The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1. 40101 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sun_wanrawee8, 2021-11-06 02:40:20

1. 40101 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

1. 40101 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

43

2. การแปลความหมายของบทบัญญัติ เพ่ือให้ทราบว่ากฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร เป็นส่ิงสำาคัญ
เพราะกฎหมายจะกำาหนดสิทธิ หน้าที่ของบุคคล และสภาพบังคับแก่ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
กฎหมายไว้ การแปลความหมายของบทบัญญัติสามารถกระทำาได้โดยการทำาความเข้าใจเนื้อหา
ของกฎหมายดว้ ยการอา่ นกฎหมายทั้งฉบับ

3. การใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง มีสองประการ คือ การใช้กฎหมายทางทฤษฎี และการใช้กฎหมาย
ในทางปฏิบัติ การใช้กฎหมายในทางทฤษฎี เป็นเร่ืองของหลักวิชาเพ่ือใช้ในการบัญญัติกฎหมาย
โดยต้องพิจารณาถึงของเขตการบังคับใช้กฎหมาย เช่น บุคคล สถานที่ และวันเวลาที่เก่ียวข้อง
ประเภทและลำาดับศักด์ิของกฎหมาย ตลอดจนอาำ นาจในการตรากฎหมายการใช้กฎหมายในทาง
ปฏบิ ตั ิ เป็นเรื่องของการใช้กฎหมายกบั ข้อเทจ็ จริงเฉพาะเรื่องในชีวติ ประจำาวัน

4. การใช้กฎหมายในทางปฏิบัติเป็นเรื่องซ่ึงหาหลักเกณฑ์ได้ยาก เพราะบุคคลท่ีเกี่ยวข้องทุกคนต่าง
เป็นผู้ใช้กฎหมายด้วยกันทงั้ ส้ิน ซ่ึงมกั ใชก้ ฎหมายตามความรู้ ความเข้าใจของตน นอกจากน้ตี ัวบท
กฎหมายเองก็อาจมีความบกพร่อง จึงอาจนาำ ไปสู่ปัญหาการใช้กฎหมาย ได้แก่ปัญหาการตีความ
กฎหมาย หรอื การเกิดช่องว่างของกฎหมายได้

9.1.1 การอา่ นและการเข้าใจกฎหมาย
การอ่านและเขา้ ใจกฎหมายมีประโยชน์แกผ่ ูใ้ ชก้ ฎหมายอยา่ งไรบา้ ง
เน่ืองจากผู้ใช้กฎหมาย หมายถึงบุคคลทุกคนที่มีส่วนเก่ียวข้องกับกฎหมายฉบับน้ัน ไม่ว่าจะเป็น
ประชาชนผู้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐท่ีทาำ หน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น เจ้า
พนักงานตามกฎหมาย หรือตำารวจ ตลอดจนผู้ดาำ เนินคดีหรือวินิจฉัยข้อกฎหมายหรือช้ีขาดข้อพิพาทท่ีเกิดขึ้น
เนื่องจากการปฏบิ ัตหิ รอื ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้น เชน่ นติ ิกร ทนายความ อัยการ หรือศาล ซ่ึงแต่ละฝ่ายอาจมี
ความเข้าใจหลักการพื้นฐานของบทกฎหมายหรือแปลความกฎหมายไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะช่วยให้เกิด
ปัญหาในการใช้กฎหมายน้อยลง หรือหากเกิดปัญหาจะต้องตีความกฎหมายหรืออุดช่องว่างของกฎหมายก็จะ
สามารถกระทำาได้อย่างเปน็ ธรรมและเหมาะสม

9.1.2 การแปลความหมายของบทบญั ญัติ
การแปลความหมายบทบัญญตั ิของกฎหมายมหี ลกั ในเบือ้ งตน้ อยา่ งไร
การแปลความหมายบทบัญญัติของกฎหมายกระทำาไป เพื่อให้ได้ความว่าบทกฎหมายนั้นมีข้อ กาำ หนด
ให้ใครต้องทาำ อะไร ที่ไหน เม่ือได อย่างไร ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษหรือไม่ อย่างไร หรือหากทาำ จะได้รับสิทธิ
ประโยชน์หรือได้รับผลดีอย่างไร มีหลักเบื้องต้นคือควรทาำ ความเข้าใจภาพรวมของกฎหมายและหาความหมาย
ของบทบัญญัตริ ายมาตรา โดยการอ่านกฎหมายประกอบกันทงั้ ฉบับ มใิ ชเ่ ฉพาะมาตราใดมาตราหน่ึง

9.1.3 การใชบ้ ทบญั ญัติกับข้อเทจ็ จรงิ

ชมรมนักศกึ ษามหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช จังหวัดราชบรุ ี 2551

44

หนว่ ยงานของรัฐซ่ึงมีหน้าทด่ี ูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับหนึ่งพบว่ามีการฝ่าฝนื กฎหมายฉบับ
น้ันบ่อยคร้ัง จึงได้มีการศึกษาข้อบกพร่องของกฎหมายและเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเช่นนี้เจ้าหน้าที่ของ
หน่วยงานน้นั ต้องใชก้ ฎหมายในทางทฤษฎหี รอื ในทางปฏิบัติ

เจ้าหน้าท่ีของหน่วยงานนั้นต้องใช้กฎหมายทั้งในทางทฤษฎี และในทางปฏิบัติโดยการจะทราบว่ามีผู้
ฝ่าฝืนหรือไม่เป็นการใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ เพราะต้องทราบข้อเท็จจริงท่ีเกิดขึ้น ข้อกฎหมายที่จะนาำ มาใช้
จากน้ันต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมายเพ่ือให้ทราบผลว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ และยังมีการใช้
กฎหมายในทางทฤษฎีเม่ือมีการเสนอแก้ไขกฎหมายเพราะต้องมีการพิจารณาว่า กฎหมายนน้ั ยังควรมีขอบเขต
การใช้บังคับกับบุคคล ในเวลา หรือสถานที่ หรือมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเช่นเดิมหรือไม่ หรือควรจะมีการแกไ้ ข
ใหม่อยา่ งไร หรือควรยกเลกิ กฎหมายน้ันเสียกไ็ ด้

9.1.4 ปัญหาการใช้กฎหมาย
ปัญหาการตคี วามกฎหมายและช่องว่างในกฎหมายเกิดขึน้ เมื่อใด ปัญหาท้งั สองกรณีมีความเกย่ี วข้อง
กนั ไดห้ รือไม่ เพราะเหตใุ ด
ปัญหาการตีความกฎหมายเกิดข้ึนเมื่อมีกฎหมายจะนาำ มาปรับใช้แก่ข้อเท็จจริง แต่บทบัญญัติของ
กฎหมายนั้นยังมีความไม่ชัดเจน กำากวม หรือเคลือบคลุม จึงต้องมีการตคี วามเพ่ือหาความหมายท่ีแท้จริง ส่วน
ชอ่ งวา่ งในกฎหมายเกิดขึน้ เมอื่ ไม่มีบทกฎหมายลายลกั ษณอ์ ักษรจะนำามาปรับใชแ้ กข่ ้อเทจ็ จริง
ปัญหาทั้งสองกรณีอาจมีความเก่ียวข้องกันได้ เพราะบางคร้ังอาจมีการตีความกฎหมายผิดพลาด โดย
คิดว่าเกิดช่องว่างในกฎหมายเพราะไม่มีบทกฎหมายจะนาำ มาปรับใช้ แต่ที่จริงแล้วมี เพียงแต่กฎหมายน้ันไม่
ชัดเจนซ่ึงเป็นปัญหาการตีความกฎหมายตามธรรมดา หรือคิดว่าสามารถนาำ บทกฎหมายซึ่งนาำ มาปรับใช้แก่ข้อ
เท็จจริงได้ แต่ที่จริงแล้วใช้ไม่ได้ และไม่มีบทกฎหมายอื่นที่จะนาำ มาใช้ได้ ซึ่งเป็นกรณีท่ีเกิดปัญหาช่องว่างใน
กฎหมายเป็นต้น ซ่ึงจะเห็นได้ว่าการตีความกฎหมายเป็นส่ิงสาำ คัญท่ีจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า กรณีนั้นๆ เกิดปัญหาใน
ลกั ษณะใด และจะนาำ ไปส่กู ารปรบั ใช้กฎหมายแกข่ ้อเทจ็ จรงิ ทถี่ ูกต้องตอ่ ไป

9.2 การตีความกฎหมาย
1. การตีความกฎหมายคือ การค้นหาความหมายของบทกฎหมายท่ีเคลือบคลุม ไม่ชัดเจน หรืออาจแปล

ความได้หลายนัย เพอื่ นาำ กฎหมายนัน้ มาใชป้ รับกับข้อเทจ็ จรงิ
2. การตีความกฎหมายต้องอาศัยหลักวิชา ความรู้หลายแขนง รวมทั้งประสบการณ์และสามัญสำานึกด้วย

อาจแยกไดเ้ ปน็ 2 ประการ คอื การตคี วามตามลายลกั ษณอ์ กั ษร และการตีความตามเจตนารมณ?
3. การตีความตามลายลักษณ์อักษรคือ การหยั่งทราบความหมายของถ้อยคาำ จากตัวอักษรของบท

กฎหมายนั้นเอง โดยวิธีการต่างๆ เช่น การหาความหมายตามธรรมดาของถ้อยคำา การหาความหมาย
จากภาษาเทคนคิ หรือภาษาทางวิชาการ หรือจากความหมายพเิ ศษ

ชมรมนักศกึ ษามหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบรุ ี 2551

45

4. การตีความตามเจตนารมณ์ คือการหยั่งทราบความหมายของถ้อยคาำ ในบทกฎหมายจากจาก
เจตนารมณ์ หรือความมุ่งหมายของกฎหมายน้ัน โดยอาศัยเคร่ืองมือต่างๆ ท้ังจากตัวกฎหมายน้ันเอง
หรือสิ่งทอี่ ยู่ภายนอกกฎหมาย

9.2.1 หลักการตคี วามกฎหมาย
การตีความกฎหมายตามหลักวิชามีหลักเกณฑใ์ หญๆ่ กปี่ ระเภท และจะนำามาใช้เมอ่ื ใด อยา่ งไร
การตคี วามกฎหมายตามหลักวิชามี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ การตคี วามตามลายลักษณ์อักษรหรือตามตัว
อักษร และการตีความตามเจตนารมณ์ หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติ จะนาำ มาใช้เมื่อเกิดปัญหาความ
ไม่ชัดเจน เคลือบคลุม หรือกาำ กวมของถ้อยคาำ หากกฎหมายมีความชัดเจนอยู่แล้วกไ็ ม่จาำ เป็นต้องมีการตีความ
ในการตีความอาจใช้หลักเกณฑ์ใดหลักเกณฑ์หน่ึงก็ได้ แต่โดยทั่วไปมักใช้การตีความตามตัวอักษรกับการ
ตีความตามเจตนารมณ์ประกอบกนั เพ่ือช่วยใหห้ ย่ังทราบหรือค้นหาความหมายของบทบัญญัติได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสมหรอื เป็นธรรมมากท่ีสดุ

9.2.2 การตีความตามลายลักษณอ์ กั ษร
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคแรก บัญญัติว่า “ในกรณีท่ีนายจ้างไม่คืน
เงนิ ประกนั ตามมาตรา 10 วรรคสอง หรือไม่จ่ายคา่ จ้าง คา่ ลว่ งเวลา ค่าทำางานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวนั
หยุด ภายในเวลาท่ีกำาหนดตามมาตรา 70 หรือค่าชดเชยตามมาตรา 118 ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120
มาตรา 121 และมาตรา 122 ให้นายจ้างเสียดอกเบ้ียให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี” ให้
อธิบายว่าบทบัญญัติน้ีมีความหมายว่าอย่างไร อาจมีประเด็นการตีความถ้อยคาำ ตามลายลักษณ์อักษรตรง
ถ้อยคาำ ใดบ้าง และจะสามารถค้นหาความหมายของถ้อยคำานนั้ ได้จากทีใ่ ด
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นตัวอย่างของกฎหมายท่ีมีการเขียนบทบัญญัติในเชิง
เทคนคิ ทางกฎหมายฉบับหนึ่ง เมื่อพิจารณาดูกฎหมายท้ังฉบับอย่างคร่าวๆ แล้วจะเหน็ ว่าการใช้นิยามศัพท์และ
การอ้างอิงถึงมาตราอ่ืนค่อนข้างมาก เมื่ออ่านเฉพาะมาตรา 9 วรรคแรก ในเบ้ืองต้นจะพอเข้าใจได้ว่าเป็น
บทบัญญัติท่ีกำาหนดความรับผิดชอบของนายจ้างในกรณีท่ีไม่ปฏิบัติหน้าท่ีของตนในประการสำาคัญคือการไม่
จ่ายเงินอยา่ งใดอย่างหนึ่ง ให้แกล่ ูกจ้างดงั น้ี
(1) เงินประกนั หรอื
(2) คา่ จ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทาำ งานในวันหยุด หรือคา่ ล่วงเวลาในวันหยดุ หรือ
(3) คา่ ชดเชย หรือค่าชดเชยพเิ ศษ
ซ่ึงหากนายจ้างผิดนัดไม่จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างตามกาำ หนด กฎหมายกำาหนดสภาพบังคับ
ประการหนึ่งใหน้ ายจ้างคือตอ้ งเสียดอกเบ้ยี ใหแ้ ก่ลกู จา้ งในระหว่างเวลาผิดนัดรอ้ ยละสิบหา้ ตอ่ ปี
บทบัญญัติน้อี าจมีประเดน็ การตีความถ้อยคาำ แทบจะทุกถ้อยคำาท่ปี รากฏเชน่ “นายจ้าง” “ลกู จ้าง” “เงิน
ประกนั ” “ค่าจา้ ง” “ค่าล่วงเวลา” “ค่าทาำ งานในวันหยุด” “ค่าลว่ งเวลาในวนั หยุด” “ค่าชดเชย” “ค่าชดเชยพิเศษ”

ชมรมนกั ศึกษามหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช จังหวัดราชบุรี 2551

46

“ผิดนัด” “ภายในเวลาที่กาำ หนด” หรือ “ดอกเบี้ย” ซ่ึงต้องมีการค้นหาความหมายจากตัวบทกฎหมายท่ีปรากฏ
ก่อน หากพบแล้วก็ถือวา่ ไม่มีปัญหาการตีความ แต่หากยังยีข้อสงสัยอยู่จะนาำ มาปรับใช้แก่ข้อเท็จจริงได้หรือไม่
กต็ ้องใช้หลักการตคี วามต่างๆ ตคี วามตามถอ้ ยคาำ นนั้ ตอ่ ไป จนกว่าจะได้ความหมายท่เี หน็ ว่าถูกต้องเหมาะสม

