การพัฒนาทักษะการพูดโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง เด็กอนุบาลปีที่2 โรงเรียนบ้านโคกหนองแซง อ าเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี นางสาวกิตติธร ชาบัวน้อย รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา รายวิชา ED403 การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1 หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์วิทยาลัยสันตพล ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
ค าน า การจัดทำวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ED403 การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา1 เรื่องการพัฒนาทักษะการพูดโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง เพื่อพัฒนาทักษะด้าน การพูดของเด็กปฐมวัยระดับชั้นอนุบาลปีที่2 โรงเรียนบ้านโคกหนองแซง ให้มีทักษะด้านการพูดที่ ดีขึ้น เนื่องจากเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่2 มีปัญหาด้านการใช้ภาษา คือ พูดภาษากลางไม่ชัดติดใช้ ภาษาถิ่น บางคนยังขาดความมั่นใจและไม่กล้าแสดงออก จึงทำให้สื่อสารได้ไม่ดีมากนักผู้ทำวิจัยจึง ได้จัดทำวิจัยเล่มนี้ขึ้นมา การวิจัยดังกล่าวผู้วิจัยมีความคาดหวังว่าจะเป็นแนวทางสำหรับการนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ ต่อไป หรือสามารถนำไปปรับประยุกย์ใช้กับห้องเรียนของผู้อ่านได้ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิจัย เล่มนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย นางสาวกิตติธร ชาบัวน้อย คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาปฐมวัย 05/06/2566
สารบัญ เรื่อง หน้า ค าน า สารบัญ สารบัญตาราง บทที่1 บทน า ความเป็นมาและความสำคัญ วัตถุประสงค์ของวิจัย สมมติฐานของการวิจัย ขอบเขตการวิจัย ตัวแปรที่ศึกษา ระยะเวลาในการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ กรอบแนวคิดในการวิจัย 1-5 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการพูด เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทานประกอบการแสดง งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6-20 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ตัวแปรที่ศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 21-66 บทที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 67-73
บทที่5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผล อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ 74-76 บรรณานุกรม 77 ภาคผนวก นิทานเรื่อง หนูน้อยหมวกแดง นิทานเรื่อง ลูกหมู3ตัว นิทานเรื่อง เด็กเลี้ยงแกะ 78-88 ประวัติผู้วิจัย 89
สารบัญตาราง หน้า ตารางเครื่องมือวิจัย เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่ 1 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่ 2 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่ 3 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่ 4 เครื่องมือวิจัยแบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด สัปดาห์ที่ 1 เครื่องมือวิจัยแบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด สัปดาห์ที่ 2 เครื่องมือวิจัยแบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด สัปดาห์ที่ 3 เครื่องมือวิจัยแบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด สัปดาห์ที่ 4 23-66 ตารางแสดงผลคะแนน ตารางแสดงผลคะแนนก่อนการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง ตารางแสดงผลคะแนนสัปดาห์ที่1 หลังการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง ตารางแสดงผลคะแนนสัปดาห์ที่2 หลังการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง ตารางแสดงผลคะแนนสัปดาห์ที่3 หลังการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง ตารางแสดงผลคะแนนสัปดาห์ที่4 หลังการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง ตารางแสดงผลคะแนนเปรียบเทียบก่อนและหลังจัดกิจกรรมสัปดาห์ที่ 4 68-73
1 บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญ การจัดการศึกษามีบทบาทสําคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ โดยเฉพาะการจัด การศึกษาปฐมวัยเป็นการจัดการศึกษาที่เป็นรากฐานสําคัญในการพัฒนามนุษย์เพราะเด็กในวัยนี้ เป็นวัยแห่งช่วงพลังการเจริญเติบโตของชีวิตที่ควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนอย่างถูกต้อง เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต (ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 2563 : 196) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าพัฒนาการจัดการศึกษาและการเรียนรู้สำหรับเด็ก ปฐมวัย เพื่อให้เด็กทุกคนมีพัฒนาการที่ดีเหมาะสมกับวัย ทั้งทางร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา มีทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สอดคล้องกับหลักการพัฒนา ศักยภาพของแต่ละบุคคล สร้างให้เด็กมีคุณลักษณะมีอุปนิสัยใฝ่ดี มีคุณธรรม มีวินัย ใฝ่รู้ มี ความคิดสร้างสรรค์ และสามารถซึมซับสุนทรียะและวัฒนธรรมที่หลากหลายได้ ตามบทบัญญัติที่ กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 เพื่อให้สถานศึกษาและครู มีแนวปฏิบัติพื้นฐานนำไปใช้วางแนวทางในการขับเคลื่อนการ จัดการศึกษาและการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมและสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาการพัฒนาคุณภาพเด็กในช่วงปฐมวัย โดยให้ยึดหลักการ สำคัญ คือ การพัฒนาเด็กแบบองค์รวม (Holistic Development) ให้เด็กมีพัฒนา 4 ด้าน ประกอบด้วย ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างสมวัย รวมทั้งพัฒนาด้านตัวตน (Self Development) พัฒนาทักษะสมอง (Executive Function: EF) ให้มากขึ้น เพื่อให้เด็กรู้สึก มีคุณค่า มีความเชื่อมั่น และภูมิใจในตนเอง และเป็นเด็กที่คิดเป็น มีเหตุมีผล และรู้จักกำกับตนเอง (Good,1973) สติปัญญาหมายถึงความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เป็นความสามารถทางสมองในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เป็นความสามารถ ทางสมองในการรวบรวมประสบการณ์ต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน
2 ซึ่งความสามารถทางสมองนี้สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบทางสติปัญญา (Hurlock,1983) พัฒนาการว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่มีลำดับขั้นตอนต่อเนื่อง เน้น ขบวนการการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ผสมผสานกัน (Piaget, 1963) เชื่อว่า พัฒนาการทางสติปัญญานั้น หมายถึงความสามารถที่จะคิดค้นสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างมีเหตุผล (สุมนา พานิช 2531 : 36) พัฒนาการทางสติปัญญา หมายถึงความสามารถในการจำ การรู้จักคิด การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา การที่เด็กจะมีความสามารถดังกล่าวได้ จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา ไปตามขั้นตอน เริ่มจากการรับรู้สิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า คือการจับต้อง การเห็น การได้ ยิน การรู้รส และการได้กลิ่น การกระตุ้นเข้าประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กทำให้เกิดพัฒนาการทาง สติปัญญา จากความหมายข้างต้นจะเห็นว่า พัฒนาการทางสติปัญญานั้นเป็นความหมายในการ สะสมประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมโดยผ่านการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งจะทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านต่างๆ สำหรับเด็กปฐมวัย พัฒนาการทางสติปัญญาจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและบุคคล รวมถึงประสบการณ์ที่กระตุ้นให้เด็กเกิดการคิด ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ศักยภาพด้านปัญญาเป็น พัฒนาการที่สําคัญควรพัฒนาให้กับเด็กปฐมวัย ซึ่งหนึ่งในพัฒนาการทางด้าน สติปัญญา คือ พัฒนาการทางด้านภาษา(พญ.เสาวนีย์ พิชัยรักษ์พร,2561) พัฒนาการทางภาษา มีความสำคัญใน ขบวนการสื่อสารซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้เพิ่มเติมการพัฒนาสติปัญญาในการแก้ไขปัญหา ต่างๆการเข้าสังคมและการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นซึ่งภาษาแบ่งเป็น/ด้านหลักๆคือ 1.ภาษาที่แสดงออก คือ ความสามารถในการแสดงออกทางภาษาผ่านการมองเห็น เช่น การเขียนสัญลักษณ์ ท่าทาง การแสดงออกเป็นต้นและผ่านการได้ยินโดยการพูด 2.ภาษาที่เปิดกว้าง คือ ความสามารถในการ เข้าใจ รู้ภาษาที่ผู้อื่นแสดงออกมาผ่านการมองเห็น เข้าใจภาษาท่าทาง สัญลักษณ์ต่างๆ ความสามารถในการอ่านและฟัง โดยภาษามีหน้าที่สำคัญในการพัฒนาทักษะด้านการพูดของเด็ก เป็นอย่างมาก บทความของ(Atisci,2566) ทักษะการพูด หมายถึง ความสามารถในการสื่อสาร อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถถ่ายทอดความคิดออกมายังผู้รับสารผ่านคำพูด ทักษะการพูดที่ดีมี ความสำคัญในด้านต่างๆของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัว สภาพแวดล้อมทางอาชีพ การ พูดในที่สาธารณะ และการสนทนาในชีวิตประจำวัน ผู้ใหญ่ควรส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถ
3 ทางด้านการพูดสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาที่จําเป็น เพราะเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ภาษาพูดจะแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่พูดเป็นอย่างไรและการพูดเป็นเครื่องมือสำคัญของการ ติดต่อสื่อสาร ที่จะนำไปความสำเร็จในชีวิต ทั้งนี้เพราะมนุษย์ต้องใช้ภาษาอยู่เสมอและใช้คำพูดใน การสื่อถึงบุคคลหรือเป็นวิธีทางหนึ่งในการถ่ายทอดชักนำเอาความรู้สึกนึกคิดของตนมาตีแผ่ แสดง ให้ผู้อื่นได้ทราบละเข้าใจ เมื่อเป็นเช่นนี้การพูดจึงเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการดำรงชีวิตอยู่ใน สังคมร่วมกับผู้อื่น จากสภาพปัญหาในชั้นเรียนที่ผู้วิจัยได้ปฏิบัติการสอนในชั้นอนุบาลปีที่ 2 เด็กปฐมวัยมี ปัญหาในการใช้ภาษาไทย คือ พูดภาษาไทยไม่ชัดและพูดไม่เป็นคำ บางคนไม่ยอมพูดอีกทั้งยังขาด ความมั่นใจในการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร จากเด็กปฐมวัย 9 คน จะมีสภาพปัญหาดังกล่าว 6 คนซึ่ง จากสภาพปัญหาและความสําคัญดังที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาทักษะการ พูดให้กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ทั้งห้อง โดยการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงเพราะ ในนิทานจะมีบทพูดของตัวละครต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านการพูดของเด็กปฐมวัยให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4 วัตถุประสงค์ของวิจัย 1. เพื่อพัฒนาทักษะการพูดโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง 2. เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้ก่อนและหลังได้รับกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง สมมติฐานของการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงเพื่อพัฒนาทักษะด้านการพูดมีพัฒนาการ ด้านการพูดที่สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรม ขอบเขตการวิจัย ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกหนองแซงจำนวน 9 คน แบ่งเป็นชาย จำนวน 5 คน แบ่งเป็น หญิง จำนวน 4 คน ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น ได้แก่ กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง ตัวแปรตาม ได้แก่ การพัฒนาทักษะการพูด ระยะเวลาในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ระยะเวลาในการทดลอง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์,วันพุธ และวันศุกร์วันละ 15-20 นาที ในช่วงเวลาก่อนเด็กนอนกลางวันคือ เวลา 12.10-12.30 น. รวมเป็นเวลาในการทดลองทั้งสิ้น จำนวน 12 ครั้ง นิยามศัพท์เฉพาะ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 3-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ขั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกหนองแซง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี 2. ทักษะการพูด หมายถึง การส่งสารโดยใช้วัจนภาษาและอวัจนภาษาเพื่อให้ผู้ฟังได้รับสาร แล้วเกิดความ เข้าใจในสารนั้นๆ 3. การเล่านิทานประกอบการแสดงหมายถึง เป็นการแสดงท่าทางความรู้สึกของตัวละครพร้อมเล่า เรื่องราวของนิทาน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เด็กได้รับการพัฒนาทักษะการพูดที่ดีขึ้นโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง 2. เด็กมีทักษะการพูดที่ดีขึ้นหลังได้รับกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง
5 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น กิจกรรมเล่านิทานประกอบการ แสดง ตัวแปรตาม การพัฒนาทักษะการพูด 1.การพูดกับครูและเพื่อนในห้องเรียนโดยใช้ภาษากลาง 2.การพูดที่ชัดเจน 3.การพูดเป็นคำ 4.มีความมั่นใจในการพูด 5.การใช้ภาษากลางในการพูด
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการพูดโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงเด็กอนุบาลปี ที่ 2โรงเรียนบ้านโคกหนองแซง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย 1.2 วิสัยทัศน์ 1.3 หลักการ 1.4 สาระที่ควรรู้ 1.5การจัดประสบการณ์ 1.6 การจัดกิจกรรมประจำวัน 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการพูด 2.1 ความหมายของการพูด 2.2 ความสําคัญของการพูด 2.3 พัฒนาการความสามารถด้านการพูด 2.4 กระบวนการพูด 2.5 ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการพูด 2.6 กิจกรรมที่ส่งเสริมการพูดของเด็กปฐมวัย 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทานประกอบการแสดง 3.1 ความหมายของการเล่านิทาน 3.2 ความหมายของการสื่อการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย 3.3 ความสำคัญของการสื่อการเล่านิทานสำหรับปฐมวัย 3.4 หลักการจัดหาและเลือกสื่อที่เล่าเรื่องและนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย 3.5 วิธีการจัดหาและเลือกสื่อเพื่อเล่าเรื่องและนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย 4.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยในประเทศ 4.2 งานวิจัยนอกประเทศ
7 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี บริบูรณ์อย่างเป็นองค์รวมบนพื้นฐานการอบรม เลี้ยงดูและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตาม ศักยภาพภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุก คนเพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ 1.2 วิสัยทัศน์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่องได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุข และเหมาะสมตาม วัยมีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดีมีวินัยและสำนึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชนและ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก 1.3 หลักการ เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กตลอดจน ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับ พ่อ แม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการอบรมเลี้ยงดูการพัฒนา และให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยเพื่อให้เด็กมี โอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพและเต็มตามศักยภาพโดย มีหลักการดังนี้ 1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน 2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญโดยคำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคลและวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคมและวัฒนธรรมไทย 3. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมายและมีกิจกรรมที่ หลากหลาย ได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัยและมีการ พักผ่อนที่เพียงพอ 4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิตและสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข 5. สร้างความรู้ความเข้าใจและประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่าง สถานศึกษากับพ่อแม่ ครอบครัวชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย 1.4 สาระที่ควรเรียนรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่นำมาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิด แนวคิด หลังจากนำสาระการเรียนรู้นั้นๆมาจัดประสบการณ์ให้เด็กเพื่อให้บรรลุจัดหมายที่กำหนดไว้ทั้งนี้ ไม่เน้นการ ท่องจำเนื้อหา ครูสามารถกำหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการและความสนใจของเด็ก
8 โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สำคัญทั้งนี้อาจยืดหยุ่ดเนื้อหาได้โดยคำนึงถึงประสบการณ์และ สิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ดังนี้ 1. เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรรู้จักชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา รู้จักอวัยวะต่างๆ วิธีระวังรักษา ร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์การระมัดระวังความ ปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย การรู้จักความเป็นมาของ ตนเองและครอบครัวการปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและโรงเรียนการเคารพสิทธิของตนเองและ ผู้อื่น การรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การกำกับตนเอง การเล่นและทำ สิ่งต่างๆด้วยตนเองตามลำพังหรือกับผู้อื่น การตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อน การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมีคุณธรรมจริยธรรม 2. เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่างๆที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน สถานที่สำคัญ วัน สำคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนาธรรมในชุมชนสัญลักษณ์สำคัญของชาติไทยและการปฏิบัติ ตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทยหรือแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญา ท้องถิ่นอื่นๆ 3. ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะส่วนประกอบการเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ำ ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลังงานใน ชีวิตประจำวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรักษาสาธารณสมบัติ 4. สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายใน ชีวิตประจำวัน ความรู้ พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ำหนัก จำนวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆรอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการสื่อสารต่างๆที่ใช้อยู่ ในชีวิตประจำวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม 1.5การจัดประสบการณ์ การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ3 - 6 ปีเป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะบูรณาการผ่านการเล่น การลงมือกระทำจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งเกิดการ พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาไม่จัดเป็นรายวิชา โดยมีหลักการและแนวทางการ จัดประสบการณ์ ดังนี้ 1. หลักการจัดประสบการณ์ 1.1 จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้หลากหลายเพื่อพัฒนาเด็กโดยองค์รวมอย่าง สมดุลและต่อเนื่อง 1.2 เน้นเด็กเป็นสำคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคล และ บริบทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่ 1.3 จัดให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการ
9 1.4 จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการจัด ประสบการณ์พร้อมทั้งนำผลการประเมินมาพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง 1.5 ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก 2. แนวทางการจัดประสบการณ์ 2.1 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทำงานของสมองที่ เหมาะสมกับ อายุ วุฒิภาวะและระดับพัฒนาการ เพื่อให้เด็กทุกคนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ 2.2 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือกระทำ เรียนรู้ผ่าน ประสาสัมผัสทั้งห้าได้เคลื่อนไหว สำรวจ เล่น สังเกต สืบค้น ทดลอง และคิด แก้ปัญหาด้วยตนเอง 2.3 จัดประสบการณ์แบบบูรณาการ โดยบูรณาการทั้งกิจกรรม ทักษะ และสาระการ เรียนรู้ 2.4 จัดประสบการณ์ให้เด็กได้ริเริ่มคิด วางแผน ตัดสินใจลงมือกระทำและนำเสนอ ความคิด โดยครูหรือผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้สนับสนุนอำนวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกับเด็ก 2.5 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่นกับผู้ใหญ่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การเรียนรู้ในบรรยากาศที่อบอุ่นมีความสุข และเรียนรู้การทำกิจกรรมแบบร่วมมือในลักษณะต่างๆ กัน 2.6 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ และแหล่งการเรียที่หลากหลาย และอยู่ในวิถี ชีวิตของเด็ก 2.7 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวันตลอดจน สอดแทรก คุณธรรมจริยธรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 9 2.8 จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่ดีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดขึ้นใน สภาพจริง โดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ 2.9 จัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของ เด็กเป็น รายบุคคล นำมาไตร่ตรองและใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก และการวิจัยใน ชั้นเรียน 2.10 จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมทั้งการวางแผน การ สนับสนุนสื่อแหล่งเรียนรู้ การเข้าร่วมกิจกรรม และการประเมินพัฒนาการ 1.6 การจัดกิจกรรมประจ าวัน กิจกรรมสำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปีบริบูรณ์ สามารถนำมาจัดเป็นกิจกรรมประจำวันได้หลาย รูปแบบเป็นการ ช่วยให้ครูผู้สอนหรือผู้จัดประสบการณ์ทราบว่าแต่ละวันจะทำกิจกรรมอะไร เมื่อใด และอย่างไร ทั้งนี้ การจัด กิจกรรมประจำวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมใน การนำไปใช้ของแต่ละหน่วยงาน และสภาพชุมชน ที่สำคัญครูผู้สอนต้องคำนึงถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้านการจัดกิจกรรม ประจำวันมีหลักการจัดและขอบข่ายกิจกรรมประจำวัน ดังนี้ หลักการจัดกิจกรรมประจำวัน 1. กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กใน แต่ละวันแต่ ยืดหยุ่นได้ตามความต้องการและความสนใจของเด็ก เช่น
