The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน 2566 เล่ม 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by natchanonoffice, 2023-07-02 22:05:22

คู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน 2566 เล่ม 2

คู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน 2566 เล่ม 2

บทนำ “ปลอดภัยไว้ก่อน” เป็นคำกล่าวที่ทุกท่านได้ยินได้ฟังโดยทั่วไป แต่สำหรับ “ความปลอดภัยใน การทำงาน” นั้น เป็นคำกล่าวที่มาพร้อมความตระหนัก ความรับผิดชอบ และหน้าที่ของหัวหน้างาน และพนักงานทุกคน ซึ่งความปลอดภัยในการทำงานนั้น จะรักษาชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพ รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานและเป็นความอยู่รอดขององค์กร ควบคู่กับคุณธรรมที่ ผู้บริหารพึงมอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานของตนเอง รวมถึงการรักษาทรัพย์สิน และความสูญเสียที่เกิดขึ้น จากอุบัติภัยทั้งปวงด้วย บริษัทฯ ตระหนักถึงความปลอดภัยของพนักงานทุกคน จึงได้จัดทำคู่มือความปลอดภัย อาชี วอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานขึ้น เพื่อมุ่งหวังที่จะเป็นสิ่งย้ำเตือนให้พนักงานทุกคนมี ความปลอดภัยในการทำงาน และเพื่อย้ำเตือนถึงสิ่งที่พนักงานทุกคนต่างก็มีความรับผิดชอบทั้งตนเอง และเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพนักงานงานภายใต้การบังคับบัญชาของหัวหน้างานทุก คน อันจะเป็นมวลรวมของความรับผิดชอบต่อองค์กรของเรานั่นเอง เพื่อให้เกิดการดูแลและการ ปฏิบัติตามหน้าที่ซึ่งกันและกัน ให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานอันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตในการ ทำงานที่ดีต่อไป สุดท้ายนี้ ขอให้พนักงานทุกคนได้ศึกษาคู่มือ และนำไปปฏิบัติตามเพื่อความปลอดภัยของท่าน และขอขอบคุณผู้บริหาร และพนักงานที่เกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุนและผลักดัน ให้ทุกท่านตระหนัก ถึงความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างต่อเนื่องด้วยดีตลอดมา ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้


สารบัญ เรื่อง หน้า บทนำ นโยบายอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 1 วัตถุประสงค์ ข้อปฏิบัติ 2 กฎและวัฒนธรรมความปลอดภัยอาชีวอนามัยฯ 3 ประกาศสิทธิหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง 5 แผนผังองค์กร และหน้าที่ความรับผิดชอบ 7 คำศัพท์เกี่ยวกับความปลอดภัย สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ 13 ลักษณะอันตรายจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน 16 องค์ประกอบที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย 18 โรคจากการประกอบอาชีพ 19 การป้องกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน 26 อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย 28 การสอบสวนอุบัติเหตุ 29 อันตรายจากไฟฟ้า 31 อันตรายจากเครื่องจักร 35 อันตรายจากโฟลกลิฟต์ 36 การปฏิบัติงานกับปั้นจั่น 40 การปฏิบัติงานกับหม้อไอน้ำ 43 การปฏิบัติงานบนที่สูง 44 ความปลอดภัยในการใช้นั่งร้าน 45 การปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานเชื่อม 46 สภาพแวดล้อมในการทำงาน แสงสว่าง ความร้อน เสียง 48 ความปลอดภัยในการใช้สารเคมีและการจัดเก็บ 52 ความปลอดภัยในการทำงานกับรังสี 57 ความปลอดภัยในการทำงานอับอากาศ 58 สัญลักษณ์และเครื่องหมายความปลอดภัย 60 การปฐมพยาบาลเบื้องต้น 6 2 แผนอพยพฉุกเฉิน 6 7


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า1


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า2 วัตถุประสงค์ การดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อให้มั่นใจ ได้ว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานมีความปลอดภัยและส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี ตลอดจนคุณภาพชีวิต ในการทำงานแก่พนักงานทุกคน เพื่อให้พนักงานทุกคนพร้อมที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายของบริษัทฯ ส่งเสริมคุณค่าของตนเองและประโยชน์โดยรวมของสังคม ข้อปฏิบัติ การใช้คู่มือความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน 1. พนักงานต้องอ่านและทำความเข้าใจ หัวข้อเรื่อง เนื้อหา และการปฏิบัติตัวจากคู่มือฉบับนี้ 2. พนักงานต้องตรวจสอบ การแจ้งให้รู้ ชี้ให้ดู และเข้าใจแนวทางการปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า3


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า4


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า5


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า6


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า7 หน้าที่หน่วยงานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน 1. วางแผนการดำเนินงานสำหรับการขจัดความเสี่ยงของสถานประกอบกิจการและดูแลให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 2. จัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุ อุบัติภัย และควบคุมความเสี่ยงภายในสถานประกอบ กิจการ 3. จัดทำคู่มือและมาตรฐานว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานไว้ในสถานประกอบกิจการ เพื่อให้ลูกจ้างหรือผู้ที่ เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์ 4. กำหนดชนิดของอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับลักษณะความเสี่ยงของงานเสนอต่อนายจ้าง เพื่อจัดให้ลูกจ้างหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสวมใส่ขณะปฏิบัติงาน 5. ส่งเสริม สนับสนุน ด้านวิชาการและการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ในสถานประกอบกิจการ เพื่อให้ลูกจ้าง ปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน รวมทั้งด้านการควบคุมป้องกัน อัคคีภัยและอุบัติภัยร้ายแรงด้วย 6. จัดอบรมเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานและข้อปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานแก่ลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่ก่อนให้ ปฏิบัติงาน รวมทั้งลูกจ้างซึ่งต้องทำงานที่มีความแตกต่างไปจากงานเดิมที่เคยปฏิบัติอยู่และอาจเกิดอันตรายด้วย 7. ประสานการดำเนินงานความปลอดภัยในการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกสถานประกอบกิจการ รวมทั้งหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 8. ตรวจประเมินระบบความปลอดภัยในการทำงานในภาพรวมของสถานประกอบกิจการ 9. รวบรวมผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานทุกระดับ และติดตามผลการดำเนินงานด้าน ความปลอดภัยในการทำงานให้เป็นไปตามนโยบายและแผนงานของสถานประกอบกิจการ พร้อมทั้งรายงานให้นายจ้างและ คณะกรรมการทราบทุกสามเดือน 10. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย กรรมการผู้จัดการ แผนกอาชีวอนามัยและ ความปลอดภัย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายบัญชี ฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายเทคนิค


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า8 คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน หน้าทคี่ณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทา งาน 1. จัดท ำนยำบำยควำมปลอดภัย อำชีวอนำมัย และสภำพแวดล้อมในกำรท ำงำนของสถำนประกอบกิจกำร เสนอต่อนำยจ้ำง 2. จัดท ำแนวทำงกำรป้องกันและลดกำรเกิดอุบัติเหตุ กำรประสบอันตรำย กำรเจ็บป่วยหรือกำรเกิดเหตุเดือดร้อนร ำคำญอัน เนื่องจำกกำรท ำงำนของลูกจ้ำง หรือควำมไม่ปลอดภัยในกำรท ำงำนเสนอต่อนำยจ้ำง 3. รำยงำนและเสนอแนะมำตรกำรหรือแนวทำงปรับปรุงแก้ไขสภำพกำรท ำงำนและสภำพแวดล้อมในกำรท ำงำนให้เป็นไปตำม กฎหมำยเกี่ยวกับควำมปลอดภัยในกำรท ำงำนต่อนำยจ้ำงเพื่อควำมปลอดภัยในกำรท ำงำนของลูกจ้ำง ผู้รับเหมำ และ บุคคลภำยนอกที่เข้ำมำปฏิบัติงำนหรือเข้ำมำใช้บริกำรในสถำนประกอบกิจกำร 4. ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้ำนควำมปลอดภัยในกำรท ำงำนของสถำนประกอบกิจกำร 5. พิจำรณำคู่มือว่ำด้วยควำมปลอดภัย อำชีวอนำมัย และสภำพแวดล้อมในกำรท ำงำนของสถำนประกอบกิจกำรเพื่อเสนอ ควำมเห็นต่อนำยจ้ำง 6. ส ำรวจกำรปฏิบัติกำรด้ำนควำมควำมปลอดภัยในกำรท ำงำนและรำยงำนผลกำรส ำรวจดังกล่ำวรวมทั้งสถิติกำรประสบ อันตรำยที่เกิดขึ้นในสถำนประกอบกิจกำรนั้นในกำรประชุมคณะกรรมกำรควำมปลอดภัยทุกครั้ง กรรมการผู้จัดการ จป. วิชาชีพ ระดับบังคับบัญชา ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง ระดับบังคับบัญชา พนักงาน พนักงาน พนักงาน


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า9 7. พิจำรณำโครงกำรหรือแผนกำรฝึกอบรมเกี่ยวกับควำมปลอดภัยในกำรท ำงำน รวมถึงโครงกำรหรือแผนกำรอบรมเกี่ยวกับ บทบำทหน้ำที่ควำมรับผิดชอบในด้ำนควำมปลอดภัยของลูกจ้ำง หัวหน้ำงำน ผู้บริหำร นำยจ้ำง และบุคลำกรทุกระดับเพื่อ เสนอควำมเห็นต่อนำยจ้ำง 8. จัดวำงระบบให้ลูกจ้ำงทุกคนทุกระดับมีหน้ำที่ต้องรำยงำนสภำพกำรท ำงำนที่ไม่ปลอดภัยต่อนำยจ้ำง 9. ติดตำมผลควำมคืบหน้ำเรื่องที่เสนอต่อนำยจ้ำง 10. รำยงำนผลกำรปฏิบัติงำนประจ ำปี รวมทั้งระบุปัญหำ อุปสรรค และข้อเสนอแนะในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของคณะกรรมกำร ควำมปลอดภัยเมื่อปฏิบัติหน้ำที่ครบหนึ่งปีเสนอต่อนำยจ้ำง 11. ประเมินผลกำรด ำเนินงำนด้ำนควำมปลอดภัยในกำรงำนท ำงำนของสถำนประกอบกิจกำร 12. ปฏิบัติงำนด้ำนควำมปลอดภัยในกำรท ำงำนอื่นตำมที่นำยจ้ำงมองหมำย


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า10 เจ้าหน้าทคี่วามปลอดภัยในการทา งาน เจ้ำหน้ำที่ควำมปลอดภัยในกำรท ำงำน หรือ “จป.” คือบุคลการที่ดูแลด้านความปลอดภัยในการทำงานที่สถานประกอบกิจการ ต่างๆ ที่ต้องจัดให้มีตามกฏหมาย โดยแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับบริหาร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ระดับวิชาชีพ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิคขั้นสูง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิค และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ระดับหัวหน้างาน หน้าทเี่จ้าหน้าทคี่วามปลอดภัยในการทา งานระดับบริหาร (จป. บริหาร) 1. ก ำกับ ดูแล เจ้ำหน้ำที่ควำมปลอดภัยในกำรท ำงำนทุกระดับซึ่งอยู่ในบังคับบัญชำของเจ้ำหน้ำที่ควำมปลอดภัยในกำรท ำงำน ระดับบริหำร 2. เสนอแผนงำนโครงกำรด้ำนควำมปลอดภัยในกำรท ำงำนในหน่วยงำนที่รับผิดชอบต่อนำยจ้ำง 3. ส่งเสริม สนับสนุน และติดตำมกำรด ำเนินงำนเกี่ยวกับควำมปลอดภัยในกำรท ำงำนให้เป็นไปตำมแผนงำนโครงกำรเพื่อให้มี กำรจัดกำรด้ำนควำมปลอดภัยในกำรท ำงำนที่เหมำะสมกับสถำนประกอบกิจกำร 4. ก ำกับ ดูแล และติดตำมให้มีกำรแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อควำมปลอดภัยของลูกจ้ำงตำมที่ได้รับรำยงำนหรือ ตำมข้อเสนอแน ของเจ้ำหน้ำที่ควำมปลอดภัยในกำรท ำงำน คณะกรรมกำรฯ หรือหน่วยงำนควำมปลอดภัย


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า11 หน้าที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ (จป. วิชาชีพ) 1. ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงา 2. วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตราย รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันหรือขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้าง 3. ประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการทำงาน 4. วิเคราะห์แผนงานโครงการ รวมทั้งข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่างๆ และเสนอแนะมาตรการความปลอดภัยในการทำงานต่อ นายจ้าง 5. ตรวจประเมินการปฏิบัติงานของสถานประกอบกิจการให้เป็นไปตามแผนงานโครงการหรือมาตรการความปลอดภัยในการ ทำงาน 6. แนะนำให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงาน 7. แนะนำ ฝึกสอน อบรมลูกจ้างเพื่อให้การปฏิบัติงานปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการทำงาน 8. ตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือดำเนินการร่วมกับบุคคล หรือนิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนหรือได้รับใบอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง 9. เสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อให้มีการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับสถานประกอบกิจการ และพัฒนาให้มี ประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง 10. ตรวจสอบหาสาเหตุ และวิเคราะห์การประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงาน และรายงานผล รวมทั้งเสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า 11. รวบรวมสถิติ วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำรายงาน และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุ เดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง 12. ให้ความรู้และอบรมด้านโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแก่ลูกจ้างก่อนเข้าทำงานและระหว่างทำงาน เพื่อทบทวน ความรู้อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง 13. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย หน้าที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง (จป.เทคนิคขั้นสูง) 1. ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2. วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้าง 3. วิเคราะห์แผนงานหรือโครงการและเสนอแนะของหน่วยงานต่าง ๆ และเสนอแนะมาตรการความปลอดภัยในการทำงานต่อ นายจ้าง 4. ตรวจประเมินการปฏิบัติงานของสถานประกอบกิจการให้เป็นไปตามแผนงาน โครงการหรือมาตรการความปลอดภัยในการ ทำงาน 5. แนะนำให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถาน ประกอบกิจการ 6. แนะนำ ฝึกสอน และอบรมลูกจ้าง เพื่อให้การปฏิบัติงานปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการทำงาน 7. ตรวจสอยหาสาเหตุและวิเคราะห์การประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องมาจากการทำงาน ของลูกจ้าง และรายงานผลการตรวจสอบ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญห่ต่อนายจ้างเพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า 8. รวบรวมสถิติ วิเคราห์ข้อมูล และจัดทำรายงานและเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุ


