94
2. ฐานคนเอาถ่าน : แปลงกิ่งไม้เปน็ ถ่าน
วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายนอก/ภายใน
วตั ถุประสงค์ : เพื่อให้ผเู้ ข้าอบรมได้เรยี นรกู้ ารทาเตาเผาถ่านและประโยชน์จากการเผาถ่าน
เวลาสอน : 1 ชวั่ โมง
รูปแบบการสอน : บรรยายให้ความรแู้ ละหรอื ลงมือปฏิบัติจรงิ
ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทสี่ อน :
ในอดีต ถ่านเปน็ ทร่ี จู้ กั กันในทกุ ครอบครวั สามารถผลติ เองได้ เปน็ การพ่ึงตนเอง แต่เตาถ่านใน
อดีตเป็นเตาหลุมผีหรอื เตาดิน จงึ ต้องใชไ้ ม้ใหญ่ๆ และเลือกไม้มาทาการเผาถ่านจึงเป็นส่วนหนึ่งของ
การทาลายปา่ ใชท้ รพั ยากรธรรมชาติส้ินเปลือง ไม้จงึ หมดไปอย่างหน้าใจหาย ในปจั จุบนั ได้มีการพฒั นา
เตาเผาถ่านในหลายรูปแบบ แถมยังใชไ้ ม้กิ่งเลก็ ๆ ไม้แห้ง เศษไม้ ผลไม้ ดอกไม้ และยังสามารถใชง้ าน
ได้ในหลายรูปแบบ ได้ของแถมท่ีมากด้วยคุณค่าอีกด้วย เม่ือพูดถึงถ่านก็ต้องนึกถึงไม้ท่ีจะนามาเผา
ตรงกับแนวพระราชดารสั ของพระองค์ทา่ น
ในเรอ่ ื งของ ป่า ๓ อย่างประโยชน์ 4อย่าง บ้านเราเจรญิ เติบโตมาด้วยภาคเกษตร การทา
การเกษตรก็ต้องใช้น้า ถ้าหมดป่าเราจะหมดน้า ต้นกาเนิดของน้า คือ ป่า ก่อนท่ีเราจะเผาถ่าน เรา
จะต้องปลกู ต้นไม้ให้เป็นต้นทุนก่อน เม่ือต้นไม้โตจะมีแขนงงอกออกมาทีข่ า้ งลาต้น เราก็ทาการตัดแต่ง
ก่ิงนามาเป็นดอกเบ้ีย ต้นทุนเราก็ยังอยู่ เราจะใชโ้ ดยไม่รูจ้ กั หมด เป็นการสะสมไปในตัว เตาเผาถ่าน
ของเราต้นทุนต่าสามารถให้ผลผลิตสูง ทาจากถัง ๒๐๐ ลิตร ท่ีเป็นถังเหล็ก หรอื ทาด้วยถัง ๒๐ -๓๐
ลิตรก็ได้ ทาครง้ั เดียวจะอยู่ได้ถึง ๒ -๓ ปี เป็นการประหยัดเวลาและประหยัดไม้ ในการเผาถ่านแต่ละ
ครงั้ จะได้ของแถมทม่ี ากด้วยคณุ ค่า เปน็ การสลายตัวของสารอาหารที่อยู่ในเน้ือไม้ สีน้าตาลอมแดงหรอื
เรยี กวา่ นา้ ส้มควนั ไม้ สามารถนามาใชป้ ระโยชน์ทงั้ ในด้านการเกษตร ในครวั เรอื น ปศุสัตว์อุตสาหกรรม
วัสดุอุปกรณ์ทใี่ ชใ้ นการทาเตาเผาถ่าน
1. ถังนา้ มัน ๒๐๐ ลติ ร (ถังเหลก็ ) ๑ – ๒ ใบ
2 .อิฐบลอ็ ก ๘ – ๑๐ ก้อน
3. ทอ่ ใยหิน ขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลาง ๔ นิ้ว ยาว ๑ เมตร
4. ดิน และทราย
5. สังกะสีหรอื กระเบือ้ ง แผ่นเรยี บ
6. ไม้ยาวประมาณ ๔๐ – ๗๕ เซนติเมตร ๑๒ – ๑๕ ทอ่ น
7. ไม้หมอน ตัดไม้ยาว ๒๐ เซนติเมตร หรอื ประมาณ ๒ คืบ จานวน ๓-๕ ทอ่ น เพ่ือเปน็ ชอ่ ง
ระบายอากาศ
ข้ันตอนการติดต้ังเตาเผาถ่าน
1. นาถัง ๒๐๐ ลติ ร ตัดฝาด้านบนออกให้สามารถเปดิ ปดิ และยึดกับตัวถังได้ เจาะรทู ฝ่ี าถังเปน็
รปู ส่ีเหลยี่ ม ขนาด ๒๐x๒๐ ซม. ตรงก้นถังเจาะรวู งกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔ น้ิว
2. ปูพ้นื ด้วยทรายหรอื ดินให้มีขนาดความกว้างยาวเทา่ ขนาดถัง แล้วนาถังมาวางลงไป
3. ประกอบขอ้ งอ ๙๐ องศา กับใยหินทที่ าหน้าทเี่ ป็นปลอ่ งควัน พรอ้ มเชอื่ มรอยต่อโดยใชด้ ิน
เหนียวผสมขเ้ี ถ้าแกลบ แลว้ ใชก้ รวด หิน หรอื อิฐหักรองรบั น้าหนักของทอใยหิน
95
4. หุ้มถังด้วยดินเหนียวหนา ๓๐ ซม. หรอื ใชไ้ ม้ตีกรอบลอ้ มถังและถมดินลงไปให้ทว่ มถัง เพอ่ื
เปน็ ฉนวนปอ้ งกันความรอ้ น จากน้ันใส่ตะแกรงเหลก็ ในถังก่อนจดั เรยี งไม้พืน้ ทไี่ ม่สดหรอื แห้งเกินไป
โดยควรใชฟ้ ืนทต่ี ัดเก็บไวใ้ นทรี่ ม่ ๑ - ๒ อาทติ ย์ เรยี งซอ้ นกันจนเต็มเตา โดยเรยี งฟืนขนาดเล็กไว้
ข้างล่างฟืนใหญ่ไว้ข้างบน
5. ทาการปดิ ฝาถัง พรอ้ มใชด้ ินเหนียวผสมแกลบดาอุดรอยแยกถัง เพอื่ ปอ้ งกันไม่ให้อากาศเขา้
ตามรอยแยก จากนั้นนาอิฐบลอ็ กมาวางให้ตรงชอ่ งหน้าเตาทเ่ี จาะไว้
ทตี่ ้ังของเตาถ่าน ควรทาหลงั คามุงกันแดดกันฝน เพ่ือความคงทนและสะดวกในการทางานหน้า
เตา ส่วนตาแหนง่ ทใี่ ชจ้ ุดไฟหน้าเตา ควรขุดให้ลาดเอียงเข้าหาปากเตาเลก็ น้อย และควรให้อยู่ต่ากวา่
พนื้ เตาเพอ่ื ให้ความรอ้ นเขา้ ได้งา่ ย
http://online.anyflip.com/zzbjs/svqm/mobile/index.html
E-book ฐานคนเอาถ่าน
ศูนย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนนครศรธี รรมราช
การเผาถ่าน
1. การจุดไฟหน้าเตา ควรจุดให้ห่างปากเตาประมาณ ๑ ฟุต
ปล่อยให้อากาศรอ้ นเทา่ นั้นทไี่ หลเขา้ ไปในเตา ขั้นตอนนี้เปน็ การอบไม้
ฟืนให้แห้ง ควรให้ความรอ้ นจากหน้าเตาแบบค่อยเปน็ ค่อยไป ไม่เรง่ รดั
โหมไฟจนเกินไป เพือ่ ให้ไมใ้ นเตาถูกอบแห้งอยา่ งทว่ั ถึงสมา่ เสมอ ซงึ่ ใช้
เวลาประมาณ ๒ ชวั่ โมง โดยสังเกตควนั สีขาว
ของความชน้ื จากเนื้อไม้ทปี่ ากทอ่ ใยหิน
2. การควบคมุ ไฟเตา เมื่อไม้ฟืนภายในเตาเรม่ ิ ติดไฟลุกไหม้ซงึ่ เปน็ ข้ันตอนทจี่ ะกลายเปน็ ถ่าน
ให้หยุดเติมไฟจากภายนอก และลดชอ่ งอากาศทหี่ น้าเตาให้เล็กลงประมาณฝาขวด ปลอ่ ยให้เตาเผาไหม้
ต่อไปด้วยความรอ้ นจากภายในเตาเทา่ นั้น โดยสังเกตดูควนั ท่ปี ากทอ่ ซง่ึ จะเปลีย่ นเปน็ สีขาวอมน้าตาล
ฉนุ แสบตา ให้ดักเก็บนา้ ส้มควนั ไม้ในชว่ งนี้ จะได้นา้ ส้มควนั ไม้ทมี่ ีคุณภาพสูง อุณหภูมิทป่ี ล่องควันจะอยู่
ท่ี ๘๒ –๑๒๐ องศา ขั้นตอนนี้เปน็ ชว่ งทจี่ ะทาให้ถ่านปลอดภัยจากสารทาร์ หรอื น้ามันดิน ซง่ึ เปน็ พษิ ต่อ
พืช ดิน รวมทง้ั เปน็ สารก่อมะเรง็ จงึ เหมาะสมในการดักเก็บน้าส้มควันไม้
3. การปดิ เตา ในชว่ งถ่านสุกซงึ่ เป็นชว่ งทไ่ี ม้กลายเปน็ ถ่านอยา่ งสมบูรณ์สังเกตวา่ ควนั
จะเปลี่ยนเปน็ สีขาวอมน้าเงนิ ในชว่ งควนั สีนา้ เงนิ ใส ให้ขยายหน้าเตาครง่ ึ หนง่ึ ปล่อยไวป้ ระมาณ ๓๐ –
๔๕ นาที จงึ ปดิ หน้าเตา ทง้ิ ไวอ้ ีกประมาณ ๑๕ –๒๐ นาที จงึ ปดิ หน้าเตาด้วยดินเหนียวรวมทงั้ รอยรว่ั อื่น ๆ
อยา่ ให้มีควันเลด็ ลอดออกมาได้โดยเด็ดขาด และใชผ้ ้าห่อทรายชุบน้าปดิ ลงไปทปี่ ากปล่อง จากน้ันทง้ิ เตา
ไว้ ๑ คืน ให้เยน็ ลงจนสามารถเปดิ เตา ห้ามใชน้ า้ รดเตา ถ่านออกมาได้ในเชา้ ของวนั ถัดไป ถ่านคณุ ภาพ
จะมีลกั ษณะเปน็ มันวาว แก่นไม้มักมีรอยแตกเปน็ รูปดอกไม้ หากใชน้ ้ิวสัมผสั จะมีฝุ่นถ่านสีดาติดมือมา
น้อยมาก เมื่อนาไปใชใ้ ห้ความรอ้ นสูง
96
การเก็บนา้ ส้มควันไม้
1. การดักเก็บนา้ ส้มควันไม้ ให้สังเกตสีของควนั เปน็ สีเหลืองนา้ ตาลปนเทา โดยการนา
กระเบื้องเคลือบสีขาวมาอังทป่ี ลอ่ งไฟดูจะเปน็ สีน้าตาล จากนั้นนาทอ่ ไม้ไผ่ทเี่ ตรยี มไวม้ าวางต่อกับปล่อง
ควันโดยตั้งทอ่ ไม้ไผ่ให้เอียงชนั ขึน้ ไปประมาณ ๔๕ องศา ห่างขึน้ ไป ๑ ข้อไม้ไผ่ ใชเ้ ล่อื ยตัดเปดิ ท่อไม้ไผ่
ให้เปน็ รู เพอ่ื ให้น้าส้มควันไม้หยดลงมาแลว้ หาขวดมารองรบั น้า
2. ทรี่ ะยะห่างข้นึ ไปอีก ๑ ขอ้ ไม้ไผ่หรอื ราว ๔๐ ซม. ให้ติดต้ังระบบควบแน่นด้วยการใชผ้ ้า
ชุบนา้ มาพนั รอบทอ่ และใชข้ วดพลาสติกบรรจุน้าเจาะรูทฝี่ าขวด ให้น้าหยดตรงบรเิ วณทพี่ นั ผ้า เพือ่ ให้
ทอ่ เย็นตลอดเวลา
3. หมั่นตรวจควนั ทปี่ ลอ่ งเปน็ ระยะ เม่ือสีนา้ ส้มควันไม้เข้ม และมีความหนืดมาก จงึ หยุด
เก็บนา้ ส้มควันไม้
คุณภาพของเนื้อไม้ทจี่ ะนามาเผา
1. ไมแ้ ห้ง สารอาหารหมดจากเนื้อไมแ้ ล้ว ไม่ต้องเก็บนา้ ส้มควันไม้ สามารถเผาเปน็ ถ่านได้
2. ไม้พอหมาด ไม้ทตี่ ัดไวป้ ระมาณ ๓ –๔ สัปดาห์ คณุ ภาพของน้าส้มควนั ไมจ้ ะดี
3. ไมส้ ด ต้องจุดไฟหน้าเตานานเนื่องจากความชนื้ สูง สิ้นเปลืองฟืนทใี่ ชจ้ ุดหน้าเตา
คณุ ภาพของนา้ ส้มควันไม้ทไ่ี ด้พอใช้
ถ่านไม้ไผ่ ถ่านมีประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ในภาคการเกษตรเราใชผ้ สม
เปน็ อาหารสัตว์ ส่วนในภาคอุตสาหกรรม ใชเ้ ปน็ ส่วนประกอบของเครอ่ ื งสาอาง สบู่ และยาสระผม ถา่ น
นอกจากจะชว่ ยในการอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติทางด้านพลังงานได้อยา่ งมากมายมหาศาลแล้ว ถ่านก็
ยงั มีผลดีต่อโลกทงั้ ทางตรงและทางอ้อมอีกมาก ไม่ใชเ่ ฉพาะด้านอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติเพยี งอย่าง
เดียว ยงั ชว่ ยฟ้ ืนฟเู ยียวยารกั ษาสภาพทเ่ี สียไปของอากาศบนผิวโลกอีกด้วย
ถ่านมีคุณสมบัติพเิ ศษคือ รพู รนุ มากมายโดยเฉพาะถา่ นไม้ไผจ่ ะมีรูพรนุ มากกว่าถ่านทวั่ ไป
หลายเทา่ ตัว รูพรนุ ทมี่ ีมากมายจะทาหน้าทดี่ ูดซบั กักเก็บอาหาร เมื่อฝังหรอื ผสมถ่านลงไปในดินจะชว่ ย
เก็บรกั ษาอาหารและแรธ่ าตุทพ่ี ืชต้องการ และชว่ ยให้ออกซเิ จนถ่ายเทได้ดีย่ิงขึน้ ไปกว่านั้นถ่านยังมีแร่
ธาตุมากมายหลายชนิดทม่ี ีประโยชน์ต่อพืชและเพมิ่ ประสิทธภิ าพของปุย๋ โดยเฉพาะปุย๋ อินทรยี ์
ประโยชน์ของถ่านไม้ไผ่
1. ทาสบู่ ระงบั กล่นิ ตัว กล่ินเหล้าเบยี ร์
2. ดูดสารพษิ ในข้าว
3. ล้างผัก โดยการบดถ่านให้เปน็ ผงผสมกับนา้
4. ล้างสารพษิ ในรา่ งกาย
ถ้าถ่านทไ่ี ด้จากการเผามีคุณภาพดีจะมีค่ากระแสไฟฟ้าสูง ซง่ึ ถ่านดังกล่าวจะนาไปทายาสีฟัน
โดยนาไปบดผสมกับเกลือ การบูร พิมเสนและสามารถนามาทาเปน็ สบู่ถ่านและหมอนถ่านได้
คนเอาถ่านVol2 - การทาเตาเผาถ่าน : ศูนย์บ่มเพาะวสิ าหกิจ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏภูเก็ต
https://www.youtube.com/watch?v=f7RKPEuWnxw
97
98
3. ฐานคนมีไฟ : ไบโอดีเซล พลังงานทดแทน
หลักสูตร วทิ ยากรจติ อาสาพัฒนาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยายสาธติ และปฏิบัติพรอ้ มกัน 40 นาที แล้วให้
ทกุ คนในกลมุ่ ได้รว่ มซกั ถามถึงการทาน้ามันไบโอดีเซล ในประเด็น
ความจาเปน็ ในการทา ประหยัดจรงิ หรอื ไม่
“…นา้ มันปาลม์ ทราบว่าดีเปน็ นา้ มันทด่ี ีใชง้ านได้ ใชบ้ รโิ ภคแบบใชน้ า้ มันมาทอดไขไ่ ด้ มาทาครวั ได้
เอานา้ มันปาลม์ มาใส่รถดีเซลได้ กาลงั ของนา้ มันปาลม์ นี้ดีมากได้ผล เพราะว่าเม่อื ได้มาใส่รถดีเซล
