การทบทวนวรรณกรรมและงานวจิ ัยทเี่ กย่ี วข้อง
1. การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ ง เป็นข้นั ตอนสาํ คญั
มากข้นั ตอนหน่ึงของการวิจยั เพราะจะช่วยใหผ้ วู้ จิ ยั ทราบขอ้ มูล
มากมายในเรื่องท่ีจะทาํ วิจยั ต้งั แต่เริ่มตน้ จนข้นั สุดทา้ ย
2. ข้นั ตอนของการทบทวนเอกสาร ไดแ้ ก่ การคน้ หาเอกสาร และ
งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง การอ่านบทคดั ยอ่ บทสรุป การอ่านอยา่ ง
ละเอียดและใชว้ จิ ารณญาณ และเขียนเรียบเรียง เช่ือมโยงขอ้ มูล
3. ขอ้ ผดิ พลาดท่ีมกั พบในการทบทวนเอกสาร ไดแ้ ก่ การไม่รู้จกั
บริหารเวลา ไม่รู้แหล่งขอ้ มูล ไม่รู้เทคนิคการกลนั่ กรองขอ้ มูล
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 51
เม่ือไรควรมกี ารทบทวนวรรณกรรม?
ก่อนการได้หัวข้อวิจัย : เป็ นช่วงของการทบทวนวรรณกรรมเพ่ือแสวงหาหัวข้อ
ที่จะทําวิจัย ซึ่งเป็ นช่วงของการอ่านไปเปล่ียนเรื่องไป เน่ืองจากยังไม่มีจุดยืนท่ี
ชัดเจน
ระหว่างทําวิจัยเม่ือได้หัวข้อแล้ว : เป็ นช่วงของการทบทวนวรรณกรรมเพื่อ
สนับสนุนหัวข้อท่ีจะทําวิจัย โดยการหาความเป็ นมา ความสําคัญของปัญหา หา
ข้อมูล แนวคิดทฤษฎี ผลการวิจัย เพื่อนํามากําหนดปัญหาการวิจัย เพื่อตอบ
คาํ ถามสําคญั
หลงั จากได้หัวข้อวิจัยท่ีชัดเจนแล้ว : เป็ นช่วงของการทบทวนวรรณกรรมเพ่ือ
กาํ หนดตวั แปร กาํ หนดกรอบแนวคดิ การวจิ ัย กาํ หนดสมมตฐิ านการวจิ ัย ขอบเขต
การวจิ ัย นิยามศัพท์ วธิ ีการดาํ เนินการวจิ ยั ฯลฯ
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 52
ประโยชน์ของการทบทวนวรรณกรรม
เพ่ือแสวงหาความจริง (to locate facts)
เพ่ือช่วยในการนิยามปัญหา (to define a problem)
เพื่อให้เลือกสรรปัญหาได้ถูกต้อง (to select a problem)
เพ่ือหาเทคนิคในการวจิ ยั (to find technique)
เพ่ือช่วยในการแปลความหมายของข้อมูล (to interpret results)
เพื่อเตรียมการเขยี นรายงาน (to prepare a report)
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 53
แหล่งข้อมูลของการทบทวนวรรณกรรม
1. เอกสาร
2. เทคโนโลยสี ารสนเทศ
3. บุคคล
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 54
ข้อสังเกตบางประการทพี่ บในการเขยี นวรรณกรรม
คัดลอก (Copy) ข้อความของผู้อื่นโดยขาดการอ้างอิง ซ่ึง
จรรยาบรรณของนักวิจัยท่ีสําคัญข้อหน่ึงคือ ให้เกียรติเจ้าของ
เอกสาร ดงั น้ันจงึ ควรใช้การอ้างองิ มใิ ช่ทาํ ทเี ป็ นเขยี นเอง
ระบบการอ้างองิ ไม่ถูกต้อง ได้แก่ มคี วามสับสนในการอ้างองิ ข้อมูล
ทเ่ี ป็ น Primary Source และ Secondary Source
การอ้างองิ ไม่ครบถ้วน ขาดช่ือสกลุ หรือไม่ได้ระบุปี หน้า
มีความสับสนในการอ้างองิ ไม่ทราบว่าจะอ้างองิ ช่ือ – สกลุ ปี หน้า
ไว้ในส่วนข้อความ หรือไว้ระหว่างข้อความ หรือหลงั ข้อความ
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 55
ตวั อย่างการเขยี นเกริ่นนําหัวข้อ
การเกร่ินนําหัวข้อหรือการอารัมภบทหรือความนําจะทําให้ผู้อ่านทราบถึง
รายละเอียดหัวข้อที่จะเขียนต่อไป และทําให้เกิดความราบร่ืน ในการอ่านได้
ซ่ึงอาจเสนอเป็ นความเรียงหรือเป็ นข้อๆ ก็ได้ แต่ถ้าเป็ นความเรียงจะทําให้
อ่านได้ราบรื่นกว่า
