The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 วิทยาศาสตร์ฯ ป.3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Saowanee Laojaroen, 2023-06-28 02:05:49

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 แรงแม่เหล็กมหัศจรรย์

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 วิทยาศาสตร์ฯ ป.3

ป.3 แผนการจัดการเรียนรู้ โดย นางสาวเสาวณีย์ เล้าเจริญ ต าแหน่ง ครู โรงเรียนบ้านคลองหลวง ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 หน ่ วยการเร ี ยนร ู ้ ท ี ่5


คำนำ การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้นับเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ครูผู้สอนได้มีการเตรียมการสอนล่วงหน้า ก่อนที่จะทำการสอนจริง โดยมีการเตรียมเนื้อหา กิจกรรม สื่อการเรียนการสอน รวมทั้งวิธีการวัดผลและ ประเมินผล ซึ่งการเตรียมการสอนจะช่วยให้ครูผู้สอนมีความพร้อมที่จะสอนหรือจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้ ผู้จัดทำได้ศึกษา ค้นคว้าหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีกรวิเคราะห์หลักสูตร จัดทำคำอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชาที่มีการ กำหนดหน่วยการเรียนรู้และหารูปแบบกิจจกรรมหรือรูปแบบการสอนสำหรับการทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ได้เรียนผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของ ผู้เรียน โรงเรียน และชุมชนเป็นหลัก แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 จัดทำไว้เพื่อสะดวกต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกปีการศึกษา หรือง่ายต่อการปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมในแต่ละ ปีการศึกษา ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้จะช่วยให้การจัดเรียนการสอน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 จะดำเนินไปด้วยดี และส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมกระบวนการคิด และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตรงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรต่อไป นางสาวเสาวณีย์ เล้าเจริญ ผู้จัดทำ ก


สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข คำอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่3 ค โครงสร้างรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่3 ง การวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่3 จ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ปัจจัยจำเป็นต่อมนุษย์และสัตว์ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง อาหารหลัก 5 หมู่ (1) 10 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง อาหารหลัก 5 หมู่ (2) 19 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง อาหารจานโปรด 26 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง น้ำเพื่อชีวิตมนุษย์ 34 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง อากาศสำคัญต่อมนุษย์ 43 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง สัตว์ต้องการอาหาร (1) 52 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง สัตว์ต้องการอาหาร (2) 59 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง สัตว์ต้องการน้ำและอากาศ 66 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง ดูแลสัตว์ 77 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 เรื่อง วัฏจักรชีวิตสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 84 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง วัฏจักรชีวิตสัตว์ปีกและสัตว์เลื้อยคลาน 98 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 เรื่อง วัฏจักรชีวิตแมลงบางชนิด 107 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 เรื่อง วัฏจักรชีวิตของกบ 119 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 เรื่อง วัฏจักรชีวิตที่เปลี่ยนแปลงสมบูรณ์ (1) 129 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 เรื่อง วัฏจักรชีวิตที่เปลี่ยนแปลงสมบูรณ์ (2) 141 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 เรื่อง เปรียบเทียบวัฏจักรชีวิต (1) 150 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 เรื่อง เปรียบเทียบวัฏจักรชีวิต (2) 155 ข


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 9 เรื่อง วัฏจักรชีวิตที่ฉันสนใ จ 163 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 เรื่อง คุณค่าของชีวิตสัตว์ 170 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 2 1 เรื่อง วัสดุที่ประกอบกัน 178 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 2 เรื่อง สร้ า ง สรรค์วัสดุ 191 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 3 เรื่อง เมื่อวัสดุร้อน 20 5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 4 เรื่อง ไอศกรีมแสนอร่อย 21 7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 5 เรื่อง เมื่อน้ำร้อนและเย็น 2 2 7 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 6 เรื่อง การใช้แรงกระทำ 238 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 7 เรื่อง แรงดึงและแร งผลัก 246 แผนการจัดการเรีย นรู้ที่ 2 8 เรื่อง ผลของการออกแรง 255 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 9 เรื่อง ชนิดของแรง 265 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 30 เรื่อง แรงไม่สัมผัส 274 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 1 เรื่อ ง แรงแม่เหล็ก 283 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 2 เรื่อง สารแม่เหล็ ก 292 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 3 เรื่อง สังเกตขั้วแม่เหล็ก 303 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 4 เรื่อง แรงระหว่างแม่เหล็ก 310 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 5 เรื่อง ประโยชน์ของแม่เหล็ก 321 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 6 เรื่อง การแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน 331 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 7 เรื่อง การแสดงอัลกอริทึม 351 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 8 เรื่อง การแก้ปัญหาเกมเตตริส 363 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 9 เรื่อง การเขียนโปรแกรมอย่างง่าย 372 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 40 เรื่อง ต รวจหาความผิดพลาดของโปรแกรม 39 7


