The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่ 4 สันติวิธี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by paruenatsang, 2022-08-15 00:39:46

บทที่ 4 สันติวิธี

บทที่ 4 สันติวิธี

บทที่ 4
ความสาํ คญั ของการยดึ หลักสันติวธิ ีในการดําเนินชวี ิต

- แนวคดิ ทฤษฎีเกย่ี วกบั สนั ติวิธี
- ทฤษฎเี กีย่ วกบั สนั ตวิ ิธี

* ทฤษฎีสนั ติวิธขี องโยฮัน กลั ตุง
* ทฤษฎสี นั ตวิ ธิ ีของมาร์ตนิ ลเู ธอร์คิง จูเนยี ร์

* แนวคดิ สันตวิ ธิ ขี องมหาตมะคานธี
* แนวคดิ สันติวิธตี ามหลักศาสนาต่างๆ

- วิธีการของสนั ตวิ ิธี
- ปจั จยั และเงอ่ื นไขความสําเร็จของสนั ติวธิ ี

- การจัดการความขดั แยง้ ดว้ ยสันตวิ ธิ ี
- การยดึ หลกั สันตวิ ธิ ใี นการดําเนินชีวิต

1

นักปรชั ญาสันตภิ าพคนสาํ คญั

•มานเู อล คานท์ Immanuel Kant “สันตภิ าพอนั สถาพร”
(Perpetual Peace) และ“เป้าประสงคแ์ หง่ กฎท่ีเปน็ สากล”
(Cosmopolitan intent)

•โจฮนั เกาลต์ ุง (Johan Galtung) ผู้ซึ่งได้ช่ือวา่ เป็นบิดาของ
สนั ตศิ กึ ษายคุ ใหม่ หนงั สือของ เกาลต์ งุ ที่โดง่ ดังเลม่ หนง่ึ คอื “สนั ตภิ าพ
โดยสันตวิ ิธี” (Peace by Peaceful Means)

•วเิ ซนต์ มาตเิ นส กูสมนั (Vicent Martinez Guzman)

ที่มา: เพม่ิ ศักด์ิ มกราภริ มย์ ศูนย์ศกึ ษาและพฒั นาสนั ต2ิวิธี ม.มหิดล มีนาคม ๒๕๕๔

ปรัชญาสนั ติภาพใหค้ วามสําคัญกบั อะไร...

๑. ความม่ันคงของสังคมมนุษย์โดยรวมซึ่งอยู่เหนือความสําคัญ ของ
ความเป็นชาติ คานต์ได้ อธิบายไว้ว่า มนุษย์แต่ละคนมีความสามารถ
ในการเปิดใจให้รับรู้และเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายของกัน
และกันได้ แตส่ ังคมมนษุ ย์ไม่ควรยอมรับการถูกบงั คับใหย้ อมรับ
๒. การคุ้มครองสิทธิในการเป็นประชากรโลก โดยไม่ถูกลิดรอนสิทธิใน
ฐานะผู้อน่ื
๓.กระทําต่อกันในสถานะท่ีเป็นเพ่ือนมนุษย์ดุจเดียวกันคานท์ได้ให้คํา
จํากัดความไว้ว่ามนุษย์มีศักยภาพในการสร้างความรุนแรงเฉก
เช่นเดียวกับความสามารถในการสร้างสันติภาพ แต่เขาเช่ือว่าถ้าเรา
ปรารถนาจะให้ผู้อ่นื ทําดีกับเรา เราก็ย่อมจะทําดีกับผอู้ ่นื ดุจเดียวกนั

ที่มา: เพ่ิมศกั ด์ิ มกราภริ มย์ ศูนยศ์ กึ ษาและพัฒนาสนั ต3ิวิธี ม.มหดิ ล มนี าคม ๒๕๕๔

ปรัชญาสนั ตภิ าพให้ความสาํ คัญกับอะไร...(ต่อ)
๔.ความชอบธรรมเป็นส่ิงท่ีแตกต่าง หรืออยู่ใน
วัฒนธรรมทต่ี า่ งไป
๕.สิทธิของมนุษย์แต่ละคนบนพ้ืนโลกในการครอบครอง
ทรพั ยส์ นิ และการแลกเปลีย่ น ท่เี ทา่ เทยี มกนั
๖.สิทธิที่จะได้รับการต้อนรับอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะ
อยู่ทใี่ ดกต็ าม

ทมี่ า: เพม่ิ ศกั ด์ิ มกราภริ มย์ ศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาสันต4ิวิธี ม.มหดิ ล มนี าคม ๒๕๕๔

ปรัชญาสนั ตภิ าพใหค้ วามสําคัญกับอะไร...(ต่อ)
๗.สทิ ธทิ ่ีควรจะปกป้องรกั ษามนษุ ย์จากความรุนแรง
๘.การยอมรับในสิทธิของผู้อื่น และพร้อมท่ีจะเข้าใจ
สังคมและวิถีการปกครองของผู้คนในสังคมท่ีแตกต่าง
จากตน ไม่มองว่าตนดกี ว่าผอู้ ่นื
๙.สิทธิท่ีจะได้รับและเข้าถึงการพัฒนา และการปกครอง
โดยประชาชนในรปู แบบของประชาธปิ ไตย

ทม่ี า: เพม่ิ ศักดิ์ มกราภริ มย์ ศูนย์ศึกษาและพฒั นาสันต5ิวิธี ม.มหิดล มนี าคม ๒๕๕๔

ทฤษฎีความรุนแรงที่น่าสนใจคือการมองความ
รุนแรงของของศาสตราจารย์โยฮัน กัลตุง (Johan
Gultung) โดยมองความรุนแรงเป็นระดับของความ
รุนแรง หรืออาจเรียกว่าช้ันของความรุนแรง (มองความ
รุนแรงคล้ายกับชั้นดิน) ซึ่งศาสตราจารย์กัลตุงนําเสนอ
การมองความรุนแรงเปน็ 3 ช้นั ดังน้ี

ทมี่ า: บทความส่งจดหมายขา่ วสถาบันพระปกเกล้า ล6ดความรุนแรง...ทา่ มกลางสถานการณค์ วามขัดแย้งที่
ยดื เยอื้ โดย อภญิ ญา ดสิ สะมาน

หากอธิบายอย่างง่าย คือ ชั้นท่ีอยู่บนสุดเราก็จะ
มองเห็นได้ง่ายท่ีสุด และลึกลงมาก็จะมองเห็นหรือทา
ความเข้าใจได้ง่ายข้ึน ช้ันบนสุดของความรุนแรงคือ
ความรุนแรงที่เห็นชัดที่สุดซ่ึงเรียกว่า ความรุนแรง
ทางตรง (Direct violence)

