หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่
5วิทยาศาสตร์
สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
คณะผู้เรียบเรียง
ณัฐวุฒิ แก้วตา ธัญวรัตน์ เจริญกาศ
แก้วฟ้า ทองลับแลง สุดารัตน์ บุญรักษา
และ ภัททิยา ศรีบุตตา
ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 79.-
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
คำนำ
หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 เรื่อง สงิ่ มีชีวติ และส่ิงแวดลอ้ ม มีเนือ้ หา
เกีย่ วกบั ลกั ษณะโครงสรา้ งของสง่ิ มีชีวติ การปรับตวั ของพชื การปรับตัวของสัตว์ แหล่งท่อี ยู่อาศัย
ของสง่ิ มชี วี ิต ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสิ่งมีชีวิตกบั ส่ิงมชี ีวิต ความสัมพนั ธ์ระหว่างสงิ่ มชี ีวิตกับส่ิงไม่มชี ีวติ
ห่วงโซอ่ าหาร สายใยอาหาร และคณุ คา่ ของสิ่งแวดล้อมที่มตี ่อการดารงชวี ติ ของสิง่ มชี ีวติ เพือ่ ให้
ศกึ ษาอยา่ งเขา้ ใจ เกดิ ประโยชน์ตอ่ การเรียน
คณะผูจ้ ดั ทาหวังวา่ หนงั สือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรอื นกั เรยี น ผู้ปกครอง ทีก่ าลงั
หาขอ้ มูลในบทเรยี นเรอื่ งนีอ้ ยู่ หากหนังสือเล่มน้ี มีขอ้ ผิดพลาดประการใด คณะผู้จดั ทาขออภัยมา
ณ ที่นี้ด้วย
คณะผจู้ ัดทำ
สารบญั
หน้า
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 ลกั ษณะโครงสร้างของสิ่งมีชวี ติ 1
เรื่องท่ี 1 การปรับตัวของพชื 2
เรื่องที่ 2 การปรบั ตัวของสตั ว์ 4
กจิ กรรมที่ 1 การปรบั ตัวของพชื และสัตว์ 7
แบบฝึกหดั หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 ลกั ษณะโครงสรา้ งของสง่ิ มชี ีวติ 8
แบบทดสอบ 9
12
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 2 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี ีวติ กบั สงิ่ ไมม่ ชี วี ติ 13
เรือ่ งที่ 1 แหลง่ ทอ่ี ย่อู าศัยของสิง่ มีชีวิต 16
เรื่องท่ี 2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสิง่ มชี วี ิตกบั สงิ่ มีชวี ิต 23
เรื่องที่ 3 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงมชี วี ิตกบั สง่ิ ไมม่ ีชีวิต 27
กิจกรรมที่ 2 สารวจความสัมพันธ์ในสิ่งแวดลอ้ ม 28
แบบฝึกหัด หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสง่ิ มีชีวิตกับสง่ิ ไมม่ ีชีวติ 31
แบบทดสอบ 35
36
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 โซอ่ าหาร 39
เรื่องท่ี 1 โซอ่ าหาร ประกอบดว้ ย ผผู้ ลติ และผบู้ รโิ ภค 40
เรือ่ งที่ 2 สายใยอาหาร 41
กิจกรรมที่ 3 หว่ งโซอ่ าหาร 42
แบบฝกึ หดั หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 โซอ่ าหาร 45
แบบทดสอบ 47
48
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 4 คุณคา่ ของสงิ่ แวดล้อมทมี่ ีตอ่ การดารงชีวติ ของสิ่งมชี ีวติ 50
แบบฝึกหดั หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 4 คณุ คา่ ของส่งิ แวดลอ้ มทมี่ ตี ่อการดารงชวี ิตของส่ิงมชี วี ติ 57
แบบทดสอบ
ภาคผนวก
บรรณานกุ รม
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 เรื่อง ส่ิงมีชวี ติ กบั สงิ่ แวดลอ้ ม
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พันธ์ระหว่างสง่ิ ไมม่ ีชวี ิตกับสงิ่ มชี ีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างส่งิ มีชีวิตกบั สง่ิ มชี วี ติ ตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศการถา่ ยทอดพลังงาน การเปล่ยี นแปลงแทน
ท่ใี นระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบทม่ี ีตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม
แนวทางในการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปญั หาสิ่งแวดลอ้ ม รวมทัง้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ช้นั ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.5 บรรยายโครงสร้างและลักษณะของสิง่ มชี ีวิตที่ • สิง่ มชี ีวติ ทัง้ พชื และสัตวม์ โี ครงสรา้ งและลกั ษณะ
เหมาะสมกับการดารงชีวิต ซงึ่ เปน็ ผลมาจากการ ที่เหมาะสมในแต่ละแหลง่ ท่ีอยูซ่ ง่ึ เป็นผลมาจากการ
ปรบั ตัวของสง่ิ มชี วี ติ ในแตล่ ะแหล่งที่อยู่ ปรับตัวของส่ิงมชี วี ติ เพอ่ื ใหด้ ารงชวี ติ และ
(ว 1.1 ป.5/1) อยู่รอดได้ในแต่ละแหล่งทอี่ ยู่ เชน่ ผกั ตบชวามี ชอ่ ง
อธิบายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ มีชีวิตกับ อากาศในกา้ นใบ ช่วยใหล้ อยนา้ ได้ต้นโกงกาง
สง่ิ มชี ีวติ และความสัมพันธร์ ะหว่างสิง่ มีชีวติ ท่ีขน้ึ อย่ใู นปา่ ชายเลนมีรากคา้ จุนทาใหล้ าต้นไมล่ ม้
กบั สง่ิ ไม่มีชวี ิต เพอื่ ประโยชน์ตอ่ การดารงชวี ติ ปลามคี รีบชว่ ยในการเคล่ือนท่ใี นน้า
(ว 1.1 ป.5/2) • ในแหลง่ ทอี่ ยหู่ นง่ึ ๆ สิง่ มีชวี ติ จะมีความสมั พนั ธซ์ ึง่ กนั
เขียนโซ่อาหารและระบบุ ทบาทหนา้ ที่ของ และกันและสมั พนั ธ์กบั ส่ิงไม่มชี ีวิต เพือ่
ส่งิ มชี ีวิตท่เี ปน็ ผู้ผลิตและผบู้ รโิ ภคในโซ่อาหาร ประโยชนต์ ่อการดารงชวี ติ เช่น ความสมั พันธ์กันดา้ น
(ว 1.1 ป.5/3) การกนิ กนั เปน็ อาหาร เป็นแหล่งที่อยูอ่ าศยั
ตระหนกั ในคณุ คา่ ของสงิ่ แวดลอ้ มทม่ี ีตอ่ การ หลบภยั และเลย้ี งดลู ูกออ่ น ใชอ้ ากาศในการหายใจ
ดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โดยมสี ่วนร่วมในการดูแล • ส่ิงมีชวี ติ มีการกนิ กนั เปน็ อาหาร โดยกินตอ่ กัน เป็น
รกั ษาส่งิ แวดล้อม (ว 1.1 ป.5/4) ทอดๆในรปู แบบของโซอ่ าหาร ทาใหส้ ามารถระบุ
บทบาทหนา้ ทข่ี องสิง่ มชี วี ติ เป็นผู้ผลติ และผบู้ รโิ ภค
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 ลักษณะโครงสร้างของสิ่งมชี วี ติ 1
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 1 ลักษณะโครงสร้างของสิ่งมชี ีวติ
แผนผงั หวั ข้อหน่วยการเรียนรู้
ลกั ษณะโครงสรา้ งของส่ิงมีชวี ิต
เรอื่ งท่ี 1 การปรับตวั ของพชื เรื่องท่ี 2 การปรับตัวของสัตว์
ตัวช้ีวดั
บรรยายโครงสร้างและลกั ษณะของสง่ิ มชี วี ิตทเ่ี หมาะสมกับการดารงชีวิต ซงึ่ เปน็ ผลมาจากการปรับตวั
