The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1. 40101 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sun_wanrawee8, 2021-11-06 02:40:20

1. 40101 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

1. 40101 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

40101 ความรเู้ บือ้ งต้นเกีย่ วกับกฎหมายทวั่ ไป

หนว่ ยที่ 1 พฒั นาการกาำ เนิดความคดิ ทางกฎหมาย

1. การทำาความเข้าใจความหมายของ “กฎหมาย” ต้องทาำ ความเข้าใจในปรัชญากฎหมายในสำานัก
ความคดิ ต่างๆ และจะทาำ ให้ผู้ศึกษามีทัศนะคตทิ ่กี ว้างข้นึ

2. สาำ นกั ความคิดต่างๆ หมายถงึ แนวคดิ หรอื ทฤษฎีทางกฎหมายทีน่ กั ปราชญก์ ฎหมายกลุ่มหนง่ึ มคี วาม
คดิ เห็นหรือความเช่ือตรงกนั แม้ว่าจะเกดิ ขึน้ ต่างยคุ ต่างสมยั ก็ตาม

3. ปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อกฎหมายมีส่วนสาำ คัญหลายประการ ทั้งแนวความคิดทางศาสนา จารีต
ประเพณี ความคิดเหน็ ของนักปรัชญากฎหมาย เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นปัจจัยท่ีสำาคัญใน
การเกิดการเปลี่ยนแปลง การใช้และการพฒั นากฎหมาย

1.1 ประวัติสาำ นักความคดิ ต่างๆ ในทางกฎหมาย
1. แนวความคดิ ของสำานกั ความคดิ กฎหมายธรรมชาติ ใหค้ วามสำาคัญอยทู่ ่ีการใช้เหตผุ ลของมนุษย์

ตามธรรมชาติของมนุษย์ กฎหมายท่ีแท้จริงคือ เหตุผลที่ถูกต้อง สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ ใช้
ประโยชน์ให้สอดคล้องกับการใช้อาำ นาจโดยชอบธรรม เป็นกระแสความคิดหลักในระบอบเสรี
ประชาธิปไตยที่มุ่งเน้นในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและถูกใช้เป็นเคร่ืองมือใน
การใช้เหตผุ ลในการโตแ้ ยง้ การใช้อาำ นาจรัฐ
2. แนวความคิดของสาำ นักกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง เน้นการมีระบบกฎหมายท่ีแน่นอน มีระเบียบ
และมีประสิทธิภาพ ทาำ ให้เกิดการพัฒนาแนวความคิดทางการเมืองและทฤษฎีกฎหมายที่จะ
สนับสนนุ ความชอบธรรมของการใช้อำานาจโดยเด็ดขาดของรัฐ ในการตรากฎหมายต่างๆ ขึ้นใช้
บังคบั ในการปกครองประเทศอยา่ งไม่มขี ้อแม้ใดๆ
3. แนวความคดิ ของสำานักความคิดทางกฎหมาย ฝา่ ยคอมมวิ นสิ ต์ใหค้ วามหมายของกฎหมาย คอื
ปรากฏการณ์ อันหนึ่งซึ่งเป็นผลสะท้อนมาจากการเมือง กล่าวคือ เศรษฐกิจและการเมือง
ตอ้ งการจะแสดงคำาสง่ั คำาบญั ชาอย่างไร สิ่งที่แสดงออกมาคือกฎหมาย
4. แนวความคิดของสำานกั ความคิดฝ่ายสังคมวิทยากฎหมายเห็นว่า หากกฎหมายมีสภาพท่ตี รงต่อ
ความจริงในสังคม ก็ควรมีการเปลี่ยนหลักแห่งกฎหมายทุกคร้ังที่สังคมเปลี่ยนแปลง และหากผู้
ใช้กฎหมายเข้าใจในบริบทของสังคม การใช้กฎหมายจะลดความขัดแย้ง รวมทั้งทำาให้มีการ
พฒั นากฎหมายให้ดีขนึ้

1.1.1 ความหมายและความสำาคัญของสำานกั ความคดิ ในทางกฎหมาย
การศกึ ษาและจาำ แนกความคิดในสาำ นักความคิดทางกฎหมายเป็นไปเพอ่ื ประโยชนใ์ ด

2

สำานักความคดิ ทางกฎหมายสำานกั ตา่ งๆ เป็นพยายามสกัดเอาอุดมคติหรือคุณค่าท่ีแท้จริงหรือแก่นสาร
ของกฎหมาย เพ่ือพยายามหาคำาตอบว่าด้วยความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือบทบาทและ
หน้าที่ของกฎหมาย เพ่ือหาหลักการพ้ืนฐานของกฎหมาย โดยวิธีการแสวงหาคาำ ตอบท่ีแตกต่างกัน กลุ่มที่มี
ความคิดอย่างเดียวกันถึงแม้จะเกิดขึ้นก่อนหรือภายหลัง แต่หากมีความคิดเห็นที่สอดคล้องไปในแนวทาง
เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน หรือเพื่อให้ทราบถึงแนวความคิดท่ีส่งผล หรือมีอิทธิพลต่อระบบกฎหมายหรือหลัก
กฎหมายที่ใช้อยูใ่ นแตล่ ะยุคสมัย

1.1.2 สาำ นกั ความคดิ กฎหมายธรรมชาติ (School of Natural Law)
แนวความคดิ สำานกั กฎหมายธรรมชาติสามารถใชป้ ระโยชน์ได้อย่างไร
สำานักความคิดกฎหมายธรรมชาติ เน้นการใช้เหตุผลตามธรรมชาติเป็นหลักการพื้นฐานในการต่อสู้
และปกป้องสทิ ธิข้ันพื้นฐานของมนษุ ย์สามารถใช้ประโยชน์ ให้สอดคลอ้ งกบั การใช้อาำ นาจโดยชอบธรรมในระบบ
เสรีประชาธิปไตยท่ีมุ่งเน้นในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการใช้
เหตุผลในการโต้แยง้ การใช้อำานาจของรฐั

1.1.3 สำานักความคิดกฎหมายฝ่ายบ้านเมอื ง (School of Positive Law)
ประเทศไทยรบั แนวความคิดสำาหรบั นกั กฎหมายฝ่ายบา้ นเมืองไดอ้ ยา่ งไร และส่งผลตอ่ แนวความคดิ
ของนักกฎหมายไทยอย่างไร
การส่งนักเรียนไทยไปศึกษาต่อในประเทศอังกฤษในขณะที่คาำ สอนของออสติน ได้เป็นที่ยอมรับอย่าง
มากในวงการกฎหมายอังกฤษ ทาำ ให้มีการนำาสอนในประเทศไทย และส่งผลให้แนวความคิดดังกล่าวเป็นท่ี
ยอมรับในระบบความคิดของนักกฎหมายไทยมาเป็นเวลานาน พิจารณาได้จากการบรรยายความหมายของ
กฎหมายทาำ ให้มีการวิพากษว์ ิจารณ์วา่ นกั กฎหมายไทยหมกมุ่นกับการเล่นในตัวอักษรมากกว่าคุณค่าที่แท้จริง
ของกฎหมาย

1.1.4 สาำ นักความคดิ กฎหมายฝ่ายคอมมิวนิสต์ (School of Communist Jurisprudence)
สาำ นักความคดิ ทางกฎหมายฝา่ ยคอมมวิ นสิ ตเ์ ห็นว่ากฎหมายมีลกั ษณะและบทบาทอย่างไร
กฎหมายเป็น “ปรากฏการณ์” (Phenomenon) และไม่ยอมรับว่ากฎหมายเป็นสิ่งจาำ เป็นสาำ หรับสังคม
ปรัชญากฎหมายของฝา่ ยคอมมิวนิสต์ คือความไม่เช่ือในกฎหมาย ไม่เช่ือในกฎแห่งธรรมชาติ หรือสิ่งท่ีอยู่นอก
เหนือขอบเขตของกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง และแม้ภายในขอบเขตของกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองเอง ฝ่าย
คอมมิวนิสต์ก็ไม่เชื่อว่าสูงสุด หรือเป็นสิ่งสมบูรณ์ (The Absoluteness) สำาหรับบทบาทของกฎหมายมีข้อสรุป
หลายประการคือ
1. กฎหมายเป็นผลผลติ หรอื ผลสะท้อนของโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือเงอ่ื นไขทางเศรษฐกจิ
2. กฎหมายเป็นเสมือนหนงึ่ เคร่อื งมือหรอื อาวธุ ทช่ี นชัน้ ปกครองสร้างขนึ้ เพื่อปกป้องอาำ นาจของตน

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช จังหวัดราชบุรี 2551

3

3. ในสังคมคอมมวิ นิสตท์ ี่สมบรู ณ์ กฎหมายในฐานะทเ่ี ป็นเครอ่ื งมือของการควบคุมสังคมจะเหอื ดหาย
และสูญส้นิ ไป

1.1.5 สำานกั ความคดิ กฎหมายฝ่ายสังคมวทิ ยา (School of Sociological Jurisprudence)
การศึกษาของสำานักความคดิ ทางกฎหมายฝา่ ยสังคมวทิ ยา กฎหมายมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร
การศึกษาในทางสังคมวิทยาจะช่วยอธิบายเหตุผล ของกฎเกณฑ์และเหตุผลของพฤติกรรมของคนใน
กลุ่มผลประโยชน์และบริบทของสังคมเพื่อใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับจารีตประเพณี และวิถีชีวิตของคนส่วน
ใหญ่เป็นการลดความขัดแย้งระหว่างกฎหมายกับความประพฤติของบุคคล เป็นเคร่ืองช่วยให้การใช้กฎหมาย
เปน็ ธรรมข้ึน รวมทัง้ ชว่ ยการพัฒนากฎหมายให้ดขี น้ึ โดยฝ่ายนิตบิ ัญญัติ

1.1.6 สาำ นักความคิดกฎหมายฝ่ายสัจจนิยม (School of Realist Jurisprudence)
สาำ นกั ความคิดทางกฎหมายฝ่ายสัจจนยิ ม มองกฎหมายอยา่ งไร
สำานกั ความคดิ ทางกฎหมายฝา่ ยสัจจนยิ ม สนใจในความเป็นจริง เพราะประเด็นข้อวิพากษ์วิจารณ์เก่ียว
กับกฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใช้กฎหมายก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ส่ังสมกันทาำ ให้บุคคลผู้เกี่ยวข้องเกิด
ความสงสัยหรือคับข้องใจกับการหาเหตุผลของกฎหมาย จึงเกิดแนวความ คิดท่ีพยายามอธิบายหรือหาคำาตอบ
ที่มุ่งแยกแยะหาเหตุผลต่างๆ วา่ เหตุใดกฎหมายจึงบัญญัติเช่นนั้นหรือ ทำาไมศาลจึงตัดสินเช่นนั้น โดยมีการนาำ
วธิ กี ารในวชิ าอ่นื ๆ มาใช้อธบิ ายเรื่องตา่ งๆ ในทางกฎหมายด้วย

1.1.7 สาำ นักความคิดกฎหมายฝ่ายประวัติศาสตร์ (School of Historical Jurisprudence)
ซาวินยีมคี วามคดิ เก่ียวกับกฎหมายอยา่ งไร
ซาวนิ ยเี ห็นว่ากฎหมายมไิ ดเ้ ป็นเรอ่ื งของเหตผุ ล แต่เพยี งอยา่ งเดียว แตเ่ จือไปด้วยวฒั นธรรม และความ
รู้สึกร่วมกันเป็นเอกลักษณ์ของชนชาตินั้นๆ ตามอารมณ์ ความรู้สึกทางจิตใจของแต่ละชนชาติมีความแตกต่าง
กัน อารมณ์ ความรู้สึกท่ีว่านี้คือ “จิตวิญญาณประชาชาติ” (Volksgeits หรือ The spirit of the people) และ
แสดงออกให้เหน็ ไดจ้ ากกฎหมายประเพณี (Gewohnheitsercht) และภาษา

1.1.8 แนวโนม้ ใหม่ๆ ในการพัฒนาความคิดทางกฎหมาย
แนวโน้มของการพัฒนา ความคดิ ทางกฎหมายในปัจจุบนั มีแนวโนม้ เปน็ อยา่ งไร
แนวโน้มในปัจจบุ ัน คอื การนาำ ปรชั ญากฎหมายธรรมชาตมิ าผสมกับปรัชญากฎหมายฝ่ายบ้านเมืองเพอ่ื
หาส่วนทลี่ ะม้ายกนั และเปน็ ประโยชนต์ ่อสังคมใหม้ ากทีส่ ุด ปรัชญาใหมไ่ ม่มชี ่อื เรียกเป็นทางการ บางครงั้ เรียก
วา่ ปรัชญากฎหมายฝ่ายบ้านเมืองแผนใหม่ (The modern positive law)

1.2 ความคิดในเชงิ ปรชั ญากฎหมาย

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบุรี 2551

4

1. รฎั ฐาธิปัตย์ คือผู้มีอาำ นาจสูงสุดในรัฐ แตต่ ้องเปน็ อาำ นาจด้วยความเปน็ ธรรม มฉิ ะน้ันอาจจะถูกล้มลา้ ง
ได้

2. ความยุติธรรม ตามความหมายโดยท่ัวไปนั้นหมายถึง ความถูกต้อง ชอบด้วยเหตุผล ความหมายของ
ความยตุ ธิ รรมนน้ั ยากทจ่ี ะให้คำานิยาม เพราะขึ้นอยกู่ ับคตินยิ ม ปรชั ญาของแตล่ ะคน

3. ดลุ พนิ จิ ของผู้ใช้กฎหมาย ทำาใหเ้ กิดการบงั คับใช้กฎหมาย และการเปลีย่ นแปลงในกฎหมาย
4. กฎหมายเป็นเคร่ืองกำาหนดระเบียบวินัยของสังคม ประชาชนท้ังหลายจึงต้องเคารพนับถือกฎหมาย ผู้

บรหิ ารประเทศย่อมไมม่ ีอาำ นาจตามอาำ เภอใจ ตอ้ งเคารพกฎหมายเช่นกนั

1.2.1 รัฎฐาธิปตั ย์
หลกั นิติรัฐและหลักการแบง่ แยกอาำ นาจมีผลต่อการจาำ กัดการใช้อาำ นาจของรัฎฐาธิปตั ยอ์ ย่างไร
หลักนิติรัฐหมายถึงรัฐท่ีปกครองตามหลักแห่งเหตุผลเพื่อให้การอาศัยอยู่ร่วมกันของมนุษย์เป็นไปด้วย
ความสงบสุข หลักการแบ่งแยกอำานาจอธิปไตยเป็นหลักการท่ีกาำ หนดขึ้นเพ่ือคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชนจากการใช้อาำ นาจอธิปไตยของรัฐ ประเทศที่ปกครองด้วยหลักการดังกล่าวจะส่งผลให้รัฎฐาธิปัตย์ไม่
สามารถใชอ้ ำานาจไดอ้ ย่างเต็มที่

1.2.2 ความยตุ ิธรรม
อรสิ โตเติลไดก้ ล่าวถึงความยุติธรรมอย่างไร
อยุติธรรมย่อมเกิดข้ึนเม่ือความเท่ากันถูกทาำ ให้ไม่ทัดเทียมกัน และเม่ือความไม่เท่ากันถูกทำาให้กลาย
เป็นความทัดเทียมกัน (In-just arises when equals are treated unequally, and also when unequals are
treated equally) อริสโตเติลไม่ยอมรับวา่ ความยุติธรรมเป็นคณุ ธรรมดังที่เปลโตเข้าใจ แตบ่ อกว่าความยุติธรรม
เป็นเร่ืองของการจัดระเบยี บความสมั พันธ์ของมนษุ ยใ์ นสงั คม โดยถือหลักวา่ สงิ่ ท่ีเหมอื นกันควรได้รับการปฏบิ ัติ
เท่าเทยี มกัน

1.2.3 ดุลพินิจของผู้ใชก้ ฎหมาย
การใช้ดุลพินิจของนักกฎหมายจะสอดคลอ้ งกบั ความยุตธิ รรมในสังคมคืออะไร
การใชด้ ุลพินจิ จงึ เปน็ ส่ิงสาำ คญั สดุ ยอดขอ้ หนง่ึ ในการอำานวยความยตุ ธิ รรมเม่อื ใดที่กฎหมายเปิดโอกาส
ให้ใช้ดุลพินิจ นักกฎหมายควรใช้ดุลพินิจไปในทางสอดคล้องต่อ “มโนธรรม ศีลธรรม และความต้องการของ
สังคม”

1.2.4 การนบั ถอื กฎหมาย
ประเทศท่ีเป็นนิติรัฐมลี ักษณะอย่างไร
ประเทศทเ่ี ปน็ นิติรฐั นัน้ จะตอ้ งมลี ักษณะดงั ตอ่ ไปน้ี

ชมรมนักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวดั ราชบุรี 2551

5

1. ในประเทศนั้นกฎหมายจะตอ้ งอยเู่ หนือส่ิงใดทงั้ หมด การกระทาำ ต่างๆ ในทางปกครองโดย
เฉพาะอยา่ งยงิ่ การกระทาำ ของตาำ รวจจะต้องเป็นไปตามกฎหมายและชอบด้วยกฎหมาย
หลักประกันสิทธิและเสรีภาพของราษฎรอยู่ทก่ี ฎหมาย ถา้ เจา้ พนกั งานของรัฐมากล้าำ กลาย
สิทธิและเสรีภาพของราษฎร โดยไมม่ ีกฎหมายให้อาำ นาจ เจา้ พนกั งานกย็ ่อมมีความผิด
อาญา

2. ในประเทศที่เป็นนิติรัฐ ขอบเขตแห่งอาำ นาจหน้าที่ของรัฐย่อมกำาหนดไว้แน่นอน เร่ิมตั้งแต่
การแบ่งแยกอำานาจและมีขอบเขตในการใช้อำานาจทั้งสามนี้ ถัดจากอำานาจรัฐ อำานาจของ
เจ้าพนักงานที่ลดหล่ันลงมาเป็นอาำ นาจที่วัดวัดได้ เป็นอำานาจท่ีมีขอบเขตเช่นเดียวกัน และ
ต้องมกี ารควบคุมการใช้อาำ นาจภายในขอบเขตเทา่ น้นั

3. ในประเทศที่เป็นนิติรัฐ ผู้พิพากษาต้องมีอิสสระในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยจะต้องมี
หลกั ประกันดงั กลา่ วไว้ในรฐั ธรรมนูญและเพียงแต่รัฐไดจ้ ัดให้มีผู้พิพากษาเปน็ อิสสระสำาหรับ
พิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญาเท่านน้ั

1.3 ปัจจัยทมี่ ีผลตอ่ การพัฒนาความคิดในทางกฎหมาย
1. ศาสนาเป็นปัจจัยท่ีใหก้ อ่ ให้เกิดกฎหมาย และมอี ิทธพิ ลตอ่ การเกดิ และการเปลย่ี นแปลงกฎหมาย
2. จารีตประเพณี เปน็ ปัจจัยทก่ี ่อใหเ้ กดิ กกหมาย และมีอิทธิพลต่อการใช้กฎหมาย
3. ความเหน็ ของนักกฎหมาย เป็นปัจจัยทาำ ให้เกดิ กฎหมาย และมอี ทิ ธิพลต่อการใช้กฎหมาย
4. เหตุการณ์ในสงั คม มสี ว่ นทำาใหเ้ กิดกฎหมาย และมอี ทิ ธิพลตอ่ การใช้กฎหมาย

1.3.1 ศาสนา
กฎหมายตราสามดวงของประเทศไทยมีคตคิ วามเช่อื ในทางศาสนาอยา่ งไร
กฎหมายตราสามดวงของประเทศไทยประกอบด้วยสว่ นสาำ คัญ 2 สว่ นคือ พระธรรมศาสตร์และพระราช
ศาสตร์ เป็นกฎหมายทไี่ ด้รับอทิ ธพิ ลจากศาสนาในการก่อกาำ เนิดขน้ึ ผา่ นคตคิ วามเช่ือในศาสนาฮินดแู ละศาสนา
พุทธ พระธรรมศาสตร์เป็นส่วนที่เน้นอุดมคติในเรื่องความยุติธรรม ส่วนพระราชศาสตร์ซ่ึงเป็นเรื่องของบรรดา
กฎหมาย อรรถคดี พระราชบัญญัติ พระราชกำาหนด และพระราชวินจิ ฉัยของพระมหากษัตริย์และยังได้กล่าวถึง
ลักษณะของการเป็นผู้พิพากษาที่ดีต้องยึดหลักอินทภาษ คือ เวลาพิจารณาคดีจะต้องปราศจากอคติ 4 คือ
ฉันทาคติ (รัก) โทษาคติ (หลง) และภะยาคติ (กลัว) ล้วนแล้วมีความสอดคล้องกับความเชื่อในเร่ืองสวรรค์และ
นรกในความเชื่อทางศาสนาทง้ั สิ้น