ความรุนแรงในชั้นนี้มองเห็นได้ง่ายเพราะผลของ
ความรุนแรงมักเป็นความรุนแรงท่ีกระทาต่อร่างกายและ
ผลของความรุนแรงเป็นไปในเชิงทาลายร่างกายเชิง
กายภาพโดยผู้กระทาความรุนแรงทางตรงน้ีจะเป็น
บุคคลกระทาต่อบุคคล ซึ่งในกรณีท่ีเลวร้ายท่ีสุดคือ
ความตาย ยกตัวอย่างเช่นการชก ต่อย ตบตีกันการใช้
อาวุธสงครามประหัตประหารกนั เป็นต้น

ทม่ี า: บทความส่งจดหมายข่าวสถาบันพระปกเกล้า ล7ดความรุนแรง...ทา่ มกลางสถานการณ์ความขดั แยง้ ที่
ยดื เยอื้ โดย อภญิ ญา ดิสสะมาน

ในช้ันที่สองลึกลงมาซ่ึงเรียกว่าความรุนแรงเชิง
โครงสร้าง (structural violence) ปัญหาของชั้นน้ีคือ
ผู้กระทําความรุนแรงไม่ใช่บุคคลแต่เป็นโครงสร้างนั่นหมายถึง
ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาภายใต้ระบบหรือโครงสร้างนี้ย่อมไม่มี
ความแตกต่างกันเพราะโครงสร้างได้กําหนดกระบวนการของ
ระบบไว้แล้วจงึ ไมแ่ ตกตา่ งกนั เมอื่ เปลย่ี นตัวบุคคล

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างนี้สามารถอธิบายได้อย่าง
ง่ายท่ีสุดคือ โครงสร้างหรือระบบใด ๆ ก็ตามท่ีขัดขวางต่อการ
พัฒนาศักยภาพสูงสุดที่จะดาเนินไปได้ของชีวิตมนุษย์ผู้หน่ึง
โครงสร้างหรือระบบเหล่าน้ันเรียกว่า ความรุนแรงเชิง
โครงสรา้ ง

ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาความรุนแรงท่ีเกิดจากช่องว่าง
ทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างท่ีมอง
ไมเ่ ห็นแต่ทาใหเ้ กิดความเจบ็ ปวดและการเรียกร้องสทิ ธิ

ทมี่ า: บทความส่งจดหมายขา่ วสถาบนั พระปกเกล้า ล8ดความรุนแรง...ท่ามกลางสถานการณค์ วามขัดแย้งที่
ยดื เย้อื โดย อภิญญา ดิสสะมาน

ช้ันที่ลึกที่สุดของความรุนแรงนั้น กัลตุงให้ข้อสรุปว่า
ความรนุ แรงเชงิ วัฒนธรรม (Cultural violence) เป็นช้ันของ
ความรนุ แรงทม่ี ีการเปล่ยี นแปลงหรอื เคลอ่ื นไหวคา่ ท่ีสุด

เมอื่ ความรุนแรงชนั้ บนเริ่มมีการเปลยี่ นแปลงและสลาย
ไปแล้วแต่ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมน้ันก็ยังคงอยู่ ความ
รุนแรงเชิงวัฒนธรรมนั้นมีลักษณะจาเพาะในการสร้าง
ความชอบธรรมให้กับความรุนแรง 2 ชั้นข้างบนกล่าวคือ
ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างมายาคติ
ในการทําให้คนในสังคมเชื่อว่าส่ิงท่ีตนพบเห็นหรือส่ิงที่กําลัง
กระทําอยู่เหล่าน้นั เป็นส่ิงถูกตอ้ ง

ทมี่ า: บทความส่งจดหมายขา่ วสถาบันพระปกเกล้า ล9ดความรุนแรง...ท่ามกลางสถานการณ์ความขดั แย้งที่
ยืดเยอ้ื โดย อภิญญา ดสิ สะมาน

ยกตัวอย่าง ความเช่ือแบบชาตินิยมท่ีคับแคบ ได้แก่
ชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ ที่ถือว่าเชื้อชาติไทยเท่าน้ันที่เป็น
“ไทย” เชื้อชาติจีนหรือเช้ือชาติมลายูไม่มีสิทธิเป็นไทย ยิ่งไป
กว่าน้ันชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ดังกล่าวยังควบคู่กับชาตินิยมท่ี
เน้นวัฒนธรรมจําเพาะ กล่าวคือ ต่อเม่ือนับถือศาสนาพุทธ
และพูดไทยเท่าน้ันถึงจะเป็น “ไทย” ชาตินิยมดังกล่าว
ก่อให้เกิดความรุนแรงก็เพราะได้กดคนไทยจานวนไม่น้อยที่นับ
ถือศาสนาคริสต์หรืออิสลาม ที่พูดไทยไม่ได้ ให้กลายเป็น
พลเมอื งชัน้ สองเป็นตน้

ทีม่ า: บทความส่งจดหมายขา่ วสถาบนั พระปกเกล้า ล1ดค0วามรนุ แรง...ทา่ มกลางสถานการณ์ความขัดแย้งท่ี
ยดื เยอ้ื โดย อภิญญา ดิสสะมาน

httpsแ:ป/ร/งฟyันo2 คuร้ังtตu่อว.นัbสะeอา/ดkจร_ิงเหjQรอ?K4OAEWo

11

มาร์ตนิ ลูเธอร์ คงิ จูเนียร์
(อังกฤษ: Martin Luther King,
Jr.; 15 มกราคม พ.ศ. 2472 - 4
เมษายน พ.ศ. 2511) เป็น
ศาสนาจารยแ์ ละนกั ต่อสู้เพ่ือสิทธิ
พลเมอื งชาวแอฟรกิ ัน-อเมรกิ ัน

12

เหตุการณ์ในปี 1955 ท่ีหญิงผิวสี โรซา พาร์คส์ ถูกจับ
เน่ืองจากปฏิเสธที่จะสละที่นั่งบนรถเมล์เมืองมอนต์กอเมอรีให้กับชาย
ผิวขาว เป็นส่ิงที่ทําให้การเรียกร้องสิทธิพลเมืองที่คุกรุ่นอยู่แล้วเกิด
รอ้ นระอขุ ้ึนมา

“การคว่ําบาตรระบบรถขนส่งมวลชนในมอนกอเมอรี รัฐอะลาแบมา
ถือว่าประสบความสําเร็จมาก เพราะเขาได้วางแผนมันอย่างดี และ
ทํางานร่วมกับหลายคน เพ่ือให้คนในเมืองมอนต์กอเมอรี อะลาแบมา
เข้าใจวา่ พวกเขาจะไม่ทนกบั เร่ืองแบบน้ีอกี ต่อไป”