10 วัย 3 - 4 ปี มีความสนใจช่วงสั้นประมาณ 8 - 12 นาที วัย 4 - 5 ปี มีความสนใจอยู่ได้ประมาณ 12 - 15 นาที วัย 5 - 6 ปี มีความสนใจอยู่ได้ประมาณ 15 - 20 นาที 2. กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้เวลาต่อเนื่องนาน เกินกว่า 20 นาที 3. กิจกรรมที่เด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรี เพื่อช่วยให้เด็กรู้จักเลือกตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ เช่น การเล่นตามมุม การเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 40 - 60 นาที 4. กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อใหญ่และ กล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมที่เป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่เด็กเป็นผู้ริเริ่มและครูผู้สอนหรือผู้ จัดประสบการณ์เป็นผู้ริเริ่ม และกิจกรรมที่ใช้กำลังและไม่ใช้กำลัง จัดให้ครบ ทุกประเภท ทั้งนี้ กิจกรรมที่ต้อง ออกกำลังกายควรจัดสลับกับกิจกรรมที่ไม่ต้องออกกำลังมากนัก เพื่อเด็กจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป ขอบข่ายของกิจกรรมประจำวัน การเลือกกิจกรรมที่จะนำมาจัดในแต่ละวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ ความเหมาะสม ในการนำไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชนที่สำคัญครูผู้สอนต้องคำนึกถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุม พัฒนาการทุกด้าน ดังต่อไปนี้ 1. การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เป็นการพัฒนาความแข็งแรง การทรงตัว ความยืดหยุ่น ความคล่องแคล่ว ในการใช้อวัยวะต่างๆและจังหวะการเคลื่อนไหวในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นอิสระ กลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนาม ปีนป่ายเล่นอิสระ เคลื่อนไหวร่างกายตาม จังหวะดนตรี 2. การพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็ก เป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อมือ-นิ้วมือ การประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือและระบบประสาทตามือได้อย่าง คล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเครื่องสัมผัส เล่นเกมการศึกษาฝึกให้ช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย หยิบจับ ช้อนส้อม และใช้อุปกรณ์ศิลปะ เช่น สีเทียน กรรไกร พู่กัน ดิน เหนียว ฯลฯ 3. การพัฒนาการอารมณ์จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เป็นการปลูกฝังให้เด็กมีความรู้สึกที่ดี ต่อตนเองและผู้อื่น มีความเชื่อมั่น กล้าแสดงออก มีวินัย รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประหยัด เมตตากรุณา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาที่นับถือโดยจัดกิจกรรมต่างๆผ่านการเล่นให้ เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก ได้รับการตอบสนองตาความ ต้องการได้ฝึกปฏิบัติโดยสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมอย่างต่อเนื่อง 4. การพัฒนาสังคมนิสัย เป็นการพัฒนาให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออกอย่างเหมาะสมและอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวันมีนิสัยรักการทำงาน ระมัดระวัง ความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น โดยรวมทั้งระมัดระวังอันตรายจากคน แปลกหน้า ให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตร ประจำวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขับถ่าย ทำความสะอาดร่างกาย เล่นและ ทำงานร่วมกับผู้อื่น ปฏิบัติตามกฎกติกาข้อตกลงของร่วมรวม เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นหรือทำงานเสร็จ 5. การพัฒนาการคิดเป็นการพัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาความคิดรวบยอดทาง คณิตศาสตร์ และคิดเชิงเหตุผลทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้สนทนา อภิปราย
11 และเปลี่ยนความคิดเห็นเชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ศึกษานอกสถานที่ เล่น เกมการศึกษา ฝึกการแก้ปัญหา ในชีวิตประจำวัน ฝึกออกแบบและสร้างชิ้นงาน และทำกิจกรรมทั้งเป็น กลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่และรายบุคคล 6. การพัฒนาภาษา เป็นการพัฒนาให้เด็กใช้ภาษาสื่อสารถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความรู้ความเข้าใจ ในสิ่งต่างๆที่เด็กมีประสบการณ์โดยสามารถตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัยใคร่รู้ จัดกิจกรรมทางภาษาให้มีความ หลากหลายในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้เด็กได้กล้าแสดงออกในการฟัง พูด อ่าน เขียน มี นิสัยรักการอ่าน และบุคคลแวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการ ใช้ภาษา ทั้งนี้ต้องคำนึกถึงหลักการจัด กิจกรรมทางภาษาที่เหมาะสมกับเด็กเป็นสำคัญ 7. การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆโดยจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ดนตรี การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการประดิษฐ์สิ่งต่างๆอย่างอิสระ เล่น บทบาทสมมุติ เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นบล็อก และเล่นก่อสร้าง 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการพูด 2.1 ความหมายของการพูด การพูด เป็นการสื่อสารของมนุษย์โดยใช้ปากและกล่องเสียงเพื่อเปล่งเสียงออกมา เพื่อใช้ในการสื่อสาร ระหว่างบุคคล โดยอาศัย ภาษา เป็นตัวสื่อความหมายของสิ่งที่พูด การพูดเป็นความสามารถเฉพาะของมนุษย์ แต่ก็มีสัตว์บางประเภทสามารถเลียนเสียงพูดของมนุษย์ได้ เช่น นกแก้ว ผู้ที่พูดไม่ได้เรียกว่าเป็น คนใบ้การพูด มีหลายรูปแบบ เช่น การพูดระหว่างบุคคล การพูดในกลุ่ม การพูดในที่ชุมชน บุคคลที่มีทักษะในการพูด สร้าง แรงจูงใจให้บุคคลอื่นได้ ก็สามารถจัด ทอล์กโชว์(talk Show) สร้างเป็นอาชีพนักวิชาการ ด้านการพูดได้ 2.2 ความส าคัญของการพูด ในชีวิตประจำวันของเรา การพูดนับเป็นพฤติกรรมการใช้ภาษาที่ใช้มากเป็นอันดับ 2 รองจากการฟัง ซึ่งเป็นกิจกรรมการใช้ภาษาที่ใช้มากที่สุดนอกจากฟังเสียงอื่นๆแล้วสิ่งที่ฟังก็คือเสียงพูดนั่นเองจะเห็นได้ว่าใน แต่ละวันเราต้องใช้การพูดตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอนอีกครั้งไม่น้อยเลย ถ้าจะคิดปริมาณเป็นจำนวน ตัวเลขคงได้จำนวนมากมายจนน่าพิศวงตั้งแต่โบราณแล้ว การพูดช่วยให้ประสบผลสำเร็จทั้งในชีวิตประจำวัน และการประกอบกิจการงานต่างๆจนมีผู้เห็นความสำคัญของการพูด และได้ประมวลไว้ด้วยถ้อยคำเป็นภาษิต ข้อคิด ที่คมคายมากมาย เช่น “ปากเป็นเอกเลขเป็นโท หนังสือเป็นตรีชั่วดีเป็นตรา” “พูดดีเป็นศรีแก่ตัวพูดชั่ว อัปราชัย” เป็นต้น (สุนทรภู่,2371) กวีเอกของไทยก็ได้กล่าวถึงความสำคัญของการพูดไว้ในนิราศภูเขาทองตอนหนึ่งว่า “ ถึงบาง พูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา”
12 2.3 พัฒนาการความสามารถด้านการพูด พัฒนาการทางภาษาและการพูดของเด็กๆ เกิดจากการเรียนรู้ ซึ่งเด็กๆ จะมีพัฒนาการที่ช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับอายุและวัยของเขาข้อมูลจาก (BrainFit,2020) ได้กล่าวว่า ในช่วงอายุระหว่างแรกเกิดถึง 6 ปี เป็น ช่วงที่เรียกได้ว่ามีการพัฒนาด้านภาษา มากกว่าช่วงอายุอื่นๆมีการเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆจากสิ่งรอบตัวและการ ใช้คำพูดนั้นเองซึ่งการพัฒนาด้านการรับรู้และภาษานั้นก็เกิดจากการที่เด็กๆรู้จักเชื่อมโยงเสียงต่างๆที่ได้ยินกับ สิ่งที่เด็กๆมองเห็นและสัมผัสได้และเมื่อได้ยินซ้ำๆอีกเด็กก็จะจำได้ว่าสิ่งเหล่านั้นคือเสียงอะไรและเกิดความจำ ทำให้เด็กๆเข้าใจ และพูดอย่างถูกความหมายได้นั้นเอง ซึ่งแต่ละวัยจะมีการพัฒนาด้านภาษา ดังต่อไปนี้ วัย 0-3 เดือน ในช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 3 เดือน เด็กจะสามารถสื่อสารโดยการทำเสียงอ้อแอ้ ซึ่งจะแสดงออกใน ลักษณะที่ต่างกัน เช่น เมื่อรู้สึกหิว ไม่สบายตัว มีความสุข ตื่นเต้น เสียใจ ฯลฯ รวมไปถึงเสียงร้องไห้ที่ แสดงออกถึงอารมณ์ที่ต่างกัน เช่น ร้องเพราะหิว ไม่สบายตัว หรือเจ็บปวด เป็นต้น วัย 4-6 เดือน ในช่วงวัยนี้เด็กจะเริ่มหัวเราะมากขึ้น ส่งเสียงอ้อแอ้เพื่อสื่ออารมณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น และ เริ่มออกเสียงที่ขึ้นต้นด้วย พ.พาน บ.ใบไม้ และ ม.ม้า ได้แต่ยังไม่ชัดมาก วัย 7-12 เดือน ในช่วงวัยนี้เด็กจะสามารถส่งเสียงอ้อแอ้เพื่อเรียกร้องความสนใจมากขึ้น สามารถออกเสียงได้หลาย พยางค์มากขึ้น เช่น ดาดา บีบี พูพู ฯลฯ แต่จะออกมาในแบบภาษาของตัวเองหรือภาษาเด็กนั่นเองค่ะ ลูกน้อยยังสามารถเลียนแบบเสียงในโทนสูงต่ำได้ และมีท่าทางเวลาสื่อสารมากขึ้นเช่น โบกมือ กอด แขน ทั้งนี้ลูกน้อยอาจเริ่มพูดเป็นคำได้ 1-2 คำเช่น ดาดา มามา หรือ พ่อ แม่ เป็นต้น วัย 1-2 ขวบ ในช่วงวัยนี้เด็กจะรู้จักคำศัพท์มากขึ้น เช่น อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และเริ่มพูดได้เป็นคำ ๆ มากขึ้น เช่น เอาอีก กินข้าว บ๊ายบาย ฯลฯ ทั้งยังสามารถถามคำถามสั้น ๆ ได้ เช่น ไปไหน? อะไร? แม่ไหน? (แม่อยู่ไหน?) เป็นต้น วัย 2-3 ขวบ ในช่วงวัยนี้เด็กจะพูดและสื่อสารได้ดีขึ้น สามารถออกเสียงคำที่ขึ้นต้นด้วย ก.ไก่ ค.ควาย ด.เด็ก ท.ทหาร และฟ.ฟัน ได้ดีขึ้น สามารถพูดเป็นประโยคสั้น ๆ ในการถามหรือแสดงความต้องการ เช่น พ่ออยู่ไหน แม่ทำอะไร กินข้าว นี่อะไร ฯลฯ ทั้งยังรู้จักคำศัพท์หลากหลายมากขึ้น สามารถพูดเจาะจง ถึงสิ่งที่ต้องการได้ เช่น เอาขวดสีแดง รถเหลืองอยู่ไหน? เป็นต้น วัย 3-4 ขวบ ในวัยนี้เด็กจะสามารถถามและตอบคำถาม ใคร? อะไร? ที่ไหน? เป็นประโยคได้ และเล่าเรื่องหรือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้เช่น เรื่องที่โรงเรียน เรื่องอาหาร หรือเรื่องที่เล่นกับเพื่อน เช่น วันนี้ เรียนพละสนุกมาก ได้เล่นไล่จับกับเพื่อน หนูวิ่งหลายรอบเลย เป็นต้น
