The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน 2566 เล่ม 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by natchanonoffice, 2023-07-02 22:05:22

คู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน 2566 เล่ม 2

คู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน 2566 เล่ม 2

คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า47 ความปลอดภัยเกี่ยวกับการเชื่อมไฟฟ้า 1. ห้ามเชื่อมในบริเวณที่มีสารไวไฟ หรือเชื้อเพลิงที่อาจลุกไหม้ได้ง่าย ในกรณีที่จำเป็นต้องทำ ต้องมีมาตรการป้องกัน อัคคีภัยที่เหมาะสมเป็นงานที่ขออนุญาตปฏิบัติงานทุกครั้งที่ปฏิบัติงานนอกพื้นที่ workshop 2. ห้ามเชื่อมภาชนะบรรจุ หรือที่เคยบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง หรือสารไวไฟ 3. ห้ามเชื่อมในสถานที่อับอากาศ เว้นแต่ได้จัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม 4. รักษาความสะอาดบริเวณที่ทำการเชื่อม 5. ตรวจสภาพสายไฟฟ้าบ่อยๆ หากสายร้อนแสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเกินอัตรา หรือสายชำรุด ควรเปลี่ยนสายใหม่ 6. ห้ามใช้ “ปากจับลวดเชื่อม” ที่ฉนวนไม่เรียบร้อย 7. สวมอุปกรณ์ป้องกันเศษวัสดุกระเด็นเข้าตา และป้องกันประกายไฟจากการเชื่อม 8. ให้นำเครื่องดับเพลิงชนิดมือถือวางไว้ใกล้บริเวณเชื่อม เพื่อพร้อมใช้งานเวลาฉุกเฉิน 9. ระวังอย่าให้เสื้อผ้าที่สวมใส่เปื้อนน้ำมัน เพราะทำให้ติดไฟง่าย 10. รักษาเครื่องเชื่อมอย่าให้ชื้น 11. อย่าใช้เครื่องเชื่อมเกินอัตรากำลังติดต่อกันเป็นเวลานาน 12. อย่าปรับอัตรากระแสไฟฟ้าของเครื่องเชื่อมขณะที่กำลังเชื่อมอยู่ 13. ในกรณีเครื่องชำรุด อย่าพยายามซ่อมเอง ควรให้ช่างที่รับผิดชอบโดยตรงทำการตรวจซ่อม 14. จป.หัวหน้างานมีหน้าที่ต้องควบคุมพนักงานปฏิบัติตามกฎดังกล่าว


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า48 สภาพแวดล้อมในการทำงาน แสงสว่าง ความร้อน เสียง สภาพแวดล้อมในการทำงาน หมายถึงสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ขณะที่ทำงาน เช่นความร้อน ความเย็น เสียงดัง การ สั่นสะเทือน รังสี แสงสว่าง ความกดดันบรรยากาศ เป็นต้น ซึ่งหากไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดค่าไว้ ก็ส่งจะผลกระทบต่อ สุขภาพอนามัยของคนงานได้ กฎกระทรวง เรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมใน การทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ 2559 กำหนดให้ระดับความดังของเสียงได้รับติดต่อกันไม่เกิน 90 เดซิเบล (เอ) ในระยะเวลาการทำงาน ไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมงและไม่เกิน 80 เดซิเบล (เอ) หากทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง ผู้ที่ทำงานที่มี เสียงดังตามที่กำหนดในมาตรฐานดังกล่าวข้างต้นนี้ จะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยินน้อยลงอีก หากสวมใส่ อุปกรณ์ป้องกันไว้ด้วย อันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพคนงานที่ทำงานในที่มีเสียงดัง 1. การสูญเสียการได้ยิน มี 2 ลักษณะ คือ 1.1 การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว เนื่องจากรับฟังเสียงดังมาก ๆ ในระยะเวลาไม่นานนัก ทำให้หูอื้อ หาก หยุดรับสัมผัสเสียงดัง การได้ยินก็จะคืนสู่สภาพปกติได้ 1.2 การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร เกิดจากการที่ต้องรับฟังเสียงดังเป็นระยะเวลานาน ทำให้เซลล์ขนในหู ชั้นในถูกทำลาย ทำให้รับฟังเสียงไม่ได้ เกิดหูตึง หูพิการ 2. ผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ - เกิดความรำคาญ หงุดหงิด เกิดความเครียด และเป็นโรคจิต โรคประสาทได้ง่าย - รบกวนการนอนหลับ - ทำให้เกิดโรคบางอย่าง เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร คลื่นไส้อาเจียน - ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง - เป็นอุปสรรคในการทำงานอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ วิธีป้องกันการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยิน 1. ปรับปรุงแก้ไข เพื่อลดเสียงจากเครื่องจักร อุปกรณ์หรือแหล่งที่ทำให้เกิดเสียงดัง 2. สวมอุปกรณ์ป้องกันหูตลอดเวลาการทำงาน 3. เผยแพร่ความรู้เพื่อให้พนักงานตระหนักถึงอันตรายของเสียงและการใช้อุปกรณ์ป้องกันหู


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า49 4. ทดสอบสมรรถภาพการได้ยินของพนักงานที่ต้องสัมผัสกับเสียงดัง 5. ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อไม่ให้ระดับความดังของเสียงเกินมาตรฐานที่กำหนดชนิดของอุปกรณ์ป้องกัน ระบบการได้ยิน 5.1 ปลั๊กอุดหู (EAR PLUGS) จะสามารถลดเสียงที่จะเข้าหูได้ถึง 25-33 เดซิเบล จึงสามารถใช้ป้องกันได้ เพียงพอในที่ซึ่งมีระดับความดังของเสียงไม่เกิน 115-120 เดซิเบล 5.2 ครอบหู (EAR MUFF) จะสามารถป้องกันเสียงได้สูงกว่าปลั๊กอุดหูประมาณ 10-15 เดซิเบล ซึ่งสามารถลด เสียงได้ 35-40 เดซิเบล ดังนั้นจึงใช้ป้องกันได้ในที่ซึ่งมีระดับความดังของเสียงถึง 130-135 เดซิเบล อันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพคนงานที่ทำงานในที่มีความร้อน ความร้อน เป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวันและในการทำงานความร้อนในการทำงาน โดยปกติร่างกายจะได้รับความร้อนจาก 2 ทาง 1. พลังงานเมตาบอลิซึมระหว่างการทำงาน เกิดจากการเผาผลาญในร่างกาย 2. พลังงานความร้อน เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ในกระบวนการทำงาน) อันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพคนงาน 1. การเป็นตะคริวเนื่องจากความร้อน (Heat Cramp) ร่างกายที่ได้รับความร้อนมากเกินไป จะสูญเสียน้ำ เกลือแร่ไปกับ เหงื่อ ทำให้กล้ามเนื้อเสียการควบคุม เกิดอาการเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง 2. เป็นลมเนื่องจากความร้อนในร่างกายสูง (Heat Stroke) ทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และระบบ ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายที่สมองไม่สามารถทำงานปกติ จะนำไปสู่อาการ คลื่นไส้ ตาพร่า หมดสติ ประสาทหลอน โคม่า และอาจเสียชีวิตได้ 3. การอ่อนเพลียเนื่องจากความร้อน (Heat Exhaustion) เนื่องจากระบบหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เป็นลม หน้ามืด ชีพจรเต้นอ่อนลง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวซีด 4. อาการผดผื่นขึ้นตามบริเวณผิวหนัง (Heat Rash) เกิดจากความผิดปกติของระบบต่อมเหงื่อทำให้ผื่นขึ้น เมื่อมีอาการ คันอาจมีอาการคันอย่างรุนแรงเพราะท่อขับเหงื่ออุดตัน 5. การขาดน้ำ (Dehydration) เกิดอาการกระหายน้ำ ผิวหนังแห้ง น้ำหนักลด อุณหภูมิสูง ทำให้ชีพจรเต้นเร็ว รู้สึกไม่ สบาย 6. โรคจิตประสาทเนื่องจากความร้อน (Heat Neurosis) เกิดจากการสัมผัสความร้อนสูงจัดเป็นเวลานาน ทำให้เกิด อาการวิตกกังวล ไม่มีสมาธิในการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงผลทำให้นอนไม่หลับ และมักเป็นต้นเหตุให้ เกิดอุบัติเหตุในการทำงาน 7. อาจเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ 8. อาจเพิ่มอาการเจ็บป่วยมากขึ้น


