็ นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในทวีปยุโรป แต่เลโอนาร์โดเองมักลงลายเซ็นในงานของเขาอย่างง่าย ๆ ว่า เลโอนาร์โด หรือไม่ก็ ข้าเอง เลโอนาร์โด เอกสาร ส�ำคัญส่วนใหญ่ระบุว่าผลงานของเขาเป็ นของ เลโอนาร์โด โดยไม่มี ดา วินชี พ่วงท้าย ท�ำให้เข้าใจได้ว่าเขาไม่ได้ใช้ นามสกุลของบิดาเนื่องจากเป็ นบุตรนอกสมรสนั่นเอง


32 โรงปฏิบัติงานของแวร์รอกกีโอ ในช่วงกลางทศวรรษ 1460 ครอบครัวของเลโอนาร์โดย้ายไปอยู่ที่ ฟลอเรนซ์ ซึ่งในขณะนั้นเป็ นศูนย์กลางของ ความคิดและวัฒนธรรมเกี่ยวกับมนุษยนิยม ของชาวคริสต์ ธขณะที่เขาอายุประมาณ 14 ปี เขากลายเป็ น การ์โซน (เด็กในสตูดิโอ) ในเโรง ปฏิบัติงานของแวร์รอกกีโอของอันเดรอา เดล แวร์รอกกีโอ จิตรกรและประติมากรชาว ฟลอเรนซ์ชั้นน�ำในยุคนั้น[24] ซึ่งในเวลานั้น เป็ นช่วงที่โดนาเตลโล อาจารย์ของแวร์รอกกีโอ เสียชีวิต เลโอนาร์โด กลายเป็ นเด็กฝึ กงานเมื่ออายุ 17 ปี และได้ฝึ กเป็ นเวลา 7 ปี [25] จิตรกร ชื่อดังคนอื่น ๆ ที่ฝึ กงานในโรงปฏิบัติงานนี้ หรือมีความเกี่ยวข้องกับโรงปฏิบัติงานนี้ เช่น กีร์ลันดาโย, เปรูจีโน, บอตตีเชลลี และโลเรนโซ ดิ เครดิ เลโอนาร์โดได้รับการฝึ กอบรมทั้งภาค ทฤษฎีและทักษะทางเทคนิคที่หลากหลาย ทั้ง เคมี กลศาสตร์ โลหะวิทยา งานโลหะ การหล่อ ปูน งานเครื่องหนัง การร่างแบบ และงานไม้ ตลอดจนทักษะทางศิลปะในการวาดภาพ การ ลงสี การปั้น และการสร้างแบบจ�ำลอง เลโอนาร์โด เคยได้พบกับกีร์ ลันดาโย, เปรูจีโน, บอตตีเชลลี ซึ่งทั้งหมด มีอายุมากกว่าเขาเล็กน้อย ที่โรงปฏิบัติงา นของแวร์รอกกีโอหรือที่สถาบันเพลโตของ ตระกูลเมดีซี ในเมืองฟลอเรนซ์ ณ ขณะนั้น ประดับไปด้วยผลงานของศิลปิ นต่างๆ เช่น มาซัชโช ซึ่งมีภาพเฟรสโกซึ่งเต็มไปด้วย ความสมจริงและอารมณ์ กีแบร์ตี เจ้าของ ผลงานประตูแห่งสวรรค์ที่เปล่งประกาย ด้วยทองค�ำเปลว แสดงการผสมผสานองค์ ประกอบรูปร่างที่ซับซ้อนเข้ากับภูมิหลังทาง สถาปัตยกรรมที่มีรายละเอียด และมีผู้ที่ได้ ท�ำการศึกษามุมมองโดยละเอียดคือ ปี เอโร เดลลา ฟรันเชสกา จิตรกรคนแรกที่ท�ำการ ศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแสง การ ศึกษานี้และบทความ De pictura ของ เลอ อน บัตติสตา อัลแบร์ตี จะมีผลกระทบ อย่างลึกซึ้งต่อศิลปิ นรุ่นต่อๆมา และโดย เฉพาะอย่างยิ่งต่อข้อมูลและงานศิลปะของ เลโอนาร์โด ภาพวาดส่วนใหญ่ในโรงปฏิบัติงานของแวร์รอกกีโอ สร้างโดยผู้ช่วยของเขา ตามที่วา ซารีกล่าวไว้ว่า เลโอนาร์โดร่วมมือกับแวร์รอกกีโอในงาน พระคริสต์ทรงรับพิธีล้าง โดยเลโอนาร์ โดได้วาดภาพเทวดาหนุ่มที่ถือเสื้อคลุมของพระเยซู ซึ่งมีความสวยงามที่เหนือกว่าอาจารย์ของเขามาก จนแวร์รอกกีโอไม่วาดภาพใด ๆอีกเลย แม้ว่าเรื่องนี้จะเชื่อกันว่าเป็ นเรื่องราวที่ไม่มีหลักฐาน และมีการสันนิษฐานว่าเลโอนาร์โดอาจเป็ นแบบให้กับผลงานสองชิ้นของแวร์รอกกีโอ ได้แก่ รูปปั้น ทองสัมฤทธิ์ ของดาวิดในบาร์เจลโล และอัครทูตสวรรค์ราฟาเอลในภาพโทเบียสกับทูตสวรรค์ วาซารีเล่าเรื่องของเลโอนาร์โดในวัยหนุ่มว่า ชาวนาในท้องถิ่นได้ท�ำโล่ทรงกลมรูป ตนเองและขอให้เซอร์ ปิ เอโรลงสีให้เขา เลโอนาร์โดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของเม ดูซาได้วาดภาพวาดสัตว์ประหลาดพ่นไฟที่น่ากลัวมากจนพ่อของเขาซื้อโล่อีกกันหนึ่งเพื่อ มอบให้ชาวนาและขายเลโอนาร์โดให้กับพ่อค้าศิลปะชาวฟลอเรนซ์ในราคา 100 ducats ซึ่ง สุดท้ายผู้ซื้อคือดยุคแห่งมิลาน


