The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ว 30201 ฟิสิกส์1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
จัดทำโดย นักศึกษาฝึกปฏิบัติกรสอน
โรงเรียนมัธยมสุไหงปาดี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by SOFEEYAH HA, 2023-08-29 05:04:41

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์1

ว 30201 ฟิสิกส์1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
จัดทำโดย นักศึกษาฝึกปฏิบัติกรสอน
โรงเรียนมัธยมสุไหงปาดี

เฉลยใบงาน เรื่อง ความเร่ง คำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ กราฟระหว่างความเร็ว (v⃑ ) กับเวลา (t) ของวัตถุที่เคลื่อนที่เป็นเส้นตรงดังรูป จงหา 1. ระยะทางที่เคลื่อนที่ทั้งหมด ระยะทางที่เคลื่อนที่ทั้งหมด หาได้จากผลรวมของ ขนาดการกระจัดในแต่ละช่วง = พื้นที่ใต้กราฟ พื้นที่ใต้กราฟ = x1 + x2 + x3 + x4 = (1 2 ⁄ × 2 × 15) + (1 2 ⁄ × 2 × 15) + (1 2 ⁄ × (20 + 15) × 2) + ( 1 2 ⁄ × 2 × 20) = 85 เมตร 2. การกระจัดที่ได้ทั้งหมด การกระจัด = พื้นที่ใต้กราฟ = x1 + x2 + x3 + x4 = (-15) + 15 + 35 + 20 = 55 เมตร 3. อัตราเร็วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ทั้งหมด (vav) vav = ระยะทางทั้งหมด เวลาทั้งหมด = 85 8 = 10.6 เมตรต่อวินาที 4. ความเร็วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ทั้งหมด (v av) v av = ระยะทางทั้งหมด เวลาทั้งหมด = 55 8 = 6.9 เมตรต่อวินาที 5. ความเร่งที่วินาทีที่ 1 และ 7 ( ∆v ∆t ) ความเร่ง a = ความชันของกราฟ (v ) กับ (t) = ∆v ∆t วินาทีที่ 1, a 1 = ∆v ∆t = (0-(-15) (2-0) = 7.5 เมตรต่อวินาที2 วินาทีที่ 7, a 1 = ∆v ∆t = (0-20) (8-6) = -10 เมตรต่อวินาที2


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 รายวิชา ฟิสิกส์ 1 รหัสวิชา ว 30201 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่าง ๆ ของการเคลื่อนที่แนวตรง ใช้สอนวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566 จำนวน 2 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบ ต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 4 เทคโนโลยี ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 2. ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ สืบค้นข้อมูลและหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ในแนวตรงด้วยความเร็ว คงตัว 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระยะทาง ความเร็ว กับเวลา สำหรับการเคลื่อนที่ในแนวตรงได้ 2. มีทักษะการคำนวณหาระยะทาง ความเร็ว กับเวลา จากกราฟแสดงความสัมพันธ์ได้ 3. ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นได้ 4. สาระสำคัญ กราฟความสัมพันธ์ระหว่าง การกระจัด (Δx) ความเร็ว (v) ความเร่ง (a) และเวลา (t) เพื่อให้เข้าใจได้ ง่าย จะใช้กราฟเส้นตรงหาความสัมพันธ์ระหว่างสองปริมาณที่เป็นปฏิภาคกัน ส่วนกราฟเส้นโค้งใช้ดูการ เปลี่ยนแปลงได้แต่ไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์ได้ชัดเจน


5. สาระการเรียนรู้ กราฟแสดงการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวตรง กราฟความสัมพันธ์ระหว่างการกระจัดกับเวลา 1. ความชันของกราฟการกระจัดกับเวลาแทนความเร็วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ 2. เมื่อความเร็วคงตัว ความเร็วเฉลี่ยเท่ากับความเร็วขณะหนึ่ง 3. การหาความเร็วเฉลี่ยระหว่าง 2 จุดใด ๆ หาจากความชันของเส้นตรงที่ลากจาก จุดทั้งสองบน กราฟตรงช่วงเวลานั้น ความชันจะแทนความเร็วเฉลี่ยและแทนความเร็วขณะหนึ่งตรงจุดกึ่งกลางช่วงเวลานั้น กราฟความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับเวลา 1. ความชันของกราฟความเร็วกับเวลาแทนความเร่งเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ 2. เมื่อความเร่งคงตัว ความเร่งเฉลี่ยเท่ากับความเร่งขณะหนึ่ง 3. การหาความเร่งขณะหนึ่งตรงตำแหน่งเวลาใด หาจากความชันของเส้นตรง ที่ลากสัมผัสกับกราฟ ตรงตำแหน่งเวลานั้น 4. พื้นที่ใต้กราฟความเร็วกับเวลาแทนการกระจัดของการเคลื่อนที่ กราฟความสัมพันธ์ระหว่างความเร่งกับเวลา กราฟเส้นตรง เมื่อหาพื้นที่ใต้กราฟออกมาจะพบว่า พื้นที่ใต้กราฟ = พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า = กว้าง × ยาว พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า = a × t จากนิยาม v = a × t ดังนั้น พื้นที่ใต้กราฟความเร่งกับเวลามีค่าเท่ากับ ความเร็วของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไป ในกรณีที่กราฟมีด้านบนของแกน ความเร็วที่เปลี่ยนแปลง ∆v = พื้นที่ใต้กราฟ a และ t ในกรณีที่กราฟมีทั้งด้านบนและด้านล่างของแกน ความเร็วที่เปลี่ยนแปลง ∆v = ผลต่างของพื้นที่ใต้กราฟ a และ t 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต


7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 8. กิจกรรมการเรียนรู้ - กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เดิม เกี่ยวกับ ระยะทาง การกระจัด อัตราเร็ว ความเร็ว และ ความเร่ง เชื่อมโยงเนื้อหาโดยนักเรียนร่วมกันตอบคำถาม เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทาง การกระจัด อัตราเร็ว ความเร็ว และความเร่ง (ทิ้งช่วงให้นักเรียนคิด) เพื่อนำไปสู่การศึกษา เรื่อง กราฟความสัมพันธ์ระหว่างการกระจัด (Δx) ความเร็ว (v) ความเร่ง (a) และเวลา (t) 2. ครูแจ้งให้นักเรียนทราบว่า จะได้ศึกษาเรื่อง กราฟความสัมพันธ์ระหว่างการกระจัด (Δx) ความเร็ว (v) ความเร่ง (a) และเวลา (t) 3. ครูยกตัวอย่างการเคลื่อนที่ของรถยนต์ในแต่ละวินาที (ตาม power point ) แล้วอธิบายว่าการ เคลื่อนที่ของวัตถุอธิบายได้ด้วยปริมาณต่าง ๆ ดังที่นักเรียนทราบมาแล้ว เช่น ระยะทาง การกระจัด อัตราเร็ว ความเร็ว และความเร่ง ถ้านำปริมาณต่าง ๆ ในการเคลื่อนที่ของวัตถุกับเวลาที่วัตถุใช้ใน การเคลื่อนที่มาเขียนเป็นกราฟ จะได้กราฟความสัมพันธ์ของปริมาณดังกล่าวในลักษณะต่าง ๆ ซึ่ง สามารถใช้กราฟดังกล่าวหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่นั้นได้ - สำรวจค้นหา (Explore) 1. ครูให้นักเรียนพิจารณาการเคลื่อนที่ของรถยนต์ในหนังสือเรียน หน้า 53 ที่แสดงการกระจัดที่รถยนต์ เคลื่อนที่ได้ในแต่ละวินาทีซึ่งจากภาพการเคลื่อนที่ของรถยนต์ สามารถเขียนกราฟความสัมพันธ์ของ การกระจัดกับเวลาได้ที่มีความเร็วคงตัว 5 m/s 2. ครูอธิบายวิธีการคำนวณหาค่าความเร็วจากกราฟความสัมพันธ์ของการกระจัดกับเวลาได้ว่าเป็น กราฟเส้นตรงเฉียงขึ้น แสดงว่าเมื่อเวลาเพิ่มขึ้น การกระจัดที่รถยนต์เคลื่อนที่ได้จะเพิ่มขึ้นตามไป ด้วยในอัตราคงตัวหรือแปรผันตรงซึ่งกันและกันเมื่อหาความชันของกราฟในช่วงเวลา 1 – 3 วินาที จะได้ว่า ขั้นนำ ขั้นสอน


ความชันของกราฟ = 15-5 3-1 =5 m/s 3. ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจมากขึ้นว่าค่าความชันของกราฟระหว่างการกระจัดกับเวลาที่หาได้ ก็คือ ความเร็วของรถยนต์มีค่าเท่ากับ 5 m/s จากสมการเส้นตรงทั่วไป คือ y = mx + c เมื่อ m คือ ความชันของเส้นตรง มีค่าเท่ากับ ∆y ∆x c คือ จุดตัดบนแกน y จากสมการ v= ∆x ∆t หรือ ∆x = vt เมื่อเทียบกับ y = mx + c แล้วกราฟระหว่างการกระจัด (∆x) กับเวลา (t) จะได้ความชัน เท่ากับความเร็ว (v) และจุดตัดบนแกน ∆x เท่ากับ 0 (c = 0) 4. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับกราฟการกระจัดกับเวลา ดังนี้ • ความชันของกราฟการกระจัดกับเวลาแทนความเร็วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ • เมื่อความเร็วคงตัว ความเร็วเฉลี่ยเท่ากับความเร็วขณะหนึ่ง • การหาความเร็วเฉลี่ยระหว่าง 2 จุดใด ๆ หาจากความชันของเส้นตรงที่ลากจากจุดทั้งสองบน กราฟตรงช่วงเวลานั้น ความชันจะแทนความเร็วเฉลี่ยและแทนความเร็วขณะหนึ่งตรงจุด กึ่งกลางช่วงเวลานั้น - อธิบายความรู้ (Explain) 1. ครูทบทวนความรู้ให้กับนักเรียนเกี่ยวกับกราฟความสัมพันธ์สำหรับการเคลื่อนที่ในแนวตรง ดังนี้ • กราฟระหว่างการกระจัดกับเวลา (∆x – t) ความชันของกราฟนี้ คือ ความเร็ว • กราฟระหว่างความเร็วกับเวลา (v – t) ความชันของกราฟนี้ คือ ความเร่ง • ความชันของกราฟ ถ้าความชันเป็นศูนย์ กราฟจะขนานแกน x ถ้าความชันคงตัว กราฟจะ เป็นเส้นตรง ในกรณีความชันไม่คงตัว ถ้าความชันเพิ่มขึ้น กราฟจะโค้งหงาย และถ้าความชัน ลดลง กราฟจะโค้งคว่ำ 2. ครูให้นักเรียนศึกษาตัวอย่าง ตามขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหา ดังนี้ • ขั้นที่ 1 ครูให้นักเรียนทุกคนทำความเข้าใจโจทย์ตัวอย่าง และพิจารณากราฟความสัมพันธ์ • ขั้นที่ 2 ครูถามนักเรียนว่า จากกราฟความสัมพันธ์ สิ่งที่โจทย์กำหนดคืออะไร สิ่งที่โจทย์ ต้องการคืออะไร และต้องทำอย่างไร • ขั้นที่ 3 ครูให้นักเรียนดูวิธีทำในการคำนวณหาคำตอบ • ขั้นที่ 4 ตรวจสอบคำตอบของโจทย์ตัวอย่างว่าถูกต้อง หรือไม่ 3. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับวิธีการคำนวณจากกราฟความสัมพันธ์ที่กำหนด เพื่อให้ นักเรียนสรุปสาระสำคัญลงในสมุดจดบันทึก