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า50 หลักการป้องกันและควบคุมอันตรายจากความร้อนในสถานประกอบการ 1. ป้องกันและควบคุมที่แหล่งกำเนิดของความร้อน เน้นถึงหลักการที่พยายามจะลดปริมาณความร้อนที่ออกมาจาก แหล่งกำเนิดให้มากที่สุด ได้แก่ - การใช้ฉนวน (Insulator) หุ้มแหล่งกระจายความร้อน - การใช้ระบบระบายอากาศแบบธรรมชาติ (Natural Ventilation) ปกติอากาศร้อนจะมีลักษณะเบา และลอยตัวสูงขึ้น ดังนั้น จึงควรเปิดช่องว่างบนหลังคาให้มากที่สุด ขณะเดียวกันระดับพื้นดินก็ควรจะเปิดประตูหน้าต่าง หรือเปิดโล่งให้ลม เย็นพัดเข้ามาแทนที่ และทิศทางของลมควรจะพัดเข้าสู่ตัวคนงานก่อนที่จะถึงแหล่งกำเนิดความร้อน - การระบายอากาศเฉพาะที่ (Local Ventilation) ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการพาความร้อน ถ้าอากาศที่ร้อนจัดถูกพา มาสู่คนงานมากเกินไป เราอาจคำนวณและออกแบบระบบดูดอากาศเฉพาะบริเวณนั้นออกไป แล้วนำอากาศที่เย็นกว่าเข้า แทนที่ซึ่งจะต้องเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ด้วย 2. การป้องกันและควบคุมความร้อนจากสิ่งแวดล้อม - การออกแบบและสร้างอาคารให้มีระบบระบายอากาศที่ดี - การเป่าอากาศเย็นที่จุดที่ทำงาน ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีการออกแบบหรือวิธีการอื่น 3. การป้องกันที่ตัวคนงาน - เลือกคนที่เหมาะสมเช่น คนหนุ่มจะแข็งแรงกว่าคนแก่ คนผอมจะทนร้อนได้ดีกว่าคนอ้วน - ให้คนงานใหม่คุ้นเคยกับการทำงานที่มีภาวะแวดล้อมที่ร้อนเสียก่อน แล้วจึงให้ทำงานประจำ - จัดหาน้ำเกลือ ที่ความเข้มข้น 0.1% ซึ่งทำได้จากการผสมเกลือแกง 1 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ให้คนงานที่ทำงานในสภาวะ แวดล้อมที่ร้อน โดยให้ดื่มบ่อยครั้ง ครั้งละประมาณน้อยๆ - จัดหาน้ำดื่มที่เย็น (อุณหภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส) ตั้งอยู่ในสถานที่ใกล้จุดที่ทำงาน - บางลักษณะงาน อาจจำเป็นต้องจำกัดระยะเวลาการทำงาน เพื่อลดระยะเวลาที่จะสัมผัสกับความร้อนน้อยลง


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า51 อันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพคนงานจากแสงสว่าง แสงสว่าง เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรม และการปฏิบัติงานต่างๆ อันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพคนงาน 1. แสงสว่างที่น้อยเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานมากเกินไป โดยบังคับให้ม่านตาเปิดกว้างเพราะการมองเห็นนั้นไม่ ชัดเจน 2. แสงสว่างที่มากเกินไป จะทำให้ผู้ทำงานเกิดความไม่สบายตา ปวดแสบตา 3. แสงจ้า แสงจ้าตาที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรง (Direct glare) หรือแสงจ้าตาที่เกิดจากการสะท้อนแสง (Reflected glare) การทำงานในที่แสงสว่างมากเกินไป น้อยเกินไป จะทำให้ผู้ทำงานเกิดความไม่สบาย เมื่อยล้า ปวดตา มึนศีรษะ กล้ามเนื้อหนังตากระตุก วิงเวียน นอนไม่หลับ การมองเห็นแย่ลง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดผลทางจิตใจ คือเบื่อหน่ายในการ ทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เป็นผลทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นเดียวกัน หลักการป้องกันและควบคุมอันตรายจากความร้อนในสถานประกอบการ การจัดแสงสว่างอย่างเหมาะสมในสถานที่ทำงาน ต้องคำนึงถึงปัจจัยที่สำคัญในเรื่อง - การเลือกระบบแสงสว่างและแหล่งกำเนิดแสงสว่าง - ลักษณะห้องหรือพื้นที่ใช้งาน - คุณภาพและปริมาณของแสงสว่าง - การดูแลบำรุงรักษาระบบแสงสว่าง แสงสว่างในสถานที่ทำงานไม่เพียงพอสามารถเลือกพิจารณาแก้ไขได้ดังนี้ - ติดดวงไฟเพิ่มเติม/ติดตั้งดวงไฟเพิ่มเฉพาะจุดที่ต้องการแสงสว่างเพิ่ม - ลดระดับความสูงของดวงไฟลงมาอยู่ในระยะที่สามารถให้ปริมาณแสงสว่างเพียงพอ - ใช้โคมไฟที่ทาด้วยสีเงินหรือสีขาว จะช่วยเพิ่มแสงสว่างในบริเวณการทำงาน - เปลี่ยนตำแหน่งการทำงานไม่ให้อยู่ในตำแหน่งที่มีเงา หรือเกิดเงาจากตัวผู้ปฏิบัติงาน - ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติช่วยในการเพิ่มแสงสว่าง - สีของผนัง ฝ้าเพดานที่มีสีอ่อนจะสะท้อนแสงได้ดีกว่าสีมืดทึบ - ทำความสะอาดดวงไฟ ผนัง เพดาน และพื้นที่ที่มีผลกระทบทำให้แสงสว่างลดลง