ของสิง่ มีชวี ติ ในแตล่ ะแหลง่ ที่อยู่ (ว 1.1 ป.5/1)
2หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 ลักษณะโครงสรา้ งของส่ิงมชี วี ิต
ลกั ษณะโครงสร้างของส่งิ มชี ีวิต
การปรับตวั ของสิ่งมชี วี ติ (Adaptation) หมายถงึ สง่ิ มชี ีวิตทท่ี าการปรบั เปลี่ยนลักษณะโครงสร้าง
รวมถึงพฤตกิ รรมบางสิ่งบางอย่างให้เหมาะสมต่อสภาพแวดลอ้ มและการเปลีย่ นแปลงทเ่ี กิดข้ึนอย่ตู ลอดเวลาใน
ระบบนเิ วศเพ่อื ปอ้ งกนั ตนเองจากภยั คกุ คามหรือผู้ล่าการเลอื กแหล่งที่อยอู่ าศยั และแหลง่ อาหารรวมถงึ ปัจจัยอีก
มากมายทสี่ ่งผลต่อการดารงอย่ขู องส่งิ มชี วี ิตสามารถแบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด ไดแ้ ก่ การปรบั ตวั ของพืชและการ
ปรับตัวของสัตว์
เรอ่ื งท่ี 1 การปรับตวั ของพชื
การปรับตัวของพืช หมายถงึ การปรบั ตวั ของพืชเปน็ การท่พี ชื ปรบั ตวั ใหเ้ ข้ากบั สิง่ แวดลอ้ มเพือ่ ช่วยใหพ้ ชื
สามารถดารงชีวติ อยไู่ ดโ้ ดยไม่สญู พนั ธ์ุไป เชน่
ตน้ โกงกาง : มีรากทีแ่ ตกแขนงออกมาจากลาต้น เพือ่ ชว่ ยคา้ จนุ เน่อื งจากสภาพแวดล้อมท่มี กี ารขน้ึ -ลงของน้า
ทะเลตลอดเวลา รวมถึงการอาศัยอยบู่ นหาดโคลนหรอื หาดเลนทีม่ ดี ินออ่ นนุ่ม
3หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 ลักษณะโครงสร้างของสง่ิ มีชีวติ
ผักตบชวาและดอกบวั : มชี อ่ งอากาศขนาดเลก็ หรอื โพรงอากาศจานวนมากอยภู่ ายในกา้ นใบ กา้ นดอก และลา
ต้น ซึ่งช่วยใหพ้ ชื มีนา้ หนกั เบาและสามารถลอยตวั อยใู่ นแหล่งนา้ ไดด้ ี
กระบองเพชรและพชื ทะเลทรายชนิดตา่ ง ๆ : มีการปรบั เปลีย่ นหนา้ ทข่ี องใบและลาต้น ซ่ึงสง่ ผลใหร้ ปู ลกั ษณข์ อง
พืชทะเลทรายแตกต่างจากพืชทเ่ี ติบโตในพืน้ ที่อืน่ ๆ เพอ่ื ลดการสูญเสยี น้าในสภาวะแห้งแลง้ ใบของพชื ทะเลทราย
จึงถกู ลดรูปกลายเปน็ หนาม ขณะทีล่ าต้นมหี น้าทส่ี รา้ งอาหารหรือสังเคราะหแ์ สงแทนนนั่ เอง
ทานตะวนั : ทานตะวันเป็นพชื ทีม่ กี ารปรับตวั เขา้ กบั สภาพของเขตร้อนได้ดีพอสมควรไม่ไวตอ่ แสง สามารถออก
ดอกให้ผลไดท้ กุ สภาพชว่ งแสง เมอ่ื ทานตะวันต้งั ตวั ได้แลว้ จะมคี วามทนทานตอ่ สภาพแห้งและรอ้ นไดพ้ อสมควร
และจะเร่มิ เตบิ โตทันทีเมื่อมีฝน นอกจากน้ที านตะวันยงั มีความทนทานต่อสภาพอากาศเย็นจดั ได้ดี และหนั ไปทาง
ทิศของดวงอาทติ ย์ คอื หนั ไปทางทิศตะวันออกในตอนเช้า และทศิ ตะวนั ตกในตอนเยน็
4หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 1 ลักษณะโครงสรา้ งของส่งิ มชี ีวติ
เร่อื งท่ี 2 การปรับตัวของสตั ว์
การปรับตวั ของสตั ว์ หมายถงึ สิง่ มชี วี ิตทุกชนดิ จะมกี ารปรับตัวให้เขา้ กับสภาพแวดลอ้ มทอี่ าศยั อยูเ่ สมอ
ทงั้ นกี้ เ็ พ่ือความอยู่รอดและสามารถสืบพันธ์ุตอ่ ไปได้ แต่เนอื่ งจากสิง่ มชี วี ิตในโลกมีมากมายหลายชนิด การปรับตวั
ของส่งิ มีชวี ิตแตล่ ะชนดิ จึงมีลักษณะแตกต่างกนั ไป เชน่
การพรางตวั ของสัตว์ (Crypsis/Camouflage) : การเปลย่ี นสผี ิว การมรี ูปรา่ ง และลวดลายคลา้ ยก่งิ ไมห้ รอื
สภาพแวดล้อมของตน เพื่อตบตาผู้ลา่ รวมถึงเพอื่ การออกหาอาหารและล่าเหยือ่ เช่น การเปล่ยี นสผี วิ ของกงิ้ กา่
การพรางตวั ของนกฮูก ม้าน้า และจงิ้ จก เป็นตน้
หมขี ัว้ โลกและสิงโตทะเล : มีขนและชั้นผวิ หนังท่ีหนาปกคลมุ ทัว่ ทั้งตวั เพื่อชว่ ยสร้างความอบอ่นุ ให้แก่รา่ งกาย
จากการอาศัยอยูใ่ นพ้นื ท่ีทีม่ อี ากาศหนาวเย็นตลอดท้ังปี
5หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 ลักษณะโครงสร้างของสิง่ มีชีวติ
การจาศีล (Hibernation) : การเข้าสู่การนอนหลับลกึ เพือ่ รกั ษาระดบั พลงั งานในรา่ งกาย เนื่องจากสภาพแวดล้อม
มีการเปลยี่ นแปลงไปอยา่ งไมค่ อ่ ยเหมาะสมต่อการดารงชวี ติ ตามปกติ เชน่ สภาพอากาศทหี่ นาวเย็นหรือร้อนจัด
ซงึ่ ส่งผลใหก้ ารหาอาหารเป็นไปอยา่ งยากลาบาก สัตว์ทเ่ี ขา้ สู่ภาวะการจาศีล เชน่ หมี กบ หรือ งูหางกระดิ่ง จงึ ตอ้ ง
หยุดการทากิจกรรมตา่ ง ๆ เพอื่ ใหพ้ ลงั งานในร่างกายถูกนาไปใชน้ ้อยท่ีสดุ โดยก่อนการจาศีล สตั ว์เหล่านจี้ ะมีการ
กนิ และกักตุนอาหาร เพ่ือสะสมอาหารในรปู ของไขมันไวใ้ นรา่ งกาย สาหรบั การนามาใช้ตลอดชว่ งเวลาการจาศีล
ต่อจากนี้
การอพยพ (Migration) : การยา้ ยถิ่นฐานชัว่ คราวของนก สตั วบ์ ก รวมถึงสตั ว์น้าบางชนดิ ซ่ึงอพยพมายังเขต
พื้นทีซ่ ึง่ มปี จั จยั การดารงชีวิตท่เี หมาะสมย่งิ กวา่ เช่น สภาพอากาศทอี่ บอุน่ ความเหมาะสมของแหล่งนา้ แหล่ง
อาหาร รวมถึงการอพยพเพอ่ื การผสมพนั ธุ์ เปน็ ต้น
6หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 ลกั ษณะโครงสรา้ งของสง่ิ มชี วี ติ
กระรอกทะเลทรายและสนุ ขั จ้งิ จอกทะเลทราย : ออกหากินในเวลากลางคนื แทนกลางวนั เพื่อหลีกเลย่ี งความรอ้ น
อฐู : มีหลอดไตส่วนตน้ ทอี่ ยใู่ นหน่วยไตยาวกว่าสัตวช์ นดิ อืน่ ส่งผลใหไ้ ตของอฐู สามารถดูดนา้ กลบั และรักษา
ร่างกายไมใ่ ห้อยูใ่ นภาวะขาดน้าได้ดี
เพนกวนิ จักรพรรดิ : สามารถลดอัตราการเต้นของหวั ใจตนเองให้ชา้ ลง ในขณะท่ดี าลงใต้น้า ทาให้สามารถ
อย่ใู ตน้ ้าไดน้ าน เพ่อื เพ่ิมเวลาในการหาอาหารไปพรอ้ มกับการรักษาระดบั ออกซเิ จนภายในรา่ งกาย
7หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 1 ลักษณะโครงสร้างของสงิ่ มชี วี ติ
กจิ กรรมท่ี 1 การปรับตวั ของพืชและสตั ว์
จดุ ประสงค์
บรรยายโครงสร้างและลกั ษณะของสงิ่ มชี วี ิตท่ีเหมาะสมกบั การดารงชวี ิต ซงึ่ เปน็ ผลมาจากการปรับตัวของ
ส่ิงมีชวี ิตในแต่ละแหลง่ ทอ่ี ยู่
วัสดอุ ุปกรณ์
1. สมดุ บันทึก
2. เคร่ืองเขียน
3. รูปภาพสง่ิ มีชวี ติ
ข้นั ตอนการทากจิ กรรม
1. สังเกตรูปภาพจากรูปท่กี าหนดให้
2. บนั ทึกผลการสงั เกตลงในตาราง
ตารางบนั ทึกผล แหลง่ ทอ่ี ยู่อาศยั การปรับโครงสรา้ งและลกั ษณะ
สงิ่ มีชีวติ
สรุปผลการสังเกต
..............................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ลกั ษณะโครงสร้างของส่งิ มีชีวติ 8
แบบฝกึ หดั หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 ลักษณะโครงสร้างของสงิ่ มชี วี ิต