- ขยายความเข้าใจ (Elaborate) 1. ครูนำนักเรียนอภิปรายและสรุปเกี่ยวกับกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่าง ๆ ของการ เคลื่อนที่แนวตรง 2. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง กราฟความสัมพันธ์ระหว่างระยะทาง ความเร็ว กับ เวลา ว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่เข้าใจและให้ความรู้เพิ่มเติมในส่วนนั้น โดยที่ครูอาจจะใช้ PowerPoint เรื่อง กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่าง ๆ ของการเคลื่อนที่แนวตรง ช่วยในการอธิบาย 3. ครูให้นักเรียนร่วมกันทำใบงาน เรื่อง กราฟความสัมพันธ์ระหว่างระยะทาง ความเร็ว กับเวลา 4. ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละคนทำแบบฝึกหัด เรื่อง กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่าง ๆ ของการเคลื่อนที่แนวตรง - ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการร่วมกิจกรรมของนักเรียน 2. ครูสังเกตการตอบคำถามของนักเรียน 3. ครูตรวจสอบผลจากใบงาน เรื่อง กราฟความสัมพันธ์ระหว่างระยะทาง ความเร็ว กับเวลา 4. ครูตรวจการทำแบบฝึกหัด เรื่อง กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่าง ๆ ของการเคลื่อนที่ แนวตรง 9. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ - PowerPoint เรื่อง กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่าง ๆ ของการเคลื่อนที่แนวตรง - ใบงาน เรื่อง กราฟความสัมพันธ์ระหว่างระยะทาง ความเร็ว กับเวลา - แบบฝึกหัด เรื่อง กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่าง ๆ ของการเคลื่อนที่แนวตรง ขั้นสรุป


10. การวัดและการประเมินผล 10.1 ด้านความรู้ (K) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. ตรวจใบงาน 2. วัดจากการตอบคำถามที่ครูถาม 1. ใบงาน เรื่อง กราฟ ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทาง ความเร็ว กับเวลา 2. การตอบคำถาม 1. ทำได้ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไปถือว่า ผ่านเกณฑ์ 2. ตอบคำถามของครูได้ 10.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. ตรวจแบบฝึกทักษะ 1. แบบฝึกหัด เรื่อง กราฟแสดง ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่าง ๆ ของการเคลื่อนที่แนวตรง 1. ทำได้ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไปถือว่า ผ่านเกณฑ์ 10.3 ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม (A) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. สังเกตความสนใจและพฤติกรรม ในชั้นเรียน 1. แบบประเมินพฤติกรรม 1. ร้อยละ 60 ขึ้นไป จึงผ่านเกณฑ์ 2. ส่งใบงานตรงตามเวลาที่กำหนด


11. บันทึกหลังการสอน - ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… - ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… - ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ................................................. ( นางสาวซอฟียะห์ ฮะ ) ครูฝึกสอน


12. ความคิดเห็นของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...…………………………………….………… ……………………………………………………………….……………...…………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………….……… ลงชื่อ................................................ ( นางพัชรีพรรณ หวัดเพ็ชร ) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์/ครูพี่เลี้ยง เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ………………………………………………………………….…………………….……………...……………………………………..………… ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ลงชื่อ................................................ (นายโชคชัย หวัดเพ็ชร) หัวหน้าฝ่ายบริหารวิชาการ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………….……………… ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………….……………… ………………………………………………………………………………………….……………...………………………………….…………… ลงชื่อ................................................ (นางสาวนูร์ไอนีย์ ยูโซ๊ะ) รองผู้อำนวยการโรงเรียน


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 รายวิชา ฟิสิกส์ 1 รหัสวิชา ว 30201 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การตกแบบเสรี ใช้สอนวันที่ 3, 5 และ 10, 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 8 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบ ต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 4 เทคโนโลยี ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 2. ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ 2.1 สืบค้นข้อมูลและอธิบายการบอกตำแหน่งของวัตถุในแนวตรงและแกนอ้างอิง การบอกตำแหน่งของวัตถุ ในระนาบและแกนอ้างอิง ระยะทางและการกระจัดของอนุภาคหรือวัตถุ เขียนสัญลักษณ์และรูปแบบแทนการ กระจัดของอนุภาคหรือวัตถุ การหาเวกเตอร์ในหนึ่งมิติ 2.2 สืบค้นข้อมูลและอธิบายการหาอัตราเร็ว ความเร็ว ความเร็วสัมพัทธ์ ของอนุภาคหรือวัตถุ และทดลอง เพื่อหาอัตราเร็วของวัตถุ โดยใช้เครื่องเคาะสัญญาณเวลา หาความเร่งของอนุภาคหรือวัตถุ ทดลองเพื่อหา ความเร่งของวัตถุที่ตกแบบเสรี และเขียนกราฟของความเร็วกับเวลาของวัตถุ 2.3 สืบค้นข้อมูลและหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ในแนวตรงด้วย ความเร็วคงตัว 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกความหมายและอธิบายลักษณะการเคลื่อนที่ของวัตถุตกแบบอิสระได้ 2. ทำการทดลองการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ตกอย่างอิสระเพื่อหาค่าความเร่งโน้มถ่วงได้ได้ 3. คำนวณหาปริมาณที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งได้ 4. ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นได้


4. สาระสำคัญ การเคลื่อนที่ของวัตถุจากที่สูงหรือเคลื่อนที่ในแนวดิ่งภายใต้สนามโน้มถ่วงของโลก เมื่อไม่คิดความ ต้านทานของอากาศ จะปรากฏว่า วัตถุทุกชนิดที่มีมวลมากน้อยต่างกัน ย่อมตกลงสู่พื้นด้วยความเร่งเท่ากัน เสมอ เรียกการเคลื่อนที่แบบนี้ว่า การตกแบบอิสระ (free fall) หรือการตกแบบเสรีซึ่งการตกแบบอิสระนี้ ใช้ได้ทั้งกรณีที่วัตถุตกลงในแนวดิ่งหรือว่าถูกโยนขึ้น การศึกษาการตกอย่างเสรีในที่นี้เราจะกล่าวถึงลักษณะของการเคลื่อนที่ 3 ลักษณะ ได้แก่ 1. ปล่อยวัตถุลงในแนวดิ่งด้วยความเร็วต้นเท่ากับศูนย์ 2. ปาลงในแนวดิ่งด้วยความเร็วต้น 3. ปาขึ้นในแนวดิ่งด้วยความเร็วต้น 5. สาระการเรียนรู้ การเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวดิ่งจะใช้สมการในการคำนวณเหมือนกับการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง แต่เปลี่ยน ความเร่งของวัตถุที่เคลื่อนที่ในแนวดิ่งเป็นความเร่งเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก (g ) ดังนั้นสามารถเขียน สมการการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งได้ดังนี้ v = u+gt ใช้เมื่อโจทย์ไม่กำหนด s ∆y = ( u+v 2 ) t ใช้เมื่อโจทย์ไม่กำหนด g ∆y = ut+ 1 2 gt 2 ใช้เมื่อโจทย์ไม่กำหนด v v 2 = u 2 +2g∆y ใช้เมื่อโจทย์ไม่กำหนด t คล้ายกับการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรงเพื่อความไม่สับสนจะทบทวนความหมายของตัวแปรที่เกี่ยวข้องดังนี้ u คือ ความเร็วต้น มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที (m/S) v คือ ความเร็วปลาย มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที (m/S) t คือ เวลา มีหน่วยเป็น วินาที (S) s คือ การกระจัด มีหน่วยเป็น เมตร (m) g คือ ความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วงของโลก มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที2 สมการที่ใช้ในการคำนวณข้างตันเป็นการพิจารณาขนาดของปริมาณที่เกี่ยวข้องและการกำหนดทิศทาง กำหนดดังนี้ 1. ทิศ u ต้องเป็น + เสมอ ปริมาณใด ตรงข้ามกับ u จะมีค่าเป็น - 2. การกระจัดต้องวัดจากจุดเริ่มต้นและพิจารณาประกอบกับ u


6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 8. กิจกรรมการเรียนรู้ - กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุกรณีความเร่งมีค่าคงตัว เพื่อ เป็นความรู้พื้นฐานนำไปสู่การศึกษา เรื่อง วัตถุตกอย่างอิสระด้วยความเร่งคงตัว 2. ครูสาธิตปล่อยลูกบอลให้ตกลงพื้น โดยนักเรียนสังเกตแนวการเคลื่อนที่ของวัตถุแล้วถามคำถามว่า ถ้านักเรียนปล่อยลูกฟุตบอลตกลงจากตึก ลูกฟุตบอลจะมีลักษณะการเคลื่อนที่อย่างไร (แนวตอบ ลูกบอลมีการเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงในแนวดิ่ง ซึ่งเรียกว่า การตกแบบอิสระ (free fall)) 3. ครูให้นักเรียนอภิปรายแนวการเคลื่อนที่และสรุปได้ว่า การเคลื่อนที่ของลูกบอลเป็นการเคลื่อนที่ แนวตรงในแนวดิ่ง 4. ครูถามนักเรียนว่า การเคลื่อนที่ในแนวดิ่งของลูกบอลมีการเปลี่ยนแปลงความเร็วหรือไม่ หรือมี ความเร่งหรือไม่ (แนวตอบ ลูกบอลมีความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนตกถึงพื้น นั่นคือ วัตถุตกแบบอิสระจะมีความเร่ง ในขณะตกลงสู่พื้น) 5. ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างวัตถุที่ตกลงมาในแนวดิ่งที่นักเรียนสามารถพบในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ นักเรียนสามารถเชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตประจำวันได้ (แนวตอบ มะม่วงตกลงบนหลังคาบ้าน ก้อนหินตกลงมาจากหน้าผา การโดดร่มแบบดิ่งพสุธา วัสดุ ก่อสร้างตกจากตึกที่กำลังก่อสร้าง) 6. จากนั้นครูชี้ให้นักเรียนเห็นว่า การเคลื่อนที่ในแนวดิ่งของวัตถุที่ตกแบบอิสระ สามารถแบ่งพิจารณา ได้ 3 แบบ ตามรายละเอียดใน power point ที่ครูเตรียมมาให้ ขั้นนำ