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า52 ความปลอดภัยในการใช้สารเคมีและการจัดเก็บ สารเคมีคือ รูปแบบหนึ่งของสสารที่มีองค์ประกอบคงที่และมีคุณสมบัติเฉพาะตัว ไม่สามารถแยกองค์ประกอบได้ด้วย วิธีการทางกายภาพ ซึ่งก็คือ ปราศจากการทำลายพันธะเคมีนั่นเอง และสารเคมีสามารถเป็นได้ทั้ง ธาตุ, สารประกอบ, ไอออน หรือ โลหะผสม (โลหะเจือ) สารเคมีบ่อยครั้งถูกเรียกเป็น 'สารบริสุทธิ์' เพื่อแยกตัวมันออกจากสารผสม ตัวอย่างทั่วไปของสารเคมี เช่น น้ำบริสุทธิ์ น้ำมีคุณสมบัติและสัดส่วนของไฮโดรเจนและออกซิเจนเหมือนกัน ไม่ว่าจะนำมาจากแม่น้ำหรือทำขึ้นในห้องปฏิบัติการ สารเคมีอื่น ๆ ที่พบทั่วไปในรูปของสารบริสุทธิ์ เช่น เพชร (คาร์บอน), ทอง, เกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์) และน้ำตาลทราย (ซูโครส) สารเคมีสามารถปรากฏให้เห็นในรูปแบบของของแข็ง, ของเหลว, ก๊าซ หรือ พลาสมา และอาจเปลี่ยนสถานะไปมาได้โดย การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือความดัน สารเคมีอาจถูกรวมเข้าด้วยกันหรือเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารอื่นได้โดยอาศัยปฏิกิริยาทางเคมี การใช้และการจัดเก็บสารเคมีเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงและปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากสารเคมีแต่ละชนิดมีความ เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่างกัน ผู้ที่ปฏิบัติงานกับสารเคมี จึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสารเคมี เพื่อให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง สารเคมีเข้าสู่ร่างกายได้โดย เข้าสู่ทางปาก จากการปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่ม การใช้มือที่เปื้อนสารเคมีหยิบจับอาหาร เข้าสู่ทางผิวหนัง สารเคมีสามารถดูดซึมเข้าทางผิวหนังได้ โดยละลายชั้นไขมันของผิวหนัง เข้าสู่ทางการหายใจ จากการสูดดมหรือหายใจเอาสารเคมีในรูปของไอ ฝุ่นละออง ฟูม แก๊ส เข้าไป หลักในการปฏิบัติงานกับสารเคมีอย่างปลอดภัย ก่อนทำงานกับสารเคมี 1. ต้องทราบถึงคุณสมบัติของสารเคมี วิธีปฏิบัติตน และ การใช้สารเคมีอย่างถูกวิธี ตาม สอ.1 2. ต้องได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการทำงานกับสารเคมี 3. กรณีที่มีการยกหรือขนย้ายสารเคมี จะต้อง 3.1 อ่านฉลากข้างภาชนะบรรจุ เพื่อทราบคุณสมบัติและข้อควรระวังของสารเคมี 3.2 ถ้าต้องการยกมากกว่า 1 ถังควรใช้รถเข็นช่วย ขณะปฏิบัติงานกับสารเคมี 1. ต้องทำงานด้วยความระมัดระวังและต้องทราบถึงคุณสมบัติของสารเคมีที่เราปฏิบัติงานด้วย 2. ใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลทุกครั้งที่ทำงาน 3. ล้างมือหรือชำระล้างทำความสะอาดร่างกายทุกครั้งหลังปฏิบัติงานกับสารเคมี


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า53 4. ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลทุกอุปกรณ์ที่ใช้ ให้สะอาดทุกครั้ง และจัดเก็บให้เข้าที่ 5. ทำความสะอาดบริเวณที่ทำงานให้สะอาดทุกครั้งหลังจากทำงานเสร็จ 6. ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์หรือสิ่งต่างๆ ที่มีสารเคมีปนเปื้อน 7. ขยะที่ปนเปื้อนสารเคมีต้องแยกทิ้งออกจากถังขยะทั่วไป โดยให้ทิ้งลงในถังขยะอันตราย ความอันตรายของสารเคมีสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. ความอันตรายทางกายภาพ เช่น การระเบิด การติดไฟ เป็นต้น 2. ความอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การระคายเคือง แสบ คัน ก่อโรคต่างๆ เป็นต้น 3. ความอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ทำลายระบบนิเวศน์ สะสมในสิ่งมีชีวิต เป็นต้น ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี แบบเฉียบพลัน : เป็นการสัมผัสที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น เช่น หนึ่งนาทีถึงสองสามวัน อาการที่ เกิดขึ้น ได้แก่ เกิดผลผื่นคันระคายเคือง ผิวหนังไหม้ อักเสบ ขาดอากาศ หน้ามืด วิงเวียน แบบเรื้อรัง : เป็นการสัมผัสสารที่ระดับค่อนข้างต่ำในระยะเวลานานตั้งแต่เป็นเดือนถึงเป็นปี อาการที่เกิดขึ้นได้แก่ การ เกิดความพิการในทารก (Teratogenic) การเกิดความผิดปกติทางสายพันธ์ในตัวอ่อน หรือการผ่าเหล่า (Uutagenic) การ ผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น การเปลี่ยนแปลงของ DNA การเกิดมะเร็ง (Carcinogenic) วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมีการปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษ จำแนกตามวีถีทางที่ได้รับ 3 ทาง ดังนี้ 1. การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางปาก 1.1 ทำให้สารพิษเจือจางลง ในกรณีรู้สึกตัวและไม่มีอาการชัก โดยการดื่มน้ำชาซึ่งหาได้ง่าย แต่ถ้าได้นมจะ ดีกว่า เพราะว่าจะช่วยเจือจางสารพิษแล้ว ยังช่วยเคลือบและป้องกันอันตรายต่อเยื่อบุทางเดินอาหารแล้วรีบนำส่ง โรงพยาบาล เพื่อทำการล้างท้องเอาสารพิษออกจากกระเพาะอาหาร 1.2 ทำให้ผู้ป่วยอาเจียน เพื่อเอาสารพิษออกจากกระเพาะอาหาร ในกรณีที่ต้องใช้เวลานานในการนำส่งผู้ป่วย เช่น ใช้นิ้วล้วงคอ ใช้ไม้พันสำลีกวาดคอซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ รู้สึกอยากขย้อน อยากอาเจียน ข้อห้ามในการทำให้ ผู้ป่วยอาเจียน - หมดสติ - ได้รับสารพิษชนิดกัดเนื้อ เช่น กรด ด่าง - รับประทานสารพิษพวก น้ำมันปิโตรเลียม เช่น น้ำมันก๊าด เบนซิน - มีสุขภาพไม่ดี เช่น โรคหัวใจ