13 วัย 4-5 ขวบ ในช่วงวัยนี้เด็กจะสามารถออกเสียง ร.เรือ ล.ลิง ส.เสือ ว.แหวน ช.ช้าง ซ.โซ่ ได้อย่างชัดเจน สามารถ เล่าเรื่องและอธิบายรายละเอียดได้มากขึ้น เช่น หนูเล่นชิงช้ากับเพื่อน แล้วหนูลอยขึ้นบนฟ้าสูงมาก ตอนลอยหนูเห็นตึกสูง ๆ ด้วย เป็นต้น เข้าสังคมได้มากขึ้น รู้จักตัวเลขและตัวอักษร และเวลาพูดจะมี น้ำเสียงและโทนเสียงสูงต่ำชัดเจน วัย 5-6 ขวบ ในช่วงวัยนี้เด็กจะพูดมากขึ้น และมักใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางในการพูด บางครั้งก็ชอบบ่น สามารถใช้ คำศัพท์ในชีวิตประจำวันได้เพิ่มมากขึ้น ชอบฟังนิทานหรือนิยายที่ยาวขึ้น รู้จักใช้ภาษาแสดงอารมณ์ รักใคร่หรือเกลียดชัง และแสดงความรู้สึก ของตนเมื่อเห็นด้วยหรือโต้แย้ง สนใจหนังสือที่มีภาพ เกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติชอบหัดอ่านหนังสือด้วยตัวเอง และชอบอ่านเสียงดัง สามารถควบคุมการใช้ กล้ามเนื้อมือให้ประสานกับสายตา สามารถพูดกับเด็กหรือผู้ใหญ่คนอื่นได้ดี สามารถถามหรือตอบ คำถามได้เป็นประโยคและอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมได้ 2.4 กระบวนการพูด Thornbury,(2011 : 1) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการพูดไว้ดังนี้ 1. การผลิตคำพูด (speech production) การพูดเป็นการผลิตคำต่อคำ ในการโต้ตอบกันของบุคคล โดยการผลิตเสียงต่อเสียง คำต่อคำนั้น เรียกว่า การพูดคุยกัน การพูดเกิดขึ้นในทันทีแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การพูดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน แต่หมายถึงเวลาในการเตรียมตัวเพื่อที่จะพูดนั้นมีอยู่อย่าง จำกัด 2. แนวความคิดและการกำหนดเกี่ยวกับสิ่งที่จะพูด (conceptualization and formulation) ในการ พูดนั้นจะต้องมีการคิดว่าจะพูดเรื่องอะไร จากนั้นจึงกำหนดหรือสร้างแผนผังความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่จะพูด ได้แก่ ระดับของบทสนทนา ไวยากรณ์คำศัพท์จากนั้นจึงสร้างโครงร่างว่าจะพูดอะไรก่อนหรือหลังเป็นลำดับ ในการพูดภาษาอังกฤษนั้นจะแบ่งการพูดออกเป็นสองส่วน ได้แก่ หัวข้อ คือสิ่งที่กำลังพูดถึง และคำอธิบาย คือ สิ่งที่ต้องการพูดเกี่ยวกับหัวข้อนั้น 3. การออกเสียง (articulation) การออกเสียงเกิดจากการใช้อวัยวะต่างๆ เพื่อผลิตเสียง กระแสลมที่ ผลิตจากปอดเคลื่อนผ่านเส้นเสียง และถูกทำให้เกิดเป็นเสียงโดยตำแหน่งและการเคลื่อนที่ของอวัยวะในช่อง ปาก เช่น ลิ้น ฟัน และริมฝีปาก เสียงสระผลิตจากลิ้นและริมฝีปาก เสียงพยัญชนะเกิดจากการกักลมที่บริเวณ ริมฝีปากหรือฟัน ซึ่งผู้ที่พูดภาษาอังกฤษสามารถผลิตหน่วยเสียงที่มีความหมายได้มากกว่า 40 หน่วยเสียง โดย แบ่งเป็นเสียงสระและพยัญชนะเท่าๆกัน 4. การตรวจสอบตนเองและแก้ไขขณะที่พูด (self – monitoring and repair) การตรวจสอบตนเอง ในขณะพูดเป็นกระบวนการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะพูด การกำหนดสิ่งที่จะพูด และการออกเสียง การคิดทบทวน เกี่ยวกับสิ่งที่จะพูดในช่วงเตรียมการพูดอาจจะเป็นการละทิ้งคำพูดทั้งหมด คือคิดไว้แล้วว่าจะพูดอะไรแต่ไม่พูด เช่น เมื่อผู้พูดกำลังจะพูดถึงบุคคลอื่น แล้วพบว่าบุคลคลนั้นอยู่ในระยะที่สามารถได้ยินสิ่งที่ผู้พูดพูดได้ผู้พูดก็ จะไม่พูดสิ่งที่เตรียมไว้การตรวจสอบตนเองในช่วงกำหนดสิ่งที่จะพูดอาจจะแสดงผลออกมาโดยการพูดช้าลง
14 หรือการหยุดพูดแล้วพูดโดยใช้คำใหม่การตรวจสอบตนเองในช่วงการออกเสียงเกิดขึ้นเมื่อผู้พูดออกเสียงผิด หรือออกเสียงไม่ถูก การตรวจสอบขณะพูดคือความสามารถในการแก้ไข รวมทั้งเป็นการตอบสนองต่อการ ตรวจสอบตนเองหรือส่งสารโดยคู่สนทนา 5. การพูดได้อย่างอัตโนมัติ(automaticity) การพูดได้อย่างอัตโนมัติเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ผู้พูด ประสบความสำเร็จในการพูดได้อย่างคล่องแคล่ว การพูดก็เหมือนกับทักษะอื่นๆ เช่น การขับรถ หรือการเล่น ดนตรีการฝึกฝนบ่อยๆ จะช่วยให้ให้มีทักษะพูดที่ดีขึ้น 6. การพูดคล่องแคล่ว (fluency) การพูดคล่องแคล่วไม่ได้หมายถึงการพูดเร็วเพียงอย่างเดียว ความเร็วในการพูดเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ในการพูดคล่องแคล่วนั้น การหยุดถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มี ความสำคัญเท่ากันกับความเร็ว การหยุดที่ถูกที่ถูกจังหวะและความถี่ของการหยุดถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิด การพูดคล่องแคล่ว ลักษณะของการพูดคล่องแคล่วสามารถสรุปได้ดังนี้ - อาจจะมีการหยุดบ้างแต่ไม่หยุดบ่อย - ในการการหยุดจะต้องใช้คำเสริมเข้ามาช่วย - การหยุดจะเกิดขึ้นในช่วงจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ - มีการพูดติดต่อต่อกันยาวหลายคำสลับกับการหยุด 7. การจัดการพูด (managing talk) ในการพูดนั้นจะต้องมีการจัดการสองสิ่งด้วยกันคือการ ปฏิสัมพันธ์และการลำดับการพูด ในการพูดทุกครั้งจะต้องมีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง แม้ว่าการ พูดนั้นจะเป็นการสื่อสารทางเดียว เช่น การบรรยาย การปราศรัยของนักการเมือง และทอล์คโชว์ผู้พูดก็ต้องมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟังเช่นกัน ในส่วนของการพูดสนทนานั้นมีกฎทั่วไปของการ สนทนา เช่น การลำดับก่อนหลังใน การเป็นผู้พูดผู้ฟัง ควรหลีกเลี่ยงการเงียบเป็นเวลานานวงสนทนา ฟังเมื่อคนอื่นพูด ส่งสัญญาณเมื่อต้องการพูด และส่งสัญญาณให้รู้ว่ากำลังฟัง เช่น เมื่ออยู่ในที่ประชุมหรือในห้องเรียนเราให้สัญญาณเมื่อต้องการพูดโดยการ ยกมือ 2.5 ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการพูด ทฤษฎีS-M-C-R ของ David K. Berlo,(2020) ได้คิดแบบจำลองขึ้นรู้จักกันในนาม The SourceMessage-Receiver Model (S-M-C-R) เพื่ออธิบายลักษณะของการสื่อสาร ดังนี้ 1. แหล่งสาร - ผู้ใส่รหัส (The Source-Encoder) 1.1 ทักษะในการสื่อสาร 1.2 ทัศนคติ 1.3 ระดับความรู้ 1.4 ระดับสังคมวัฒนธรรม 2. ผู้รับสาร - ผู้ถอดรหัส (The Decoder-Receiver) 3. สาร (Message) 3.1 รหัสของสาร (Message code) 3.2 เนื้อหาของสาร (Message content)
15 3.3 การปรุงแต่งสาร (Message treatment) การปรุงแต่งสาร เราจะพูดถึงในแง่ที่ว่าผู้ส่งสารเลือกนำส่วนใดมาเสนอ เลือกนำหลักฐานชิ้นใดมา ยืนยัน เขาจัด ย่อ และทบทวนเนื้อหาอย่างไร เขาจะเลือกใช้วิธีการพูดหรือเขียน ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวตัดสิน ว่า เราจะปรุงแต่งสารอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับ 1) บุคลิก และลักษณะสถานภาพของผู้ส่งสาร 2) ตัวผู้รับสาร 4. ช่องทางการสื่อสาร หรือ สื่อ (Channel) 4.1 จำแนกตามพาหะของสาร 4.2 จำแนกตามสื่อของสาธารณชน 4.3 จำแนกตามประสิทธิภาพการรับรู้ ทฤษฎีของอริสโตเติล การโน้มน้าวใจจะมีประสิทธิผลมากน้อยยเพียงใด ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือ 1) Ethos คือ บุคลิกลักษณะของผู้พูด 2) Logos คือ การชี้แจงเหตุผล 3) Pathos คือ การใช้อารมณ์ ทฤษฎีของซิเซโร และ ควินติเลียน แนะนำหลัก 5 ประการที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพูดสัมฤทธิ์ผล ดังนี้ 1. การคิดค้น (Invention) 2. การประมวลความคิด (Organization) 3. การใช้ภาษา และลีลา (Style) 4. การกำหนดจดจำ (Memory) 5. การแสดงออกให้ปรากฏ (Delivery) 2.6 กิจกรรมที่ส่งเสริมการพูดของเด็กปฐมวัย เด็กเรียนรู้ภาษาและการสื่อสารจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวและการเลี้ยงดูของครอบครัว พญ.สุธีรา คุปวานิช พงษ์,(2563)กล่าวว่า ในช่วงวัย 1-2 ปี เป็นวัยที่มีการพัฒนาด้านภาษาของเด็กมาก ส่วนใหญ่เด็กจะพูดคำที่มี ความหมายคำแรกเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และ เมื่ออายุ 2 ปีเด็กจะพูดได้ประมาณ 50-200 คำ ร่วมกับพูด 2-3 คำติดกันได้คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาและการ สื่อสารให้ลูกได้โดย ดังนี้ 1. พูดคุยกับเด็กบ่อยๆ ในสิ่งที่เด็กสนใจ พูดคุยผ่านกิจวัตรประจำวันผ่านกิจกรรม เช่น “แม่ไปล้างมือ ให้หนูนะ มือเปื้อน”โดยอาจเน้นคำบางคำที่เป็นเสียงที่น่าสนใจและออกเสียงตามได้ เช่น ไป, มือ 2. พูดช้าๆออกเสียงชัดเจน ให้เด็กเห็นรูปปาก โดยเริ่มจากเสียงพยัญชนะ ได้แก่เสียง “ม” “พ” “บ” “ป” ต่อมาจึงเพิ่มคำง่ายๆในชีวิตประจำวัน เช่น นม น้ำ ข้าว,ชื่อคำเรียกคนในครอบครัว, คำกริยา เช่น กิน นอน นั่ง อาบน้ำ, สอนชี้และเรียกชื่ออวัยวะ
16 3. ส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารผ่านการเล่น เช่น ดูรูปภาพและชี้รูปภาพ บัตร คำ เล่านิทาน อ่านหนังสือ ร้องเพลง เล่นบทบาทสมมติทำให้การสื่อสารเป็นเรื่องที่สนุก 4. เล่านิทานให้เด็กฟังทุกวันให้เป็นกิจวัตร ร่วมกับลดเวลาในการดูโทรทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่าน จอ โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีไม่ควรให้เด็กดูสื่อใดๆเพราะเด็กเล็กๆไม่สามารถเรียนรู้ภาษาจาก สื่อได้ 5. ฝึกให้เด็กฟังและฝึกให้เด็กทำตามคำสั่งง่ายๆ โดยช่วงแรกอาจใช้ท่าทางสื่อสารร่วมด้วย หรือจับมือเด็กทำพร้อมกับพูดไปด้วย เพื่อให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น 6. ใช้การสื่อสารทั้งคำพูดร่วมกับท่าทาง เพื่อให้เด็กเข้าใจและสามารถที่จะเลียนแบบภาษาท่าทางไป ใช้ร่วมด้วยเมื่อเด็กใช้ท่าทางบอกความต้องการ ควรลองให้เด็กพยายามออกเสียงบอกก่อน 7. ให้โอกาสเด็กได้สื่อสาร พยายามรอให้เด็กพูดสื่อสารก่อน และตอบสนองทุกครั้งเมื่อเด็กพูด เช่น ให้ เด็กพูด “นม” หรือ “ขอนม” ก่อนหยิบขวดนมให้ 8. ให้ความสนใจทุกครั้งเมื่อเด็กพยายามสื่อสาร ร่วมกับให้แรงเสริมทางบวก เช่น ยิ้ม กอด ชมเชย ตบมือ หรือให้ของที่เด็กต้องการ 9. เมื่อเด็กเริ่มพูดสื่อสาร พยายามขยายคำพูดที่เด็กพูด เช่น เด็กพูด “บอล” คุณพ่อคุณแม่ตอบสนอง โดยพูด “ใช่ บอลใหญ่” 10. ไม่ควรบังคับให้เด็กพูด พัฒนาการภาษาที่ดีจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กอยากพูดสื่อสารด้วยตัวเอง 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทานประกอบการแสดง Monsawan Saksing,2550 ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเล่านิทานประกอบการแสดง ไว้ดังนี้ 3.1 ความหมายของการเล่านิทาน การเล่านิทาน หมายถึง 1. การเล่านิทานมีจุดมุ่งหมายเพื่อสอน ให้แนวคิด แฝงคติเตือนใจ มุ่งให้ปฏิบัติ 2. การเดินเรื่องโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงตามความเข้าใจของคนปัจจุบัน 3. การเดินเรื่องโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงตามความเข้าใจของคนปัจจุบัน 4. นิทานที่นำมาเล่ามักเป็นเรื่องสืบต่อกันมา แต่อาจมีเรื่องที่เข้าคุณสมบัติ 5. นิทานที่นักศึกษาปัจจุบันผู้มีความรู้ความเข้าใจเด็กปฐมวัย ได้แต่งเรื่องนิทานขึ้นได้อย่างเหมาะสม เพื่อ เสริมสร้างและเพิ่มพูนประสบการณ์ช่วยให้เด็กปรับตัว และเตรียมรับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน 3.2 ความหมายของการสื่อการเล่านิทานส าหรับเด็กปฐมวัย สื่อการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์และวิธีการที่ครูนำมาเป็นตัวกลาง ถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ ทัศนคติและค่านิยมที่เหมาะสมสำหรับ เด็กมาใช้เล่านิทาน เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวและเตรียมรับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน สื่อการเล่า นิทานสามารถสร้างสรรค์ได้หลายรูปแบบและวิธีการ เด็กๆ โปรดปรานการฟังนิทานเป็นทุนอยู่แล้ว สื่อการเล่านิทานยังสามารถช่วยดึงดูดเรียกร้องความสนใจเด็กๆ ได้เป็นพิเศษเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนั้น สื่อการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัยยังครอบคลุมวัสดุ อุปกรณ์และวิธีการที่ครูควรส่งเสริมให้เด็กๆ ใช้