ประเดน็ ทย่ี กตัวอย่างข้นึ มาตีความ อาจแยกถอ้ ยคาำ ที่อาจมีปัญหาต้องตีความออกเปน็ 2 กลมุ่ โดยกลุ่ม
แรกคือถ้อยคำาที่อาจหาความหมายได้จากตัวบทกฎหมายฉบับนี้เอง และกลุ่มที่สองคือถ้อยคำาที่ไม่สามารถ
หาความหมายโดยตรงจากกฎหมายฉบบั นี้ ซง่ึ อาจตอ้ งค้นหาความหมายโดยใชเ้ ครื่องมืออย่างอนื่ มาชว่ ย ดังน้ี

กล่มุ แรก ได้แก่ถ้อยคำาซึ่งมีนิยามศัพท์ไว้ในตัวพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ เช่นคำาว่า “นายจ้าง”
“ลูกจ้าง” “ค่าจ้าง” “ค่าล่วงเวลา” “ค่าทำางานในวันหยุด” “ค่าล่วงเวลาในวันหยุด” “ค่าชดเชย” “หรือค่าชดเชย
พเิ ศษ” ซึ่งกส็ ามารถหาความหมายไดจ้ ากนยิ ามศัพทด์ งั กล่าวโดยเฉพาะ

นอกนี้ยังมีถ้อยคาำ อื่นท่ีไม่มีนิยามศัพท์ไว้แต่อาจหาความหมายได้ระดับหนึ่งจากมาตราอ่ืนท่ีอ้างอิงถึง
เชน่ คำาวา่ “เงินประกัน” ซึ่งอ้างอิงอยู่ในเงินประกันตามมาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งเม่ืออ่านเนื้อความตามมาตราดัง
กล่าวแล้วจะได้มาเพิ่มเติมว่าเงินประกันนั้นเป็นเงินท่ีนายจ้างเรียกหรือรับหรือทาำ สัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อ
ชดใช้คา่ เสยี หายในกรณีที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทาำ หรือคาำ วา่ “ภายในเวลาทก่ี าำ หนด” เป็นกำาหนดเวลาท่ีนายจ้างจะ
ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำางานในวนั หยุด หรือค่าล่วงเวลาในวนั หยดุ ซ่งึ มกี ารอ้างองิ ถึงกำาหนดเวลาตาม
มาตรา 70 ซ่ึงมาตราดังกล่าวก็ได้มีการกำาหนดรายละเอียดเก่ียวกับวนั ท่ีนายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าจ้าง ฯลฯ ไว้
เปน็ ต้น

กลุ่มที่สอง ได้แก่ถ้อยคาำ เช่น คำาว่า “ผิดนัด” ซ่ึงไม่มีนิยามศัพท์ไว้ในตัวพระราชบัญญัติคุ้มครองแร
งงานฯ ซ่ึงคาำ นี้ หลักกฎหมายเร่ืองหน้ี ตาม ป.พ.พ. แล้วจะทราบว่าเป็นศัพท์ท่ีกฎหมายมีบัญญัติ เช่น มาตรา
204 แห่ง ป.พ.พ. อธิบายความหมายกรณีลูกหนี้ผิดนัดไว้ว่า หมายถึงการที่หน้ีถึงกำาหนดชาำ ระแล้วลูกหน้ีไม่
ชำาระหน้ี เช่น เงินกู้เขามา เมื่อถึงกาำ หนดจ่ายคืนแล้วไม่ยอมจ่าย ซึ่งแยกเป็น 2 กรณีคือ ถ้าหน้ีนั้นไม่ได้กำาหนด
วนั ชำาระหนี้ไว้ลกู หนจี้ ะผิดนดั กต็ อ่ เมอ่ื เจ้าหนี้ได้เตอื นใหช้ าำ ระหนแ้ี ล้วลูกหน้ไี มช่ ำาระหน้ี กบั อีกกรณีหนง่ึ คอื มีการ
กำาหนดวันชาำ ระหนี้ตามวันแห่งปฏิทนิ ไว้ หากลูกหนไ้ี มช่ ำาระหนี้ตามวันทีก่ าำ หนดก็ถือวา่ ผิดนัดทนั ที โดยเจา้ หนี้ไม่
จำาเป็นต้องเตือนก่อน

เมือทราบความหมายของคาำ ว่า “ผิดนัด” ก็ให้ไปพิจารณามาตรา 9 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงานฯอีก
คร้ังว่านายจ้าง (ซึ่งถือว่าเป็นลูกหนี้ในกรณีนี้เพราะมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง) จะผิดนัดเมื่อใด โดย
พิจารณาประกอบกับความหมายคำาว่า “ภายในเวลาที่กาำ หนด” ที่ได้ค้นหาความหมายไว้แล้ว หากข้อเท็จจริง
นายจ้างไม่จ่ายเงินให้ลูกจ้าง (หรือมาตรา 204 ป.พ.พ. เรียกวา่ เป็นการ “ไม่ชาำ ระหนี้”) ภายในเวลาที่กำาหนดดัง
กลา่ ว กถ็ อื ว่านายจ้างผิดนัด กต็ ้องเสียดอกเบีย้ ใหแ้ ก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัด ต้องเสียดอกเบย้ี ให้แกล่ ูกจ้าง
ในระหว่างเวลาผิดนดั น้ันรอ้ ยละสบิ ห้าต่อปี

ประเด็นที่อาจจะเป็นข้อสงสัยซ่ึงต้องมีการตีความต่อไปอีก เช่น หากนายจ้างจ่ายเงินเป็นเช็คหรือเป็น
ตราสารอ่นื เช่นน้ี จะถอื วา่ นายจ้างไดจ้ ่ายเงินแล้วหรือไม่ เพราะในเวลาที่ลูกจ้างนำาเช็คไปขึ้นเงิน อาจไม่มีเงินใน

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช จังหวดั ราชบรุ ี 2551

47

บัญชี หรือท่ีเรียกว่าเช็คเด้ง ซ่ึงก็ต้องตีความกนั ต่อไปวา่ การจ่ายเงนิ ของนายจ้างด้วยวิธีดงั กล่าวถือเป็นการจ่าย
เงินให้ลูกจ้างแลว้ หรือไม่ ดงั นี้เปน็ ต้น

9.2.3 การตีความตามเจตนารมณ์
มีประเด็นการตีความว่า “รถเข็นโรตี” จะอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
มาตรา 78 ซ่งึ บัญญตั กิ รณีผขู้ ับรถในทางซ่ึงกอ่ ให้เกดิ ความเสียหายแก่บคุ คลอน่ื หรอื ไม่ โดยขอ้ เท็จจริงคือจาำ เลย
ได้เข็นรถขายโรตีไปตามไหล่ถนนและถูกรถจักรยานยนต์ท่ีผู้อ่ืนขับตามหลังมาเฉ่ียวชน เป็นเหตุให้ผู้น้ันถึงแก่
ความตาย โดยจำาเลยหลบหนีไปไม่ให้ความช่วยเหลือ และในเร่ืองนี้มีการกาำ หนดความหมายของถ้อยคาำ ท่ี
เกยี่ วข้องดงั น้ี
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4(15) บัญญัตินิยามคำาว่า “รถ” ว่าหมายถึงยาน
พาหะนะทางบกทกุ ชนิด เวน้ แต่รถไฟและรถราง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกาำ หนดความหมายของคำาว่า “ยาน” คือเคร่ืองนาำ ไป พาหนะต่างๆ
เช่นรถ เกวยี น เรือ
คำาวา่ “พาหนะ” คอื เคร่ืองนำาไป เครอื่ งขับขีย่ านต่างๆ มรี ถและเรอื เป็นตน้ เรียกว่ายานพาหนะ และ
คาำ ว่า “ขับ” คอื บงั คับใหเ้ คลอ่ื นไป เช่นขับรถ ขับเรอื
ให้พิจารณาตามหลักการตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่ารถเข็นโรตีจะอยู่ในบังคับพระราช
บญั ญัตจิ ราจรทางบก พ.ศ. 2522 หรือไม่ ดว้ ยเหตุด้วยผล
กรณนี ้เี ป็นเรอื่ งท่เี กดิ ขึ้นจรงิ ตามคำาพพิ ากษาฎกี าท่ี 4445/2543 ซงึ่ ศาลฎีกาตีความกฎหมาย ดงั น้ี
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4(15) บัญญัตินิยามคำาว่า “รถ” ไว้ว่า ยานพาหนะ
ทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟและรถราง ท้ังตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 กาำ หนดความ
หมายของคำาวา่ “ยาน” คือ เครอ่ื งนาำ ไป พาหนะต่างๆ เช่นรถ เกวียน เรือ คำาวา่ “พาหนะ” คือเครื่องนำาไป เคร่ือง
ขับขี่ คือ บงั คับใหเ้ คล่ือนไป เช่น ขับรถ ขับเรือ ดังน้ี “รถเข็น” ของจาำ เลยเป็นเพียงวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ใน
การประกอบอาชพี ขายโรตี มใิ ช่ด้วยเจตนามงุ่ ประสงคใ์ นอนั ทจ่ี ะขนเคลอ่ื นบุคคลหรือทรัพยส์ นิ ใดจากทีแ่ ห่งหนึง่
ไปยังที่อีกแห่งหน่ึงในลักษณะของยานพาหนะ จึงมิใช่ “รถ” ตามความหมายที่บัญญัตินิยามไว้ดังกล่าว และ
ย่อมไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78 (แต่จำาเลยต้องรับผิดตามกฎหมายอื่น เช่น
ตาม ปอ มาตรา 129 ฐานกระทำาโดยประมาทให้ผอู้ ื่นถงึ แก่ความตาย)
ซึ่งเห็นได้ว่าศาลฎีกาได้นาำ ความหมายจากนิยามศัพท์คำาว่า “รถ” ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ
มาพิจารณาในชน้ั แรก แตเ่ น่อื งจากนิยามนนั้ เองยังมคี วามไม่ชัดเจนว่า “ยานพาหนะ” หมายความว่าอยา่ งไรจึง
ไดน้ าำ ความหมายตามพจนานกุ รมมาใช้ประกอบ จึงเหน็ เจตนารมณ์ของกฎหมายได้ชัดเจนย่งิ ขนึ้

9.3 การอุดช่องว่างในกฎหมาย

ชมรมนักศกึ ษามหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551

48

1. เมื่อเกิดช่องว่างในกฎหมาย คือการที่ไม่มีบทกฎหมายจะยกมาปรับแก่คดีได้ในทางแพ่งและ
พาณิชย์ ใหว้ ินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น หรือโดยอาศัยเทียบเคียงบทกฎหมาย
ใกลเ้ คยี งอย่างย่งิ หรอื ตามหลกั กฎหมายทั่วไปตามลาำ ดบั

2. การอุดช่องวา่ งโดยจารีตประเพณี เป็นการพิจารณาว่าในกรณีที่ไม่มีกฎหมายจะนาำ มาใช้บังคับ
นั้น ในท้องถิ่นท่ีเกิดคดีมีจารีตประเพณี ซ่ึงหมายถึงส่ิงท่ีถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นกรอบ
ปฏิบัติของกลุม่ ชนในเรือ่ งนั้นหรือไม่ ถา้ หากมี ใหว้ นิ จิ ฉยั ไปตามน้ัน

3. การอุดช่องว่างโดยเทียบเคียงกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง เป็นกรณีท่ีไม่มีกฎหมายและจารีต
ประเพณีแห่งท้องถิ่น จะนำามาใช้บังคับก็ให้นาำ บทกฎหมายที่บัญญัติไว้สำาหรับข้อเท็จจริงที่ใกล้
เคยี งกนั มาใช้วินิจฉยั แกค่ ดี

4. การอุดช่องว่างโดยหลักกฎหมายทั่วไป เป็นกรณีที่ไม่มีทั้งกฎหมาย จารีตประเพณีแห่งท้องถ่ิน
และกฎหมายใกล้เคียงอย่างยง่ิ จะนำามาใช้บังคับ กใ็ หน้ ำาหลกั กฎหมายทวั่ ไป ได้แกห่ ลกั กฎหมาย
ที่ได้สกัดได้จากเรื่องเฉพาะเรื่องหลายเรื่อง หลักกฎหมายที่ใช้กันจนเป็นหลักสากล หรือสุภาษิต
กฎหมาย เปน็ ตน้ มาใชว้ นิ ิจฉยั แกค่ ดี

5. กฎหมายบางประเภท เช่น กฎหมายอาญามีหลักการตีความไว้โดยเฉพาะ ไม่สามารถใช้หลัก
การอุดช่องว่างของกฎหมายในทางแพ่งน้ีได้หรือหากกฎหมายอื่นได้กาำ หนดวิธีอุดช่องว่างของ
กฎหมายไวโ้ ดยเฉพาะ กใ็ ห้ใช้วิธอี ุดช่องว่างตามกำาหนดไว้นนั้

9.3.1 การอดุ ช่องว่างโดยจารีตประเพณี
จารตี ประเพณีทจี่ ะนำามาปรับแกค่ ดีได้ จะต้องมีลักษณะอยา่ งไร
จารีตประเพณีท่จี ะนำามาปรบั แกค่ ดีได้ จะตอ้ งมีลักษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) ตอ้ งใช้บังคบั มาเปน็ เวลานาน
(2) ต้องเปน็ ทีย่ อมรับและถอื ตามของมหาชนทัว่ ไป
(3) ตอ้ งไม่ขดั หรือแย้งกับกฎหมาย
(4) ตอ้ งไมข่ ดั ต่อความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน

9.3.2 การอดุ ช่องวา่ งโดยเทยี บเคียงกฎหมายใกล้เคยี งอย่างย่งิ
ในการค้นหาบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งเพื่อมาปรับใช้แก่กรณีผู้อุดช่องว่างในกฎหมายควรต้องมี
คณุ ลกั ษณะสาำ คัญอยา่ งไร
เน่ืองจากกฎหมายใกล้เคยี งอย่างยงิ่ คอื บทกฎหมายทบี่ ญั ญตั ไิ ว้สำาหรบั ขอ้ เทจ็ จรงิ ที่ใกล้เคียงกันกับ เรอ่ื ง
ที่เป็นประเด็นปัญหา ดังน้ัน ผู้อุดช่องว่างในกฎหมายซ่ึงต้องค้นหาบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างย่ิง จึงควรมี
คุณสมบัติสำาคัญ คือควรศึกษาหลักกฎหมายในเร่ืองต่างๆ ให้แตกฉานว่า กฎหมายแต่ละลักษณะมีหลักการ
สาำ คัญอย่างไร และนาำ มาใช้ในกรณีใดบ้าง เพราะบ่อยคร้ังที่กฎหมายมีลักษณะเบื้องต้นใกล้เคียงกันมาก เช่น

ชมรมนักศกึ ษามหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช จังหวดั ราชบุรี 2551

49

การซ้ือขายเงินผ่อน และการเช่าซื้อซึ่งมีการนาำ ทรัพย์สินท่ตี กลงทาำ นิติกรรมกันมาใชไ้ ด้ก่อนและมีการชำาระราคา
กันเป็นงวดเช่นเดียวกัน แต่ต่างกันท่ีการโอนกรรมสิทธ์ิ โดยการซ้ือขายเงินผ่อน กรรมสิทธิ์จะโอนมายังผู้ซื้อทันที
แตก่ ารเชา่ ซ้อื กรรมสทิ ธิ์จะโอนมายงั ผ้เู ชา่ ซอื้ ตอ่ เม่ือไดช้ ำาระเงินครบตามงวดท่ีตกลงกนั ไว้

