วารสารบณั ฑติ ศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ 145
ปที ่ี 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ภาพท่ี 3 กลุ สตรี - Lady ภาพท่ี 4 ภาพทผี่ ลผี ลาม - Premature
ภาพท่ี 5 กวา้ งไกลในกะลา...-Nomo phobia
ในส่วนของสังคมและวัฒนธรรม การศึกษาสังคมและวัฒนธรรมความหมายโดยกว้าง ๆ คือ
สังคมหมายถึง กลุ่มคนท่ีอยู่ร่วมกันและมีการกระทาระหว่างกัน ส่วน วัฒนธรรม หมายถึง แบบ
แผนการดาเนินชีวิตท่ีมีลักษณะร่วมกันของกลุ่มคน โดยคาว่า “สังคม” จะเน้นท่ีมวลรวมของ
องค์ประกอบซ่ึงเป็นตัวคนในขณะท่ีคาว่า “วัฒนธรรม” เน้นท่ีกฎเกณฑ์ แบบแผนของคนในกลุ่มที่อยู่
รว่ มกนั (มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาศลิ ปะศาสตร์, 2548)
(Levin, 1979 อ้างถึงใน ยุบลวรรณ ต่ันเธียรรัตน์, 2557) ให้ความหมายรูปแบบการ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมและวฒั นธรรม โดยจาแนกการเปล่ียนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมเปน็ 3 แบบ
คือ
1. การเปลย่ี นแปลงโดยการปฏบิ ัติ (Revolution)
2. การเปลี่ยนแปลงแบบคอ่ ยเป็นค่อยไป (Trends)
3. การเปลย่ี นแปลงทีเ่ กิดขึน้ ในชวี ติ ประจาวนั (Everyday Change)
จากกรอบแนวคิดการศึกษาภาพสะท้อนด้านวัฒนธรรมสังคมไทย ท่ีปรากฏในภาพถ่ายท้ัง 5 ภาพ
พบว่า รูปแบบการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจาวันของคนในสังคม การส่ือสาร
ความหมายด้านภาพสะท้อนทางวัฒนธรรมที่ถูกถา่ ยทอดผ่านองคป์ ระกอบของภาพ ทง้ั ฉากหลังที่เป็น
ห้องเรียน กระดานดาที่เขียนคากลอนสุภาษิตสอนหญิง บ้านท่ีอยู่ใกล้อุบัติเหตุ หรือสถานที่สาคัญใน
กรุงเทพมหานคร ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ที่พบเจอได้ท่ัวไป แต่การส่ือสารความหมายผ่าน “คน”
146 วารสารบณั ฑิตศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ปที ี่ 11 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
ในภาพน้ันเปน็ สิ่งสาคัญ ไมว่ า่ จะเป็นเด็กสาวในชุดนกั เรียนทมี่ ีกิรยิ า ท่าทางที่เกนิ ตัว ผคู้ นบนท้องถนน
ท่ีวุ่นวาย หรือ หญิงสาวท่ีก้มหน้ามองแต่โทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ การต้ังช่ือภาพมีการเลือกใช้
สภุ าษิตไทย หรือคาเฉพาะท่ีมีความหมายสาคัญต่อสังคมไทยในอดีต เช่น เอาหูไปนา เอาตาไปไร่, กลุ สตรี
เปน็ ต้น
สอดคล้องกับแนวคิดของ คณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ (2535) ไดให้ความหมายของคา
ว่าวัฒนธรรม กล่าวคือ ความเจริญงอกงาม ซึ่งเป็นผลจากกระบวนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ
มนุษย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์กับธรรมชาติ จาแนกออกเป็น 3 ด้านคือ จิตใจ สังคม และวัตถุ มี
การสั่งสม สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสูคนอีกรุ่นหน่ึง จนกลายเป็นแบบแผนที่ก่อให้เกิดความเป็น
รูปธรรมและนามธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดด้านวัฒนธรรมไทยกับภาพสะท้อนที่ปรากฏใน
ภาพถ่ายชุดน้ี จึงเป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ของวิถีชีวิตของคนในสังคม ท่ีเป็นแบบ
แผนการประพฤติปฏิบัตแิ ละแสดงออก จนเปน็ สงิ่ ปกติท่ีเกิดขึ้นในสงั คมไทยปจั จบุ นั
1.2 ภาพสะท้อนสงั คมไทยด้านเพศ ปรากฏในภาพจานวน 3 ภาพ ดังนี้
ภาพที่ 6 ผลผี ลาม – Premature ภาพที่ 7 พระเอกตวั จริง - Soap Opera
ภาพที่ 8 รวมเลอื ดเนอื้ เช้ือชาติไทย - ThailandOnly
ในอดีต ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมยังคงเป็นตัวกาหนดวิถีชีวิต และมีบทบาทที่
เกี่ยวขอ้ งกับเร่อื งเพศทแี่ บ่งแยกอย่างชดั เจน การปฏบิ ตั ิตนของผชู้ ายให้เนน้ ทคี่ วามเป็นสภุ าพบรุ ุษและ
ความมีคุณธรรมประจาใจ ควรปกป้องฝ่ายหญิงมากกว่าการไปทาร้ายร่างกาย สาหรับผู้หญิงไทยควร
ตอ้ ง “รกั นวลสงวนตัว” สง่ิ ท่ีสังคมไทยตอ้ งการในเชิงอดุ มคติ ก็คอื “การผลติ มโนทัศน์เกี่ยวกบั ผู้หญิงไทย
วารสารบณั ฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ 147
ปที ่ี 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ท่ีดี เพ่ือเป็น “กุลสตรี” มีคุณสมบัติเป็นแม่บ้านแม่เรือนและไม่รู้เดียงสาเรื่องเพศ” (กฤตยา อาชวนิจกุล
และพรศิ รา แซ่ก้วย, 2551)
จากการวเิ คราะหท์ ั้ง 3 ภาพ พบว่า ภาพสะท้อนดา้ นเพศที่ปรากฏไมเ่ ป็นไปตามรูปแบบเพศ
วิถีท่ีถูกกาหนดโดยบรรทัดฐานของสังคมไทยแบบด้ังเดิม เช่น ภาพท่ี 6 ผลีผลาม – Premature
เด็กสาวและเด็กชายในเคร่ืองแบบนักเรียน แสดงออกด้วยท่าทาง กิริยา ที่ส่ือถึงอารมณ์ทางเพศ
ประกอบกับฉากของห้องเรียน กระดานดาเขียนบทสุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่ ภาพสะท้อนด้าน
เพศท่ีเด่นชัด เห็นได้จากการตั้งช่ือภาพ ผลีผลาม ซึ่งมีการสื่อสารความหมายในด้านตรงกันข้ามกับ
เนอ้ื ความท่ีปรากฏในบทกลอนบนกระดานดาวา่ อย่าชิงสุกกอ่ นห่าม
ภาพที่ 7 พระเอกตวั จรงิ - Soap Opera การสื่อสารความหมายของภาพ สะทอ้ นถงึ วิธกี าร
ปฏบิ ตั ิตวั ของเพศชายต่อเพศหญิง การใชท้ ่าทางท่ีแสดงถึงอานาจที่เหนือกว่า ตามแนวคิดผชู้ ายเป็น
ใหญ่ในสงั คมไทย วิลาสินี พิพธิ กุล และกติ ติ กนั ภยั (2546) นาเสนอว่า ความคิด ความเชือ่ ทม่ี ีอย่ใู น
สงั คมท่เี ก่ียวข้องกับบทบาททางเพศ สง่ ผลใหผ้ หู้ ญงิ อยู่ภายใต้อานาจของผู้ชายตลอดมาจนกลายเป็น
เรอ่ื งปกติและถูกมองข้ามไปว่า มคี วามสมั พนั ธเ์ ชิงอานาจที่ไม่เทา่ เทียมกันอยู่ในสงั คม
จากบรรทัดฐานของสังคมแนวคิดชายเป็นใหญ่ จึงนาไปสู่ความรุนแรงที่เกิดข้ึนระหว่างเพศ
ชายกับเพศหญิง จนกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย อีกท้ังการตั้งชื่อภาพ พระเอกตัวจริง – Soap
Opera ที่หมายถึง ละครน้าเน่า สื่อความหมายขัดแย้ง เสียดสี การแสดงออกถึงความรุนแรงระหว่าง
เพศวถิ ีกลายเปน็ เร่ืองปกตขิ องสงั คมไทย ถูกสื่อสารความหมายผ่านวาทกรรมท่ถี ูกผลิตซ้าแลว้ ซ้าเล่า
สอดคลอ้ งกับผลการวจิ ัยของ เพญ็ นภา คล้ายสิงโต (2554) ทีศ่ กึ ษาโครงสรา้ งการพาดหัวข่าว
ของหนังสือพิมพ์ไทย พบว่า หนังสือพิมพ์นาเสนอความเช่ือท่ีเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้หญิง ผ่าน
รูปแบบโครงสร้างพาดหัวข่าวที่สะท้อนว่า เพศหญิงไม่เหมาะกับความรุนแรง การวางบทบาทของ
ผู้หญิงในรูปแบบดังกล่าว ส่งผลให้ผู้หญิงตกอยู่ภายใต้อานาจของผู้ชาย พาดหัวข่าวอาชญากรรมได้
ตอกย้าว่า สาเหตทุ ่ีทาใหผ้ ู้ชายกระทาความรนุ แรงตอ่ ผ้หู ญิงเป็นสิ่งท่ีสงั คมรับรู้โดยปรยิ ายวา่ มพี ้ืนฐาน
มาจากอานาจทไี่ มเ่ ทา่ เทียมในสงั คม
ในภาพที่ 8 รวมเลือดเนื้อเชื้อชาติไทย – Thailand Only องค์ประกอบภายในภาพ
ประกอบดว้ ย รถโดยสารประจาทางมีพระสงฆ์ ผู้หญิง และผู้หญงิ ต้ังครรภ์ ถัดมามีผู้ชายสามคนน่ังอยู่
ท่ีนั่ง มีผู้หญิงสวมชุดนักศึกษาน่ังหลับอยู่ มีผู้ชายสองคน แสดงท่าทางคุกคามและใช้เครื่องมือสื่อสาร
ถ่ายรูปหรือวิดีโอ รถแท็กซ่ีมีผู้โดยสารเป็นผู้หญิง คนขับแท็กซ่ีกาลังมองผู้โดยสารผู้หญิงจากกระจก
มองหลังด้วยทา่ ทางไม่น่าไว้ใจ รถจักรยานยนต์ซ้อนสี่เป็นพ่อแมว่ ยั รุน่ และลูกน้อยสองคน
การสื่อสารความหมายภาพสะท้อนด้านเพศในภาพน้ี เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับบทบาท
หน้าท่ีของเพศวิถีตามบรรทดั ฐานของสังคมไทย ในเรื่องของการปฏบิ ัตติ นให้เหมาะสมกับบทบาทของ
เพศสภาพท่ีสังคมไทยกาหนด ผู้ชายไม่เสียสละท่ีน่ังให้ผู้หญิงหรือแม้กระทั่งผู้หญิงตั้งครรภ์ การมอง
ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ หรือการไม่ทาหน้าท่ีแม่ที่ดี การส่ือสารภาพสะท้อนด้านเพศในภาพรวม ผ่าน
การแสดงออกถงึ สถานภาพและบทบาททางเพศวถิ ีที่เปลยี่ นแปลง
สอดคล้องกับแนวคิดของ ศรีจันทร พันธพานิช (2534) ท่ีกล่าวถึง สถานภาพและบทบาทไวว่า
บทบาทคือ พฤติกรรมที่คาดหวังว่า บุคคลที่อยู่ในสภาพนั้นควรจะประพฤติปฏิบัติ เช่น บทบาทของ
แม่ก็คือทาหน้าที่เล้ียงลูกให้เป็นคนดี เป็นต้น ดังนั้น บทบาทจึงคูกับสถานภาพ สถานภาพจึงเป็นตัว
148 วารสารบัณฑติ ศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ปีท่ี 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
บงบอกถงึ สถานะ ตาแหน่งของบคุ คล ให้ดาเนินไปตามบรรทัดฐานของสังคม โดยมกี ารวัดคา่ ความดีงาม
และความเหมาะสม ตามค่านยิ มทางสังคมและวัฒนธรรมที่เปลยี่ นแปลงไป
1.3 ภาพสะท้อนสังคมไทยด้านการศกึ ษา ปรากฏในภาพจานวน 2 ภาพ ดงั น้ี
ภาพที่ 9 สปช.ป.1 – Extracurricular ภาพที่ 10 โจง๋ คร่ึม – Blatant
การศึกษาเป็นพื้นฐานที่สาคัญที่สุด ในการพัฒนาสังคมให้คนซึ่งเป็นสมาชิกของสังคม
การศึกษาสร้างให้คนมีความรู้ในการดารงชีวิต การประกอบอาชีพ มีความอดทนในการต่อสู้กับ
อุปสรรคของชีวติ การศึกษาเป็นสง่ิ จาเป็นสาหรับคนทุกวยั (ยบุ ลวรรณ ต่นั เธียรรัตน,์ 2557)
ผลการวิเคราะห์ภาพ พบว่า ท้ังสองภาพใช้เด็กชายเป็นตัวแบบ ใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียน
องค์ประกอบของภาพมีส่ือลามกอนาจารอยู่ด้านหลัง การต้ังช่ือของภาพ โดยใช้ช่ือว่า สปช.ป.1 –
Extracurricular และโจ๋งคร่ึม – Blatant เป็นการสื่อสารภาพสะท้อนท่ีเสียดสีกับระบอบการศึกษา
ของเมืองไทย ท่ีมองว่าเร่ืองเพศเป็นเรื่องน่าอาย สังคมไทยเป็นสังคมปิดในเร่ืองเพศ และถูกปลูกฝัง
ผ่านวัฒนธรรมทส่ี ่งตอ่ กันมาร่นุ ต่อร่นุ
กระบวนการเรียนการสอนทกี่ ระทรวงศึกษาธิการจัดนั้น มิได้สอนสาระของเพศศึกษาอย่างที่
ควรจะเป็น มุ่งควบคุม ‘กาหนัด’ และคุม ‘กาเนิด’ ภายใต้กรอบ ‘วัฒนธรรมไทย’ ทาให้การเรียน
การสอนมีแต่เนื้อหาที่มุ่ง ‘ส่ังสอน’ และ ‘ห้ามปราม’ เน่ืองจากความเช่ือว่า การสอนเพศศึกษา
ตรงไปตรงมา คือ ‘การชโ้ี พรงใหก้ ระรอก’ หรือ ‘การสอนให้มีเพศสัมพันธ์’ (องคก์ ารแพธ, 2550)
ภาพสะท้อนทางด้านการศึกษาทปี่ รากฏออกมาในภาพ จึงย้อนแย้งจากทัศนคติท่วี ่าเรือ่ งเพศ
เป็นเรื่องสกปรก เป็นเร่ืองไม่ควรพูด เยาวชนยุคปัจจุบันเหมือนเดินทางอยู่ระหว่างโลกสองโลก คือ
โลกท่ียังสอนเร่ืองเพศแบบจารีต และโลกท่ีสัมผัสจากโฆษณาและสื่อบันเทิงเริงรมย์ที่เร่งกระตุ้นให้
แสดงและเสพเรอื่ งเพศอย่างเต็มท่ี (กฤตยา อาชวนจิ กุล และพริศรา แซ่ก้วย, 2551)
สอดคลอ้ งกับผลการศกึ ษาของ เนตรนภา พรหมมาและคณะ (2556) พบว่า สถานศึกษาควร
พัฒนารูปแบบการสอนเพศศึกษา ใหค้ วามรู้และเฝ้าระวังพฤตกิ รรมเส่ียงในวัยรุ่นอย่างเหมาะสม และ
ผลการศึกษาของอุทัยวรรณ โคกตาทอง และเกษณี โคกตาทอง (2554) พบว่า ความคิดเห็นต่อการ
จดั การเรียนการสอนเพศศกึ ษาและการป้องกันการต้ังครรภ์ของนักเรียนมีความจาเป็นอย่างยง่ิ เพราะ
วารสารบณั ฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 149
ปที ่ี 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ช่วยสร้างเจตคติและการปฏิบัติท่ีเหมาะสมในเรื่องเพศได้อย่างมาก นักเรียนควรได้รับการฝึกทักษะที่
ถูกตอ้ งในเร่อื งเพศ
1.4 ภาพสะท้อนสงั คมไทยด้านเศรษฐกิจ ปรากฏในภาพจานวน 1 ภาพ ดังน้ี
ภาพท่ี 11 รวมเลือดเน้ือเชื้อชาตไิ ทย - Thailand Only
ภาพสะท้อนด้านเศรษฐกิจของสังคมไทยท่ีปรากฏในภาพเป็นการสื่อสารความหมาย ชีวิต
ความเป็นอยู่ของคนในเมืองหลวงยุคปจั จบุ ัน ท่ีมีความหลากหลายทางด้านชนชน้ั โดยส่วนใหญ่เป็นคน
ชั้นล่างและคนช้ันกลาง จากการยา้ ยถ่ินฐานตามความจาเปน็ ทางเศรษฐกิจ การดาเนินชีวิตประจาวัน
ยังคงใช้บริการขนส่งสาธารณะ องค์ประกอบของภาพสื่อสารให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของกลุ่มคนท่ี
ไร้ระเบียบ อนั เกิดจากความหลากหลายของคนในสังคมเมืองหลวง
ภาพสะท้อนด้านเศรษฐกิจ มีความสัมพันธ์กับโครงสร้างของสังคมไทย จานวนกลุ่มคนของ
สังคมมีมากในสงั คมเมืองหลวง โครงสร้างชนช้ันทางสังคมในเมอื งหลวงและค่านิยมของคนเมืองหลวง
นั้น จะเน้นหนักเรื่องอานาจและความมั่งค่ังมากกว่าชาวชนบท มีความต้องการยกระดับตัวเองจากช้ัน
สังคมเดิมไปสู่ชั้นที่สงู กวา่ โดยอาศัยปัจจัยหลายประการ (รชั นกี ร เศรษโฐ, 2532 )
ลักษณะสังคมเมอื งตามท่ี พัทยา สายหู (2534) ได้กลา่ วไว้ คือ สังคมเมืองจัดว่าเป็นสังคมท่ีมี
ความซับซ้อน เป็นศูนย์กลางทางความเจริญและความเสื่อมรวมอยู่ดว้ ย เมืองจึงเป็นสถานท่ีต้ังถิ่นฐาน
อันหนาแน่นด้วยประชากร และเป็นที่รวมของคนท่ีมีความแตกต่างทางพ้ืนเพ กรุงเทพมหานครคือ
พื้นที่เศรษฐกิจท่ีสาคัญของประเทศไทย มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น จากการเคล่ือนย้ายไป
ประกอบอาชีพและความเจริญทกี่ ระจุกตัวอยู่รวมกัน ทาให้กรุงเทพฯ ประกอบไปดว้ ยชนช้ันทางสังคม
ที่มีความหลากหลาย ท้ังน้ีสอดคล้องกับผลการศึกษาของ ปรีชา คุวินทร์พันธ์ุ (2548) พบว่า การจัด
ระเบียบชว่ งชัน้ ทางสังคมของกรุงเทพมหานครแบง่ ได้เป็น3 ชว่ งชนั้ คอื รอ้ ยละ 50.8 ของประชากรใน
กรุงเทพมหานครเป็นคนชัน้ ล่าง รอ้ ยละ 38.6 เปน็ คนชัน้ กลาง และร้อยละ 10.6 เปน็ คนชน้ั สูง
2. การวเิ คราะห์คา่ นยิ มสังคมไทย
2.1 ค่านยิ มความหรูหรา ปรากฏในภาพจานวน 2 ภาพ ดังน้ี
150 วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ปีท่ี 11 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
ภาพท่ี 12 ส่ิงประดบั – Object ภาพที่ 13 ตกกระปอ๋ ง –Abandoned
ค่านิยมความหรูหราสะท้อนผ่านสายพันธ์ุของแมวท่ีถูกคนตีค่ามากกว่าการเป็นแค่สัตว์เล้ียง
ภาพของแมวที่วางเคียงคู่ส่ิงของเคร่ืองใช้ท่ีดูหรูหรา และการเปรียบเทียบคุณค่าระหว่างแมวสองสาย
พนั ธ์ุ อีกทงั้ การตงั้ ชื่อภาพ ก็เปน็ การสะท้อนคา่ นิยมความหรหู ราของผู้คนได้เปน็ อย่างดี
2.2 คา่ นิยมขาดระเบยี บวนิ ัย ปรากฏในภาพจานวน 2 ภาพ ดงั นี้
ภาพที่ 14 เดินทางโดยสวสั ดิภาพ - Bon Voyage ภาพท่ี 15 รวมเลือดเนอ้ื เชอื้ ชาตไิ ทย - Thailand Only
ค่านยิ มขาดระเบียบวนิ ยั สะท้อนผ่านภาพถา่ ยท้งั สองภาพอยา่ งเดน่ ชัด จากภาพรวมในเรื่อง
ของการไม่เคารพกฎจราจร ซง่ึ ถือเป็นกฎหมาย เป็นกติกาของการอยรู่ ่วมกนั ในสงั คม การขาดระเบียบ
วินยั เกิดจากการทากจิ กรรมต่าง ๆ ในชวี ติ ประจาวันที่ส่งผลเสียต่อผูอ้ ื่นและสังคม
2.3 ค่านยิ มความมั่งคั่ง ปรากฏในภาพจานวน 1 ภาพ ดงั นี้ ภาพเอาหูไปนา เอาตาไปไร่
หมายเลข 2 Blind Eyes No.2
วารสารบณั ฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ 151
ปีที่ 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
ภาพที่ 16 เอาหไู ปนา เอาตาไปไร่ หมายเลข 2 Blind Eyes No.2
ภาพถ่ายได้สะท้อนค่านิยมความม่ังคั่ง การใช้ชีวิตแบบเน้นวัตถุนิยม ต้ังแต่เรื่องของการแต่ง
กายของตัวแบบ สะท้อนถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่ต้องมีหน้ามีตาในสังคม ทาให้ผู้คนพยายามสร้าง
เปลอื กนอกของตนให้ดดู ี เพือ่ ให้เปน็ ท่ียอมรบั ในสังคม
2.4 ค่านยิ มตัวใครตัวมัน ปรากฏในภาพจานวน 1 ภาพคือ รวมเลือดเนอื้ เชื้อชาติไทย -
Thailand Only
ภาพท่ี 17 รวมเลอื ดเน้ือเชอ้ื ชาตไิ ทย - Thailand Only
ภาพสะท้อนคา่ นิยมตัวใครตัวมันเป็นองค์ประกอบภาพบนถนนเส้นหนึ่ง เปน็ ภาพการดาเนนิ
ชีวติ ของใครของมนั ไมม่ ใี ครสนใจใคร คนมคี วามเหน็ แก่ตวั มากขึ้น สะท้อนภาพคา่ นยิ มของคนไทยได้
อยา่ งชัดเจน เพราะสามารถพบเห็นได้ในชวี ติ ประจาวนั
การสะท้อนค่านยิ มไทยแบบตรงข้ามหรือเสียดสี ผลการศกึ ษา พบวา่
2.5 ค่านิยมความเอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่ ปรากฏในภาพจานวน 3 ภาพคือ
ภาพท่ี 18 เอาหูไปนาเอาตาไปไร่หมายเลข1Blind Eyes ภาพท่ี 19 ใจดา – จาใจ -Choices
152 วารสารบัณฑติ ศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ปที ี่ 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ภาพที่ 20 รวมเลือดเน้ือเช้อื ชาตไิ ทย - Thailand Only
สังคมไทยปัจจุบันมีพฤติกรรมการแสดงออกที่สะท้อนถึงการแล้งน้าใจต่อเพ่ือนมนุษย์ ไม่
ช่วยเหลือหรือเอ้อื เฟ้ือเผื่อแผ่กัน ขาดความเห็นอกเหน็ ใจผู้อนื่ จากภาพหญิงสาวทเ่ี มินเฉยตอ่ อุบัตเิ หตุ
ใกลต้ วั หญงิ สาวทมี่ ีร่มแตเ่ พิกเฉยตอ่ คนแก่ และภาพความวนุ่ วายบนทอ้ งถนนท่ไี ม่มีใครสนใจใคร
2.6 คา่ นิยมระบบอาวโุ ส ปรากฏในภาพจานวน 1 ภาพคือ ของ – มคี ่า...Priceless
ภาพท่ี 21 ของ-มีค่า...Priceless
จากภาพตัวแบบเป็นคนชรา ยืนเปียกฝนอยู่หน้าร้านเครื่องขายเครื่องประดับ กับการต้ังช่ือ
ภาพ ของมีค่า กับภาษาอังกฤษท่ีความหมายขัดแย้งกันกับค่านิยมอาวุโสแบบดั้งเดิมที่ให้ความสาคัญ
และใหค้ วามเคารพนบั ถอื ผ้ทู ม่ี อี ายุมากกว่า แตส่ ังคมไทยปัจจุบนั ปลอ่ ยปละละเลย ไมเ่ หน็ ความสาคัญ
2.7 ค่านิยมปจั เจกบุคคล ปรากฏในภาพจานวน 1 ภาพคือ ความใฝ่ฝนั ... - Mom's Dream
ภาพที่ 22 ความใฝฝ่ นั ... - Mom's Dream
วารสารบณั ฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ 153
ปีที่ 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
จากภาพสะท้อนความหมายค่านิยมปัจเจกบุคคลแบบเสียดสี ตัวแบบเป็นแม่และลูก อยู่ใน
ฉากทม่ี ขี องเล่น เสอ้ื ผา้ ราคาแพง และการตัง้ ชอ่ื ทม่ี คี วามขดั แยง้ คนไทยเป็นตัวของตวั เองแต่กลบั ยัดเยยี ด
ความใฝ่ฝนั ของตนให้กับลูก ไม่ยอมใหล้ ูกไดม้ คี วามคิดและชวี ติ เปน็ ของตนเอง
จะเห็นได้ว่า ค่านิยมในสังคมไทยที่ถูกสะท้อนผ่านภาพถ่ายนั้น เป็นค่านิยมในทางลบและ
คา่ นยิ มท่ีดแี ต่แสดงออกในความหมายของการเสียดสี สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ ชญานศิ วร์ กลุ รัตนมณพี ร
และคณะ (2555) พบว่า ในส่วนของสถานการณ์ของค่านิยมไทย สามารถจาแนกสถานการณ์ของ
ค่านิยมไทยในปัจจุบันได้แก่ 1. ค่านิยมหลงลืมภูมิปัญญาท้องถิ่นและยึดถือวัฒนธรรมตะวันตก 2.
