The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Xiao ling, 2023-09-12 04:31:13

5 Master Painter

History Master Painter

Keywords: Painter

C H A P T E R 4 Vincent van Gogh วินเซนต์ แวนโก๊ะ


46


47 Vincent van Gogh วินเซนต์ แวนโก๊ะ ฟิ นเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคค 30 มีนาคม ค.ศ. 1853 — 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1890)[เชิงอรรถ คนไทยมักเรียก วินเซนต์ แวน โก๊ะ เป็ นจิตรกรชาวดัตช์ในลัทธิประทับ ใจยุคหลัง ซึ่งเป็ นหนึ่งในผู้มีชื่อเสียงและ อิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะ ตะวันตก เขาสร้างสรรค์งานศิลป์ กว่า 2,100 ชิ้นในเวลาเพียงสิบปี กว่า ในจ�ำนวน นี้เป็ นภาพสีน�้ำมัน 860 ชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่ ผลิตขึ้นในสองปี สุดท้ายของชีวิตเขา ผลงาน ของเขามีทั้งภาพภูมิประเทศ ภาพนิ่ง ภาพ คนเหมือน และภาพเหมือนตนเอง ซึ่งล้วนมี ลักษณะเด่นเป็ นสีสันจัดจ้านและงานพู่กันที่ ฉวัดเฉวียนแฝงอารมณ์ชวนประทับใจอัน ช่วยสร้างรากฐานให้แก่ศิลปะสมัยใหม่ หลัง ทนทุกข์เพราะไข้ใจและความจนมานาน หลายปี เขาปลิดชีวิตตนเองเมื่ออายุได้ 37 ปี