ประสบการณ์ ความทุ่มเท และการเป็นที่รู้จักในชุมชนของคิง
ทําให้เขามีคุณสมบัติเหมาะสมจะเป็นผู้นําในการควํ่าบาตรรถขนส่ง
มวลชนของเมืองซ่ึงยาวนานถึง 381 วัน ในวันที่ 20 ธันวาคม 1956
ศาลฎีกาได้ตัดสินว่าการแบ่งแยกที่นั่งตามสีผิวบนรถเมล์เป็นเร่ืองท่ีขัด
กับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของการเคลื่อนไหวเพ่ือสิทธิ
พลเมืองของคนผิวสี และเป็นเครื่องยืนยันว่าการประท้วงแบบไร้ความ
รุนแรงของคงิ ได้ผล

https://th.wikipedia.org/wiki/มารต์ ิน_ลเู ทอร_์ คงิ _จเู นียร์ 13

วถิ สี ันตภิ าพของ คานธี
•ไอน์สไตน์กล่าวถงึ คานธีวา่
'คนรนุ่ อนาคตจะไมม่ ีทางเชอ่ื เลยวา่ มคี นแบบน้ีอยู่
จริงบนโลกมนุษยน์ ้ี
•มารต์ นิ ลเู ธอร์คิงส์ ไดก้ ล่าวไวว้ า่
"พระเยซูเจา้ มอบคาํ สอนแก่ขา้ พเจ้า คานธมี อบ
วธิ ีการ"

ทีม่ า: เพม่ิ ศกั ดิ์ มกราภิรมย์ ศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาสันต1ิว4ิธี ม.มหิดล มนี าคม ๒๕๕๔

วถิ สี ันตภิ าพของ คานธี
นักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพชาวอินเดีย นับถือ
ศาสนาฮินดู เกิดปี ค.ศ. 1869 ในแคว้นคุชราตทาง
ทิศตะวันตกของอนิ เดีย

เขาจบการศึกษาสอบได้เป็นเนติบัณฑิต และเดินทางกลับอินเดียใน
ค.ศ. 1892 เพ่อื ประกอบอาชีพ
•รับว่าความคดีแรก และพบว่าเมื่ออยู่ในศาลเขาไม่สามารถเปิดปาก
พดู ต่อหนา้ ผู้พพิ ากษาได้ เขากลวั และเศรา้ กับเรอ่ื งเช่นนี้มาก...
•เขาจึงเริ่มมองหาทางหนี และทางออกที่มีก็คือการเสนอตําแหน่งงาน
จากแอฟริกาใต้ เป็นทนายว่าความในประเทศแอฟริกาใต้ ปี ค.ศ.
1893

ท่มี า: เพิ่มศักด์ิ มกราภิรมย์ ศูนย์ศกึ ษาและพฒั นาสันต1ิว5ิธี ม.มหิดล มีนาคม ๒๕๕๔

วิถีสนั ติภาพของ คานธี

-ค.ศ. 1901 (2444) คานธีใช้วิธี "สัตยาเคราะห์" ซ่ึงคือ
การไม่ร่วมมือในกฎที่ไม่ยุติธรรม เข้าต่อสู้เรียกร้องสิทธิ
มนุษยชนของชาวผิวคลํ้า โดยไม่มีการใช้กําลังใน
แอฟรกิ าใต้
- คําว่า "สัตยาเคราะห์"(Satyagraha)เป็นคําสมาส
ภาษาสันสกฤตท่ีแปลว่า "ความจริง" คําหนึ่ง และ "การ
ตามหา" คําหนึ่ง เพื่ออธิบายแนวคิดในการปฏิบัติของ
คานธกี ค็ ือ ต้องประยกุ ต์แนวคิดน้นั ใหเ้ ขา้ กับสถานการณ์
ทางการเมอื งท่ปี ฏิบตั ิได้จริง

ทมี่ า: เพมิ่ ศกั ดิ์ มกราภิรมย์ ศนู ย์ศึกษาและพัฒนาสันต1ิว6ิธี ม.มหดิ ล มนี าคม ๒๕๕๔

วถิ สี ันติภาพของ คานธี

- เ ข า ค้ น พ บ วิ ธี ต่ อ ต้ า น แ บ บ อ หิ ง ส า เ ป็ น ค รั้ ง แ ร ก ท่ี
แอฟริกาใต้นี่เอง โดยยืนหยัดต่อต้านผู้กดข่ี บอกเขาว่า
เราจะไม่ยอมแพ้ แต่พร้อมกันน้ันเราก็ให้ความม่ันใจว่า
เราจะไมท่ าํ ร้ายเขา
-ในปี 1915 ขณะอายุได้ 45 ปี เขากลับมายังอินเดียซ่ึง
เวลานั้นถูกกดอยู่ภายใต้แอกของลัทธิจักรวรรดินิยม
เ ป็ น เ ว ล า 2 ศ ต ว ร ร ษ ท่ี อั ง ก ฤ ษ ไ ด้ ป ล้ น
ทรัพยากรธรรมชาติของอินเดียไปอย่างเป็นระบบ เมื่อ
ถูกกวาดเอาวัตถุดิบไปหมด อุตสาหกรรมในประเทศจึง
คอ่ ยๆ ตายลง

ทีม่ า: เพมิ่ ศกั ด์ิ มกราภริ มย์ ศนู ยศ์ ึกษาและพฒั นาสันต1ิว7ิธี ม.มหดิ ล มีนาคม ๒๕๕๔

วิถสี นั ตภิ าพของ คานธี

•ค.ศ. 1930 คานธีหวนกลับสู่การเมือง มาประท้วงกฎหมาย
องั กฤษที่ห้ามคนอนิ เดียทําเกลือกนิ เอง
12 มีนาคม คานธีเริ่มการเดินทางไปยังชายทะเล พร้อมกับ
ประชาชนนับแสนคนท่ีเต็มใจไป ใช้เวลา 24 วัน 400
กิโลเมตร ถึงชายทะเล คานธีบอกประชาชนให้ทําเกลือกินเอง
ซงึ่ ฝา่ ฝืนกฎหมายท่อี ังกฤษต้ังไว้

ที่มา: เพมิ่ ศกั ดิ์ มกราภริ มย์ ศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาสันต1ิว8ิธี ม.มหดิ ล มีนาคม ๒๕๕๔

วิถสี นั ติภาพของ คานธี

ค.ศ. 1946 ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและ
ฮินดูในอินเดีย จนเกิดเป็นเหตุนองเลือดรุนแรงไปท่ัวทุก
หัวระแหง คานธีรู้สึกเสียใจมาก ท่ีอิสรภาพของอินเดีย
อย่แู คเ่ อ้ือม แต่ยงั ไมท่ นั ได้อสิ รภาพ ชาวอินเดียก็ทะเลาะ
กันเองเสียนี่ คานธีจึงได้หอบสังขารวัย 77 ปี ลงเดินเท้า
ไปยังภูมิภาคต่างๆในอินเดีย เพ่ือขอร้องให้ชาวอินเดีย
หันมาสามัคคีกัน หยุดทะเลาะกัน ประชาชนอินเดียเห็น
คานธีทําเช่นนี้ก็รู้สึกตัว เลิกทะเลาะกัน ทําให้เกิดความ
สงบสามัคคีในชนบทได้