ค่านิยมรักสนุก นิยมความสะดวกสบาย 3. ค่านิยมหลงใหล ยึดติดวัตถุนิยม หลงลืมวิถีชีวิตกับ
ธรรมชาติ ซ่งึ โดยรวมเป็นคา่ นิยมดา้ นลบแทบท้ังสนิ้
อภปิ รายผล
ข้อค้นพบจากการวิจัยในครั้งนี้ พบว่า ภาพถ่ายส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมในเชิงลบ
ของคนไทยท่ีเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน การพัฒนาอยู่เพียงข้ันของการพัฒนาแค่ภายนอก คือความเจริญ
ของวัตถุ หากแต่ภาพสะท้อนและค่านิยมผ่านภาพถ่ายน้ัน กลับเป็นความเส่ือมถอยภายในจิตใจของ
ผู้คนในสังคม
การพัฒนาค่านิยมของสังคมไทย จึงเป็นส่ิงที่ต้องเร่งดาเนินการ เพื่อสะท้อนค่านิยมอันดีงาม
แบบดั้งเดิมให้กลับมาสู่สังคมไทย สอดคล้องกับ ชญานิศวร์ กุลรัตนมณีพร และคณะ (2555) ได้ทา
การสรปุ แนวทางการพัฒนาค่านิยมของสังคมไทยโดยเริ่มจากการกาหนดค่านิยมร่วมก่อนว่าค่านิยมใด
เป็น ค่านิยมที่พึงปรารถนาของสังคมไทย จากนั้นควรมีปลูกฝังค่านิยมดังกล่าวตั้งแต่ระดับบุคคล
ระดับ ครอบครัว แล้วขยายให้เป็นระดบั สงั คมในทส่ี ดุ
นอกจากน้ี อีกข้อค้นพบที่น่าสนใจ ได้แก่ บุคคลท่ีเป็นแบบในภาพถ่ายคือ เด็ก ผู้หญิง และ
คนชรา ในสังคมไทยที่ผ่านมาถูกนาเสนอภาพการถูกกระทามาโดยตลอด จึงถูกสังคมมองข้ามและ
สังคมไทยกาลังปลกู ฝังให้มองความผิดแปลกนั้นให้กลายเปน็ เรื่องปกตสิ ามัญ
สอดคล้องกบั ผลการศกึ ษาของ ปราโมทย์ ประสาทกุล, ศทุ ธดิ า ชวนวนั และกาญจนา เทียนลาย
(2555) พบว่า คนไทยรุ่นใหม่กาลังซึมซับเอาความคิดและวิถีการดาเนินชีวิตในแนวทุนนิยมและ
บริโภคนิยม คนรุ่นใหม่อาจเปล่ียนค่านิยมที่มองว่า ผู้สูงอายุที่เคยเป็นเหมือนการแสดงความกตัญญู
กตเวทีกลายเป็นภาระของลูกหลาน ผู้สูงอายุกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลทางการแพทย์และ
สาธารณสุข สอดคล้องกับผลการศึกษาของ สุชาดา ทวีสิทธิ์ (2556) พบว่า สถิติทั่วประเทศในช่วงปี
2556 มีผูห้ ญิงและเด็ก (สว่ นใหญเ่ ป็นเด็กหญิง) วันละประมาณ 87 ราย ภาพความรุนแรงต่อผู้หญิงใน
สังคมไทยในระดับโลก ปี 2556 UN Women ระบุว่าประเทศไทยอยู่ในลาดับท่ี 36 ในจานวน 75
ประเทศท่ีมกี ารทาความรนุ แรงทางกายต่อผูห้ ญงิ มากท่ีสดุ
ขอ้ เสนอแนะ
1. สามารถนาผลการวจิ ัยไปใชใ้ นการศึกษาภาพสะท้อนของสงั คมไทย เพ่ือเปน็ แนวทางใน
การวเิ คราะห์การสื่อความหมายของการสอ่ื สารจากส่อื ประเภทตา่ ง ๆ
2. สาหรับการวจิ ัยครั้งตอ่ ไป ควรศกึ ษาวิจัยภาพถา่ ยของศิลปินท่านอืน่ หรือนิทรรศการอนื่ มา
วิเคราะหก์ ารสื่อความหมายภาพสะท้อนสังคม เพ่อื ให้ได้มุมมองทีห่ ลากหลาย
154 วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
ปที ่ี 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
บรรณานุกรม
กฤตยา อาชวนิจกุล และพรสิ รา แซ่ก้วย. (2551). การควบคุมเรื่องเซก็ ส์กบั เพศวิถีท่เี ปล่ียนไป.
ประชากรและสังคม 2551: มิติ ‘เพศ’ ในประชากรและสงั คม.นครปฐม: ประชากรและสังคม.
คณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาต.ิ (2535). ความหมายและขอบขา่ ยงานวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ:
ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว.
ชญานิศวร์ กุลรตั นมณีพร และคณะ. (2555). การเสริมสรา้ งค่านิยม: การทบทวนองค์ความรแู้ ละ
แนวทางการวจิ ยั ดา้ นค่านิยมไทยในอนาคต. สืบคน้ จาก
http://www.culture.go.th/culture_th/research_attachfile/research_attachfile_2
0161003121414.pdf
ณรงค์ สมพงษ์. (2536). หลักการถา่ ยรปู . นครปฐม: ศูนย์ส่งเสรมิ และฝกึ อบรมการเกษตรแห่งชาติ
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ วทิ ยาเขตกาแพงแสน.
ไทยรฐั ออนไลน์. (2558). เจ็บจ๊ีด! แชรก์ ระจาย ภาพถ่ายเสียดสสี ังคมท่คี นไทยตอ้ งดู.
[ออนไลน]์ . สืบค้นจาก : http://www.thairath.co.th/content/491653 (วันท่ีคน้ ข้อมูล :
2 มีนาคม 2559).
นพิ นธ์ ศุขปรีด.์ (2537). เอกสารการสอนชุดวชิ าความร้เู บ้ืองตน้ เก่ียวกบั ภาพนิ่งและภาพยนตร์.
พมิ พค์ รงั้ ท่ี 7. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช.
เนตรนภา พรหมมา และคณะ. (2556). ปจั จยั คาดทานายความต้งั ใจมเี พศสมั พนั ธ์ก่อนสมรสของ
นักศกึ ษาชายช้ันปที ่ี 1 ในมหาวทิ ยาลัย.วารสารนเรศวรพะเยา มหาวิทยาลัยพะเยา. 6(2), 48.
ปราโมทย์ ประสาทกุล, ศทุ ธดิ า ชวนวนั และกาญจนา เทยี นลาย. (2555). ประชากรชายขอบและ
ความเป็นธรรมในสงั คมไทย. นครปฐม: สถาบนั วิจยั ประชากรและสงั คม.
ปรชี า คุวนิ ทรพ์ ันธ์ุ. (2548). การจดั ช่วงชน้ั ทางสงั คมของกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ:
สานักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ.
พทั ยา สายห.ู (2534). ลกั ษณะของชุมชนในสงั คมไทย. พิมพ์ครง้ั ท่ี 2. นนทบุรี:
มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
เพ็ญนภา คลา้ ยสิงโต. (2554). โครงสร้างพาดหัวข่าวอาชญากรรมในหนงั สือพิมพ์ไทย : ภาพสะท้อน
อดุ มการณท์ างเพศสภาพในสังคมไทย. วารสารภาษาและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล.
30(2), 34.
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช. (2548). เอกสารการสอนชดุ วิชาทฤษฎีและพฤติกรรมการส่อื สาร.
พิมพค์ รงั้ ที่ 3. นนทบรุ :ี มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช.
ยบุ ลวรรณ ต่ันเธียรรตั น์. (2557). มนษุ ย์กบั สังคม. พมิ พ์คร้งั ท่ี 15. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.
รชั นีกร เศรษโฐ. (2532). โครงสรา้ งสังคมและวัฒนธรรมไทย. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
คณะสงั คมศาสตร์ ภาควิชาสังคมวทิ ยาและมานษุ ยวิทยา.
วิลาสินี พิพธิ กลุ และ กติ ติ กันภยั . (2546). เพศและการส่อื สารในสงั คมไทย. คณะนิเทศศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ศรจี นั ทร พนั ธพานิช. (2534). การวิเคราะห์ตวั ละครผู้หญิงในนวนิยายของ ว.วินิจฉัยกุล.
วิทยานิพน์ปริญญาการศึกษามหาบณั ฑติ มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร.
วารสารบณั ฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ 155
ปีท่ี 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
สชุ าดา ทวีสิทธิ์. (2556). สถานะของงานวิจัยด้านความรนุ แรงตอ่ ผหู้ ญิงและเดก็ หญิงในประเทศ
ไทย. จดหมายข่าวประชากรและการพัฒนา สถาบันวจิ ัยประชากรและสงั คม
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล. สบื ค้นจาก
http://www.newsletter.ipsr.mahidol.ac.th/index.php/component/content/artic
le/102-popdev-april-may-2015/279-popdev-february-march-2015-04.html
สุวรรณี คามัน่ . (2551). สภาพปจั จบุ นั ปัญหา และแนวโน้มบริบทการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกและ
สังคมไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ดา้ นสงั คม. กรุงเทพฯ: สานักนโยบายและแผนการ
ศึกษา สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา.
องค์การแพธ (PATH). (2550). แนวทางการจัดการเรยี นรู้เพศศึกษารอบดา้ นในสถานศกึ ษาสาหรบั
ผู้บริหารสถานศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: บรษิ ัทเออร์เจนท์แทค จากัด.
อทุ ยั วรรณ โคกตาทอง และเกษณี โคกตาทอง. (2554). รายงานการวิจยั การสารวจความคดิ เห็น
ของเยาวชนตอ่ พฤติกรรมทางเพศของเด็กและเยาวชนในเขตสาธารณสุขท่ี 4 และ 5
ศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบรุ .ี พิมพ์ครง้ั ที่ 2. กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข.
วารสารบณั ฑิตศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ปที ่ี 11 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
บทบาทของผู้ปกครองในการสง่ เสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กบั เดก็ นักเรียนช้ันประถมศกึ ษา
ในเขตภาคกลางเพอ่ื สรา้ งทกั ษะการเรียนรู้ตลอดชีวติ
THE ROLE OF PARENTS IN PROMOTING READING CULTURE TO PRIMARY STUDENTS IN
CENTRAL REGION OF THAILAND FOR BUILDING LIFELONG LEARNING SKILLS
ศศินนั ท์ เศรษฐวัฒน์บด1ี ชยพล ใจสงู เนิน2 และมนตรี ชินสมบูรณ3์
Sasinan setthawatbodee1 Chayaphon chaisungnoen2 and Montree Chinsomboon3
1 หลกั สูตรสาขาวชิ าศลิ ปศาสตรบณั ฑิต สาขาวชิ าสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จังหวัดปทมุ ธานี
2 หลกั สูตรครศุ าสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าภาษาไทย มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จังหวัดปทมุ ธานี
3 หลักสตู รสาขาวชิ าศลิ ปศาสตรบณั ฑิต สาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี
บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรม
การอ่านให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2) เพ่ือ
ศึกษาปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขต
ภาคกลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3) เพ่ือเปรียบเทียบบทบาทของผู้ปกครองในการ
ส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนช้ันประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเ รียนรู้
ตลอดชีวิต จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษาและอาชีพ 4) เพื่อเปรียบเทียบ
ปัญหาของผู้ปกครองท่ีมีในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตภาค
กลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา
และอาชีพ กลมุ่ ตัวอย่างทีใ่ ช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ปกครองของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาในเขตภาคกลาง
ซ่ึงกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสาเร็จรูปของ Krejcie &Morganได้จานวนกลุ่มตัวอย่าง จานวน
384 คน และทาการสุ่มกลุ่มตัวอยา่ งแบบหลายขั้นตอน เคร่ืองมือทใี่ ช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่แบบสอบถาม สถิติที่
ใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู ไดแ้ ก่ รอ้ ยละ ค่าเฉล่ีย สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน t-test, F-test
ผลการวิจัย พบว่า 1) บทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับปานกลาง 2) ปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพอ่ื สร้างทกั ษะการเรียนรู้ตลอดชวี ิต โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
3) ผลการเปรียบเทยี บบทบาทของผู้ปกครองทม่ี ีเพศ วุฒกิ ารศกึ ษา และอาชีพแตกต่างกันมบี ทบาทใน
การส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนช้ันประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการ
เรียนรู้ตลอดชีวิตแตกต่างกนั อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) ผลการเปรยี บเทียบปัญหาของ
วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ 157
ปีที่ 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ผู้ปกครองท่ีมีในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนช้ันประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพื่อ
สร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ และระดับการศึกษา
แตกตา่ งที่แตกต่างกนั มีปญั หาในการส่งเสรมิ วัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาในเขต
ภาคกลางเพอื่ สรา้ งทักษะการเรยี นรูต้ ลอดชวี ติ แตกต่างกนั อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั 0.05
ABSTRACT
The purposes of this research were 1) to study the role of parents in
promoting reading culture to primary students in central region of Thailand for building
lifelong learning skills: 2) to study parents’ problems in promoting reading culture for
building lifelong learning skills to primary student in central region of Thailand: 3) to
compare the role of parents in promoting reading culture for building lifelong learning skills to
primary student in central region of Thailand by using personal characteristics: gender, level of
education and occupation. 4) to compare problem of parents in promoting reading culture for
building lifelong learning skills to primary student in central region of Thailand by using
personal characteristics: gender, level of education and occupation. The sample size was
determined by using Krejcie & Morgan Table and getting 384 samples with a multi-stage
random sampling. Questionnaires were used for collecting data. Statistics used for data
analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test and F-test.
The results showed that: 1) the overall role of parents in promoting culture
of reading to primary school students in central region of Thailand for building lifelong
learning skills was in moderate level. 2) The overall problem of parents in promoting the
culture of reading to primary school students in central region of Thailand for building lifelong
learning skills was in moderate level. 3) In comparing role of parents in promoting culture of
reading to primary school students in central region of Thailand for building lifelong learning
skills was in moderate level by using personal characteristics; genders, levels of education and
occupation found that overall data has statistical significant difference at the 0.05 level. 4) In
problem of parents in promoting reading culture to primary school students in central region
of Thailand for building lifelong learning skills by using personal characteristics; gender,
levels of education and occupation found that overall data has statistical significant
difference at the 0.05 level.