• การปล่อยวัตถุให้ตกในแนวดิ่ง • การขว้างวัตถุลงมาในแนวดิ่ง • การโยนวัตถุขึ้นในแนวดิ่ง - สำรวจค้นหา (Explore) 1. ครูให้นักเรียนศึกษาความรู้เรื่องการคำนวณหาปริมาณต่าง ๆ ในกรณีที่วัตถุตกแบบอิสระในหนังสือ เรียน หน้า 67 โดยครูและนักเรียนอภิปรายและสรุปร่วมกัน 2. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับสมการการเคลื่อนที่ที่อาศัยความรู้เกี่ยวกับกราฟเส้นตรงแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างความเร็วกับเวลา 4 สมการที่ใช้ในการคำนวณกรณีที่วัตถุตกแบบอิสระ คือ v = u+gt , ∆y = ( u+v 2 ) t , ∆y = ut+ 1 2 gt 2 และ v 2 = u 2 +2g∆y 3. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายของ u v g และ ∆y เพราะปริมาณเหล่านี้เป็นปริมาณ เวกเตอร์ แต่เนื่องจากการเคลื่อนที่แนวตรงจึงมีเพียง 2 ทิศเท่านั้น นักเรียนอาจใช้เครื่องหมายบวก และลบกำกับเพื่อเป็นการบอกทิศทาง 4. ครูนำเสนอตัวอย่างการคำนวณหาปริมาณต่าง ๆ จากสมการการเคลื่อนที่ 5. นักเรียนฝึกคำนวณหาปริมาณต่าง ๆ จากสมการการเคลื่อนที่ - อธิบายความรู้ (Explain) ครูยกตัวอย่าง เรื่องการตกแบบอิสระดังตัวอย่างต่อไปนี้ ตัวอย่างที่ 1 นักเรียนเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน ในระยะทาง 720 เมตร ใช้เวลา 6 นาที นักเรียนใช้ ความเร็วเท่าไหร่ วิธีทำ โจทย์กำหนด s = 720 m t = 5 min = 6 x 60 = 360 s ต้องการหา v จากสมการ v = s t v = 720 360 v = 2 m/s ตอบ นักเรียนใช้ความเร็ว เท่ากับ 2 เมตรต่อวินาที ตัวอย่างที่ 2 รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 30 เมตร/วินาที ไปทางทิศเหนือจากนั้นมีความเร่ง 6 เมตร/ วินาที2 เป็นเวลา 10 วินาที จงหาความเร็วของรถยนต์คันนี้เป็นเท่าใด วิธีทำ โจทย์กำหนด u = 30 m/s a = 6 m/s2 t = 10 s ต้องการหา v ขั้นสอน


จากสมการ v = u + at v = 30 + (6)10 v = 90 m/s ตอบ ด้วยความเร็วของรถยนต์ เท่ากับ 90 เมตรต่อวินาที ตัวอย่างที่ 3 ขว้างลูกบอลลงมาในแนวดิ่งด้วยความเร็ว 15 เมตร/วินาที เมื่อเวลาผ่านไป 4 วินาที วัตถุจะ เคลื่อนลงมาได้ระยะทางเท่ากี่เมตร วิธีทำ โจทย์กำหนด u = 15 m/s t = 4 s ต้องการหา s จากสมการ s = ut + 1 2 gt 2 s = (15)(4) + 1 2 (10)(4)2 s = 60 + 80 s = 140 m ตอบ วัตถุจะเคลื่อนที่ลงมาได้ระยะทาง 140 เมตร - ขยายความเข้าใจ (Elaborate) 1. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง วัตถุตกแบบอิสระ ว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่เข้าใจและให้ ความรู้เพิ่มเติมในส่วนนั้น โดยครูอาจใช้ PowerPoint เรื่อง วัตถุตกแบบอิสระด้วยความเร่งคงตัว 2. ครูมอบหมายให้นักเรียนตอบคำถามในใบงาน เรื่อง วัตถุตกแบบอิสระด้วยความเร่งคงตัว - ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการร่วมกิจกรรมของนักเรียน 2. ครูสังเกตการตอบคำถามของนักเรียน 3. ครูตรวจสอบผลจากใบงาน เรื่อง เรื่อง วัตถุตกแบบอิสระด้วยความเร่งคงตัว 4. ครูตรวจการทำแบบฝึกหัด 9. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนฟิสิกส์เพิ่มเติม เล่ม 1 2. ใบความรู้ 3. โจทย์ตัวอย่าง ขั้นสรุป


10. การวัดและการประเมินผล 10.1 ด้านความรู้ (K) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. ตรวจแบบฝึกทักษะท้ายบท 2. วัดจากการตอบคำถามที่ครูถาม 1. แบบฝึกทักษะท้ายบท 2. การตอบคำถาม 1. ทำได้ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไปถือว่า ผ่านเกณฑ์ 2. ตอบคำถามของครูได้ 10.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. ตรวจแบบฝึกทักษะท้ายบท 1. แบบฝึกทักษะท้ายบท 1. ทำได้ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไปถือว่า ผ่านเกณฑ์ 10.3 ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม (A) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. สังเกตความสนใจและพฤติกรรม ในชั้นเรียน 1. แบบประเมินพฤติกรรม 1. ร้อยละ 60 ขึ้นไป จึงผ่านเกณฑ์ 2. ส่งใบงานตรงตามเวลาที่กำหนด


11. บันทึกหลังการสอน - ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… - ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… - ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ................................................. ( นางสาวซอฟียะห์ ฮะ ) ครูฝึกสอน


12. ความคิดเห็นของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ……………………………………………………………….……………...………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ลงชื่อ................................................ ( นางพัชรีพรรณ หวัดเพ็ชร ) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์/ครูพี่เลี้ยง เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ………………………………………………………………….…………………….……………...……………………………………………….. ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ลงชื่อ................................................ (นายโชคชัย หวัดเพ็ชร) หัวหน้าฝ่ายบริหารวิชาการ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ลงชื่อ................................................ (นางสาวนูร์ไอนีย์ ยูโซ๊ะ) รองผู้อำนวยการโรงเรียน


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 รายวิชา ฟิสิกส์ 1 รหัสวิชา ว 30201 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การตกแบบเสรี ใช้สอนวันที่ 26, 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 4 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบ ต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 4 เทคโนโลยี ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 2. ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ 2.1 สืบค้นข้อมูลและอธิบายการบอกตำแหน่งของวัตถุในแนวตรงและแกนอ้างอิง การบอกตำแหน่งของวัตถุ ในระนาบและแกนอ้างอิง ระยะทางและการกระจัดของอนุภาคหรือวัตถุ เขียนสัญลักษณ์และรูปแบบแทนการ กระจัดของอนุภาคหรือวัตถุ การหาเวกเตอร์ในหนึ่งมิติ 2.2 สืบค้นข้อมูลและอธิบายการหาอัตราเร็ว ความเร็ว ความเร็วสัมพัทธ์ ของอนุภาคหรือวัตถุ และทดลอง เพื่อหาอัตราเร็วของวัตถุ โดยใช้เครื่องเคาะสัญญาณเวลา หาความเร่งของอนุภาคหรือวัตถุ ทดลองเพื่อหา ความเร่งของวัตถุที่ตกแบบเสรี และเขียนกราฟของความเร็วกับเวลาของวัตถุ 2.3 สืบค้นข้อมูลและหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ในแนวตรงด้วย ความเร็วคงตัว 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกความหมายและอธิบายลักษณะการเคลื่อนที่ของวัตถุตกแบบอิสระได้ 2. ทำการทดลองการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ตกอย่างอิสระเพื่อหาค่าความเร่งโน้มถ่วงได้ได้ 3. คำนวณหาปริมาณที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งได้ 4. ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นได้


4. สาระสำคัญ การเคลื่อนที่ของวัตถุจากที่สูงหรือเคลื่อนที่ในแนวดิ่งภายใต้สนามโน้มถ่วงของโลก เมื่อไม่คิดความ ต้านทานของอากาศ จะปรากฏว่า วัตถุทุกชนิดที่มีมวลมากน้อยต่างกัน ย่อมตกลงสู่พื้นด้วยความเร่งเท่ากัน เสมอ เรียกการเคลื่อนที่แบบนี้ว่า การตกแบบอิสระ (free fall) หรือการตกแบบเสรีซึ่งการตกแบบอิสระนี้ ใช้ได้ทั้งกรณีที่วัตถุตกลงในแนวดิ่งหรือว่าถูกโยนขึ้น การศึกษาการตกอย่างเสรีในที่นี้เราจะกล่าวถึงลักษณะของการเคลื่อนที่ 3 ลักษณะ ได้แก่ 1. ปล่อยวัตถุลงในแนวดิ่งด้วยความเร็วต้นเท่ากับศูนย์ 2. ปาลงในแนวดิ่งด้วยความเร็วต้น 3. ปาขึ้นในแนวดิ่งด้วยความเร็วต้น 5. สาระการเรียนรู้ การเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวดิ่งจะใช้สมการในการคำนวณเหมือนกับการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง แต่เปลี่ยน ความเร่งของวัตถุที่เคลื่อนที่ในแนวดิ่งเป็นความเร่งเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก (g ) ดังนั้นสามารถเขียน สมการการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งได้ดังนี้ v = u+gt ใช้เมื่อโจทย์ไม่กำหนด s ∆y = ( u+v 2 ) t ใช้เมื่อโจทย์ไม่กำหนด g ∆y = ut+ 1 2 gt 2 ใช้เมื่อโจทย์ไม่กำหนด v v 2 = u 2 +2g∆y ใช้เมื่อโจทย์ไม่กำหนด t คล้ายกับการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรงเพื่อความไม่สับสนจะทบทวนความหมายของตัวแปรที่เกี่ยวข้องดังนี้ u คือ ความเร็วต้น มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที (m/S) v คือ ความเร็วปลาย มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที (m/S) t คือ เวลา มีหน่วยเป็น วินาที (S) s คือ การกระจัด มีหน่วยเป็น เมตร (m) g คือ ความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วงของโลก มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที2 สมการที่ใช้ในการคำนวณข้างตันเป็นการพิจารณาขนาดของปริมาณที่เกี่ยวข้องและการกำหนดทิศทาง กำหนดดังนี้ 1. ทิศ u ต้องเป็น + เสมอ ปริมาณใด ตรงข้ามกับ u จะมีค่าเป็น - 2. การกระจัดต้องวัดจากจุดเริ่มต้นและพิจารณาประกอบกับ u