การเข้าใจหลักกฎหมายจะช่วยให้ทราบว่าในเร่ืองนั้น ๆ มีกฎหมายที่จะนาำ มาปรับใช้โดยตรงหรือไม่
หากไม่มี จะมีบทกฎหมายใดที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้บ้าง ซ่ึงจะสามารถนาำ มาปรับใช้แก้ข้อเท็จจริงที่เป็น
ปญั หานั้นได้อย่างเหมาะสม

9.3.3 การอุดช่องว่างโดยกฎหมายทั่วไป
การอุดช่องวา่ งโดยใชห้ ลักกฎหมายทั่วไปในกฎหมายแพ่งฯ และกฎหมายอาญามีความเหมือนหรือต่าง
กนั อย่างไร
การอุดช่องว่างโดยใช้หลักกฎหมายทั่วไปในกฎหมายแพ่งฯ และกฎหมายอาญามีความเหมือนกันคือ
ในกรณีที่ไม่มีบทกฎหมายหรือจารีตประเพณีมาปรับใช้แก่ข้อเท็จจริงได้ ผู้ใช้กฎหมายอาจอุดช่องว่างใน
กฎหมายเพื่อความเป็นธรรมหรือเป็นคุณแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องได้ แต่การอุดช่องว่างในกฎหมายแพ่งและ
กฎหมายอาญามีความต่างกันคือ ตามกฎหมายอาญาจะอุดช่องว่างแห่งกฎหมายให้เป็นการลงโทษแก่บุคคล
หรอื ให้เป็นการลงโทษหนกั ขน้ึ ไม่ได้

แบบประเมนิ ตนเองหนว่ ยท่ี 9

1. บุคคลท่เี ป็นผู้ใชก้ ฎหมายคอื อยั การ ประชาชน ผู้พิพากษา ทนายความ
2. การบญั ญตั กิ ฎหมาย เป็นส่งิ ที่มีหลักเกณฑ์ตาม หลักการร่างกฎหมาย
3. ในกฎหมายฉบับหนง่ึ ๆตามปกตจิ ะข้นึ ตน้ ด้วย ชื่อกฎหมาย
4. การทำาความเข้าใจเน้ือหาสาระของกฎหมายฉบับหน่ึงๆ ผู้อ่านควรอ่านและทาำ ความเข้าใจกฎหมายทั้ง

ฉบบั
5. เมื่อตัวบทกฎหมายเกิดความเคลือบคลุมไม่ชัดเจน ผู้ใช้กฎหมายจาำ เป็นจะต้องใช้วิธีการ ตีความ

กฎหมาย เพ่ือแก้ไขปญั หา
6. การตีความตามตวั อักษร คือวิธีการตีความกฎหมายตามหลกั วชิ าการ
7. การหยงั่ ทราบเจตนารมณใ์ นการตรากฎหมายสามารถพิจารณาไดจ้ าก (1) ชื่อกฎหมาย (2) คำาปรารภ

ของกฎหมาย (3) หมายเหตุทา้ ยกฎหมาย (4) ตวั บทบญั ญัติของกฎหมาย
8. การอดุ ช่องว่างของกฎหมายในคดแี พง่ ของไทยนำาหลกั การมาจาก มาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณชิ ย์
9. เมือ่ ไมม่ กี ฎหมายมาปรับใชแ้ กข่ ้อเทจ็ จรงิ ให้นาำ จารีตประเพณีมาปรับใช้
10. กฎหมายอาญาตอ้ งตคี วาม อยา่ งเคร่งครัด

ชมรมนักศกึ ษามหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช จงั หวัดราชบุรี 2551



50

11. ภาษทใ่ี ช้ในกฎหมายได้แก่ ภาษาเทคนิค ภาษวิชาการ ภาษาธรรมดา และภาษต่างประเทศ
12. ชือ่ กฎหมายมีสว่ นชว่ ยให้ผ้อู ่านเขา้ ใจกฎหมายฉบับนนั้ คือ (1) เพอ่ื บ่งชี้ขอบเขตการใชบ้ ังคบั กฎหมาย

โดยรวบยอด (2) เพอ่ื บ่งชปี้ ระเภทของกฎหมาย และเนื้อหาสาระของกฎหมายโดยรวบยอด
13. การอา่ นกฎหมายทง้ั ฉบับ จงึ จะช่วยใหแ้ ปลความกฎหมายไดอ้ ย่างถูกต้องและเหมาะสม
14. ผู้ใชก้ ฎหมายจาำ เปน็ จะต้องตคี วามกฎหมายเม่ือ บทบญั ญัตไิ ม่มคี วามชดั เจน
15. การตีความกฎหมายตามหลักวิชาการ จะต้อง (1) การตีความตามตัวอักษร (2) การตีความตาม

เจตนารมณ์
16. เคร่ืองช่วยในการตคึ วามกฎหมายตามเจตนารมณ์ ไดแ้ ก่ คำาพพิ ากษาของศาล ความเห็นของนัก

วชิ าการ หลกั การตีความกฎหมายท่วั ไป รายงานการประชุมรฐั สภา
17. สิง่ ทนี่ ำามาใช้ในการอุดชอ่ งวา่ งของกฎหมายในคดแี พง่ ของไทย ได้แก่ จารีตประเพณแี ห่งทอ้ งถิ่น

กฎหมายใกลเ้ คยี งอย่างยิ่ง หลักกฎหมายทวั่ ไป

หนว่ ยท่ี 10 การบงั คับใช้กฎหมาย และการยกเลกิ กฎหมาย

1. กฎหมายซ่ึงบัญญัติขึ้นน้ัน เมื่อจะนาำ มาบังคับใช้มีหลักสำาคัญท่ีต้องพิจารณาอยู่ 3 ประการ คือ เวลา
สถานท่ี และบคุ คลท่ีใชบ้ งั คับ

2. ในการบังคับใช้กฎหมายให้ได้มีประสิทธิผลน้ัน รัฐเองมหี นา้ ทจ่ี ะต้องเตรียมการให้พร้อมในด้านสถานท่ี
บุคลากร และประชาสมั พันธ์

3. การยกเลิกกฎหมาย คือการท่ีกฎหมายน้ันสิ้นสุดลง ไม่สามารถใช้บังคับได้อีกต่อไป การยกเลิก
กฎหมายน้ันแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ การยกเลิกกฎหมายโดยตรง และการยกเลิกกฎหมายโดย
ปรยิ าย

10.1 การบังคบั ใชก้ ฎหมาย
1. เวลาที่กฎหมายใช้บังคับน้ัน ก็คือเวลาท่ีกฎหมายกาำ หนดไว้ในตัวกฎหมายน้ันเองว่าจะให้กฎหมายนั้น

ใช้บังคับเม่ือใด อาจเป็นวันที่ประกาศใช้ หรือโดยกำาหนดวันใช้ไว้แน่นอน หรือกาำ หนดให้ใช้เม่ือระยะ
เวลาหนง่ึ ล่วงพ้นไป
2. สถานที่ที่กฎหมายใช้บังคับ กฎหมายของประเทศไดก็ใช้บังคับได้ในอาณาเขตของประเทศนั้นๆ ซึ่ง
เปน็ การใชห้ ลักดินแดน
3. กฎหมายย่อมใช้บังคับแก่บุคคลทุกคนท่ีอยู่ในอาณาเขตของประเทศน้ันๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสัญญาติ
น้ันเองหรอื บคุ คลต่างด้าวก็ตาม

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช จังหวดั ราชบุรี 2551

51

4. การบังคับใช้กฎหมายใหไ้ ด้ผล ต้องมีการเตรียมการทัง้ ในดา้ นการประชาสัมพนั ธ์ บคุ ลากร สถานท่ี และ
อุปกรณ์

10.1.1 เวลาท่กี ฎหมายใช้บงั คับ
การบังคับใช้กฎหมายแบ่งได้เป็นกีป่ ระเภท
การบงั คับใชก้ ฎหมายแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คอื
1) เวลาทใี่ ชบ้ ังคับ
2) สถานท่ีท่ีกฎหมายใช้บงั คับ
3) บุคคลที่กฎหมายใช้บังคับ

อธิบายหลกั ท่ัวไปของกาำ หนดเวลาท่กี ฎหมายใชบ้ ังคับ
กาำ หนดเวลาทีก่ ฎหมายใชบ้ งั คับสามารถแบง่ ได้เปน็ 4 กรณี คอื
1) กรณีท่ัวไป คือ โดยปกติกฎหมายมักจะกาำ หนดวันใช้บังคับในวันถัดจากวันประกาศในราช

กจิ จานเุ บกษา
2) กรณีเร่งด่วน เป็นกรณีที่ต้องการใช้บังคับกฎหมายอย่างรีบด่วนให้ทันสถานการณ์ จึง

กำาหนด ใหใ้ ชใ้ นวันท่ปี ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
3) กาำ หนดเวลาใหใ้ ช้เมอื่ ระยะเวลาหนึ่งล่วงไป เช่น เม่ือพ้นจากวันนับแต่วันประกาศในราชกิจ

จานเุ บกษาทั้งน้ี เพือ่ ใหเ้ วลาแก่ทางราชการทเ่ี ตรยี มตวั ใหพ้ รอ้ มในการบงั คับใชก้ ฎหมายนั้น
และใหป้ ระชาชนได้เตรียมศึกษาเพอื่ ปฏิบัตติ ามได้ถกู ตอ้ ง
4) กรณีพิเศษ กฎหมายอาจกาำ หนดใหพ้ ระราชบัญญตั ิน้ันใช้บังคับในวันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานเุ บกษา แต่พระราชบัญญัตินั้นจะใชไ้ ดจ้ ริง ในทอ้ งที่ใด เวลาใด

10.1.2 สถานที่ทก่ี ฎหมายใช้บังคับ
หลกั ดินแดนหมายความว่าอย่างไร
“หลักดินแดน” หมายความวา่ กฎหมายของประเทศใดก็ให้ใช้บงั คบั กฎหมายของประเทศนน้ั ภายใน
อาณาเขตของประเทศนั้น

10.1.3 บคุ คลทก่ี ฎหมายใช้บังคับ
บคุ คลใดบา้ งท่รี ัฐธรรมนญู ยกเวน้ ไม่ให้ใชบ้ ังคับกฎหมาย
บคุ คลทร่ี ัฐธรรมนญู ยกเวน้ ไม่ให้ใช้บังคับกฎหมายไดแ้ ก่
1. พระมหากษัตรยิ ์ เพราะเป็นท่ีเคารพสกั การะ ใครจะล่วงละเมิดฟ้องร้องพระมหากษตั ริย์ไม่ได้ ไม่ว่า

ทางแพง่ หรือทางอาญา

ชมรมนักศกึ ษามหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช จังหวดั ราชบรุ ี 2551

52

2. สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรี กรรมาธิการ และบุคคลที่ประธานสภาฯ
อนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในสภาตลอดจนบุคคลผู้พิมพ์รายงานการ
ประชุมตามคาำ ส่ังของสภาฯ เหตุที่กฎหมายให้เอกสิทธ์ิไม่ให้ผู้ใดฟ้องบุคคลดังกล่าวในขณะปฏิบัติ
หน้าที่ในสภา กเ็ พือ่ แสดงความคดิ เหน็ ได้เต็มทเี่ พื่อประโยชน์ในการพิจารณาของสภานนั้ เอง เวน้ แต่
การประชมุ น้ันจะมกี ารถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทศั น์

10.1.4 การเตรียมการบงั คบั ใชก้ ฎหมาย
การเตรียมการบงั คับใชก้ ฎหมายมกี ี่ประเภท อะไรบา้ ง
การเตรียมการบงั คบั ใช้กฎหมายแบ่งออกเปน็ 3 กรณี
1. ดา้ นประชาสัมพันธ์ มีการเตรยี มการ โดยผา่ นสอื่ ต่างๆ ไม่ว่าทางวทิ ยุโทรทศั น์ สือ่ สิง่ พิมพ์ เพ่ือให้

บุคคลต่างๆ ได้ทราบขอ้ มูล
2. ด้านเจ้าหน้าที่ ต้องมีการเตรียมการให้เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายมีความรู้ ความชำานาญ และ

ความเข้าใจ เพอ่ื จะบงั คับใชก้ ฎหมายได้ถกู ต้อง
3. ด้านสถานท่ีและอุปกรณ์ มีการเตรียมสถานที่เพื่อให้เพียงพอให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ

กฎหมายเพอ่ื ใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพในการบงั คับใช้กฎหมาย

10.2 การยกเลิกกฎหมาย
1. การยกเลกิ กฎหมาย คอื การทาำ ใหก้ ฎหมายที่เคยใช้บังคับอยนู่ น้ั ส้นิ สดุ ลง โดยยกเลิกโดยตรง และ

ยกเลกิ โดยปรยิ าย
2. การยกเลกิ กฎหมายโดยตรงนน้ั แบ่งออกเปน็ 3 กรณี คือ

1) ตวั กฎหมายนั้นเอง กาำ หนดวันทีย่ กเลิกกฎหมายน้ันไว้
2) ยกเลิกโดยมีกฎหมายใหม่ ซึง่ มลี กั ษณะอยา่ งเดยี วกัน กาำ หนดให้ยกเลิกไวโ้ ดยตรง
3) ยกเลกิ โดยพระราชบัญญตั ิ
3. การยกเลิกกฎหมายโดยปริยายนั้น เป็นเรื่องท่ีไม่มีกฎหมายใหม่บัญญัติให้ยกเลิกกฎหมายเก่าโดยชัด
แจ้ง แต่เป็นที่เห็นได้ว่ากฎหมายใหม่ย่อมยกเลิกกฎหมายเก่า เพราะกฎหมายใหม่ย่อมดีกว่ากฎหมาย
เก่า และหากประสงคจ์ ะใชก้ ฎหมายเก่าอยกู่ ็คงไม่บัญญัตกิ ฎหมายในเรือ่ งเดียวกนั ข้นึ มาใหม่

10.2.1 การยกเลกิ กฎหมายโดยตรง
อธิบายการยกเลกิ กฎหมายโดยตรง
การยกเลกิ กฎหมายโดยตรงแบง่ ออกได้เปน็ 3 กรณี คอื
1. ในกฎหมายนน้ั เองกาำ หนดวนั ยกเลกิ ไวเ้ ช่น ใหก้ ฎหมายนส้ี ิ้นสดุ ลงเม่ือพ้นกำาหนด 3 ปี

ชมรมนกั ศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช จงั หวัดราชบรุ ี 2551

53

2. เมื่อมีกฎหมายใหม่มีลักษณะเช่นเดียวกัน ระบุยกเลิกไว้โดยตรง ซ่ึงอาจจะยกเลิกท้ังฉบับหรือบาง
มาตราก็ได้

3. เม่ือพระราชกำาหนดที่ประกาศใช้ถูกยกเลิก เม่ือพระราชกาำ หนดได้ประกาศใช้แต่ต่อมาได้มีพระราช
บัญญัตไิ ม่อนุมตั ิพระราชกำาหนดนั้น มผี ลทำาใหพ้ ระราชกาำ หนดนั้นถกู ยกเลิกไป