ไม่ต้องทาอะไรเลย ใส่เขา้ ไป แลน่ ไป คนทแี่ ล่นตามบอกว่าหอมดี…”
- พระราชดารสั ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
การทานา้ มันไบโอดีเซล
1. หลักการและความสาคัญ (หัวใจสาคัญ : เพ่ือทาให้สามารถพึ่งตนเองได้ด้านพลงั งาน)
ประวตั ิ “นา้ มันไบโอดีเซล”
แนวความคิดในการนา ไบโอดีเซล มาเปน็ เชอ้ื เพลงิ นั้น เกิดขึน้ ในปี 1987 เมื่อ ดร.รดู อล์ฟ
ดีเซล ได้คิดค้นและสรา้ งเครอ่ ื งยนต์ดีเซลเครอ่ ื งแรกขน้ึ มา แรงจูงใจของเขาคือการนาเสนอเครอ่ ื งจกั ร
ให้กับบรษิ ัทขนาดเล็กต่าง ๆ ซง่ึ เปน็ จุดทท่ี าให้เขาพยายามคิดค้นสรา้ งเครอ่ ื งยนต์ทม่ี ีประสิทธภิ าพ
มากกวา่ เครอ่ ื งยนต์ไอนา้ ขนาดใหญ่
และมีราคาแพง รวมถึงเครอ่ ื งยนต์ประเภทเผาไหม้ภายในซงึ่ ผลิตขึ้นโดย นิคลอส ออตโต้ ในปี 1876
เครอ่ ื งยนต์ต้นแบบของ ดร.ดีเซลนั้น สามารถทางานด้วยกาลังของเครอ่ ื งยนต์เองเปน็ ครง้ั
แรกทเี่ มือง ออกซเ์ บริ ก์ (เยอรมัน) เม่ือวนั ท่ี 10 สิงหาคม 1893 ซงึ่ ภายหลังถกู ประกาศให้เปน็ "วันไบ
โอดีเซลนานาชาติ"
หลงั จากทไ่ี ด้ทาการทดลองเก่ียวกับเชอ้ื เพลงิ หลายๆครงั้ น้ัน เขาได้แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะ
ของเครอ่ ื งยนต์ประเกท "จุดระเบดิ ด้วยการอัด" ทมี่ ีความเสถียรในงานแสดงเครอ่ ื งยนต์โลกทกี่ รงุ ปารสี
ในปี 1900
ซง่ึ ได้รบั รางวลั กรงั ปรซี ์ (รางวลั สูงสุด) เน่ืองจากเครอ่ ื งยนต์นั้นทางานได้โดยใช้ นา้ มันถั่ว เพียงอยา่ ง
เดียว
ดร.ดีเซล กลา่ วไว้ในปี 1912 ขณะบรรยายวา่ "การนา
น้ามันจากผักมาใชเ้ ปน็ เชอื้ เพลงิ ในปจั จุบนั น้ัน อาจดู
ไม่ใช่
เรอ่ ื งทสี่ ลกั สาคัญเทา่ ไหร่ แต่ในอนาคดน้ามันเหลา่ น้ี
อาจมีความสาคัญเทยี บเทา่ กับนา้ มันปโิ ตรเลยี มและ
น้ามันถ่านหินในปจั จุบนั "
99
ประวัติ “น้ามนั ไบโอดีเซลในไทย”
ปี พ.ศ. 2526 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ
บพิตร ทรงมีพระราชดารใิ ห้มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ สรา้ งโรงงานสกัดน้ามันปาล์มขนาดเลก็ ที่
สหกรณ์นิคมอ่าวลกึ จงั หวัดกระบ่แี ละทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้สรา้ งโรงงานสกัดน้ามันปาล์ม
บรสิ ุทธขิ์ นาดเลก็ กาลังผลิตวนั ละ 110 ลติ ร ทศ่ี ูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจาก
พระราชดาร ิจงั หวดั นราธวิ าส
ปี พ.ศ. 2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ
บพติ ร พระราชดาเนิน พรอ้ มด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธริ าชเจา้ กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยาม
บรมราชกมุ าร ีทอดพระเนตร โรงงานสกัดนา้ มันปาล์มสาธติ ทมี่ หาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทรแ์ ละมีพระ
ราชดารสั ให้ไปทดลองสรา้ งโรงงานให้กลุม่ เกษตรกรทมี่ ีความพรอ้ มในพ้ืนทจ่ี รงิ
ปี พ.ศ. 2529 มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทรจ์ ดั สรา้ งโรงงานสกัดน้ามันปาล์มทดลองขน้ึ ทสี่ หกรณ์
นิคมอ่าวลึก จงั หวัดกระบี่
ปี พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ
บพติ ร มีพระราชกระแสให้สรา้ งโรงงานแปรรูปนา้ มันปาล์มขนาดเลก็ ครบวงจร ทศี่ ูนย์ศึกษาการพัฒนา
พิกลุ ทองอันเนื่องมาจากพระราชดารจิ งั หวดั นราธวิ าส ซงึ่ แลว้ เสรจ็ ในปี พ.ศ. 2533
ปี พ.ศ. 2543 โครงการส่วนพระองค์สวนจติ รลดาและกองงานส่วนพระองค์ วงั ไกลกังวล
อาเภอหัวหิน จงั หวัดประจวบคีรขี นั ธ์ เรม่ ิ การทดลองนานา้ มันปาลม์ มาใชเ้ ปน็ เชอื้ เพลงิ สาหรบั
เครอ่ ื งยนต์ดีเซล จากการทดสอบพบว่า น้ามันปาลม์ บรสิ ุทธิ์ 100% สามารถใชเ้ ปน็ นา้ มันเชอื้ เพลงิ
สาหรบั เครอ่ ื งยนต์ดีเซล โดยไม่ต้องผสมกับน้ามันเชอ้ื เพลิงอื่น ๆ หรอื อาจใชผ้ สมกับนา้ มันดีเซลได้
ตั้งแต่ 0.01% ไปจนถึง 99.99%
ปี พ.ศ. 2544 เม่ือวันท่ี 9 เมษายน พ.ศ. 2544 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหา
ภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้คณุ อาพล เสนาณรงค์
องคมนตร ีเปน็ ผู้แทนพระองค์ย่ืนจดสิทธบิ ัตร "การใชน้ ้ามันปาล์มกล่ันบรสิ ุทธเิ์ ปน็ นา้ มันเชอ้ื เพลิง
สาหรบั เครอ่ ื งยนต์ดีเซล"
และโครงการน้ามันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ามันปาลม์ ได้รบั เหรยี ญทองประกาศนียบตั ร
สดุดีเทดิ พระเกียรติคุณพรอ้ มถ้วยรางวัล พระอัจฉรยิ ภาพของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวไมเ่ พียง
ประจกั ษ์ในหมู่พสกนิกรชาวไทยเทา่ น้ัน แต่ยงั ขจรขจายไปในเวทนี านาชาติอีกด้วย
นา้ มันไบโอดีเซล (Biodiesel) ทางเลือกหนง่ึ ของพลงั งานทดแทน เปน็ ผลิตภัณฑท์ ไ่ี ด้จากการ
นาน้ามันพืชชนิดต่างๆ หรอื น้ามันสัตว์มาสกัดเอายางเหนียวและส่ิงสกปรกออก จากนั้นนาไปผ่าน
กระบวนการทางเคมีโดยการเติมแอลกอฮอล์ เชน่ เอทานอลหรอื เมทานอล และมีตัวเรง่ ปฏิกิรยิ า เชน่
โซเดียมไฮดรอกไซต์ (โซดาไฟ) ภายใต้สภาวะที่มีอุณหภูมิสูง เพ่ือเปล่ียนโครงสรา้ งน้ามันจาก
Triglycerides เป็น Organic Acid Esters เรยี กว่า “ไบโอดีเซล” และได้กลีเซอรอล เปน็ ผลพลอยได้
ใชเ้ ปน็ วัตถุดิบสาหรบั อุตสาหกรรมยา เครอ่ ื งสาอาง
วตั ถปุ ระสงค์ของกระบวนการดังกลา่ วคือ ชว่ ยปรบั ปรุงคุณสมบัติของนา้ มันในเรอ่ ื งความหนืด
ให้เหมาะสมกับการใชง้ านกับเครอ่ ื งยนต์ดีเซลและเพิม่ ค่า Cetane number
100
การใชไ้ บโอดีเซลสามารถลดมลพิษทางอากาศ ซง่ึ เปน็ ผลจากการเผาไหม้ในเครอ่ ื งยนต์ได้ส่วน
หนง่ึ เน่ืองจาก องค์ประกอบของไบโอดีเซลไม่มีธาตุกามะถัน แต่มีออกซเิ จนเปน็ องค์ประกอบ ประมาณ
10% โดยนา้ หนักจงึ ชว่ ยการเผาไหม้ได้ดีลดมลพษิ ซลั เฟอรไ์ ดออกไซด์ไฮโดรคารบ์ อนมอนนอกไซด์ ได้
นอกจากน้ีไบโอดีเซล มีคุณสมบัติในการหล่อลื่นดีกว่าน้ามันดีเซล น้ามันเชอื้ เพลิงชนิดนี้ ใน
ระดับชุมชนสามารถทาการผลิตได้จากพืชน้ามันในท้องถิ่น เช่น น้ามันสบู่ดา หรอื โดยการใช้น้ามัน
ประกอบอาหารที่ใช้แล้วจากกิจการต่าง ๆ ในครวั เรอื น รา้ นอาหาร กลุ่มผลิตผลิตภั ณฑ์ OTOP หรอื
โรงงานอุตสาหกรรม อาหารในชุมชนซงึ่ จะเปน็ การเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร หรอื เป็นการ
เพ่ิมคุณค่าของน้ามันทใี่ ชแ้ ล้ว และชว่ ยลดปรมิ าณของเสียทจี่ ะทาให้เกิดมลพิษต่อส่ิงแวดล้อมในชุมชน
อีกด้วย
2.สถานท่ี
2.1 โครงสรา้ งประจาฐานเรยี นรู้
ฐานการทานา้ มันไบโอดีเซล เปน็ ฐานทใ่ี ชก้ ารบรรยายและอธบิ ายข้ันตอนการทาน้ามันไบโอ
ดีเซล โดยไม่ได้สาธติ จรงิ เนื่องจากเวลาจากัด(การทาจรงิ ต้องใชเ้ วลาหลายวนั ) แต่ใชก้ ารอธบิ าย
ขั้นตอนการทาจากวสั ดุและอุปกรณ์จรงิ และตัวอยา่ งผลทไี่ ด้ จงึ มีโครงสรา้ งของฐานเรยี นรู้ ดังนี้
1) โต๊ะตัวยาว สาหรบั ตั้งตัวอย่างวสั ดุตามขั้นตอนการทาน้ามันไบโอดีเซล
และพน้ื ทสี่ าหรบั ต้ังตัวอยา่ งหม้อและถังแก๊ส
2) ปา้ ยข้อมูลบอกข้นั ตอนการทาน้ามันไบโอดีเซล
3) พื้นท่นี ง่ั ฟังบรรยาย สาหรบั ผู้เขา้ รบั การเรยี นรใู้ นฐาน พรอ้ มเก้าอ้ีนง่ั
2.2 ขนาดพ้ืนที่
จุดบรรยายและอธบิ ายขั้นตอนการทาน้ามันไบโอดีเซล พืน้ ทน่ี ง่ั ฟังบรรยาย สาหรบั ผู้เขา้ รบั การ
เรยี นรใู้ นฐาน ขนาดโดยประมาณ 4 x 1 เมตร ขนาดโดยประมาณ 5 x 4 เมตร
101
2.3 ตัวอย่างแผนผังจุดเรยี นรู้
2.4 ส่ือการสอน
1) ปา้ ยบอกชอ่ื ฐานเรยี นรู้
2) ปา้ ยข้อมูล
3) เอกสารความรู้
2.5 วสั ดุอุปกรณ์ประจาฐาน สาหรบั อธบิ ายและแสดงให้ดูประกอบการอธบิ าย
1) หม้อสแตนเลส และถัง 2) ขวดนา้ มันทใ่ี ชแ้ ลว้ 3) ขวดน้ามันตามผลลัพทท์ ไี่ ด้ตาม
แก๊ส ขั้นตอน
4) แอลกฮอล์ 5) ตาชงั่ 6) โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ)
7) เทอรโ์ มมิเตอร์ 8) ไม้พาย 9) อุปกรณ์ประจาตัววทิ ยากร
- ถงุ มือ ผ้าปดิ จมูก และหน้ากาก
ปอ้ งกันสารเคมี
102
3. วทิ ยากรหลัก เปน็ ผู้บรรยายและอธบิ ายขน้ั ตอนการทาน้ามันไบโอดีเซล
4. วธิ กี ารนาเสนอ/กิจกรรม
4.1 แนะนาตัววทิ ยากร
4.2 อธบิ ายประวตั ิความเปน็ มาและความสาคัญ ของนา้ มันไบโอดีเซล
4.3 อธบิ ายส่วนผสม วสั ดุและอุปกรณ์การทานา้ มันไบโอดีเซล
4.4 อธบิ ายวธิ ที านา้ มันไบโอดีเซล
4.5 อธบิ ายประโยชน์และการนาไปใช้
4.6 เปดิ โอกาสให้ถามข้อสงสัย และแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์การทาและการใชน้ า้ มันไบ
โอดีเซล
5. เทคนิคประจาฐาน
ใชก้ ารเรยี นรผู้ ่านการฟังบรรยายและอธบิ ายข้ันตอนการทาน้ามันไบโอดีเซล โดยมีตัวอย่างผลที่
ได้ในแต่ละข้นั ตอนมาประกอบการอธบิ าย เพ่ือให้เห็นภาพจรงิ และเข้าใจได้งา่ ยขึ้น โดยไม่ต้องสาธติ จรงิ
เนื่องจากขนั้ ตอน
การทาน้ามันไบโอดีเซล ต้องใชก้ ารผสมและทง้ิ ระยะเวลาสารเคมใี นการทาปฏิกรยิ าเปน็ เวลานาน จงึ
ต้องทาไวล้ ่วงหน้าแล้วนาผลมาแสดงประกอบการอธบิ าย และมีปา้ ยข้อมูลทเี่ ปน็ ภาพเขา้ ใจงา่ ย
6. ปญั หา/อุปสรรค
- ไม่มีตัวอยา่ งในการอธบิ ายถึงการนาไปใช้ อาทิ นานา้ มันไบโอดีเซลทผี่ ลติ ได้ ไปเติมรถทใ่ี ช้
นา้ มันดีเซล แลว้ สามารถสตารท์ ติด ทาให้ขาดความน่าเชอ่ื ถือ ถึงการนาไปใชไ้ ด้จรงิ
- การอธบิ ายถึงประโยชน์ทย่ี งั คลมุ เครอื ไม่แน่ชดั ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเปน็ ประโยชน์สูงสุด
หรอื ยัง เน่ืองจากตอนนี้การทาน้ามันไบโอดีเซลเอง มีค่าใชจ้ า่ ยสูงกวา่ การซอื้ น้ามันดีเซลจากป๊ มั มาใช้
7. แนวทางแก้ไขปญั หา/ขอ้ เสนอแนะ
จากปญั หาและอุปสรรคขา้ งต้น มีการแก้ปญั หาดังกล่าว ด้วยการให้ผู้เขา้ รบั การเรยี นรใู้ นฐานน้ี