17 เพื่อเล่านิทานให้เพื่อนๆ ชมและฟังบ้างเนื่องด้วยเด็กมีจินตนาการและมโนภาพสูงมากอยู่แล้ว เด็ก สามารถจะช่วยกันใช้สื่อเล่านิทานใหม่ๆ แปลกๆ ขึ้นเองบางโอกาส ครูควรส่งเสริม สนับสนุนและเป็น ที่ปรึกษาให้เด็กแสดงบทบาทสมมุติเลียนแบบเรื่องราวในนิทานที่เคยชมและฟังไปแล้ว 3.3 ความส าคัญของการสื่อการเล่านิทานส าหรับปฐมวัย สื่อการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญต่อปฐมวัย ดังนี้ 1. ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้แก่เด็ก ดังตัวอย่างการเล่านิทานเรื่อง “หนูน้อยหมวก แดง” ครูอาจจัดหาและเลือกสื่อได้หลายรูปแบบ เช่น ภาพนิทานกระดาษกระจกเป็นสามมิติการเชิดหุ่น การัด ภาพบนแผ่นป้ายแม่เหล็กตะแกรงเป็นต้น สื่อที่ครูนำมาใช้สามารถทำให้เด็กมองเห็นเหมือนมีชีวิตหรือทำให้ เคลื่อนไหวได้ จึงช่วยสร้างเสริมให้เด็กเกิดความเข้าใจได้ดี 2. ช่วยเรียกร้องความสนใจของเด็ก ดังตัวอย่างสื่อนิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดง เด็กๆจะสนใจที่ได้ เห็นตัวละครในเรื่องเคลื่อนไหวด้านท่าทางท่วงทีที่สมบทบาทต่อเนื่องกัน ไปตามลำดับของเนื้อเรื่องโดยตลอด 3. ช่วยให้เด็กสนุกเพลิดเพลิน จากตัวอย่างสื่อดังกล่าว ย่อมให้เด็กมีอารมณ์ร่วม ติดตามเรื่องราวของ นิทานด้วยความสนุกสนาน 4. เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวและเตรียมที่จะรับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน 3.4 หลักการจัดหาและเลือกสื่อที่เล่าเรื่องและนิทานส าหรับเด็กปฐมวัย ครูปฐมวัยจำเป็นต้องเข้าใจการจัดหาและเลือกสื่อเพื่อเล่าเรื่องและนิทานสำหรับเด็ก ปฐมวัยโดยยึดหลัก ดังนี้ 1. ประหยัด ได้แก่ การเข้าใจจัดหาและเลือกวัสดุราคาย่อมเยา ควรพิจารณาวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น หรือวัสดุเหลือใช้ผลิตขึ้นเป็นสื่อเพื่อเล่าเรื่องและนิทานสำหรับเด็ก แต่อาจจำเป็นต้องซื้อวัสดุบางอย่างมาช่วย ในการผลิต ก็ควรเข้าใจเลือกซื้อวัสดุราคาเยาที่มีคุณภาพใช้ได้ทัดเทียมกัน เช่น แทนที่จะซื้อกาวลาเทกซ์หรือ กาวน้ำ อาจเลือกใช้แป้งเปียกซึ่งกวนด้วยน้ำแกว่งสารส้มป้องกันตัวแมลงสาปกัดกินสื่อที่ผลิตแล้ว นอกจากนั้น สารส้มยังช่วยรักษาแป้งเปียกเก็บไว้ใช้ได้นานไม่บูดเน่า ครูปฐมวัยที่พร้อมด้วยคุณลักษณะและพฤติกรรม ย่อมจะใช้วัสดุเหล่านั้นอย่างประหยัดด้วย นอกจากการประหยัดวัสดุ ควรพิจารณาวิธีผลิตเพื่อประหยัดทั้ง แรงงานและเวลาเช่น เลือกภาพแมวหรือสนัขที่มีรูปร่าง ท่าทาง และ ขนาดพอเหมาะได้ตามต้องการ หากตัด ภาพออกจากหนังสือก็จะเป็นการทำลาย หรือใช้วิธีวาดภาพตามแบบ ระบายสี แล้วตัดภาพนั้นไปใช้ ต้องใช้ แรงงานและเวลามากพอสมควร แต่ถ้าใช้วิธีวาดภาพได้แล้ว นำภาพไปเลือกตัดจากหนังสือพิมพ์ภาพสีที่ไม่ใช้ แล้วเฉพาะส่วนที่มีสีตรงตามที่ต้องการ ก็จะได้ภาพโดยไม่ต้องระบายสีเป็นวิธีประหยัดทั้งวัสดุ แรงงาน และ เวลาได้ดีกว่า อาจใช้สีตกแต่งบ้างเล็กน้อย 2. ประโยชน์ เมื่อได้สื่อที่ต้องการดังกล่าวแล้ว นับได้ว่าสามารถใช้เป็นสื่อได้ประโยชน์ตรงตามวัสดุ ประสงค์และเนื้อหา สามารถใช้ประโยชน์โดยเลือกประกอบการเล่านิทานเรื่องอื่นๆ ได้อีกด้วย 3. ประสิทธิภาพ สื่อที่ใช้ต้องมีคุณภาพแข็งแรงทนทานและปลอดภัยสำหรับเด็กสามารถช่วยให้เด็ก เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับการเล่าเรื่องและนิทานได้ตรงวัตถุประสงค์และเนื้อหาของเรื่อง
18 3.5 วิธีการจัดหาและเลือกสื่อเพื่อเล่าเรื่องและนิทานส าหรับเด็กปฐมวัย ครูปฐมวัยควรพิจารณาว่าจะมีวิธีการใดบ้างที่จะช่วยให้เกิดการจัดหาสื่อเพื่อเล่าเรื่องและนิทานได้ง่าย และ การเลือกสื่อจำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในเรื่องขนาด รูปลักษณะ และสีของสื่อชวนให้เด็กสนใจ วัตถุประสงค์ ได้ประโยชน์มีประสิทธิภาพ ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเล่าเรื่องและนิทานแก่เด็ก ดังนี้ 1. การสำรวจสื่อที่มีอยู่ในสถานศึกษา มีสื่อใดบ้างที่เหมาะสม ตรงตามวัตถุประสงค์และเนื้อหาที่จะ สอน ย่อมจะช่วยประหยัดแรงงาน เวลา และวัสดุหรือนำวัสดุที่มีอยู่ผลิตเป็นสื่อก็ได้ 2. การถาม หากไม่มีสื่อตามข้อ 1 อาจจะถามเด็กในชั้นเรียน เช่น เราต้องการดอกชบาสีแดง ดอก ลั่นทมสีเหลืองและอันชันสีน้ำเงินมาใช้เรียน ที่บ้านใครมีดอกไม้ตามที่ครูพูดถึงบ้าง ครูอาจจะได้ดอกไม้ตามที่ ต้องการก็ได้ แต่สำหรับเด็กปฐมวัย ครูไม่ควรจะมั่นใจนักควรจะถามพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กซึ่งมารับเด็กเพื่อให้ มั่นใจ เมื่อปรากฏว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้ที่บ้านของเด็กผู้ปกครองเด็กอาจช่วยจัดหามาให้ก็ได้ หรืออาจจะถามเพื่อน ครูในสถานศึกษาก็ได้ ภารโรงก็อาจช่วยจัดหาให้ได้ 3. การทำ สื่อที่ต้องการใช้บางประเภทจำเป็นต้องจัดทำขึ้นเอง เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์และเนื้อหา ที่จะใช้สอน ครูปฐมวัยควรยึดหลักประหยัด ประโยชน์ และประสิทธิภาพในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเล่าเรื่อง และนิทาน 4. การซื้อ สื่อบางประเภทจำเป็นต้องซื้อ ควรสำรวจแหล่งที่จำหน่ายและสืบราคาเพื่อเลือกซื้อสื่อได้ ตรงตามวัตถุประสงค์ หากเป็นการเลือกซื่ออย่างราคาเยา ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูว่าสมควรซื้อหรือไม่ เช่น เศษกระดาษสี เศษกระดาษแข็ง เศษกระดาษเส้น เศษผ้า เป็นต้น จากโรงพิมพ์หรือโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า สำเร็จรูป 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยในประเทศ นางสาวสมัย สุภาพ,(2560 : 8) ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการพูดนักเรียนระดับปฐมวัย ที่มีอายุ 2-4 ปี ที่กำลังเรียนในปีการศึกษา2560 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านผึ้ง สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแค จำนวน 4 คน โดยใช้หนังสือนิทานในการส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย เพราะธรรมชาติของเด็กปฐมวัยจะชอบ ฟังนิทานที่มีรูปภาพประกอบจะช่วยกระตุ้นให้เด็กอยากรู้อยากเห็น โดยใช้ภาษาพูดสนทนาสื่อสารกับครูเป็น การกระตุ้นให้เด็กอยากพูดทุกวันจะทำให้เด็กมีพัฒนาการด้าน ภาษาดีขึ้น วนิดา โรจนอุดมศาสตร,(2562: 10) จากสภาพปัญหาในชั้นเรียนที่ผู้วิจัยได้ปฏิบัติการสอน คือ ชั้นอนุบาล ปีที่ 2 ว่าเด็กปฐมวัยมีปัญหาในการใช้ภาษาไทย คือ พูดภาษาไทยไม่ชัด ใช้ภาษามลายูในการสื่อสาร อีกทั้งยัง ขาดความ มั่นใจในการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร จากเด็กปฐมวัย 30 คน จะมีสภาพปัญหาดังกล่าว 20 คน ซึ่ง จากสภาพปัญหาและความสําคัญดังที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะเตรียมความพร้อมทาง ภาษาไทยใน การพูด โดยการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยใช้คําคล้องจองประกอบภาพเป็นสื่อ การสอน เพื่อพัฒนา ทักษะทางด้านการพูดของเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
19 โรงเรียนอนุบาลหนองคาย,(2564 : 2) เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล1 ในโรงเรียนอนุบาลหนองคาย ซึ่งเป็น กลุ่มเป้าหมายของการศึกษาครั้งนี้ และเป็นเด็กในโรงเรียนของผู้วิจัยเอง ในขณะที่ผู้วิจัยกำลังจัดการเรียนการ สอนอยู่นั้น ผู้วิจัยพบว่าเด็กขาดทักษะการพูดทำให้ไม่สามารถสนทนา ตอบคำถามและพูดในสิ่งที่ชอบกับครู และเพื่อนได้จากเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการพัฒนาทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล1 เหมาะสมตามวัย รวมทั้งเป็นข้อมูลสำหรับครูและผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาทักษะการพูด บุคลิกภาพของเด็ก ปฐมวัยต่อไปโดยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพ เพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้มีทักษะการพูดที่เหมาะสม ตามวัย รวมทั้งเป็นข้อมูลสำหรับครูและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาทักษะการพูดบุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยต่อไป สุจิตรา ประทุมเมฆ,ปพรรัตน์ สมยาโลนและสิริมณี บรรจง (2562 : 3) ได้ทำการศึกษาผลการจัด ประสบการณ์การแสดงบทบาทสมมติประกอบการเล่านิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางด้านภาษาและ การกล้าแสดงออกของเด็กปฐมวัยพบว่าความสามารถด้านภาษาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ การแสดงบทบาท สมมติประกอบการเล่านิทาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และการกล้าแสดงออกของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การแสดงบทบาทสมมติประกอบการ เล่านิทานที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมาก ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจจะศึกษาการพัฒนาพฤติกรรมการกล้า แสดงออกของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนอนุบาลสามเสน ที่ได้รับการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติ นักข่าวตัวน้อย ว่าการจัดกิจกรรมบทบาทสมมตินักข่าวตัวน้อยสามารถพัฒนาพฤติกรรมการกล้าแสดงออกของ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนอนุบาลสามเสนได้หรือไม่อย่างไรทั้งนี้เพื่อจะนำผลการศึกษามาพัฒนา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนให้เป็นไปตามหลักสูตรที่กำหนด 4.2 งานวิจัยต่างประเทศ Salsabilla Dziky Azkiyyah, Akhmad Sutiyono, Imam Subari.(2019:50) งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการพูดของนักเรียนผ่านการเล่าเรื่อง การวิจัย นี้มี วัตถุประสงค์เพื่อระบุว่าการนำการเล่าเรื่องไปใช้สามารถพัฒนาทักษะการพูดและกิจกรรมการเรียนรู้ของ นักเรียนที่เน้นข้อความอธิบายได้หรือไม่ ผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน การวิจัยมี 2 รอบในชั้น เรียนเดียว มีนักศึกษา 20 คน สำหรับเทคนิคการรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยใช้การสังเกตและการทดสอบ ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่าหลังจากสอนการอ่านผ่านการเล่าเรื่อง แล้ว นักวิจัยพบว่าการเล่าเรื่องประสบความสำเร็จในการพัฒนาทักษะการพูดและกิจกรรมการเรียนรู้ของ นักเรียน ดูได้จากคะแนนเฉลี่ยทักษะการพูดของนักเรียน เพิ่มขึ้นจากรอบที่ 1 เป็นรอบที่ 2 นักวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การเรียนรู้ขั้นต่ำในรอบที่ 1 คือ 45% ในขณะที่ในรอบที่ 2 ได้ 85% คะแนนเฉลี่ยของรอบที่ 1 คือ 55.8 และรอบที่ 2 คือ 71.3 กิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนเพิ่มขึ้นจากรอบ แรก 6.17 จัดเป็นกิจกรรมที่กระตือรือร้นน้อยกว่า และในรอบที่ 2 7.92 จัดเป็นกิจกรรมที่กระตือรือร้น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าการนำ Story Telling ไปใช้สามารถพัฒนาทักษะการพูดของนักเรียนและกิจกรรมการเรียนรู้ของ นักเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 10 ของ SMP Negeri 14 Bandar Lampung ในปีการศึกษา 2018/2019
20 อินาด มุตลิบ ซาเยอร์, มูฮัมหมัด คริสเตียนวัน.(2561 : 108) เทพนิยายเป็นเรื่องราวแฟนตาซีที่ให้ การศึกษาด้านศีลธรรมและเป็นสื่อกลางในการสร้างตัวละครได้ ค่านิยมประการหนึ่งที่พบในเทพนิยายคือความ ร่วมมือ กลยุทธ์การสร้างตัวละครของเด็กทำได้โดยการเล่าเรื่อง การฟังเรื่องราว และสร้างสภาพแวดล้อมใน การอ่านที่สนับสนุน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเกตความสามารถของเด็กในการระบุคุณค่าของตัว ละครที่พบในเทพนิยายและความสามารถในการประยุกต์คุณค่าในชีวิตประจำวัน ผู้ตอบแบบสอบถามของ การศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนอายุ 3-4 ปีของ PAUD Pelangi Palembang จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 15 คน ใช้การออกแบบการวิจัยวิธีผสมผสานโดยการรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ การสังเกต และการ ทดสอบ ผลการวิจัยพบว่า ว่าคุณค่าของความร่วมมือสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลผ่านเรื่องราวต่างๆ ก่อนที่จะถูกเล่าขาน นักเรียนไม่กล้าที่จะจัดของเล่นให้เรียบร้อยหลังจากเล่นด้วยกัน แต่หลังจากที่พวกเขา ได้รับเรื่องราวเกี่ยวกับความร่วมมือ เด็กๆ ก็ร่วมมืออย่างกระตือรือร้นในการจัดของเล่นตามลำดับ ม้านั่งใน ห้องเรียน นำขยะไปทิ้งและจัดระเบียบหนังสือบนชั้นวาง สรุปได้ว่า การพูดมีความสำคัญกับเด็กปฐมวัยมากๆในทุกช่วงอายุ ดังนั้นคุณครูหรือผู้ปกครองจึง จำเป็นต้องหากิจกรรมที่ส่งเสริมและกิจกรรมที่พัฒนาทักษะการพูดของเด็กๆในทุกช่วงวัยไม่ว่าจะเป็น กิจกรรม อ่านคำคล้องจอง กิจกรรมบทบามสมมติ กิจกรรมการเล่าเรื่องต่างๆ กิจกรรมเล่านิทานประกอบภาพ กิจกรรม การเล่านิทานประกอบการแสดง เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กๆได้ดีโดยผู้วิจัยได้เลือกกิจกรรม การเล่านิทานประกอบการแสดงเข้ามาใช้ เพราะจากการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วการใช้นิทานเป็นเครื่องมือ เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทักษะการพูดของเด็กได้ดียิ่งขึ้น