10.2.2 การยกเลิกกฎหมายโดยปริยาย
เมือ่ ยกเลกิ พระราชบัญญัตแิ ล้ว พระราชกฤษฎกี าทอ่ี อกโดยอำานาจของกฎหมายน้ันจะถูกยกเลิกหรอื ไม่
เม่ือยกเลิกพระราชบัญญัติแล้ว พระราชกฤษฎีกาท่ีออกโดยอำานาจของกฎหมายนั้นจะถูกยกเลิกไปใน
ตัวด้วยเพราะพระราชบญั ญัติเปน็ กฎหมายแม่บท เมื่อกฎหมายแม่บทถูกยกเลกิ ไปแล้ว พระราชกฤษฎกี าซ่ึงออก
มาเพือ่ จะให้มดี าำ เนินการใหเ้ ปน็ กฎหมายแมบ่ ทก็จะถูกยกเลิกไปด้วย

แบบประเมินตนเองหนว่ ยที่ 10

1. การบงั คบั ใชก้ ฎหมาย มี 3 ประเภท คอื ใช้บังคับกับเวลา สถานที่ และบคุ คล
2. “พระราชบัญญัติน้ีให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป” เป็นเวลาท่ี

กฎหมายใชบ้ ังคบั ในกรณีทว่ั ไป
3. ทะเลห่างจากฝั่งท่ีเป็นดินแดนไทย 15 ไมล์ทะเล ไม่อยู่ในความหมายคำาว่า “ราชอาณาจักร” (12 ไมล์

ทะเลจึงอยู่ในราชอาณาจกั ร)
4. กรณีหลักดินแดน (1) หลักดินแดนคือหลักท่ีว่ากฎหมายของประเทศใดย่อมใช้บังคับเฉพาะใน

อาณาเขตของประเทศน้ัน (2) ศาลไทยพิพากษาความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทยได้แม้
เกิดนอกราชอาณาจักร (3) ศาลไทยพิพากษาความผิดเกี่ยวกับการปลอมเงินตราได้แม้เกิดนอกราช
อาณาจักร (4) ศาลไทยพิพากษาความผิดฐานปลน้ ทรัพยซ์ ึ่งได้กระทาำ ในทะเลหลวงได้
5. กฎหมายไทยไม่สามารถใช้บังคับแก่บุคคลต่อไปน้ีได้แก่ (1) ประมุขแห่งรัฐต่างๆ (2) ทูตและบริวาร (ค)
กองทัพต่างประเทศที่เข้ามายึดครองราชย์อาณาจักร (ง) บุคคลท่ีทำางานในหน่วยงานองค์การ
สหประชาชาติ
6. บคุ คลทีร่ ัฐธรรมนญู ใหใ้ ช้บังคับกฎหมายได้แก่ ทีป่ รึกษานายกรฐั มนตรี
7. การเตรยี มการบังคบั ใชก้ ฎหมาย มี 3 ประเภท
8. การยกเลกิ กฎหมายโดยตรงทำาได้ 3 วธิ ี
9. เกี่ยวกับการยกเลิกกฎหมาย (1) ได้กำาหนดวันยกเลิกกฎหมายไว้ในกฎหมายนั้นเอง (2) ได้ออก
กฎหมายใหม่ที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน (3) เม่ือพระราชกำาหนดไม่ได้รับการอนุมัติ (4) เม่ือมีกฎหมาย
ใหมล่ ักษณะพเิ ศษ บญั ญัติในเร่ืองเดยี วกบั กฎหมายเก่าลกั ษณะท่วั ไป

ชมรมนักศึกษามหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช จงั หวัดราชบรุ ี 2551

54

10. เกี่ยวกับกฎหมายท่ีมีผลย้อนหลัง (1) จะออกกฎหมายย้อนหลังให้ลงโทษบุคคลไม่ได้ (2) จะออก
กฎหมายย้อนหลังเพิ่มโทษบุคคลให้สูงข้ึนไม่ได้ (3) โดยหลักการทั่วไปแล้วกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง
(4)มีผลย้อนหลงั ไดโ้ ดยทก่ี ฎหมายต้องระบไุ ว้โดยกฎหมายน้ัน

หน่วยที่ 11 กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน

1. ในระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law System) มีการแบ่งแยกประเภทกฎหมายเอกชนและกฎหมาย
มหาชน

2. กฎหมายเอกชน เปน็ กฎหมายท่ีใชร้ ะหวา่ งเอกชนกบั เอกชน ซ่ึงอยบู่ นพน้ื ฐานความเทา่ เทยี มของบคุ คล
3. กฎหมายมหาชน เปน็ กฎหมายที่ใชบ้ งั คับระหวา่ งรัฐกับเอกชน ซง่ึ อยู่บนพ้ืนฐานท่ีไม่เท่าเทยี มกัน

11.1 การแบ่งแยกกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน
1. การแบ่งแยกกฎหมายออกเป็นกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน เป็นลักษณะเด่นของระบบ

กฎหมายแบบโรมาโน-เยอรมานกิ
2. หลักเกณฑ์ท่ีใช้ในการแบ่งแยกกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนมีหลายประการ เช่น เน้ือหา

วตั ถปุ ระสงค์ นิติวธิ ี เปน็ ตน้
3. ประเทศไทยเริ่มมีการแบ่งแยกกฎหมายเอกชนออกจากกฎหมายมหาชนอย่างชัดเจน หลังจากมีการ

เปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475

11.1.1 ความจำาเป็นในการแบ่งกฎหมายออกเปน็ กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน
ในสมัยโรมันมีการแบง่ แยกประเภทออกเปน็ กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนหรอื ไม่
ในสมัยโรมันมีการแบ่งแยกประเภทออกเป็นกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน แต่เป็นการแบ่งเพ่ือ
จะไม่ต้องศึกษากฎหมายมหาขน

11.1.2 หลกั เกณฑ์ในการแบง่ กฎหมายออกเปน็ กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน
การแบง่ กฎหมายออกเป็นกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนใช้หลักเกณฑ์ใดบ้าง
เกณฑ์การแบ่งกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนอาจใชห้ ลักเกณฑค์ ือ
(1) เกณฑท์ ่ีเกี่ยวกับบคุ คลผกู้ ่อนิติสมั พนั ธ์
(2) เกณฑท์ ีเ่ ก่ียวกับวตั ถปุ ระสงค์ของนิติสัมพันธ์
(3) เกณฑ์ท่เี กย่ี วกบั วิธีการทใี่ ช้ในการก่อนติ สิ ัมพนั ธ์ระหว่างกัน
(4) เกณฑ์ทเ่ี กี่ยวกับเน้อื หา

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช จังหวัดราชบรุ ี 2551



55

11.1.3 พัฒนาการแบ่งแยกกฎหมายออกเป็นกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนใน
ประเทศไทย

ประเทศไทยมกี ารแบ่งกฎหมายออกเปน็ กฎหมาย เอกชนและกฎหมายมหาชนอย่างชดั เจนในสมัยใด
ประเทศไทยมีการแบ่งแยกกฎหมายออกเป็นกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนอย่างชัดเจนในช่วง
หลงั จากการเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

11.2 การแบ่งแยกสาขาย่อยในกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน
1. กฎหมายเอกชนประกอบด้วยกฎหมายสาขายอ่ ยที่สาำ คญั คอื กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
2. กฎหมายมหาชนประกอบดว้ ยกฎหมายสาขาย่อยท่ีสำาคัญคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง

และกฎหมายการคลงั และภาษอี ากร
3. การแบ่งสาขาย่อยของกฎหมายมหาชนในแต่ละประเทศอาจมีความแตกต่างกันได้ ซ่ึงขึ้นอยู่กับ

ประวตั ิศาสตร์ แนวคิดของนักวิชาการของประเทศนน้ั ๆ

11.2.1 การแบง่ สาขาย่อยในกฎหมายเอกชน
กฎหมายใดท่ถี ือว่าอยใู่ นสาขายอ่ ยของกฎหมายเอกชน
กฎหมายที่ถือว่าอยู่ในสาขาย่อยของกฎหมายเอกชน คือ กฎหมายแพ่ง กฎหมายพาณิชย์ กฎหมาย
อาญา กฎหมายวิธพี ิจารณาความแพง่ และธรรมนญู ศาล กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล

11.2.2 การแบ่งสาขายอ่ ยในกฎหมายมหาชน
กฎหมายใดท่ีถอื ว่าอยใู่ นสาขายอ่ ยของกฎหมายมหาชน
กฎหมายท่ีถือว่าอยู่ในสาขาย่อยของกฎหมายมหาชน คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง
กฎหมายการคลังและภาษีอากร กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมอื ง

แบบประเมินตนเองหนว่ ยที่ 11

1. กฎหมายการคลัง จัดว่าเป็นกฎหมายมหาชน (กฎหมายแพ่งฯ กฎหมายอาญา กฎหมายพาณิชย์
กฎหมายทรพั ยส์ นิ ทางปัญญา->ไม่เปน็ )

2. ลักษณะของกฎหมายมหาชนคือ ใช้บังคับกับนิติสัมพันธ์ท่ีไม่ต้องอาศัยความสมัครใจของผู้ก่อนิติ
สมั พันธข์ องอีกฝา่ ยหนง่ึ

3. กฎหมายรฐั ธรรมนญู เป็น กฎหมายท่ีวางระเบยี บในการปกครองประเทศ

ชมรมนกั ศึกษามหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบุรี 2551



56

4. ประเทศไทยมีการแบ่งแยกกฎหมายมหาชนออกจากกฎหมายมหาชนอย่างชัดเจนในสมัย หลังการ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

5. ระบบกฎหมายไทยจัดอยู่ในระบบกฎหมาย โรมาโน-เยอรมานิก
6. ประเทศไทยมีการปฏริ ปู ระบบกฎหมายครั้งใหญ่ในสมยั รชั กาลท่ี 5 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
7. กฎหมายตราสามดวง ไดม้ กี ารปรับปรุงกฎหมายครัง้ ใหญใ่ นชว่ งตน้ กรงุ รตั นโกสินทร์
8. ก่อนมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายและพาณิชย์ ประเทศไทยนาำ หลักกฎหมายของประเทศอังกฤษ

มาใช้สอนในโรงเรียนกฎหมาย
9. การจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. 2542 เป็นเหตุการณ์ท่ีทำาให้มีการพัฒนากฎหมายมหาชนคร้ังใหญ่ใน

ประเทศไทย
10. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ยข์ องไทย ไดร้ ับอิทธิพลจากประมวลกฎหมายของประเทศ เยอรมนี
11. กฎหมายจารตี นครบาล เป็นกฎหมายที่มกี ารปรับปรุงกฎหมายคร้งั ใหญ่ในช่วงตน้ กรงุ รัตนโกสินทร์

หนว่ ยที่ 12 ระบบกระบวนการยุตธิ รรมไทย

1. กระบวนการยุติธรรมเป็นเร่ืองท่ีมีความสาำ คัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีผลกระทบต่อประชาชนในประเทศ
เพราะเป็นกระบวนการวินิจฉัยข้อขัดแย้งของบุคคลในสังคมให้ได้รับความเป็นธรรม และก่อให้เกิด
ความสงบสุขแก่สังคม ทั้งยังเป็นสาระสำาคัญของการปกครองในระบบประชาธิปไตยภายใต้หลัก
นิตธิ รรม

2. กระบวนการยุติธรรมปัจจุบันของไทยได้เปล่ียนแปลงไปจากอดีตในหลายด้าน เพื่อให้เหมาะสม
สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปล่ียนไป และสามารถอาำ นวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ
ของประชาชนตามกฎหมาย

3. เพอ่ื ให้กระบวนการยุตธิ รรมดาำ เนนิ ไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ และประสาทความยตุ ิธรรมให้แก่ประชาชน
ได้จึงจาำ เป็นต้องมหี ลักประกันความเป็นธรรมและความเปน็ อิสระของผพู้ พิ ากษาและตุลาการ

4. ในปัจจบุ ันยังมีองค์กรอ่ืนท่ีทำาหน้าทใี่ นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของประชาชน ซ่ึงเป็นองค์กรอิสระท่ี
ไมใ่ ช่องค์กรตุลาการก็ได้

12.1 กระบวนการยตุ ธิ รรมไทยในอดีต
1. กระบวนการยตุ ธิ รรมในสมยั สโุ ขทยั ไม่มรี ะบบชดั เจนแนน่ อน ราษฎรเม่อื มีข้อพิพาทก็อาจไปถวายฎกี า

เพอื่ ขอความเป็นธรรมจากพระเจา้ แผน่ ดินได้ดว้ ยตวั เอง

ชมรมนักศึกษามหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช จังหวดั ราชบรุ ี 2551

57

2. กระบวนการยตุ ธิ รรมในสมยั อยุธยาเป็นระบบและชดั เจนกว่าสมัยสุโขทยั ซ่งึ ในสมัยอยธุ ยามที ้งั
กฎหมายสารบญั ญตั ิ และกฎหมายวธิ ีสบัญญตั ใิ ช้ โดยในการบัญญัติกฎหมายได้รับเอาคมั ภีร์พระ
ธรรมศาสตรม์ าเปน็ หลกั ในการบัญญตั ิกฎหมาย

3. กฎหมายตราสามดวงซ่ึงชาำ ระข้ึนในสมัยรัชกาลท่ี 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายท่ี
รวบรวมมาจากกฎหมายสมนั อยุธยา ซ่งึ แยกออกเปน็ ลกั ษณะตา่ งๆ ในส่วนทีเ่ กี่ยวกับวิธพี ิจารณาความ
ในศาล ได้แก่ ลักษณะพระธรรมนูญ ลักษณะรับฟ้อง ลักษณะพยาน ลักษณะพิสูจน์ดาำ น้ำา ลุยเพลิง
ลักษณะตระลาการ และลักษณะอทุ ธรณ์

4. ระบบการศาลไทยก่อนยุคปฏิรูปการศาลในสมัยรัชกาลที่ 5 ศาลเป็นหน่วยงานที่ขึ้นอยู่กับกรมต่างๆ มี
ตระลาการทำาหน้าท่ีพิจารณาคดีตามท่ีกรมที่ตนสังกัดอยู่ มอบหมายให้มีลูกขุน ณ ศาลหลวงทำาหน้าท่ี
พิพากษาคดี และมผี ู้ทำาหนา้ ท่ปี รับบทความผิดและวางบทลงโทษผกู้ ระทำาผดิ ให้เหมาะสมแก่ความผดิ

5. ระบบการศาลไทยหลังการปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลในสมันรัชกาลท่ี 5 เป็นระบบศาลเด่ียว
โดยระบบศาลไม่ตอ้ งสังกดั อยู่กับกรมตา่ งๆอกี ต่อไป มีศาลยุติธรรมเป็นองคก์ รเดียวที่ใช้อำานาจตุลาการ
ทำาหน้าทีพ่ จิ ารณาพพิ ากษาอรรถคดโี ดยเฉพาะ