แลกเปลีย่ นความรแู้ ละประสบการณ์กัน จะทาให้ผู้เคยปฏิบตั ิเล่าและการนั ตีวา่ สามารถนาไปใชไ้ ด้จรงิ และมี
ประโยชน์อยา่ งไร
ขอ้ เสนอแนะ : วทิ ยากรควรหาขอ้ มูลเพมิ่ เติม และทาความเขา้ ใจประโยชน์การทานา้ มันไบโอ
ดีเซลให้ได้อย่างลกึ ซง้ึ และเก็บรวบรวมข้อมูลประสบการณ์ผู้ทร่ี ว่ มแลกเปลี่ยนเรยี นรใู้ นฐาน ไว้เป็น
ข้อมูลศึกษาต่อไป เพราะประโยชน์ของการใชน้ า้ มันไบโอดีเซล มีประโยชน์ทอ่ี าจจะยังเห็นไม่ชดั และมี
ความแตกต่างกันในบรบิ ทของแต่ละคนทจี่ ะมองเห็นประโยชน์ได้แตกต่างกัน อาทิ คนทอี่ ยู่บนพน้ื ที่
ห่างไกล บนภูเขา ทหี่ าป๊ มั น้ามันได้ยาก และคนทรี่ กั ส่ิงแวดล้อม มองวา่ นา้ มันทใี่ ชแ้ ล้วจะเปน็ ขยะที่
กาจดั ได้ยาก หากลงแม่นา้ ไปจะทาให้แม่นา้ เน่าเสีย หรอื เปน็ การเตรยี มตัวในอนาคตทร่ี าคาน้ามันจะพ่งุ
สูงข้ึน หรอื นา้ มันขาดแคลน เปน็ ต้น
103
8. ข้อมูลประจาฐาน
สูตรการทานา้ มันไบโอดีเซลจากนา้ มันพชื หรอื นา้ มันสัตว์ทใ่ี ชแ้ ลว้
เมทลิ แอลกอฮอล์ (เมทานอล) (ลิตร) โซเดียมไฮดรอกไซต์ (โซดาไฟ)
(กรมั )
นา้ มันพืช,สัตว์ (ลิตร)
อัตราคานวณ (15 – 20%) อัตราคานวณ (6 – 6.25%)
120 24 800
75 15 500
60 12 400
30 6 200
25 5 150
7.5 1.5 50
3.75 0.75 25
วธิ กี ารทานา้ มันไบโอดีเซล
1) นาน้ามันพชื หรอื น้ามันสัตว์ทใี่ ชแ้ ลว้ กรองเอาเศษอาหารทปี่ นออก แล้วยกข้ึนด้ังไฟ
- หากมีน้าผสมอยใู่ นน้ามัน (ลกั ษณะขาวขน้ ) ต้องต้มน้ามันในอุณหภมู ิประมาณ 110 องศา
นานประมาณ 10 นาที แลว้ ดับไฟ (ขณะต้มจะมีฟองน้าผุดข้ึน และมีเสียงดังก้นหม้อ)
- หากไม่มีนา้ ปน (น้ามันใส) ต้มนา้ มันอุณหภมู ิ 57 องศาแลว้ ดับไฟ ความรอ้ นจะข้นึ ถึง 60 องศา
2) นาเมทลิ แอลกอฮอล์ ใส่ลงในภาชนะคล้ายแกลลอนทม่ี ีฝาปดิ และนาโซดาไฟใส่ลงไป ปดิ
ฝาแลว้ เขย่าจนละลายหมด ณ เวลาใกล้เคียงกับนา้ มันอุณหภูมิท่ี 60 องศา (ระหวา่ งเขย่า ควรหยุดเปดิ
ฝาคลายให้ไอรอ้ นระเหยออกจากแกลลอน แล้วจงึ เขยา่ อีกครงั้ ) ขนั้ ตอนนี้ควรทาด้วยความระมัดระวงั
อยา่ สัมผัสส่วนผสมนห้ี รอื สูดดมไอระเหย และอย่าทาให้เกิดประกายไฟ ควรทาในสถานทอ่ี ากาศถ่ายเท
ได้ดี (หากมีการสัมผัสให้ล้างน้าสะอาดทนั ที)
3) เมื่ออุณหภูมิน้ามันทตี่ ้ม 60 องศาพอดีแล้ว ให้ยกนา้ มันลงจากเตา แลว้ นาส่วนผสมของขอ้
2 เทผสมลง แล้วกวนให้เขา้ กันเปน็ เน้ือเดียวกัน พกั ทง้ิ ไวค้ ้างคืน
4) ตอนเชา้ จะพบว่ามีฝา้ ลอยอยูบ่ นผิวหน้าให้ตักออก แลว้ พกั ของเหลวใสตอนบน (ไบโอดีเซล)
ไวป้ ระมาณ 7 วัน ค่อยนาไปใชเ้ ติมเปน็ เชอื้ เพลงิ แทนน้ามันดีเซล ส่วนชน้ั ลา่ งเปน็ ของแข็งสีน้าตาล คือ
กลเี ซอรนี สามารถ นาไปทาเปน็ สบู่ธรรมชาติเพ่ือใชล้ า้ งทาความสะอาดพน้ื หรอื ทาเปน็ เชอ้ื เพลงิ ติดไฟ
เพม่ิ เติม : เมื่อผสมส่วนผสมเขา้ กันแล้ว หลังจากกวนส่วนผสม ผลทไี่ ด้ คือ
- ได้เปน็ ของเหลวคล้ายเจล โดยไม่มีการแยกตัว หมายความว่า “โซดาไฟมากไป”
- ได้เปน็ 3 ส่วน คือ ไบโอดีเซล (ส่วนบน), นา้ มันทยี่ ังไม่ทาปฏิกรยิ า (ส่วนกลาง), กลเี ซอรนี
(ส่วนลา่ ง) หมายความว่า “โซดาไฟน้อยไป”
- หากใชโ้ ซดาไฟทชี่ นื้ หรอื มีนา้ ปนอยู่ ก็จะได้ ส่วนที่ 4 คือ สบู่
และควรทดสอบหาค่าของโซดาไฟ ตามความเหมาะสมของนา้ มันแต่ละแหลง่ ทไี่ ด้มา ในจานวน
ทนี่ ้อยก่อน เพ่อื ปอ้ งกันความเสียหาย เนื่องจากคุณสมบตั ิของน้ามันทแ่ี ตกต่างกัน
104
ขอ้ ควรระวังในการใชง้ านโซดาไฟ
ถึงแม้โซดาไฟ จะใชง้ านกันมากในวงการอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่ก็มีข้อควรระวงั เกี่ยวกับการใช้
งานเน่ืองจากเปน็ สารเคมี ดังน้ันเวลาใชง้ านจงึ ควรระมัดระวังเปน็ พิเศษ
1) ละอองของโซเดียมไฮดรอกไซต์หรอื โซดาไฟ ทาให้เกิดการอักเสบทเี่ ยื่อบุระบบทางเดิน
หายใจ หากสูดเอาไอหรอื ฝนุ่ โซดาไฟเขา้ ไป อาจมีผลให้เกิดการระคายเคือง และอักเสบทป่ี อด
2) การสัมผัสกับผิวหนงั ที่มีความเขม้ ขน้ สูงจะทาให้เกิดเปน็ แผลพพุ อง และเปน็ แผลเปน็ ได้
หรอื การสัมผัสกับไอของโซเดียมไฮดรอกไซต์ เปน็ เวลานานจะทาให้ผิวหนงั แห้ง แตกสะเก็ดเปน็ แผลได้
ระวงั อยา่ ให้โซดาไฟถูกผิวหนงั
3) เม่ือสัมผัสกับตาจะทาให้เกิดอาการระคายเคือง ทาลายเน้ือเยอ่ื แผลพุพอง เปน็ ต้อหินหรอื
ต้อกระจกและอาจตาบอดได้
4) เม่ือเขา้ สู่ปาก และทางเดินอาหารจะทาให้เกิดการกัดกรอ่ นอยา่ งรุนแรงต่อเน้ือเยือ่ ทางเดิน
อาหาร ทาให้เปน็ แผลทชี่ อ่ งปาก และลาคอไหม้ ปวดทอ้ ง ทอ้ งเสีย อาเจยี น วงิ เวยี น จนถึงตายได้ และ
อาจจะกลายเปน็ มะเรง็ ในระยะเวลา 10 - 20 ปไี ด้
5) ขณะใชง้ าน ควรสวมผ้าปดิ จมูก สวมถงุ เทา้ ถงุ มือ แว่นตากันสารเคมี และสวมชุดปอ้ งกัน
สารเคมีให้เรยี บรอ้ ย
การใชน้ า้ มันไบโอดีเซล ควรหม่ันตรวจไส้กรองดีเซล และเปลยี่ นตามกาหนด หรอื ถา่ ยนา้ จากกรอง
ดักนา้ บอ่ ย ๆ เพ่ือปอ้ งกันการอุดตันของสบู่ หากเครอ่ ื งยนต์มีอาการสะดุด ให้ตรวจสอบระบบท่อน้ามัน
และไส้กรองน้ามันดีเซล
โจน จนั ใด ชวี ติ งา่ ยๆ
นา้ มันพชื ทใี่ ชแ้ ลว้ ใชท้ าไบโอดีเซลแบบงา่ ยๆ
105
4. ฐานคนรกั ษ์แม่ธรณี : เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช
ปุย๋ อินทรยี ช์ วี ภาพ (ปุ๋ยแห้ง)
หลักสูตร วทิ ยากรจติ อาสาพัฒนาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยายพรอ้ มกับการปฏิบัติจรงิ รวม 45 นาที
แล้วให้ทกุ คนในกลุ่มได้ลงมือปฏิบัติจรงิ พรอ้ มกับการ
แลกเปลีย่ นเรยี นรไู้ ปพรอ้ มๆกัน
ปุย๋ หมักชวี ภาพ
การทาปุย๋ หมักชวี ภาพเปน็ การลดต้นทนุ การผลติ ให้แก่เกษตรกร อีกทงั้ บางส่วน หากมีมาก
สามารถแบง่ จาหน่ายเพือ่ สรา้ งอาชพี เสรมิ และรายได้แก่เกษตรกรอีกหนง่ึ ทาง ซง่ึ สามารถนาวัสดุทม่ี ีใน
พ้ืนทใ่ี ชเ้ พื่อการทาปุย๋ หมักชวี ภาพได้ ดังน้ี คือ
ส่วนผสม 1 กระสอบ
1. มูลสัตว์ แกลบดิบ 1 กระสอบ
2. แกลบดิบ 2 กิโลกรมั
3. ราหยาบละเอียด 1 กระสอบ
4. อ่ืนๆ เชน่ กากถ่ัว, เศษใบไม้ (ถ้ามี) ใส่จนพอหมาด
5. ผสมน้าหมักชวี ภาพ 1 ส่วน ต่อน้า 10 ลิตร
106
วธิ กี ารทา
1. นาส่วนผสมตั้งแต่ ขอ้ 1 ถึง 4 คลุกเคลา้ ให้เขา้ กัน
2. เกลยี่ กองปุย๋ ทผี่ สมเขา้ กันแล้วออกบางๆ รดด้วยน้าหมักชวี ภาพ ทผี่ สมต่อนา้ 10 บนกองปุย๋
ให้ชุม่ พอหมาด(ความชนื่ ประมาณ 30-35%)
3. คลุกให้เข้ากันอีกครง้ั
4. เม่ือคลกุ เข้ากันเสรจ็ เรยี บรอ้ ย กรณีท่ี 1 ใส่ในถุงกระสอบ กองทง้ิ ไวเ้ ว้นชอ่ งว่าง เพื่อระบาย
อากาศบางส่วนระหวา่ งกอง กรณีท่ี 2 กองไว้ในทร่ี ม่ ใชก้ ระสอบหรอื พลาสติกคลุมกอง ปุย๋ ทง้ิ ไว้ กลับ
ทกุ 5-7 วัน ซง่ึ ทง้ั 2 กรณีจะต้องรอให้ปุย๋ เย็นก่อน (ความรอ้ นของกองปุย๋ เทา่ กับ อากาศ ) จงึ จะ
นาไปใชป้ ระโยชน์ได้
การทาปุ๋ยหมกั แบบไมก่ ลับกอง “ วศิ วกรรมแมโ่ จ้ ”
ความจาเปน็ ของการผลิตปุย๋ อินทรยี ์
ในการเพาะปลกู ของเกษตรกรส่ิงทมี่ ีความจาเปน็ และสาคัญทส่ี ุด คือความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ความอุดมสมบูรณ์ของดินจะได้มาจากการทมี่ ีอินทรยี วัตถุสะสมอยู่ในดินอยูม่ าก จุลนิ ทรยี ์ดินจะใช้
อินทรยี ว์ ตั ถเุ ปน็ สารอาหาร แล้วปลดปล่อยแรธ่ าตุทจี่ าเปน็ ให้แก่พชื ในปรมิ าณทพ่ี ชื ต้องการอยา่ ง
เพยี งพอ ซง่ึ ได้แก่ ธาตุอาหารหลกั (ไนโตรเจน-N ฟอสฟอรสั -P2O5 และ โพแทสเซยี ม-K2O) ธาตุ
อาหารรอง (ซลั เฟอร์ แคลเซยี ม และแมกนีเซยี ม) และจุลธาตุ (แมงกานีส ทองแดง โบรอน โมลบิ ดินัม
เหลก็ คลอรนี และสังกะสี) ดังนั้น การเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินวธิ หี นง่ึ คือการใชป้ ุย๋ หมักหรอื ปุย๋
อินทรยี ์ซง่ึ นอกจากจะเปน็ การเพ่มิ แรธ่ าตุให้กับพืชแลว้ ปุย๋ อินทรยี ์ยังชว่ ย ลดความเปน็ กรดของดินท่ี
เกิดจากการใชป้ ุย๋ เคมีและยาฆ่าหญ้าอยา่ งยาวนาน ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ในอดีตก่อนทจ่ี ะมีการผลติ ปุย๋ เคมีขนึ้ ในโลก เกษตรกรในประเทศไทยก็ได้มีการสรา้ ง
ความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินในการเพาะปลกู โดยการใชม้ ูลสัตวต์ ่างๆ เชน่ มูลโค มูลกระบือ และมูลไก่
เปน็ ต้น ประเทศไทย ในขณะน้ันสามารถส่งออกข้าวเปน็ ที่ 1 ของโลกมาโดยตลอด ทง้ั ๆทไี่ ม่มีปุ๋ยเคมีใช้
แต่ปจั จุบนั ภายหลงั จากการ “ปฏิวัติเขยี ว” หรอื การนาปุย๋ เคมีเขา้ มาจาหน่ายในประเทศไทย
ประมาณ เม่ือปพี .ศ.2503 การเกษตรกรรมของไทยก็ได้ใชป้ ุย๋ เคมีสารเคมีและยาฆ่าหญ้าอย่างหนัก
โดยลืมทจ่ี ะเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน
107
อย่างแต่ก่อน การใชป้ ุย๋ เคมีและสารเคมอี ย่างยาวนาน 40-50 ปี ได้ทาให้ดินเพาะปลูก
เสื่อมสภาพลงอยา่ งมาก กลายเปน็ ดินทแ่ี น่น แข็ง และ เปน็ กรด รากพชื ไม่สามารถชอนไชหาอาหารได้
ดีความเปน็ กรดของดิน ทาให้เกิดการละลายของธาตุอะลมู ิเนียมออกมาแล้วดูดซมึ เขา้ ทางรากพชื ทาให้
พชื ไม่แขง็ แรงกลายเปน็ โรคงา่ ยและเชอื้ ราทเ่ี ปน็ โรคพชื บางชนิดยังทางาน ได้ดีในดินทเ่ี ปน็ กรดอีกด้วย
ทาให้เกษตรกรต้องใชป้ ุย๋ เคมีและสารเคมีเพ่มิ มากข้ึน ทกุ ปีทาให้มีต้นทนุ สูงข้นึ และ
ในขณะเดียวกัน การเผาทาลายเศษพืชในแต่ละครงั้ ก็ส่งผลให้อินทรยี วัตถุและจุลนิ ทรยี ์ดินทม่ี ี
อยูน่ ้อยพลอยสลายตัวหายไป อีก เพอ่ื ให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินกลับคืนมาเกษตรกรจงึ ควรงดการ
เผาเศษพชื และนาเศษพชื มาผลิตเปน็ ปุย๋ อินทรยี ค์ ณุ ภาพดีแลว้ นาไปปรบั ปรุง บารงุ ดินเพ่อื เพ่มิ