ผู้วิจัยได้ค้นคว้าพร้อมท้ังนําเสนอเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง 3
ส่วน ที่สําคัญ คือ (ตัวแปรตาม) ประกอบด้วย......................................... และ
.........................................(ตัวแปรต้น) ประกอบด้วย ............................. และ
..................................................งานวจิ ัยที่เกยี่ วข้องประกอบด้วยงานวิจัยท้ัง
ในและต่างประเทศ ซึ่งมสี าระดังนี้
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 56
ตวั อย่าง
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้อง
ผู้วิจัยได้ค้นคว้าพร้ อมท้ังนําเสนอเอกสารและงานวิจัยท่ี
เก่ียวข้อง 3 ส่วนท่ีสําคัญคือ แนวคิดเกี่ยวกับการอ่าน ประกอบด้วย
ความหมาย ความสําคัญ ประโยชน์ของการอ่าน และวธิ ีสอนการอ่าน
แนวคดิ เกยี่ วกับสื่อ ประกอบด้วย ความหมาย ประโยชน์และการผลิต
สื่อ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยงานวิจัยท้ังในและต่างประเทศ
ดงั นี้
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 57
กรณหี ัวข้อใดมีหัวข้อย่อยตามมาโดยไม่สามารถใส่ในสารบัญได้ กค็ วรเกร่ิน
นําให้ผู้อ่านทราบด้วย
(ชื่อหัวข้อรอง) ม.ี ...............................................ได้แก่ .......................
.........................................และ.................................ซ่ึงแต่ละ………………..
มีสาระโดยสรุป ดังนี้
หัวข้อย่อย......................................................................................
หัวข้อย่อย.....................................................................................
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 58
การเขยี นอ้างองิ
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 59
กรณกี ่อนข้อความ
(แหล่งอ้างองิ ) ข้อความ ......................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
บุญเพยี ร เรียนวจิ ัย (2550 : 6) กล่าวว่า การวิจัยเป็ นวิธีหาความรู้ใหม่
โดยใช้หลักทางวิทยาศาสตร์ ซ่ึงเป็ นระบบและมีแบบแผนสมบูรณ์ ทําให้
ความรู้ทไ่ี ด้น่าเชื่อถือ
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 60
กรณรี ะหว่างข้อความ
ข้อความ .............................................................................................................
................. (แหล่งอ้างองิ ) ..................................................................................................
...........................................................................................................................................
การวจิ ัยเป็ นวธิ ีหาความรู้ทนี่ ่าเช่ือถือวธิ ีหนึ่งดังที่ บุญเพยี ร เรียนวจิ ยั
(2550 : 6) กล่าวว่า การวจิ ัยเป็ นวธิ ีหาความรู้ใหม่โดยใช้หลกั ทางวิทยาศาสตร์
ซ่ึงเป็ นระบบและมแี บบแผนสมบูรณ์ ทาํ ให้ความรู้ทไ่ี ด้น่าเชื่อถือ
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 61
กรณหี ลงั ข้อความ
ข้อความ .............................................................................................................