6. ปจั จุบันประเทศไทยใชร้ ะบบประมวลกฎหมาย (Civil Law) และระบบศาลเปน็ ระบบศาลคู่ คอื มศี าลท่ีมี
ความรู้ ความชาำ นาญ และประสบการณ์ในคดีเร่ืองน้ันๆ โดยเฉพาะทาำ หน้าทค่ี ู่เคียงไปกับศาลยุติธรรม
และมีการจัดแบง่ โครงสร้างของศาลเปน็ ตามลาำ ดับช้ันและประเภทของคดี

12.1.1 กระบวนการยตุ ิธรรมสมยั สโุ ขทัย
อธิบายลกั ษณะของกระบวนการยตุ ธิ รรมในสมัยสุโขทัย
ระบบการยตุ ิธรรมในสมัยกรงุ สุโขทัย ไมม่ ีระบบทีช่ ดั เจน แตเ่ มอื่ ราษฎรมขี ้อพพิ าทกนั กส็ ามารถไปสั่น
กระด่งิ ทแี่ ขวนไว้ที่หน้าประตูเพอ่ื ให้พระมหากษัตรยิ ม์ าสอบสวนและตัดสนิ คดคี วามได้

12.1.2 กระบวนการยตุ ธิ รรมสมัยอยธุ ยา
อธิบายลกั ษณะของกระบวนการยตุ ิธรรมในสมยั อยุธยา
กระบวนการยุตธิ รรมในสมยั อยุธยาเป็นระบบกว่าในสมัยสโุ ขทัย มีการจัดต้งั ศาลเพอื่ พิจารณาคดีต่างๆ
ซ่ึงกระจายอยตู่ ามตัวกระทรวงต่างๆ

12.1.3 กระบวนการยุตธิ รรมสมยั กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้
เพราะเหตใุ ดในสมยั กรุงรตั นโกสินทรต์ อนต้นจงึ ได้มีชำาระกฎหมายขึ้นใหม่
กฎหมายท่ีใช้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น เป็นกฎหมายที่ตกทอดสืบมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนปลาย แต่เนื่องจากกฎหมายต่างๆ ถูกเผาทาำ ลายไป กฎหมายที่เหลืออยู่ไม่เหมาะสมกับกาลสมัยไม่อาจ
อำานวยความยุตธิ รรมได้ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกจงึ ได้โปรดให้มีการชาำ ระกฎหมายข้ึนใหม่

ชมรมนักศกึ ษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จงั หวัดราชบรุ ี 2551

58

12.1.4 กระบวนการยุตธิ รรมในปจั จบุ ัน
อธิบายถึงความเปล่ยี นแปลงท่สี ำาคญั ของระบบกระบวนการยุตธิ รรมไทยในปัจจุบัน
การเปล่ียนแปลงที่สาำ คัญของระบบยุติธรรมไทย คือ มีการเปลี่ยนแปลงจากระบบศาลเดี่ยวเป็นระบบ
ศาลคู่ คอื มกี ารจัดต้งั ศาลหลายประเภท โดยแบ่งชนดิ ของตามประเภทของคดี

12.2 หลักการสาำ คัญของการดำาเนนิ กระบวนการยตุ ิธรรมในศาล
1. เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดาำ เนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน

จาำ เป็นจะต้องการกำาหนดหลักประกันความเป็นธรรมให้แก่ผู้พิพากษา เพ่ือให้ผู้พิพากษาสามารถ
อำานวยความยุตธิ รรมใหแ้ ก่คูค่ วามได้
2. เพอ่ื ให้ผพู้ พิ ากษาไดต้ ัดสินคดีต่างๆ อยา่ งเท่ยี งธรรมโดยมิตอ้ งเกรงกลัวอิทธพิ ลใดๆ หรือให้ถกู แทรกแซง
โดยอำานาจอ่นื จำาเปน็ ต้องมีหลักประกันความเปน็ อิสระของผพู้ พิ ากษา
3. แม้นฝา่ ยตุลาการจะมีหลักประกันความเป็นธรรมและความเป็นอิสระ แต่กระบวนการยุติธรรมก็อาจถูก
ตรวจสอบไดแ้ ละต้องมีความโปรง่ ใสด้วย

12.2.1 หลกั ประกันความยุตธิ รรมของผู้พิพากษาและตุลาการ
หลักประกันความเปน็ ธรรมของผ้พู ิพากษาและตลุ าการซึ่งรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย
พุทธศกั ราช 2540 กาำ หนดไวไ้ ว้ได้แกห่ ลกั การใดบา้ ง
หลักประกนั ความเป็นธรรมของผพู้ พิ ากษาและตุลาการ ได้แก่
1) การพจิ ารณาคดจี ะกระทาำ โดยองคค์ ณะและตอ้ งครบองค์คณะ
2) มีการพิจารณาคดีแบบตอ่ เน่อื ง

12.2.2 หลกั ประกนั ความเปน็ อสิ ระของผู้พพิ ากษาและตลุ าการ
มาตรการทเี่ ปน็ หลกั ประกันความเปน็ อิสระของผพู้ ิพากษาและตุลาการจากองค์กรภายนอกไดแ้ ก่
มาตรการใด
มาตรการทีเ่ ปน็ หลักประกันความเป็นอสิ ระของผูพ้ ิพากษาและตลุ าการจากองคก์ รภายนอก ไดแ้ ก่
1) มีหนว่ ยธรการเปน็ อสิ ระ
2) แยกบคุ คลที่ดาำ รงตำาแหนง่ ผพู้ พิ ากษาและตุลาการออกจากฝ่ายนิตบิ ญั ญัติและบริหาร

12.2.3 หลกั การพจิ ารณาโดยเปิดเผย
หลักการพิจารณาคดีโดยเปดิ เผยในศาลมีประโยชนใ์ นกรณใี ดบ้าง

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบุรี 2551

59

หลักการพิจารณาโดยเปิดเผยมีประโยชน์ในด้านการควบคุม และตรวจสอบการทาำ งานของผู้พิพากษา
และตุลาการ วา่ ดาำ เนินการไปโดยสจุ ริตและยตุ ธิ รรมหรอื ไม่

12.3 กระบวนการยตุ ิธรรมอนื่
1. ในระบอบประชาธิปไตยที่มีการแยกองค์กรท่ีใช้อาำ นาจอธิปไตยออกเป็นหลายองค์กร ศาลมิใช่องค์กร

เดยี วเท่านั้นที่ทาำ หน้าทม่ี นการวินจิ ฉยั ข้อพิพาท
2. องคก์ รที่มอี าำ นาจในการวนิ ิจฉัยข้อพิพาทอาจเป็นหน่วยราชการหรือองค์กรที่ไม่ใช่หน่วยราชการก็ได้ซึ่ง

เรยี กวา่ องคก์ รก่งึ ตุลาการ (Quasi Judicial)

12.3.1 องค์กรวนิ จิ ฉยั อสิ ระ
ยกตวั อย่างองคก์ รวินิจฉัยอสิ ระทไี่ มไ่ ด้เปน็ ส่วนราชการ
องคก์ รวินจิ ฉยั อิสระทไี่ ม่ไดเ้ ปน็ สว่ นราชการ เชน่
1. คณะกรรมการ ป.ป.ช.
2. คณะกรรมการเลอื กตั้ง

12.3.2 องคก์ รวินิจฉยั ของหน่วยราชการ
คำาวินจิ ฉัยของคณะกรรมการวนิ ิจฉัยร้องทุกข์ เมอื่ วนิ จิ ฉัยชข้ี าดเรื่องร้องทกุ ข์แล้วมีผลประการใด
คาำ วนิ ิจฉัยของคณะกรรมการวินจิ ฉยั รอ้ งทุกขย์ งั ไมม่ ีผลบงั คับแก่คู่กรณี ตอ้ งสง่ ให้นายกรฐั มนตรสี งั่ การ
อีกทหี นงึ่

แบบประเมนิ ตนเองหน่วยท่ี 12

1. บคุ คลทีม่ ีอำานาจฟ้องคดอี าญาไดแ้ ก่ พนักงานอยั การและผู้เสยี หาย
2. บุคคลจะมีอาำ นาจฟ้องคดีได้เมอ่ื สทิ ธหิ รอื หน้าทีต่ ามกฎหมายแพ่งถูกโตแ้ ยง้
3. ลักษณะของระบบศาลไทยกอ่ นการปฏิรูปการศาลในรชั กาลท่ี 5 เป็นหนว่ ยงานทีข่ ึ้นอยู่กบั กรมตา่ งๆ ทำา

หน้าที่พิจารณาคดีตามท่กี รมทต่ี นสังกดั อยมู่ อบหมาย
4. ลกั ษณะของระบบศาลค่ขู องประเทศไทยในปัจจบุ ันคอื มศี าลยุติธรรมค่กู ับศาลปกครอง
5. องค์กรที่ทำาหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหน้ีสินของผู้ดำารงตาำ แหน่งทางการเมือง คือ คณะ

กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติ
6. องค์กรทีท่ ำาหนา้ ทีไ่ ต่สวนกรณีการเข้าช่ือร้องขอถอดถอนนายกรัฐมนตรี เน่ืองจากมีพฤติกรรมรำา่ รวยผิด

ปกตคิ อื ศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผู้ดาำ รงตำาแหนง่ ทางการเมือง

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช จังหวัดราชบรุ ี 2551

60

7. หลักในการพิจารณาคดีของศาลอาญาคือ การพิจารณาและสืบพยานต้องกระทาำ โดยเปิดเผยต่อหน้า
จาำ เลย

8. มาตรการที่เป็นหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการขององค์กรภายนอกคือ การ
กาำ หนดให้หน่วยงานธุรการของศาลเปน็ อิสระขนึ้ ตอ่ ประธานศาล

9. ในคดีมาก่อนการปฏิรูประบบศาลไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบบการพิจารณาคดีในศาลเป็นระบบ
ไตส่ วน

หน่วยท่ี 13 ระบบศาลไทย

1. ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นศาลชาำ นัญพิเศษที่จัดต้ังขึ้น มีอาำ นาจหน้าที่ท่ีสาำ คัญ คือ พิจารณาคดีท่ีเก่ียวข้อง
กับรฐั ธรรมนญู

2. ศาลยตุ ิธรรม เป็นศาลทมี่ ีอำานาจพิจารณาพิพากษาท่ีเป็นการทั่วไป คอื คดีทไี่ ม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่
ในอำานาจศาลอื่น

3. ศาลปกครอง เปน็ ศาลชำานัญพเิ ศษท่ีจดั ตง้ั ข้นึ มีอาำ นาจทพ่ี ิจารณาคดีปกครอง
4. ศาลทหาร เป็นศาลท่มี ีอาำ นาจพิจารณาคดีท่เี กย่ี วกบั วินัยทหารเป็นหลัก

13.1 ศาลรฐั ธรรมนญู
1. ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลประเภทหน่ึงท่ีมีอำานาจในการพิจารณาคดีเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ซ่ึงเป็น

กฎหมายสูงสดุ ของประเทศ
2. ศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มดำาเนินการเองไม่ได้ ต้องมีผู้เสนอคาำ ร้องให้พิจารณา ผู้มีอำานาจฟ้องคดีต่อศาล

รัฐธรรมนูญไดก้ ำาหนดไวใ้ นรัฐธรรมนูญ เช่น ศาล ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธาน
รัฐสภา นายกรัฐมนตรี เปน็ ตน้
3. ศาลรัฐธรรมนูญมีวิธีพิจารณาคดีที่กาำ หนดขึ้นมาเอง โดยความเห็นชอบเป็นเอกลักษณ์ของตุลาการ
รฐั ธรรมนูญ
4. คำาวนิ ิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหเ้ ปน็ เด็ดขาด มผี ลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอนื่ ของรัฐ

13.1.1 ขอบเขตอาำ นาจหนา้ ท่ีของศาลรัฐธรรมนญู
ยกตวั อย่างคดีทีใ่ นขอบเขตอำานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนญู 2 คดี
คดที อ่ี ยู่ในขอบเขตอำานาจหน้าทขี่ องศาลรัฐธรรมนญู เชน่
1. กรณีวินิจฉัยว่าร่างพระราชบญั ญัติหรอื ร่างพระราชกาำ หนดขัดหรือแย้งกบั รฐั ธรรมนญู
2. วนิ จิ ฉยั ว่ากฎหมายใดขัดหรือแยง้ กับรัฐธรรมนญู

ชมรมนกั ศึกษามหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551



61

13.1.2 สทิ ธเิ สนอคาำ ร้องต่อศาลรฐั ธรรมนูญ
ในกรณีท่ีมีปัญหาว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ใครเป็นผู้มีสิทธิเสนอคาำ ร้องให้ศาล
ยตุ ธิ รรมพจิ ารณา
มี 2 กรณคี อื
1. ศาลทุกศาล ทั้งในกรณีท่ีศาลเห็นเองหรือมีคู่กรณีโต้แย้งว่าบทบัญญัติใดของกฎหมายขัด

ตอ่ รฐั ธรรมนูญ
2. ผ้ตู รวจการแผน่ ดินของรัฐสภาเห็นว่าบทบัญญตั ิของกฎหมาย มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบ

ด้วยรัฐธรรมนญู

13.1.3 การดำาเนินกระบวนพจิ ารณา
วธิ พี ิจารณาของศาลรัฐธรรมนญู มีลกั ษณะพิเศษอยา่ งไร
ศาลรัฐธรรมนูญสามารถกำาหนดวิธีพิจารณาคดีได้ด้วยตนเอง ซึ่งกระทาำ โดยมติเอกฉันท์ของคณะ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่วิธีพิจารณาคดีของศาลอื่นน้ันจะต้องตราเป็น
กฎหมายโดยฝ่ายนิตบิ ัญญตั ิ

13.1.4 ผลของคาำ วนิ ิจฉัยของศาลรัฐธรรมนญู
ผลของคาำ วินจิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนญู มีผลอย่างไร
คาำ วินิจฉยั ของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผกู พนั ทุกองค์กรใหป้ ฏิบัติตาม

13.2 ศาลยุตธิ รรม
1. ศาลยุติธรรมเป็นศาลท่ีมีอาำ นาจท่ัวไป คดีท่ีไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำานาจศาลอ่ืนจึงอยู่ในเขต

อำานาจศาลยุตธิ รรม
2. ผมู้ ีสิทธิเริ่มคดไี ดต้ ้องเป็นบคุ คลท่ีกฎหมายบญั ญตั ใิ หม้ สี ิทธฟิ ้องคดไี ด้
3. การดำาเนินการกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมเป็นระบบกล่าวหา คือ ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นมีหน้าท่ี

นำาสบื
4. คำาพพิ ากษาของศาลย่อมมผี ูกพันคกู่ รณี และการบังคบั คดีกระทำาโดยศาลออกคาำ บงั คบั
5. การดำาเนินคดีอาญาของผู้ดำารงตาำ แหน่งทางการเมือง เป็นการดาำ เนินคดีอาญากับผู้ดาำ รงตำาแหน่ง