48 เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง ค่อนไปทางชั้นสูง เขาเป็ นเด็กที่เคร่งขรึม พูดน้อย แต่คิดมาก เมื่อโตเป็ นหนุ่ม เขา ท�ำงานเป็ นนายหน้าขายศิลปกรรม จึง เดินทางบ่อย แต่เมื่อต้องย้ายบ้านไปอยู่ ลอนดอน เขาก็ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า จึง หันไปหาศาสนา ปฏิบัติศาสนกิจในฐานะ มิชชันนารีโปรเตสแตนต์ทางภาคใต้ของ เบลเยียม ชีวิตเขาล่องลอยไปมาระหว่าง สุขภาพอันทรุดโทรมกับความโดดเดี่ยว อ้างว้าง กระทั่งมาจับงานวาดเขียนเอาใน ค.ศ. 1881 หลังย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิด เมืองนอนกับบิดามารดา เขาได้ Theo น้องชาย คอยสนับสนุนทางการเงิน เขา กับน้องติดต่อกันมาเสมอด้วยจดหมาย โต้ตอบ ผลงานชิ้นแรก ๆ ของเขาส่วน ใหญ่เป็ นภาพนิ่งและภาพแสดงชนชั้น กรรมกร แต่มีไม่มากที่ใช้สีสันสดใส ต่างจากผลงานชิ้นหลัง ๆ ครั้น ค.ศ. 1886 เขาย้ายไปอยู่ปารีส ได้พบเจอสมาชิกกลุ่ม ล�้ำยุค เช่น Émile Bernard กับปอล โกแก็ง ที่ก�ำลังมีปฏิกิริยาตอบโต้ประเด็นอ่อนไหว เรื่องลัทธิประทับใจ เมื่องานของเขา ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ เขาก็สร้างรูปโฉมใหม่ ให้แก่งานภาพนิ่งและภาพภูมิประเทศท้อง ถิ่นของตน โดยให้มีสีสันกระจ่างใสขึ้น เป็ นรูปแบบที่ใช้งานจริงอย่างเต็มที่ในช่วง ที่เขาพ�ำนักอยู่ ณ เมืองอาร์ล ทางภาคใต้ ของฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1888 ช่วงนี้เองที่ เขาขยายหัวเรื่องส�ำหรับงานของตนออก ไปเป็ นภาพชุดต้นมะกอก ทุ่งสาลี และทานตะวัน เขาประสบปัญหาทางใจอยู่หลาย ช่วง และแม้จะกังวลเรื่องเสถียรภาพทางจิตใจ ของเขายิ่งนัก เขากลับละเลยสุขภาพทางกาย ไปเสียสิ้น ไม่กินไม่นอนตามสมควร ทั้งยังร�่ำ สุราอย่างหนัก ครั้งหนึ่ง เขามีปากเสียงกับโก แก็ง แล้วคว้ามีดโกนไล่ตามโกแก็ง ก่อนเฉือน หูซ้ายของตัว ความปั่นป่ วนทางใจท�ำให้เขา ต้องอยู่โรงพยาบาลจิตเวชหลายครั้ง เช่นครั้ง ที่เขาพักอยู่ในแซ็ง-เรมี-เดอ-พรอว็องส์ เมื่อ ออกโรงพยาบาลแล้ว เขาย้ายไปอยู่ Auberge Ravoux ที่โอแวร์ซูว์รวซใกล้กับปารีส และอยู่ ในการดูแลรักษาของแพทย์แผนโฮมีโอพาธีนาม Paul Gachet ภาวะซึมเศร้าของเขาด�ำเนิน ต่อมาจนวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1890 เขา ใช้ปื นลูกโม่ยิงอกตนเอง บาดแผลครั้งนี้ท�ำให้ เขาเสียชีวิตในอีกสองวันถัดมา ตอนมีชีวิตอยู่ เขาไม่ประสบความ ส�ำเร็จ และถูกมองเป็ นคนบ้า คนล้มเหลว แต่ พอเสียชีวิตเพราะอัตวินิบาตกรรมแล้ว เขา กลับโด่งดัง สถิตอยู่ในภาพจ�ำของสาธารณชน ในฐานะอัจฉริยบุคคลผู้ถูกมองข้าม ถึงกับมีค�ำ กล่าวว่า เขาเป็ น ศิลปิ น “ผู้ซึ่งวาทกรรมเรื่อง ความบ้าคลั่งและความสร้างสรรค์มีเส้นคั่นอยู่บาง ๆ” (where discourses on madness and creativity converge) เกียรติยศเริ่มหลั่งไหลมาหาเขาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เนื่องจาก องค์ประกอบในรูปแบบงานวาดเขียนของเขา กลายเป็ นรูปเป็ นร่างขึ้นมาเพราะคติโฟวิสต์และ ลัทธิส�ำแดงพลังอารมณ์แบบเยอรมัน หลาย สิบปี ให้หลัง ผลงานของเขาประสบความส�ำเร็จทางการค้าพาณิชย์อย่างกว้างขวาง ทุกวันนี้ เขาเป็ นที่จดจ�ำในฐานะจิตรกรคนส�ำคัญผู้มี ชีวิตอันชวนสลด บุคลิกภาพที่เป็ นปัญหาของ เขากลายเป็ นสัญลักษณ์ของศิลปิ นระทม (tortured artist) ในอุดมคติแนวสุขนาฏกรรม