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า54 2. การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางการหายใจ สารพิษที่เข้าสู่ทางการหายใจ ได้แก่ ก๊าซพิษ ซึ่ง แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ดังนี้ 2.1 ก๊าซที่ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เกิดอาการ วิงเวียน หน้ามืด เป็นลมหมดสติ ถึงแก่ความตายได้ เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ปัจจุบันพบว่าก๊าซที่ทำให้เกิดปัญหาค่อนข้างบ่อย ได้แก่ คาร์บอนมอนนอกไซด์ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีปัญหาการจราจรคับคั่ง อากาศเป็นพิษ คาร์บอนมอนนอกไซด์ เป็น ก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อหายใจเข้าไปในร่างกาย ก๊าซนี้จะแย่ง ที่กับออกซิเจนในการจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถไปยังเนื้อเยื่อทั่วร่างกายได้ ร่างกาย จึงมีอาการของการขาดออกซิเจน ซึ่งถ้าช่วยเหลือไม่ทันจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เช่น ในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตในรถยนต์ 2.2 ก๊าซที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ คอ หลอดลม และปอด ถ้าได้รับในปริมาณ มากอาจทำให้ตายได้ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่มีสีแต่มีกลิ่นฉุน พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ทำกรดกำมะถัน 2.3 ก๊าซที่ทำให้อันตรายทั่วร่างกาย ได้แก่ ก๊าซอาร์ซีน ไม่มีสีกลิ่นคล้ายกระเทียม พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ทำแบตเตอรี่ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ปัสสาวะเป็นเลือด ดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง การปฐมพยาบาล - กลั้นหายใจและรีบเปิดประตูหน้าต่าง ๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเท มีอากาศบริสุทธิ์เข้ามาในห้อง ปิดท่อก๊าซ หรือ ขจัดต้นเหตุของพิษนั้น ๆ - นำผู้ป่วย ออกจากบริเวณที่เกิดเหตุไปยังที่มีอากาศบริสุทธิ์ - ประเมินการหายใจและการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีให้ผายปอดและนวดหัวใจ นำส่งโรงพยาบาล 3. การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางผิวหนังและดวงตา 3.1 ล้างด้วยน้ำสะอาดนาน ๆ อย่างน้อย ๑๕ นาที 3.2 อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมี เพราะความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น 3.3 บรรเทาอาการปวดและรักษาช็อค 3.4 ปิดแผล/ปิดแผล แล้วนำส่งโรงพยาบาล


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า55 สัญลักษณ์ที่ติดบนภาชนะบรรจุสารเคมี และวัตถุอันตราย ตามระบบ GHS ระบบ GHS (Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals) คือระบบสากล การจัดกลุ่มความเป็นอันตรายและการติดฉลากสารเคมีที่เป็นระบบเดียวกันทั่วโลก พัฒนาขึ้นโดยองคNการสหประชาชาติเพื่อให้ทั่ว โลกมีการจัดกลุ่มความเป็นอันตรายของสารเคมีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยคํานึงถึงความเป็นอันตรายทางด้านกายภาพ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม พร้อมกําหนดมาตรฐานการสื่อสารความเป็นอันตรายในรูปของฉลากและเอกสารข้อมูลความปลอดภัยในการ ทํางานกับสารเคมี รูปสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตราย (hazard pictogram) มี 9 รูป รูปสัญลักษณ์ ประเภทความเป็นอันตราย GHS01 : Explosive วัตถุระเบิด สารที่ทำปฏิกิริยาได้ด้วยตนเอง สารเคมีที่เกิดปฏิกิริยาได้เอง (ชนิด A และ B) สารเปอร์ออกไซด์อินทรีย์ (ชนิด A และ B) GHS02 : Flammable สารไวไฟ, สารที่ทำปฏิกิริยาได้ด้วยตนเอง, สารที่ลุกติดไฟได้เอง, สารที่เกิดความร้อน ได้เอง สารไวไฟ สารเคมีที่เกิดปฏิกิริยาได้เอง (ชนิด B, C และ D, E และ F) สารที่ลุกติดไฟได้เองใน อากาศ สารเคมีที่เกิดความร้อนได้เอง สารเคมีที่ สัมผัสน้ำแล้วให้ก๊าซไวไฟ GHS03 : Oxidizing สารออกซิไดส์, สารเปอร์ออกไซด์ สารออกซิไดส์ สารเปอร์ออกไซด์อินทรีย์ (ชนิด B, C และ D, E และ F) GHS04 : Compressed Gas ก๊าซบรรจุภายใต้ความดัน GHS05 : Corrosive สารกัดกร่อน, มีพิษต่อดวงตาและผิวหนัง


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า56 รูปสัญลักษณ์ ประเภทความเป็นอันตราย GHS06 : Toxic สารที่มีพิษเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต ความเป็นพิษเฉียบพลัน (รุนแรง) GHS07 : Harmful สารที่มีพิษเฉียบพลัน เป็นอันตราย ทำให้ เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง มีผลต่อทางเดิน หายใจ สารระคายเคือง สารทำให้ไวต่ออาการแพ้ของ ระบบทางเดินหายใจหรือผิวหนัง ความเป็นพิษ เฉียบพลัน (อันตราย) ความเป็นอันตรายต่อชั้น บรรยากาศโอโซน GHS08 : Health Hazard สารที่เป็นพิษต่อสุขภาพ, สารก่อมะเร็ง, เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารก่อมะเร็ง สารทำให้ไวต่ออาการแพ้ของระบบ ทางเดินหายใจ สารที่เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารที่เป็นพิษต่อระบบเป้าหมายอย่าง เฉพาะเจาะจง สารก่อกลายพันธุ์ GHS09 : Environmental Hazard สารที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เป็นอันตราย ต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ ความเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำ


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า57 ความปลอดภัยในการทำงานกับรังสี รังสีคือ พลังงานที่แผ่ออกมาจากต้นกำเนิดในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ แสงสว่าง รังสีเอ็กซ์ และรังสีคอสมิก เป็นต้น และ/หรือในลักษณะของอนุภาคที่มีความเร็วสูง เช่น แอลฟา และ เบตา เป็นต้น แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1. ชนิดไม่ก่อไอออน (Non-ionizing radiation) คือ ไม่มีพลังงานมากพอที่จะทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกมาจากอะตอม เป็น Long-wavelength electromagneti radiation เช่น Microwave, Radio wave, Ultraviolet, Radar, Cellular phone, Infrared, Ultrasound เป็นต้น 2. ชนิดก่อไอออน (Ionizing radiation) คือ มีพลังงานมากพอที่จะทำให้อิเล็คตรอนหลุดออกมาจากอะตอม เป็น Shotwavelength electromagnetic radiation หรือ Particulate radiation เช่น รังสีแอลฟา รังสีเบต้า รังสีแกมมา เป็นต้น อาการของผู้ที่ได้รับรังสี อาการของผู้ที่ได้รับรังสีและความรุนแรงขึ้นอยู่กับขนาด ระยะเวลาที่สัมผัส และการกรัจายของรังสีไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มี 2 แบบ คือ 1. Acute radiation syndrome มี 4 ระยะ คือ 1.1 Prodomal phase ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ซึ่งเป็นอาการเริ่มแรก ถ้าเป็นภายในเวลาไม่ นานหลังได้รับรังสีแสดงว่าได้รังสีมาก หลังจากนั้นก็จะกลับมาเป็นปกติ เข้าสู่ระยะ Latent phase ในระยะ Prodomal phase นี้ ถ้าตรวจ CBC จะพบว่า Lymphocyte ลดต่ำลงเรื่อง ๆ ก่อนเม็ดเลือดขาวชนิดอื่น 1.2 Latent phase ผู้ป่วยจะกลับมามีอาการเป็นปกติ ระยะนี้กินเวลา 2-3 วัน จนถึง 2-3 สัปดาห์ ต่อจากนั้น จะเข้าสู่ระยะ Illness phase 1.3 Illness phase ผู้ป่วยเริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ติดเชื้อ ถ่ายเป็นเลือด และถ้าเป็นมากอาจมีอาการชัก หมดสติและเสียชีวิตได้ 1.4 Recovery phase ถ้าได้รับรังสีในปริมาณไม่มาก โอกาสหายเป็นปกติสูง แต่ถ้าได้รับปริมาณมากผู้ป่วยจะ เสียชีวิตในเวลาต่อมา 2. Chronic radiation syndrome การได้รับรังสีระยะเวลานานๆ จะส่งผลต่อระบบสืบพันธ์ทั้งหญิงและชายมีโอกาสเป็นหมันสูง และโอกาสเป็นมะเร็งจะสูง ไปด้วยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและระยะเวลาที่สัมผัสเป็นสำคัญ ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี 1. ผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานการใช้รังสีห้ามเข้าพื้นที่ในการปฏิบัติงาน 2. มีผู้รับผิดชอบดำเนินการด้านเทคนิคหรือจนท.ความปลอดภัยทางด้านรังสี ซึ่งต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมายกำหนด 3. ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องมีอุปกรณ์บันทึกปริมาณรังสีประจำตัวตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน 4. ตรวจวัดปริมาณรังสีในบริเวณปฏิบัติงานตามระยะเวลาที่กำหนด อย่างน้อย1ครั้ง/เดือน