ท่ีมา: เพม่ิ ศักดิ์ มกราภิรมย์ ศนู ย์ศึกษาและพฒั นาสนั ต1ิว9ิธี ม.มหดิ ล มีนาคม ๒๕๕๔

วถิ ีสนั ตภิ าพของ คานธี

พฤษภาคม ค.ศ. 1947 ได้มีการเจรจาตกลงระหว่าง
พรรคคองเกรสกับสันนิบาตมุสลิม โดยได้ผลสรุปคือ เม่ือ
อินเดียได้รับเอกราช จะแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วน โดยให้
พื้นที่ท่ีคนส่วนใหญ่เป็นคนฮินดู เป็นประเทศอินเดียของ
พรรคคองเกรส แล้วพ้ืนท่ีที่คนส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิม
ใหเ้ ป็นประเทศปากีสถาน ปกครองโดยสนั นิบาตมุสลมิ

ทม่ี า: เพิ่มศกั ดิ์ มกราภิรมย์ ศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาสนั ต2ิว0ิธี ม.มหดิ ล มนี าคม ๒๕๕๔

วถิ ีสนั ตภิ าพของ คานธี

คานธีเริ่มอดอาหารประท้วง มีความโกรธแค้นมากในหมู่ผู้อพยพใน
ตอนน้ัน ผู้ท่ีเดินขบวนร้องว่า 'คานธีจงลงนรก ปล่อยให้คานธีตายไป
ให้เขาตายไปไปลงนรกซะ' พอ
วนั ที่ 2 ก็เร่ิมมผี ้คู นท่คี ัดคา้ นฝา่ ยแรก
วันท่ี 3 ฝ่ายคัดค้านก็เร่ิมใหญ่ข้ึน และกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านคานธีก็
เลก็ ลง
วันท่ี 4 แนวโน้มก็ยังเป็นเช่นน้ันต่อไป จนในที่สุดท่ัวทั้งถนนนั้นก็มีแต่
ผเู้ ชยี ร์คานธี
1 สัปดาห์ผ่านไป พวกมุสลิมก็สามารถจะเดินออกไปในท้องถนนของ
กรุงเดลีย์ได้อย่างปลอดภัย การอดอาหารประท้วงของคานธีช่วยชาว
นิวเดลีย์เอาไว้ แต่ท่ีพรมแดนอินเดีย-ปากีสถาน สงครามกลางเมือง
ยงั คงร้อนระอุ

ทม่ี า: เพม่ิ ศักดิ์ มกราภริ มย์ ศูนยศ์ ึกษาและพัฒนาสนั ต2ิว1ิธี ม.มหิดล มนี าคม ๒๕๕๔

วถิ ีสนั ตภิ าพของ คานธี

พฤษภาคม ค.ศ. 1947 ได้มีการเจรจาตกลงระหว่าง
พรรคคองเกรสกับสันนิบาตมุสลิม โดยได้ผลสรุปคือ เม่ือ
อินเดียได้รับเอกราช จะแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วน โดยให้
พื้นที่ท่ีคนส่วนใหญ่เป็นคนฮินดู เป็นประเทศอินเดียของ
พรรคคองเกรส แล้วพ้ืนท่ีที่คนส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิม
ใหเ้ ป็นประเทศปากีสถาน ปกครองโดยสนั นิบาตมุสลมิ

ทม่ี า: เพิ่มศกั ดิ์ มกราภิรมย์ ศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาสนั ต2ิว2ิธี ม.มหดิ ล มนี าคม ๒๕๕๔

วถิ สี ันติภาพของ คานธี

13 มกราคม ค.ศ. 1948 คานธีต้องการไป
ปากีสถาน เพื่อสมานฉันท์กับชาวมุสลิม ท้ังๆที่คานธี
เป็นฮินดู สันนิบาตมุสลิมจึงคัดค้านการเข้าปากีสถาน
ของคานธี เพราะเกรงจะเกิดอันตราย คานธีจึงประกาศ
อดอาหารอีกคร้ัง เพื่อสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมกับฮินดู
18 มกราคม ค.ศ. 1948 องค์กรประชาชนในนิวเดลฮีให้
คามั่นว่า จะพิทักษ์รักษาชีวิต ทรัพย์สิน และศาสนาของ
ชาวมสุ ลิมอยา่ งเต็มที่ คานธีจึงกลบั มากนิ อาหารอีกครัง้

ท่มี า: เพ่ิมศักด์ิ มกราภริ มย์ ศูนยศ์ กึ ษาและพัฒนาสนั ต2ิว3ิธี ม.มหดิ ล มนี าคม ๒๕๕๔

วันท่ี 30 มกราคม ค.ศ. 1948 ในตอนเย็น ขณะท่ีคานธี
อยู่กลางสนามหญ้า กําลังสวดมนต์ไหว้พระตามกิจวัตร ขณะที่
คานธีกาํ ลงั พูดวา่ "เห ราม" แปลว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า“ นา
ถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้คลั่งศาสนา ไม่ต้องการให้ฮินดู
สมานฉันท์กับมุสลิม ได้ยิงปืนใส่คานธี 3 นัด จนคานธีล้มลง
และเมื่อแพทย์ได้มาพบคานธี ก็พบว่า คานธีได้สิ้นลมหายใจ
แลว้ ในวยั 78 ปี

ท่มี า: เพม่ิ ศกั ด์ิ มกราภิรมย์ ศนู ย์ศึกษาและพัฒนาสันต2ิว4ิธี ม.มหดิ ล มนี าคม ๒๕๕๔

หลกั อหงิ สาหรอื ความไมเ่ บยี ดเบียน
•ความรกั
•ความอดทน

•ความกลา้ หาญ
•ความบริสทุ ธ์ิ
•ความซ่อื สัตย์
•ปราศจากความกลวั

ท่มี า: เพ่มิ ศกั ดิ์ มกราภิรมย์ ศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาสันต2ิว5ิธี ม.มหดิ ล มีนาคม ๒๕๕๔

สนั ตภิ าพ

•สภาวะทส่ี ังคมมีความสงบสุข ปราศจากความรนุ แรง ผูค้ นมี
สทิ ธิและเสรีภาพ ศกั ดศ์ิ รีของความเปน็ มนุษยไ์ ดร้ บั ความ
เคารพ ปราศจากการเอารดั เอาเปรยี บ มคี วามยตุ ธิ รรม มี
ความสมดลุ ทางธรรมชาติ ซึ่งเราเรยี กสภาวะเชน่ นวี้ ่าสันตสิ ุข
•สภาวะท่ปี ราศจากความรุนแรงทางตรง ไมม่ ีการทาร้ายกัน
สงั คมมคี วามสงบสุข ซ่ึงเราสามารถเรยี กได้ว่าสังคมทั้งสังคม
เป็นปกตสิ ขุ