ทางการเมือง เพอื่ เปน็ การสรา้ งระบบควบคมุ ตรวจสอบผดู้ ำารงตำาแหนง่ ทางการเมอื ง โดยกาำ หนดเปน็ วิธี
พเิ ศษขึ้น

13.2.1 ระบบศาลยุติธรรมและขอบเขตอาำ นาจหนา้ ท่ี

ชมรมนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช จงั หวัดราชบุรี 2551

62

ศาลยุติธรรมมอี าำ นาจพจิ ารณาคดีประเภทใดบา้ ง
คดที ุกประเภทที่มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอาำ นาจของศาลอ่ืน เช่น คดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน
คดีภาษีอากร คดีทรพั ย์สินทางปญั ญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีลม้ ละลาย คดีเดก็ เยาวชนและครอบครวั

13.2.2 การเรมิ่ คดี
ผู้มีสิทธฟิ อ้ งคดีอาญามีใครบา้ ง
ผมู้ ีสิทธิฟ้องคดอี าญา ไดแ้ ก่
1) รัฐ
2) ผเู้ สยี หาย

13.2.3 การดำาเนินกระบวนการพิจารณา
ในคดีอาญา การพจิ ารณาคดีต้องกระทำาตอ่ หนา้ จาำ เลย โดยมีขอ้ ยกเวน้ ในกรณีใดบ้าง
ในคดีอาญา การพจิ ารณาคดตี ้องกระทำาต่อหน้าจำาเลย ยกเวน้ กรณตี อ่ ไปน้ี
1. ในคดีมีอัตราจำาคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือในคดีมีโทษ

ปรับสถานเดียว เมื่อจาำ เลยมีทนายและจำาเลยได้รับอนุญาตจากศาลท่ีจะไม่มาฟังการ
พจิ ารณาและการสบื พยาน
2. ในคดีที่มจี ำาเลยหลายคน ถ้าศาลพอใจคำาแถลงของโจทกว์ ่าการพิจารณาและการสืบพยาน
ตามที่โจทก์ขอให้กระทำาไม่เก่ียวแก่จาำ เลยคนใด ศาลจะพิจารณาและสืบพยานลับหลัง
จำาเลยคนนน้ั ก็ได้
3. คดีที่มีจาำ เลยหลายคน ถ้าศาลเห็นสมควรจะพิจารณาและสืบพยานจำาเลยคนหน่ึงๆ ลับ
หลังจาำ เลยคนอ่นื ก็ได้

13.2.4 คำาพพิ ากษาและการบงั คบั คดี
การบังคบั คดีที่ศาลชน้ั ต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวติ และจำาเลยไมม่ ฝี ่ายใดอุทธรณ์จะต้องดาำ เนินการ
อยา่ งไร
ในคดีท่ีศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำาเลยและไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลช้ันต้นจะต้องส่ง
สำานวนคดนี ั้นไปให้ศาลอุทธรณ์วนิ ิจฉัยอีกคร้งั หน่งึ จะบังคับคดีทันทีไม่ได้ หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำา
พิพากษาของศาลชั้นต้นจึงจะถือว่าคดีนั้นถึงที่สุด แต่ยังนำาตัวจาำ เลยไปประหารไม่ได้ ต้องปฏิบัติในเร่ืองของ
พระราชทานอภัยโทษก่อน

13.2.5 การดำาเนนิ คดีอาญาของผู้ดาำ รงตาำ แหน่งทางการเมอื ง
บคุ คลใดทอี่ าจถกู ฟอ้ งต่อศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผ้ดู ำารงตำาแหนง่ ทางการเมอื ง

ชมรมนักศึกษามหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบุรี 2551

63

บุคคลทอ่ี าจถกู ฟ้องตอ่ ศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผู้ดำารงตาำ แหน่งทางการเมอื งได้แก่
1) ผู้ดาำ รงตำาแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิก วุฒิสภา ข้าราชการการเมืองอ่ืน ผู้บริหารท้องถ่ิน บุคคลที่เป็นตัวการผู้ใช้หรือผู้
สนับสนนุ
2) กรรมการ ป.ป.ช.

13.3 ศาลปกครอง
1. ศาลปกครองเป็นศาลชำานัญพิเศษมอี าำ นาจในการพิจารณาพพิ ากษาคดเี ฉพาะท่กี ฎหมายบัญญัตไิ ว้
2. ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จะต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือด ร้อน

หรอื เสยี หายจากการกระทาำ หรืองดเวน้ การกระทาำ ของหนว่ ยงานทางปกครองหรอื เจา้ หน้าทข่ี องรัฐ หรือ
มีขอ้ โต้แยง้ เก่ียวกบั สัญญาทางปกครอง หรอื กรณีอ่ืนใดที่อยู่ในเขตอาำ นาจศาลปกครอง
3. การดำาเนนิ กระบวนพิจารณาของศาลปกครองใช้หลักการดาำ เนนิ การ โดยใช้พยานเอกสารเป็นหลักและ
ใชร้ ะบบไตส่ วนในการพิจารณา
4. คำาพิพากษาของศาลปกครองยอ่ มผูกพันคกู่ รณใี หต้ อ้ งปฏิบตั ติ าม

13.3.1 ขอบเขตของอาำ นาจหนา้ ที่
คำาว่า “หนว่ ยงานปกครอง” ตาม พ.ร.บ. จัดต้งั ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองหมายถึงหน่วย
งานใด
คาำ ว่า “หน่วยงานปกครอง” หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการท่ีเรียกช่ืออย่างอ่ืนและมีฐานะ
เป็นกรม “ราชการส่วนภูมิภาค” เช่น จังหวัด อาำ เภอ “ราชการส่วนท้องถิ่น” เช่น เทศบาล รัฐวิสาหกิจ “หน่วย
ราชการอ่ืนของรัฐ” ทไี่ ด้รับมอบหมายให้ใช้อาำ นาจปกครองหรือได้ดาำ เนินกิจการทางปกครอง “องค์กรมหาชน”
หน่วยงานเอกชนทีไ่ ด้รับมอบหมายให้ใช้อาำ นาจปกครอง

13.3.2 การฟอ้ งคดีปกครอง
ในกรณฟี ้องวา่ พระราชกฤษฎีกาไมช่ อบดว้ ยกฎหมายต้องฟอ้ งตอ่ ศาลใด
ต้องฟ้องต่อศาลปกครองสงู สดุ

13.3.3 การดำาเนินการกระบวนพิจารณา
วิธพี ิจารณาคดีของศาลปกครองเปน็ แบบใด
ศาลปกครองใช้วิธีพิจารณาคดีแบบไต่สวนและใช้พยานเอกสารเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม จะมีการนั่ง
พจิ ารณาอย่างนอ้ ย 1 ครง้ั

ชมรมนักศกึ ษามหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช จังหวดั ราชบุรี 2551

64

13.3.4 การพพิ ากษาและการบังคับคดี
คำาพพิ ากษาของศาลปกครองมผี ลย้อนหลังไดใ้ นกรณใี ด
ในกรณีท่ีศาลปกครองมีคาำ ส่ังให้เพิกถอนกฎหรือคำาส่ัง หรือส่ังห้ามการกระทาำ ท้ังหมดหรือบางส่วนใน
กรณฟี อ้ งวา่ หน่วยงานทางปกครองหรือเจา้ หน้าที่ของรฐั กระทำาการโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย

13.4 ศาลทหาร
1. ศาลทหารมอี าำ นาจพิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทาำ ผิดกฎหมายทหาร หรือกฎหมายอื่นในทางอาญา

ในคดซี ึง่ ผกู้ ระทำาเป็นบคุ คลทอี่ ยูใ่ นอาำ นาจของศาลทหารในขณะกระทำาผดิ
2. ผูฟ้ อ้ งคดีในศาลทหารมีไดเ้ ฉพาะอยั การทหารและผ้เู สียหายเท่าน้ัน
3. กระบวนการพจิ ารณาในศาลทหารเปน็ ไปตาม พ.ร.บ. ธรรมนญู ศาลทหาร พ.ศ. 2498
4. คำาพิพากษาของศาลทหารยังไม่มีผลบังคับทันที เมื่อศาลทหารมีคาำ พิพากษาลงโทษแล้วจะต้องออก

หมายแจง้ โทษให้ผ้บู งั คับบญั ชาเป็นผ้สู ง่ั ลงโทษจำาเลย

13.4.1 ขอบเขตอาำ นาจหนา้ ทข่ี องศาลทหาร
ศาลทหารมีอำานาจในการพิจารณาพิพากษาคดีใด
ศาลทหารมีอาำ นาจในการพิจารณาพิพากษาคดีท่ีผู้กระทาำ ผิดกฎหมายทหาร หรือกฎหมายอื่นในทาง
อาญาในคดีซึ่งผู้กระทำาเป็นบุคคลท่ีอยู่ในอำานาจของศาลทหารในขณะกระทำาความผิดและมีอำานาจส่ังลงโทษ
บุคคลท่กี ระทาำ ความผดิ ฐานละเมดิ อาำ นาจศาลทหารดว้ ย

13.4.2 การฟ้องคดใี นศาลอาหาร
บคุ คลใดมสี ิทธิฟ้องคดีต่อศาลทหาร
ผ้มู สี ทิ ธฟิ ้องคดีในศาลทหาร ได้แก่
1) อยั การทหาร
2) ผ้เู สยี หาย ภายใต้เงือ่ นไข คือ

- ผู้เสยี หายเป็นบคุ คลในอำานาจศาลทหาร
- ความผดิ ท่ีฟ้องรอ้ งเกิดในเวลาปกติ

13.4.3 กระบวนพิจารณาในศาลทหาร
องคค์ ณะของศาลทหารแตกต่างจากศาลพลเรือนหรอื ไม่ อยา่ งไร
องค์คณะของศาลทหารแตกต่างจากศาลพลเรือน โดยจะต้องมีนายทหารเป็นองค์คณะรวมกับตุลาการ
พระธรรมนูญดว้ ย

ชมรมนกั ศึกษามหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช จังหวัดราชบรุ ี 2551

65

13.4.4 ผลของคำาพิพากษา
การบงั คบั คดขี องศาลทหารแตกต่างจากการบังคับคดขี องศาลพลเรือนหรือไม่
การบังคับคดีของศาลทหารแตกต่างจากการบังคับคดีของศาลพลเรือน โดยเม่ือศาลทหารพิพากษา
ลงโทษจำาเลยแล้วจะไม่ออกหมายไปยังเรือนจำา แต่จะออกหมายแจ้งไปให้ผู้บังคับบัญชาทหารทราบและสั่ง
ลงโทษจำาเลย

แบบประเมนิ ตนเองหน่วยท่ี 13

1. องค์กรใดทำาหน้าทว่ี ินจิ ฉัยชข้ี าดว่ากฎหมายใดขดั หรือแย้งกับรัฐธรรมนญู คอื ศาลรัฐธรรมนูญ
2. วธิ ีการพจิ ารณาคดใี นศาลรฐั ธรรมนูญเปน็ แบบไต่สวน
3. ศาลยุตธิ รรม เป็นศาลทีม่ อี ำานาจท่ัวไป
4. คดอี ุทธรณ์การประเมนิ ภาษอี ากร เปน็ คดที ี่ไมอ่ ยใู่ นอาำ นาจศาลปกครอง
5. การสืบพยานในศาลใช้พยานเอกสารเปน็ หลัก ไม่ใช่หลกั ในการพิจารณาคดีแพ่ง
6. ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา เป็นบุคคลท่ีไม่ได้อยู่ในเขตอาำ นาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำารง

ตาำ แหน่งทางการเมือง
7. ในศาลปกครองใชว้ ิธกี ารดำาเนนิ กระบวนการพิจารณาแบบไตส่ วน
8. คดีฟอ้ งว่าพระราชกฤษฎกี าขัดตอ่ พระราชบัญญตั ิ อาจฟ้องต่อศาลปกครองสูงสดุ ได้
9. องคค์ ณะของศาลทหารแตกต่างจากศาลพลเรือนคอื มีนายทหารร่วมเป็นคณะกับตุลาการพระธรรมนูญ

ดว้ ย
10. ความแตกต่างของการฟ้องคดีต่อศาลปกครองกับการฟ้องคดีในศาลยุติธรรมคือ การฟ้องคดีปกครอง

อาจฟอ้ งทางไปรษณยี ์ได้

หน่วยท่ี 14 กฎหมายกบั ความเปน็ ธรรมในสังคม

1. กฎหมายเปน็ สิง่ ทร่ี ัฐกาำ หนดข้ึนเพ่ือให้มนุษย์อยู่รว่ มกันอย่างมีความสงบสุข และเพื่อเป็นธรรมในสังคม
อยา่ งไรก็ดี กฎหมายบางฉบับอาจก่อใหเ้ กดิ ความไมเ่ ปน็ ธรรม เช่น กฎหมายท่มี บี ทบัญญัตลิ า้ สมัย หรอื
มีบทบญั ญัติท่ีไม่สอดคลอ้ งกบั สภาวการณใ์ นสงั คม

2. กฎหมายไมส่ ามารถบญั ญตั ขิ นึ้ ใหค้ รอบคลุมขอ้ เท็จจริงทกุ กรณไี ด้ จงึ มีบทบญั ญัตใิ หด้ ลุ พนิ ิจแกผ่ ู้บงั คับ
ใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น โดยอาจกำาหนดแนวทางหรือกรอบในการใช้ดุลพินิจไว้หรือไม่ก็ได้
ตามความเหมาะสม รวมทงั้ มกี ระบวนการแกไ้ ขการใชด้ ลุ พินิจท่ีไมเ่ ป็นธรรม

ชมรมนกั ศึกษามหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบรุ ี 2551



66

3. ในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมโดยกฎหมาย นอกจากกฎหมายจะตราข้ึนโดยมีเจตนารมณ์เพื่อ
ความเป็นธรรมแลว้ ผู้ใช้กฎหมายตอ้ งใชก้ ฎหมายเพอ่ื ใหเ้ กิดความเป็นธรรม และเมื่อพบว่ากฎหมายใด
มีบทบัญญตั ิท่กี อ่ ให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม ย่อมจำาเปน็ ต้องมีการแก้ไขกฎหมายน้ันให้เกดิ ความ
เป็นธรรมตอ่ ไปดว้ ย

14.1 บทบญั ญัติของกฎหมายที่กอ่ ให้เกดิ ความไมเ่ ป็นธรรม
1. ปัจจุบันสังคมมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ทาำ ให้แนวความคิดของประชาชนในสังคมได้เปล่ียน

แปลงไปโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ วิทยาการและและเทคโนโลยีท่ีพัฒนาไปอยา่ งไม่หยุดยง้ั สง่ ผลให้กฎหมายที่
บัญญัติขึ้นในสภาพสังคมยุคหนึ่งๆ ล้าสมัยไม่เหมาะสมที่จะนาำ มาใช้ในยุคปัจจุบัน การยังคงใช้
กฎหมายทล่ี ้าสมยั ก่อให้เกดิ ความไมเ่ ป็นธรรมแก่ผู้เก่ียวขอ้ งและสงั คม
2. กฎหมายบางฉบับบัญญัติขึ้นบนพ้ืนฐานของสภาวการณ์ช่วงหน่ึงๆ ของสังคมต่อมาเมื่อ สภาวการณ์
นั้นๆ ได้ส้ินสุดลงหรือเปลี่ยนแปลงไปการยังคงใช้กฎหมายนั้นต่อไปจึงไม่สอดคล้องกับ สภาวการณ์ใน
ปัจจุบันก่อใหเ้ กิดความไม่เป็นธรรมแก่สังคมหรือกฎหมายน้ันไม่อาจนาำ มาใช้บงั คบั ไดโ้ ดยปรยิ าย