1.3.2 จารตี ประเพณี
จารีตประเพณีกอ่ ให้เกดิ กฎหมายไดอ้ ย่างไร

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบุรี 2551

6

เม่ือจารีตประเพณีได้รับการยอมรับและยึดถือปฏิบัติ ก็จะมีการนาำ มาบัญญัติในกฎหมายลายลักษณ์
อกั ษรขน้ึ แตจ่ ารตี ประเพณอี กี ส่วนหนงึ่ ท่ีไม่ได้มกี ารบญั ญตั ไิ วเ้ ป็นลายลักษณอ์ ักษร แตส่ งั คมกย็ ังยอมรับปฏิบัติ
กันต่อมา มผี ลในการยอมรบั ปฏบิ ตั เิ สมือนเป็นกฎเกณฑ์ตามกฎหมาย

1.3.3 ความเหน็ ของนักปรัชญาทางกฎหมาย
ความเห็นของนักปราชญ์ทางกฎหมายมีอิทธพิ ลต่อกฎหมายอย่างไร
ความเห็นของนกั ปรชั ญาทางกฎหมายหรือนกั ปราชญ์ทางกฎหมาย หรือคำาพิพากษาของศาลหรือระบบ
ของกฎหมายอาจเกดิ ข้ึนจากขอ้ คดิ เหน็ ขอ้ โต้แย้งท่มี ีต่อตวั บทกฎหมายหรือคำาพพิ ากษาของศาล หรอื ระบบของ
กฎหมายได้สรา้ งบทบาทและเปลีย่ นแปลงขน้ึ ในวงการกฎหมาย อาจสง่ ผลตอ่ ระบบกฎหมายของประเทศ ระบบ
ศาล หรอื มกี ฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมาย

1.3.4 เหตกุ ารณ์
เหตกุ ารณแ์ ละสภาพปจั จยั แวดลอ้ มสง่ ผลกระทบต่อกฎหมายอยา่ งไร
เหตุการณ์และสภาพปัจจัยแวดล้อมของสังคมหรือของประเทศ มีส่วนสำาคัญอย่างย่ิงที่ทำาให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงในตัวบทกฎหมายหรือมีบทกฎหมายข้ึน หรืออาจส่งผลต่อการใช้ การตีความกฎหมายด้วย ดังเช่น
การนำาเทคโนโลยีโดยเฉพาะอย่างย่ิงเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในชีวิตประจาำ วัน การพัฒนาทางเทคโนโลยีทาง
คอมพวิ เตอร์และโทรคมนาคมกอ่ ให้เกดิ ระบบอนิ เทอรเ์ นต สง่ ผลให้ต้องมีการตรากฎหมายขึน้ รองรบั

แบบประเมนิ ตนเองหนว่ ยที่ 1

1. สำานกั ความคิดทางกฎหมายคอื แนวคิดหรือทฤษฎที างกฎหมายของนกั คิดทง้ั หลายซึ่งมีความคิดเห็น
ตรงกนั แม้วา่ แต่ละคนหรอื แนวความคิดแต่ละอย่างเกิดขึ้นต่างสมัยกนั กต็ าม

2. สาำ นักความคิดกฎหมายธรรมชาติมีแนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายคือ กฎหมายต้องสอดคล้องกับธรรมชาติ
และความมเี หตุผล

3. การถอื ว่า “กฎหมายที่สมบูรณ์ใช้การได้จริงและเปน็ ไปตามเจตจำานงของผ้มู ีอำานาจรฐั ” เป็นแนวคิดของ
สาำ นกั ความคดิ กฎหมายฝ่ายบา้ นเมือง

4. แนวความคิดว่า “กฎหมายคือปรากฏการณ์อันหน่ึงซึ่งเป็นผลสะท้อนทางการเมือง” เป็นแนวคิดของ
สาำ นักความคิดทางกฎหมาย สาำ นกั ความคดิ กฎหมายฝ่ายคอมมวิ นิสต์

5. การมุ่งหาความจริงว่าเพราะเหตุใดกฎหมายจึงบัญญัติเช่นน้ัน และทำาไมศาลจึงตัดสินคดีเช่นน้ันเป็น
แนว ความคิดของ สาำ นกั ความคดิ กฎหมายฝ่ายสัจจะนยิ ม

6. สำานักความคิดทางกฎหมายใดท่เี ปน็ วา่ กฎหมายเปน็ สิง่ ที่คน้ พบ ไม่ได้ถูกสร้างข้ึน มีลักษณะเฉพาะเช่น
เดยี วกบั ภาษา เป็นจิตวิญญาณของประชาชาติ สำานกั ความคิดกฎหมายฝ่ายนิยมประวัตศิ าสตร์

ชมรมนักศกึ ษามหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบุรี 2551

7

7. รัฐาธปิ ตั ย์ มคี วามหมายถุง ผมู้ อี าำ นาจสงู สดุ ในรัฐ
8. กฎหมายจะสามารถใช้ให้เกิดความสงบสขุ ไดเ้ มอื่ ประชาชนและผู้มอี ำานาจต่างเคารพนับถอื กฎหมาย
9. ศาสนามีผลต่อกฎหมายคือ (1)เป็นเครื่องกระตุ้นให้คนกระทำาในสิ่งที่เหมาะสมหรือมีความประพฤติ

เหมาะสม (2) ศาสนาเป็นเครื่องควบคุมสังคมเช่นเดียวกับกฎหมาย (3) กฎหมายบางเร่ืองมีท่ีมาจาก
หลกั คำาสอนทางศาสนา (4) การนับถอื ศาสนาส่งผลให้คนปฏิบัติสอดคลอ้ งกับกฎหมาย
10. จารีตประเพณมี ีความสาำ คญั ต่อกฎหมายคอื จารตี ประเพณเี ปน็ บ่อเกิดของกฎหมาย

หนว่ ยที่ 2 วิวัฒนาการระบบกฎหมาย

1. กฎหมายนั้นได้วิวัฒนาการมาจากระเบียบ ความประพฤติ ศีลธรรม จารีตประเพณี ศาสนา แล้วก
ลายเป็นมีสภาพบังคบั ได้

2. ระบบกฎหมายไทยได้วิวฒั นาการมาเป็นข้นั ตอนตามสภาพความเป็นเอกราชตลอดมา
3. ในการพัฒนาระบบกฎหมายไทยใหถ้ งึ เปา้ หมายน้ัน ย่อมมีปญั หาและอุปสรรคหลายประการ

2.1 ววิ ัฒนาการของระบบกฎหมายทสี่ าำ คัญของโลก
1. ในสมัยดั้งเดิมนั้นยังไม่มีภาษาเขียน จึงต้องใช้คำาสั่งของหัวหน้า ประเพณี ศีลธรรม ศาสนา และ

ความเปน็ ธรรมตามความรู้สึกของมนษุ ย์ ใหม้ ีสภาพบงั คบั ตามนามธรรมเป็นกฎหมายได้
2. เมื่อมนุษย์รู้จักภาษาเขียน ก็ได้เขียนบันทึกส่ิงท่ีบังคับตามนามธรรมขึ้นใช้ และต่อมากไ็ ด้พัฒนาขึ้น

ให้เปน็ กฎหมายลายลักษณ์อกั ษรหรือประมวลกฎหมาย
3. ในบางประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ ยังคงยึดจารีตประเพณีที่ปฏิบัติมา เป็นหลักกฎหมายและ

อาศยั คาำ พพิ ากษาของศาลทพี่ พิ ากษาวางหลักใชเ้ ปน็ กฎหมายในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์
4. กฎหมายในระบบอื่น เช่น กฎหมายสังคมนิยม กฎหมายอิสลาม ย่อมจัดอยู่ในระบบประมวล

กฎหมาย
5. เมื่อหลักกฎหมายของประเทศต่างๆ คล้ายคลึงกัน ย่อมใช้กฎหมายฉบับเดียวกันได้ นักกฎหมายก็

สามารถใช้กฎหมายฉบับเดยี วกันไดท้ ่ัวโลก กลายเปน็ หลักสากลข้ึน

2.1.1 กฎหมายในสงั คมบรรพกาล
คาำ ส่งั หวั หน้าเผา่ เปน็ กฎหมายได้อย่างไร
เมอ่ื มีกรณพี พิ าทหรอื โตแ้ ย้งเกดิ ขึน้ ผู้ทเ่ี ปน็ หัวหน้าเผา่ จะต้องเปน็ ผชู้ ี้ขาด ซึ่งต้องอาศยั ความถกู ต้องตาม
กฎเกณฑ์ การชีขาดดังกลา่ วบังคับแก่คู่กรณีได้ โดยจะต้องปฏิบัติตามและเช่ือฟังคาำ ชี้ขาดและกฎเกณฑ์เช่นน้ัน
จึงเป็นกฎหมาย

ชมรมนักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบรุ ี 2551



8

จารีตประเพณเี ปน็ กฎหมายได้อย่างไร
จารีตประเพณีเกิดจากพฤติกรรมการเลียนแบบของมนุษย์ตามความเคยชินท่ีคนในสังคมน้ันจะกระทาำ
ตามคนสว่ นใหญ่ เมอ่ื พฤตกิ รรมเหล่านั้นได้มีการปฏบิ ัตติ ่อเนอื่ งกันมาเลอ่ื ยๆ เป็นระยะเวลาอนั ยาวนานหากผู้ใด
ฝ่าฝืนไม่ยอมประพฤติหรือปฏิบัติตามก็จะไดร้ ับการตาำ หนิอย่างรุนแรงจากสังคม ในบางครั้งก็จะมีสภาพเป็นการ
ลงโทษ ในที่สุดก็จะกลายเปน็ หลกั บงั คบั ใช้กบั ประชาชนในถ่นิ น้ันๆ และเป็นกฎหมายจารตี ประเพณีโดยไม่รู้ตวั

2.1.2 ววิ ัฒนาการของระบบประมวลกฎหมาย
ระบบประมวลกฎหมายนั้นจะมีลักษณะอย่างไร
จะมีลักษณะเป็นรูปรา่ งของกฎหมาย 3 ประการคอื
1. เป็นระบบกฎหมายท่ีมาจากกฎหมายโรมันและใช้กันอยู่ทั่วไปในยุโรป ซ่ึงแตกต่างไปจาก

กฎหมายจารีตประเพณี
2. เป็นการต้ังหลักเกณฑท์ ่ใี ช้บังคับถึงความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล ซึง่ แตกต่างไปจากกฎหมาย

มหาชนโดยเฉพาะอยา่ งยิง่ จะแตกตา่ งไปจากกฎหมายอาญา
3. เปน็ กฎหมายท่ีมสี ภาพบงั คับซ่งึ ตรงขา้ มกบั กฎหมายพระหรือศาสนจกั ร

2.1.3 ววิ ฒั นาการของระบบคอมมอนลอว์
หลักเอ็คควตี ี้ (Equity) หมายความว่าอย่างไร
เป็นการตัดสินที่อาศัยหลักมโนธรรม (Conscience) ท่ีให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณี โดยคาำ นึงถึง
ประโยชน์สขุ และความยุตธิ รรมในสงั คมเป็นใหญ่

2.1.4 ววิ ัฒนาการของระบบกฎหมายอน่ื ๆ
สตาลนิ ไดเ้ ปลย่ี นหลกั การใหมข่ องกฎหมายสงั คมนยิ มวา่ อย่างไร
สตาลินได้เปลี่ยนหลักการใหม่ของกฎหมายสังคมนิยมว่า ความยุติธรรมมีอยู่เท่าที่กฎหมายกาำ หนด
เท่านนั้ และตอ้ งเปน็ กฎหมายท่รี ัฐบาลชนั้ กรรมาชีพซ่งึ อยภู่ ายใตก้ ารนำาของพรรคคอมมวิ นิสตก์ ำาหนดข้ึนเทา่ น้ัน

2.1.5 แนวโน้มของวิวฒั นาการของระบบกฎหมายในโลกปัจจบุ นั
แนวโนม้ ของการววิ ฒั นาการของระบบกฎหมายในโลกปัจจุบนั น้จี ะเป็นอยา่ งไร
แนวโน้มในการวิวัฒนาการของระบบกฎหมายในโลกปัจจุบันน้ี จะเป็นการใช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์
ทง้ั หมด โดยสามารถจะจดั รูปแบบและพัฒนาได้โดยฝา่ ยนิติบัญญัติ โดยนักนิติศาสตร์ของประเทศตา่ งๆก็จะนำา
ความคิดเหน็ ที่เปน็ ธรรมซง่ึ มอี ยโู่ ดยทั่วไป ไปบัญญัตใิ ชใ้ นกฎหมายในประเทศของตนเพ่อื ให้เกิดความสอดคลอ้ ง
กัน ต่อไปนานเข้าหลักเกณฑต์ ่างๆของกฎหมายกจ็ ะคล้ายคลึงกันทุกประเทศในโลกเกอื บจะเรียกว่าใช้กฎหมาย
ฉบับเดยี วกนั กัน ซง่ึ นกั กฎหมายกจ็ ะสามารถใชก้ ฎหมายเร่ืองเดยี วกันได้ทว่ั โลก ถอื วา่ เป็นหลกั สากล

ชมรมนกั ศึกษามหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551

9

2.2 ววิ ัฒนาการของระบบกฎหมายไทย
1. ระบบกฎหมายไทยก่อนที่ยังไม่มีภาษาเขียนเป็นหนังสือ ซ่ึงเร่ิมใช้ในสมัยพ่อขุนรามคาำ แหงมหาราช

ในสมยั สโุ ขทัยตอนปลาย และสมยั กรุงศรีอยุธยาจึงมีกฎหมายเป็นลายลกั ษณอ์ กั ษรขน้ึ
2. ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการจัดทาำ กฎหมาย ในรูปของประมวลกฎหมายไทยสาำ เร็จ เรียกว่า

กฎหมายตราสามดวง
3. ในปจั จบุ นั น้ีในประเทศไทยไดม้ ีกฎหมายในรูปของประมวลกฎหมายครบถ้วน

2.2.1 ระบบกฎหมายกอ่ นกรงุ รตั นโกสินทร์
ศลิ าจารกึ พอ่ ขนุ รามคาำ แหงมหาราชเทยี บไดก้ บั กฎหมายอะไรที่สำาคัญ และนกั นติ ิศาสตร์เรียกว่า
กฎหมายอะไร
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชเทียบได้กับมหากฎบัตร (Magna Carta) ของอังกฤษ ซ่ึงของ
อังกฤษถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอังกฤษ เพราะในศิลาจารึกมีข้อความท่ีเป็นหลักประกันสิทธิและ
เสรีภาพของราษฎรในสมัยน้ัน และนักนิติศาสตร์บางท่านเรียกว่า “กฎหมายส่ีบท” โดยเก่ียวกับเร่ืองกฎหมาย
มรดก กฎหมายทดี่ นิ กฎหมายวธิ ีพจิ ารณา และกฎหมายรอ้ งทกุ ข์

2.2.2 ระบบกฎหมายต้นกรงุ รัตนโกสินทร์
ในสมยั ตน้ กรงุ รตั นโกสินทร์ ประเทศไทยในระบบกฎหมายอะไร อยา่ งไร
ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยได้ใช้ระบบประมวลกฎหมายหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร
เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ชาำ ระกฎหมายขึ้นใหม่โดยจัดทาำ เป็นประมวล
กฎหมายขึ้นเรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง” หรือ “ประมวลกฎหมายรัชกาลท่ี 1”

2.2.3 ระบบประมวลกฎหมายในประเทศไทย
ประเทศไทยในสมัยกรุงสโุ ขทัย กรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ใชก้ ฎหมายระบบใด
ในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น สมัยพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชเป็นการใช้หลักกฎหมายท่ัวไปที่เห็นว่าเป็นธรรม
และใช้ระบบกฎหมายในสังคมบรรพกาล ต่อมาในสมัยพญาเลอไท มีหลักฐานว่าได้มีการจารึกในลักษณะเป็น
กฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษร โดยปรากฏเปน็ เร่ืองๆไป และหลกั ฐานยังปรากฏอีกว่า ในสมัยกรุงสโุ ขทัยยังมีการใช้
กฎหมายพระธรรมศาสตร์ ซ่ึงเป็นคัมภีร์ที่สืบทอดมาจากมนูศาสตร์ของชาวฮินดู นอกจากน้ี ก็ยังใช้พระราช
ศาสตร์ คอื คาำ สงั่ ของพระมหากษตั ริยเ์ ปน็ กฎหมายอกี ด้วย
ในสมยั กรุงศรอี ยุธยา มหี ลักฐานปรากฏชดั วา่ ไดใ้ ช้กฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษรอย่างสมบรู ณ์ กฎหมายที่
ใช้ก็คือ พระธรรมศาสตร์ อันเป็นหลักกฎหมายท่ีมีต้นกาำ เนิดมาจากอินเดีย นอกจากน้ี พระมหากษัตริย์ได้ทรง

ชมรมนักศึกษามหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช จงั หวัดราชบุรี 2551

10

ตรากฎหมายข้ึนเพื่อใช้บังคับแก่ราษฎร เรียกว่าพระราชศาสตร์ ซ่ึงมีกฎหมายท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่หลาย
เร่ืองดว้ ยกัน

ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์คงใช้กฎหมายเดิมของกรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาได้มีการตรากฎหมายจัดทาำ
เปน็ ประมวลกฎหมายข้นึ เรียกวา่ “กฎหมายตราสามดวง” หรือ “ประมวลกฎหมายรชั กาลที่ 1” ทง้ั น้ีเพ่ือปรับปรงุ
ใหเ้ กิดความยุติธรรมยิ่งขึ้น จึงเป็นการใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษร โดยตรงต่อมารัชกาลที่ 5 ได้เร่ิมดำาเนินการ
ชำาระกฎหมายขนึ้ เปน็ หมวดหมใู่ นลักษณะของระบบประมวลกฎหมาย

ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้ใช้กฎหมายในระบบประมวลกฎหมายหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษรตาม
ระบบท่ีต่างประเทศยอมรับและพัฒนาแล้ว ซึ่งมีการออกกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรในระบบรัฐสภาอย่าง
สมบูรณ์

2.3 ปญั หาและอปุ สรรคในการพัฒนาระบบกฎหมายไทย
1. ปัจจุบันการศึกษาวิชานิติศาสตร์ได้กระจายอยู่ในหลายสถาบัน ทาำ ให้เกิดแนวความคิดการใช้

กฎหมายแตกต่างกัน เปน็ ภยั ตอ่ แนวความคดิ ทางกฎหมายของประเทศเป็นอยา่ งย่ิง
2. การฝกึ อาชพี ทางกฎหมายมีแยกจากกนั แล้วแต่หน่วยงานในอาชีพนั้นไม่อาจจะพฒั นาความคดิ ทาง

กฎหมายไปในแนวทางเดียวกัน
3. การร่างกฎหมายในปัจจุบันไม่เป็นไปตามระบบของการร่างกฎหมายท่ีถูกต้อง จึงทำาให้ขัดต่อหลัก

การและกฎหมายอนื่
4. ประเทศไทยไม่มีระบบติดตามและประเมินผลการบังคับใช้กฎหมาย จึงมีกฎหมายบางฉบับไม่มี

ประชาชนปฏบิ ัติตาม

2.3.1 ระบบการศกึ ษานิตศิ าสตร์
การศกึ ษาทางนิติศาสตร์ทจ่ี ะทำาให้กฎหมายได้มีการพัฒนาไปโดยถกู ทางจะทอ้ งทำาอย่างไร
ยอ่ มขน้ึ อยู่กับการเรียนการสอนท่ีถกู ต้องตามระบบของกฎหมายไทย โดยจะต้องมกี ารเรยี น การสอนไป
ในทางเดียวกัน ให้ผูท้ ำาการศึกษากฎหมายมีแนวความคิดเห็นของตนเองเปน็ อิสระ และต้องปลูกฝงั นกั กฎหมาย
ให้มคี ณุ ธรรมในการรับใช้ประชาชน ไมใ่ หม้ ีการเอารัดเอาเปรยี บสงั คม

2.3.2 สถาบนั วิชาชพี กฎหมาย
การแยกฝึกอาชพี นักกฎหมายเปน็ แตล่ ะสาขาอาชพี มผี ลต่อการพัฒนากฎหมายอย่างไร
การฝกึ อาชีพทางกฎหมายแตล่ ะสถาบันไม่อาจจะพัฒนาแนวความคิดทางกฎหมายไปในทางเดียวกัน
ได้ เพราะแต่ละสถาบนั มีความคิดเห็นของตนเอง จะเกิดความแตกตา่ งในการพัฒนากฎหมาย

2.3.3 กระบวนการนิติบญั ญัติ

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551

11

การบัญญตั กิ ฎหมายแต่ละฉบับนั้นจะตอ้ งอาศัยหลกั อะไร
จะตอ้ งร่างกฎหมายด้วยอาศยั หลักคณุ ธรรมและคำานงึ ถึงธรรมะเป็นสาำ คญั โดยไม่ออกกฎหมายเพอ่ื
รกั ษาผลประโยชนข์ องผูห้ นึง่ ผู้ใดหรอื หนว่ ยงานใดหนว่ ยงานหน่ึงโดยเฉพาะ