49 ฟิ นเซนต์ ฟัน โคค


50 Sunflowers


51 ประวัติ ฟัน โคค เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1853 ที่เมืองซึนเดิร์ต (Zundert) ใน ภูมิภาคบราแบนต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ (เป็ น เมืองที่ติดกับชายแดนเบลเยียม) มีพ่อเป็ น นักบวชในศาสนาคริสต์ มีพี่น้องด้วยกัน ทั้งหมด 6 คน เป็ นชนชั้นกลางที่มีชีวิตแบบ แคบ ๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เขาเป็ นเด็ก หนุ่มที่ดูเงอะงะ ไม่คล่องแคล่วเหมือนคนมี ปมด้อย ค่อนข้างใจน้อย เขามีนิสัยชอบเก็บตัว และมีอาการของโรควิตกกังวล และยังมีอารมณ์ที่อ่อนไหวง่าย อ่อนโยน มีความ เมตตาต่อคนทุกข์ยาก ท�ำให้ทุกคนมองเขาว่า เป็ นคนเจ้าอารมณ์ น่าร�ำคาญ เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาได้เข้าท�ำงานที่ห้องภาพแห่งหนึ่งที่เดอะ เฮก กับญาติที่ท�ำงานด้านศิลปะ และเมื่อเขา มีอายุได้ 18 ปี เขาก็ถูกส่งตัวไปยังห้องภาพที่สาขาปารีส ด้วยความที่เขาเป็ นคนซื่อ และ ความเบื่อหน่ายที่ทางห้องภาพเอารูปเลว ๆ มาหลอกขายกับคนที่ไม่รู้จักศิลปะ เขาถึงกับ บอกให้ลูกค้าไม่ให้ซื้อภาพนั้น จนกระทั่งทาง ร้านไม่พอใจไล่เขาออกจากงานในที่สุด หลังจากนั้น เขาจึงหันไปศึกษา ทางศาสนาอย่างจริงจัง หลังจากสอบเข้า วิทยาลัยศาสนาที่นครอัมสเตอร์ดัมได้ 14 เดือน เขาพบว่าตนเองไม่ได้อะไรอย่างที่ ตั้งใจไว้ จึงเลิกเรียนเสียและได้ย้ายไปอยู่ใน เหมืองถ่านหินในต�ำบลบอรีนาฌ เพื่อ เทศนาสั่งสอนและช่วยเหลือคนทุกข์ยากใน เหมืองนั้นโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาอุทิศ เงินจ�ำนวนหนึ่งให้กับคนทุกข์ยากโดยที่ ตนเองมีเงินใช้อย่างจ�ำกัด และต้องกินเศษ ขนมปัง ท�ำให้ร่างกายผอมลงและเป็ นพิษไข้ เพราะการบริโภคที่ผิดอนามัยและความ หนาวเหน็บจากกองไฟกองเล็กที่ไม่อาจสู้ กับความหนาวเย็นของอากาศได้ ท�ำให้ ความงก ๆ เงิ่น ๆ ของเขามีมากยิ่งขึ้น ฟัน โคค เป็ นคนที่พูดไม่เก่ง ท�ำให้ การเทศนาสั่งสอนของเขาไม่อาจจับจิตชาว เหมืองได้ ประกอบกับความใจบุญของเขา ท�ำให้คนเหล่านั้นมองว่าเขาเป็ นคนแปลกแตก ต่างจากคนเหมือง ท�ำให้เขาเศร้าใจมาก และศาลพระก็ไม่ยอมแต่งตั้งให้เขาเป็ นนักเทศน์ ใน ที่สุดชีวิตของเขาต้องเร่ร่อนไปอย่างไร้จุด หมาย เขาไม่ยอมแม้กระทั่งที่จะเขียนจดหมาย ถึงเตโอ น้องชายคนสนิท จนกระทั่ง ปี ค.ศ. 1880 เขาได้ เขียนจดหมายมาบอกกับเตโอ น้องของเขา ว่า เขาค้นพบแล้วว่า ศิลปะคือทุกสิ่งทุก อย่างของเขา และเข้ามาแทนที่สิ่งอื่น ๆ จน หมด เขาใช้เวลาเพื่อศึกษามันด้วยตนเอง อย่างจริงจัง ก่อนหน้านั้นเขาเคยเขียนรูปมาบ้างแต่ไม่จริงจังเท่าไหร่ แต่ต่อจากนี้ไป มันคือชีวิตจิตใจของเขา (จดหมายที่ฟัน โคค เขียนถึงน้องชายของเขา ในปัจจุบันก็ เป็ นที่ต้องการและมีความส�ำคัญมากต่อการชมงานศิลปะของเขา)


52 ฟัน โคค ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทาง สายศิลปะอย่างล�ำบากยากแค้น เขายิงตัว เองเข้าทางซี่โครงด้านซ้าย ในวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1890 หลังจากการ เขียน “รูปทางสามแพร่ง” (Wheat Field with Crows) (งานชิ้นนี้อาจจะสื่อถึงการหาทางออกให้กับของชีวิตของเขาเอง ที่เปรียบ เสมือนทาง 3 สายที่มาบรรจบกันท�ำให้ เลือกไม่ถูกว่าจะไปทางใดต่อ) ซึ่งเป็ นงานชิ้น สุดท้ายของเขาที่ทุ่งนา แต่เขาไม่เสียชีวิต ทันที โดยเขาได้เอามือกดปากแผลไว้และเดิน กลับมาที่ร้านกาแฟที่เขาพัก ฟัน โคค สิ้นใจในวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1890 ท่ามกลางความ เศร้าโศกเสียใจของเพื่อน ๆ ศพของเขาถูก ฝังไว้ในสุสานเล็ก ๆ ที่เมืองโอแวร์ซูว์รวซ ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส หลังจากนั้นอีก 1 ปี ต่อมา เตโอ น้องชายก็ เสียชีวิตตามพี่ชายของเขาไปเนื่องจากความ โศกเศร้าและอาการเจ็บป่ วยเรื้อรัง ศพของ เตโอถูกฝังที่เมืองยูเทรกต์ และในอีก 23 ปี ต่อมา ภรรยาของเตโอจึงย้ายศพของเขาบางส่วนมาฝังไว้ใกล้ ๆ ศพของฟัน โคค ใน ที่สุดพี่น้องที่รักกันมากก็ได้มาอยู่ด้วยกันใน สุสานเล็ก ๆ ที่เมืองโอแวร์ซูว์รวซ ค.ศ. 2013 ได้มีการพบผลงานของเขาอีก ชิ้นชื่อ “อาทิตย์อัสดงที่มงมาฌูร์” (Sunset at Montmajour) ที่ห้องใต้หลังคาของนัก สะสมชาวนอร์เวย์[2]