14.1.1 บทบัญญัติที่ลา้ สมัย
ยกตวั อย่างบทบัญญตั ิของกฎหมายที่เห็นว่าล้าสมัยและไมเ่ ปน็ ธรรม เพราะแนวคิดของสังคมในยคุ
ปจั จุบนั ได้เปลีย่ นแปลงไป โดยในปัจจบุ นั ได้มกี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ขกฎหมายดังกล่าวแล้วหรอื ไมก่ ไ็ ด้
ตัวอย่างบทบัญญัติของกฎหมายอน่ื ทล่ี ้าสมัยและไม่เป็นธรรม เพราะแนวคิดของสังคมในยุคปัจจุบันได้
เปลี่ยนแปลงไป เช่น บทบัญญัติของกฎหมายท่ีเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ซ่ึงแต่เดิม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ. 2478 บัญญัติให้สามีแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีอำานาจในการ
จัดการสนิ สมรส ซ่ึงสภาพสังคมปัจจุบันฝ่ายหญิงก็มีส่วนช่วยหารายได้ให้แก่ครอบครัว และรัฐธรรมนูญยอมรับ
ใหม้ ีสทิ ธิเทา่ เทียมกับชาย จึงไม่เป็นธรรมท่ีจะให้ฝ่ายชายแต่เพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของครอบครัว
ซ่ึงต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว ให้สามีและภริยา
เป็นผู้จัดการสินสมรสร่วมกัน และได้มีการแก้ไขเพ่ิมเติมหลักกฎหมายดังกล่าวอีกหลายคร้ัง ล่าสุดในปี พ.ศ.
2533 ได้มีการแก้ไขให้สามีหรือภริยาจัดการสินสมรสโดยลำาพังได้ เว้นแต่ในกิจการที่สำาคัญบางประการที่ต้อง
จัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง ปรากฏตามมาตรา 1476 ซ่ึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ใน
ปัจจุบนั

14.1.2 บทบัญญตั ิทไี่ มส่ อดคลอ้ ง
ยกตัวอย่างบทบัญญัติของกฎหมายทเี่ ห็นว่าไม่สอดคลอ้ งกบั สภาวการณใ์ นยุคปัจจุบัน โดยปัจจบุ นั ได้มี
การปรบั ปรุง แกไ้ ข หรือยกเลกิ ใชแ้ ล้ว

ชมรมนักศึกษามหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551

67

ตัวอย่างบทบัญญัติของกฎหมายท่ีไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในยุคปัจจุบัน เช่น พระราชกาำ หนดจัด
ต้ังศาลพิเศษเพ่ือพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานขบถภายนอกราชอาณาจักร พุทธศักราช พ.ศ. 2483 และ
พระราชบัญญัติอนุมตั ิพระราชกาำ หนดจดั ต้ังศาลพิเศษเพอ่ื พิจารณาพิพากษาคดคี วามผิดฐานขบถภายนอกพระ
ราชอาณาจกั ร พุทธศักราช 2483 ซงึ่ ในปัจจุบันมีบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2540 มาตรา 234 วรรคสอง บัญญัติว่า “การต้ังศาลข้ึนใหม่เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหน่ึงหรือคดีท่ีมี
ข้อหาฐานใดฐานหนึ่งโดยเฉพาะ แทนศาลท่ีมีอยู่ตามกฎหมายสำาหรับพิจารณาพิพากษาคดีน้ันจะกระทำามิได้”
และกฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายบางฉบับท่ีไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน
พ.ศ. 2546 แลว้

14.2 ดุลพินจิ ของผใู้ ช้กฎหมายกบั ความเป็นธรรม
1. เนื่องจากกฎหมายไม่สามารถบัญญตั ขิ ้นึ ให้ครอบคลมุ ข้อเทจ็ จรงิ ทกุ กรณไี ด้ จึงจาำ เปน็ ต้องมบี ท บญั ญัติ

ที่ให้ดุลพินิจแก่ผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อความยืดหยุ่น ให้สามารถปรับใช้กฎหมายเพ่ืออำานวยความ
ยตุ ิธรรมไดต้ ามความเหมาะสมแกก่ รณี
2. ในการให้ดุลพินิจในกฎหมาย อาจเป็นการให้ดุลพินิจโดยเด็ดขาดแก่ผู้ใช้กฎหมาย หรือโดยกำาหนด
แนวทาง หรือกรอบในการใช้ดุลพินิจหรือไม่ก็ได้ ตามความเหมาะสมหรือความสำาคัญของเร่ืองที่
กฎหมายนน้ั ให้ดุลพินจิ ไว้
3. การใช้ดุลพนิ ิจย่อมขึ้นอยู่กับบุคคลผู้ใช้ดุลพินิจที่กฎหมายกาำ หนดไว้ บางครั้งอาจมีการใช้ดุลพินิจอย่าง
ไมเ่ หมาะสมหรือไม่เป็นไปตามกฎหมาย จึงจาำ เป็นต้องมีกระบวนการแกไ้ ขการใช้ดุลพินิจท่ีไม่เป็นธรรม
โดยองค์กรต่างๆ

14.2.1 ดุลพินจิ ในกฎหมาย
กฎหมายฉบับหนึ่งบัญญัติว่า “เม่ือปรากฏแกเจ้าพนักงานท้องถ่ินว่าอาคารหรือส่วนของอาคารใดหรือ
สิ่งหน่ึงสิ่งใดซึ่งต่อเน่ืองกับอาคาร มีสภาพชาำ รุดทรุดโทรม หรือปล่อยให้มีสภาพรกรุงรังจนอาจเป็นอันตรายต่อ
สขุ ภาพของผูอ้ ยูอ่ าศยั หรอื มีลกั ษณะไมถ่ กู ต้องดว้ ยสขุ ลกั ษณะของการใช้เปน็ ทีอ่ ยู่อาศยั ให้เจ้าพนกั งานท้องถิ่น
มีอาำ นาจออกคำาสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารนั้นจัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงร้ือถอนอาคาร
หรือส่ิงหน่ึงสิ่งใดซึง่ ตอ่ เนื่องกับอาคารท้ังหมดหรือแตบ่ างส่วนหรือจัดการอย่างอื่นตามความจาำ เป็นเพ่ือมิให้เป็น
อันตรายต่อสุขภาพ หรอื ให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะ ภายในเวลาซึ่งกาำ หนดใหต้ ามสมควร” บทบัญญัติดังกล่าวมี
ลกั ษณะเปน็ การใหด้ ุลพินจิ แก่เจ้าหน้าท่ีของรฐั หรอื ไม่
บทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นมีลักษณะเป็นการให้ดุลพินิจแก่เจ้าหนา้ ท่ีของรัฐ เนื่องจากก่อนออกคาำ
ส่ัง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าอาคารมีสภาพที่ “อาจเป็นอันตราต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย
หรือมลี กั ษณะไม่ถูกต้องดว้ ยสขุ ลักษณะของการใช้เป็นท่ีอย่อู าศัย” หรอื ไม่

ชมรมนักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช จงั หวัดราชบุรี 2551

68

14.2.2 แนวทางการใชด้ ุลพินจิ
เหตใุ ดจึงจำาเปน็ ต้องมีแนวทางในการใชด้ ุลพินิจในกฎหมาย
กฎหมายจาำ เป็นต้องกำาหนดแนวทางในการใช้ดลุ พินิจเพ่ือให้การใช้ดุลพินิจเป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อ
เป็นหลักประกันการใช้ดุลพินิจในการให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องเพราะผุ้ใช้ดุลพินิจได้คาำ นึงถึงเง่ือนไข
ต่างๆท่กี ฎหมายวางกรอบไว้ และเพ่ือเปน็ พื้นฐานในการตรวจสอบการใช้ดุลพินจิ อกี ทางหนึง่ ด้วย

14.2.3 การแกไ้ ขการใชด้ ุลพินิจที่ไมเ่ ป็นธรรม
การแกไ้ ขการใชด้ ลุ พนิ ิจที่ไมเ่ ป็นธรรมของฝ่ายตุลาการ โดยท่ัวไปสามารถกระทำาได้โดยวิธีใด
การแก้ไขการใช้ดุลพินิจท่ีไม่เป็นธรรมของฝ่ายตุลาการ โดยท่ัวไปสามารถกระทาำ ได้โดยการอุทธรณ์คำา
พิพากษาหรือคำาส่ังของศาลช้ันต้น ตามมาตรา 223-มาตรา 246 และการฎีกาคำาพิพากษาหรือคำาส่ังของศาล
อุทธรณ์ ตามมาตรา 247 - มาตรา 252 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามลาำ ดับ หรือการ
อุทธรณ์ฎกี าตามกฎหมายว่าดว้ ยวิธพี จิ ารณาคดขี องศาลชำานญั พเิ ศษอื่นของศาลยุตธิ รรม เช่นศาลแรงงาน ศาล
ภาษีอากร

14.3 การใชก้ ฎหมายให้เกดิ ความเป็นธรรม
1. กฎหมายท้ังหลายตราข้ึนโดยมีเจตนารมณ์ประการหน่ึง คือ เพ่ือการรักษาความสงบสุขและความเป็น

ธรรมของสังคมโดยรวม บนพนื้ ฐานของความชอบธรรมตามกฎหมายและศลี ธรรม
2. การใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม คือ การใช้กฎหมายให้ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้

มากท่ีสุด หรือในการท่ีต่อมาบทบัญญัติของกฎหมายอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่บุคคลผู้ต้อง
ปฏิบัติตามกฎหมายด้วยสาเหตุต่างๆ ผู้ใช้กฎหมายจึงจาำ เป็นต้องหาหนทางใช้กฎหมายให้เกิดความ
เปน็ ธรรมใหม้ ากทส่ี ดุ เทา่ ทจ่ี ะสามารถทำาได้
3. เจตนารมณ์ของกฎหมายเพ่ือสร้างความเป็นธรรมในยุคหน่ึง อาจมองวา่ ไม่เป็นธรรมในอีกยุคสมัยหน่ึง
หากสังคมมกี ารเปลี่ยนแปลงไป ทาำ ให้กฎหมายทั้งฉบับหรือบทบัญญัติบางบทบัญญัติของกฎหมายก่อ
ใหเ้ กิดความไม่เปน็ ธรรมอย่างชัดแจ้ง โดยที่ผูใ้ ช้กฎหมายไม่สามารถหาหนทางในการใช้กฎหมายอย่าง
เปน็ ธรรมได้ จำาเป็นตอ้ งแก้ไขกฎหมายเพอ่ื ให้เกิดความเป็นธรรมต่อไป

14.3.1 เจตนารมณ์ของกฎหมายกับความเปน็ ธรรม
เพราะเหตใุ ดเจตนารมณข์ องกฎหมายจงึ มสี ว่ นสำาคัญในการสร้างความเปน็ ธรรมใหแ้ ก่สังคม
เจตนารมณ์ของกฎหมายมีความสำาคัญในการสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม โดยเฉพาะอย่างย่ิงใน
ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศในระบบท่ีใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษร โดยหลักแล้วผู้ใช้กฎหมายจำาเป็น ต้องใช้
กฎหมายซึ่งตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติซ่ึงเป็นตัวแทนของปวงชนและในการตรากฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง นั้น
ย่อมมคี วามมุ่งหมายที่จะสร้างความสงบสขุ และเปน็ ธรรมแก่สังคม หรอื เพอ่ื แกไ้ ขปัญหาของสงั คมอย่แู ลว้

ชมรมนักศึกษามหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบรุ ี 2551

69

14.3.2 การใชก้ ฎหมายเพื่อใหเ้ กิดความเปน็ ธรรม
การใชก้ ฎหมายใหเ้ กิดความเปน็ ธรรมเกิดขน้ึ ได้อย่างไร
การใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมเกิดข้ึนได้จากหลายองค์ประกอบ เช่น จากเจตนารมณ์และ
บทบัญญัติของกฎหมายท่ีตราข้ึนเพื่อความเป็นธรรม และจากตัวของผู้ใช้กฎหมายที่ต้องเป็นผู้มีคุณธรรมใน
จติ ใจ

14.3.3 การแกไ้ ขกฎหมายให้เกิดความเป็นธรรม
การแกไ้ ขกฎหมายท่ีไมเ่ ปน็ ธรรมเปน็ หนา้ ทีข่ องผู้ใด
การแกไ้ ขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเปน็ หนา้ ที่ของประชาชนทกุ คน และทุกองคก์ รทั้งภาครฐั และเอกชน

แบบประเมนิ ตนเองหนว่ ยที่ 14

1. กฎหมายลกั ษณะท่ีก่อให้เกิดความไมเ่ ป็นธรรมแกส่ งั คม ไดแ้ ก่ กฎหมายทีล่ ้าสมยั
2. กฎหมายทล่ี ้าสมัยเนื่องจากสาเหตุ (1) เทคโนโลยีกา้ วหน้าข้ึน (2) ความคิดของคนในสังคมเปลยี่ นไป
3. กฎหมายลา้ สมยั เนือ่ งจากสาเหตุ ความคิดของคนแต่ละยคุ สมัยทมี่ ตี อ่ กฎหมายนั้นเปลย่ี นแปลงไป
4. กฎหมายเกีย่ วกบั รถลาก เป็นกฎหมายที่ไม่เหมาะสมแกส่ ภาวการณ์ปัจจบุ ัน
5. กฎหมายที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบันได้แก่ (1) กฎหมายว่าด้วยรถลาก (2) กฎหมาย ตาม

ช้าง ร.ศ. 127 (3) กฎหมายลักษณะพยาน ร.ศ. 113 (4) กฎหมายการเปรียบเทียบคดีอาญา
พุทธศักราช 2481
6. ในการใช้กฎหมายควรมีการใช้ดุลพินิจบ้าง เพราะทาำ ให้สามารถปรับใช้กฎหมายให้เหมาะสมในแต่ละ
กรณีได้
7. เจา้ หน้าท่อี อกใบอนุญาตเมือ่ กิจการนนั้ ไมข่ ดั ตอ่ ศีลธรรม ถอื ว่าเป็นการใชด้ ลุ พินจิ
8. การรับแจ้งการดาำ เนินกิจการของเอกชน ไม่ใชก่ ารใชด้ ุลพินิจ
9. แนวทางการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจพบได้จาก (1) รัฐธรรมนูญ (2) กฎหมายในเร่ืองนั้นๆ
(3) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (4) ประมวลกฎหมายอาญา (5) แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ใน
เรือ่ งนน้ั ๆ
10. บุคคลหรือองค์กรท่ีสามารถทบทวนการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือ (1) ศาล (2)
รฐั มนตรี (3) นายกรฐั มนตรี (4) คณะกรรมการพิจารณาอทุ ธรณ์
11. หากเห็นว่าเจ้าหนา้ ทใี่ ช้ดลุ พินิจโดยไม่ชอบ บุคคลผู้ถกู กระทบสิทธิสามารถดำาเนินการ (1) ฟอ้ งศาล (2)
ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นพิจารณาใหม่ (3) อุทธรณ์ไปยังองค์กรพิจารณาอุทธรณ์ (4) ร้องเรียนไปยังผู้บังคับ
บญั ชาของเจา้ หน้าท่ผี ู้น้นั

