1
พระราชบญั ญัตสิ งวนและคุม้ ครองสัตวป์ ่า พ.ศ. 2562
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เปน็ การสมควรปรับปรงุ กฎหมายว่าดว้ ยการสงวนและ
คุ้มครองสัตว์ป่าพระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซ่ึง
มาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๒๘ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติ
ให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและ
เสรภี าพของบุคคลตามพระราชบัญญัตนิ ี้ เพ่ือให้การสงวน อนุรกั ษ์ คมุ้ ครอง และบำรุงรักษาเขตรักษาพันธุ์สัตว์
ป่าและเขตห้ามล่าสตั ว์ป่า และการบริหารจัดการสตั ว์ป่า ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ
ในพื้นที่ดังกล่าวให้เกดิ ประโยชน์อยา่ งสมดลุ และยัง่ ยนื ซึ่งการตราพระราชบัญญตั ินี้สอดคล้องกับเงื่อนไข ที่บัญญัติไว้
ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ
ขนึ้ ไว้โดยคำแนะนำและยนิ ยอมของสภานติ บิ ัญญัติแห่งชาติทำหน้าทีร่ ัฐสภา
"พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562" มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันท่ี
25 พฤศจิกายน 2562 และใหย้ กเลิก พรบ. สงวนฯ ฉบบั เกา่ 3 ฉบบั ก่อนหน้านี้
ส่วนบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองและค่าอัตราธรรมเนียมต่าง ๆ ให้ใช้ตามกฎกระทรวงที่ประกาศตาม พรบ. สงวนฯ
ปี พ.ศ. 2535 (ของเดิม) ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีกฎกระทรวงกำหนดชนิดฯ ค่าธรรมเนียม ฯลฯ ฉบับใหม่
ประกาศใชบ้ งั คบั
เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ทำให้บทบัญญัติบางประการ
และมาตรการตา่ ง ๆ ทีม่ อี ยู่ในกฎหมายไม่เหมาะสมและไมส่ อดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบนั จึงจำเป็นตอ้ งกำหนดให้มี
มาตรการในการควบคุมการครอบครอง การค้า การนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านซึ่งสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า และ
ผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่า ตลอดจนการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกำหนด
สัตว์ป่าเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์ป่าคุ้มครองที่เพาะพันธุ์ได้ และสัตว์ป่าควบคุม
โดยกำหนดสตั ว์ป่าเพิ่มเตมิ อกี ๔ ชนดิ เป็นสตั ว์ป่าสงวน ได้แก่
- วาฬบรูด้า (Balaenoptera edeni)
- วาฬโอมรู ะ (Balaenoptera omurai)
- เต่ามะเฟอื ง (Dermochelys coriacea)
คู่มืออาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณสี วุ รรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
2
- ปลาฉลามวาฬ (Rhincodon typus)
กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองสัตว์ป่า การครอบครองสัตว์ป่า การนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่าน
ซึ่งสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์จากซากสัตวป์ ่า และด่านตรวจสัตว์ป่า การดำเนินกิจการเพาะพันธุ์สัตว์ปา่
และการคา้ สตั ว์ปา่ การดำเนนิ การต่อสัตว์ปา่ อันตรายและซากสตั ว์ป่าอันตราย กำหนดหลกั เกณฑก์ ารประกอบ
กิจการสวนสตั ว์ รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตวป์ ่า ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบการกำหนด
พื้นที่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เสนอแนะนโยบายและมาตรการในการอนุรักษ์สัตว์ป่า
และทรัพยากรธรรมชาติ ใหค้ วามเหน็ ชอบเกยี่ วกับการออกกฎกระทรวง ระเบยี บ หรือประกาศตามที่กฎหมาย
กำหนด นอกจากนี้ กำหนดใหม้ เี ขตรักษาพนั ธุ์สตั ว์ป่า โดยหวั หน้าเขตรักษาพนั ธ์ุสตั ว์ป่าอาจจัดทำโครงการใช้
ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติได้ และสามารถเก็บเงินค่าบริการหรือเงินค่าตอบแทนสำหรับการให้บริการใน
เขตรักษาพันธุ์สัตวป์ ่าได้ กำหนดเขตห้ามล่าสัตวป์ ่าและพ้ืนท่ีควบคุมเพื่อการจดั การสัตว์ รวมทั้งกำหนดการใช้
ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ กำหนดหน้าที่และอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีฝ่าฝืน
หรือไม่ปฏิบัติตามกำหนดให้มีโทษท้ังทางแพ่ง ทางอาญา และเหตุเพิ่มโทษสำหรับการกระทำความผิด
ที่ก่อให้เกิดผลกระทบตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม และระบบนิเวศอย่างรุนแรง ตลอดจนกำหนดบท
เฉพาะกาลสำหรับการดำเนินการในวาระเริ่มแรกด้วยแล้ว โดยประโยชนท์ ี่ประชาชนจะได้รบั จากรา่ งพระราชบญั ญตั ิ
ฉบับนี้ คือ การมีหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า โดยนำแนวทางในการบริหารจัดการ
พื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
หรือเขตห้ามล่าสตั วป์ ่า ภายใต้แผนการอนุรักษ์และคุ้มครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และแผนแม่บทการบริหาร
จัดการการอนรุ ักษ์สตั ว์ป่า เขตรักษาพันธสุ์ ตั ว์ป่าและเขตหา้ มลา่ สัตว์ป่า เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน และ
ทำให้เกิดประโยชน์ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล หรือใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาวิจัยทางวิชาการ
เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า การเพาะขยายพันธุ์สัตว์ป่า หรือแหล่งศึกษาธรรมชาติของประชาชน
ควบคู่ไปกับการสงวน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และบำรุงรักษาไว้ซึ่งพื้นที่อันสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่า ทรัพยากรป่าไม้
ทรัพยากรธรรมชาติอน่ื ระบบนเิ วศทเ่ี หมาะสมแก่การเป็นแหลง่ ที่อย่อู าศัยของสัตวป์ ่า และความหลากหลายทางชีวภาพได้
อย่างสมดุลและยั่งยืน นอกจากน้ี พระราชบัญญัติน้ียังเป็นการดำเนินการท่ีสอดคล้องและเป็นการปฏิบัติ
ตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงระหวา่ งประเทศทปี่ ระเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกอีกดว้ ย
“สัตว์ป่า” หมายความว่า สัตว์ทุกชนิดซึ่งโดยทั่วไปย่อมเกิดและดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติ อย่างเป็น
อสิ ระ และใหห้ มายความรวมถึงไข่และตวั อ่อนของสตั ว์เหลา่ น้ันด้วย แตไ่ มห่ มายความรวมถึง สัตว์พาหนะตาม
กฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ สัตว์ซึ่งได้รบั การยอมรบั ในทางวิชาการว่าสายพันธุ์น้ัน เป็นสัตว์บ้านไม่ใช่สัตว์ปา่
และสัตว์ทีไ่ ด้มาจากการสืบพนั ธ์ขุ องสัตว์ดงั กลา่ ว
คูม่ ืออาสาสมัครสวนสตั ว์
อุไรวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
3
“สัตว์ป่าสงวน” หมายความว่า สัตว์ป่าหายากหรือสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์จำเป็นต้องสงวนและ
อนุรักษไ์ วอ้ ยา่ งเขม้ งวดตามที่กำหนดไวใ้ นพระราชบัญญตั นิ ี้
“สัตว์ป่าคมุ้ ครอง” หมายความวา่ สัตว์ป่าท่มี ีความสำคัญตอ่ ระบบนิเวศ หรือจำนวนประชากร ของสตั ว์ปา่
ชนิดนน้ั มแี นวโนม้ ลดลงอันอาจสง่ ผลกระทบต่อระบบนเิ วศ ตามทก่ี ำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้
“สัตว์ป่าควบคุม” หมายความว่า สัตว์ป่าที่ได้รับความคุ้มครองตามอนสุ ัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่าง
ประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ และสัตว์ป่าอื่นที่ต้องมีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม ตามท่ี
กำหนดไว้ในพระราชบญั ญัตนิ ี้
“สตั วป์ า่ อันตราย” หมายความว่า สตั ว์ปา่ ท่ีอาจก่อใหเ้ กดิ อนั ตรายหรือเป็นพิษต่อมนุษย์หรือ สตั วป์ ่าอ่ืน
หรือมีผลคกุ คามใหส้ ัตว์ปา่ พืชป่า ส่งิ แวดล้อม หรือระบบนเิ วศ เปลี่ยนแปลงเสยี หาย อยา่ งรวดเร็ว หรือเปน็ พาหนะโรค
หรอื แมลงศัตรูพชื ตามทก่ี ำหนดไวใ้ นพระราชบญั ญตั ิน้ี
“ซากสัตว์ป่า” หมายความว่า ร่างกาย หรือส่วนของร่างของสัตว์ป่าที่ตายแล้วหรือเนื้อของ สัตว์ป่า
ไมว่ ่าจะได้ปิ้ง ต้ม รม ย่าง ตากแห้ง หมัก ดอง หรือทำอย่างอน่ื เพ่ือไม่ให้เนา่ เป่ือย และ ไม่วา่ จะชำแหละ แยกออก
หรอื อยู่ในร่างของสตั ว์ป่านั้น และใหห้ มายความรวมถึงเขา หนงั กระดกู กะโหลก ฟนั งา ขนาย นอ ขน เกล็ด
เล็บ กระดอง เปลือก เลือด น้ำเหลือง น้ำเชอื้ หรือ ส่วนต่าง ๆ ของสตั วป์ ่าทแ่ี ยกออกจากรา่ งของสัตว์ป่าไม่ว่า
จะยังมีชีวติ หรือตายแล้ว
“ผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่า” ให้หมายความรวมถึงอนุพันธ์หรือสิ่งอื่นใดที่ได้มาจากสัตว์ป่าหรือ
ซากของสัตว์ป่าที่ตรวจสอบหรือจำแนกได้โดยเอกสารกำกับ บรรจุภัณฑ์ เครื่องหมาย ฉลาก หรืออื่น ๆ ว่าเป็นของ
สตั ว์ป่าชนิดน้นั ๆ ทง้ั น้ี ตามท่รี ัฐมนตรปี ระกาศกำหนด
“ล่า” หมายความว่า เก็บ ดัก จบั ยิง ฆ่า หรอื ทำอนั ตรายด้วยประการอ่ืนใดแกส่ ัตว์ป่า ที่ไม่มีเจ้าของ
และอยู่อย่างเป็นอิสระ และให้หมายความรวมถึงการไล่ การต้อน การเรียก การล่อ หรือ การอื่น ๆ เพื่อเก็บ
ดัก จับ ยิง ฆา่ หรือทำอนั ตรายแกส่ ัตวป์ ่าน้นั
“เพาะพันธ์ุ” หมายความว่า ขยายพันธุ์สัตว์ป่าที่นำมาเลี้ยงโดยวิธีผสมพันธุ์ และให้หมายความ รวมถึง
ขยายพนั ธ์สุ ตั ว์ป่าด้วยวธิ ีผสมเทยี มย้ายฝากตวั อ่อนหรือโดยวธิ กี ารอืน่ ใดซ่งึ มวี ัตถปุ ระสงคใ์ นการเพ่ิมจำนวนสัตว์ป่าดงั กลา่ ว
“คา้ ” หมายความวา่ ซอื้ ขาย แลกเปล่ียน จำหนา่ ย จา่ ย แจก หรอื โอนกรรมสิทธ์ิ ทง้ั น้ี เพื่อประโยชน์
ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงมีหรือแสดงไว้ซึ่งสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า หรือ ผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่า
ค่มู ืออาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสวุ รรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตวส์ งขลา
4
เพื่อการค้า การประกาศหรือโฆษณาหรือนำเสนอทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สง่ิ พมิ พ์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ
สอื่ ใด ๆ เพอ่ื การค้าด้วย
“นำเข้า” หมายความว่า นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึงนำเข้ามา
ในราชอาณาจักรซึง่ สัตวป์ า่ ซากสัตว์ป่า หรือผลติ ภณั ฑ์จากซากสัตว์ปา่ ทีเ่ คยสง่ ออกไปนอกราชอาณาจกั รแลว้
“ส่งออก” หมายความวา่ นำหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึง นำหรอื ส่งออกไป
นอกราชอาณาจกั รซงึ่ สตั วป์ า่ ซากสตั วป์ ่า หรอื ผลติ ภณั ฑ์จากซากสัตวป์ ่าทีเ่ คยนำเข้ามา ในราชอาณาจักรแล้ว
“นำผา่ น” หมายความวา่ การผา่ นแดน และการถ่ายลำตามกฎหมายวา่ ดว้ ยศุลกากร
“ดา่ นตรวจสัตวป์ า่ ” หมายความว่า ดา่ นตรวจสัตวป์ ่า ซากสตั ว์ป่า หรอื ผลิตภณั ฑ์จาก ซากสตั วป์ ่า
“สวนสัตว์” หมายความว่า สถานที่หรือบริเวณซึ่งรวบรวมสัตว์ป่าและจัดแสดงไว้เพื่อประโยชน์แก่
การพกั ผ่อนหย่อนใจ การเรียน การศึกษา การคน้ คว้า การวิจัย การอนรุ กั ษ์ หรือการเพาะพนั ธุ์สัตวป์ ่า เพ่ือประโยชน์
แก่กิจการสวนสัตวน์ ัน้
สัตวป์ ่าสงวน หมายถึง สัตว์ป่าทห่ี ายากตามบัญชที ้ายพระราชบญั ญตั นิ ี้ ปจั จุบนั มี 19 ชนิด ได้แก่
บญั ชสี ัตว์ป่าสงวน
- สตั วป์ ่าจำพวกสตั วเ์ ลย้ี งลูกดว้ ยนม
1. กระซู่ (Didermocerus sumatrensis)
2. กวางผา (Naemorhedus griseus)
3. กูปรี หรอื โคไพร (Bos sauveli)
4. เก้งหมอ้ (Muntiacus feae)
5. ควายปา่ หรือ มหงิ สา (Bubalus bubalis)
6. พะยนู หรือ หมนู ้ำ (Dugong dugon)
7. แมวลายหนิ อ่อน (Pardofelis marmorata)
8. แรด (Rhinoceros sondaicus)
9. ละอง หรอื ละมง่ั (Cervus eldi)
10. เลยี งผา หรือ เยอื ง หรอื กรู ำ หรอื โครำ (Capricornis sumatraensis)
11. วาฬบรดู า้ (Balaenoptera edeni)