2.3.4 ระบบการติดตามและการประเมินผลการบงั คับใชก้ ฎหมาย
เหตุใดที่ระบบกฎหมายไทยไม่พฒั นาไปเท่าทีค่ วร
เพราะฝ่ายนติ บิ ญั ญัติไม่มีระบบการติดตามและประเมินผลการบงั คบั ใชก้ ฎหมายในประเทศไทยทำาให้มี
การออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายต่างๆอยเู่ สมอ และบางครั้งกฎหมายออกมามากแต่ละฉบับจะขดั แย้งกัน

แบบประเมินตนเองหนว่ ยที่ 2

1. ความคดิ เหน็ ทีถ่ กู ตอ้ งตามทาำ นองคลองธรรมเปน็ หลักกฎหมายทวั่ ไป
2. แบบอย่างท่ีปฏิบัตสิ อดคลอ้ งตอ้ งกันมาในท้องถ่ินใดเป็นเวลาช้านาน จนสามารถบังคับใช้กบั ประชาชน

ในท้องถิ่นนั้นเรียกว่า กฎหมายจารตี ประเพณี
3. กฎหมายฮนิ ดู ถือวา่ เปน็ กฎหมายศาสนา
4. ลักษณะของระบบประมวลกฎหมาย มาจากกฎหมายโรมัน ซ่งึ มีสภาพบงั คับได้ถงึ ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง

บคุ คล
5. ประมวลกฎหมายฮมั มูราบี ถอื วา่ เปน็ วิวฒั นาการเบอ้ื งตน้ ของระบบประมวลกฎหมาย
6. กฎหมายท่ีออกโดยรฐั อยา่ งสมบรู ณ์ฉบับแรกคือ กฎหมายสิบสองโต๊ะ
7. หลักคอมมอนลอว์ เปน็ การตัดสินคดที ีต่ อ้ งมเี หตุผล
8. หลักกฎหมายเอค็ ครติ ้ี ใช้ควบคู่กันไปกบั หลักคอมมอนลอว์
9. พ้นื ฐานหลักกฎหมายคอมมอนลอว์ ไดม้ าจาก ผูพ้ ิพากษา
10. ในทางอาญา ในประเทศไทยใชก้ ฎหมายลักษณะ กฎหมายลายลักษณ์อักษร
11. กฎหมายเกดิ จาก แนวความคดิ เพื่อสรา้ งหลักเกณฑใ์ นการควบคุมมนษุ ยท์ ี่อย่ใู นสังคม
12. กฎหมายในสมัยบรรพกาลจะมลี ักษณะ นามธรรม
13. จารตี ประเพณีมาจากลกั ษณะของ การทคี่ นประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามแบบอย่างที่ปฏิบตั ิสอดคล้องต้องกนั มา

เปน็ เวลาช้านาน หากผู้ใดฝ่าฝนื จะได้รบั การตำาหนอิ ย่างรุนแรง
14. หลักกฎหมายทัว่ ไป เปน็ กฎหมายดงั้ เดมิ ของมนุษยใ์ นสงั คม
15. พระเจ้าฮมั มูราบี เปน็ คนคิดว่าประชาชนไม่สามารถอย่อู ย่างอสิ ระปลอดภยั โดยปราศจากกฎหมาย
16. กฎหมายสิบสองโต๊ะ ถือได้ว่าเป็นการเร่ิมต้นของวิชานิติศาสตร์ด้วยหลักการท่ีว่า กฎหมายควรเป็นส่ิง

เปิดเผยให้คนทั่วไปไดร้ ู้ได้เหน็ และศึกษาหาเหตุผลได้
17. ในสมัยแองโกล-แซกซอน ศาลตัดสินโดยใช้หลกั กฎหมายจารีตประเพณี

ชมรมนักศึกษามหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบุรี 2551

12

18. กฎหมายอิสลามจดั อยู่ในสกลุ กฎหมายศาสนา
19. แนวโน้มในการวิวัฒนาการของระบบกฎหมายในโลกปัจจุบันนี้จะใช้หลักกฎหมายระบบ ประมวล

กฎหมายหรือซวี ิลลอว์

หนว่ ยที่ 3 ท่มี า ประเภท และศักดิ์ของกฎหมาย

1. ท่ีมาของกฎหมาย ในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ระบบ
กฎหมายสงั คมนิยมนั้น ยอ่ มแตกต่างกัน ทงั้ น้ี ขน้ึ อยู่กับพนื้ ฐานของระบบกฎหมายแต่ละระบบ

2. การแบ่งประเภทของกฎหมาย อาจแบง่ ออกได้เปน็ หลายลกั ษณะ ทั้งนี้ขน้ึ อยู่กับวา่ จะยึดอะไรเป็นเกณฑ์
ในการแบง่

3. กฎหมายท่ีออกมาใช้ในสังคมนั้น เกิดจากองค์กรที่มีอำานาจในการออกกฎหมายต่างกัน จึงมีลาำ ดับ
ความสาำ คญั ไม่เทา่ เทียมกัน

4. กฎหมายท่ีมีศักด์ิสูงกว่าหรือมีศักดิ์เท่ากันกับกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ย่อมแก้ไขเพ่ิมเติมหรือยกเลิก
กฎหมายฉบบั หลังนน้ั ได้

ท่มี าของกฎหมาย
1. ที่มาของกฎหมายย่อมมคี วามหมายแตกต่างกนั ไปตามระบบกฎหมาย
2. ท่ีมาของกฎหมายในระบบลายลักษณ์อักษรนั้น ได้แก่ กฎหมายลายลักษณ์อักษร จารีตประเพณี และ

หลกั กฎหมายทว่ั ไป
3. ทม่ี าของกฎหมายในระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณอ์ ักษร ไดแ้ ก่ จารตี ประเพณี คาำ พพิ ากษาของศาล

กฎหมายลายลักษณ์อกั ษร ความเห็นของนักนิตศิ าสตร์ และหลกั ความยุตธิ รรม
4. ท่มี าของกฎหมายในระบบกฎหมายสังคมนยิ ม คอื กฎหมายลายลักษณอ์ ักษร

ทมี่ าของกฎหมายในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
ลองบอกช่ือกฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษร
รู้จักรูปแบบของกฎหมายดังต่อไปนี้
1) รัฐธรรมนญู เชน่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2517
2) ประมวลกฎหมาย เชน่ ประมวลกฎหมายท่ีดิน ประมวลรษั ฎากร
3) พระราชบัญญัติ เช่น พระราชบัญญตั คิ ุ้มครองสตั ว์ป่าสงวนแหง่ ชาติ พระราชบัญญัตบิ ริษัทมหาชน

พระราชบัญญตั ิส่งเสริมพาณิชย์นาวี
4) พระราชกฤษฎกี า เชน่ พระราชกฤษฎีกากาำ หนดเขตควบคุมศลุ กากร เปน็ ตน้

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช จังหวัดราชบรุ ี 2551

13

จารีตประเพณที ี่กลายมาเปน็ กฎหมาย
ตวั อย่างของจารตี ประเพณที ี่กลายมาเป็นกฎหมาย คอื การทบ่ี ุตรตอ้ งอุปการะเลยี่ งดบู ิดามารดาซ่ึงได้
นาำ ไปบญั ญตั ใิ น ป.พ.พ. มาตรา 1563

การให้สนิ สอดทฝี่ ่ายชายให้แก่ฝา่ ยหญิงนั้นเปน็ จารีตประเพณีหรอื ไม่ และฝา่ ยหญงิ จะเรยี กรอ้ งจากฝา่ ย
ชายไดเ้ สมอไปหรอื ไม่

การใหส้ ินสอดเป็นจารตี ประเพณี เพราะเข้าตามหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ประการ แต่ก็มใิ ช่เป็นเร่ืองที่ฝ่ายหญิง
จะบังคับเอากับฝ่ายชายได้ เพราะเป็นเร่ืองที่ฝ่ายชายต้องสมัครใจให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการท่ีหญิงยอม
สมรสด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 1437)

ลองสำารวจดูสภุ าษิตกฎหมายที่เคยทราบมาแลว้
สุภาษิตกฎหมายทเ่ี คยทราบมาแล้ว เชน่
1) เปน็ หน้าทขี่ องศาลทจี่ ะตอ้ งใหค้ วามยตุ ธิ รรมแกค่ นที่เขา้ มาหาศาล (ขอ้ 13)
2) ผู้พิพากษาท่ีดีย่อมวินิจฉัยคดีตามหลักความยุติธรรมและความถูกต้อง และถือความยุติธรรม

สาำ คัญกวา่ กฎหมาย (ขอ้ 24)
3) ความทจุ รติ กบั ความยุติธรรมอย่ดู ว้ ยกันไม่ได้ (ขอ้ 59)

ทีม่ าของกฎหมายในระบบกฎหมายไม่เปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษร
จารตี ประเพณมี ีความสัมพนั ธต์ ่อระบบกฎหมายไมเ่ ปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษรอยา่ งไร
จารีตประเพณีเป็นต้นตอของกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เม่ือสมัยเร่ิมแรกของระบบกฎหมายนี้
ศาลใชจ้ ารตี ประเพณีเป็นกฎหมายในการตดั สินคดีจารีตประเพณีจึงเป็นทม่ี าพนื้ ฐาน ของระบบกฎหมายไมเ่ ปน็
ลายลักษณอ์ กั ษร

เหตุผลสนับสนนุ คำากลา่ วทว่ี ่า“กฎหมายที่มาจากคำาพิพากษาของศาลเป็นหลักเกณฑ์ที่มั่นคง เช่นเดียว
กบั หลักทเ่ี กิดจากจารตี ประเพณี”

คำาพิพากษาของศาลในระบบกฎหมายไม่เปน็ ลายลกั ษณ์อักษรเป็นหลกั เกณฑท์ ่มี ่นั คง เนื่องจากศาลใน
ระบบกฎหมายน้ียึดถือหลักแนวบรรทัดฐานคาำ พิพากษาของศาล จึงทำาให้คดีท่ีมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำาคัญ
อย่างเดียวกันได้รับการตัดสิน ให้มีผลอย่างเดียวกัน เม่ือเวลาผ่านไปหลักเกณฑ์ท่ีศาลวางไว้ในการตัดสินคดี
ย่อมได้รบั การยอมรับมากย่ิงขนึ้ และกลายเปน็ หลักกฎหมายที่มั่นคงในเวลาตอ่ มา

ชมรมนักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551

14

ในปจั จุบันกฎหมายลายลักษณอ์ ักษรกลบั มบี ทบาทสำาคญั ต่อระบบกฎหมายไมเ่ ปน็ ลายลักษณ์อกั ษรไม่
น้อยกว่ากฎหมายท่ีเกดิ จากจารีตประเพณีและคำาพพิ ากษาของศาลนั้นเป็นความจริงเพียงใด

ในสมัยท่ีโลกมีความเจริญก้าวหน้า การที่จะรอให้กฎหมายเกิดข้ึนจากจารีตประเพณีหรือคาำ พิพากษา
ของศาลในคดีท่ีข้ึนสู่ศาลนั้นย่อมจะไม่ทันต่อความต้องการ จึงต้องออกกฎหมายล่วงหน้าเพ่ือวางระเบียบและ
กฎเกณฑ์ในสังคม หากจะรอให้กฎหมายเกิดขึ้นเองจะไม่ทันต่อเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนหรือเปล่ียนแปลงไปอย่าง
รวดเรว็

เอคควิตี้คืออะไร
เอคควติ ี้ คือระบบกฎหมายที่เป็นส่วนหน่ึงในระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เอคควิต้ีเป็นระบบ
ทีย่ ึดถือหลักความยุติธรรม โดยมโนธรรมของผู้พพิ ากษาเป็นหลกั จงึ กอ่ ใหเ้ กดิ ความยืดหยุ่นในการตัดสินคดดี ้วย
ความเป็นธรรม โดยไมต่ อ้ งอยู่ในกรอบของจารีตประเพณหี รอื แนวบรรทัดฐานคาำ พพิ ากษาของศาล

ศาลไทยยอมรับนับถอื คาำ พพิ ากษาของศาลในคดกี อ่ นเพยี งใดหรือไม่
ศาลไทยอยู่ในระบบกฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษร จงึ ไมถ่ อื วา่ คำาพพิ ากษาเป็นกฎหมายท่ีศาลทำาขน้ึ ศาลคง
ยดึ ตัวบทกฎหมายเป็นสำาคัญในการตัดสนิ คดี แต่ก็คาำ นงึ ถึงผลและเหตผุ ลของคำาพิพากษาในคดกี ่อนอยบู่ า้ ง โดย
เฉพาะคดที ี่มีข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับทศี่ าลสูงเคยตัดสินไว้แลว้ แต่หากศาลล่าง (ทอี่ ยูใ่ นช้ันต่าำ กว่า) มีเหตุผลเป็น
อยา่ งอนื่ ก็อาจตดั สินใหเ้ ปน็ อีกอยา่ งหนึ่งก็ได้ โดยไม่ต้อคำานงึ ถึงคาำ พิพากษาในคดีกอ่ นๆนนั้

ความเหน็ ของนกั นติ ิศาสตร์น้นั จะไดร้ ับการยอมรับจากศาลในการพจิ ารณาพิพากษาคดเี พยี งใด
แม้ว่าความเห็นของนักนิติศาสตร์จะไม่เป็นที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรแต่
ความเห็น ของนักนติ ิศาสตร์ผู้ทรงคณุ วุฒิ ซงึ่ เปน็ ท่ยี อมรบั ในวงการกฎหมายโดยท่ัวไป ก็อาจจะมีอทิ ธิพลตอ่ การ
ตดั สินใจคดตี ่อมา

ท่มี าของกฎหมายในระบบกฎหมายสงั คมนยิ ม
พจิ ารณาวา่ การที่ระบบกฎหมายสงั คมนยิ มมีท่ีมาของกฎหมาย คือกฎหมายลายลกั ษณ์อักษรแตเ่ พียง
อย่างเดยี วน้ัน จะสามารถให้ความยุตธิ รรมแกอ่ รรถคดตี า่ งๆได้เพยี งพอหรอื ไม่
ในระบบกฎหมายสังคมนิยม ใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นกลไกในการควบคุมสังคมให้เป็นไปตาม
ท่ีวางเป้าหมายไว้ ความยุติธรรมจะมีเพียงใดย่อมขึ้นอยู่ความเป็นอิสระของศาลในการตัดสินคดี หากศาลต้อง
ปฏิบัติตามนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โอกาสท่ีประชาชนจะได้รับความยุติธรรมก็ย่อม
นอ้ ยลงได้ตามลำาดับ

ประเภทของกฎหมาย

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551

15

1. การแบง่ ประเภทของกฎหมาย อาจแบ่งได้หลายลกั ษณะทั้งนข้ี ้นึ อยกู่ บั ว่า จะยึดอะไรเปน็ เกณฑใ์ นการ
แบง่

2. กฎหมายนั้นอาจแบ่งได้อยา่ งคร่าวๆ เปน็ 2 ประเภทคือ กฎหมายภายในและกฎหมายภายนอก
3. กฎหมายภายในอาจแบง่ ไดเ้ ป็น

1) กฎหมายลายลกั ษณ์อัก และกฎหมายที่ไม่เป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร
2) กฎหมายทมี่ สี ภาพบังคับทางอาญา และกฎหมายทีม่ สี ภาพบงั คับทางแพง่
3) กฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบญั ญตั ิ
4) กฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน
4. กฎหมายภายนอกอาจแบ่งออกไดเ้ ปน็
1) กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดเี มือง
2) กฎหมายระว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล
3) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดอี าญา

บทนำา
การแบ่งกฎหมายภายในแบบใดทีค่ วรไดร้ ับการยอมรับมากที่สดุ เพราะเหตใุ ดจึงเป็นเชน่ นน้ั
การแบ่งกฎหมายภายในเป็นกฎหมายมหาชนและกฎหมาเอกชน น่าจะได้รับการยอมรับมากที่สุด
เพราะมีผลในการพิจารณาใช้หลักเกณฑ์ในการใช้และการตีความกฎหมาย เพ่ือก่อให้เกิดความยุติธรรมแต่คดี
ตามลักษณะกฎหมาย

ประเภทของกฎหมายภายใน
Unwritten Law คือ อะไร
Unwritten Law คอื กฎหมายทยี่ ังมไิ ดถ้ ูกถา่ ยทอดออกมาเป็นลายลักษณอ์ กั ษร

การแบง่ กฎหมายตามสภาพบงั คบั น้นั มีประโยชนอ์ ยา่ งไรบ้าง
การแบ่งกฎหมายตามสภาพบงั คับมีประโยชนใ์ นการพิจารณาคดีแยกคดีเพื่อฟอ้ งศาลไดถ้ กู ตอ้ งเช่น คดี
แพง่ จะฟอ้ งศาลใดทีก่ ฎหมายกำาหนดไดบ้ า้ ง หรอื คดีอาญาจะฟอ้ งศาลใดได้บ้าง

ถา้ ไม่มกี ฎหมายวิธีสบญั ญตั ิจะเกิดผลประการใดบ้างต่อระบบกฎหมายของไทยในปจั จบุ ัน
ถ้าไม่มกี ฎหมายวธิ ีสบัญญัตกิ ไ็ ม่อาจดาำ เนินคดีในศาลต่างๆ ได้

การแบ่งกฎหมายออกเป็นกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนน้ันมีประโยชน์อยา่ งไรบ้าง

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช จังหวดั ราชบรุ ี 2551

16

การแบ่งกฎหมายเปน็ กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนนั้น ประเทศไทยยงั ไมอ่ าจมองเหน็ ประโยชน์
ได้อย่างชัดเจน เพราะประเทศไทยยังไม่ได้แยกคดีท่ีเก่ียวข้องกับกฎหมายมหาชนให้ข้ึนศาลปกครอง ใน
ปัจจุบนั คดีสว่ นใหญ่ขึ้นศาลยุติธรรม ยกเวน้ บางคดีทจ่ี ัดตง้ั ศาลพเิ ศษไว้พจิ ารณาพิพากษาคดีโดยเฉพาะ

ประเภทของกฎหมายภายนอก
กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมอื งมีความสาำ คัญและมีบทบาทตอ่ สังคมประชาชาติเพียงใด
กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีเมืองมีความสาำ คัญมาก เพราะเป็นกฎหมายทกี่ ำาหนดกฎเกณฑ์ท่ใี ห้
รัฐต่างๆ ได้ปฏิบัติตามเพ่ือความสงบสุขของสังคมประชาชาติแต่ในปัจจุบัน กฎหมายนี้ขาดความศักดิ์สิทธิ์
เพราะไม่มีองคก์ รใดทจี่ ะกอ่ ใหเ้ กดิ สภาพบงั คับ จึงกลายเปน็ ปัญหาทีก่ ่อใหเ้ กิดความไม่สงบสุขข้ึนเสมอมา

กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คลมบี ทบาทตอ่ สังคมปัจจบุ ันเพียงใด
กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคลมีบทบาทสำาคัญต่อสังคมยคุ ปัจจุบัน ท่ีประชาชนในแตล่ ะรัฐมี
โอกาสติดต่อกัน หรือความสัมพันธ์กันในด้านต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างรัฐย่อมมีปัญหาที่จะใช้
กฎหมายของรัฐใดบังคับ จึงต้องมีกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลขึ้น เพ่ือแก้ปัญหาว่าจะใช้กฎหมาย
ใดบังคับแก่ความสัมพนั ธ์เหลา่ นั้น

การจี้เครื่องบินจากประเทศอ่ืนแล้วมาร่อนลงในประเทศไทย แล้วบังคับเคร่ืองบินให้เดินทางต่อไปยัง
ประเทศท่ีสาม ประเทศไทยจะมีสทิ ธเิ รยี กใหส้ ่งผรู้ ้ายขา้ มแดน ตามกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญาหรอื
ไม่

การจี้เคร่ืองบินเป็นการกระทาำ ผิดกฎหมายตามอาญากฎหมายไทย หากผู้ร้ายที่กระทาำ ผิดบังคับเครื่อง
บินไปประเทศท่ีสาม และประเทศที่สามมีข้อตกลงท่ีจะร่วมมือกันส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย ก็อาจจะมี
การส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ แต่ความผิดน้ีโดยปกติย่อมเป็นความผิดอาญาสากลซ่ึงประเทศที่สามก็ย่อมจะลงโทษ
ไดอ้ ยู่แล้ว เพราะเป็นความผดิ ทกี่ ระทำาอยูต่ ่อเนอ่ื งในอาณาเขตของประเทศน้ันด้วย

ศักด์ขิ องกฎหมาย
1. กฎหมายท่ีออกมาใช้ในสังคมย่อมเกิดจากองค์กรต่างกัน จึงมีลำาดับความสาำ คัญไม่เท่าเทียมกัน