6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 8. กิจกรรมการเรียนรู้ - กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุกรณีความเร่งมีค่าคงตัว เพื่อ เป็นความรู้พื้นฐานนำไปสู่การศึกษา เรื่อง วัตถุตกอย่างอิสระด้วยความเร่งคงตัว 2. ครูสาธิตปล่อยลูกบอลให้ตกลงพื้น โดยนักเรียนสังเกตแนวการเคลื่อนที่ของวัตถุแล้วถามคำถามว่า ถ้านักเรียนปล่อยลูกฟุตบอลตกลงจากตึก ลูกฟุตบอลจะมีลักษณะการเคลื่อนที่อย่างไร (แนวตอบ ลูกบอลมีการเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงในแนวดิ่ง ซึ่งเรียกว่า การตกแบบอิสระ (free fall)) 3. ครูให้นักเรียนอภิปรายแนวการเคลื่อนที่และสรุปได้ว่า การเคลื่อนที่ของลูกบอลเป็นการเคลื่อนที่ แนวตรงในแนวดิ่ง 4. ครูถามนักเรียนว่า การเคลื่อนที่ในแนวดิ่งของลูกบอลมีการเปลี่ยนแปลงความเร็วหรือไม่ หรือมี ความเร่งหรือไม่ (แนวตอบ ลูกบอลมีความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนตกถึงพื้น นั่นคือ วัตถุตกแบบอิสระจะมีความเร่ง ในขณะตกลงสู่พื้น) 5. ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างวัตถุที่ตกลงมาในแนวดิ่งที่นักเรียนสามารถพบในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ นักเรียนสามารถเชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตประจำวันได้ (แนวตอบ มะม่วงตกลงบนหลังคาบ้าน ก้อนหินตกลงมาจากหน้าผา การโดดร่มแบบดิ่งพสุธา วัสดุ ก่อสร้างตกจากตึกที่กำลังก่อสร้าง) 6. จากนั้นครูชี้ให้นักเรียนเห็นว่า การเคลื่อนที่ในแนวดิ่งของวัตถุที่ตกแบบอิสระ สามารถแบ่งพิจารณา ได้ 3 แบบ ตามรายละเอียดใน power point ที่ครูเตรียมมาให้ ขั้นนำ


• การปล่อยวัตถุให้ตกในแนวดิ่ง • การขว้างวัตถุลงมาในแนวดิ่ง • การโยนวัตถุขึ้นในแนวดิ่ง - สำรวจค้นหา (Explore) 1. ครูให้นักเรียนศึกษาความรู้เรื่องการคำนวณหาปริมาณต่าง ๆ ในกรณีที่วัตถุตกแบบอิสระในหนังสือ เรียน หน้า 67 โดยครูและนักเรียนอภิปรายและสรุปร่วมกัน 2. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับสมการการเคลื่อนที่ที่อาศัยความรู้เกี่ยวกับกราฟเส้นตรงแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างความเร็วกับเวลา 4 สมการที่ใช้ในการคำนวณกรณีที่วัตถุตกแบบอิสระ คือ v = u+gt , ∆y = ( u+v 2 ) t , ∆y = ut+ 1 2 gt 2 และ v 2 = u 2 +2g∆y 3. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายของ u v g และ ∆y เพราะปริมาณเหล่านี้เป็นปริมาณ เวกเตอร์ แต่เนื่องจากการเคลื่อนที่แนวตรงจึงมีเพียง 2 ทิศเท่านั้น นักเรียนอาจใช้เครื่องหมายบวก และลบกำกับเพื่อเป็นการบอกทิศทาง 4. ครูนำเสนอตัวอย่างการคำนวณหาปริมาณต่าง ๆ จากสมการการเคลื่อนที่ 5. นักเรียนฝึกคำนวณหาปริมาณต่าง ๆ จากสมการการเคลื่อนที่ - อธิบายความรู้ (Explain) ครูยกตัวอย่าง เรื่องการตกแบบอิสระดังตัวอย่างต่อไปนี้ ตัวอย่างที่ 1 นักเรียนเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน ในระยะทาง 720 เมตร ใช้เวลา 6 นาที นักเรียนใช้ ความเร็วเท่าไหร่ วิธีทำ โจทย์กำหนด s = 720 m t = 5 min = 6 x 60 = 360 s ต้องการหา v จากสมการ v = s t v = 720 360 v = 2 m/s ตอบ นักเรียนใช้ความเร็ว เท่ากับ 2 เมตรต่อวินาที ตัวอย่างที่ 2 รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 30 เมตร/วินาที ไปทางทิศเหนือจากนั้นมีความเร่ง 6 เมตร/ วินาที2 เป็นเวลา 10 วินาที จงหาความเร็วของรถยนต์คันนี้เป็นเท่าใด วิธีทำ โจทย์กำหนด u = 30 m/s a = 6 m/s2 t = 10 s ต้องการหา v ขั้นสอน


จากสมการ v = u + at v = 30 + (6)10 v = 90 m/s ตอบ ด้วยความเร็วของรถยนต์ เท่ากับ 90 เมตรต่อวินาที ตัวอย่างที่ 3 ขว้างลูกบอลลงมาในแนวดิ่งด้วยความเร็ว 15 เมตร/วินาที เมื่อเวลาผ่านไป 4 วินาที วัตถุจะ เคลื่อนลงมาได้ระยะทางเท่ากี่เมตร วิธีทำ โจทย์กำหนด u = 15 m/s t = 4 s ต้องการหา s จากสมการ s = ut + 1 2 gt 2 s = (15)(4) + 1 2 (10)(4)2 s = 60 + 80 s = 140 m ตอบ วัตถุจะเคลื่อนที่ลงมาได้ระยะทาง 140 เมตร - ขยายความเข้าใจ (Elaborate) 1. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง วัตถุตกแบบอิสระ ว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่เข้าใจและให้ ความรู้เพิ่มเติมในส่วนนั้น โดยครูอาจใช้ PowerPoint เรื่อง วัตถุตกแบบอิสระด้วยความเร่งคงตัว 2. ครูมอบหมายให้นักเรียนตอบคำถามในใบงาน เรื่อง วัตถุตกแบบอิสระด้วยความเร่งคงตัว - ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการร่วมกิจกรรมของนักเรียน 2. ครูสังเกตการตอบคำถามของนักเรียน 3. ครูตรวจสอบผลจากใบงาน เรื่อง เรื่อง วัตถุตกแบบอิสระด้วยความเร่งคงตัว 4. ครูตรวจการทำแบบฝึกหัด 9. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนฟิสิกส์เพิ่มเติม เล่ม 1 2. ใบความรู้ 3. โจทย์ตัวอย่าง ขั้นสรุป


10. การวัดและการประเมินผล 10.1 ด้านความรู้ (K) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. ตรวจแบบฝึกทักษะท้ายบท 2. วัดจากการตอบคำถามที่ครูถาม 1. แบบฝึกทักษะท้ายบท 2. การตอบคำถาม 1. ทำได้ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไปถือว่า ผ่านเกณฑ์ 2. ตอบคำถามของครูได้ 10.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. ตรวจแบบฝึกทักษะท้ายบท 1. แบบฝึกทักษะท้ายบท 1. ทำได้ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไปถือว่า ผ่านเกณฑ์ 10.3 ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม (A) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. สังเกตความสนใจและพฤติกรรม ในชั้นเรียน 1. แบบประเมินพฤติกรรม 1. ร้อยละ 60 ขึ้นไป จึงผ่านเกณฑ์ 2. ส่งใบงานตรงตามเวลาที่กำหนด


11. บันทึกหลังการสอน - ผลการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… - ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… - ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ................................................. ( นางสาวซอฟียะห์ ฮะ ) ครูฝึกสอน


12. ความคิดเห็นของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ……………………………………………………………….……………...………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ลงชื่อ................................................ ( นางพัชรีพรรณ หวัดเพ็ชร ) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์/ครูพี่เลี้ยง เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ………………………………………………………………….…………………….……………...……………………………………………….. ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ลงชื่อ................................................ (นายอำราน ยะปา) หัวหน้าฝ่ายบริหารวิชาการ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ลงชื่อ................................................ (นางสาวนูร์ไอนีย์ ยูโซ๊ะ) รองผู้อำนวยการโรงเรียน


แผนการจัดการเรียนรู้ที่9 รายวิชา ฟิสิกส์ 1 รหัสวิชา ว 30201 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ ใช้สอนวันที่2, 7, 9 สิงหาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 6 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบ ต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 4 เทคโนโลยี ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 2. ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ 2.1 สืบค้นข้อมูลและอธิบายการหาอัตราเร็ว ความเร็ว ความเร็วสัมพัทธ์ ของอนุภาคหรือวัตถุ และทดลอง เพื่อหาอัตราเร็วของวัตถุ โดยใช้เครื่องเคาะสัญญาณเวลา หาความเร่งของอนุภาคหรือวัตถุ ทดลองเพื่อหา ความเร่งของวัตถุที่ตกแบบเสรี และเขียนกราฟของความเร็วกับเวลาของวัตถุ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เข้าใจความหมายของกรอบอ้างอิงเฉื่อย ปริมาณที่มีการสัมพัทธ์กัน ในกรณีเป็นความเร็วสัมพัทธ์ (K) 2. แสดงคำนวณหาความเร็วการเคลื่อนที่ของวัตถุด้วยวิธีความเร็วสัมพัทธ์ได้(P) 3. สังเกตจากปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเร็วสัมพันธ์ที่พบในในชีวิตประจำวันได้(A) 4. สาระสำคัญ การบอกตำแหน่งของวัตถุจะมีการกำหนดจุดอ้างอิงหรือตำแหน่งอ้างอิง ดังนั้น การเขียนบอก ความเร็วก็จะต้องกำหนดจุดอ้างอิงด้วยเช่นกัน ซึ่งความเร็วและตำแหน่งของวัตถุทุกประเภทจะต้องสัมพัทธ์ กับจุดหรือตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดเสมอ โดยจะเรียกความเร็วที่บอกเทียบกับจุดอ้างอิงว่า ความเร็วสัมพัทธ์ (relative velocity)


5. สาระการเรียนรู้ ปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ได้แก่ ตำแหน่ง การกระจัด ความเร็ว และความเร่ง โดยความเร็วและ ความเร่งมีทั้งค่าเฉลี่ยและค่าขณะหนึ่งซึ่งคิดในช่วงเวลาสั้น ๆ สำหรับปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ เคลื่อนที่แนวตรงด้วยความเร่งคงตัวมีความสัมพันธ์ตามสมการ v = u+ at ∆x = ( u + v 2 ) t ∆x = u t + 1 2 at 2 และ v 2 = u 2 + 2a∆x 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 8. กิจกรรมการเรียนรู้ - กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการเคลื่อนที่ในแนวตรงด้วยความเร็วคงตัว การเคลื่อนที่ในสองมิติเวกเตอร์ตำแหน่ง ความเร็ว ในสองมิติ และความเร่งในสองมิติเพื่อนำไปสู่เนื้อหาเรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์และกรอบอ้างอิงเฉื่อย 2. ครูสนทนากับนักเรียน โดยยกตัวอย่างเรื่องการโดยสารเครื่องบิน และถามนักเรียนในประเด็น ต่อไปนี้ • ทำไมเวลาอยู่บนเครื่องบิน ขณะที่บินอยู่ รู้สึกว่าความเร็วที่เคลื่อนที่ช้ากว่าตอนเคลื่อนที่บน พื้นดิน และยังเวลาในการเดินทางไม่นานก็ถึงจุดหมาย 3. ครูทิ้งช่วงให้นักเรียนคิด จากนั้นครูอธิบายเพื่อให้นักเรียนเข้าใจว่า ทำไมเวลานั่งอยู่บนเครื่องบินเรา จะรู้สึกเหมือนว่าเครื่องบินเคลื่อนที่ช้า แต่ไม่นานก็ถึงจุดหมาย เพราะความเร็วสัมพัทธ์เช่น เวลาเรา ขั้นนำ