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า58 ความปลอดภัยในการทำงานอับอากาศ งานอับอากาศ หมายถึง สถานที่ทำงานที่มีทางเข้าออกจำกัด มีการระบายอากาศตามธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะทำให้ อากาศ ภายในอยู่ในสภาพถูกสุขลักษณะ และปลอดภัยซึ่งอาจเป็นที่สะสม ของสารเคมีเป็น พิษ สารไวไฟ รวมทั้งออกซิเจนไม่ เพียงพอ เช่น ถังน้ำมัน ถังหมัก ไซโล ท่อ ถัง ถ้ำ บ่อ อุโมงค์ เตา ห้องใต้ดิน ภาชนะ หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันนี้ ด้วยเหตุนี้เรา จะนำวิธี การทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัย มา แจ้งให้ทราบกันดังนี้ อันตรายจากงานอับอากาศ 1. การขาดออกซิเจน สาเหตุใหญ่ของการตายในสถานที่อับอากาศ คือ ขาดออกซิเจนในการหายใจ หมายถึง ปริมาณ ออกซิเจนในสถานที่อับอากาศนั้นน้อยกว่า 19.5 Vol.% หรือมากกว่า 23.5 Vol.% สาเหตุเกิดจากมีการติดไฟ หรือ การระเบิด ไฟ จะใช้ออกซิเจนเพื่อการลุกไหม้ การแทนที่ออกซิเจนด้วยก๊าซอื่น เช่น มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน เป็นต้น เกิดการกัด กร่อน หรือ การเกิดสนิม เหล็กใช้ออกซิเจนจากอากาศไปในการเกิดสนิม และ การที่ออกซิเจนถูกใช้ไปในปฏิกิริยาหมัก 2. ปฏิกิริยาการเผาไหม้สาเหตุสำคัญของการตายในสถานที่อับอากาศอีกสาเหตุหนึ่งคือ การเกิดไฟ และการระเบิด โดย มีก๊าซ ไอ ละอองที่ติดไฟหรือระเบิดได้ เกินกว่าร้อยละ 10 ของค่าความเข้มข้นขั้นต่ำของสารเคมีแต่ละชนิดในอากาศที่อาจติดไฟ หรือระเบิดได้ (Lower Flammable Limit หรือ Lower Explosive Limit) และมีฝุ่นที่ทำให้ติดไฟหรือระเบิดได้ ซึ่งมีค่าความ เข้มข้นเท่ากับหรือมากกว่าค่าความเข้มข้มขั้นต่ำของสารเคมีแต่ละชนิดในอากาศที่อาจติดไฟหรือระเบิดได้ (LEL) สิ่งก่อเหตุคือ สารเคมี สี ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม สารทำละลาย หรือวัตถุจากธรรมชาติ สามารถทำให้เกิดการระเบิดได้ ไอหรือก๊าซที่ทำให้เกิดเปลวไฟ ในสถานที่อับอากาศสามารถเกิดประกายไฟขึ้นได้ จากการกระทำดังนี้ การเกิดไฟฟ้าช็อต การใช้ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ป้องกันการเกิดประกายไฟ การขัด การสูบบุหรี่ การเชื่อมโลหะ 3. สารพิษ เป็นอันตรายเมื่อมีค่าความเข้มข้นของสารเคมีแต่ละชนิดเกินมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความ ปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย สารพิษหลายชนิดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ หรือได้ กลิ่น สามารถทำให้เกิดอันตรายใหญ่ๆ ได้ 2 แบบ ในสถานที่อับอากาศ คือ การระคายเคือง ถึงแม้จะมีสารพิษเพียงเล็กน้อย แต่ก็ อาจมีผลกับระบบทางเดินหายใจ หรือระบบประสาทและฆ่าคุณได้ การขาดออกซิเจนจากสารเคมี เมื่อสารเคมีเป็นสารพิษเข้าสู่ร่างกาย สามารถไปหยุดการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หรือนำไปสู่ปอด และทำให้ร่างกาย คุณขาดออกซิเจน เกิดอาการปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน คลื่นไส้ ก๊าซพิษที่ทำให้เกิดอันตรายในสถานที่อับอากาศบ่อยๆ คือคาร์บอน มอนนอกไซด์ เกิดจากการเผาไหม้ สามารถทำให้ตายได้ โดยการเข้าไปแทนที่ออกซิเจนในเลือด ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีกลิ่นเหม็น และมีพิษ แม้จะมีจำนวนเพียงเล็กน้อย ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เกิดในขบวนการอุตสาหกรรม สามารถทำให้หยุดการหายใจ ถ้าเข้าไปใน ร่างกาย 4. อันตรายทางกายภาพ ส่วนของเครื่องจักรที่เคลื่อนไหว ถ้าอยู่ในสถานที่อับอากาศยิ่งจะมีอันตรายมาก ส่วนของ เครื่องจักรที่เคลื่อนไหวจะต้องถูกล็อคใส่กุญแจ และแขวนป้ายก่อนที่จะเข้าไปทำงานในบริเวณนั้น วาล์วหรือท่อ ทำให้เกิดอันตราย ถ้ามีก๊าซ หรือของเหลวไหลผ่านอาจทำให้เกิดการระเบิด จมน้ำ เกิดพิษ หรือ น้ำร้อนลวก ฯลฯ การถูกดูดจมจะเกิดที่ไซโลที่เก็บ เมล็ดพืชผล การขึ้นไปเดินบนเมล็ดพืชผลนั้น อาจทำให้ล้มลงและดูดจมลงไปในเมล็ดพืชผลนั้น เกิดการขาดอากาศหายใจ เสียงดัง ทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร หรือถึงแม้จะเป็นการชั่วคราวก็จะทำให้ไม่สามารถได้ยินเสียงที่จะบอกทิศทางที่สำคัญ หรือการระวังอันตราย ตกจากที่สูง ในสถานที่อับอากาศ