รฐั ธรรมนูญเปน็ กฎหมายที่สงู ทีส่ ดุ จะมกี ฎหมายอ่ืนมาขดั กับรัฐธรรมนูญไม่ได้
2. กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา หรือรัฐธรรมนูญได้มอบอาำ นาจให้ตราข้ึนได้ในกรณีพิเศษ ตามความจำาเป็น

และตามเง่ือนไขที่กำาหนด ย่อมมีศกั ดส์ิ ูงรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ
3. กฎหมายทีอ่ อกโดยฝ่ายบรหิ าร โดยอาศัยอาำ นาจกฎหมายท่อี อกโดยรัฐสภา ย่อมเปน็ กฎหมายลำาดบั รอง

ลงมาจากกฎหมายท่อี อกโดยรฐั สภา

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551

17

4. กฎหมายที่ออกโดยองค์กรปกครองตนเอง โดยอาศัยอาำ นาจกฎหมายอื่น ย่อมมีศักด์ิตา่ำ กว่ากฎหมายที่
ออกโดยรัฐสภาหรือฝ่ายบรหิ าร

5. การจัดลำาดับของกฎหมายตามศักด์ิ ก็เพื่อให้ทราบว่ากฎหมายฉบับใดมีความสาำ คัญมากกว่ากัน และ
สามารถยกเลิกกฎหมายท่มี ีศักด์ิเทา่ กันหรือต่าำ กว่าได้ แต่ไม่สามารถยกเลิกกฎหมายทมี่ ีศกั ดิ์สูงกว่าได้

การจดั ลำาดบั ความสำาคัญของกฎหมาย
เหตุใดจงึ ตอ้ งมีการจัดลำาดบั กฎหมายตามศักดิ์
การจัดลาำ ดับของกฎหมายนั้นย่อมข้ึนอยู่กับว่ากฎหมายน้ันออกโดยองค์กรใด และองค์กรน้ันมีความ
สาำ คัญเพียงใด เม่ือออกกฎหมายมาแล้ว กฎหมายที่ออกมาโดยองค์กรที่มีอำานาจออกกฎหมายที่สูงกว่าย่อมมี
ศักดิ์สูงกว่ากฎหมายที่ออกโดยองค์กรท่ีต่าำ กว่า ย่อมไม่สามารถยกเลิกเพิกถอนกฎหมายที่ออกโดยองค์กรท่ีสูง
กวา่ ซ่ึงมศี กั ดสิ์ งู กว่าได้

ประโยชน์ของการจัดลำาดบั ของกฎหมายตามศกั ด์ิ
หาตวั อย่างการออกกฎหมายแกไ้ ขเพิม่ เติมกฎหมายระดับเดียวกันมาอย่างนอ้ ย 1 ตัวอย่าง
การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะหุ้นบริษัทโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิม
เติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2521)

หาตวั อย่างการยกเลกิ กฎหมายระดับเดยี วกันมาอย่างน้อย 1 ตัวอย่าง
พระราชบญั ญัตแิ ก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ ฉบับท่ี 8 (พ.ศ. 2519) ยกเลิกประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ บรรพ 5

แบบประเมินตนเองหนว่ ยท่ี 3

1. กฎหมายในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรหรือซีวิลลอว์ มีท่ีมาจาก กฎหมายลายลกั ษณ์อักษร จารีต
ประเพณี และหลกั กฎหมายทั่วไป

2. ท่ีมาประการสำาคัญของกฎหมายในระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Common Law System)
คอื จารตี ประเพณแี ละคาำ พิพากษา

3. ท่มี าของกฎหมายในระบบกฎหมายสังคมนิยม (Socialist Law System) คอื กฎหมายลายลักษณ์อักษร
4. ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยจ์ ัดอยูใ่ นกฎหมายประเภท กฎหมายสารบญั ญตั ิ
5. ประมวลกฎหมายอาญาจดั อยูใ่ นกฎเภท กฎหมายมหาชน

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช จังหวัดราชบุรี 2551



18

6. บริษัทไทยต้องการทำาสัญญาคา้ ขายกับบริษทั ญี่ปุ่น ตา่ งฝ่ายต่างต้องการใช้กฎหมายในประเทศของตน
บังคับในสัญญาท่ีทำาข้ึนระหว่างกัน กฎหมายท่ีควรจะใช้บังคับกรณีท่ีมีความขัดแย้งกันน้ี คือ ประมวล
กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี คุ คล

7. นายต๋ี ถูกจับและดำาเนินคดีข้อหาค้ายาเสพติดระหว่างคุมขังอยู่นายต๋ี เล็ดลอดหนีข้ามแดนออกไป
มาเลเซียได้ ต่อมาตาำ รวจมาเลเซียส่งตัวนายต๋ีมาให้รัฐบาลไทยดำาเนินคดีและลงโทษต่อไป รัฐบาล
มาเลเซียปฏิบัตติ าม กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดอี าญา

8. กฎบัตรสหประชาชาติหมายถงึ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีเมือง
9. การเรียงลาำ ดับศักดิ์ของกฎหมายจากสูงไปตำ่า ควรเป็นดังน้ีคือ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราช

กฤษฎีกา เทศบัญญตั ิ
10. รัฐธรรมนญู มศี กั ดิส์ งู กวา่ กฎหมายใดๆทงั้ ส้ิน

หนว่ ยท่ี 4 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งกฎหมายกับศาสตร์อนื่ ๆ

1. เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มีความสำาคัญที่จะทำาให้เกิดแนวความคิดในการยกร่าง ปรับปรุง แก้ไข
กฎหมาย ใหเ้ ป็นกตกิ าทีจ่ ะกอ่ ใหเ้ กิดประโยชนต์ อ่ สงั คม

2. รัฐศาสตร์เปน็ ศาสตร์ท่ีจัดระบบกลไกการปกครอง โดยมีกฎหมายเป็นเคร่ืองมือในการปกครองและการ
บรหิ ารประเทศ

3. เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ท่ีอาศัยกฎหมายในการกำาหนดทิศทางและควบคุม ดูแลระบบเศรษฐกิจของ
ประเทศ เพือ่ สร้างความเป็นธรรมในสงั คม

4. กฎหมายมีบทบาทในการควบคุมการศึกษาค้นคว้า พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อมิให้เกิด
ผลกระทบทเ่ี ป็นอนั ตรายต่อมนุษย์โลก

กฎหมายกบั ประวัติศาสตร์
1. เหตุการณท์ ี่เกิดข้ึนอันเป็นประวัติศาสตรใ์ นสังคมหนึ่งนั้น ย่อมมีความสัมพันธ์เช่ือมโยงกับกฎหมายที่มี

อยู่ในปัจจบุ ัน และกฎหมายที่จะรา่ งข้นึ มาใชใ้ นอนาคต
2. การศกึ ษาประวตั ศิ าสตรใ์ นเชิงวเิ คราะหใ์ นเร่ืองใดเร่ืองหนงึ่ ที่จะนำามายกร่างหรอื ปรบั ปรงุ แกไ้ ขกฎหมาย

ย่อมจะทาำ ให้เกิดความชัดเจนในการยกร่างกฎหมาย หรือปรับปรุง แก้ไขกฎหมายให้เหมาะสม
สอดคล้องกบั วิถีของสงั คมย่ิงขน้ึ และทาำ ให้สงั คมไดร้ บั ประโยชน์จากกฎหมายมากยิ่งข้นึ

ความสมั พันธร์ ะหวา่ งกฎหมายกับประวตั ศิ าสตร์
ยกตัวอย่างในอดีตทม่ี ีผลต่อมาให้รฐั ตอ้ งออกกฎหมายมาควบคุม ดูแล รวม 2 เรอ่ื ง

ชมรมนกั ศึกษามหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบุรี 2551

19

1) กรณีป่ันหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทาำ ให้รัฐต้องปรับปรุงกฎหมายเดิม คือ พระราชบัญญัติ
ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2518 มาเป็นกฎหมายใหม่ คือ พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และ
ตลาดหลักทรพั ย์ พ.ศ. 2525 ซ่งึ จะมกี ารลงโทษผู้ทปี่ นั่ หุ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญา

2) กรณีที่ประชาชนถูกธนาคารและสถาบันการเงินเอาเปรียบในเรื่องสัญญาต่างๆ ที่ทาำ กับ
ธนาคารและสถาบันการเงิน จึงมีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.
2521 เพิ่มเติมหมวดท่ีคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค
มากขนึ้

การศกึ ษาประวัตศิ าสตรใ์ นเชิงวิเคราะห์เพ่ือใชใ้ นการร่างและปรบั ปรุงกฎหมาย
วิจารณ์การยกร่างกฎหมายโดยไม่คำานึงถึงความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์ เกิดผลเสียอย่างไร ยก
ตวั อย่างมา 1 ตวั อยา่ งดว้ ย
กรณีเขยี นบทบัญญัตใิ นรัฐธรรมนูญเร่ืองคุณสมบัติของวุฒิสมาชิกหรือกรณีการใช้กฎหมายแรงงานกับ
รัฐวสิ าหกิจ

กฎหมายกบั รฐั ศาสตร์
1. กฎหมายกับรัฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด รัฐศาสตร์จัดระบบกลไกการปกครองโดยให้มี

กระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งก่อให้เกิดกฎหมายขึ้นมาใช้บังคับแก่ประชาชน และในขณะเดียวกัน
กฎหมายก็เปน็ เครอ่ื งมอื ให้แก่การปกครองและการบริหารประเทศ
2. กฎหมายที่เป็นเคร่ืองมือในการปกครองน้ัน ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นกฎหมาย
สูงสดุ และกฎหมายรองลงมา คอื กฎหมายปกครอง และกฎหมายมหาชนอน่ื ๆ ท่จี ะชว่ ยใหก้ ารบรหิ าร
แผ่นดินบรรลุผลตามเป้าหมาย อันจะก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความอยู่ดีกินดี และความเป็น
ธรรมในสังคมไทย

ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกฎหมายกบั รัฐศาสตร์
วชิ ากฎหมายหรือนิติศาสตรม์ ีความสัมพันธก์ ับวิชารฐั ศาสตรเ์ พียงใด
ศาสตร์ท้ังสองตัวต้องพึ่งพาอาศัยกัน คือรัฐศาสตร์จะสร้างระบบและกลไกในกระบวนการนิติบัญญัติ
ของรัฐ เพื่อออกกฎหมายใช้บังคับแก่ประชาชน ในขณะเดียวกันกฎหมายก็จะเป็นกลไกสำาคัญในการเมืองการ
ปกครองที่จะให้อำานาจรฐั ในการออกกฎหมายภายใต้ความยนิ ยอมของประชาชน

กฎหมายในฐานะเป็นเครื่องมอื ในการปกครอง
วิเคราะหว์ า่ กฎหมายใดบ้างเป็นเครื่องมือในการปกครอง และกฎหมายใดมีความสำาคัญสูงสุดในฐานะ
เปน็ เคร่อื งมอื ในทางปกครอง

ชมรมนกั ศึกษามหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบุรี 2551

20

กฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการปกครองคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายปกครองและ
กฎหมายมหาชนอ่ืนๆ

กฎหมายที่มีความสำาคัญสูงสุดในฐานะที่เป็นเคร่ืองมือในการปกครองคือ รัฐธรรมนูญแห่งราช
อาณาจักรไทย

กฎหมายกบั เศรษฐศาสตร์
1. เศรษฐศาสตร์กับกฎหมายต่างเป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงกัน เศรษฐศาสตร์ต้องอาศัย

ออกกฎหมายในการสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม และกฎหมายก็ต้องอาศัยหลักการใน
เศรษฐศาสตร์มาประกอบการยกรา่ งกฎหมาย
2. กฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐในการกำาหนดทิศทางในด้านเศรษฐกิจของประเทศ และใช้เป็นกลไก
ควบคุม ดูแลระบบเศรษฐกจิ รวมทั้งการสรา้ งความเป็นธรรมใหแ้ กป่ ระชาชนทไ่ี มถ่ กู เอรดั เอาเปรียบจาก
ผปู้ ระกอบธุรกิจ

ความสมั พันธร์ ะหวา่ งกฎหมายกับเศรษฐศาสตร์
กฎหมายและเศรษฐศาสตรม์ คี วามสมั พันธ์กันอย่างไร
กฎหมายมีส่วนเป็นกลไกสำาคัญในการควบคุมระบบเศรษฐกิจทั้งในระดับเศรษฐกิจมหภาค คือระบบ
การเงินการคลังของประเทศและในระดับเศรษฐกิจจุลภาค คือกาำ กับดูแลให้ความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบ
การกับประชาชนผู้บรโิ ภคสนิ ค้าและบริการ

กฎหมายกบั การกาำ กับ ดแู ลระบบเศรษฐกจิ
ยกตวั อย่างกฎหมายท่ีกาำ กับดแู ลเศรษฐกิจมา 2 ฉบบั
กฎหมายท่ีกำากับดูแลระบบเศรษฐกิจ คือ ประมวลรัษฎากร พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและ

บรกิ าร พ.ศ. 2542 พระราชบญั ญตั ศิ ลุ กากร พุทธศักราช 2469 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอก
เงิน พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 พระราชบัญญัติสถานสินเชื่อท้องถิ่น พ.ศ. 2518
พระราชบัญญตั หิ ้ามเรียกดอกเบ้ียเกินอัตรา พทุ ธศกั ราช 2475

กฎหมายกับวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
1. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นศาสตร์ท่ีมนุษย์ได้ศึกษา ค้นควา้ และพัฒนา เพื่ออธิบายความเป็น

ไปของธรรมชาติและปากฎการณ์ต่างๆ และนำามาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้แก่มนุษย์จึงต้องมี
กรอบการใช้ประโยชน์ท่ีเหมาะสมแก่สภาพสังคม โดยอาศัยกฎหมายเป็นตัวกำาหนดกรอบเพ่ือให้
สอดคล้องกบั วถิ ชี ีวติ ของคนในสังคม

ชมรมนกั ศึกษามหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช จงั หวัดราชบรุ ี 2551

21

2. เมอื่ มีเหตุการณ์เรอ่ื งใดที่เกิดผลกระทบต่อสังคม ก็ควรจะต้องนำากฎหมายมาช่วยควบคมุ กำากับดูแล
เพ่อื ชว่ ยแก้ไขปญั หาท่ีเกดิ ข้นึ อนั จะช่วยใหเ้ กดิ ความสงบเรียบร้อยในสังคม

ความสมั พนั ธร์ ะหว่างกฎหมายกับวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กฎหมายมีบทบาทต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยอี ยา่ งไร
กฎหมายมีบทบาทต่อวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยคี อื
1) ในด้านการควบคุมการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้อยู่ใน

กรอบที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และอยู่ในกรอบของศีลธรรมจรรยาอันก่อให้เกิดปัญหา
แกส่ งั คม และ
2) ในดา้ นการพสิ ูจนพ์ ยานหลักฐานในคดคี วาม

กฎหมายกบั การกำากับดูแลผลกระทบตอ่ สงั คมอันเกิดจากวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
กฎหมายที่กาำ กบั ดูแลผลกระทบตอ่ สังคมอนั เกดิ จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยยี กตัวอย่างมา 2 ฉบับ
พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ
พ.ศ. 2523 พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติเคร่ืองสาำ อาง พ.ศ.
2535 พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พุทธศักราช 2498 พระราช
บัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498 และพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
พ.ศ. 2544 เป็นต้น

แบบประเมนิ ตนเองหน่วยที่ 4

1. การศึกษาประวตั ศิ าสตรม์ ีสว่ นช่วยในการศึกษาวิชากฎหมายเพราะว่า ชว่ ยให้เราเขา้ ใจเหตุผลของเร่อื ง
ราวที่เกดิ ข้ึน

2. วิชาประวัตศิ าสตร์มีสว่ นเกี่ยวข้องในการร่างและปรับปรุงกฎหมายคือ ใช้ประวัติศาสตร์มาประกอบการ
ศึกษาและพจิ ารณาในการยกรา่ งกฎหมาย

3. แนวความคิดที่ว่า “เม่ือประชาชนมอบอำานาจของตนให้รัฐแล้ว รัฐต้องมีหน้าท่ีในการใช้อำานาจของรัฐ
เพ่ืออำานวยประโยชน์ และก่อให้เกิดความมั่นคง ความผาสุกแก่ประชาชน” ข้อความนี้หมายถึง ทฤษฎี
สัญญาประชาคม

4. รฐั ธรรมนญู เป็นกฎหมายทม่ี ีความสาำ คัญสงู สุดในการบริหารราชการแผ่นดิน
5. ความสมั พันธ์ระหวา่ งวชิ านติ ศิ าสตรก์ ับรฐั ศาสตร์นั้นเปรียบเทยี บกนั แล้วจัดว่าเป็น ลกั ษณะคแู่ ฝด
6. กฎหมายกับเศรษฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กันคือ นาำ หลักเกณฑ์ในทางวิชาเศรษฐศาสตร์มาใช้เป็นหลัก

การและเหตุผลในการออกกฎหมาย

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบุรี 2551



22

7. กฎหมายฉบับที่ดูแลสภาพคล่องของการเงินของประเทศคือ พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย
พ.ศ. 2485

8. กรณที เี่ ป็นการพสิ ูจน์หลกั ฐานในทางวิทยาศาสตร์เช่น การพสิ จู น์สาเหตกุ ารตายของศพที่พบ
9. การท่ีนักกฎหมายต้องเรียนรู้ศาสตร์อ่ืนๆ นอกเหนือจากวิชากฎหมายเพราะ ช่วยทำาให้นักกฎหมาย

เข้าใจศาสตรต์ ่างๆ และสามารถใชก้ ฎหมายได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ใหค้ วามเป็นธรรมไดด้ ยี ง่ิ ขึ้น
10. กรณีที่ยังไม่มีกฎหมายใดที่จะช่วยลดผลกระทบต่อคนไทยและมนุษยชาติได้แก่ ภาวะเรือนกระจกบน

โลก

หนว่ ยท่ี 5 การใชเ้ หตุผลในทางกฎหมาย

1. การนำากฎหมายมาใช้บังคับอาจมีผลกระทบหรือเกิดสภาพบังคับแก่บุคคล จาำ เป็นต้องมีการให้เหตุผล
ในการใช้บังคับกฎหมายท่ีดี เป็นธรรม สมเหตุผล หรือรับฟังได้ เพื่อให้เกิดการยอมรับของสังคม และ
แกไ้ ขปญั หาได้ตรงกับสภาพปัญหาทแี่ ท้จริง ซงึ่ จะทาำ ใหก้ ฎหมายน้นั บรรลุวตั ถปุ ระสงคแ์ ละประสบผล

2. เหตุผลในกฎหมายสามารถวิเคราะห์ได้จากเหตุผลของผู้ร่างกฎหมาย ความเป็นธรรมของตัวกฎหมาย
น้ันเองและนำาผลการวเิ คราะหห์ าเหตุผลในกฎหมายมาใชป้ ระโยชนใ์ นการใชก้ ฎหมาย

3. การใชเ้ หตุผลในการวนิ ิจฉยั คดีเป็นเรือ่ งสาำ คัญท่ีจะช่วยรกั ษาความเป็นธรรมใหแ้ กค่ ูค่ วาม โดยท่ีฝ่ายแพ้
คดีและสังคมยอมรับ การใช้เหตผุ ลในคดีมีอยู่ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ในการต่อสู้คดีของคู่ความ การทาำ คำา
พพิ ากษา การทำาความเหน็ แย้งในคาำ พิพากษา และในการให้ความเหน็ ทางกฎหมายโดยทัว่ ไปด้วย

ความสาำ คญั ของเหตผุ ลในทางกฎหมาย
1. เหตุผลของกฎหมายท่ีดีและเป็นธรรมท่ีมีมาจากแนวความคิดทางปรัชญา โดยนักปรัชญาและนักนิติ

ปรัชญาไดพ้ ยายามพัฒนาแนวความคิดเกีย่ วกับเหตุผลในการตรากฎหมาย และการใช้กฎหมายมาโดย
ตลอด เพอื่ ให้ไดก้ ฎหมายที่ดีและเปน็ ธรรมทส่ี ดุ แก่สงั คม
2. การใช้เหตุผลในทางกฎหมายที่ดีมีคุณลักษณะสาำ คัญประการหนึ่งคือ ความสมเหตุผลในทาง
ตรรกวิทยา ซึ่งช่วยให้สามารถตรากฎหมายและนาำ กฎหมายมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ตรงกับสภาพ
ปญั หาท่แี ทจ้ ริง ไมเ่ บยี่ งเบนไป
3. การให้เหตุผลในกฎหมายมีความสำาคัญ เนื่องจากเหตุผลท่ีดี เป็นธรรม สมเหตุสมผล หรือรับฟังได้ ก่อ
ใหเ้ กิดความเป็นธรรมและการยอมรับของบุคคลทเ่ี ก่ยี วข้องและสังคม และแก้ไขปัญหาได้ตรงกับสภาพ
ปญั หาทแ่ี ทจ้ รงิ ซ่ึงจะทาำ ให้กฎหมายน้นั บรรลวุ ัตถุประสงค์และประสบผล