อินทรยี ์วัตถเุ พิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ทจ่ี ะส่งผลให้การใชป้ ุย๋ เคมีและสารเคมีลดลง ซง่ึ หมายถึง
ต้นทนุ การผลิตก็จะลดลง ผลผลติ เพมิ่ มากขึน้ มีผลกาไรมากขึน้ ดินเพาะปลกู จะกลบั มาเปน็ ดิน ดาทฟี่ ู
น่มุ โครงสรา้ งเม็ดดินจะรว่ นซุยขึ้น มีไส้เดือนกลบั คืนมาทชี่ ว่ ยการชอนไช ของรากพชื พชื ก็จะกลบั มา
แข็งแรง เกษตรกรและประชาชนจะมีสุขภาวะทด่ี ี จากการลดควันพษิ จากการเผาและลดการใชส้ ารเคมี
ปจั จุบนั เกษตรกรจานวนมากเรม่ ิ หันกลับมาลดต้นทนุ ทางการเกษตร โดยทาการหมักปุย๋ อินทรยี ์
สาหรบั ใชใ้ นพื้นทขี่ องตนเอง แต่ปญั หาทพี่ บส่วนใหญ่คือจะต้องใชแ้ รงงานคนจานวนมากในการกลับ
กองปุย๋ ทกุ ๆ 7 วนั ซงึ่ เปน็ วธิ ที ย่ี ุง่ ยาก และเสียค่าใชจ้ า่ ยมาก ทาให้ทาง ผศ.ธรี ะพงษ์ สว่างปญั ญางกรู
มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ ได้คิดค้นวธิ กี ารทาปุย๋ หมักทง่ี า่ ย ประหยัด และได้ผลดีข้นึ มา โดยเรยี กนวตั กรรม
ใหม่น้ีวา่ “วศิ วกรรมแม่โจ”้ ขน้ั ตอนวธิ กี ารเปน็ เชน่ ไรติดตามได้ในฉบบั น้ีเลยครบั
ข้นั ตอนท่ี 1 นาเศษข้าวโพดหรอื ฟางขา้ ว 4 ส่วนกับมูลสัตว์ 1 ส่วนโดยปรมิ าตร วางสลบั กันเปน็ ชนั้
บางๆ สูงไมเ่ กินชนั้ ละ 10 เซนติเมตร จานวน 15 - 17 ชน้ั รดน้าแต่ละชนั้ ให้มีความชนื้ ข้ึนกองเป็นรปู
สามเหลยี่ มทม่ี ีความสูงไมต่ า่ กว่า 1.50 เมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร ส่วนความยาวของกองจะยาวเทา่ ไรก็
ได้ขึน้ อยูก่ ับปรมิ าณเศษพืชและมูลสัตว์ทม่ี ี ความสาคัญของการทต่ี ้องทาเปน็ ชนั้ บาง ๆ 15 - 17 ชนั้ ก็
เพือ่ ให้จุลินทรยี ท์ ม่ี ีอยูใ่ นมูลสัตว์ได้ใชท้ งั้ ธาตุคารบ์ อน (มีอยู่ในเศษพชื ) และธาตุไนโตรเจน (มีในมูล
สัตว์) ในการเจรญิ เติบโตและสรา้ งเซลลข์ องจุลนิ ทรยี ์ ซงึ่ จะทาให้การยอ่ ยสลายวตั ถดุ ิบเปน็ ไปได้อย่าง
รวดเรว็ โดยการวางกองปุย๋ หมักสามารถวางไว้กลางแจง้ ได้เลย ไม่ต้องมีการปดิ คลมุ
108
ขั้นตอนท่ี 2 รกั ษาความชน้ื ภายในกองปุย๋ ให้มีความเหมาะสมอยเู่ สมอตลอดเวลา (มีค่าประมาณรอ้ ยละ
60 – 70) โดยมี 2 ขนั้ ตอนดังน้ี
ขน้ั ตอนท่ี 1 รดนา้ ภายนอกกองปุย๋ ทุกเชา้ (ถ้าฝนตกก็ให้งดขั้นตอนนี้)
ขั้นตอนที่ 2 ใชไ้ ม้แทงกองปุย๋ ให้เปน็ รูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้าลงไประยะห่างของรปู ระมาณ
40 เซนติเมตร ทาขน้ั ตอนทสี่ องน้ี 5 ครง้ั ระยะเวลาห่างกัน 10 วนั เม่ือเติมน้าเสรจ็ แล้วให้ปดิ รเู พือ่
ไม่ให้สูญเสียความรอ้ นภายในกองปุย๋ ข้นั ตอนทสี่ องนี้แม้ว่าอยใู่ นชว่ งของฤดูฝนก็ยังต้องทา เพราะ
น้าฝนจะไม่สามารถไหลซมึ เขา้ ไปในกองปุย๋ ได้ การทฝ่ี นไม่สามารถชะล้างเข้าไปในกองปุย๋ ได้เกษตรกรจงึ
สามารถผลติ ปุย๋ อินทรยี ด์ ้วยวธิ นี ี้ในฤดูฝนได้ด้วย
ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุย๋ จะมีค่าอุณหภมู ิสูงขึ้นมาก บางครง้ั สูงถึง 70 องศาเซลเซยี ส ซง่ึ เปน็ เรอ่ ื ง
ปกติสาหรบั กองปุย๋ ทท่ี าได้ถูกวธิ ี อันเกิดจากกิจกรรมการย่อยสลายของจุลนิ ทรยี ์ และความรอ้ นสูงน้ียัง
เปน็ สภาวะแวดลอ้ มทเ่ี หมาะสมกับการทางานของจุลนิ ทรยี ์ในกองปุย๋ อีกด้วย หลังจากนั้นอุณหภูมิจะ
ค่อย ๆ ลดลงจนมีค่าอุณหภูมิปกติทอ่ี ายุ 60 วัน
109
ขัน้ ตอนที่ 3 เมื่อกองปุย๋ มอี ายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชน้ื กองปุย๋ จะมีความสูงเหลือเพยี ง 1 เมตร
แล้วทาปุย๋ อินทรยี ใ์ ห้แห้งเพอ่ื ให้จุลนิ ทรยี ส์ งบตัวและไม่ให้เปน็ อันตรายต่อรากพืช วธิ กี ารทาปุย๋ อินทรยี ์
ให้แห้งอาจทาโดยทงิ้ ไวใ้ นกองเฉยๆ ประมาณ 1 เดือน หรอื อาจแผ่กระจายในทรี่ ม่ อากาศถ่ายเทให้มี
ความหนาประมาณ 20 – 30 ซม. แล้วเกลย่ี ไปมา ซง่ึ จะแห้งภายในเวลา 3 – 4 วัน ก็สามารถนาไปใช้
บารงุ พชื และปรบั ปรุงดินในพ้นื ทข่ี องเกษตรกรได้ทนั ที หรอื จะนามาปน่ ละเอียดเพอื่ จาหน่ายสรา้ ง
รายได้ก็เขา้ ที
ขอ้ ห้ามของการผลติ ปุย๋ อินทรยี ว์ ธิ ี “วศิ วกรรมแม่โจ้ ”
1. ห้ามข้ึนเหยียบกองปุย๋ ให้แน่น หรอื เอาผ้าคลมุ กองปุย๋ หรอื เอาดินปกคลุ มด้านบนกองปุย๋
เพราะจะทาให้อากาศไมส่ ามารถไหลถ่ายเทได้สะดวก
2. ห้ามละเลยการดูแลความชน้ื ทงั้ 2 ข้นั ตอน เพราะถ้ากองปุย๋ แห้งเกินไปจะทาให้ต้องใช้
ระยะเวลาหมักนานขึ้น และปุย๋ มีคณุ ภาพต่า
3. ห้ามวางเศษพชื หนาเกินไป เพราะจะทาให้จุลินทรยี ์ทม่ี ีในมูลสัตวไ์ ม่สามารถเขา้ ไปยอ่ ยสลาย
เศษพืชได้
4. ห้ามทากองปุย๋ ใต้ต้นไม้ เพราะความรอ้ นของกองปุย๋ จะทาให้ต้นไม้ตายได้
5. ห้ามระบายความรอ้ นจากกองปุย๋ เพราะความรอ้ นจะชว่ ยให้จุลนิ ทรยี ์ทางานได้ดีมากขึ้น และ
ยงั ชว่ ยให้เกิดการไหลเวยี นของอากาศผา่ นกองปุย๋ อีกด้วย
ปุ๋ยนา้ หมักชวี ภาพ นา้ หมัก ๗ รส
น้าหมักสมุนไพร 7 รส เป็นสูตรท่ีผสมข้ึนมาจากสมุนไพรที่มีรสจืด ขม ฝาด เมาเบื่อ เปรย้ ี ว
หอมระเหย และ เผ็ดรอ้ น หรอื อาจกล่าวได้ว่าเป็นสูตรท่ีรวมรสของสมุนไพรท่ีมีคุณสมบัติในการกาจดั
แมลงศัตรูพืชเข้าไว้ในสูตรเดียวกัน เพื่อเพ่ิมประสิทธภิ าพในการป้องกันกาจัดแมลงศัตรูพืชผัก ซ่งึ มี
ความหลากหลายและสามารถพัฒนาความต้านทานสารกาจดั แมลงได้ภายในเวลาไม่นาน ดังน้ันการรวม
พิษของพืชท่ีมีผลต่อระบบการทางานของแมลงศัตรูพืชเอาไว้ภายในสูตรเดียว จงึ เปน็ อีกหนึ่งวธิ ที จี่ ะลด
ปัญหาการดื้อยาของแมลงลงได้ โดยการทาน้าหมักสมุนไพร 7 รสนั้นเป็นการเลือกเอาสมุนไพรรส
ต่างๆ มาทานา้ หมักจุลินทรยี ช์ วี ภาพ เพอื่ ประโยชน์ทางการเกษตร ซงึ่ สามารถใชไ้ ด้กับนาขา้ ว และพืชผัก
ทกุ ชนิด
110
ปุ๋ยนา้ หมกั สมุนไพร 7 รส ประกอบด้วย
1. สมุนไพรรสจดื ได้แก่ ใบกลว้ ย ผักบุ้ง รางจดื และพชื สมุนไพรทมี่ ีรสจดื ทกุ ชนิด
สรรพคณุ : จะเปน็ ปุย๋ บารุงดิน ให้ดินมีความรว่ นซุย โปรง่ และทาให้ดินไม่แข็ง และสามารถใชบ้ าบัดนา้
เสียได้ด้วย
2. สมุนไพรรสขม ได้แก่ ใบสะเดา บอระเพ็ด ใบขเี้ หล็ก และพชื สมุนไพรทมี่ ีรสขมทกุ ชนิด
สรรพคุณ : สามารถฆ่าเชอ้ื แบคทเี รยี เพ่อื สรา้ งภมู ิค้มุ กันให้กับพชื
3. สมุนไพรรสฝาด ได้แก่ ปลีกล้วย เปลอื กมังคุด เปลอื กฝรงั่ มะยมหวาน และพืชสมุนไพรทมี่ ี
รสฝาดทกุ ชนิด
สรรพคณุ : ฆ่าเชอ้ื ราในโรคพชื ทกุ ชนิด
4. สมุนไพรรสเมาเบือ่ ได้แก่ หัวกลอย ใบ/เมล็ดสบู่ดา ใบน้อยหน่า และพืชสมุนไพรทม่ี ีรสเมา
เบื่อทกุ ชนิด
สรรพคณุ : ฆ่าเพลยี้ หนอนและแมลง ในพืชผักทกุ ชนิด
5. สมุนไพรรสเปรย้ ี ว ได้แก่ มะกรดู มะนาว กระเจย๊ี บ และพืชสมุนไพรทมี่ ีรสเปรย้ ี วทกุ ชนิด
สรรพคุณ : ไลแ่ มลงโดยเฉพาะ
6. สมุนไพรรสหอมระเหย ได้แก่ ตะไครห้ อม ใบกะเพรา ใบเตยและพืชสมุนไพรทมี่ ีรสหอมระเหย
ทกุ ชนิด
สรรพคุณ : จะเปน็ น้าหมักทเี่ ปล่ียนกลิ่นของต้นพชื เพ่ือปอ้ งกันไม่ให้แมลงไปกัดกินทาลาย
7. สมุนไพรรสเผ็ดรอ้ น ได้แก่ พรกิ ขงิ ข่า และพืชสมุนไพรทม่ี ีรสเผ็ดรอ้ นทกุ ชนิด
สรรพคุณ : ไลแ่ มลง และทาให้แมลงแสบรอ้ น
การทาปุย๋ นา้ (นา้ หมัก)
วตั ถุดิบ
1. พืช(สับหรอื บด) 3 ส่วน
2. น้าตาล 1 ส่วน
3. หัวเชอ้ื 1 ส่วน
4. น้า 10 ส่วน
วธิ กี ารทา
1) สับเศษผัก/เศษอาหาร/เศษผลไม้ ให้ละเอียด
2) ละลายกากน้าตาล/น้าตาลทรายแดง กับนา้ แลว้ นาเศษอาหาร/เศษผัก/เศษผลไม้ ทสี่ ับให้
ละเอียดแลว้ คลกุ เคลา้ ให้เขา้ กัน
3) นาส่วนผสมทค่ี ลุกเคล้ากันเสรจ็ เรยี บรอ้ ยเทใส่ถังหมักทเ่ี ตรยี มไว้เว้นชอ่ งว่าง ประมาณ 1/4
ของถังหมัก ทง้ิ ไวป้ ระมาณ 90 วนั หรอื 3 เดือน จงึ นาน้าหมักไปใชป้ ระโยชน์
ก่อนนานา้ หมักไปใชป้ ระโยชน์สังเกต ดังน้ี
1. สี ของนา้ หมักจะมีสีน้าตาลเข้ม หรอื อาจมีราขาวขึน้ บนผิวหน้าของนา้ หมัก
2. กลนิ่ ของน้าหมักจะออกเปรย้ ี ว
3. รสชาติ ของนา้ หมักจะมรี สเปรย้ ี ว
4. ค่าความเปน็ กรด-ด่าง (pH) ประมาณ 3
111
การนาไปใชป้ ระโยชน์ การใชป้ ระโยชน์
มีความเข้มข้นมากสามารถทาให้พชื ตายได้
อัตราส่วน ลดกลิ่นกองขยะ คอกสัตว์ และห้องน้า
นา้ หมักชวี ภาพ 100 % ใชร้ ดนา้ พชื ผัก ต้นไม้
นา้ หมักชวี ภาพ 1 ส่วนต่อน้า 10 ส่วน เหมาะสาหรบั การลา้ งพื้นคอกสัตวเ์ ล้ียง
นา้ หมักชวี ภาพ 1 ส่วนต่อนา้ 200 ส่วน
น้าหมักชวี ภาพ 1 ส่วนต่อนา้ 500 ส่วน
112
5. ฐานคนมนี ้ายา : นา้ ยาอเนกประสงค์ (ลดรายจา่ ยในครวั เรอื น)
วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายนอก /ภายใน
วตั ถุประสงค์ : เพื่อให้ผเู้ ข้าอบรมได้เรยี นรกู้ ารทานา้ ยาอเนกประสงค์เพ่อื ใชเ้ องหรอื เพอื่ จาหน่าย
เวลาสอน : จานวน ๑-2 ชว่ั โมง
รูปแบบการสอน : บรรยายให้ความรแู้ ละหรอื ลงมือปฏิบัติจรงิ
ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทส่ี อน :
นา้ ยาอเนกประสงค์ สูตรน้าหมักผลไม้รสเปรย้ ี ว เป็นมรดกทางภูมิปญั ญาของไทย มีคุณสมบัติ
เด่นคือ มีความเป็นกรดสูงใชส้ าหรบั การทาความสะอาดในรูปแบบต่าง ๆ ได้ดี ใชไ้ ด้ท้ังล้างจาน ซกั ผ้า
ขัดห้องน้า ล้างรถ ถูบ้าน ล้างเชด็ ทาความสะอาดอุปกรณ์ท่ีทาจากท้ังจากโลหะหรอื อโลหะ ข้อดี ก็คือ
ค่อนข้างจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะมีจุลินทรยี ์ชนิดดีจากน้าหมักผลไม้รสเปรย้ ี วเป็นตัวชว่ ยย่อย
สลายและขจดั ส่ิงสกปรก ท้งั สารเคมี สีและกลิ่น เชน่ ถ้านาไปซกั ผ้า จะชว่ ยป้องกันเชอื้ ราได้ ขัดห้องน้า
ก็จะช่วยกาจัดกล่ินได้ น้าท่ีเหลือจากการล้างจาน ซักผ้า ก็สามารถนาไปรดต้นไม้ ช่วยย่อยสลาย
สารอาหารในดินให้เปน็ ปุย๋ ต่อไปได้ นอกจากนี้ต้นทนุ การผลติ ก็ต่า สามารถทาใชไ้ ด้เองอย่างงา่ ยๆ