33 พระเยซูรับศีลจุ่ม


34 เมื่อถึงปี ค.ศ. 1472 เมื่ออายุได้ 20 ปี เลโอนาร์โดได้เป็ นอาจารย์ในสมาคมช่าง นักบุญลูกา ซึ่งเป็ นสมาคมศิลปิ นและแพทย์ แต่แม้พ่อของเขาตั้งโรงปฏิบัติงานให้กับเขา ความผูกพันของเขากับแวร์รอกกีโอท�ำให้เขายังคงท�ำงานร่วมกันและอยู่กับเขาต่อไป[26] [35] ผลงานที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีหลักฐานของเลโอนาร์โดคือภาพวาดด้วยปากกาและหมึก ของหุบเขาอาร์โนใน ค.ศ. 1473 ตามที่วาซารีกล่าวไว้ว่า ขณะที่เลโอนาร์โดยังหนุ่มเขาเป็ น คนแรกที่แนะน�ำให้ท�ำให้แม่น�้ำอาร์โนเป็ นช่องทางเดินเรือระหว่า การนมัสการของโหราจารย์


35 ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1478 เลโอนาร์โดได้รับมอบหมายให้ลงสีแท่นบูชา ส�ำหรับโบสถ์เซนต์เบอร์นาร์ดใน ปาลาซโซ เวคคิโอ ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็ นอิสระของ เขาจากสตูดิโอของ แวร์รอกกีโอ นักเขียน ชีวประวัตินิรนามยุคแรกที่รู้จักกันในชื่อ แอ โนมิโม แกดดิอาโน อ้างว่าในปี 1480 เลโอ นาร์โดได้ไปอาศัยอยู่กับ ตระกูลเมดิซี และ มักจะท�ำงานในสวนของ ปิ แอซซ่า ซาน มาร์ โค ในเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งเป็ นที่ตั้งของ สถาบัน นีโอเพลโตนิค ของศิลปิ น กวี และ นักปรัชญาที่ก่อตั้งโดยตระกูลเมดิซี และใน เดือนมีนาคม ค.ศ. 1481 เขาได้รับมอบ หมายจากนักบวชแห่งซานโดนาโตในสโคเป โตเพื่อวาดภาพการนมัสการของโหราจารย์ งานเหล่านี้เป็ นงานที่เลโอนาร์โดท�ำไม่เสร็จ แลพถูกทิ้งไปเมื่อเลโอนาร์โดต้องรับงานของ ดยุคแห่งมิลาน ลูโดวีโก สฟอร์ซา เลโอนาร์ โดได้เขียนจดหมายถึง สฟอร์ซา ซึ่งอธิบาย ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เขาสามารถท�ำได้ในด้าน วิศวกรรมและการออกแบบอาวุธ และกล่าว ว่าเขาสามารถวาดภาพได้และเขาได้น�ำ เครื่องสายเงินในรูปหัวม้า ไม่ว่าจะเป็ นลูต หรือไลร์ติดตัวมาด้วย เลโอนาร์โดได้ไปยังบ้านของเมดิซี พร้อมกับอัลแบร์ตีและได้รู้จักนักปรัชญา ด้านมนุษยนิยมที่มีอายุมากกว่าเขาเช่น มาร์ ซีลีโอ ฟี ชีโน ผู้แสดงลัทธินีโอพลาโทผ่านพวก เขา คริสโตฟอโร ลันดีโน ผู้เขียนความเห็น เกี่ยวกับงานเขียนคลาสสิก และ จอห์น อาร์ ไกโรปูรอส ครูสอนภาษากรีกและผู้ที่แปล งานของอริสโตเติล และผู้ที่มีความเกี่ยวข้อง กับ สถาบันเพลโตของตระกูลเมดีซี ก็คือปิ โก เดลลา มิแรนโดลา กวีและปราชญ์หนุ่มผู้มี ความเฉลียวฉลาด[30][33][41] และใน ค.ศ. 1482 โลเรนโซ เด เมดีซีได้ส่งเลโอนาร์โดไป เป็ นเอกอัครราชทูต เพื่อสัมพันธไมตรีกับลู โดวีโก สฟอร์ซา ผู้ปกครองเมืองมิลานใน ช่วงระหว่าง ค.ศ. 1479 ถึง 1499 จีเนฟรา เดอ เบ็นชี พระแม่มารีเบนัวส์