ชมรมนกั ศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช จังหวัดราชบรุ ี 2551

23

ปรัชญากับกฎหมาย
ในปจั จุบันมกี ารนาำ หลกั ทฤษฎที างปรัชญาใดมาใช้ในการให้เหตุผลทางกฎหมายอยา่ งไร
แนวความคิดคิดทางนิติปรัชญาที่ยงั คงใช้อยู่ในการใหเ้ หตผุ ลทางกฎหมายในปัจจุบัน เชน่ แนวความคดิ
เกีย่ วกับหลักนิติรัฐ (Legal State) ซ่งึ ปัจจุบันมีการใช้เหตผุ ลทางกฎหมายที่เกี่ยวกบั การใช้อาำ นาจของเจ้าหน้าที่
ของรัฐว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐจะใช้อำานาจในทางที่ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของเอกชนได้ก็ต่อเม่ือมีกฎหมายให้
อาำ นาจไวอ้ ยา่ งชดั เจนเทา่ น้นั

ตรรกวทิ ยากบั กฎหมาย
การใช้เหตผุ ลในกฎหมายโดยใชห้ ลกั ตรรกวิทยามคี วามสำาคญั อยา่ งไร
การใช้เหตุผลในกฎหมายโดยใช้หลักตรรกวิทยามีความสาำ คัญ เพราะทำาให้เหตุผลที่ยกขึ้นกล่าวอ้างมี
ความสมเหตผุ ล และสามารถแก้ไขปญั หาได้ตรงตามสภาพของปญั หาทแี่ ทจ้ รงิ

แนวคดิ และความสำาคัญของเหตผุ ลในกฎหมาย
การใช้เหตผุ ลในกฎหมายท่ีดมี คี วามสำาคญั อยา่ งไร
การใช้เหตุผลในกฎหมายท่ีดีมีความสาำ คัญ คือ สามารถอาำ นวยความยุติธรรมแก่ผู้เก่ียวข้องได้ตาม
ความเหมาะสมแกก่ รณี และเป็นท่ียอมรับของบุคคลทว่ั ไป

การวเิ คราะหห์ าเหตุผลในกฎหมาย
1. กฎหมายสร้างข้ึนโดยผู้ร่างกฎหมายด้วยเหตุผลหรือเจตนารมณ์อย่างใดอย่างหน่ึง โดยผู้ร่างกฎหมาย

จะกำาหนดโครงสร้างและกลไกของกฎหมาย และเขียนบทบัญญัติเพือ่ ให้กฎหมายบรรลุเจตนารมณต์ าม
ทีไ่ ดม้ ุง่ หมายไว้ การจะหย่ังทราบเหตผุ ลในกฎหมายจงึ สามารถกระทำาได้โดยการค้นหาเหตุผลของผรู้ ่าง
กฎหมายได้ทางหน่งึ
2. เม่ือกฎหมายได้ถูกตราข้ึนแล้ว นักกฎหมายฝ่ายหนึ่งเหน็ วา่ ตัวกฎหมายนั้นเองเป็นส่ิงแสดงเจตนารมณ์
หรือเหตุผลในตัวเอง การวิเคราะห์หาเหตุผลของกฎหมายจึงพิจารณาได้จากความเป็นธรรมของ
กฎหมายนั้นเอง
3. เหตุผลในกฎหมายจะถูกนำามาใช้เม่ือมีการใช้กฎหมาย เมื่อผู้ใช้กฎหมายได้ทาำ การวิเคราะห์เพ่ือหาเหตุ
ผลในกฎหมายได้โดยอาศัยกระบวนการต่างๆ แลว้ จะสามารถนาำ เหตผุ ลนั้นมาใชอ้ ธิบายคาำ วนิ จิ ฉยั ของ
ตนท้ังในการพิจารณาคดี และการให้ความเห็นทางกฎหมายโดยท่ัวไปอย่างสมเหตุสมผลและมีความ
เปน็ ธรรม

เหตุผลของผู้รา่ งกฎหมาย
การวเิ คราะห์หาเหตผุ ลของผูร้ า่ งกฎหมายมปี ระโยชนใ์ นการใช้เหตผุ ลในกฎหมายอย่างไร

ชมรมนกั ศึกษามหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดราชบรุ ี 2551

24

การวเิ คราะห์หาเหตุผลของผู้รา่ งกฎหมายมีประโยชนใ์ นการใช้เหตุผลในกฎหมายเพราะจะทำาใหว้ ินิจฉัย
คดไี ด้ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มใิ ชเ่ ปน็ เหตผุ ลทีผ่ ใู้ ช้กฎหมายนึกคดิ ขนึ้ เอง

ความเป็นธรรมของกฎหมาย
การวเิ คราะห์หาเหตผุ ลจากความเป็นธรรมของกฎหมายสามารถพจิ ารณาไดจ้ ากสิ่งใด
การวิเคราะห์เหตุผลจากความเป็นธรรมของกฎหมาย สามารถพิจารณาได้จากตัวบทบัญญัติของ
กฎหมายนั้นเองตามทฤษฎีอาำ เภอการณ์ อย่างไรก็ดี ในการใช้กฎหมาย นักกฎหมายส่วนใหญ่มักพิจารณา
ประกอบกับเหตุผลของผูร้ ่างกฎหมายและหลกั การตีความกฎหมายต่างๆดว้ ย

การนาำ ผลการวเิ คราะหห์ าเหตผุ ลในกฎหมายมาใช้ประโยชน์
เหตุผลในกฎหมายที่วเิ คราะห์ได้สามารถนาำ มาใชไ้ ดเ้ ฉพาะในการพจิ ารณาคดหี รือไม่
เหตผุ ลในกฎหมายท่ีวเิ คราะห์ได้ไมเ่ พียงสามารถใช้ไดใ้ นการพจิ ารณาคดีเทา่ นั้น แตส่ ามารถนำาไปใช้ใน
การใหค้ วามเห็นทางกฎหมายของนกั กฎหมายโดยท่ัวไปได้

เหตุผลในการวินิจฉัยคดแี ละการใหค้ วามเห็นทางกฎหมาย
1. เมื่อบุคคลมีข้อพิพาททางกฎหมายต้อเสนอคดีต่อศาลเพื่อให้มีการวินิจฉัยช้ีขาด คู่ความแต่ละฝ่าย

ต่างมีสิทธิยกเหตุผลที่ตนเห็นว่าดีที่สุดในการต่อสู้คดีเพื่อโน้มน้าวให้ศาลเห็นว่าฝ่ายตนสมควรชนะ
คดี
2. ประเทศไทยเป็นระบบท่ีใช้ประมวลกฎหมาย (Civil Law) ตามหลักแล้วต้องพิจารณาข้อกฎหมาย
ตามตวั บทกฎหมายโดยไม่จำาเป็นต้องยดึ ถือแนวคาำ พิพากษาหรือคาำ วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน อย่างไร
ก็ดี ในทางปฏิบัติ คาำ พิพากษาที่มีการใช้เหตุผลที่ดี สมเหตุสมผล และเป็นธรรม สามารถนำามาเป็น
แนวทางในการใช้เหตผุ ลในกฎหมายได้ในกรณีทม่ี ีขอ้ เทจ็ จรงิ คล้ายคลึงกัน
3. การให้เหตุผลในการเขียนคำาพิพากษาหรือการให้ความเห็นทางกฎหมาย มีหลักการซึ่งต้องคาำ นึงถึง
หลายประการ เชน่ หลักหรือทฤษฎีกฎหมาย หลกั การรา่ งกฎหมาย หลกั การตีความกฎหมายและการ
อุดช่องวา่ งกฎหมาย และหลักอนื่ ๆ เชน่ หลักตรรกวทิ ยา สามญั สำานึก และศลี ธรรมเป็นต้น
4. ในองค์คณะผู้พิจารณาคดีหรือผู้ให้ความเห็นทางกฎหมายอาจมีผู้ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของอีก
ฝา่ ยหน่ึง ซ่ึงเปน็ ฝา่ ยขา้ งมาก กฎหมายให้สิทธิฝ่ายข้างนอ้ ยในการแสดงความเหน็ แย้ง เพอ่ื ประโยชน์
ในการทบทวน หรือตรวจสอบคาำ พพิ ากษา หรือความเหน็ ทางกฎหมายของฝา่ ยขา้ งมาก

เหตผุ ลในการตอ่ สคู้ ดี
การใช้เหตผุ ลในการตอ่ สู้คดมี หี ลักเกณฑเ์ ชน่ เดียวกบั การใช้เหตผุ ลในทางกฎหมายอื่นหรือไม่

ชมรมนักศึกษามหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบุรี 2551

25

การใช้เหตผุ ลในการตอ่ สู้คดีมีหลกั เกณฑเ์ ชน่ เดียวกับการใชเ้ หตุผลในทางกฎหมายอนื่ เพราะเป็นการใช้
กฎหมายเพอื่ รักษาสทิ ธแิ ละเสรีภาพของบคุ คลซ่ึงเปน็ คกู่ รณี จึงต้องมีความสมเหตสุ มผล เปน็ ธรรม และสามารถ
จงู ใจใหผ้ อู้ ่านคลอ้ ยตามได้

แนวบรรทัดฐานแห่งคำาพิพากษา
ในประเทศไทยสามารถยดึ แนวบรรทัดฐานแห่งคาำ พพิ ากษาในการใช้เหตผุ ลทางกฎหมายไดห้ รือไม่
เน่ืองจากประเทศไทยเป็นประเทศในระบบกฎหมายซีวิลลอว์ หรือระบบประมวลกฎหมายจึงไม่จาำ เป็น
ต้องยึดแนวคำาพิพากษาเป็นบรรทัดฐานในการใช้เหตผุ ลทางกฎหมายอย่างไรก็ดคี าำ พิพากษาท่ีมีการใช้เหตุผลที่
ดี สมเหตุ สมผลและเป็นธรรมสามารถนาำ มาใช้เป็นแนวทางในการใช้เหตุผลในกรณีท่ีมีข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกัน
ไดใ้ นทางปฏิบตั ิ

เหตุผลในการเขียนคำาพพิ ากษาและความเหน็ ทางกฎหมาย
การหาเหตุผลที่ดีมีนำ้าหนักมาอธิบายให้ผู้เก่ียวข้องยอมรับนับถือได้ จะต้องคาำ นึงถึงหลักเกณฑ์หรือ
เครือ่ งมือทางกฎหมายท่ีสำาคัญอย่างใด
การหาเหตุผลท่ีดี มีน้าำ หนัก มาอธิบายให้ผู้เก่ียวข้องยอมรับนับถือได้ จะต้องคำานึงถึงหลักเกณฑ์หรือ
เครอื่ งมอื ทางกฎหมายท่ีสาำ คัญดงั ตอ่ ไปน้ี คือ
1) หลักหรอื ทฤษฎีกฎหมาย
2) หลกั การรา่ งกฎหมาย
3) หลกั การตีความกฎหมายและการอุดช่องวา่ งกฎหมาย
4) หลักอืน่ ๆ เชน่ หลักตรรกวิทยา สามัญสาำ นกึ หรอื ศีลธรรม

การเขียนความเหน็ แย้งในคำาพพิ ากษาหรอื การให้ความเห็นทางกฎหมาย
การทาำ ความเห็นแย้งมีประโยชนอ์ ย่างไร
การทำาความเห็นแย้งมีประโยชน์ในการทำาคำาพิพากษาหรือความเห็นทางกฎหมาย โดยเป็นการเปิด
โอกาสใหผ้ ใู้ ช้กฎหมายมีการพิจารณาเร่ืองน้นั ๆ อยา่ งรอบด้าน และเลือกใช้เหตุผลทางกฎหมายท่ีเหน็ ว่าเหมาะ
สมและเป็นธรรมมากทส่ี ดุ

แบบประเมนิ ตนเองหนว่ ยที่ 5

1. เหตุทีก่ ฎหมายจำาเปน็ ต้องมเี หตผุ ลท่ีดคี ือ เพื่อใหก้ ฎหมายน้ันเป็นท่ียอมรับของสมาชกิ ในสงั คม
2. เหตุผลที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ (1) เป็นธรรม (2) รับฟังได้ (3) สมเหตุสมผล (4) มีข้อเท็จจริงสนับสนุนท่ี

หนกั แนน่

ชมรมนักศึกษามหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบรุ ี 2551

26

3. หลักปรชั ญาช่วยในการใช้กฎหมายมีเหตผุ ลท่ีดีคือ เป็นเหตผุ ลทม่ี ีความเปน็ ธรรมตามยคุ สมัย
4. หลักตรรกวิทยาช่วยให้กฎหมายมีเหตผุ ลทด่ี ีคอื (1) เปน็ เหตุผลทม่ี ีความสมเหตสุ มผล (2) สอดคลอ้ งกบั

ความเห็นของนักปรัชญา (3) เป็นเหตุผลท่ีมีความเป็นธรรมตามยุคสมัย (4) สอดคล้องกับวิถีชีวิตของ
สมาชิกในสังคม
5. การวิเคราะห์หาเหตุผลของกฎหมายสามารถศึกษาได้จาก (1) ผู้ร่างกฎหมาย (2) การอภิปรายในสภา
(3) บนั ทกึ หลกั การและเหตุผล (4) รายงานการประชมุ พิจารณารา่ งกฎหมาย
6. การค้นหาเหตุผลของกฎหมายตามทฤษฎีอำาเภอการณ์คือการหาเหตุผลจาก ตัวบทบัญญัติของ
กฎหมายนั้นเอง
7. การค้นหาเหตุผลเพ่ือสร้างความเป็นธรรมควรพิจารณาจากเหตุผลของ ผู้ร่างกฎหมายประกอบกับตัว
บทบัญญตั ิของกฎหมาย
8. ผูท้ ่ีสามารถใชเ้ หตุผลในทางกฎหมายได้คอื ทุกคนที่ใช้กฎหมาย
9. ในการพิจารณาของศาลไทย ศาลไม่ต้องผูกพันตามแนวคำาพิพากษาเพราะประเทศไทยเป็นระบบ
ประมวลกฎหมาย
10. การให้เหตุผลในการเขียนคำาพิพากษาควรคาำ นึงถึงหลัก (1) หลกั ศีลธรรม (2) ทฤษฎีกฎหมาย (3) หลัก
ตรรกวิทยา (4) หลักการตีความกฎหมายและการอุดชอ่ งว่าง
11. กฎหมายที่มีการตราโดยมีเหตุผลที่ดีมีประโยชน์คือ ทำาให้กฎหมายสามารถอาำ นวยความเป็นธรรมได้
เหมาะแก่กรณี
12. เหตุผลท่ีดีในการใช้กฎหมายมีที่มาจากหลักการคือ (1) ศีลธรรม (2) ปรัชญา (3) นิติปรัชญา (4)
ตรรกวิทยา
13. การศึกษารายงานการประชุมสภาในการพิจารณาร่างกฎหมายเป็นการค้นหา เหตุผลในลักษณะ
เหตผุ ลของผู้รา่ งกฎหมาย
14. การทาำ ความเข้าใจกฎหมายจากเน้ือความของกฎหมายเป็นการหาเหตุผลในลักษณะ เหตุผลของตัว
กฎหมายนัน้ เอง
15. การค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมายที่นักกฎหมายส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นวิธีท่ีดีคือ (1) ค้นหาจากผู้ร่าง
กฎหมาย (2) คน้ หาจากตวั กฎหมายน้ันเอง (3) คน้ หาจากความเหน็ ของนักวชิ าการ (4) คน้ หาจากหลัก
การตีความกฎหมายทั่วไป
16. การใช้เหตุผลในทางกฎหมายสามารถปรากฏได้ใน (1) การต่อสู้คดี (2) คาำ พิพากษาของศาล (3)
บทบัญญตั ขิ องกฎหมาย (4) การให้ความเหน็ ทางกฎหมาย
17. ลกั ษณะเฉพาะของศาลในระบบซีวิลลอว์ ศาลไม่ตอ้ งผกู พนั ตามแนวบรรทดั ฐาน
18. การให้เหตุผลในการให้ความเห็นทางกฎหมายควรคาำ นึงถึงหลักในเร่ือง (1) หลักศีลธรรม (2) หลัก
ตรรกวทิ ยา (3) หลักการรา่ งกฎหมาย (4) หลกั หรือทฤษฎกี ฎหมาย

ชมรมนักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551



27

หน่วยที่ 6 กฎหมายกบั การพัฒนาสังคม

1. สิทธิและเสรีภาพของบคุ คลจะมหี ลกั ประกนั ใหม้ ั่นคงอยไู่ ดก้ ็ตอ้ งอาศัยกฎหมายเป็นส่งิ สาำ คัญ
2. กฎหมายกับสงั คมเป็นสง่ิ ท่ีมีความสมั พันธก์ ันอยา่ งใกล้ชิด การทีจ่ ะควบคุมสงั คมได้ยอ่ มอาศยั กฎหมาย

เขา้ มาช่วย
3. ในกรณที สี่ ังคมจะพัฒนาได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ย่อมตอ้ งอาศยั กฎหมาย สงั คมจะเปล่ียนแปลงไปได้

อย่างมน่ั คง
4. กฎหมายมีความจำาเปน็ ตอ้ งตราออกมาควบคู่กับสงั คมยุควทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพือ่ ควบคุมการใช้

เทคโนโลยีในทางท่ถี ูกท่ีควร

กฎหมายกบั หลกั ประกนั สิทธิเสรภี าพ
1. มนุษยต์ ้องมีสิทธิต่างๆ อย่างทม่ี นษุ ยม์ ีกัน และจะต้องมีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ถูกกีดกัน การจำากัด

สทิ ธจิ ะมไี ด้แต่กฎหมายเท่านั้น
2. ประเทศไทยไดก้ ำาหนดหลักประกันสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทยไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณา

จักรไทย ซึ่งเป็นกฎหมายสงู สุดในการปกครองประเทศ
3. การใชส้ ทิ ธแิ ละเสรีภาพของมนุษยใ์ นสังคมจะต้องมกี ฎหมายควบคุมเสมอ

สิทธมิ นุษยชน
สิทธิมนุษยชนหมายถงึ อะไร
สิทธิมนุษยชนหมายถึง สิทธิความเป็นมนุษย์หรือสิทธิในความเป็นคน อันเป็นสิทธิตามธรรมชาติของ
มนุษย์ทุกคนทเ่ี กิดมาก็มสี ทิ ธติ ดิ ตัวมาตง้ั แตเ่ กิด

หลกั ประกนั สิทธิ เสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
รฐั ธรรมนูญได้กาำ หนดขอบเขตการใช้สิทธแิ ละเสรีภาพของบคุ คลไวเ้ พียงใด
รฐั ธรรมนญู ไดก้ าำ หนดขอบเขตการใช้สิทธแิ ละเสรีภาพของบคุ คลไว้วา่ บุคคลจะใชส้ ิทธแิ ละเสรภี าพตาม
รัฐธรรมนูญเพ่ือล้มล้างการปกครองระบบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริย์เปน็ ประมุข หรือเพ่ือใหไ้ ด้มาซึ่ง
อำานาจในการปกครองประเทศ โดยวธิ กี ารซงึ่ มิไดเ้ ปน็ ไปตามวถิ ที างท่ีบัญญัตไิ วใ้ นรฐั ธรรมนญู มิได้

กฎหมายกับสงั คม
กฎหมายกบั สงั คมมคี วามสัมพันธ์กนั อย่างไร

ชมรมนักศึกษามหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช จังหวดั ราชบุรี 2551

28

กฎหมายเป็นส่ิงสำาคัญสาำ หรับสังคม ซ่ึงกฎหมายจะต้องเกิดขึ้นเสมอพร้อมกันไปกับการเปล่ียนแปลง
ของสงั คม ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางชั่วร้าย กฎหมายจะต้องเข้าไปควบคุมสังคมนน้ั ให้ดี เมื่อสังคมได้
เปลี่ยนแปลงไปกต็ ้องมีการแก้ไขกฎหมายให้ทันต่อเหตุการณ์น้ัน กฎหมายจงึ ได้ออกมาตามการเปล่ียนแปลงใน
ทางสังคม ลักษณะของกฎหมายจึงต้องบัญญัติโดยคำานึงถึงการเปล่ียนแปลงของสังคมในอนาคตจึงจะถือว่า
เปน็ กฎหมายท่ีดี

กฎหมายกับการควบคุมสงั คม
1. กฎหมายมีความสำาคัญตอ่ ความสงบเรียบร้อยในสังคมเป็นอยา่ งยิ่ง เพราะกฎหมายสามารถควบคุม

สังคมให้ตกอยใู่ นความสงบเรียบร้อยได้
2. ความเปน็ ธรรมในสงั คมจะมีไดต้ ้องอาศัยความถูกต้องของกฎหมายเทา่ นนั้
3. ปัญหาทุกปญั หาทางสงั คมสามารถแก้ไขให้ยุติได้ดว้ ยกฎหมาย

