The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยาศาสตร์ ป.4 หน่วยที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by potchana1212, 2019-10-15 04:44:44

หน่วยที่-1 จิ๊บ

วิทยาศาสตร์ ป.4 หน่วยที่ 1

49

ข้นั ที่ 3 อธบิ ายและลงข้อสรปุ (explanation)
1. ดาเนินการในข้ันตอน Explain โดยให้นักเรยี นร่วมกนั อธบิ ายผลการทดลองรว่ มกนั ในกลมุ่ และ

รว่ มกนั สรุปผลการทดลองของกล่มุ ตนเอง
2. ให้ผู้แทนนกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการทากจิ กรรม หน้าช้ันเรียน เพือ่ เปรยี บเทยี บและ

ตรวจสอบความถกู ต้อง
3. ให้นักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายเกยี่ วกับผลการทากิจกรรม จากน้ันฝกึ ถามคาถามทส่ี งสยั

ดว้ ยการถามเพื่อนโดยไมจ่ าเปน็ ตอ้ งถามครูอยา่ งเดียว

ขัน้ ท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration
1. ให้นักเรียนทาชิน้ งานเชงิ สรา้ งสรรค์ ความหมายของมวล แรงโนม้ ถว่ ง และน้าหนัก
2. คณุ ครูเปน็ ที่ปรกึ ษาในการดาเนินกจิ กรรม

ขน้ั ท่ี 5 ประเมิน (evaluation)
ครูประเมินการเรียนรูข้ องนักเรยี น ดังนี้ สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นขณะทางานรว่ มกนั

สังเกตการตอบคาถามของนกั เรยี นในช้ันเรยี น ประเมนิ แผนภาพความคดิ และประเมนิ ทกั ษะแห่งศตวรรษที่
21 โดยใช้แบบประเมินตามสภาพจรงิ

ชว่ั โมงที่ 3-4
ขั้นที่ 1 สรา้ งความสนใจ (engagement)

ครูนาเขา้ ส่บู ทเรียนให้นกั เรียนดู และสังเกตเครื่องชัง่ สปรงิ และถามคาถามนา “นกั เรียนคดิ วา่ เครื่อง
ช่ังสปรงิ ใช้วดั ค่าอะไร” และร่วมกันสนทนาถงึ มวล และนา้ หนกั

ข้ันที่ 2 สารวจและค้นหา (exploration)
1. ใหน้ กั เรยี นแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 5 คน จากน้นั ใหน้ กั เรียนทากจิ กรรม มวลและน้าหนกั สัมพันธก์ นั

อย่างไร
2. คณุ ครเู ป็นที่ปรกึ ษาในการดาเนนิ กจิ กรรม

ขั้นท่ี 3 อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (explanation)
1. ใหผ้ แู้ ทนนกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการทากจิ กรรม หน้าชนั้ เรียน เพ่อื เปรยี บเทยี บและ

ตรวจสอบความถูกต้อง
2. ให้นักเรียนรว่ มกันอภิปรายเก่ยี วกับผลการทากิจกรรม จากนั้นฝกึ ถามคาถามท่ีสงสัย

ดว้ ยการถามเพื่อนโดยไม่จาเปน็ ตอ้ งถามครูอย่างเดียว

ขั้นที่ 4 ขยายความรู้ (elaboration)
1. ใหน้ ักเรยี นทาแผนผงั สรปุ ผลการทดลอง “มวลกบั น้าหนัก”
2. คุณครูเปน็ ท่ีปรึกษาในการดาเนนิ กจิ กรรม

50

ข้นั ท่ี 5 ประเมิน (evaluation)
ครูประเมินการเรยี นร้ขู องนกั เรยี น ดงั นี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะทางานรว่ มกัน

สังเกตการตอบคาถามของนักเรยี นในช้ันเรยี น ประเมินแผนภาพความคิด และประเมินทกั ษะแห่งศตวรรษที่
21 โดยใช้แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ

ชว่ั โมงที่ 5-6
ขน้ั ที่ 1 สรา้ งความสนใจ (engagement)

ครนู าเข้าสูบ่ ทเรียนใหน้ ักเรียนดูขวดน้าบรรจทุ ราย 2 ใบ (บรรจทุ รายปริมาณต่างกนั ) และเร่มิ
กระบวนการจดั การเรยี นร้โู ดยใชแ้ นวทางการสอน ทานาย สังเกต และอธิบาย Predict Observe Explain
(POE) ในข้ันตอน Predict โดยใหน้ กั เรยี นทานายผลผกู เชอื กขวดท้งั 2 ใบ และทาให้ขวดดงั กล่าวเคลอ่ื นที่ วา่
ผลการเคล่ือนที่จะเปน็ อย่างไร

ขั้นท่ี 2 สารวจและคน้ หา (exploration)
1. ใหน้ ักเรียนแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 5 คน จากนัน้ ใหน้ ักเรยี นทากิจกรรม มวลมผี ลตอ่ การเปลี่ยนแปลง

การเคล่อื นที่ของวัตถอุ ย่างไร
2. ดาเนนิ การในข้นั ตอน Observe โดยใชน้ ักเรียนทดลองและสงั เกตผลการทดลอง จากกิจกรรม มวล

มีผลต่อการเปลีย่ นแปลงการเคลื่อนทข่ี องวัตถอุ ยา่ งไร
3. คุณครเู ป็นที่ปรึกษาในการดาเนนิ กิจกรรม

ขัน้ ท่ี 3 อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (explanation)
1. ดาเนนิ การในขั้นตอน Explain โดยใหน้ ักเรียนร่วมกันอธิบายผลการทดลองร่วมกันในกลุ่ม และ

รว่ มกันสรุปผลการทดลองของกล่มุ ตนเอง
2. ให้ผแู้ ทนนักเรียนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการทากิจกรรม หนา้ ชน้ั เรยี น เพอ่ื เปรียบเทยี บและ

ตรวจสอบความถูกต้อง
3. ใหน้ กั เรียนร่วมกนั อภปิ รายเก่ยี วกับผลการทากจิ กรรม จากนั้นฝึกถามคาถามทส่ี งสยั

ด้วยการถามเพ่อื นโดยไม่จาเป็นต้องถามครูอยา่ งเดียว

ขั้นที่ 4 ขยายความรู้ (elaboration)
1. ให้นกั เรียนทาแผนผงั ความคิด “วัตถบุ นโลก”
2. คณุ ครเู ปน็ ทีป่ รึกษาในการดาเนนิ กิจกรรม

ข้ันที่ 5 ประเมนิ (evaluation)
ครูประเมินการเรยี นรูข้ องนกั เรยี น ดงั น้ี สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะทางานรว่ มกนั

สงั เกตการตอบคาถามของนักเรยี นในช้ันเรยี น ประเมินแผนภาพความคดิ และประเมนิ ทักษะแหง่ ศตวรรษที่
21 โดยใชแ้ บบประเมนิ ตามสภาพจรงิ

51

สื่อ/แหลง่ การเรยี นรู้

ภาพนักบนิ อวกาศ
วสั ดุอุปกรณ์ กจิ กรรมวตั ถเุ คลอ่ื นท่ีอยา่ งไรเมอื่ ถูกปล่อยจากมือ
วสั ดุอุปกรณ์ กจิ กรรมมวลและนา้ หนกั สมั พันธก์ ันอย่างไร

วัสดอุ ุปกรณ์ กจิ กรรมมวลมีผลต่อการเปลย่ี นแปลงการเคล่อื นท่ีของวตั ถุอยา่ งไร

แบบประเมินการเรียนรู้

เกณฑ์การใหค้ ะแนนแบบประเมินปฏิบัติการทดลองของนักเรียน

ตัวชว้ี ัด 4 ระดบั คะแนน 2 1
3

1. การทดลองตาม ทดลองตามวธิ กี ารและขัน้ ตอนท่ี ทดลองตามวธิ กี ารและ ทดลองตามวิธกี ารและ ทดลองไม่ถูกตอ้ งตามวิธกี าร

แผนท่กี าหนด กาหนดไวอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งด้วยตนเอง ขนั้ ตอนท่ีกาหนดไว้ดว้ ย ขัน้ ตอนท่ีกาหนดไว้ และข้นั ตอนท่ีกาหนดไว้
มีการปรับปรุงแกไ้ ขเปน็ ระยะ ตนเอง มีการปรบั ปรุงแกไ้ ข โดยมีครหู รอื ผอู้ ื่นเป็น ไม่มกี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ข
ผู้แนะนา
บ้าง

2. การใชอ้ ปุ กรณแ์ ละ/ ใช้อุปกรณ์และ/หรอื เครอ่ื งมือในการ ใชอ้ ุปกรณ์และ/หรือเคร่อื งมือ ใช้อุปกรณ์และ/หรือเคร่อื งมือ ใชอ้ ปุ กรณ์และ/หรอื เครอื่ งมอื
หรือเครือ่ งมือ ทดลองไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตามหลกั การ ในการทดลองได้อย่างถกู ต้อง ในการทดลองได้อย่างถูกตอ้ ง ในการทดลองไม่ถูกตอ้ ง และ

ปฏบิ ตั ิ และคล่องแคลว่ ตามหลักการปฏบิ ตั ิ โดยมีครูหรือผูอ้ ืน่ เป็น ไมม่ ีความคล่องแคล่วในการใช้
แตไ่ มค่ ล่องแคล่ว ผู้แนะนา

3. การบนั ทกึ ผลการ บนั ทกึ ผลเป็นระยะอย่างถูกต้อง มี บนั ทึกผลเปน็ ระยะอยา่ ง บนั ทกึ ผลเป็นระยะ แตไ่ ม่เป็น บนั ทึกผลไมค่ รบ ไม่มกี าร
ทดลอง ระเบยี บ ไมม่ กี ารระบหุ นว่ ย ระบุหนว่ ย และไมเ่ ป็นไปตาม
ระเบียบ มีการระบหุ นว่ ย มีการ ถกู ต้อง มรี ะเบียบ มีการ และไม่มกี ารอธิบายข้อมลู การทดลอง
ใหเ้ ห็นถึงความสัมพนั ธข์ อง
อธบิ ายขอ้ มลู ใหเ้ ห็นความเชื่อมโยง ระบหุ นว่ ย มกี ารอธบิ าย การทดลอง

เป็นภาพรวม เปน็ เหตุเปน็ ผล และ ข้อมูลให้เหน็ ถงึ ความสมั พันธ์

เป็นไปตามการทดลอง เป็นไปตามการทดลอง

4. การจัดกระทา จดั กระทาข้อมูลอย่างเปน็ ระบบ จัดกระทาข้อมูลอยา่ งเป็น จัดกระทาขอ้ มลู อย่างเปน็ จดั กระทาขอ้ มูลอยา่ งไม่เป็น
ข้อมลู และการ ระบบ มกี ารยกตวั อยา่ ง ระบบ และมีการนาเสนอ
นาเสนอ มีการเชือ่ มโยงให้เห็นเป็นภาพรวม ระบบ มกี ารจาแนกข้อมูล เพ่ิมเตมิ ใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยและ ไม่สือ่ ความหมาย
นาเสนอดว้ ยแบบตา่ ง ๆ แต่ และไม่ชัดเจน
และนาเสนอด้วยแบบต่าง ๆ อย่าง ให้เหน็ ความสัมพนั ธ์ ยงั ไมช่ ัดเจน และไมถ่ กู ตอ้ ง

ชัดเจนถูกตอ้ ง นาเสนอดว้ ยแบบตา่ ง ๆ ได้

แตย่ ังไม่ชัดเจน

5. การสรปุ ผลการ สรปุ ผลการทดลองไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง สรปุ ผลการทดลองได้ถูกตอ้ ง สรปุ ผลการทดลองได้ สรปุ ผลการทดลองตามความรู้

ทดลอง กระชบั ชดั เจน และครอบคลมุ แตย่ งั ไม่ครอบคลุมข้อมูลจาก โดยมีครู หรอื ผูอ้ ่นื แนะนาบ้าง ทพี่ อมอี ยู่ โดยไม่ใช้ขอ้ มูลจาก

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ทัง้ หมด การวิเคราะห์ทงั้ หมด จงึ สามารถสรปุ ได้ถกู ต้อง การทดลอง

6. การดแู ลและการ ดูแลอปุ กรณแ์ ละ/หรือเคร่ืองมอื ใน ดูแลอปุ กรณ์และ/หรือ ดูแลอปุ กรณแ์ ละ/หรือ ไมด่ ูแลอุปกรณ์และ/หรือ
เก็บ การทดลองและมกี ารทาความ เคร่อื งมือในการทดลองและ เครื่องมือในการทดลอง เครือ่ งมือในการทดลองและ
สะอาดและเกบ็ อยา่ งถกู ตอ้ งตาม มกี ารทาความสะอาดอย่าง มกี ารทาความสะอาด ไม่สนใจทาความสะอาด
อปุ กรณแ์ ละ/หรือ หลกั การและแนะนาให้ผอู้ ่ืนดูแล ถูกตอ้ ง แตเ่ กบ็ ไม่ถกู ต้อง แต่เกบ็ ไมถ่ ูกตอ้ ง ตอ้ งให้ครู รวมทั้งเกบ็ ไมถ่ กู ตอ้ ง
เคร่อื งมอื และเกบ็ รักษาได้ถูกตอ้ ง หรอื ผอู้ นื่ แนะนา