...........................................................................................................................................
.................................................................................................................. (แหล่งอ้างองิ )
การวิจัยเป็ นวิธีหาความรู้ท่ีน่าเชื่อถือวิธีหน่ึงดังท่ีกล่าวว่าการวิจัย
เป็ นวิธีหาความรู้ใหม่โดยใช้หลักทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็ นระบบและมีแบบ
แผนสมบูรณ์ ทาํ ให้ความรู้ทไี่ ด้น่าเช่ือถือ (บุญเพยี ร เรียนวจิ ัย, 2550 : 6)
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 62
กรณหี ลายแหล่งท้ายข้อความ
ข้อความ .............................................................................................................
...........................................................................................................................................
............................................................................................. (แหล่งอ้างองิ ; แหล่งอ้างองิ )
การวิจัยเป็ นวิธีหาความรู้ที่น่าเช่ือถือวิธีหนึ่งดังที่กล่าวว่า การวิจัย
เป็ นวิธีหาความรู้ใหม่โดยใช้หลักทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็ นระบบและมีแบบ
แผนสมบูรณ์ ทําให้ความรู้ที่ได้น่าเชื่อถือ (บุญเพยี ร เรียนวิจัย, 2550 : 6 ;
สมนึก ฝึ กวจิ ยั , 2550 : 14 ; Best, 2006 : 18)
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 63
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั (Conceptual Framework)
หมายถึง การประมวลความคิดรวบยอดของการวจิ ยั ที่จะทาํ วา่
มีตวั แปรอะไรบา้ งท่ีเก่ียวขอ้ ง ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งตวั แปรต่างๆ
ที่ตอ้ งการศึกษาเป็นอยา่ งไร มีตวั แปรอะไรที่เป็นตวั แปรอิสระ
และตวั แปรตาม
กรอบแนวคิด จะไดม้ าจากทฤษฎี หรืองานวจิ ยั ต่างๆที่เกี่ยวขอ้ ง การ
กาํ หนดกรอบแนวคิดน้ีจะเป็นตวั ช้ีนาํ ใหง้ านวจิ ยั เป็นไปในทางที่
สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคแ์ ลว้ ยงั เป็นแนวทางในการเกบ็
รวบรวมขอ้ มูลและการวเิ คราะห์ขอ้ มูลอีกดว้ ย
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 64
กรอบแนวคิด (Conceptual Framework)
(การประเมินความพึงพอใจผรู้ ับบริการ)
ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม
ลกั ษณะส่วนบุคคล
ความพึงพอใจการรับบริการ
-เพศ
-อายุ -การตอ้ นรับ
-อาชีพ -การใหบ้ ริการตามกาํ หนด
-ระดบั การศึกษา -การบริการตรงเวลาที่นดั หมาย
-สถานภาพสมรส -ความสะดวกรวดเร็ว
-คุณภาพของบริการ
ปัจจยั สนบั สนุน -ความรับผดิ ชอบของบุคลากร
-การติดต่อสื่อสาร
-จาํ นวนคร้ังที่มารับบริการ
-การเดินทาง
-ญาติ/ผดู้ ูแล
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 65
แหล่งค้นคว้าเพม่ิ เตมิ ทม่ี ี Full Text