คาสาคญั
การอา่ นวฒั นธรรมส่งเสริมการอ่าน นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษา การเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ ผู้ปกครอง
Keywords
Reading, Promote Reading Culture, Primary Student, Lifelong Learning, Parents
158 วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ปที ่ี 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
ความสาคัญของปัญหา
การอ่านนับว่าเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทักษะทางภาษา และเป็นกิจกรรมสาคัญท่ีสุด
ในการเรียนรู้ทั้งปวง ไมว่ ่าจะเรียนรูใ้ นหอ้ งเรียน หรอื นอกห้องเรยี น เรียนรู้ด้วยตนเองจากการค้นคว้า
(บันลือ พฤกษะวัน และณริศรา พฤกษะวัน, 2556) ซึ่งถือว่าเป็นทักษะท่ีจาเป็นสาหรับเด็กเป็นอย่าง
ยิ่ง เพราะการอ่านเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเด็กให้กว้างข้ึน เมื่อเด็กอ่านหนังสือออก เด็กก็สามารถ
วเิ คราะห์ความหมาย โจทยท์ างคณิตศาสตร์ อ่านหนังสอื อา่ นตารา อ่านคมู่ ือ ต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันได้
(อัจฉรา ประดิษฐ์, 2550) การอ่านหนังสือ จะช่วยทาให้เกิดความสาเร็จในการดารงชีวิต เพราะการ
อ่านถือว่าเป็นรากฐานของการสร้างสังคมแหง่ การเรียนรู้ ผู้ประสบความสาเร็จในชีวิตแทบทุกคนล้วน
แต่ตระหนักถึงความสาคัญของการอ่าน เพราะการอ่านเป็นการพัฒนาชีวิต ฝึกสมองให้คิดเฉียบคม
มากขึ้น ทาให้รู้ทันโลก ทันคน รู้จักตนเอง การอ่านสามารถสร้างคนให้มีลักษณะหรือบุคลิกของการ
เป็นคนที่คิดกว้าง คิดลึกซ้ึง คิดรอบคอบ เพ่ือสร้างส่ิงดี ๆ ให้กับตนเองและสังคม การอ่านเป็นทักษะ
พื้นฐานที่จาเป็นสาหรับเด็กนักเรียนเพราะเด็กนักเรียนต้องอ่านหนังสือด้วยความเข้าใจเพื่อจะเข้าถึง
วิชาต่าง ๆ ท้ังหมด ความเข้าใจก็เป็นส่วนที่สาคัญของการเรียนรู้ การทาให้นักเรียนในระดับช้ัน
ประถมศึกษาอ่านหนังสือได้ต้ังแต่เร่ิมต้น เป็นวิธีการที่สาคัญท่ีสุด เพราะถ้าหากเด็กท่ีอ่านหนังสือไม่
ออก หรอื อา่ นไม่ได้ต้ังแต่ในระดับประถมศึกษาจะส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ และพัฒนาทักษะอื่น
ได้ยากจะทาให้เด็กล้าหลังตามคนอื่นไม่ทัน เพราะเม่ือเด็กอ่านไม่ออก จะส่งผลให้เด็กเขียนไม่ได้
วิเคราะห์ไม่เป็น และส่งผลเสียต่อการเรียนในวิชาอื่น ๆ นอกจากนี้ยังทาให้เด็กขาดทักษะการเรียนรู้
ตลอดชวี ติ
ในขณะท่ีสถิติการอ่านของคนไทยในปัจจุบันยังน้อยมาก จากการสารวจการอ่านของ
นักเรียนในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ในปี 2549 ของกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วเด็ก
อ่านหนังสอื รวม 360 บรรทัดต่อวัน ต่อคน หรอื 17 หนา้ ต่อคน หรอื 9 เล่มต่อเดือน ตอ่ คน เนื่องจาก
เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการเล่นคอมพิวเตอร์ การดูโทรทัศน์มากย่ิงขึ้น นอกจากน้ีผลสารวจของ
สานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (2551) พบว่า เด็กไทยไม่
อ่านหนังสือ แต่ช่ืนชอบ การคุยโทรศัพท์ การเล่นอินเทอร์เนต็ ซึ่งสือ่ เหล่านี้ใช้ความพยายามน้อยกว่า
การอ่านหนังสือแต่รับรู้ผลได้เร็วกว่า จากการสารวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2554 ของ
สานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารพบว่า คนไทยอายุต้ังแต่ 6 ปี
ขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือร้อยละ 68.6 ผู้ชายมีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย (ร้อยละ
68.8 และ 68.4 ตามลาดับ) เม่ือเปรียบเทียบ กับการสารวจที่ผ่านมา พบว่า อัตราการอ่านหนังสือ
เพ่ิมขึ้นเล็กน้อยจากปี 2551 ท้ังผู้ชายและผู้หญิง (สานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร, 2554) ซึ่งทาให้ผลการสารวจของ World Economic Forum –WEF ใน
รายงาน The Global Competitiveness Report 2013-2014 พบว่าประเทศไทยถูกจัดอันดับ
คุณภาพการศึกษาต่ากว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน และจากโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ
(Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ซ่ึงโครงการประเมินผล
การศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพ่ือความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for
Economic Co-operation and Development หรือ OECD) ได้ทาการสารวจว่าระบบการศึกษา
ของประเทศต่าง ๆ ได้เตรียมเยาวชนของประเทศให้พร้อมสาหรับการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมใน
วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ 159
ปีที่ 11 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
สังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่ โดย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนวัย 15 ปี ท่ีจะใช้
ความรู้และทักษะเพอ่ื เผชิญกับโลกในชวี ิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสตู รในโรงเรียน ในด้านการ
อ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซ่ึงผลการประเมินด้านการอ่านของประเทศไทยพบว่า นักเรียน
ไทยมคี ะแนนเฉลีย่ การอา่ น 441 คะแนน ซ่งึ จากผลการประเมินคะแนนยงั ต่ากวา่ คา่ เฉล่ียของ OECD
และถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับนักเรียนจากเซอร์เบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชิลี คอสตาริกา โรมาเนีย
และบัลแกเรีย สสวท. (2557) และสาเหตุที่ทาให้ผลการทดสอบ PISA ของไทยตกต่า คือ 1) ทักษะ
ความสามารถในการอา่ นและการเขียน (ภาษาไทย) อยใู่ นระดับตา่ 2) การเรียนการสอนจรงิ ท่ีเกิดขึ้น
ในห้องเรียนไม่สามารถพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน 3) รูปแบบข้อสอบของ PISA
แตกต่างจากข้อสอบท่ีนักเรียนเคยทดสอบ 4) นักเรียน ครู ผู้บริหาร และสังคมส่วนใหญ่ ยังไม่รู้จัก
PISA (ธงชยั ชิวปรชี า, 2557)
การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 จะเน้นท่ีผู้เรียนเป็นสาคัญ องค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการ
เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21th Century Skill) หรือเรียกย่อ ๆ ว่าเครือข่าย P21
เห็นความจาเป็นท่ีเด็กและเยาวชนจาเป็นท่ีจะต้องมีทักษะสาหรับการออกไ ปดารงชีวิตจึงได้พัฒนา
วิสัยทัศน์และกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ข้ึน ท่ีเรียกว่า ทักษะการเรียนรู้และ
นวัตกรรม หรือ 3R และ 4C ซึ่งมีองค์ประกอบท่ีสาคญั คือ 3R ประกอบด้วย การอ่าน (Reading) การเขียน
(Writing) และคณติ ศาสตร์ (Arithmetic) 4C ประกอบด้วย การคดิ วิเคราะห์ (Critical Thinking) การ
ส่ือสาร (Communication) การร่วมมือ (Collaboration) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อสารและเทคโนโลยี (วิจารณ์ พานิช, 2554)
ดังน้ันนักเรียนจะต้องได้รับการพัฒนาให้มีทักษะในศตวรรษท่ี 21 โดยเฉพาะทักษะด้านการอ่านถือ
เป็นทักษะท่ีสาคัญเพราะจะทาให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจในเน้ือหาทางวิชาการ เพื่อที่จะได้นา
ความรู้ไปคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ สามารถแกไ้ ขปัญหา สามารถคิดสร้างสรรค์ และติดต่อส่ือสารกับคน
อ่ืนได้ จะเห็นได้ว่าการอ่านมีบทบาทสาคัญต่อการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ เพราะการเรียนนอกจาก
เรยี นในห้องเรียนแล้วยังต้องจาเป็นท่ีจะแสวงหาความรู้นอกห้องเรียน ต้องรู้จักอ่านดว้ ยตนเองจากส่ือ
ประเภทต่าง ๆ เช่น หนังสอื วารสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น การอ่านถือเป็นเครื่องมอื สาคัญท่ีจะ
สง่ ผลต่อคุณภาพในการเรียนรู้ของเด็ก หากปล่อยปละละเลยไม่มกี ารพัฒนาแก้ไขในแนวทางที่ถูกต้อง
ตั้งแตเ่ ริม่ แรก ก็ยากทจ่ี ะพฒั นาเดก็ ให้กา้ วเดนิ ตอ่ ไปอยา่ งมคี ุณภาพได้
การส่งเสรมิ วัฒนธรรมการอา่ นให้เกดิ ข้นึ กับเด็ก ผู้ทมี่ บี ทบาทสาคญั ในการสง่ เสริม ท่ีสาคัญ
ท่ีสุด คือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และถือว่าเป็นตัวแปรที่สาคัญที่สุด (Epstein and Others, 1997)เพราะ
เป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์กับเด็กมากท่ีสุด พ่อแม่ ผู้ปกครองมีบทบาทท่ีสาคัญใน
การเลี้ยงดูเด็ก อาจกล่าวได้ว่า พ่อแม่ เป็นเสมือนครูคนแรกของลูกเพราะจะต้องอบรมสั่งสอนลูกทุก
วนั และทุกเวลาเพ่ือให้ลูกเป็นคนดี มีพฤติกรรมท่ีดี ในเรื่องของการอ่านก็เช่นเดียวกันพ่อแมจ่ ะมีส่วน
สาคัญในการส่งเสริม และฝึกฝนให้ลูกเกิดนิสัยรักการอ่าน คือต้องฝึกให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน มี
วัฒนธรรมการอ่าน ถ้าเด็กไม่มีนิสัยรักการอ่านที่ย่ังยืน ไม่รู้จักเลือกสิ่งท่ีอ่าน ไม่เห็นความสาคัญของ
การอ่าน จะสง่ ผลตอ่ คุณภาพชวี ติ ของเดก็ และคณุ ภาพการศึกษาของประเทศในอนาคต
พ่อแม่ ผู้ปกครอง อาจเป็นอุปสรรคในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็ก เพราะ
มาตรฐานทางพฤติกรรมท่ีพ่อแม่ หรือผู้ปกครองท่ีแสดงออกมีผลต่อการกระทาของเด็ก หากต้องการ
160 วารสารบัณฑิตศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ปที ่ี 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ใหเ้ กดิ วัฒนธรรมการอ่านขึ้นกับเดก็ หรอื บุตรหลาน พ่อแม่ผู้ปกครองตอ้ งแสดงตนและเป็นแบบอย่างท่ี
ดใี หก้ ับเดก็ เพราะการอ่านไม่ใช่ทักษะนิสยั ทีจ่ ะเกดิ ข้ึนมาได้เองตามธรรมชาติ หรอื เกดิ ข้ึนได้เองเหมอื น
ทกั ษะอื่น ๆ ไมใ่ ชพ่ รสวรรคท์ ่ีเกดิ ข้นึ ในตัวบุคคล แตว่ ัฒนธรรมการอ่านจะเกิดข้ึนได้เพราะการส่งเสริม
และการปลูกฝังจนให้เกิดเป็นนิสัย ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีการรณรงค์จากภาครัฐเก่ียวกับการส่งเสริม
การอ่าน และมีการกาหนดนโยบายท่ีส่งเสริมให้ ประชาชนรักการอ่านอย่างจริงจัง และเมื่อวันที่5
สิงหาคม 2552 มีมติคณะรัฐมนตรีให้การส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยกาหนดให้วันที่ 2
เมษายนของทุกปีเปน็ วนั รักการอา่ น และในปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแหง่ การอา่ นของประเทศ
ปญั หาท่ีทาให้ไมส่ ามารอ่านและเขียนได้อาจมาจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุสาคัญมกั มาจาก
ปัญหาด้านครอบครัว เกิดจากการที่พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ไม่เอาใจใส่ เรื่องการอ่าน พ่อแม่ ผู้ปกครอง
อยากให้เด็กมีวัฒนธรรมในการอ่าน จึงพยายามเคยี่ วเข็ญให้อ่านหนังสือ เพราะพ่อแม่ ผู้ปกครองเห็น
ว่าถา้ ทาใหล้ ูกอ่านหนงั สือได้ จะทาใหล้ กู ทาคะแนน หรือทาข้อสอบได้ การกระทาดงั กล่าวจึงทาให้เด็ก
เกิดความเบือ่ หน่ายในการอา่ นหนังสอื จะอา่ นหนังสือเฉพาะตอนสอบ หรือตอนท่ีพอ่ แม่ ผู้ปกครองให้
อ่านเท่านั้น ดังน้ันวัฒนธรรมการอ่านจึงไม่เกิดขึ้น และทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตก็จะไม่เกิดขึ้นกับ
เด็ก วัฒนธรรมจะเกิดข้ึนโดยการเรียนรู้ของมนุษย์ ซึ่งเกิดการถ่ายทอดและเรียนรู้จากกันโดยไม่รู้ตัว
ในลกั ษณะของการซึมซบั จนทาใหส้ ิง่ นั้นดารงอยไู่ ดก้ ลายเป็นวฒั นธรรม วัฒนธรรมการอ่านสาหรบั เด็ก
เป็นส่ิงท่ีแสดงความ ถึงความโดดเด่น หรือการมีเอกลักษณ์ประจาตัว การมีอุปนิสัยใจคอ ความรู้สึก
นึกคิดตลอดจนการ แสดงออกที่เห็นความสาคัญของการอ่าน ดังนั้นวัฒนธรรมการอ่านจะเกิดข้ึนได้
ต้องมีผลมาจากครอบครัว สังคม สภาพแวดล้อมที่ดีท่ีส่งเสริมการอ่านให้กับเด็ก แต่ในปัจจุบันการ
อ่าน และการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสาหรับเด็กนักเรียนนั้นเกิดข้ึนอย่างเป็นทางการโดยจะมี
การบูรณาการในช้ันเรียน ในชั่วโมงสอนซ่ึงไม่ใช่หลักประกันว่าจะเกิดวัฒนธรรมการอ่าน ข้ึนเพราะ
กิจกรรมเหล่าน้ีส่วนใหญ่เกิดข้ึนภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอานาจระหว่างครูกับนักเรียนเพราะฉะน้ัน
วฒั นธรรมการอ่านยากทจี่ ะเกิดขึ้นอย่างต่อเน่ือง (อรศรี งามวทิ ยาพงศ์, 2556) ดังน้ันผวู้ ิจยั จึงเหน็ ว่า
ในการสร้างนิสัยรักการอ่านและสร้างใหเ้ ดก็ มวี ฒั นธรรมการอา่ นนั้น ควรสร้างและปลกู ฝังต้ังแต่ยังเป็น
เดก็ และปลูกฝงั อย่างตอ่ เนอ่ื ง เพื่อใหเ้ กิดเป็นนิสัยที่หยั่งลกึ ในพฤติกรรม ซึ่งจะสง่ ผลให้เกดิ การพัฒนา
ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเกิดเป็นวัฒนธรรมการอ่านที่ย่ังยืนข้ึนในประเทศไทย และบุคคลที่มี
ความสาคัญในการส่งเสริมวัฒนธรรมอ่านคือ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง เพราะมาตรฐานทางพฤติกรรมที่พ่อ
แม่ ผู้ปกครองที่แสดงออกให้เห็นเป็นตัวอย่างจะมีอิทธิพลต่อตัวเด็กเป็นอย่างมาก ประกอบกับ
“ครอบครัว เป็นสถาบันท่ีเล็กท่ีสุด แต่มีบทบาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เพราะ
เสียงท่ีลกู ได้ยิน กับอ้อมกอดทอี่ บอนุ่ จากพอ่ แม่ เป็นสิ่งทสี่ าคัญทส่ี ุดทีล่ ูกพึงจะได้รับ ดังน้ัน ครอบครัว
จึงเป็นสถาบันแรกท่ีจะก้าวเข้าไปถึงในเรื่องของการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็ก ๆ บุคคลใน
ครอบครัวไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ป่ยู ่า ตายาย ล้วนมีสว่ นสาคัญเป็นอย่างย่ิงในการส่งเสริมใหล้ ูกหลานรัก
การอ่านโดยเร่ิมต้นจากการอ่านหนังสอื สาหรับเด็กหรือหนังสือนทิ าน ให้เด็กฟัง เพราะหนังสือเหล่าน้ี
มีถ้อยคาและจังหวะที่ไพเราะ อ่อนหวาน นุ่มนวล และมีภาพประกอบสีสันสวยสดงดงามเป็นส่ิง
กระตุ้นความสนใจเด็กได้เป็นอย่างดี และท่ีสาคัญครอบครัวจะต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กได้สัมผัส
กับการอ่านอยเู่ สมอ ๆ ในชวี ติ ประจาวนั พอ่ แมห่ รือบุคคลในครอบครัวเป็นแบบอย่างการอ่านท่ดี ี แล้ว
เด็กจะซึมซับนิสัยรักการอ่านต้ังแต่เด็ก” (กระทรวงศึกษาธิการ, 2559) ด้วยเหตุผลข้างต้นผู้วิจัยจึง
วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ 161
ปที ่ี 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
ต้องการศึกษาบทบาทของผปู้ กครองในการเสริมสรา้ งวฒั นธรรมการอ่านให้กับเด็กเพ่ือสร้างทักษะการ
เรยี นรตู้ ลอดชวี ิต
โจทยว์ ิจัย/ปญั หาวิจัย
ผู้ปกครองมีบทบาท และมีปัญหาในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็กนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทกั ษะการเรียนรตู้ ลอดชีวิตแตกตา่ งกันหรือไม่อย่างไร
วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั
1. เพ่ือศึกษาบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาในเขตภาคกลางเพื่อสรา้ งทกั ษะการเรยี นรู้ตลอดชีวติ
2. เพ่ือศึกษาปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาในเขตภาคกลางเพื่อสรา้ งทกั ษะการเรยี นรตู้ ลอดชวี ิต
3. เพื่อเปรียบเทียบบทบาทของผู้ปกครองท่ีมีสถานภาพแตกต่างกัน ในการส่งเสริมวัฒนธรรม
การอ่านใหก้ ับนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต
4. เพ่ือเปรียบเทียบปัญหาของผู้ปกครองที่มีสถานภาพแตกต่างกัน ในการส่งเสริมวัฒนธรรม
การอา่ นใหก้ ับนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรยี นรู้ตลอดชีวติ
วธิ ีดาเนินการวิจัย
ประชากร ท่ใี ช้ในการวจิ ยั ผ้ปู กครอง ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาในเขตภาคกลาง จานวน
967,938 คน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน (2556).