ขี่รถจักรยาน เราเร็วกว่าคนที่เดิน ช้ากว่าคนที่ขับมอเตอร์ไซค์ เครื่องบินก็รู้สึกว่าเร็วได้ ตอนที่ เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า (take-off) หรือช่วงเครื่องบินกำลังลงจอด (landing) เพราะเราเข้า ใกล้พื้นโลกพอที่จะหาอะไรมาเทียบความเร็วได้ขณะเดียวกันเมื่อมองดูดวงดาว ดวงจันทร์ หรือดวง อาทิตย์เรากลับรู้สึกเหมือนกับอยู่นิ่ง ๆ ทั้งที่โลกเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมหาศาล (หมุน 1 รอบ ภายใน 1 วัน โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบใน 1 ปี) ซึ่งคือตัวอย่างที่แสดงถึงความเร็วสัมพัทธ์ 4. นักเรียนช่วยกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นคำตอบจากคำถาม 5. ครูอาจจะยกตัวอย่างการเคลื่อนที่ที่เกี่ยวข้องกับความเร็วสัมพัทธ์เพิ่มเติม เช่น การนั่งอยู่ในรถยนต์ แล้วมีรถเมล์ขนาดใหญ่เคลื่อนตัวไปด้านหน้าอยู่ข้าง ๆ รถที่นักเรียนกำลังนั่งอยู่ นักเรียนจะรู้สึกว่า อยู่ถอยหลัง เป็นต้น - สำรวจค้นหา (Explore) 1. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับความหมายของความเร็วสัมพัทธ์เพื่อให้นักเรียนเข้าใจมากขึ้นว่า ความเร็ว สัมพัทธ์ (relative velocity) คือ ความเร็วที่เทียบกันระหว่างความเร็วของวัตถุ 2 สิ่ง ซึ่ง การบอก ตำแหน่งของวัตถุ ต้องมีจุดอ้างอิงและแกนอ้างอิง นั่นคือ มีระบบโคออร์ดิเนตอ้างอิง ในกรณีมีผู้ สังเกตสองคนต่างคนต่างก็สังเกตโดยอ้างอิงตัวเองเป็นหลัก แต่ทั้งสองคนเคลื่อนที่ไป จะทำให้เกิด การสัมพัทธ์กันในเรื่องความเร็วของผู้สังเกตทั้งสอง และกรอบอ้างอิง (frame of reference) หมายถึง ระบบพิกัดโคออร์ดิเนตที่ผู้สังเกตหนึ่ง ๆ ใช้ในการสังเกตวัตถุอื่น ๆ รอบตัวในการเคลื่อนที่ ไป ดังนั้นกรอบอ้างอิงใด ๆ อาจจะเคลื่อนที่ไปโดยผู้สังเกตที่อยู่ในกรอบอ้างอิงนั้นไม่ทราบหรือไม่ รู้ตัวว่าร่วมอยู่ในการเคลื่อนที่ของกรอบอ้างอิงนั้นด้วย 2. ครูให้นักเรียนพิจารณาตัวอย่างการใช้กรอบอ้างอิงที่เคลื่อนที่สัมพันธ์กัน โดยศึกษาจากตำแหน่งของ รถยนต์ A เทียบกับรถยนต์ B และให้ผู้สังเกตอยู่ที่จุด E จากสื่อ power point ที่ครูเตรียมมาให้ 3. ครูให้เนื้อหาความรู้และอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบอ้างอิงและสภาพสัมพัทธ์โดยเปิดสื่อให้ นักเรียน จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศ เช่นhttps://www.youtube.com/watch?v=zrrkvblNN0M 4. ครูให้นักเรียนบอกความหมายของกรอบอ้างอิงเฉื่อย ว่าคืออะไร และยกตัวอย่าง จากการได้รับชม วีดีโอ 5. ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างความเร็วสัมพัทธ์ที่เกี่ยวข้องกับในชีวิตประจำวันของนักเรียน และสุ่ม นักเรียนมา 1-2 คน ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน - อธิบายความรู้ (Explain) 1. ครูให้นักเรียนร่วมกันศึกษาโจทย์ตัวอย่างของวิธีการคำนวณ โดยครูอธิบายเสริมเพื่อให้นักเรียน เข้าใจมากขึ้นจากสื่อ power point เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ 2. ครูให้นักเรียนแต่ละคนศึกษาตัวอย่าง ตามขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหา ดังนี้ ขั้นสอน


• ขั้นที่ 1 ครูให้นักเรียนทุกคนทำความเข้าใจโจทย์ตัวอย่าง • ขั้นที่ 2 ครูถามนักเรียนว่า สิ่งที่โจทย์ต้องการถามหาคืออะไร และจะหาสิ่งที่โจทย์ต้องการ ต้องทำอย่างไร • ขั้นที่ 3 ครูให้นักเรียนดูวิธีทำในการคำนวณหาคำตอบ • ขั้นที่ 4 ตรวจสอบคำตอบของโจทย์ตัวอย่างว่าถูกต้อง หรือไม่ 3. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับวิธีการคำนวณความเร็ว เพื่อให้นักเรียนสรุปสาระสำคัญลง ในสมุดจดบันทึก - ขยายความเข้าใจ (Elaborate) 1. ครูนำนักเรียนอภิปรายและสรุปเกี่ยวกับความเร็วสัมพัทธ์ดังนี้ • ความเร็วสัมพัทธ์และกรอบอ้างอิงเฉื่อย คืออะไร • ในชีวิตประจำวันของนักเรียนได้เกี่ยวข้องกับความเร็วสัมพัทธ์อย่างไรบ้าง ยกตัวอย่าง • นักเรียนยืนอยู่บนโลก ขณะที่โลกหมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบดวงอาทิตย์ เหตุใดนักเรียน จึงไม่รู้สึกว่าเราเคลื่อนที่ • หากนักเรียนยืนอยู่บนรถเมล์ที่เคลื่อนที่อยู่ แล้วทิ้งสิ่งของลงบนพื้นรถ คนที่อยู่บนรถจะเห็น ต่างจากคนที่ยืนอยู่ข้างถนน หรือคนที่อยู่ในรถเมล์อีกคันอย่างไร 2. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนคิดและตอบคำถามอย่างอิสระ และสอบถามเนื้อหาเรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ ว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่เข้าใจและให้ความรู้เพิ่มเติมในส่วนนั้น โดยที่ครูอาจจะใช้ PowerPoint เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ช่วยในการอธิบาย 3. ครูให้นักเรียนร่วมกันทำใบงาน เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ 4. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง - ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจสอบผลการทำแบบทดสอบหลังเรียน 2. ครูตรวจและประเมินการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเร็วสัมพัทธ์ 3. ครูสังเกตการตอบคำถามของนักเรียน 4. ครูตรวจใบงาน เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ ขั้นสรุป


9. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1. เอกสารปรกอบการเรียน เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ 2. Power point เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ 3. ใบงาน เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ 4. แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง 10. การวัดและการประเมินผล 10.1 ด้านความรู้ (K) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. ตรวจใบงาน 2. แบบทดสอบหลังเรียน 1. ใบงาน เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ 2. ข้อสอบ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง 1. ทำใบงานได้ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไป ถือว่าผ่านเกณฑ์ 2. ทำแบบทดสอบผ่านร้อยละ 50% ขึ้นไป 10.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 3. 1. ตรวจใบงาน 1. ใบงาน เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ 1. ทำได้ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไปถือว่า ผ่านเกณฑ์ 10.3 ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม (A) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. สังเกตความสนใจและพฤติกรรม ในชั้นเรียน 1. แบบประเมินพฤติกรรม 1. ร้อยละ 60 ขึ้นไป จึงผ่านเกณฑ์ 2. ส่งใบงานตรงตามเวลาที่กำหนด


ใบงาน เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ คำชี้แจง : ให้นักเรียนแสดงวิธีทำและหาคำตอบจากคำถามต่อไปนี้ 1. เรือลำหนึ่งหันหัวเรือไปทางทิศเหนือเพื่อข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งตรงข้ามด้วยความเร็ว 10กิโลเมตรต่อชั่วโมงเทียบ กับน้ำ กระแสน้ำไหลไปทางทิศตะวันออกด้วยความเร็ว 5กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบกับพื้นดิน จงหาความเร็วของ เรือเมื่อเทียบกับผู้สังเกตที่อยู่ที่ฝั่งด้านตรงข้าม และทิศทางเมื่อเทียบกับพื้นดิน


2. วัตถุ A มีความเร็ว4 เมตรต่อวินาที วัตถุ B มีความเร็ว3 เมตรต่อวินาที เคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง จงหาความเร็ว สัมพัทธ์ของวัตถุ A เทียบกับ B เมื่อ วัตถุ A เคลื่อนไปทางทิศตะวันออก ส่วน B เคลื่อนไปทางทิศตะวันตก และ วัตถุ A เคลื่อนไปทางทิศตะวันออก ส่วน B เคลื่อนไปทางทิศเหนือ


เฉลยใบงาน เรื่อง ความเร็วสัมพัทธ์ คำชี้แจง : ให้นักเรียนแสดงวิธีทำและหาคำตอบจากคำถามต่อไปนี้ 1. เรือลำหนึ่งหันหัวเรือไปทางทิศเหนือเพื่อข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งตรงข้ามด้วยความเร็ว 10กิโลเมตรต่อชั่วโมงเทียบ กับน้ำ กระแสน้ำไหลไปทางทิศตะวันออกด้วยความเร็ว 5กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบกับพื้นดิน จงหาความเร็วของ เรือเมื่อเทียบกับผู้สังเกตที่อยู่ที่ฝั่งด้านตรงข้าม และทิศทางเมื่อเทียบกับพื้นดิน วิธีทำ กำหนดให้ v⃑ br คือ ความเร็วของเรือเทียบกับน้ำ v⃑ bE คือ ความเร็วของเรือเทียบกับพื้นดิน และ v⃑ rE คือ ความเร็วของกระแสน้ำเทียบกับพื้นดิน จะได้ v⃑ br = v⃑ bE − v⃑ rE ความเร็วของเรือเทียบกับผู้สังเกตที่อยู่บนฝั่งตรงข้าม จะได้ v⃑ bE = v⃑ br + v⃑ rE ขนาดของความเร็ว คือ vbE = √(vbr 2 ) + (vrE 2 ) = √(5 2) + (102) = 11.2 km/h ทิศทางหาได้จาก θ = tan−1 ( vbr vrE ) = tan−1 ( 5 10) = 26.6° ดังนั้น เรือจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาด 11.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในทิศทำมุม 26.6 องศา ตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อเทียบกับพื้นดิน