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า12 เดือดร้อนรำคาญอันเนื่องมาจากการทำงานของลูกจ้างเสนอต่อนายจ้าง 9. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย หน้าที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิค (จป.เทคนิค) 1. ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2. วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตรายแลพกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้าง 3. แนะนำให้ลูกจ้างปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัยว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถาน ประกอบกิจการ 4. ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง และ รายงานผลการตรวจสอบ รวมทั้งเสนอแนะนวทางการแก้ไขปัญหาต่อนายจ้าง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า 5. รวบรวมสถิติและจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตรายการเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอัน เนื่องจากการทำงานของลูกจ้างเสนอต่อนายจ้าง 6. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย หน้าที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับหัวหน้างาน (จป.หัวหน้างาน) 1. กำกับดูแลลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของ สถานประกอบกิจการ 2. วิเคราะห์งานในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อค้าหาความเสี่ยงหรืออันตรายเบื้องต้นจากการทำงาน โดยอาจร่วมดำเนินการกับ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ 3. จำทำคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดนร่วมดำเนินการ กับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ เพื่อเสนอคณะกรรมการความ ปลอดภัยหรือนายจ้าง แล้วแต่กรณี และทบทวนคู่มือดังกล่าวตามที่นายจ้างกำหนดให้มีการทบทวนอย่างน้อยทุกหกเดือน 4. สอนวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้องแก่ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน 5. ตรวจสอบสภาพการทำงานของเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยก่อนลงมือปฏิบัติงานประจำวัน 6. กำกับดูแลการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลของลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบ 7. รายงานการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือนร้อนรำคาญอันเนื่องมาจากการทำงานของลูกจ้างต่อนายจ้าง และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ สำหรับสถานประกอบกิจการ ที่มีหน่อวยงานความปลอดภัย ให้แจ้งต่อหน่วยงานความปลอดภัยทันทีที่เกิดเหตุ 8. ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องมาจากการทำงานของลูกจ้าง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ แลละรายงานผลการตรวจสอบ รวมทั้ง เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อนายจ้าง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า 9. ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมความปลอดภัยในการทำงาน 10. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร มอบหมาย


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า13 คำศัพท์เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย Incident อุบัติการณ์เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วแล้วมีผลทำให้เกิดอุบัติเหตุ (Accident) หรือ เหตุการณ์ที่เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near miss) Accident อุบัติเหตุเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจในเวลาและสถานที่แห่งหนึ่ง โดยไม่ทราบล่วงหน้า และส่งผลกระทบต่อคน สิ่งแวดล้อม และทรัพย์สิน Near miss เหตุการณ์ที่เกือบเกิออุบัติเหตุเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นแต่ยังไม่ส่งผลกระทบ หรือเกือบส่งผล กระทบต่อคน สิ่งแวดล้อม และทรัย์สิน สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ จากนิยาม คำว่า อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจในเวลาและสถานที่แห่งหนึ่ง โดยไม่ ทราบล่วงหน้า และส่งผลกระทบต่อคน สิ่งแวดล้อม และทรัพย์สิน เช่น การพลัดตกจากที่สูงขณะปฏิบัติงาน การถูกบาดจากของมี คมขณะปฏิบัติงาน การได้รับสัมผัสจากการเคมีขณะปฏิบัติงาน เป็นต้น สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุแบ่งเป็น 2 สาเหตุ ดังนี้ 1. การกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Act) หมายถึง การกระทำหรือการปฏิบัติงานของคนที่มีผลทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย ต่อตนเอง ส่งแวดล้อม และทรัพย์สิน เช่น - การยกเคลื่อนย้ายหรือยกวัสดุที่มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมาก ด้วยท่าทางหรือวิธีการที่ไม่ปลอดภัย - การใช้อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักรกลต่าง ๆ โดยพลการหรือไม่ได้รับมอบหมาย - การทำงานที่มีอัตราเร่งความเร็วของงานและเครื่องจักรเกินกำหนด - การถอดอุปกรณ์ป้องกันออกจากเครื่องมือ เครื่องจักรโดยไม่มีเหตุอันสมควร - การทำงานลัดขั้นตอน เช่น การซ่อมบำรุงเครื่องจักรในขณะที่เครื่องจักรกำลังทำงานโดยไม่มีการตัดพลังงานตาม ขั้นตอน - การไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันกันตรายส่วนบุคคลขณะปฏิบัติงาน หรือในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง - การหยอกล้อ วิ่งเล่นในขณะที่ลังปฏบิติงาน - การปฏิบัติงานในขณะที่สภาพร่างกายหรือจิตใจไม่พร้อม เช่น ไม่สบาย มีปัญหาครอบครัว เป็นต้น


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า14 2. สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Condition) หมายถึง สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยที่ไม่ปลอดภัยโดยรอบตัวของผู้ปฏิบัติงาน ขณะทำงาน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกอดอุบัติเหตุได้ เช่น - เครื่องจักรไม่มีอุปกรร์ป้องกันอันตราย - อุปกรณ์เครื่องจักรเครื่องมือที่ออกแบบหรือใช้งานไม่เหมาะสมกับสถานที่หรือลักษณะงานที่ปฏิบัติงาน - บริเวณพื้นที่ของการปฏิบัติงานไม่เหมาะสม เช่น งานบนที่สูง งานอับอากาศ งานที่มีความร้อน ประกายไฟ เป็นต้น - ไม่มีการจัดระเบียบและดูแลความสะดวกของสถานที่ทำงานให้ถูกต้องตามสุขลักษณะ - การจัดเก็บวัสดุสิ่งของอย่างไม่ถูกวิธี - การจัดเก็บสารเคมีหรือสารไวไฟที่เป็นอันตรายอย่างไม่ถูกวิธี - พื้นที่ปฏิบัติงานไม่เหมาะสม เช่น แสงสว่างไม่เพียงพอ ไม่มีระบบระบายอากาศ ไม่มีระบบสัญญาณแจ้งเตือนภัยที่ เหมาะสม


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า15 ผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุ 1. กำรสูญเสียโดยตรง คือ กำรสูญเสียซึ่งค่ำใช้จ่ำยอันเกี่ยวเนื่องกับกำรบำดเจ็บ กำรเสียชีวิต หรือทรัพย์สินเสียหำยที่มำ จำกกำรเกิดอุบัติเหตุ เช่น - ค่ำรักษำพยำบำล - ค่ำเงินทดแทน - ค่ำท ำขวัญ ค่ำท ำศพ - ค่ำประกันชีวิต 2. กำรสูญเสียทำงอ้อม คือ กำรสูญเสียที่แผงอยู่ไม่ปรำกฎเด่นชัด หรือไม่อำจประเมินควำมเสียหำยได้แน่นอน เช่น - กำรสูญเสียเวลำท ำงำนของตนเอง ของผู้ร่วมปฏิบัติงำน - ค่ำใช้จ่ำยในกำรซ่อมแซมเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ได้รับควำมเสียหำย - วัตถุดิบหรือสินค้ำที่ได้รับควำมเสียหำยต้องทิ้ง ท ำลำย หรือขำยทิ้ง - ผลผลิตลดลง เนื่องจำกกระบวนกำรผลิตขัดข้อง ต้องหยุดชะงัก - ค่ำสวัสดิกำรต่ำง ๆ ของผู้บำดเจ็บ - กำรสูญเสียโอกำสทำงกำรค้ำ เช่น ผลผลิตลดลง ท ำงำนไม่ได้ตำมเป้ำหมำย เป็นต้น - กำรเสียชื่อเสียง และภำพลักษณ์ของสถำนประกอบกิจกำร


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า16 ลักษณะอันตรายจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน ลักษณะอันตรายจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน แบ่งเป็น 5 ด้าน ดังนี้ 1. อันตรายจากสภาพแวดล้อมทางด้านกายภาพ เช่น ความร้อน ความเย็น แสงสว่าง เสียงดัง ความสั่นสะเทือน รังสี ความดัน บรรยากาศ และการบาดเจ็บ 2. อันตรายจากสภาพแวดทางด้านเคมีเช่น สารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นวัตถุดิบ หรือผลผลิต หรือของเสียที่ต้องกำจัด โดยทั่วไปสารเคมี ดังกล่าวอาจจะอยู่ในรูป ก๊าซ ไอสาร ฝุ่น ฟูม ควัน ละออง หรืออยู่ในรูปของเหลว ตัวอย่างสารเคมี เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ตพกั่ว แมงกานีส ปรอท เบนซีน คาร์บอนเตตระคลอไรด์ แอสเบสตอส (ใยหิน) เป็นต้น สารเคมีเหล่านี้อาจเข้าสู่ร่างกายโดยการ หายใจ การกิน หรือดูดซึมผ่านทางผิวหนังของผู้ปฏิบัติงาน ปริมาณของสารเคมีนับว่ามีบทบาทอย่างมากที่ส่งผลให้เกิดโรคจากจาก การทำงานเช้าหรือเร็ว ถ้าหากผู้ปฏิบัติงานได้รับสารเคมีในปริมาณที่สูงมาก การเกิดโรคจะเห็นได้ชัดในระยะเวลาอันสั้น แต่ถ้าได้รับ ในปริมาณไม่มากนัก การเกิดโรคก็จะใช้เวลานาน


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า17 3. อันตรายจากสภาพแวดล้อมทางด้านชีวภาพ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ไรฝุ่น พยาธิ และสัตว์อื่น ๆ เช่น ยุง หนู งู เป็นต้น 4. อันตรายจากสภาพแวดล้อมทางด้านการยศาสตร์เช่น การทำงานที่มีท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม การก้มยกย้ายของผิดวิธี การบิดเอี้ยวตัว การทำงานซ้ำซาก การทำงานหนักเกินขีดความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน การทำงานที่สถานีงานมีระดับความสูงไม่ เหมาะสมกับความสูงของผู้ปฏิบัติงานเป็นต้น 5. อันตรายจากสภาพแวดล้อมทางด้านจิตวิทยาสังคม เช่น งานที่ก่อให้เกิดความเครียดต่อจิตใจที่เกิดจากการทำงานแข่งกับเวลา ต้องทำงานด้วยความเร่งรีบ การทำงานกะ การได้รับค่าจ้างที่ไม่เหมาะสม สัมพันธภาพระหว่างผู้ปฏิบัติงาน เป็นต้น จากการที่ผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานในสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เป็นผลทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือเกิดโรคจากการทำงานขึ้น เมื่อเกิดการเจ็บป่วย ผู้ปฏิบัติงานนั้นอาจได้รับการตรวจวินิจฉัย รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสภาพให้ หายได้ แต่เมื่อผู้ปฏิบัติงานนนั้นกลับเข้าทำงานในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสมเช่นเดิมอีก ผู้ปฏิบัติงานนนั้นก็อาจได้รับ อันตรายทำนองเดียวกับที่เกิดขึ้นแล้วไม่มีที่สิ้นสุด


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า18 องค์ประกอบที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย องค์ประกอบหลักที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย และ/หรือโรคจากการทำงาน มี 3 ปัจจัย ได้แก่ 1. ผู้ปฏิบัติงาน ปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวผู้ปฏิบัติงานที่นับว่ามีอิทธิพลต่อการเจ็บป่วย และ/หรือโรคจากการทำงานมีหลาย ประการ เช่น อายุ เพศ กรรมพันธ์ เชื้อชาติ ภาวะโภชนาการของแต่ละบุคคล โรคประจำตัว ความไวต่อการเกิดโรค พื้นฐาน การศึกษาของผู้ปฏิบัติงานของแต่ละบุคคล โรคประจำตัว ความไวต่อการเกิดโรค พื้นฐานการศึกษาของผู้ปฏิบัติงานองค์ประกอบ ด้านจิตใจ และองค์ประกอบด้านพฤติกรรม เป็นต้น 2. สภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ คือสาเหตุท่สำคัญของการเกิดการเจ็บป่วยและ/หรือโรคจาก การทำงาน ซึ่งแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ทางเคมี ทางชีวภาพ ทางการยศาสตร์ และทางจิตวิทยา สังคม 3. สิ่งแวดล้อมทั่วไป เป็นปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นและส่งเสริม ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะทำให้โรคเกิดเร็วขึ้น เช่น สภาพที่พักอาศัยไม่ถูกสุขลักษณะ สภาพภูมิอากาศ และสภาพเศรษฐกิจ เป็นต้น สภำพแวดล้อม สิ่งแวดล้อม ตัวผู้ปฎิบัติงำน เช่น - กำยภำพ - สำรเคมี -ชีวภำพ - กำรยศำตร์ -จิตวิทยำสังคม เช่น -อำยุ - เพศ - เชื้อชำติ - กรรมพันธ์ เช่น - สภำพอำกำศ - สภำพเศษฐกิจ