สูตรการทานา้ ยาอเนกประสงค์ (สูตรหมอเขยี วทวี )ี หรอื สูตรอื่นๆ ก็ได้ตามวทิ ยากรแต่ละพน้ื ท่ี
วสั ดุ/วตั ถุดิบ
1. น้าหมักผลไม้รสเปรย้ ี ว จานวน ๕ ลิตร
2. เกลือแกง จานวน ๑ กิโลกรมั
3. N70 จานวน 1 กิโลกรมั
4. น้าด่างขี้เถ้า จานวน ๕ ลติ ร
5. น้าสะอาด(ไม่ใชน้ ้าประปา/ไม่ใชน้ า้ ฝน) จานวน 10 ลิตร
6. ถังพลาสติก + ไม้พาย
วธิ ที า
1. นา N 70 และเกลอื แกงใส่ถังแลว้ คนผสมทงั้ 2 ให้เขา้ กันจนกลายเปน็ สีขาวนวล
2. คอยเติมนา้ หมักผลไม้รสเปรย้ ี วและคนไปเรอ่ ื ย ๆ และเติมนา้ หมักฯ จนครบทง้ั 3 ลติ ร
3. ค่อยเติมนา้ ขเ้ี ถ้าจนครบทงั้ 1 ลติ ร
4. คนไปเรอ่ ื ย ๆ และเติมน้าเปล่าจนครบทงั้ 10 ลติ ร คนไปเรอ่ ื ย ๆ จนส่วนผสมทง้ั หมด
เขา้ กันและคนจนฟองยุบ ทงิ้ ไว้ประมาณ 6 ชว่ั โมงแลว้ จงึ กรอกใส่ขวดเพอื่ ใชต้ ่อไป
วธิ ใี ชแ้ ละประโยชน์
นา้ ยาอเนกประสงค์สามารถใชเ้ ปน็ นา้ ยาลา้ งจาน นา้ ยาซกั ผ้า น้าลา้ งห้องน้า รวมถึงการทา
ความสะอาดส่ิงของต่าง ๆ หากต้องการฟองจานวนมากให้เติมปรมิ าณ N70 เพมิ่ ขึน้ หากต้องการให้
นา้ ยาขจดั คราบไขมันได้ดีให้เพิม่ ปรมิ าณน้าขเ้ี ถ้า
จดั ทาโดย มูลนิธแิ พทย์วถิ ีธรรมแห่ง
ประเทศไทย ศูนย์เรยี นรสู้ ุขภาพตามแนว
เศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ ๑
ดอนตาล จงั หวัดมุกดาหาร
ขอบคุณ
113
6. ฐานคนรกั ษ์ป่า (ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง)
หลักสูตร วทิ ยากรจติ อาสาพัฒนาชมุ ชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยาย 10 นาที โดยให้แบง่ กลุม่ โดยให้พูดเรอ่ ื งปลูกปา่ 3 อยา่ ง
ประโยชน์ 4 อยา่ ง และ เรอ่ ื งปลกู ไม้ 5 ระดับ ส่งตัวแทน ได้ออกไปนาเสนอ
หลักการปลูกปา่ 3 อยา่ งประโยชน์ 4 อย่าง
พระราชดารกิ ารพฒั นาปา่ ไม้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช ในการ
ผสมผสานการอนุรกั ษ์ ดิน น้า และการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรปา่ ไม้ ควบค่กู ับความต้องการด้านเศรษฐกิจ
ปลูกปา่
1. ปา่ ไมใ้ ชส้ อย คือ ไมโ้ ตเรว็ เชน่ สะเดา ไม้ไผ่
2. ปา่ ไม้เศรษฐกิจ คือ เชน่ ไม้สัก ประดู่ พะยูง
3. ปา่ ไม้กินได้ คือ ไม้ผล เชน่ กล้วย มะม่วง และผักกินใบต่าง ๆ
ได้ประโยชน์
1. ไมใ้ ชส้ อย สาหรบั ใชใ้ นครวั เรอื น เชน่ นามาสรา้ งบา้ น ทาเลา้ เปด็ เลา้ ไก่ ด้ามจอบเสียม ทาหัตถกรรม
หรอื กระทง่ั ใชเ้ ปน็ เชอื้ เพลิง (ฟืน) ในการหุงต้ม
2. เปน็ แหลง่ รายได้ของครวั เรอื น เปน็ พชื ทสี่ ามารถนามาจาหน่ายได้ ซง่ึ ควรปลูกพชื หลากหลายชนิด
เพ่ือลดความเส่ียงเรอ่ ื งราคาตกตา่ และไม่แน่นอน
3. นามาเปน็ อาหาร นามาเปน็ อาหาร ทง้ั พืชกินใบ กินผล กินหัว และเปน็ ยาสมุนไพร
4. ประโยชน์ในการชว่ ยอนุรกั ษ์ดินและนา้ การปลูกพืชทห่ี ลากหลายอยา่ งเปน็ ระบบ จะชว่ ยสรา้ งสมดุล
ของระบบนิเวศ ชว่ ยปกปอ้ งผิวดินให้ชุม่ ชน้ื ดูดซบั นา้ ฝน
เทคนิคการปลูกปา่
แบ่งปา่ ออกเปน็ 5 ระดับ ตามชนั้ ความสูงของต้นไม้และ
ระบบนิเวศของปา่ ดังนี้
1. ไม้ระดับสูง อาทิ ตะเคียน ยางนา มะค่าโมง สะตอ
มะพรา้ ว ฯลฯ
2. ไม้ระดับกลาง อาทิ ผักหวานปา่ ต้ิว พลู กาลังเสือ
โครง่ กลว้ ย ฯลฯ
3. ไม้พมุ่ เตี้ยอาทิ ผักหวานบา้ น มะนาว พรกิ ไทย, ย่านาง
, เสาวรส ฯลฯ
4. ไม้เรย่ ี ดิน อาทิ หน้าวัว ผักเส้ียน มะเขอื เทศ แตงกวา
ถ่ัวถ่ัวฝกั ยาวสะระแหนง่ ฯลฯ
5. ไม้หัวใต้ดิน อาทิ ข่า ตะไคร้ ขม้ิน ไพล เผือก มัน บุก
กลอย ฯลฯ
114
ขอ้ คานงึ ในการปลูกป่า 3 อยา่ ง
1. การปลกู ชว่ งแรกควรเลือกปลูกไม้เบิกนา เชน่ แค มะรมุ สะเดา กลว้ ย อ้อย ไผ่ ข้าวและ
พืชผัก ทง้ั น้ี เพราะเปน็ พืชอาหารและไม้ใช้ สอยเล็กๆ น้อยๆ ทโ่ี ตและให้ผลผลติ เรว็ สามารถคลมุ ดิน
และดูดซบั ความชุม่ ชนื้ โดยควรเน้นปลูกพชื กินได้ ทโี่ ตไวเพื่อเปน็ แหลง่ อาหาร และไม้ใชส้ อย
2. ไม้ปลูกเพ่ืออยู่อาศัย หรอื ไม้เศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรอื ไม้ระดับสูง ควรปลกู ในปที ่ี 2
3. ไมส้ มุนไพร ส่วนใหญจ่ ะเปน็ ไม้พุ่มเตี้ย ไม้เรย่ ี ดิน และไม้หัวใต้ดิน มักจะเจรญิ เติบโตได้ดี ใน
ทร่ี ม่ และรม่ ราไร
4. นาขา้ วควรเลอื กทาในพื้นทใี่ ห้เหมาะสม สามารถให้ผลผลิตเพยี งพอ ตลอดท้ังปี
5. ควรขุดรอ่ งนา้ ขนาดเล็กเพ่ือเก็บน้าและความชุม่ ชนื้ แก่ต้นไม้ อีกทง้ั สามารถใชเ้ ล้ยี งปลาเพอ่ื
เปน็ อาหาร และหมุนเวยี นน้าไปสู่บอ่ ขนาดใหญ่
แนวคิดการปลกู ปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อยา่ ง
เปน็ แนวคิดของการผสมผสานการอนรุ กั ษ์และฟ้ ืนฟทู รพั ยากรปา่ ไม้ ควบค่กู ันไปกับการพัฒนา
ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยส่งเสรมิ ให้ชาวบ้านได้ตระหนักและเห็นคณุ ค่าจากปา่ ไม้ทปี่ ลูกโดยจาแนก
ตามการใชป้ ระโยชน์ ดังนี้
ประโยชน์เพื่อให้ “พออยู่” คือการปลกู ต้นไม้ทใี่ ชเ้ น้ือไม้และไม้เชงิ เศรษฐกิจให้เปน็ ปา่ ไม้กลมุ่ นี้เปน็ ไม้
อายุยาวนานซงึ่ จะเน้นประโยชน์ในเนื้อไมไ้ ด้เพื่อสรา้ งบา้ น ทาเครอ่ ื งเรอื น และถือได้วา่ เปน็ การออม
ทรพั ยเ์ พือ่ สรา้ งความมั่นคงในอนาคตต้นไม้กลุ่มน้ี ได้แก่ ตะเคียนทอง ยางนา แดง สัก ประดู่ พะยอม
พะยูง เปน็ ต้น
ประโยชน์เพอ่ื ให้ “พอกิน” คือการปลูกต้นไม้ทก่ี ินได้รวมทง้ั เปน็ สมุนไพร ไม้ในกลุม่ น้ี เชน่ แค มะรุม
ทเุ รยี น สะตอ ผักหวาน ฝาง แฮ่ม กล้วย ฟักขา้ ว เปน็ ต้น
ประโยชน์เพื่อ “พอใช”้ คือการปลูกต้นไม้สาหรบั ใชส้ อยในครวั เรอื น อาทิ เผาถ่าน ทางานหัตถกรรมหรอื
ทานา้ ยาซกั ล้างไม้ในกล่มุ นี้ เชน่ ประคาดีควาย หวาย ไผ่ หมเี หม็น เปน็ ต้น
ประโยชน์เพอ่ื “พอรม่ เยน็ ” คือประโยชน์อยา่ งท่ี 4 ทเี่ กิดจากการ ปลูกปา่ 3 อย่าง “พอรม่ เยน็ ” คือปา่
ทง้ั 3 อย่างจะชว่ ยฟ้ ืนฟรู ะบบนิเวศดินและน้า ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ รม่ รน่ ื เยน็ ฉา่ ขน้ึ มา
หลักการที่ 1 การสรา้ ง “ปา่ เปยี ก”
วธิ ที ี่ 1 ทาระบบปอ้ งกันไฟไหม้ปา่ โดยใชแ้ นวคลองส่งน้าและแนวพชื ชนิดต่างปลูกไว้ตามแนวคลอง
วธิ ที ่ี 2 สรา้ งระบบการควบคุมไฟปา่ ด้วยปา่ เปยี ก โดยอาศัยชลประทานและน้าฝน
วธิ ที ี่ 3 ปลูกต้นไม้โตเรว็ คลุมแนวรอ่ งน้า เพอื่ ให้เกิดความชุม่ ชนื้ แผ่ขยายออกไปทง้ั สองรอ่ งนา้ ซ่ึงจะชว่ ย
ปอ้ งกันไฟปา่ เนื่องจากไฟปา่ จะเกิดขนึ้ หากขาดความชมุ่ ชน้ื ของสภาพปา่
วธิ ที ี่ 4 สรา้ งฝายชะลอความชุม่ ชน้ื หรอื ทเ่ี รยี กว่า “Check Dam” เพอ่ื ปดิ กั้นรอ่ งน้าหรอื ลาธารขนาด
เล็กๆ เพ่อื ใชเ้ ก็บกักนา้ และตะกอนดินไว้บางส่วน โดยนา้ ทเี่ ก็บไว้จะซมึ เข้าไปสะสมในดิน ทาให้ความชุ่ม
ชนื้ ขยายเข้าไปทงั้ สองด้านจนกลายเปน็ ปา่ เปยี ก
วธิ ที ่ี 5 สูบนา้ จากทส่ี ูงแล้วปลอ่ ยให้ไหลลงมาทลี ะน้อย เพ่อื ชว่ ยเสรมิ การปลกู ปา่ บนพ้นื ทสี่ ูงในรูป “ภเู ขา
ปา่ ” ให้กลายเปน็ ปา่ เปยี กชว่ ยปอ้ งกันไฟปา่ ได้
115
วธิ ที ่ี 6 ปลกู ต้นกลว้ ย ซงึ่ สามารถอุ้มน้าไวไ้ ด้มากกว่าพชื ชนิดอื่น ในพนื้ ทท่ี กี่ าหนดให้เปน็ ชอ่ งว่างของปา่
กว้าง 2 เมตร เพือ่ เปน็ แนวปะทะกับไฟปา่
ทฤษฎีการปลูกปา่ โดยไม่ต้องปลูกตามหลักการฟ้ ืนฟูสภาพปา่ ด้วยวัฏจกั รธรรมชาติ (Natural
Reforestation) การปลกู ปา่ โดยไม่ต้องปลกู มี 3 วธิ ี ดังนี้
ปลอ่ ย ถา้ เลอื กพ้นื ทเ่ี หมาะสมแล้วควรทง้ิ ปา่ ไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปปรบั สภาพอ่ืนใดปา่ จะเติบโตขึน้ มาเปน็
ปา่ สมบูรณ์ได้เอง
ปละ ในสภาพปา่ เต็งรงั ปา่ เส่ือมโทรมไม่ต้องไปทาอะไรเพราะตอไม้จะแตกกิ่งออกมาอีก ถึงแม้ต้นไม่
สวยแต่จะกลายเปน็ ต้นไม้ใหญไ่ ด้
ประคับประคอง ไม่รงั แกปา่ หรอื ต้นไม้ เพียงแต่ค้มุ ครองให้เจรญิ เติบโตตามธรรมชาติเทา่ นั้น
หลักการท่ี 2 ปลกู ป่าในทส่ี ูง
ใชไ้ มจ้ าพวกทม่ี ีเม็ดท้ังหลาย ขนึ้ ไปปลูกบนยอดทสี่ ูง เมื่อโตมีเมลด็ พันธุ์ โดยจะลอยตกลง
มาแล้วงอกในทต่ี า่ ต่อไป เปน็ การขยายพันธโุ์ ดยธรรมชาติ
หลักการท่ี 3 ปลกู ปา่ ธรรมชาติ
ปลกู ต้นไม้ดั้งเดิม ศึกษาก่อนว่าพนั ธุพ์ ืชพันธุไ์ ม้ด้ังเดิมมีอะไร เปน็ อย่างไรแล้วปลกู เพ่มิ เติมตามที่
เหมาะสม งดปลกู ไม้ต่างถิ่น ไม่ควรนาไม้แปลกปลอมหรอื พันธตุ์ ่างถิ่นเข้ามาปลกู โดยยงั ไม่ได้ศึกษา
อย่างแน่ชดั
ขอ้ คานงึ ในการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
ไม้เบิกนา ไม้สะเดา มะรมุ แค กล้วย อ้อย และพืชผักอายุส้ัน ควรหามาปลกู ก่อนเพอ่ื สรา้ งแหลง่ อาหาร
ให้กับครอบครวั
ไม้เพอ่ื อยู่อาศัย ควรปลกู หลงั จากปลูกไม้ในขอ้ ท่ี 1 ประมาณ 1-2 ปี
ไม้สมุนไพร จะเจรญิ เติบโตได้ดีเมื่อมีความรม่ รน่ ื เพยี งพอ นาขา้ ว กาหนดพนื้ ทใ่ี ห้เหมาะสมหากมีพ้นื ท่ี
เพยี งพอ เพอ่ื เก็บขา้ วไว้กินระหวา่ งปโี ดยไม่ต้องซอ้ื รอ่ งนา้ ควรขุดรอ่ งน้าขนาดเล็กเพือ่ ให้ความชุม่ ชน้ื
กับพ้ืนดินและต้นไม้ ซงึ่ จะทาให้สามารถเลย้ี งปลาธรรมชาติเพ่ือใชเ้ ปน็ อาหาร โดยขุดให้เชอื่ มต่อกับบ่อ
ขนาดใหญ่ปลกู ต้นไม้ให้หลากหลาย เพ่ือใชป้ ระโยชน์ได้หลากหลาย ชว่ ยลดค่าใชจ้ า่ ย สรา้ งความม่ันคง
ซง่ึ เปน็ การเสรมิ สรา้ งภมู ิค้มุ กันในครอบครวั และชุมชน
วธิ กี ารปลูกต้นไม้ แบบหลุมพอเพยี ง.....ปลูกทกุ อย่างในหลุมเดียว ลดภาระการรดน้า ปลกู ซา้
หลุมพอเพียง คือ การปลูกพืชหลายอย่างในหลมุ เดียว หลุมทว่ี ่านี้ไม่ได้สภาพเปน็ หลุมลึก ๆ แต่
เปน็ การปลกู พชื เปน็ กลุ่ม ขนาดทนี่ ่าลองทาคือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร แต่สาหรบั คนทม่ี ีพ้ืนท่ี