36


37 เลโอนาร์โดท�ำงานในมิลานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1482 ถึง ค.ศ. 1499 เขาได้รับมอบ หมายให้วาดภาพ พระแม่มารีแห่งภูผา ส�ำหรับภราดรภาพแห่งแม่พระปฏิสนธินิรมล และ อาหารค�่ำมื้อสุดท้าย ส�ำหรับซานตามารีอาเดลเลกราซีเอ ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1485 เลโอนาร์โดได้เดินทางไปฮังการีในนามของตระกูลสฟอร์ซาเพื่อพบกับพระเจ้าแมทเธียส คอร์วินัส และได้รับมอบหมายจากเขาให้วาดภาพแม่พระและพระกุมาร เลโอนาร์โดเคยท�ำงานใน โครงการอื่น ๆ มากมายส�ำหรับตระกูลสฟอร์ซา ทั้งการเตรียมขบวนแห่และการประกวดใน โอกาสพิเศษ ทั้งภาพวาดและแบบจ�ำลองไม้ส�ำหรับการแข่งขันออกแบบหอหลังคาโดมของอาสนวิหารมิลาน (ซึ่งเขาได้ถอนตัวในภายหลัง) และแบบจ�ำลองส�ำหรับอนุสาวรีย์ขี่ม้าขนาด ใหญ่ส�ำหรับ ฟรานเชสโก สฟอร์ซา บรรพบุรุษของลูโดวิโก รูปปั้นนี้มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับ รูปปั้นขี่ม้าขนาดใหญ่เพียงสองแห่งของยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยา ได้แก่ อนุสาวรีย์กัตตาเมลาตา ของ โดนาเตลโล ในปาดัวและ อนุสาวรีย์บาร์โตโลมีโอ คอลลีโอนี ของ แวร์รอกกีโอ ในเมือง เวนิส ที่รู้จักกันในนาม กราน คาวาลโล เลโอนาร์โดสร้างแบบจ�ำลองส�ำหรับม้าและวางแผน อย่างละเอียดส�ำหรับการหล่อโลหะ แต่ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1494 ลูโดวิโกได้มอบ เหรียญทองแดงให้กับพี่เขยเพื่อใช้เป็ นปื นใหญ่เพื่อปกป้ องเมืองจากพระเจ้าชาร์ลที่ 8 แห่ง ฝรั่งเศส ภาพวาด trompe-l’œil