21 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การศึกษางานวิจัย เรื่องการพัฒนาทักษะการพูดโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงเด็กอนุบาลปี ที่ 2ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. ตัวแปรที่ศึกษา 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ที่ศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยชายและหญิงจำนวน 9 คน ที่กำลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกหนองแซง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 2. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น ได้แก่ กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง ตัวแปรตาม ได้แก่ การพัฒนาทักษะการพูด 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.1 แบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานรายบุคคล ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 3.1.1 เตรียมบทนิทาน 3 เรื่อง ได้แก่ หนูน้อยหมวกแดง เด็กเลี้ยงแกะ และลูกหมู3 ตัว 3.1.2 บันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดงรายบุคคล 3.2 แบบสังเกตพฤติกรรม ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 3.2.1 สร้างแบบสังเกตทางด้านการพูด ซึ่งใช้แบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด
22 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้เป็นวิจัยแบบก่อนและหลังการทดลอง โดยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ ข้อมูลตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 4.1 ก่อนการทดลอง เด็กอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านโคกหนองแซง มีจำนวน 9 คน จากการที่สังเกตมีเด็ก จำนวน 6 คน มีปัญหาทางด้านการพูด คือ พูดภาษาไทยไม่ชัด,พูดไม่เป็นคำ,ไม่มั่นใจในการพูด 4.2 ดำเนินการ การดำเนินการศึกษาครั้งนี้ จัดโดยการให้เด็กร่วมกันทำกิจกรรมเล่านิทานประกอบการ แสดง ซึ่งการที่เด็ก โดยใช้ระยะเวลาในการทดลอง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์,วันพุธ และวัน ศุกร์ วันละ 15-20 นาที ในช่วงเวลาก่อนเด็กนอนกลางวันคือเวลา 12.10-12.30 น. รวมเป็นเวลาในการ ทดลอง ทั้งสิ้น จำนวน 12 ครั้ง และมีการจดบันทึกรายบุคคล การสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด โดยผู้วิจัย เป็นผู้ดำเนินการทดลอง 4.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลอง หลังจากใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดง เด็กอนุบาล 2 โรงเรียน บ้านโคกหนองแซง จำนวน 9 คน มีพัฒนาการทักษะด้านการพูดที่ดียิ่งขึ้น 4.4 เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองมาวิเคราะห์หาค่าทางสถิติ โดยใช้สถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) และการวิเคราะห์ข้อมํลโดยใช้สถิติทดสอบหาค่า 5. สถิติที่ใช้ โดยใช้สูตรดังนี้ ̅= Σ เมื่อ ̅ แทน คะแนนเฉลี่ย Σ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนคนในกลุ่มตัวอย่าง
23 เครื่องมือวิจัย เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน ไม่สามารถเล่าได้ เพราะพูดไม่ชัด ไม่กล้าเล่า 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ ไม่สามารถแสดงได้แม้มีคุณครูพาแสดง ยังไม่กล้าแสดงออก 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ ไม่สามารถพากย์ตัวละครได้ เพราะพูดไม่เป็นคำ 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ไม่สามารถพูดประโยคยาวๆได้เพราะสามารถพูดได้แค่ 1-2 คำ หากถึงคำที่ 3 จะพูดไม่ได้แล้ว ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 07/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.กฤติธี ผิวสว่าง เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีความเขินอายที่จะเล่านิทานและติดพูดภาษาถิ่น 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ กล้าแสดงออก แต่ยังไม่เข้าใจในตัวละครของตัวเอง 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ ยังพากย์เองไม่ได้เพราะติดพูดภาษาถิ่น 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ จำบทประโยคยาวๆยังไม่ได้ ต้องให้คุณครูพาพูด ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 09/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.กิตติภูมิ ดวงสีดา
24 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน ยังติดพูดภาษาถิ่นเลยยังเล่าด้วยตัวเองไม่ได้ 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ มีความเขินอายในการแสดง แต่ก็ทำได้เพราะคุณครูนำแสดงก่อน 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ ยังติดภาษาถิ่นทำให้พากย์ไม่ได้ต้องให้ครูนำก่อน 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ติดภาษาถิ่นมีบางคำที่พูดภาษากลางไม่ได้ ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 09/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.ชิษณุพงษ์ โสมะณาวัตร เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน ยังเล่าเรื่องได้ไม่เก่ง ต้องให้คุณครูเกริ่นนำก่อน 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ ชอบแสดงเป็นตัวละครต่างๆแต่ยังไม่เข้าใจว่าตัวละครนั้นต้องแสดงแบบไหน 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีการพูดพากย์ที่ฉะฉาน พูดชัดแต่คุณครูต้องคอยนำก่อน 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ยังพูดเป็นประโยคยาวๆไม่ได้ต้องให้ครูพาพูด ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 05/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.ศรัณย์พัญช์ กาฬภักดี
25 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน ยังเล่าได้ไม่ชัดเจน แต่เล่าดี พยายามเล่าให้ได้เหมือนคุณครู 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงตามบทตัวละครที่ตัวเองได้แต่คุณครูต้องเป็นคนแนะนำ 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ เป็นคนพูดไม่ค่อยชัด แต่ใช้ภาษากลางเก่งสามารถพากย์เป็นตัวละครได้ 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ มีความจำดี พูดประโยคยาวๆได้ ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 09/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.เพชรเทิดไท บุญยกิจ เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน เป็นคนที่มีการเล่าเป็นของตัวเอง แต่ออกนอกเนื้อเรื่องไปเยอะ จัดระเบียบการเล่าของตัวเองยัง ไม่ได้ 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ ได้รับบทตัวหนึ่ง แสดงอีกตัวหนึ่ง ยังไม่เข้าใจในตัวละครที่ได้แสดง 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีการพูดที่ชัดถ้อยชัดคำ พูดฉะฉานแต่ต้องให้คุณครูพาพูด 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ เป็นคนที่สามารถสื่อสารประโยคยาวๆได้ ใช้ภาษากลางเป็น ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 05/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.เปมิกา โสภางาม
26 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน ยังไม่กล้าเล่าเรื่อง ไม่ค่อยมั่นใจในการเล่าของตัวเอง ไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องที่ต้องเล่ายังเขินอายอยู่ 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ ยังไม่กล้าแสดงบทบาทตัวละครที่ได้รับ ร้องไห้ ไม่กล้าแสดงออก 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ ไม่สามารถพูดพากย์ตัวละครได้ ต้องให้คุณครูพาพูด 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ไม่ยอมพูดเองต้องคอยให้คุณครูบอกแต่พอบอกแล้วก็พูดตามได้ ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 07/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.ณฐพร ประทุมศิริ เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีการเล่าที่ช้านิดหน่อย ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองต้องเล่าว่าควรจะเล่ายังไง 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถแสดงได้ดี เข้าใจในตัวละคร แต่คุณครูยังต้องคอยแนะนำอยู่ 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีการพูดที่ไม่ค่อยชัด ยังติดๆขัดๆต้องใหคุณครูเกริ่นนำก่อน ค่อยจะสามารถพากย์เป็นตัวละคร ได้ 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ยังไม่สามารถพูดบทที่เป็นประโยคยาวๆได้คุณครูต้องคอยเกริ่นให้ ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 05/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.ศุณิศา ทายะหมอ
27 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีการเล่าที่ดีตามความเข้าใจขิงตัวเอง แต่อาจจะไม่ตรงกับเรื่องมากนัก 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงได้สมบทบาทที่ได้รับ 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีการพูดที่ฉะฉาน เสียงดังฟังชัด 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ยังต้องให้คุณครูบอกบทพูดของตัวเองอยู่เป็นบางครั้ง ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 07/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.จันทร์เพ็ง ศิริจันทร์
28 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่2 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน เริ่มมีความพยายามในการเล่า แต่ยังเล่าได้ไม่ชัด 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ พยายามแสดงตามบทตัวละครที่ได้รับ มีการแสดงที่ดีขึ้น 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ พยายามพูดพากย์บทตัวละครตามคุณครู แต่ยังพากย์เองไม่ได้ 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ยังพูดเป็นประโยคยาวๆไม่ได้ ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 16/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.กฤติธี ผิวสว่าง เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่2 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีความพยายามที่จะเล่าแต่ยังติดภาษาถิ่น 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงได้ทุกตัวละคร เริ่มเข้าใจในบทตัวละครมากขึ้น 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ พยายามพากย์บทของตัวเอง เริ่มทำได้ดีขึ้นอาจจะมีติดภาษาถิ่นมาบ้าง 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ยังพูดเป็นประโยคยาวๆไม่ได้ด้วยตัวเอง ต้องให้คุณครูเกริ่นให้ก่อนถึงพูดได้ ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 12/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.กิตติภูมิ ดวงสีดา