ว่าง เพื่อเตรยี มปลูกพืช อาจจะทาหลายๆหลุมขนาดทกี่ าลังพอแรง คือขนาดกว้าง 80-100 เซนติเมตร
จะทาวงกลมหรอื สี่เหล่ียมก็ได้ ระยะห่างระหว่างหลุม 4x4 เมตร ถ้ามีพื้นท่ี 1 ไร่ จะได้ 100 หลุม หรอื
ถ้าไม่มีทเ่ี ปน็ ผืนก็สรา้ งหลุมไวต้ ามหัวไรป่ ลายนา มุมบ้าน หลังครวั ขอบบอ่ นา้ รมิ ทางเดิน ได้หมด
หลมุ พอเพียง เปน็ วธิ กี ารบรหิ ารจดั การสิ่งทอ่ี ยูใ่ นหลุม เรม่ ิ จากเตรยี มพืน้ ทตี่ ามขนาดทกี่ าหนด
แลว้ ก็ปลูกหญ้าแฝกเปน็ รูปวงกลมหรอื เปน็ ลอ็ กส่ีเหลยี่ ม จากนั้นปลูกไม้ในหลมุ นี้ ลงได้ถึง4-5 ประเภท
ในหลุมเดียว เพื่อลดภาระการรดนา้ ปลูกซ้า เก้ือต่อการกาจดั ศัตรูพืชเพราะให้ทกุ อยา่ งเกื้อกลู อันเอง
116
ต้นไม้ทจ่ี ะปลูกในหลมุ แบง่ เปน็ 5 ประเภท
1. ไม้พีเ่ ล้ยี ง เปน็ ไม้ทใ่ี ห้รม่ เงา เก็บน้า เก็บความชน้ื โดยเฉพาะชว่ งรอ้ นหรอื หน้าแล้ง เชน่ กล้วย
น้าว้า กล้วยหอม ควรปลกู ทางทศิ ตะวนั ตก เพราะชว่ ยบังแสงชว่ งบา่ ยทอ่ี ากาศรอ้ นจดั เปน็ พี่เลี้ยงให้พืช
ทไี่ ม่ชอบแดดจดั มาก ได้กลว้ ยเครอื แรกเม่ือปลกู 1 ปี ก็ตัดทงิ้ ปลอ่ ยหน่อใหม่ให้ทางาน
2. ไม้ฉลาด เปน็ ไม้ขา้ มปี ทสี่ ามารถเอาตัวรอดได้ดี เก็บผลได้นานพอสมควร เชน่ ชะอม
ผักหวาน มะละกอ ผักต้ิว ผักเม็ก เรม่ ิ เก็บกินได้ต้ังแต่ 1 เดือนไปเรอ่ ื ยๆ
3. ไม้ปัญญาอ่อน หรอื ไม้รายวนั เปน็ ไม้ลม้ ลุกปลูกงา่ ย ตายเรว็ ต้องคอยปลูกใหม่ ดูแลรดน้า
ทกุ วัน แต่เก็บผลได้เรว็ ได้ทกุ วนั เชน่ พรกิ มะเขอื กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ข่า ฟักทอง แตงไทย
แตงกวา ผักบุง้ จนี คะน้า เปน็ ต้น เรม่ ิ เก็บกินได้ตั้งแต่ 15 วัน
4. ไม้บานาญ เปน็ ไม้ผลยืนต้น ใชเ้ วลาปลูก 2 - 4 ปี แต่เม่ือให้ผลผลติ แล้ว เก็บกิน เก็บขายได้
เรอ่ ื ย ๆ เชน่ ขนนุ มะม่วง มะนาว กระทอ้ น เงาะ ทเุ รยี น มังคุด ยางพารา เปน็ ต้น ในหลมุ หนงึ่ ควรเลือก
ปลกู แค่ประเภทเดียว
5. ไม้มรดก เปน็ กลุ่มไม้ใชส้ อยทอ่ี ายุยนื ใชเ้ วลาปลูกนาน เก็บไว้เปน็ มรดกให้ลูกหลาน ตัดขาย
ก็ได้เงนิ ก้อนใหญ่หรอื จะเอาไวใ้ ชซ้ อ่ มแซมบา้ นก็ได้ เชน่ ประดู่ สักทอง ยางนา สะเดา พะยูง ชงิ ชนั ไม้
พวกน้ีเปน็ ไม้ใหญ่ ปลูกฝ่ งั ตรงข้ามกับต้นกล้วย
พืน้ ทใี่ ต้รม่ เงาหรอื บรเิ วณหลมุ ทม่ี ีการเตรยี มดินใส่ปุย๋ ปรบั ปรุงดินรดน้าและดูแล ยังสามารถใช้
ประโยชน์ได้อีกมาก แทนทจ่ี ะปลอ่ ยให้วชั พชื ข้นึ เปน็ ภาระทต่ี ้องคอยกาจดั การปลูกพชื บางอย่างทม่ี ีกลิ่น
เฉพาะ ชว่ ยไลแ่ มลงศัตรพู ชื นอกจากน้ันยังเปน็ กศุ โลบายทที่ าให้พชื หลกั ทต่ี ้องการปลกู เชน่ ไม้ผล ไม้
ยนื ต้น ไม้ปา่ ยนื ต้น เจรญิ เติบโตและมีโอกาสรอดสูง เพราะผู้ปลกู จะคอยห่วงใย หม่ันดูแล ทาให้พืช
หลกั ดังกล่าวเจรญิ เติบโตดีกว่าปกติอีกด้วย และหากพืชชนิดใด ชนิดหนง่ึ จะเบียดเบยี นพืชอื่นมาก
เกินไปก็คอยควบคมุ ให้เหมาะสม ตัดแต่งทรงพมุ่ จดั พืชหรอื เถาเลอื้ ยให้เหมาะสม สาหรบั พืชพี่เลยี้ งก็
ไม่ต้องมาก ในหนงึ่ หลุมปลูกกล้วยเพยี ง ๑ -๒ ต้น เทา่ น้ัน คือ ต้นทก่ี าลังให้เครอื อีกหนง่ึ ต้นสารองไว้
สาหรบั เครอื ต่อไปนอกน้ันให้ขุดหน่อไปขายหรอื ไปปลกู ทอ่ี ่ืน
การปลูกหญ้าแฝกลอ้ มต้นไม้หลกั ไม่ว่าจะอยูใ่ นรูปแบบหลมุ พอเพียงหรอื ไม้เดี่ยวรากหญ้าแฝก
จะเปน็ รา่ งแหในแนวด่ิงชว่ ยยดึ ดินให้คงรูปเปรยี บเสมือนกระถางธรรมชาติ เพราะปมรากแฝกจะ ชว่ ย
เพิ่มธาตุอาหารในดิน ชว่ ยดูดซบั นา้ ในดินไว้ แทนทจี่ ะซมึ หายลงใต้ดินอย่างรวดเรว็ กอแฝกทเี่ บยี ดชดิ
ชว่ ยดักตะกอนดินซง่ึ รวมปุย๋ ทใี่ ส่ และ ใบแฝกทตี่ ัดมาคลมุ ดินยงั ชว่ ยรกั ษาดินให้ชุม่ ชนื้ ในทสี่ ุดก็ยอ่ ย
เครอ่ ื งมือ 1 พนั ธไุ์ ม้ หรอื เมล็ดพันธุ์ ทจ่ี ะปลูก
2 ปุย๋ นา้ หมักรสจดื และปุย๋ แห้ง (แห้งชาม น้าชาม)
3 ฟาง หรอื เศษใบไม้
4 จอบ เสียม
สภาพแวดลอ้ ม อยใู่ นสถานทจ่ี รงิ ได้ฝกึ ปฏิบัติจรงิ แบบ on the Jop training
เงอ่ ื นเวลา 45 นาที เนื่องจากเวลาในการเรยี นรนู้ ้อย ให้วทิ ยากรหรอื ครูพาทาจะต้องใชว้ ธิ กี าร
แลกเปลย่ี นเรยี นรู้
117
7. ฐานคนรกั ษ์น้า (การจดั การและอนุรกั ษ์น้า)
หลกั สูตร วทิ ยากรจติ อาสาพฒั นาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยาย 30 นาที แลว้ ให้ทกุ คนซกั ถามพูดกัน
ในกลุ่ม ฝึกปฏิบตั ิจรงิ ได้ถือจอบ ถือเสียม มาชว่ ยกัน
ขุดคลองไสไ้ ก่เพอ่ื สรา้ งชุม่ ชน้ื ให้กับพนื้ ท/ี่ ต้นไม้
ฝายชะลอนา้ หรอื ฝายชะลอความชุม่ ชน้ื
ซง่ึ หมายถึงสิ่งก่อสรา้ งทขี่ วางทางกั้นลานา้ ขนาดเลก็ ในบรเิ วณต้นน้า หรอื พ้ืนทท่ี ี่มีความลาดชนั
สูงเพอื่ ให้น้าทไ่ี หลมาแรงสามารถทจี่ ะชะลอการไหลชา้ ลง และเก็บกักตะกอนเพื่อไม่ให้ลงไปสู่บรเิ วณลุ่ม
น้าตอนล่าง
ประเภทของฝายชะลอนา้ หรอื ฝายชะลอความชุม่ ชน้ื แบ่งได้ 2 ประเภท
1. ฝายต้นนา้ ลาธารหรอื ฝายชะลอความชุม่ ชน้ื เปน็ ฝายทกี่ ักเก็บนา้ ให้ไหลชา้ ลงและสามารถซมึ
ลงใต้ผิวดิน เพอื่ สรา้ งความชุม่ ชน้ื ให้แก่พืน้ บรเิ วณน้ัน
2. ฝายดักตะกอนดิน ทราย เปน็ ฝายทด่ี ักตะกอนดินและทรายไม่ให้ไหลลงสู่แหล่งนา้ เบื้องลา่ ง
รูปแบบของฝาย สามารถแบง่ ออกได้ 3 แบบ
1. แบบทอ้ งถิ่นเบือ้ งต้นหรอื ทเี่ รยี กกันทวั่ ไปว่า “ฝายแม้ว” เปน็ การก่อสรา้ งด้วยวสั ดุทมี่ ีอยู่ตาม
ธรรมชาติเชน่ กิ่งไม้ ทอ่ นไม้ ขนาบด้วยก้อนหินขนาดต่างๆ ในลาห้วย หรอื รอ่ งนา้ โดยจะสามารถดัก
ตะกอน ชะลอการไหลของนา้ และเพิ่มความชุม่ ชน้ื ให้แก่บรเิ วณพืน้ ทร่ี อบๆ ฝายได้
2. แบบเรยี งด้วยหินค่อนข้างถาวร เปน็ การก่อสรา้ งด้วยการเรยี งหินเปน็ ผนงั กั้นน้าจะก่อสรา้ ง
บรเิ วณตอนกลางและตอนล่างของลาห้วยหรอื รอ่ งนา้ จะสามารถดักตะกอนและเก็บกักน้าในชว่ งฤดู
แล้งได้บางส่วน
3. แบบคอนกรตี เสรมิ เหลก็ เป็นการก่อสรา้ งแบบถาวร ส่วนมากจะดาเนินการในบรเิ วณตอน
ปลายของลาห้วยหรอื รอ่ งนา้ ทาให้สามารถดักตะกอนและเก็บกักน้าในฤดูแล้งได้ดี ค่าก่อสรา้ งขึน้ อยูก่ ับ
ขนาดของลาห้วย ซงึ่ ควรมคี วามกว้างไมเ่ กิน ๕ เมตร
ประโยชน์ของฝายชะลอนา้
1. ชว่ ยเก็บกักนา้
2. ชว่ ยลดความรุนแรงของการเกิดไฟปา่
3. ชว่ ยลดการพงั ทลายของหน้าดินและลดความรุนแรงของกระแสน้าในลาห้วย
4. ชว่ ยกักเก็บตะกอนและวสั ดุต่างๆทไ่ี หลลงมากับนา้ ในลาห้วย
5. ชว่ ยเพม่ิ ความหลากหลายทางชวี ภาพ
6. เปน็ ทอี่ ยู่อาศัยของสัตวน์ ้าและใชเ้ ปน็ แหลง่ นา้ เพอื่ การอุปโภคบรโิ ภค
118
วธิ กี ารทาฝายชะลอนา้
1. แนวทางการก่อสรา้ งฝายต้นนา้ ลาธาร/ฝายชะลอนา้
1 การเลอื กสถานทก่ี ่อสรา้ ง
ในการเลอื กจุดทก่ี ่อสรา้ งฝายต้นน้าลาธารปจั จยั สาคัญทค่ี วรคานงึ ถึงคือ ประโยชน์ทจี่ ะได้รบั จาก
ฝาย ไม่วา่ จะเปน็ ด้านการอนรุ กั ษ์ต้นนา้ ด้านนิเวศวทิ ยาปา่ ไม้ ด้านเกษตรกรรม ตลอดจนด้านชุมชน
นอกจากน้ีการกาหนดพ้ืนทที่ จ่ี ะก่อสรา้ ง ยังต้องขน้ึ อยู่กับสภาพพื้นทค่ี วามจาเปน็ และความเหมาะสม
อ่ืน ๆ ประกอบอีกด้วย
2 การเลือกวสั ดุสาหรบั ก่อสรา้ ง
รูปแบบของฝายต้นนา้ ลาธาร สามารถแบ่งแยกออกตามวสั ดุทใ่ี ชใ้ นการก่อสรา้ งเปน็ 2 แบบ
ด้วยกัน คือวัสดุ ทห่ี าได้จากธรรมชาติ เชน่ เศษไม้ ปลายไม้ และเศษวัชพืช หินขนาดต่างๆทหี่ าได้ใน
พน้ื ท่ี และวสั ดุทจี่ ะต้องจดั ซอื้ เชน่ ปูนซเี มนต์ เหลก็ เส้น กรวด ทราย การเลอื กวัสดุแต่ละชนิดข้ึนอยู่กับ
ชนิด ขนาดและวัตถุประสงค์ รวมทง้ั สภาพพน้ื ที่ ปรมิ าณนา้ และปจั จยั ต่างๆ ในแต่ละจุด
3 การกาหนดขนาดของฝาย
ขนาดของฝายไม่มีการกาหนดขนาดตายตัว ข้นึ อยู่กับปจั จยั ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
3.1 พ้ืนทร่ี บั นา้ ของแต่ละลาห้วย
3.2 ความลาดชนั ของพื้นท่ี
3.3 สภาพของดิน/การชะลา้ ง
พงั ทลายของดิน
3.4 ปรมิ าณนา้ ฝน
3.5 ความกวา้ ง-ลกึ ของลาห้วย
3.6 วตั ถุประสงค์ของการก่อสรา้ ง
4. วธิ กี ารก่อสรา้ ง
การก่อสรา้ งฝายแต่ละฝายขึ้นอยู่กับชนิดและวสั ดุทใี่ ช้ ถ้าเป็นฝายผสมผสาน เชน่ ฝายเศษไม้
และฝายกระสอบทราย เปน็ เพยี งการนาวัสดุดังกล่าวมาวางกองรวมกันเพอ่ื ขวางรอ่ งห้วย โดยใชห้ ลกั
เสาไม้ หรอื เสาคอนกรตี ปกั ยดึ ให้ลกึ พอสมควรก็เพยี งพอ เนื่องจากฝายดังกล่าวส่วนใหญจ่ ะอยู่ในระดับ
ต้น ๆ ของลาห้วย ซง่ึ มีปรมิ าณน้าและความรนุ แรงของการไหลไม่มาก จงึ ไม่จาเปน็ ต้องการความ
แข็งแรงนัก ประกอบกับฝายดังกล่าวมีวตั ถปุ ระสงค์เพียงเพอื่ กรองตะกอนไว้เพียงบางส่วนเทา่ นั้น ไม่มี
การเก็บกักนา้ จงึ สามารถสรา้ งได้ทว่ั ๆ ไปไม่มขี อ้ กาหนดมากนัก
ส่วนฝายกึ่งถาวร และฝายถาวร เชน่ ฝายหินเรยี งและฝายคอนกรตี เสรมิ เหลก็ นั้น ในการ
ก่อสรา้ งควรเน้นเรอ่ ื งความแขง็ แรงเปน็ หลกั ควรมีการวางฐานรากทแ่ี ข็งแรงให้เพียงพอ โดยการ
เจาะลกึ ลงไปในพ้นื ทร่ี อ่ งห้วยให้ถึงดินแข็งหรอื ชนั้ หินประมาณ 1 เมตร และมีสันฝายลึกเขา้ ไปในผนงั
รอ่ งห้วยทง้ั สองด้านอยา่ งน้อยขา้ งละ 1.00 - 1.50 เมตร ทง้ั น้ีขึ้นอยู่กับสภาพของดินในแต่ละห้วยด้วย
หรอื อาจใชว้ ธิ กี ารอยา่ งอื่นเพือ่ เสรมิ ความแข็งแรงของตัวฝายให้มากขน้ึ ก็ได้ อนง่ึ ในการก่อสรา้ งฝายแต่
ละชนิด ถ้าเปน็ ฝายก่ึงถาวรหรอื ฝายถาวรทมี่ ีการเก็บกักนา้ ควรคานงึ ถึงทางระบายนา้ หรอื ทางนา้ ล้นให้
เพยี งพอกันกับปรมิ าณน้าทไี่ หลผ่าน ไม่เชน่ น้ันอาจจะกระทบกระเทอื นกับโครงสรา้ งของฝายน้ัน ๆ ได้
119
การจดั การนา้ บนพืน้ ทส่ี ูงตามศาสตรพ์ ระราชา (ฝายชะลอนา้ )
วัตถุประสงค์
1. อธบิ ายเรอ่ ื งฝายชะลอนา้ แต่ละรปู แบบ
2. อธบิ ายการสรา้ งฝายแต่ละรปู แบบ
3. อธบิ ายประโยชน์ของฝายชะลอนา้