ชมรมนกั ศึกษามหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช จงั หวัดราชบรุ ี 2551



70

12. หากเห็นว่าคำาพิพากษาของศาลไม่ถูกต้อง คู่ความสามารถ (1) ฎีกาคำาพิพากษา (2) อุทธรณ์คำา
พพิ ากษา

13. ผู้ใช้กฎหมายสามารถใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมได้โดย ใช้กฎหมายตามเจตนารมณ์ของ
กฎหมายนนั้

14. การแกไ้ ขกฎหมายเกิดได้จากเหตผุ ล (1) การเกิดวกิ ฤตเศรษฐกจิ (2) การปฏิรูประบบราชการ (3) ความ
เจริญทางเทคโนโลยี (4) แนวความคดิ ของสังคมเปลยี่ นไป

15. กฎหมายที่สร้างความเปน็ ธรรมแกส่ ังคม ได้แก่ กฎหมายที่เหมาะสมแก่สภาวการณ์
16. วธิ ีการตรวจสอบการใช้ดลุ พินิจของศาลในการพิจาณาคดี คือ การอทุ ธรณค์ ำาส่งั ของศาล
17. สง่ิ ช่วยให้การใช้กฎหมายเกดิ ความเป็นธรรมไดแ้ ก่ (1) รฐั ธรรมนูญ (2) ตัวผใู้ ชก้ ฎหมาย (3) เจตนารมณ์

ของกฎหมาย (4) หลักกฎหมายทวั่ ไป เชน่ หลกั ตาม ป.พ.พ.
18. เหตุผลของการแก้ไขกฎหมายตามหลักการของรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2540 ได้แก่ การมีส่วนร่วม

ของประชาชน

หนว่ ยท่ี 15 การประกอบวชิ าชพี กฎหมาย และจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

1. การประกอบวิชาชีพกฎหมายแบง่ ออกไดเ้ ป็นหลายการประกอบวชิ าชพี กฎหมาย โดยตรงไดแ้ ก่ การเปน็
ผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความ ซ่ึงอยู่ภายใต้การควบคุมของเนติบัณฑิตยสภา ส่วนการประกอบ
อาชพี กฎหมายโดยทัว่ ไป อาจทาำ ได้โดยเปน็ พนกั งานเจา้ หน้าที่ในหน่วยงานของรฐั หรือเอกชน

2. หลักการของวิชาชพี กฎหมายโดยท่วั ไป คือ การอาำ นวยความยุติธรรมและเป็นผูน้ ำามติมหาชน นอกจาก
น้ีผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายยังต้องมีหลักธรรมเฉพาะเฉพาะอาชีพของตนเพ่ือทาำ หน้าที่บริการ
ประชาชนใหด้ ีที่สุดและช่วยให้เกิดความเป็นธรรมในสงั คม

15.1 การประกอบวชิ าชีพกฎหมาย
1. วชิ าชพี กฎหมายเปน็ การประกอบวิชาชีพซึง่ มีองค์การควบคุม มีการศึกษาอบรม มเี จตนารมณ์ เพ่ือ

บรกิ ารประชาชน และเพอื่ อำานวยความสะดวกยุตธิ รรม
2. การประกอบวชิ าชีพกฎหมายแบ่งออกไดเ้ ปน็ การประกอบวชิ าชพี กฎหมายโดยตรง ซงึ่ ได้แก่ การเปน็ ผู้

พิพากษา อัยการ หรือทนายความ อีกประเภทหนึง่ คือ การประกอบวิชาชพี กฎหมายโดยทว่ั ไป โดยเป็น
พนักงานเจ้าหน้าท่ีในหนว่ ยงานของรฐั หรือเอกชน
3. องคก์ ารที่ควบคุมการประกอบวิชาชีพกฎหมายคือเนติบณั ฑิตยสภา

15.1.1 ความหมายของวชิ าชีพกฎหมาย

ชมรมนักศกึ ษามหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวดั ราชบุรี 2551

71

ให้อธิบายความหมายของ “วิชาชพี กฎหมาย”
วิชาชีพกฎหมายเป็นการศึกษาอบรมช้ันสูงท่ีเน้นให้ผู้รับการศึกษาอบรมสามารถนาำ ไปประกอบอาชีพ
เพื่อให้บริการแก่ประชาชนและรกั ษาความยตุ ธิ รรมใหเ้ กิดขนึ้ ในสังคม

15.1.2 การประกอบวชิ าชีพกฎหมาย
ผสู้ ำาเร็จการศึกษาเปน็ นิติศาสตรบ์ ณั ฑิตอาจประกอบอาชีพใดไดบ้ า้ ง
ผ้สู าำ เร็จการศกึ ษาเปน็ นิติศาสตรบ์ ัณฑติ อาจประกอบอาชพี ได้ดังนี้
1) ประกอบวิชาชีพกฎหมายโดยตรง ได้แก่ การเปน็ ผูพ้ พิ ากษา อัยการ หรอื ทนายความ
2) ประกอบอาชีพกฎหมายอ่ืน เช่น เป็นนิติกร ตำารวจ ทหาร อาจารย์ ปลัดอำาเภอ หรือเจ้าพนักงา

นอน่ื ๆ ในหน่วยงานของรัฐ หรือเปน็ นิติกร หรอื เจ้าหนา้ ท่ีในหา้ งรา้ น บรษิ ทั และธนาคารพาณิชย์ ซ่ึง
เป็นหน่วยงานของเอกชน

15.1.3 องคก์ ารที่ควบคมุ การประกอบวิชาชีพกฎหมาย
องคก์ รใดท่คี วบคุมการประกอบวชิ าชีพกฎหมายในประเทศไทย
องค์การท่ีควบคมุ การประกอบวชิ าชีพกฎหมายในประเทศไทยคอื เนติบัณฑติ ยสภา

15.2 หลกั วชิ าชีพนักกฎหมาย
1. หลักการของวิชาชีพทางกฎหมาย คอื การอาำ นวยความยตุ ิธรรมและการเปน็ ผู้นำามตมิ หาชน
2. ทนายความมีหน้าท่ีต้องซื่อตรงต่อตัวเอง ต่อลูกความ ต่เพ่ือนร่วมอาชีพ ต่อชุมชน และต่อการอาำ นวย

ความยตุ ธิ รรม
3. ผูพ้ พิ ากษาต้องไม่มีฉันทาคติ โทสาคติ และภยาคติ และยงั ต้องมใี จเป็นธรรม อิสระ เปดิ เผย เห็นใจผู้อน่ื

และสาำ นกึ ในภาวะสังคม
4. อัยการเปน็ ทนายของแผน่ ดินท้งั ในคดีอาญาและในคดีแพ่ง เป็นสว่ นหนึง่ ของราชการ อาำ นวยความ

ยุติธรรม มีอสิ ระในการดาำ เนนิ คดีความแทนรัฐ เพือ่ ให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน

15.2.1 หลักการของวิชาชพี ทางกฎหมาย
หลกั การของวชิ าชีพทางกฎหมายท่ีนักกฎหมายโดยท่ัวไปพงึ ตอ้ งมนี ัน้ มีประการใดบา้ ง
หลักการวิชาชีพทางกฎหมาย คือการอำานวยความยุตธิ รรมและการเปน็ ผนู้ ำามตมิ หาชน

หากกฎหมายไมส่ อดคลอ้ งกบั ความยุตธิ รรม นักกฎหมายควรปฏบิ ตั อิ ย่างไร

ชมรมนกั ศึกษามหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช จงั หวัดราชบรุ ี 2551

72

หากกฎหมายไม่สอดคล้องกับความยุติธรรม นักกฎหมายควรต้องแก้ไขกฎหมายเข้าสู่ความยุติธรรม
และหากยังไม่อาจแก้ไขกฎหมายได้ ก็ต้องใช้กฎหมายให้ไดค้ วามยตุ ธิ รรมมากทสี่ ดุ โดยบรรเทาความไม่ยตุ ธิ รรม
ให้เหลือน้อยท่สี ุด

เหตใุ ดนกั กฎหมายจงึ มกั จะเปน็ ผู้นาำ มติมหาชนอยู่เสมอ
เหตุท่ีนักกฎหมายเป็นผนู้ ำามติมหาชน เพราะ
1) โดยสภาพของงานวิชาชีพทางกฎหมาย นักกฎหมายเป็นคนกลางประสานประโยชน์ของ

กลุ่มตา่ งๆในสังคม
2) ภารกิจของนักกฎหมายมสี ว่ นสาำ คัญและมอี ทิ ธิพลในการกำาหนดนโยบาย และการตดั สินใจ

ของวงการธุรกิจเอกชนและกิจการของรัฐ
3) ความกล้าในการแสดงความคิดเห็นต่อมหาชนอย่างมีเหตุผล

15.2.2 หลกั ธรรมของทนายความ
นกั กฎหมายมหี น้าท่ีในทางวชิ าชีพท่จี ะตอ้ งปฏิบตั ติ ่อผอู้ นื่ อย่างไร
นักกฎหมายมหี น้าที่ในทางวชิ าชพี ทจี่ ะตอ้ งปฏิบัตติ อ่ ผูอ้ น่ื ดงั นี้ คอื
1) หน้าทต่ี ้องซ่อื ตรงตอ่ ลกู ความ
2) หนา้ ท่ีต้องซื่อตรงต่อกิจการอาำ นวยความยุติธรรม ซึ่งได้แก่ ผู้พิพากษา อัยการ ตัวความและพยาน

ในคดี
3) หน้าทซ่ี ึ่งตรงต่อเพอ่ื นรว่ มวชิ าชีพ
4) หน้าทซ่ี ื่อตรงตอ่ ชุมชน โดยส่งเสริมความยตุ ิธรรมให้เกดิ ขน้ึ ทัง้ ในและนอกศาล

15.2.3 หลกั ธรรมของผู้พพิ ากษา
ผพู้ พิ ากษาจะต้องมหี ลักธรรมประการใดบ้างจึงจะประสาทความยตุ ิธรรมให้แกป่ ระชาชนได้
ผู้พิพากษาจะต้องมีหลักธรรม คือ ปราศจากคติสี่ประการคือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ
และนอกจากคติดังกล่าวแล้ว ผู้พิพากษายังต้องมีหลักธรรมท่ียึดปฏิบัติอีกดังนี้คือ (1) ต้องเป็นอิสระไม่ถูก
อทิ ธพิ ลแทรกแซง (2) ใหค้ วามสะดวกและเป็นธรรมในการพจิ ารณาคดี (3) การพิจารณาคดีตอ้ งเปิดเผยไมง่ ุบงบิ
ตุกติก (4) ในคำาส่ังหรือคำาพิพากษาต้องมีเหตุมีผลและกะทัดรัด (5) ความยุติธรรมต้องมีโดยรวดเร็วและทั่วถึง
แม้แกค่ นท่ียากจนไม่สามารถจบั จ่ายในทางคดไี ด้

15.2.4 หลกั ธรรมของข้าราชการอยั การ
หลักธรรมของอยั การนั้นมีประการใดบา้ ง จึงจะช่วยให้เกดิ ความยุตธิ รรมในการดำาเนินคดี

ชมรมนักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช จงั หวัดราชบุรี 2551

73

หลักธรรมของอัยการนั้นนอกจากจะมีคติเช่นเดียวกับนักกฎหมายโดยท่ัวไป แล้วยังต้องมีคติเพิ่มเติม
ดังนี้ คอื

1) มีอสิ ระในการทาำ งาน เพื่อใหเ้ กดิ ความยุติธรรมแกป่ ระชาชน
2) สำานึกในหนา้ ท่ี เพื่ออาำ นวยความยุติธรรมแก่ประชาชนเปน็ ใหญ่ยง่ิ กวา่ อ่ืนใด ไมม่ ุ่งจะเอาจำาเลยเข้า

คุกทกุ เรอื่ งไป
3) การสัง่ ฟ้องคดีหรือไมฟ่ อ้ งคดตี ้องทำาโดยมีเหตุผล เพ่อื ความยุตธิ รรมแก่ประชาชน
4) การพิจารณาใช้ดุลพินิจในการส่ังคดี การอุทธรณ์ ฎีกา ควรใช้ความเอื้อเฟื้อนึกถึงประโยชน์เทียบ

กบั ความเดอื ดรอ้ นของจาำ เลยในคดี

แบบประเมินตนเองหน่วยท่ี 15

1. วชิ าชีพกฎหมายคอื วชิ าชีพ ซงึ่ มอี งคก์ าร การศึกษาอบรม และอดุ มการณเ์ พ่ือบริการประชาชน
2. ผู้ท่ีประกอบอาชพี กฎหมายโดยตรงคอื ทนายความ
3. ผู้จดั การธนาคารพาณชิ ย์ ไม่ถือวา่ เปน็ การประกอบวิชาชีพกฎหมาย
4. องคก์ ารท่ีควบคุมการประกอบวชิ าชีพกฎหมายในประเทศไทยคือ องคก์ ารเนตบิ ัณฑติ สภา
5. หลักการของวชิ าชีพกฎหมายคือ การอาำ นวยความยตุ ิธรรมและการเป็นผนู้ าำ มตมิ หาชน
6. ทนายความยอ่ มมีพนั ธะต่อลกู ความคอื (1) ต้องอทุ ิศตนเพอื่ ประโยชนข์ องลูกความ (2) ตอ้ งรักษาความ

ลบั ของลกู ความ
7. ทนายความมหี น้าทีต่ ่อศาลคอื ไมเ่ สี้ยมสอนพยานใหเ้ บกิ ความเทจ็ หรอื อาำ พรางพยานหลกั ฐานใดๆ
8. ทนายความมีหน้าทต่ี อ่ ประชาชนคอื คดั ค้านผู้ทข่ี าดคุณสมบตั ิหรือมีประวตั ิหรอื พฤติการณ์อนั ไม่เหมาะ

สมเขา้ มาเปน็ ผูร้ ว่ มวิชาชีพ
9. ผพู้ พิ ากษาที่ดีตอ้ งประพฤตติ นดงั น้ี พิจารณาคดีโดยเปิดเผย ไม่งุบงิบตกุ ตกิ
10. อยั การที่ดีต้องประพฤติตนโดย คำานึงถึงความยุตธิ รรมแก่ประชาชนยงิ่ กว่าอืน่ ใด

-------------------------------------------------

ชมรมนกั ศึกษามหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช จังหวดั ราชบรุ ี 2551


Click to View FlipBook Version