ทม่ี า: เพิม่ ศกั ด์ิ มกราภริ มย์ ศูนย์ศึกษาและพฒั นาสนั ต2ิว6ิธี ม.มหิดล มนี าคม ๒๕๕๔

ลกั ษณะที่บ่งบอกถงึ ความขัดแย้ง

•การแข่งขนั หรือการกระทําทีต่ รงกนั ข้าม (ซึ่งสบื เนอ่ื งมาจาก ความ
ตา่ งกันในเรอื่ งความคิดเหน็ ความสนใจ หรือบุคลิกภาพ
•สภาพการณ์ท่ที าํ ให้คนตกอยูใ่ นภาวะทไ่ี มส่ ามารถจะตดั สนิ ใจหรอื ตก
ลงหาขอ้ ยตุ ิอนั เป็นที่พอใจของทงั้ สองฝา่ ยได้
•พฤตกิ รรมที่ไม่สอดคล้องตอ้ งกนั ระหวา่ งกลุ่มท่ีมีความสนใจต่างกนั
•ความรู้สึกนึกคดิ หรอื การกระทําทขี่ ดั กนั ทงั้ ภายในตนเอง ระหว่าง
บคุ คล และระหวา่ งกลุ่ม ซึ่งมผี ลทําใหเ้ กดิ การแขง่ ขนั หรอื การทําลาย
กนั

ทีม่ า: เพมิ่ ศักด์ิ มกราภิรมย์ ศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาสนั ต2ิว7ิธี ม.มหิดล มีนาคม ๒๕๕๔

สาเหตุของความขัดแยง้

เกดิ จากความแตกตา่ งทาง
▫ความเช่อื
▫ความคดิ การปฏบิ ตั ิ
▫ความพยายามทาํ ใหค้ วามแตกตา่ งนน้ั ลงตวั หรือ
ยอมรบั รว่ มกันไดบ้ างส่วนหรอื ทัง้ หมด

ที่มา: เพ่มิ ศักดิ์ มกราภิรมย์ ศูนยศ์ กึ ษาและพัฒนาสันต2ิว8ิธี ม.มหิดล มีนาคม ๒๕๕๔

ทม่ี าของความขัดแย้ง

•โดยทัว่ ไปความขดั แย้งมที ม่ี าจากความแตกต่างทาง
▫ค่านิยม
▫ข้อมูลข่าวสาร
▫โครงสร้างและแบบแผนความสมั พันธ์ของคนในสงั คม
▫บคุ ลกิ ภาพและลกั ษณะนิสยั สว่ นตวั และ
▫ผลประโยชน์
•ปัจจัยแต่ละตัวจะสง่ ผลให้เกิดความขดั แยง้ และความรนุ แรง
จากความขัดแย้งแตกตา่ งกันไป

ท่มี า: เพม่ิ ศกั ดิ์ มกราภริ มย์ ศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาสนั ต2ิว9ิธี ม.มหดิ ล มนี าคม ๒๕๕๔

ความรนุ แรง

•ความรุนแรง (Violence) หมายถึงพฤติกรรมและการกระทํา
ใด ๆ ที่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ท้ังร่างกาย วาจา
จิตใจ ทางเพศ โดยการบังคับขู่เข็ญ ทําร้าย ทุบตี เตะต่อย
ตลอดจนคุกคาม จํากัด และกีดกันเสรีภาพ ทั้งในที่สาธารณะ
และในการดําเนินชีวิตส่วนตัว ซ่ึงเป็นผลหรืออาจจะเป็นผลให้
เกดิ ความทกุ ข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจของผูก้ ระทํา
•การใช้ความรุนแรง คือ การกระทําที่รุนแรงและ/หรือไม่
รุนแรง อาจจะด้วยคําพูดหรือไม่ใช่คําพูด กระทําโดยบุคคล
หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อันเป็นสาเหตุของการทําให้เกิดความ
กลัว ความทุกข์ หรอื อันตรายแก่ผูอ้ ื่นทอ่ี อ่ นแอกวา่

ทีม่ า: เพม่ิ ศกั ดิ์ มกราภิรมย์ ศูนย์ศึกษาและพฒั นาสนั ต3ิว0ิธี ม.มหิดล มีนาคม ๒๕๕๔

เหตุใดความขดั แยง้ จงึ มักรุนแรง

•ประเดน็ มคี วามซบั ซ้อน
•ความยืดเยือ้
•ผลกระทบตอ่ ผูม้ ีสว่ นได้เสียหลายฝา่ ยและมจี ํานวนมาก
•ผู้มีสว่ นเก่ียวข้องมีอํานาจการต่อรองแตกต่างกันมาก
•ไม่มีผู้มอี ํานาจเต็มในการตดั สินใจ
•ไม่มเี จา้ ภาพหรอื ผูป้ ระสานทีท่ กุ ฝา่ ยยอมรบั
•มักประสบกบั ความลม้ เหลวซาํ้ ซากจนผู้เกยี่ วขอ้ งเบอื่

ที่มา: เพิม่ ศกั ดิ์ มกราภริ มย์ ศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาสนั ต3ิว1ิธี ม.มหดิ ล มีนาคม ๒๕๕๔

หลักการจดั การแก้ไขความขัดแย้ง

•ปราศจากความรุนแรง
•ใหค้ วามสนใจในความคดิ และจติ ใจของคู่ขัดแย้ง
•การมีสว่ นรว่ ม
•ความเปน็ ธรรม

ที่มา: เพม่ิ ศกั ดิ์ มกราภิรมย์ ศนู ยศ์ กึ ษาและพัฒนาสันต3ิว2ิธี ม.มหิดล มนี าคม ๒๕๕๔

หลักการแปลงเปล่ยี นความขดั แย้ง

•เปลย่ี นแปลงตวั เองกอ่ น
•ใหค้ วามสนใจในความคิดและจติ ใจของคู่ขัดแย้ง
•สร้างความสมั พนั ธ์เชิงบวก
•การมสี ว่ นร่วม
•ความเป็นธรรม

ทมี่ า: เพม่ิ ศกั ด์ิ มกราภิรมย์ ศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาสนั ต3ิว3ิธี ม.มหดิ ล มีนาคม ๒๕๕๔