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า19 โรคจากการประกอบอาชีพ โรคจากการประกอบอาชีพ (Occupational Disease) คือ ภาวะสุขภาพหรือความผิดปกติที่เกิดจากสภาพแวดล้อมใน การทำงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น มะเร็ง ความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ความเครียดหลังเกิด บาดแผล เป็นต้น โรคจากการประกอบอาชีพ มีอยู่ 5 โรคดังต่อไปนี้ 1. โรคจากตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่ว ตะกั่ว เป็นโลหะหนักที่อยู่ตามธรรมชาติ โดยทั่วไปเนื่องจากมีการนำเอาตะกั่วซึ่งเป็นวัตถุมีพิษมาใช้ประโยชน์กันอย่างมากมายและ กว้างขวางในด้านอุตสาหกรรม เช่น ใช้ผสมสี หรือในอุตสาหกรรมอย่างอื่น ทำให้คนมีโอกาสที่จะได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย ซึ่ง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการพิษตะกั่ว ประเภทสารตะกั่ว มี 2 ประเภท ได้แก่สารประกอบอินทรีย์ เช่น โลหะตะกั่ว ตะกั่วซัลเฟต และออกไซด์ของตะกั่ว เป็นต้น และสาร ปรกอบอนินทรีย์ เช่น ตะกั่วเตตระเอธิล และตะกั่วเตตระเมธิล ใช้เป็นสารกันน็อคในน้ำมันเบนซิน การรับสารตะกั่ว 1. เข้าสู่ทางปาก เป็นทางเข้าสู่ร่างกายเนื่องจากคนงานเอง เช่น สูบบุหรี่ รับประทานที่ปนเปื้นสารตะกั่ว 2. เข้าสู่ทางเดินหายใจ โดยการสูดเอาฝุ่น ควัน ไอระเหย ของตะกั่วที่นำมาใช้งานแล้วขาดการป้องกันควบคุมอย่าง ถูกต้อง เหมาะสม จึงทำให้ควันเหล่าน้ะนแพร่กระจายไปในสิ่งแวดล้อมของการทำงาน 3. เข้าสู่ทางผิวหนัง มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำงานกับน้ำมันเบนซิน เช่น ช่างฟิต เป็นต้น เนื่องจากตะกั่วในน้ำมันเบนซินเป็น ตะกั่วอินทรีย์จึงสามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ดี อาการ แบ่งได้เป็น 2 ระยะคือ 1. ระยะเฉียบพลัน อาการสำคัญของระยะเฉียบพลันที่พบคืออาการของโรคเนื้อสมองเสื่อมเฉียบพลัน มักเกิดเมื่อระดับ ของตะกั่วในเลือดมากกว่า 120 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร แต่มักจะพบในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี อาการอาจเริ่มต้นด้วยการชัก และหมด สติเลยก็ได้ หรืออาจมีอาการอื่นมาก่อน เริ่มต้นด้วยเบื่ออาหาร ซีดลง ซึม กระสับกระส่าย อาเจียน และอาการจะมากขึ้นเรื่อยใน 3- 6 สัปดาห์ แล้วจึงมีอาการเริ่มแรกของโรคเนื้อสมองเสื่อมตามมาใน 2-5 วัน แต่จะพบอาการปลายประสาทเสื่อม 2. ระยะเรื้อรัง อาการอาจไม่ชัดเจน คือ มีชัก ปัญญาอ่อน ความประพฤติเปลี่ยนแปลง อาจพบอาการปลายประสาท เสื่อมได้ และในเด็กโตอาจมีแนวเส้นตะกั่ว (Lead line) ที่เหงื่อด้วย การควบคุมและป้องกัน 1. การควบุมกระบวนการผลิต ควรเป็นระบบปิด และอัตโนมัติ หรือแยกส่วนออกไปต่างหากเพื่อให้มีการสัมผัสโดยตรง น้อยที่สุด มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 2. การควบคุมสภาวะการทำงาน สับเปลี่ยนหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ลดเวลาในการสัมผัสตะกั่ว จัดการการใช้งานและจัดเก็บ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จัดเก็บให้เป็นสัดส่วนพร้อมคำเตือนถึงอันตราย ไม่รับประทานอาหาร น้ำดื่ม หรือสูบบุหรี่ในขณะที่ ทำงานที่มีการสัมผัสสารตะกั่ว ควรล้างหน้า ล้างมือ หรืออาบน้ำหลังสัมผัสสารตะกั่วทุกครั้ง และควรเปลี่ยนชุดทำงานทั้งก่อน-หลัง ทำงานที่มีการสัมผัสสารตะกั่วทุกครั้ง 3. การให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากสารตะกั่ว การทำงานกับสารตะกั่ว การควบคุมป้องกันอันตรายจากสารตะกั่ว 4. ควรมีการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะการตรวจสารตะกั่วในเลือด


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า20 2. โรคจากฝุ่นซิลิกา โรคฝุ่นซิลิกา, โรคฝุ่นหินทราย (silicosis) คือ โรคชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากการสูดหายใจเอาฝุ่นระอองเล็ก ๆ ของผลึกซิลิก้า หรือซิลิกอนไดออกไซด์หรือฝุ่นหินทรายอื่น ๆ เข้าไปปอด แล้วทำให้เกิดเป็นเนื้อเยื่อพังผืดเป็นจุดเล็ก ๆ ในปอดทั้งสองข้าง ทำให้มี อาการหายใจหอบเหนื่อย ทรวงอกขยายตัวได้น้อยลง ทำงานเหนื่อยง่าย ไม่มีไข้ การตรวจเอ็กซเรย์จะเห็นลักษณะโดยเฉพาะของ โรคนี้และมักจะเกิดวัณโรคปอดได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดฝุ่นหินจากการทำงานได้แก่ ผู้ที่ ทำงานแกะสลักหิน ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการตัดหิน สกัดหิน โม่บดย่อยหิน อุตสาหกรรม ทำแก้ว เซรามิก ครก กระเบื้องทนไฟ วัตถุทนความร้อน เครื่องสุขภัณฑ์ ฯลฯ การรับฝุ่นผงซิลิก้าเข้าสู่ร่างกาย ผลึกซิลิก้าบริสุทธิ์จะเข้าสู่ร่างกายในรูปของฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากโดยการหายใจ และเข้าไปสะสม ตัวอยู่ในบริเวณถุงลมปอด ซึ่งฝุ่นที่เข้าสู่ถุงลมของปอดจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ใหญ่ ๆ คือ 1. ฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-15 ไมโครเมตร จะไม่เป็นอันตรายต่อปอด เนื่องจากฝุ่นดังกล่าวจะตกค้างบนเยื่อบุ หลอดลมเป็นส่วนใหญ่ และร่างกายจะขับออกมาสู่ภายนอกปอดได้ด้วยการไอหรือจาม 2. ฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-5 ไมโครเมตร เป็นกลุ่มของฝุ่นส่วนใหญ่ที่เข้าถึงถุงลมของปอด และทำให้ เกิดปฏิกิริยาตอบสนองจากเนื้อเยื่อของปอดได้ 3. ฝุ่นที่มีขนาดน้อยกว่า 0.5 ไมโครเมตร ส่วนใหญ่จะแขวนลอยอยู่ในอากาศจึงถูกขับออกมาจากปอดพร้อม ๆ กับลม หายใจ โอกาสที่จะตกลงบนถุงลมจึงมีน้อย อาการของโรคปอดฝุ่นหินทราย แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด อาการ 1. มีอาการเหนื่อง่ายเวลาออกแรง 2. มีอาการของระบบทางเดินหายใจได้แก่ ไอ หอบ เหนื่อย เป็นต้น 3. มีอาการอแห้ง และบางครั้งอาจมีอาการไอเป็นโลหิต อาการชนิดชนิดเฉียบพลัน ได้รับฝุ่นหินทรายในปริมาณมาก ๆ ในเวลาสั้น ๆ อาการจะปรากฏหลังการสัมผัส 1-2 สัปดาห์และอาการชนิดเรื้อรัง มีอาการหลังจากได้รับฝุ่นในปริมาณไม่มากนัก แต่ได้รับเป็นเวลานาน อาจจะมากกว่า 15 ปีขึ้นไป บางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน หรือพบอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง ไอแห้ง ๆ แบบเรื้อรัง บางครั้งไอเป็นเลือด การควบคุมและป้องกัน 1. การป้องกันทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การควบคุมและป้องกันที่แหล่งกำเนิด เช่น การใช้อุปกรณ์ปิดเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่น ฟุ้งกระจายออกมาจากเครื่องจักร การควบคุมและป้องกันที่ทางผ่าน เช่น สร้างกำแพงหรือาข่ายกั้นขอบข้างเครื่องจักรแยกพื้นที่ ระหว่างเครื่องโม่บดย่อยหินและผู้ปฏิบัติงาน การควบคุมและป้องกันตัวบุคคล เช่น การใช้หน้ากากกรองฝุ่นหินที่ได้รับการรับรอง มาตรฐาน (OSHA หรือ NIOSH) 2. การป้องกันทางสุขภาพ โดยการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี การเอกซเรย์ปอด การตรวจสมรรถภาพการทำงานของ ปอดจากแพทย์ เพื่อคัดกรองโรคเบื้องต้นจากแพทย์ หากพบว่าป่วยด้วยโรคซิลิโคซิสควรได้รับการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อ บรรเทาอาการเจ็บป่วยและอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า21 3. โรคจากภาวะอับอากาศ ที่อับอากาศ เป็นสถานที่ที่มีทางเข้าและออกอย่างจำกัด ซึ่งมีการระบายอากาศไม่เพียงพอที่จะทำให้อากาศภายในที่นั้น ๆ อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย โดยอาจเป็นที่สะสมของสารเคมีที่เป็นพิษ สารไวไฟ รวมทั้ง มีออกซิเจนไม่เพียงพอสำหรับการหายใจ เช่น ถังน้ำมัน ถังหมัก ท่อ ถัง ถ้ำ บ่อ อุโมงค์ เตา ห้องใต้ดิน ภาชนะ หรือสถานที่อื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน การพิจารณาว่า พื้นที่ใด จัดเป็นพื้นที่อับอากาศ มีปัจจัยในการพิจารณาดังนี้ 1. พื้นที่ซึ่งมีขนาดเล็ก แก๊สหรือไอที่เกิดขึ้นในบริเวณนั้น ไม่สามารถระบายออกไปได้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่ จำเป็นต้องทำงานในบริเวณนั้น โดยอาจสูดดมเอาแก๊สพิษเข้าไปในร่างกาย หรือมีออกซิเจนไม่เพียงพอต่อการหายใจ รวมถึง อาจมี แก๊สที่สามารถติดไฟได้ในบริเวณนั้น 2. ผู้ปฏิบัติงานคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกพื้นที่นั้น จะเข้าไปสังเกตการณ์หรือช่วยเหลือผู้ที่กำลังปฏิบัติงานได้ยาก 3. ทางเข้า-ออก อยู่ไกลจากจุดปฏิบัติงาน มีขนาดเล็ก หรือมีจำนวนจำกัด อันตรายจากการทำงานในสถานที่อับอากาศ แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ 1. การขาดออกซิเจน สาเหตุใหญ่ของการตายในสถานที่อับอากาศ คือ ขาดออกซิเจนในการหายใจ หมายถึง ปริมาณ ออกซิเจนในสถานที่อับอากาศนั้นน้อยกว่า 19.5 Vol.% หรือมากกว่า 23.5 Vol.% สาเหตุเกิดจากมีการติดไฟ หรือ การระเบิด ไฟ จะใช้ออกซิเจนเพื่อการลุกไหม้ การแทนที่ออกซิเจนด้วยก๊าซอื่น เช่น มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน เป็นต้น เกิดการกัด กร่อน หรือ การเกิดสนิม เหล็กใช้ออกซิเจนจากอากาศไปในการเกิดสนิม และ การที่ออกซิเจนถูกใช้ไปในปฏิกิริยาหมัก 2. ปฏิกิริยาการเผาไหม้สาเหตุสำคัญของการตายในสถานที่อับอากาศอีกสาเหตุหนึ่งคือ การเกิดไฟ และการระเบิด โดย มีก๊าซ ไอ ละอองที่ติดไฟหรือระเบิดได้ เกินกว่าร้อยละ 10 ของค่าความเข้มข้นขั้นต่ำของสารเคมีแต่ละชนิดในอากาศที่อาจติดไฟ หรือระเบิดได้ (Lower Flammable Limit หรือ Lower Explosive Limit) และมีฝุ่นที่ทำให้ติดไฟหรือระเบิดได้ ซึ่งมีค่าความ เข้มข้นเท่ากับหรือมากกว่าค่าความเข้มข้นขั้นต่ำของสารเคมีแต่ละชนิดในอากาศที่อาจติดไฟหรือระเบิดได้ (LEL) สิ่งก่อเหตุคือ สารเคมี สี ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม สารทำละลาย หรือวัตถุจากธรรมชาติ สามารถทำให้เกิดการระเบิดได้ ไอหรือก๊าซที่ทำให้เกิด เปลวไฟ ในสถานที่อับอากาศสามารถเกิดประกายไฟขึ้นได้ จากการกระทำดังนี้ การเกิดไฟฟ้าช็อต การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ ป้องกันการเกิดประกายไฟ การขัด การสูบบุหรี่ การเชื่อมโลหะ 3. สารพิษ เป็นอันตรายเมื่อมีค่าความเข้มข้นของสารเคมีแต่ละชนิดเกินมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความ ปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย สารพิษหลายชนิดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ หรือได้ กลิ่น สามารถทำให้เกิดอันตรายใหญ่ๆ ได้ 2 แบบ ในสถานที่อับอากาศ คือ การระคายเคือง ถึงแม้จะมีสารพิษเพียงเล็กน้อย แต่ก็ อาจมีผลกับระบบทางเดินหายใจ หรือระบบประสาทและฆ่าคุณได้ การขาดออกซิเจนจากสารเคมี เมื่อสารเคมีเป็นสารพิษเข้าสู่ ร่างกาย สามารถไปหยุดการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หรือนำไปสู่ปอด และทำให้ร่างกายคุณขาดออกซิเจน เกิดอาการปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน คลื่นไส้ ก๊าซพิษที่ทำให้เกิดอันตรายในสถานที่อับอากาศบ่อย ๆ คือคาร์บอนมอนนอกไซด์ เกิดจากการเผาไหม้ สามารถทำให้ตายได้ โดยการเข้าไปแทนที่ออกซิเจนในเลือด ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีกลิ่นเหม็น และมีพิษ แม้จะมีจำนวนเพียง เล็กน้อย ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เกิดในขบวนการอุตสาหกรรม สามารถทำให้หยุดการหายใจ ถ้าเข้าไปในร่างกาย 4. อันตรายทางกายภาพ ส่วนของเครื่องจักรที่เคลื่อนไหว ถ้าอยู่ในสถานที่อับอากาศยิ่งจะมีอันตรายมาก ส่วนของ เครื่องจักรที่เคลื่อนไหวจะต้องถูกล็อคใส่กุญแจ และแขวนป้ายก่อนที่จะเข้าไปทำงานในบริเวณนั้น วาวล์หรือท่อ ทำให้เกิดอันตราย ถ้ามีก๊าซ หรือของเหลวไหลผ่านอาจทำให้เกิดการระเบิด จมน้ำ เกิดพิษ หรือ น้ำร้อนลวก ฯลฯ การถูกดูดจมจะเกิดที่ไซโลที่เก็บ เมล็ดพืชผล การขึ้นไปเดินบนเมล็ดพืชผลนั้น อาจทำให้ล้มลงและดูดจมลงไปในเมล็ดพืชผลนั้น เกิดการขาดอากาศหายใจ เสียงดัง ทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร หรือถึงแม้จะเป็นการชั่วคราวก็จะทำให้ไม่สามารถได้ยินเสียงที่จะบอกทิศทางที่สำคัญ หรือการระวังอันตราย ตกจากที่สูง ในสถานที่อับอากาศ เมื่อมีปริมาณออกซิเจน หรือก๊าซพิษ คนทำงานเกิดอาการขาดออกซิเจน เกิดพิษหรือการแกว่งไปมาของบันไดที่ใช้ปีนทำงานแล้วตกลงสู่เบื้องล่าง ไฟฟ้าดูดขณะทำงานอาจพลาดไปจับส่วนของอุปกรณ์