•Thailis.http://tdc.thailis.or.th/tdc/basic.php
•Opac มศว www.swu.ac.th
•Opac มช. www.cmu.ac.th
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 66
บทที่ 3
วธิ ีดาํ เนินการวจิ ยั
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 67
บทที่ 3 วธิ ีการดาํ เนินการวจิ ยั
•วธิ ีการวจิ ยั
•ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
•วธิ ีการสุ่มตวั อยา่ ง
•การสร้างเคร่ืองมือและเครื่องมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั
•การรวบรวมขอ้ มูล
•การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
•สถิติท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 68
Research Design
Goals Research Impact
Problem
69
Complexity
Innovation
Technology
Prof.Dr.Narin Sungrugsa
การเขยี นวธิ ีดาํ เนินการวจิ ยั
วิธีดําเนินการวิจัยเป็ นกระบวนการท่ีต่อเนื่องมาจากการกําหนด
สาระสําคญั ในบทก่อนๆ
โดยจะต้องเขียนสาระที่จะดําเนินการตามข้ันตอน เพื่อนําไปสู่
ผลการวจิ ยั ให้ครบถ้วนตามทไ่ี ด้กาํ หนดวตั ถุประสงค์ไว้
การเขียนในส่ วนนี้จะประกอบด้วย หัวข้ อสํ าคัญเก่ียวกับ
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม แบบ
วจิ ยั เครื่องมือทใี่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล การวเิ คราะห์ข้อมูล
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 70
องค์ประกอบของการเขยี นวธิ ีดาํ เนินการวจิ ยั
•การออกแบบการสุ่มตวั อย่าง (Sampling Design)
•การออกแบบการสร้างเคร่ืองมือ (Measurement
Design)
•การออกแบบการวเิ คราะห์ข้อมูล (Analysis Design)
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 71
การเกร่ินนํา
ในบทท่ี 3 ของรายงานการวิจัยก็ควรมีการเกริ่นนําหัวข้อที่จะ
กล่าวต่อไปด้วย
ตวั อย่าง
ก า ร วิ จั ย เ รื่ อ ง ก า ร พัฒ น า ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร คิ ด แ ก้ ปั ญ ห า ข อ ง
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแก้ปัญหา
อนาคต เป็ นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แบบแผนการ
วิจัย Pre – Experimental Designs แบบหนึ่งกลุ่มสอบก่อนสอบหลงั One
Group Pretest – Posttest Design โดยมีข้นั ตอนและรายละเอยี ดของวธิ ีการ
ดําเนินการวจิ ัยดังต่อไปนี้
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 72
การออกแบบการเลือกตวั อย่าง
•ประชากร(Population) คือ ทุกหน่วยของ
ส่ิงที่ตอ้ งการศึกษา อาจเป็นคนสตั ว์ ส่ิงของ ประชากรมี 2
อยา่ ง คือ ประชากรเป้าหมาย ไดแ้ ก่ กลุ่มประชากรที่ผวู้ จิ ยั
ตอ้ งการสรุปไปถึงประชากรตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ กลุ่มท่ีผวู้ จิ ยั
กาํ หนดจะศึกษา
•ตวั อย่าง (Sample) หมายถึง หน่วยท่ีถูกเลือกจากประชากร
ตวั อยา่ ง เนื่องจากความจาํ กดั ดา้ นเวลา งบประมาณ บุคลากร
และอปุ กรณ์ จาํ เป็นตอ้ งใชข้ อ้ มูลบางส่วน เรียกวา่ ตวั อยา่ งมา
ศึกษาแทน