กลุ่มตัวอย่าง ท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตภาค
กลาง ซ่ึงกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสาเร็จรูปของ Krejcie & Morgan ได้จานวนกลุ่ม
จานวน 384 คน และทาการสุ่มกลุ่มตวั อยา่ งแบบหลายขัน้ ตอน (multistage random sampling)
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเรื่อง บทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริม
วฒั นธรรมการอ่านให้กับเดก็ นักเรยี นช้ันประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรยี นรตู้ ลอด
ชีวิต แบง่ ออกเป็น 3 ตอน
ตอนท่ี 1 สถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม
ตอนท่ี 2 บทบาทของผู้ปกครองในการสง่ เสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนกั เรียนชั้นประถม
ศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทกั ษะการเรียนร้ตู ลอดชวี ติ
ตอนท่ี 3 ปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาในเขตภาคกลางเพ่ือสรา้ งทักษะการเรียนร้ตู ลอดชีวิต
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ซึ่งตรวจสอบความตรงตาม
เน้ือหา (Content validity) โดยคัดเลือกเฉพาะข้อคาถามท่ีมีค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหาระหว่าง
0.67-1.00 จากนั้นนาแบบสอบถามไปปรับปรุงแก้ไข และนาไปทดลองใชก้ ับผู้ปกครองนักเรียนที่ไม่ใช่
กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน และนาผลมาวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา ใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา
162 วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
ปที ่ี 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
( -Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) ซึ่งแบบสอบถามท้ังฉบับ ได้ระดับค่าความเช่ือมั่น
0.94 ซ่งึ นับว่ามคี ณุ ภาพสามารถนาไปเก็บข้อมลู ได้จรงิ
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผู้วิจัยให้มหาวิทยาลัยออกจดหมายขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูล และผู้วิจัยเดินทางไป
เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง และได้รับข้อมูลกลับคืนมาจานวน 384 ชุด แต่เม่ือมาตรวจสอบความ
ถูกตอ้ งสมบูรณข์ องแบบสอบถาม และสามารถนามาวิเคราะหข์ ้อมูลได้ จานวน 384ชดุ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 100
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ใช้ความถ่ี ร้อยละวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับสถานภาพของผู้ปกครอง ส่วนบทบาทของ
ผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตภาคกลาง เพื่อสร้าง
ทกั ษะการเรียนรตู้ ลอดชีวิต และปัญหาของผปู้ กครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียน
ช้ันประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน และเปรียบเทยี บบทบาทฯ และปญั หา จาแนกตามตวั แปรของเพศ ผู้ปกครองโดยใช้ t-test
independent ส่วนระดับการศึกษา และอาชีพของผู้ปกครองใช้ F-test หากพบความแตกต่างจะ
ดาเนินการทดสอบความแตกตา่ งเปน็ รายคู่โดยวิธีการของเซฟเฟ่
ผลการวจิ ัย
จากการวจิ ัยสามารถสรุปผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลได้ดังน้ี
1. ข้อมูลส่วนตัวของผู้ปกครองท่ีตอบแบบสอบถาม และเป็นกลุ่มตัวอย่าง พบว่าเป็นเพศ
หญิงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 77.10 ผู้ปกครองท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสอบถามมากที่สุดคือมี
วุฒิการศึกษามัธยมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 31.30 รองลงมาสาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีคิดเป็น
ร้อยละ 29.90 และประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 26.10 ตามลาดับ พบว่าผู้ปกครองท่ีทางานบริษัท
ตอบแบบสอบถามมากท่ีสดุ คิดเป็นร้อยละ 41.5 รองลงมาคือมอี าชีพรบั ราชการคิดเป็นร้อยละ 14.00
และลกู จ้างทัว่ ไปรอ้ ยละ 13.50 ตามลาดับ
2. กจิ กรรมที่ผู้ปกครองที่เปน็ กลุ่มตัวอย่างชอบในเวลาวา่ งมากท่ีสุดคือ การดูโทรทัศน์ คิด
เป็นร้อยละ 46.90 รองลงมาอ่านหนังสือ คิดเป็นร้อยละ 24.50 และนอน คิดเป็นร้อยละ 13.20
ตามลาดับ
3. ความถี่ในการการอ่านหนังสือของผู้ปกครองท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างพบว่า ใช้เวลาในการ
อ่านหนังสือบ้างเป็นบางวันมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 41.80 รองลงมาคือใช้เวลาประมาณ 15 นาทีต่อ
วนั คดิ เป็นร้อยละ 34.80 และพบว่าผู้ปกครองท่ีไม่อา่ นหนังสือเลยคดิ เปน็ รอ้ ยละ 7.80
4. วิธีการศึกษาหาความรู้ของผปู้ กครองท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่าง คือ ดูข่าวจากโทรทัศน์คิดเป็น
รอ้ ยละ 53.10 รองลงมา คอื อ่านหนังสือพิมพ์คิดเป็นรอ้ ยละ 21.60 และสื่อสังคมออนไลน์คิดเป็นร้อยละ
12.70 ตามลาดบั
5. ผู้ปกครองท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างมีการอ่านหนังสือเล่มเดียวกับนักเรียนคิดเป็นร้อยละ
48.20 และไม่อา่ นคดิ เปน็ รอ้ ยละ 81.80
6. บทบาทของผปู้ กครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
วารสารบัณฑติ ศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ 163
ปที ี่ 11 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
( ̅=3.39, S.D.=.56) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่าข้อที่มีค่าคะแนนเฉล่ียสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ให้
บุตรหลานทาการบ้านให้เสร็จก่อนไปเล่น ( ̅=3.85, S.D.=.76) เอาใจใส่กับการบ้านของบุตรหลาน
ทา่ น ( ̅=3.74, S.D.=.80) และให้ความร่วมมอื กับทางโรงเรียนในการควบคุมดูแลนกั เรียนในการอ่าน
หนงั สือ ( ̅=3.63, S.D.=.83)
7. ปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต พบว่า โดยภาพรวมมีปัญหาอยู่ในระดับปาน
กลาง ( ̅=3.11, S.D.=.69) เม่ือพจิ ารณารายข้อพบว่าขอ้ ทีม่ ีค่าคะแนนเฉลยี่ สูงสุดของปญั หา 3 อันดับ
แรก ได้แก่ผู้ปกครองใจเย็นไม่พอในการสอนบุตรหลานให้อ่านหนังสือ( ̅=3.36, S.D.=.97) บุตร
หลานให้ความสนใจอย่างอื่นมากกว่าหนังสือ ( ̅=3.31, S.D.=.93) และบุตรหลานไม่ค่อยให้ความ
รว่ มมือในการอ่านหนังสือ ( ̅=3.20, S.D.=.89)
8. เปรียบเทียบ บทบาทของผปู้ กครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอา่ นให้กับนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรยี นรูต้ ลอดชวี ิต พบว่า
8.1 ผู้ปกครองที่มีเพศต่างกัน มีบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการ
อา่ นให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต แตกต่างกัน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดบั 0.05
8.2 ผู้ปกครองท่ีมีวุฒิการศึกษาแตกต่างกันมีบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริม
วัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนช้ันประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอด
ชีวิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 เมื่อพิจารณาความแตกต่างเป็นรายคู่พบว่า
ผู้ปกครองท่ีมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทมีบทบาทแตกต่างจากผู้ปกครองที่มีวุฒิการศึกษาอ่ืนๆ
8.3 ผู้ปกครองที่มีอาชีพแตกต่างกนั มบี ทบาทของผูป้ กครองในการส่งเสรมิ วัฒนธรรม
การอ่านให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตแตกต่าง
กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณาความแตกต่างเป็นรายคู่พบว่า ผู้ปกครองที่มี
อาชีพรับราชการ มีบทบาทในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านแตกต่างกับผู้ปกครองที่มีอาชีพรับจ้าง
ทว่ั ไป ผู้ปกครองทีม่ ีอาชพี คา้ ขาย มีบทบาทในการส่งเสรมิ วัฒนธรรมการอา่ นแตกตา่ งกับผู้ปกครองที่มี
อาชีพรับจ้างทั่วไป
9.เปรียบเทียบ ปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทกั ษะการเรียนรู้ตลอดชวี ติ พบวา่
9.1 ผู้ปกครองท่ีมีเพศต่างกัน พบว่าเพศชายและเพศหญิงมีปัญหาในการส่งเสริม
วัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ ตลอด
ชีวติ แตกต่างกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ 0.05
9.2 ผู้ปกครองที่มีวุฒิการศึกษาแตกต่างกันมีปัญหาในการส่งเสริมวัฒนธรรมการ
อ่านให้กับนักเรียนช้ันประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตแตกต่างกัน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เม่ือพิจารณาความแตกต่างเป็นรายคู่พบว่า ผู้ปกครองที่มีวุฒิ
การศึกษาประถมศึกษากับผู้ปกครองที่มีวุฒิปริญญาโทมีปัญหาที่แตกต่างกัน ผู้ปกครองที่มีวุฒิ
การศึกษามัธยมศึกษากับผู้ปกครองท่ีมีวุฒิอนุปริญญามีปัญหาท่ีแตกต่างกัน ผู้ปกครองท่ีมีวุฒิ
การศึกษามัธยมศึกษากับผู้ปกครองที่มีวุฒิปริญญาโทมีปัญหาท่ีแตกต่างกัน ผู้ปกครองที่มีวุฒิ
164 วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ปีท่ี 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
การศึกษาอนุปริญญากับผู้ปกครองที่มีวุฒิปริญญาตรีมีปัญหาท่ีแตกต่างกัน และผู้ปกครองท่ีมีวุฒิ
การศึกษาอนุปริญญากับผู้ปกครองที่มวี ฒุ ปิ ริญญาโทมีปัญหาที่แตกตา่ งกัน
9.3 ผู้ปกครองที่มีอาชีพแตกต่างกันมีปัญหาในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่แตกต่างกันอย่างมี
นยั สาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.05
อภปิ รายผล
จากผลการวิจัยมีประเด็นท่สี ามารถนามาอภิปรายผลได้ ดังน้ี
1. บทบาทของผปู้ กครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอา่ นให้กบั นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษา
ในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางท่ี
ผลการวิจัยเป็นเช่นน้ีอาจเนื่องมาจากผู้ปกครองยังไม่ได้แสดงบทบาทอย่างเต็มท่ีซ่ึง สอดคล้องกับ
งานวิจัยของ กนกวรรณ สุวิชากรพงศ์ และวรวรรณ เหมชะญาติ (2557) ท่ีทาการวิจัยเร่ือง บทบาท
ของผปู้ กครองในการส่งเสริมนสิ ัยรักการอ่านของเด็กอนุบาล ผลการวิจยั พบวา่ ผปู้ กครองมีบทบาทใน
การส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเด็กอนุบาลโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับ
ผลการวิจัยของ ยุพาวดี นุตะมาน (2555) ที่ศึกษาบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมการอ่านกับ
ความสนใจในการอ่านของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้าน
สมเด็จเจ้าพระยาท่ีทาการวิจัยพบว่า บทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมการอ่านในภาพรวมอยู่ใน
ระดับปานกลาง และในการวิจัยคร้ังน้ียังพบว่าข้อท่ีมีค่าคะแนนเฉล่ียสูงสุด คือบุตรหลานทาการบ้าน
ให้เสร็จก่อนไปเล่นรองลงมา คอื ผู้ปกครองจะเอาใจใส่กบั การทาการบ้าน ซง่ึ สอดคล้องกับปญั หาของ
ประเทศไทยในปัจจุบันที่พบว่า นักเรียนมีการบ้านมาก จะเห็นได้จากจดหมายจากสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (สพฐ.) ถึงแนวปฏิบัติเก่ียวกับเร่ืองการให้การบ้านนักเรียน ไปถึง
ผูอ้ านวยการสานักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาทุกเขต โดยมีใจความหลักให้คุณครูและผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
ให้พิจารณาเร่ืองการให้การบ้านเด็กนักเรียนอย่างเหมาะสม ไม่ให้มากเกินไป ซ่ึงก็เป็นผลสืบ
เน่ืองมาจากการเกิดธุรกิจการรับจ้างการทาการบ้านอย่างมากมาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาส่งสัญญาณให้
กระทรวงศึกษาธกิ ารแก้ปญั หาเรอ่ื งน้ี ปัญหาที่เกี่ยวข้องกบั การบ้านมีอยู่ 2 เรอื่ งหลัก ๆ คอื ประการ
แรก การบ้านมาก อันเนือ่ งมาจากนักเรียนเรียนหนังสือ 7 คาบ คุณครูก็ส่ังงานกันทุกคาบ โดยที่ไม่ได้
ประสานกัน ต่างคนต่างสั่งการบ้าน ด้ังน้ันนักเรียนก็รับไป ผลที่ตามมาก็คือ เด็กเครียด ทาไม่ทัน
ท้อแท้ไม่อยากทา ไม่ได้เล่นหรือทากิจกรรมอื่น ๆ ซ่ึงพ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็จะคอยจ้าจี้จ้าไชให้
เด็กทาการบ้านให้เสร็จก่อนที่จะไปทาอย่างอื่น ผู้ปกครองจะไม่ยอมให้เด็กทาส่ิงอ่ืนนอกจากทา
การบ้านให้เสร็จเท่านั้น ประการที่สองการบ้านยาก เด็กยังไม่ได้เรียนเน้ือหาน้ัน ๆ แต่ถูกนามาเป็น
การบ้าน หรอื เดก็ ยังไม่เข้าใจดีพอ ทาให้ไมส่ ามารถทาได้ ประการที่สามสภาพปัญหาการจราจรท่ีเป็น
อุปสรรคใหญ่ กว่านักเรียนจะกลับถึงบ้านก็หวั ค่าแล้ว ต้องกินข้าว ทาการบ้าน แล้วก็อาบนา้ นอน โดย
ที่ยังไม่ได้ทากิจกรรมอ่ืน ๆ ที่เขาอยากจะเล่นตามวัยเพราะหมดเวลาแล้ว (สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน,
2557) และสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน, 2559) ที่พบว่า ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของนักเรียน
วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ 165
ปีท่ี 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ต่ากว่าเกณฑ์ท่ีกาหนด ท้ังผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ผลการสอบ PISA ท้ัง ๆ ท่ีโรงเรียนใช้
เวลาจัดการเรียนการสอนมากข้ึน เป็นเวลา7 หรือ 8 ช่ัวโมงต่อวัน และยังพบว่า เด็กคิดไม่เป็น
วิเคราะห์ไม่ได้ ขาดทักษะชีวิต อัดแน่นเนื้อหาวิชาการมากกว่าให้เรียนรู้ด้วยตนเอง เด็กนักเรียนมี
ภาระงาน การบา้ นมากเกนิ ไป หรือต้องนาการบา้ นไปทาที่บ้าน ดว้ ยเหตผุ ลดงั กลา่ วจงึ ทาให้ผู้ปกครอง
ต้องให้นักเรียนทาการบ้านให้เสร็จก่อนท่ีจะไปทากิจกรรมอ่ืน ดังน้ันจึงไม่เหลือเวลาให้จัดกิจกรรม
สง่ เสรมิ การอ่าน และสง่ ผลให้บทบาทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านเพื่อสร้างทักษะการเรียนรตู้ ลอดลอด
ชีวติ ให้นักเรยี นอยูใ่ นระดบั ปานกลาง
2. ปัญหาของผปู้ กครองในการสง่ เสริมวฒั นธรรมการอา่ นใหก้ ับนกั เรยี นช้ันประถมศึกษา
ในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต พบว่า โดยภาพรวมมีปัญหาอยู่ในระดับปาน
กลาง เมื่อพิจารณารายข้อพบว่าขอ้ ทีม่ ีค่าคะแนนเฉลีย่ สูงสุดของปัญหา อันดับแรก ไดแ้ ก่ผู้ปกครองใจ
เย็นไม่พอในการสอนบุตรหลานใหอ้ ่านหนังสอื สาเหตทุ ี่เป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจและ
สังคมท่ีเปล่ียนไปอย่างรวดเร็วทาให้ความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อแม่ลูก ในครอบครัวเดียวกันเข้าสู่
ความสัมพันธ์ท่ีเสียสมดุล โดยเฉพาะหน้าที่ของพ่อแม่แทนท่ีจะทาหน้าที่ในการให้การศึกษา ให้การ
อบรมสั่งสอน ตลอดจนการสร้างทักษะชีวิตให้กับบุตรหลาน ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นการทางานมุ่ง
หารายได้ และการสร้างความม่ันคงทางเศรษฐกิจแทน (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,
2542) ดง้ั นั้นบทบาทหนา้ ทขี่ องผ้ปู กครองจึงถูกเปลี่ยนมือเข้าส่รู ะบบโรงเรยี นท้ังหมดเพราะผู้ปกครอง
หวังใหโ้ รงเรียนทาหน้าทแ่ี ทนตน
3. เปรียบเทียบบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านในการส่งเสริม
วัฒนาธรรมการอ่านให้กับนักเรียนช้ันประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอด
ชีวิตกบั ตวั แปรตา่ ง ๆ พบว่าผู้ปกครองที่มเี พศแตกต่างกันมีบทบาททีแ่ ตกต่างกนั ซ่ึงอาจเกิดจากความ
แตกต่างทางเพศ ทาให้บุคคลมีบทบาทหน้าท่ีท่แี ตกตา่ งกัน นอกเหนอื ไปจากความแตกต่างทางสรีระ
ผู้หญิงกับผู้ชายมีบทบาทต่างกันออกไปตามค่านิยมต่าง ๆ เก่ียวกับผู้หญิงและผู้ชายท่ีสังคมเป็นผู้
กาหนดขึ้น ผู้หญิงและผู้ชายทุกคนในสังคมจะถูกขัดเกลา อบรม สั่งสอนให้รู้จักบทบาทและปฏิบัติ
หน้าท่ีแตกต่างกันตามลักษณะความเป็นหญิงชายที่สังคมสร้างไว้ (gender) ครอบครัวเป็นผู้รับหน้าที่
ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ถ่ายทอด จากคนรุ่นหน่ึงสู่คนอีกรุ่นหน่ึง (ศูนย์บริการความรู้
สานกั งานกิจการสตรี และสถาบนั ครอบครัว, 2559) ดังนน้ั จึงทาให้ผู้ปกครองท่มี ีเพศแตกต่างกันแสดง
บทบาทท่ีแตกต่างกัน ประกอบกับเพศของผู้ปกครองมีผลต่อความสัมพันธ์และความสนิทสนมของลูก
เช่น ลูกสาวมักมีความสนิทสนมกับแม่มากกว่าผู้เป็นพ่อ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เมย์นาด แมค
เคย์ และสมิท (Maynard; Mackay; & Smyth, 2008) ท่ีทาการสารวจด้านการอ่าน และการคดั เลอื ก
หนังสือของนักเรียนในประเทศอังกฤษ พบว่า เพศมีผลต่อการตัดสินใจคัดเลือกหนังสือ โดยนักเรียน
ชอบท่ีจะให้สมาชิกคนในครอบครัวท่ีมเี พศเดียวกันเป็นผู้แนะนาหนังสือให้อ่านมากกว่า ซึ่งสอดคล้อง
กบั งานวิจัยของเทน เอ็ดวิน (Tan Edwin, 2010) ที่พบว่าพ่อทีม่ ีส่วนร่วมในการส่งเสรมิ ลูกจะทาใหล้ ูก
สามารถประสบกับความสาเร็จได้ นอกจากนผี้ ลการวิจัยยงั พบวา่ ผู้ปกครองทีม่ ีวฒุ กิ ารศึกษามีบทบาท
ท่ีแตกต่างกันในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพ่ือ
สร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งน้ีอาจเน่ืองมาจากการที่ผู้ปกครองมีการศึกษาท่ีสูงมักให้
ความสาคัญในการอ่านมากกว่า ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ วราภรณ์ จารุเมธีชน อารีย์ ช่ืนวัฒนา
166 วารสารบัณฑิตศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
ปีท่ี 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
และพวา พันธุเมฆา, 2555) ที่พบวา่ บทบาทของผ้ปู กครองในการสง่ เสริมนสิ ัยรักการอ่านของนักเรยี น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25
จังหวัดขอนแก่นพบว่า ผู้ปกครองนักเรียนท่ีมีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปและอนุปริญญา หรือ
เทียบเท่า มีบทบาทการส่งเสริมนสิ ยั รักการอา่ นสงู กว่าผปู้ กครองของนักเรียนทม่ี ีการศึกษาระดับมัธยม
และสอดคล้องกับงานวิจัยของแฟนทัชโช ทิชท์ และชายส์ (Fantuzzo, Tighe and Child, 2000) ที่
พบว่าผู้ปกครองท่ีมีการศึกษาสูงจะมสี ่วนร่วมในการพัฒนานกั เรียนมากกว่าพ่อแม่ที่มีวุฒิการศึกษาต่า
กว่ามธั ยม และผลการวิจยั ยงั พบว่า ผู้ปกครองที่มีอาชีพแตกต่างกันมีบทบาทในการส่งเสรมิ วัฒนธรรม
การอ่านให้กับนกั เรียนช้ันประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรยี นรู้ตลอดชีวิต แตกต่าง
กัน อันเน่ืองมาจากอาชีพอาชีพของผู้ปกครองส่งผลต่อฐานะทางครอบครัว ผู้ปกครองท่ีมีการศึกษาดี
มีอาชีพที่ม่ันคง ย่อมมีเวลาที่จะสนใจและเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมของบุตรหลาน มากกว่าผู้ท่ีมีอาชีพท่ี
ไม่มั่นคง และมีรายได้น้อย ซ่ึงต้องทางานหาเล้ียงครอบครัวทาให้ไม่มีเวลาที่จะมาส่งเสริมนิสัยรักการ
อ่าน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ หทัยรัตน์ ศรีวรเดชไพศาล (2550) พบว่า ผู้ปกครองที่เข้าร่วม
กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านกับทางโรงเรียนมีพฤติกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านแก่เด็กมากที่สุด
โดยเฉพาะผู้ปกครองทีม่ ีสถานะทางครอบครวั ที่ม่ันคง
4. เปรียบเทียบปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพื่อสรา้ งทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตกับตัวแปรต่าง ๆ พบว่าผู้ปกครอง
ทีม่ เี พศแตกตา่ งกัน มกี ารศึกษาแตกต่างกัน และมีอาชีพแตกตา่ งกัน มีปญั หาในการส่งเสริมวัฒนธรรม
การอ่านให้กับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาในเขตภาคกลางเพื่อสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชวี ิต แตกต่าง
กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ท่ีผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจากสถานภาพส่วนบุคคลที่มีความ
แตกต่างกัน ย่อมมีปัญหาในการปฏิบัติที่แตกต่างกันและส่งผลให้บุคคลแสดงพฤติกรรมด้านสังคมท่ี
แตกต่างกัน ซ่ึงสอดคล้องกับ ณัฏฐพงศ์ ชูทยั (2559) ที่อธิบายว่าอาชพี การศึกษา ฐานทางเศรษฐกิจ
และลกั ษณะอนื่ ๆ ทแี่ ตกต่างกนั ยอ่ มส่งผลให้บุคคลมลี กั ษณะสงั คมทไ่ี มเ่ หมือนกนั
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทัว่ ไป
ผู้ปกครองควรส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษามากข้ึน มากกว่าการให้บุตร
หลานทาการบ้านให้เสร็จ และผู้ปกครองควรแสดงพฤติกรรมที่เป็นแบบอย่างในการอ่าน และควรหา
เวลาว่างในการอ่านหนังสือกับครอบครัว และหนังสือที่ส่งเสริมให้เด็กอ่านไม่ควรเป็นหนังสือเรียน
เพียงอย่างเดียว ควรเป็นหนังสอื อ่นื ๆ ท่เี ด็กชอบเพราะจะเปน็ จุดเร่ิมต้นของการสร้างนิสยั รกั การอ่าน
ข้อเสนอแนะในการทาวจิ ยั ครั้งต่อไป
1. ควรศกึ ษาบทบาทของครูในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านใหก้ บั นักเรยี นเพ่ือสร้าง
ทกั ษะการเรียนรตู้ ลอดชวี ติ ให้กับนักเรียนในระดบั ต่าง ๆ
2. ควรศกึ ษาวัฒนธรรมการอา่ นของนักเรียนเพื่อสร้างทักษะการเรยี นรตู้ ลอดชีวติ
วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 167
ปีที่ 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
บรรณานุกรม
กนกวรรณ สวุ ิชากรพงศ์ และ วรวรรณ เหมะญาติ. (2557). บทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสรมิ
นสิ ัยรักการอ่านของเด็กอนุบาล. วารสารอิเลก็ ทรอนิกสท์ างการศึกษา OJED, 9(1),
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2559). รักการอ่าน...นาชีวติ ส่คู วามสาเรจ็ . สืบค้นจาก
http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=10504&Key=hotnews
ณัฏฐพงศ์ ชทู ยั . (2559). ความแตกต่างระหว่างบคุ คล. สบื ค้นจาก
https://nuttapong.wikispaces.com
ธงชัย ชวิ ปรชี า. (2557). ผลการทดสอบ PISA กับภาพลักษณ์ของประเทศไทย. สบื คน้ จาก
http://www.sobkroo.com/img_news/file/A77854782.pdf
บนั ลือ พฤกษะวนั และณริศรา พฤกษะวัน. (2556). แนวพัฒนาการอา่ นเรว็ คดิ เปน็ . กรงุ เทพฯ:
สานกั พมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ยพุ าวดี นุตะมาน. (2555). บทบาทของผปู้ กครองในการสง่ เสรมิ การอา่ นกับความสนใจใน
การอา่ นของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั บา้ นสมเดจ็
เจา้ พระยา. วารสารวิชาการ มนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 6(1), 153-166.
วราภรณ์ จารุเมธีชน อารีย์ ชนื่ วัฒนา และพวา พันธเุ มฆา. (2555). บทบาทของผู้ปกครองในการ
สง่ เสรมิ นสิ ัยรักการอ่านของนักเรียนระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาตอนต้น ในโรงเรยี นสงั กัดสานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 จังหวดั ขอนแกน่ . วารสารบรรณศาสตร์ มศว. ปที ่ี 5
ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2555).
วิจารณ์ พานิช. (2554). ิวถิ ีสร้างการเรียนร้เู พ่ือศิษยใ์ นศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มลู นิธิสดศรี-
สฤษดิว์ งศ์.
ศูนยบ์ ริการความรู้ สานักงานกจิ การสตรี และสถาบนั ครอบครวั . (2559). เพศ (Sex) บทบาท
ความสัมพนั ธ์หญิงชาย (Gender) และความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย (Gender
Equality). สืบค้นจาก http://www.owf.go.th/km/site/index.php?page
=knowledge&id=14&groupid=12.
สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน. (2557). การบ้านเด็ก : การบา้ นยากของผใู้ หญ่ท่ีต้องปฏิรูป. สืบคน้ จาก
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000100940
สสวท. (2557). ผลการประเมนิ PISA 2012 คณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ (ฉบับ
สมบรู ณ)์ , สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาต.ิ (2542). พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2542. กรุงเทพฯ: พรกิ หวานกราฟฟิค.
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน. (2559). คู่มือ
บริหารจดั การเวลาเรยี น “ลดเวลาเรยี น เพ่มิ เวลารู้”. สืบคน้ จาก
http://www.kksec.go.th/ download/koolod001.pdf
สานักงานสถติ แิ ห่งชาติ. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. (2551). การสารวจการ
อา่ นหนังสอื ของประชากร พ.ศ. 2551. กรุงเทพฯ: สานักงานสถิติแห่งชาต.ิ
168 วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ปที ่ี 11 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
สานักงานสถิตแิ ห่งชาต.ิ กระทรวงเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร. (2554). การสารวจการ
อ่านหนงั สือของประชากร พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: สานกั งานสถติ ิแห่งชาติ.