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า22 ไฟฟ้า ที่มีกระแสไฟรั่วไหลเกิดการดูดช็อต ความร้อน สามารถเกิดได้รวดเร็วในสถานที่อับอากาศ ทำให้เกิดการเสียเหงื่อมากจนถึง ขั้นวิงเวียนหน้ามืด (Heat Stroke) ได้ แสงจ้า มีการทำงานในสถานที่อับอากาศโดยมีการเชื่อมโลหะ ถ้ามองดูแสงจ้านั้นด้วยตา เปล่าจะเกิดอันตรายกับดวงตา หลักปฏิบัติเมื่อทำงานในสถานที่อับอากาศ 1. เพื่อความปลอดภัยสำหรับการทำงานในสถานที่อับอากาศ นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามรายละเอียดต่อไปนี้ ก่อนอนุญาต ให้ลูกจ้างปฏิบัติงานในสถานที่อับอากาศ ต้องมีการตรวจสอบปริมาณออกซิเจน สารเคมีและสิ่งปนเปื้อนในสถานที่อับอากาศว่าจะ ทำให้เกิดการขาดออกซิเจน การระเบิดและการเป็นพิษหรือไม่ และเก็บบันทึกผลการตรวจไว้ให้เจ้าหน้าที่แรงงานสามารถ ตรวจสอบได้ 2. ให้ทำการระบายอากาศให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย ถ้าตรวจสอบพบว่ามีปริมาณออกซิเจน ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 โดย ปริมาตร หรือสารเคมีที่ติดไฟได้ในปริมาณเข้มข้นกว่าร้อยละ 20 ของความเข้มข้นต่ำสุด ที่จะติดไฟหรือระเบิดได้ หรือสารเคมีอื่น ๆ ที่อยู่ในระดับเกินกว่าค่าความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย 3. นายจ้างต้องจัดหาอุปกรณ์ช่วยหายใจ เข็มขัดนิรภัย สายชูชีพ และอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยอื่น ๆ ที่เหมาะสม กับสภาพการทำงานตามมาตรฐานกรมแรงงานยอมรับให้ลูกจ้างใช้ 4. ต้องจัดให้มีใบอนุญาต ให้ลูกจ้างเข้าทำงานในที่อับอากาศทุกครั้ง ตามแบบที่อธิบดีกำหนด 5. ต้องตรวจสอบสภาพอากาศเป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้เกินมาตรฐาน ต้องขจัดหรือระบายอากาศให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย 6. จัดให้มีคนช่วยเหลือ หรือผู้ที่ผ่านการอบรมช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัย คอยดูแล และเฝ้าที่ปากทางเข้า - ออก สถานที่อับ อากาศ ตลอดเวลาและสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกจ้างที่ทำงานในสถานที่อับอากาศได้ พร้อมมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เหมาะสม ตาม ลักษณะของงาน และคอยให้ความช่วยเหลือลูกจ้างได้ทันทีตลอดเวลาการทำงาน 7. อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ประกอบที่ใช้ในสถานที่อับอากาศ ต้องเป็นชนิดที่สามารถป้องกัน ความร้อน ฝุ่น การ ระเบิด การลุกไหม้ และไฟฟ้าลัดวงจรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องจัดให้มีการเดินสายไฟฟ้าในสถานที่อับอากาศด้วยวิธีที่ ปลอดภัย 8. นายจ้างต้องจัดให้มีผู้ควบคุมงานที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ เช่น วางแผนปฏิบัติงาน และ ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และอบรมสอนงาน ควบคุมดูแลให้ ลูกจ้างใช้ตรวจตรา เครื่องป้องกันและอุปกรณ์คุ้มครองความ ปลอดภัย ที่ให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำงาน 9. ให้นายจ้างกำหนดข้อห้าม และควบคุมต่าง ๆ เช่น ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามก่อไฟ ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้าไป ถ้าเป็นช่องโพรง ต้องปิดกั้นไม่ให้คนตกลงไป และจัดให้มีป้ายแจ้งข้อความ "บริเวณอันตรายห้ามเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต" ปิดประกาศไว้ในบริเวณ สถานที่อับอากาศซึ่งมองเห็นชัดอยู่ตลอดเวลา


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า23 4. โรคจากแอสเบสตอส (ใยหิน) หรือโรคมะเร็งที่เกิดจากแอสเบสตอส (ใยหิน) โรคแอสเบสโตสิส (Asbestosis) คือ โรคปอดเรื้อรังจากเนื้อเยื่อปอดเกิดพังผืดเรื้อรังรุนแรง ที่เกิดจากการสูดดมแร่ใยหิน (Asbestos)เข้าสู่ปอดในปริมาณสูง และ/หรืออย่างต่อเนื่อง โดยอาการของโรคมักพบหลังการหายใจเอาฝุ่นแร่นี้เข้าไปนานอย่าง น้อย 10 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะประมาณ 20-30 ปีขึ้นไป เมื่อถูกสูดดดม จะเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อปอด และจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ (ชนิดไม่ใช่จากติดเชื้อ)ต่อเนื่องของเนื่อเยื่อปอดในทุกๆส่วนของปอดทั้ง 2 ข้าง และร่างกายจะตอบสนองต่อการอักเสบนั้นด้วยการ ก่อให้เกิดเป็นพังผืดขึ้นในเนื้อเยื่อปอดที่เกิดการอักเสบ เนื้อเยื่อปอดที่เกิดเป็นพังผืด จะส่งผลให้เนื้อเยื่อปอดไม่สามารถขยายตัว ทำงานหายใจเอาก๊าซที่ดีจากอากาศคือ ออกซิเจน เข้าไปแลกเปลี่ยนกับก๊าซเสียของร่างกาย/ในหลอดเลือดคือ คาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลให้เนื้อเยื่อปอดพยายามทำงานมากขึ้น เกิดเป็นอาการหอบเหนื่อยหรือหายใจลำบาก เพื่อให้ร่างกายหายใจได้ออกซิเจนที่ เพียงพอต่อการทำงานของทุกเนื้อเยื่อของร่างกาย กระบวนการอักเสบของเนื้อเยื่อปอด ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เซลล์เนื้อเยื่อปอด เปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งปอด ซึ่งโอกาสเกิดมะเร็งปอดจะยิ่งสูงมากขึ้นไปอีกถ้าคนนั้นสูบบุหรี่ร่วมด้วย นอกจากการเกิด มะเร็งปอด แร่ใยหิน ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เซลล์เยื่อหุ้มปอดเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายไปเป็นก้อนเนื้อ ที่เรียกว่า “Pleural plaque” ที่มักจะตรวจพบได้จาก ซีทีสแกน/CT scan/ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ภาพปอด ซึ่งใช้เป็นตัวช่วยวินิจฉัยว่า ‘ปอดเป็นโรคที่ เกิดจากแร่ใยหิน หรือ โรคแอสเบสโตสิส’ แร่ใยหิน ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เซลล์เยื่อหุ้มปอดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เนื้องอกหรือเป็นเซลล์มะเร็งเยื่อหุ้มปอด ที่เรียกว่า “มี โซทีลิโอมา (Mesothelioma หรือ Malignant mesothelioma)” และรวมไปถึงการเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดมะเร็งในอวัยวะอื่นๆที่มี โอกาสสัมผัสกับแร่ใยหินเรื้อรัง เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งไต มะเร็งระบบท่อน้ำดี มีโซทีลิโอมาของช่องท้อง/เยื่อบุช่องท้อง นอกจากนั้น การอักเสบของเนื้อเยื่อปอดและของเยื่อหุ้มปอด ยังอาจส่งผลให้เกิด ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด แต่โดยทั่วไปพบ เกิดปริมาณน้ำได้ไม่มาก แต่ถ้าเกิดมีปริมาณน้ำมาก จะก่อให้เกิดอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก จากปอดขยายตัวไม่ได้จากมีน้ำ กดทับอยู่ โรคแอสเบสโตสิส เป็นโรคของผู้ใหญ่ มักพบในวัยกลางคนขึ้นไป พบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิง ซึ่งเชื่อว่ามาจากการงาน อาชีพของผู้ชาย เช่น การทำเหมืองแร่ หรืองานในอุตสาหกรรมต่างๆที่นำแร่ใยหินมาใช้ เช่น อุตสาหรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า การ ก่อสร้างอาคาร บ้านเรื่อน เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น อาการ 1. เจ็บหน้าอก ซึ่งเจ็บได้ในทุกตำแหน่งของปอดทั้ง 2 ข้าง และอาการเจ็บฯอาจสัมพันกับการหายใจหรือไม่ก็ได้ 2. แน่นหน้าอก อาจข้างเดียว หรือทั้ง 2 ข้างของปอด 3. ไอเรื้อรัง อาจไอมีเสมหะ(ถ้าไม่มีการติดเชื้อในปอดร่วมด้วย เสมหะจะเป็นสีขาว) หรือไอแห้งๆ(ไอไม่มีเสมหะ) และอาจ ไอเป็นเลือดเมื่อเกิดมะเร็งปอดร่วมด้วย 4. หายใจลำบาก


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า24 5. นิ้วมือ นิ้วเท้า และเล็บ มีลักษณะผิดปกติที่เกิดจากเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน คือ ข้อปลายสุดของนิ้ว/เล็บจะมีลักษณะ เป็นรูปกลมคล้ายถ้วย เรียกว่า “Clubbing finger” ผลข้างเคียงจากแอสเบสโตสิส 1. ปอดอักเสบติดเชื้อ 2. การเกิดมะเร็งชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ มะเร็งปอด หรือ มะเร็งเยื่อหุ้มปอด/มะเร็งมีโซทีลิโอมา(Mesothelioma) ป้องกันแอสเบสโตสิส 1. หลีกเลี่ยงการสูดหายใจแร่ใยหินในชีวิตประจำวัน เช่น เลือกใช้วัสดุในการก่อสร้างบ้านที่ปราศจากแร่ใยหิน 2. ถ้าต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ การแนะนำในการปฏิบัติงาน รวมไปถึงการสวม ใส่เครื่องป้องกันการสูดหายใจเอาแร่ใยหินเข้าสู่ปอด 3. เมื่อทำงานที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน ควรต้องตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอพร้อมแจ้งแพทย์ให้ทราบ เพื่อมีการตรวจ ประสิทธิภาพการทำงานของปอดสม่ำเสมอ เพื่อสามารถหยุดการได้รับแร่ใยหินในระดับอันตรายได้แต่เนิ่นๆ 4. เลิกบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เนื้อเยื่อปอดเกิดพังผืดได้สูงขึ้น และยังเป็นตัวเพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อ การเกิดมะเร็งปอดด้วย


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า25 5. โรคหรืออาการสำคัญของพิษจากสารกำจัดศัตรูพืช (ทำสื่อการสอนแยกแต่ละโรค) ปัจจุบัน การทำเกษตรกรรมมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในปริมาณเพิ่มมากขึ้น มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนทำงาน ผู้บริโภค รวมถึงมีการปนเปื้อนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในอาหารและสิ่งแวดล้อม งานที่เสี่ยงหรือหรืออาชีพที่เสี่ยง 1. เกษตรกร ทำไร่ ทำนา ทำสวน 2. รับจ้างฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช 3. พนักงาน/ลูกจ้างในสนามกอล์ฟ 4. ลูกจ้างโรงงานผลิตสารเคมีทางการเกษตร อาการ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคืออาการเฉียบพลัน และอาการเรื้อรัง อาการเฉียบพลัน 1. ระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียและปวดท้อง 2. ระบบทางประสาท ปวดศีรษะ มึนงง เดินเซ และการรับความรู้สึกผิดปกติ อาการสั่น หนังตากระตุก กล้ามเนื้อใบหน้า สั่น หากได้รับปริมาณมากจะมีการชักแบบเกร็งกระตุก หมดสติ 3. ระบบทางเดินหายใจ มีอัมพาตของประสาทควบคุมการหายใจ และอาจทำให้หยุดหายใจได้ 4. อาการอื่น ๆ มีอาการตับอักเสบ และไตวายจากสารพิษได้ อาการเรื้อรัง 1. อาการเรื้อรัง สารเคมีเข้าไปสะสมในสมอง ตับ ไต และกล้ามเนื้อหัวใจ ก่อให้เกิดโรคหรือปัญหาอื่นๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคผิวหนังต่างๆ การเป็นหมัน การพิการของทารกแรกเกิด หรือการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และ สารเคมีบางตัวอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ การควบคุมและป้องกัน การเจ็บป่วยที่เกิดจากการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชจึงจำเป็นจะต้องได้รับการดำเนินการ ควบคุม แก้ไข เพื่อที่ลดจำนวนผู้ป่วยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกรเองซึ่ง ควร ลด ละ เลิกการใช้สารเคมี โดยการเลือกใช้วิธีเกษตรแผนใหม่หรือเกษตรอินทรีย์ เน้นการใช้สารชีวภาพ ลดปริมาณการใช้ สารเคมี หากมีความจำเป็นที่ต้องใช้สารเคมีอยู่ ควรมีพฤติกรรมที่ปลอดภัย ด้วยการ “อ่าน ใส่ ถอด ทิ้ง” อ่าน : ให้เกษตรกรอ่านฉลากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชก่อนใช้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ใส่ : ใส่อุปกรณ์เครื่องมือป้องกันอันตรายจากสารเคมีขณะทำงาน เช่น เสื้อผ้ามิดชิดรัดกุม หน้ากาก ถุงมือ รองเท้า เป็น ต้น ถอด : ถอดชุดและอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ใช้ขณะฉีดพ่น หรือทำงาน แยกซักจากเสื้อผ้าอื่นๆแล้วรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที ทิ้ง : ทิ้งผลิตภัณฑ์บรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ถูกต้อง คัดแยกออกจากขยะทั่วไป ให้อยู่ในกลุ่มขยะอันตราย ทิ้งให้ ห่างไกลจากแหล่งน้ำ ป้องกันการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และในกลุ่มของผู้ที่มีการสัมผัสสารพิษกำจัดศัตรูพืชเป็นประจำควรได้รับการตรวจการทำงานของไต ตรวจการทำงานของมรรถภาพ ปอด และตรวจดูระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอร์เรสในเลือดหรือพลาสมาเพื่อป้องกันโรคที่อาจเกิดจากสารพิษกำจัดศัตรูพืชด้วย