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 73
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
หลกั การ
บอกจาํ นวนและสถานภาพหรือคุณลกั ษณะทส่ี ําคญั
บอกวธิ ีได้มาซึ่งตวั อย่างว่าได้มาโดยวธิ ีใด มขี ้นั ตอนอย่างไรบ้าง
ถ้ามีกลุ่มตวั อย่างมากควรนําเสนอเป็ นตาราง เพ่ือให้เข้าใจง่าย
แนวทาง
ประชากรเป็ น.......................................จาํ นวน..........คน
.ว..ธิ ..ีส..ุ่มกอลยุ่ม่างตงัว่าอยยโ่าดงยจ.ํา.น...ว..น.........................ค..น....ไ.ด..้.ม..า..โ.ดรายยกลาะรสเอุ่มียสดมดบังตูราณร์ดา้งวทย่ี
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 74
การกาํ หนดขนาดตวั อย่าง 75
•ตารางสาํ เร็จรูป เครซี่ และมอร์แกน ใชง้ ่ายสะดวก
•โดยการประมาณจากจาํ นวนประชากร
จาํ นวนประชากร ขนาดตวั อยา่ ง
100-999 ร้อยละ 25 ของประชากร
1,000-9,999 ร้อยละ 10 ของประชากร
มากกวา่ 10,000 ร้อยละ 1 ของประชากร
• การคาํ นวณขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง (Yamane)
Prof.Dr.Narin Sungrugsa
ตาราง Table for Determination Simple from a given Population
N S N S NS N S
10 10 150 108 460 210 2200 327
30 28 190 127 600 234 3000 341
50 44 230 144 800 260 5000 357
70 59 270 159 1000 278 8000 367
90 73 320 175 1400 302 30000 379
100 80 360 186 1600 310 50000 381
120 92 400 196 1800 317 1000000 384
130 97 420 201 1900 320
140 103 440 205 2000 322
Krejcie & Morgan 30 (3) : 607-610 ; 1970 76
Prof.Dr.Narin Sungrugsa
กรณจี าํ นวนประชากรไม่แน่นอน (Infinite Population)
•(Roscoe ,1975 : 183)
•δ m = S
√n
เม่ือ s = สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
n = ขนาดของกลมุ่ ตวั อยา่ ง
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 77
•ตวั อยา่ งถา้ กาํ หนดให้ ระดบั นยั สาํ คญั ทางสถิติ= .05 และความ
คาดเคลื่อนมากท่ีสุดที่ยอมรับไดเ้ ท่ากบั 10 ส่วนของส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน
em = 1/10 s
Zc = 1.96
แทนคา่ ในสูตร
n = (1.96 s)2
1/10
= (1.9X10)2
= 384
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 78
ประชากรทแ่ี น่นอน (Finite Population)
•(Yamane 1973 : 725)
n= N
1+ Ne2
เมื่อ e = ความคลาดเคล่ือนของการสุ่มตวั อยา่ ง
N = ขนาดของประชากร
n = ขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 79
ตัวอย่าง ถา้ ประชากรที่ตอ้ งการศึกษา มี 1800 และตอ้ งการใหเ้ กิดความ
คลาดเคลื่อนของการสุ่มตวั อยา่ งร้อยละ 5 หรือ .05 ขนาดของกลุ่ม
ตวั อยา่ งที่ใชจ้ ะคาํ นวณ ไดด้ งั น้ี
เมื่อ e = .05 และ N = 1800
n = 1800
1+1800X(.05)2
= 1800
5.5
= 327.27
= 327
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 80
ตวั อย่าง
ประชากรเป็ นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 4/1 – 4/8 โรงเรียน
รักชาติ ปี การศึกษา 2551 จาํ นวน 280 คน