12. วาฬโอมรู ะ (Balaenoptera omurai)
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อุไรวรรณ มณีสวุ รรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
5
13. สมเสรจ็ (Tapirus indicus)
14. สมนั หรือ เนอื้ สมัน (Cervus schomburgki)
- สตั วจ์ ำพวกนก
15. นกกระเรยี น (Grus antigone)
16. นกเจา้ ฟา้ หญิงสิรินธร (Pseudochelidon sirintarae)
17. นกแตว้ แร้วทอ้ งดำ (Pitta gurneyi)
- สัตว์ปา่ จำพวกสัตว์เล้อื ยคลาน
18. เตา่ มะเฟือง (Dermochelys coriacea)
- สตั ว์ปา่ จำพวกปลา
19. ปลาฉลามวาฬ (Rhincodon typus)
สตั วป์ า่ คุ้มครอง หมายถึง สัตว์ปา่ ท่ีกฎหมายกระทรวงกำหนดใหเ้ ป็นสตั วป์ า่ คุม้ ครอง เพื่อเปน็ การ
ปอ้ งกันมใิ ห้สตั วป์ ่าบางชนิดต้องสูญพันธุ์ ซง่ึ แบ่งได้ 7 ประเภทคอื
1. สตั ว์เลย้ี งลกู ด้วยนม 201 ชนดิ
2. นก 952 ชนดิ
3. สตั วเ์ ลื้อยคลาน 91 ชนิด
4. สตั วส์ ะเทนิ น้ำสะเทินบก 12 ชนดิ
5. ปลา 14 ชนิด
6. แมลง 13 ชนดิ
7. สัตวไ์ ม่มีกระดกู สนั หลงั อนื่ ๆ 12 ชนดิ หอยมอื เสือท่ีกำลังตกเป็นประเดน็ ขา่ วถูกจดั อยู่ในประเภทนี้
ทั้งสัตว์ป่าสงวน และสัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามมิให้ ผู้ใดล่าหรือพยายามล่าหรือมีไว้ในครอบครองหรอื ค้า
หรือนำเข้า-ส่งออก เว้นแต่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้รับการยกเว้นตามระเบียบทางราชการ โดยได้รับอนุญาต
เปน็ หนงั สือจากอธบิ ดี เช่น เปน็ การกระทำเพื่อสำรวจ วจิ ัยทางวชิ าการ การคุม้ ครองสัตวป์ า่ การเพาะพันธห์ุ รือ
กจิ การสวนสตั ว์สาธารณะ และตอ้ งปฏิบตั ิตามระเบียบทร่ี ัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
ถ้าผ้ใู ดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามกฎหมาย
คมู่ ืออาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณสี วุ รรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
6
ปญั หาการคุกคาม และทำลายชีวติ สัตว์ป่าในประเทศไทย
ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าชุกชุมแห่งหนึ่งในโลก การล่าสัตว์ป่ากระทำการอย่างกว้างขวางโดย
วิธีการง่าย ๆ และไม่มีการควบคุมใด ๆ เนื่องจากในสมัยนั้นถือว่าสัตว์ป่ามีมากเสียจนล่าเท่าไหร่ก็คงไม่หมด
ถึงแม้ว่าจะประกาศใช้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า แล้วก็ตาม แต่สถานการณ์ของสัตว์ป่าใน
ประเทศไทยกค็ งอยูใ่ นสภาพทนี่ า่ เปน็ หว่ ง ปัญหาตา่ ง ๆ พอจะแยกได้ดงั นี้
1. การบุกรุกทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ป่าไม้เป็นที่รวมปัจจัยสำคัญทีส่ ดุ ในการดำรงชีวติ ของ
สัตวป์ ่า คือ แหลง่ นำ้ แหลง่ อาหาร แหล่งหลบซ่อนคุ้มกันภัย เมือ่ ปา่ ไม้ถูกทำลาย หรือถูกแปรสภาพ ปัจจัยต่าง ๆ
ก็ถูกทำลายไปด้วย ทำให้เกิดการแก่งแย่งอาหาร น้ำ แหล่งหลบซ่อนคุ้มภัย หรือง่ายต่อการถกู ลา่ ของสัตว์ดว้ ยกัน หรือ
จากนำ้ มอื ของมนษุ ย์
2. การลา่ สตั ว์ปา่ การลา่ แมว้ า่ ในระหว่างหมู่สัตว์ป่าดว้ ยกันมีการล่ากันตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ไม่ทำ
ให้สตั ว์ปา่ ลดจำนวนลง เพราะธรรมชาติสามารถปรบั ใหส้ มดลุ ได้ แตก่ ารลา่ ที่ทำให้สัตว์ปา่ ลดลงอย่างน่าใจหาย
คือจากน้ำมอื ของมนุษย์
3. ปัญหาเนื่องจากการใช้สารเคมีและสารกำจัดแมลง เป็นสาเหตุหนึ่งของการลดลงอย่างรวดเร็วของสัตว์ป่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์จำพวกนก สารเคมีในกิจการต่าง ๆ มีสารพิษซึ่งสลายตัวได้ยาก ตกค้างตามใบไม้ หรือ
พื้นดินอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อแมลงหรือสัตว์เล็ก ๆ กินพืชจะดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกายต่อเมื่อสัตวใ์ หญ่กินสัตว์เล็ก
เป็นอาหารสารพิษก็จะถ่ายทอดไปยงั สตั ว์ใหญ่ เปน็ ผลทำให้สตั ว์ป่าบางชนดิ ขยายพันธน์ุ ้อยลง เน่ืองจากระบบ
สรรี วิทยาผดิ ไปอาจทำใหเ้ ปน็ หมัน ทำใหเ้ ปลือกไข่ไม่สมบรู ณ์ ไม่ออกไข่ หรือถ้ามีมากอาจทำให้สัตวต์ ายได้
4. ปัญหาเนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การเลี้ยงสัตว์ป่าไว้ดูเล่น ทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดต้องถูกลา่
เพอื่ ตอ้ งการนำลกู หรือตวั ออ่ นเป็นการฆา่ พอ่ แม่ เพื่อเอาลูกเท่านั้น บางคร้ังลูกอ่อนก็พลอยโดนลกู หลงเสียชีวิต
ไปด้วย หรือหากได้มาบางครั้งอายุน้อยเกินไปก็เลี้ยงไม่รอด ส่วนที่เล้ียงรอดก็ไม่มีโอกาสได้ขยายพันธุ์ต่อไป เพราะ
ขาดคู่ สัตว์ป่าที่นำมาเลี้ยงบางชนิดถึงแม้จะมีคู่ แต่การขยายพันธุ์มักจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่มี
ความสมบูรณ์แข็งแรง เหมือนอยู่ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังรวมถงึ พฤติกรรมกินเนื้อสัตว์ป่า หรืออวัยวะของ
สัตว์ป่าโดยมีความเช่ือว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ยาโด๊ปเพิ่มพลังทางเพศ เช่น เลือดค่าง อุ้งตีนหมี ดีงูเห่า อวัยวะเพศเสือ
ช้าง ซง่ึ เป็นความเช่ือซึ่งเปน็ การสนับสนุนต่อการลา่ สัตว์ป่าทัง้ สนิ้
คูม่ ืออาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสวุ รรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
7
นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์บางชนิดจะนำโชคร้ายมาให้เมื่อพบเห็น เช่น เหี้ย นกเค้าแมว ฯลฯ
พวกนจี้ ึงถูกลา่ ทง้ิ อยูบ่ ่อย ๆ
การอนุรกั ษท์ รพั ยากรสัตว์ป่า
“สตั วป์ ่า” เป็นทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีสามารถเพิม่ จำนวนมากขึ้นได้ การอนรุ กั ษ์ทรัพยากรสตั ว์ป่า จึงควร
มีหลักการดำเนินการดงั นี้
1. การป้องกัน ให้สัตว์ป่าอยู่นับเป็นความสำคัญอันดับแรก ของการจัดการสัตว์ป่าในขั้นต่อ ๆ ไป คือ
ถ้าหากสามารถคุ้มครองรักษาสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ไว้ได้แล้วเราก็สามารถดำเนินการจัดการในขั้นต่อ ๆ ไปได้
เช่น การขยายพันธ์ุ การเพาะเลีย้ ง การศึกษาพฤตกิ รรม เป็นต้น
2. การอนุรักษ์แหลง่ ท่ีอยู่อาศัยของสัตวป์ ่า การทำลายแหลง่ ที่อยู่อาศยั อาจทำให้สัตวท์ ีร่ ักถ่ินไม่สามารถปรับตัว
ให้เข้ากบั สภาพแวดล้อมท่ีเปล่ียนแปลงสูญพันธไ์ุ ด้
3. การอนุรักษ์สัตว์ป่าทางวิชาการ การค้นคว้าทางวิชาการสามารถรู้ข้อมูลพฤติกรรมของสัตว์ป่าแต่ละชนดิ
แล้วนำมาใช้ในการช่วยเหลอื สัตวป์ ่าที่กำลงั จะสญู พนั ธ์ุ หรอื มีจำนวนน้อยลงได้ การอนุรกั ษ์สตั ว์ปา่ ทางวิชาการ
กระทำโดยการสำรวจสัตวป์ า่ เพาะเลยี้ ง และขยายพันธ์ุค้นคว้า ประวัติ วิจยั สภาพแวดลอ้ มทเี่ ก่ยี วข้อง
บทบาทหนา้ ทข่ี องคนต่อการอนุรักษ์สัตวป์ ่า
1. ศึกษาหาความรู้ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ทั้งจากบทเรียน ข่าวสาร บทความและจากผู้ใกล้ชิดเพ่ือ
สะสมความรู้ ความเข้าใจทถี่ ูกต้องด้านการอนุรกั ษ์สัตวป์ า่
2. หยุดการกระทำที่จะส่งผลต่อการทำลายประชากรสตั ว์ป่า เช่น ยิงนก ตกปลา ถางป่า จุดไฟเผาปา่
โคนต้นไม้ เป็นตน้
3. เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องในการอนุรักษ์สัตว์ป่า เช่น นิทรรศการวันคุ้มครองสัตว์ป่า
แห่งชาติ วันที่ 26 ธันวาคม ของทุกปี การเข้าค่ายเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของโรงเรียน
การจดั กจิ กรรมด้านการอนรุ กั ษส์ ตั วป์ ่าต่าง ๆ เปน็ ตน้
4. ให้ข้อมูล ข่าวสาร แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบเห็นการกระทำผิดทั้งการล่าสัตว์ป่า ถางป่า เผาป่า การเลี้ยง
และขายสัตว์ปา่ ผิดกฎหมาย
คมู่ ืออาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสุวรรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตว์สงขลา
8
สำนกึ จากซากสตั วป์ ่าในเมอื งไทยที่ได้สญู พนั ธ์ุ
“สมัน” เป็นสตั ว์ตระกูลกวางท่ีมเี ขาสวยทีส่ ุดในโลก เนื่องจากมกี ิ่งกา้ นสาขาที่เป็นพุ่มสวยงามมาก อาศัยอยู่
ตามทุ่งหญ้าและป่าพรุ บริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะแถบทุ่งรังสิตลงไปจนถึงเจ้าพระยาทัง้ สองฝ่ัง
คือ สมุทรปราการ และสมุทรสงครามที่มีอยู่ชุกชุม ต่อมาพื้นที่บริเวณนี้ได้ถูกแผ้วถางทำลายกายเป็นนาข้าว
และนาเกลือ สมันหรือเนื้อสมันซึ่งเป็นสัตว์ประเภทรักถิ่นที่อยู่อาศัยและไม่ยอมอพยพหนี จึงถูกล่าไปจนหมด
โดยปรากฏหลักฐานว่าสมันตัวสุดท้ายของไทยที่ถูกล่าได้ที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2475 ซึ่งนับเป็นตัวสุดท้าย
ของโลกเช่นกัน และอวสานลงในคำวา่ “สมันในสยาม”
ความเชือ่ ท่ีผิด ๆ
ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน ได้มีการฆ่าและล่าสัตว์ป่า เพื่อนำเนื้อมาเป็นอาหารและนำเขากวางไป
ตกแตง่ บ้านเรอื นเพื่ออวดอ้างว่าเป็นผูล้ ่าที่ยิ่งใหญ่ ซ่ึงเป็นความเชอื่ ที่ผดิ เพราะประโยชน์ท่ีแท้จริงของเขาสัตว์นั้น
มไี ว้ให้สัตวใ์ ช้ในการต่อส้เู พื่อดำรงเผ่าพันธุใ์ หค้ งอยู่
กวางตัวผู้จะเริ่มสร้างเขาเมื่ออายปุ ระมาณ 1 ปี เขากวางอ่อนผ่านไป 2-3 เดือน จะกลายเป็นเขาแขง็
ซึ่งจะมีการผลัดเขาทุกปี ในการผลัดเขาแต่ละครั้งเขากวางจะเพิ่มขนาดและความยาว จนอายุ 6-10 ปี ความยาว
จะลดลงแตจ่ ะมีขนาดใหญข่ ้ึนเท่าน้ัน
ค่มู อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสวุ รรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
9
Cr.เฟสบคุ๊ สวนสัตว์เปดิ เขาเขียว
คมู่ ืออาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสวุ รรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
10
เขากวาง
ภาพในระยะใกลข้ องเขากวางแดง (Cervus elaphus) ซง่ึ มีหนงั หมุ้ เขาที่มีความหนานุ่มคล้ายกำมะหย่ี
ลกั ษณะเขากวางหลากหลายประเภท ซงึ่ แตกตา่ งไปตามกวางแตล่ ะชนดิ
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อุไรวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
11
เขากวาง (อังกฤษ: Antler) คือ เขาสตั ว์ของสัตวเ์ คีย้ วเอ้ืองจำพวกกวาง (Cervidae)
เขากวางอ่อน
เขากวางอ่อน อดุ มไปดว้ ยสารอาหารประเภทตา่ ง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ ถอื เปน็ ผลิตผลจาก
สมุนไพรของสัตว์ เขากวางอ่อนถูกใช้เป็นสมุนไพรอย่างยาวนานไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี แล้วในหลายประเทศ
เช่น จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, เวียดนาม, มองโกเลีย, รัสเซีย และอีกหลาย ๆ ประเทศในทวีปเอเชีย มีความเชื่อว่า
เขากวางอ่อนช่วยควบคุมพลังหยาง อันเป็นตัวควบคุมพลังงานในร่างกายมนุษย์ ทำให้การไหลเวียนโลหิต
เปน็ ไปได้โดยดี
เขากวางอ่อนประกอบไปด้วยโปรตีน, แร่ธาตุ, โอเมกา, กรดอะมิโน และไขมันชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึม
และละลายไปใช้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้ นอกจากนี้แล้วยังมีฮอร์โมนพรอสตาแกรนดินท์ และสารไอจีเอฟ 1
ช่วยให้ร่างกายกระชมุ่ กระชวย ความจำดี
นอกจากนแ้ี ลว้ เขากวางทพี่ ลัดเขาท้ิงแล้วยงั เปน็ แหลง่ แคลเซียมของสัตวฟ์ นั แทะบางชนดิ เชน่ เม่น เปน็ ต้น
ปัจจุบัน ในการเล้ยี งกวางในเชิงพาณชิ ย์ นอกจากความต้องการหนงั และเน้ือแล้ว การตัดเขากวางอ่อน
ก็ยังเปน็ สิ่งท่ีต้องการ โดยเร่ิมตดั ครงั้ แรกเมื่อกวางอายุได้ 3 ปี หลงั จากนน้ั จะตดั ไดท้ ุกปี ๆ ละครั้ง เม่ือกวางมี
น้ำหนกั มากข้นึ นำ้ หนกั เขาจะเพิม่ ขึน้ ด้วย เขากวางออ่ นทไ่ี ด้คณุ ภาพและเหมาะสมจะตัด คอื เขาอ่อนท่มี ีอายุ
ประมาณ 65-70 วนั โดยผตู้ ัดจะต้องมีความชำนาญ และไม่ให้กวางได้รับบาดเจบ็
อ้างองิ
1. ↑ เขากวาง. คอลมั น์เรื่องนา่ รู้จากเดลนิ ิวส.์ สบื คน้ 26 ตุลาคม 2556
2. ↑ กองทุนสตั ว์ปา่ โลก สำนักงานประเทศไทย. สัตว์เลีย้ งลกู ด้วยนมในประเทศไทยและภูมิภาคอนิ โดจนี .