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า26 การป้องกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน มาตรการป้องกันอันตราย หรือควบคุมความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงาน เป็นการดำเนินการเพื่อขจัดหรือลด อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานให้หมดไปหรืออยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งควรดำเนินการตามลำดับ โดยเริ่มจากมาตรการ ลำดับที่ 1 จนถึงมาตรการลำดับที่ 5 แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้มาตรการควบคุมมากกว่า 1 มาตรการ เพื่อให้การควบคุมอันตรายหรือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำงาน มีดังนี้ มาตการลำดับที่ 1 การขจัดอันตราย ในการควบคุมความเสี่ยง มาตรการที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรกคือการขจัดอันตรายซึ่งถือเป็นมาตรการคุ้มครองดูแลที่ดี ที่สุด เพราะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสอันตรายได้ ทำให้ลูกจ้างมีโอกาสได้รับอันตรายน้อยที่สุด และเป็นการควบคุมที่ถาวร เช่น การใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ การแยกเส้นทางคนเดินกับเส้นทางยานพาหนะ เป็นต้น หากสามารถควบคุมความเสี่ยงด้วยมาตรการลำดับที่ 1 ได้ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นก็จะหมดไป ดังนั้นไม่จำเป็นต้องควบคุม ความเสี่ยงด้วยมาตรการลำดับถัดไป แต่หากไม่สามารถควบคุมอันตรายด้วยมาตรการลำดับที่ 1 ได้ ก็จะต้องควบคุมอันตรายด้วย มาตรการลำดับถัดไป มาตรการลำดับที่ 2 การทดแทนด้วยสิ่งที่มีอันตรายน้อยกว่า มาตรการควบคุมอันตรายหรือความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับที่ 2 คือ การทดแทนด้วยวัสดุ วิธีการทำงาน หรือ อุปกรณ์ที่มีอันตรายน้อยกว่า ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสอันตราย ทำให้มีโอกาสได้รับอันตรายน้อยกว่า ถือ ว่าเป็นมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสอันตราย ทำให้มีโอกาสได้รับอันตรายน้อยลง เช่น การเลือกใช้สารเคมีที่มีอันตราย น้อยกว่าแทนการใช้สารเคมีที่มีอันตรายมาก หรือการใช้สีที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลายแทนการใช้สีที่ใช้สารประเภทน้ำมันเป็นตัวทำ ละลาย การนำขั้นตอนการทำงานที่มีความเสี่ยงบนที่สูงลงมาทำในระดับพื้นดิน เป็นต้น การขจัดอันตราย การทดแทน การคุมคุมทางวิศวกรรม การควบคุม เชิงบริหารจัดการ PPE


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า27 มาตรการลำดับที่ 3 การควบคุมทางวิศวกรรม หากไม่สามารถควบคุมอันตรายหรือความเสี่ยงด้วยการขจัดอันตรายตามมาตรการลำดับที่ 1 และ 2 ให้พิจารณา ดำเนินการควบคุมด้วยการควบคุมทางวิศวกรรม ซึ่งเป็นการดำเนินการควบคุมเพื่อให้สถานที่ทำงานปลอดภัย เช่น การติดตั้งการ์ด ส่วนที่เป็นอันตรายของเครื่องจักร การติดตั้งระบบระบายอากาศ การลดความดังของเสียง การยกย้ายวัสดุโดยใช้อุปกรร์เครื่องกล การป้องกันการตกจากที่สูงโดยการติดตั้งราวกันตก เป็นต้น มาตรการลำดับที่ 4 การควบคุมเชิงบริหารจัดการ การควบคุมอันตรายหรือความเสี่ยงมาตรการที่ 4 เป็นการควบคุมเชิงบริหารจัดการโดยการให้ข้อมูลความรู้และการ อบรมที่เหมาะสม การตรวจสอบอุปกรณ์ความปลอดภัย มีระบบการอนุญาตเข้าปฏิบัติงาน การตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการ ทำงาน การจัดให้มีโครงการเฝ้าระวังสุขภาพสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ได้มีการชี้บ่งว่ามีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่สัมผัสกับเสียงดัง ผู้ที่ใช้ เครื่องมือที่มีความสั่นสะเทือน ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น มาตรการลำดับที่ 5 การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ในกรณีที่สถานประกอบกิจการไม่สามารถควบคุมอันตรายด้วยมาตรการลำดับที่ 1 ถึง 4 อย่างได้ผล จึงเลือกใช้มาตรการ ลำดับที่ 5เป็นมาตรการสุดท้าย คือ การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล เช่น การใช้หน้ากากกันฝุ่น ชุดกันความร้อน ครอบหูหรือที่อุดหูลดเสียง เป็นต้น มาตรการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยนี้ไม่ควรนำมาใช้เป็นมาตรการหลักในการป้องกัน อันตราย เนื่องจากมาตรการลำดับที่ 5 เป็นมาตรการควบคุมเพื่อลดความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่เป็นการลดความเสี่ยง ของการอุบัติเหตุ หากจำเป็นต้องใช้ ให้เลือกใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับลักษณะงาน เนื่องจากลูกจ้างมักมีปัญหากับการใช้อุปกรร์ คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล เช่น อุปกรร์มีขนาดไม่พอดีกับผู้สวมใส่ ผู้ใช้ไม่บำรุงรักษาความสะอาดอุปกรณ์ทำให้ไม่ถูก สุขอนามัย ผู้ใช้ไม่เคยชินกับการใช้อุปกรณ์ การสวมใส่เป็นเวลานานทำให้รู้สึกร้อน อึดอัด รำคาญ ไม่สะดวกสบาย เป็นอุปสรรคต่อ การปฏิบัติงาน ทำให้อาจไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีในการใช้อุปกรณ์จากผู้ปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตามควรให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการ เลือกใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ตลอดจนมีการให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้งาน การบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่าง ถูกต้อง โดยสรุปการขจัดอันตรายเป็นมาตรการแรกที่ต้องพิจารณา หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ใช้มาตรการลำดับถัดมา คือ การทดแทนด้วยสิ่งที่มีอันตรายน้อยกว่า การควบคุมทางวิศวกรรมร่วมกับการควบคุมเชิงบริหารจัดการ เช่น กำหนดวิธีการ ปฏิบัติงานที่ปลอดภัย การจัดรูปแบบการทำงาน การให้ข้อมูลความรู้ และการฝึกอบรม วัตถุประสงค์ก็เพื่อเป็นการคุ้มครองดูแล ผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด ส่วนการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ควรเป็นมาตรการสุดท้ายที่จะนำมาใช้ ซึ่งเป็นเพียง มาตราการสนับสนุนมาตรการควบคุมอันราย และในหลายกรณีอาจจำเป็นต้องมีการใช้มากกว่าหนึ่งมาตรการเพื่อควบคุมอันตราย ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า28 อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย ( PPE : Personal Protective Equipment) หมายถึง อุปกรณ์สำหรับสวมใส่เพื่อ ป้องกันส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายในขณะปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมในการ ทำงาน การเลือกใช้ และการใช้งานอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล 1. ใช้ให้ถูกกับลักษณะของอันตรายที่อาจได้รับสัมผัส อุปกรณ์แต่ละประเภทส่วนใหญ่ออกแบบมาสำหรับการป้องกัน อันตรายเฉพาะอย่าง จำเป็นต้องใช้ให้ตรงตามวัตถุงประสงค์ 2. ตรวจสอบประสิทธิภาพในการปกป้องและมาตรฐานรับรอง เป็นไปตามข้อกำหนดของสถาบันที่เชื่อถือได้ 3. เลือกขนาดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่มีขนาดพอดีกับผู้สวมใส่ เพื่อให้เกิดความสบายต่อการสวมใส่ 4. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน 5. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลจะต้องมีวิธีการใช้งานที่ง่าย 6. อายุการใช้งานยาวนาน บำรุงรักษาง่าย ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอะไหล่ได้ง่าย 7. หาซื้อได้ง่าย และราคาถูก อุปกรณ์ป้องกันศีรษระ (Head Protection Devices) อุปกรณ์ป้องกันหู (Ear Protection) อุปกรณ์ป้องกันล ำตัว (Body Protection) อุปกรณ์ป้องกันดวงตำ (Eye Protection) อุปกรณ์ป้องกันทำงเดินหำยใจ (Respiratory Protection) ถุงมือนิรภัย (Hand Protection) รองเท้ำนิรภัย (โนนะ Protection) เข็มขัดนิรภัย (Safety Harness)


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า29 การสอบสวนอุบัติเหตุ การสอบสวนอุบัติเหตุเป็นการชี้บ่งถึงสาเหตุ และลักษณะการเกิดอุบัติเหตุ โดยพิจารณาจากรายละเอียดข้อมูลที่ได้จาก การตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และจากพยานที่เห็นเหตุการณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ และนำมาจัดทำ มาตรการป้องกัน หรือแผนการปรับปรุงแก้ไขดำเนินงาน เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก ทั้งนี้มิได้เป็นการหาตัว ผู้กระทำผิดเพื่อลงโทษแต่อย่างใด ซึ่งต่างจากการสอบสวนอุบัติเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องสืบหาผู้กระทำผิดเพื่อดำเนินคดี ประธาน SSC 4 ฝ่าย เลขาฯ SSC ฝ่าย ผู้ได้รับบาดเจ็บ จป.หัวหน้างาน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เฉพาะด้าน จป.วิชาชีพ


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า30 เมื่อเกิดอุบัติเหตุพนักงานต้องปฏิบัติตนอย่างไร เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับตัวพนักงานหรือเพื่อนร่วมงานให้แจ้งต่อหัวหน้างานหรือผู้บังคับบัญชารับทราบทุกครั้ง และทันที ที่ทราบ โดยไม่ลังแล เพราะถือเป็นความปลอดภัยในชีวิต และความรวดเร็วในการนำตัวส่งต่อไปยังห้องพยาบาล หรือโรงพยาบาล ใกล้เคียง เกิดอุบัติเหตุ /อุบัติการณ์ /เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ Accident/ Incident/ Near Miss พนักงานพบเห็นเหตุการณ์ แจ้งหัวหน้างาน (276) พยาบาล (242)/ แผนกบุคคล (302) ปฐมพยาบาล และทำการสอบสวนเบื้องต้น แจ้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทราบ อาการไม่หนัก พักรักษาตัวที่ห้องพยาบาล กลับไปทำงานตามปกติ อาการหนัก นำตัวส่งโรงพยาบาล เอกสารส่งตัว กท . 44 ไม่มีการบาดเจ็บ มีการบาดเจ็บ เกิดอุบัติเหตุ /อุบัติการณ์ /เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ Accident/ Incident/ Near Miss พนักงานพบเห็นเหตุการณ์ แจ้งหัวหน้างาน ,ประธาน SSC, เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย(ผู้รับผิดชอบ) พยาบาล / ผู้รับผิดชอบ ปฐมพยาบาล และทำการสอบสวนเบื้องต้น อาการไม่หนัก พักรักษาตัวที่ห้องพยาบาล กลับไปทำงานตามปกติ อาการหนัก นำตัวส่งช้างคลินิก / โรงพยาบาล เอกสารส่งตัว กท . 44 ตรวจสอบรายงาน ไม่มีการบาดเจ็บ มีการบาดเจ็บ แผนกอาชีวอนามัยฯ ตรวจสอบและติดตามผลการแก้ไข ทีมสอบสวนอุบัติเหตุทำการสอบสวนอุบัติเหตุ ภายใน 3 วัน


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า31 อันตรายจากไฟฟ้า ไฟฟ้า เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ที่สามารรถเปลี่ยนพลังงานเป็นรูปแบบอื่นได้ มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับอิเล็คตรอนหรือ โปรตอน ซึ่งก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่ ชนิดของพลังงานไฟฟ้าแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ 1. ไฟฟ้าสถิต เกิดจากการเสียดสีของวัตถุ2 ชนิด โดยพลังงานไฟฟ้าจะเก็บอยู่ในวัตถุ เช่น การถูแท่งพลาสติกกับผ้าแห้ง ผ้าแห้งจะถ่ายอิเล็กตรอนให้แก่แท่งพลาสติก ผ้าแห้งจึงมีประจุบวก แท่งพลาสติกจึงมีประจุลบ 2. ไฟฟ้ากระแส เกิดจากการไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนำไฟฟ้า จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แบ่งออกป็น 2 ชนิดคือ คือ 2.1 ไฟฟ้ากระแสตรง คือ ไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลของกระแสไปทางเดียวตลอดเวลา โดยจะไหลจากขั่วบวกของ แหล่งกำเนิดไฟฟ้า ผ่านภาระทางไฟฟ้าหรือโหลด (Load) และไหลกลับไปที่ขั่วลบของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า แหล่งกำเนิดไฟฟ้า กระแสตรง ได้แก่ แบตเตอรี่ ไดนาโม เป็นต้น 2.2 ไฟฟ้ากระแสสลับ คือ ไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้ากลับไปกลับมา และขนาดของกระแสเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา โดยการไหลของกระแสไฟฟ้าจะเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด แล้วค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลกลับโดยจะติดลบเรื่อยๆ จนถึงจุดต่ำสุด แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (กระแสไหลกลับลดลง) จนถึงศูนย์ อีกครั้งเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กระแสไฟฟ้าที่ไหลครบ 1 รอบ เรียกว่า 1 ลูกคลื่น (Cycle)


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า32 อันตรายจากไฟฟ้า 1. ไฟฟ้าชอร์ท(Short Circuit) เมื่อมีเหตุเกิดเพลิงไหม้เรามักจะได้ยินข้อสันนิษฐานว่ามีเหตุ มาจากไฟฟ้าลัดวงจร ภาวะหรือสาเหตุการลัดวงจรคือ กระแสไฟฟ้าไหลครบวงจรโดยไม่ผ่านเครื่องใช้ ไฟฟ้า (LOAD) การลัดวงจรของไฟฟ้ามีมากมายหลายสาเหตุ สาเหตุหลักเกิดจาก การใช้ไฟฟ้าที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้มีการตรวจสอบระบบไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อย คือ 1.1 ฉนวนไฟฟ้าชำรุดและเสื่อมสภาพ อาจเนื่องมาจากอายุการใช้งานนาน สภาพแวดล้อมมีความร้อนสูงใช้พลังงานไฟฟ้า เกินพิกัดทำให้เกิดความร้อนภายในสายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า 1.2 มีสิ่งก่อสร้าง ต้นไม้ หรือสิ่งอื่น ๆ ไปพาดทับหรือสัมผัสสายไฟฟ้า เกิดการขัดสี จนฉนวนชำรุด ลวดตัวนำ ภายในสาย สัมผัสกันเองจนเกิดการลุกไหม้