คาชี้แจง : ให้อธบิ ายโครงสร้างของสิง่ มีชีวติ ทีก่ าหนดให้ วา่ เหมาะสมกบั แหล่งทีอ่ ย่อู าศยั อย่างไรพร้อมท้งั ตกแต่งให้
สวยงาม
1. พืชในภาพ คอื ___________________________
มโี ครงสร้างทเ่ี หมาะสมต่อการดารงชวี ติ ในแหล่งที่อยู่อาศัยอยา่ งไร
____________________________________________________________
____________________________________________________________
____________________________________________________________
2. พชื ในภาพ คอื ___________________________
มีโครงสรา้ งที่เหมาะสมตอ่ การดารงชีวติ ในแหลง่ ทอี่ ยอู่ าศยั อยา่ งไร
____________________________________________________________
____________________________________________________________
____________________________________________________________
3. สตั ว์ในภาพ คือ ___________________________
มีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการดารงชีวิตในแหลง่ ทอี่ ยู่อาศยั อยา่ งไร
____________________________________________________________
____________________________________________________________
____________________________________________________________
4. สตั วใ์ นภาพ คือ ___________________________
มีโครงสร้างที่เหมาะสมตอ่ การดารงชีวติ ในแหล่งทอ่ี ย่อู าศัยอยา่ งไร
____________________________________________________________
____________________________________________________________
____________________________________________________________
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 ลักษณะโครงสร้างของสิ่งมีชีวติ 9
แบบทดสอบ เร่ืองลักษณะโครงสร้างของสิ่งมชี วี ิต
คาชแ้ี จง : ใหน้ ักเรยี น X ลงหนา้ คาตอบทถ่ี ูกตอ้ ง
1. พชื ชนดิ ใดมีการปรับโครงสรา้ งโคนกา้ นใบให้พองออกและมีโพรงอากาศจานวนมาก
ก. โกงกาง ข. ผกั ตบชวา
ค. กระบองเพชร ง. บัว
2. ข้อใดกลา่ วถึงหนา้ ทข่ี องหนอกอฐู ได้
ก. สะสมน้า
ข. สะสมเกลือแร่
ค. สะสมโปรตีน
ง. สะสมไขมนั
3. ปจั จัยใดท่มี อี ิทธพิ ลตอ่ พฤติกรรมของสัตว์
ก. แสง
ข. นา้
ค. อากาศ
ง. ดนิ และแร่ธาตุ
10หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 1 ลักษณะโครงสรา้ งของสงิ่ มชี ีวิต
4. ผึ้งกับดอกบวั มคี วามสมั พันธ์กนั แบบใด
ก.แหล่งท่ีอยู่อาศัย ข.เล้ยี งดูตวั ออ่ น
ค.แหล่งอาหาร ง.แหล่งหลบภัย
5. ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ ูกตอ้ งเกีย่ วกับผผู้ ลติ ในโซ่อาหาร
ก. ผูผ้ ลติ คือ พืชและจลุ ินทรียต์ ่างๆ
ข. สร้างอาหารโดยการสงั เคราะหแ์ สง
ค. รับพลงั งานจากดวงอาทิตย์
ง. สามารถสร้างอาหารไดเ้ อง
6. สตั วช์ นดิ ใดจัดเปน็ ผบู้ รโิ ภคพืชและสัตว์ทั้งหมด
ก. หมแี ละวัว
ข. หมแู ละหนู
ค. หมแี ละจระเข้
ง. กระตา่ ยและเตา่
7. ข้อใดกลา่ วถึงหน้าที่ของเห็ดได้ถกู ตอ้ ง
ก. เป็นผผู้ ลติ
ข. เป็นผู้บรโิ ภคซากสตั ว์
ค. เป็นผู้บรโิ ภคลาดบั สดุ ทา้ ย
ง. เป็นผยู้ ่อยสลายซากพืชซากสตั ว์
8. ปญั หาสงิ่ แวดล้อมใดไม่ไดเ้ กดิ จากมนษุ ย์
ก. นา้ เน่าเสีย
ข. ไฟไหมป้ า่
ค. ภเู ขาไฟระเบิด
ง. ขยะมูลฝอย
11หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 ลกั ษณะโครงสรา้ งของสงิ่ มีชีวิต
9. ประชากรเพ่มิ ขึ้นส่งผลตอ่ ป่าไมอ้ ยา่ งไร
ก. พนื้ ที่ปา่ ลดลง
ข. พน้ื ทป่ี า่ เพิม่ ขน้ึ
ค. การปลูกปา่ มากข้ึน
ง. การเฝ้าระวังผ้บู กุ รุกป่าลดลง
10. ปญั หาสิ่งแวดลอ้ มในชุมชนที่พบมากทส่ี ดุ คือปญั หาใด
ก. เสียงดงั
ข. นา้ เน่าเสีย
ค. ขยะมูลฝอย
ง. การตัดไมท้ าลายปา่
12หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 2 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี วี ติ กับสง่ิ ไมม่ ชี ีวิต
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสงิ่ มีชีวิตกับสง่ิ ไม่มชี วี ิต
แผนผังหวั ขอ้ หนว่ ยการเรยี นรู้
ความสัมพันธร์ ะหว่างสง่ิ มชี ีวิตกบั สิง่ ไมม่ ีชีวติ
เรอื่ งท่ี 1 แหลง่ ท่ีอยอู่ าศัยของส่งิ มีชวี ติ
เรอื่ งที่ 2 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสงิ่ มีชีวติ กบั สิง่ มีชวี ิต
ตัวชว้ี ดั เรือ่ งท่ี 3 ความสัมพันธร์ ะหว่างส่ิงมีชีวิตกบั สิง่ ไมม่ ีชีวติ
บรรยายโครงสร้างและลักษณะของสงิ่ มชี วี ติ ทีเ่ หมาะสมกบั การดารงชวี ิต ซึง่ เปน็ ผลมาจากการปรบั ตัว
ของส่งิ มชี ีวติ ในแตล่ ะแหล่งท่อี ยู่ (ว 1.1 ป.5/1)
13หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่งิ มชี วี ติ กับสิ่งไม่มชี ีวติ
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 2 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสิ่งมชี ีวิตกบั สงิ่ ไม่มชี วี ติ
เร่อื งท่ี 1 แหล่งท่อี ยอู่ าศัยของสง่ิ มีชวี ิต
ระบบนเิ วศ คอื ความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบทอ่ี ย่ใู นส่งิ แวดล้อมรอบๆ ตวั เรา ตัวอยา่ งเช่นความสัมพันธร์ ะหว่าง
สตั ว์ พืช หรอื แม้แตม่ นษุ ย์อย่างเรา ๆ ในระบบนเิ วศสิง่ มชี ีวิตแตล่ ะกลมุ่ จะมีความสัมพนั ธ์กันเป็นทอดๆ เช่น สัตว์
กินพืชสตั วก์ นิ สตั วแ์ ละสัตว์ทกี่ ินท้งั พืชและสตั วส์ ดุ ทา้ ยเม่ือสิ่งมีชวี ิตตายลงจลุ นิ ทรยี ก์ ็ทาหนา้ ท่ยี อ่ ยสลายซาก
สิง่ มีชวี ติ ต่อไป
องค์ประกอบของระบบนิเวศ
ในระบบนิเวศหน่ึง ๆ จะมอี งค์ประกอบ 2 สว่ น คอื ส่งิ มีชวี ิต และ ส่ิงไมม่ ชี วี ิต
1. สง่ิ มชี ีวติ หมายถึง เปน็ สิ่งท่ตี ้องการอาหาร มกี ารหายใจ เจรญิ เตบิ โต ขับถ่าย เคลือ่ นไหว ตอบสนองตอ่
ส่ิงเร้า และสบื พันธ์ุได้ สง่ิ มชี วี ิตท่ีอย่รู อบตัวเรา มหี ลายชนิด ได้แก่ มนษุ ย์ สตั ว์ และพืช
2. ส่งิ ไม่มีชวี ติ หมายถงึ ส่ิงที่ไมก่ นิ อาหาร ไม่หายใจ ไมข่ ับถ่าย ไม่เคลือ่ นไหว ไมต่ อบสนองตอ่ สง่ิ เรา้
ไม่มกี ารเจริญเติบโต และไม่สืบพนั ธสุ์ ง่ิ ไม่มีชีวิต แบง่ ได้ 2 ประเภท คือ สง่ิ ทเ่ี กดิ ข้ึนเองตามธรรมชาติ เช่น ดนิ ดวง
อาทติ ย์ ก้อนหนิ และสง่ิ ไมม่ ีชวี ติ ทมี่ นษุ ย์สรา้ งขน้ึ เช่น บ้าน รถยนต์ โทรศัพทเ์ คล่อื นที่ นาฬกิ า แว่นตา ภาชนะ