กลุ่มตัวอย่างจํานวน 60 คน ได้มาโดยการสุ่มสมบูรณ์ ด้วยวธิ ี
สุ่มอย่างง่าย 2 ข้นั ตอน คือ ข้นั ตอนแรกสุ่มห้องเรียนมา 2 ห้อง ด้วย
วิธีสุ่มอย่างง่าย โดยจับสลากได้ 2 ห้องเรียนคือ ป.4/4 และ ป.4/8
จากน้ันนํานักเรียนท้งั 2 ห้องมารวมกนั และให้แต่ละคนจบั สลากเข้า
กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จาํ นวนกลุ่มละ 30 คน รายละเอยี ดดัง
ตารางท่ี 3.1
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 81
•หลกั เกณฑเ์ กี่ยวกบั การวดั
1. มาตรานามบญั ญตั ิ(Nominal scale) เป็นตวั เลข
แบ่งกลุ่ม เช่น
เพศ ชาย = 1 เพศ หญิง = 2
2. มาตราเรียงลาํ ดบั (Ordinal scale) เป็นตวั เลข บอกความ
มากนอ้ ยของแต่ละกลุ่ม
เช่น ความคิดเห็น เห็นดว้ ยอยา่ งยงิ่ = 4 เห็นดว้ ย = 3 ไม่เห็น
ดว้ ย = 2 ไม่เห็นดว้ ยอยา่ งยงิ่ = 1
Prof.Dr.Narin Sungrugsa82
3. มาตราอนั ตรภาค(Interval scale) เป็นตวั เลข
หรือคะแนนที่ใชว้ ดั เช่น คะแนนทางการศึกษา จิตวทิ ยา
องศาฟาเรนไฮต์
4. มาตราอตั ราส่วน(Ratio scale) เป็นตวั เลขท่ีมีค่า
ศูนยแ์ ท้ เช่น น้าํ หนกั ส่วนสูง ปริมาณน้าํ ตาลในเลือด
ระยะเวลาเป็นวนิ าที จาํ นวนคร้ังของชีพจร
Prof.Dr.Narin Sungrugsa83
เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการทดลอง
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 84
ข้นั ตอนการสร้าง
และการหาคุณภาพเครื่องมือทใ่ี ช้ในการทดลอง
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 85
5. ดําเนินการสร้างและปรับปรุง (นวัตกรรม) ตามท่ปี รึกษาแล้วนําไป
ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร เนื้อหา กระบวนการ ภาษา และการวัดผล
ประเมินผล เพื่อตรวจสอบคุณภาพและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC :
Index of Item Objective Congruence) โดยกาํ หนดเกณฑ์การพิจารณา
ดังนี้ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1
ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0
เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน -1
ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม ส อ ด ค ล้ อ ง ข อ ง
(นวตั กรรม)........................................................ โดยใช้ดชั นีความสอดคล้อง
(IOC) คาํ นวณค่าตามสูตร
IOC = ∑ R 86
N
Prof.Dr.Narin Sungrugsa
วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 87
•การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
คือ การท่ีผวู้ จิ ยั พยายามหาหลกั ฐานต่างๆท่ีนาํ มา
พิสูจน์วา่ เป็นไปตามสมมติฐานท่ีต้งั ไวห้ รือไม่ การหา
หลกั ฐานมาประกอบการพิจารณา วเิ คราะห์ แลว้ จึง
สรุป
Prof.Dr.Narin Sungrugsa88
•การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
1. ขอ้ มูลปฐมภูมิ เป็นขอ้ มูลที่ไดจ้ ากแหล่งกาํ เนิดท่ีแทจ้ ริง
ของบุคคล เช่น ขอ้ มูลจากการสอบถาม สมั ภาษณ์และสงั เกต
2. ขอ้ มูลทุติยภูมิ เป็นขอ้ มูลที่ไดจ้ ากแหล่งรวบรวม