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า59 การปฏิบัติงานในสถานที่อับอากาศอย่างปลอดภัย ก่อนเข้าทำงานในสถานที่อับอากาศ 1. ตรวจสอบปริมาณออกซิเจน สารเคมีและแก๊สอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการขาดออกซิเจน การระเบิดหรือการเป็น พิษเกิดขึ้น 2. จัดให้มีใบอนุญาตทำงานในพื้นที่อับอากาศ 3. หากพบว่าสถานที่อับอากาศนั้นไม่อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย จะต้องทำการระบายอากาศจนกว่าจะอยู่ในสภาพที่ ปลอดภัย 4. ผู้ปฏิบัติงานต้องทำความคุ้นเคยกับพื้นที่ทำงานนั้นเป็นอย่างดี รู้วิธีการออกจากสถานที่นั้นได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ ฉุกเฉิน 5. การวางแผนการทำงาน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนเข้าใจรวมทั้ง จัดอบรมด้านความปลอดภัยอยู่ เสมอ ขณะปฏิบัติงานในสถานที่อับอากาศ 1. ตรวจสภาพอากาศเป็นระยะและอาจต้องมีการระบายอากาศตลอดเวลาถ้าจำเป็น 2. ผู้ปฏิบัติงานต้องรู้สภาพอากาศขณะทำงานตลอดเวลา 3. จัดให้มีผู้ช่วยซึ่งผ่านการอบรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเฝ้าอยู่ปากทางเข้าออกตลอดเวลาทำงาน และสามารถ ติดต่อสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานข้างในได้ตลอดเวลา 4. ห้ามผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปในสถานที่อับอากาศ 5. ห้ามสูบบุหรี่ 6. จะต้องติดป้ายแจ้งข้อความเตือน “บริเวณอันตรายห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมจัดทำระบบ Lock Out/Tag Out ที่เครื่องจักรกล ระบบไฟฟ้า ฯลฯ เพื่อป้องกันบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานเข้ามารบกวนหรือเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขภายในพื้นที่อับอากาศ 7. หากจำเป็นต้องพ่นสีหรือมีน้ำมันชนิดระเหย หรือต้องทำให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ ต้องมีมาตรการป้องกันที่ เหมาะสม 8. ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลตามสภาพของงานและต้องมีเครื่องดับเพลิงประจำอยู่ใน บริเวณที่มีการปฏิบัติงาน 9. ปฏิบัติงานถูกต้องตามขั้นตอนการปฏิบัติ (ถ้ามี) 10. ในกรณีฉุกเฉิน ถ้ามีผู้ปฏิบัติงานคนใดคนหนึ่งเกิดบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายในพื้นที่อับอากาศ ห้ามผู้ปฏิบัติงานคนอื่น เข้าไปช่วยเหลือหากไม่ได้รับการฝึกฝนมาหรือไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เนื่องจากอาจเป็นอันตรายได้


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า60 สัญลักษณ์และเครื่องหมายความปลอดภัย ป้ายความปลอดภัย (Safety Sign) คือป้ายที่ใช้สัญลักษณ์ภาพและข้อความที่เป็นมาตรฐานสากลในการสื่อความหมาย เพื่อแจ้งเตือน ห้าม หรือบังคับให้พนักงานหรือบุคคลภายนอกได้ทราบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่อันตรายห้ามเข้าใกล้และต้อง ปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด สำหรับป้ายความปลอดภัยนั้นจะมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ซึ่งข้อความและรูปภาพในป้ายแต่ละประเภท จะมีรูปทรง ขนาด สี และเครื่องหมายเสริมของป้ายสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป 1. สีด้านความปลอดภัย สี สีตัด ความหมาย ตัวอย่างการใช้งาน สีขาว หยุด เครื่องหมายหยุด เครื่องหมายอุปกรณ์ฉุกเฉิน เครื่องหมายห้าม สีดำ ระวัง มีอันตราย ชี้บ่งว่ามีอันตราย (เช่น ไฟ , วัตถุระเบิด , กัมมันตรังสี , วัตถุมีพิษ และอื่นๆ ชี้บ่งถึงเขตอันตราย , พื้นที่อันตราย , เครื่องกีดขวาง เครื่องหมายเตือน สีขาว บังคับให้ ปฏิบัติ บังคับให้ต้องปฏิบัติตาม (เช่น บังคับให้สวมใส่ PPE ) เครื่องหมายบังคับ สีขาว ภาวะ ปลอดภัย ทางหนี , ทางออกฉุกเฉิน , ฝักบัวชำระฉุกเฉิน , หน่วยปฐม พยาบาล , หน่วยกู้ภัย , เครื่องหมายสารนิเทศแสดงภาวะปลอดภัย 2. รูปแบบของเครื่องหมายเพื่อความปลอดภัย เครื่องหมายเพื่อความปลอดภัย หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้สื่อความหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยโดยมีสี รูปแบบ และสัญลักษณ์ หรือข้อความแสดงความหมายโดยเฉพาะเพื่อความปลอดภัย 2.1 รูปแบบของเครื่องหมายเพื่อความปลอดภัยและสีที่ใช้ แบ่งเป็น 4 ประเภท ตามจุดประสงค์ของการแสดง ความหมาย ตามตารางด้านล่างนี้ 2.2 ให้แสดงสัญลักษณ์ภาพไว้ตรงกลางเครื่องหมาย โดยไม่ทับแถบขวางสำหรับเครื่องหมายห้าม 2.3 ในกรณีที่ไม่มีสัญลักษณ์ภาพที่เหมาะสมสำหรับสื่อความหมายตามที่ต้องการ ให้ใช้เครื่องหมายทั่วไป สำหรับเครื่องหมายเพื่อความปลอดภัยแต่ละประเภท ร่วมกับเครื่องหมายเสริม


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า61 ประเภท รูปแบบ สีที่ใช้ หมายเหตุ เครื่องหมายห้าม สีพื้น : สีขาว สีของแถบตามขอบวงกลม และแถบขวาง: สีแดง สีของสัญลักษณ์ภาพ: สีดำ พื้นที่ของสีแดงต้องมีอย่างน้อย ร้อยละ 35 ของพื้นที่ทั้งหมดของ เครื่องหมาย เครื่องหมายเตือน สีพื้น : สีเหลือง สีของแถบตามขอบ : สีดำ สีของสัญลักษณ์ภาพ : สีดำ พื้นที่ของสีเหลืองต้องมีอย่างน้อย ร้อยละ 50 ของพื้นที่ทั้งหมดของ เครื่องหมาย เครื่องหมายบังคับ สีพื้น : สีฟ้า สีของแถบตามขอบ : สีขาว พื้นที่ของสีฟ้าต้องมีอย่างน้อย ร้อยละ 50 ของพื้นที่ทั้งหมดของ เครื่องหมาย เครื่องหมายภาวะ ปลอดถัย สีพื้น : สีเขียว สีของแถบตามขอบ : สีขาว พื้นที่ของสีเขียวต้องมีอย่างน้อย ร้อยละ 50 ของพื้นที่ทั้งหมดของ เครื่องหมาย *** อาจใช้รูปแบบเป็นสี่เหลี่ยม ผืนผ้าได้ ตัวอย่างประเภทของป้าย