คำอธิบายรายวิชา ค


รหัสวิชา ว 13101 วิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เวลาเรียน 80 ชั่วโมง จำนวนหน่วยกิต 2 หน่วยกิต คำอธิบายรายวิชา มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต โดยสามารถบรรยายสิ่งที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิต และการเจริญเติบโตของมนุษย์และสัตว์โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้และตระหนักถึงประโยชน์ ของอาหาร น้ำ และอากาศ โดยการดูแลตนเองและสัตว์ให้ได้รับสิ่งเหล่านี้ อย่างเหมาะสม เข้าใจในหน่วย พื้นฐานและโครงสร้างของสิ่งมีชีวิต โดยสามารถสร้างแบบจำลองที่บรรยายวัฏจักรชีวิตของสัตว์และ เปรียบเทียบวัฏจักรชีวิตของสัตว์บางชนิด และตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์โดยไม่ทำให้วัฏจักรชีวิตของ สัตว์เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ เรื่องการเข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของ สสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค โดยสามารถ อธิบายว่าวัตถุประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนย่อย ๆ ซึ่งสามารถแยกออกจากกันได้และประกอบกันเป็นวัตถุชิ้นใหม่ ได้โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์รวมถึงหลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมีผู้เรียนจะสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำให้ร้อนขึ้นหรือทำให้เย็น ลง โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ส่วนเรื่องของการเข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ระบุผลของแรงที่มี ต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจากหลักฐานเชิงประจักษ์เปรียบเทียบและยกตัวอย่างแรงสัมผัส และแรงไม่สัมผัสที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ตลอดจนจำแนกวัตถุโดยใช้การ ดึงดูดกับแม่เหล็กเป็นเกณฑ์จากหลักฐานเชิงประจักษ์และระบุขั้วแม่เหล็กและพยากรณ์ผลที่เกิดขึ้นระหว่าง ขั้วแม่เหล็กเมื่อนำมาเข้าใกล้กันจากหลักฐานเชิงประจักษ์นอกจากนี้ในเรื่องของพลังงานต้องสามารถ ยกตัวอย่างการเปลี่ยนพลังงานหนึ่งไปเป็นอีกพลังงานหนึ่งจากหลักฐานเชิงประจักษ์บรรยายการทำงานของ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบุแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้า จากข้อมูลที่รวบรวมได้อีกทั้งยังต้องมีความ ตระหนักในประโยชน์และโทษของไฟฟ้า โดยนำเสนอวิธีการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และปลอดภัย ส่วนเรื่อง วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ ต้องสามารถอธิบายแบบรูปเส้นทางการขึ้นและตก ของดวงอาทิตย์โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์อธิบายสาเหตุการเกิดปรากฏการณ์การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์การเกิดกลางวัน กลางคืนและการกำหนดทิศ โดยใช้แบบจำลอง และตระหนักถึงความสำคัญของดวงอาทิตย์โดยบรรยาย ประโยชน์ของดวงอาทิตย์ต่อสิ่งมีชีวิต ในเรื่องของกระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก ต้องสามารถระบุส่วนประกอบของอากาศ บรรยายความสำคัญของอากาศ และผลกระทบของมลพิษทาง อากาศต่อสิ่งมีชีวิต จากข้อมูลที่รวบรวมได้ส่งไปถึงการตระหนักถึงความสำคัญของอากาศ โดยนำเสนอแนว ทางการปฏิบัติตนในการลดการเกิดมลพิษทางอากาศ อธิบายการเกิดลมจากหลักฐานเชิงประจักษ์และ บรรยายประโยชน์และโทษของลม จากข้อมูลที่รวบรวมได้และสำหรับในด้านเทคโนโลยีนั้น สามารถแสดง อัลกอริทึมในการทำงานหรือการแก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์หรือข้อความ การเขียนโปรแกรม อย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม การใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาความรู้ รวบรวม ประมวลผล และนำเสนอข้อมูล โดยใช้ซอฟต์แวร์ตามวัตถุประสงค์รวมถึงต้องใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่างปลอดภัย ปฏิบัติตามข้อตกลงในการใช้อินเทอร์เน็ต


โดยในการจัดกระบวนเรียนรู้ จะใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตั้งคำถามทางวิทยาศาสตร์และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อสืบเสาะหาคำตอบและคำอธิบาย การ สังเกต การทดลอง การสำรวจตรวจสอบ ซึ่งการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ผู้เรียนได้ใช้ประสบการณ์ตรง ช่วย พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การใช้เหตุผล และการแก้ปัญหา เรียนรู้การใช้จำนวน การ พยากรณ์ การสืบค้นข้อมูล แล้วนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ การอธิบาย สามารถลงความเห็น จากข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป รวมถึงมีทักษะในกระบวนการแก้ปัญหา การมีลำดับ ขั้นตอนในการทำงาน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการมีทักษะในการใช้เทคโนโลยี และมีกระบวนการทำงานกลุ่ม การอภิปรายร่วมกัน ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ส่งเสริมทักษะกระบวนการคิด อาทิการคิดสร้างสรรค์การ คิดอย่างมีวิจารณญาณ จนสามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และมี ความสามารถในการตัดสินใจและประเมินค่า รวมถึงการสอนวิทยาศาสตร์ที่เน้นบริบท โดยการเชื่อม วิทยาศาสตร์ในห้องเรียนกับวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวันหรือโลกนอกห้องเรียน จากความรู้และทักษะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ผู้เรียนได้รับ ทำให้ผู้เรียนมีความ กระตือรือร้น ใฝ่เรียนรู้ มีวินัย ผู้เรียนได้พัฒนาแนวคิด ทักษะกระบวนการ และมีจิตวิทยาศาสตร์ไปพร้อมกัน ก่อให้เกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ มีความตระหนักรู้ถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าในการนำ วิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม และมีความปลอดภัย รวมถึงมีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้ความรู้และการปฏิบัติตนตาม หลักวิทยาศาสตร์ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอจนปรากฏเป็นคุณลักษณะที่ดีต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคมได้ต่อไป ตัวชี้วัด ว 1.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4 ว 2.1 ป.3/1, ป.3/2 ว 2.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4 ว 2.3 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3 ว 3.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3 ว 3.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4 , ว 4.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5 รวมตัวชี้วัดทั้งหมด 25 ตัวชี้วัด


ง โครงสร้างรายวิชา


โครงสร้างรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โครงสร้างรายวิชาพื้นฐาน ว 13101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 ชั่วโมง/ปี จำนวน 2 หน่วยกิต หน่วย ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 1 ชีวิตมนุษย์ และสัตว์ ว 1.2 ป.3/1 ว 1.2 ป.3/2 • บรรยายสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และการเจริญเติบโตของมนุษย์และสัตว์ โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้ - มนุษย์และสัตว์ต้องการอาหาร น้ำ และอากาศเพื่อการดำรงชีวิตและการ เจริญเติบโต • ตระหนักถึงประโยชน์ของอาหาร น้ำ และอากาศ โดยการดูแลตนเองและสัตว์ ให้ได้รับสิ่งเหล่านี้อย่างเหมาะสม - อาหารช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและ เจริญเติบโต น้ำช่วยให้ร่างกายทำงานได้ อย่างปกติอากาศใช้ในการหายใจ 10 14 2 วัฏจักรชีวิต ว 1.2 ป.3/3 ว 1.2 ป.3/4 • สร้างแบบจำลองที่บรรยายวัฏจักรชีวิต ของสัตว์และเปรียบเทียบวัฏจักรชีวิตของ สัตว์บางชนิด - สัตว์เมื่อเป็นตัวเต็มวัยจะสืบพันธุ์มี ลูก เมื่อลูกเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยก็ สืบพันธุ์มีลูกต่อไปได้อีก หมุนเวียน ต่อเนื่องเป็นวัฏจักรชีวิตของสัตว์ซึ่งสัตว์ แต่ละชนิด เช่น ผีเสื้อ กบ ไก่ มนุษย์ จะมีวัฏจักรชีวิตที่เฉพาะและแตกต่างกัน • ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์โดยไม่ ทำให้วัฏจักรชีวิตของสัตว์เปลี่ยนแปลง - สัตว์ทุกชนิดมีความสำคัญต่อ สภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ ไม่ควรทำลาย สัตว์ และไม่กระทำให้วัฏจักรชีวิตของสัตว์ ถูกทำลาย เพราะจะส่งผลให้สัตว์ใน ธรรมชาติมีจำนวนลดลง 10 14