52

เกณฑ์การใหค้ ะแนนแบบประเมินการจัดกระทาชิ้นงานเชิงสร้างสรรค์

ตัวช้ีวดั 4 ระดับคะแนน 1
32

การจดั กระทาชิ้นงาน รวบรวมและจดั กระทา รวบรวมและจัดกระทา รวบรวมและจัดกระทา รวบรวมและจดั กระทา

เชงิ สร้างสรรค์ ช้นิ งานเชิงสรา้ งสรรค์ ชิ้นงานเชงิ สรา้ งสรรค์ ชิ้นงานเชิงสรา้ งสรรค์ ชิ้นงานเชงิ สร้างสรรค์

อย่างเป็นระบบ และ อยา่ งเป็นระบบ มีการ อย่างเปน็ ระบบ มกี าร อยา่ งไมเ่ ป็นระบบ และ

นาเสนอด้วยแบบท่ชี ดั เจน จาแนกข้อมูล ยกตวั อยา่ ง นาเสนอ

ถกู ต้อง ครอบคลุมและมี ให้เห็นความสมั พันธ์และ เพิ่มเติมใหเ้ ข้าใจงา่ ย และ ไมส่ อ่ื ความหมาย และไม่

การเชอื่ มโยงใหเ้ หน็ เปน็ นาเสนอด้วยแบบที่ นาเสนอด้วยแบบตา่ ง ๆ ชดั เจน

ภาพรวม ถูกตอ้ ง ครอบคลมุ แต่ยังไมค่ รอบคลุม

เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมนิ การจดั กระทาและนาเสนอแผนภาพความคิด

ตวั ชว้ี ัด 4 ระดับคะแนน 1
32

การจัดกระทาและ จดั กระทาแผนภาพ จดั กระทาแผนภาพ จดั กระทาแผนภาพ จดั กระทาแผนภาพ

นาเสนอแผนภาพ ความคดิ อย่างเป็นระบบ ความคิดอย่างเปน็ ระบบ ความคิดได้ มกี าร ความคดิ อยา่ งไมเ่ ปน็

ความคิด และนาเสนอด้วยแบบท่ี มีการจาแนกข้อมูล ยกตัวอยา่ งเพ่มิ เตมิ และ ระบบ และนาเสนอ

ชดั เจน ถกู ตอ้ ง ให้เหน็ ความสมั พันธ์ นาเสนอด้วยแบบต่าง ๆ ไมส่ ่อื ความหมาย

ครอบคลมุ และมกี าร และนาเสนอดว้ ยแบบท่ี แตย่ ังไม่ครอบคลุม และไม่ชดั เจน

เชือ่ มโยงให้เห็น ครอบคลุม

เปน็ ภาพรวม





















63

สาระการเรยี นรู้

ความแขง็ หมายถงึ ความทนทานต่อกรตัดและการขดู ขดี วัสดุท่มี คี วามแขง็ มากจะทนทานต่อการ
ขดู ขดี มาก เช่น ตะปกู ับไม้ เมอื่ เราเอาตะปูไปขูดกับไม้ จะพบว่า ไม้เกดิ รอย นน้ั แสดงวา่ วสั ดใุ ดทเี่ กดิ รอยจะมี
ความแขง็ นอ้ ยกวา่ วัสดทุ ี่ไมเ่ กดิ รอย แสดงว่า ตะปูมคี วามแขง็ มากกว่าไม้

ส่งิ สาคญั ท่ีตอ้ งคานึงมีดังนี้
1. วัสดุที่ถกู ขูดเกดิ รอย แสดงว่า ความแข็งนอ้ ยกวา่ วสั ดุทใ่ี ช้ขูด
2. วัสดุที่ถูกขูดไม่เกิดรอย แสดงว่า ความแข็งมากกวา่ วัสดุท่ีใชข้ ูด

ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21

1. การสรา้ งสรรค์
2. การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ
3. การส่อื สาร
4. การแก้ปัญหา
5. ความรว่ มมือ
6. การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร

ช้นิ งานหรอื ภาระงาน (หลักฐาน ร่องรอยแสดงความรู้)

แผนผงั วสั ดุในการประดิษฐ์รถยนตไ์ ฟฟา้
สมุดเล่มเลก็ บนั ทึกการสืบคน้ “วสั ดุทคี่ นสมัยโบราณใช้”
แผนผงั สรุปผลการทดลอง “วสั ดแุ ต่ละชนิดมคี วามแขง็ เป็นอยา่ งไร”

การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

ชว่ั โมงที่ 1-2
ขน้ั ท่ี 1 สร้างความสนใจ (engagement)

ครูนาเขา้ สบู่ ทเรยี นใหน้ กั เรียนสงั เกตภาพอปุ กรณก์ ีฬา และถามคาถามวา่ อปุ กรณก์ ีฬาแตล่ ะช้ินทามา
จากอะไร มลี กั ษณะอยา่ งไร มีความแขง็ หรือไม่

ขน้ั ที่ 2 สารวจและค้นหา (exploration)
1. ให้นกั เรยี นแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน จากนัน้ ใหน้ กั เรยี นทากจิ กรรม “การประดิษฐ์รถยนตไ์ ฟฟ้า”

โดยใหแ้ ตล่ ะกลุ่มออกแบบและกาหนดวัสดใุ นการประดษิ ฐ์รถยนต์ไฟฟา้
2. คุณครเู ป็นท่ีปรึกษาในการดาเนินกจิ กรรม

ขั้นที่ 3 อธิบายและลงขอ้ สรุป (explanation)
1. ใหผ้ ูแ้ ทนนักเรียนแตล่ ะกล่มุ นาเสนอผลการทากจิ กรรม หนา้ ชนั้ เรยี น เพื่อเปรียบเทยี บและ

ตรวจสอบความถูกต้อง

64

2. ให้นกั เรียนรว่ มกันอภปิ รายเก่ียวกบั ผลการทากจิ กรรม จากนน้ั ฝกึ ถามคาถามทส่ี งสัย
ด้วยการถามเพ่ือนโดยไมจ่ าเปน็ ตอ้ งถามครูอย่างเดยี ว

ขนั้ ท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration)
1. ใหน้ กั เรยี นทาแผนผังวสั ดุในการประดิษฐ์รถยนต์ไฟฟา้
2. คุณครูเปน็ ท่ีปรึกษาในการดาเนินกจิ กรรม

ข้นั ที่ 5 ประเมิน (evaluation)
ครปู ระเมนิ การเรยี นรขู้ องนกั เรียน ดังนี้ สงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนขณะทางานร่วมกัน

สังเกตการตอบคาถามของนักเรียนในช้นั เรยี น ประเมินแผนภาพความคดิ และประเมินทกั ษะแห่งศตวรรษที่
21 โดยใชแ้ บบประเมินตามสภาพจริง และมอบหมายงานให้นกั เรยี นไปสืบค้นเก่ยี วกับวัสดตุ ่างๆท่คี นสมยั
โบราณใช้

ช่ัวโมงที่ 3
ขน้ั ท่ี 1 สรา้ งความสนใจ (engagement)

ครูนาเขา้ ส่บู ทเรยี นให้นกั เรียนดู และสังเกตภาพปราสาทหินพมิ าย และร่วมกันสนทนาว่าทามาจาก
วสั ดุใด มีสมบัตใิ ดบ้าง

ขน้ั ที่ 2 สารวจและคน้ หา (exploration)
1. ใหน้ กั เรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 5 คน จากนน้ั ใหน้ ักเรยี นทากจิ กรรม วัสดุที่คนสมยั โบราณใช้ โดยให้

นกั เรยี นร่วมแลกเปล่ยี นสิ่งท่ีได้ไปสบื ค้นมา เชน่ อาวธุ สมยั โบราณ ข้าวของเครือ่ งใชต้ า่ งๆ และทอี่ ย่อู าศยั ของ
ของโบราณเปน็ ตน้

2. คณุ ครเู ป็นทป่ี รึกษาในการดาเนินกิจกรรม

ขน้ั ท่ี 3 อธิบายและลงขอ้ สรุป (explanation)
1. ให้ผแู้ ทนนกั เรยี นแต่ละกล่มุ นาเสนอผลการทากิจกรรม หนา้ ชั้นเรียน เพอ่ื เปรียบเทียบและ

ตรวจสอบความถูกตอ้ ง
2. ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายเกี่ยวกับผลการทากจิ กรรม จากนน้ั ฝกึ ถามคาถามที่สงสยั

ด้วยการถามเพือ่ นโดยไม่จาเปน็ ต้องถามครูอยา่ งเดียว

ข้ันท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration)
1. ให้นกั เรยี นทาสมุดเล่มเลก็ บันทึกการสืบคน้ “วัสดทุ ่ีคนสมัยโบราณใช้”
2. คุณครูเปน็ ท่ีปรึกษาในการดาเนินกิจกรรม

ขน้ั ท่ี 5 ประเมนิ (evaluation)
ครูประเมินการเรยี นรูข้ องนกั เรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรยี นขณะทางานรว่ มกัน

สงั เกตการตอบคาถามของนักเรยี นในชัน้ เรียน ประเมนิ แผนภาพความคดิ และประเมนิ ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี
21 โดยใชแ้ บบประเมนิ ตามสภาพจรงิ

65

ชว่ั โมงที่ 4
ขั้นท่ี 1 สร้างความสนใจ (engagement)

ครูนาเข้าสบู่ ทเรยี นให้นักเรยี นสังเกตส่งิ ของต่อไปนี้ (แผ่นไม้ แผ่นพลาสตกิ แผน่ เหลก็ แผ่นกระจก
และแผน่ อะลมู เิ นียม) และเริ่มกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวทางการสอน ทานาย สงั เกต และอธบิ าย
Predict Observe Explain (POE) ในขนั้ ตอน Predict โดยให้นักเรียนทานายว่าวสั ดุใดมีความแขง็ ท่สี ดุ โดย
ใหน้ กั เรียนเรยี งลาดบั วสั ดุทีค่ ิดวา่ มีความแขง็ มากท่ีสดุ ไปหาน้อยท่ีสุด

ขั้นท่ี 2 สารวจและคน้ หา (exploration)
1. ให้นกั เรยี นแบ่งกลุ่ม กล่มุ ละ 5 คน จากนนั้ ให้นักเรียนทากิจกรรม วัสดแุ ต่ละชนิดมีความแข็งเปน็

อยา่ งไร
2. ดาเนนิ การในข้ันตอน Observe โดยใช้นักเรยี นทดลองและสงั เกตผลการทดลอง จากกิจกรรม วัสดุ

แตล่ ะชนิดมคี วามแข็งเป็นอยา่ งไร
3. คณุ ครเู ป็นท่ีปรกึ ษาในการดาเนินกิจกรรม

ขัน้ ที่ 3 อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (explanation)
1. ดาเนินการในขนั้ ตอน Explain โดยให้นักเรียนรว่ มกนั อธบิ ายผลการทดลองรว่ มกนั ในกลุ่ม และ

รว่ มกนั สรปุ ผลการทดลองของกลมุ่ ตนเอง
2. ใหผ้ ู้แทนนกั เรยี นแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการทากจิ กรรม หน้าชน้ั เรยี น เพอ่ื เปรยี บเทยี บและ

ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง
3. ให้นกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายเกีย่ วกับผลการทากจิ กรรม จากนนั้ ฝึกถามคาถามทสี่ งสยั

ด้วยการถามเพอื่ นโดยไม่จาเปน็ ตอ้ งถามครูอยา่ งเดยี ว

ขั้นท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration)
1. ใหน้ กั เรียนทาแผนผังสรุปผลการทดลอง “วัสดุแต่ละชนิดมคี วามแข็งเปน็ อย่างไร”
2. คุณครเู ปน็ ที่ปรึกษาในการดาเนินกจิ กรรม

ขั้นที่ 5 ประเมนิ (evaluation)
ครปู ระเมินการเรียนร้ขู องนกั เรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรยี นขณะทางานร่วมกัน

สงั เกตการตอบคาถามของนกั เรยี นในช้นั เรียน ประเมนิ แผนภาพความคดิ และประเมนิ ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี
21 โดยใชแ้ บบประเมินตามสภาพจรงิ

สื่อ/แหลง่ การเรยี นรู้

ภาพอปุ กรณ์กฬี า
ภาพปราสาทหนิ พมิ าย
วัสดุอุปกรณ์ กจิ กรรม “วสั ดแุ ต่ละชนดิ มีความแขง็ เปน็ อย่างไร”

66

แบบประเมินการเรยี นรู้

เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินปฏิบัติการทดลองของนักเรียน

ตวั ชวี้ ัด 4 ระดับคะแนน 2 1
3

1. การทดลองตาม ทดลองตามวธิ กี ารและขน้ั ตอนที่ ทดลองตามวธิ กี ารและ ทดลองตามวิธกี ารและ ทดลองไมถ่ กู ตอ้ งตามวธิ ีการ