ขอ้ มูลไวแ้ ลว้ เช่น สถิติจากหอ้ งทะเบียน ขอ้ มูลรายงานต่างๆ
Prof.Dr.Narin Sungrugsa89
•ข้นั ตอนการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
1. วางแผนการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ใหเ้ หมาะสมกบั กลุ่มตวั อยา่ ง
กาํ หนดเวลา และวธิ ีการบนั ทึกขอ้ มูล
2. ทาํ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลตามแผนที่วางไว้
3. ตรวจตราความครบถว้ น สมบูรณ์ของขอ้ มูล
Prof.Dr.Narin Sungrugsa90
•วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
1. การใชข้ อ้ มูลที่มีอยเู่ ดิม หรือขอ้ มูลทุติยภูมิ
-ขอ้ มูลท่ีเป็นเอกสาร
-ขอ้ มูลท่ีไม่เป็นเอกสาร
2. การใชผ้ สู้ งั เกตการณ์เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
-การสงั เกต
-การสมั ภาษณ์(การเตรียม ระหวา่ งและหลงั สมั ภาษณ์)
3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลโดยตรง
-การใชแ้ บบสอบถาม(นิยมมากที่สุด)
4. วธิ ีการหลายๆอยา่ ง
Prof.Dr.Narin Sungrugsa91
การวเิ คราะห์ข้อมูล
Prof.Dr.Narin Sungrugsa 92
•การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
สถิติบรรยายท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ประกอบดว้ ยการคาํ นวณ
เบ้ืองตน้ เช่น การแจกแจงความถ่ี ร้อยละ สดั ส่วน ส่วนการ
คาํ นวณค่าเฉพาะทางสถิติ เช่น การวดั ตวั กลาง ค่าเฉล่ีย มธั ยฐาน
ฐานนิยมและการจดั การกระจายของขอ้ มูล เช่น ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ความแปรปรวนและพสิ ยั
สถิติอา้ งอิง คือ สถิติที่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูลจากกลุ่ม
ตวั อยา่ งท่ีไดเ้ พ่อื นาํ ไปอา้ งอิงถึงกลุ่มประชากรที่มีลกั ษณะ
เช่นเดียวกนั กบั กลุ่มตวั อยา่ ง
Prof.Dr.Narin Sungrugsa93
•สถติ บิ รรยายทใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
-การแจกแจงความถ่ี(distribution)
-ร้อยละ(percent)
-สดั ส่วน(ratio)
-การวดั ค่าตวั กลาง เช่น ฐานนิยม(mode) มธั ยฐาน(median)
คา่ เฉลี่ย(mean)
-การวดั การกระจาย เช่น พิสยั (rang) ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(standard deviation) ความแปรปรวน(variance)
Prof.Dr.Narin Sungrugsa94
ตารางที่ 1 แสดงความถ่ีและร้อยละของสถานภาพทว่ั ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง(n=50)
สถานภาพทว่ั ไป ความถ่ี ร้อยละ
เพศ 20 40.00
ชาย 30 60.00
หญิง
16 32.00
อายุ 20 40.00
ต่าํ กวา่ 25 ปี 14 28.00
26-40 ปี
41 ปี ข้ึนไป
จากตารางที่ 1 พบว่า กลุ่มตวั อย่างส่วนใหญ่เป็ นผู้หญิง(ร้อยละ 60.00) และมอี ายุ
ระหว่าง 26-40 ปี (ร้อยละ 40.00)
Prof.Dr.Narin Sungrugs9a5
•การหาค่าสดั ส่วน สัดส่วน หมายถึง การนาํ คา่ ความถี่หรือจาํ นวนนบั ของสิ่งที่ศึกษาเปรียบเทียบกบั จาํ นวนรวม
ท้งั หมด
P(คา่ สดั ส่วน) = จาํ นวนส่ิงท่ีสนใจศึกษา
จาํ นวนรวมท้งั หมด
ตวั อยา่ ง ในตึกศลั ยกรรมมีผปู้ ่ วย 36 คน มีผปู้ ่ วยหลงั ผา่ ตดั 9 คน