หน่วย ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 3 วัสดุ มหัศจรรย์ ว 2.1 ป.3/1 ว 2.1 ป.3/2 • อธิบายว่าวัตถุประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน ย่อย ๆ ซึ่งสามารถแยกออกจากกันได้และ ประกอบกันเป็นวัตถุชิ้นใหม่ได้โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ - วัตถุอาจทำจากชิ้นส่วนย่อย ๆ ซึ่งแต่ละชิ้น มีลักษณะเหมือนกันมา ประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อแยกชิ้นส่วน ย่อย ๆ แต่ละชิ้นของวัตถุออกจากกัน สามารถนำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาประกอบ เป็นวัตถุชิ้นใหม่ได้เช่น กำแพงบ้านมีก้อน อิฐหลาย ๆ ก้อนประกอบเข้าด้วยกัน และ สามารถนำก้อนอิฐจากกำแพงบ้านมา ประกอบเป็นพื้นทางเดินได้ • อธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำ ให้ร้อนขึ้นหรือทำให้เย็นลง โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ - เมื่อให้ความร้อนหรือทำให้วัสดุร้อน ขึ้น และเมื่อลดความร้อนหรือทำให้วัสดุ เย็นลง วัสดุจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้เช่น สีเปลี่ยน รูปร่างเปลี่ยน 5 10 4 แรง แสนสนุก ว 2.2 ป.3/1 • ระบุผลของแรงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนที่ของวัตถุจากหลักฐานเชิง ประจักษ์ - การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรง กระทำต่อวัตถุแรงมีผลต่อการเคลื่อนที่ ของวัตถุแรงอาจทำให้วัตถุเกิดการ เคลื่อนที่โดยเปลี่ยนตำแหน่งจากที่หนึ่งไป ยังอีกที่หนึ่ง - การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของ วัตถุได้แก่ วัตถุที่อยู่นิ่งเปลี่ยนเป็น เคลื่อนที่ วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่เปลี่ยนเป็น เคลื่อนที่เร็วขึ้นหรือช้าลงหรือหยุดนิ่ง หรือ 4 8


หน่วย ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ว 2.2 ป.3/2 เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ • เปรียบเทียบและยกตัวอย่างแรงสัมผัส และแรงไม่สัมผัสที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ ของวัตถุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ - การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรง ที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสองอาจสัมผัสหรือไม่ต้อง สัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึง หรือการผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่เป็นการออก แรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็นแรง สัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลัก ระหว่างแม่เหล็กเป็นแรงที่เกิดขึ้นโดย แม่เหล็กไม่จำเป็นต้องสัมผัสกัน แรงแม่เหล็กนี้จึงเป็นแรงไม่สัมผัส 5 แรงแม่เหล็ก มหัศจรรย์ ว 2.2 ป.3/3 ว 2.2 ป.3/4 • จำแนกวัตถุโดยใช้การดึงดูดกับแม่เหล็ก เป็นเกณฑ์จากหลักฐานเชิงประจักษ์ - แม่เหล็ก เป็นสิ่งที่สามารถดึงดูด สารแม่เหล็กได้ • ระบุขั้วแม่เหล็กและพยากรณ์ผลที่ เกิดขึ้นระหว่างขั้วแม่เหล็กเมื่อนำมาเข้า ใกล้กันจากหลักฐานเชิงประจักษ์ - แรงแม่เหล็กเป็นแรงที่เกิดขึ้น ระหว่างแม่เหล็กกับสารแม่เหล็ก หรือแม่เหล็กกับแม่เหล็ก แม่เหล็ก มี๒ ขั้ว คือ ขั้วเหนือและขั้วใต้ ขั้วแม่เหล็กชนิดเดียวกันจะผลักกัน ต่างชนิดกันจะดึงดูดกัน 6 12


หน่วย ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 6 รู้คิด พิชิต เทคโนโลยี ว 4.2 ป.3/1 • แสดงอัลกอริทึมในการทำงานหรือการ แก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือข้อความ - อัลกอริทึมเป็นขั้นตอนที่ใช้ในการ แก้ปัญหา - การแสดงอัลกอริทึม ทำได้โดยการ เขียน บอกเล่า วาดภาพ หรือใช้สัญลักษณ์ - ตัวอย่างปัญหา เช่น เกมเศรษฐีเกม บันไดงู เกม Tetris เกม OX การเดินไป 3 7 7 สร้างสรรค์ เทคโนโลยี ว 4.2 ป.3/2 • เขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และตรวจหา ข้อผิดพลาดของโปรแกรม - การเขียนโปรแกรมเป็นการสร้าง ลำดับของคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน - ตัวอย่างโปรแกรม เช่น เขียน โปรแกรมที่สั่งให้ตัวละครทำงานซ้ำไม่ สิ้นสุด - การตรวจหาข้อผิดพลาด ทำได้โดย ตรวจสอบคำสั่งที่แจ้งข้อผิดพลาด หรือ หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการให้ ตรวจสอบการทำงานทีละคำสั่ง - ซอฟต์แวร์หรือสื่อที่ใช้ในการเขียน โปรแกรม เช่น ใช้บัตรคำสั่งแสดงการเขียน โปรแกรม, Code.org 2 5 รวมระหว่างเรียน 70 สอบปลายภาค 30 รวมภาคเรียนที่ 1 40 100


แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องแรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เวลา 6 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 30 เรื่องแรงไม่สัมผัส เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/2 เปรียบเทียบและยกตัวอย่างแรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัสที่มีผลต่อการ เคลื่อนที่ของวัตถุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสอง อาจสัมผัส หรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึงหรือการผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่ เป็นการออก แรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็น แรงสัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลักระหว่างแม่เหล็ก หรือแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นแรงซึ่งเกิดจาก วัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองไม่จำเป็นต้องสัมผัสกัน แรงนี้จึงจัดเป็นแรงไม่สัมผัส จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนยกตัวอย่างกิจกรรมที่ใช้แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัสได้(K) - นักเรียนสามารถเปรียบเทียบแรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัสได้ (P) - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในกิจกรรมแรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัส (A)


275 สาระการเรียนรู้ การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสอง อาจสัมผัส หรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึงหรือการผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่ เป็นการออก แรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็นแรงสัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลักระหว่างแม่เหล็กเป็น แรงที่เกิดขึ้นโดยแม่เหล็กไม่จำเป็นต้องสัมผัสกัน แรงแม่เหล็กนี้จึงเป็นแรงไม่สัมผัส สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูนำภาพการออกแรง 2 แบบ แล้วให้นักเรียนดู คือ ภาพแรงแม่เหล็ก กับ ภาพการดึงเชือก แล้วให้นักเรียนสังเกตภาพทั้งสอง แล้วตอบประเด็นคำถาม ดังนี้ - ภาพทั้งสอง คือภาพที่กำลังทำอะไร - แรงที่เกิดขึ้นทั้งสองเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร 2. นักเรียนทุกคนในห้องร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น