กฎหมายกับความสงบเรียบรอ้ ยของสังคม
กฎหมายเก่ยี วขอ้ งกับความสงบเรียบรอ้ ยของสงั คมอยา่ งไร
ในแต่ละสังคมย่อมจะต้องมีกฎระเบียบ วนิ ัย ท้งั น้ีเพ่ือให้สังคมน้ันมีความสงบเรียบร้อยได้ กฎ ระเบียบ
วินัย เช่นว่าน้ีจะต้องมีสภาพบังคับในสังคมน้ันได้ จึงจะทำาให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย กรณีที่จะให้มีสภาพ
บังคับได้จะต้องตราขน้ึ เป็นกฎหมาย เมื่อไดต้ รากฎหมายขึ้นมาแลว้ ผทู้ ี่ไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายนน้ั ย่อมเป็นผู้
ก่อความไมเ่ รยี บรอ้ ยขึน้ ก็จะต้องถูกลงโทษไมว่ ่าจะเปน็ ทางแพง่ หรอื อาญา ความสงบเรียบร้อยกย็ ่อมจะมีขน้ึ ได้

กฎหมายกับความเป็นธรรมในสงั คม
เมื่อความไมเ่ ปน็ ธรรมในสงั คมเกิดขึน้ จะแก้ไขดว้ ยกฎหมายอย่างไร เพราะอะไร
สงั คมทข่ี าดความเป็นธรรม การท่ีจะแกไ้ ขตอ้ งออกกฎหมายมาแก้ไขเปลยี่ นแปลงสงิ่ ไม่เปน็ ธรรมนน้ั
เพราะกฎหมายมีสภาพบงั คับ สามารถออกกฎหมายใหย้ กเลกิ หรือเปลย่ี นแปลงการกระทำานน้ั เสีย ความเปน็
ธรรมในสังคมน้ันกจ็ ะเกิดข้ึน

กฎหมายกบั การแก้ปญั หาในสงั คม
กฎหมายช่วยแก้ไขปัญหาทางสงั คมอยา่ งไร
เมื่อสังคมนั้นเกดิ ความขัดแยง้ ยากที่จะประสานใหเ้ กิดความสามัคคีกันไดว้ ิธกี ารที่จะขจัดปัญหาในทาง
สังคมได้จะต้องอาศัยกฎหมายเป็นสำาคญั เพราะหากมีกฎหมายบัญญัตใิ นปัญหานั้นไว้อย่างไรแล้วก็ต้องปฏิบัติ
การให้เป็นไปตามกฎหมายหรือบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายน้ัน ปัญหาข้อขัดแย้งก็เป็นอันยุติได้ หากมี
ปัญหาข้ึนแต่ยงั ไม่มกี ฎหมายบญั ญัติไว้โดยชัดแจ้ง ก็สามารถตรากฎหมายเพ่ือขจัดปัญหาน้ันให้เสร็จสิ้นไปโดย
ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎหมายจงึ มคี วามสำาคัญทส่ี ามารถแกป้ ญั หาในสังคมได้

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช จังหวัดราชบุรี 2551

29

กฎหมายเกย่ี วกับการพฒั นาสังคม
1. การพัฒนาการเมือง จะต้องตราบที่กฎหมายหรือระเบียบแบบแผนต่างๆ ให้ชัดเจน เพื่อให้นักการ

เมืองได้มีการพัฒนาคุณธรรมและจรยิ ธรรมน้นั อยา่ งมีสภาพบังคบั ได้
2. การทีจ่ ะพฒั นาระบบเศรษฐกิจแบบเสรไี ดต้ อ้ งอาศัยการออกกฎหมายมาบงั คบั เป็นสำาคญั
3. การออกกฎหมายเพอื่ พัฒนาสังคมสิ่งแวดลอ้ มน้นั จะตอ้ งคำานึงถงึ การพฒั นาคนและจติ ใจของคนด้วย

กฎหมายกับการพัฒนาการเมือง
รัฐจะต้องพฒั นาทางการเมืองอยา่ งไร
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กาำ หนดว่า รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำา
มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำารงตาำ แหน่งทางการเมือง ขา้ ราชการ และพนักงาน หรือลูกจ้างอื่น
ของรัฐ เพ่ือป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ (รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 40)

กฎหมายกับการพัฒนาเศรษฐกจิ
กฎหมายมีสว่ นเก่ียวขอ้ งในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีอยา่ งไร
ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่บรรลุเป้าหมายได้ ต้องอาศัยและเกี่ยวข้องกับกฎหมายท้ังส้ิน
เพราะหากไม่มีกฎหมายบังคับ การพัฒนาเศรษฐกิจก็ไม่อาจจะกระทาำ ได้สาำ เร็จ และหากกฎหมายใดท่ีมีอยู่
เป็นการขัดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรี ก็ต้องยกเลิกกฎหมายฉบับน้ันเสีย หรืออาจจะมีการแก้ไขกฎหมาย
นน้ั ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกจิ แบบเสรีกไ็ ด้

กฎหมายกับการพัฒนาสังคม สงิ่ แวดล้อม
การพัฒนาคนต้องอาศยั กฎหมายให้มีการพัฒนาทางด้านใด จึงจะทาำ ให้สังคมมคี วามสงบสุข
การพัฒนาคนควรจะต้องมีกฎหมายให้มีการพัฒนาทางด้านจิตใจ เพราะตามหลักในการดาำ เนินชีวิต
และการดาำ รงประเทศ จะต้องอาศัยจิตใจของคนเป็นสาำ คัญ โดยจะต้องพัฒนาทางจิตใจของคนในสังคมให้มี
ธรรมะหรอื ให้มีคุณธรรม ทำาแตค่ วามดี เพอ่ื ใหจ้ ิตใจมีความสงบ กจ็ ะทาำ ใหส้ งั คมมีความราบรน่ื มคี วามสงบสุข

กฎหมายกบั สงั คมยคุ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1. การที่จะพัฒนาวิทยาศาสตรใ์ ห้ไปสู่ความสาำ เร็จได้ ต้องอาศัยการตรากฎหมายข้ึนมาเพ่อื ใหม้ ีสภาพ

บังคบั ได้
2. การทำาธรุ กรรมทางอิเลคทรอนกิ ส์จะให้มีผลบังคับกันได้ จะต้องมีกฎหมายรบั รอง
3. การวจิ ยั ทางวิทยาศาสตร์จะบรรลุเปา้ หมายและความสำาเร็จได้ ต้องอาศัยกฎหมายเป็นสาำ คญั

ชมรมนักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551

30

4. การท่ีจะไม่ให้มีการทำาลายส่ิงแวดล้อม กต็ อ้ งตราเปน็ กฎหมายบังคับ จึงจะมีโอกาสสัมฤทธผ์ิ ลได้

กฎหมายกับงานดา้ นวิทยาศาสตร์
ขณะนีม้ กี ฎหมายอะไรบ้างทเี่ กีย่ วกบั งานด้านวิทยาศาสตร์
ในขณะน้ีมกี ฎหมายท่ีเกย่ี วขอ้ งกับงานด้านวทิ ยาศาสตรอ์ ยู่ 2 ฉบบั คอื
1) พระราชบัญญตั ิพฒั นาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี พ.ศ. 2534
2) พระราชบัญญัตพิ ัฒนาระบบมาตรวทิ ยาแห่งชาติ พ.ศ. 2540

กฎหมายกบั คอมพิวเตอร์
ในปจั จุบนั มกี ฎหมายเก่ียวกบั งานด้านคอมพิวเตอร์อย่างไร
มกี ฎหมายอยู่ 2 ลกั ษณะดว้ ยกัน คอื
1) กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซ่ึงได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทาง

อิเล็กทรอนกิ ส์ พ.ศ. 2544
2) กฎหมายวา่ ด้วยการประกอบธรุ กิจข้อมูลเครดิต ซงึ่ ไดแ้ ก่ พระราชบัญญัตกิ ารประกอบธุรกิจ

ขอ้ มลู เครดิต พ.ศ. 2545

กฎหมายกบั การวจิ ัยทางวทิ ยาศาสตร์
ในกรณีที่จะพัฒนาการวิจยั ทางวิทยาศาสตร์ให้ประสบความสำาเร็จต่อไปนั้น ควรจะต้องทำาอย่างไร
หากมีการพัฒนาให้มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ให้สำาเร็จต่อไปนั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข
กฎหมายให้มีผลรองรบั ความก้าวหน้าในการพัฒนานน้ั

กฎหมายกับสง่ิ แวดล้อมในอนาคต
สิ่งแวดล้อมทท่ี าำ ให้สังคมเกดิ ความเปลย่ี นแปลงในอนาคตจะอาศัยกฎหมายได้อยา่ งไร
สิ่งแวดล้อมท่ีทำาให้สังคมเปลี่ยนแปลงในอนาคตซ่ึงรัฐบาลจะต้องเข้าควบคุม จาำ เป็นท่ีรัฐจะต้องออก
กฎหมายเกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมนี้ ทาำ การควบคุมและห้ามกระทาำ หรือให้กระทำาเพื่อไม่ให้สังคมต้อง
กระทบ กระเทอื นตอ่ ไปอกี

แบบประเมนิ ตนเองหน่วยที่ 6

1. การพฒั นาสงั คมจะเกิดผลสำาเรจ็ ไดต้ อ้ งอาศยั กฎหมาย
2. สิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะมีอย่ใู นสังคมได้น้นั ตอ้ งอาศยั กฎหมาย รองรับ
3. สทิ ธมิ นุษยชนหมายถงึ สทิ ธคิ วามเป็นมนษุ ย์

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช จังหวัดราชบรุ ี 2551

31

4. ในเร่ืองท่ีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กาำ หนดสิทธิ และเสรีภาพของปวงชนชาวไทยไว้ ได้แก่
เสรีภาพในการวิจัยทางวิมทยาศาสตร์

5. กฎหมายไดพ้ ัฒนาข้ึนมาจาก ระเบยี บทใ่ี ชใ้ นสังคม
6. กฎหมายที่ตราข้นึ เพ่ือประโยชน์ของคนกล่มุ ใดกลมุ่ หนึง่ จะเปน็ ลักษณะ กฎหมายทีข่ าดความเป็นธรรม
7. เหตุทกี่ ารแก้ปัญหาในสังคมจะต้องอาศยั กฎหมาย เพราะกฎหมายมีสภาพบังคับใช้
8. การที่จะพัฒนาระบบเศรษฐกจิ แบบเสรีไดส้ าำ เร็จ ต้องให้รฐั เปล่ยี นแปลงกฎหมาย
9. การท่ีจะเปน็ นกั ปกครองบ้านเมอื งทดี่ ี นกั ปกครองจะตอ้ งมี ธรรมะประจำาใจ
10. การทาำ ธุรกรรมทางอิเลคทรอนิกส์จะเกดิ ผลเป็นความสาำ เรจ็ ไดต้ ้องอาศยั กฎหมายทีบ่ ัญญตั ขิ ึ้น
11. สิ่งทท่ี ำาใหส้ งั คมมรี ะเบยี บไดค้ อื คำาส่ังของผมู้ ีอำานาจปกครองประเทศสูงสุด
12. สทิ ธขิ องคนหมายความวา่ ประโยชนท์ ี่จะพงึ มพี ึงไดแ้ กท่ ุกคนตามหลักธรรมชาติ
13. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกาศความเป็นมนุษย์ของชนชาวไทยไว้ว่า องค์กรของรัฐทุก

องค์กรทใี่ ช้อำานาจต้องคาำ นงึ ถงึ ศักดิศ์ รคี วามเป็นมนษุ ย์ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนญู
14. กฎหมายทจี่ ะควบคุมสงั คมได้จะตอ้ งมลี กั ษณะ มีสภาพบงั คับได้
15. การทจ่ี ะใหส้ ังคมมีความสงบเรยี บรอ้ ยไดต้ ้องอาศยั กฎหมาย
16. กฎหมาย เป็นบทบาทสำาคญั ท่ีจะสร้างความเป็นธรรมใหแ้ ก่สงั คมได้
17. เม่อื สงั คมเกดิ ปญั หาขดั แย้งรนุ แรงขนึ้ จะตอ้ งอาศัย กฎหมายในการแก้ไขปัญหาน้ัน
18. นโยบายของรัฐตามรัฐธรรมนูญนั้นได้กล่าวถึงด้านการเมืองว่า (ก) รัฐจะต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการ

เมอื ง (ข) รัฐจะตอ้ งจดั ทาำ มาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรมของผดู้ าำ รงตำาแหนง่ ทางการเมือง
19. ตามรัฐธรรมนูญให้รัฐจะต้องสนับสนุนเศรษฐกิจแบบ เสรี โดยอาศัยกลไกตลาดกำากับ ดูแลให้มีการ

แขง่ ขันแบบเป็นธรรม
20. การที่จะไมใ่ ห้มกี ารทำาลายสิง่ แวดล้อมน้ันจะทำาได้โดย ออกเปน็ กฎหมายบังคับ

หน่วยที่ 7 การศกึ ษา คน้ ควา้ และวจิ ยั ทางนติ ศิ าสตร์

1. การศึกษาทางนิติศาสตร์ เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยขั้นตอนต่างจากการเรียนรู้วิชาอ่ืน เนื่อง
จากเป็นวิชาที่ต้องมีการประเมินสิ่งที่ผู้เรียนมีอยู่ อาทิ ด้านกายภาพ ด้านจิตวิทยา ด้านศักยภาพ
เป็นต้น นอกจากน้ัน ตอ้ งมีวิธกี ารศกึ ษาในชั้นเรยี นในกรณีศึกษาการศึกษาในระบบปิด หรือมีวิธีการใน
การศึกษาดว้ ยตนเองในกรณีที่เป็นการเรียนในระบบเปิด เช่น การศึกษาทางไกล ซ่ึงผู้เรียนต้องมีสื่อใน
การศกึ ษา คอื ตาำ ราและหนงั สอื ต่างๆ รวมถึงการไดร้ ับการสอนเสรมิ และการศึกษาเป็นกลุ่ม ส่งิ ทสี่ าำ คัญ
สุดท้ายคือ วิธีตอบปัญหาและข้อสอบกฎหมาย

ชมรมนักศึกษามหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช จังหวดั ราชบรุ ี 2551



32

2. การค้นคว้าทางนิติศาสตร์ เป็นวิธีการท่ีค้นหาแหล่งท่ีมาของความรู้ด้านต่างๆ ทางด้านนิติศาสตร์และ
ศาสตร์ความรูอ้ นื่ ท่ีนำามาใช้ผสมผสานกับความรู้ทางดา้ นกฎหมาย เป็นการค้นควา้ จากแหล่งขอ้ มลู ปฐม
ภูมิและข้อมูลทุติยภูมิ โดยผ่านสื่อการศึกษา เช่นค้นคว้าจากตาำ ราจากห้องสมุด อาจารย์หรือบุคคลที่
เป็นท่ียอมรับในทางวิชาการ รวมท้ังการสังเกตจากวิธีปฏิบัติจริง นอกจากน้ี แหล่งค้นควา้ ท่ีสาำ คัญที่สุด
คือระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซ่ึงผู้เรียนต้องมีเทคนิคในการค้นหา และทราบเว็บไซต์หรือแหล่งท่ีอยู่ท่ี
สำาคัญตา่ งๆ

3. การวจิ ยั ทางนิติศาสตร์ เปน็ การคน้ หาความรูห้ รือคำาตอบทางกฎหมายของแต่ละปัญหาทีม่ คี วามน่าเช่อื
ถือ โดยมีวิธีการวิจัยหรือท่ีเรียกว่า วิทยวิธี ท่ีใช้เป็นหลักในการทาำ วิจัย การวิจัยทางนิติศาสตร์จำาเป็น
ต้องอาศัยข้อมูลจากตัวบทกฎหมาย คาำ พิพากษา และตาำ ราต่างๆ โดยสามารถทำาได้ท้ังในเชิงคุณภาพ
และเชงิ ปริมาณ ในการศกึ ษาชนั้ ปรญิ ญาตรีจะไมเ่ น้นการทำาวจิ ยั แตผ่ เู้ รียนควรทราบไวเ้ ปน็ ความรเู้ บ้อื ง
ต้นเพอื่ เปน็ แนว หรือเพื่อการศกึ ษาในระดับบัณฑติ ศึกษาต่อไป

7.1 การศกึ ษาทางนติ ศิ าสตร์
1. ในการศึกษาทางนติ ศิ าสตร์ ผู้เรียนต้องประเมนิ สิง่ ทผ่ี ู้เรยี นมีอยูก่ อ่ นทีจ่ ะศกึ ษา สิ่งเหล่านีค้ ือความพร้อม

ดา้ นกายภาพ ด้านจิตวิทยา ดา้ นอารมณ์ ดา้ นสงั คม รวมทง้ั ด้านการเงิน เพื่อใหก้ ารใช้ทรัพยากรหรือสิ่ง
ท่ีผู้เรียนมอี ยดู่ งั กลา่ วเป็นไปอยา่ งมีประสิทธิผล โดยคาำ นึงถึงลำาดบั ความสาำ คัญ
2. วธิ ีการศึกษาทางนติ ิศาสตร์มีทั้งการศึกษาในช้ันเรียนในกรณีการศึกษาในระบบปิด หรือการศึกษาดว้ ย
ตนเองในกรณีที่เป็นการเรียนในระบบเปิด เช่นการศึกษาทางไกล ซึ่งทั้งสองวิธีผู้เรียนต้องมีส่ือในการ
ศึกษาคือ ตำาราและหนังสือตา่ งๆ มีการเตรียมตัวก่อนศึกษา และมีการทบทวนหลังการศึกษา โดยอาจ
กระทาำ ด้วยตนเองหรือศกึ ษาเป็นกลุ่ม ซง่ึ รวมถงึ การไดร้ บั การสอนเสริมในระบบเปิดดว้ ย
3. โดยท่ัวไป วิธีตอบปัญหาและข้อสอบกฎหมายนิยมใช้แบบอัตนัยในสองรูปแบบ คือ อธิบายหลัก
กฎหมาย และที่เป็นปัญหาสมมติหรือตั้งเป็นตุ๊กตา ส่วนในสถานศึกษาบางแห่ง อาจมีข้อสอบแบบ
ปรนยั และอัตนยั ผสมกัน การตอบขอ้ สอบจึงต้องมีหลักเกณฑใ์ นการตอบขอ้ สอบกฎหมาย

7.1.1 การประเมินสิง่ ที่ผ้เู รียนมีอยู่
อธิบายวา่ ในการศกึ ษาทางนิติศาสตร์ ผเู้ รยี นตอ้ งประเมนิ ส่งิ ท่ีผเู้ รยี นมอี ยกู่ อ่ นทจ่ี ะศกึ ษาอย่างไร
การท่ีผูเ้ รียนตอ้ งประเมนิ สง่ิ ทผี่ ู้เรียนมีอยู่ก่อนทีจ่ ะศึกษาคอื การพจิ ารณาความพร้อมดา้ นกายภาพ ด้าน
จิตวทิ ยา ด้านอารมณ์ ดา้ นสังคม รวมท้งั ด้านการเงนิ เพอื่ ให้การใชท้ รัพยากรหรือสิง่ ท่ีผูเ้ รยี นมีอยูด่ ังกลา่ วเป็นไป
อยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ล

7.1.2 วิธกี ารศึกษา
อธิบายวธิ ีการศึกษาตัวบทกฎหมาย

ชมรมนักศึกษามหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบรุ ี 2551

33

วิธีการศึกษาตัวบทกฎหมายจะต้องมีความเข้าใจมากกว่าการท่องจำา การอ่านตัวบทกฎหมายนั้นต้อง
อ่านแล้วขีดเส้นใต้ถ้อยคาำ สาำ คัญ ไม่ต้องกลัวว่าประมวลกฎหมายหรือตัวบทกฎหมายจะดูไม่เรียบร้อยหรือ
สกปรกเม่ือมีการขีดเสน้ ใต้แลว้ หากไม่เข้าใจอย่างชัดแจง้ หรือยากต่อการเข้าใจ ผูเ้ รียนต้องอาศัยหลักการบันทึก
ย่อขยายความเอาไว้ โดยอาจได้มาจากเอกสารการสอนหรือมาตราในตัวบทกฎหมายท่ีเก่ียวโยง หรือพิพากษา
ศาลฎีกาที่พิพากษาตีความถ้อยคำานั้นไว้แลว้ โดยให้บันทึกย่อในตัวบทกฎหมายนั้น หากเนื้อที่ไม่เพียงพอให้ใช้
กระดาษเปล่าทำาเปน็ บนั ทึกตอ่

7.1.3 การตอบปญั หาและขอ้ สอบกฎหมาย
อธิบายวิธีการเขียนตอบขอ้ สอบแบบอตั นัย
ต้องมีหลกั กฎหมายทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั ปญั หานั้น ตอ้ งวนิ จิ ฉัยปญั หาโดยปรบั ข้อเทจ็ จริงเข้ากับหลักกฎหมาย
และสุดท้ายคอื การสรปุ คาำ ตอบ