2. วัตถุ A มีความเร็ว4 เมตรต่อวินาที วัตถุ B มีความเร็ว3 เมตรต่อวินาที เคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง จงหาความเร็ว สัมพัทธ์ของวัตถุ A เทียบกับ B เมื่อ วัตถุ A เคลื่อนไปทางทิศตะวันออก ส่วน B เคลื่อนไปทางทิศตะวันตก และ วัตถุ A เคลื่อนไปทางทิศตะวันออก ส่วน B เคลื่อนไปทางทิศเหนือ วิธีทำ วัตถุ A เคลื่อนไปทางทิศตะวันออก ส่วน B เคลื่อนไปทางทิศตะวันตก (วัตถุเคลื่อนที่สวนทางกัน) จากสมการ v⃑ AB = v⃑ A + v⃑ B = 4 + 3 v⃑ AB = 7 m/s ดังนั้น ความเร็วสัมพัทธ์ของวัตถุ A เทียบกับ Bเท่ากับ 7 เมตรต่อวินาทีเมื่อวัตถุ A เคลื่อนไปทางทิศตะวันออก B เคลื่อนไปทางทิศตะวันตก วัตถุ A เคลื่อนไปทางทิศตะวันออก ส่วน B เคลื่อนไปทางทิศเหนือ (วัตถุทำมุมต่อกัน) จากสมการ v⃑ AB = √v⃑ A 2 + v⃑ B 2 − 2v⃑ Av⃑ Bcosθ = √4 2 + 3 2 − 2(4)(3) cos 90° = √16 + 9 − 2(4)(3)(0) v⃑ AB = √25 = 5 ดังนั้น ความเร็วสัมพัทธ์ของวัตถุ A เทียบกับ Bเท่ากับ 5เมตรต่อวินาทีเมื่อวัตถุ A เคลื่อนไปทางทิศตะวันออก B เคลื่อนไปทางทิศเหนือ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 รายวิชา ฟิสิกส์ 1 รหัสวิชา ว 30201 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง แรง และกฎการเคลื่อนที่ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง แรง แรงลัพธ์มวล และน้ำหนัก ใช้สอนวันที่ 14, 16 สิงหาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 4 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบ ต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 4 เทคโนโลยี ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 2. ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ 2.1 หาความสัมพันธ์ระหว่างแรงที่มากระทำต่อวัตถุกับสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ หาแรงลัพธ์เมื่อมี แรงมากกว่าหนึ่งแรงมากระทำต่อวัตถุ โดยการสร้างรูปและการคำนวณ 2.2 สืบค้นข้อมูล สำรวจตรวจสอบ จัดกิจกรรมและอธิบายเกี่ยวกับมวล แรง แรงพื้นฐาน แรงลัพธ์ นำ หนัก สภาพเสมือนไร้น้ำหนัก แรงกิริยา แรงปฏิกิริยา แรงคู่ปฏิกิริยา ศูนย์กลางมวล ศูนย์ถ่วง 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายของแรง แรงลัพธ์มวล และน้ำหนัก เขียนแผนภาพวัตถุอิสระในกรณีต่าง ๆ และ อธิบายความหมายเกี่ยวกับน้ำหนัก แรงสปริง แรงดึงเชือก แรงแนวฉาก และแรงเสียดทาน 2. หาความสัมพันธ์ระหว่างแรงที่มากระทำต่อวัตถุกับสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ หาแรงลัพธ์เมื่อมีแรง มากกว่าหนึ่งแรงมากระทำต่อวัตถุ โดยการสร้างรูปและการคำนวณ 3. สืบค้นข้อมูล สำรวจตรวจสอบ จัดกิจกรรมและอธิบายเกี่ยวกับมวล แรง แรงพื้นฐาน แรงลัพธ์ นำหนัก สภาพเสมือนไร้น้ำหนัก แรงกิริยา แรงปฏิกิริยา แรงคู่ปฏิกิริยา ศูนย์กลางมวล ศูนย์ถ่วง


4. สาระสำคัญ แรง(Force) คือ อำนาจหรือความพยายามที่จะทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ไปจากเดิม เป็น ปริมาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็น นิวตัน (N) แรงลัพธ์ (resultant force) คือ การรวมหรือผลบวกของแรงย่อยทั้งหมดที่กระทำต่อวัตถุหนึ่งๆ ซึ่งเขียน เป็นสมการได้ดังนี้ ∑ F⃑ = F⃑ 1 + F⃑ 2 + F⃑ 3 + … + F⃑ n = ∑ F⃑ i n i=1 มวล (mass) คือ ปริมาณเนื้อสารของวัตถุ เป็นปริมาณสเกลาร์ มีหน่วยเป็นกิโลกรัม (kg) มวลจะมีค่าคงที่ เสมอ และมีสมบัติในการต้านการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ น้ำหนัก (Weight) เกิดจากแรงดึงดูดของโลกที่กระทำต่อมวลของวัตถุที่จุดศูนย์กลางมวลของวัตถุ มีทิศพุ่ง เข้าสู่จุดศูนย์กลางของโลก เขียนน้ำหนักของวัตถุมวล m ได้เป็น W mg = เป็นปริมาณเวกเตอร์มีหน่วยเป็น นิวตัน 5. สาระการเรียนรู้ มวล (mass) คือ ปริมาณเนื้อสารของวัตถุ เป็นปริมาณสเกลาร์ มีหน่วยเป็นกิโลกรัม (kg) มวลจะมีค่าคงที่ เสมอ และมีสมบัติในการต้านการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ การเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ หมายถึง การที่วัตถุมีความเร็วเปลี่ยนไป เช่นในการผลักมวลที่แขวน ห้อยอยู่ด้วยเชือก เราจะรู้สึกว่าผลักมวล 10 กิโลกรัมให้ขยับได้ง่ายกว่ามวล 30 กิโลกรัม แสดงว่า มวลน้อย จะต้านการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่น้อยกว่ามวลมาก สมบัติในการต้านการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของมวลเรียกว่า “ความเฉื่อย” ดังนั้นจึงสามารถ กล่าวได้ว่า วัตถุที่มวลน้อยจะมีความเฉื่อยน้อย วัตถุที่มีมวลมากจะมีความเฉื่อยมาก น้ำหนัก (Weight) เกิดจากแรงดึงดูดของโลกที่กระทำต่อมวลของวัตถุที่จุดศูนย์กลางมวลของวัตถุ มี ทิศพุ่งเข้าสู่จุดศูนย์กลางของโลก เป็นปริมาณเวกเตอร์ W mg = โดยที่ W คือ น้ำหนัก มีหน่วยเป็น นิวตัน (N) m คือ มวล มีหน่วยเป็นกิโลกรัม (kg) g คือ ความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก หรือ แรงดึงดูดของโลก แรง (Force) คือ อำนาจหรือความพยายามที่จะทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ไปจากเดิม เป็น ปริมาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็น นิวตัน (N) ตัวอย่างเช่น


กรณีที่ 1 เดิมวัตถุอยู่นิ่ง เมื่อมีแรง F มากระทำต่อวัตถุ วัตถุจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเปลี่ยนไปจากเดิม คือ เร็วขึ้นเรื่อย ๆ วัตถุอยู่นิ่ง (u = 0) วัตถุจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ กรณีที่ 2 เดิมวัตถุมีความเร็ว u เมื่อมีแรง F มากระทำต่อวัตถุในทิศตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนที่ วัตถุจะมี ความเร็วเปลี่ยนไปจากเดิมคือ ช้าลงเรื่อยๆ วัตถุเคลื่อนที่ (u 0 ) วัตถุเคลื่อนที่ช้าลงเรื่อย ๆ 1. กรณีที่ 3 เดิมวัตถุอยู่นิ่ง ถ้าต่อมามีแรง F มากระทำ แต่แรงลัพธ์เป็นศูนย์ วัตถุจะยังคงอยู่นิ่งเหมือนเดิม วัตถุอยู่นิ่ง (u = 0) วัตถุอยู่นิ่ง (v = 0) กรณีที่ 4 เดิมวัตถุมีความเร็วคงที่ u ต่อมามีแรง F มากระทำ แต่แรงลัพธ์เป็นศูนย์ วัตถุจะ ยังคงเคลื่อนที่ต่อไปด้วยความเร็วคงที่เท่าเดิม วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ กรณีที่ 5 วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v ถ้ามีแรง F คงที่กระทำในทิศตั้งฉากกับความเร็ว วัตถุจะยังคงมีความเร็ว เท่าเดิม แต่เส้นทางการเคลื่อนที่เปลี่ยนไปเป็นวงกลม 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ m m F v m m u m F m u F m F F m F v v F F


3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 8. กิจกรรมการเรียนรู้ - กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครูเริ่มด้วยการออกแรงผลักโต๊ะ และประตู แล้วให้นักเรียนสังเกต พร้อมถามคำถามกระตุ้นความสนใจ - นักเรียนสังเกตเห็นอะไร (โต๊ะเคลื่อนที่ ประตูเปิดออก) - นักเรียนคิดว่าการที่เพื่อนผลักโต๊ะและประตูทำให้โต๊ะและประตูเคลื่อนที่ได้เพราะเหตุใด (เพราะ เพื่อนออกแรงในการผลัก) - นักเรียนคิดว่าความหมายของ แรง คืออะไร (แรง คือ สิ่งที่สามารถทำให้วัตถุที่อยู่นิ่งเคลื่อนที่หรือ ทำให้วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นหรือช้าลง หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุได้) 2. ครูให้นักเรียนดูภาพจาก power point จากนั้นร่วมกันสนทนากับนักเรียนถึงเรื่อง การเคลื่อนที่ของ วัตถุ เกี่ยวข้องกับสิ่งใด โดยใช้คำถามเพื่อเชื่อมโยงให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในประเด็นต่อไปนี้ • การที่วัตถุจะเคลื่อนที่หรือไม่เคลื่อนที่ แรงต้องมีส่วนเกี่ยวข้องทุกครั้งหรือไม่ อย่างไร • ครูถามคำถามว่า “ถ้านักเรียนออกแรงกระทำต่อวัตถุ เพื่อให้วัตถุเคลื่อนที่ แต่วัตถุนั้นกลับไม่ เคลื่อนที่ เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น” (แนวตอบ : การออกแรงกระทำต่อวัตถุอาจทำให้วัตถุเคลื่อนที่ได้ หรือวัตถุอาจไม่เคลื่อนที่ เนื่องจากมีแรงย่อยอื่นมาร่วมกระทำ ทำให้เกิดการหักล้างของแรงในปริมาณเวกเตอร์ ดังนั้นวัตถุที่ จะเคลื่อนที่ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงลัพธ์ที่มากระทำต่อวัตถุ) 3. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายคำตอบของนักเรียนเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การจัดการเรียนรู้ เรื่อง แรง และ แรงลัพธ์ 4. ครูแจ้งจุดประสงค์ในการเรียนหัวข้อนี้ให้นักเรียนทราบ โดยบอกนักเรียนว่า วันนี้นักเรียนต้องสรุปให้ได้ ว่าแรงคืออะไร แรงลัพธ์คืออะไร มวลและน้ำหนักคืออะไร และเราสามารถการหาแรงลัพธ์ได้อย่างไร ขั้นนำ ขั้นสอน