53 ราตรีประดับดาว


54


55 Almond Blossoms ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1890 น้อง ชายของแวนโก๊ะ ทีโอได้ลูกชายที่ซึ่งใช้ชื่อ วินเซนต์หลังจากที่เขาเป็ นศิลปิ น แวน โก๊ะติดหลานมากและเขาได้เขียนถึงน้อง สะใภ้ โจ “เขาชอบมองด้วยความสนใจใน รูปของลุงวินเซนต์เป็ นอย่างมาก” ซึ่ง รูปภาพนี้ได้ถูกวาดโดยแวนโก๊ะเพื่อเฉลิม ฉลองให้กับหลานชายของเขาที่เพิ่งเกิด วินเซนต์เป็ นแฟนพันธ์ุแท้ของศิลปะญี่ปุ่ น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเภทภาพพิมพ์ อุกิโยะและอิทธิพลของภาพพิมอุกิโยะก็ เป็ นผลงานอันโด่งดังที่ซึ่งได้รับความ นิยมสูงจากศิลปิ น


56 Self-Portrait with Bandaged Ear


C H A P T E R 5 Claude Monet โกลด มอแน


58


59 Claude Monet โกลด มอแน โกลด มอแน (ฝรั่งเศส: Claude Monet) หรือ อ็อสการ์-โกลด มอแน (Oscar-Claude Monet; 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1840 – 5 ธันวาคม ค.ศ. 1926)[1] เป็ นจิตรกรลัทธิ ประทับใจ และเป็ นจิตรกรคนส�ำคัญของประเทศ ฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึง 20 มีความ ส�ำคัญในการเป็ นผู้ริเริ่มศิลปะในลัทธิประทับใจ และมีบทบาทส�ำคัญในปรัชญาและการปฏิบัติ ของขบวนการนี้ ซึ่งเป็ นการวาดภาพจากความ ประทับใจในสิ่งที่เห็นของผู้วาด (perception) แทนที่จะพยายามท�ำให้เหมือนจริงตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในจิตรกรรมภูมิทัศน์ (landscape painting)[2] ค�ำว่า “Impressionism” มาจากชื่อภาพเขียนของมอแนเองชื่อ ความประทับใจของ พระอาทิตย์ขึ้น (“Impression, Sunrise”)