29 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่2 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีความพยายามในการเล่ามากขึ้น แต่ยังมีติดพูดภาษาถิ่นในบางครั้ง 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ ชอบการแสดงแต่ยังมีความเขินอายอยู่ 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีความพยายามที่จะพากย์เป็นตัวละครของตัวเองแต่ยังติดภาษาถิ่นในบางคำ และบางครั้งถ้าไม่ รู้จักคำที่ตัวเองจะพูดจะเริ่มไม่มั่นใจ 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ยังพูดเป็นประโยคยาวๆไม่ได้ด้วยตนเอง ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 14/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.ชิษณุพงษ์ โสมะณาวัตร เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่2 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีการเล่าที่ออกนอกเรื่องไปบ้าง แต่มีความพยายามถ้าเล่าไม่ได้จะถามคุณครู 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงได้ดีกว่าเดิมเริ่มมีความเข้าใจในตัวละครโดยคุณครูต้องอธิบายให้ฟัง เป็นเด็กที่มีความมั่นใจ 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ เป็นคนที่พูดชัดเจนอยู่แล้ว แต่ยังพากย์ไม่ได้ด้วยตัวเอง ต้องให้ครูเกริ่นนำ 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ มีความจำในการพูดประโยคยาวๆแต่ยังต้องให้คุณครูนำอยู่ ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 14/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.ศรัณย์พัญช์ กาฬภักดี
30 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่2 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน เริ่มเข้าใจในเรื่องที่ต้องเล่าพยายามเล่าได้ดีขึ้น เสริมความมั่นใจด้วยคำชมจากเพื่อนๆ 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ มีความเข้าใจในตัวละครที่ตัวเองได้รับ 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถพูดพากย์ตัวละครตัวเองได้บ้าง เริ่มพูดชัดเจนขึ้นมาจากเดิม 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ เข้าใจบทยาวๆของตัวเอง และนำมาพูดให้เข้าใจโดยตัดบางคำออก ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 14/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.เพชรเทิดไท บุญยกิจ เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่2 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน เริ่มเล่าได้ดีตามเรื่องของตัวเอง เป็นเด็กที่มีการพูดการเล่าที่ดีอยู่พอประมาณเป็นทุนเดิม 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงตามบทบาทที่ตัวเองได้รับ แต่ยังจำบริบทได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่มีความมั่นใจในการแสดง 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถพูดพากย์เป็นตัวละครของตัวเองได้ เริ่มเข้าใจในการพูดบทของตัวละครนั้นๆมีความ มั่นใจในการเล่า 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ เริ่มมีพัฒนาการในการจำบทยาวๆของตัวละครหรือของเรื่องได้ดี กล้าที่จะพูด ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 16/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.เปมิกา โสภางาม
31 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่2 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน พยายามฟังเพื่อนเล่าและทำตาม แต่ยังเล่าเองไม่ได้ ยังไม่กล้าแสดงออกเท่าไหร่ 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ พยายามแสดงเป็นตัวละครที่ได้รับ แต่ยังมีเขินอายอยู่บ้าง 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีพัฒนาการทางด้านการพูดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยกำลังคุ้นชินกับการพูดบท 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ยังจำจำประโยคยาวๆไม่ได้ แต่มีความพยายามในการจำโดยให้คุณครูเกริ่นนำ ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 12/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.ณฐพร ประทุมศิริ เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่2 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน เริ่มมีพัฒนาในการเล่าเรื่อง เข้าใจในสิ่งที่ต้องเล่าแต่ยังไม่สามารถส่งอารมณ์ผ่านการเล่าได้ 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ เด็กมีความเข้าใจในตัวละครของตัวเองมากขึ้นและสามารถแสดงได้เข้ากับบทบาท 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีพัฒนาการด้านการพูดเพิ่มขึ้นจากเดิม พากย์ได้ดีกว่าเดิม 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ มีความแม่นยำในการจำบทประโยคยาวๆมากขึ้น สามารถพูดประโยคยาวๆได้แล้ว ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 16/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.ศุณิศา ทายะหมอ
32 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่2 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน สามารถเล่าตามเนิ้อเรื่องได้อย่างถูกต้อง เล่าด้วยความเข้าใจ ไม่ออกจากเนื้อเรื่อง 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ ได้รับบทหนูน้อยหมวกแดง สามารถแสดงได้ค่อนข้างดี 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถพูดพากย์บทของตัวละครตัวเองได้ มีความแม่นยำและชัดเจน 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถจำบทของตัวเองได้ดีมากขึ้นพูดประโยคยาวๆได้ดีขึ้น ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 12/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.จันทร์เพ็ง ศิริจันทร์
33 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่3 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน เริ่มเล่าเรื่องนิทานได้ดีขึ้น แต่อาจจะมีหลุดบ้าง คุณครูและเพื่อนๆคอยเสริมแรงให้ด้วยการชม และปรบมือ 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถแสดงได้แล้ว เริ่มเข้าใจในตัวละครมากขึ้น 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ พยายามพากย์ตัวละครด้วยตัวเอง ถือว่าเก่งขึ้นกว่าเดิม และเริ่มพูดชัดขึ้น 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ ยังพูดเป็นประโยคยาวๆไมได้มาก ต้องให้คุณครูเกริ่นก่อน ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 19/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.กฤติธี ผิวสว่าง เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่3 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน พัฒนาการด้านการเล่าดีขึ้นกว่าเดิมไม่ติดภาษาถิ่นแล้ว มีความมั่นใจมากขึ้น 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงได้สมบทบาทของตัวเอง และยังช่วยแนะนำเพื่อน 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถพากย์ได้ด้วยตนเองแล้ว ไม่ติดภาษาถิ่น แต่อาจมีลืมบางครั้ง 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถพูดประโยคยาวๆได้แล้ว ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 21/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.กิตติภูมิ ดวงสีดา
34 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่3 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีพัฒนาการการเล่าที่ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ติดพูดภาษาถิ่นแล้ว 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงได้สนุกสนาน แสดงได้ดีขึ้น 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ พากย์บทตัวละครได้ดีมากขึ้น ใช้ภาษากลางได้ดีกว่าเดิมมาก ชอบหัวเราะ ชอบยิ้ม ทำให้คนอื่น สนุกไปด้วย 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถจำบทประโยคยาวๆได้แล้ว แต่คุณครูยังต้องเกริ่นให้เล็กน้อย ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 19/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.ชิษณุพงษ์ โสมะณาวัตร เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่3 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน เริ่มมีพัฒนาการในการเล่าที่ดีขึ้น เริ่มเข้าใจเรื่องที่ต้องเล่า 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงได้สมบทบาทของตัวละครที่ได้รับ เข้าใจตัวละครมากขึ้นกว่าเดิม เป็นคนที่กล้าแสดงออก และมีความมั่นใจ 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถพากย์ตัวละครได้เองบ้างแล้ว แต่มีบางทีต้องให้คุณครูช่วย 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถพูดประโยคยาวๆได้ดี ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 23/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.ศรัณย์พัญช์ กาฬภักดี
35 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่3 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีพัฒนาในการเล่าที่ดีขึ้นจากเดิม มั่นใจในการเล่าของตัวเองมากขึ้น 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ มีความสนุกสนานที่ได้รับบทบาทต่างๆชอบแสดงเป็นตัวละครต่างๆ 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีการใช้เทคนิค ปรับน้ำสียงในการพากย์ตัวละครให้น่าฟังและสนุกมากขึ้น 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถจำบทประโยคยาวๆได้ดีมากขึ้น เข้าใจในการพูดของตัวเอง มั่นใจมากขึ้น ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 19/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.เพชรเทิดไท บุญยกิจ เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่3 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีพัฒนาการในการเล่าที่ดี เข้าใจในนิทานเรื่องที่ได้รับ มีเทคนิคการเล่าให้คนฟังสนุกตื่นเต้น 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ ชอบที่ได้แสดงเป็นตัวละครต่างๆมีความกล้าแสดงออก 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีการพูดพากย์ตัวละครตัวเองได้สนุกสนานมากขึ้น เพราะเป็นคนค่อนข้างมั่นใจในตัวเอง 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ จำบทได้เก่ง สามารถพูดประโยคยาวๆได้ดี ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 21/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.เปมิกา โสภางาม
36 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่3 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีความเข้าใจเรื่องที่ตัวเองต้องเล่าแล้วเกิดความมั่นใจขึ้นทีละนิด 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถแสดงตามบทที่ได้รับได้ดีขึ้น เพราะอยากสนุกกับเพื่อนๆแล้วมีเพื่อนๆและคุณครูคอยให้ กำลังใจทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถพูดบทของตัวเองได้บ้างแล้ว มีความมั่นใจมากขึ้น สื่อสารอารมณ์ได้ดี มีการใช้เสียงพูดให้ น่าสนใจและสนุกสนาน 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถพูดประโยคยาวๆได้ดีขึ้นมาก มั่นใจมากขึ้น ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 23/07/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.ณฐพร ประทุมศิริ เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่3 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน สามารถเล่าเรื่องนิทานได้ดีมากกว่าเดิมและดีขึ้นมากกว่าเดิม มีการเล่าที่น่าสนใจ 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ มีความสนุกสนานในการแสดง มีความเข้าใจในตัวละครมากขึ้นกว่าเดิม 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีการพากย์ตัวละครได้ดี สื่อสารผ่านการพากย์เสียงได้ดี 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถจำบทเองได้ และสามารถพูดประโยคยาวๆได้จนจบเรื่อง ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 21/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.ศุณิศา ทายะหมอ