หทยั รัตน์ ศรีวรเดชไพศาล. (2550). พฤตกิ รรมส่งเสริมนสิ ัยรกั การอ่านของผู้ปกครองเดก็ ปฐมวัย
ใน จังหวัดนนทบุรี. วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ . (ประชากรศกึ ษา). กรงุ เทพฯ:
บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.
อรศรี งามวิทยาพงศ.์ (2556). ปจั จยั ส่งเสรมิ คนไทยให้มีวฒั นธรรมการอา่ น. ใน อา่ นเขา อา่ นเรา.
หนา้ . 163-185). กรงุ เทพฯ: สานกั งานอุทยานการเรยี นรู้.
อจั ฉรา ประดิษฐ์. (2550). ชวนเด็กไทยให้เป็นนักอา่ น (๑). กรุงเทพฯ: สานักงานอุทยานการ
เรียนร.ู้
Epstein and Others. (1997). School, family, community partnership : Your
handbook for action. Thousand Oaks, Corwin Press.
Fantuzzo, Tighe and Child. (2000). Family Involvement Questionnaire : A
Multivariate Assessment of Family Participation in Early Childhood
Education. Journal of Educational Psychology. 92 (2), Abstract.
Maynard, S.; Mackay, S.; & Smyth, F. (2008). A Survey of Young People’s Reading
InEngland: Borrowing and Choosing Books. Retrieved from
https://ejournals.library.ualberta.ca/index.php/EBLIP/article/view/9425
Tan Edwin. (2010). A Contextual approach to understanding immigrant Asian
father’s Educational involvement in their children’s lives. Doctoral
dissertation, Ph.D. University of California, Irvine, United States California.
วารสารบณั ฑิตศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ปที ่ี 11 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
การบรหิ ารตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงทีส่ ่งผลตอ่ ความพร้อมส่ปู ระชาคมอาเซยี น
ของสถานศกึ ษา สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาปทุมธานี
THE EFFECT OF SCHOOL MANAGEMENT ACCORDING TO THE PHILOSOPHY OF
SUFFICIENCY ECONOMY ON THE SCHOOL’S READINESS FOR ASEAN OF SCHOOLS
UNDER PATHUMTHANI PRIMARY EDUCATION SERVICE AREA OFFICE
สริ ิรตั น์ สังสุทธ1ิ และ ตอ้ งลกั ษณ์ บุญธรรม2
Sirirat Sangsutthi1 and Tongluck Boontham2
1หลักสูตรครศุ าสตรมหาบัณทติ สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี จงั หวัดปทุมธานี
2อาจารย์ประจาคณะครุศาสตร์ สาขาการบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี จังหวดั ปทุมธานี
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษา 1) ระดับการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง 2) ระดับความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา และ 3) การบริหารตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงที่ส่งผลต่อความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาปทมุ ธานี
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ของโรงเรียนใน
สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี จานวน 353 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบ
หลายขั้นตอน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม ความเช่ือม่ันของแบบสอบถาม เทา่ กับ .96 และ
.94 วิเคราะหข์ ้อมลู ด้วยสถิตบิ รรยาย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลีย่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์
ค่าสัมประสทิ ธ์ิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวเิ คราะห์สมการถดถอยพหคุ ูณแบบนาตัวแปรเข้าท้งั หมด
ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษาสังกัด
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความพร้อมสู่
ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี โดยภาพรวม
อยู่ในระดับมาก และ 3) การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีส่งผลต่อความพร้อมสู่
ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา ได้แก่ ด้านเง่ือนไขความรู้ (x4) ด้านเง่ือนไขคุณธรรม (x5) ด้านการมี
ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี (x3) และด้านความพอประมาณ (x1) ส่งผลต่อความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของ
สถานศึกษา สามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 72.9 ส่วนด้านความมีเหตุผล (x2) สามารถพยากรณ์ได้แต่ไม่มี
นัยสาคญั ทางสถติ ิ
ABSTRACT
The purposes of this research were to study 1) the level of school management
according to the Philosophy of Sufficiency Economy, 2) the level of the school’s
170 วารสารบณั ฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ปที ี่ 11 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
readiness for ASEAN, and 3) the effect of school management according to the
Philosophy of Sufficiency Economy on the school’s readiness for ASEAN of schools
under Pathumthani Primary Education Service Area Office.
The subjects of this study were multi-stage sampled 353 administrators and
teachers of schools under Pathumthani Primary Education Service Area Office. The
research instrument was a questionnaire, of which the reliability was .96 and .94. The
descriptive statistics used for data analysis were percentage, mean, standard
deviation, Pearson’s product moment correlation coefficient, and Multiple regression
analysis by Enter.
Findings of the research revealed that 1) the level of school management
according to the Philosophy of Sufficiency Economy as a whole was at the high level,
2) the level of the school’s readiness for ASEAN as a whole was at the high level,
and 3) the school management according to the Philosophy of Sufficiency Economy
in terms of knowledge factor, moral and ethics factor, self-immunity and moderation
affected on the school’s readiness for ASEAN of schools at 72.9 percent of the variance.
However, the reasonableness factor was predictable but had no statistical significance.
คาสาคญั
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความพรอ้ มสปู่ ระชาคมอาเซียน
Keywords
The Philosophy of Sufficiency Economy, School’s Readiness for ASEAN
ความสาคัญของปัญหา
การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเป็นการเปลี่ยนแปลงคร้ังสาคัญของประเทศ ท่ีมีผลกระทบต่อ
ประชาชน ชุมชน สังคม และประเทศชาติในหลายภาคส่วน ความพร้อมรับการเปล่ียนแปลงต่าง ๆ
ด้วยการสร้างองค์ความรู้ท่ีครอบคลุมรอบด้านสามารถนาไปใช้ในการดาเนินชีวิตเมื่อก้าวเข้าสู่เวที
อาเซียน อันเป็นฐานกาลังสาคัญซึ่งจะทาให้ประเทศไทยมีความสามารถในการปรับตัวให้เหมาะสมได้
อย่างทันท่วงที (สถาบันพระปกเกล้า, 2555) การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน คนไทยต้องมีความรู้ความเข้าใจ
ตระหนักและมีความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ท้ังเร่ืองศักยภาพของคน ภาษา ทักษะฝีมือ
แรงงาน ภาคธรุ กิจ การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเป็นการเปิดเสรปี ระชาคมอาเซียน ถ้าหากเราไม่พร้อม
เราก็จะถูกกลืนไปกับประเทศในอาเซียน (กระทรวงการต่างประเทศ, 2554) ปัจจุบันคนไทยจานวน
มากยังตื่นตัวน้อย ขาดความตระหนักและเห็นคุณค่าในการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดประเทศสู่การ
เป็นประชาคมอาเซยี นไมม่ ากเท่าที่ควร ความพร้อมด้านการศึกษาจงึ เป็นรากฐานท่ีสาคัญในการสรา้ ง
ความรู้ ความเข้าใจและนาองค์ความรู้ไปใช้ในการเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเข้ามากระทบเม่ือเข้าสู่
ประชาคมอาเซียน (เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักด์ิ, 2555) ดังท่ี ศรีวิการ์ เมฆธวัชชัยกุล (ม.ป.ป) กล่าวว่า
วารสารบณั ฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ 171
ปีที่ 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
การศึกษามีบทบาทสาคัญในการสร้างอาเซียน และเป็นกลไกในการปลูกฝังค่านิยม แนวคิด ส่งเสริม
ความเจริญรุ่งเรืองของเศรษฐกิจอาเซียนและของเศรษฐกิจโลก สอดคล้องกับ การปฏิรูปการศึกษาใน
ทศวรรษที่ 2 (2552 - 2562) ส่ิงสาคัญในระบบการศึกษา ประกอบด้วย ครู หลักสูตร สถานศึกษา
กระบวนการสร้างและถ่ายทอดความรู้ ประเด็นสาคัญท่ีสุดในการปฏิรูประบบการศึกษา คือ การพัฒนา
คุณภาพมาตรฐานการศึกษา (ธีระ รุญเจริญ, 2553) ด้วยเหตุน้ี สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ปทุมธานี เขต 1 และ เขต 2 (2557) จึงขับเคลื่อนสถานศึกษาและพัฒนาให้ผู้เรียน ครูและบุคลากร
ทางการศึกษาให้มีความสามารถท้ังทางด้านเทคโนโลยี และความสามารถทางภาษาเพื่อให้มีความ
พร้อมสู่ประชาคมอาเซยี น รวมถงึ การพัฒนาและสนับสนุนใหป้ ระชากรวยั เรียนทุกคนได้รับการศึกษา
อย่างมีคุณภาพ โดยเน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นสาคัญเพ่ือให้ผู้เรียนมีคุณธรรมจริยธรรมมีวิถีชีวิตตาม
หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ควบคกู่ บั การพฒั นาสถานศกึ ษาสู่ประชาคมอาเซยี น
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาท่ีชี้ให้เห็นถึงการดารงอยู่และปฏิบัติตนของ
ประชาชนในทุกระดับต้ังแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐทั้งในการพัฒนาและบริหาร
ประเทศให้ดาเนินไปในทางสายกลางเพือ่ ให้ก้าวทนั ต่อยคุ โลกาภิวัตน์ (สานกั งานคณะกรรมการพฒั นา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2550) ดังที่ สุริยนต์ หลาบหนองแสง (2555) กล่าวว่า คนไทยจะต้อง
น้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการเข้าสู่สังคมอาเซียน กล่าวคือการใช้
ประโยชน์จากอาเซียนอย่าง “พอประมาณ” ไม่เอารัดเอาเปรียบสมาชิกอาเซียนอื่น แต่ต้องร่วมมือ
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพ่ือก้าวเดินไปในนามของอาเซียน การเตรียมความพร้อมอย่าง “มีเหตุผล”
เพื่อให้ “มีภูมิคุ้มกันที่ดี” ภายใต้เง่ือนไขของการมีความรู้คู่คุณธรรม ซ่ึงจะนาไปสู่คุณภาพชีวิตอย่าง
สมดลุ มนั่ คง และย่ังยืนตลอดไป
สาหรับประเด็นทางการศึกษาน้ัน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเก่ียวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ
จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ระบุจุดหมายท่ีจะพัฒนาเด็ก เยาวชน และพลเมืองของประเทศ ให้เป็นผู้มี
คุณธรรม จริยธรรม และมีค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง ประพฤติตามหลักธรรมของ
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาอ่ืนที่ตนเองนับถือ รวมทั้งได้ระบุคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่จาเป็นต้อง
พัฒนาให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนไว้ 8 ประการ ได้แก่ การมีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้อยู่
อย่างพอเพียง มุ่งม่ันในการทางาน รักความเป็นไทย และมีจติ สาธารณะ (ทิศนา แขมมณี, 2556) จาก
ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นว่า คนไทยต้องเรียนรู้หลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการ
ดาเนินชีวิต รวมท้ังการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพ่ือเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและปรับ
สมดุลทางการศกึ ษาให้มีความสอดคลอ้ งกบั การเปล่ยี นแปลงตา่ ง ๆ เม่อื เขา้ สปู่ ระชาคมอาเซยี นดงั จะเห็นได้
จาก สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2553) ได้เล็งเห็นคุณค่าของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงว่าสามารถประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการศึกษาของไทย ให้มีศักยภาพสู่เวทอี าเซียนได้จึงให้ยึดหลัก
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กับการพัฒนาความเป็นสากลด้านการศึกษา เพื่อรองรับการเป็น
ประชาคมอาเซียน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และ
สามารถอยู่ร่วมกันกับพลโลกไดอ้ ยา่ งสนั ติสขุ
จากความเป็นมาและความสาคัญของปัญหาดังท่ีได้กล่าวมาข้างต้น ทาให้ผ้วู ิจัยมคี วามสนใจที่
จะศึกษาการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีส่งผลต่อความพร้อมสู่ประชาคม อาเซียน
ของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี โดยใช้แนวคิดการบริหารตาม
172 วารสารบณั ฑติ ศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ปีท่ี 11 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงตามพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดลุ ยเดช
และแนวคิดความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา ตามกรอบแนวทางการปฏิบัติงานของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ท้ังน้ี เพ่ือเป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการให้ผู้บริหาร
สถานศึกษา และผู้ที่เก่ยี วข้องนาผลการวจิ ัยเชิงประจักษ์ ประกอบการพจิ ารณาวางแผนทางการศึกษา
ต่อไป
โจทย์วิจยั /ปญั หาวิจัย
1. การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขต
พ้นื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี อยใู่ นระดบั ใด
2. ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาปทมุ ธานี อยใู่ นระดับใด
3. การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงส่งผลต่อความพร้อมสู่ประชาคม
อาเซยี นของสถานศกึ ษา สงั กัดสานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาปทุมธานี หรือไม่
วตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาระดับการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี
2. เพ่ือศึกษาระดับความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษาปทมุ ธานี
3. เพื่อศึกษาการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีส่งผลต่อความพร้อมสู่
ประชาคมอาเซยี นของสถานศกึ ษา สังกดั สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทมุ ธานี
วธิ ีดาเนนิ การวิจยั
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ งท่ใี ช้ในการวิจยั คร้งั นี้ ได้แก่ ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาและครูผสู้ อนของ
โรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี ตามตารางกาหนดขนาดกลุ่ม
ตัวอย่างของ ศิริชัย กาญจนวาสี ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์ และดิเรก ศรีสุโข (2555) ท่ีระดับ
ความคลาดเคล่ือน 95 % ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จานวน 353 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลาย
ขนั้ ตอน (Multi-Stage Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) โดยแบ่งเป็น 3 ตอน
ตอนท่ี 1 ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ซ่ึงเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ตอนท่ี 2
ข้อมูลเก่ียวกับการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงเป็นแบบสอบถามแบบมาตร
ประเมินค่า (Rating scale) 5 ระดับ และตอนท่ี 3 ข้อมูลเกี่ยวกับความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของ
สถานศึกษา ซง่ึ เปน็ แบบสอบถามแบบมาตรประเมนิ คา่ (Rating scale) 5 ระดบั
การนาเคร่ืองมือวิจัยไปทดลองใช้ ผู้วิจัยนาผลการตอบแบบสอบถามมาวิเคราะห์หาค่า
สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach, 1990) กับข้อคาถามเกี่ยวกับการบริหารตามหลัก
วารสารบัณฑติ ศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ 173
ปีท่ี 11 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา มีความเท่ียง
เทา่ กับ .96 และ .94 ตามลาดบั
การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยแจกแบบสอบถาม จานวน 353 ฉบับ ได้กลับคืนมา 353 ฉบับ คิด
เปน็ รอ้ ยละ 100 จากน้นั นาแบบสอบถามไปวิเคราะหข์ อ้ มูลต่อไป
สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป
คอมพิวเตอร์ โดยสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ค่าร้อยละ
(Percent) สถติ ิที่ใช้ในการวิเคราะห์ระดับการบริหารตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับความ
พร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา วิเคราะห์โดยหาค่าเฉล่ีย ( ̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D.) สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติที่
ใช้ทดสอบสมมตฐิ าน ได้แก่ การหาคา่ สมการถดถอยพหุคูณแบบนาตวั แปรเข้าท้ังหมด
ผลการวิจยั
1. ผลการวิเคราะห์การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขต
พนื้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษาปทุมธานี มคี ่าเฉลีย่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( ̅= 4.16, S.D. = 0.64) เมื่อ
พิจารณาเป็นรายด้าน พบวา่ มีคา่ เฉลย่ี อยู่ในระดับมากทกุ ด้าน โดยดา้ นท่ีมีค่าเฉลี่ยมากทสี่ ดุ คือ ด้านเง่อื นไข
ความรู้ ( ̅= 4.21, S.D. = 0.64) รองลงมาคือ ด้านเงื่อนไขคุณธรรม ( ̅= 4.19, S.D. = 0.68) ด้านการมี
ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ( ̅= 4.17, S.D. = 0.65) และด้านความ มีเหตุผล ( ̅= 4.13, S.D. = 0.66) ส่วน
ดา้ นที่มคี ่าเฉลย่ี นอ้ ยท่สี ุด คือ ดา้ นความพอประมาณ ( ̅= 4.11, S.D. = 0.56)
2. ผลการวิเคราะห์ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี มีค่าเฉล่ียโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( ̅= 4.14, S.D. = 0.59) เม่ือ
พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยมากท่ีสุดเรียงตามลาดับ
ได้แก่ ด้านการจัดการศึกษา ( ̅= 4.16, S.D. = 0.57) และ ด้านการสร้างสังคมแห่ง การเรียนรู้ ( ̅=
4.11, S.D. = 0.60)
3. ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับ
ความพรอ้ มสปู่ ระชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทมุ ธานี
ตารางที่ 1 ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ของการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีส่งผล
ต่อความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศกึ ษา
การบริหารตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง (x) (x1) (x2) (x3) (x4) (x5) (y)
ความพอประมาณ (x1) 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000
ความมีเหตุผล (x2) 0.718** 0.843** 0.808** 0.793**
การมภี ูมิคุม้ กันในตัวที่ดี (x3) 0.701** 0.769** 0.761**
เงือ่ นไขความรู้ (x4) 0.663** 0.806** 0.787**
0.798** 0.778**
เงื่อนไขคณุ ธรรม (x5) 0.685** 0.758**
ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซยี นของสถานศกึ ษา (y) 0.680**
** มนี ยั สาคัญทางสถิตทิ รี่ ะดบั .01
174 วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ปที ี่ 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
จากตารางที่ 1 พบว่า การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีความสัมพันธ์กัน
ในทางบวกกับความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานี ทุกคู่ โดยมีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับปานกลางถึงระดับมาก อย่างมี
นัยสาคญั ทางสถติ ิที่ระดบั 0.01 และมีค่าสัมประสิทธสิ์ หสัมพันธ์ (r) ระหวา่ ง 0.663 ถึง 0.843
เม่ือพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับ
ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษารายด้าน พบว่า การบริหารตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงด้านเง่ือนไขคุณธรรม (rx5y = 0.793 ) มีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ (r) มากท่ีสุด