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า62 การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น หมายถึงการช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ป่วย หรือผู้บาดเจ็บก่อนที่จะถึงมือแพทย์ หรือโรงพยาบาล เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายจนถึงพิการหรือเสียชีวิตไปโดยไม่สมควร วัตถุประสงค์ของการปฐมพยาบาล 1. เพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บรอดชีวิต 2. เพื่อมิให้ได้รับอันตรายหรือมีความพิการเพิ่มมากขึ้น 3. เพื่อให้ได้กลับคืนสู่สภาพเดิม คือฟื้น หรือหายจากการเจ็บป่วยได้อย่างรวดเร็ว การปฐมพยาบาลเมื่อเป็นลม อาการเป็นลม มี 2 ลักษณะ คือ 1. เป็นลมธรรมดา ผู้ป่วยจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หน้าซีด ปากซีด ชีพจรเต้นช้าลง ตัวเย็น เป็นต้น การปฐมพยาบาล ห้ามคนมุงดูผู้ป่วย พาเข้าร่มที่อากาศถ่ายเท คลายเสื้อผ้าให้หลวมและให้ดมแอมโมเนียหอม จัดท่า นอนผู้ป่วยให้ศีรษะยกเท้าสูง และใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามหน้าผาก มือ และเท้า แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการหายใจผิดปกติ ให้ผู้ป่วยนอน ตะแคงไปข้างใดข้างหนึ่ง ล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมในปากออกให้หมด และช่วยผายปอด 2. เป็นลมแดด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ ต่อมาเวียนศีรษะ กระหายน้ำ หน้าแดงแห้งและร้อน ชีพจรเต้นแรงเร็ว หายใจลึกเร็ว อุณหภูมิสูงประมาณ 40 องศาเซลเซียส หรือมากกว่า เป็นต้น การปฐมพยาบาล รีบนำผู้ป่วยเข้าร่ม อย่าให้คนมุง และอากาศถ่านเทสะดวก จากนั้นให้คลายเสื้อผ้าให้หลวม ใช้ยาดม ทั่วไปให้ดมบริเวณจมูก เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น ให้ดื่มน้ำเย็น แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้นำส่งโรงพยาบาล การปฐมพยาบาลเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา สิ่งแปลกปลอมอาจเป็นพวกเศษฝุ่นละอองเล็กๆ เศษเหล็ก แก้วชิ้นเล็กๆ ปลิวเข้าที่กระจายตาหรือเยื่อบุตา ทำให้มีอาการ ระคายตา น้ำตาไหล ปวดตา ลืมตาไม่ขึ้น การปฐมพยาบาล 1. ห้ามขยี้ตา ให้ลืมตาในน้ำสะอาด หรือน้ำยาล้างตากรอกตาไปมาผงจะหลุดออกมา 2. ถ้าผงอยู่ในเปลือกตาด้านล่าง ให้ดึงเปลือกตาล่าง ลงมา แล้วใช้ผ้าสะอาดเขี่ยออก 3. ถ้ายังไม่ออกควรรีบนำส่งโรงพยาบาล


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า63 การปฐมพยาบาลแผลสดทั่วไป การเกิดแผลสดทั่วไป (แผลเล็กน้อย) ให้ปฐมพยาบาลดังนี้ 1. ทำการห้ามเลือดโดยการใช้สำลีหรือผ้าสะอาดกดที่บริเวณแผลเบา ๆ 2. ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดและกำจัดเศษสิ่งแปลกปลอมออกให้หมด 3. ทายาฆ่าเชื้อกลุ่ม โพวิโดน ไอโอดีน ให้ทั่วบริเวณแผล 4. ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าปิดแผล ข้อแนะนำเพิ่มเติม - กรณีแผลสด แผลเปิด ไม่ควรเช็ดหรือล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำลายโปรตีนใน เนื้อเยื่อ ทำให้เกิดเนื้อตาย แผลหายช้า ทำให้แผลแสบร้อน ระคายเคือง - กรณีที่แผลติดเชื้อ มีหนอง หรือมีอาการไข้จากบาดแผล ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า64 กรณีมีดบาด/ แก้วบาด ให้ปฐมพยาบาลดังนี้ 1. ใช้ผ้าสะอาดกดบริเวณแผลเพื่อห้ามเลือด 2. น้ำผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดรอบแผลเพื่อทำความสะอาดและกำจัดสิ่งแปลกปลอมบริเวณรอยแผล 3. ทำการฆ่าเชื้อด้วยครีมที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ หรือใช้โพวิเดน ไอโอดี ทาแผล เพื่อลดโอกาสแผลติดเชื้อ 4. ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าปิดแผล ข้อแนะนำเพิ่มเติม - กรณีแผลสด แผลเปิด ไม่ควรเช็ดหรือล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำลายโปรตีนใน เนื้อเยื่อ ทำให้เกิดเนื้อตาย แผลหายช้า ทำให้แผลแสบร้อน ระคายเคือง - หมั่นเปลี่ยนพลาสเตอร์หรือผ้าพันแผลอย่างต่อเนื่องและระวังอย่าให้แผลเปียกน้ำ - กรณีที่แผลติดเชื้อ มีหนอง หรือมีอาการไข้จากบาดแผล ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา กรณีแผลลึก แผลถึงกระดูกหรือมีกระดูกโผล่ 1. ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด 2. ห้ามดึงอะไรที่ติดแน่นออก และห้ามจับกระดูกยัดกลับเข้าไป 3. ใช้ผ้าสะอาดห้ามเลือด 4. ใช้ผ้าสะอาดคลุมปิดบาดแผล 5. ให้ส่วนที่มีแผลอยู่นิ่งๆ และอยู่สูงกว่าระดับหัวใจ 6. รีบนำส่งโรงพยาบาล กรณีแผลถูกน้ำร้อน หรือไฟลวก 1. ให้แช่บริเวณที่ถูกลวกในน้ำเย็นที่สะอาด หรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือถุงพลาสติกสะอาดใส่น้ำเย็นประคบไว้ ตรงบริเวณที่ ถูกลวก เพื่อลดอาการแสบร้อน และลดการอักเสบจนกว่าอาการดีขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้นรีบพาไปพบแพทย์ 2. ถ้าผิวหนังไม่พุพองหรือหลุด ให้ล้างแผลให้สะอาด ซับให้แห้ง แล้วทาครีมไตรแอมซิโนโลนบางๆ 3. ถ้าเป็นตุมพองเล็กน้อยไม่ควรเจาะออกปล่อยให้แห้ง และหลุดไปเอง กรณีแผลระดับหนึ่ง กรณีแผลระดับสอง กรณีแผลระดับสำม