กรุงเทพฯ : ไซรัสการพิมพ์, 2543. 256 หน้า. ISBN 978-9749-906-651
3. ↑ การเลี้ยงกวาง. สบื ค้นจากกรมปศุสัตว์. สบื ค้น 26 ตลุ าคม 2556
อ้างอิง : https://th.wikipedia.org/wiki/เขากวาง
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสัตว์
อุไรวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
12
กวางรูซ่า/ช่ือภาษาองั กฤษ Rusa Deer /ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Rusa timorensis
สิ่งที่นา่ สนใจ :
สัตวจ์ ำพวกกวางที่มขี นาดกลาง
ถ่ินอาศยั :
อนิ โดนีเซีย
อาหาร :
กินพชื โดยเฉพาะส่วนใบไม้ (Herbivore, Folivore)
สถานภาพปจั จบุ นั :
สิ่งมชี วี ติ ทีเ่ กอื บอยใู่ นข่ายใกลก้ ารสูญพันธ์ุ
อน่ื ๆ :บทบาทในระบบนิเวศน์ ช่วยกระจายเมลด็ พันธ์ุพชื
สถานะภาพทางการอนรุ กั ษ์ :
สิ่งมชี ีวติ ที่เกือบอยใู่ นข่ายใกล้การสญู พนั ธ์ุ
อายเุ ฉล่ยี :
โตเต็มท่อี ายุ 1.5-2 ปี -อายุขัยเฉล่ีย 15-20 ปี
วยั เจริญพนั ธ์ุ :
ผสมพันธุไ์ ด้ตลอดทั้งปี พบมากในชว่ งเดือนกรกฎาคม ถงึ เดือนสิงหาคม ตั้งท้อง 8 เดือน ออกลกู ครั้งละ 1 ตวั
ขนาดและนำ้ หนกั :
นำ้ หนัก ตวั ผู้ 80-120 กก. ตวั เมยี 40-60 กก.
อา้ งอิง : http://www.dusit.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=326&c_id=
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณีสวุ รรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
13
กวางปา่ (กวางม้า)/ช่อื ภาษาอังกฤษ : Sambar Deer/ช่ือวทิ ยาศาสตร์ : Rusa unicolor
ส่งิ ที่นา่ สนใจ :
กวางป่าเป็นสัตว์จำพวกกวางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กวางป่าเพศผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าเพศเมีย ขนของกวางป่าจะหยาบแข็ง ขนมีสีเทาน้ำตาลแกมเหลืองอ่อน ขนตามตัว
ยาวประมาณ 2 - 4 เซนติเมตร ขนรอบคอของกวางป่าเพศผู้ค่อนข้างยาว คือยาวประมาณ 7 - 10 เซนติเมตร
ขนบริเวณท้องและก้นขึ้นห่างกว่าบริเวณอื่น และสีขนอ่อนกว่าบนหลัง หางเป็นพวงค่อนข้างสั้น มีแอ่งน้ำตา
ขนาดใหญท่ ห่ี ัวตาขา้ งละแหง่
ถ่นิ อาศัย :
พบการกระจายพันธุ์ในกลุ่มประเทศเอเชยี ใต้ เช่น อินเดีย เนปาล ศรีลังกา กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉยี ง
ใต้ คือ เมียนมาร์ ไทย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดจีน และบริเวณจีนตอนใต้ สำหรับประเทศไทย
พบตามป่าดงดบิ ทว่ั ไปทุกภาคทง้ั ปา่ สูงและป่าตำ่
อาหาร :
ชอบกินใบไม้ และยอดอ่อนของพืชมากกว่าหญ้า อาหารในธรรมชาติของกวางได้แก่ เถาวัลย์อ่อน ๆ ยอดอ่อน
ของไมพ้ ุ่มเตย้ี ๆ ใบไมใ้ บหญา้ ทเี่ พ่ิงผลใิ บ ใบไผ่ และชอบกนิ ดินโป่งมาก
พฤติกรรม :
ปกติชอบอยู่ตามลำพังตัวเดียว นอกจากฤดูผสมพันธุ์ ออกหากินตั้งแต่ตอนเย็นถึงเช้าตรู่ ส่วนกลางวันจะนอนในที่รกทึบ
ชอบอาศยั อยู่ตามป่าทวั่ ไปรวมท้ังป่าทบึ ชอบออกมาหากินอย่ตู ามริมทาง ลำธาร และทุ่งโล่ง ชอบนอนแช่ปลักโคลน
เพอื่ ป้องกันแมลง ในฤดผู สมพันธ์ุตวั ผู้จะดรุ ้ายและหวงตัวเมียมาก ชว่ งนต้ี ัวผจู้ ะต่อสู้กันอย่างดุร้ายเพ่ือแย่งตัวเมีย
ว่ายนำ้ เกง่ และปราดเปรียว
สถานภาพปจั จุบนั :
เปน็ สตั ว์ปา่ คุม้ ครองของประเทศไทย สหภาพสากลว่าดว้ ยการอนุรักษ์(IUCN) จดั ให้กวางป่าอยู่ในระดับ เสีย่ งสูญพนั ธุ์ (VU)
วัยเจรญิ พนั ธุ์ :
ฤดูผสมพนั ธ์อุ ยู่ในชว่ งเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม ตงั้ ทอ้ งนานประมาณ 8 เดือน ออกลูกคร้งั ละ 1 ตัว
ในช่วงตน้ ฤดฝู น ลูกกวางจะเริ่มแยกจากแม่ไปหากินตามลำพงั เมอื่ อายุราว 1 ปี หรือ 1 ปีกว่า กวางปา่ พรอ้ มผสมพนั ธุ์
ไดเ้ ม่อื อายุ 18 เดอื น อายยุ ืนประมาณ 15-20 ปี
ขนาดและน้ำหนัก : ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหาง 180 - 200 เซนติเมตร ความสูงวัดถึงหัวไหล่ 140 - 160
เซนตเิ มตร นำ้ หนกั ตัว 184 - 260 กโิ ลกรัม
อ้างอิง : http://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=42&c_id=
คู่มอื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสุวรรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตว์สงขลา
14
ละอง,ละมัง่ พนั ธุ์พมา่ /ช่ือภาษาอังกฤษ : Brow-antlered Deer, Thamin
ชื่อวิทยาศาสตร์:Rucervus eldii thamin
สง่ิ ทนี่ ่าสนใจ :
ในภาษาพม่าเรียกสัตว์ชนิดน้ีว่า “ทมิน” มีสีขนตามตัวเขม้ กว่าพันธ์ุไทย ปลายลำเขาคอ่ นข้างมแี ขนงเขาน้อยกว่า และ
ส่วนใหญ่จะไมม่ แี ขนงเขายน่ื ขน้ึ มาบรเิ วณตัวลำเขา
ถ่นิ อาศยั : พมา่ และทางด้านตะวันตกของไทย
อาหาร : นิสยั การกนิ อาหารของละม่ังคลา้ ยกบั พวกววั ควาย ปกติชอบกินหญา้ และลกู ไม้ต่าง ๆ ตามพื้นทุ่งโล่ง
หรอื ปา่ โปร่ง ไม่ค่อยชอบกินใบไมน้ กั
พฤตกิ รรม : ความเป็นอยตู่ ามธรรมชาตขิ องละม่งั ชอบอยู่รวมกนั เป็นฝูงใหญ่ ในอดตี ครั้งยงั มลี ะมั่งชุกชุมท่ัวไป
มีรายงานพบฝูงละมั่งขนาดใหญ่มีจำนวนถึงประมาณ 50 ตัว แต่ปัจจุบันเนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป
และจำนวนประชากรละมัง่ ลดน้อยลงมาก จงึ พบแต่ละมง่ั อยู่ตัวเดียวหรอื ฝงู เล็ก ๆ โดยทว่ั ไปชอบอาศัยอยู่ตาม
ป่าเตง็ รัง ป่าโปร่งหรือป่าทุ่งใกล้ ๆ หนองน้ำ ตอนกลางวันที่อากาศร้อนละมั่งจะหลบร้อนไปอยู่ตามใต้ร่มไม้
ชายป่า ถ้าเปน็ ตวั ผ้ขู นาดใหญ่ซึง่ ข้ีร้อนกว่า
สถานภาพปจั จุบนั : ส่งิ มีชีวิตท่ีใกลก้ ารสญู พนั ธ์ุ
สถานะภาพทางการอนุรักษ์ :
สัตว์ป่าสงวน
วัยเจรญิ พนั ธ์ุ :
ฤดผู สมพนั ธ์ุของละม่ังในธรรมชาติ พบอยใู่ นช่วงเดือนกุมภาพนั ธ์-เมษายน ส่วนละมงั่ ท่ีเพาะเล้ียงอยู่ตามสวนสัตว์
ต่าง ๆ มักจะไม่มีฤดูผสมพันธุ์แน่นอน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มิถุนายน ระยะตั้งท้องนาน 240-244 วัน
ออกลูกท้องละ 1 ตัว ลูกแรกเกิดจะมีลายจดุ สีขาว ๆ ตามตัว โตขึ้นจะค่อย ๆ จางหายไป แต่ตัวเมียบางตัวจะยังคงมี
จุดจาง ๆ นใี้ ห้เห็นจนโต วยั เจริญพันธข์ุ องละมงั่ ตวั ผู้อายุประมาณ 1 ปขี น้ึ ไป ส่วนตวั เมยี ประมาณ 2 ปี ขึน้ ไป
อา้ งอิง : http://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=132&c_id=
ค่มู อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณสี วุ รรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศกึ ษา สวนสัตวส์ งขลา
15
ละอง, ละม่ัง /ช่ือสามญั : Eld's deer /ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ : Rucervus eldii
ลกั ษณะ :
ละองหรือละมั่ง เป็นสัตว์พื้นเมืองของไทย โดย “ละอง” ใช้เรียกตัวผู้ตัวเต็มวัย ส่วน “ละมั่ง” ใช้เรียกตัวเมีย
และตัวที่ยังไม่โตเต็มวัย แต่ปัจจุบันนิยมเรียกเป็น “ละมั่ง”ด้วยกันทั้งหมด ละมั่งจัดเป็นกวางขนาดกลาง
มีขนาดลำตัวยาว 1.5 – 1.7 เมตร ความสงู ถงึ ไหล่ 1.2 – 1.3 เมตร หางยาว 0.22 – 0.25 เมตร ใบหูยาว 0.15
– 0.25 เมตร หนักประมาณ 90-150 กโิ ลกรัม ขนละเอียดแน่นสนี ้ำตาลแกมเหลือง ขนดา้ นบนสแี ดงออกนำ้ ตาล ท้องสี
ขาว มีขนสีขาวรอบหู ตา และ คาง ลำคอยาว ใบหูใหญ่กาง ตวั ผ้จู ะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ตวั ผ้ตู ัวเตม็ วัยมีสีขน
ตามตัวเข้มคล้ำกว่า ตัวเมีย บริเวณคอมีขนหยาบยาวสีน้ำตาลเข้มเป็นแผงโดยรอบ ละมั่งอายุน้อยจะมีลาย
จดุ สีขาวตามตวั เมอ่ื โตข้นึ จะเลือนหายไป แต่ตัวเมียบางตัวยังคงปรากฏเป็นลายจุดจาง ๆ ใหเ้ ห็นแม้โตเต็มวัยแล้ว ละมั่ง
มีเขาเฉพาะตัวผู้เป็นเขาแบบเขากวาง (Antlers) ที่งอกติดกับส่วนของกะโหลก เมื่อเขาแก่เต็มที่จะผลัด
ทง้ิ ไป จากนน้ั จึงงอกเขาใหมอ่ อกมาแทน
ลักษณะของเขาละม่งั :
จะมีกิ่งรับหมา (Browtine) ยื่นยาวออกไปข้างหน้าตามแนวหน้าผาก ขณะที่ตัวลำเขา (Beam) โค้งยาวไปทางข้างหลัง
โดยก่งิ รับหมา กบั ลำเขาเช่ือมต่อกันตรงโคนเขาเปน็ เส้นโค้งต่อเน่ืองเปน็ ลำเดียวกนั ไมท่ ำมมุ กันเหมือนเขากวางชนิดอื่น
ตอนปลายคู่ลำเขาถ่างแยกจากกัน ปลายลำเขางอกกลับดูคล้ายตะขอและแตกแขนงออกคล้ายนิ้วมือ ลักษณะ
ของเขาบ่งบอกถึงชนิดพันธุย์ ่อยได้ โดยชนิดพันธ์ุต้นแบบ (Cervus eldi eldi) ปลายลำเขาไมโ่ คง้ งอเป็นตะขอและ
มีก่ิงแขนงปลายเขา 2 แขนง ขณะที่ละมั่งพันธ์ุไทย ปลายลำเขามลี ักษณะแบนออกใหญ่แตกแขนงเล็ก ๆ 7-8 แขนง
ยิ่งอายุมากย่ิงแตกแขนงมาก บริเวณรอยต่อก่ิงรับหมา(เขาหน้า)กับลำเขามีแขนงเล็ก ๆ 2-3 กิ่ง ส่วนพันธุ์พมา่
ปลายลำเขาแตกแขนงน้อยกว่าและส่วนใหญ่ตามลำเขาไม่มีแขนง นอกจากนี้ละมั่งพนั ธ์ุไทยยงั มขี นออกสีน้ำตาลอมส้ม
สสี ดกวา่ พันธ์ุพม่าท่เี ปน็ สีนำ้ ตาลแห้ง
อปุ นิสยั : ละม่งั มพี ฤติกรรมอยรู่ วมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ จนถงึ 50 ตวั อาศัยอยู่ตามปา่ เต็งรัง ป่าโปรง่ ทุง่ หญ้า บริเวณ
ใกล้ ๆ หนองน้ำ หรือมนี ำ้ ขังแฉะ ปกตติ วั ผู้ทโ่ี ตเต็มท่ีแล้วจะออกหากินตามลำพัง และจะเข้ารวมฝูงในฤดูผสมพันธ์ุ
ละมั่งออกหากินเวลาเช้าและเยน็ ตอนกลางวันอากาศร้อนจะหลบอยูต่ ามรม่ ไม้ตามชายปา่ บางครั้งตัวผู้จะลงไปนอนแช่
ปลกั เหมอื นกับควาย ละมัง่ เป็นสัตว์กินพืช ชอบกนิ หญ้า และลูกไม้มากกว่าใบไม้ และชอบกินดินโป่งเช่นเดียวกับ
กวางป่า ระหว่างเดือนกุมภาพันธุ์-เมษายน ฝูงละองจะเข้ามารวมกับฝูงละมั่ง ละองจะต่อสู้กันเพื่อแย่งสิทธิในการผสมพันธุ์
คู่มืออาสาสมัครสวนสัตว์
อุไรวรรณ มณสี วุ รรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