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า33 1.3 สายไฟฟ้าหลุด หรือขาดลงพื้น ทำให้กระแสไฟฟ้ากระจายอยู่ในบริเวณนั้น หากพื้นผิวบริเวณนั้นเปียกชื้น อันตราย ต่อผู้สัญจรยิ่งสูงตามไปด้วย 2. ไฟฟ้าดูด(Electric Shock) เป็นภาวะที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายมีผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดการเกร็ง จนไม่สามารถสะบัดให้หลุดได้ ปริมาณของ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายทำให้เสียชีวิต หรือพิการไฟฟ้าดูดในบางกรณี เป็นการดูดที่ผู้ประสบเหตุไม่ได้สัมผัสกับไฟฟ้าโดยตรง ก็ได้ เช่นจับตัว ผู้สัมผัสไฟฟ้า หรือใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าใต้แนวไฟฟ้า แรงสูงก็เคยมีกรณีให้เป็นตัวอย่างมาแล้ว ปกติพื้นดินเป็นส่วนหนึ่ง ของวงจรไฟฟ้า มีแรงดันทางไฟฟ้าเป็นศูนย์ ดังนั้น เมื่อเราสัมผัส ส่วนใดใดที่มีแรงดันไฟฟ้าขณะที่ร่างกายยืนอยู่บนพื้นดิน กระแสไฟฟ้าก็จะไหลผ่านร่างกายลงดินครบวงจร เราจึงถูกไฟฟ้าดูด การถูกไฟฟ้าดูดจากการสัมผัส สามารถแยกแยะตามลักษณะ ของการสัมผัสได้เป็น 2 แบบคือ 2.1 การสัมผัสโดยตรง(Direct Contact)คือการที่ส่วนร่างกายสัมผัสถูกส่วนที่มีไฟฟ้าโดยตรง เช่น สายไฟฟ้ารั่ว เพราะ ฉนวนชำรุดแล้วมีบุคคลเอามือไปจับหรือจากการที่เด็กเอาโลหะหรือตะปูแหย่ เข้าไปในปลั๊ก(เต้ารับไฟฟ้า) 2.2 การสัมผัสโดยอ้อม(Indirect Contact) ลักษณะนี้ บุคคลไม่ได้สัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้าโดยตรง แต่เกิดจากการที่ บุคคลไป สัมผัสกับส่วนที่ปกติไม่มีไฟฟ้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่มีไฟฟ้าเนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ รั่ว ไฟฟ้าจึงปรากฏ อยู่บนพื้นผิวของ เครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ เมื่อบุคคลไปสัมผัสจึงถูกไฟฟ้าดูด


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า34 ปริมาณ กระแสไฟฟ้า ผลกระทบต่อร่างกาย 1 mA หรือ น้อยกว่า ไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย มากกว่า 5 mA ทำให้เกิดการช็อก และเกิดความเจ็บปวด มากกว่า 15 mA กล้ามเนื้อบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดเกิดการหดตัว และร่างกายจะเกิดอาการเกร็ง มากกว่า 30 mA การหายใจติดขัด และสามารถทำให้หมดสติได้ 50 ถึง 200 mA ขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ และอาจจะเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที มากกว่า 200 mA เกิดการไหม้บริเวณผิวหนังที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูด และหัวใจจะหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่วินาที ตั้งแต่ 1A ขึ้นไป ผิวหนังบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดถูกทำลายอย่างถาวร และหัวใจจะหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่วินาที การปฏิบัติงานกับไฟฟ้า 1. ขณะปฏิบัติงานต้องมั่นใจว่าไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหรือเครื่องมือที่ใช้อยู่สัมผัสกับส่วนอื่นของอุปกรณ์ที่มี กระแสไฟด้วยความพลั้งเผลอ 2. การทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าหากเป็นไปได้ควรมีผู้ช่วยเหลืออยู่ด้วย 3. ควรเขียนคำเตือนไว้กับเครื่องมือ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมทั้งบริเวณซึ่งอาจมีอันตรายจากไฟฟ้าและห้ามนำ อุปกรณ์ไฟฟ้าไปใช้ใกล้วัสดุไวไฟ 4. การต่อสายไฟ รวมทั้งการใช้ชนิด และขนาดของสายไฟ การติดตั้งสวิทซ์บอร์ด การติดตั้งปลั๊กเสียบ การใช้ฟิวส์ มอเตอร์ หม้อแปลงไฟฟ้า การต่อสายดิน และอุปกรณ์ทางไฟฟ้าอื่น ๆ จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักความปลอดภัย 5. มีการตรวจสอบสายไฟฟ้า อุปกรณ์ทางไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ อยู่เสมอ เช่น ตรวจกลไกควบคุมการทำงาน สวิทซ์ รอยรั่วสายไฟ ปลั๊กหลวมหรือไม่ เป็นต้น 6. ถ้าพบส่วนชำรุดหรือบกพร่องจะต้องรีบรายงานให้ผู้รับผิดชอบมาแก้ไขทันที และถ้าพบว่าเครื่องอุปกรณ์ใดใน ห้องปฏิบัติการอันใดร้อนเกินกว่าปกติ จะต้องรีบหยุดเครื่องจักรและให้ผู้รับผิดชอบมาตรวจแก้ไข


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า35 อันตรายจากเครื่องจักร เครื่องจักร หมายถึง สิ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนหลายชิ้นสำหรับใช้ก่อกำเนิดพลังงานเปลี่ยน หรือแปลงสภาพพลังงาน หรือ ส่งพลังงาน ทั้งนี้ด้วยกำลังน้ำ ไอน้ำ เชื้อเพลิง ลม ก๊าซ ไฟฟ้า หรือ พลังงานอื่นอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน และหมายความ รวมถึงเครื่องอุปกรณ์ โฟลวีลปูลเล สายพาย เพลา เกียร์ หรือสิ่งอื่นที่กำลังทำงานสนองกัน แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะที่ต้องจะ ทะเบียน ตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้น ๆ สาเหตุของอุบัติเหตุจากเครื่องจักร อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากเครื่องจักรนั้น ส่วนใหญ่ค่อนข้างร้ายแรง อาจถึงขั้นสูญเสีย อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น นิ้วมือ มือ หรือแขน เป็นต้น อันเป็นผลให้ผู้บาดเจ็บต้องพิการไปตลอดชีวิต สาเหตุหลักๆของการ เกิดอุบัติเหตุจากเครื่องจักร ได้แก่จากเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ (Hardware) ไม่มีการติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายจาก เครื่องจักรที่เรียกว่า การ์ดหรือเซฟการ์ดที่เหมาะสมให้กับเครื่องจักรที่มีส่วนจุดที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุโดยเฉพาะเครื่องปั้มโลหะ เครื่องจักรบางเครื่องที่มีการติดตั้งเซฟการ์ดเฉพาะด้านที่คิดว่าผู้ปฏิบัติงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะไปสัมผัสหรือทำงาน แต่ด้านที่ไม่มี เซฟการ์ดมักทำให้ช่างซ่อมบำรุงได้รับอันตรายอยู่เสมอ นอกจากนี้เครื่องจักรบางเครื่องได้มีการติดตั้งเซฟการ์ดเรียบร้อยแต่ปรากฏ ว่ารูหรือช่องตะแกรงของเซฟการ์ดนั้นมีขนาดโตเกินไป ทำให้นิ้วหรืออวัยวะของร่างกายลอดผ่านเข้าไปได้ การปฏิบัติงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัย 1. ห้ามใช้เครื่องจักรโดยไม่มีหน้าที่หรือได้รับการอบรมมาก่อน 2. ใช้เครื่องจักรอย่างระมัดระวัง ปฏิบัติตามคู่มือ หรือขั้นตอนที่กำหนดเสมอ 3. อย่าถอดอุปกรณ์นิรภัยหรือที่ครอบป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรออกเด็ดขาด 4. สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เหมาะสม 5. ระวังอย่าใส่มือหรือส่วนใดของร่างกายเข้าใกล้จุดหมุน จุดหนีบ หรือส่วนที่เคลื่อนไหวของเครื่องจักร 6. ขณะเครื่องจักรกำลังทำงาน อย่าปรับแต่ง ทำความสะอาด หรือพยายามดึงชิ้นงานที่ติดขัดโดยไม่หยุดเครื่องจักรก่อน 7. สวมใส่เสื้อผ้าที่กระชับ ไม่ควรสวมใส่เครื่องประดับที่อาจถูกเครื่องจักรหนีบหรือดึงได้ 8. ขณะทำการตรวจสอบ แก้ไข หรือซ่อมแซมเครื่องจักร ให้แขวนป้ายเตือนและใส่กุญแจล็อค ( Log out, Tag out) ตลอดเวลา 9. ก่อนปฏิบัติงาน ต้องตรวจสอบสภาพเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพดีเสมอ 10. หากพบเครื่องจักร อุปกรณ์นิรภัย หรือที่ครอบป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรชำรุด หรือสูญหายไป ให้รีบแจ้งหัวหน้า งานทันที


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า36 อันตรายจากโฟลกลิฟต์ โฟล์คลิฟท์หรือรถยก คือ เครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ช่วยทุ่นแรงในการเคลื่อนย้ายสินค้าต่างๆ สามารถใช้ได้ในธุรกิจหลาย ประเภทไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม วัสดุก่อสร้าง โรงงานผลิตต่างๆ ตลอดจนธุรกิจขนส่งและคลังสินค้า ผู้ที่ได้รับการอนุญาต และอบรมอย่างถูกต้องเท่านั้น ควรเป็นผู้ขับขี่รถยก ท่านเป็นผู้มีความสามารถพอที่จะขับรถยกได้หรือไม่ ท่านเรียนรู้เกี่ยวกับรถยกที่ท่านใช้งานอยู่บ้างหรือไม่ ท่านสวมเสื้อผ้ารัดกุมและหมวกนิรภัยระหว่างปฏิบัติงานหรือไม่ ก่อนเริ่มงาน ควรตรวจสภาพของรถยก หยุดคิดสักนิดเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะเริ่มงานประจำวันของท่าน รถที่จะพร้อมทำงานได้ต้องอยู่ในสภาพที่ดีพร้อม ปฏิเสธการทำงานทันที ถ้าท่านเห็นว่ารถยกไม่อยู่ในสภาพ ที่พร้อมจะทำงาน อันอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ รายงานโดยทันทีทันใดต่อหัวหน้างาน เมื่อตรวจพบ สิ่งบกพร่องเสียหาย หรือเมื่อต้องการซ่อม หยุดใช้งานชั่วคราวสำหรับรถยกที่บกพร่องหรือรถที่ต้องการซ่อมแซม จนกว่าจะได้รับการซ่อมให้คืนสภาพเดิม ระลึกไว้เสมอว่าการทำงานที่ปลอดภัย ขึ้นอยู่กับรถยก ที่มีสภาพสมบูรณ์ อย่าบรรทุกน้ำหนักเกิน ตรวจสอบน้ำหนักของ ของที่จะยกว่าไม่เกินขีดจำกัดของรถยก(ในแต่ละรุ่นที่ใช้) พึงระวังเรื่องน้ำหนักและจุดศูนย์ถ่วง การทำงานจะปลอดภัย ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่ยก ไม่เกินขีดจำกัดของรถยก เลือกใช้ PALLET ให้เหมาะสมกับของที่จะยก PALLET ที่ใช้เป็นฐานรองต้องอยู่ในสภาพดี การยุบหรือ หักพัง เกิดขึ้นเพราะ PALLET อยู่ในสภาพที่ไม่แข็งแรงพอ


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า37 ตั้งระยะความกว้างของงาให้พอเหมาะ ก่อนเข้ายกของ จงมั่นใจว่าระยะกว้างของงาอยู่ในระยะที่พอดีกับ PALLET การจัดระยะความกว้างของงาให้เหมาะสม ช่วยให้การยกของมืความทรงตัวดียิ่งขึ้น ระมัดระวังและรอบคอบในเรื่องน้ำหนักบรรทุก ในกรณีที่สิ่งของที่บรรทุกเป็นหีบห่อ ต่างน้ำหนักและขนาดบรรทุกแต่พอควร รวมทั้งการจัดวางตำแหน่งของหีบห่อ เพื่อความปลอดภัย น้ำหนักของสิ่งของที่บรรทุกบนงาควรจัดให้ได้ศูนย์ถ่วง เมื่อบรรทุกของที่มีความกว้างเกินส่วนกว้างของงา ควรทำงานด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันสิ่งของ ที่บรรทุกเลื่อนหลุดออกจากงา ในกรณีที่บรรทุกของที่มี ความยาวมากๆ ระวังสิ่งของที่บรรทุกและหลุดเลื่อนออกจากแผงกั้นหน้ารถยก เช่น ท่อนซุง อย่ายกของที่บรรทุกไว้สูง ขณะที่รถยกวิ่งผ่านพื้นลาดเอียงต่างระดับ เมื่อบรรทุกของและรถต้องวิ่งผ่านพื้นลาดเอียงต่างระดับอย่ายกงาที่บรรทุกของไว้สูงๆ ควรยกให้สูงจากพื้นถนนเพียงเล็กน้อยเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระเทือนเพราะแรงสะดุด ซึ่งอาจทำให้รถคว่ำได้ ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดอยู่ในระหว่างบริเวณของรถยก ห้ามยืนหรือเดินผ่านใต้งาของรถยก ไม่ว่าจะบรรทุกของอยู่หรือไม่ ขณะขับรถ อย่ายื่นมือหรือเท้าออกไปเกินส่วนที่เป็นเสาของรถยก ห้ามโดยเด็ดขาด มีให้ยื่นมือหรือเท้าออกไปเกินส่วนที่เป็นเสาของรถยก มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ขับขี่ได้ ให้ตะแกรงกั้นของและหลังคานิรภัยสำหรับการใช้งานยกของสูงๆ ระมัดระวังอย่างเต็มที่เพื่อมิให้มีของเลื่อนหลุดออกจากงา เมื่อใช้งานยกของสูงๆ เมื่อบรรทุกของอย่ายกงาขึ้นสูง ถ้าเสาอยู่ในลักษณะเอนหน้า เมื่อบรรทุกของอยู่บนงา เสาควรอยู่ในลักษณะตรงหรือ เอนหลังตลอดเวลา เว้นแต่เมื่อจะเข้าวางของลงบนชั้น เมื่อบรรทุกของและนำรถออกวิ่งอย่ายกงาสูง รักษาระดับงาให้สูงจากพื้นถนนประมาณ 100 ถึง 150 มิลลิเมตร (4-6นิ้ว) อย่ายกงานให้สูงเมื่อบรรทุกของและนำรถออกวิ่งโดยไม่จำเป็น