- สำรวจค้นหา (Explore) 1. ครูให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับแรงและแรงลัพธ์ จากหนังสือเรียนหรืออินเทอร์เน็ต เพื่อ เป็นการทำความเข้าใจเนื้อหาด้วยตนเองในเบื้องต้น 2. สอนนักเรียนโดยการใช้ เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง แรง ดังนี้ แรง (Force) คือ อำนาจอย่างหนึ่งที่กระทำหรือพยายามที่จะกระทำต่อวัตถุ เพื่อให้วัตถุเกิดการ เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนรูปร่าง แรงมีหน่วยเป็น นิวตัน (N) ลักษณะที่สำคัญของปริมาณเวกเตอร์ 1. สัญลักษณ์ของปริมาณเวกเตอร์ การแสดงขนาดและทิศทางของปริมาณเวกเตอร์จะใช้ลูกศรแทน โดยขนาดของปริมาณเวกเตอร์แทนด้วยความยาวของลูกศรและทิศทางของปริมาณเวกเตอร์แทนด้วยทิศทาง ของหัวลูกศร สัญลักษณ์ของปริมาณเวกเตอร์ ใช้ตัวอักษรมีลูกศรครึ่งบนชี้จากซ้ายไปขวาแสดงปริมาณเวกเตอร์ ดังรูป 2. เวกเตอร์ที่เท่ากัน เวกเตอร์ 2 เวกเตอร์จะเท่ากันก็ต่อเมื่อมีขนาดเท่ากันและทิศทางไปทาง เดียวกัน ดังรูป 3. เวกเตอร์ตรงข้ามกัน เวกเตอร์ 2 เวกเตอร์จะตรงข้ามกันก็ต่อเมื่อ เวกเตอร์ทั้งสองมีขนาด เท่ากัน แต่มีทิศทางตรงข้ามกัน ดังรูป จากรูป เวกเตอร์A มีขนาด 4 หน่วย ไปทางทิศตะวันออก เวกเตอร์B มีขนาด 3 หน่วย ไปทางทิศใต้ จากรูป เวกเตอร์A เท่ากับ เวกเตอร์B เขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ว่า A⃑⃑ = B⃑⃑ เวกเตอร์C เท่ากับ เวกเตอร์D เขียนเป็นสัญลักษณ ได้ว่า C⃑⃑ = D⃑⃑ C⃑⃑ D⃑⃑ A⃑⃑ B⃑⃑


- อธิบายความรู้ (Explain) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเพิ่มเติมการหาแรงลัพธ์ในกรณีต่างๆ แรงลัพธ์ (resultant force) คือ การรวมหรือผลบวกของแรงย่อยทั้งหมดที่กระทำต่อวัตถุหนึ่งๆ ซึ่ง เขียนเป็นสมการได้ดังนี้ ∑F⃑ = F⃑ 1 + F⃑ 2 + F⃑ 3 + … + F⃑ n = ∑F⃑ i n i=1 1.1 การวาดรูป 1.1.1 แบบหางต่อหัว มีขั้นตอนดังนี้ 1) เขียนแรงแรกตามขนาดและทิศทางที่โจทย์กำหนด โดยกำหนดอัตราส่วนแรงให้ เหมาะสม เช่น 1 N : 1cm 2) นำหางของแรงที่สองไปต่อกับหัวลูกศรของแรงแรก 3) นำหางของแรงที่สามไปต่อกับหัวลูกศรของแรงที่สอง 4) ถ้ามีแรงย่อย ๆ อีกให้นำแรงที่เหลือมาต่อจนครบทุกแรง 5) แรงลัพธ์สามารถหาได้จากการลากลูกศรจากหางของแรงแรกไปยังหัวของแรงสุดท้ายลูกศรที่ลากนี้แทน ขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ 1.1.2 แบบหางต่อหาง มีขั้นตอนดังนี้ 1) เขียนแรงแรกตามขนาดและทิศทางที่โจทย์กำหนด โดยกำหนด อัตราส่วนแรงให้เหมาะสม เช่น 1 N : 1 cm 2) นำหางของแรงที่สองไปต่อกับหางของแรงแรก 3) เขียนเส้นประต่อจากแรงทั้งสองให้เป็นสี่เหลี่ยมด้านขนาน จากรูป เวกเตอร์A ตรงข้ามกับเวกเตอร์B เขียนเป็นสัญลักษณ์ ได้ว่า A⃑⃑ = −B⃑⃑ เวกเตอร์C ตรงข้ามกับเวกเตอร์D เขียนเป็นสัญลักษณ์ ได้ว่า C⃑⃑ = −D⃑⃑ ภาพ การหาแรงลัพธ์ 1+ 2+ 3 โดยวิธีการสร้างรูปแบบหางต่อหัว


4) แรงลัพธ์สามารถหาได้จากการลากลูกศรจากหางของเวกเตอร์ทั้งสองไปยังเส้นทแยงมุมของสี่เหลี่ยมด้าน ขนานลูกศรที่ลากนี้แทนขนาดและทิศทางของ แรงลัพธ์ 1.2 การคำนวณ - ขยายความเข้าใจ (Elaborate) 1. ครูช่วยอธิบายสรุปเพิ่มเติมเพื่อให้นักเรียนเข้าใจดังนี้ - แรง (Force) คือ สิ่งที่กระทำต่อวัตถุในรูปของการพยายามดึง หรือดัน ที่จะทำให้วัตถุนั้น เคลื่อนที่ และเมื่อแรงมากระทำต่อวัตถุ วัตถุอาจจะเคลื่อนที่หรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ เพราะอาจมีแรงอื่น กระทำต่อวัตถุด้วย เช่น ถ้าวัตถุวางอยู่บนพื้น แรงเสียดทานระหว่างพื้นกับวัตถุก็จะกระทำต่อวัตถุ ด้วย หากแรงที่กระทำต่อวัตถุไม่มากพอที่จะเอาชนะแรงเสียดทาน วัตถุก็จะไม่เคลื่อนที่ (ซึ่งแรง เสียดทานเราจะเรียนให้หัวข้อต่อไป) - แรงลัพธ์ คือ ผลรวมของแรงหลาย ๆ แรงที่กระทำต่อวัตถุนั้น และการรวมแรงเป็นการหาค่าแรง ลัพธ์ ทำได้โดยวิธีการวาดรูป และวิธีการคำนวณ ใช้หาแรงลัพธ์ของแรงย่อยที่มี 2 แรง 2. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง แรงและแรงลัพธ์ ว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่เข้าใจและให้ ความรู้เพิ่มเติมในส่วนนั้น 3. ครูให้นักเรียนร่วมกันทำใบงาน เรื่อง แรงและแรงลัพธ์ - ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน 2. ครูสังเกตการตอบคำถามของนักเรียน 3. ครูตรวจสอบผลจากใบงาน ขั้นสรุป ภาพ การหาแรงลัพธ์1+ 2+ 3 โดยวิธีการสร้างรูปแบบหางต่อหาง


9. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนฟิสิกส์เพิ่มเติม เล่ม 1 2. ใบความรู้ 3. โจทย์ตัวอย่าง 4. power Point เรื่อง แรง 10. การวัดและประเมินผล 10.1 ด้านความรู้ (K) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. ตรวจใบงาน 1. ใบงาน เรื่อง เรื่อง แรง 1. ทำใบงานได้ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไป ถือว่าผ่านเกณฑ์ 10.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล 1. ตรวจใบงาน 1. ใบงาน เรื่อง แรง 1. ทำใบงานได้ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไป ถือว่าผ่านเกณฑ์ 10.3 ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม (A) วิธีการวัดผลและการประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินประเมินผล - สังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล - แบบสังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 11. บันทึกหลังการสอน - ผลการจัดการเรียนรู้


………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… - ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… - ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ................................................. ( นางสาวซอฟียะห์ ฮะ ) ครูฝึกสอน 12. ความคิดเห็นของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง


ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...…………………………………….………… ……………………………………………………………….……………...…………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………….……… ลงชื่อ................................................ ( นางพัชรีพรรณ หวัดเพ็ชร ) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์/ครูพี่เลี้ยง เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ………………………………………………………………….…………………….……………...……………………………………..………… ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………………………… ลงชื่อ................................................ (นายอำราน ยะปา) หัวหน้าฝ่ายบริหารวิชาการ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………….……………… ………………………………………………………………………………………….……………...……………………………….……………… ………………………………………………………………………………………….……………...………………………………….…………… ลงชื่อ................................................ (นางสาวนูร์ไอนีย์ ยูโซ๊ะ) รองผู้อำนวยการโรงเรียน


แรง (Froce) แรง (Force) คือ อำนาจอย่างหนึ่งที่กระทำหรือพยายามที่จะกระทำต่อวัตถุ เพื่อให้วัตถุเกิดการเปลี่ยน สภาพการเคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนรูปร่าง ซึ่งแรงเป็นปริมาณที่มองไม่เห็น แต่เราสามารถสังเกตผลที่เกิดกับวัตถุที่ถูก แรงกระทำได้ ดังนั้นเพื่อให้ทราบว่าแรงที่กระทำหรือพยายามกระทำต่อวัตถุมีขนาดมากหรือน้อยเพียงใน นักวิทยาศาสตร์จึงกำหนดหน่วยที่ใช้วัดขนาดของแรงเป็น นิวตัน (N) ลักษณะที่สำคัญของปริมาณเวกเตอร์ การหาแรงลัพธ์ในกรณีต่างๆ วิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ใบความรู้ เรื่อง แรง 3. เวกเตอร์ตรงข้ามกัน เวกเตอร์ 2 เวกเตอร์จะตรงข้ามกันก็ ต่อเมื่อ เวกเตอร์ทั้งสองมีขนาด เท่ากัน แต่มีทิศทางตรงข้าม กัน ดังรูป จากรูป เวกเตอร์A ตรงข้ามกับเวกเตอร์B เขียนเป็นสัญลักษณ์ ได้ว่า A⃑⃑ = −B⃑⃑ เวกเตอร์C ตรงข้ามกับเวกเตอร์D เขียนเป็นสัญลักษณ์ ได้ว่า C⃑⃑ = −D⃑⃑ 1. สัญลักษณ์ของปริมาณเวกเตอร์ การแสดงขนาดและ ทิศทางของปริมาณเวกเตอร์จะใช้ลูกศรแทน โดยขนาดของ ปริมาณเวกเตอร์แทนด้วยความยาวของลูกศรและทิศทางของ ปริมาณเวกเตอร์แทนด้วยทิศทาง ของหัวลูกศร สัญลักษณ์ของ ปริมาณเวกเตอร์ ใช้ตัวอักษรมีลูกศรครึ่งบนชี้จากซ้ายไปขวา แสดงปริมาณเวกเตอร์ ดังรูป จากรูป เวกเตอร์A มีขนาด 4 หน่วย ไปทางทิศตะวันออก เวกเตอร์B มีขนาด 3 หน่วย ไปทางทิศใต้ 2. เวกเตอร์ที่เท่ากัน เวกเตอร์ 2 เวกเตอร์จะเท่ากันก็ต่อเมื่อ มีขนาดเท่ากันและทิศทางไปทาง เดียวกัน ดังรูป จากรูป เวกเตอร์A เท่ากับ เวกเตอร์B เขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ว่า A⃑⃑ = B⃑⃑ เวกเตอร์C เท่ากับ เวกเตอร์D เขียนเป็นสัญลักษณ ได้ว่า C⃑⃑ = D⃑⃑ A⃑⃑ B⃑⃑ C⃑⃑ D⃑⃑ ข้อควรทราบ ในการหาผลลัพธ์ของปริมาณเวกเตอร์ ทำได้โดยอาศัยวิธีการทางเวกเตอร์ ซึ่ง ต้องหาผลลัพธ์ทั้งขนาดและ ทิศทาง การหาผลลัพธ์ของแรงหลายแรง การรวมแรงซึ่งมีหลายแรงเพื่อจะหาแรง ลัพธ์เพียงแรงเดียว นิยมใช้สัญลักษณ์ เรียกว่า ∑ F แทน เพื่อรวมผลบวกที่มีแรงหลายๆ ค่า เช่น F⃑⃑ 1 , F⃑⃑ 2 , F⃑⃑ 3 กระทำพร้อม ๆ กันที่จุดเดียว ดังนี้ แรงลัพธ์ (R) = F⃑⃑ 1 +F⃑⃑ 2 + F⃑⃑ 3