7.2 การคน้ ควา้ ทางนิติศาสตร์
1. แหล่งสะสมตัวบทกฎหมาย เอกสารการสอน ตาำ รา และวรรณกรรมกฎหมายทุกประเภทที่ดีที่สุด

ได้แก่ ห้องสมุดกฎหมาย ผเู้ รียนนติ ิศาสตร์จะต้องเข้าห้องสมุดกฎหมายเพ่ือศึกษาการค้นหาเอกสาร
ที่ต้องการ ทั้งจากบัตรรายการและเคร่ืองมือสืบค้นต่างๆ รวมถึงฐานข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ ซีดีรอม
อินเทอรเ์ นต และอาจเป็นวิธกี ารสืบคน้ และยืมเอกสารระหวา่ งห้องสมดุ กฎหมาย
2. การค้นคว้าขอ้ มูลกฎหมายจากบคุ คลอ่นื อาจเปน็ กรณีการสอนเสริม ซ่งึ เป็นวิธีคน้ คว้าจากอาจารยท์ ่ี
ไปสอนเสริมและพบปะนักศึกษาหรือผู้เรียนเปน็ คราวๆ หรือกรณีการแลกเปล่ียนข้อมูลกับกลุ่มเพ่ือน
หรอื เปน็ กรณีทไ่ี ด้รบั คาำ แนะนำาจากผู้ทีเ่ ป็นท่ียอมรับในวงการกฎหมาย
3. การค้นคว้าข้อมูลทางกฎหมายโดยการสังเกตและฝึกปฏิบัติ อาจโดยการสังเกตจากสถานการณ์ท่ี
เปน็ จริง เช่น การพจิ ารณาในศาล หรอื ศาลจาำ ลอง และ การฝกึ งานในหน่วยงานท่เี ก่ียวกับกฎหมาย
4. การค้นควา้ ข้อมูลทางกฎหมายในเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต เป็นแหล่งสำาคัญในการค้นควา้ ทางกฎหมาย
การค้นหาจึงต้องอาศัย Internet Search Engine เพื่อค้นหาเว็บไซต์ แหลางข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องและ
แหล่งขอ้ มูลทเ่ี ช่ือมตอ่ ทเ่ี กีย่ วข้อง (Links)

7.2.1 การคน้ ควา้ ข้อมูลกฎหมายจากห้องสมดุ
อธิบายหน้าท่แี ละวัตถุประสงค์ของหอ้ งสมุดกฎหมาย
หน้าทีแ่ ละวัตถุประสงคข์ องห้องสมุดกฎหมายคอื เพื่อการศึกษา เพ่อื ให้ความรู้และข่าวสาร เพ่ือการ
คน้ คว้าวิจัย และเพอ่ื ความจรรโลงใจ

7.2.2 การค้นควา้ ข้อมลู กฎหมายจากบุคคลอื่น

ชมรมนักศกึ ษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช จังหวดั ราชบุรี 2551

34

อธิบายวธิ ีการคน้ คว้าข้อมลู กฎหมายจากบุคคลอน่ื
อาจเป็นกรณีสอนเสริม ซ่ึงเปน็ วิธคี น้ คว้าจากอาจารยท์ ี่ไปสอนเสรมิ หรอื กรณแี ลกเปลย่ี นข้อมูลกับกลุม่
เพ่อื น หรอื เป็นกรณที ไ่ี ดร้ บั คำาแนะนำาจากผู้ที่เป็นท่ียอมรับในวงการกฎหมาย

7.2.3 การคน้ คว้าข้อมูลกฎหมายจากการสังเกตและฝกึ ปฏบิ ตั ิ
อธิบายการฝกึ งานในสาำ นักงานกฎหมายวา่ มลี ักษณะงานอย่างไร
ผู้เรียนจะได้ฝึกในลักษณะท่ีคอยช่วยเหลือ หรือภายใต้การควบคุมมอบหมายของทนายความท่ีดูแลผู้
เรียนทีไ่ ปฝึกหดั จะทำางานดา้ นการค้นควา้ ข้อกฎหมายตา่ งๆ ค้นคำาพพิ ากษาฎกี า ทาำ ความเห็นต่างๆ ร่างเอกสาร
ตา่ งๆ เช่น หนงั สอื ทวงหน้ี หนังสือบอกกล่าว คำารอ้ ง หรือคำาฟ้อง เปน็ ตน้

7.2.4 การคน้ ควา้ ข้อมูลกฎหมายจากเครอื ข่ายอนิ เทอร์เนต
อธิบายวธิ กี ารใช้ขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากอินเทอร์เนตที่สำาคญั
การใช้ข้อมูลท่ีได้จากอินเทอร์เนต ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ความนา่ เช่ือถือของข้อมูลที่ได้มาก่อนนำา
ไปใช้

7.3 การวิจัยทางนิติศาสตร์
1. การวิจัยเป็นกระบวนการค้นคว้าหาความรู้ ความเข้าใจในสิ่งหรือปรากฏการณ์ท่ีเป็นเป้าหมายของการ

ศึกษาเพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลท่ีเช่อื มัน่ ได้
2. วิธีการวิจัยทางนิติศาสตร์เป็นกระบวนการศึกษาจากปัญหากฎหมาย โดยนำาข้อมูลจากตัวกฎหมาย

บทความ คำาพิพากษา หลักกฎหมายตา่ งประเทศมาเปรียบเทียบ วเิ คราะห์กับปัญหาหรือหวั ข้อที่ต้ังขึ้น
โดยไม่ใช้วิธีการทางสถิติ แล้วสรุปลงท้ายด้วยข้อเสนอแนะว่าควรมีการแก้ไข กฎหมายที่มีอยู่ให้
ครอบคลุม หรอื มีการตรากฎหมายขึ้นใหม่ นอกจากนนั้ วิธกี ารวจิ ยั ทางนติ ิศาสตร์ยังรวมถงึ กระบวนการ
ศกึ ษาปัญหากฎหมาย โดยไดข้ ้อมูลจากความจริง โดยธรรมชาติมีการเก็บข้อมูล และนาำ วิธกี ารทางสถติ ิ
มาวิเคราะห์เพื่อประมาณค่า วิเคราะห์กับปัญหาท่ีต้ังขึ้นแล้วสรุปว่าควรมีการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย
หรือปัญหาท่ีต้ังขึน้ อยา่ งไร ตามทีไ่ ด้ต้งั ในสมมติฐานไว้
3. การวิจัยทางนิติศาสตร์มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการวิทยาการทางกฎหมาย และเป็นการถ่ายทอด
ประสบการณจ์ ากคนร่นุ หนง่ึ ไปยังอกี รนุ่ หน่งึ

7.3.1 ลักษณะทัว่ ไปของการวจิ ยั
การวิจยั ทางนิตศิ าสตร์ หากแบง่ ตามสาขาวชิ าการจะเป็นการวจิ ัยด้านใด
การวิจัยทางนิติศาสตร์ เปน็ การวิจัยด้านสงั คมศาสตร์

ชมรมนักศึกษามหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบุรี 2551

35

7.3.2 วิธกี ารวจิ ยั ทางนิตศิ าสตร์
การวิจัยทางนิติศาสตร์โดยทั่วไปมีกรณีใดบ้าง
โดยทั่วไปแล้วการวิจัยทางนิติศาสตร์ในเบื้องต้นมี 2 กรณี คือ กรณีแรก ศึกษาจากปัญหากฎหมายนำา
ข้อมูลจากตัวกฎหมาย บทความ คาำ พิพากษา หลักกฎหมายต่างประเทศ มาเปรียบเทียบ วิเคราะห์กับปัญหา
หรือหวั ข้อท่ีต้ังขึ้น โดยไม่ใช้วิธีการทางสถิติ แลว้ สรุปลงท้ายด้วยข้อเสนอ กับกรณีที่สอง ศึกษาปัญหากฎหมาย
โดยไดข้ อ้ มูลจากความจรงิ โดยธรรมชาติหรอื ข้อมลู ปฐมภูมิ มีการเก็บขอ้ มลู และวธิ กี ารทางสถติ มิ าวิเคราะห์เพือ่
ประมาณคา่ วิเคราะห์กบั ปัญหาท่ตี ้งั ข้นึ แล้วสรปุ

7.3.3 ประโยชน์ทีไ่ ด้รบั จากการวิจัยทางนติ ศิ าสตร์
การวนิ จิ ฉัยทางนิติศาสตรม์ ปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร อธิบายมา 3 ประการ
1) พฒั นากฎหมายที่จะมีผลกระทบตอ่ การพัฒนาเศรษฐกิจ สงั คม และการเมอื งของประเทศ
2) เปน็ การถา่ ยทอดประสบการณ์จากนักกฎหมายรุ่นหน่ึงไปยงั นักกฎหมายอีกรุ่นหน่ึง ซ่งึ เป็นวิธกี ารที่

นักกฎหมายจะไดเ้ พิ่มพนู วทิ ยาการความรู้ และความสามารถ
3) ช่วยให้ค้นพบทฤษฎี หรือแนวคิดทางกฎหมายใหม่ที่นำามาปรับใช้กับสภาพสังคมปัจจุบันท่ี

เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

แบบประเมนิ ตนเองหนว่ ยที่ 7

1. ในการศกึ ษาทางนิตศิ าสตร์ ผู้เรียนต้องมสี งิ่ เหล่านี้ (ก) แรงจูงใจในการเรียนรู้ (ข) การติดตอ่ และรว่ มมือ
กับเพ่อื นๆ (ค) ความเปน็ ผตู้ น่ื ตวั (ง) ความอดทนต่อสิ่งท่ีกำากวม

2. ในการศกึ ษาทางนิติศาสตร์ ผูเ้ รยี นตอ้ งมีความอดทนต่อส่ิงทก่ี าำ กวมหมายความวา่ (ก) ตอ้ งคดิ ใน
ปัญหาต่างๆ (ข) ต้องมีการตีความในเร่ืองตา่ งๆ (ค) ต้องอธิบายและโตแ้ ยง้ ในความคดิ

3. กฎหมายครอบครวั เร่อื งอายสุ มรสว่าชายหญงิ ต้องมีอายุท่าใด มีศาสตรท์ ี่เกี่ยวขอ้ งคือ นติ ศิ าสตร์
เศรษฐศาสตร์ ประชากรศาสตร์ ศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์

4. กฎหมายครอบครัวเร่ืองอายุสมรสว่าชายและหญิงต้องมีอายุเท่าใด มีศาสตร์ที่เรียกว่า”ประชากร
ศาสตร์” เก่ยี วข้องคอื เปน็ การกำาหนดอัตราการเพม่ิ และลดของพลเมือง

5. วธิ ศี กึ ษาตัวบทกฎหมายทีด่ ี จะตอ้ งทาำ ในส่งิ ตอ่ ไปรี้คอื (ก) อา่ นแลว้ ขีดเส้นใต้คำาต่างๆ (ข) บันทึกยอ่
ขอ้ ความ (ค) ศกึ ษาคำาพิพากษาฎกี าท่ตี ีความถอ้ ยคำาต่างๆ (ง) ศึกษามาตราอ่ืนท่เี ก่ยี วโยงกนั สว่ นเร่ือง
การท่องจาำ ให้ไดม้ ากท่ีสดุ นั้น ไมค่ ่อยมีความจำาเปน็

6. การศึกษาตัวบทกฎหมายทีด่ ี ไมค่ วรใช้การท่องจาำ ให้ได้ทกุ มาตรา โดยคิดว่าจะทำาใหต้ อบข้อสอบได้
มากท่สี ุด

7. ในการตอบขอ้ สอบนิติศาสตร์แบบอตั นัยนัน้ อยา่ เพงิ่ ตอบในขณะท่ยี ังตน่ื เต้น

ชมรมนกั ศึกษามหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบุรี 2551

36

8. การค้นคว้าข้อมลู กฎหมายจากหอ้ งสมดุ เราสามารถสามารถใช้บรกิ ารส่งิ เหล่านี้คือ (ก) ยืมหนงั สือ
ระหวา่ งห้องสมดุ (ข) ใชบ้ ริการหนังสืออา้ งอิง (ค) สบื คน้ ข้อมูลจากคอมพวิ เตอร์ (ง) ยมื หนงั สือเพ่อื ถา่ ย
อกสาร แตไ่ ม่สามารถทำาได้ คอื การจัดกลุม่ พดู คยุ ถกปัญหากฎหมาย

9. การค้นคว้าขอ้ มูลกฎหมายจากบคุ คลอืน่ “คำาวา่ บคุ คลอ่ืน” หมายถึงบคุ คลต่อไปนค้ี ือ (ก) อาจารย์ผู้
สอนชดุ วชิ า (ข) อาจารยก์ ฎหมายสถาบันอื่น (ค) ผ้พู ิพากษา พนักงานอัยการ (ง) ปรมาจารย์ทาง
กฎหมาย ยกเว้นบุคคล เชน่ เพือ่ นนกั ศึกษาสาขาวชิ าศิลปะศาสตร์

10. การค้นคว้าข้อมูลกฎหมายโดยการสงั เกตและฝึกปฏิบัติเก่ียวข้องกับสิ่งต่อไปนี้ (ก) ศาลจำาลอง (ข) การ
ฝึกงานในหน่วยงานราชการ (ค) การฝึกงานในบริษัท (ง) การสังเกตวิธีพิจารณาในศาล ยกเว้นการ
สอบถามบคุ คลอืน่ ปากตอ่ ปากไมใ่ ชก่ ารคน้ คว้า

11. การสืบคน้ ข้อมลู กฎหมายในเครือขา่ ยอินเตอร์เน็ตมีปัญหาคอื (ก) ไมม่ ีแหลง่ ขอ้ มลู ท่เี พียงพอ (ข) ข้อมูล
ไมถ่ กู ต้องและขาดความน่าเชือ่ ถือ (ค) ข้อมูลไม่มกี ารจัดเปน็ ระเบียบ

12. การเขยี นรายงานการวิจัยทางนิติศาสตร์มี 5 ข้ันตอน ข้ันตอนที่ 4 คือ บูรณาการกฎหมายกับข้อมูลหรือ
ข้อเทจ็ จริงท่เี กย่ี วกบั ปญั หา

13. การวิจัยเหตุของการเลื่อนคดีในศาลท่ีทำาให้การพิจารณาคดีล่าช้า ผลการวิจัยสามารถนำามาใช้ในการ
พัฒนาวิธจี ัดการและตัดสินใจของบุคคลต่อไปนี้ (ก) คคู่ วาม (ข) ทนายความ (ค) พนักงานอัยการ (ง) ผู้
พิพากษา โดยยกเว้นบุคคลต่อไปนีค้ ือ เจ้าหนา้ ทร่ี าชทณั ฑซ์ ง่ึ ไม่เก่ียวข้อง

14. การเขียนตอบข้อสอบแบบอัตนัยว่า “ข้าพเจ้าเคยครอบครองปรปักษ์ท่ีดินเช่นเดียวกับการครอบ ครอง
ในคาำ ถาม” เป็นการตอบทไี่ ม่ควรทาำ เพราะเปน็ การเขยี นประสบการณส์ ว่ นตัวประกอบคำาตอบ

15. การค้นคว้าข้อมูลกฎหมายจากจากห้องสมุด เราสามารถใช้บริการได้คือ (ก) ใช้บริการหนังสืออ้างอิง
(ข) สืบค้นข้อมูลจากคอมพวิ เตอร์ สว่ นการจัดกลมุ่ พดู คยุ ถกปญั หากฎหมายห้ามทาำ

16. การคน้ คว้าข้อมูลกฎหมายจากบุคคลอื่นหมายถึงส่ิงต่อไปน้ี (ก) การสอนเสริมของอาจารย์จากสถาบัน
อ่ืน (ข) การสอนเสริมจากผู้ทรงคุณวุฒิ (ค) การได้รับคำาแนะนาำ จากปรมาจารย์ทางกฎหมาย (ง) การ
ศึกษาเป็นกลมุ่ ยกเวน้ การศกึ ษาจากศาลจำาลอง

17. การคน้ คว้าข้อมูลกฎหมายโดยการฝึกปฏิบัติเก่ียวข้องกับสิ่งต่อไปน้ี (ก) ศาลจำาลอง (ข) การฝึกงานใน
หน่วยงานราชการ (ค) การฝึกงานในบริษัท (ง) การเป็นผู้ช่วยทนายความ ยกเว้นการน่ังในห้อง
พจิ ารณาคดใี นศาล

18. ตัวอย่างการค้นข้อมลู กฎหมายในเครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ น็ตเชน่ www.thailandlaw9.com
19. การเขยี นรายงานการวิจัยทางนติ ิศาสตร์มี 5 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 5 คือ สรุปและเสนอแนะ
20. การวจิ ัยว่า วิธีการควบคุมระบบสำานวนคดีโดยใช้ฐานข้อมลู หรือแถบรหัส หรือใช้มือ วิธีการใดสามารถ

ใช้ปฏิบตั ิงานได้ เป็นประโยชนก์ ารทาำ วจิ ัยทางนติ ิศาสตรค์ ือ เป็นการเลือกวธิ ีปฏิบตั งิ าน

ชมรมนักศกึ ษามหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบุรี 2551



37

หน่วยที่ 8 การบญั ญตั กิ ฎหมาย

1. การบัญญัติกฎหมายตองทำาตามวิธีการ เป็นขั้นตอน คือ จัดทาำ ร่างกฎหมาย เสนอร่างกฎหมายต่อผู้มี
อำานาจพิจารณา พิจารณาร่างกฎหมายเพ่ือรับหลักการและแก้ไข ปรับปรุงให้เหมาะสม นำากฎหมายท่ี
พจิ ารณาเหน็ ชอบแลว้ ข้นึ ทลู เกล้าทลู กระหม่อมเพอ่ื พระมหากษตั รยิ ์ทรงลงพระปรมาภไิ ธยและประกาศ
ในราชกจิ จานุเบกษา เพอ่ื ใช้บังคับเป็นกฎหมาย

2. การบญั ญตั กิ ฎหมายต้องคาำ นึงถงึ หลกั บางประการได้แก่ ความถกู ต้อง ความแน่นอน ความสมบูรณ์
ความศักดส์ิ ิทธิ์ และสมั ฤทธ์ผิ ล รวมทัง้ ความนิยมดว้ ย

8.1 วธิ กี ารบัญญัติกฎหมาย
1. ผมู้ ีสิทธเิ สนอใหบ้ ัญญตั กิ ฎหมาย คอื ผทู้ ร่ี ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทยกำาหนดไว้
2. การบัญญตั ิกฎหมายขน้ึ ใชบ้ ังคับตอ้ งเสนอร่างกฎหมายได้แก่รฐั สภา การพิจารณารา่ งพระราช บัญญัติ

ต้องดำาเนินการตามวธิ ีการทกี่ าำ หนดไวใ้ นรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย ข้อบังคับการประชุมสภาผู้
แทนราษฎร และขอ้ บงั คบการประชุมวฒุ สิ ภา
3. การบัญญัติกฎหมายขึ้นใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติ เป็นพระราชอาำ นาจของพระมหากษัตริย์ตาม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย แตจ่ ะมผี ลใช้บงั คบั ได้กต็ อ่ เมื่อไดป้ ระกาศในราชกจิ จานุเบกษาแลว้

8.1.1 การเสนอให้บญั ญตั กิ ฎหมาย
เปน็ เป็นผมู้ ีสทิ ธิเสนอร่างพระราชบัญญัตใิ หร้ ฐั สภาพิจารณา ให้บอกมาให้ครบ
ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติใหร้ ฐั สภาพจิ ารณา คอื
1) คณะรัฐมนตรี
2) สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร
3) ผมู้ ีสิทธเิ ลอื กตั้งไม่นอ้ ยกว่า 50,000 คน ซึง่ เขา้ ชื่อกนั ร้องขอตอ่ ประธานสภา เพ่อื ให้รฐั สภาพิจารณา

กฎหมายเก่ยี วกับสทิ ธิและเสรภี าพของชนชาวไทย หรือเกยี่ วกบั แนวนโยบายพื้นฐานแหง่ รฐั

8.1.2 การพิจารณาร่างกฎหมาย
(1) การพิจารณารา่ งพระราชบัญญตั ิโดยสภาผู้แทนราษฎรต้องกระทำาก่วี าระ แต่ละวาระให้ลง

มติอยา่ งไร
การพิจารณารา่ งพระราชบัญญัติโดยสภาผู้แทนราษฎรต้องกระทาำ 3 วาระ คอื วาระทีห่ น่ึง ให้ลงมติว่า
รับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่งพระราชบัญญัติน้ัน วาระท่ีสอง พิจารณาโดยคณะกรรมการท่ีสภาต้ังข้ึนหรือ

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช จงั หวัดราชบุรี 2551

38

กรรมาธิการเต็มสภา แล้วรายงานใหส้ ภาพิจารณาลงมติวา่ จะแก้ไขอย่างไร หรือไม่ วาระท่ีสาม ให้ลงมติว่าเห็น
ชอบหรือไม่เหน็ ชอบกบั ร่างพระราชบัญญตั ินั้น