การอยู่รว่ มกันระหว่างคนต่าง
ศาสนา

34

การอยู่รว่ มกันระหว่างคนต่างศาสนา

สงครามศาสนานี้อาจจะเป็นสงครามเพื่อศาสนาท่ีในบาง
ศาสนายอมรับหรือสนับสนุน ดังท่ีฝรั่งมีคาเรียกว่า holy war ซึ่ง
อาจจะแปลว่า สงครามศักดิ์สิทธ์ิ หรือสงครามเพื่อพระเป็นเจ้า
สงครามศาสนาท่ีโป๊ปทรงรับรองหรืออนุมัติ มีชื่อเรียกพิเศษว่า ครูเสด
(Crusade) holy war น้ี ฝร่ังว่าชาวมุสลิมก็มีเรียกว่า ญิฮาด (ฝร่ัง
เขียน jihad)

35

ในระดับชนชาติหรือระดับภูมิภาค พูดได้ว่ามีมนุษย์อยู่ 2
พวก ท่ีมีประสบการณ์แห่งความปรองดองทางศาสนา หรือ
อย่างน้อยก็อยู่ในข้ันของ tolerance คือ ความมีขันติธรรม
ได้แก่
1) ประเทศประชาธปิ ไตยตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา
2) ประเทศพุทธศาสนา การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความมี
ขันตธิ รรมทางศาสนา
ในหมู่ชน 2 พวก ในข้อ 1 และ 2 นี้ มีลักษณะแห่ง
ประสบการณ์ ภูมหิ ลงั และหลกั การทแ่ี ตกตา่ งกนั มาก

36

1. พวกท่ี 1 คอื กลุม่ ประเทศประชาธิปไตยตะวันตก

กลุ่มประเทศประชาธิปไตยตะวันตกมีขันติธรรม (tolerance)
ในรูปของเสรีภาพทางศาสนา ท่ีเกิดจากปฏิกิริยาต่อภูมิหลังทาง
ประวตั ศิ าสตร์ของตนเอง ที่เต็มไปด้วยการหา่ หัน่ บีฑา (persecution)
และสงครามศาสนา (religious wars) เป็นเหตุบีบค้ันให้ดิ้นรนใฝ่หา
เสรีภาพ พร้อมทั้งเกิดความเบ่ือหน่ายขยะแขยงต่อภาวะเช่นนั้น แล้ว
แสวงหาทางออกใหมท่ ี่ตรงข้าม

37

2. พวกท่ี 2 คือ กลุ่มประเทศพุทธศาสนา

กลุ่มประเทศพุทธศาสนามีประวัติศาสตร์อันเป็นที่ยอมรับกัน
ท่ัวไปในโลก โดยเฉพาะในประเทศตะวันตกว่า มีความเอื้อเฟ้ือ
ใจกว้างและการยอมรับผู้อื่นเป็นคุณสมบัติพ้ืนเดิมอันสืบมา
จากหลกั การหรอื คาสอนของพทุ ธศาสนานนั้ เอง

38

การแก้ไขความขัดแย้งทม่ี ีสาเหตุมาจากศาสนา

พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต) (2548: 209-221) กลา่ วถึงการแกไ้ ขปัญหาที่
เกิดจากความตา่ งศาสนาและความต่างพวกว่าอาจพิจารณาจากแต่ละด้านไปบรรจบกัน ดงั นี้

1. การปฏิบัติตอ่ ทฏิ ฐิให้ถกู ต้อง
จุดท่ีสนใจกันมากว่าเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งสู้รบกัน ก็คือความ
ขาดขันติธรรม (ขาด tolerance คือ intolerance) โดยเฉพาะ
ชาวตะวันตกปัจจุบันจะมองเน้นท่ีจุดนี้แต่ที่จริงควรจะสนใจและต้อง
แก้ไขท่ีจุดต้นตอท่ีเป็นสาเหตุของความขาดขันติธรรมน้ัน มิฉะนั้นการ
แก้ปัญหาจะทาได้เพียงแค่ให้ยอมรับและยึดถือกฎกติกาในการท่ีจะไม่
รุกลา้ ละเมดิ กันอยา่ งทพ่ี ยายามปฏิบัติกันอยู่ ซ่ึงไม่ได้ผลจริง และฝืนใจ
ไมย่ ัง่ ยืน

ใชว้ ิธีการแหง่ ปัญญาเรอื่ งนแ้ี ยกสั้น ๆ เปน็ 2 ขัน้ ตอน
ข้ันที่ 1 เชื่อวา่ หรอื ถอื วา่ การท่เี ขานับถือหรอื ปฏิบตั ิอย่างนั้นเป็นการเหน็ ผิด หรอื เป็นบาป
ขนั้ ที่ 2 ก) มที า่ ทเี ปน็ มติ ร สงสารอยากช่วยให้เขาพน้ จากบาปหรอื จากความเห็นผดิ นนั้
ข) ปฏบิ ัตกิ ารด้วยการแนะนา สง่ั สอน ใหค้ วามรู้สนทนาถกเถยี ง ดว้ ยวิธกี ารแห่งปัญญา

39

การแกไ้ ขความขัดแย้งทีม่ สี าเหตมุ าจากศาสนา (ต่อ)

พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) (2548: 209-221) กล่าวถงึ การแกไ้ ขปญั หาท่ี
เกดิ จากความต่างศาสนาและความต่างพวกว่าอาจพจิ ารณาจากแต่ละดา้ นไปบรรจบกัน ดังน้ี

2. การไมเ่ อาความต่างศาสนามาซํา้ เตมิ ความตา่ งพวก
ในกรณีท่ีเกิดการขัดแย้งสู้รบเพราะความต่างพวก เช่น เกิดจากปัญหา
เช้ือชาติ ผิว เผ่าพันธ์ุ เป็นต้น และแม้แต่การแยกพวกเพราะนับถือ
ศาสนาต่างกันโดย

2.1 พยายามกันไม่ให้ปัญหาความต่างศาสนาเข้าไปผสมซ้า
เตมิ ความขัดแย้งนน้ั

นอกจากไม่นาเอาความต่างศาสนาเข้าไปเสริมเรื่องแล้วต้อง
ไม่ให้มีโอกาสที่จะนาเอาคาสอนในศาสนาไปอ้างเพ่ือหนุนการขัดแย้ง
หรอื ทาร้ายซ่งึ กันและกัน

2.2 ในทางตรงข้าม คาสอนในศาสนาควรจะถูกยกมาอ้าง
ในทางที่จะชว่ ยแกไ้ ขผ่อนเบาความขดั แย้ง และระงับปญั หา

40

การแกไ้ ขความขัดแย้งทม่ี ีสาเหตมุ าจากศาสนา (ตอ่ )

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต) (2548: 209-221) กล่าวถงึ การแกไ้ ขปญั หาท่ี
เกิดจากความตา่ งศาสนาและความต่างพวกว่าอาจพจิ ารณาจากแต่ละด้านไปบรรจบกนั ดงั นี้