38 เมื่อลูโดวีโก สฟอร์ซาถูกโค่นล้มโดย ฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1500 เลโอนาร์โดหนีจาก มิลานไปเวนิส พร้อมด้วยซาไล ผู้ช่วยของเขา และเพื่อนของซาไล ลูกา ปาซิโอลิ นัก คณิตศาสตร์ ณ เมืองเวนิส เลโอนาร์โดได้ ท�ำงานเป็ นสถาปนิกและวิศวกรด้านการ ทหาร โดยเขาได้คิดค้นวิธีการป้ องกันเมืองจากการโจมตีทางเรือ เมื่อเขากลับมาที่ ฟลอเรนซ์ในปี ค.ศ. 1500 เขาและครอบครัว ได้รับการต้อนรับโดยพระภิกษุสงฆ์ที่อาราม ซานติสสิมา อันนุนซีอาตา และได้รับการ จัดสรรพื้นที่ส�ำหรับโรงปฏิบัติงานของเขาตามบันทึกของวาซาริ เลโอนาร์โดได้วาดภาพ พระนางพรหมจารีและพระกุมารกับนักบุญ อันนาและยอห์นผู้ให้บัพติศมา ผลงานที่ได้รับ ความชื่นชมจน “ชาย[และ]หญิง ทั้งเด็กและ ผู้ใหญ่” แห่ชม “ราวกับว่าพวกเขาก�ำลังไปงานรื่นเริง” ใน ค.ศ. 1502 ณ เมืองเชเซนา เลโอ นาร์โดได้เข้าท�ำงานเป็ นสถาปนิกและวิศวกรด้านการทหาร และเดินทางไปทั่วอิตาลีพร้อมกับผู้ อุปถัมภ์ของเขาให้กับ ซีซาร์ บอร์เจีย ลูกของ พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 เลโอนาร์โด ได้สร้างแผนที่ฐานที่มั่นของซีซาร์ บอร์เจียซึ่ง เป็ นผังของเมืองอิโมลา เพื่อที่จะได้รับการ อุปถัมภ์ของเขา เมื่อซีซาร์ได้เห็นผังเมืองนั้นแล้ว ก็ได้แต่งตั้งให้เลโอนาร์โดเป็ นหัวหน้าวิศวกรและ สถาปนิกทางทหารของเขา และในปี เดียวกัน เลโอนาร์โดได้จัดท�ำแผนที่หุบเขาเคียน่า แคว้น ตอสคานา ส�ำหรับผู้อุปถัมภ์ของเขา เพื่อให้มีภาพซ้อนทับที่ดีขึ้นของแผ่นดินและต�ำแหน่งทาง ยุทธศาสตร์ที่มากขึ้น โดยเขาได้จัดท�ำแผนที่นี้ พร้อมกับโครงการก่อสร้างเขื่อนจากทะเลไปยัง เมืองฟลอเรนซ์ เพื่อให้มีแหล่งน�้ำในทุกฤดูกาล เลโอร์นาโดได้ออกจากการท�ำงาน กับบอร์เจียและกลับไปยังเมืองฟลอเรนซ์ใน ช่วงต้น ค.ศ. 1503[48] และได้กลับเขามา อยู่ในสมาคมช่างนักบุญลูกาในวันที่ 18 ตุลาคมปี เดียวกัน และในเดือนนั้นเขาก็ได้ เริ่มสร้างผลงานภาพเหมือนของลีซา เดล โจกอนดา ผู้เป็ นแบบให้กับภาพวาดโมนา ลิซา ซึ่งเขาได้ท�ำภาพนี้ต่อไปจนถึงช่วง บั้นปลายชีวิตของเขา ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1504 เขาเป็ นส่วนหนึ่งของคณะ กรรมการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแนะน�ำว่าควรวาง รูปปั้นดาวิดของมีเกลันเจโลไว้ที่ใด จากนั้น เขาใช้เวลา 2 ปี ในเมืองฟลอเรนซ์ในการ ออกแบบและวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง ยุทธการอันเกียริ โดยมีมีเกลันเจโลได้ ออกแบบผลงานที่คู่กัน คือ ยุทธการคาชินา ในปี ค.ศ. 1506 เลโอนาร์โดถูก เรียกตัวไปยังมิลานโดย ชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอ็ องบวซ ผู้รักษาการเมืองชาวฝรั่งเศส โดย เลโอนาร์โดได้รับลูกศิษย์จากที่นั้นมาคน หนึ่ง คือเคาท์ฟรานเชสโก เมลซี ลูกชาย ของขุนนางลอมบาร์เดีย ซึ่งนับได้ว่าเป็ น ศิษย์คนโปรดของเขา สภาฟลอเรนซ์หวัง ให้เลโอนาร์โดกลับไปวาดยุทธการอันเกียรี ให้เสร็จ แต่เขาได้รับการปล่อยตัวตามพระ บรมราชโองการของพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 ที่ พิจารณาว่าจ้างศิลปิ นให้วาดภาพเหมือน บุคคล