276 ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสังเกต ภาพการออกแรงสัมผัส และแรงไม่สัมผัส จากนั้นให้ระบุชนิดของแรง แล้วบันทึกผลที่ได้ 4. นักเรียนส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเอง แล้วให้นักเรียนคนอื่นๆ ในชั้นเรียน อภิปรายร่วมกัน ขั้นอธิบาย (Explain) 5. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องชนิดของแรง 6. ครูอธิบายเรื่องชนิดของแรง โดยอธิบายว่าการดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิดจากวัตถุ หนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสองอาจสัมผัส หรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึง หรือการผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่ เป็นการออกแรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุ หนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็นแรงสัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลักระหว่างแม่เหล็ก หรือแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นแรงซึ่งเกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองไม่จำเป็นต้อง สัมผัสกัน แรงนี้จึงจัดเป็นแรงไม่สัมผัส ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 7. ครูอธิบายขยายความรู้ให้นักเรียนทุกคนโดยใช้คลิปวิดีโอเรื่องแรงไม่สัมผัส ในโปรแกรมยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=iFM0IRXscKQ เพื่อให้เห็นลักษณะของแรงไม่สัมผัสได้ชัดเจน มากขึ้น รวมถึงคลิปวิดีโอเรื่องแรงโน้มถ่วงด้วยซึ่งถือว่าเป็นแรงไม่สัมผัส ขั้นประเมินผล (Evaluate) 8. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่ง กระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสองอาจสัมผัส หรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึงหรือ การผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่ เป็นการออกแรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็นแรงสัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลักระหว่างแม่เหล็ก หรือ แรงโน้มถ่วงของโลก เป็นแรงซึ่งเกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองไม่จำเป็นต้องสัมผัส กัน แรงนี้จึงจัดเป็นแรงไม่สัมผัส 9. นักเรียนทำใบงาน เรื่องแรงสัมผัส แรงไม่สัมผัส 10. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง


277 สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. สื่อการเรียนรู้เรื่องชนิดของแรง 3. คลิปวิดีโอเรื่องชนิดของแรง แรงไม่สัมผัส แรงโน้มถ่วง - https://www.youtube.com/watch?v=iFM0IRXscKQ - https://www.youtube.com/watch?v=Mr2lliFkLec การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนยกตัวอย่าง กิจกรรมที่ใช้แรงสัมผัสและ แรงไม่สัมผัสได้ (K) ประเมินและตรวจผลงาน จากใบงาน เรื่องแรง สัมผัส และแรงไม่สัมผัส แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถ เปรียบเทียบแรงสัมผัสและ แรงไม่สัมผัสได้ (P) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรม เรื่องชนิด ของแรง แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจใน กิจกรรมแรงสัมผัสและแรง ไม่สัมผัส (A) สังเกตพฤติกรรมจากจาก กิจกรรม เรื่องชนิดของแรง แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป


278


279 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


280 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 แรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เรื่องแรงไม่สัมผัส คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน


281 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่5 แรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เรื่องแรงไม่สัมผัส คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกินกำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ


282 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ


283 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องแรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เวลา 6 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 31 เรื่องแม่เหล็ก เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/3 จำแนกวัตถุโดยใช้การดึงดูดกับแม่เหล็กเป็นเกณฑ์จากหลักฐานเชิง ประจักษ์ สาระสำคัญ แม่เหล็กเป็นวัสดุที่เป็นโลหะอย่างหนึ่ง มีหลายรูปร่าง เช่น รูปแท่งสี่เหลี่ยม รูปตัวยู รูปเกือกม้า หรือวงแหวน เป็นต้น โดยแม่เหล็กเป็นสารที่สามารถดูดหรือผลักกันเองได้และสามารถดูดสารแม่เหล็กได้ โดยการเหนี่ยวนำ แม่เหล็กโดยทั่วไปจะหมายถึง แม่เหล็กธรรมชาติที่สามารถดูดเหล็กและนิเกิลได้ซึ่งแท่ง แม่เหล็กจะมี 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ (North Pole “N”) และขั้วใต้ (South Pole “S”) โดยที่อำนาจแม่เหล็ก จะมีความแรงมากที่บริเวณปลายทั้งสองข้างของแท่งแม่เหล็ก ซึ่งเราเรียกว่า “ขั้วแม่เหล็ก” ส่วนบริเวณที่ ถัดเข้าไปอำนาจแม่เหล็กจะอ่อนลงตามลำดับ และตอนบริเวณกลางแท่งจะมีอำนาจแม่เหล็กน้อยที่สุด นอกจากนี้แท่งแม่เหล็กชี้ไปในทิศทางเหนือใต้ ถ้านำเข็มทิศแม่เหล็กหรือแท่งแม่เหล็กมาแขวนห้อยด้วย เชือกในแนวนอน แท่งแม่เหล็กจะชี้ไปในทิศทางเหนือใต้ ขั้วที่ชี้ไปทางทิศเหนือ เรียกว่า ขั้วเหนือ เป็น ขั้วบวก และขั้วที่ชี้ไปทางทิศใต้ เรียกว่า ขั้วใต้ เป็นขั้วลบ จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนสามารถอธิบายลักษณะของแม่เหล็กได้(K) - นักเรียนสามารถวาดภาพแม่เหล็กลักษณะต่างๆ ได้(P)


284 - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในกิจกรรมเรื่องลักษณะแม่เหล็ก (A) สาระการเรียนรู้ แม่เหล็กสามารถดึงดูดสารแม่เหล็กได้ สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูนำภาพแม่เหล็ก แล้วให้นักเรียนดู ให้นักเรียนสังเกตภาพ แล้วตอบประเด็นคำถาม ดังนี้ - นักเรียนรู้จักสิ่งที่อยู่ในภาพหรือไม่ ถ้ารู้จัก คือภาพอะไร - สิ่งของในภาพ มีลักษณะอย่างไรบ้าง 2. นักเรียนทุกคนในห้องร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น