แหลง่ ที่อยขู่ องสงิ่ มีชวี ิต
แหลง่ ท่อี ย่ขู องสง่ิ มีชวี ิตต่าง ๆ น้ัน มลี กั ษณะเฉพาะตัวท่ีแตกต่างกนั ออกไป เชน่ บนภเู ขาสูง ในทะเลลึก
ในเขตท่ีหนาวจัดเตม็ ไปด้วยหมิ ะหรอื ในเขตทรี่ อ้ นจดั อยา่ งทะเลทราย สงิ่ มชี ีวิตท่อี าศัยอยใู่ นระบบนเิ วศหนึ่ง ๆ กจ็ ะ
มีลกั ษณะเฉพาะตัวซึง่ เหมาะสมท่จี ะอยู่รอดในแหล่งท่ีอยู่นน้ั ๆ หากสภาพของแหลง่ ท่อี ยูเ่ ปล่ียนแปลงไปสิง่ มีชีวติ
ท้ังพชื และสตั ว์ในแหล่งท่ีอยู่นนั้ กต็ ้องปรบั ตวั เพือ่ ใหส้ ามารถดารงชวี ิตอยตู่ อ่ ไปได้
14หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 2 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสิ่งมชี ีวิตกับสิง่ ไมม่ ชี ีวติ
แหล่งทีอ่ ยู่ของสง่ิ มชี วี ติ ได้แก่ ดนิ นา้ ป่าไม้
1.ดนิ (Soil)
ดนิ เปน็ ทป่ี ลกู สร้าง บา้ นเรือนของมนษุ ย์เปน็ ทอี่ ยอู่ าศยั ของพชื และสตั วบ์ างชนิดเกดิ ข้นึ เองตามธรรมชาติจาก
การผพุ งั ของหนิ ทบั ถมกบั ซากพืชซากสตั ว์ โดยใชร้ ะยะเวลายาวนาน ดนิ เป็นแหล่งเพาะปลกู พชื ผักซึ่งเปน็ อาหาร
ของสิ่งมีชวี ิต เปน็ ทอ่ี ยู่อาศัยของสิ่งมชี ีวิต มนษุ ยป์ ลกู สรา้ งบ้านเรอื นบนพน้ื ดนิ ดนิ ใช้ปั้นภาชนะเครื่องใชต้ ่างๆๆ
เชน่ โอ่ง ตุ่ม หมอ้ ดนิ และยังเปน็ แหลง่ เกบ็ กกั นา้ เพอ่ื ใช้ประโยชนอ์ ีกด้วย
2. น้า (Water)
น้า เปน็ แหลง่ ที่อย่ขู องพชื นา้ เชน่ สาหรา่ ย บัว ผักกระเฉด และเปน็ ทอ่ี ยขู่ องสตั วน์ ้า เชน่ กุง้ หอ้ ย ปู ปลา
ฯลฯ นา้ เปน็ สว่ นสาคัญของร่างกายมนุษย์ สัตว์ พืชตอ้ งการนา้ เพื่อการเจริญเตบิ โต มนุษยแ์ ละสตั ว์ใช้น้าดม่ื และ
ชาระล้างร่างกาย พืชใชน้ า้ ในการสรา้ งอาหาร น้าเปน็ แหล่งอาหารของมนษุ ยแ์ ละสตั ว์ เป็นเส้นทางการคมนาคม
ขนสง่
15หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่งิ มชี วี ติ กับส่งิ ไม่มชี วี ิต
3. ปา่ ไม้ (Forest)
ปา่ ไม้ เป็นท่ีอยขู่ องพืชปา่ เช่น เฟริ ์น สัก เต็ง รัง กฤษณา และสตั ว์ป่า เช่น ชา้ ง เสอื ลิง กวาง ฯลฯ ป่าไม้
เปน็ แหล่งท่อี ยอู่ าศยั ของพชื และสตั วป์ า่ เป็นแหลง่ ต้นน้าลาธารเปน็ แหลง่ ผลิตอาหาร ยารักษาโรค และของใช้ต่างๆ
ใชก้ อ่ สรา้ งบ้านเรอื น ทาของใช้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ใชท้ าเคร่ืองนุ่งหม่
16หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่งิ มชี ีวติ กับสิง่ ไม่มชี ีวิต
เรื่องที่ 2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ มชี วี ติ กับส่ิงมีชวี ติ
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสิ่งมีชวี ติ ในระบบนิเวศ
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี วี ติ ต่างชนดิ ในระบบนิเวศเดียวกนั (Interspecific interaction) แบง่ เปน็ 7 แบบ คือ
1. ความสัมพนั ธ์แบบพึ่งพา (Mutualism : +,+) หมายถงึ การอยรู่ ่วมกนั ของส่งิ มีชวี ติ 2 ชนดิ โดยต่าง
ก็ได้รับประโยชน์ซงึ่ กนั และกนั หากแยกกันอยู่จะไม่สามารถดารงชวี ิตต่อไปได้ เช่น
ไลเคนส์ : สาหร่ายอยรู่ ่วมกับรา สาหร่ายได้รบั ความชน้ื และแร่ธาตจุ ากรา ราได้รับอาหารและออกซเิ จน
จากสาหร่าย
โพรโทซัวในลาไสป้ ลวก : โพรโทซวั ช่วยย่อยเซลลูโลสให้ปลวกปลวกใหท้ ี่อยู่อาศยั และอาหารแก่โพรโทซวั
17หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสิ่งมชี ีวติ กบั ส่ิงไม่มีชีวติ
แบคทีเรยี ในลาไส้ใหญข่ องมนษุ ย์ : ช่วยยอ่ ยสลายอาหารท่ีเรารบั ประทาน เพ่ือรา่ งการจะได้ดูดซบั อาหาร
แบคทเี รียในปมรากพืชตระกลู ถว่ั : แบคทเี รยี ท่ปี มรากถั่วคอื ไรโซเบียมจะทาหนา้ ทตี่ รงึ ไนโตรเจนในดนิ
ราในรากพืชตระกลู สน : ชว่ ยทาให้ฟอสฟอรสั ในดินอยู่ในรูปทส่ี นนาไปใช้ประโยชน์ได้
18หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 2 ความสัมพันธ์ระหวา่ งสง่ิ มชี วี ติ กบั ส่ิงไมม่ ชี วี ิต
2. ความสัมพนั ธ์แบบไดป้ ระโยชน์ร่วมกนั (Protocooperation : + ,+ ) หมายถึง การอย่รู ว่ มกนั ของ
ส่งิ มีชวี ติ 2 ชนดิ โดยก็ไดร้ ับประโยชนซ์ ึง่ กนั และกนั แม้แยกกนั อยูก่ ็สามารถดารงชวี ติ ได้ตามปกติ เช่น
แมลงกบั ดอกไม้
ปูเสฉวนกับดอกไม้ทะเล
มดดากบั เพลย้ี
19หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 2 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี วี ิตกบั สงิ่ ไมม่ ีชีวิต
นกเอี้ยงกับควาย
3. ความสัมพนั ธแ์ บบองิ อาศัยหรือความสัมพนั ธแ์ บบเก้อื กูล (Commensalism : + , 0) หมายถึง
การอยู่รว่ มกนั ของส่งิ มชี วี ิต 2 ชนิด โดยฝา่ ยหนง่ึ ได้ประโยชน์ อีกฝา่ ยหน่ึงไมไ่ ดแ้ ละไม่เสียประโยชน์ เช่น
ปลาฉลามกับเหาฉลาม
พืชอิงอาศัย (epiphyte) บนตน้ ไม้ใหญ่ เชน่ กลว้ ยไมท้ ่ีอยู่บนต้นมะม่วง
20หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 2 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งส่งิ มชี วี ติ กับสิง่ ไมม่ ีชีวติ
นก ตอ่ แตน ผง้ึ ทารงั บนต้นไม้
4. ความสมั พนั ธ์แบบปรสติ (Parasitism : + , -) หมายถงึ การอยู่รว่ มกนั ของส่ิงมีชวี ิต 2 ชนดิ โดยฝา่ ย
หน่งึ ไดป้ ระโยชน์ เรยี กว่า ปรสติ (parasite) อกี ฝ่ายหนง่ึ เสยี ประโยชนเ์ รยี กวา่ ผถู้ กู อาศยั (host) เช่น
เหบ็ เหา ไร หมดั บนร่างกายสตั ว์
พยาธิ ในรา่ งกายสตั ว์
21หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 ความสัมพันธ์ระหวา่ งสงิ่ มชี วี ิตกับสง่ิ ไมม่ ีชีวิต
5. ความสัมพนั ธ์แบบล่าเหยื่อ (Predation : + , -) หมายถึง การอยู่รว่ มกันของส่งิ มีชวี ิตโดยฝ่ายหน่ึง
จบั อีกฝ่ายหนึ่งเป็นอาหาร เรียกว่า ผู้ลา่ (predator) ส่วนฝ่ายท่ถี ูกจับเปน็ อาหารหรือถกู ล่าเรยี กว่าเหยอื่ (prey)
6. ความสัมพนั ธ์แบบแขง่ ขนั (Competition : - ,-) หมายถึง การอยู่ร่วมกนั ของส่ิงมีชวี ิตที่มีการแยง่
ปจั จยั ในการดารงชีพเหมอื นกันจงึ ทาให้เสยี ประโยชนท์ ัง้ สองฝา่ ย เชน่ เสือ , สงิ โต , สนุ ัขป่าแยง่ ชิงกนั ครอบครองที่
อยู่อาศยั หรืออาหารพืชหลายชนิดท่เี จริญอยใู่ นบรเิ วณเดียวกัน เปน็ ตน้
22หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 ความสมั พันธ์ระหวา่ งส่งิ มชี ีวิตกับสงิ่ ไม่มชี ีวิต
7. ความสัมพนั ธ์แบบเป็นกลางต่อกนั (Neutralism : 0 , 0) เปน็ การอยู่ร่วมกันของสง่ิ มีชวี ติ ทเ่ี ปน็
อสิ ระตอ่ กนั จงึ ไม่มีฝ่ายหนง่ึ ฝา่ ยใดได้หรือเสยี ประโยชน์ เชน่ นกกบั กระต่ายในทงุ่ หญ้า
23หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสงิ่ มชี ีวิตกับสิง่ ไมม่ ีชีวติ
เรอ่ื งท่ี 3 ความสมั พันธ์ระหว่างส่งิ มีชวี ิตกับสงิ่ ไมม่ ชี วี ติ
สิ่งแวดล้อมท่ไี ม่มีชวี ิตมอี ทิ ธิพลตอ่ การดารงชวี ิตของสิ่งมชี วี ิต ได้แก่
1. แสง ปรมิ าณแสงในธรรมชาติแตล่ ะแหง่ แตกต่างกันทาให้แตล่ ะบรเิ วณ มีส่ิงมชี ีวิตอาศยั อยูต่ า่ งกนั มอี ิทธิพลต่อ
สง่ิ มชี ีวิต เชน่
- เป็นปจั จยั สาคญั ในกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงของพืช
- มีอทิ ธิพลตอ่ การหบุ หรือบานของใบและดอกของพืชหลายชนดิ เช่น ใบกระถิน ใบไมยราบเปน็ ต้น
แสงจากดวงอาทติ ย์ นอกจากช่วยให้ความอบอุ่นแลว้ ยงั เป็นแสงสว่างทชี่ ่วยในการดารงชวี ิตของสิง่ มชี วี ติ ตา่ งๆอีก
ด้วย
2. น้า มีความสาคญั ต่อสงิ่ มชี ีวิต ดังน้ี
- เป็นสิง่ จาเปน็ ตอ่ การสร้างอาหารของพชื และการดารงชวี ิตของสง่ิ มีชีวิตทกุ ชนิด
- เป็นตัวทาละลายทสี่ าคญั ที่ทาใหแ้ ร่ธาตุตา่ งๆท่มี ีอย่ใู นดินละลายและซึมสพู่ ืน้ ดนิ ใหพ้ ืชสามารถนาไปใช้ได้
- เป็นปจั จยั สาคัญที่มีผลตอ่ การงอกของเมลด็
- เปน็ แหลง่ ทอ่ี ยู่อาศยั ของสิ่งมีชีวติ
24หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสิง่ มชี ีวติ กับสิ่งไม่มชี วี ติ
3. ดนิ พืชใช้ดินเป็นแหล่งทอ่ี ยใู่ นการเจรญิ เตบิ โตเพราะในดินมธี าตุอาหารที่สาคัญของพชื สตั ว์ใช้ดนิ เป็นแหล่ง
ทีอ่ ยอู่ าศยั และแหล่งอาหาร ดังนน้ั ดินจึงมอี ิทธพิ ลตอ่ สงิ่ มีชวี ิต ดังนี้
- เปน็ แหล่งทอ่ี ยู่อาศยั หลบภยั แหล่งอาหาร ผสมพนั ธุ์ และเล้ียงตัวออ่ น
- เป็นตวั การสาคัญในการจากัดชนิดและความอุดมสมบรู ณ์ของพืชในสภาพแวดล้อมนน้ั ๆ
- ช่วยในการผสมพนั ธ์ุของพืชดอก
- ชว่ ยในการกระจายของเมลด็ พันธุ์พืชไปในบรเิ วณกวา้ ง
- มผี ลตอ่ พืชในการนาธาตุอาหารจากดนิ ไปใช้ได้มากหรือน้อยได้
- มีผลต่อการทางานของจลุ นิ ทรียใ์ นดิน
- มผี ลตอ่ การปลดปลอ่ ยธาตุ N, P, S จากอินทรียวัตถุเพือ่ เปน็ ประโยชน์ตอ่ พืช
25หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งส่งิ มชี วี ิตกับสง่ิ ไมม่ ชี ีวิต
4. กระแสลม มีอทิ ธพิ ลตอ่ สิง่ มชี ีวิต ดงั น้ี
- ช่วยในการผสมพันธ์ุของพืชดอก
- ช่วยในการกระจายของเมล็ดพนั ธพุ์ ืชไปในบริเวณกว้าง
- ช่วยในการดารงชีวติ ของสง่ิ มีชวี ติ เชน่ นกใช้ลมในการชว่ ยบิน
5. อณุ หภมู ิ มีอทิ ธิพลตอ่ การดารงชวี ิตของสิ่งมีชีวิต ดงั น้ี
- มีผลตอ่ การหุบหรอื บานของดอกไม้บางชนดิ เช่น ดอกบวั จะบาน ในตอนกลางวันแต่จะหบุ ในตอนกลางคืน
- มผี ลต่อการคายนา้ ของพชื
- มีผลต่อการกระจายพันธข์ุ องส่งิ มีชวี ิตเนอื่ งจากพชื บางชนิดสามารถเจริญเตบิ โตได้ดใี นเมืองหนาว เชน่
สตรอเบอรร์ ่ี สาลี่ แอปเปลิ เป็นตน้ แตพ่ ชื บางชนิด จะเจรญิ เตบิ โตไดด้ ีในเมืองร้อน เช่น ทุเรยี น มะละกอ เปน็ ต้น
- มีผลตอ่ ลักษณะและรูปร่างของสง่ิ มชี วี ติ เช่น สตั วใ์ นเขตหนาวจะมีขนาดตวั ท่ใี หญ่กวา่ สตั ว์ท่อี ยู่ในเขตรอ้ นหรอื
สัตวบ์ างชนิดทอ่ี ยูใ่ นเขตหนาวจะมีขนหนามากกวา่ สัตวใ์ นเขตรอ้ น
- มีผลตอ่ พฤตกิ รรมบางประการของสัตว์ เชน่ การจาศีลในฤดหู นาว ของหมีข้ัวโลก เป็นตน้
- มอี ทิ ธิพลต่อการอพยพย้ายถิน่ ชวั่ คราวของสตั ว์หลายชนดิ เชน่ การอพยพของของนกนางแอ่นจากประเทศจนี
มายงั ประเทศไทย การอพยพของนกนางนวล
26หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสิง่ มชี วี ติ กับส่ิงไม่มีชีวติ
6. สภาพความเปน็ กรด-ด่าง มอี ิทธพิ ลต่อสง่ิ มชี ีวติ ดงั น้ี
- มผี ลตอ่ การทางานของเอนไซม์
- มีผลตอ่ พชื ในการนาธาตุอาหารจากดนิ ไปใช้ไดม้ ากหรือน้อยได้
- มผี ลต่อการทางานของจลุ ินทรยี ใ์ นดิน
- มีผลต่อการปลดปลอ่ ยธาตุ N, P, S จากอนิ ทรยี วตั ถุเพ่อื เป็นประโยชนต์ ่อพืช
7. แก๊ส ได้แก่ แก๊สออกซเิ จนเป็นแก๊สทคี่ น สัตว์ พชื ใชใ้ นการหายใจ และคายแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ออกมา
สิ่งแวดลอ้ มเหลา่ นถี้ า้ อยู่ในสภาวะทเ่ี หมาะสม กจ็ ะชว่ ยใหส้ งิ่ มีชวี ิตดารงชวี ิตไดอ้ ยา่ งปกติ แตถ่ า้ ไมอ่ ยู่ในสภาวะท่ี
เหมาะสมก็จะทาใหเ้ กดิ อันตรายจนไมส่ ามารถดารงชีวิตอยไู่ ด้
27หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่ิงมชี วี ิตกับสิง่ ไมม่ ีชวี ิต
กจิ กรรมที่ 2 สา้ รวจความสัมพันธใ์ นสงิ่ แวดล้อม
จดุ ประสงค์
อธิบายความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสิง่ มชี วี ติ กับสิง่ มีชวี ิต และความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี ีวิตกับสง่ิ ไม่มชี วี ติ เพื่อประโยชน์
ตอ่ การดารงชวี ิต
วสั ดุอุปกรณ์
1. กระดาษ
2. อปุ กรณ์การเรียน
ข้ันตอนการทา้ กจิ กรรม
1. เลอื กสถานทบ่ี ริเวณเพ่อื ใชส้ ารวจ
2. ทาการสารวจ และบนั ทึกผลการสารวจลงในตารางบันทกึ ผล
ตารางบนั ทกึ ผล
บริเวณท่ี ส่งิ มีชีวิตทพ่ี บ สิง่ ไม่มีชวี ติ ทพ่ี บ
สารวจ
ชนดิ ตาแหน่งท่ีพบ ลกั ษณะ ชนิด ตาแหนง่ ที่พบ ลกั ษณะ
ความสัมพนั ธ์ ความสมั พันธ์
สรุปผลการสารวจ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
28หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่ิงมชี ีวติ กบั สง่ิ ไม่มชี วี ติ
แบบฝึกหดั เรอื่ ง ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสง่ิ มีชวี ติ ในระบบนิเวศ
ค้าช้แี จง : ใหส้ งั เกตภาพ แล้วระบคุ วามสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง ส่ิงมชี วี ิตในระบบนเิ วศให้ถกู ตอ้ ง
ตวั อยา่ ง เคร่ืองหมาย รูปแบบความสมั พนั ธ์
ความสัมพันธ์ (+,-,0)
ภาพ ภาวะอิงอาศยั
+,0
ปลาฉลามกับเหาฉลาม + คือ เหาฉลาม
0 คือ ปลาฉลาม
ภาพ เครอ่ื งหมาย รูปแบบความสัมพันธ์
ความสัมพันธ์ (+,-,0)
เหยี่ยวกบั กระต่าย ...................................