กิจกรรม
1. ศึกษารปู แบบฝายชะลอน้า ฟังบรรยายพรอ้ มเอกสาร
2. ศึกษาวธิ กี ารสรา้ งฝายแต่ละรปู แบบ ฟังบรรยายพรอ้ มเอกสาร
3. ลงมือปฏิบัติการสรา้ งฝายชว่ั คราว
คลองไส้ไก่
- คลองไส้ไก่ คือ การขุดรอ่ งน้าในทด่ี ิน เปน็ หนง่ึ ในรูปแบบหลุมขนมครกเพ่ือกักเก็บนา้ และ
กระจายความชุม่ ชน้ื ไปทว่ั บรเิ วณพื้นทเ่ี พาะปลูก
- คลองไส้ไก่ คือ การขุดรอ่ งน้าในทด่ี ิน เปน็ หนง่ึ ในรูปแบบหลุมขนมครกเพื่อกักเก็บน้าและ
กระจายความชุม่ ชนื้ ไปทวั่ บรเิ วณพนื้ ทเี่ พาะปลกู เปรยี บเสมือนลาธารทม่ี ีความคดเคี้ยว มีการไหลตก
กระทบ นา้ ทไ่ี หลผ่านจะซมึ ลงสู่พนื้ ดินทาให้เกิดความชุม่ ชน้ื
วธิ ขี ุดคลองไส้ไก่
ให้ขุดเปน็ รอ่ งโดยมีความกวา้ งและความลึก 50 เซนติเมตรโดยนาดินทไ่ี ด้จากการขุดมาถมใน
ฝ่ งั ตรงข้ามของแหล่งนา้ ทไี่ หลมาทาคันดินให้กวา้ ง 1 เมตรแลว้ ปลูกแฝกเพ่ือลดการพังทลายของคัน
ดิน ปลูกไม้ผลและผักสวนครวั ไวเ้ ปน็ แหลง่ อาหาร
น อ ก จ า ก น้ี ให้ ขุ ด ห ลุ ม เล็ ก ๆ
(หลุมขนมครก) เพื่อให้น้าที่ไหลมา
ตกในหลุม เป็นการชะลอน้าท่ีไหล
ผ่านไม่ให้ไหลแรงเกินไป รวมถึงการ
ทาฝายเล็ก ๆ เป็นระยะ ๆ เพื่อชะลอ
น้า ทาให้น้าซมึ ลงใต้ดินได้มากท่ีสุด
และยังเป็นการล็อกตะกอนดินทเ่ี กิด
จ าก ก ารทั บ ถ ม กั น ขอ งใบ ไม้ แ ล ะ
อินทรยี วัตถุต่าง ๆ ซง่ึ อุดมด้วยธาตุ
อาหารทจี่ าเปน็ แก่พืช
120
การขุดคลองไส้ไก่มี 3 แบบ คือ
1. คลองไส้ไก่บนพ้ืนทล่ี าดเอียงทเี่ ปน็ ภเู ขา
จะขุดคลองไส้ไก่เพื่อรบั นา้ จากบรเิ วณพ้ืนทล่ี าดชนั ให้ลงมาสู่คลองไส้ไก่ เพอื่ ให้น้าไหลเอ่ือย ๆ ซึมลงดิน
ให้มากทส่ี ุดแล้วไหลผา่ นไปยังพืน้ ทต่ี า่ สุด
2. คลองไส้ไก่บนพ้ืนทเี่ นิน
จะขุดคลองไส้ไก่เพ่อื เปลย่ี นทางน้าให้ไหลมายังพื้นทเ่ี พาะปลูก เพ่อื ให้เกิดความชุม่ ชน่ื ของพน้ื ท่ี
3. คลองไส้ไก่บนพนื้ ทรี่ าบล่มุ
จะขุดคลองให้คดโค้งให้นา้ ไหลเอื่อยแล้วค่อย ๆ ไหลแบบเคลือ่ นตัวตลอดเวลา นอกจากกระจายความ
ชุม่ ชน้ื แลว้ ยังทาให้อากาศเข้ามาแทรกในนา้ ทาให้น้าไม่เน่า
ประโยชน์ของคลองไส้ไก่
กักเก็บนา้ ให้ซมึ ลงดิน
เปล่ียนทางนา้ ให้กระจายสู่พ้นื ทเี่ พาะปลูก
ลอ็ กตะกอนดินหรอื ธาตุอาหาร
ปอ้ งกันการพังทลายของหน้าดิน
เครอ่ ื งมือ จอบ เสียม และใจ
สภาพแวดล้อม อยู่ในสถานทจ่ี รงิ ได้ฝึก
ปฏิบตั ิจรงิ แบบ on the Jop training
เงอ่ ื นเวลา 45 นาที เนื่องจากเวลาในการ
เรยี นรมู้ ีจากัดหรอื เวลาน้อย ทาให้วทิ ยากรหรอื ครูจะต้องใชว้ ธิ กี ารแลกเปล่ยี นเรยี นรู้
121
8. ฐานคนรกั ษ์แม่โพสพ (นาข้าวอินทรยี ์)สู่วถิ ีชาวนาไทย
หลักสูตร วทิ ยากรจติ อาสาพฒั นาชุมชนตามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยาย 30 นาที แล้วให้ทกุ คนซกั ถามพดู กัน
ในกลมุ่ หรอื ฝกึ ปฏิบัติจรงิ ในพ้ืนทปี่ ลูกข้าว/ดานา (ถ้ามี)
“...ขอบใจทนี่ าสิทธบิ ัตรนี้ ซง่ึ ถือวา่ เปน็ การประกันวา่ การขา้ วไทยเป็นของไทยแท้ ซง่ึ คน
หนักใจวา่ เราเป็นขา้ วไทยมานานแลว้ จะกลายเปน็ ต้องไปกนิ ขา้ วฝรงั่ เพราะว่าสิทธบิ ตั รนี้
เปน็ ของฝรง่ั แต่ว่ามาอย่างนี้ ก็ถอื ว่าเปน็ ว่าเราได้รบั ประกันว่าเราเป็นขา้ วไทย และจะกิน
ขา้ วไทยต่อไป ฉะนั้นการทมี่ สี ิทธบิ ตั รนี้ ก็เปน็ สง่ิ ทส่ี าคัญ และกห็ วงั วา่ จะต้องทกุ คนจะ
รกั ษาความเป็นไทยได้ด้วยรบั ประทานกินขา้ วไทย ไมต่ ้องกนิ ขา้ วฝรงั่ ...”
พระราชดารสั ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวฯ
ณ พระตาหนักเป่ ยี มสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรขี นั ธ์ เม่ือวันท่ี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒
ขา้ วเปน็ พชื ทห่ี ลอ่ เลยี้ งเผ่าพันธคุ์ นไทยมานับต้ังแต่โบราณกาล โดยมีการค้นพบหลักฐานทช่ี วี้ ่า
ได้เกิดภูมิปญั ญาการปลูกขา้ วด้วยการปกั ดาในวัฒนธรรมบ้านเชยี งซงึ่ มีอายุไม่ต่ากวา่ ๕,๐๐๐ ปี และ
จากการตรวจพบเมล็ดขา้ วเก่าแก่อายุมากกว่า ๖,๐๐๐ ปี ผสมอยู่ในภาชนะดินเผาทโ่ี นนนกทา จงั หวดั
ขอนแก่น สนับสนุนแนวคิดทวี า่ บรรพบุรุษของเราชาวเอเชยี อาคเนย์ ได้เรม่ ิ ทาการปลกู ขา้ วก่อนทวี่ ถิ ี
แห่งข้าวจะแพรห่ ลายเขา้ ไปสู่ประเทศอินเดีย จนี ญป่ี ุน่ และเกาหลี
คนไทยผูกพนั นับถือและบูชาข้าวในนามเรยี กขาน “แม่โพสพ” เทพธดิ าประจาต้นข้าว ซง่ึ เชอ่ื วา่
คอยชว่ ยเหลอื ชาวนาให้สามารถทานาได้พอกินและพอสาหรบั จุนเจอื เพ่อื นมนษุ ย์ ดังคาอธษิ ฐานของ
ชาวนาในอดีตระหวา่ งทาการหว่านเมล็ดพนั ธขุ์ า้ ว ๓ กาแรก ลงบนผืนนา โดยกาที่ ๑ กลา่ ววา่ “ทาบุญ”
กาที่ ๒ กล่าวว่า “ทาทาน” และกาท่ี ๓ กลา่ ววา่ “เล้ียงชวี ติ ”
122
ในขณะทค่ี นไทยบรโิ ภคข้าวเฉลย่ี ๑๕๐-๓๐๐ กิโลกรมั ต่อคนต่อปี และข้าวกลายเปน็ อาหาร
หลักของคนทวั่ โลกกว่า๔,๐๐๐ ล้านคน ทาให้ประเทศไทยส่งออกขา้ วได้มากกว่า ๗ ลา้ นตันต่อปี โดยใน
ปพี .ศ. ๒๕๕๐ มียอดการส่งออกมากถึง ๙.๒ ล้านตัน
ด้วยเหตุปจั จยั หลายอยา่ งทงั้ ด้านเศรษฐกิจและนโยบายรฐั นับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
แห่งชาติฉบบั ที่ ๑ จนถึงปจั จุบนั ส่งผลให้วถี ีการปลูกขา้ วด้วยความละเมียด ทะนถุ นอมและเคารพ
เกื้อกูลต่อแม่โพสพ ธรรมชาติ และเพอื่ นมนษุ ย์ ผืนดินของบรรพชนชาวนาไทยได้เปล่ยี นแปลงไปจาก
วถิ ีดั้งเดิมอย่างส้ินเชงิ
การทานาเพ่ือการ “ทาบุญ ทาทาน
เลี้ยงชีวติ เคารพเก้ือกูลในแม่โพสพและ
ธรรมชาติ” เปล่ียนเป็นการผลิตเพื่อขาย
และการให้ค่ากับผลกาไรและศรทั ธาในเงนิ
ทองเป็นท่ีตั้ง ส่งผลให้เกิดการขยายพื้นท่ี
ทานาอย่างกวา้ งขวาง
ข้อมูลจากทางสานักงานเศรษฐกิจ
การเกษตร ปีพ.ศ. ๒๕๕๐/๒๕๕๑ ระบุว่า
ประเทศไทยมีพื้ นที่เพ าะปลูกข้าวนาปี
๕๗.๔๒ ล้านไร่ ผลติ ข้าวเปลือกได้ ๒๓.๓๙ ลา้ นตัน แต่ขณะเดียวกันชาวนาไทยกลับยากจนข้นแค้น เป็น
หน้ีสิน ทดี่ ินหลดุ มือ
จากการทานาทไี่ ม่ต้องใชเ้ งนิ สักบาทในอดีต ต้นทนุ การผลติ ขา้ วเฉลย่ี ปพี .ศ. ๒๕๕๑ เพม่ิ สูงขึน้
ถึง ๖,๐๐๐ บาท/ไร่ ซง่ึ ในรายการนี้รวมถึงค่าซอื้ ปุย๋ และสารเคมีจากต่างประเทศทเี่ พมิ่ ปรมิ าณมากขึ้นใน
ทกุ ๆ ปี ปุย๋ ฝรง่ั เบยี ดแทนทมี่ ูลจากควายอดีตเพือ่ นค่กู ายคูใจของบรรพชนชาวนาไทย ซง่ึ นอกจากคอย
ชว่ ยเหลือชาวนาในด้านแรงงานแลว้ ยงั ผลิตปุย๋ ธรรมชาติให้แก่ชาวนาอีกด้วย โดยควายรนุ่ ทม่ี ีน้าหนัก
ประมาณ ๒๕๐ กิโลกรมั ๑ ตัว จะถ่ายมูลสดเฉลย่ี วันละ ๑๓.๕ กิโลกรมั หรอื คิดเปน็ มูลแห้ง ๔ กิโลกรมั
วถิ ีชาวนายุค “เงนิ ทองเป็น
ให ญ่ ” ที่ดูเหมือนว่าจะเป็น
ความหวังอันเรอื งรองของพ่ี
น้องชาวนา ได้ส่งผลสะท้าน
สะเทือนต่อระบบนิเวศนาข้าว
จากที่เคยอุดมสมบูรณ์ดังคา
กลา่ วทวี่ ่า “ในน้ามีปลา ในนามี
ข้าว” กลับล่มสลายกลายเป็น
ผืนนาอันไรซ้ งึ่ ชวี ติ
123
ไม่มีปูปลาในนาข้าวเฉกเชน่ ในอดีต ควายเหล็กหรอื รถไถนาจากต่างชาติบุกทลายไปทั่วทกุ พ้ืนท่ี ผืนนา
ไทยท่เี คยอุดมก็โทรมทรุดลงอย่างรวดเรว็ ราวกับคนปว่ ยที่กาลังส้ินลม ซง่ึ น่ันก็พอๆ กับวถิ ีชาวนาไทยท่ี
ลมหายใจเรม่ ิ รวยรนิ ภาพของชาวนาไทยผู้เคยได้รบั การยกย่องเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” กลับ
กลายเป็นภาพของผู้ทอ่ี ุดมด้วยปญั หาหน้ีสิน ทดี่ ินเปลี่ยนมือเปน็ แหล่งชุมนุมของปญั หาสุขภาพทง้ั กาย
และใจ และไรซ้ งึ่ ศักด์ิศร ี ท้ังหมดคือจุดเรม่ ิ ต้นของคาถามแห่งยุคสมัยที่ว่า...ข้าวทีเ่ รากินและส่งขายกัน
ทกุ วนั นี้ ยังจะสามารถเรยี กวา่ “ขา้ วไทย” ได้อยูห่ รอื ไม่
นาขา้ วอินทรยี ์...ก้ชู วี ติ ชาวนาไทย
นาขา้ วอินทรยี ์ เปน็ ระบบการผลิตข้าวทไี่ มใ่ ชส้ ารเคมีทางการเกษตรทกุ ชนิดเปน็ ต้นวา่ ปุย๋ เคมี สาร
ควบคมุ การเจรญิ เติบโต สารควบคมุ และกาจดั วชั พชื สารปอ้ งกันกาจดั โรค แมลง และสัตวศ์ ัตรขู า้ ว
ตลอดจนสารเคมีทใ่ี ชร้ มเพอ่ื ปอ้ งกันกาจดั แมลงศัตรูขา้ วในโรงเก็บการผลติ ข้าวอินทรยี ์ นอกจากจะทา
ให้ได้ผลผลติ ขา้ วทมี่ ีคณุ ภาพสูงและปลอดภัยจากสารพษิ แลว้ ยงั เปน็ การอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
และเปน็ การพฒั นาการเกษตรแบบยัง่ ยืนอีกด้วย
การผลติ ข้าวอินทรยี ์เปน็ ระบบการผลติ ทางการเกษตรทเี่ น้นเรอ่ ื งของธรรมชาติเปน็ สาคัญ ได้แก่ การ
อนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ การฟ้ ืนฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรกั ษาสมดุลธรรมชาติและ
การใชป้ ระโยชน์จากธรรมชาติ เพ่อื การผลติ อย่างย่ังยนื เชน่ ปรบั ปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการ
ปลูกพืชหมุนเวยี น การใชป้ ุ๋ยอินทรยี ใ์ นไรน่ าหรอื จากแหลง่ อ่ืน ควบคมุ โรค แมลง และสัตวศ์ ัตรขู ้าวโดย
วธิ ผี สมผสานไม่ใชส้ ารเคมี
124
การเลือกใชพ้ นั ธขุ์ ้าวทเี่ หมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ ชว่ ยรกั ษาสมดุลของศัตรู
ธรรมชาติ การจดั การพืชดิน และน้า ให้ถกู ต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพ่อื ทาให้ต้นข้าว
เจรญิ เติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ การจดั การสภาพแวดลอ้ มไมใ่ ห้เหมาะสมต่อ
การระบาดของโรคแมลง และสัตวศ์ ัตรขู ้าว เปน็ ต้น การปฏิบตั ิเชน่ นี้สามารถทาให้ต้นขา้ วทปี่ ลกู
ให้ผลผลิตสูงในระดับทนี่ ่าพอใจ โดยมเี ทคนิคและวธิ กี ารดังน้ี
๑. ยอ่ ยฟางและตอซงั ให้เปน็ ปุย๋ หลังการเก็บเก่ียว อยา่ เผาฟางตอซงั หรอื หญ้า เพราะจะเปน็
การทาลายหน้าดินและจุลินทรยี ์ทม่ี ีประโยชน์ในดิน ควรปลอ่ ยน้าเข้านาให้ได้ระดับความลกึ ๕ - ๑๐ ซม.