3. การสรา้ งจิตสานกึ ใหม่ในการรวมหม่ขู องมนุษย์

แท้จริงน้ัน มนุษย์ก็คือมนุษย์ด้วยกันท่ัวท้ังโลก มนุษย์จึงจะต้องเป็น
ส่วนร่วมของชุมชนมนุษย์ท่ัวทั้งโลกน้ี (world community) ท่ีจริง โดย
ธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนเป็นสมาชิกหรือองค์ประกอบหน่ึง ๆ ของชุมชนแห่งโลก
มนุษย์น้ีอยู่แล้ว แต่มนุษย์จะต้องทาให้ความเป็นสมาชิกของตนนี้ มีผลจริง
ในทางปฏิบัติ ด้วยการติดต่อสื่อสารสัมพันธ์ถึงกันจริง ๆ ทั่วถึงกันหมดภาวะนี้
เทา่ กับเปน็ จุดหมายในเชิงสังคมของการพัฒนามนุษย์

41

การแก้ไขความขดั แย้งท่ีมสี าเหตมุ าจากศาสนา (ตอ่ )

4. การพัฒนาภาวะจติ ใจทไ่ี รพ้ รมแดน

มัจฉริยะ 5 ประการนี้ จะเป็นตัวตัดสินการพัฒนามนุษย์และการแก้ปัญหาความ
ขดั แยง้ แบง่ แยกในหมู่มนุษย์ว่าจะสาเร็จหรือไม่มัจฉริยะ 5 ที่ใช้เป็นเกณฑ์วัดการ
พฒั นามนษุ ยม์ ีดังน้ี

4.1 ความหวงก้ันถ่ินอาศัย คือหวงแหนกีดก้ันกันในเรื่องท่ีอยู่อาศัย
ประเทศ ทอ้ งถน่ิ ดนิ แดน (อาวาสมจั ฉรยิ ะ)

4.2 ความหวงก้ันกลุ่มพวก คือหวงแหนกีดกั้นกันในเรื่องพรรคพวก
พงศเ์ ผ่า เหลา่ -กอ ชาติพันธ์ุ การแบ่งแยกพวกหมู่เป็นกลุ่มผิว กลุ่มเผ่า กลุ่มลัทธิ
ศาสนาต่าง ๆ (กลุ มัจฉรยิ ะ)

4.3 ความหวงกั้นลาภผล คือหวงแหนกีดกั้นกันในเรื่องลาภทรัพย์
สมบัติ และผลประโยชน์ (ลาภมจั ฉริยะ)

4.4 ความหวงกั้นช้ันวรรณะ คือหวงแหนกีดกั้นกันในเรื่องวรรณะ
ผิวพรรณ และการแบ่งชนช้นั ตา่ ง ๆ (วรรณมจั ฉรยิ ะ)

4.5 ความหวงก้ันภูมิธรรมภูมิปัญญา คือหวงแหนกีดก้ันกันในเรื่องของ
วิทยาการ ความรู้ คุณพิเศษ วุฒิ ความดีงาม ความก้าวหน้าในทางภูมิธรรมภูมิ
ปญั ญา และความสาเรจ็ ในการสรา้ งสร4ร2ค์ (ธรรมมจั ฉริยะ)

การแก้ไขความขัดแย้งที่มสี าเหตมุ าจากศาสนา (ตอ่ )

พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) (2548: 209-221) กล่าวถงึ การแก้ไขปัญหาที่
เกดิ จากความตา่ งศาสนาและความต่างพวกว่าอาจพิจารณาจากแต่ละด้านไปบรรจบกนั ดังนี้

5. การยอมรับความเป็นสากลเสมอกัน
เม่ือมนุษย์พัฒนาจิตปัญญาให้พ้นจากมัจฉริยะเหล่านี้ได้แล้ว

เขาจึงจะสามารถมีเมตตาหรือไมตรีอย่างแท้จริงต่อเพ่ือนมนุษย์ แล้ว
เม่ือนั้น สภาพจิตท่ีเปิดกว้าง ไม่มีความกีดก้ันคับแคบน้ีก็จะประสาน
สอดคล้องกับความเป็นสากล 3 ประการ ท่ีกล่าวถึงแล้วข้างต้น โดยที่
ความเป็นสากลทั้งสามน้ัน จะเป็นทั้งปัจจัยช่วยเก้ือหนุนในการพัฒนา
คนให้พ้นจากมัจฉริยะทั้งห้าน้ัน และเป็นท่ีแสดงออกของความไม่มี
มัจฉริยะเหล่านใ้ี นภาคปฏิบตั เิ พอื่ การแกป้ ญั หาภายนอกดว้ ย

43

การแกไ้ ขความขดั แย้งท่มี สี าเหตุมาจากศาสนา (ตอ่ )

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต) (2548: 209-221) กล่าวถึงการแกไ้ ขปญั หาท่ี
เกดิ จากความตา่ งศาสนาและความต่างพวกว่าอาจพิจารณาจากแต่ละดา้ นไปบรรจบกัน ดังนี้

6. การมีทา่ ทอี นุรกั ษ์สจั จะ
6.1 การปฏิบตั ิต่อเพื่อมนุษย์ดว้ ยความเมตตา

การมีท่าทีอนุรักษ์สัจจะ คือ ท่าทีต่อเพ่ือนมนุษย์ด้วยเมตตา ท่าทีต่อ
ธรรมด้วยปัญญา ศาสนามีคุณค่าต่อมนุษย์ หรือจะพูดว่าทาหน้าท่ีต่อ
มนุษย์ โดยหลักการใหญ่ทั้ง 2 นี้ ดงั น้ี

6.1.1 อํานวยประโยชน์สุขแก่มนุษย์ ท้ังเฉพาะแต่ละบุคคลและท่ี
รวมกันเปน็ สงั คม

6.1.2 ช่วยนาํ มนษุ ย์ให้เข้าถึงสัจธรรม คือความจริงซ่ึงเป็นภาวะของตัว
ชีวติ ของเขาเอง

44

การแกไ้ ขความขัดแย้งท่ีมีสาเหตมุ าจากศาสนา (ตอ่ )

พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต) (2548: 209-221) กล่าวถงึ การแกไ้ ขปัญหาท่ี
เกิดจากความตา่ งศาสนาและความต่างพวกว่าอาจพจิ ารณาจากแต่ละด้านไปบรรจบกัน ดังนี้

6. การมที า่ ทอี นุรักษส์ จั จะ

6.1 การปฏิบตั ติ ่อเพอ่ื มนุษยด์ ว้ ยความเมตตา (ต่อ)

การมีท่าทีอนุรักษ์สัจจะ คือ ท่าทีต่อเพ่ือนมนุษย์ด้วยเมตตา ท่าทีต่อ
ธรรมด้วยปัญญา ศาสนามีคุณค่าต่อมนุษย์ หรือจะพูดว่าทาหน้าที่ต่อ
มนษุ ย์ โดยหลกั การใหญท่ ้ัง 2 นี้ ดังนี้