แผนทก่ี าหนด กาหนดไว้อยา่ งถูกตอ้ งดว้ ยตนเอง ขนั้ ตอนทีก่ าหนดไวด้ ว้ ย ขั้นตอนทก่ี าหนดไว้ และขั้นตอนทีก่ าหนดไว้

มีการปรับปรงุ แกไ้ ขเป็นระยะ ตนเอง มีการปรบั ปรุงแกไ้ ข โดยมคี รหู รอื ผู้อืน่ เป็น ไมม่ ีการปรับปรุงแกไ้ ข

บา้ ง ผแู้ นะนา

2. การใชอ้ ปุ กรณแ์ ละ/ ใช้อปุ กรณ์และ/หรอื เครือ่ งมอื ในการ ใชอ้ ปุ กรณแ์ ละ/หรอื เคร่ืองมือ ใชอ้ ปุ กรณ์และ/หรือเครอื่ งมอื ใช้อุปกรณแ์ ละ/หรอื เคร่ืองมอื

หรือเครอื่ งมือ ทดลองได้อย่างถูกตอ้ งตามหลักการ ในการทดลองไดอ้ ย่างถกู ต้อง ในการทดลองไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ในการทดลองไม่ถกู ตอ้ ง และ

ปฏบิ ตั ิ และคลอ่ งแคล่ว ตามหลกั การปฏบิ ตั ิ โดยมีครูหรอื ผู้อ่ืนเปน็ ไมม่ ีความคล่องแคล่วในการใช้

แตไ่ ม่คลอ่ งแคล่ว ผแู้ นะนา

3. การบันทกึ ผลการ บนั ทกึ ผลเป็นระยะอยา่ งถกู ตอ้ ง มี บันทกึ ผลเป็นระยะอยา่ ง บนั ทึกผลเป็นระยะ แตไ่ ม่เปน็ บนั ทกึ ผลไม่ครบ ไม่มกี าร

ทดลอง ระเบียบ มกี ารระบหุ น่วย มกี าร ถูกตอ้ ง มีระเบียบ มีการ ระเบียบ ไม่มกี ารระบหุ น่วย ระบุหน่วย และไม่เป็นไปตาม

อธบิ ายขอ้ มูลใหเ้ หน็ ความเชือ่ มโยง ระบุหนว่ ย มีการอธบิ าย และไม่มกี ารอธบิ ายขอ้ มลู การทดลอง

เป็นภาพรวม เปน็ เหตุเป็นผล และ ขอ้ มลู ให้เห็นถึงความสมั พันธ์ ใหเ้ ห็นถึงความสัมพนั ธ์ของ

เป็นไปตามการทดลอง เปน็ ไปตามการทดลอง การทดลอง

4. การจัดกระทา จดั กระทาขอ้ มลู อยา่ งเป็นระบบ จัดกระทาข้อมลู อย่างเป็น จัดกระทาข้อมูลอยา่ งเปน็ จดั กระทาข้อมลู อย่างไม่เปน็

ข้อมลู และการ มีการเชอ่ื มโยงให้เหน็ เปน็ ภาพรวม ระบบ มีการจาแนกข้อมลู ระบบ มีการยกตัวอย่าง ระบบ และมีการนาเสนอ

นาเสนอ และนาเสนอด้วยแบบตา่ ง ๆ อย่าง ให้เห็นความสมั พนั ธ์ เพ่มิ เตมิ ให้เข้าใจงา่ ยและ ไมส่ ื่อความหมาย

ชดั เจนถกู ต้อง นาเสนอดว้ ยแบบตา่ ง ๆ ได้ นาเสนอดว้ ยแบบตา่ ง ๆ แต่ และไมช่ ัดเจน

แตย่ ังไมช่ ดั เจน ยังไมช่ ดั เจน และไม่ถูกต้อง

5. การสรปุ ผลการ สรุปผลการทดลองไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง สรปุ ผลการทดลองไดถ้ กู ต้อง สรุปผลการทดลองได้ สรปุ ผลการทดลองตามความรู้

ทดลอง กระชบั ชัดเจน และครอบคลุม แต่ยังไมค่ รอบคลุมขอ้ มลู จาก โดยมีครู หรอื ผอู้ นื่ แนะนาบ้าง ทีพ่ อมีอยู่ โดยไม่ใชข้ อ้ มูลจาก

ขอ้ มลู จากการวเิ คราะหท์ ัง้ หมด การวเิ คราะห์ท้ังหมด จงึ สามารถสรปุ ได้ถูกต้อง การทดลอง

6. การดแู ลและการ ดูแลอปุ กรณ์และ/หรือเครื่องมอื ใน ดแู ลอุปกรณแ์ ละ/หรือ ดูแลอุปกรณแ์ ละ/หรือ ไม่ดแู ลอุปกรณ์และ/หรือ

เกบ็ การทดลองและมีการทาความ เคร่อื งมอื ในการทดลองและ เครอ่ื งมือในการทดลอง เครอื่ งมือในการทดลองและ

อปุ กรณแ์ ละ/หรือ สะอาดและเก็บอย่างถกู ต้องตาม มีการทาความสะอาดอย่าง มีการทาความสะอาด ไมส่ นใจทาความสะอาด

เครื่องมือ หลักการและแนะนาให้ผู้อนื่ ดแู ล ถกู ต้อง แตเ่ ก็บไม่ถูกต้อง แตเ่ ก็บไมถ่ กู ตอ้ ง ต้องให้ครู รวมท้ังเก็บไมถ่ กู ตอ้ ง

และเกบ็ รกั ษาไดถ้ ูกต้อง หรือผูอ้ น่ื แนะนา

67

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมินการจัดกระทาสมดุ เล่มเล็กบันทกึ การสืบค้น “วสั ดทุ ่คี นสมัยโบราณใช้”

ตวั ชี้วัด 4 ระดบั คะแนน 1
32

การจัดกระทาสมุดเลม่ รวบรวมและจดั กระทา รวบรวมและจดั กระทา รวบรวมและจัดกระทา รวบรวมและจดั กระทา

เลก็ บนั ทกึ การสืบคน้ สมุดเล่มเล็กบนั ทกึ การ สมุดเลม่ เล็กบนั ทึกการ สมุดเล่มเลก็ บนั ทกึ การ สมดุ เลม่ เล็กบนั ทกึ การ

“วัสดุที่คนสมยั โบราณ สบื ค้น “วสั ดุทคี่ นสมัย สบื ค้น “วัสดทุ คี่ นสมยั สืบค้น “วัสดทุ ี่คนสมัย สืบค้น “วัสดุท่ีคนสมยั

ใช้” โบราณใช้”อยา่ งเป็น โบราณใช้”อย่างเปน็ โบราณใช้”อยา่ งเป็น โบราณใช้”อยา่ งไม่เป็น

ระบบ และนาเสนอด้วย ระบบ มกี ารจาแนกข้อมลู ระบบ มกี ารยกตัวอย่าง ระบบ และนาเสนอ

แบบที่ชดั เจน ถกู ตอ้ ง ใหเ้ ห็นความสมั พันธแ์ ละ เพมิ่ เติมใหเ้ ข้าใจงา่ ย และ ไมส่ ือ่ ความหมาย และไม่

ครอบคลมุ และมกี าร นาเสนอดว้ ยแบบที่ นาเสนอดว้ ยแบบต่าง ๆ ชัดเจน

เช่ือมโยงให้เห็นเป็น ถกู ตอ้ ง ครอบคลุม แต่ยังไม่ครอบคลุม

ภาพรวม

เกณฑก์ ารให้คะแนนแบบประเมินการจัดกระทาและนาเสนอแผนผงั วัสดใุ นการประดิษฐ์รถยนต์ไฟฟ้า

ตวั ช้ีวดั 4 ระดับคะแนน 1
32

การจดั กระทาและ จัดกระทาแผนผังวสั ดุใน จดั กระทาแผนผงั วัสดุใน จดั กระทาแผนผังวัสดุใน จัดกระทาแผนผังวสั ดใุ น

นาเสนอแผนผงั วัสดุใน การประดษิ ฐ์รถยนตไ์ ฟฟ้า การประดษิ ฐ์รถยนต์ไฟฟ้า การประดิษฐร์ ถยนตไ์ ฟฟา้ การประดษิ ฐร์ ถยนตไ์ ฟฟา้

การประดษิ ฐร์ ถยนต์ อยา่ งเปน็ ระบบ และ อยา่ งเปน็ ระบบ ได้ มีการ อยา่ งไม่เป็น

ไฟฟา้ นาเสนอด้วยแบบที่ชัดเจน มีการจาแนกข้อมูล ยกตวั อยา่ งเพิม่ เตมิ และ ระบบ และนาเสนอ

ถกู ต้อง ครอบคลุมและมี ให้เห็นความสมั พนั ธ์ นาเสนอด้วยแบบตา่ ง ๆ ไม่ส่อื ความหมาย

การเช่อื มโยงให้เหน็ และนาเสนอดว้ ยแบบที่ แต่ยังไมค่ รอบคลมุ และไมช่ ดั เจน

เป็นภาพรวม ครอบคลมุ

68

ขอ้ เสนอแนะของหัวหนา้ สถานศึกษาหรือผู้ท่ไี ด้รับมอบหมาย

............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................

ลงช่อื ..................................................................
(.................................................................)
ตาแหนง่ ................................................
วนั ท่.ี ......เดอื น........................พ.ศ. ..........

บันทกึ หลังสอน

ผลการสอน

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

นกั เรยี นเกิดทักษะใดบ้าง ทาเครอื่ งหมาย  ในช่องว่างท่ตี รงกบั ส่ิงท่ีทาได้

 การสังเกต  การวดั  การใชจ้ านวน  การจาแนกประเภท

การหาความสัมพันธร์ ะหว่าง  สเปซกบั สเปซ  สเปซกบั เวลา

 การจดั กระทาและการส่อื ความหมายข้อมลู  การพยากรณ์

 การลงความเห็นจากขอ้ มลู  การต้งั สมมติฐาน  การกาหนดนยิ ามเชิงปฏิบัติการ

 การกาหนดและควบคุมตวั แปร  การทดลอง  การตคี วามหมายและลงข้อสรปุ

 การสรา้ งแบบจาลอง

นักเรยี นเกิดทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ใดบ้าง ทาเคร่อื งหมาย  ในชอ่ งว่างท่ีตรงกบั ทักษะที่เกดิ

 การสร้างสรรค์  การคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ  การแกป้ ญั หา

 การสอ่ื สาร  ความรว่ มมือ  การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร

ปญั หาและอปุ สรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................................. ............

ลงช่อื ..................................................................
(.................................................................)
ตาแหนง่ ................................................
วันท่.ี ......เดือน........................พ.ศ. ..........

69

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 4 วัสดแุ ละสสาร แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 2 สภาพยดื หย่นุ ของวัสดุ
วิชาวทิ ยาศาสตร์ ว14101 ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 4
เวลา 4 ชว่ั โมง ผสู้ อน พจนา กาญจนบรุ างกูร.

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสารองค์ประกอบของสสารความสมั พันธร์ ะหว่างสมบัติของสสารกบั
โครงสร้างและแรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งอนุภาคหลกั และธรรมชาตขิ องการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารการเกิด
สารละลายและการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี

ตัวชี้วดั
ว 2.1 ป.4/1 เปรยี บเทยี บสมบัติทางกายภาพด้านความแข็งสภาพยดื หยนุ่ การนาความรอ้ น

และการนาไฟฟ้าของวสั ดุโดยใช้หลักฐานเชงิ ประจักษจ์ ากการทดลองและระบกุ ารนาสมบัตเิ รอ่ื งความแข็ง
สภาพยืดหยุ่นการนาความรอ้ นและการนาไฟฟ้าของวัสดไุ ปใช้ในชีวติ ประจาวนั ผา่ นกระบวนการออกแบบ
ชิ้นงาน

ว 2.1 ป.4/2 แลกเปลย่ี นความคิดกบั ผอู้ ่ืนโดยการอภิปรายเกย่ี วกับสมบตั ิทางกายภาพของวสั ดุ
อย่างมเี หตผุ ลจากการทดลอง

มาตรฐาน ว 4.2 เขา้ ใจและใชแ้ นวคดิ เชิงคานวณในการแก้ปญั หาทพี่ บในชีวติ จรงิ อยา่ งเปน็ ขัน้ ตอนและเปน็
ระบบใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปญั หาได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

รูเ้ ท่าทนั และมีจริยธรรม
ตัวชวี้ ดั
ว 4.2ป.4/1 ใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะในการแกป้ ัญหา การอธบิ ายการทางาน การคาดการณ์ผลลพั ธ์ จาก
ปัญหาอยา่ งง่าย
ว 4.2ป.4/2 ออกแบบ และเขยี นโปรแกรมอย่างงา่ ย โดยใช้ซอฟตแ์ วร์ หรือสอ่ื และตรวจหาข้อผดิ พลาด
และแก้ไข
ว 4.2ป.4/3 ใชอ้ นิ เทอร์เน็ตคน้ หาความรู้ และประเมนิ ความนา่ เช่อื ถอื ของขอ้ มูล
ว 4.2ป.4/4 รวบรวม ประเมนิ นาเสนอข้อมูลและสารสนเทศ โดยใช้ซอฟต์แวรท์ ่ีหลากหลาย เพ่ือ
แก้ปัญหาในชวี ิตประจาวนั
ว 4.2ป.4/5 ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภยั เขา้ ใจสทิ ธิและหนา้ ท่ีของตน เคารพในสิทธิ