37 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่3 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีพัฒนาการในการเล่าที่ดียิ่งขึ้น เล่าด้วยความมั่นใจ 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ มีความสนุกสนานในการแสดงบทบาทของตัวเอง แสดงได้ดีมาก 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถเข้าใจอารมณ์ในการสื่อสาร ใช้เสียงพากย์ที่ทำให้ตื่นเต้นและน่าฟัง 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถจำบทได้เอง และพูดประโยคยาวๆได้จนจบเรื่อง ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 21/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.จันทร์เพ็ง ศิริจันทร์
38 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่4 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน เล่าเรื่องได้ดีขึ้น เริ่มมั่นใจและกล้าแสดงออกมากขึ้นกว่าเดิมมาก 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ มีความเข้าใจในบทของตัวเองแล้วถือว่าแสดงได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม มีความพยายามในการแสดงทำ ออกมาได้ดี 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ เริ่มพูดชัดขึ้นมากกว่าเดิม และสามารถพากย์ด้วยตัวเอง มีความมั่นใจในการพูดมากขึ้น 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ มีการเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องได้ดี เริ่มพูดประโยคยาวๆได้ดีขึ้นกว่าเดิม ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 26/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.กฤติธี ผิวสว่าง เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่4 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีการเล่าที่ดีขึ้น เข้าใจในการเล่าเรื่อง สามารถเข้าถึงอารมณ์และสื่ออารมณ์ในการเล่าออกมาได้ดี 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงดีมากสมบทบาทที่ได้รับ มีการเพิ่มการแสดงเข้ามาให้สนุกสนานมากขึ้น กล้าแสดงออกมาก ขึ้นกว่าเดิม 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีการพูดพากย์ตัวละครที่ฉะฉาน ชัดเจนน่าฟังพากย์ได้สนุกกว่าเดิม 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ มีการเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ดีขึ้น และพูดประโยคยาวๆได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 30/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.กิตติภูมิ ดวงสีดา
39 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่4 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีความเข้าใจในเรื่องที่ตัวเองเล่า และสามารถเล่าได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถเข้าถึงบทบาทได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถพากย์เองได้และพากย์ได้ดี ใช้คำที่ชัดเจนและถูกต้อง 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถเรียบเรียงเหตุการณ์และพูดเป็นประโยคยาวๆได้ด้วยตัวเอง ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 30/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.ชิษณุพงษ์ โสมะณาวัตร เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่4 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีความเข้าใจในเนื้อเรื่องที่ตัวเองได้เล่า สามารถเล่าได้ดีสนุกสนาน 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ เข้าใจตัวละครที่ตัวเองได้รับทำได้ดีมาก มีความกล้าแสดงออก มั่นใจในตัวเอง 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ ชอบพากย์เสียงต่างๆ สามารถสื่อสารผ่านน้ำเสียงได้ดี 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ จำบทได้ดีแม่นยำขึ้น สามารถพูดประโยคยาวๆได้ด้วยตัวเอง มีความมั่นใจมากๆ ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 28/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.ศรัณย์พัญช์ กาฬภักดี
40 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่4 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน เป็นการเล่านิทานที่ดีมาก เล่าได้เข้าใจและมีพัฒนาการในการเล่าที่ดียิ่งขึ้น 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงได้เข้าถึงตัวละคร สนุกที่ได้แสดง มีท่าทางที่ทำให้เข้าถึงตัวละคร 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีการใช้เสียงพูดหลายเสียงเพื่อให้เรื่องน่าสนใจและตื่นเต้น 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถเล่าเรื่องเป็นประโยคยาวๆได้จนจบเรื่อง มีพัฒนาการด้านการพูดที่ดีมาก ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 26/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.เพชรเทิดไท บุญยกิจ เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่4 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน สามารถเล่าให้คนอื่นเข้าใจ เล่าได้อย่างสนุกสนาน มีการสื่ออารมณ์ถึงผู้ฟังได้ดี 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ มั่นใจในการแสดงของตัวเอง ไม่มีเขินอายชอบทุกตัวละครที่ได้แสดง 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีคำพูดที่เป็นตัวเองในการพากย์และสามารถใช้เทคนิคการพากย์ตัวละครได้ดี 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ มีความคล่องแคล่วในการพูด พูดเป็นประโยคยาวๆได้โดยไม่ต้องให้คุณครูแนะนำ ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 26/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.เปมิกา โสภางาม
41 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่4 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีความกล้าที่จะเล่าเรื่องมากขึ้น มีการเสริมเทคนิคในการเล่าโดยการพูดเอฟเฟคต่างๆ ทำให้คน ฟังสนุกสนานมีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถแสดงบทตัวละครของตัวเองได้ดี มีความเข้าใจในตัวละครของตัวเอง มีความกล้า แสดงออกมากขึ้น 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ พูดได้อย่างคล่องแคล่ว มั่นใจในการพากย์ตัวละครตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม และดีขึ้นเรื่อยๆ 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ จำบทตัวเองได้โดยไม่ต้องให้คุณครูบอก สามารถพูดประโยคยาวๆได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 28/07/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.ณฐพร ประทุมศิริ เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่4 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีความมั่นใจและเข้าใจในเนื้อเรื่องที่ต้องเล่า มีการเพิ่มเทคนิคการเล่าเข้ามาช่วยถือว่ามี พัฒนาการในการเล่าดีขึ้นมาก 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ แสดงได้ทุกบทบาททุกตัวละคร เข้าใจตัวละครที่ต้องแสดง ทำเต็มที่มีความสนุกสนาน เป็นการ แสดงที่ธรรมชาติไม่เกร็ง 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถใช้เสียงพูดพากย์เป็นตัวละครนั้นๆได้อย่างดีใช้เสียงพากย์ที่น่าตื่นเต้น มีการขึ้นลงระดับ เสียงทำให้เข้าใจอารมณ์ของตัวละคร 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ จำบทพูดได้เองและยังช่วยเพื่อนในการจำบท มีความจำที่ดีและสามารถพูดประโยคยาวๆได้ดี ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 28/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.ศุณิศา ทายะหมอ
42 เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกข้อมูลการเล่านิทานประกอบการแสดง สัปดาห์ที่4 เครื่องมือวัด ผลที่ได้ 1.การเล่านิทาน มีความเข้าใจในเรื่องของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วในการเล่า 2.การแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ สามารถแสดงบทตัวละครของตัวเองได้ดี มีความเข้าใจในตัวละครของตัวเอง สามารถแนะนำ เพื่อนคนอื่นได้และสนุกสนานที่ได้แสดง มีความกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น 3.การพากย์เป็นตัวละคร ต่างๆ มีการพูดบทของตัวเองด้วยความเข้าใจ ใช้เสียงพากย์ที่น่าฟัง มีเทคนิคการไล่ระดับเสียงสูงต่ำทำ ให้น่าสนใจอยู่ตลอดๆเวลา 4.การพูดเป็นประโยคยาวๆ สามารถจำบทพูดได้โดยไม่ต้องถามครู และสามารถเรียงลำดับการเดินเรื่องได้ดี พูดประโยคยาวๆ ได้จนจบเรื่อง ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 26/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.จันทร์เพ็ง ศิริจันทร์
43 เครื่องมือวิจัยแบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวิจัยแบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด คะแนนผลที่ได้ รวมคะแนน 1 2 3 4 5 1.การพูดกับคุณครูและเพื่อนในห้องโดยใช้ภาษากลาง √ 2 2.การพูดที่ชัดเจน √ 1 3.การพูดเป็นคำ √ 1 4.มีความมั่นใจในการพูด √ 1 5.การใช้ภาษากลางในการพูด √ 2 ชื่อนิทาน เด็กเลี้ยงแกะ วันที่เก็บข้อมูล 07/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.กฤติธี ผิวสว่าง เครื่องมือวัด คะแนนผลที่ได้ 1 2 3 4 5 รวมคะแนน 1.การพูดกับคุณครูและเพื่อนในห้องโดยใช้ภาษากลาง √ 1 2.การพูดที่ชัดเจน √ 2 3.การพูดเป็นคำ √ 2 4.มีความมั่นใจในการพูด √ 2 5.การใช้ภาษากลางในการพูด √ 1 ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 09/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.กิตติภูมิ ดวงสีดา
44 เครื่องมือวิจัยแบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวิจัยแบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด คะแนนผลที่ได้ รวมคะแนน 1 2 3 4 5 1.การพูดกับคุณครูและเพื่อนในห้องโดยใช้ภาษากลาง √ 1 2.การพูดที่ชัดเจน √ 2 3.การพูดเป็นคำ √ 2 4.มีความมั่นใจในการพูด √ 2 5.การใช้ภาษากลางในการพูด √ 1 ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 09/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.ชิษณุพงษ์ โสมะณาวัตร เครื่องมือวัด คะแนนผลที่ได้ 1 2 3 4 5 รวมคะแนน 1.การพูดกับคุณครูและเพื่อนในห้องโดยใช้ภาษากลาง √ 3 2.การพูดที่ชัดเจน √ 3 3.การพูดเป็นคำ √ 3 4.มีความมั่นใจในการพูด √ 3 5.การใช้ภาษากลางในการพูด √ 3 ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 05/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.ศรัณย์พัญช์ กาฬภักดี
45 เครื่องมือวิจัยแบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวิจัยแบบสังเกตพฤติกรรมทางด้านการพูด สัปดาห์ที่1 เครื่องมือวัด คะแนนผลที่ได้ รวมคะแนน 1 2 3 4 5 1.การพูดกับคุณครูและเพื่อนในห้องโดยใช้ภาษากลาง √ 4 2.การพูดที่ชัดเจน √ 3 3.การพูดเป็นคำ √ 3 4.มีความมั่นใจในการพูด √ 4 5.การใช้ภาษากลางในการพูด √ 4 ชื่อนิทาน ลูกหมู3ตัว วันที่เก็บข้อมูล 09/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ช.เพชรเทิดไท บุญยกิจ เครื่องมือวัด คะแนนผลที่ได้ 1 2 3 4 5 รวมคะแนน 1.การพูดกับคุณครูและเพื่อนในห้องโดยใช้ภาษากลาง √ 4 2.การพูดที่ชัดเจน √ 3 3.การพูดเป็นคำ √ 3 4.มีความมั่นใจในการพูด √ 5 5.การใช้ภาษากลางในการพูด √ 4 ชื่อนิทาน หนูน้อยหมวกแดง วันที่เก็บข้อมูล 05/06/66 ชื่อผู้ได้รับการวิจัย ด.ญ.เปมิกา โสภางาม