285 ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้รับสื่อการ เรียนรู้เรื่องแม่เหล็ก แล้วให้นักเรียนศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับแม่เหล็กว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร มีกี่รูปแบบ และสามารถทำอะไรได้บ้าง 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันระดมความคิดเรื่องแม่เหล็ก และสรุปองค์ความรู้ที่ได้รับ แล้วเขียน เป็นแผนผังความคิด เรื่อง แม่เหล็ก หลังจากนั้นนักเรียนส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเอง แล้วให้นักเรียนคนอื่นๆ ในชั้นเรียนอภิปรายร่วมกัน ขั้นอธิบาย (Explain) 5. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องแม่เหล็ก 6. ครูอธิบายเรื่องแม่เหล็ก โดยอธิบายว่าแม่เหล็กเป็นวัสดุที่เป็นโลหะอย่างหนึ่ง มีหลายรูปร่าง เช่น รูปแท่งสี่เหลี่ยม รูปตัวยู รูปเกือกม้า หรือวงแหวน เป็นต้น โดยแม่เหล็กเป็นสารที่สามารถดูดหรือ ผลักกันเองได้และสามารถดูดสารแม่เหล็กได้โดยการเหนี่ยวนำ แม่เหล็กโดยทั่วไปจะหมายถึง แม่เหล็ก ธรรมชาติที่สามารถดูดเหล็กและนิเกิลได้ซึ่งแท่งแม่เหล็กจะมี 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ (North Pole “N”) และขั้วใต้ (South Pole “S”) ส่วนมากจะให้สัญลักษณ์ขั้วเหนือ คือ สีแดง และสัญลักษณ์ขั้วใต้ คือ สีน้ำเงิน ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 7. ครูอธิบายขยายความรู้ให้นักเรียนโดยใช้คลิปวิดีโอเรื่องแม่เหล็ก จากโปรแกรม You Tube (ยู ทูป) https://www.youtube.com/watch?v=46TjDttgUIg เพื่อให้เห็นลักษณะของแม่เหล็กได้ชัดเจน มากขึ้น ขั้นประเมินผล (Evaluate) 8. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่ง กระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสองอาจสัมผัส หรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึงหรือ การผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่ เป็นการออกแรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็นแรงสัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลักระหว่างแม่เหล็ก หรือ แรงโน้มถ่วงของโลก เป็นแรงซึ่งเกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองไม่จำเป็นต้องสัมผัส กัน แรงนี้จึงจัดเป็นแรงไม่สัมผัส 9. นักเรียนทำใบงาน เรื่องแม่เหล็ก 10. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง


286 สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. สื่อการเรียนรู้เรื่องชนิดของแรง และแม่เหล็ก 3. คลิปวิดีโอเรื่องแม่เหล็ก https://www.youtube.com/watch?v=46TjDttgUIg การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนสามารถอธิบาย ลักษณะของแม่เหล็กได้ (K) ประเมินและตรวจผลงาน จากใบงาน เรื่องแม่เหล็ก แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถวาดภาพ แม่เหล็กลักษณะต่างๆ ได้ (P) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรม เรื่อง แม่เหล็ก แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจใน กิจกรรมเรื่องลักษณะ แม่เหล็ก (A) สังเกตพฤติกรรมจากจาก กิจกรรม เรื่องแม่เหล็ก แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป


287


288 ให้นักเรียนเขียนแผนผังความคิดเรื่องแม่เหล็ก ชื่อ........................................................................................................................เลขที่....................ชั้น.............. ใบงาน เรื่องแม่เหล็ก


289 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 แรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เรื่องแม่เหล็ก คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน


290 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่5 แรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เรื่องแม่เหล็ก คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกินกำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ


291 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ


292 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องแรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เวลา 6 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 32 เรื่องสารแม่เหล็ก เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/3 จำแนกวัตถุโดยใช้การดึงดูดกับแม่เหล็กเป็นเกณฑ์จากหลักฐานเชิง ประจักษ์ สาระสำคัญ แม่เหล็กเป็นวัสดุที่เป็นโลหะอย่างหนึ่ง มีหลายรูปร่าง เช่น รูปแท่งสี่เหลี่ยม รูปตัวยู รูปเกือกม้า หรือวงแหวน เป็นต้น โดยแม่เหล็กเป็นสารที่สามารถดูดหรือผลักกันเองได้และสามารถดูดสารแม่เหล็กได้ โดยการเหนี่ยวนำ แม่เหล็กโดยทั่วไปจะหมายถึง แม่เหล็กธรรมชาติที่สามารถดูดเหล็กและนิเกิลได้ซึ่งแท่ง แม่เหล็กจะมี 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ (North Pole “N”) และขั้วใต้ (South Pole “S”) โดยที่อำนาจแม่เหล็ก จะมีความแรงมากที่บริเวณปลายทั้งสองข้างของแท่งแม่เหล็ก ซึ่งเราเรียกว่า “ขั้วแม่เหล็ก” ส่วนบริเวณที่ ถัดเข้าไปอำนาจแม่เหล็กจะอ่อนลงตามลำดับ และตอนบริเวณกลางแท่งจะมีอำนาจแม่เหล็กน้อยที่สุด สารแม่เหล็ก คือ สารที่ออกแรงดึงดูดหรือผลักกับแม่เหล็ก แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ 1. ferromagnetic substance เป็นสารแม่เหล็กที่ดูดกับแม่เหล็กอย่างรุนแรง เช่น เหล็ก นิกเกิล โคบอลต์ 2. ferramagnetic substance สารแม่เหล็กชนิดนี้ดูดกับแม่เหล็กอย่างอ่อนๆ เช่น แมงกานีส อะลูมิเนียม ออกซิเจน 3. dimagnetic substance เป็นสารที่ผลักกับแม่เหล็ก เช่น ฟอสฟอรัส บิสมัท


293 จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนบอกชนิดของวัตถุที่เป็นสารแม่เหล็กได้(K) - นักเรียนทดลองเรื่องสารแม่เหล็กได้(P) - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในกิจกรรมเรื่องสารแม่เหล็ก (A) สาระการเรียนรู้ แม่เหล็กสามารถดึงดูดสารแม่เหล็กได้ สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูนำภาพแม่เหล็ก และวัตถุต่างๆ ให้นักเรียนดู สังเกตภาพ แล้วตอบประเด็นคำถาม ดังนี้ - สิ่งของในภาพสามารถเกิดแรงดึงดูด หรือผลักกับวัตถุอื่นได้หรือไม่ - แม่เหล็กที่สามารถเกิดแรงกระทำกับวัตถุใดได้บ้าง 2. นักเรียนทุกคนในห้องร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น