60 ประวัติของมอแน มอแนเกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1840 บนชั้น 5 ของบ้าน เลขที่ 45 ถนนลาฟิ ตต์ เขต 9 ในปารีส[3] เป็ นลูกชายคนที่สองของโกลด อาดอลฟ์ และ ลุย จุสตีน โอเบรผู้เป็ นนักร้อง ทั้งสองคน เป็ นชาวปารีสชั่วคนที่สอง มอแนรับศึลจุ่ม เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมปี ต่อมาที่วัดนอเท รอดามเดอโลเร็ต ในชื่อ อ็อสการ์ โกลด[3] เมื่อปี ค.ศ. 1845, ครอบครัวของมอแนย้าย ไปเมืองเลออาฟวร์ (Le Havre) ในนอร์ม็องดีทางเหนือของฝรั่งเศส พ่อของมอแนอยากให้ มอแนท�ำกิจการร้านขายของช�ำของ ครอบครัวแต่มอแนอยากเป็ นศิลปิ น เมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1851 มอแนก็เข้าเรียนศิลปะที่โรงเรียนมัธยมศิลปะที่ เลออาฟวร์ และเป็ นที่รู้จักกันในฝี มือการเขียน รูปการ์ตูน (caricature) ด้วยถ่านที่มอแนขายในราคา 10 ถึง 20 ฟรังส์ นอกจากนั้นมอแนก็ ยังเรียนการเขียนภาพเป็ นครั้งแรกกับฌัก-ฟร็ องซัว โอชารด์ (Jacques-François Ochard) ผู้ เป็ นลูกศิษย์ของฌัก-หลุยส์ ดาวิด (Jacques-Louis David) ระหว่างปี ค.ศ. 1856-1857 มอแนพบยูจีน บูแดง (Eugène Boudin) ผู้เป็ นจิตรกรและผู้ที่มอแนถือว่าเป็ น ครูและเป็ นผู้สอนให้มอแนวาดภาพด้วยด้วยสี น�้ำมัน และสอนวิธีวาดภาพ “นอกสถานที่” (en plein air) แม่ของมอแนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1857 เมื่อมอแนอายุได้ 16 มอ แนก็ลาออกจากโรงเรียนไปอยู่กับน้ามารี-ฌาน เลอกาดร์ (Marie-Jeanne Lecadre) ผู้เป็ น แม่ม่ายและไม่มีลูกของตนเอง เมื่อมอแนไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ลูฟวร์ที่ปารีส มอแนพบว่างานเขียนที่เห็นใน พิพิธภัณฑ์เป็ นภาพที่ลอกมาจากภาพของ ครูบาสมัยเก่า แทนที่จะนั่งลอกภาพเขียนที่ แขวนในพิพิธภัณฑ์ มอแนก็กลับเอาขาหยั่งไป ตั้งริมหน้าต่างและวาดภาพสิ่งที่เห็นนอก หน้าต่าง มอแนอยู่ปารีสเป็ นเวลาหลายปี และ ได้พบจิตรกรหลายคนผู้กลายมาเป็ นเพื่อน และจิตรกรลัทธิประทับใจร่วมสมัยของมอแน เพื่อนคนหนึ่งของมอแนคือเอดวด มาเนท์ เมื่อเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1861 มอแนสมัคร เป็ นทหารกับกอง First Regiment of African Light Cavalry ในประเทศแอลจีเรีย มอแนเป็ น ทหารอยู่ได้สองปี ก็เป็ นไข้ไทฟอยด์ มาดาม เลอคาเดรจึงให้มอแนลาออกจากการเป็ น ทหารโดยให้สัญญาว่าต้องไปเรียนวิชาศิลปะ ต่อให้จบที่มหาวิทยาลัย อาจจะเป็ นได้ว่าโย ฮันน์ ยองคินด์ (Johan Jongkind) จิตรกรชาว เนเธอร์แลนด์ผู้มอแนรู้จัก มีส่วนในการให้ข้อ เสนอแนะนี้ แต่มอแนก็ไม่พอใจกับทฤษฏีการ สอนตามแบบที่ท�ำกันมาของมหาวิทยาลัย ในปี ค.ศ. 1862 มอแนก็ไปเป็ นลูกศิษย์ของมาร์ค ชาร์ล เกเบรียล เกลร์ (Marc-Charles-Gabriel Gleyre) ที่ปารีสซึ่งเป็ น ที่ที่มอแนได้พบปี แยร์ ออกุสต์ เรอนัวร์, เฟรเดริก บาซีย์ (Frédéric Bazille) และอัลเฟ รด ซิสลีย์ สามคนนี้ก็มีแนวนิยมในการเขียนภาพแบบใหม่ร่วมกัน--การเขียนที่พิจารณา ถึงผลของแสงที่มีต่อสิ่งที่วาดนอกสถานที่ การใช้แสงแตกหัก และฝี แปรงที่หยาบที่กลายมาเป็ นลักษณะลัทธิประทับใจที่เรารู้จักกันทุก วันนี้