รองลงมา คือ ด้านเงื่อนไขความรู้ (rx4 y = 0.787) ด้านการมีภูมิคุ้มกันในตัวท่ีดี (rx3y = 0.778) ด้าน
ความมเี หตผุ ล (rx2y = 0.758) และ ดา้ นความพอประมาณ (rx1y = 0.680) ตามลาดับ
4. ผลการวิเคราะห์ถดถอยการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ส่งผลต่อ
ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สงั กัดสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี
ตารางที่ 2 ค่าสมการถดถอยพหุคูณการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ส่งผลต่อ
ความพรอ้ มสูป่ ระชาคมอาเซียนของสถานศกึ ษา
ตัวแปร b S.E.b B t sig
Constant 0.717 0.121 5.906* 0.000
ความพอประมาณ (x1) 0.112 0.043 0.112 2.641* 0.009
ความมีเหตุผล (x2) 0.069 0.050 0.081 1.393 0.164
การมีภูมคิ มุ้ กันในตัวทด่ี ี (x3) 0.113 0.053 0.131 2.121* 0.035
เง่ือนไขความรู้ (x4) 0.267 0.045 0.306 5.989* 0.000
เงอื่ นไขคุณธรรม (x5) 0.257 0.043 0.314 5.926* 0.000
R = 0.854*
R2 = 0.729
* มนี ยั สาคัญทางสถิติทีร่ ะดับ 0.05
จากตารางที่ 2 พบว่า การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีส่งผลต่อความ
พร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี
โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.854 ส่วนค่าสัมประสิทธ์ิการพยากรณ์ (R2)
เท่ากับ 0.729 หมายถึง ตัวพยากรณ์ทุกตัวร่วมกันพยากรณ์ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของ
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี ได้ร้อยละ 72.9 อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิตทิ ีร่ ะดบั 0.05
เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธ์ิการถดถอยของตัวพยากรณ์รายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าอานาจ
พยากรณ์ท่ีสุด คือ ด้านเง่ือนไขความรู้ (x4) มีค่าสัมประสิทธ์ิการพยากรณ์ เท่ากับ 0.267 รองลงมา คือ
ด้านเงื่อนไขคุณธรรม (x5) มีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ เท่ากับ 0.257 ด้านการมีภูมิคุ้มกันในตัวท่ีดี
(x3) มีค่าสัมประสิทธ์ิการพยากรณ์เท่ากับ 0.113 และ ด้านความพอประมาณ (x1) มีค่าสัมประสิทธิ์
การพยากรณ์ เท่ากับ 0.112 ส่วน ด้านความมีเหตุผล (x2) สามารถพยากรณ์ความพร้อมสู่ประชาคม
อาเซยี นของสถานศึกษาได้แต่ไม่มีนยั สาคัญทางสถติ ิ
วารสารบณั ฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ 175
ปที ่ี 11 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
สามารถเขยี นเป็นสมการพยากรณใ์ นรูปคะแนนดิบได้ ดงั นี้
y = a + bx
y = 0.717 + 0.112(x1) + 0.069(x2) + 0.113(x3) + 0.267(x4) + 0.257(x5)
สามารถเขยี นเปน็ สมการพยากรณ์ในรปู คะแนนมาตรฐานได้ ดงั น้ี
Z y = 0.112 (x1) + 0.081(x2) + 0.131(x3) + 0.306(x4) + 0.314(x5)
จากสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน อธบิ ายได้ ดงั น้ี
1. การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านความพอประมาณส่งผลทางบวก
ต่อความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ปทุมธานี กล่าวคือ หากการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดา้ นความพอประมาณ (x1)
เพิ่มขึ้น 1 หน่วยมาตรฐาน จะทาให้ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา (y) มีค่าเพ่ิมข้ึน
0.112 หนว่ ยมาตรฐาน เมือ่ ควบคุมการบรหิ ารตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงดา้ นอ่ืน ๆ ใหค้ งท่ี
2. การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านความมีเหตุผลส่งผลทางบวกต่อ
ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ปทุมธานี กล่าวคือ หากการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านความมีเหตุผล (x2)
เพ่ิมขึ้น 1 หน่วยมาตรฐาน จะทาให้ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา (y) มีค่าเพิ่มขึ้น
0.081 หน่วยมาตรฐาน เมือ่ ควบคมุ การบริหารตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านอื่น ๆ ใหค้ งท่ี
3. การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการมีภูมิคุ้มกันในตัวท่ีดีส่งผล
ทางบวกต่อความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานี กล่าวคือ หากการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการมี
ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี (x3) เพิ่มข้ึน 1 หน่วยมาตรฐาน จะทาให้ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ของ
สถานศึกษา (y) มีค่าเพ่ิมข้ึน 0.131 หน่วยมาตรฐาน เม่ือควบคุมการบริหารตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี งด้านอน่ื ๆ ให้คงที่
4. การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านเงื่อนไขความรู้ส่งผลทางบวกต่อ
ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ปทุมธานี กล่าวคือ หากการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านเงื่อนไขความรู้ (x4)
เพิ่มข้ึน 1 หน่วยมาตรฐาน จะทาให้ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา (y) มีค่าเพ่ิมขึ้น
0.306 หน่วยมาตรฐาน เมอ่ื ควบคุมการบรหิ ารตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงดา้ นอื่น ๆ ให้คงที่
5. การบริหารตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงด้านเง่อื นไขคณุ ธรรมส่งผลทางบวกต่อ
ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ปทุมธานี กล่าวคือ หากการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านเง่ือนไขคุณธรรม (x5)
เพิ่มขึ้น 1 หน่วยมาตรฐาน จะทาให้ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา (y) มีค่าเพิ่มขึ้น
0.314 หน่วยมาตรฐาน เม่อื ควบคมุ การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านอื่น ๆ ให้คงที่
อภปิ รายผล
1. ผลการวิจัย พบว่า การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจาก
176 วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ปีที่ 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
สานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาปทุมธานี ได้กาหนดนโยบายให้สถานศึกษาทุกแห่งในสงั กัด
พัฒนาและสนับสนุนให้ประชากรวัยเรียนทุกคนได้รบั การศึกษาอย่างมคี ุณภาพ โดยเนน้ การพัฒนา ผู้เรียน
เป็นสาคัญเพ่ือให้ผู้เรียนมีคุณธรรมจริยธรรม มีวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น
จงึ ทาให้ผบู้ ริหารและครูมีการบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การบริหารจัดการภายใน
สถานศกึ ษาและนาไปใช้ในกระบวนการจดั การเรยี นการสอนและกิจกรรมพฒั นาผูเ้ รยี น ด้วยเหตุน้ี จึงส่งผล
ให้ การบรหิ ารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับงานวิจัยของ ฐิติวัจน์ พัฒน์เจริญ สุรพล
พุฒคา และบุญเรือง ศรีเหรัญ (2557) พบว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง ของทหารกองประจาการ สงั กดั กองทพั บก ในภาพรวมอยใู่ นระดับมาก
2. ผลการวิจัย พบว่า ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีเนื่องจาก นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในส่วนที่เก่ียวกับอาเซียน สรุปได้ว่า “รัฐบาลจะสนับสนุนการเรียนภาษาต่างประเทศ
วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านและวัฒนธรรมสากลเพื่อเตรียมเข้าสู่เสาหลักวัฒนธรรมของประชาคม
อาเซยี นและเพื่อการเป็นส่วนหน่ึงของประชาคมโลก” (สานักเลขาธิการคณะ รฐั มนตรี, 2557) จากนโยบาย
ดังกล่าว ทาให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องกับการศึกษาทุกระดับต้องจัดทาแนวปฏิบัติหรือแผนปฏิบัติการ
เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีความพรอ้ มสู่ประชาคม อาเซยี น ดว้ ยเหตนุ ้ี จงึ ส่งผลให้โรงเรียนใน
สังกัดสานักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาปทมุ ธานี มีระดับความพร้อมสู่ประชาคมอาเซยี น ท้ัง
โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับ โสภิตา รัตนพันธ์ (2557) ได้ศึกษาความสัมพันธ์
ระหว่างความพร้อมเพ่ือการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนกับการพัฒนาสมรรถนะของครูในสถานศึกษา
อาเภอลาลูกกา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 จังหวัดปทุมธานี พบว่า ความ
พร้อมเพ่ือการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในสถานศึกษา อาเภอลาลูกกา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 ท้งั โดยภาพรวมและรายดา้ น อย่ใู นระดับมาก
3. ผลการวิจัย พบว่า การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงส่งผลต่อความ
พร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี
ซึ่งสามารถพยากรณ์ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี ได้ร้อยละ 72.9 โดยด้านที่มีอานาจพยากรณ์มากท่ีสุด คือ ด้าน
เงือ่ นไขความรู้ (x4) รองลงมา คือ ด้านเงือ่ นไขคุณธรรม (x5) ด้านการมีภูมิคุ้มกนั ในตัวที่ดี (x3) และด้าน
ความพอประมาณ (x1) ตามลาดับ ส่วนด้านความมีเหตุผล (x2) สามารถพยากรณ์ความพร้อมสู่ประชาคม
อาเซียนของสถานศึกษาได้แต่ไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ ท้ังนี้ผู้วิจัยสรุปประเด็นดังน้ี ประการแรก
ผบู้ ริหารสถานศึกษาให้ความสาคัญและนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยกุ ต์ใช้ในการบริหาร
สถานศึกษาโดยเฉพาะอย่างย่ิงการบริหารสถานศึกษาภายใต้เง่ือนไขความรู้ เพราะ ความรู้คือสิ่งท่ีจะ
ทาให้คนและองค์กรมีคุณภาพมากข้ึน จึงจาเป็นอย่างย่ิงต้องมีการพัฒนาฐานความรู้หรือแหล่งเรียนรู้ใน
สถานศึกษา เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ซ่ึงจะเป็นตัวช่วยให้องค์กรสามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปสู่
สถานศึกษา ที่มีความพร้อมเพ่ือเป็นพลังขับเคลื่อนสู่การเปล่ียนแปลง สามารถปรับตัวและรับมือจาก
การบีบคั้นรอบด้านจากกระแสโลกาภิวัตน์ ดังที่ วิจารณ์ พานิช (2558) กล่าวโดยสรุปว่า การเพ่ิม
ประสิทธิผลขององค์กร โดยการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้จะช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาและ
วารสารบณั ฑติ ศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ 177
ปีที่ 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ความสาเร็จในการบริหารงาน ประการท่ีสอง หลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักการท่ีมี
ความเหมาะสมในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและปรับสมดุลทางการศึกษาให้มี ความสอดคล้องกับการ
เปล่ียนแปลงต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับงานวิจัยของ ชัยอนันต์ หาญจิต (2555) พบว่า การ
บริหารสถานศกึ ษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความเหมาะสมกับแนวทางการขับเคล่ือนการศึกษาใน
ประชาคมอาเซียนในระดับมาก
การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความมีเหตุผล (x2) สามารถพยากรณ์
ความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษาได้แต่ไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ ทั้งน้ีอาจเนื่องมาจาก
ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนบางส่วนอาจเคยชินกับการใช้อารมณ์ในการปฏิบัติงานและแก้ไข
ปัญหา ถือความคิดเห็นของตัวเองเป็นหลัก ทาให้สมาชิกในองค์กรขาดการยอมรับฟังความคิดเห็น
ของผูอ้ ื่น ด้วยเหตุน้ี จงึ สง่ ผลให้ การบริหารตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ด้านความมเี หตุผล
สามารถพยากรณ์ ความพร้อมสู่ป ระช าคมอาเซียน ของสถาน ศึกษาได้แต่ไม่มีนั ยสาคัญ ทางสถิติ
สอดคล้องกับงานวิจัยของ ระพีพรรณ คณาฤทธ์ิ (2554) พบว่า ปัญหาที่พบมากท่ีสุดสาหรับการบริหาร
สถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการบริหารงานโดยใช้เหตุผล คือ การท่ีผู้บริหาร
และครบู างคนยงั มีทิฐิ และใช้อารมณใ์ นการแก้ไขปัญหา
ขอ้ เสนอแนะ
จากการศึกษาการบรหิ ารตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง พบว่า ด้านทีส่ ่งผลต่อความ
พร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี
มากที่สุด คือ ด้านเงื่อนไขความรู้ แสดงให้เห็นว่า ด้านน้ีมีอิทธิพลมากต่อความพร้อมสู่ประชาคม
อาเซียนของสถานศึกษาในการขับเคล่ือนและพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ ดังนนั้ สานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาหรือหน่วยงานอ่ืนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ควรจัดกิจกรรม การศึกษาดูงาน
หรือโครงการเพ่ือฝึกอบรมให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ได้มีโอกาสแลกเปล่ียนเรียนรู้ข้อมูล
ข่าวสาร ทัศนคติหรอื แนวคิด เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรูใ้ หม่ ท่ีเป็นประโยชนต์ อ่ การวางแผนการ
พัฒนาการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะส่งผลดีและได้แนวทางการพัฒนาท่ี
ทนั สมัยและเหมาะสมกับการจดั การศกึ ษาสปู่ ระชาคมอาเซยี นต่อไป
บรรณานุกรม
กระทรวงการต่างประเทศ. (2554). แผนแมแ่ บบวา่ ดว้ ยการเชอื่ มโยงระหว่างกนั ในอาเซยี น.
กรงุ เทพฯ: คารัสมา่ มเี ดีย.
เกรยี งศักดิ์ เจรญิ วงศศ์ ักด์ิ. (2555). ประเทศไทยกับการเตรยี มความพร้อมส่ปู ระชาคมอาเซียน: มิติ
การศกึ ษา. วารสารรฐั สภาสาร. 60(3), 38.
ชัยอนนั ต์ หาญจติ . (2555). การศกึ ษาความสมั พันธข์ องการบริหารสถานศกึ ษาตามหลักปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงที่สอดคล้องกับแนวทางการขบั เคลื่อนการศกึ ษาในประชาคม
อาเซียนของโรงเรยี นในสงั กัดสานกั การศกึ ษาเมอื งพัทยา. วทิ ยานพิ นธป์ ริญญา
มหาบณั ฑติ มหาวิทยาลัยบูรพา.
178 วารสารบณั ฑติ ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ปีท่ี 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ฐิติวจั น์ พัฒนเ์ จรญิ สุรพล พุฒคา และบุญเรอื ง ศรเี หรัญ. (2557). รปู แบบการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของทหารกองประจาการสงั กัดกองทัพบก. วารสาร
บณั ฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์. 8(3), 13.
ทิศนา แขมมณี. (2556). การขบั เคลอื่ นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งสู่สถานศึกษา: ปัญหาและ
แนวทางแกป้ ัญหาในการจัดการเรียนรู้. วารสารราชบณั ฑิตยสถาน. 36(2).
ธรี ะ รญุ เจริญ. (2553). ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบรหิ ารการศึกษายุคปฏริ ูปการศึกษา (ฉบบั
ปรบั ปรงุ ) เพอื่ ปฏริ ูปรอบ 2 และการประเมนิ ภายนอกรอบ 3. พมิ พ์คร้ังท่ี 6. กรงุ เทพฯ: ข้างฟ่าง.
ระพีพรรณ คณาฤทธิ์. (2554). การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งของ
โรงเรียนสังกดั สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 2. วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญามหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี.
วิจารณ์ พานชิ . (2558). ยทุ ธศาสตรก์ ารจดั การความรู้. สืบคน้ จาก http://www.tak.go.th
ศิริชัย กาญจนวาสี ทวีวฒั น์ ปติ ยานนท์ และ ดเิ รก ศรีสโุ ข. (2555). การเลือกใช้สถิติทเี่ หมาะสม
สาหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพค์ รั้งท่ี 6. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ศรวี ิการ์ เมฆธวัชชัยกุล. (ม.ป.ป). การเตรยี มความพรอ้ มเข้าสปู่ ระชาคมอาเซียนของ
กระทรวงศึกษาธกิ าร ความร่วมมือดา้ นการศึกษาของประเทศสมาชกิ อาเซยี นภายใต้
ประชาคมสังคมและวฒั นธรรมอาเซยี น (ASEAN Socio-Community: ASCC).
สบื ค้นจาก http://www.basd.mua.go.th
สถาบนั พระปกเกลา้ . (2555). ประชาคมอาเซยี นกับการปกครองสว่ นท้องถิน่ . กรุงเทพฯ: ส เจรญิ การพิมพ์.
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานเี ขต 1. (2557). แผนปฏิบตั กิ ารประจาปี พ.ศ.
2558. สืบคน้ จาก http://www.ptt1.net
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานีเขต 2. (2557). แผนปฏบิ ัติการประจาปี พ.ศ.
2558. สืบค้นจาก http://www.ptt2.go.th
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ. (2550). ปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง. กรงุ เทพฯ: 21 เซน็ จรู .ี
สานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2553). แผนการศึกษาแห่งชาตฉิ บบั ปรับปรงุ (พ.ศ. 2552-
2559). กรงุ เทพฯ: สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา.
สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. (2557). คาแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี. กรุงเทพฯ:
คณะรฐั มนตรีและราชกิจจานุเบกษา.
สรุ ยิ นต์ หลาบหนองแสง. (2555). การพัฒนาสงั คมไทยเพื่อการเขา้ ส่ปู ระชาคมอาเซยี นในปี พ.ศ.
2558. วารสารการศึกษาและพัฒนาสังคม. 8(1), 6.
โสภิตา รตั นพนั ธ.์ (2557). ความสัมพันธร์ ะหวา่ งความพรอ้ มเพ่ือการเข้าสูป่ ระชาคมอาเซียนกับ
การพัฒนาสมรรถนะของครใู นสถานศึกษา อาเภอลาลกู กา สงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ที่
การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 4 จงั หวัดปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑิต
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บุรี.
Cronbach, L.J. (1990). Essentials of psychological testing. 5th ed. New York: Harper
Collins.
วารสารบัณฑติ ศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
ปที ่ี 11 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
การจัดการเรยี นรู้แบบการใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem Based Learning):
รายวชิ าการออกแบบและพัฒนาหลกั สูตร สาหรับนักศกึ ษาวิชาชีพครู
HOW TO LEARNING PROBLEM BASED LEARNING: COURSED DESIGN AND
DEVELOPMENT COURSED FOR STUDENTS TEACHERS
กมลฉัตร กล่อมอิม่
Kamolchart Klomim
อาจารยป์ ระจากล่มุ วิชาหลกั สตู รและการสอน คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ์
บทคดั ย่อ
การจดั การเรยี นรู้แบบการใช้ปญั หาเป็นฐาน มีลักษณะสาคญั โดยใหผ้ ู้เรียนเป็นศูนย์กลางของ
การเรียนรู้อยา่ งแทจ้ รงิ แลว้ จดั ผเู้ รียนเป็นกลุ่มย่อย ใหม้ ีจานวนกลุ่มละประมาณ 5 – 6 คน ผูส้ อนทา
หน้าท่เี ปน็ ผอู้ านวยความสะดวกหรอื ผู้ให้คาแนะนา ซงึ่ ครูจะใช้ปญั หาเปน็ ตวั กระต้นุ ให้เกดิ การเรียนรู้
ลักษณะของปัญหาท่ีนามาใช้น้ันต้องมีลักษณะคลุมเครือ ไม่ชัดเจน มีวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่าง
หลากหลาย อาจมีคาตอบได้หลายคาตอบไดแ้ ก่ 1) กาหนดปัญหา 2) ทาความเข้าใจปัญหา 3) ดาเนิน
การศึกษาคน้ คว้า 4) สังเคราะห์ความรู้ 5) สรุปและประเมินค่าของคาตอบ 6) นาเสนอและประเมินผลงาน
โดยผู้เรียนเป็นผู้แก้ปัญหาโดยการแสวงหาข้อมูลใหม่ๆ ด้วยตนเอง การวัดและประเมินผล ใช้การ
ประเมินผลจากสถานการณ์จริง ดูจากความสามารถในการปฏิบัติของผู้เรียนในขณะทากิจกรรมการ
เรยี นรูแ้ ละพจิ ารณาจาก ผลงานทเ่ี กิดขน้ึ จากการเรยี นรู้
ABSTRACT
The learning of the problem. The key to a student-centered learning
experience. The learner a group of about 5-6 people.The instructor acts as a facilitator
or consultant.Teachers will use the issue as a stimulant. To learning the nature of the
problems that used to be a nebulous solutions to customers. There may be many
answers, 1) define the problem, 2) understanding the problem, 3) conduct a study 4)
synthesis of knowledge 5) summary and evaluation of answer 6) presentation and
evaluation. By studying the problem by seeking new information on their own.
Measurement and evaluation of the real situation, view from the ability to perform
activities of students in learning and considering. The result of learning.