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า38 ปรับให้เสาเอนหน้าหลัง เพื่อให้หีบห่อซึ่งบรรทุก อยู่บนงาแนบชิดกันแผงกั้น สอดงาเข้าใต้ของที่จะบรรทุกให้สุดความยาว ปรับเสาให้ เอนหลังเพื่อให้หีบห่อ ที่บรรทุกอยู่บนงาแนบชิดกันแผงกั้น ก่อนออกรถ มองหน้า-หลังให้ดี ก่อนออกรถต้องแน่ใจว่า เสา งา และของที่บรรทุกอยู่ในสภาพเรียบร้อย และเส้นทางที่จะนำรถออกวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือหลังนั้นว่าง ออกและหยุดรถอย่างนิ่มนวล หลีกเลี่ยงการออกหรือหยุดรถโดยเร็วหรือกระตุกโดยเฉพาะเมื่อบรรทุกของ หรือเข้าวางของ อย่าใช้ความเร็วสูง เมื่อจะเลี้ยวรถ ควรลดความเร็วลงแล้วจึงเลี้ยว ใช้รถด้วยความระมัดระวัง ขับขี่ด้วยระมัดระวัง โดยใช้ความเร็วให้เหมาะสมพึงระลึกไว้เสมอว่า ท่านทำงานอยู่ในบริเวณที่จำกัด เว้นระยะห่างให้กับรถยกคันอื่นบ้างเพื่อความปลอดภัย กะระยะเผื่อรถคันหลังไว้บ้าง ในกรณีที่ต้องหยุดรถโดยกะทันหัน อย่าแซงรถคันอื่น อย่าแซงรถคันอื่น ซึ่งวิ่งไปให้เส้นทางเดียวกัน อาจเกิดจุดบอดทำให้มองไม่เห็น อันก่อให้เกิดอันตรายโดย ไม่คาดคิดขึ้น อย่าขับรถยกในขณะที่มีอาการมึนงง หรือใช้รถยก เป็นเครื่องเล่นตลก เมื่อท่านจับพวงมาลัยพึงระลึกไว้เสมอว่า ความปลอดภัย เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นอย่ากระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดเหตุยุ่งยากแก่ท่านและผู้อื่น อยู่ในสภาพพร้อมเสมอ อย่าหลับใน ไม่ว่าจะขับขี่ไปในทิศทางใด ใช้สายตาของท่านให้เป็นประโยชน์ ขับช้าๆ เมื่อผ่านที่เปียกหรือลื่น ต้องเข้าใจว่ารถยกอาจจะเสียการทรงตัวในที่เปียกหรือลื่นได้ง่าย เราขับรถยกมิใช่แข่งแรลลี่ ดังนั้นควรระมัดระวัง เบาเครื่อง ให้สัญญาณแตรเมื่อจะเลี้ยวหัวมุม ถ้าสถานที่ทำงานของท่านไม่มีกระจกโค้งให้ดูทางตรงหัวมุมต้องระมัดระวัง เมื่อจะเลี้ยวโดยการเบาเครื่อง แล้วให้สัญญาณแตร และเลี้ยวไปด้วยความระมัดระวัง


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า39 เมื่อยกงาขึ้นสูง พึงระวังสิ่งกีดขวางด้านบน พึงระวังสิ่งกีดขวางจากระดับสูง เช่น โคมไฟ สายไฟฟ้าท่อติดเพดาน ท่อน้ำระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ไม้หรือหินที่วางขวางอยู่บนประตู และสายพานต่างๆ ลดระดับของงาลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในบริเวณที่จำกัดความสูง ระมัดระวังด้านข้าง เมื่อบรรทุกของที่มีความกว้างที่ยื่นเลยออกไปจากตัวรถมากๆ ตั้งหลักให้ดี กะระยะให้รถยกวิ่งไประหว่างกึ่งกลางของทางวิ่ง อันจะเป็นการป้องกันมิให้เกิดการกระทบกระทั่ง จนเกิดความเสียหายต่อสิ่งของหรือตัวบุคคล อย่ายื่นมือหรือเท้าออกนอกเขตตัวรถ ขณะขับรถยก อย่ายื่นแขน-เท้าหรือส่วนหนึ่งส่วนใดออกนอกตัวรถ อวัยวะเหล่านี้มีเพียงติดตัวมาเท่านั้น เปลี่ยนไม่ได้เหมือนอะไหล่รถยก ควรรักษาไว้ให้ดี ระวังท้ายปัด ให้สถานที่ที่ค่อนข้างแคบ ควรระวังท้ายรถเวลาเลี้ยวท้ายรถอาจจะไปกระทบกับ เสาหรือกำแพงได้ อย่ายกงาค้างเอาไว้ เมื่อวิ่งรถเปล่า ควรลดลงไว้ในระดับต่ำเสมอ เพื่อป้องกันมิให้งาไปเฉี่ยว หรือทิ่มแทงสิ่งของหรือตัวบุคคล อย่าใช้รถยกแทนลิฟท์ รถยกออกแบบมาเพื่อความสะอาดในการยกสิ่งของ มิใช่เป็นลิฟท์สำหรับบุคคล อันตรายมากในกรณีที่ไปใช้เช่นนั้น รถยกมิใช่รถเมล์ อย่านำรถยกไปยกของอื่นที่ทางโรงงานไม่ได้ออกแบบให้ยกไม่เป็นการปลอดภัยเลย ที่จะบรรทุกผู้คนไปบนรถยก ดับเครื่องยนต์เมื่อเลิกใช้งาน ไม่ควรจอดรถไว้ที่มีพื้นที่มีพื้นลาดเอียง เพราะอาจจะไหลไป ชนใครต่อใครได้ ไม่ควรลืมห้ามล้อ ปลดเกียร์ว่างและดับเครื่องยนต์เสีย ห้ามสูบบุหรี่ขณะเติมเชื้อเพลิง ดับเครื่องยนต์ เมื่อเติมน้ำมัน หรือตรวจสอบแบตเตอรี่ ห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า40 การปฏิบัติงานกับปั้นจั่น ปั้นจั่น หรือ เครน คือเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ช่วยในการยกสิ่งของหรือวัสดุตามแนวดิ่งและแขวนสิ่งของในลักษณะ แนวราบ ปั้นจั่นนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ 1. ปั้นจั่นแบบอยู่กับที่หมายถึงปั้นจั่นที่ต้องติดอยู่กับอุปกรณ์ใดๆก็ตามที่มีการเคลื่อนที่จำกัดเช่นติดอยู่กับล้อเลื่อนซึ่งจะ เหมาะกับโรงงานอุตสาหกรรมหรือการก่อสร้างอาคารที่มีความสูงหลายเมตรเป็นต้นซึ่งในส่วนของปั้นจั่นแบบอยู่กับที่ยังแบ่งออกมา เป็นประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภทคือ 1.1 ปั้นจั่นแบบเหนือศีรษะ มีลักษณะเป็นสะพานที่เคลื่อนที่ได้ 1.2 ปั้นจั่นแบบขาสูง มีลักษณะที่คล้ายกับปั้นจั่นแบบเหนือศีรษะ แต่จะมีตัวสะพายที่วางอยู่บนขาของปั้นจั่น นั่นเอง 2. ปั้นจั่นแบบเคลื่อนที่หมายถึงปั้นจั่นที่ต้องติดตั้งกับอุปกรณ์ใดๆที่สามารถเคลื่อนที่ได้เช่นติดกับรถยนต์เป็นต้นซึ่งใน ปั้นจั่นแบบเคลื่อนที่นี้ก็ยังมีการแบ่งออกเป็นประเภทย่อยๆอีก 4 ประเภทคือ 2.1 รถเครนตีนตะขาบคือปั้นจั่นที่ถูกติดตั้งกับตัวรถที่มีการเคลื่อนที่ด้วยตีนตะขาบและส่วนใหญ่มีบูมเป็น แบบบูมสานซึ่งเหมาะกับพื้นที่ที่กำลังจะเริ่มก่อสร้าง 2.2 รถเครนล้อยางซึ่งเป็นตัวรถติดปั้นจั่นที่ขับเคลื่อนไปด้วยล้อยางสามารถวิ่งได้เร็วเหมือนรถบรรทุกเหมาะแก่ การทำงานในพื้นที่ที่ขรุขระ 2.3 รถเครนสี่ล้อเป็นรถติดปั้นจั่นที่เหมาะแก่การทำงานในพื้นที่ขรุขระแต่ไม่เหมาะสมกับงานที่ต้องเดินทางไกล 2.4 ปั้นจั่นติดรถบรรทุกเป็นรถบรรทุกที่ติดตั้งปั้นจั่นเอาไว้ซึ่งเหมาะแก่การใช้ยกของขึ้นไว้บนหลังรถบรรทุก


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า41 ความปลอดภัยในการใช้ปั้นจั่น 1. ผู้ควบคุมปั้นจั่นต้องมีความรู้ในการควบคุมกฎความปลอดภัยและสัญญาณมือที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุ 2. กรณีที่ห้องควบคุมปั้นจั่นอยู่สูงจากพื้น บันไดขึ้นจะต้องมีครอบป้องกันโดยตลอด ขั้นบันไดต้องมีความแข็งแรง 3. ผู้ควบคุมปั้นจั่นต้องมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วย ขณะปฏิบัติงานต้องสวมชุดปฏิบัติงานที่รัดกุม ใส่อุปกรณ์คุ้มครอง ความปลอดภัยส่วนบุคคลตามความเหมาะสม เช่น ปลั๊กอุดหู หรือหมวกนิรภัย เป็นต้น 4. ก่อนเปิดสวิตซ์ใหญ่ควบคุมการทำงาน ควรตรวจปุ่มควบคุมการทำงานว่าอยู่ในตำแหน่งปิด จากนั้นจึงเปิดสวิตซ์ใหญ่ แล้วทดสอบระบบการทำงานต่างๆ เช่น การเคลื่อนที่เดินหน้า-ถอยหลัง ขึ้น-ลง เบรก สัญญาณ เสียง และแสง เป็นต้น 5. ผู้ควบคุมการเคลื่อนย้ายวัสดุซึ่งอยู่ข้างล่างจะต้องรู้จักวิธีการส่งสัญญาณมือที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายอย่างถูกต้อง และ ต้องสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล เช่น หมวกนิรภัย รองเท้านิรภัย และถุงมือหนัง เป็นต้น 6. รู้น้ำหนักของที่จะยก และไม่ยกเกินที่เครื่องจักรสามารถยกระยะนั้น ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ 7. กรณีที่ใช้ปั่นจั่นชนิดเคลื่อนที่ ก่อนยกเคลื่อนย้ายวัสดุต้องใช้ตีนช้าง (Outrigger) ยันกับพื้นที่มั่นคงแข็งแรงให้เรียบร้อย 8. การเริ่มยกขึ้นครั้งแรก ควรดำเนินการอย่างช้าๆ และยกขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบความสมดุลย์และความสามารถ ในการยก กรณีที่วัสดุที่ยกหนักใกล้เคียงกับพิกัดกำหนด ควรทดสอบการทำงานของเบรคด้วย 9. ขณะวัสดุที่เคลื่อนย้ายลอยสูงจากพื้น จะต้องปฏิบัติ ดังนี้ 9.1 ไม่สัมผัสสิ่งกีดขวาง หรือข้ามศีรษะผู้ปฏิบัติงานอื่น 9.2 ห้ามผู้ปฏิบัติงานเกาะบนสิ่งของที่ยก 9.3 กรณีที่เป็นปั้นจั่นชนิดที่อยู่กับที่ ควรมีสัญญาณเสียงและแสง 9.4 หลีกเลี่ยงการแขวนสิ่งของไว้กลางอากาศ แต่ถ้าจำเป็นต้องล็อคเครื่องด้วย ห้ามใช้เบรคเพียงอย่างเดียว 9.5 กรณีมีลมพัดแรงมากจนวัสดุที่เคลื่อนย้ายแกว่งไปมาอย่างรุนแรงต้องรีบวางวัสดุลงทันที 9.6 เมื่อจำเป็นต้องวางของต่ำมากๆ ต้องเหลือลวดสลิงไว้มากกว่า 2 รอบบนดรัม 10. การใช้ปั้นจั่นตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปยกของร่วมกัน ให้สัญญาณมือผู้ควบคุมการเคลื่อนย้ายเพียงคนเดียว 11. การใช้ปั้นจั่นใกล้กับสายไฟฟ้าแรงสูง ชิ้นส่วนต่างๆ ของปั้นจั่นต้องห่างจากสายไฟไม่น้อยกว่า 3 เมตร หรือตามขนาด ของแรงเคลื่อนไฟฟ้า ถ้าไม่สามารถทำตามระยะที่กำหนดได้ ต้องมีผู้คอยสังเกตและให้สัญญาณเตือน 12. การใช้ปั้นจั่นชนิดที่มีการถ่วงน้ำหนักด้านท้าย ห้ามถ่วงเพิ่มจากที่กำหนด 13. การปฏิบัติงานตอนกลางคืนควรมีไฟแสงสว่างให้เพียงพอทั่วบริเวณที่ปฏิบัติงาน แต่แสงไฟต้องไม่รบกวนการ ปฏิบัติงานของผู้ควบคุมปั้นจั่น 14. กรณีที่ใช้ปั้นจั่นบนตึกสูง ต้องมีสัญญาณไฟหรือสัญญาณบอกตำแหน่งให้เครื่องบินทราบ 15. การยกของต้องยกขึ้นในแนวดิ่ง ให้รอกตะขอตรงกับศูนย์กลางของน้ำหนักที่ยก และตรงกึ่งกลางแขนของปั้นจั่น 16. ปรับให้ตัวปั้นจั่นมีเสถียรภาพมากที่สุด และได้ดิ่ง 17. เมื่อหยุดหรือเลิกใช้งานปั้นจั่น ผู้ควบคุมควรปฏิบัติ ดังนี้ 17.1 วางสิ่งของที่ยกค้างอยู่ลงกับพื้น 17.2 กว้านหรือม้วน ลวดสลิงและตะขอ เก็บเข้าที่ 17.3 ใส่เบรคและอุปกรณ์ล็อคชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวได้ 17.4 ปลดสวิตซ์ใหญ่ที่จ่ายไฟให้ปั้นจั่น 18. ห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในห้องควบคุมปั้นจั่น 19. ภายในห้องควบคุมปั้นจั่น ไม่ควรมีเครื่องมือที่ไม่เกี่ยวข้องเก็บไว้แต่ต้องมีถังดับเพลิง 20. ต้องบำรุงรักษาเป็นระยะฯ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวหรือเสียดสี


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า42


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า43 การปฏิบัติงานกับหม้อไอน้ำ หม้อไอน้ำ หรือ บอยเลอร์ (Boiler) หมายถึง เครื่องกำเนิดไอน้ำชนิดภาชนะปิด ทำด้วยเหล็กกล้าหรือวัสดุอื่นๆ ที่มี คุณสมบัติคล้ายกัน ซึ่งได้รับการออกแบบและสร้างอย่างแข็งแรงถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางวิศวกรรม ภายในภาชนะบรรจุน้ำและไอ น้ำ ความปลอดภัยเกี่ยวกับหม้อไอน้ำ 1. พนักงานที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับหม้อไอน้ำต้องได้รับการอบรม 2. การปฏิบัติงานก่อนเดินเครื่อง ให้ตรวจสอบความเรียบร้อย ดังนี้ 2.1 ตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำจากระดับน้ำของหลอดแก้วให้อยู่ในระดับที่กำหนด และทดสอบการอุดตันของ หลอดแก้วโดยเปิดวาล์วที่ชุดหลอดแก้ว น้ำจะไหลออกจากหลอดแก้วจนหมดแล้ว ปิดวาล์วเพื่อดูว่าระดับน้ำไหลกลับมา แทนที่ในระดับเดิมหรือไม่ 2.2 ตรวจสอบความเรียบร้อยของวาล์วท่อส่งน้ำเข้าหม้อน้ำ 2.3 ตรวจสอบระดับน้ำในถังพักน้ำ ทดสอบ สัญญาณเตือนระดับน้ำต่ำ 2.4 บริเวณหม้อน้ำต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง หรือคราบน้ำมันที่ทำให้ลื่นหกล้มได้ 2.5 ตรวจสอบแก๊สตกค้างหรือระบายอากาศก่อนจุดเตาทุกครั้ง 3. การปฏิบัติหลังเดินเครื่องให้ตรวจสอบและบันทึกการทำงานของหม้อน้ำลงในแบบบันทึกที่กำหนดทุกชั่วโมงเมื่อตรวจ พบสิ่งผิดปกติให้รายงานต่อหัวหน้างานเพื่อแก้ไข 4. ระบายน้ำทิ้งทุกกะตามปริมาณที่กำหนด และตรวจตัวอย่างน้ำในหม้อน้ำเพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ตามวันเวลาที่ กำหนด 5. ตรวจสอบระดับน้ำและชุดควบคุมระดับน้ำ 5.1 ระบายน้ำในหลอดแล้วทุกกะ เพื่อป้องกันการอุดตัน 5.2 ระบายน้ำในชุดควบคุมระดับน้ำ และทดสอบการทำงานชุดควบคุมระดับน้ำต่ำทุกกะ 6. ทดสอบลิ้นนิรภัย อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง 7. ปรับความเป็นกรด-ด่าง และความกระด้างของน้ำ


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า44 การปฏิบัติงานบนที่สูง การทำงานบนที่สูง หมายถึง การปฏิบัติงานใด ๆ ก็ตามในบริเวณที่มีความต่างระดับของพื้นที่ทำงาน และมีโอกาสที่ บุคคล หรือวัสดุจะตกจากที่สูงจากระดับหนึ่งสู่ระดับที่ต่ำกว่า เช่น บ่อ หลุม ช่องเปิด หลังคา บริเวณที่มีทางขึ้น-ลง หรือบันได บริเวณลาดชัน พื้นที่สูงที่มีพื้นผิวไม่แข็งแรงมั่นคง หรือลื่น เป็นต้น การปฏิบัติงานบนที่สูงอย่างปลอดภัย 1. พื้นที่ปฏิบัติงานที่สูงตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป และเป็นที่เปิดมีอันตรายต่อการพลัดตก ผู้ควบคุมงานต้องออกแบบและ จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ป้องกันการพลัดตกของผู้ปฏิบัติงานก่อนเริ่มงาน 1.1 จัดทำราวกันตกความสูงประมาณ 90-110 ซม. ป้องกันการพลัดตกในบริเวณที่มีผู้ปฏิบัติงานเข้าใช้พื้นที่ 1.2 จัดทำ Platform หรือนั่งร้านสำหรับพื้นที่ปฏิบัติงาน ห้ามปีนป่าย ยืน หรือเดินในที่ที่ไม่ได้จัดไว้ให้ 2. พื้นที่ปฏิบัติงานที่สูงตั้งแต่ 4 เมตรขึ้นไป และเป็นที่เปิดมีอันตรายต่อการพลัดตกควรปฏิบัติเพิ่มเติมดังนี้ 2.1 ผู้ปฏิบัติงานต้องใช้เข็มขัดนิรภัยร่วมกับสายช่วยชีวิตหรือจุดเกี่ยวที่มั่นคงแข็งแรงในขณะปฏิบัติงาน 2.2 ตรวจสอบให้มีการใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง และจัดทำที่ยึดตรึงไว้กับส่วนหนึ่งของโครงสร้าง 2.3 จัดทำมาตรการป้องกันการกระเด็น ตกหล่นของวัสดุ หรือพลัดตกของผู้ปฏิบัติงานโดยใช้แผงกั้นผ้าใบหรือ ตาข่ายปิดกั้นโดยวิศวกรควบคุมงานเป็นผู้กำหนดวิธีการจัดทำ 3. พื้นที่ปฏิบัติงานที่เป็นบ่อ ถังที่อาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานพลัดตกลงไปได้ ผู้ควบคุมงานต้องจัดทำรั้วกั้นที่มีความสูงประมาณ 90-110 เซนติเมตร 4. พื้นที่ปฏิบัติงานบนที่สูง ถ้ามีช่องเปิด (Block out) ต้องจัดทำฝาปิดหรือรั้วกั้น และติดป้ายเตือนให้เห็นจัดเจนโดยที่ 4.1 ช่องเปิดขนาดไม่เกิน 0.80 x 0.80 เมตร ต้องจัดทำฝาปิดกั้นที่แข็งแรงรับน้ำหนักผู้ปฏิบัติงานได้ 4.2 ช่องเปิดขนาดใหญ่กว่า 0.80 x 0.80 เมตร ต้องจัดทำราวกันตกที่แข็งแรง และทาสีขาว-แดง 5. พื้นที่ปฏิบัติงานที่ต่างระดับกัน อาจมีวัสดุตกหล่น ต้องปิดกั้นเขตพื้นที่ด้านล่างด้วยธงราวขาว-แดง หรืออุปกรร์ปิดกั้น ชั่วคราว โดยแสดงคำเตือนหรือห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องผ่านเข้า-ออก 6. พื้นที่ปฏิบัติงานชั่วคราว เช่น นั่งร้าน ห้ามนำวัสดุอุปกรณ์มาจัดเก็บหรือวาง เนื่องจากไม่ได้ออกแบบเพื่อรองรับน้ำหนัก ของวัสดุอุปกรณ์นั้น ๆ 7. การลำเลียงเศษวัสดุเหลือใช้ลงจากที่สูงต้องจัดทำรางปล่อง หรือเครื่องมือลำเลียงลงมา ห้ามโยนหรือลงมาโดยเด็ดขาด 8. ผู้ควบคุมงามต้องตรวจสอบให้จัดเก็บทำความสะอาดในพื้นที่การทำงานบนที่สูงอยู่เสมอ


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า45 ความปลอดภัยในการใช้นั่งร้าน นั่งร้าน เป็นโครงสร้างชั่วคราวที่ใช้ในงานก่อสร้าง สำหรับขึ้นไปปฏิบัติงานบนที่สูงเป็นที่รองรับของผู้ปฏิบัติงานและวัสดุ ในงานก่อสร้างเป็นการชั่วคราวเท่านั้น วัสดุที่ใช้ทำนั่งร้านควรเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรง ทนทาน เช่น เหล็กท่อ การปฏิบัติงานกับนั่งร้าน 1. ในพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีความสูงตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป ควรจัดทำอุปกรร์ยึดโยง เพื่อเกี่ยวคล้องเข็มขัดนิรภัย ให้แก่ ผู้ปฏิบัติงานได้ เพื่อเกี่ยวคล้องเข็มขัดนิรภัย ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้ และต้องจัดให้มีนั่งร้านที่ได้มาตรฐานก่อนเริ่มงาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถนำไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย 2. นั่งร้านที่สูงตั้งแต่ 21 เมตรขึ้นไป ต้องได้รับการออกแบบโครงสร้างการรับน้ำหนัก โดยวิศวกรโยธาที่ได้รับใบอนุญาต เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (กว.) ตามที่สภาวิศวกรกำหนด 3. พื้นที่ปฏิบัติงานของนั่งร้านต้องมความกว้างไม่น้อยกว่า 35 ซม. 4. พื้นรองรับขาตั้งและข้อต่อของนั่งร้าน ต้องมีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของนั่งร้านชนิดนั้น ๆ ได้ และอยู่ในสภาพ ที่ดีมีความมั่นคง ไม่สั่นคลอนขณะปฏิบัติงานและควรผ่านการตรวจสอบจากวิศวกรที่มีความชำนาญอยู่เสมอ 5. ต้องตรวจสอบอุปกรณ์นั่งร้านทุกครั้งก่อนเริ่มใช้งาน หากอุปกร์ชำรุด ห้ามนำมาใช้อย่างเด็ดขาด 6. พื้นทางเดินต้องวางและยึดอย่างมั่นคงกับโครงสร้างของนั่งร้าน 7. พื้นนั่งร้านต้องใช้ไม้เนื้อแข็งสภาพสมบูรณ์ ไม่ผุกร่อนและไม่ควรใช้เหล็กที่มีน้ำหนักมากใชเป็นพื้นนั่งร้าน 8. เสาค้ำยันนั่งร้านต้องตั้งให้ได้ฉากกับแนวระดับ 9. ชิ้นส่วนของนั่งร้านที่ยื่นจากตัวร้านต้องไม่เกิด 15-20 ซม. 10. นั่งร้านที่สูงกว่า 2 เมตร ต้องมีราวกันตก โดยมีความสูงจากพื้นนั่งร้านแต่ละชั้นไม่ต่ำกว่า 90 ซม. และสูงไม่เกิน 110 ซม. ทุกชั้นของนั่งร้าน 11. ต้องจัดทำแผ่นกั้นเท้าสูง 10 ซ.ม. เพื่อป้องกันวัสดุตกหล่นหรืออาจมีเสษวัสดุกระเด็นตกลงไปบริเวณขอบอาคารได้ 12. ในกรณีที่พื้นนั่งร้านลื่น หรือนั่งร้านชำรุดต้องทำการแก้ไขทันที ก่อนปฏิบัติงาน ต้องมีผู้ตรวจสอบดูแลให้พื้นนั่งร้าน อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ 13. โครงนั่งร้านต้องมีการยึดโยงค้ำยัน เพื่อป้องกันไม่ให้นั่งร้านเอียงหรือล้ม ในกรณีที่ต้องทำงานใกล้สายไฟที่ไม่มีฉนวน หุ้ม หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าต้องดำเนินการจัดให้มีการหุ้มฉนวนที่เหมาะสม 14. ต้องมีการตรวจสอบสภาพนั่งร้านทุกสัปดาห์พร้อมมีใบตรวจสอบและติดประกาศตรวจสอบที่บริเวณทางขึ้นลงขอล นั่งร้านทุกชุด 15. นั่งร้านที่มีความสูงตั้งแต่ 6 เมตรขึ้นไปและติดตั้งใกล้กับถนน หรือทางเดินสาธารณะ ผู้ควบคุมงานต้องพิจารณาใช้ ผ้าใบกันฝุ่น หรือตาข่ายกรองแสง (Shading net) ปิดหุ้มนั่งร้านทั้งหมด


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า46 การปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานเชื่อม การเชื่อม เป็นกระบวนการในการเชื่อมติดเนื้อวัสดุเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการรวมตัวกันโดยการให้ความร้อนกับวัสดุด้วย อุณหภูมิที่เหมาะสม อาจจะมีการใช้แรงดันร่วมด้วย หรืออาจจะใช้แรงดันเพียงอย่างเดียว และอาจจะใช้สารตัวเติม หรือลวดเชื่อม ด้วยก็ได้ แล้วงานเชื่อมนั้น อันตรายจากงานเชื่อม 1.ฟูมและก๊าซ เกิดจากโลหะถูกเผาไหม้ และจากก๊าซเชื้อเพลิงที่ลุกไหม้ และด้วยความร้อนที่ร้อนมาก ทำให้เกิดไอระเหย ของโลหะอยู่ในอากาศ ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อันตรายต่อปอด ทำให้เกิดการระคายเคือง 2.รังสี เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงมากในการเชื่อม ทำให้เกิดรังสีอินฟราเรด และรังสีอุลตราไวโอเลตขึ้น ทำให้กระจกตาไหม้ เยื่อเรตินาในตาไหม้ และยังทำให้มีโอกาสเป็นต้อกระจก 3.อันตรายจากสะเก็ดไฟที่กระเด็นโดนผิวหนัง ทำให้เป็นแผลผุพอง ความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้เครื่องเชื่อมแก๊ส 1. ห้ามเชื่อมในบริเวณที่มีสารไวไฟ และเชื้อเพลิงที่อาจลุกลามได้ง่าย ในกรณีที่จำเป็น ต้องมีมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ เหมาะสม เป็นงานที่ขออนุญาตปฏิบัติงานทุกครั้งที่ปฏิบัติงานนอกพื้นที่ workshop 2. ห้ามนำเครื่องที่รั่วหรือชำรุดมาใช้งาน 3. ระวังอย่าให้สายแก๊สพันเป็นปมหรือเกลียว 4. ห้ามเชื่อมโดยไม่ใส่แว่นหรืออุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลสำหรับงานเชื่อม 5. ห้ามแขวนหัวเชื่อมบนอุปกรณ์ปรับความดัน 6. ห้ามเชื่อมภาชนะบรรจุ หรือที่เคยบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงหรือสารไวไฟ 7. จัดให้มีคนเฝ้าปิด-เปิดวาล์วถังแก๊สในกรณีเข้าไปเชื่อมในสถานที่อับอากาศ 8. ห้ามซ่อมวาล์วหรืออุปกรณ์ปรับความดัน ให้เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุดทันที 9. ต้องระมัดระวังการขนย้ายถังแก๊สต้องมีรถเข็นพร้อมโซ่คล้องถัง 10. ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับติดตั้งบริเวณหัวเชื่อมและถังแก๊ส 11. ห้ามยกถังแก๊สโดยการผูกที่อุปกรณ์ปรับความดัน หรือวาล์วปิด-เปิด 12. ห้ามเชื่อมในบริเวณที่อับอากาศ เว้นแต่ได้จัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม 13. หากไม่แน่ใจว่าปลอดภัย ควรปรึกษาหัวหน้างานก่อน 14. จป.หัวหน้างานมีหน้าที่ต้องควบคุมพนักงานปฏิบัติตามกฎดังกล่าว


Click to View FlipBook Version