(2) ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ต้องยับย้ัง
เพราะวุฒสิ ภาไม่เหน็ ชอบ สภาผแู้ ทนราษฎรอาจยกขึน้ พจิ ารณาใหมไ่ ด้เมอ่ื ใด

รา่ งพระราชบัญญตั ิทผ่ี า่ นการพิจารณาเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ตอ้ งยบั ย้งั เพราะวฒุ ิสภา
ไมเ่ หน็ ชอบ สภาผู้แทนราษฎรอาจยกขนึ้ พิจารณาใหมไ่ ด้ ดังน้ี

1) รา่ งพระชาบัญญตั ิท่เี กยี่ วกบั การเงนิ อาจยกขนึ้ พจิ ารณาใหมไ่ ด้ทันที่
2) รา่ งพระราชบัญญัตทิ ไ่ี ม่เก่ียวกับการเงิน อาจยกข้ึนพิจารณาใหมไ่ ดเ้ มอ่ื พ้น 180 วนั นบั แต่วันที่

วฒุ สิ ภาส่งคนื มายังสภาผแู้ ทนราษฎร หรือวนั ท่วี ฒุ สิ ภาไม่เหน็ ชอบกับรา่ งพระราชบญั ญตั ิท่ี
คณะกรรมาธกิ ารร่วมกนั พิจารณา แลว้ แตก่ รณี

8.1.3 การบัญญัติเปน็ กฎหมายใชบ้ งั คับ
(1) พระมหากษตั รยิ ท์ รงตราพระราชกำาหนดขึน้ ใช้บงั คับไดใ้ นกรณใี ด
พระมหากษตั ริยท์ รงตราพระราชกำาหนดข้ึนใช้บังคับไดเ้ มื่อคณะรัฐมนตรเี หน็ ว่าเปน็ กรณฉี กุ เฉนิ ที่มี
ความจำาเปน็ รีบด่วนอันมิอาจหลกี เลีย่ งได้ เฉพาะเพ่อื ประโยชน์ในอันท่ีจะรักษาความปลอดภัยของประเทศ
ความปลอดภัยของสาธารณะ ความม่นั คงทางเศรษฐกิจของประเทศ หอื ป้องปดั ภยั พบิ ัตสิ าธารณะ และในกรณี
ทม่ี คี วามจำาเป็นตอ้ งมีกฎหมายเก่ยี วขอ้ งด้วยภาษอี ากรหรอื เงนิ ตรา ซง่ึ จะตอ้ งไดร้ ับการพจิ ารณาโดยด่วนและ
ลบั เพือ่ รกั ษาประโยชนข์ องแผ่นดิน

(2) ร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย อาจ
ประกาศใช้บังคบั เปน็ กฎหมายในกรณีใด หรือไม่

รา่ งพระราชบัญญัติที่พระมหากษตั ริย์ไมท่ รงเหน็ ชอบด้วย และไมท่ รงลงพระปรมาภิไธย อาจประกาศใช้
เป็นกฎหมายได้ เมื่อรัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมดว้ ยคะแนนเสียงไม่น้อยกวา่ 2 ใน 3 ของจาำ นวนสมาชิกทั้งหมด
ท่มี อี ย่ขู องท้ังสองสภา

(3) พระราชกำาหนดทีส่ ภาผแู้ ทนราษฎรอนุมตั ิ แต่วฒุ สิ ภาไม่อนุมตั ิ จะมผี ลใช้บังคับไดใ้ นกรณใี ดหรือไม่
พระราชกาำ หนดท่สี ภาผู้แทนราษฎรอนุมัติ แต่วุฒิสภาไม่อนุมัติ มีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป
ได้เมอ่ื สภาผูแ้ ทนยืนยนั การอนมุ ตั ิดว้ ยคะแนนเสียงมากกว่าก่ึงหน่ึงของจาำ นวนสมาชกิ ท้งั หมดเทา่ ท่มี ีอยูข่ องสภา
ผูแ้ ทนราษฎร

8.2 หลักในการบญั ญัติกฎหมาย

ชมรมนกั ศึกษามหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช จังหวัดราชบรุ ี 2551

39

1. การบญั ญัติกฎหมายจอ้ งคาำ นึงถงึ ความถูกตอ้ ง คือ ถกู วิธกี าร ถกู แบบ ถูกเนอื้ หา ถูกหลกั ภาษาและตอ้ ง
เป็นธรรมแกท่ ุกฝ่ายในสังคมด้วย

2. การบัญญตั กิ ฎหมายตอ้ งคำานึงถงึ ความแนน่ อนในถ้อยคาำ และขอ้ ความ โดยใหม้ ีความชัดเจนและรัดกมุ
3. การบัญญัติกฎหมายต้องคำานึงถึงความสมบูรณ์คือให้ได้สาระครบถ้วนครอบคลุมไม่ขาดตกบกพร่อง

สอดคล้องไม่ขัดกนั และเชือ่ มโยงไมข่ าดตอน
4. การบัญญัติกฎหมายต้องคาำ นึงถึงความศักด์ิสิทธิ์ คือกฎหมายท่ีเป็นคาำ บงการ (Command) ให้ใครทำา

อะไร ต้องให้มีสภาพบังคับ (Sanction) และต้องให้สัมฤทธ์ิผล คือให้ได้ผลบรรลุจุดประสงค์ในการตรา
กฎหมายฉบับน้นั
5. การบญั ญัตกิ ฎหมายต้องคำานึงถงึ ความนยิ มเกี่ยวกบั ลีลา ถ้อยคาำ และการใช้ตวั เลขแทนตวั หนังสือ

8.2.1 การบญั ญตั กิ ฎหมายใหถ้ กู ต้อง
ให้บอกข้อบกพรอ่ งของข้อความในร่างกฎหมายดงั ตอ่ ไปนี้ และแกไ้ ขใหถ้ กู หลกั ภาษา
(1) “กรรมการร่างกฎหมายให้แต่งต้ังจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ซ่ึงมีผลงานดีเด่นถูก

ยอมรับโดยวงการกฎหมาย”
ข้อบกพร่องคือการใช้คำาว่า “ถูก” ประกอบคาำ กริยาในประโยคกรรมวาจกท่ีไม่มีความหมายในทางไม่ดี
นัน้ ไมเ่ ปน็ ท่ีนิยมในภาษากฎหมาย ในกรณีนต้ี ้องใชค้ ำาวา่ “เป็นที่” แทนคาำ วา่ “ถกู ”
(2) “คาำ ขอนน้ั ตอ้ งระบุชอื่ อายุ และประวตั ขิ องผู้ขอ และเอกสารหลกั ฐานประกอบคำาขอ”
ข้อบกพร่องคือ ข้อความดังกล่าวมีคาำ ว่า “ระบุ” เป็นคำากริยาร่วมของ 2 ประโยค เม่ืออ่านข้อความ
ทง้ั หมดแลว้ จะไดค้ วามวา่ “ต้องระบุชอ่ื อายุ และประวัติของผ้ขู อ” ประโยคหนึ่ง และ “ต้องระบุเอกสารหลักฐาน
ประกอบคาำ ขอ” อีกประโยคหนึ่ง ซ่ึงประโยคหลังนี้ผิดไปจากความมุ่งหมายท่ีจะให้ “ส่ง” หรือ “แนบ” เอกสาร
หลักฐานไม่ใช่เพียง “ระบุ” เหมือนอย่างระบุพยานในการต่อสคู้ ดีในศาล ควรแก้ให้ถูกต้องและเหมาะสม เป็น “
ให้ผขู้ อระบุช่อื อายุ และประวัติของตนเองลงในคาำ ขอ และส่ง (แนบ) เอกสารหลกั ฐานประกอบคำาขอดว้ ย”

(3) “ผู้ผลิตสารระเหยต้องจัดให้มี “เครื่องหมาย” ท่ีภาชนะบรรจุสารระเหยเพื่อเป็นคาำ เตือน
หรอื ข้อควรระวังใชส้ ารระเหยน้ัน”

ข้อบกพร่องคือ ใช้คาำ ว่า “เคร่ืองหมาย” เป็นคาำ หลักและใช้คำาว่า “คำาเตือน” กับ “ข้อควรระวัง” เป็นคำา
ขยาย ซ่ึงไม่สอดคล้องกันเพราะ “เครื่องหมาย” ไม่ได้เป็น “คำา” หรือ “ข้อ” จึงไม่ถูกหลักภาษา ถ้าจะให้ถูกต้อง
เปลี่ยนคำาว่า “เคร่อื งหมาย” เปน็ “ขอ้ ความ” จึงจะสอดคลอ้ งกนั เพราะ “ข้อความ” เป็น “คำา” กไ็ ด้ เป็น “ขอ้ ” กไ็ ด้

8.2.2 การบญั ญตั ิกฎหมายใหแ้ นน่ อน
ให้บอกข้อบกพร่องของข้อความในร่างกฎหมายดังต่อไปนี้ และแก้ใหช้ ดั เจนและรัดกุม

ชมรมนักศกึ ษามหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551

40

(1) “ให้นาำ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน มาใช้บังคับแก่ข้าราชการ
กรุงเทพมหานครโดยอนโุ ลม”

ข้อบกพรอ่ งคือ ใชค้ าำ ว่า “พระราชบัญญัติระเบียบข้อราชการพลเรือน” ซ่ึงเป็นคาำ เฉพาะ โดยไมร่ ะบุ พ.ศ.
ทต่ี ราพระราชบญั ญัติฉบับน้ันไม่ถูกต้องเพราะไม่ชัดเจนว่าเป็นพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับ
ไหน เน่อื งจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนมีการแก้ไขหลายฉบับ ต้องแกคาำ ว่า “พระราชบัญญัติ
ระเบยี บขา้ ราชการพลเรือน” เปน็ “กฎหมายว่าด้วยระเบยี บขา้ ราชการพลเรอื น” ซ่ึงเป็นคาำ สามญั ท่หี มายถงึ ฉบับ
ทใี่ ช้อยู่รวมท้งั ฉบับแกไ้ ขเพ่ิมเติมทใ่ี ช้อยูด่ ้วย

(2) “เทศบาลมหี นา้ ท่จี ัดใหม้ แี ละบำารงุ รักษาสถานที่สาำ หรับการเล่นกีฬาและพลศกึ ษา”
ข้อบกพร่องคอื คำาว่า “พลศกึ ษา” ซึ่งหมายถงึ “การสอนวิชาพละ” มาเขียน ใหเ้ ป็นหน้าที่ของเทศบาลท่ี
จะต้องจดั ใหม้ ีและบาำ รงุ รักษารวมกับสถานทสี่ ำาหรับการเล่นกีฬา จึงไม่ชัดเจนและไม่ตรงกับความมุ่งหมายที่จะ
ให้เทศบาลจัดให้มีและบำารุงรักษาสถานที่สำาหรับออกกาำ ลังกาย จึงต้องแก้เป็น “เทศบาลมีหน้าที่จัดให้มีและ
บำารุงรักษาสถานท่ีสาำ หรบั การเล่นกฬี าและการออกกาำ ลงั กาย (หรอื การบริหารรา่ งกาย)”

(3) “ถา้ พยานหลักฐานยืนยนั สอดคล้องกัน น่าเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหากระทาำ ผิดวินัยอย่างรา้ ยแรง
ให้สัง่ ลงโทษไล่ออกหรอื ปลดออก”

ข้อบกพร่องคือ ไม่รัดกุม เพราะคำาว่า “น่าเชื่อ” ยังอยู่ในลักษณะมีมลทินหรือมัวหมอง ยังฟังไม่ได้ว่า
กระทำาผดิ ท่ีจะถูกลงโทษไลอ่ อกหรือปลดออก ถา้ มีพยานหลักฐานยืนยันแน่นอนก็ต้อง เชื่อได”้ ไมใ่ ช่ “น่าเช่ือ” จึง
ต้องแก้เป็น “ถ้ามีพยานหลักฐานยืนยันสอดคล้องกัน ฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำาผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้สั่ง
ลงโทษไลอ่ อกหรอื ปลดออก”

8.2.3 การบญั ญตั ิกฎหมายใหส้ มบูรณ์
ในการร่างเป็นพระราชบัญญัติ หากมรี ายละเอยี ดเป็นหลักเกณฑ์ วธิ กี าร หรือเงื่อนไขที่ตอ้ งปฏบิ ัตติ ามพ
ระราชบัญญัติน้ัน โดยเหมาะสมกับเวลาหรือสถานท่ีซ่ึงยังไม่อาจกาำ หนดไว้ในพระราชบัญญัตินั้นได้ ควรร่าง
อยา่ งไรจึงจะสมบรู ณ์
ควรรา่ งออกให้เปน็ กฎหมายลูกอกี ชนั้ หน่ึง เชน่ ใหต้ ราเปน็ พระราชกฤษฎกี า ให้ออกเปน็ กฎกระทรวง ขอ้
บังคับ ระเบียบ หรือประกาศ หรือให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติน้ัน หรือคณะกรรมการท่ีตั้งขึ้น
ตามพระราชบัญญตั ินน้ั กำาหนดรายละเอยี ดกไ็ ด้

8.2.4 การบญั ญัตกิ ฎหมายให้ศักด์ิสิทธิ์และสมั ฤทธ์ผิ ล
มาตรการบังคับ (Sanction) ที่จะเขียนในกฎหมายเพ่ือดาำ เนนิ การในกรณีท่ีมีผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
กฎหมายนั้นมอี ะไรบ้าง ยกมา 3 ประการ

ชมรมนกั ศึกษามหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช จังหวดั ราชบรุ ี 2551

41

มาตรการบงั คับ (Sanction) ท่ีจะเขยี นในกฎหมายมีหลายประการ เชน่
1) มาตรการทางแพง่ เชน่ ไมร่ บั รผู้ ลในกฎหมาย คอื ใหก้ ารกระทำาน้ันเป็นโมฆะ
2) มาตรการตามกฎหมายปกครอง เช่น พกั ใช้ใบอนุญาต หรอื เพิกถอนใบอนญุ าต
3) มาตรการทางอาญา ใหไ้ ด้รบั โทษทางอาญา เชน่ ประหารชวี ิต จำาคกุ ปรบั

8.2.5 การบญั ญัติกฎหมายให้ต้องตามความนิยม
ในการร่างพระราชบัญญัติ หากมคี ำาที่เกี่ยวกบั จาำ นวนนบั หรอื ลาำ ดบั ควรใช้ตัวเลขหรือตัวหนังสอื
บางกรณีนยิ มใชต้ วั เลข บางกรณนี ิยมใชต้ ัวหนงั สอื คือ
กรณีทีใ่ ชต้ วั เลข
(1) วนั ที่ พ.ศ. เช่น “ให้ไว้ ณ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2518”
(2) จำานวนนบั ทไ่ี ม่ใชเ่ นื้อหาสาระในกฎหมาย เช่น “เปน็ ปีที่ 30 ในรัชกาลปจั จบุ นั ”
(3) หมวด ส่วน มาตรา และอนมุ าตราของกฎหมาย เชน่ “หมวด 1” “สว่ นที่ 1” “มาตรา 6 (1)”
(4) หมายเลขเอกสารแนบทา้ ยกฎหมาย เชน่ “บัญชีหมายเลข 3”
(5) ลาำ ดับชัน้ หรอื ขั้น เชน่ “ตาำ แหนง่ ระดบั 10 รับเงินเดือนในอันดบั 10 ซง่ึ มี 31 ขน้ั ”
(6) อันดับขนั้ เงินเดอื น เช่น “อนั ดับ 11 ขั้น 42,120 บาท”
(7) อัตราคา่ ธรรมเนยี มในบญั ชีทา้ ยกฎหมาย เช่น “คา่ ธรรมเนยี มต่อใบอนญุ าต 100 บาท”
กรณีทใ่ี ช้ตัวหนังสอื
(1) จำานวนนบั ท่เี ป็นเน้อื หาสาระในกฎหมาย เชน่ “ใบอนุญาตตงั้ โรงรบั จำานาำ ใหใ้ ช้ได้จนถงึ วันท่ี

31 ธนั วาคม ของปที ่ีห้านับแต่ปที อ่ี อกใบอนญุ าต”
(2) วรรคของมาตรา เช่น “คคู่ วามตามวรรคหนึง่ ” “พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง”
(3) อายุของบคุ คล เชน่ “มอี ายไุ ม่ตำ่ากว่าสบิ แปดปี”
(4) ระยะเวลาเป็นช่ัวโมง วนั เดือน ปี เช่น “ให้อุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับจากวันทราบคาำ

สงั่ ”
(5) โทษทางอาญา เช่น “ต้องระวางโทษจำาคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท

หรือทัง้ จาำ ท้งั ปรับ”

แบบประเมินตนเองหนว่ ยท่ี 8

1. หลกั การและเหตผุ ล เปน็ ส่วนสาำ คัญ 2 สว่ นของรา่ งพระราชบญั ญตั ิ
2. นายกรัฐมนตรีต้องนำาร่างพระราชบัญญัติท่ีสู่สภาให้ความเห็นชอบแล้ว ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย

เพื่อให้พระมหากษตั รยิ ท์ รงลงพระปรมาภิไธยในระยะ เวลา 20 วนั
3. การเสนอร่างพระราชบญั ญตั ิจะต้องเสนอต่อ สภาผแู้ ทนราษฎรกอ่ น

ชมรมนักศกึ ษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบุรี 2551



42

4. กฎหมายท่อี อกโดยฝ่ายบริหารคือ พระราชกำาหนด
5. กฎหมายทอี่ อกในกรณีเรง่ ด่วนคือ พระราชกาำ หนด
6. รา่ งพระราชบัญญัตใิ ดทพ่ี ระมหากษตั ริยไ์ ม่ทรงเห็นดว้ ย ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ถ้ารัฐสภายนื ยันตาม

เดิมจะต้องมี คะแนนเสยี ง 2 ใน 3 ของจาำ นวนสมาชิกท้งั หมดของท้ังสองสภา
7. พระราชกำาหนด เปน็ กฎหมายท่พี ระมหากษตั รยิ ท์ รงตราข้นึ โดยคำาแนะนาำ ของคณะรัฐมนตรี
8. การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาเป็น 3 วาระ คือ วาระรับหลักการ

วาระพิจารณา และวาระเหน็ ชอบ
9. วุฒิสภาจะต้องพิจารณาร่างกฎหมายท่ีไม่เก่ียวกับการเงินท่ีสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแล้ว

ภายในระยะเวลา 60 วนั
10. ความสำาคัญของบทเฉพาะกาลในกฎหมาย คือเป็นการเช่ือมโยงบทกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่เข้า

ดว้ ยกันไมใ่ ห้ขาดตอน

หนว่ ยที่ 9 หลกั การใชก้ ฎหมาย

1. กฎหมายบญั ญตั ิขน้ึ ตามหลกั วิชาในทางนติ ศิ าสตร์ ประสงค์ให้อ่านแล้วเขา้ ใจง่าย สามารถนาำ ไปปฏิบตั ิ
ได้ อย่างไรก็ดี อาจมีการใช้ภาษากฎหมายหรือภาษาเทคนิคอื่น ดังนั้น ผู้ใช้กฎหมายจึงควรทาำ ความ
เข้าใจกับหลักการร่างกฎหมาย และการใช้ภาษาในกฎหมายโดยทั่วไป ก่อนจะนำากฎหมายมาใช้กับข้อ
เทจ็ จรงิ

2. การใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง มีสองประการคือ การใช้กฎหมายในทางทฤษฎี และการใช้กฎหมายใน
ทางปฏบิ ตั ิ

3. การใช้กฎหมายเก่ียวข้องกับการตีความกฎหมายและการใช้ดุลพินิจในทางกฎหมาย เม่ือบทกฎหมาย
นน้ั มถี อ้ ยคำาไม่ชัดเจนหรืออาจแปลความได้หลายทาง

4. ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายจะนำาไปปรบั ใช้แก่ข้อเท็จจริงไดโ้ ดยตรง ผู้ใช้กฎหมายจำาเป็นตอ้ งอุดช่องวา่ งแห่ง
กฎหมายนั้น ตามหลกั เกณฑ์ในทางนิตศิ าสตร์

9.1 หลักการใชก้ ฎหมายกับขอ้ เท็จจริง
1. กฎหมายเป็นสิ่งที่บัญญัติขึ้นตามหลักวิชาในทางนิติศาสตร์ เพื่อใช้บังคับแก่บุคคลเป็นการท่ัวไป

โดยหลักจึงพยายามใช้ถ้อยคาำ ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย แต่บางกรณีอาจจำาเป็นต้องใช้ภาษากฎหมาย
หรือภาษาเทคนิคโดยเฉพาะ ผู้ใช้กฎหมายจึงควรทำาความเข้าใจกับหลักการร่างกฎหมายและการ
ใช้ภาษาในกฎหมายโดยท่ัวไป เพราะสามารถช่วยให้เขา้ ใจความหมายของบทกฎหมายได้ดีย่งิ ขน้ึ

ชมรมนกั ศึกษามหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช จังหวัดราชบรุ ี 2551


Click to View FlipBook Version