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า65 การตรึงผู้ป่วยกระดูกคอบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยรู้ตัว 1. ให้ผู้ป่วยตั้งศีรษะและคออยู่ในท่า “หน้าตรง” 2. สวมปลอกคอโดยให้แนวตีนตุ๊กแกอยู่ด้านหลัง 3. รีบนำส่งโรงพยาบาล กรณีหมดสติ ห้ามขยับผู้ป่วยจนกว่าจะสวมปลอกคอได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยสวมหมวกกันน็อกห้ามถอดหมวกออกเด็ดขาด ยกเว้นกรณีต้อง ช่วยหายใจ ข้อควรระวัง ถ้าไม่มีคนช่วยหรือไม่เคยทำ ห้ามขยับเขยื้อนผู้ป่วยเด็ดขาด จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง การตรึง/ดาม/รัดส่วนที่บาดเจ็บบริเวณขา และแขน กรณีที่บาดเจ็บบริเวณขา ในกรณีที่พบว่าส่วนใดของร่างกายบิดเบี้ยว หรือผิดรูปไปมักแสดงว่า กระดูกบริเวณนั้นหักหรือข้อบริเวณนั้นหลุดหรือ เคลื่อนจากที่เดิม ควรรีบปฐมพยาบาลดังนี้ 1. ห้ามดัด ดึง ดัน หรือทำอะไร เพื่อให้ส่วนนั้นกลับสู่สภาพเดิม 2. ตรึง/ ดาม/ รัดส่วนที่บาดเจ็บโดยวางส่วนที่บาดเจ็บบนแผ่นไม่หรือกระดาษแข็ง 3. ตรึง/ ดาม/ รัดบริเวณที่อยู่เหนือ และใต้บริเวณที่บาดเจ็บ และไม่ให้ส่วนปลายต่ำจากจุดที่ตรึง 4. ใช้แถบผ้าแทนเชือก และไม่รัดแน่นเกินไปเปรียบเสมือน การเข้าเฝือกชั่วคราวรีบนำส่งโรงพยาบาล กรณีที่บาดเจ็บบริเวณแขน 1. ค่อยๆ ประคองอวัยวะส่วนที่บาดเจ็บลงบนแผ่นไม้ หรือกิ่งไม้ หรือใช้นิตยาสารที่หน้าๆ 2. ใช้ผ้าพันยึดไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว 3. ถ้าเป็นที่ปลายแขน หรือมือให้ใช้ผ้าคล้องคอ 4. รีบนำส่งโรงพยาบาล


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า66 การปฐมพยาบาลผู้ถูกกระแสไฟฟ้าดูด หากพบผู้ถูกกระแสไฟฟ้าดูดให้ตัดการจ่ายไฟ เช่น คัทเอาท์ หรือเต้าเสียบ ใช้ไม้แห้งหรือฉนวนไฟฟ้า เขี่ยอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ พ้นจากผู้ที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูด หรือใช้ผ้าแห้ง เชือกดึงผู้ป่วยออกจากจุดที่เกิดเหตุโดยเร็วเพื่อปฐมพยาบาล การปฐมพยาบาล 1. วางผู้ป่วยให้นอนหงาย แล้วช้อนคอผู้ป่วยให้แหงนขึ้น 2. ตรวจดูว่ามีสิ่งอุดตันในช่องปากหรือไม่ หากพบให้นำออก และช่วยเป่าปาก โดยใช้นิ้วง้างปากและบีบจมูกของผู้ป่วย 3. ประกบปากของผู้ป่วยให้สนิทเป่าลมเข้าแรงๆ โดยเป่า ประมาณ 12-15 ครั้ง/ นาที สังเกตการณ์ขยายของหน้าอกหาก เป่าปากไม่ได้ให้เป่าจมูกแทน 4. หากหัวใจหยุดเต้น ต้องนวดหัวใจ โดยวางผู้ป่วยนอนราบแล้วเอามือกดอกเหนือลิ้นปี่ให้ถูกตำแหน่ง กดลงไปเป็น จังหวะเท่ากับการเต้นของหัวใจ (ผู้ใหญ่ประมาณ 60 ครั้ง/ นาที เด็ก 80 ครั้ง/ นาที) 5. ฟังการเต้นของหัวใจสลับกับการกดทุกๆ ครั้ง 10-15 ครั้ง 6. ถ้าหยุดหายใจ แล้วหัวใจหยุดเต้นให้เป่าปาก 2 ครั้ง สลับกับนวดหัวใจ 15 ครั้งสลับกัน 7. นวดหัวใจ 15 ครั้งสลับกัน 8. ถ้ามีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ต้องสลับกันเป่าปาก 1 ครั้ง นวดหัวใจ 5 ครั้ง


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า67 แผนอพยพฉุกเฉิน กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในการปฏิบัติงาน เช่น อัคคีภัย ก๊าซรั่วไหล สารเคมีรั่วไหล รังสีรั่วไหล น้ำมันเตารั่วลุกไหม้ หม้อแปลง ไฟฟ้าระเบิด เป็นต้น เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ให้พนักงานทำตามแผนฉุกเฉินที่ทางหน่วยงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หรือหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกำหนดไว้ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงต้องพบเหตุฉุกเฉิน จะมีการกำหนดให้ทำการซ้อมแผนฉุกเฉิน เพื่อระงับเหตุได้ อย่างถูกต้องและเกิดความปลอดภัยกับตัวพนักงาน และสำหรับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการระงับเหตุฉุกเฉินต้องอพยพไปรวมที่จุดรวม พลของบริษัท หากพนักงานไม่สามารถระงับเหตุได้ จะต้องมีการประสานงานให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาทำการระงับเหตุอย่าง ทันท่วงที หลังจากระงับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาประเมินพื้นที่ และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ เพื่อดำเนินการฟื้นฟู ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่ง บ.เบียร์ไทยฯ ประกอบไปด้วยแผนฉุกเฉินทั้งหมด 9 แผน การฝึกซ้อมเป็นไปตามกำหนดดังนี้ 1. กรณีเกิดอัคคีภัย 2.กรณีสารเคมีรั่วไหล 1 ครั้ง / ปี 3.กรณีสารกัมมันตรังสีรั่วไหล หรือ เปรอะเปื้อน 4.กรณีแก๊สรั่ว 5.กรณีน้ำมันรั่วไหล 6.กรณีเกิดวาตภัย 7.กรณีหม้อไอน้ำระเบิด 8.กรณีน้ำท่วม 9.กรณีแผ่นดินไหว ภำยใน 5 ปี


คู่ มื อ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น | หน้า68 แผนฉุกเฉิน กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ 1.เมื่อเป็นผู้พบไฟไหม้ ตั้งสติ แล้วพิจารณาดับไฟในทันที (ภายใน1-4 นาทีแรก) หากสามารถทำได้ 2.หากไม่สามารถดับได้ ให้ดึงสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ใกล้ที่สุด 3.ร้องตะโกน “ไฟไหม้ ” อย่างดังหลายๆ ครั้ง / แจ้งหัวหน้างาน 4.ถ้าตัวเองไม่มีหน้าที่ใดๆ ให้เดินเร็วตามผู้นำอพยพออกไปจุดรวมพลที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยเร็วหรือถ้ามีกลุ่มควันให้ก้มตัว หรือคลานต่ำออกมาจากพื้นที่ ตามเส้นทางหนีไฟโดยเร็วที่สุด 5.ผู้ที่เกี่ยวข้องที่ได้รับแจ้งจะปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินบริษัทฯ ทีมดับเพลิงประจำพื้นที่เข้าดับเพลิงโดยทันที 6.ผู้ที่อพยพต้องเช็คชื่อกับทีมเช็ครายชื่อ ประจำโซน เพื่อยืนยันสถานะการอพยพ 7.รอตามจุดอพยพจนกว่าเหตุการณ์สงบ และได้รับแจ้งเหตุการณ์ปกติ จึงจะเข้าทำงานตามปกติ โซน 4 โซน 4 โซน 3/2 โซน 1 โซน 2 โซน 3/1 โซน 5 โซน 6


Click to View FlipBook Version