ดงั น้นั สดั ส่วนของผปู้ ่ วยหลงั ผา่ ตดั : ผปู้ ่ วยท้งั หมด = 9 : 36 = 1 : 4
•การวดั ตวั กลาง
1. ฐานนิยม คือ คา่ ซ่ึงมีจาํ นวนคา่ สงั เกตนบั ไดม้ ากที่สุด หรือมีความถี่สูงสุด
ตวั อยา่ ง อายผุ ปู้ ่ วยตึกเดก็ มีดงั น้ี 7,8,8,8,9,10,12
ฐานนิยม คือ 8 เพราะมีความถ่ีสูงสุด
Prof.Dr.Narin Sungrugsa96
2. มธั ยฐาน คือ ค่าที่อยตู่ รงกลางของขอ้ มูลท่ีวดั หรือตรงตาํ แหน่งที่(n+1)/2
เลขค่ีเมื่อ n= จาํ นวนคา่ สังเกตของขอ้ มูลชุดน้ีเป็น
เลขคู่และตาํ แหน่งที่ n/2 เม่ือ n=จาํ นวนคา่ สังเกตของขอ้ มูลชุดน้นั เป็น
ตวั อยา่ ง การหาค่ามธั ยฐาน
ตวั เลขชุดที่หน่ึงมี 9 ตวั 1,3,4,6,8,10,12,13,15
มธั ยฐานของขอ้ มูลชุดท่ีหน่ึง คือ 8 อยรู่ ะหวา่ งตาํ แหน่งท่ี (n+1)/2
Prof.Dr.Narin Sungrugsa97
ค่าเฉล่ีย3. เป็นคา่ กลางที่ไดจ้ ากการนาํ ค่าสังเกตทุกคา่ มารวมกนั แลว้ หารดว้ ยจาํ นวน
คา่ สงั เกตท้งั หมด
X = ∑X
n
ตวั อยา่ ง ขอ้ มูลชุดหน่ึงมีคา่ ดงั น้ี 1,3,4,6,8,10,12,13,15
x = (1+3+4+6+8+10+12+13+15)/9 = 72/9 =8
4. พสิ ยั คือ ช่วงห่างระหวา่ งค่าสูงสุดกบั ต่าํ สุดในขอ้ มูล
ตวั อยา่ ง พิสยั อายผุ ปู้ ่ วย = 64 - 14 = 50 ปี
Prof.Dr.Narin Sungrugsa98
ตารางที่ 2 แสดงความถี่และร้อยละของผู้ป่ วยทมี่ ารับการรักษาทโ่ี รงพยาบาลระหว่างเดือน
มกราคม-มนี าคม 2536
เดือน ผปู้ ่ วยใน จาํ ผนปู้ ว่ วนยผนู้ปอ่ กวยทมี่ ารับการรวรมักษา
ความถี่ ร้อยละ ความถ่ี ร้อยละ ความถ่ี ร้อยละ
มกราคม 60 33.3 120 66.7 180 25.5
กมุ ภาพนั ธ์ 95 31.7 205 68.3 300 42.6
มีนาคม 48 21.3 177 78.7 225 31.9
Iรวม 203 28.8 502 71.2 705 100.0
จากตารางท่ี 2 เห็นไดว้ า่ จาํ นวนผปู้ ่ วยท่ีมารับบริการในโรงพยาบาลเดือนกมุ ภาพนั ธ์
มากที่สุด(ร้อยละ 42.6)รองลงมา คือ เดือนมีนาคมและมกราคม (ร้อยละ 31.9 และ 25.5)
ตามลาํ ดบั โดยผปู้ ่ วยนอกมากกกวา่ ผปู้ ่ วยใน แต่พิจารณารายละเอียดปรากฏวา่ เดือนกมุ ภาพนั ธ์
มีจาํ นวนผปู้ ่ วยในและผปู้ ่ วยนอกสูงที่สุด
Prof.Dr.Narin Sungrugs9a9
•คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน(standard deviation=s.d.)
เป็นคา่ ท่ีบอกใหร้ ูว้ า่ การกระจายของคะแนนชดุ นีอ้ ยา่ งไร หรอื บอกคา่ ความคาดเคล่อื นจากคา่ เฉล่ยี ใหท้ ราบวา่ มีมากนอ้ ย
เพียงใด
ตารางท่ี 3 คา่ คะแนนเฉล่ีย และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ของความเครยี ดของผบู้ รหิ ารการศกึ ษาพยาบาลในประเทศไทย
สาเหตุของความเครียด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ภาระงานมากเกินไป 3.08 .73
ความขดั แยง้ ในบทบาท 2.52 .66
ความคลุมเครือในบทบาท 2.16 .70
ความคาดหวงั เก่ียวกบั ความกา้ วหนา้ ในหนา้ ที่การงาน 2.14 .83
รวม 2.46 .73
จากตารางที่ 3 ผู้บริหารการพยาบาลมคี วามเครียดในภาพรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง เมื่อพจิ ารณารายด้าน
ปรากฏว่า มคี วามเครียดสูงสุดเน่ืองจากภาระงานมากเกนิ ไป รองลงไป คือ ความขดั แPยro้งf.ใDนr.บNaทriบnาSทungrugs1a00