39 พระนางพรหมจารีและพระกุมารกับ นักบุญอันนาและยอห์นผู้ให้บัพติศมา


40 สิ่งสืบทอด แม้ว่าเขาไม่ได้รับการฝึ กอบรม ทางวิชาการอย่างเป็ นทางการ[56] นัก ประวัติศาสตร์และนักวิชาการหลายคนยก ให้เลโอนาร์โดเป็ นแบบอย่างที่ส�ำคัญของ “อัจฉริยะสากล” หรือ “มนุษย์เรอแนซ็ องส์” บุคคลที่มี “ความอยากรู้อยากเห็น ที่ไม่สิ้นสุด” และ “จินตนาการที่ สร้างสรรค์อย่างร้อนแรง” เขาได้รับการ ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็ นหนึ่งใน บุคคลที่มีพรสวรรค์หลากหลายที่สุดเท่าที่ เคยมีมา นักวิชาการตีความมุมมองของ เขาที่มีต่อโลกว่าเป็ นไปตามตรรกะ แม้ว่า วิธีการเชิงประจักษ์ที่เขาใช้ในช่วงเวลาของ เขาไม่เป็ นไปตามแบบก็ตาม ชื่อเสียงของเลโอนาร์โดในช่วง ชีวิตของเขาท�ำให้พระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส ปฏิบัติต่อเขาเหมือนถ้วยรางวัล และอ้าง ว่าสนับสนุนเขาในวัยชรากับอุ้มเขาไว้ใน อ้อมพระกรขณะที่เสียชีวิต ความสนใจใน ตัวเลโอนาร์โดและผลงานของเขาไม่เคย ลดลง ฝูงชนยังคงต่อคิวเพื่อชมผลงาน ศิลปะที่โด่งดังที่สุดของเขา เสื้อยืดยังคงมีภาพวาดที่โด่งดังที่สุดของเขา และนัก เขียนยังคงยกย่องเขาในฐานะอัจฉริยะ ใน ขณะเดียวกันก็คาดเดาเกี่ยวกับชีวิตส่วน ตัวของเขา เช่นเดียวกับสิ่งที่คนฉลาดเชื่อ จริง ๆ ความสนใจในความเป็ นอัจฉริยะ ของเลโอนาร์โดยังคงที่ ผู้เชี่ยวชาญศึกษาและ แปลงานเขียน วิเคราะห์ภาพวาดของเขา โดย ใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ โต้เถียงเกี่ยวกับ ที่มาที่ไป และค้นหาผลงานที่มีการบันทึกแต่ ไม่มีการค้นพบ โมนาลิซา ซึ่งถือเป็ นงานศิลปะชิ้น เอกของเลโอนาร์โด มักถิอเป็ นภาพครึ่งตัวที่ โด่งดังที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา อาหารค�่ำมื้อ สุดท้ายเป็ นจิตรกรรมทางศาสนาที่มีการท�ำ ซ�้ำมากที่สุดตลอดกาล และภาพวาดเส้น มนุษย์วิตรูวิอุส ก็ถือเป็ นสัญลักษณ์กระแส วัฒนธรรม ยอห์นผู้ให้บัพติศมา


41 โมนาลิซ่า


42 อาหารค�่ำมื้อสุดท้าย The Last Supper เป็ นจิตรกรรมฝาผนังที่เลโอนาร์โด ดา วินชี วาดให้แก่ดยุกลูโดวีโก สฟอร์ซา ผู้อุปถัมภ์เขา ภาพเป็ นเหตุการณ์ตามพระวรสารภาพเกี่ยว กับอาหารค�่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับอัครทูต ก่อนที่จะทรงถูกน�ำไปตรึงกางเขน ภาพวาดนี้ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เนื่องจากถูกวาดด้วยปูนเปี ยกบนผนัง ภาพวาดนี้ยังถือว่าเป็ นภาพ วาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเลโอนาร์โด ดา วินชี ที่ยังคงสภาพให้มองเห็นได้ในปัจจุบัน และยัง ถือได้ว่าเป็ นหนึ่งในบรรดาจิตรกรรมที่รู้จักกันอยู่ทั่วโลก


43 ภาพวาดนี้ยังเป็ นแกนส�ำคัญของการเดินเรื่องราวของนวนิยายชื่อดังของโลก รหัส ลับดาวินชี ที่มีเนื้อหาระบุว่า เลโอนาร์โด ดา วินชี ได้แฝงปริศนาความลับไว้ในภาพโดยแสดง ถึงสาวกหญิงใกล้ชิดผู้หนึ่งซึ่งมีสัมพันธ์กับพระเยซู ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวได้รับการคัดค้านจาก ศาสนาจักรคาทอลิกอย่างรุนแรง อาหารค�่ำมื้อสุดท้าย


44 ภาพการศึกษาตัวอ่อนมนุษย์


Click to View FlipBook Version