ของผู้อื่น แจ้งผเู้ กยี่ วข้องเม่อื พบขอ้ มูล หรอื บุคคลทไี่ ม่เหมาะสม

จดุ ประสงค์การเรยี นรสู้ ตู่ วั ชีว้ ดั

1. มคี วามรู้เกี่ยวกับสมบัตทิ างกายภาพด้านความยืดหยนุ่ ของวัสดุ (K)
2. สามารถเปรียบเทยี บสมบัติทางกายภาพด้านความยืดหย่นุ ของวัสดโุ ดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจกั ษ์จาก
การทดลอง (P)
3. เปน็ คนช่างสังเกต ชา่ งคิด ชา่ งสงสยั และเปน็ ผู้ทม่ี ีความกระตอื รือรน้ ในการเสาะแสวงหาความรู้ (A)

สาระสาคัญ

ผูเ้ รยี นจะไดเ้ รยี นรเู้ ก่ยี วกบั สมบัติทางกายภาพด้านความยืดหยนุ่ ของวัสดุ ผา่ นการทดลอง ทดสอบ
และนาสมบัตดิ ้านความยืดหยนุ่ ของวสั ดมุ าใชป้ ระโยชน์ในชวี ิตประจาวัน

70

สาระการเรยี นรู้

ความยดื หย่นุ หมายถึง ลกั ษณะทว่ี ตั ถนุ ัน้ สามารถกลบั คนื รปู ร่างทรงเดมิ ได้ หลงั จากแรงทมี่ ากระทา
ตอ่ วัตถหุ ยดุ กระทาตอ่ วัตถนุ น้ั วัสดทุ ่ถี กู แรงกระทาแลว้ สามารถเปลี่ยนรูปรา่ งหรอื ขนาดของวสั ดุ และเมือ่ เรา
หยุดออกแรงวสั ดุนัน้ จะกลับคืนสู่สภาพเดมิ เรียกว่า วัสดนุ นั้ มีสภาพความยดื หย่นุ เชน่ ถุงมือยาง ยางยืด
ฟองน้า

วสั ดแุ ต่ละชนิดมสี ภาพยืดหยนุ่ ไม่เท่ากัน บางชนิดต้องออกแรงมากๆ สภาพยืดหยุน่ ยงั คงอยู่ แตบ่ าง
ชนดิ เมอื่ ออกแรงมากเกนิ ไปก็หมดสภาพยดื หยุ่นได้

ส่วนวสั ดทุ เ่ี ราออกแรงกระทาแล้ว วสั ดเุ กิดการเปลย่ี นรูปรา่ งหรอื ขนาด แต่เม่ือหยุดออกแรง วัสดุไม่
คืนสภาพเดิม เราเรียกวสั ดุนั้นว่า วสั ดไุ ม่มีความยืดหยุ่น เช่น ดนิ น้ามัน ไม้ แผน่ พลาสติก กระดาษ

การใชค้ วามยดื หยุน่ ในชีวิตประจาวนั เชน่ การใชย้ างรัดผม การใชย้ างยดื ทาขอบกางเกง ใช้เส้นเอ็น
ทาไมแ้ บดมนิ ตนั หรือไมเ้ ทนนิส

ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21

1. การสรา้ งสรรค์
2. การคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ
3. การสอื่ สาร
4. การแก้ปญั หา
5. ความรว่ มมือ
6. การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร

ชนิ้ งานหรือภาระงาน (หลกั ฐาน ร่องรอยแสดงความร้)ู

แผนภาพความคดิ “ยางพารา”
แผนผังสรปุ ผลการทดลอง “วัสดุแตล่ ะชนดิ มสี ภาพยดื หยนุ่ เป็นอยา่ งไร”
ช้นิ งานเชงิ สรา้ งสรรค์ “สภาพยดื หยนุ่ ของวสั ดุในชีวิตประจาวนั ”

การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

ช่ัวโมงท่ี 1-2
ข้ันท่ี 1 สร้างความสนใจ (engagement)

ครูนาเข้าสู่บทเรยี นใหน้ ักเรียนสงั เกตภาพนา้ ยางสดจากต้นยาง และถามคาถามนา “นกั เรียนรู้หรอื ไม่
วา่ คอื อะไร เอาไปใชท้ าอะไรไดบ้ า้ ง มสี มบัตอิ ยา่ งไร

ขั้นท่ี 2 สารวจและคน้ หา (exploration)
1. ใหน้ ักเรียนแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 5 คน จากนั้นใหน้ ักเรยี นศึกษาใบความรู้ “ยางพารา”และร่วมกันสรุป

ความรทู้ ่ไี ดร้ บั
2. คณุ ครูเปน็ ที่ปรกึ ษาในการดาเนินกจิ กรรม

71

ข้นั ที่ 3 อธิบายและลงขอ้ สรุป (explanation)
1. ใหผ้ ้แู ทนนกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ นาเสนอผลการแลกเปลีย่ นเรยี นรู้เร่อื งยางพารา หน้าช้ันเรยี น เพอื่

เปรียบเทยี บและตรวจสอบความถกู ต้อง
2. ใหน้ ักเรียนรว่ มกันอภปิ รายเก่ียวกับผลการแลกเปลี่ยนเรียนรเู้ รื่องยางพารา จากน้นั ฝึกถามคาถามท่ี

สงสยั ดว้ ยการถามเพ่อื นโดยไม่จาเป็นตอ้ งถามครูอย่างเดยี ว

ขั้นที่ 4 ขยายความรู้ (elaboration)
1. ให้นักเรยี นทาแผนภาพความคดิ “ยางพารา”
2. คณุ ครเู ป็นทปี่ รกึ ษาในการดาเนนิ กิจกรรม

ขั้นที่ 5 ประเมิน (evaluation)
ครปู ระเมินการเรียนรขู้ องนกั เรยี น ดังนี้ สังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นขณะทางานรว่ มกนั

สงั เกตการตอบคาถามของนักเรยี นในช้ันเรยี น ประเมินแผนภาพความคดิ และประเมนิ ทักษะแห่งศตวรรษท่ี
21 โดยใชแ้ บบประเมนิ ตามสภาพจรงิ

ชั่วโมงที่ 3
ข้ันท่ี 1 สรา้ งความสนใจ (engagement)

ครนู าเข้าสู่บทเรียนให้นกั เรียนสังเกตวสั ดตุ ่อไปน้ี (เส้นเอ็นไนลอน และเส้นเอ็นยืด) และเริ่ม
กระบวนการจดั การเรียนรู้โดยใชแ้ นวทางการสอน ทานาย สังเกต และอธบิ าย Predict Observe Explain
(POE) ในข้นั ตอน Predict โดยให้นกั เรียนทานายวา่ วสั ดใุ ดมคี วามยืดหยุ่นดีท่ีสุด

ขั้นที่ 2 สารวจและค้นหา (exploration)
1. ให้นักเรยี นแบง่ กล่มุ กลมุ่ ละ 5 คน จากนั้นให้นกั เรยี นทากจิ กรรม วัสดุแต่ละชนิดมสี ภาพยืดหยุ่น

เป็นอย่างไร
2. ดาเนินการในขนั้ ตอน Observe โดยใชน้ ักเรยี นทดลองและสังเกตผลการทดลอง จากกจิ กรรม วสั ดุ

แตล่ ะชนดิ มีสภาพยืดหยุ่นเปน็ อย่างไร
3. คุณครเู ปน็ ท่ีปรกึ ษาในการดาเนินกิจกรรม

ขนั้ ที่ 3 อธิบายและลงข้อสรปุ (explanation)
1. ดาเนินการในขั้นตอน Explain โดยให้นกั เรียนร่วมกันอธบิ ายผลการทดลองรว่ มกนั ในกลมุ่ และ

ร่วมกนั สรุปผลการทดลองของกล่มุ ตนเอง
2. ให้ผแู้ ทนนักเรียนแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการทากิจกรรม หนา้ ชน้ั เรยี น เพ่ือเปรยี บเทยี บและ

ตรวจสอบความถกู ต้อง
3. ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายเกย่ี วกบั ผลการทากิจกรรม จากนัน้ ฝกึ ถามคาถามที่สงสยั

ดว้ ยการถามเพอ่ื นโดยไมจ่ าเป็นต้องถามครอู ยา่ งเดยี ว

ข้นั ท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration)
1. ใหน้ ักเรียนทาแผนผงั สรปุ ผลการทดลอง “วสั ดแุ ต่ละชนดิ มีสภาพยดื หย่นุ เปน็ อยา่ งไร”
2. คณุ ครูเป็นทีป่ รกึ ษาในการดาเนนิ กจิ กรรม

72

ขน้ั ที่ 5 ประเมนิ (evaluation)
ครูประเมินการเรียนรูข้ องนักเรยี น ดงั น้ี สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะทางานร่วมกนั

สังเกตการตอบคาถามของนกั เรยี นในชนั้ เรยี น ประเมนิ แผนภาพความคิด และประเมินทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่
21 โดยใชแ้ บบประเมนิ ตามสภาพจริง และมอบหมายงานใหน้ ักเรยี นไปสบื ค้นเกี่ยวกับวสั ดุต่างๆใน
ชวี ติ ประจาวันทมี่ สี ภาพยดื หยนุ่

ชั่วโมงท่ี 4
ข้ันที่ 1 สรา้ งความสนใจ (engagement)

ครูนาเขา้ สบู่ ทเรยี นใหน้ ักเรยี นสงั เกตโฟมห่อผลไม้ และถามคาถามนาว่า ให้สาหรับทาอะไร มี
คณุ สมบตั ิอยา่ งไร เป็นตน้

ขั้นที่ 2 สารวจและคน้ หา (exploration)
1. ให้นกั เรียนแบ่งกล่มุ กลุ่มละ 5 คน จากน้นั ใหน้ กั เรียนแลกเปล่ียนความรู้ทีไ่ ด้ไปสืบค้นขอ้ มูล

เก่ียวกบั วัสดใุ นชีวติ ประจาวันที่มีสภาพยืดหย่นุ
2. คณุ ครูเปน็ ทปี่ รึกษาในการดาเนินกิจกรรม

ขั้นท่ี 3 อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (explanation)
1. ใหผ้ ้แู ทนนกั เรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการแลกเปลย่ี นความรูท้ ี่ไดไ้ ปสบื ค้นขอ้ มลู เก่ียวกับวัสดุใน

ชีวิตประจาวันท่ีมสี ภาพยืดหยนุ่
2. ใหน้ ักเรียนร่วมกนั อภิปรายเก่ยี วกับผลการแลกเปล่ยี นเรยี นรู้ จากนั้นฝกึ ถามคาถามท่สี งสัยดว้ ยการ

ถามเพอื่ นโดยไมจ่ าเปน็ ต้องถามครอู ย่างเดียว

ขน้ั ท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration)
1. ให้นกั เรยี นทาช้ินงานเชงิ สรา้ งสรรค์ “สภาพยดื หยนุ่ ของวสั ดุในชวี ิตประจาวนั ”
2. คุณครเู ปน็ ท่ปี รกึ ษาในการดาเนนิ กจิ กรรม

ข้ันที่ 5 ประเมนิ (evaluation)
ครปู ระเมินการเรยี นรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนขณะทางานรว่ มกัน

สังเกตการตอบคาถามของนกั เรียนในชนั้ เรยี น ประเมินแผนภาพความคดิ และประเมินทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี
21 โดยใช้แบบประเมนิ ตามสภาพจริง

ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้

ภาพน้ายางสดจากต้นยาง
วสั ดอุ ปุ กรณ์ กจิ กรรม “วสั ดุแตล่ ะชนิดมีสภาพยดื หย่นุ เป็นอย่างไร”
โฟมหอ่ ผลไม้

73

แบบประเมนิ การเรยี นรู้

เกณฑก์ ารให้คะแนนแบบประเมินการจดั กระทาและนาเสนอแผนภาพความคิด “ยางพารา”

ตัวชีว้ ัด 4 ระดบั คะแนน 1
32

การจัดกระทาและ จัดกระทาแผนภาพ จดั กระทาแผนภาพ จดั กระทาแผนภาพ จดั กระทาแผนภาพ

นาเสนอแผนภาพ ความคิด “ยางพารา” ความคิด “ยางพารา” ความคดิ “ยางพารา”ได้ ความคดิ “ยางพารา”

ความคดิ “ยางพารา” อยา่ งเป็นระบบ และ อยา่ งเป็นระบบ มกี าร อย่างไม่เป็น

นาเสนอด้วยแบบท่ีชดั เจน มีการจาแนกข้อมลู ยกตวั อย่างเพม่ิ เติม และ ระบบ และนาเสนอ

ถูกต้อง ครอบคลมุ และมี ให้เหน็ ความสมั พันธ์ นาเสนอดว้ ยแบบต่าง ๆ ไม่สื่อความหมาย