คาสาคญั
การใช้ปัญหาเป็นฐาน, การจัดการเรียนรู้, รายวิชาการออกแบบและพัฒนาหลักสูตร,
นกั ศกึ ษาวิชาชพี ครู
180 วารสารบณั ฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ปที ี่ 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
Keywords
Using A Database Problem, Learning Management, Coursed Design And
Development Coursed, Students Teachers
บทนา
พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ที่พวกเราถือเป็นแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอน ซ่ึงมีรายละเอียด
ดังต่อไปน้ีมาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ทั้งร่างกาย
จติ ใจ สติปญั ญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวฒั นธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับ
ผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ
เรียนรแู้ ละพัฒนา ตนเองได้ และถอื ว่าผูเ้ รียนมคี วามสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริม
ให้ผู้เรียนสามารถพฒั นา ตามธรรมชาติและเต็มตามศกั ยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2542)
อนงึ่ วิสัยทัศนก์ ารปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษท่ีสอง (2552-2561) กาหนดให้ “คนไทยได้เรยี นรู้
ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ” โดยมีจุดเน้นการปฏิรูป 3 เรื่อง ได้แก่ 1) พัฒนาคุณภาพการศึกษาและ
การเรียนรู้ 2) โอกาสทางการศึกษา เปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ 3) การมี
ส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสงั คม คุณภาพของการศกึ ษาและการเรียนรจู้ ะต้องบรรลุ 4 คุณภาพ คือ
1) คุณภาพคนไทยยุคใหม่ 2) คุณภาพครูยุคใหม่ 3) คณุ ภาพแหล่งเรียนรู้/สถานศึกษายุคใหม่ 4) คุณภาพ
การบริหารจดั การใหม่ เปา้ หมายยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ไว้ดังนี้ 1) คนไทย
และการศึกษาไทยมีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล 2) คนไทยใฝ่รู้ : สามารถเรยี นรู้ด้วยตนเอง รักการ
อ่านและแสวงหาความรู้ 3) คนไทยใฝ่ดี: มีคุณธรรมพ้ืนฐาน มีจิตสานึกและค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็น
ประโยชน์สว่ นรวม มีจติ สาธารณะ มวี ัฒนธรรมประชาธิปไตย 4) คนไทยคิดเป็น ทาเปน็ แก้ปญั หาได้มีทักษะ
ในการคิดและปฏิบัติ มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ มีความสามารถในการ
แข่งขัน
ทกั ษะเพ่ือการดารงชวี ิตในศตวรรษท่ี 21
ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช (2555)ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา 3 ยุค
คือยุคเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม และยุคความรู้ มีความแตกต่างกันมากหากเราต้องการให้
สังคมไทยดารงศักด์ิศรีและคนไทยสามารถอยู่ในสังคมโลกได้อย่างมีความสุข การศึกษาไทยต้องก้าว
ไปสู่เป้าหมายในสู่ “ยุคความรู้” จุดท้าทายในการจัดการศึกษาควรไปในทิศนาทางของความสุขในการ
ทางานอย่างมีเป้าหมายเพ่ือชีวิตที่ดลี ูกศิษยใ์ นยุคความรู้กระตุ้นให้ศิษย์เรียนรู้ตลอดชีวติ ครูจึงต้องยึด
หลัก “สอนนอ้ ย เรียนมาก” ด้วยจดั กิจกรรมตา่ งๆ ให้ผู้เรยี น ครูต้องตอบไดว้ ่า ศษิ ย์ได้เรียนอะไร และ
เพื่อให้ศิษย์ได้อะไร การประสบผลสาเร็จได้นั้น ครูต้องทาอะไร ไม่ทาอะไร การทาหน้าท่ีครูจึงไม่ผิด
ทางคือ ทาให้ศิษย์เรียนไม่สนุก หรือเรียนแบบขาดทักษะสาคัญ “ทักษะเพื่อการดารงชีวิตในศตวรรษ
ท่ี 21” ( 21st Century Skills) จะเกิดขึ้นได้จาก “ครูต้องไม่สอน แต่ต้องออกแบบการเรียนรู้และ
อานวยความสะดวก” ในการเรียนรู้ ให้ศิษย์ได้เรียนรู้จากการเรียนแบบลงมือทา แล้วการเรียนรู้ก็จะ
วารสารบณั ฑิตศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ 181
ปที ี่ 11 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
เกิดจากภายในใจและสมองของตนเอง การจัดการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem
Based Learning) สาระวิชาก็มีความสาคัญ แต่ไม่เพียงพอสาหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิตในโลกยุค
ศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชาควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของศิษย์ โดยครูช่วย
แนะนา และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการ
เรียนรูข้ องตนเองได้ สอดคล้องกับ (สุปรยี า ศิริพัฒนกุลขจร,2012) ไดใ้ หค้ วามเหน็ ว่าการเปล่ียนแปลง
วิธีการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ใหส้ อดคล้องและสมดุลกับการเปลย่ี นแปลงของโลกท่ีนับวันจะมี
การเปลี่ยนอย่างรุนแรงมากขนึ้ แต่การเปล่ียนแปลงวิธีการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดครั้งน้ีถือ
ว่าเป็นเร่อื งท่ีจะต้องอยูค่ ู่กันต้องเก้ือกลู กันจะแยกออกจากกันไม่ได้ เม่ือมกี ารเรียนรู้ในศตวรรษใหม่ มี
คาทีส่ าคัญที่นา่ สนใจคือ คาว่า “Teach Less” และ “Learn More” โดยความหมายแล้วหมายความ
ว่า การเปล่ียนวิธีการศึกษา ด้วยการเปล่ียนแปลงเป้าหมายจาก “ความรู้ (knowledge) ไปสู่ ทักษะ
(skill or practices)” คาว่า “Teacher” ที่แปลว่า “ครู” น้ัน ถือว่าเป็นคาเก่าไปแล้วน้ัน จะถูกให้
ความหมายหรือคาจากัดความเสียใหม่ด้วยการเปล่ยี นมาเป็นเพียง “Facilitator” โดยระบุหน้าท่ีหรือ
คาจากัดความว่าเป็น “ผู้อานวยการเรียนรู้ (Coach) หรือ ผู้ชี้แนะ” ซ่ึงเป็นการเปล่ียนแปลงจาก
การศึกษาหรือการเรียนรู้ท่ีมี “ครู” เป็นหลัก ไปเป็น “นกั เรียน” เป็นหลัก ดังนั้นการเรียนรู้จึงจะต้อง
เรียนให้เลยจากเนื้อหา หลายส่วนก็ไม่จาเป็นต้องสอนผู้เรียน ซ่ึงผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เอง แต่ต้อง
สร้าง “ทักษะและเจตคติ” กบั ตวั ของผู้เรียนขน้ึ มาให้ได้ การเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21 จึงเป็นการเรียนรู้
ร่วมกนั มากกวา่ การเรยี นรูแ้ บบตวั ใครตวั มัน (Individual Learning) เพราะการเรียนรใู้ นแบบใหมต่ อ้ ง
เป็นการเรียนรู้ท่ีแบ่งปันกัน ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน การเรียนในปัจจุบันควรให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติพร้อม
เรียนทฤษฎีไปพร้อม ๆ กันไม่ใช่แยกส่วนกันเรียน ห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 ควรเปล่ียนจาก
ห้องเรียนธรรมดา (Class Room) เป็นสตูดิโอ (Studio) เป็นทท่ี างานเปน็ กล่มุ ๆ ซง่ึ หมายความว่าการ
เรียนจะเปล่ียนจาก Lecture Based เป็น Problem- Based Learning เป็นการเปล่ียนผู้เรียนจาก
“กรรม” จากเดิมเป็นผู้เรยี นเปน็ “ประธาน” และเป็น “กรยิ า” ด้วยพรอ้ มกัน คือเปน็ ผ้ลู งมือทา
ดังนั้นในศตวรรษที่ 21 ทักษะที่อยากให้เกิดกับผู้เรียน คือ 3R x 7C และต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
ทักษะชีวิต 3 อย่างทค่ี วรจะมี ได้แก่ ทกั ษะชีวติ และการทางาน ทักษะการเรยี นรู้และนวัตกรรม ทกั ษะ
ด้านสารสนเทศ ส่ือ และเทคโนโลยีรวมทั้งยังส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem - Based Learning) กระบวนการเรียนรู้จาก ปมปัญหาสู่ปัญญา และพัฒนาครูผู้สอนผ่าน
กระบวนการแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (Professional Learning Community) เพราะ
การศึกษาเป็นรากฐานสาคัญทที่ าให้คน เกิดทักษะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมประชากรให้
พร้อมที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเพ่ือที่จะ ดารงอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสขุ การศึกษาคอื สรา้ งพลัง
ปัญญาแก่ประชากร เพื่อพร้อมรับกับปัญหาต่างๆ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดังนั้น
การศึกษาจึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสาคัญสาหรับพัฒนาประชากร เพ่ือเตรียมความพร้อมในยุค
ศตวรรษปัจจุบัน แต่ท้ังนี้การศึกษาจะต้องต้ังอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าที่แท้จริง ในความเป็นมนุษย์ใน
ฐานะเป็นหลกั ความคดิ เชิงคุณภาพ
การจัดการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐานจะแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มจะมี
ผเู้ รยี นประมาณ 5-8 คนและมีครผู สู้ อน 1 คนหรืออาจจะมากกว่าทาหน้าที่เปน็ ผู้กระตนุ้ สนบั สนนุ และ
ช่วยเหลือให้เกิดกระบวนการเรยี นรู้ซ่ึงจะเรียกผู้สอนในระบบน้ีวา่ ผู้อานวยความสะดวก (Facilitator)
182 วารสารบัณฑิตศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ปีท่ี 11 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
กระบวนการจะเริ่มต้นด้วยการให้ผู้เรียนได้ประสบกับปัญหาที่สาคัญ ซึ่งคล้ายคลึงกับปัญหาท่ีจะต้อง
ไปประสบจริงทางวิชาชีพของตนในอนาคต โดยที่ผู้เรียนมิไดม้ ีการเตรียมตัวล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหานี้
มาก่อน โดยทีมผู้สอนจะนาปัญหาดังกล่าวมาเขียนเป็นสถานการณ์ (Scenario) หรือโจทย์ปัญหา
(Problem) เป็นการสร้างเหตุการณ์จาลอง เพื่อใช้เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ฝึกหัดการคิดไตร่ตรอง
หาเหตุผลมาอธบิ าย และพยายามแกไ้ ขปัญหาเบื้องต้นโดยใช้ความรู้พืน้ ฐานเดมิ ทีแ่ ต่ละคนมอี ยูม่ ารว่ ม
กัน ตั้งเป็นสมติฐาน พร้อมกับพิจารณาและต้ังวัตถุประสงค์ในการไปศึกษาค้นคว้าหาความรู้ที่จาเป็น
เพิ่มเติม พร้อมกับพิจารณาและต้ังวัตถปุ ระสงค์ในการไปศึกษาคน้ ควา้ หาความรูท้ ่ีจาเปน็ เพม่ิ เติม เพ่ือ
นามาช่วยในการพิสูจน์สมมติฐาน จากนั้นกลุ่มผู้เรียนก็จะแยกย้ายกันไปศึกษาหาความรู้ด้วยวิธีการ
ต่างๆตามวัตถุประสงค์ท่ีได้ช่วยกันต้ังไว้แล้วจึงนาข้อมูลที่ได้เพ่ิมเติมมาใหม่ กลับมาช่วยกันสรุป
สมมติฐานที่ตั้งไว้เพื่อดาเนินการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงต่อไป ซึ่งการจดั การเรียนรู้ดังกล่าวเป็นส่วนหน่ึง
ในรายวิชาการออกแบบและพัฒนาหลักสูตร ที่ผู้สอนได้ทาการจัดการเรียนรู้ในภาคการศึกษา 2 ปี
การศึกษา 2558 ให้กับนักศึกษาวิชาชีพครูเพ่ือนาความรู้ท่ีได้นาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนฝึก
ประสบการณ์วชิ าชพี ครูในโรงเรียนตอ่ ไป
เน้อื หา
ทฤษฎีการเรียนรู้ท่ีสนับสนุนการจัดการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based
Learning) ทฤษฎพี ฒั นาการทางสติปัญญาเพยี เจต์ (ชยั วฒั น์ สทุ ธิรตั น์, 2552)
1) พฒั นาทางการสติปญั ญาของบุคคลเป็นไปตามวัย ซ่ึงแบง่ ได้ 4 วัยดังนี้ ขน้ั รบั รู้ ดว้ ยประสาท
สมั ผสั (Sensorimotor period) มอี ายอุ ยู่ในช่วง 0-2 ปี ขนั้ ก่อนปฏิบตั ิการการ คิด (Preoperational
period) มีอายุอยู่ในช่วง 2 – 7 ปี 2 ข้ันน้ีจะมีการรับรู้และการกระทา ส่วนขั้นการคิดแบบรูปธรรม
(Concrete operational period) มีอายุอยู่ในช่วง 7-11 ปี ข้ันน้ี นอกจากเรียนรู้แบบรูปธรรมได้ ยัง
สามารถเรียนรู้และใช้สัญลักษณ์ได้ด้วย ขั้นสุดท้ายเป็นขั้นการคิดแบบนามธรรม (Formal
operational period) มีอายุอยนู่ ามธรรม ต้งั สมมตฐิ านและใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ได้
2) ภาษาและกระบวนการคดิ ของเด็กแตกต่างจากผูใ้ หญ่
3) กระบวนการทางสติปัญญาเป็นการซมึ ซับ หรือการดูดซึม (Assimilation) และการปรับและ
การจัดระบบ (Accommodation) การซึมซับหรือดูดซับ เป็นกระบวนการทางสมองในการรับ
ประสบการณ์ เร่ืองราว และข้อมูลต่างๆ เข้ามาสะสมเก็บไว้เพ่ือใช้ประโยชน์ต่อไป การปรับและการ
จัดระบบ เป็นกระบวนการท่ีเกิดข้ึนจากขั้นของการปรับ หากการปรับเป็นไปอย่างผสมผสาน
กลมกลืน จะก่อให้เกิดสภาพท่ีมีความสมดุลข้ึน หากบุคคลไม่ สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และ
ประสบการณเ์ ดิมให้เขา้ กนั ไดก้ จ็ ะเกิดภาวะความไมส่ มดุล
การนาทฤษฎพี ัฒนาการทางสติปัญญาเพียเจตไ์ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการจัดการเรียนรู้
1) การพัฒนาเด็กควรคานึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก และจัดประสบการณ์ ให้
เหมาะสมกับพัฒนาการของเขา ไม่ควรบังคับให้เด็กเรียนในสิ่งท่ียังไม่พร้อมหรือยากเกิน พัฒนาการ
ตามวัย เพราะจะทาให้เด็กเกิดเจตคติที่ไม่ดีในสิ่งท่ีเรียน และการจัดประสบการณ์ ควรคานึงถึงส่ิง
ต่อไปน้ี 1.1) การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามวัยของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ เด็ก
วารสารบณั ฑติ ศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 183
ปีท่ี 11 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
พัฒนาไปสู่พัฒนาการข้ันสูงข้ึนได้ 1.2) เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการแตกต่างกัน ถึงแม้อายุจะเท่ากันแต่
ระดับพัฒนาการอาจไม่เท่ากัน ดังน้ันจึงไม่ควรเปรียบเทียบเด็ก ควรให้เด็กมีอิสระที่จะเรียนรู้ และ
พัฒนา ความสามารถของเขาไปตามระดับพัฒนาการของเขา 1.3) ผู้สอนควรสอนสิ่งที่เป็นรูปธรรม
เพ่ือชว่ ยใหเ้ ดก็ เขา้ ใจลกั ษณะตา่ งๆ ได้ดขี ึ้น
2) การใหค้ วามสนใจและสงั เกตเดก็ อยา่ งใกลช้ ิดจะช่วยให้ได้ทราบลักษณะเฉพาะของเดก็
3) ในการสอนเดก็ เล็กๆ เขาจะรับรู้สว่ นรวม (whole) ได้ดีกว่าส่วนย่อย (part) ดงั น้นั ผู้สอนจึง
ควรสอนภาพรวมก่อนแลว้ จงึ แยกสอนทีละส่วน
4) ในการสอนส่ิงใดให้กับเด็ก ควรเร่ิมจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยหรือมีประสบการณ์มาก่อน แล้วจึง
เสนอสงิ่ ใหมท่ ่ีมคี วามสมั พนั ธก์ บั สง่ิ เกา่ การทาเช่นน้จี ะชว่ ยเด็กซึมซบั และจัดระบบ ความรู้ไดด้ ี
5) การเปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์แล้วมีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมมากๆ จะช่วยให้
เด็กซมึ ซับข้อมลูเข้าสู่โครงสร้างทางสติปัญญาและพัฒนาการทางสติปญั ญาของเด็กไดด้ ี
ในขณะเดียวกันการจัดการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning) มี
การพัฒนาข้ึนครั้งแรกโดยคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ( Faculty of Health Sciences) ของ
มหาวิทยาลัย McMaster ท่ีประเทศแคนาดา ได้ถูกนามาใช้ในกระบวนการติว (tutorial process)
ให้กับ นักศึกษาแพทย์ฝึกหัด วิธีการดังกล่าว ต่อมาได้กลายเป็นรูปแบบการเรียนรู้ (Learning
model) ที่ทาให้ มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกานาไปเป็นแบบอย่างในการจัดการเรียนรู้ โดยเริ่มจาก
ปลายปี ค.ศ. 1950 มหาวิทยาลัย Case Western Reserve ได้นามาใช้เป็นแห่งแรกและได้จัดต้ัง
ห้องทดลอง พหุวิทยาการ (Multi-disciplinary Laboratory) เพื่อทาเป็นห้องปฏิบัติการสาหรับ
ทดลองรปู แบบการสอนใหม่ ๆ รูปแบบ การสอนท่ีมหาวิทยาลัย Case Western Reserve พัฒนาขึ้น
มาน้ันได้กลายมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนา หลักสูตรของโรงเรียนหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ทั้งใน
ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศกึ ษาและบณั ฑติ วิทยาลัย (เนตรนริน จกั รแกว้ , 2553)
จากการท่ีผู้สอนได้สังเคราะห์แนวคิดทฤษฎีมาขอยกตัวอย่างการจัดการเรียนรู้แบบการใช้
ปญั หาเปน็ ฐาน (Problem Based Learning) ในรายวชิ า การออกแบบและพฒั นาหลกั สตู ร
ดงั ภาพที่ 1 ดังนี้
184 วารสารบณั ฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ปที ี่ 11 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
กาหนด
ปญั หา
นาเสนอและ ทาความ
ประเมินผล เขา้ ใจ
ปญั หา
งาน
สรปุ และ ดาเนิน
ประเมนิ การศกึ ษา
ค่าของ ค้นควา้
คาตอบ
สังเคราะห์
ความรู้
ภาพท่ี 1 ขน้ั ตอนการจัดการเรียนรแู้ บบการใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem Based Learning)
จากแผนภาพสามารถนามาประยุกตใ์ ชใ้ นการจดั การเรยี นรู้แบบการใชป้ ญั หาเป็นฐาน (Problem
Based Learning) ดังน้ี
ข้นั ท่ี 1 กาหนดปัญหา (เวลา 30 นาที)
1.1 ครูเสนอสถานการณ์ปัญหาต่อไปนี้แก่นักศึกษา
จากการที่นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ให้
นักศึกษาออกแบบ วิสัยทัศน์ เป้าหมาย สมรรถนะสาคัญ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ อัตลักษณ์
เอกลักษณ์ ปรัชญา โดยให้นักศึกษาต้ังชื่อโรงเรียนเอง โดยมีสมาชิกในกลุ่มแสดงบทบาทสมมติเป็น
ผ้อู านวยการ ครู นักเรียน
ขั้นที่ 2 ทาความเขา้ ใจปญั หา (30 นาท)ี
2.1 จดั นักศกึ ษาเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 – 6 คน
2.2 ให้นักศึกษาทาความเข้าใจปัญหา โดยการให้นักศึกษาระบุว่า ในการแก้ปัญหาจาก
สถานการณท์ ่กี าหนดให้ จาเปน็ ต้องศึกษาความร้เู ก่ยี วกับเร่ืองอะไรบ้าง
2.3 ให้แต่ละกลุ่มนาเสนอ เร่ืองท่ีจาเปน็ ต้องศึกษา โดยให้ครแู ละนักศึกษาร่วมกันเติมเต็ม
หัวเรือ่ งท่ีต้องไปศกึ ษา
วารสารบัณฑิตศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ 185
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ขน้ั ท่ี 3 ดาเนินการศึกษาคน้ คว้า (60 นาที)
3.1 ครูจัดเตรียมแหล่งข้อมูลสาหรับให้นักศึกษาศึกษาในเร่ือง วิสัยทัศน์, เป้าหมาย,
สมรรถนะสาคัญ, คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์, อตั ลักษณ,์ เอกลักษณ,์ ปรชั ญา เช่น ตัวอย่างหลกั สตู ร
สถานศกึ ษา งานวิจยั ใบความรู้ ยทู ูป เวปไซต์ www.curriculum51.net Powerpoint เป็นตน้
3.2 ใหน้ ักศกึ ษากาหนดส่ิงทีต่ นเองตอ้ งเรยี นรู้
3.3 ให้นักศึกษาดาเนินการศึกษาด้วยตนเองในเรื่องที่ต้องการเรียนรู้ จากแหล่งข้อมูลท่ี
เตรยี มไว้ให้ ตามความสนใจของนกั ศกึ ษา และเขยี นสรปุ ความรู้ทีต่ นเองศึกษา
ขั้นท่ี 4 สังเคราะห์ความรู้ (30 นาท)ี
4.1 หลังจากที่นักศึกษาแต่ละคนได้ศกึ ษาเรอื่ งเร่ือง วิสัยทัศน์, เป้าหมาย, สมรรถนะสาคัญ,
คุณลักษณะอันพึงประสงค์, อัตลักษณ์, เอกลักษณ์, ปรัชญา จากแหล่งเรียนรู้ที่ตนเองเลือกแล้ว ให้
นักศึกษามารวมกลุ่มและแลกเปลี่ยนส่ิงท่ีตนเองได้เรียนรู้ภายในกลุ่ม เพื่ออภิปรายและสังเคราะห์
ความรู้ทไี่ ดม้ า ว่ามคี วามเหมาะสม ถกู ตอ้ งหรอื ไม่
ขน้ั ท่ี 5 สรปุ และประเมนิ ค่าของคาตอบ (30 นาที)
5.1 ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มสรุป ความรู้เร่ือง วิสัยทัศน์ เป้าหมาย สมรรถนะสาคัญ,
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ อัตลกั ษณ์ เอกลกั ษณ์ ปรชั ญา
5.3 นักศึกษาทุกกลุ่มร่วมกันสรุปองค์ความรู้ เร่ือง วิสัยทัศน์ เป้าหมาย สมรรถนะสาคัญ
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ อตั ลกั ษณ์ เอกลกั ษณ์ ปรัชญา รว่ มกันอกี ครงั้
5.4 ให้นักศึกษาแต่ละคนนาข้อสรุปที่ได้ มาเขียนเรียบเรียงเป็นองค์ความรู้ของตนเองพร้อม
ยกตัวอย่างประกอบองคค์ วามรนู้ น้ั
ข้นั ที่ 6 นาเสนอและประเมินผลงาน (60 นาที)
6.1 ให้นักศึกษานาข้อสรุปท่ีได้มาจัดระบบ และนาไปสู่การเขียนผังมโนทัศน์ วิสัยทัศน์
เป้าหมาย สมรรถนะสาคัญ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ อตั ลักษณ์ เอกลกั ษณ์ ปรชั ญา
6.2 ใหน้ ักศกึ ษาแตล่ ะกล่มุ นาเสนอผลงาน
6.3 ให้นกั ศกึ ษาทุกกลุ่มร่วมกนั ประเมินการเขยี นผังมโนทัศน์ วิสัยทัศน์ เปา้ หมาย สมรรถนะ
สาคัญ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ อัตลกั ษณ์ เอกลักษณ์ ปรชั ญา
สอื่ การเรียนการสอน
ใบความรู้ Powerpoint www.curriculum51.net ตัวอย่างหลักสูตรสถานศึกษางานวิจัยท่ี
เกย่ี วขอ้ ง
186 วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ปีท่ี 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
การวดั และประเมินผล
ด้านคุณธรรมจริยธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและ
ความรับผิดชอบ ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี ประสบการณ์
วชิ าชีพครู
จากประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based