มดกบั เพล้ยี ..........................
..............คือ.......................
...............คือ.......................
.......................... ...................................
..............คือ.......................
...............คือ.......................
29หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่ิงมชี วี ิตกบั สงิ่ ไม่มีชีวติ
ภาพ เครื่องหมาย รปู แบบความสมั พันธ์
ความสมั พันธ์ (+,-,0)
แบคทเี รยี E.coli ในลาไส้ ...................................
นกทารังบนไม้ ..........................
คนกบั ยงุ ..............คือ.......................
...............คือ.......................
ปลวกกบั แมลงปีกแขง็
.......................... ...................................
..............คือ.......................
...............คือ.......................
.......................... ...................................
..............คือ.......................
...............คือ.......................
.......................... ...................................
..............คือ.......................
...............คือ......................
30หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 2 ความสัมพันธ์ระหวา่ งส่งิ มชี ีวิตกบั ส่ิงไมม่ ีชีวิต
ปลาการ์ตนู กบั ดอกไมท้ ะเล .......................... ...................................
นกเอี้ยงกับควาย ..............คือ....................... ...................................
กาฝากบนตน้ ไม้ใหญ่ ...............คือ....................... ...................................
..................................
กลว้ ยไมบ้ นต้นไม้ใหญ่ ..........................
..............คือ.......................
...............คือ.......................
..........................
..............คือ.......................
...............คือ.......................
..........................
..............คือ.......................
...............คือ.......................
31หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี วี ิตกบั สง่ิ ไมม่ ชี วี ติ
แบบทดสอบความสัมพนั ธ์ระหว่างสิง่ มชี ีวติ กบั ส่ิงไมม่ ชี วี ิต
ค้าชแ้ี จง : ให้นักเรยี น X ลงหน้าคาตอบ
ทีถ่ ูกตอ้ ง
1. สิง่ มีชวี ิตสองชนดิ อยรู่ ่วมกนั ส่งิ มชี วี ิตหนึง่ ไดป้ ระโยชนแ์ ตฝ่ ่ายเดียวแต่ไม่ทาลายสิง่ มีชวี ติ อีกชนดิ หนึง่
การอยูร่ ว่ มกนั แบบนี้เปน็ ความสัมพันธร์ ูปแบบใด
ก. ภาวะปรสติ
ข. ภาวะองิ อาศัย
ค. ภาวะพ่งึ พากนั
ง. ภาวะไดป้ ระโยชนร์ ว่ มกัน
2. ข้อใดเป็นความสมั พันธ์ระหวา่ งสิง่ มชี วี ิตในรปู แบบภาวะพง่ึ พากัน
ก. ไลเคน
ข. นกกับแมลง
ค. นกเอย้ี งบนหลังควาย
ง. พลดู า่ งกับต้นไมใ้ หญ่
3. ต้นทานตะวนั กับผ้งึ มคี วามสมั พนั ธ์กนั อย่างไร
ก. ทั้งสองชนิดไดป้ ระโยชน์รว่ มกัน
ข. ทง้ั สองชนิดต้องพง่ึ พากนั และกนั
ค. ชนิดหน่ึงได้ประโยชน์อีกชนิดหนึ่งเสยี ประโยชน์
ง. ชนดิ หน่ึงได้ประโยชน์อีกชนิดหนงึ่ ไม่ได้และไมเ่ สยี ประโยชน์
32หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 2 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสิ่งมชี วี ิตกบั สิง่ ไม่มชี ีวิต
4. ขอ้ ใดเป็นความสัมพนั ธ์ทีแ่ ตกตา่ งจากขอ้ อ่ืน
ก. พลดู ่างทีเ่ ลอ้ื ยเกาะไปตามต้นปบี
ข. กงุ้ ซ่อนตวั อยใู่ กล้ ๆ กับดอกไม้ทะเล
ค. พยาธิตวั ตืดท่ีผนังลาไส้สนุ ัขคอยดดู สารอาหาร
ง. ตน้ ตาลงึ ใชม้ อื เกาะยึดไปตามลาตน้ ไมเ้ พื่อใหไ้ ด้รบั แสงมากขึน้
5. ความสมั พันธ์ระหว่างผเี สอ้ื กบั ดอกไม้เป็นแบบเดียวกับความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งส่งิ มชี ีวติ ชนิดใด
ก. หมัดกับหนู
ข. เฟนิ กบั ตน้ จามจุรี
ค. กาฝากกบั ตน้ มะม่วง
ง. ปเู สฉวนกบั ดอกไมท้ ะเล
6. ตน้ ไม้แตล่ ะต้นในป่าทบึ จะมีลาตน้ สงู ชะลดู เพื่อใหไ้ ดร้ ับแสงสวา่ ง โดยไม่ถกู บดบงั จากตน้ ไมอ้ ่นื ๆ ท่อี ยู่
ใกล้เคียง จดั เป็นความสมั พนั ธแ์ บบใด
ก. ภาวะปรสิต
ข. ภาวะแข่งขัน
ค. ภาวะอิงอาศัย
ง. ภาวการณ์ได้ประโยชนร์ ่วมกนั
33หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสิง่ มชี วี ิตกบั ส่งิ ไม่มีชีวิต
7. ขอ้ ใดเปน็ ความสมั พันธท์ ่ฝี า่ ยหน่งึ ได้รบั ประโยชน์ ส่วนอกี ฝ่ายไมไ่ ดแ้ ละไมเ่ สียประโยชน์
ก. เฟนิ กับตน้ ไม้ใหญ่
ข. ตน้ หูกวางกบั กาฝาก
ค. โพรโทซัวในลาไสป้ ลวก
ง. ลูกนกกระจอกในรังเดยี วกัน
8. ความสมั พันธร์ ะหว่างส่งิ มชี ีวิตในระบบนิเวศ ภาวะใดมบี ทบาทในการควบคุมสมดุลของจานวนประชากร
ส่ิงมชี วี ิตตามธรรมชาติมากท่ีสุด
ก. ภาวะแขง่ ขนั
ข. ภาวะลา่ เหย่อื
ค. ภาวะอิงอาศยั
ง. ภาวะพ่ึงพากนั
9. ข้อใดจับคคู่ วามสมั พนั ธ์กันไดถ้ ูกตอ้ ง
ก. มดดากับเพล้ยี - ภาวะปรสติ
ข. ผีเส้อื กบั ดอกไม้ - ภาวะองิ อาศยั
ค. เหาฉลามกบั ปลาฉลาม - ภาวะล่าเหย่อื
ง. แบคทีเรยี ในปมรากพืชตระกลู ถว่ั – ภาวะพงึ่ พากนั
34หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 ความสัมพันธ์ระหวา่ งสง่ิ มชี ีวติ กบั สง่ิ ไม่มีชีวิต
10. ความสมั พันธข์ องสง่ิ มีชวี ิตในข้อใด ทม่ี คี วามสมั พันธใ์ นลักษณะเดียวกัน
ก. เหบ็ บนตวั สุนขั เหาฉลามกบั ปลาฉลาม
ข. นกเอยี้ งกับควาย โพรโทซวั ในลาไสป้ ลวก
ค. ปเู สฉวนกบั ดอกไมท้ ะเล ดอกไมก้ ับแมลงภู่
ง. กล้วยไมก้ ับต้นไมใ้ หญ่ พยาธใิ นรา่ งกายมนษุ ย์
35หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 โซอ่ าหาร
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 โซ่อาหาร
แผนผังหัวขอ้ หน่วยการเรยี นรู้
โซอ่ าหาร
เร่อื งท่ี 1 โซอ่ าหาร ประกอบด้วย ผ้ผู ลติ และผู้บริโภค เร่อื งท่ี 2 สายใยอาหาร
ตวั ช้วี ดั
เขียนโซ่อาหารและระบบุ ทบาทหน้าท่ีของสิง่ มีชีวติ ท่เี ปน็ ผผู้ ลติ และผบู้ ริโภคในโซอ่ าหาร (ว 1.1 ป.5/3)
36หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 โซอ่ าหาร
เร่ืองท่ี 1 โซอ่ าหาร ประกอบด้วย ผูผ้ ลติ และผบู้ ริโภค
โซ่อาหาร หมายถึง ความสัมพันธข์ องสิ่งมีชวี ิตในเรอ่ื งของการกินต่อกนั เป็นทอด ๆ จากผผู้ ลิตสผู่ บู้ รโิ ภค
ทาใหม้ ีการถ่ายทอดพลงั งานในอาหารตอ่ เน่ืองเปน็ ลาดบั จากการกนิ ต่อกันในแต่ละระบบนิเวศมีหลายโซ่อาหารอยู่
รวมกนั โดยส่งิ มชี วี ติ ชนดิ หนง่ึ อาจเปน็ ส่วนประกอบของโซอ่ าหารได้หลายโซอ่ าหารความสมั พันธ์ของโซ่อาหาร
หลายๆ โซ่ รวมเรียกวา่ สายใยอาหาร
บทบาทและความสาคญั ของส่ิงมชี วี ิตในระบบนเิ วศ
กลมุ่ ของสิ่งมีชวี ติ ภายในระบบนเิ วศจะมคี วามสัมพนั ธ์ซึ่งกนั และกัน อกี ทงั้ สิ่งมีชวี ิตในแต่ละชนิดยงั แสดง
บทบาทและความสาคญั ภายในระบบนเิ วศแตกตา่ งกัน ซ่งึ สามารถแบง่ ได้ดงั นี้
1. ผผู้ ลิต (producer) เปน็ ส่งิ มชี วี ติ ที่สามารถสร้างอาหารได้เอง ซึ่งส่วนใหญ่เกดิ โดยวิธีสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
เนอ่ื งจากมคี ลอโรฟลี ลเ์ ปน็ องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ พชื สีเขยี ว สาหร่าย โพรทสิ ต์ รวมท้ังแบคทเี รียบางชนิด
สง่ิ มีชวี ิตเหลา่ น้เี ปล่ียนพลังงานแสงให้เปน็ พลังงานเคมี และเก็บไว้ในโมเลกุลของสารอาหารพวกแปง้ และ
นา้ ตาล จากนัน้ จะถ่ายทอดพลังงานน้ีใหก้ บั กลมุ่ ของผูบ้ รโิ ภคต่อไป
2. ผูบ้ ริโภค (consumer) เป็นส่ิงมชี ีวติ ทไ่ี มส่ ามารถสรา้ งอาหารได้เอง ต้องอาศัยการบริโภคผ้ผู ลิตหรอื
ผ้บู รโิ ภคด้วยกนั เปน็ อาหารเพ่อื การดารงชีพ ผู้บรโิ ภคยังสามารถแบง่ ออกตามลกั ษณะและการกินได้ ดังน้ี
- ผ้บู ริโภคพชื (herbivore) ถอื เปน็ ผบู้ รโิ ภคลาดับที่หนงึ่ เช่น กระต่าย ววั ควาย ม้า กวาง ช้าง เปน็ ต้น
- ผบู้ รโิ ภคสตั ว์ (carnivore) ถือเปน็ ผบู้ รโิ ภคลาดับท่ีสอง เชน่ เหยยี่ ว นกฮกู เสือ งู เปน็ ตน้
- ผู้บรโิ ภคทงั้ พชื และสตั ว์ (omnivore) ถอื เปน็ ผูบ้ รโิ ภคลาดับท่สี าม เช่น ไก่ นก แมว สุนขั คน เปน็ ตน้
- ผู้บริโภคซากพืชซากสตั ว์ (scavenger) ถือวา่ เป็นผบู้ รโิ ภคลาดบั สดุ ทา้ ย เช่น แรง้ ไส้เดอื นดนิ กิง้ กอื
ปลวก เปน็ ต้น
3. ผ้ยู ่อยสลาย (decomposer) เป็นสง่ิ มีชวี ิตทส่ี ร้างอาหารเองไม่ได้ ดารงชพี อยู่ได้โดยการย่อยสลาย
ซากพืชซากสัตว์ใชเ้ ปน็ พลงั งาน ดงั น้นั ผู้ย่อยสลายจึงเป็นผู้ทยี่ ่อยสลายสารอนิ ทรียเ์ ปน็ สารอนนิ ทรยี ์หรอื
แรธ่ าตตุ ่าง ๆ หมนุ เวียนกลับคนื สรู่ ะบบนิเวศและผูผ้ ลิตสามารถนาไปใชใ้ นการเจริญเติบโตอกี ด้วย
37หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 โซ่อาหาร
ตัวอยา่ ง โซอ่ าหาร เช่น
จากแผนภาพ จะสังเกตเห็นว่า การกนิ ตอ่ กนั เป็นทอด ๆ ในห่วงโซอ่ าหารน้ี เรม่ิ ตน้ ท่ี ตน้ ขา้ ว ตามด้วยตก๊ั แตนมา
กนิ ใบของตน้ ข้าว กบมากินตัก๊ แตน และ เหย่ยี วมากนิ กบ ซ่ึงจากลาดบั ขั้นในการกินต่อกันน้ี สามารถอธบิ ายได้วา่
ต้นขา้ ว นบั เป็นผูผ้ ลติ ในห่วงโซอ่ าหารนี้ เนอื่ งจากต้นข้าวเป็นพชื ซงึ่ สามารถสรา้ งอาหารได้เองโดยใชก้ ระบวนการ
สังเคราะห์ดว้ ยแสง
ต๊ักแตน นบั เปน็ ผ้บู รโิ ภคลาดบั ที่ 1 เนือ่ งจากต๊ักแตนเป็นสตั วล์ าดบั แรกทีบ่ ริโภคข้าวซึ่งเปน็ ผู้ผลติ
กบ นบั เป็นผู้บรโิ ภคลาดบั ท่ี 2 เน่ืองจากกบจับตก๊ั แตนกินเป็นอาหาร หลังจากท่ตี ก๊ั แตนกินตน้ ขา้ วไปแลว้
38หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 โซอ่ าหาร
เหยย่ี ว เป็นผูบ้ รโิ ภคลาดบั สุดทา้ ย เนือ่ งจากเหยย่ี วจบั กบกินเปน็ อาหาร และในโซ่อาหารน้ีไมม่ สี ตั ว์อน่ื มาจบั
เหย่ยี วกนิ อกี ทอดหน่ึง
ในการเขียนโซ่อาหาร ให้เขยี นโดยเร่ิมจากผผู้ ลิต อยูท่ างด้านซา้ ย และตามด้วยผบู้ รโิ ภคลาดบั ที่ 1,
ผบู้ ริโภคลาดบั ท่ี 2, ผ้บู รโิ ภคลาดบั ท่ี 3 ตอ่ ไปเรอ่ื ย ๆ จนถึงผู้บริโภคลาดบั สุดทา้ ยและเขียนลูกศรแทนการ
ถา่ ยทอดพลังงานจากสง่ิ มชี วี ิตหนึง่ ไปยังอีก สง่ิ มชี ีวติ หน่ึง หรอื เขียนใหห้ วั ลูกศรช้ไี ปทางผ้ลู ่าและปลายลกู ศรหัน
ไปทางเหย่อื นั่นเอง
39หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 โซ่อาหาร
เรอื่ งที่ 2 สายใยอาหาร
สายใยอาหาร (Food Web)
หมายถงึ หว่ งโซ่อาหารหลาย ๆ ห่วงโซ่ท่ีมคี วามคาบเก่ียวหรอื สัมพนั ธก์ ัน นน่ั คอื ในธรรมชาติการกนิ ตอ่ กนั เปน็ ทอด
ๆ ในโซ่อาหารจะมคี วามซบั ซอ้ นกนั มากขึน้ คอื มีการกินกนั อย่างไม่เป็นระเบียบ
ตวั อย่าง สายใยอาหาร เช่น
จากแผนภาพสายใยอาหารดา้ นบนจะสงั เกตเห็นไดว้ า่ ต้นขา้ วที่เปน็ ผูผ้ ลติ ในระบบนิเวศนน์ น้ั สามารถถกู สัตว์หลาย
ประเภทบริโภคได้ คือ มีท้ัง ววั ตัก๊ แตน ไก่ ผึง้ และ สัตวท์ ่เี ป็นผบู้ รโิ ภคลาดบั ที่ 1 เหลา่ น้ันกส็ ามารถจะเป็นเหย่อื
ของสัตวอ์ ื่นและยังเป็นผูบ้ ริโภคสัตว์อื่นได้ เช่น ไก่ สามารถจะบริโภคตกั๊ แตนได้และในขณะเดียวกนั ไกก่ ็มีโอกาสที่
จะถกู งบู รโิ ภคได้เช่นกัน
40หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 โซอ่ าหาร
กจิ กรรมที่ 3
หว่ งโซอ่ าหาร
จุดประสงค์
เขยี นโซอ่ าหารและระบบุ ทบาทหน้าทีข่ องสิ่งมชี ีวิตทเี่ ปน็ ผู้ผลติ และผ้บู รโิ ภคในโซ่อาหาร