16
และครอบครองฝูงละมั่ง ช่วงนี้ตัวผู้จะมีการเจริญของขนแผงคอยาวออกมาและหลุดร่วงไป ในเวลาไล่เลี่ยกับการผลัด
เขา วัยเจรญิ พันธ์ุของตัวผอู้ ายุประมาณ 1 ปขี นึ้ ไป ส่วนตัวเมยี ประมาณ 2 ปี ข้นึ ไป มีการตง้ั ท้องนานประมาณ 8 เดือน
ตกลกู ครัง้ ละ 1 ตวั ระหว่างเดอื นกมุ ภาพันธ์-เมษายน คือฤดผู สมพันธุ์ ละม่ังตง้ั ทอ้ งนานราว 220 ถงึ 240 วัน ออกลูก
คร้งั ละ 1 ตัว ลกู กวางแรกเกดิ มลี ายจดุ ทัว่ ตัว เมื่อโตขึ้นจดุ บนลำตัวค่อยจางไป
การแพรก่ ระจาย :
พบในเอเชียตั้งแต่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย กระจายลงไปพม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และ
เกาะไหหลำของประเทศจีน ไมพ่ บว่ามีการแพร่กระจายในแหลมมลายูตั้งแต่ใต้ลงไป ละม่งั พันธุ์ไทยพบการกระจาย
แถบเทือกเขาพนมดงรัก กัมพูชา ลาว และเกาะไหหลำ ส่วนพันธ์ุพม่าพบการกระจายแถบเทือกเขาตะนาวศรี
ในพมา่ และภาคตะวนั ตกของไทย ในประเทศไทยพบทง้ั พนั ธไ์ุ ทยและพนั ธพุ์ มา่
สถานภาพ :
จำนวนละม่ังในธรรมชาติยังคงอยู่ในสถานการณ์ท่ีน่าเป็นห่วง มรี ายงานการพบละมั่งใน ธรรมชาติเพียง 3 ตัว ท่ีเขตรักษาพันธ์ุ
สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี เมื่อปี 2539 แต่ปัจจุบันไม่มีรายงานยืนยันการพบดังกล่าว และมีผู้กล่าวว่า
ละมั่งพันธุ์ไทยได้สูญพันธุ์ไปจากป่าธรรมชาติของไทย และเวียดนาม อย่างไรก็ตามละมั่งในกรงเลี้ยงมีจำนวน
เพิ่มมากขึ้นโดยมีการเพาะเลี้ยงของทางราชการหลายแห่ง เช่น สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ
และตามสวนสัตว์ต่าง ๆ ซงึ่ สว่ นใหญ่เปน็ พันธ์ุพม่า โดยทสี่ วนสัตวเ์ ปิดเขาเขียว จงั หวดั ชลบรุ ี มจี ำนวนมากกวา่ 150 ตวั
สถานภาพตามกฎหมาย :
- สัตว์ป่าสงวน ตามพระราชบญั ญัตสิ งวนและคุ้มครองสตั วป์ ่า พุทธศกั ราช 2535
- CITES: Appendix I
ปจั จยั การคุกคาม :
การลดจำนวนลงของละมง่ั เกิดจากปัจจยั สำคัญ 2 ประการ คอื การล่า และการทำลาย แหล่งท่อี ยอู่ าศัย ซึ่งท่ีสำคัญ
คือ แหล่งที่อยู่อาศยั ถกู บุกรุกทำลาย กลายเปน็ แหล่งชมุ ชนและพนื้ ทีเ่ กษตรกรรม
เครดติ ข้อมูล
http://www.thaiwildlife.info/wildlife.php?Act=View&ID=1752
http://www.verdantplanet.org/.../%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8...
เครดติ รูปภาพ
http://www.siamensis.org/.../cervus_eldii_siamensis1_0...
อ้างอิง : https://www.facebook.com/SeubNakhasathienFD/posts/10200704222127058/
คูม่ อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสุวรรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
17
ละม่งั พนั ธุไ์ ทย/ชอื่ ภาษาองั กฤษ Eld's Deer /ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Rucervus eldii siamensis
สิง่ ที่น่าสนใจ :
ละมัง่ เพศผูต้ วั เตม็ วยั มีขนคอยาว
ถน่ิ อาศยั :
มกี ารกระจายในไทย กมั พชู า ลาว จีน และเวยี ดนาม ในพ้ืนท่ีไมร่ ก ทร่ี าบล่มุ ปา่ เต็งรงั และทงุ่ หญ้า
อาหาร :
หญ้าต่างๆ
สถานภาพปจั จบุ นั :
สิ่งมีชวี ติ ทใี่ กล้การสูญพันธ์ุ
สถานะภาพทางการอนรุ กั ษ์ :
สัตวป์ ่าสงวน
ขนาดและนำ้ หนกั :
ความสงู ระดบั ไหล่ 120 - 130 เซนติเมตร นำ้ หนัก 95 - 150 กิโลกรัม
อา้ งอิง : http://khaokheow.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=328&c_id=
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อุไรวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศกึ ษา สวนสัตวส์ งขลา
18
เนอื้ ทราย(ตามะแน)/Hog Deer (Axis porcinus)
สิ่งทนี่ า่ สนใจ :
เปน็ กวางขนาดกลาง ขนสีน้ำตาลเขม้ ด้านล่างลำตัวสจี างกวา่ มีเส้นดำพาดตามแนวสันหลัง ต้งั แต่คอไปจนถงึ
โคนหาง มีเขาเฉพาะในตัวผู้ข้างละ 3 กง่ิ ผลัดเขาทกุ ปี ลูกเกิดใหมม่ ลี ายจดุ ขาวตามตัวลายจะหายไปเมื่อโตขึ้น
นัยน์ตามนี ำ้ ตาหล่อเลยี้ งตลอดเวลา เป็นกวางทสี่ วยงามมากชนิดหนึ่ง
ถนิ่ อาศัย : พบในอนิ เดยี เนปาล พม่า ศรีลังกา ไทย ลาวกัมพชู า เวยี ดนาม ในไทยปจั จุบันได้มีการนำเนอื้
ทรายจากสถานท่เี พาะเลย้ี ง ปลอ่ ยกลับคนื ส่ปู ่าธรรมชาตใิ นหลายๆพ้นื ท่ี
อาหาร : กนิ หญ้า ใบไม้ และผลไม้
พฤติกรรม : มักพบหากินเป็นฝงู ตามปา่ โปรง่ หรือป่า ทุ่งหญ้าทีร่ าบลุ่มริมฝง่ั น้ำ ปกติออกหากนิ ในตอนเยน็ ถงึ
เชา้ ตรู่ เป็นสตั วท์ ี่ระวงั ภัย ต่ืนตวั ตลอดเวลา
สถานภาพปจั จุบัน :
ไอยูซีเอ็นประเมนิ ประชากรของไว้อยใู่ นระดบั เสี่ยงสญู พันธ์ุ (2551) ประเทศไทยเคยจดั เน้ือทรายไวเ้ ป็นหนงึ่ ใน
สัตวป์ า่ สงวนตามพระราชบญั ญัตสิ งวนและคมุ้ ครองสตั ว์ป่า ปี 2503 แต่ในฉบับปี 2535 ได้ถูกตัดชอ่ื ออกไป
เน่ืองจากสามารถเพาะพนั ธไุ์ ด้เปน็ จำนวนมาก
อื่นๆ : มสี องชนดิ ยอ่ ยคือ A. p. porcinus พบกระจายพันธ์ใุ น ปากีสถาน จนถึงประเทศเมียนมาร์ ซ่งึ จะมี
ขนาดใหญ่กวา่ ชนิดย่อย A. p. annamiticus ท่ีพบในประเทศไทย กมั พูชาและเวียดนาม
สถานะภาพทางการอนรุ กั ษ์ : สตั ว์ปา่ คุ้มครอง
อายเุ ฉลี่ย :มากกวา่ 20 ปี
วัยเจรญิ พนั ธุ์ :
เนือ้ ทรายตวั ผู้ไมไ่ ด้สร้างฮาเร็มเหมือนกบั กวางสว่ นใหญ่ เน้ือทรายเร่ิมผสมพนั ธไุ์ ดเ้ มอ่ื มีอายุ 2 ปี ระยะตั้งทอ้ ง
นาน 8 เดอื น ออกลูกครัง้ ละ 1 ตวั
ขนาดและนำ้ หนัก :
ความยาวหัวและลำตัว 105- 115 เซนตมิ ตร ความสูงระดับไหล่ 60 - 70 เซนตเิ มตร น้ำหนกั 30-50 กโิ ลกรัม
เฉล่ียตัวเตม็ วัยเพศผู้ 43 กโิ ลกรัม เพศเมยี 32 กิโลกรัม
อา้ งอิง : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=164&c_id=54
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสุวรรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
19
เกง้ เหนอื (อเี ก้ง หรอื ฟาน)/ Barking Deer (Muntiacus vaginalis)
สิ่งท่นี า่ สนใจ :
เปน็ กวางขนาดเล็ก และมีแขนงเล็ก ๆ แตกออกขา้ งละสองกงิ่ ตัวเมียไม่มีเขา ขนตามลำตัวสนี ้ำตาลแดง มตี อ่ ม
น้ำตาขนาดใหญ่และแอง่ นำ้ ตาลึก ตวั ผ้มู ีเข้ียวยาวยนื่ ออกมานอกรมิ ฝีปาก ใชส้ ำหรบั ป้องกันตัว ลูกเกง้ มีจดุ สี
ขาวตามตัว และจะค่อยจางหายไปเม่ือมีอายไุ ดร้ าว 6 เดอื น
ถิ่นอาศัย :
ศรีลังกา อนิ เดยี ภาคใต้ จนี ตอนใต้ พม่า และประเทศไทยพบเกือบทกุ ภาค ยกเว้นภาคใต้ตอนล่าง
อาหาร :
กนิ ใบไม้อ่อน หน่อไม้ออ่ น มะขามป้อม และมะมว่ งป่า
พฤติกรรม :
มักชอบอาศยั อยู่ตามลำพงั ตัวเดยี วตามพงหญ้าและปา่ ทั่วไป เวน้ แต่ในชว่ งฤดผู สมพันธจุ์ ะอยู่เป็นคู่ เปน็ สตั ว์
ออกหากินตอนเย็นและเช้าตรู่ กลางวนั หลบั นอนตามพุม่ ไม้ เมื่อตกใจจะสง่ เสยี งร้อง "เอ๊บิ -เอบ๊ิ -เอิ๊บ" คล้าย
เสยี งสนุ ขั เหา่ และเปน็ สัตวท์ ี่กระหายนำ้ เกง่
สถานภาพปจั จบุ ัน :
ส่งิ มชี วี ิตที่มีความเสยี่ งตำ่ ตอ่ การสูญพนั ธุ์
วัยเจรญิ พนั ธุ์ :
เร่มิ ผสมพนั ธ์ไุ ดเ้ มื่ออายปุ คี ร่ึง ออกลกู คร้งั ละ 1 ตัว
ขนาดและนำ้ หนัก :
ลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร น้ำหนัก 14-18 กโิ ลกรัม ตัวผู้มเี ขาส้นั ยาวประมาณ
15 เซนติเมตร
อ้างอิง : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=39&c_id=
คูม่ ืออาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณีสวุ รรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
20
เกง้ หมอ้ (เกง้ ดำ หรือ เก้งดง)/Fea's Barking Deer, Fea's Muntjac (Muntiacus feae)
ส่งิ ทน่ี า่ สนใจ : มขี นาดไล่เลยี่ กบั เก้งธรรมดำหรือเลก็ กว่ำเลก็ น้อยเพศผ้จู ะมีเขำแบบ Antler เหมอื นเขากวาง
คือ มเี ขาเป็นแกนกระดูกงอกตดิ กับสว่ นกระโหลกโดยมีการผลัดเขาทกุ ปแี ตเ่ ขาของเก้งหม้อจะสั้นกว่าเก้ง
ธรรมดาเขาส้ัน มี 2 กิ่งกิง่ หน้ำส้ันและกิง่ หลงั ยาวส่วนฐาน ยาวและนนู เปน็ สนั บริเวณหน้าผากและสอบเขา้ หา
สันจมกู เป็นรปู ตัววี (ลำตัวซกี บนสีน้ำตาลแก่ ซีกลา่ งสีนำ้ ตาลปนขาว หางสน้ั ซีกบนเปน็ สีดำเขม็ ซีกลา่ งของหาง
สขี าวตัดกันสะดดุ ตา มเี ขาเฉพาะในตัวผู้
ถิน่ อาศัย : พบทางภาคใต้ของประเทศไทย เทอื กเขาตะนาวศรี และตามแนวชายแดนที่ติดต่อกับประเทศพม่า
อาหาร :อาหารทก่ี ินไดแ้ ก่ ใบไม้ ใบหญ้า ผลไม้บางชนดิ หนอ่ อ่อนของต้นไม้ โดยเฉพาะหญา้ ระบดั จะชอบมาก
พฤติกรรม : ชอบอาศยั อยูต่ ามปา่ ทบึ สงู ๆ ท่เี ป็นปา่ ดงดบิ ไม่ชอบอยู่รวมกนั เปน็ ฝูงใหญ่ ชอบอยู่กล่มุ ละ 2 - 3
ตัว แต่โดยปกติแล้วชอบอยู่ลำพงั ตัวเดยี ว ออกหากนิ ตอนเช้าตรู่ พลบคำ่ และตอนกลางคืน โดยจะออกมาหา
กนิ ตามทุ่งโล่ง ชายป่า ทอ้ งนา แถวทม่ี ีลกู ไม้ปา่ ชอบกนิ ดินโปง่
สถานภาพปจั จบุ ัน : ส่งิ มชี วี ติ ท่ไี ม่มีข้อมลู เพียงพอ
สถานะภาพทางการอนุรักษ์ : Data Deficient
อายุเฉลี่ย : 12 ปี
วัยเจรญิ พนั ธ์ุ : เก้งหม้อมีระยะตง้ั ท้องนานประมาณ 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว โดยลกู ออ่ นเกิดในบริเวณที่
รกทบึ และซอ่ นตวั อยู่จนกวา่ จะเคลื่อนท่ีตามแม่ไปได้
ขนาดและนำ้ หนัก : ลำตัวยาว 88-100 เซนตเิ มตร น้ำหนักประมาณ 22 กโิ ลกรัม
อ้างองิ : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=308&c_id=
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตว์สงขลา
21
เก้งเผือก/ชือ่ ภาษาอังกฤษ Albino Barking Deer ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Muntiacus muntjak)