การเชือ่ มโยงใหเ้ หน็ และนาเสนอด้วยแบบที่ แตย่ งั ไมค่ รอบคลมุ และไมช่ ดั เจน

เปน็ ภาพรวม ครอบคลมุ

เกณฑ์การใหค้ ะแนนแบบประเมนิ การจัดกระทาและนาเสนอช้นิ งานเชิงสรา้ งสรรค์ “สภาพยืดหยุ่นของ

วัสดใุ นชวี ิตประจาวัน”

ตัวชวี้ ัด 4 ระดับคะแนน 1
32

การจัดกระทาและ จัดกระทาชนิ้ งานเชงิ จัดกระทาช้ินงานเชิง จัดกระทาชน้ิ งานเชิง จดั กระทาชนิ้ งานเชงิ

นาเสนอชิน้ งานเชงิ สรา้ งสรรค์ “สภาพ สรา้ งสรรค์ “สภาพ สรา้ งสรรค์ “สภาพ สร้างสรรค์ “สภาพ
ยดื หยนุ่ ของวัสดุใน ยดื หยุ่นของวัสดใุ น ยืดหยนุ่ ของวัสดใุ น ยดื หยนุ่ ของวัสดใุ น
สร้างสรรค์ “สภาพ ชวี ติ ประจาวัน”อย่างเป็น ชีวติ ประจาวนั ” อย่างเป็น ชีวติ ประจาวัน”ได้ มกี าร ชีวิตประจาวัน”อย่างไม่
ยดื หยุ่นของวสั ดใุ น
ชวี ิตประจาวัน” ระบบ และนาเสนอดว้ ย ระบบ มีการจาแนกขอ้ มูล ยกตัวอยา่ งเพิม่ เตมิ และ เปน็ ระบบ และนาเสนอ
แบบทชี่ ดั เจน ถูกต้อง ให้เห็นความสมั พันธ์ นาเสนอด้วยแบบตา่ ง ๆ ไม่สื่อความหมาย

ครอบคลุมและมีการ และนาเสนอด้วยแบบท่ี แตย่ งั ไมค่ รอบคลมุ และไม่ชัดเจน

เช่อื มโยงให้เหน็ เป็น ครอบคลมุ

ภาพรวม

74

เกณฑ์การใหค้ ะแนนแบบประเมนิ ปฏิบตั ิการทดลองของนักเรียน

ตัวชี้วดั 4 ระดบั คะแนน 2 1
3

1. การทดลองตาม ทดลองตามวิธกี ารและขัน้ ตอนที่ ทดลองตามวิธกี ารและ ทดลองตามวิธกี ารและ ทดลองไม่ถกู ต้องตามวิธกี าร

แผนทีก่ าหนด กาหนดไว้อยา่ งถกู ตอ้ งดว้ ยตนเอง ขั้นตอนท่กี าหนดไว้ด้วย ขั้นตอนทกี่ าหนดไว้ และขั้นตอนทีก่ าหนดไว้

มกี ารปรบั ปรุงแกไ้ ขเป็นระยะ ตนเอง มกี ารปรบั ปรุงแกไ้ ข โดยมีครูหรอื ผู้อื่นเป็น ไม่มกี ารปรับปรงุ แกไ้ ข

บา้ ง ผแู้ นะนา

2. การใชอ้ ุปกรณแ์ ละ/ ใช้อุปกรณแ์ ละ/หรอื เครอื่ งมือในการ ใชอ้ ปุ กรณแ์ ละ/หรือเครื่องมือ ใช้อุปกรณแ์ ละ/หรือเคร่อื งมอื ใชอ้ ปุ กรณแ์ ละ/หรือเครือ่ งมอื

หรือเครื่องมือ ทดลองไดอ้ ย่างถกู ต้องตามหลกั การ ในการทดลองได้อย่างถูกต้อง ในการทดลองไดอ้ ย่างถูกต้อง ในการทดลองไมถ่ กู ตอ้ ง และ

ปฏิบัติ และคลอ่ งแคลว่ ตามหลกั การปฏิบัติ โดยมคี รหู รอื ผูอ้ นื่ เป็น ไม่มีความคล่องแคล่วในการใช้

แตไ่ มค่ ล่องแคล่ว ผแู้ นะนา

3. การบันทึกผลการ บันทกึ ผลเปน็ ระยะอยา่ งถกู ตอ้ ง มี บันทึกผลเปน็ ระยะอย่าง บนั ทึกผลเปน็ ระยะ แตไ่ ม่เปน็ บันทึกผลไมค่ รบ ไม่มกี าร

ทดลอง ระเบยี บ มีการระบหุ นว่ ย มกี าร ถกู ตอ้ ง มรี ะเบียบ มกี าร ระเบียบ ไม่มกี ารระบหุ นว่ ย ระบุหน่วย และไมเ่ ป็นไปตาม

อธบิ ายข้อมลู ให้เห็นความเชือ่ มโยง ระบุหน่วย มกี ารอธบิ าย และไม่มกี ารอธบิ ายข้อมลู การทดลอง

เป็นภาพรวม เป็นเหตุเป็นผล และ ข้อมลู ให้เห็นถงึ ความสมั พันธ์ ใหเ้ หน็ ถึงความสมั พนั ธ์ของ

เปน็ ไปตามการทดลอง เปน็ ไปตามการทดลอง การทดลอง

4. การจัดกระทา จัดกระทาข้อมูลอยา่ งเปน็ ระบบ จัดกระทาขอ้ มูลอย่างเปน็ จดั กระทาขอ้ มูลอยา่ งเป็น จดั กระทาข้อมลู อยา่ งไมเ่ ป็น

ขอ้ มลู และการ มกี ารเชือ่ มโยงให้เห็นเปน็ ภาพรวม ระบบ มกี ารจาแนกข้อมูล ระบบ มีการยกตัวอย่าง ระบบ และมกี ารนาเสนอ

นาเสนอ และนาเสนอดว้ ยแบบต่าง ๆ อยา่ ง ให้เห็นความสมั พันธ์ เพ่ิมเติมให้เข้าใจง่ายและ ไม่สื่อความหมาย

ชดั เจนถกู ตอ้ ง นาเสนอดว้ ยแบบต่าง ๆ ได้ นาเสนอดว้ ยแบบต่าง ๆ แต่ และไมช่ ัดเจน

แตย่ งั ไมช่ ัดเจน ยังไม่ชัดเจน และไมถ่ กู ต้อง

5. การสรุปผลการ สรุปผลการทดลองไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง สรุปผลการทดลองไดถ้ กู ตอ้ ง สรปุ ผลการทดลองได้ สรุปผลการทดลองตามความรู้

ทดลอง กระชบั ชดั เจน และครอบคลมุ แตย่ ังไม่ครอบคลุมขอ้ มูลจาก โดยมคี รู หรือผ้อู นื่ แนะนาบา้ ง ที่พอมีอยู่ โดยไม่ใชข้ ้อมลู จาก

ข้อมลู จากการวิเคราะห์ทง้ั หมด การวิเคราะห์ทั้งหมด จงึ สามารถสรปุ ไดถ้ กู ต้อง การทดลอง

6. การดูแลและการ ดแู ลอุปกรณแ์ ละ/หรอื เคร่อื งมอื ใน ดแู ลอุปกรณแ์ ละ/หรือ ดูแลอปุ กรณแ์ ละ/หรือ ไมด่ ูแลอปุ กรณ์และ/หรอื

เก็บ การทดลองและมกี ารทาความ เครอื่ งมอื ในการทดลองและ เครือ่ งมอื ในการทดลอง เคร่ืองมอื ในการทดลองและ

อปุ กรณแ์ ละ/หรือ สะอาดและเก็บอยา่ งถกู ตอ้ งตาม มกี ารทาความสะอาดอย่าง มีการทาความสะอาด ไม่สนใจทาความสะอาด

เครือ่ งมอื หลักการและแนะนาใหผ้ อู้ น่ื ดแู ล ถูกต้อง แต่เกบ็ ไม่ถกู ตอ้ ง แตเ่ ก็บไม่ถูกตอ้ ง ตอ้ งให้ครู รวมทั้งเกบ็ ไม่ถกู ต้อง

และเก็บรกั ษาได้ถูกตอ้ ง หรือผ้อู น่ื แนะนา

75

ขอ้ เสนอแนะของหัวหนา้ สถานศึกษาหรือผู้ท่ไี ด้รับมอบหมาย

............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................

ลงช่อื ..................................................................
(.................................................................)
ตาแหนง่ ................................................
วนั ท่.ี ......เดอื น........................พ.ศ. ..........

บันทกึ หลังสอน

ผลการสอน

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

นกั เรยี นเกิดทักษะใดบ้าง ทาเครอื่ งหมาย  ในช่องว่างท่ตี รงกบั ส่ิงท่ีทาได้

 การสังเกต  การวดั  การใชจ้ านวน  การจาแนกประเภท

การหาความสัมพนั ธร์ ะหว่าง  สเปซกบั สเปซ  สเปซกบั เวลา

 การจดั กระทาและการส่อื ความหมายข้อมลู  การพยากรณ์

 การลงความเห็นจากขอ้ มลู  การต้งั สมมติฐาน  การกาหนดนิยามเชิงปฏบิ ตั ิการ

 การกาหนดและควบคุมตวั แปร  การทดลอง  การตคี วามหมายและลงข้อสรปุ

 การสรา้ งแบบจาลอง

นักเรยี นเกิดทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ใดบ้าง ทาเคร่อื งหมาย  ในชอ่ งวา่ งท่ีตรงกบั ทักษะที่เกดิ

 การสร้างสรรค์  การคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ  การแกป้ ญั หา

 การสอ่ื สาร  ความรว่ มมือ  การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร

ปญั หาและอปุ สรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................................. ............

ลงช่อื ..................................................................
(.................................................................)
ตาแหนง่ ................................................
วันท่.ี ......เดือน........................พ.ศ. ..........

76

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 4 วสั ดุและสสาร แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 3 การนาความร้อนของวสั ดุ
วิชาวิทยาศาสตร์ ว14101 ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4
เวลา 2 ชัว่ โมง ผู้สอน พจนา กาญจนบุรางกูร

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบตั ขิ องสสารองคป์ ระกอบของสสารความสมั พันธร์ ะหว่างสมบัตขิ องสสารกบั
โครงสร้างและแรงยดึ เหนย่ี วระหว่างอนภุ าคหลกั และธรรมชาติของการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสารการเกิด
สารละลายและการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี

ตัวชี้วดั
ว 2.1 ป.4/1 เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพดา้ นความแขง็ สภาพยดื หยนุ่ การนาความร้อน

และการนาไฟฟา้ ของวสั ดโุ ดยใชห้ ลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลองและระบุการนาสมบัติเรอื่ งความแข็ง
สภาพยดื หยุ่นการนาความร้อนและการนาไฟฟ้าของวัสดุไปใช้ในชีวติ ประจาวันผา่ นกระบวนการออกแบบ
ช้ินงาน

ว 2.1 ป.4/2 แลกเปลี่ยนความคิดกับผู้อื่นโดยการอภิปรายเกี่ยวกบั สมบัติทางกายภาพของวสั ดุ
อย่างมเี หตผุ ลจากการทดลอง

มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใชแ้ นวคดิ เชงิ คานวณในการแกป้ ัญหาทพี่ บในชีวิตจริงอย่างเป็นข้ันตอนและเป็น
ระบบใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปญั หาไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ

ร้เู ท่าทนั และมีจริยธรรม
ตัวชี้วัด
ว 4.2ป.4/1 ใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะในการแก้ปัญหา การอธิบายการทางาน การคาดการณ์ผลลพั ธ์ จาก
ปัญหาอยา่ งง่าย
ว 4.2ป.4/2 ออกแบบ และเขียนโปรแกรมอย่างงา่ ย โดยใชซ้ อฟตแ์ วร์ หรอื สือ่ และตรวจหาข้อผดิ พลาด
และแก้ไข
ว 4.2ป.4/3 ใชอ้ นิ เทอรเ์ น็ตคน้ หาความรู้ และประเมินความน่าเชอ่ื ถอื ของข้อมูล
ว 4.2ป.4/4 รวบรวม ประเมิน นาเสนอข้อมูลและสารสนเทศ โดยใช้ซอฟตแ์ วรท์ หี่ ลากหลาย เพอื่
แกป้ ัญหาในชวี ติ ประจาวนั
ว 4.2ป.4/5 ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งปลอดภยั เขา้ ใจสทิ ธิและหน้าท่ขี องตน เคารพในสทิ ธิ

ของผอู้ ่ืน แจง้ ผูเ้ กย่ี วขอ้ งเมอื่ พบขอ้ มูล หรือบคุ คลที่ไม่เหมาะสม

จุดประสงคก์ ารเรียนรสู้ ู่ตัวช้ีวัด

1. มีความรเู้ กี่ยวกบั สมบตั ทิ างกายภาพดา้ นการนาความร้อนของวสั ดุ (K)
2. สามารถเปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพดา้ นการนาความร้อนของวสั ดโุ ดยใชห้ ลักฐานเชิงประจักษ์
จากการทดลอง (P)
3. เปน็ คนช่างสงั เกต ชา่ งคดิ ช่างสงสยั และเปน็ ผทู้ ่มี ีความกระตือรอื รน้ ในการเสาะแสวงหาความรู้ (A)