294 ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เพื่อทำกิจกรรมการทดลองเรื่องสารแม่เหล็ก โดย ที่แต่ละกลุ่มจะได้รับอุปกรณ์ ดังนี้ แม่เหล็ก และกล่องหรรษา ซึ่งในกล่องจะมีวัตถุต่างๆ ใส่อยู่ภายใน คือ ลวดเสียบกระดาษ เข็มหมุด ลูกแก้ว ยางลบ ใบไม้ เข็มกลัด กรรไกร แก้วพลาสติก กระดาษ ตะปู ลวดเย็บกระดาษ ลูกกุญแจ ยางรัดของ ดินสอ แล้วให้แต่ละกลุ่มปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้ - นักเรียนต้องหาวิธีในการนำสิ่งของที่อยู่ในกล่องหรรษาออกมาใส่ถาดที่กำหนดไว้ให้ โดยที่ห้ามใช้มือจับ ซึ่งจากวัตถุที่ได้รับ แต่ละกลุ่มจะระดมความคิดเบื้องต้น พบว่าสามารถใช้แม่เหล็กใน การ ดึงดูดวัตถุที่อยู่ในกล่องหรรษา (ใช้แม่เหล็ก) - เมื่อนักเรียนนำของออกมาได้ โดยไม่ใช้มือ ให้บันทึกผลลงในใบกิจกรรมการทดลอง ตอนที่ 1 ให้วงกลมล้อมรอบวัตถุที่สามารถนำออกมาได้โดยแม่เหล็ก และตอนที่ 2 ให้บันทึกผลลงใน ตาราง และตอนที่ 3 ให้แต่ละกลุ่มอภิปรายผลที่ได้รับ 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันระดมความคิดเรื่องสารแม่เหล็ก และสรุปองค์ความรู้ที่ได้รับ หลังจากนั้นนักเรียนส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเอง แล้วให้นักเรียนคนอื่นๆ ในชั้นเรียน อภิปรายร่วมกัน ขั้นอธิบาย (Explain) 5. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องสารแม่เหล็ก 6. ครูอธิบายเรื่องสารแม่เหล็ก โดยอธิบายว่าแม่เหล็กเป็นวัสดุที่เป็นโลหะอย่างหนึ่ง มีหลาย รูปร่าง เช่น รูปแท่งสี่เหลี่ยม รูปตัวยู รูปเกือกม้า หรือวงแหวน เป็นต้น โดยแม่เหล็กเป็นสารที่สามารถดูด หรือผลักกันเองได้และสามารถดูดสารแม่เหล็กได้โดยการเหนี่ยวนำ แม่เหล็กโดยทั่วไปจะหมายถึง แม่เหล็กธรรมชาติที่สามารถดูดเหล็กและนิเกิลได้ซึ่งแท่งแม่เหล็กจะมี 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ (North Pole “N”) และขั้วใต้ (South Pole “S”) โดยที่อำนาจแม่เหล็กจะมีความแรงมากที่บริเวณปลายทั้งสองข้าง ของแท่งแม่เหล็ก ซึ่งเราเรียกว่า “ขั้วแม่เหล็ก” ส่วนบริเวณที่ถัดเข้าไปอำนาจแม่เหล็กจะอ่อนลงตามลำดับ และตอนบริเวณกลางแท่งจะมีอำนาจแม่เหล็กน้อยที่สุด สารแม่เหล็ก คือ สารที่ออกแรงดึงดูดหรือผลักกับ แม่เหล็ก แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ 1. ferromagnetic substance เป็นสารแม่เหล็กที่ดูดกับแม่เหล็ก อย่างรุนแรง เช่น เหล็ก นิกเกิล โคบอลต์ 2. ferramagnetic substance สารแม่เหล็กชนิดนี้ดูดกับ แม่เหล็กอย่างอ่อนๆ เช่น แมงกานีส อะลูมิเนียม ออกซิเจน 3. dimagnetic substance เป็นสารที่ผลัก กับแม่เหล็ก เช่น ฟอสฟอรัส บิสมัท


295 ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 7. ครูอธิบายขยายความรู้โดยใช้คลิปวิดีโอเรื่องสารแม่เหล็ก จากโปรแกรม You Tube (ยูทูป) https://www.scimath.org/video-science/item/8751-2018-09-14-03-25-13 เพื่อให้นักเรียนได้ เห็นลักษณะของสารแม่เหล็กได้ชัดเจนมากขึ้น ขั้นประเมินผล (Evaluate) 8. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า สารแม่เหล็ก คือ สารที่ออกแรงดึงดูดหรือผลักกับแม่เหล็ก แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ 1. ferromagnetic substance เป็นสารแม่เหล็กที่ดูดกับแม่เหล็กอย่าง รุนแรง เช่น เหล็ก นิกเกิล โคบอลต์ 2. ferramagnetic substance สารแม่เหล็กชนิดนี้ดูดกับแม่เหล็ก อย่างอ่อนๆ เช่น แมงกานีส อะลูมิเนียม ออกซิเจน 3. dimagnetic substance เป็นสารที่ผลักกับ แม่เหล็ก เช่น ฟอสฟอรัส บิสมัท 9. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. สื่อการเรียนรู้เรื่องสารแม่เหล็ก 3. คลิปวิดีโอ เรื่องสารแม่เหล็ก https://www.scimath.org/video-science/item/8751- 2018-09-14-03-25-13 และ https://www.youtube.com/watch?v=TQMNbDCfQ5c


296 การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนบอกชนิดของวัตถุที่ เป็นสารแม่เหล็กได้ (K) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรมทดลอง เรื่องสารแม่เหล็ก แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนทดลองเรื่องสาร แม่เหล็กได้ (P) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรมทดลอง เรื่องสารแม่เหล็ก แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจใน กิจกรรมเรื่องสารแม่เหล็ก (A) สังเกตพฤติกรรมจากจาก กิจกรรมทดลอง เรื่องสาร แม่เหล็ก แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป


297


298


299


300 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 แรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เรื่องสารแม่เหล็ก คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน


301 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่5 แรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เรื่องสารแม่เหล็ก คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกินกำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ


302 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ


303 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องแรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เวลา 6 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 33 เรื่องสังเกตขั้วแม่เหล็ก เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/4 ระบุขั้วแม่เหล็กและพยากรณ์ผลที่เกิดขึ้นระหว่างขั้วแม่เหล็ก เมื่อนำมา เข้าใกล้กัน จากหลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ แม่เหล็กเป็นวัสดุที่เป็นโลหะอย่างหนึ่ง มีหลายรูปร่าง เช่น รูปแท่งสี่เหลี่ยม รูปตัวยู รูปเกือกม้า หรือวงแหวน เป็นต้น โดยแม่เหล็กเป็นสารที่สามารถดูดหรือผลักกันเองได้และสามารถดูดสารแม่เหล็กได้ โดยการเหนี่ยวนำ แม่เหล็กโดยทั่วไปจะหมายถึง แม่เหล็กธรรมชาติที่สามารถดูดเหล็กและนิเกิลได้ซึ่งแท่ง แม่เหล็กจะมี 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ (North Pole “N”) และขั้วใต้ (South Pole “S”) เมื่อปล่อยให้แม่เหล็ก หมุนอย่างอิสระแล้วหยุดนิ่งพบว่า แม่เหล็กจะวางตัวในแนวทิศเหนือและทิศใต้เสมอ ดังนั้นจึงนำแม่เหล็ก มาประยุกต์ใช้ในการทำเข็มทิศ โดยขั้วเหนือของเข็มทิศจะชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ นอกจากนี้อำนาจ แม่เหล็กจะมีความแรงมากที่บริเวณปลายทั้งสองข้างของแท่งแม่เหล็ก ซึ่งเราเรียกว่า “ขั้วแม่เหล็ก” ส่วน บริเวณที่ถัดเข้าไปอำนาจแม่เหล็กจะอ่อนลงตามลำดับ และตอนบริเวณกลางแท่งจะมีอำนาจแม่เหล็กน้อย ที่สุด จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนบอกชนิดของขั้วแม่เหล็กได้(K) - นักเรียนทำกิจกรรมทดลองเรื่องขั้วแม่เหล็กได้(P)