แรงลัพธ์ (resultant force) คือ การรวมหรือผลบวกของแรงย่อยทั้งหมดที่กระทำต่อวัตถุหนึ่งๆ ซึ่ง เขียนเป็นสมการได้ดังนี้ ∑F⃑ = F⃑ 1 + F⃑ 2 + F⃑ 3 + … + F⃑ n = ∑F⃑ i n i=1 1. การวาดรูป 2. การคำนวณ ภาพ การหาแรงลัพธ์ 1+ 2+ 3 โดยวิธีการสร้างรูปแบบหางต่อหัว 1.1 แบบหางต่อหัว มีขั้นตอนดังนี้ 1) เขียนแรงแรกตามขนาดและทิศทางที่โจทย์กำหนด โดย กำหนดอัตราส่วนแรงให้เหมาะสม เช่น 1 N : 1 cm 2) นำหางของแรงที่สองไปต่อกับหัวลูกศรของแรงแรก 3) นำหางของแรงที่สามไปต่อกับหัวลูกศรของแรงที่สอง 4) ถ้ามีแรงย่อยๆ อีกให้นำแรงที่เหลือมาต่อจนครบทุกแรง 5) แรงลัพธ์สามารถหาได้จากการลากลูกศรจากหางของ แรงแรกไปยังหัวของแรงสุดท้ายลูกศรที่ลากนี้แทน ขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ 1.2 แบบหางต่อหาง มีขั้นตอนดังนี้ 1) เขียนแรงแรกตามขนาดและทิศทางที่โจทย์กำหนด โดย กำหนด อัตราส่วนแรงให้เหมาะสม เช่น 1 N : 1 cm 2) นำหางของแรงที่สองไปต่อกับหางของแรงแรก 3) เขียนเส้นประต่อจากแรงทั้งสองให้เป็นสี่เหลี่ยมด้านขนาน 4) แรงลัพธ์สามารถหาได้จากการลากลูกศรจากหางของ เวกเตอร์ทั้งสองไปยังเส้นทแยงมุมของสี่เหลี่ยมด้านขนาน ลูกศรที่ลากนี้แทนขนาดและทิศทางของ แรงลัพธ์ ภาพ การหาแรงลัพธ์1+ 2+ 3 โดยวิธีการสร้างรูปแบบหางต่อหาง 1. แรงที่กระทำต่อวัตถุมีทิศทางเดียวกัน แรงลัพธ์เท่ากับผลบวกของแรงย่อยสองแรง


\ 2. แรงที่กระทำต่อวัตถุที่มีทิศตรงข้ามกัน แรงลัพธ์เท่ากับผลบวกของแรงย่อยสองแรง ∑F ⃑⃑ = F⃑ 1 - F⃑ 2 3. แรงสองแรงที่กระทำต่อวัตถุมีทิศตั้งฉากกัน แรงลัพธ์หาได้จากการสร้างให้เป็นสี่เหลี่ยมด้าน ขนานแล้วใช้ทฤษฎีบทพีทาโกลัส ∑⃑ = √ F⃑ 1 2 + F⃑ 2 2 4. แรงสองแรงที่กระทำต่อวัตถุมีทิศทำมุมใดๆ ต่อกัน แรงลัพธ์หาได้โดยลากเส้นทแยงมุมจากการสร้าง สี่เหลี่ยมด้านขนาน ∑F⃑ = √ F⃑ 1 2 + F⃑ 2 2 + 2F⃑ 1F⃑ 2 cos θ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 รายวิชา ฟิสิกส์ 1 รหัสวิชา ว 30201 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง แรง และกฎการเคลื่อนที่ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ใช้สอนวันที่ 21, 23 และ 28, 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 8 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบ ต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 4 เทคโนโลยี ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 2. ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ 2.1 สืบค้นข้อมูล สำรวจตรวจสอบ จัดกิจกรรมและอธิบายเกี่ยวกับมวล แรง แรงพื้นฐาน แรงลัพธ์ นำ หนัก สภาพเสมือนไร้น้ำหนัก แรงกิริยา แรงปฏิกิริยา แรงคู่ปฏิกิริยา ศูนย์กลางมวล ศูนย์ถ่วง 2.2 สำรวจ ตรวจสอบกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน และนำกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันไปประยุกต์ใช้ได้ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.สามารถบอกความหมายของมวลและกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันทั้งสามข้อได้ (K) 2. มีทักษะการคำนวณหากฎการเคลื่อนที่ของนิวตันได้ถูกต้อง (P) 3. เพื่อให้มีเจตคติต่อวิชาฟิสิกส์ ในด้านคุณภาพการสอน ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ และด้าน บรรยากาศการเรียนรู้ (A) 4. สาระสำคัญ มวล (mass) เป็นสมบัติประจำตัวของวัตถุอย่างหนึ่งโดยเป็นสมบัติทางความเฉื่อย (inertia) ต่อการ เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยที่มวลเป็นปริมาณสเกลาร์ ในระบบเอสไอมีหน่วยเป็นกิโลกรัม (kg)


กฎข้อที่หนึ่งของนิวตัน หรือกฎแห่งความเฉื่อย กล่าวว่า "วัตถุทุกชนิดจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ นอกจากมีแรงมากระทำต่อวัตถุ" กฎข้อที่สองของนิวตัน กล่าวว่า "ความเร่งของของวัตถุจะแปลผันตรงกับแรงสุทธิที่กระทำต่อวัตถุ และ แปรผกผันกับมวลของวัตถุ" ทิศของความเร่งจะมีทิศเดียวกับแรงสุทธิที่กระทำบนวัตถุ สามารถเขียนอยู่ใน รูปของสมการทางคณิตศาสตร์ได้ดังนี้ ∑F⃑i=ma⃑ n i=0 กฎข้อที่สามของนิวตัน - กฎของแรงกิริยาและแรงปฏิกิริยา กล่าวว่า "เมื่อวัตถุชิ้นหนึ่งออกแรง (แรง กิริยา , action) กระทำต่อวัตถุอีกชิ้นหนึ่ง วัตถุอันหลังจะออกแรงด้วยขนาดที่เท่ากันแต่ทิศตรงกันข้าม (แรงปฏิกิริยา - reaction) กับแรงที่เกิดจากวัตถุอันแรก" 5. สาระการเรียนรู้ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน แนวคิดเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ซึ่งเป็นทั้งหมดของวิชากลศาสตร์นั้นมีพื้นฐานมาจาก กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน (Newton’s laws of motion) มีใจความดังนี้ ข้อที่1กฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งของนิวตัน (กฎของความเฉื่อย) “วัตถุจะรักษาสภาพหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ในทิศทางเดิม เมื่อมีแรงลัพธ์ที่มากระทำ ต่อวัตถุมีค่าเท่ากับศูนย์” ∑F⃑ = 0 ข้อที่ 2 กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน (กฎของความเร่ง) “เมื่อมีแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์มากระทำกับวัตถุ วัตถุจะมีความเร่งในทิศทางเดียวกับแรงลัพธ์และแปร ผันตรงกับแรงลัพธ์ แต่จะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ” ∑F⃑ = ma ข้อที่ 3 กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตัน (แรงกิริยา = แรงปฏิกิริยา) “เมื่อมีแรงกระทำระหว่างวัตถุสองก้อน แรงที่วัตถุทั้งสองกระทำต่อกัน จะมีขนาดเท่ากันและมีทิศทาง ตรงกันข้าม” F⃑12 = F⃑21


ตัวอย่างที่ 1 รถทดลองมวล 20 กิโลกรัม ถูกแรงดึง 10 นิวตัน จะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งเท่าใด และหากตอน แรกมวลนี้อยู่นิ่งๆ ถามว่าเมื่อเวลาผ่านไป 2 วินาที จะเคลื่อนที่ไปได้ไกลกี่เมตร 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 8. กิจกรรมการเรียนรู้ - กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับแรง เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานนำไปสู่การศึกษา เรื่อง มวล (โดยใช้เกม Quizwhizzer เป็นเกมการสอนในรูปแบบของบอร์ดเกม ) 2. ครูเปิดประเด็นและนำอภิปรายโดยคำถามที่เชื่อมโยงสู่ชีวิตประจำวันว่า ระหว่างรถยนต์กับรถบรรทุก ถ้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัวเท่ากัน เมื่อเบรกอย่างกะทันหันรถคันไหนสามารถหยุดนิ่งได้ก่อน เพราะเหตุใด (รถยนต์ เพราะว่า รถยนต์มีมวลน้อย ย่อมมีความเฉื่อยน้อยกว่า) ขั้นนำ วิธีทำ โจทย์กำหนด m = 20 kg F = 10 N t = 2 s ต้องการหา a และ s จากสมการ F = ma จากสมการ s = ut + 1 2 at2 แทนค่า 10 = 20a แทนค่า s = (0)(2) + 1 2 (0.5) (2)2 จะได้ a = 0.5 m/s2 จะได้ s = 1 m ตอบ รถทดลองเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง 0.5 เมตรต่อวินาทีกำลังสอง และเคลื่อนที่ได้ระยะทาง 1 เมตร


Click to View FlipBook Version