สิง่ ท่นี า่ สนใจ :
เหมือนเก้งธรรมดาแต่มีสีขาวปลอดทง้ั ตัว
ถิ่นอาศยั : พบในอนิ โดจีน อินโดนีเซยี จนี ตอนใต้ ศรลี งั กา อนิ เดีย
อาหาร : เกง้ เผือกกนิ หญา้ ใบไม้ และผลไม้
พฤติกรรม :
ปกติชอบอยู่ตามลำพังตัวเดียว หากินตอนเย็นถึงเช้าตรู่ กลางวันหลบนอนตามพุ่มไม้ ปราดเปรียว เวลาตกใจ
จะส่งเสียงร้องคล้ายเสียงสุนขั เห่า
สถานภาพปจั จุบนั : สงิ่ มีชีวิตท่มี คี วามเสย่ี งต่ำต่อการสญู พันธุ์
อายุเฉล่ีย :
อายยุ ืนราว 15 ปี
วยั เจริญพนั ธ์ุ :
เก้งเผือกเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 1 ปีครึ่ง ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงฤดูหนาว ตั้งท้องนาน 6 เดือน
ออกลกู คร้งั ละ 1 ตวั
อ้างองิ : http://www.dusit.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=34&c_id=
คู่มืออาสาสมัครสวนสัตว์
อุไรวรรณ มณีสวุ รรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตวส์ งขลา
22
กวางดาว /ชื่อภาษาอังกฤษ Spotted Deer /ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Axis axis
สิ่งทนี่ ่าสนใจ :
เป็นกวางที่มีขนาดกลางมีขนสนี ้ำตาลแดงมีจุดสีขาวเรยี งเป็นลายขา้ งตัวให้ความ สวยงามและสะดุดตากลางหลัง
มแี ถบสีดำทอดเป็นแนวยาวไปถึงโคนหาง
ถน่ิ อาศยั :
อินเดยี ศรีลังกา บงั กลาเทศ ภฐู าน ปากสี ถาน
อาหาร : หญา้ ใบไม้ และเปลือกไม้
สถานภาพปัจจบุ นั :
สิง่ มีชีวติ ที่มคี วามเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธ์ุ
อนื่ ๆ :- เปน็ แหล่งอาหารสำหรับสตั ว์กินเนือ้
สถานะภาพทางการอนุรักษ์ :
มจี ำนวนมาก มีประชากรกระจายอย่ใู นบริเวณกวา้ งขวาง และ เปน็ สงิ่ มีชีวิตที่มคี วามเส่ยี งตำ่ ตอ่ การสญู พันธ์ุ
อายเุ ฉลีย่ :
-โตเต็มวยั เพศเมยี อายุ 14-17 เดอื น, เพศผู้ 30 เดือน -อายขุ ัยเฉล่ยี 15-20 ปี
วัยเจรญิ พนั ธุ์ :
-ฤดผู สมพันธ์ุระหวา่ งเดอื นเมษายน- พฤษภาคม -ตง้ั ท้องนาน 7- 8 เดือน ออกลูกครง้ั ละ1-3 ตวั
ขนาดและนำ้ หนกั :
เพศผหู้ นกั เฉล่ยี 30-75 กโิ ลกรมั เพศเมยี มีหนกั เฉลี่ย 25-45 กิโลกรัม
อา้ งอิง : http://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=330&c_id=
คู่มืออาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณีสวุ รรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
23
ววั แดง(วัวเพาะ หรือ ววั ดำ)/ช่อื ภาษาอังกฤษ Banteng /ชือ่ วิทยาศาสตร์ Bos javanicus
ส่ิงทนี่ ่าสนใจ :
เป็นวัวป่าชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายวัวบ้าน แต่มีลักษณะสำคัญที่ต่างไปจากวัวบ้านและกระทิงคือ มีวงก้นขาว
ทั้งในตวั ผแู้ ละตวั เมีย มีเสน้ ขาวรอบจมูก ขาทั้ง 4 ขา้ งมีสขี าวต้งั แต่หวั เข่าจนถงึ กีบเท้า ระหว่างโคนขาของตัวผู้ไม่มีขน
แตเ่ ปน็ หนงั ตกกระแขง็ ๆ
ถ่ินอาศยั : พบในพม่า ไทย อินโดจนี ชวา บอร์เนยี ว เกาะบาหลี ซาราวัค เซลเี บส สำหรับประเทศไทยเคยพบไดท้ กุ ภาค
อาหาร : ววั แดงกนิ หญ้าอ่อน ๆ ใบไผ่อ่อน หน่อไม้อ่อน ลูกไมป้ ่าบางชนดิ ใบไม้ ยอดอ่อนของพืช และดอกไม้ป่าบางชนิด
พฤติกรรม :
ชอบหากินอยู่เป็นฝูง ไม่ใหญ่นัก ราว 10-15ตัว ปกติจะเริ่มออกหากินตั้งแต่ตอนพลบค่ำไปจนถึงเช้าตรู่
กลางวันนอนหลบตามพุ่มไม้ทึบ ชอบอยู่ตามป่าโปร่งหรือป่าทุ่ง ชอบกินดินโป่งไม่ชอบนอนแช่ปลัก รักสงบ
ปกติไม่ดุร้าย หากินโดยมีตัวเมียเป็นจ่าฝูง วัวแดงเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปีเศษ ระยะตั้งท้องนาน 8-10 เดือน
ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกหย่านมเมื่อมีอายุราว 9 เดือน หลังคลอดลูกราว 6-9 เดือน แม่วัวแดงจะเป็นสัด
และรับการผสมพันธอุ์ ีก มีอายุยืนประมาณ 30 ปี
สถานภาพปจั จบุ นั :
สง่ิ มชี ีวติ ท่ีใกลก้ ารสูญพนั ธ์ุ
สถานะภาพทางการอนรุ กั ษ์ :
สัตว์ปา่ คุ้มครอง
ขนาดและน้ำหนัก :
มนี ้ำหนัก 600 - 800 กโิ ลกรัม
อา้ งอิง : http://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=21&c_id=
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสัตว์
อุไรวรรณ มณีสวุ รรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
24
กระจงควาย/ชอื่ ภาษาอังกฤษ Greater Oriental Chevrotain ชอื่ วิทยาศาสตร์Tragulus napu
ส่ิงทนี่ ่าสนใจ :
จัดเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องกบี คู่ขนาดเลก็ รูปร่างคล้ายกวาง แต่ทั้งตัวผูแ้ ละตัวเมียไม่มเี ขา กระจงตัวผู้จะมีเขีย้ วบน
ยาวเลยรมิ ฝปี ากบนลงมา เมือ่ โตเตม็ วัย ขนบนตัวสีน้ำตาลออกเทาและมีจุดสีเข้มกว่ากระจายอยู่ทั่วไป ที่ใต้คอ
และบนหนา้ อกมแี ถบสีขาวพาดตามยาว 5 เสน้
ถ่นิ อาศัย : พบในพมา่ อนิ โดจีน ไทย แหลมมลายู สมุ าตรา และบอร์เนยี ว
อาหาร : ชอบกินหญา้ อ่อน ผลไมป้ า่ ยอดไม้ และใบไม้ออ่ น
พฤติกรรม :
ปกติชอบอยู่โดดเดีย่ ว นอกจากในฤดูผสมพันธุจ์ งึ จะอยู่เป็นคู่ เป็นสัตว์ออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนในเวลา
กลางวันจะหลบพักนอนตามหลบื หิน และโพรงไม้
สถานภาพปจั จบุ นั : ส่งิ มชี วี ติ ท่มี คี วามเสย่ี งตำ่ ต่อการสูญพันธุ์
สถานะภาพทางการอนุรกั ษ์ :
ส่งิ มชี ีวิตทีม่ คี วามเสี่ยงต่ำตอ่ การสญู พนั ธ์ุ
วัยเจรญิ พันธุ์ : ฤดผู สมพันธ์ุตกอย่ใู นช่วงเดือนมถิ นุ ายน-กรกฎาคม โตเตม็ วัยพรอ้ มจะผสมพันธ์ุไดเ้ มือ่ อายุ 4-5 เดอื น
ระยะต้ังทอ้ งนาน 5-6 เดือน หรอื 152-172 วัน ออกลกู ครงั้ ละ 1 ตวั
ขนาดและน้ำหนกั : สงู ประมาณ 30-35 เซนติเมตร น้ำหนักตวั ประมาณ 3.6-6.0 กโิ ลกรัม
อา้ งอิง : http://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=51&c_id=
ค่มู อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อุไรวรรณ มณีสุวรรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตว์สงขลา
25
เต่าหกเหลือง/ชื่อภาษาอังกฤษ Asian Brown Tortoise ชื่อวิทยาศาสตร์ Manouria emys emys
สง่ิ ท่นี า่ สนใจ :
เป็นเต่าขนาดใหญ่ แต่เล็กกว่าเต่าหกดำเล็กน้อย ลักษณะของกระดองก็โค้งสูงเหมือนเต่าหกดำ แต่สีอ่อนกว่า
เปน็ สีนำ้ ตาล มเี กล็ดทีข่ าหลงั และมเี ดือยเหมือนกบั เต่าหกดำ แต่มสี ีออกเหลืองเหมอื นขผ้ี ้ึง
ถ่นิ อาศยั :
พบในมาเลเซีย สมุ าตรา สำหรบั ประเทศไทยพบทางภาคใต้ เชน่ แถวจงั หวัดระนอง นครศรีธรรมราช
อาหาร :
เตา่ หกเหลอื งกนิ พชื ผกั ผลไม้ หวั เผือก หัวมัน Iรวมทง้ั หอยตา่ ง ๆ และทากกก็ นิ เหมอื นกัน
พฤตกิ รรม :
ชอบดอนทม่ี ีความชื้นสูง ดนิ แหง้ แข็งไม่ชอบ ชอบขดุ หลมุ ซุกตัวเองอยู่ในดิน หรือแอ่งดินท่ีมีน้ำขัง ชอบอย่ตู ามภูเขา
ตามพื้นราบไม่ค่อยพบ ถ้าเลี้ยงบนพื้นซีเมนต์ต้องมีน้ำให้ตลอดเวลา เพื่อให้ตัวเปียกชื้น เต่าหกนี้ถ้าเลี้ยงให้ถูกวิธี
จะมอี ายุมากกวา่ ๑๐๐ ปี
สถานภาพปจั จบุ นั :
สงิ่ มชี วี ิตทใี่ กลก้ ารสูญพันธ์ุ
วัยเจรญิ พนั ธุ์ :
วางไข่ครง้ั ละประมาณ 30 ฟอง
อา้ งอิง : http://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=197&c_id=
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตว์สงขลา
26
ค่างแวน่ ถิน่ ใต/้ Dusky Langur, Spectacled Langur (Trachypithecus obscurus)
สงิ่ ทน่ี ่าสนใจ :
โดยทั่วไปค่างแว่นถิ่นใต้ มีสีตามตัวเป็นสีเทา มือ เท้าดำ หน้าสีเทาเข้มหรือเทาดำ บริเวณรอบดวงตาเป็นวงสีขาว
คลา้ ยกับใส่แว่น
ถนิ่ อาศัย :
คา่ งแวน่ ถ่นิ ใตห้ รือเรยี กกันทั่ว ๆ ไปวา่ “ค่างแวน่ ” พบในพมา่ ไทย มาเลเซีย สำหรบั ประเทศไทยพบทางภาคใต้
อาหาร :
คา่ งแวน่ ชอบกินใบไมม้ ากกว่าผลไม้ และกนิ แมลงด้วย
พฤตกิ รรม :
ค่างแว่นพบอยู่ตามป่าทั่วไป จากป่าสูงบนภูเขาจนถึงป่าตามชายทะเล ค่างแว่นเป็นสัตว์ไม่ชอบให้คนพบเห็น
มกั ว่งิ หนไี ปตามต้นไม้เมือ่ เห็นคน และมกั ไปแอบอยหู่ ลังต้นไม้เพ่ือแอบดผู บู้ กุ รุก
สถานภาพปจั จุบนั :
ส่ิงมีชวี ิตทเ่ี กือบอย่ใู นขา่ ยเสย่ี งตอ่ การสญู พนั ธุ์
สถานะภาพทางการอนุรกั ษ์ :
ส่ิงมชี วี ติ ทีใ่ กล้การสญู พนั ธ์ุ
วยั เจริญพนั ธุ์ :
คา่ งแว่นผสมพันธุ์ได้เม่ืออายุ 3–4 ปี ไมม่ ีฤดผู สมพันธ์ุท่ีแน่นอน ระยะเป็นสัดประมาณ 3 สัปดาห์ และระยะต้ังท้อง
ประมาณ 140–150 วนั ออกลกู ครัง้ ละ 1 ตวั
อา้ งอิง : http://www.dusit.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=186&c_id=46
คูม่ ืออาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณสี วุ รรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
27
หมีขอ(บินตุรง)/ช่ือภาษาอังกฤษ Binturong(Bear Cat)/ ชื่อวทิ ยาศาสตร์ (Arctictis binturong)
ส่งิ ที่นา่ สนใจ :
มลี กั ษณะคลา้ ยหมี คอื มขี นยาวหนา เสน้ ขนหยาบมสี ดี ำ บางเล็บมีปลายขาว ทำใหข้ นลำตวั เป็นสีดำเหลอื บเทา
หมีขอบางตัวจะมีขนที่หน้าเป็นสีเทา ในบางตัวขนสีเทาอาจเลยไปจนถึงไหล่ หูค่อนข้างกลม ขอบหูมีสีขาว
ขนหลังใบหูค่อนข้างยาวเลยใบหู หางยาว และแข็งแรงสามารถใช้เกาะกิ่งไม้ได้ ลักษณะเท้าเป็นการเดินแบบ
plantigrade คือ เดินด้วยส้นเท้า เล็บค่อนข้างสั้น โค้ง และสามารถยืดหดได้บางส่วน เพศเมียมีเต้านม 2 คู่ หน้า
คลา้ ยหมี แตค่ วามจริงไม่ใชส่ ัตวจ์ ำพวกหมี เป็นสัตวต์ ระกูลเดียวกับชะมดหรืออีเห็น แต่ตัวโตกว่า รูปร่างอุ้ยอ้าย
มหี างยาวสามารถใชห้ างจับเกาะต้นไมแ้ ทนมือไดเ้ ป็นอย่างดี
ถน่ิ อาศยั :