สาระสาคัญ

ผ้เู รยี นจะได้เรยี นรู้เกี่ยวกับ สมบัตทิ างกายภาพดา้ นการนาความร้อนของวัสดุ ผ่านการทดลอง
ทดสอบ และนาสมบตั ดิ ้านการนาความรอ้ นของวัสดมุ าใชป้ ระโยชน์ในชีวติ ประจาวนั

77

สาระการเรียนรู้

การถ่ายโอนพลังงานความร้อนมี 3 แบบ
1. การนาความร้อน เป็นวธิ กี ารถา่ ยโอนพลงั งานความรอ้ นโดยพลงั งานความร้อนเคลอื่ นท่ีผ่านเชา้ ไป
ในตัวกลางหรอื วตั ถแุ ละตวั กลางนน้ั ไมเ่ คลือ่ นท่ี
2. การพาความรอ้ น เปน็ วิธกี ารถ่ายโอนพลังงานความร้อนโดยพลังงานความรอ้ นเคลอ่ื นท่ไี ปพร้อมๆ
กับตวั กลางหรือวตั ถุ
3. การแผร่ ังสีความรอ้ น เป็นวิธกี ารถา่ ยโอนพลงั งานความรอ้ นโดยไมต่ ้องอาศัยตัวกลางหรือวตั ถุ
ตัวนาความรอ้ น หมายถงึ วตั ถุทีย่ อมให้ความรอ้ นเคล่อื นท่ผี ่านเข้าไปในวัตถนุ น้ั ไดด้ ี ส่วนใหญม่ ักเปน็
โลหะซึ่งมอี ิเลก็ ตรอนทเี่ คลื่อนท่อี ยา่ งอิสระ ทาใหน้ าความร้อนได้เร็ว ได้แก่ เงิน ทองทองแดง อลูมเิ นียม ฯลฯ
ฉนวนความรอ้ นหมายถงึ วตั ถทุ ีไ่ มย่ อมให้ความร้อนเคลื่อนท่ี ผ่านเขา้ ไปได้ หรือนาความรอ้ นได้ไมด่ ี
ได้แก่ ไม้ พลาสติก แก้ว น้า อากาศ ฯลฯ
การนาความรูเ้ กีย่ วกบั การถา่ ยโอนพลังงานความร้อนไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวันมีหลายประการ
เชน่ การออกแบบกระทะหรอื หม้อหุงต้ม นยิ มทาดว้ ยสแตนเลส หรอื อะลูมิเนียม แตด่ า้ มจับทาด้วยพลาสติก
เพราะเปน็ ฉนวน พนื้ เตารดี ทาด้วยโลหะแต่มอื จับทาดว้ ยพลาสติก ตวั กระติกน้าแขง็ นยิ มทาด้วยพลาสตกิ
เพราะเปน็ ฉนวนความร้อนทาใหค้ วามร้อนจากภายนอกไมส่ ามารถผ่านเขา้ ไปในกระตกิ น้าแข็ง

ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21

1. การสรา้ งสรรค์
2. การคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ
3. การส่ือสาร
4. การแก้ปัญหา
5. ความรว่ มมือ
6. การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร

ช้นิ งานหรอื ภาระงาน (หลกั ฐาน รอ่ งรอยแสดงความรู้)

แผนภาพความคิด “การถา่ ยโอนความร้อน”
แผนผงั สรปุ ผลการทดลอง “วสั ดุแต่ละชนิดมีการนาความร้อนเปน็ อยา่ งไร”

การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

ชั่วโมงที่ 1
ขน้ั ท่ี 1 สร้างความสนใจ (engagement)

ครนู าเขา้ สู่บทเรยี นโดยการจาลองสถานการณ์ เช่น การเดินเทา้ เปลา่ บนพนื้ ทร่ี ้อน และถามคาถามนา
“นกั เรียนคดิ วา่ ทาไมจงึ รูส้ กึ รอ้ นเท้า”

78

ขน้ั ที่ 2 สารวจและคน้ หา (exploration)
1. ใหน้ กั เรียนแบง่ กลุม่ กลุ่มละ 5 คน จากนัน้ ให้นกั เรยี นศึกษาใบความรู้ “การถ่ายโอนความรอ้ น”

และร่วมกนั สรปุ ความรูท้ ่ไี ด้รบั
2. คุณครเู ปน็ ทีป่ รกึ ษาในการดาเนินกิจกรรม

ขน้ั ที่ 3 อธิบายและลงข้อสรุป (explanation)
1. ให้ผู้แทนนักเรียนแตล่ ะกล่มุ นาเสนอผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เร่ือง“การถ่ายโอนความร้อน” หนา้

ชนั้ เรยี น เพื่อเปรยี บเทียบและตรวจสอบความถกู ต้อง
2. ใหน้ กั เรยี นร่วมกันอภิปรายเกีย่ วกบั ผลการแลกเปลีย่ นเรยี นรูเ้ รือ่ ง“การถ่ายโอนความร้อน” จากน้นั

ฝกึ ถามคาถามทส่ี งสยั ดว้ ยการถามเพือ่ นโดยไม่จาเปน็ ต้องถามครูอยา่ งเดียว

ข้ันท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration)
1. ใหน้ ักเรียนทาแผนภาพความคิด “การถา่ ยโอนความรอ้ น”
2. คณุ ครเู ป็นทป่ี รกึ ษาในการดาเนินกิจกรรม

ขน้ั ท่ี 5 ประเมิน (evaluation)
ครปู ระเมนิ การเรยี นรูข้ องนักเรยี น ดงั น้ี สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนขณะทางานรว่ มกนั

สังเกตการตอบคาถามของนกั เรียนในช้นั เรียน ประเมินแผนภาพความคดิ และประเมินทักษะแหง่ ศตวรรษที่
21 โดยใชแ้ บบประเมินตามสภาพจรงิ

ช่วั โมงท่ี 2
ขั้นท่ี 1 สร้างความสนใจ (engagement)

ครนู าเขา้ สบู่ ทเรยี นใหน้ กั เรียนสังเกตวสั ดุในชุดการทดลองที่ประกอบด้วยวัสดุตา่ งๆดงั น้ี (ไม้ แก้ว
อะลูมิเนียม เหล็ก และทองแดง) และเรม่ิ กระบวนการจัดการเรยี นรู้โดยใชแ้ นวทางการสอน ทานาย สงั เกต
และอธบิ าย Predict Observe Explain (POE) ในขั้นตอน Predict โดยใหน้ กั เรียนทานายวา่ วสั ดุใดมีการนา
ความรอ้ นไดด้ ที ่ีสดุ

ข้นั ที่ 2 สารวจและค้นหา (exploration)
1. ใหน้ ักเรยี นแบ่งกลมุ่ กลุม่ ละ 5 คน จากน้ันให้นกั เรียนทากจิ กรรม วสั ดแุ ตล่ ะชนิดมีการนาความ

รอ้ นเปน็ อยา่ งไร
2. ดาเนนิ การในขน้ั ตอน Observe โดยใชน้ ักเรยี นทดลองและสงั เกตผลการทดลอง จากกจิ กรรม วัสดุ

แตล่ ะชนดิ มีการนาความร้อนเปน็ อย่างไร
3. คุณครเู ปน็ ทป่ี รึกษาในการดาเนินกจิ กรรม

ขั้นท่ี 3 อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (explanation)
1. ดาเนนิ การในขน้ั ตอน Explain โดยใหน้ กั เรียนรว่ มกนั อธิบายผลการทดลองร่วมกันในกลมุ่ และ

รว่ มกันสรปุ ผลการทดลองของกลมุ่ ตนเอง
2. ให้ผแู้ ทนนกั เรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการทากิจกรรม หนา้ ชั้นเรยี น เพอ่ื เปรียบเทยี บและ

ตรวจสอบความถูกต้อง

79

3. ใหน้ กั เรยี นรว่ มกันอภิปรายเก่ยี วกับผลการทากจิ กรรม จากน้ันฝึกถามคาถามท่ีสงสยั
ดว้ ยการถามเพือ่ นโดยไมจ่ าเปน็ ตอ้ งถามครอู ย่างเดียว

ขั้นที่ 4 ขยายความรู้ (elaboration)
1. ให้นักเรยี นทาแผนผงั สรปุ ผลการทดลอง “วสั ดุแตล่ ะชนิดมกี ารนาความรอ้ นเปน็ อย่างไร”
2. คณุ ครูเป็นท่ปี รกึ ษาในการดาเนินกจิ กรรม

ขั้นท่ี 5 ประเมนิ (evaluation)
ครูประเมินการเรียนร้ขู องนกั เรยี น ดังน้ี สังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นขณะทางานรว่ มกนั

สงั เกตการตอบคาถามของนักเรียนในชนั้ เรียน ประเมนิ แผนภาพความคิด และประเมนิ ทกั ษะแห่งศตวรรษที่
21 โดยใชแ้ บบประเมินตามสภาพจริง

ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้

ใบความรเู้ รอ่ื งการถ่ายโอนความร้อน
วัสดอุ ุปกรณ์ กิจกรรม “วัสดุแต่ละชนดิ มกี ารนาความร้อนเป็นอยา่ งไร”

80

แบบประเมนิ การเรียนรู้

เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินการจัดกระทาและนาเสนอแผนภาพความคิด “การถา่ ยโอนความรอ้ น”

ตัวชวี้ ดั 4 ระดบั คะแนน 1
32

การจัดกระทาและ จัดกระทาแผนภาพ จดั กระทาแผนภาพ จดั กระทาแผนภาพ จดั กระทาแผนภาพ

นาเสนอแผนภาพ ความคดิ “การถ่ายโอน ความคดิ “การถ่ายโอน ความคดิ “การถา่ ยโอน ความคิด “การถา่ ยโอน

ความคิด “การถ่ายโอน ความรอ้ น”อยา่ งเปน็ ความรอ้ น”อยา่ งเป็น ความร้อน”ได้ มีการ ความรอ้ น”อยา่ งไม่เป็น

ความร้อน” ระบบ และนาเสนอด้วย ระบบ มีการจาแนกข้อมูล ยกตัวอย่างเพิ่มเติม และ ระบบ และนาเสนอ

แบบท่ชี ัดเจน ถูกตอ้ ง ใหเ้ หน็ ความสมั พันธ์ นาเสนอดว้ ยแบบต่าง ๆ ไมส่ อ่ื ความหมาย

ครอบคลมุ และมีการ และนาเสนอดว้ ยแบบท่ี แตย่ งั ไมค่ รอบคลมุ และไมช่ ดั เจน

เชื่อมโยงให้เหน็ ครอบคลุม

เป็นภาพรวม

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ ปฏิบัติการทดลองของนกั เรียน

ตัวช้ีวัด ระดบั คะแนน

1. การทดลองตาม 4 32 1
แผนทก่ี าหนด ทดลองตามวธิ ีการและข้ันตอนท่ี ทดลองไมถ่ กู ต้องตามวิธีการ
กาหนดไวอ้ ยา่ งถูกตอ้ งดว้ ยตนเอง ทดลองตามวธิ ีการและ ทดลองตามวิธกี ารและ และขั้นตอนทก่ี าหนดไว้

ข้ันตอนที่กาหนดไว้ดว้ ย ข้ันตอนท่กี าหนดไว้

มีการปรับปรงุ แก้ไขเป็นระยะ ตนเอง มีการปรบั ปรงุ แก้ไข โดยมีครหู รอื ผอู้ น่ื เป็น ไมม่ ีการปรับปรุงแกไ้ ข
บา้ ง ผแู้ นะนา

2. การใช้อปุ กรณ์และ/ ใชอ้ ปุ กรณแ์ ละ/หรือเครอื่ งมอื ในการ ใช้อุปกรณ์และ/หรอื เครอ่ื งมอื ใช้อปุ กรณ์และ/หรือเครอื่ งมอื ใช้อปุ กรณแ์ ละ/หรอื เครือ่ งมือ
หรือเครอ่ื งมือ ทดลองได้อย่างถูกตอ้ งตามหลักการ ในการทดลองไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ในการทดลองได้อย่างถูกตอ้ ง ในการทดลองไม่ถูกต้อง และ

ปฏิบตั ิ และคล่องแคล่ว ตามหลักการปฏิบัติ โดยมีครูหรอื ผู้อ่ืนเปน็ ไม่มีความคล่องแคล่วในการใช้

แต่ไมค่ ล่องแคลว่ ผู้แนะนา

3. การบนั ทกึ ผลการ บันทึกผลเป็นระยะอย่างถกู ตอ้ ง มี บนั ทกึ ผลเปน็ ระยะอย่าง บนั ทึกผลเปน็ ระยะ แตไ่ มเ่ ปน็ บนั ทกึ ผลไมค่ รบ ไมม่ ีการ
ทดลอง
ระเบยี บ มีการระบหุ น่วย มกี าร ถกู ต้อง มีระเบยี บ มีการ ระเบยี บ ไมม่ กี ารระบหุ น่วย ระบุหน่วย และไมเ่ ป็นไปตาม