61 Impression, Sunrise


62 ลัทธิประทับใจ หลังจากเกิดสงครามฝรั่งเศสปรัสเซียเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1870 มอแนก็ลี้ภัยไปอยู่อังกฤษเมื่อเดือน กันยายน ค.ศ. 1870 ขณะที่อยู่ที่นั่นมอแน ก็ศึกษางานภาพภูมิทัศน์ของ จอห์น คอนสตาเบิล (John Constable) และ วิลเลียม เท อร์เนอร์ (William Turner) ซึ่งมามีอิทธิพล ต่อการศึกษาเรื่องการใช้สี เมื่อฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ. 1871 ทางราชสถาบันศิลปะ (Royal Academy) ไม่ยอมแสดงผลงานขอ งมอแน เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1871 มอแนก็ย้ายจากลอนดอนไปซานดาม (Zaandam) ในประเทศ เนเธอร์แลนด์[6] ซึ่งเป็ นที่มอแนเขียนภาพ 25 ภาพ (เป็ นที่ที่ต�ำรวจสงสัยว่ามอแนมี ส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ) จากซานดาม มอแนก็มีโอกาสไปอัมสเตอร์ดัมซึ่งอยู่ไม่ ไกลนัก ประมาณเดือนตุลาคม หรือ พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1871 มอแนก็ย้าย กลับปารีส ระหว่างเดือนธันวาคม ค.ศ. 1871 ถึง ค.ศ. 1878 มอแนอาศัยอยู่ที่อาร์ฌ็องเตย (Argenteuil) ซึ่งเป็ นหมู่บ้าน ริมฝั่งแม่น�้ำเซนใกล้ปารีส และเป็ นที่ที่มอ แนวาดภาพที่กลายมาเป็ นภาพที่มีชื่อเสียง ที่สุดของมอแน และเป็ นภาพที่เป็ นที่รู้จักกัน แพร่หลายหลายภาพ ในปี ค.ศ. 1874 มอ แนกลับไปเนเธอร์แลนด์อยู่ระยะหนึ่ง ประมาณปี ค.ศ. 1872 หรือ 1873 มอแนวาดภาพ “Impression, Sunrise” (Impression: soleil levant— ความประทับใจของพระอาทิตย์ขึ้น) ซึ่งเป็ นภาพภูมิทัศน์ของเลออาฟวร์ ภาพนี้ตั้งแสดงที่งานนิทรรศการศิลปะ ลัทธิประทับใจครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1874 ในปัจจุบันตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์มาโมแตง-มอแน ที่ปารีส หลุยส์ เลอ รอยนักวิจารณ์ศิลปะเริ่มใช้ค�ำ “อิม เพรสชันนิสม์” จากชื่อภาพในการ บรรยายศิลปะลักษณะนี้อย่างเยาะ ๆ แต่จิตรกรลัทธิประทับใจนิยมค�ำและ เริ่มใช้เรียกตัวเองอ้างอิงผิดพลาด มอ แนและกามีย์ ดองโซแต่งงานกันเมื่อ วันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1870 ไม่นานก่อนเกิดสงครามฝรั่งเศส-ปรัส เซีย[6] พอปี ค.ศ. 1876 กามีย์ก็เริ่ม ป่ วย หลังจากมีมิเชลลูกคนที่สองเมื่อ วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1878 สุขภาพ ของกามีย์ก็เสื่อมลง ในที่สุดก็เสียชีวิต เมื่ออายุได้ 32 ปี ด้วยวัณโรคเมื่อวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1879 มอแนวาดภาพกามีย์บนเตียงที่กามีย์นอนป่ วย