พบในอินเดีย พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยพบทางภาคใต้
อาศัยอยู่ในป่าไม้สมบูรณ์บนภเู ขา และเชิงเขา
อาหาร :
เป็นสตั ว์กินผลไม้ และสตั วเ์ ล็กๆ เชน่ หนู กระรอก นก รวมท้งั หนอนและแมลง
พฤติกรรม :
หมีขอเป็นสัตว์ท่ีหากินบนต้นไม้ในเวลากลางคืน ตามลำพัง หรือ เป็นกลุ่มครอบครัวเล็ก กลางวันมักนอน
ตามโพรงไมส้ ูง สว่ นมากออกหากินตัวเดียว ชอบหากินอยู่ตามต้นไม้มากกว่าพน้ื ดิน ปนี ต้นไมไ้ ด้ดีโดยจะใช้หาง
ชว่ ยในการยดึ เกาะกง่ิ ไม้เพอื่ เคล่อื นที่ หมีขอเป็นสัตวท์ ่กี ินท้ังพืชและสัตว์เปน็ อาหาร
สถานภาพปัจจบุ ัน :
สงิ่ มีชีวิตทเี่ กอื บอยู่ในข่ายใกลก้ ารสูญพันธ์ุ
อ้างอิง:http://khaokheow.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=78&c_id=
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณสี ุวรรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตว์สงขลา
28
หมหี มา/ชื่อภาษาอังกฤษ Malayan Sun Bear /ช่อื วทิ ยาศาสตรH์ elarctos malayanus
สิง่ ทน่ี ่าสนใจ :
เป็นหมีขนาดเล็ก หูเล็กกลม ขนสั้นและบาง สีดำทั้งตัวใต้คอเป็นรูปตัวยูสีเหลือง แต่เลี้ยงไปนาน ๆ สีเหลือง
ของตวั ยู จะเปลี่ยนเป็นสขี าว บรเิ วณหนา้ ต้งั แต่ตาไปจนถงึ ปลายจมกู มสี ีคอ่ นขา้ งขาว หรือนำ้ ตาลอ่อน
ถ่นิ อาศัย :พบในพม่า อนิ โดจนี ไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว ภาคใตข้ องจีน ในประเทศไทยพบมาก
ทางภาคใต้
อาหาร :
หมีหมาเป็นสัตว์กินไม่เลือก เช่น ลูกไม้ ใบไม้อ่อน สัตว์เล็ก ๆ แมลงรวมทั้งไส้เดือน และที่ชอบมากคือน้ำผ้ึง
นอกจากนีย้ งั ชอบกนิ เนอื้ อ่อนของมะพร้าว ซงึ่ ทำความเสยี หายให้กบั สวนมะพรา้ วได้มาก
พฤตกิ รรม : ปกติหมีหมาหากินกลางคืน บางคร้ังก็ออกหากินกลางวัน มักชอบหากินเป็นคู่อยู่ในป่าทึบ ไม่
ชอบอยู่ตามเขา ดรุ ้ายกว่าหมีควาย โมโหง่าย ขน้ึ ต้นไมเ้ ก่งกวา่ หมคี วาย ชอบนอนบนต้นไมห้ รอื ตามโพรง
ไมส้ ูงๆ ไม่ชอบนอนพืน้ ดนิ บางคร้ังร้องคล้ายเสียงสุนขั เห่ากระโชก จงึ เรยี กมันว่า “หมหี มา”
สถานภาพปจั จุบนั : ส่งิ มีชวี ติ ทเ่ี กือบอยู่ในข่ายใกลก้ ารสญู พันธ์ุ
อายุเฉลีย่ : มีอายุยืนถงึ 20 ปี
วยั เจริญพันธุ์ : หมหี มาต้งั ท้องประมาณ 95-96 วัน ปกติออกลูกครงั้ ละ 1 - 2 ตวั
ขนาดและนำ้ หนัก :ความยาวลำตวั ประมาณ 100 - 140 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 3 - 7 เซนติเมตร นำ้ หนัก
ประมาณ 27 - 65 กโิ ลกรัม
อา้ งองิ : http://www.dusit.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=76&c_id=
คู่มอื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อุไรวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตวส์ งขลา
29
นกยูงอินเดีย/ชื่อภาษาอังกฤษ Indian Peafowl, Common Peafowl, Peafowl /ช่ือวิทยาศาสตร์ Pavo cristatus
ส่ิงทนี่ า่ สนใจ :
รูปร่างและขนาดเหมือนนกยูงไทย ต่างกนั ตรงท่ีขนพ่บู นหัวของนกยงู ไทยมลี ักษณะเปน็ จุก แตข่ องนกยงู อินเดีย
แผ่กางออกเหมือนพัด และสีของขนตามตวั ของนกยูงไทยสีเขียวใบไม้ แตข่ องนกยูงอินเดยี สีน้ำเงิน มีสีขาวจากจมูก
ถงึ ขอบตาดา้ นบนนยั น์ตา และขา้ งใต้ขอบตา
ถิน่ อาศยั :
พบในอนิ เดีย ศรีลังกา
อาหาร :
นกยูงอินเดียกินเมลด็ พืช ผลไม้ แมลง และสัตวเ์ ล้อื ยคลานบางชนดิ
พฤตกิ รรม :
นกยูงอาศัยอยู่ในป่าดงดิบทึบ อยู่เป็นฝูง ตัวผู้ชอบทำลานเอาไว้รำแพนหาง มันจะรักษาความสะอาดลานอย่างดี
นกยูงเป็นนกที่ระวังตัวมากและสายตาไวมาก ยากที่จะเข้าใกล้ตัวมันได้ มันจะบินหนีก่อน นกยูงเป็นนกที่บินเก่ง
ชอบนอนทสี่ งู และชอบร้องเวลาเช้าและเย็น ไมด่ ุร้ายและจำทีอ่ ย่ไู ดด้ ี นกชนิดนวี้ างไข่ ครง้ั ละ 5-8 ฟอง ระยะฟักไข่นาน
28 วัน
สถานภาพปัจจบุ ัน :
สงิ่ มีชีวิตท่ีมคี วามเส่ียงต่ำตอ่ การสญู พนั ธ์ุ
อา้ งอิง : http://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=284&c_id=
คูม่ อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณสี วุ รรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
30
นกตะกรมุ /ช่อื ภาษาอังกฤษ Lesser Adjutant ชื่อวิทยาศาสตร์ Leptoptilos javanicus
สิ่งท่นี า่ สนใจ :
นกตะกรุมอยู่ในวงศ์นกกระสาเหมือนนก ตะกราม และไม่มีถุงใต้คอหรือขนสีขาวบริเวณฐานของคอเหมือน
นกตะกราม ลำตัวด้านบนสีดำเหลือบ ใต้ท้องสีออกขาว ส่วนหัวและลำคอเป็นหนังสีเหลืองแกมแดง มีขนเป็นเส้น ๆ
ข้นึ กระจายห่างๆ จะงอยปากมีขนาดใหญส่ ีเหลอื งขุน่
ถน่ิ อาศยั : พบในอินเดีย ศรีลังกา พม่า มาเลเซีย บอร์เนียว ในประเทศไทยพบตามป่าชายเลน ป่าพรุ
และบึงน้ำจืด แถวภาคกลางและภาคใต้
อาหาร : อาหารไดแ้ ก่ ซากสัตว์ ปลา กบ สตั วเ์ ลือ้ ยคลาน หอยทาก กงุ้
พฤติกรรม : ชอบอยใู่ นทโี่ ล่งแจ้ง ตามชายฝ่ังทะเล หนอง บงึ ทุ่งนา ชอบบนิ สูงเหมือนพวกแร้ง บางครงั้ บิน
รว่ มกับเหย่ียวทะเล
สถานภาพปัจจุบัน :
ปัจจุบันจัดเป็นนกที่หายากมาก ในธรรมชาติยังสามารถพบได้ในพื้นที่เกาะพระทอง จ.พังงา และพบเห็น
เป็นครั้งคราวแถบจังหวัดที่มีพื้นท่ีใกล้เคียงกับประเทศกัมพูชา จัดเป็นสตั ว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวน
และคุม้ ครองสตั วป์ ่า พทุ ธศักราช 2535
วยั เจรญิ พันธุ์ :
นกตะกรุมเริ่มจับคู่ราวเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม วางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง ในฤดูผสมพันธุ์จะมีแต้มสีแดง
บรเิ วณโคนปาก
ขนาดและน้ำหนัก :มีขนาดลำตวั ประมาณ 114 เซนติเมตร
อา้ งอิง : http://www.dusit.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=246&c_id=
คู่มอื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อุไรวรรณ มณสี วุ รรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตว์สงขลา
31
นกเงือกหัวหงอก/ช่ือภาษาอังกฤษ White-crowned Hornbill /
ช่ือวิทยาศาสตร์Berenicornis comatus)
ส่งิ ที่น่าสนใจ :
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะไม่เหมือนกัน ส่วนหัว คอ หน้าอก และปลายปีกของตัวผู้มีสีขาว นอกนั้นมีสีดำ
สว่ นตวั เมยี มคี อ และตวั สดี ำ ปากมีขนาดใหญ่สเี ทาดำ ทงั้ ตวั ผู้ และตวั เมยี มหี งอนขนเป็นสีขาว
ถ่นิ อาศัย :
พบในทวีปเอเชียแถบสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย เวียดนาม เทือกเขาตะนาวศรี สำหรับในประเทศไทยพบ
เฉพาะทางภาคใต้ และบางแห่งของภาคตะวนั ตก เช่น อทุ ยานแห่งชาติแก่งกระจาน
อาหาร : อาหารไดแ้ ก่ สัตวเ์ ลื้อยคลานทมี่ ีขนาดเล็ก เชน่ งู จ้ิงเหลน กิ้งกา่ รวมถึงผลไมช้ นิดตา่ ง ๆ ด้วย เชน่
ผลไม้ ลูกไม้
พฤติกรรม :
ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ ชอบส่งเสียงร้องดังอยู่เสมอ อาศัยตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับเชิงเขาจนกระท่งั
ความสงู 600 เมตรจากระดบั นำ้ ทะเลหรือสูงกวา่
สถานภาพปจั จบุ นั :
ปัจจุบันมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พุทธศกั ราช 2535
วัยเจริญพนั ธุ์ :
พฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกเงือกหัวหงอก เป็นลักษณะเดียวกับนกเงือกชนิดอื่น โดยตลอดชีวิตจะไม่มี
การเปลี่ยนค่เู ลย ตวั เมยี จะวางไขใ่ นโพรงไม้ ตัวผู้เป็นฝา่ ยหาอาหารมาป้อนแมน่ กและลูกนก
ขนาดและนำ้ หนัก : นกเงือกหัวหงอกมีขนาดความยาวลำตัว ประมาณ 90 เซนตเิ มตร
อา้ งอิง : http://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=239&c_id=
คู่มอื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณสี ุวรรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
32
นกเงอื กหวั แรด/ช่ือภาษาองั กฤษ Rhinoceros Hornbill ชือ่ วทิ ยาศาสตร์ Buceros rhinoceros
ส่ิงทนี่ ่าสนใจ :
เพศผู้ตาสแี ดง ส่วนเพศเมยี ตาสีขาว
ถนิ่ อาศัย :
พบในมาเลเซีย สว่ นในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใตต้ อนลา่ ง ต้งั แต่จงั หวดั สงขลาลงไป
อาหาร :
อาหารได้แก่ ผลไม้ ลูกไม้ งู จง้ิ เหลน ก้งิ ก่า สตั ว์เลก็ ๆ
พฤตกิ รรม :
อาศัยอยูต่ ามป่าดงดิบในระดบั ความสูงไม่เกิน 4,000 ฟุต หรือ 1,200 เมตร จากระดบั นำ้ ทะเล มักเกาะบนก่ิงไมส้ ูง
สถานภาพปจั จบุ นั :
ปัจจุบันมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พทุ ธศักราช 2535
วัยเจรญิ พนั ธุ์ :
การผสมพันธุ์ของนกเงอื กหัวแรดเหมือนกับนกเงือกอื่น ๆ โดยทำรังไข่อยู่ตามโพรงไม้ ตัวผู้จะเป็นฝา่ ยหาอาหาร
มาเล้ยี งแม่นกและลูกนก
ขนาดและนำ้ หนัก :
เปน็ นกเงือกทม่ี ีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีความยาวลำตัวประมาณ 120 เซนตเิ มตร
อา้ งอิง : http://www.dusit.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=235&c_id=
คู่มืออาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสุวรรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
33
นกกก(นกกาฮงั , นกกะวะ หรือ นกอีฮาก)/ Great Hornbill (Buceros bicornis)
ส่งิ ทนี่ ่าสนใจ : ตวั ผู้และตวั เมียโดยทั่วไปมีลกั ษณะคล้ายกัน แตต่ วั ผจู้ ะมีขนาดใหญ่กวา่ และ
ตา่ งกันตรงทต่ี ัวผมู้ ีตาสแี ดงทบั ทมิ โหนกมีสดี ำท่ดี า้ นหนา้ และด้านทา้ ย ตวั เมียตาสซี ดี หรอื สขี าว
และไมม่ สี ีดำทโ่ี หนก จากกลางโหนกของนกกกลงมามสี เี หลืองอ่อนปนสีสม้ สีนี้เกิดจากตอ่ มน้ำมัน