วัสดุอปุ กรณ์
1. อุปกรณ์การเรยี น กรรไกร กาว
2. รูปภาพสงิ่ มชี วี ติ (ภาคผนวก)
3. สัญลกั ษณล์ กู ศร (ภาคผนวก)
ขน้ั ตอนการทากจิ กรรม
1. ตดั รปู ภาพสงิ่ มชี วี ิตและสัญลักษณล์ กู ศร (ภาคผนวก)
2. นารปู ภาพสิ่งมชี วี ติ และสัญลักษณล์ ูกศร มาจดั เรยี งเป็นหว่ งโซ่อาหาร
41หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 โซอ่ าหาร
แบบฝกึ หดั หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 โซ่อาหาร
คาชี้แจง : เติมชื่อสิ่งมีชวี ิตลงในสายใยอาหารให้ถูกตอ้ ง
ตน้ ขา้ วโพด ตัก๊ แตน นก กบ งู หนู นกเค้าแมว เหยี่ยว หนอน
42หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 3 โซอ่ าหาร
แบบทดสอบ หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 โซอ่ าหาร
คาช้ีแจง : ใหน้ กั เรยี น X ลงหน้าคาตอบทีถ่ กู ตอ้ ง
1. ในระบบหว่ งโซอ่ าหารนน้ั เหด็ รามหี น้าท่ีอะไร
ก. ผลู้ า่ ข. ผู้ยอ่ ยสลาย
ค. ผ้ผู ลิต ง. ผบู้ รโิ ภค
2. เพราะเหตใุ ดจงึ กลา่ ววา่ “พชื เป็นผลู้ ิตในระบบนเิ วศ”
ก. พืชสามารถดดู น้าและแรธ่ าตจุ ากดินไดโ้ ดยตรง
ข. พชื เป็นอาหารของทั้งคนและสัตว์
ค. พชื สามารถสังเคราะหแ์ สงหรือสร้างอาหารเองได้
ง. พืชสามารถใหป้ จั จัยสแ่ี กม่ นษุ ยไ์ ด้
3. สิ่งมีชวี ิตชนิดใดเป็นผู้ผลติ ในระบบนเิ วศ
ก. หนอนกนิ ขา้ วโพด
ข. ปลาที่กนิ พชื เลก็ ๆ
ค. แพลงตอน แบคทเี รยี บางชนิด
ง. หอยขม
4. ส่งิ มีชวี ิตท่เี ป็นฐานของ พีระมดิ ส่งิ มชี วี ติ คือขอ้ ใด
ก. ผผู้ ลติ ข. ผู้ล่า
ค. ผบู้ รโิ ภค ง. ผยู้ อ่ ยสลาย
43หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 3 โซอ่ าหาร
5. ขอ้ ใดแสดง “วฏั จกั รห่วงโซอ่ าหาร” ได้ถูกต้อง
ก. หญา้ ---> ววั ---> คน
ข. คน ---> หญา้ ---> ววั
ค. คน ---> วัว ---> หญา้
ง. หญ้า ---> คน ---> ววั
6. สุนัขจัดเปน็ ผบู้ ริโภคแบบใด
ก. ผบู้ รโิ ภคพืช
ข. ผบู้ รโิ ภคสัตว์
ค. ผบู้ ริโภคท้งั พชื และสตั ว์
ง. ผู้บริโภคซากพชื ซากสตั ว์
7. ข้อใดเป็นผู้ผลิตทพ่ี บได้ในสระน้า
ก. กงุ้ ข. หอย
ค. สาหร่าย ง. ถูกทุกข้อ
8. ต้นหญา้ ต๊ักแตน กบ งู ส่ิงมชี ีวติ ท่เี ป็นผู้ล่าและเหยอ่ื
ก. งู ข. ต๊ักแตน
ค. กบ ง. กบและต๊ักแตน
44หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 โซอ่ าหาร
9. กล่มุ สิง่ มีชีวติ ในข้อใดที่มีทั้งผูผ้ ลิต ผบู้ รโิ ภค และผยู้ อ่ ยสลายอนิ ทรียสาร
ก. ต้นขา้ ว คน เสือ หนอน
ข. สาหรา่ ย ขา้ ว หนู ไส้เดอื นดิน
ค. กล้วย ต๊ักแตน นก กบ
ง. ตน้ หมอ้ ข้าวหมอ้ แกงลงิ ตน้ กาบหอยแครง ตน้ หยาดน้าคา้ ง แบคทีเรยี
10. สงิ่ มชี ีวิต A -> B -> C -> D จากผงั หว่ งโซอ่ าหารนี้ ถ้าสง่ิ มชี ีวิต C ตายหมด จะมเี หตุการณ์ใดต่อไปนี้เกิดขึ้น
ก. สิง่ มีชีวิต A มจี านวนเพม่ิ ข้นึ B เทา่ เดมิ
ข. สงิ่ มีชวี ติ B มีจานวนลดลง A เพิม่ ขึ้น
ค. ส่ิงมีชีวิต D มจี านวนลดลง Bเพิ่มขึน้
ง. สงิ่ มชี ีวติ B มจี านวนเทา่ เดิม D ลดลง
45หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 4 คณุ คา่ ของสิ่งแวดล้อมท่ีมีต่อการดารงชีวติ ของสิ่งมีชีวิต
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 4 คณุ ค่าของสง่ิ แวดล้อมท่มี ตี อ่ การดารงชวี ิตของส่งิ มีชวี ติ
แผนผังหวั ขอ้ หน่วยการเรยี นรู้
คณุ ค่าของสง่ิ แวดลอ้ มทม่ี ตี อ่ การดารงชีวิตของสงิ่ มชี ีวิต
ตวั ชี้วดั
ตระหนักในคณุ ค่าของสง่ิ แวดลอ้ มที่มตี ่อการดารงชีวิตของสิ่งมชี ีวติ โดยมีส่วนร่วมในการดแู ลรกั ษา
สงิ่ แวดล้อม (ว 1.1 ป.5/4)
46หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 คุณคา่ ของส่ิงแวดลอ้ มทมี่ ีต่อการดารงชีวิตของส่ิงมชี วี ิต
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 4 คุณคา่ ของสิ่งแวดลอ้ มทมี่ ีตอ่ การดารงชีวติ ของสง่ิ มีชีวิต
1) การใช้อยา่ งประหยดั คือ การใช้เทา่ ท่ีมคี วามจาเป็นเพอ่ื ใหม้ ีทรัพยากรไว้ใชไ้ ดน้ านและเกดิ ประโยชนอ์ ยา่ ง
คุม้ คา่ มากทสี่ ุด
2) การนากลบั มาใชซ้ า้ อกี ส่ิงของบางอยา่ งเมอื่ มีการใชแ้ ลว้ ครงั้ หน่งึ สามารถท่ีจะนามาใช้ซา้ ไดอ้ ีก
เช่น พลาสตกิ กระดาษ เปน็ ต้นหรอื สามารถทจี่ ะนามาใชไ้ ดห้ มดโดยผา่ นกระบวนการตา่ งๆ เช่น การนา
กระดาษท่ใี ช้แลว้ ไปผ่านกระบวนการต่างๆ เพ่ือทาเป็นกระดาษแข็ง เปน็ ต้น ซ่ึงเปน็ การลดปริมาณการใช้
ทรัพยากรและการทาลายสงิ่ แวดลอ้ มได้
3) การบรู ณะซอ่ มแชม่ สิ่งของบางอย่างเม่อื ใช้เปน็ เวลานานอาจเกิดการชารุดไดเ้ พราะฉะนัน้ ถ้ามีการบรู ณะ
ซอ่ มแซมทาใหส้ ามารถยดึ อายกุ ารใชง้ านต่อไปได้อกี
4) การบาบดั และการฟ้ืนฟู เป็นวิธกี ารท่จี ะช่วยลดความเสอ่ื มโทรมของทรพั ยากรด้วยการบาบัดกอ่ น
เช่น การบาบัดน้าเสียจากบา้ นเรือนหรอื โรงงานอตุ สาหกรรม เป็นต้น ก่อนท่ีจะปลอ่ ยลงสู่แหลง่ นา้ สาธารณะ
ส่วนการฟื้นฟเู ปน็ การรอ้ื ฟืน้ ธรรมชาตใิ หก้ ลับสสู่ ภาพเดมิ เชน่ การปลูกปา่ ชายเลนเพอื่ ฟน้ื ฟธู รรมชาติของ
ปา่ ชายเลนใหก้ ลับมาอดุ มสมบูรณ์ เป็นตน้
5) การใชส้ ิ่งอน่ื ทดแทน เปน็ วิธกี ารทจี่ ะชว่ ยให้มกี ารใช้ทรพั ยากรธรรมชาติน้อยลงและไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม
เชน่ การใช้ถุงผา้ แทนถงุ พลาสตกิ การใชใ้ บตองแทนโฟม การใชพ้ ลงั งานแสงแดดแทนแรเ่ ชอื้ เพลิง การใชป้ ยุ๋
ชวี ภาพแทนปุ๋ยเคมี เป็นตน้
6) การเฝ้าระวงั ดแู ลและป้องกนั เปน็ วิธกี ารท่จี ะไมใ่ ห้ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มถกู ทาลาย
เช่น การเฝ้าระวังการทิ้งขยะสง่ิ ปฏิกูลลงแมน่ า้ ลาคลอง การจัดทาแนวป้องกนั ไฟปา่ เป็นตน้