อธิบายข้อมลู ให้เหน็ ความเชื่อมโยง ระบุหนว่ ย มกี ารอธบิ าย และไมม่ กี ารอธิบายขอ้ มลู การทดลอง
ใหเ้ ห็นถึงความสัมพันธ์ของ จัดกระทาขอ้ มูลอยา่ งไมเ่ ปน็
เปน็ ภาพรวม เป็นเหตุเป็นผล และ ขอ้ มูลให้เห็นถงึ ความสมั พนั ธ์ การทดลอง
จัดกระทาขอ้ มลู อยา่ งเปน็
เปน็ ไปตามการทดลอง เปน็ ไปตามการทดลอง

4. การจดั กระทา จัดกระทาขอ้ มลู อยา่ งเป็นระบบ จัดกระทาข้อมลู อยา่ งเป็น

ข้อมูลและการ มกี ารเชอื่ มโยงใหเ้ ห็นเป็นภาพรวม ระบบ มีการจาแนกข้อมลู ระบบ มกี ารยกตวั อย่าง ระบบ และมกี ารนาเสนอ
นาเสนอ ไม่สอื่ ความหมาย
และนาเสนอดว้ ยแบบตา่ ง ๆ อย่าง ให้เห็นความสมั พนั ธ์ เพม่ิ เติมให้เข้าใจงา่ ยและ

ชดั เจนถกู ต้อง นาเสนอด้วยแบบต่าง ๆ ได้ นาเสนอดว้ ยแบบตา่ ง ๆ แต่ และไมช่ ดั เจน

แตย่ ังไม่ชดั เจน ยังไมช่ ดั เจน และไม่ถูกต้อง

5. การสรุปผลการ สรุปผลการทดลองได้อยา่ งถกู ต้อง สรุปผลการทดลองได้ถกู ต้อง สรปุ ผลการทดลองได้ สรุปผลการทดลองตามความรู้
ทดลอง กระชับ ชัดเจน และครอบคลุม แต่ยังไม่ครอบคลมุ ข้อมลู จาก
ขอ้ มลู จากการวิเคราะหท์ ้งั หมด การวเิ คราะห์ทั้งหมด โดยมคี รู หรือผู้อ่ืนแนะนาบา้ ง ทพ่ี อมีอยู่ โดยไม่ใชข้ อ้ มูลจาก
6. การดแู ลและการ ดูแลอุปกรณแ์ ละ/หรอื เครือ่ งมอื ใน ดแู ลอุปกรณ์และ/หรือ
จงึ สามารถสรปุ ไดถ้ ูกต้อง การทดลอง

ดแู ลอุปกรณแ์ ละ/หรอื ไม่ดแู ลอุปกรณแ์ ละ/หรอื

เกบ็ การทดลองและมีการทาความ เครอ่ื งมือในการทดลองและ เครอ่ื งมอื ในการทดลอง เครอ่ื งมือในการทดลองและ
อปุ กรณแ์ ละ/หรือ สะอาดและเกบ็ อยา่ งถูกต้องตาม มีการทาความสะอาดอย่าง มกี ารทาความสะอาด ไม่สนใจทาความสะอาด
เครื่องมือ หลกั การและแนะนาให้ผอู้ ่นื ดแู ล ถกู ต้อง แตเ่ ก็บไมถ่ ูกตอ้ ง แตเ่ ก็บไม่ถูกตอ้ ง ตอ้ งให้ครู รวมท้ังเก็บไม่ถูกต้อง
และเก็บรักษาได้ถูกตอ้ ง หรอื ผูอ้ ่นื แนะนา

81

ขอ้ เสนอแนะของหัวหนา้ สถานศึกษาหรือผู้ท่ไี ด้รับมอบหมาย

............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................

ลงช่อื ..................................................................
(.................................................................)
ตาแหนง่ ................................................
วนั ท่.ี ......เดอื น........................พ.ศ. ..........

บันทกึ หลังสอน

ผลการสอน

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

นกั เรยี นเกิดทักษะใดบ้าง ทาเครอื่ งหมาย  ในช่องว่างท่ตี รงกบั ส่ิงท่ีทาได้

 การสังเกต  การวดั  การใชจ้ านวน  การจาแนกประเภท

การหาความสัมพนั ธร์ ะหว่าง  สเปซกบั สเปซ  สเปซกบั เวลา

 การจดั กระทาและการส่อื ความหมายข้อมลู  การพยากรณ์

 การลงความเห็นจากขอ้ มลู  การต้งั สมมติฐาน  การกาหนดนยิ ามเชิงปฏิบตั ิการ

 การกาหนดและควบคุมตวั แปร  การทดลอง  การตคี วามหมายและลงข้อสรปุ

 การสรา้ งแบบจาลอง

นักเรยี นเกิดทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ใดบ้าง ทาเคร่อื งหมาย  ในชอ่ งว่างท่ีตรงกบั ทกั ษะที่เกดิ

 การสร้างสรรค์  การคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ  การแกป้ ญั หา

 การสอ่ื สาร  ความรว่ มมือ  การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร

ปญั หาและอปุ สรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................................. ............

ลงช่อื ..................................................................
(.................................................................)
ตาแหนง่ ................................................
วันท่.ี ......เดือน........................พ.ศ. ..........

82

หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 4 วัสดุและสสาร แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 4 การนาไฟฟ้าของวัสดุ
วชิ าวิทยาศาสตร์ ว14101 ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4
เวลา 6 ชัว่ โมง ผู้สอน พจนา กาญจนบุรางกูร

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสารองค์ประกอบของสสารความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสมบัติของสสารกับ
โครงสรา้ งและแรงยึดเหนย่ี วระหว่างอนุภาคหลกั และธรรมชาตขิ องการเปลยี่ นแปลงสถานะของสสารการเกดิ
สารละลายและการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี

ตัวช้ีวดั
ว 2.1 ป.4/1 เปรียบเทียบสมบัตทิ างกายภาพด้านความแขง็ สภาพยดื หย่นุ การนาความรอ้ น

และการนาไฟฟ้าของวัสดุโดยใชห้ ลักฐานเชิงประจักษจ์ ากการทดลองและระบุการนาสมบัตเิ รอ่ื งความแข็ง
สภาพยืดหยุ่นการนาความร้อนและการนาไฟฟ้าของวัสดุไปใช้ในชีวติ ประจาวนั ผา่ นกระบวนการออกแบบ
ช้นิ งาน

ว 2.1 ป.4/2 แลกเปลย่ี นความคดิ กับผู้อ่นื โดยการอภปิ รายเกี่ยวกับสมบัตทิ างกายภาพของวสั ดุ
อย่างมเี หตุผลจากการทดลอง

มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคดิ เชงิ คานวณในการแกป้ ญั หาท่ีพบในชีวติ จริงอยา่ งเปน็ ขน้ั ตอนและเป็น
ระบบใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารในการเรยี นรู้ การทางาน และการแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

รู้เท่าทนั และมจี ริยธรรม
ตัวช้วี ดั
ว 4.2ป.4/1 ใช้เหตผุ ลเชงิ ตรรกะในการแก้ปญั หา การอธิบายการทางาน การคาดการณ์ผลลพั ธ์ จาก
ปัญหาอย่างง่าย
ว 4.2ป.4/2 ออกแบบ และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ซอฟตแ์ วร์ หรอื สอื่ และตรวจหาขอ้ ผดิ พลาด
และแกไ้ ข
ว 4.2ป.4/3 ใช้อนิ เทอร์เน็ตคน้ หาความรู้ และประเมินความนา่ เช่อื ถอื ของข้อมลู
ว 4.2ป.4/4 รวบรวม ประเมิน นาเสนอขอ้ มลู และสารสนเทศ โดยใชซ้ อฟตแ์ วรท์ ห่ี ลากหลาย เพอื่
แก้ปัญหาในชีวติ ประจาวัน
ว 4.2ป.4/5 ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย เขา้ ใจสิทธิและหน้าทีข่ องตน เคารพในสทิ ธิ

ของผ้อู นื่ แจ้งผ้เู ก่ยี วข้องเมื่อพบขอ้ มลู หรือบุคคลทไี่ ม่เหมาะสม

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้สู่ตวั ชวี้ ัด

1. มคี วามรเู้ กย่ี วกับสมบตั ิทางกายภาพด้านการนาไฟฟ้าของวสั ดุ (K)
2. สามารถเปรยี บเทยี บสมบตั ิทางกายภาพดา้ นการนาไฟฟา้ ของวัสดโุ ดยใช้หลักฐานเชิงประจกั ษ์จาก
การทดลอง (P)
3. เปน็ คนชา่ งสงั เกต ชา่ งคดิ ช่างสงสัย และเป็นผู้ที่มีความกระตอื รอื รน้ ในการเสาะแสวงหาความรู้ (A)

สาระสาคัญ

ผเู้ รียนจะได้เรียนรเู้ กี่ยวกบั สมบัติทางกายภาพด้านการนาไฟฟ้าของวสั ดุ ผา่ นการทดลอง ทดสอบ
และนาสมบัติด้านการนาไฟฟา้ ของวสั ดุมาใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน

83

สาระการเรยี นรู้

ตัวนาไฟฟา้
ตัวนา (Conductor) คอื สสาร วัตถุ วัสดุ หรอื อุปกรณท์ ส่ี ามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้งา่ ย
หรอื วตั ถทุ ่มี ีความตา้ นทานต่า ไดแ้ ก่ ทองแดง อลูมเิ นยี ม ทอง และเงิน ซง่ึ เปน็ ตวั นาไฟฟ้าที่ดีที่สุด แตใ่ นสายไฟ
ทัว่ ไปจะใชท้ องแดงเป็นตัวนา เพราะตวั นาทีท่ าจากจะเงินมีราคาแพง
ฉนวนไฟฟ้า
ฉนวน (Insulator) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อปุ กรณท์ ไ่ี มส่ ามารถยอมใหก้ ระแสไฟฟา้ ไหลผ่านไปได้
หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟา้ ไม่ให้ผ่านไปได้ ได้แก่ ไมแ้ ห้ง พลาสตกิ , ยาง, แกว้ และกระดาษแห้ง เป็น
ตน้
ฉนวนไฟฟ้าทาหน้าทีป่ อ้ งกนั อนั ตรายจากกระแสไฟฟ้า สายไฟจะหุ้มดว้ ยฉนวนไฟฟา้ อุปกรณไ์ ฟฟา้
สว่ นทีต่ อ้ งสัมผัสกับร่างกายจะเปน็ ฉนวนไฟฟ้า เช่น ไขควง เตารีด ส่วนที่เป็นมอื จบั จะเปน็ ฉนวนไฟฟา้ จาพวก
พลาสติก

ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21

1. การสรา้ งสรรค์
2. การคดิ อย่างมีวิจารณญาณ
3. การสอ่ื สาร
4. การแกป้ ญั หา
5. ความรว่ มมือ
6. การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร

ชน้ิ งานหรือภาระงาน (หลกั ฐาน รอ่ งรอยแสดงความรู้)

ช้ินงานเชิงสรา้ งสรรค์ “รถยนต์ไฟฟา้ กับการนาไฟฟ้า”
แผนผังสรุปผลการทดลอง “วัสดุแตล่ ะชนดิ มกี ารนาไฟฟ้าเป็นอย่างไร”
แผนภาพความคิด “ตวั นาไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้าในชวี ิตประจาวนั ”

การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

ช่วั โมงที่ 1-2
ข้นั ที่ 1 สรา้ งความสนใจ (engagement)

ครูนาเข้าสบู่ ทเรียนโดยการจาลองสถานการณ์ “วันน้พี อ่ กับแม่ ซอื้ รถคนั ใหม่ แมบ่ อกวา่ รถยนตค์ นั น้ี
เปน็ รถรุ่นใหม่ ท่ีใชพ้ ลงั งานสะอาดซ่ึงช่วยรกั ษาสงิ่ แวดลอ้ มได้ดีกว่ารถยนต์คันเก่าท่ีใช้น้ามนั เชือ้ เพลิง” และ
ถามคาถามนาวา่ นักเรียนคดิ วา่ รถยนต์ถ้าไมเ่ ตมิ นา้ มนั แล้วรถยนตจ์ ะใช้พลังงานอะไร เพราะเหตใุ ด























95

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมินปฏิบัติการทดลองของนักเรยี น

ตัวชวี้ ดั 4 ระดับคะแนน 2 1
3

1. การทดลองตาม ทดลองตามวธิ ีการและขั้นตอนที่ ทดลองตามวิธกี ารและ ทดลองตามวิธกี ารและ ทดลองไม่ถกู ตอ้ งตามวิธกี าร

แผนที่กาหนด กาหนดไวอ้ ยา่ งถูกตอ้ งด้วยตนเอง ข้ันตอนท่ีกาหนดไว้ดว้ ย ขั้นตอนที่กาหนดไว้ และขั้นตอนทีก่ าหนดไว้

มกี ารปรับปรงุ แกไ้ ขเป็นระยะ ตนเอง มีการปรับปรงุ แกไ้ ข โดยมคี รูหรือผู้อื่นเป็น ไม่มกี ารปรับปรงุ แกไ้ ข