ท่ีกน้ เมอื่ นกตายลงสีนจี้ ะหายไปด้วย ตอนเช้าและตอนเยน็ ชอบร้องเสียงดงั กก กก หรือ กาฮงั
กาฮัง
ถิ่นอาศัย : มีถ่ินกำเนดิ ในอนิ เดียตะวันตกเฉียงใต้ ตลอดถึงพมา่ ไทย และเกาะสุมาตรา สำหรับ
ประเทศไทยมีท่วั ไปเกอื บทกุ ภาคยกเว้นภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนอื บางสว่ น และเคย
มมี ากทเี่ กาะตะรุเตา ชนิดยอ่ ย homrai พบบริเวณภาคเหนอื ชนิดยอ่ ย biconnis พบทางภาคใต้
อาหาร : นกกกกินผลไม้ตา่ งๆ และสตั วเ์ ล็ก ๆ เชน่ กง้ิ กา่ แย้ หนู งู โดยเอาหางจับฟาดกับก่งิ ไม้ให้
ตายก่อน แล้วเอาปากงับตลอดตวั ใหเ้ น้ือนิ่มกระดกู แตก แลว้ โยนขึ้นไปในอากาศ อ้าปากรับใหส้ ตั ว์
น้ันเขา้ ไปในปากแล้วกลืนลงไป
พฤตกิ รรม : อาศยั อยูต่ ามปา่ ดิบชื้น ปา่ ดงดิบแล้ง และปา่ ดงดบิ เขา ซง่ึ มตี ้นไม้สงู ๆ ชอบอยูก่ ัน
เป็นฝงู เลก็ ๆ ฤดผู สมพนั ธ์ุจะอยูก่ นั เปน็ คู่ ๆ ชอบกระโดดหรือรอ้ ง ขณะหากนิ รอ้ งเสียงดังมาก
เวลาบินจะกระพอื ปกี สลับกับรอ่ น เสียงกระพือปีกดังคล้ายเสียงหอบ ปกติจะเกาะตามกง่ิ ไม้
ค่มู ืออาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณสี วุ รรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตว์สงขลา
34
โดยเฉพาะต้นไมผ้ ลในป่า บริเวณต้นท่มี ีผลสุกชนิดทชี่ อบ มนั จะมากนิ ทุกวนั จนผลไม้หมด จึงไปหา
กินทตี่ ้นอ่นื
สถานภาพปจั จุบัน :ส่ิงมีชวี ติ ทีเ่ กอื บอยู่ในข่ายเสยี่ งต่อการสญู พนั ธุ์
วยั เจรญิ พนั ธุ์ :
นกกกผสมพนั ธุใ์ นหน้าหนาวจนถงึ หนา้ ร้อน วางไขต่ ามโพรงไมส้ ูง วางไข่คร้งั ละ 1-2 ฟอง ก่อน
วางไข่ตัวเมียจะเข้าไปในโพรงแลว้ ทำการตบแต่งโพรงกอ่ น ตัวผคู้ าบดนิ ผสมกับมลู ของตวั เมยี โบก
ปิดปากโพรง หรืออาจใช้อาหารที่กนิ เขา้ ไปแล้วสำรอกออกมาเพ่อื ปิดปากโพรง เหลือช่องไวต้ รง
กลางพอใหต้ ัวเมียยน่ื ปากออกมาได้ ขณะทตี่ ัวเมยี กกไขแ่ ละเลย้ี งลกู อยนู่ ้ี ตัวผู้จะหาอาหารมาเล้ียง
ลกู และเมยี ของมัน
ขนาดและน้ำหนัก :
นกกกหรอื นกกาฮงั เปน็ นกท่มี ีขนาดใหญม่ ากและใหญ่ทสี่ ุดในจำพวกนกเงือกของไทย โดยมขี นาด
ลำตวั 122 เซนติเมตร
อ้างอิง : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=122&c_id=58
คูม่ ืออาสาสมัครสวนสตั ว์
อุไรวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
35
นกเงือกกรามช้าง/ชื่อภาษาอังกฤษ Wreathed Hornbill /ชอื่ วิทยาศาสตร์ Rhyticeros undulatus
สง่ิ ทีน่ ่าสนใจ :
ขนหางท้งั หมดมสี ีขาว มีลายแถบสดี ำพาดบรเิ วณเหนยี ง โคนปากเปน็ รอยย่นหรือรอยหยัก ตวั ผบู้ ริเวณกระหม่อมและ
ขนยาวบนกระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม เหนียงเป็นสีเหลือง เห็นโหนกแข็งได้ชัดเจน ตัวเมียมีหนังรอบดวงตาสีทึบ
ไมฉ่ ูดฉาด โหนกแขง็ เล็ก เหนียงสีฟา้ ตัวที่ยงั ไมเ่ ตม็ วยั เห็นรอยยน่ ทโี่ คนปากไมช่ ัดเจน โหนกแข็งเลก็ กว่า
ถน่ิ อาศัย :
ชนิดย่อยพบครั้งแรกทจ่ี ังหวดั น่าน ทางภาคเหนือของประเทศไทย กระจายพนั ธ์ใุ นอนิ เดียตะวนั ออก จนถึงจีน
ดา้ นตะวันตกเฉยี งใต้ เกาะอันดามัน และหมู่เกาะซนุ ดาใหญ่ ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตพ้ บทัว่ ไป พบตามป่าดงดิบชื้น
ป่าดบิ แลง้ ปา่ ดงดบิ เขา และป่าชายเลน ตั้งแต่พน้ื ราบจนกระท่งั ความสูง 1,800 เมตร จากระดบั นำ้ ทะเล
อาหาร :
ผลไม้ โดยเฉพาะลูกไทร ลูกหว้า ตาเสอื ยางโอน แมลง สตั ว์เลอ้ื ยคลานขนาดเล็ก เชน่ กิง้ กา่ หรอื สัตวค์ รึ่งบกครึ่งนำ้
พฤตกิ รรม :
พบเป็นฝงู เล็ก ๆ และอาจจะพบมากในบรเิ วณท่ีมีอาหารสมบูรณ์ ส่วนใหญ่จะเกาะตามยอดไม้ บินลงมายังพนื้ ดนิ
เปน็ ครั้งคราวเพ่ือไลจ่ ิกเหยอื่ ซึ่งเป็นสตั ว์ต่าง ๆ
ค่มู อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อุไรวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศกึ ษา สวนสัตวส์ งขลา
36
สถานภาพปจั จบุ ัน :
สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพุทธศักราช 2535 ,สหภาพนานาชาติเพื่อ
การอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) จัดให้อยู่ในระดับ (LC) Least Concern คือ สิ่งมีชีวิตที่มี
ความเสี่ยงตำ่ ตอ่ การสญู พันธ์ุ
วยั เจรญิ พนั ธุ์ :
พฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกเงือกกรามชา้ งเป็นลักษณะเดียวกับนกเงือกชนิดอนื่ ผสมพันธใุ์ นช่วงปลายฤดูหนาว
ต่อฤดูร้อน หรือระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ทำรังตามโพรงของต้นไม้ที่เกิดตามธรรมชาติในระดับ
ท่ีค่อนข้างสูง หรือประมาณ 25-30 เมตร โดยวางไข่ครั้งละ 1-2 ฟอง ระยะเวลาในการฟักไข่ 31 วัน ตวั ผู้
จะออกหากินเลี้ยงตัวเมียและลูกในโพรงอีก 8-12 สัปดาห์ จากนั้นตัวผู้จะเจาะปากโพรงให้ตัวเมีย และลูก ๆ
ออกมาจากโพรง ซึ่งในช่วงนี้ตัวผู้ก็ยังคงทำหน้าที่หาอาหารมาป้อนตัวเมียและลูกๆ อยู่ จนกระทั่งลูกนก
แข็งแรง บนิ ได้ดี และหาอาหารเองได้ จากน้นั จะท้งิ รงั ไปรวมเป็นฝูงกับนกครอบครวั อนื่ ๆ ต่อไป
ขนาดและนำ้ หนกั :
เปน็ นกที่มีขนาดใหญ่มาก (100 ซม.)
อ้างองิ :http://khaokheow.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=437&c_id=
คู่มืออาสาสมัครสวนสตั ว์
อุไรวรรณ มณสี วุ รรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
37
นกกระทงุ ช่ือภาษาอังกฤษ Spot-billed Pelican, Grey Pelican
ชือ่ วิทยาศาสตร์Pelecanus philippensis)
ค่มู อื อาสาสมัครสวนสัตว์
อุไรวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตวส์ งขลา
38
สง่ิ ท่นี ่าสนใจ :
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน แต่ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ปากยาวและแบน มีถุงน้ำใต้คอสีม่วงอ่อน
ขอบปากด้านบนมีจุดสีฟ้าคล้ำๆ เรียงกัน ขาสั้นสีน้ำตาลและมีเยื่อยึดอยู่ระหว่างน้ิวทั้งสี่ ใช้สำหรับว่ายน้ำ
ขณะบนิ จะหดคอแนบเข้ามาและวางหวั ไว้บนไหล่ ขนตามลำตวั สีเทาอ่อน บริเวณขอบตาสีขาว
ถน่ิ อาศยั :
เป็นนกค่อนข้างหายาก ในประเทศไทยพบตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แม่น้ำ บางครั้งพบริมทะเล นอกจากนี้
ยังพบในแถบอนิ โดแปซิฟิก อินเดยี พมา่ อินโดจนี และชวา
อาหาร :
อาหารได้แก่ ปลา สตั ว์สะเทินนำ้ สะเทนิ บกตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่
พฤติกรรม :
ชอบอาศัยอยู่รวมกันเปน็ ฝูงท้งั ชว่ งเวลาหากินและทำรัง ขณะหาอาหารจะใช้ถุงใต้คอทำหน้าทคี่ ล้ายสวิงช้อนปลา
ลงในลำคอ
สถานภาพปัจจบุ ัน :
ส่งิ มีชวี ิตท่ีเกือบอยใู่ นข่ายเสย่ี งตอ่ การสูญพนั ธุ์
สถานะภาพทางการอนรุ ักษ์ :
สง่ิ มชี วี ิตทีเ่ กือบอยู่ในขา่ ยเส่ียงตอ่ การสูญพันธ์ุ
วยั เจรญิ พันธ์ุ :
นกกระทุงทำรงั อยู่บนต้นไมร้ วมกันเปน็ ฝูง วางไขค่ ราวละ 1-5 ฟอง และใช้เวลาฟักไขป่ ระมาณ 30 วัน โดยทั้งตัวผู้
และตัวเมยี ผลดั กันทำหน้าท่ี
ขนาดและนำ้ หนกั :
นกกระทงุ เปน็ นกน้ำขนาดใหญ่ ขนาดความยาวประมาณ 140 เซนติเมตร
อา้ งอิง: http://khaokheow.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=154&c_id=66
คมู่ ืออาสาสมัครสวนสัตว์
อุไรวรรณ มณีสวุ รรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
39
นกกระตั้วใหญ่หงอนเหลอื ง/ชือ่ ภาษาอังกฤษ Sulphur-crested Cockatoo
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Cacatua galerita
ค่มู ืออาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณสี ุวรรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
40
สิง่ ที่นา่ สนใจ :
เปน็ นกท่สี วยงาม นกตัวผ้มู ตี าสดี ำ สว่ นตัวเมียตาสนี ำ้ แดงหรือสนี ้ำตาล
ถน่ิ อาศยั :
นกกระตั้วใหญห่ งอนเหลอื งมีถนิ่ กำเนิดในบรเิ วณหมเู่ กาะนิวกนี ี แทสมาเนีย เกาะคิง เกาะมอลลูกา รวมทงั้
ตอนเหนอื และตะวันออกของออสเตรเลยี
อาหาร :
ไดแ้ ก่ เมล็ดพืช ตาออ่ นของพืช ใบพืช ผกั และ ผลไม้ รวมทั้งสามารถขดุ รากไม้ และสว่ นของพืชทอี่ ยู่ใตด้ นิ มา
กินได้
พฤติกรรม :
มนี ิสยั ชอบหากินตามพืน้ ดนิ หากินเป็นฝูงขนาดใหญ่ มักจะมีแหลง่ อาศยั ตามทุง่ หญ้า ป่าโปร่ง และพ้ืนที่
เกษตรกรรม และทำรังบนตน้ ไม้ โดยเจาะเปน็ รู ชอบสง่ เสียงดัง ชอบเล่น จะเลิกหงอนให้ต้งั ขึ้นทุกคร้งั
สถานภาพปจั จบุ ัน :
สง่ิ มชี วี ติ ท่มี ีความเส่ียงตำ่ ตอ่ การสูญพนั ธ์ุ
วยั เจริญพนั ธุ์ :
นกกระตั้วใหญห่ งอนเหลืองผสมพนั ธ์ุวางไขช่ ่วงเดือนสงิ หาคม-พฤศจกิ ายน ทำรงั วางไข่ในโพรงไม้ วางไขค่ ร้ังละ
3 - 5 ฟอง ระยะฟักไข่ประมาณ 30 วัน
ขนาดและน้ำหนกั :
มคี วามยาวของลำตวั ประมาณ 50 เซนตเิ มตร
อา้ งองิ : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=148&c_id=58
คู่มืออาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณสี วุ รรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตว์สงขลา
41
นกชาปีไหน/ชอ่ื ภาษาอังกฤษ Nicobar Pigeon, Nicobar Dove
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Caloenas nicobarica
คู่มอื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสุวรรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
42
ส่ิงท่ีนา่ สนใจ :
อยใู่ นวงศ์เดยี วกับนกพิราบ ตัวผูแ้ ละตัวเมยี มีลกั ษณะคล้ายกนั ตัวเต็มวัยมีขนสีเข้ม ปางและขนคลมุ โคนหาง