Learning) ในรายวิชาการออกแบบและพัฒนาหลักสูตร พบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น
ฐานเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้เพิ่มสมรรถนะ การคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี นักศึกษามคี วามสุขในการ
เรียน มีความกระตือรอื ร้น มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กล้าคิดกลา้ แสดงอก มีความคิดสร้างสรรค์
นอกจากน้สี มาชกิ ในกลุม่ ยงั แบ่ง บทบาทหนา้ ท่กี ัน และทุกคนมีความรับผิดชอบระหว่างสมาชิก โดยมี
จุดมุ่งหมายให้นักศึกษา มีความสามารถ ดังนี้ 1) ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง 2) ผู้เรียนแก้
โจทย์ปัญหาที่ใช้ในการเรียนรู้ จะส่งผลให้ผู้เรียนเห็นความสาคัญของสิ่งที่เรียนกับการปฏิบัติงานใน
อนาคต ทาให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนรสู้ ามารถจดจาได้ดีขึ้น 3) ส่งเสริมสนับสนุนการทางานเป็นทีม
4) ผู้เรียนได้ทักษะ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่าง
บุคคลและความรับผิดชอบ ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
ประสบการณ์วิชาชพี ครแู ละท่สี าคัญผู้เรียนนาวิธีการสอนไปใช้ในการจัดการเรยี นรู้ในวชิ าชีพครูได้
บทบาทของครูผู้สอน
การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ผู้สอนจะมีบทบาทท่ีแตกต่างไปจากการเรียนการ
สอนแบบเดิม คอื ไม่ใช่ผู้เช่ียวชาญที่ทาหนา้ ท่ีให้ความรู้ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียน เพียงอย่างเดียว แต่
จะเป็นผู้จดั ประสบการณ์ให้ผู้เรียนรักในวิชาชีพน้ันให้มีวิธีท่ีถกู วิธีและเสริมสร้างสติปัญญาในระดับสูง
นอกจากน้ีอาจารย์ยังมีบทบาทเป็นผู้อานวยความสะดวกในการเรียน สร้างบทเรียนที่เปน็ สถานการณ์
ปัญหาที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในเน้ือหาท่ีเป็นแนวคิดสาคัญของปัญหาน้ัน ตลอดจนการ
ประเมนิ ผลการเรียน
บทบาทของผเู้ รียน
เปน็ การเรียนร้โู ดยใช้ปญั หาเป็นสง่ิ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกดิ ความต้องการท่ีจะแสวงหาความร้เู พื่อ
แก้ปัญหา ดังน้ันลักษณะของผู้เรียนที่เรียนด้วยการใช้ปัญหาเป็นหลัก จะประสบความสาเร็จผู้เรียน
จะต้องมีลักษณะ 5 C ดังน้ี
1) ความรู้ความสามารถ (Competence) ความรู้ความสามารถเดิมท่ีเหมาะสมกับปัญหาท่ี
เรียน เป็นส่ิงที่อาจารย์ต้องตระหนักเพราะผู้สอนเตรียมปัญหาท่ียุ่งยากซับซ้อน ไม่สัมพันธ์กับความรู้
เดิมของผู้เรียนแล้วจะทาให้ผู้เรียนเกิดความลาบากและเสียเวลามากในการกาหนดทิศทางการ
แสวงหาความรู้เพ่ือนามาแกป้ ัญหานัน้
2) ความสามารถในการตดิ ตอ่ กบั ผูอ้ นื่ (Communication) ความสามารถในการติดตอ่ สื่อสาร
ความหมายกบั ผู้อ่ืน เน่ืองจากการจัดการเรยี นรู้เป็นกลุม่ ยอ่ ย การติดต่อส่ือสารจะชว่ ยใหก้ ารเรียนร้ใู น
กลมุ่ มีประสทิ ธิภาพ
วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ 187
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
3) ความตระหนักในความสาคัญ (Concern) ผู้เรียนควรตระหนักถึงความสาคัญในความ
รบั ผิดชอบต่องานท่ีไดร้ บั มอบหมายและดาเนนิ ให้บรรลุเป้าหมาย
4) ความกล้าในการตัดสินใจ (Courage) การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นการ
รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจในข้อมูลนั้น ดังน้ันผู้เรียนจะต้องมีความกล้าใน
การตดั สนิ ใจ เช่น การัดสนิ ใจต้ังสมมตฐิ านเพ่อื นามาแกป้ ัญหา
5 ) ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ (Creativity) ลักษณะน้ีมีความสาคัญยิ่งท่ีจะต้องสร้างให้เกิดขึ้น
และต้องใช้เวลานานในการพัฒนาอย่างไรก็ดีการจัดการเรียนรู้แบบนี้ จะช่วยพัฒนาให้เกิดได้ต่อเมื่อ
ผู้เรียนมีประสบการณ์เพิ่มขึ้นนอกจากบทบาทท่ีผู้เรียนต้องเรียนด้วยวิธีการแก้ปัญหาแล้ว ผู้เรียน
จะต้องเรียนเป็นกลุ่มย่อยประมาณ 6-8 คน ดังนั้นบทบาทของผู้เรียนในกลุ่มย่อยจึงเป็นเรื่องสาคัญ
มากที่จะทาให้การทางานบรรลตุ ามวตั ถปุ ระสงค์
บทบาทของผเู้ รียนในกลมุ่ ยอ่ ย
บทบาทของผู้เรียนในกลุ่มย่อยเป็นกระบวนการหน่ึงของการจดั การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็น
ฐาน โดยผู้เรียนจะต้องมีบทบาทร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาที่ได้รับ ให้ความร่วมมือภายในกลุ่ม เพ่ือสร้าง
วตั ถุประสงคก์ ารศึกษา ถกถยี ง ต่อรองเพ่อื สรา้ งกฎเกณฑ์ของกลุ่ม ร่วมกนั ทางานอย่างมีประสิทธภิ าพ
และประสิทธิผลพรอ้ มที่ให้คาติชมอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาตอ่ สมาชิกของกลมุ่ ทุกคนและตอ้ งมีความ
ซื่อสัตย์ต่อกลุ่ม โดยทุกคนทางานท่ีกลุ่มมอบหมายให้ตรงเวลาท่ีกาหนดจุดมุ่งหมายของการเรียนการ
สอนแบบกลุ่มย่อย คอื การเรียนการสอนในระหว่างสมาชิกด้วยกันเป็นกลุ่มร่วมมอื กันทางานท้ังในชั้น
เรียนและนอกชั้นเรียนจะต้องมีผู้ทาหน้าท่ีเป็นผู้นากลุ่มในการดาเนินการเรียนการสอน ได้ แก่
ประธานและเลขาของกลุ่ม ดังนั้น สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะต้องผลัดกันเป็นผู้นากลุ่ม เพ่ือเพ่ิมพูน
ประสบการณ์ในการเปน็ ผู้นากล่มุ ได้ทั่วทกุ คน
จากการศึกษาสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ผู้สอนน้ันเป็นเพียงผู้คอย
แนะนาสนับสนนุ และเป็นตัวกระตุน้ ใหผ้ เู้ รยี นใฝร่ ู้ในเนอ้ื หาที่เปน็ แนวคิดสาคัญของปัญหาน้นั ๆได้
แนวทางการวัดและประเมนิ การเรยี นโดยการใชป้ ัญหาเป็นฐาน
1) การประเมินจากสภาพจริง (Authentic Assessment) หมายถึง การประเมิน
ความสามารถท่แี ทจ้ ริงของผู้เรียน จากการแสดงออก การกระทาหรอื ผลงานเพอื่ สรา้ งองคค์ วามรดู้ ้วย
ตนเอง ในขณะที่ผู้เรียนแสดงออกในการปฏิบัติกจิ กรรมหรือสรา้ งช้ินงาน ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึง
กระบวนการคิดระดับสูง กระบวนการทางานและความสามารถในการแก้ปัญหาหรือการแสวงหา
ความรู้ การประเมินจากสภาพจริงจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีการประเมินหลายๆ ด้าน โดยใช้วิธี
ประเมินหลากกลายวิธีในสถานการณ์ต่างๆ ท่ีสอดคล้องกับชีวิตจริงและต้องประเมินอย่างต่อเน่ือง
เพือ่ ใหไ้ ดข้ ้อมลู ท่ีมากพอท่ีจะสะท้อนถึงการพัฒนาและความสามารถทแี่ ท้จริงของผ้เู รยี นได้
2) การวดั และประเมินผลดา้ นความสามารถ (Performance Assessment)
ความสามารถของผู้เรียนประเมินได้จากการแสดงออกโดยตรงจากการทางานต่างๆ จาก
สถานการณ์ท่ีกาหนดให้ ซ่ึงเป็นของจริงหรือใกล้เคียงกับสภาพจริง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้
188 วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ปที ่ี 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
แก้ปัญหาจากสถานการณ์จริงหรือปฏิบัติจริง โดยประเมินจากกระบวนการทางาน กระบวนการคิด
โดยเฉพาะความคิดขนั้ สูงและผลงานท่ีได้
ลักษณะสาคัญของการประเมินความสามารถ คือ กาหนดวัตถุประสงค์ของงาน วิธีการ
ทางานผลสาเร็จของงาน มีคาส่ังควบคุมสถานการณ์ในการปฏิบัติงาน และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่
ชัดเจน การประเมินความสามารถที่แสดงออกของผู้เรียนทาได้หลายแนวทางต่างๆ กัน ข้ึนอยู่กับ
สภาพแวดล้อม สถานการณ์ และความสนใจของผเู้ รียน ดังตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี
1) การมอบหมายงานให้ทา งานท่ีมอบให้ทาต้องมีความหมาย มีความสาคัญ มี
ความสัมพันธ์กับหลักสูตร เน้ือหาวิชา และชีวิตจริงของผู้เรียน ผู้เรียนต้องใช้ความรู้หลายด้านในการ
ปฏิบัติงานทสี่ ามารถสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทางาน และการใช้ความคดิ อย่างลึกซ้งึ
2) การกาหนดชิ้นงาน หรืออุปกรณ์ หรือสิ่งประดิษฐ์ให้ผู้เรียนวิเคราะห์องค์ประกอบและ
กระบวนการทางาน และเสนอแนวทางเพ่อื พฒั นาให้มปี ระสทิ ธิภาพดขี น้ึ
ตวั อยา่ ง บรรยากาศในการจดั การเรยี นรู้แบบการใช้ปญั หาเปน็ ฐาน
ภาพท่ี 2 นักศกึ ษาแบ่งกลุ่มร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเพือ่ ออกแบบ วิสัยทศั น์ เปา้ หมาย สมรรถนะ
สาคัญ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ อตั ลักษณ์ เอกลกั ษณ์ ปรชั ญา
วารสารบณั ฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 189
ปีท่ี 11 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ภาพท่ี 3 นกั ศกึ ษารวบรวมขอ้ มูลท่ีได้แต่ละคนมาออกแบบลงในกระดาษ
ภาพที่ 4 ตัวอยา่ งผลงานของนักศึกษาที่ไดอ้ อกแบบวสิ ัยทัศน์ เปา้ หมายสมรรถนะสาคัญ คณุ ลกั ษณะ
อนั พึงประสงค์ อัตลักษณ์ เอกลักษณ์
190 วารสารบณั ฑิตศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ปที ี่ 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
ภาพที่ 5 ตัวอย่างผลงานของนักศึกษาที่ไดอ้ อกแบบการพัฒนาหลกั สูตร
ภาพที่ 6 ตวั อยา่ งการนาเสนอผลงานนกั ศึกษาทไ่ี ด้ออกแบบการพัฒนาหลักสูตร
วารสารบัณฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ 191
ปที ี่ 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
ภาพท่ี 7 ตวั อย่างการนาเสนอผลงานนกั ศึกษาทไ่ี ด้ออกแบบการพฒั นาหลักสูตร
สรปุ
นักศกึ ษาไดเ้ รยี นร้อู ะไร และเรยี นรู้อยา่ งไร (After Action Review)
หลังจากผลการนาเสนองานผู้สอนให้นักศึกษาอธิบายการจัดการรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem – Based Learning ) พบว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญโดยใช้
สถานการณ์ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้เพื่อนามาแก้ปัญหาน้ัน ซึ่งบรรยากาศใน
การจัดการเรียนรู้เต็มไปด้วยความสนุกสนานทุกคนสามารถพูดคุยแลกเปล่ียนประสบการณ์ สามารถ
ถกเถียงหาข้อสรุปในชั้นงาน ให้ความร่วมมือช่วยเหลือซ่ึงกันและกันในการทางานเป็นกลุ่ม ช่วยกัน
ออกแบบช้ินงาน โดยมีอาจารย์ผู้สอนเป็นผู้คอยให้คาปรึกษาในขณะทางานสามารถนาไปประยุกต์ใช้
ในการจัดการเรียนรู้ได้เป็นอยา่ งดีทาใหผ้ ้เู รียนสนุกกับการเรียนร้มู ากขน้ึ เพราะเน้นไปทป่ี ฏบิ ัติมากกว่า
เชิงวิชาการ สง่ ผลให้การจดั การเรียนรู้บรรลุวัตถปุ ระสงค์
จากการท่ีผู้เขียนได้จัดการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – Based Learning)
ในรายวิชาการออกแบบและพัฒนาหลักสูตร ในภาคการศึกษา 2 ปีการศึกษา 2558 ให้กับนักศึกษา
วิชาชีพครู เพ่ือนาความรู้ท่ีได้นาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูใน
โรงเรียน พบว่า ด้านโจทย์ปัญหาที่เรียนมีความชัดเจนและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อยู่ในระดับระดับ
มาก ( ̅ = 3.55, S.D.= 0.87) ด้านระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem – Based Learning ) อยู่ในระดับระดับ มาก ( ̅ = 3.76, S.D.= 0.78) ด้านแหล่ง
ทรัพยากรการเรียนรู้มีเพียงพอหลากหลายและทันสมัย อยู่ในระดับปานกลาง ( ̅ = 3.36, S.D.=
0.93) ด้านสถานท่ีในการจัดการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – Based Learning)
อยใู่ นระดับมาก ( ̅ = 3.68, S.D.= 0.81) ดา้ นจานวนนกั ศึกษาในแต่ละกลมุ่ ยอ่ ยมคี วามเหมาะสมอยู่
192 วารสารบัณฑิตศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ปที ่ี 11 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
ในระดบั มาก ( ̅ = 3.65, S.D.= 0.87) ดา้ นอาจารยท์ าหน้าที่เป็นผอู้ านวยความสะดวก (Facilitator)
อยใู่ นระดับมาก ( ̅ = 3.70, S.D. = 0.83) ภาพรวมอยู่ในระดบั มาก
ข้อดขี องการจดั การเรียนรู้แบบใชป้ ัญหาเป็นฐาน(Problem-Based Learning)
การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน(Problem-Based Learning)จะช่วยเพ่ิมแรงจูงใจใน
การเรียนรู้สามารถจดจาได้ดี ทั้งครูและนักศึกษาสนุกกับการเรียน ส่งเสริมสนับสนุนการทางานเป็น
ทีม ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนค้นพบด้วยตนเอง ผู้เรียนนาความรู้ไปใช้ได้จริง ผู้เรียนมี
ส่วนร่วมในการเรียนรู้มากกว่าการรับฟังเนื้อหาจากผู้สอนเพียงฝ่ายเดียว สิ่งสาคัญสถานการณ์ปัญหา
หรือกรณีศึกษาท่ีนามาใช้เป็นแรงกระตุ้นและผลักดันให้ผู้เรียนนาความรู้หรือประสบการณ์ที่มีอยู่เดิม
มาใช้แก้ปัญหา ดังน้ันลักษณะของปัญหาต้องมีความน่าสนใจ ท้าทายและน่าค้นหาคาตอบโดยมีครู
เป็นผู้อานวยความสะดวกทาให้การจัดการเรียนรู้บรรลเุ ป้าหมาย
บรรณานุกรม
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2542). พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542
แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ: คุรสุ ภา.
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2552). 80 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผเู้ รียนเปน็ สาคญั . กรงุ เทพฯ:
แดเน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปปอเรชั่น.
เนตรนลนิ จกั รแกว้ . (2553).การศึกษาการเรยี นการสอนแบบPBL ในระดับช้ันปรีคลินกิ ต่อการ
เปลีย่ นแปลงคุณลักษณะของนสิ ติ หลักสูตรแพทยศาสตรบณั ฑติ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร. หลกั สูตรปริญญาวทิ ยาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาแพทยศาสตรศึกษา
มหาวทิ ยาลยั นเรศวร.
วิจารณ์ พานชิ . (2555). วิถีสร้างการเรียนรู้เพอ่ื ศิษยใ์ นศตวรรษท่ี 21. กรงุ เทพฯ:
มูลนธิ ิสดศรสี ฤษด์ิ-วงศ.์
สุปรยี า ศริ พิ ัฒนกุลขจร. (2012). ทกั ษะการเรยี นร้ใู นศตวรรษที่ 21.
สืบคน้ จาก https://www.l3nr.org/posts/561575/
วารสารบณั ฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ปที ่ี 11 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560
ทุนมนษุ ย์ : ตัวชี้วัดทุนมนุษย์ระดบั องค์การ
HUMAN CAPITAL: CORPORATE HUMAN CAPITAL SCORECARD
กลั ย์ ป่นิ เกษร1 เฉลิมชัย กิตตศิ ักด์นิ าวิน2 และ จริ าวรรณ คงคล้าย3
Kal Pinkesorn1 Chalermchai Kittisaknawin2 and Chirawan Kongklai3
1นักศึกษาหลักสตู รปรัชญาดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวชิ าการจดั การ
คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบรุ ี
2อาจารย์ประจา คณะวิทยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี
3อาจารย์ประจา คณะวิทยาการจดั การ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร วทิ ยาเขตสารสนเทศเพชรบรุ ี
บทคดั ย่อ
บทความเรื่อง “ทุนมนุษย์ : ตัวช้ีวัดทุนมนุษย์ระดับองค์การ” มีวัตถุประสงค์เพ่ืออธิบาย
ความหมายและความสาคัญของทุนมนุษย์ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของทุนทางปัญญา และ
เสนอตัวช้ีวัดทุนมนุษย์ระดับองค์การ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสาหรับวัดผลตอบแทนจากการลงทุนในทุน
มนุษย์ ทุนมนุษย์มีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาองค์การ ท้ังน้ีทุนมนุษย์หมายถึง ความรู้ ทักษะ และ
ความสามารถเฉพาะตัวอ่ืนๆ ท่สี ะสมอยู่ในตัวมนษุ ย์ นอกจากน้นั ทุนมนษุ ย์ยังเปน็ กรรมสิทธิส์ ่วนบุคคล
ท่ีไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายให้กับบุคคลอ่ืนได้ ทุนมนุษย์จึงเป็นสินทรัพย์ท่ีมีคุณค่า ช่วยเสริมสร้าง
มูลค่าเพ่ิมให้แก่องค์การ และนามาสู่การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน อย่างไรก็ตามเนื่องจาก
ทุนมนุษย์เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ การวัดมูลค่าทุนมนุษย์จึงเป็นส่ิงท่ีทาได้ยาก ดังน้ันตัวช้ีวัดทุน
มนุษย์จึงมีบทบาทสาคัญในฐานะที่เป็นแบบแผนการวัดประสิทธิภาพจากการลงทุนในทุนมนุษย์ การ
เลือกใช้ตัวชี้วัดทุนมนุษย์ให้เหมาะสมกับบริบทขององค์การ จะช่วยให้สามารถวัดผลการดาเนินงาน
ขององค์การไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
ABSTRACT
The article titled “Human Capital: Corporate Human Capital Scorecard” aims
to explain the meaning and importance of human capital as a component of
intellectual capital and offer corporate human capital scorecard in order to be a tool
for measuring return on investment in human capital. Human capital is very significant
in developing organization. The human capital signifies the knowledge, skills and talent
that accumulate in the human. Moreover, human capital is viewed as a unique asset
that cannot be imitated and substituted by rivals. Consequently, human capital is a
valuable asset to increase value added in the organization and also provide sustained
competitive advantage. However, human capital is an intangible asset due to the
194 วารสารบัณฑิตศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ปที ่ี 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2560
difficulty in the measurement of human capital. As a result, corporate human capital
scorecard is a significant scheme to measure the efficiency of investment in human
capital. The select on of a suitable corporate human capital scorecard for the
organization can be use to measure the efficiently of the organization’s performance.
คาสาคัญ
ทุนมนุษย์ ตวั ช้วี ดั ทุนมนุษยร์ ะดบั องค์การ
Keywords
Human Capital, Corporate Human Capital Scorecard
บทนา
คาว่า “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ปรากฏข้ึนคร้ังแรกในปี พ.ศ. 2504 โดยนัก
เศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อ Theodore W. Schultz ได้เขียนบทความเรื่อง Investment in
Human Capital ตีพิมพ์ในวารสาร American Economic Review โดยให้นิยามของทุนมนุษย์ว่า
ทุนมนุษย์คือ ความสามารถหลายๆ อย่างที่อยู่ในตัวคนทั้งที่ติดตัวมาแต่กาเนิดหรือเกิดจากการสะสม
เรียนรู้ โดยแต่ละบุคคลท่ีเกิดมาจะมียีนส์เฉพาะของแต่ละบุคคล ซ่ึงจะเป็นตัวบ่งชี้ความสามารถ
คุณลักษณะเหล่านี้เป็นคุณลักษณะท่ีมีคุณค่า ซึ่งคุณค่านี้จะเพิ่มขึ้นเม่ือมีการลงทุนท่ีเหมาะสม
(Schultz, 1961 อา้ งถึงใน นิสดารก์ เวชยานนท์, 2551)
สาหรับประเทศไทยเร่ิมได้ยินคาว่า “ทุนมนุษย์” เป็นครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2544 (ธารงศักดิ์
คงคาสวสั ด์ิ, 2550) และมีแนวคิดการมองทรัพยากรมนุษย์ท่ีมีความสามารถว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าเพื่อ
การลงทุน สามารถสร้างมูลคา่ เพิ่มใหแ้ ก่องค์การ ทรัพยากรมนุษยจ์ ึงเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุด
ขององค์การในบรรดาปัจจัยการผลิตข้ันพ้ืนฐานท้ังหมดได้แก่ คน (Man) เงิน (Money) วัสดุอุปกรณ์
(Material) และเคร่ืองจักร (Machine) (สาคร สุขศรีวงศ์, 2551) แตกต่างจากแนวคิดการจัดการ
องค์การในยุคเก่าท่ีมองมนุษย์เป็นเพียงค่าใช้จ่าย (Expenses) และต้องมีการควบคุม มิเช่นน้ันอาจ
สง่ ผลใหอ้ งคก์ ารขาดประสิทธภิ าพในการดาเนนิ งานได้
ทุนมนุษย์เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Asset) ประเภทหน่ึงที่มีความสาคัญ
และแตกต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่น เน่ืองจากทุนมนุษย์ไม่สามารถซ้ือขายได้ และเป็นประโยชน์กับ
เจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้น นอกจากนั้นทุนมนุษย์ยังปราศจากค่าเสื่อมราคาซึ่งแตกต่างจากสินทรัพย์
ประเภทอ่ืนๆ (ยกเว้นท่ีดิน) องค์การสามารถพัฒนาทุนมนุษย์ด้วยการส่งเสริมให้บุคลากรเล็งเห็น
ความสาคัญของการเรียนรู้จากงานในปัจจุบัน เรียนรู้แนวทางการพัฒนาอาชีพในอนาคต และเรียนรู้
การเปล่ียนแปลงของโลกและสภาพแวดล้อม (Nadler, et al., 1985 cited in Wangudom, 2001)
หากองค์การพัฒนาทุนมนุษย์ด้วยการเพ่ิมพูนประสบการณก์ ารเรียนรู้ และพัฒนาทกั ษะตา่ งๆ ก็จะย่ิง
เพิ่มมูลค่าทุนให้แก่สมาชิกในองค์การ และเสริมสร้างผลการดาเนินงานท่ีดีให้กับองค์การ (Khalique,
et al., 2011)