6.1.3 การไม่เลยไปสู่สุดโต่ง 2 อย่าง ที่จะกลายเป็นการตั้งตนเป็นผู้
ตัดสิน สัจธรรม ได้แก่ 1) การผูกขาดสัจธรรม ด้วยท่าทีที่ไม่เป็นการอนุรักษ์
สัจจะว่า อย่างน้ีเท่าน้ันจริง อย่างอื่นเท็จทั้งน้ัน และ 2) การตัดสินความจริงโดย
การวิ่งเลยเถิดไปอีกข้างหนึ่งหรือเอาความจริงมาประนีประนอมกันว่าความจริง
เปน็ อยา่ งน้ีกไ็ ด้ เป็นอย่างนนั้ กไ็ ด้ หรือ ทที่ ุกฝา่ ยว่า ก็เป็นความจริงด้วยกนั ท้ังนัน้

6.1.4 ความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง 2 อย่าง คือ 1) ความสัมพันธ์กับเพ่ือน
มนุษย์ด้วยท่าทีแห่งเมตตา และ 2) ความสัมพันธ์กับสัจธรรมด้วยท่าทีแห่ง
ปัญญามนุษย์จะต้องพยายามเข้าถึงความจริงด้วยความเพียรสุดขีดแห่งปัญญา
ของตน
45

การแก้ไขความขดั แย้งทีม่ ีสาเหตมุ าจากศาสนา (ตอ่ )

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต) (2548: 209-221) กลา่ วถึงการแก้ไขปัญหาที่
เกิดจากความต่างศาสนาและความต่างพวกวา่ อาจพจิ ารณาจากแต่ละดา้ นไปบรรจบกนั ดงั น้ี

6. การมีท่าทอี นุรกั ษ์สัจจะ (ต่อ)
6.2 สัจจะ 2 ระดับ การท่ีมนุษย์มีเมตตาไมตรีปรารถนาดีต่อ

กัน หมดความขัดแย้งแบ่งแยกแล้วจะมาช่วยเกื้อหนุนกันในการเข้าถึง
สัจธรรมได้ 2 ขน้ั ตอน คือ

6.2.1 ใหโ้ อกาสแก่กันในการแสวงสจั ธรรมนนั้ โดยไม่ไปปดิ กน้ั
ขัดขวางการแสวงสัจธรรมน้ัน และไม่นําเอาทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง
เช่น ความเช่ือในลัทธิศาสนาของตนไปยัดเยียดบังคับให้เขาต้องถือ
ตาม และไม่ใช่ไปทาร้ายหรือทาลายเขา เพียงเพราะเขาเชื่อถือคิดเห็น
แปลกจากตน หรือเปน็ อย่างใดอย่างหนง่ึ ที่ตนไม่ชอบใจ

6.2.2 ร่วมกนั หรอื เกื้อหนนุ กนั ในการแสวงหาสัจธรรมนนั้ ด้วย
การเป็นกัลยาณมติ รทม่ี าแนะนา บอกกลา่ วใหค้ วามรู้แลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นถกเถียงกัน เป็นต้น ด้วยวิธีการแห่งปัญญาบนฐานของ
ความสมั พันธก์ นั ด้วยเมตตาหรอื ไมตรีนน้ั

46

ศาสนาพทุ ธกับสันติภาพ

47

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้รู้ เพราะมาจากคาว่า
“พทุ ธ” แปลวา่ ผู้ตรัสรู้ และคาว่า “ศาสนา” แปลว่า คาสอน รวมกัน
แปลวา่ คาสอนของทา่ นผรู้ ู้ความจรงิ

สันติภาพในพระพุทธศาสนาแบ่งออกเป็น 2 อย่าง ได้แก่ สันติภาพ
ภายใน และภายนอก

สันติภาพภายใน หมายถึง การท่ีสภาวะจิตได้บรรลุพระนิพพานซ่ึงเป็น
สันติภาพท่ีแท้จริงและสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดข้ึนจากการฝึกฝนอบรม
พัฒนาตนตามหลักไตรสกิ ขา

สันติภาพภายนอก หมายถึง ความอยู่ดีมีสุขของประชาชนหรือของ
สังคมหรือของโลกท้ังหมดซึ่งเป็นภาวะที่ทุกคนมองเห็นรับรู้ได้ และเป็นภาวะท่ี
เกิดข้ึนจากการที่สังคมมีความสงบเรียบร้อย ไม่มีการรบราฆ่าฟัน ไม่มีสงคราม
อย่กู นั โดยไม่เบยี ดเบยี น

48

สาเหตุท่ีทาให้โลกไร้ซ่ึงสันติภาพก็เพราะกิเลส 3
ประการ ไดแ้ ก่

- ตณั หาคือความอยากไดใ้ นผลประโยชน์
- มานะคอื ความต้องการยิง่ ใหญ่
- ทฐิ คิ อื ความเชอ่ื ความเห็น ความยดึ ถือ
ในแนวความคิด ลัทธินิยม อุดมการณ์ ศาสนา ซ่ึงเป็น
สาเหตุสําคัญที่อยู่ในใจของมนุษย์ท่ีทาให้มนุษย์ออกไปแสดง
บทบาทต่าง ๆ มากมายในโลกและเป็นสาเหตุที่ลิดรอนหรือทา
ใหโ้ ลกขาด สนั ติภาพ

49

เมตตาธรรมน้ี พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบาย
ความหมายไว้ว่า เมตตามีความหมายในเชิงบวก คือ ความรัก ความ
ปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นประสบประโยชน์สุขหรืออยากทําประโยชน์
สุขแก่เขา” และการที่เมตตาธรรมเป็นหลักธรรมคาสอนท่ีสาคัญ
ประการหนึ่งในพระพุทธศาสนานี้ ท่านได้อธบิ ายเหตผุ ลไว้วา่

เมตตาเป็นคุณธรรมท่ีเปิดจิตให้กว้างขวาง พ้นความเห็นแก่
ตัว และขยายความรู้สึกท่ีดีงามออกไปท่ัวโลก แผ่ออกไปถึงสรรพสัตว์
เมอ่ื จิตพ้นจากความยึดติดในตัวตนและส่ิงท่ีจะเอาเป็นของตน ก็พร้อม
ท่ีจะรองรับและเปิดโอกาสให้คุณธรรมอ่ืน ๆ เจริญงอกงามข้ึนได้คือ
พร้อมทจ่ี ะปฏบิ ตั คิ ณุ ธรรมขอ้ อนื่ ๆ ได้อย่างจรงิ ใจและเต็มที่

50


Click to View FlipBook Version