ดา้ นล่างสขี าว ขนท่ัวตัวสเี ขยี วเหลือบเหลอื งและมว่ ง ปลายปีกสดี ำน้ำเงนิ มีขนสร้อยคอยาว ตวั เมยี ขน
สรอ้ ยคอสัน้ กว่าของตัวผ้เู ล็กน้อย มหี างส้ันมากสีเขยี วเหลอื บดำ
ถ่นิ อาศยั :
พบในหมเู่ กาะอนั ดามนั มาเลเซีย โซโลมอน ฟลิ ิปปนิ ส์ ไทย กัมพูชา ในประเทศไทยพบตามเกาะทางภาคใต้
ทางฝั่งอนั ดามนั เชน่ หมเู่ กาะสรุ ินทร์ หมู่เกาะสิมลิ นั
อาหาร :
อาหารได้แก่ เมลด็ พืช ผลไมท้ ่ีหลน่ ตามพ้ืนดนิ
พฤตกิ รรม :
ชอบอาศัยและหากินบนพืน้ ดินมากกวา่ บนต้นไม้ อาจหากินอยู่ตัวเดยี ว เปน็ คูห่ รอื ฝูงเล็กๆ 3-4 ตวั บางครัง้ ก็
พบเป็นฝงู ใหญ่ 20-30 ตัว บินไดเ้ ก่งพอสมควร ไม่ชอบรอ้ ง นาน ๆ จึงจะได้ยินเสยี งร้องครัง้ หนึ่ง
สถานภาพปัจจบุ นั :
เป็นสตั ว์ปา่ คุม้ ครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
วยั เจริญพนั ธุ์ :
นกชาปีไหนผสมพนั ธุ์ประมาณเดอื นมกราคม-พฤษภาคม วางไขค่ ร้ังละ 1-2 ฟอง ระยะฟักไข่นาน 24 วัน
ขนาดและน้ำหนกั :
เป็นนกขนาดกลาง ขนาดความยาวลำตัวประมาณ 40-41 เซนติเมตร
อ้างอิง : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=242&c_id
คู่มอื อาสาสมัครสวนสัตว์
อุไรวรรณ มณสี ุวรรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศกึ ษา สวนสัตวส์ งขลา
43
นกเขาใหญ่ (นกเขาหลวง)/ช่อื ภาษาองั กฤษ Eastern Spotted Dove, Spotted Dove
ชื่อวิทยาศาสตร์ Spilopelia chinensis
สงิ่ ท่ีนา่ สนใจ :
นกเขาใหญ่ตวั ผู้และตวั เมยี มลี ักษณะ คลา้ ยคลึงกนั บนหัวมีสีเทาและหลังสีน้ำตาลอกแดงและคอสนี ำ้ ตาลอม
แดง ลักษณะทเ่ี ดน่ ชัดคอื มแี ถบสดี ำจุดขาวคาดบริเวณคอดา้ นหลัง แถบดงั กล่าวนี้พบทั้งตวั ผู้และตัวเมีย
ยกเวน้ ตัวที่โตไมเ่ ต็มทีจ่ ะยังไม่ปรากฏ
ถนิ่ อาศัย :
พบในทวปี เอเชียแถบประเทศอินเดยี จนี ไต้หวนั เวยี ดนาม กมั พูชา และในประเทศไทยพบในทวั่ ทุกภาค
อาหาร :
นกเขาใหญ่ชอบกนิ เมลด็ พืชเป็นอาหาร ได้แก่ ขา้ วฟ่าง และธญั พชื ตา่ งๆ
พฤติกรรม :
ชอบอาศยั อยู่ตามท่งุ นา ปา่ โปรง่ แหล่งทม่ี ีการเพาะปลกู พืชไร่ มกั อยู่เปน็ ค่แู ละขันคใู นตอนเชา้ เยน็ มักลงมาหา
กินตามพนื้ ดนิ เวลาขนั จะมีเสยี งไพเราะ คนจงึ นยิ มนำนกเขาชนิดนม้ี าเลย้ี งกันอย่างแพรห่ ลาย
สถานภาพปัจจบุ ัน :
ส่ิงมีชวี ติ ท่ีมีความเสีย่ งต่ำตอ่ การสูญพันธุ์
วัยเจริญพันธ์ุ :
ผสมพนั ธ์ุในช่วงเดอื นพฤษภาคม-มถิ ุนายน ทำรงั อยู่บนต้นไม้ใหญ่ โดยใช้กิง่ ไม้ขัดสานกนั ทำให้เป็นแอ่งเพอื่
วางไข่ ปกตจิ ะวางไขค่ รั้งละ 2-3 ฟอง
อ้างองิ : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=214&c_id=
คมู่ ืออาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณสี วุ รรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
44
ไก่ตอ๊ ก/ชอ่ื ภาษาอังกฤษ Helmeted Guineafowl ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Numida meleagris
ส่ิงท่ีน่าสนใจ :
ขนลำตวั สว่ นใหญ่มสี ีเทาอมดำ แตม้ ดว้ ยจุดสขี าวเลก็ ๆ สว่ นหัวและคอไม่มีขน ขนหวั มปี ุ่มกระดูกรูป
สามเหลีย่ ม ตรงโคนจะงอยปากมสี ีแดง บรเิ วณใบหน้าเปน็ เนอ้ื สีขาว และมีปีกสน้ั
ถ่ินอาศัย :
ไก่ต๊อกชอบอาศัยอยรู่ วมกนั เปน็ ฝงู จำนวน 10-100 ตัว มกั เดินหากินอยตู่ ามพื้นมากกวา่ อยู่บนต้นไม้ ยกเว้น
เวลาตกใจจะบนิ ได้เตี้ย ๆ
อาหาร :
ไกต่ ๊อกกนิ อาหารจำพวกเมลด็ พืช รากไม้ หญ้า และแมลงตามพื้นเปน็ อาหาร
สถานภาพปัจจุบัน :
ส่งิ มชี วี ิตทีม่ ีความเสี่ยงตำ่ ต่อการสูญพนั ธ์ุ
อ้างอิง : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=131&c_id=
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณีสุวรรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝ่ายการศึกษา สวนสัตว์สงขลา
45
นกกระเรียนหงอนพ่เู ทา/ช่ือภาษาอังกฤษ Grey Crowned Crane
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Balearica regulorum
สงิ่ ทน่ี ่าสนใจ :
บนหวั มีหงอนพ่เู ปน็ เส้นตรงสีขาวเหลอื งนวล โคนหงอนอยู่ตรงทา้ ยทอยเป็นกระจุก ปลายบานออกเป็นทรง
กลม หนา้ ผากถึงโคนจมกู มีขนละเอียดสีดำสนทิ เปน็ ก้อนเหมอื นกำมะหยี่ แก้มทัง้ สองข้างเปน็ หนังสขี าวแต้ม
แดงอย่ตู อนบน
ถิน่ อาศยั :
นกกระเรียนหงอนพเู่ ทา อาศัยตามพื้นที่ชุ่มน้ำในทวปี แอฟริกา แอง่ น้ำชั่วคราวตามทงุ่ หญา้ ป่าสะวนั นา
อาหาร :
นกกระเรียนหงอนพเู่ ทา กินเมลด็ พชื ยอดหญา้ ทกี่ ำลงั แตกใหม่ แมลง กบ เขียด ปู
พฤติกรรม :
นกกระเรียนหงอนพ่เู ทา ทำรังออกไขต่ ามกอหญา้ ขา้ งหนองบงึ หรือกอหญ้าที่ขึ้นตามท้องท่งุ ทมี่ ีน้ำ
สถานะภาพทางการอนุรกั ษ์ :
สง่ิ มชี ีวติ ท่ีใกลก้ ารสูญพนั ธุ์
ค่มู อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณสี วุ รรณ์ นกั การศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
46
อายุเฉลยี่ :
เปน็ นกที่มีอายุยืน
วัยเจริญพนั ธุ์ :
นกกระเรยี นหงอนพูว่ างไขค่ ร้ังละ 2 ฟอง เม่ือฟักออกเป็นตัวแล้ว 4 เดือน ลูกนกจึงบนิ ได้
ขนาดและน้ำหนกั :
เปน็ นกขนาดใหญ่
อา้ งองิ : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=162&c_id=
คมู่ ืออาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณีสุวรรณ์ นกั การศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศึกษา สวนสัตวส์ งขลา
47
กระจงเลก็ /ชอ่ื ภาษาอังกฤษ Lesser Malay Chevrotain (Lesser Mouse Deer)
ช่อื วิทยาศาสตร์ (Tragulas javannicus)
สิง่ ที่นา่ สนใจ :
เปน็ สัตวเ์ คยี้ วเออ้ื งกบี คู่ขนาดเลก็ ถอื วา่ เป็นสัตว์กีบคู่ที่มีขนาดเลก็ ท่สี ุด รูปรา่ งคลา้ ยกวาง แตไ่ มม่ ีเขาทั้งตัวผู้
และตัวเมีย กระจงเล็กมีขนสีน้ำตาลแกมแดง มแี ถบสีขาวใต้คอ 3 เสน้
ถน่ิ อาศัย :
พบแถบเทือกเขาตะนาวศรี อินโดจนี มลายา สุมาตรา ชวา บอรเ์ นียว และเกาะข้างเคยี งอีกหลายเกาะและใน
ประเทศไทย อาศัยตามพ้นื ป่ารก เพือ่ ชว่ งพรางตาจากศตั รู ในป่าสะแกราชพบในป่าดบิ แล้ง บริเวณซบั เจ็กและ
บริเวณเขาเขียว
อาหาร :
ใบไม้ หญา้ ผลไม้ป่าท่ีรว่ งหล่นตามพ้นื ดนิ ยอดออ่ นของไม้พุ่มเต้ีย หญ้าอ่อนที่ผลิขนึ้ ใหม่กระจงชอบกินมาก
พฤติกรรม :
มกั พบหากนิ ตามลำพงั จะพบเป็นคูช่ ว่ งฤดผู สมพนั ธุ์ ออกหากนิ ทง้ั เวลากลางวนั และกลางคืน มกั นอนพักผอ่ น
ตามซอกหนิ หรอื โพรงไม้ หรือใต้พุ่มไม้ทบึ ตน่ื ตกใจง่าย ชอบออกมาหากนิ ตามทุ่งหญา้ หรอื ชายป่า อาศยั อยู่
ตามป่าดงดบิ มากกวา่ ป่าโปร่ง และเป็นป่าต่ำดว้ ย รอ้ งเสียง “จดี๊ ๆ” คลา้ ยหนู ปราดเปรยี ววอ่ งไวมาก และวา่ ย
นำ้ เกง่
คมู่ ืออาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณสี ุวรรณ์ นักการศึกษาสวนสัตว์ 6 งานวิชาการ ฝา่ ยการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
48
สถานภาพปัจจบุ นั :
ชอบออกมาหากนิ ตามทงุ่ หญ้าหรือชายป่า อาศัยอยตู่ ามป่าดงดิบมากกวา่ ปา่ โปร่ง และเป็นปา่ ต่ำดว้ ย ร้องเสยี ง
“จด๊ี ๆ” คลา้ ยหนู ปราดเปรียววอ่ งไวมาก และวา่ ยน้ำเกง่
วัยเจริญพันธ์ุ :
ปกตชิ อบอยู่ลำพังตัวเดยี ว ในชว่ งฤดูผสมพันธุ์ จะอยเู่ ป็นคู่ ผสมพนั ธไุ์ ด้ตลอดปี ระยะต้งั ท้อง 4-6 เดือน ตกลูก
คร้ังละ 1 ตวั ลกู กระจงเติบโตพรอ้ มทจี่ ะผสมพนั ธเ์ุ มื่อมีอายุได้เพียง 5 เดือน
ขนาดและน้ำหนกั :
ลำตวั ยาวประมาณ 40-48 เซนติเมตร สงู 20-25 เซนติเมตร นำ้ หนกั 1.5-2.5 กิโลกรัม
อ้างอิง : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=49&c_id=54
คมู่ ืออาสาสมัครสวนสัตว์
อไุ รวรรณ มณสี วุ รรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา
49
นกพริ าบหงอนวคิ ตอเรยี /ช่อื ภาษาอังกฤษ Victoria Crowned-pigeon, Victoria Goura
ช่ือวทิ ยาศาสตร์ (Goura victoria)
ส่งิ ทน่ี า่ สนใจ :
มลี ำตัวป้อมหนา อกตัน ขาค่อนขา้ งสั้น ปีกกว้างใหญ่ ขนตามตวั ส่วนใหญม่ สี ีฟา้ อมเทา มีลักษณะเดน่ คือ บน
หวั มหี งอนประกอบด้วยเสน้ ขนแผบ่ านเปน็ สนั อย่างน่าดูซ่ึงมีขนาดใหญเ่ ทา่ ฝ่ามือและที่สันหรอื หงอนบนหวั จะ
แบนตรงปลาย และมีขอบสีขาวด้วย หน้าอกสมี ว่ งแดงคาดแถบดำปากสดี ำ เทา้ สมี ่วงแดง มา่ นตาสีแดงตวั ผู้
และตัวเมยี มลี กั ษณะคล้ายคลงึ กนั แต่ตวั ผู้จะมีขนาดใหญ่กวา่ เล็กนอ้ ย จัดเปน็ นกทบี่ ินไม่ได้ สามารถบนิ ได้แค่
ในระยะสัน้ ๆเหมือนไก่
ถ่ินอาศัย :
พบกระจายพนั ธใุ์ นทวีปออสเตรเลยี และเกาะนิวกีนี
อาหาร :
อาหารได้แกผ่ ลไม้ และเมลด็ พชื ชนดิ ต่างๆรวมท้ังสัตว์ขนาดเลก็ หรือแมลงต่างๆ
พฤตกิ รรม :
อาศยั โดยการรวมฝงู ประมาณ 10 ตวั อย่ตู ามพงหญา้ หรือในปา่ เพือ่ หาอาหาร หากมเี หตุหรือศตั รเู ข้ามาใกลจ้ ะ
ส่งเสียงดังพร้อมทั้งบินขนึ้ พรอ้ มๆกันไปเกาะดเู หตกุ ารณ์อยู่บนตน้ ไม้ การทำรังสว่ นใหญใ่ ชเ้ ศษไม้ กิ่งไม้เลก็ ๆขดั
สานเป็นแรงหยาบๆทรงแบนคล้ายตะกรา้ ตามคาคบไมท้ ี่ไม่สงู นักวางไข่คราวละ 2 ฟองใชเ้ วลาฟกั ไข่ราว28-30
วนั จึงออกเปน็ ตวั ในระยะฟักไขแ่ ละเล้ียงลูกจะมีนิสัยก้าวร้าวอาจทำรา้ ยนกอ่ืนได้
ขนาดและนำ้ หนกั :
จัดเปน็ นกที่มีขนาดใหญ่ในวงศน์ ้ขี นาเมื่อโตเต็มทย่ี าวได้ประมาณ 70 เซนตเิ มตร น้ำหนกั ประมาณ 2,384 กรัม
อา้ งองิ : https://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=502&c_id=
คมู่ อื อาสาสมัครสวนสตั ว์
อไุ รวรรณ มณีสวุ รรณ์ นักการศกึ ษาสวนสัตว์ 6 งานวชิ าการ ฝา่ ยการศกึ ษา สวนสัตว์สงขลา