304 - นักเรียนมีทักษะการสังเกตในกิจกรรมเรื่องขั้วแม่เหล็ก (A) สาระการเรียนรู้ แรงแม่เหล็กเป็นแรงที่เกิดขึ้นระหว่างแม่เหล็กกับสารแม่เหล็ก หรือแม่เหล็กกับแม่เหล็ก โดยที่ แม่เหล็กมี 2 ขั้ว คือขั้วเหนือและขั้วใต้ ขั้วแม่เหล็กชนิดเดียวกันจะผลักกัน ต่างชนิดกันจะดูดกัน สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูนำภาพแม่เหล็ก ให้นักเรียนดู สังเกตภาพ แล้วตอบประเด็นคำถาม ดังนี้ - แม่เหล็กมีลักษณะเป็นอย่างไร มีกี่ขั้ว - แม่เหล็กมีสมบัติเป็นอย่างไรบ้าง 2. นักเรียนทุกคนในห้องร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น


305 ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เพื่อทำกิจกรรมการทดลองเรื่องสังเกตขั้วแม่เหล็ก โดยที่แต่ละกลุ่มจะได้รับอุปกรณ์ ดังนี้ แม่เหล็ก เข็มทิศ ไม้เมตร โต๊ะ เชือก ตะปู แล้วให้แต่ละกลุ่มปฏิบัติ ตามขั้นตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 - นำเข็มทิศมาวางในการหาทิศเหนือ โดยวางเข็มทิศไว้บนโต๊ะ แล้วรอกว่าจนเข็มชี้ของ เข็มทิศหยุดนิ่ง จากนั้นหมุนเข็มทิศให้ตัวอักษร N บนเข็มทิศ อยู่บริเวณปลายของเข็มชี้ (ด้านที่มีสี) ของ เข็มทิศพอดี จะได้ทิศเหนือของบริเวณนั้น - จัดโต๊ะทั้ง 2 ตัว ให้ห่างกันประมาณ 60 เซนติเมตร แล้วนำไม้เมตรมาวางพาดระหว่าง โต๊ะทั้ง 2 ตัว - นำปลายเชือกด้านหนึ่ง มาผูกบริเวณกึ่งกลางแม่เหล็ก และผูกปลายเชือกอีกด้านหนึ่ง เข้ากับไม้เมตร เพื่อให้แม่เหล็กสามารถหมุนได้ - ใช้มือปัดแม่เหล็กให้หมุนอย่างอิสระ แล้วรอจนกว่าแม่เหล็กหยุดหมุน สังเกตการณ์ วางตัวของขั้วเหนือและขั้วใต้ของแม่เหล็ก บันทึกผล จากนั้นทำซ้ำอีก 2 ครั้ง และสรุปผล ตอนที่ 2 - ให้นักเรียนวางแท่งแม่เหล็กบนตะปูตัวเล็กๆ ที่วางกระจัดกระจายอยู่ จากนั้นยก แม่เหล็กขึ้นมาช้าๆ สังเกตว่าส่วนใดของแม่เหล็กที่ตะปูติดได้ดี 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันระดมความคิดเรื่องสังเกตขั้วแม่เหล็ก และสรุปองค์ความรู้ที่ได้รับ หลังจากนั้นนักเรียนส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเอง แล้วให้นักเรียนคนอื่นๆ ในชั้นเรียน อภิปรายร่วมกัน ขั้นอธิบาย (Explain) 5. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องสังเกตขั้วแม่เหล็ก 6. ครูอธิบายเรื่องขั้วแม่เหล็ก โดยอธิบายว่าแม่เหล็กเป็นวัสดุที่เป็นโลหะอย่างหนึ่ง มีหลายรูปร่าง เช่น รูปแท่งสี่เหลี่ยม รูปตัวยู รูปเกือกม้า หรือวงแหวน เป็นต้น โดยแม่เหล็กเป็นสารที่สามารถดูดหรือ ผลักกันเองได้และสามารถดูดสารแม่เหล็กได้โดยการเหนี่ยวนำ แม่เหล็กโดยทั่วไปจะหมายถึง แม่เหล็ก ธรรมชาติที่สามารถดูดเหล็กและนิเกิลได้ซึ่งแท่งแม่เหล็กจะมี 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ (North Pole “N”) และขั้วใต้ (South Pole “S”) เมื่อปล่อยให้แม่เหล็กหมุนอย่างอิสระแล้วหยุดนิ่งพบว่า แม่เหล็กจะ วางตัวในแนวทิศเหนือและทิศใต้เสมอ ดังนั้นจึงนำแม่เหล็กมาประยุกต์ใช้ในการทำเข็มทิศ โดยขั้วเหนือ ของเข็มทิศจะชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ นอกจากนี้อำนาจแม่เหล็กจะมีความแรงมากที่บริเวณปลายทั้งสอง


306 ข้างของแท่งแม่เหล็ก ซึ่งเราเรียกว่า “ขั้วแม่เหล็ก” ส่วนบริเวณที่ถัดเข้าไปอำนาจแม่เหล็กจะอ่อนลง ตามลำดับ และตอนบริเวณกลางแท่งจะมีอำนาจแม่เหล็กน้อยที่สุด สารแม่เหล็ก คือ สารที่ออกแรงดึงดูด หรือผลักกับแม่เหล็ก ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 7. ครูอธิบายขยายความรู้โดยใช้คลิปวิดีโอเรื่องขั้วแม่เหล็ก จากโปรแกรม You Tube (ยูทูป) https://www.youtube.com/watch?v=TQMNbDCfQ5c เพื่อให้นักเรียนได้เห็นลักษณะสมบัติของ แม่เหล็กได้ชัดเจนมากขึ้น 8. ครูอธิบายเพิ่มเติมเรื่องบริเวณแม่เหล็กที่แต่ละบริเวณจะมีอำนาจที่แตกต่างกัน กล่าวคือ อำนาจแม่เหล็กจะมีความแรงมากที่บริเวณปลายทั้งสองข้างของแท่งแม่เหล็ก ซึ่งเราเรียกว่า “ขั้วแม่เหล็ก” ส่วนบริเวณที่ถัดเข้าไปอำนาจแม่เหล็กจะอ่อนลงตามลำดับ และตอนบริเวณกลางแท่งจะมี อำนาจแม่เหล็กน้อยที่สุด ขั้นประเมินผล (Evaluate) 9. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า แม่เหล็กจะมี 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ (North Pole “N”) และ ขั้วใต้ (South Pole “S”) เมื่อปล่อยให้แม่เหล็กหมุนอย่างอิสระแล้วหยุดนิ่งพบว่า แม่เหล็กจะวางตัวใน แนวทิศเหนือและทิศใต้เสมอ ดังนั้นจึงนำแม่เหล็กมาประยุกต์ใช้ในการทำเข็มทิศ โดยขั้วเหนือของเข็มทิศ จะชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ นอกจากนี้อำนาจแม่เหล็กจะมีความแรงมากที่บริเวณปลายทั้งสองข้างของแท่ง แม่เหล็ก ซึ่งเราเรียกว่า “ขั้วแม่เหล็ก” ส่วนบริเวณที่ถัดเข้าไปอำนาจแม่เหล็กจะอ่อนลงตามลำดับ และ ตอนบริเวณกลางแท่งจะมีอำนาจแม่เหล็กน้อยที่สุด สารแม่เหล็ก คือ สารที่ออกแรงดึงดูดหรือผลักกับ แม่เหล็ก 10. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง โดยการใช้ตั๋วตรวจความรู้ (Exit Tickets) ซึ่งเป็นกลวิธี ที่ให้ นักเรียนเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อจบบทเรียน โดยให้นักเรียนนำกระดาษไปแปะไว้ในจุดที่กำหนดไว้ก่อนเลิก ชั้นเรียน หรือก่อนออกจากชั้นเรียน - ส่วนใดของแม่เหล็กที่มีอำนาจแม่เหล็กสูงที่สุด