63 Le dejeuner sur lherbe


64 ชีวิตสมัยหลัง หลังจากมอแนโศกเศร้ากับการตาย ของกามีย์อยู่หลายเดือนมอแนก็สัญญากับตนเอง ว่าจะไม่ยอมเป็ นทาสความยากไร้อีก โดยเริ่มเขียนภาพจริง ๆ จัง ๆ และสร้างงานที่ดึที่สุดของ ตนเองของสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อต้น คริสต์ทศศตวรรษ 1880 มอแนก็วาดภาพภูมิ ทัศน์ของชนบทฝรั่งเศสด้วยความตั้งใจที่จะท�ำเป็ น หลักฐานของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งท�ำให้เกิดการวาดภาพเป็ นชุดหลายชุดที่เกี่ยวกับภูมิทัศน์ของ ชนบทฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1878 มอแนและกามีย์ ย้ายไปอยู่ที่บ้านของเอิร์นเนส โอเชด (Ernest Hoschedé) เป็ นการชั่วคราว โอเชดเป็ นเจ้าของ ร้านสรรพสินค้าผู้มีฐานะและเป็ นผู้อุปถัมป์ ศิลปิ น สองครอบครัวนี้ก็อยู่ด้วยกันที่เวทุย (Vétheuil) ระหว่างหน้าร้อน หลังจากที่เอิร์นเนสล้มละลาย และย้ายไปประเทศเบลเยียมเมื่อปี ค.ศ. 1878 และ หลังจากที่กามีย์เสียชีวิตเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1879 มอแนก็ยังคงอาศัยอยู่ที่เวทุย โดยมีอลิซ ภรรยาของเอิร์นเนส โอเชดก็ช่วยมอแนดูแลบุตรชายสองคน อลิซน�ำลูกของมอแนไปเลี้ยงร่วมกับ ลูกของอลิซเองอีก 6 คนที่ปารีสอยู่ระยะหนึ่ง[11] ก่อนที่จะย้ายกลับมาเวทุยพร้อมกับลูก ๆ อีกครั้ง เมื่อปี ค.ศ. 1880[12] ในปี ค.ศ. 1881 ทั้งสอง ครอบครัวก็ย้ายไปปอยซี (Poissy) ซึ่งเป็ นที่ที่มอ แนไม่ชอบ จากหน้าต่างรถไฟระหว่างแวร์นองและกาสนีมอแนก็พบจิแวร์นีย์ (Giverny) ในนอร์ม็องดี ในเดือนเมษายนปี ค.ศ. 1883 มอแนก็ย้ายไปแวร์ นองและต่อมาจิแวร์นีย์ ซึ่งเป็ นที่ที่มอแนท�ำสวน ขนาดใหญ่และเป็ นที่ที่มอแนเขียนภาพตลอดใน บั้นปลายของชีวิต หลังจากเอิร์นเนสเสียชีวิต อลิ ซก็แต่งงานกับมอแนเมื่อปี ค.ศ. 1892 เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1883 มอแนก็เช่าที่ดินสองเอเคอร์ที่จิ แวร์นีย์จากเจ้าของที่ดินบริเวณนั้น ตัว บ้านตั้งอยู่ใกล้ถนนสายหลักระหว่างแวร์ นองกับกาสนี ตัวบ้านมีโรงนาที่มอแนใช้ เป็ นห้องส�ำหรับเขียนภาพ ภูมิทัศน์ บริเวณนั้นก็เหมาะกับการเขียนภาพขอ งมอแน นอกจากนั้นครอบครัวก็ยังช่วย กันท�ำสวนดอกไม้ใหญ่ ฐานะของมอแนก็ เริ่มดีขึ้นเมื่อมีพอล ดูรานด์ รูลเป็ นนาย หน้าขายภาพเขียนให้ ในปี ค.ศ. 1890 มอแนก็มีฐานะดีพอที่จะซื้อบ้าน สิ่ง ก่อสร้างในบริเวณนั้น และที่ดินเป็ นของ ตนเอง ต่อมามอแนก็สร้างห้องเขียนภาพ อีกห้องหนึ่งซึ่งเป็ นห้องที่ใหญ่กว่าเดิม และเป็ นเพดานที่มีแสงส่องเข้ามาได้ ตั้งแต่คริสต์ทศศตวรรษ 1880 จนกระ ทั่งมอแนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1926 มอแน เขียนภาพหลายชุดส�ำหรับการแสดงภาพ เขียน ซึ่งแต่ละชุดมอแนก็จะวาดตัวแบบ เดียวกันแต่จากมุมต่าง ๆ กันและต่าง เวลากันตามแต่แสงและภาวะอากาศจะ เปลี่ยนแสงสีของสิ่งที่วาด เช่นภาพชุด กองฟางที่เขียนระหว่างปี ค.ศ. 1890- 1891 ซึ่งเขียนจากหลายมุมและต่างฤดู และต่างเวลากันในแต่ละวัน ภาพเขียนชุด อื่น ๆ ที่มอแนก็ได้แก่ ชุดมหาวิหารรู อ็อง, ชุดต้นพอพพลา, ชุดตึกรัฐสภา อังกฤษ, ชุดยามเช้าบนฝั่งแม่น�้ำเซน, และ ชุดดอกบัวซึ่งมอแนเขียนที่จิแวร์นีย์


65 มหาวิหารรูอ็อง


66 ภาพนิ่งกับดอกแอนนิโมนี


67Woman with a Parasol


68 Women in a Garden


70


Click to View FlipBook Version