บา้ ง ผแู้ นะนา

2. การใชอ้ ุปกรณ์และ/ ใชอ้ ปุ กรณ์และ/หรือเคร่ืองมือในการ ใชอ้ ปุ กรณแ์ ละ/หรือเครือ่ งมอื ใชอ้ ุปกรณแ์ ละ/หรอื เคร่อื งมอื ใชอ้ ปุ กรณแ์ ละ/หรือเครื่องมอื

หรือเคร่อื งมอื ทดลองได้อยา่ งถกู ต้องตามหลักการ ในการทดลองไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง ในการทดลองไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ในการทดลองไมถ่ กู ตอ้ ง และ

ปฏิบตั ิ และคลอ่ งแคลว่ ตามหลกั การปฏิบัติ โดยมคี รหู รือผูอ้ นื่ เปน็ ไม่มีความคล่องแคล่วในการใช้

แต่ไม่คล่องแคลว่ ผแู้ นะนา

3. การบันทึกผลการ บนั ทึกผลเปน็ ระยะอยา่ งถูกตอ้ ง มี บันทกึ ผลเปน็ ระยะอย่าง บนั ทกึ ผลเปน็ ระยะ แตไ่ ม่เปน็ บันทึกผลไมค่ รบ ไม่มกี าร

ทดลอง ระเบียบ มีการระบหุ น่วย มกี าร ถูกตอ้ ง มรี ะเบียบ มกี าร ระเบียบ ไม่มกี ารระบุหนว่ ย ระบุหนว่ ย และไมเ่ ป็นไปตาม

อธบิ ายข้อมูลให้เหน็ ความเชื่อมโยง ระบหุ นว่ ย มกี ารอธิบาย และไม่มกี ารอธบิ ายข้อมลู การทดลอง

เปน็ ภาพรวม เป็นเหตเุ ปน็ ผล และ ขอ้ มลู ให้เหน็ ถึงความสมั พันธ์ ใหเ้ หน็ ถงึ ความสมั พนั ธ์ของ

เปน็ ไปตามการทดลอง เปน็ ไปตามการทดลอง การทดลอง

4. การจัดกระทา จดั กระทาข้อมูลอย่างเปน็ ระบบ จดั กระทาข้อมลู อย่างเปน็ จดั กระทาขอ้ มูลอย่างเป็น จดั กระทาข้อมลู อย่างไม่เปน็

ขอ้ มูลและการ มีการเชือ่ มโยงให้เหน็ เป็นภาพรวม ระบบ มีการจาแนกขอ้ มูล ระบบ มกี ารยกตัวอย่าง ระบบ และมกี ารนาเสนอ

นาเสนอ และนาเสนอดว้ ยแบบต่าง ๆ อยา่ ง ให้เห็นความสมั พนั ธ์ เพม่ิ เตมิ ให้เข้าใจงา่ ยและ ไม่สื่อความหมาย

ชดั เจนถูกตอ้ ง นาเสนอด้วยแบบตา่ ง ๆ ได้ นาเสนอด้วยแบบต่าง ๆ แต่ และไมช่ ัดเจน

แตย่ งั ไมช่ ัดเจน ยังไมช่ ดั เจน และไมถ่ ูกต้อง

5. การสรปุ ผลการ สรุปผลการทดลองไดอ้ ย่างถูกต้อง สรปุ ผลการทดลองไดถ้ ูกตอ้ ง สรปุ ผลการทดลองได้ สรุปผลการทดลองตามความรู้

ทดลอง กระชบั ชัดเจน และครอบคลมุ แตย่ ังไมค่ รอบคลุมขอ้ มูลจาก โดยมีครู หรือผ้อู นื่ แนะนาบา้ ง ที่พอมีอยู่ โดยไมใ่ ชข้ ้อมูลจาก

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ทงั้ หมด การวเิ คราะห์ทง้ั หมด จึงสามารถสรปุ ได้ถกู ต้อง การทดลอง

6. การดูแลและการ ดูแลอปุ กรณแ์ ละ/หรอื เคร่ืองมือใน ดแู ลอุปกรณแ์ ละ/หรือ ดูแลอปุ กรณแ์ ละ/หรอื ไมด่ ูแลอปุ กรณ์และ/หรอื

เก็บ การทดลองและมกี ารทาความ เคร่ืองมอื ในการทดลองและ เครอื่ งมอื ในการทดลอง เคร่ืองมือในการทดลองและ

อปุ กรณแ์ ละ/หรือ สะอาดและเกบ็ อยา่ งถกู ตอ้ งตาม มีการทาความสะอาดอย่าง มีการทาความสะอาด ไม่สนใจทาความสะอาด

เครอ่ื งมอื หลกั การและแนะนาให้ผู้อืน่ ดแู ล ถูกตอ้ ง แต่เกบ็ ไมถ่ กู ต้อง แตเ่ ก็บไม่ถกู ตอ้ ง ตอ้ งให้ครู รวมทั้งเกบ็ ไม่ถูกตอ้ ง

และเกบ็ รกั ษาไดถ้ กู ตอ้ ง หรือผู้อื่นแนะนา

96

ขอ้ เสนอแนะของหัวหนา้ สถานศึกษาหรือผู้ท่ไี ด้รับมอบหมาย

............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................

ลงช่อื ..................................................................
(.................................................................)
ตาแหนง่ ................................................
วนั ท่.ี ......เดอื น........................พ.ศ. ..........

บันทกึ หลังสอน

ผลการสอน

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

นกั เรยี นเกิดทักษะใดบ้าง ทาเครอื่ งหมาย  ในช่องว่างท่ตี รงกบั ส่ิงท่ีทาได้

 การสังเกต  การวดั  การใชจ้ านวน  การจาแนกประเภท

การหาความสัมพันธร์ ะหว่าง  สเปซกบั สเปซ  สเปซกบั เวลา

 การจดั กระทาและการส่อื ความหมายข้อมลู  การพยากรณ์

 การลงความเห็นจากขอ้ มลู  การต้งั สมมติฐาน  การกาหนดนิยามเชิงปฏบิ ตั ิการ

 การกาหนดและควบคุมตวั แปร  การทดลอง  การตคี วามหมายและลงข้อสรปุ

 การสรา้ งแบบจาลอง

นักเรยี นเกิดทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ใดบ้าง ทาเคร่อื งหมาย  ในชอ่ งวา่ งท่ีตรงกบั ทักษะที่เกดิ

 การสร้างสรรค์  การคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ  การแกป้ ญั หา

 การสอ่ื สาร  ความรว่ มมือ  การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร

ปญั หาและอปุ สรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................................. ............

ลงช่อื ..................................................................
(.................................................................)
ตาแหนง่ ................................................
วันท่.ี ......เดือน........................พ.ศ. ..........

97

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 4 วสั ดุและสสาร แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 6 สถานะของสาร (ของเหลว)
วิชาวทิ ยาศาสตร์ ว14101 ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4
เวลา 6 ชว่ั โมง ผู้สอน พจนา กาญจนบุรางกรู

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสารองค์ประกอบของสสารความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสมบัตขิ องสสารกบั
โครงสร้างและแรงยึดเหนยี่ วระหว่างอนภุ าคหลกั และธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิด
สารละลายและการเกิดปฏิกิริยาเคมี

ตัวชี้วัด
ว 2.1 ป.4/3 เปรียบเทียบสมบตั ิของสสารทั้ง3สถานะจากข้อมลู ท่ไี ดจ้ ากการสังเกตมวลการ

ตอ้ งการทีอ่ ยู่รูปรา่ งและปริมาตรของสสาร
ว 2.1 ป.4/4 ใช้เคร่อื งมอื เพอ่ื วดั มวลและปริมาตรของสสารทั้ง3สถานะ

มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชงิ คานวณในการแกป้ ัญหาท่ีพบในชีวติ จริงอย่างเปน็ ขน้ั ตอนและเปน็
ระบบใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารในการเรียนรู้ การทางาน และการแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
รูเ้ ทา่ ทัน และมจี รยิ ธรรม

ตัวชีว้ ัด
ว 4.2ป.4/1 ใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะในการแก้ปญั หา การอธิบายการทางาน การคาดการณผ์ ลลพั ธ์ จาก

ปัญหาอยา่ งงา่ ย
ว 4.2ป.4/2 ออกแบบ และเขียนโปรแกรมอยา่ งงา่ ย โดยใชซ้ อฟต์แวร์ หรือสือ่ และตรวจหาขอ้ ผดิ พลาด

และแกไ้ ข
ว 4.2ป.4/3 ใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาความรู้ และประเมินความน่าเชอื่ ถอื ของขอ้ มูล
ว 4.2ป.4/4 รวบรวม ประเมิน นาเสนอขอ้ มูลและสารสนเทศ โดยใช้ซอฟตแ์ วรท์ ี่หลากหลาย เพือ่

แก้ปญั หาในชีวิตประจาวัน
ว 4.2ป.4/5 ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภยั เขา้ ใจสทิ ธแิ ละหน้าทีข่ องตน เคารพในสทิ ธิ

ของผอู้ ่ืน แจง้ ผ้เู กย่ี วข้องเมอื่ พบขอ้ มูล หรือบุคคลทไี่ ม่เหมาะสม

จุดประสงค์การเรยี นรสู้ ู่ตัวช้วี ัด

1. มีความรู้เก่ียวกบั สมบตั ขิ องสสารทง้ั 3สถานะ (K)
2. เปรียบเทยี บและทดลองสมบัติของสสารทั้ง3สถานะจากขอ้ มูลทไี่ ด้จากการสังเกตมวลการ
ต้องการทอี่ ยรู่ ปู รา่ งและปริมาตรของสสาร (P)
3. เป็นคนช่างสังเกต ช่างคดิ ชา่ งสงสยั และเป็นผู้ทมี่ คี วามกระตือรือรน้ ในการเสาะแสวงหาความรู้ (A)

สาระสาคญั

ผู้เรยี นจะได้เรียนร้เู ก่ยี วกับ สมบตั ิของสสาร (ของเหลว) เปรียบเทียบสมบัตขิ องสสารท้งั 3สถานะจาก
ข้อมูลที่ไดจ้ ากการสังเกตมวลการตอ้ งการท่อี ยู่รปู ร่างและปริมาตรของสสาร

98

สาระการเรยี นรู้

สสารโดยท่ัวไปในธรรมชาติ มี 3 สถานะ ดังน้ี
1. ของแข็ง อนุภาคจะอยู่ชิดกนั อนภุ าคไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ทาให้แรงยดึ เหนย่ี วอนภุ าคสงู กวา่ ใน
สถานะอ่ืนของสารชนดิ เดยี วกัน มีรูปร่างและปริมาตรท่ีคงท่ีแนน่ อน ไมข่ นึ้ กบั ภาชนะทบ่ี รรจุ ตวั อย่าง
ของสารทีม่ สี ถานะเป็นของแข็ง เชน่ เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง เงิน เปน็ ต้น
2. ของเหลว อนุภาคอยหู่ ่างกนั เล็กน้อย ทาใหอ้ นภุ าคสามารถเคลื่อนที่ได้ รูปร่างไมแ่ นน่ อน เปลี่ยน
ตามภาชนะที่บรรจุ แต่ปริมาตรไม่ข้นึ กบั ภาชนะ ตวั อย่างของสารท่ีมสี ถานะเปน็ ของเหลว เช่น น้า
แอลกอฮอล์ โบรมีน เปน็ ตน้
3. แกส๊ อนุภาคจะอยู่หา่ งกัน แรงยึดเหน่ียวมคี ่าน้อย ทาให้เคลื่อนท่ไี ด้มาก มปี รมิ าตรและรปู ร่างตาม
ภาชนะท่บี รรจุ ตวั อยา่ งของสารทม่ี สี ถานะเป็นแก๊ส เช่น แก๊สออกซเิ จน แก๊สไฮโดรเจน แกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ แก๊สไนโตรเจน เปน็ ตน้

ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21

1. การสรา้ งสรรค์
2. การคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ
3. การสื่อสาร
4. การแกป้ ัญหา
5. ความร่วมมอื
6. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร

ชนิ้ งานหรือภาระงาน (หลักฐาน รอ่ งรอยแสดงความร้)ู

แผนภาพความคิด “ของเหลว”
แผนผังสรุปผลการทดลอง “ของเหลวมีปรมิ าตร รปู รา่ งและระดบั ผวิ หนา้ เปน็ อยา่ งไร”

การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

ชว่ั โมงท่ี 1-2
ขน้ั ท่ี 1 สร้างความสนใจ (engagement)

ครนู าเข้าสู่บทเรยี นโดยการสนทนาเกย่ี วกับของเหลวในชีวิตประจาวัน โดยการใหน้ กั เรยี นชว่ ยกนั
ยกตัวอยา่ ง

ขน้ั ท่ี 2 สารวจและคน้ หา (exploration)
1. ให้นักเรยี นแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 5 คน จากนนั้ ให้นักเรยี นทากจิ กรรมสารวจคน้ หาของเหลว และให้

ร่วมกันวเิ คราะหต์ ามคาถามต่อไปนี้
- ของเหลวมสี มบตั ิอะไรบ้าง
- ของเหลวในชวี ิตประจาวนั มีอะไรบา้ ง


Click to View FlipBook Version