307 สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. สื่อการเรียนรู้เรื่องสารแม่เหล็ก 3. คลิปวิดีโอในโปรแกรมYou Tube (ยูทูป) เรื่องแม่เหล็ก https://www.scimath.org/videoscience/item/8751-2018-09-14-03-25-13 และ https://www.youtube.com/watch?v=46TjDttgUIg 4. แผ่นป้ายรูปแม่เหล็ก การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนบอกชนิดของ ขั้วแม่เหล็กได้ (K) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรมทดลองเรื่อง สังเกตขั้วแม่เหล็ก แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนทำกิจกรรม ทดลองเรื่องขั้วแม่เหล็กได้ (P) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรมทดลองเรื่อง สังเกตขั้วแม่เหล็ก แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมีทักษะการ สังเกตในกิจกรรมเรื่อง ขั้วแม่เหล็ก (A) สังเกตพฤติกรรมจากจาก กิจกรรมทดลองเรื่อง สังเกตขั้วแม่เหล็ก แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป


308


309 ให้นักเรียนบันทึกผลการทดลองลงในตาราง ตอนที่ 1 ครั้งที่ ผลการสังเกต 1 ……………………………………………………………………………………………………..........................…… ………………………………………………………………………………………………………..........................… 2 ……………………………………………………………………………………………………..........................…… ………………………………………………………………………………………………………..........................… 3 ……………………………………………………………………………………………………..........................…… ………………………………………………………………………………………………………..........................… ตอนที่ 2 จุดที่ จำนวนตะปูที่ติดขึ้นมา (ตัว) 1 ……………………………………………………………………………………………………..........................…… ………………………………………………………………………………………………………..........................… 2 ……………………………………………………………………………………………………..........................…… ………………………………………………………………………………………………………..........................… 3 ……………………………………………………………………………………………………..........................…… ………………………………………………………………………………………………………..........................… อภิปรายและสรุปผลการทดลอง ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ชื่อ........................................................................................................................เลขที่....................ชั้น.............. ใบงาน เรื่องสังเกตขั้วแม่เหล็ก


310 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องแรงแม่เหล็กมหัศจรรย์ เวลา 6 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 34 เรื่องแรงระหว่างแม่เหล็ก เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/4 ระบุขั้วแม่เหล็กและพยากรณ์ผลที่เกิดขึ้นระหว่างขั้วแม่เหล็ก เมื่อนำมา เข้าใกล้กัน จากหลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ แม่เหล็กเป็นวัสดุที่เป็นโลหะอย่างหนึ่ง มีหลายรูปร่าง เช่น รูปแท่งสี่เหลี่ยม รูปตัวยู รูปเกือกม้า หรือวงแหวน เป็นต้น โดยแม่เหล็กเป็นสารที่สามารถดูดหรือผลักกันเองได้และสามารถดูดสารแม่เหล็กได้ โดยการเหนี่ยวนำ แม่เหล็กโดยทั่วไปจะหมายถึง แม่เหล็กธรรมชาติที่สามารถดูดเหล็กและนิเกิลได้ซึ่งแท่ง แม่เหล็กจะมี 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ (North Pole “N”) และขั้วใต้ (South Pole “S”) เมื่อปล่อยให้แม่เหล็ก หมุนอย่างอิสระแล้วหยุดนิ่งพบว่า แม่เหล็กจะวางตัวในแนวทิศเหนือและทิศใต้เสมอ นอกจากนี้อำนาจ แม่เหล็กจะมีความแรงมากที่บริเวณปลายทั้งสองข้างของแท่งแม่เหล็ก ซึ่งเราเรียกว่า “ขั้วแม่เหล็ก” ส่วน บริเวณที่ถัดเข้าไปอำนาจแม่เหล็กจะอ่อนลงตามลำดับ และตอนบริเวณกลางแท่งจะมีอำนาจแม่เหล็กน้อย ที่สุด และแรงแม่เหล็กที่เกิดขึ้นระหว่างแม่เหล็กกับแม่เหล็ก ขั้วแม่เหล็กชนิดเดียวกันจะผลักกัน ส่วนขั้น ต่างชนิดกันจะดูดกัน จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนบอกลักษณะของแรงที่เกิดขึ้นระหว่างแม่เหล็กกับแม่เหล็กได้(K) - นักเรียนทำกิจกรรมทดลองเรื่องแรงระหว่างแม่เหล็กได้(P)


311 - นักเรียนมีทักษะการสังเกตในกิจกรรมเรื่องแรงระหว่างแม่เหล็ก (A) สาระการเรียนรู้ แรงแม่เหล็กเป็นแรงที่เกิดขึ้นระหว่างแม่เหล็กกับสารแม่เหล็ก หรือแม่เหล็กกับแม่เหล็ก โดยที่ แม่เหล็กมี 2 ขั้ว คือขั้วเหนือและขั้วใต้ ขั้วแม่เหล็กชนิดเดียวกันจะผลักกัน ต่างชนิดกันจะดูดกัน สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูนำภาพแม่เหล็ก ให้นักเรียนดู สังเกตภาพ แล้วตอบประเด็นคำถาม ดังนี้ - แม่เหล็กมีลักษณะเป็นอย่างไร มีกี่ขั้ว - แม่เหล็กกับแม่เหล็กออกแรงกระทำกันหรือไม่ อย่างไร 2. นักเรียนทุกคนในห้องร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น


Click to View FlipBook Version