แทน จากนั้นใชน้ า้ หมัก หยดไปกับนา้ ในอัตราไรล่ ะ ๑ ลิตร ปล่อยทงิ้ ไว้ประมาณ ๓ - ๗ วนั นา้ หมักจะ
กระตุ้นจุลินทรยี ์ในดินให้ทาการยอ่ ยฟาง สังเกตได้โดยเม่ือหยบิ ฟางข้นึ ดูจะพบว่าฟางเป่ อื ยยุ่ย
กลายเปน็ ปุย๋ อยา่ งดี
นอกจากนี้ การหมักฟางยังให้ประโยชน์อีกหลายประการคือ ได้ปุย๋ หมักอินทรยี ์ชวี ภาพจากฟาง
ขา้ ว ซงึ่ ชว่ ยปรบั สภาพโครงสรา้ งดินให้รว่ นซุยและฟูขน้ึ ทง้ั ยังชว่ ยเพิ่มจุลินทรยี ท์ ่ีมีประโยชน์ในดิน เม่ือ
ฟางยอ่ ยสลายดีแล้วก็สามารถทาเทอื กหว่านหรอื ปกั ดาได้ทนั ที โดยไม่ต้องไถคราด ชว่ ยประหยัด
ค่าใชจ้ า่ ยข้นึ ทงั้ ยังสามารถปรบั ค่าความเปน็ กรด-ด่างในดินให้อยู่ในระดับทเ่ี หมาะสมต่อการทานาขา้ ว
คือประมาณ pH ๖.๕
๒. ทบุ ทาเทอื ก หลงั จากฟางย่อยสลายดีแล้วหากมีนา้ ขงั หรอื มีความชน้ื มากพอสามารถทบุ ทา
เทอื กได้ทนั ที และควรคราดพนื้ ที่นาให้เสมอกัน จะทาให้สามารถควบคมุ ระดับนา้ ได้ดี นอกจากนั้นยงั
สามารถควบคุมวชั พชื ได้อีกด้วย ทาให้การงอกของต้นขา้ วเปน็ ไปอยา่ งสมา่ เสมอ สะดวกต่อการทา
กิจกรรมต่างๆ ไม่วา่ จะเปน็ การใส่ปุย๋ การเก็บเก่ียวผลผลิต ถ้าพนื้ ทไี่ ม่เรยี บมีนา้ ขัง อาจทาให้เมล็ดข้าว
ทแ่ี ชน่ ้าเน่าเสียหายได้
๓. การเตรยี มเมลด็ พันธขุ์ ้าวสาหรบั เพาะปลูกก่อนการหว่าน หรอื การปกั ดาควรนาเมลด็ พนั ธุ์
ขา้ วทค่ี ัดไว้มาแชห่ รอื คลกุ กับนา้ หมัก (ทมี่ ีส่วนผสมของสมุนไพรทม่ี ีฤทธใิ์ นการขับไล่หรอื กาจดั โรคและ
แมลงศัตรพู ชื ) หรอื แชห่ มักในนา้ เชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ า ทง้ิ ไว้ ๑-๒ คืน เมื่อนาไปหว่านจะชว่ ยในการ
ปอ้ งกันโรคพชื และแมลงศัตรพู ชื รบกวน อีกท้งั ยังทาให้อัตราการงอกสูงขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยงั ชว่ ยให้
ใชเ้ วลาในการเพาะต้นกล้าสั้นลง ต้นกลา้ ทไี่ ด้สมบูรณ์แขง็ แรงงา่ ยต่อการย้ายกลา้ และสามารถฟ้ ืนตัวเรว็
125
๔. การหวา่ นกล้าและการดานา หลังจากได้เมล็ดพันธทุ์ คี่ ัดเลอื กแล้ว ก็ทาการหว่านเมลด็ ลงใน
แปลงเพาะทเี่ ตรยี มไวโ้ ดยอาจแบง่ จากทนี่ า ๑ งาน เพื่อทาการตกกล้า การตกกล้าจะใชเ้ มล็ดพันธขุ์ า้ ว ๑
ถังครง่ ึ ต่อแปลงเพาะขนาด ๑ งาน จะได้ต้นกลา้ ทน่ี าไปปกั ดาในพื้นทนี่ าประมาณ ๕ ไร่ และเม่ือต้นกลา้
เรม่ ิ ขน้ึ ควรให้นา้ หมัก ในปรมิ าณ ๑ ลติ รต่อ ๑ ไร่ หยดไปกับน้าหรอื ฉีดพ่น โดยผสมน้าหมัก ๑ ลติ ร ต่อ
นา้ ๔๐๐ ลิตร เม่ือต้นกล้าอายุได้ประมาณ ๓๐ วัน ก็สามารถนาไปปกั ดาได้ โดยต้องตัดใบออกให้เหลือ
ความยาวจากรากประมาณ ๒๐ ซม. เพ่อื ลดการคายน้าทาให้ต้นข้าวฟ้ ืนตัวเรว็
ในกรณีทเ่ี ปน็ นาหว่าน หลังจากทบุ ทาเทอื กเรยี บรอ้ ยแลว้ ใชเ้ มลด็ พันธทุ์ เ่ี ตรยี มไวป้ ระมาณ ๑
ถังครง่ ึ ต่อนา ๑ไร่ การหว่าน ควรหวา่ นให้กระจายทว่ั ทงั้ แปลง และไม่ควรใชเ้ มลด็ พันธมุ์ ากเกินไป เพราะ
จะทาให้ต้นขา้ วขึน้ หนาแนน่ ส่งผลให้ต้นขา้ วแคระแกรนและสิ้นเปลืองต้นทนุ ในการใส่ปุย๋ เพ่มิ มากข้นึ
๕. ให้อาหารดินเพือ่ บารุงดิน และเรง่ จุลนิ ทรยี ์ในดิน หลังปกั ดาหรอื หวา่ นเมลด็ แลว้ ๑๐-๑๕ วนั
ควรให้ปุย๋ หมักแห้งอินทรยี ์ชวี ภาพ และฉีดพ่นด้วยปุย๋ น้าหมักชวี ภาพเพ่อื เรง่ ราก และสรา้ งอาหารตาม
ธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการของต้นกล้า โดยจุลินทรยี ใ์ นดินจะชว่ ยยอ่ ยดิน ทราย และ
สารอาหารในดินปอ้ นให้แก่รากกล้า จะส่งผลให้รากลกึ เรง่ การแตกรากของข้าวได้มากขน้ึ ทาให้ต้นข้าว
แขง็ แรง กอมีขนาดใหญ่ รากหาอาหารได้ดี มีภูมิต้านทานโรคและแมลงสูง
เม่ือขา้ วออกรวงเต็มทต่ี ้นจะไม่ล้มข้าวแตกกอได้มาก ทรงพมุ่ ต้ังตรงลาต้นแกรง่ เหนียว ใบ
แขง็ แรงต้ังตรงรบั แสงแดดได้ดี ทาให้สังเคราะห์แสง และปรงุ อาหารได้ดี โดยสีของใบจะเปน็ สีเขยี ว
นวล ไม่ใชส่ ีเขยี วเขม้ บ้าใบเหมือนใชป้ ุย๋ เคมี ซงึ่ สีของใบนี้จะข้นึ อยูก่ ับความเขม้ ของแสง และปรมิ าณของ
ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์
๖. บารุงดินเรง่ จุลินทรยี ์ ก่อนข้าวตั้งทอ้ ง
ประมาณ ๑๕ วัน ควรบารุงดินด้วยปุ๋ยหมักแห้ง
อินทรยี ์ชีวภาพ และปุ๋ยน้าหมักอินทรยี ์ชีวภาพ
กระตุ้นการทางานของจุลินทรยี ์ในดินให้เรง่ ย่อย
สลาย และสารองอาหารให้เพียงพอกับความ
ต้องการของต้นข้าวในขณ ะตั้งท้อง และเมื่อ
อาหารเพยี งพอต้นข้าวจะมีลาต้นอวบใหญ่ ปลอ้ ง
ยาวใหญ่ พรอ้ มอุ้มท้อง และเม่ือข้าวตั้งท้องก็จะ
ได้ข้าวที่ท้อง อวบยาว ส่งผลให้รวงยาวใหญ่ เมล็ดมีขนาดสม่าเสมอ มีจานวนเมล็ดมาก (๒๕๐-๓๕๐
เมล็ดต่อ ๑ รวง) เมล็ดข้าวเต็มโครง (ไม่มีเมล็ดลีบ) เมล็ดใส (ไม่มีท้องไข่ปลา) รสชาติดี มีกล่ินหอม
นา้ หนักดี (ถังละ ๑๑.๕ – ๑๒ กก.) ผลผลิตได้มาตรฐาน เปน็ ทต่ี ้องการของตลาด ราคาสูง
นอกจากทาให้ต้นข้าวแข็งแรง แล้วการใชป้ ุย๋ อินทรยี ์ชวี ภาพยงั ชว่ ยฟ้ ืนฟดู ินให้กลบั มาอุดม
สมบูรณ์ หลงั จากเปลยี่ นมาทานาแบบชวี ภาพ โดยการไม่เผาฟางและใชป้ ุย๋ อินทรยี ์ชวี ภาพ โครงสรา้ ง
ดินจะค่อยๆ ดีขนึ้ ดินดารว่ นซุย ค่าความเปน็ กรด-ด่างมีความเหมาะสมมอี าหารพืชตามธรรมชาติเพม่ิ
มากข้ึน เนื่องจากจุลินทรยี ์ในดินทางานได้อยา่ งเต็มทแี่ ละมีประสิทธภิ าพ ชว่ ยให้ลดการใชป้ ุย๋ และ
สารเคมี จงึ ประหยัดต้นทนุ ได้มากข้ึน
126
9. ฐานคนรกั ษ์สุขภาพ วถิ ีสุขภาพแบบพอเพียง
หลกั สูตร วทิ ยากรจติ อาสาพัฒนาชุมชนตามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยายสาธติ และปฏิบตั ิพรอ้ มกัน 40 นาที แล้วให้
ทกุ คนในกลุม่ ได้รว่ มกจิ กรรมด้วย
บรรพบุรุษของเราเคยพูดไว้ว่า “ใจเปน็ นาย กายเป็นบ่าว” นั้นสอดคล้องกับผลการวจิ ยั จานวน
มากที่สะท้อนว่า ภาวะจิตใจท่ีไม่สบายนั้น ส่งผลสะเทือนจนก่อให้เกิดโรคทางกายอีกมากมายตามมา
การทากสิกรรมธรรมชาติ และประคองตนในวถิ ีพอเพยี งนั้น ทาให้เกิดส่ิงแวดลอ้ มทดี่ ี ได้ดารงสติให้เกิด
เป็นสมาธพิ รอ้ มกับการทางาน ส่งผลให้จติ พบกับความสงบเย็น ผลหลังจากนั้นคือการได้มาซง่ึ อาหาร
คุณภาพดีไรส้ ารพิษ ครอบครัวไรห้ น้ีสิน และความโลภเบาบางลง ทา ให้ราอยู่ดีกินดี ซึ่งถือเป็น
“ภมู ิค้มุ กันทางสิ่งแวดล้อมกายและใจ"
วตั ถุดิบ (สมนุ ไพรฤทธเิ์ ยน็ ) 2. ใบอ่อมแซบ (เบญจรงค์)
4. มะละกอครง่ ึ สุกครง่ ึ ดิบ
1. ใบยา่ นาง 6. หยวกกล้วย 7. ดินสอพอง
3. ใบเตย
5. วอเตอรเ์ ครส
8. ผงถ่าน
อุปกรณ์ 2. ผ้าขนหนู
4. กระบวยสแตนเลส
1. กะละมังใบเล็ก ใบใหญ่ 6. ผ้าขาวบาง
3. ถังน้าใบใหญม่ ีฝาปดิ
5. เครอ่ ื งป่ นั
การพอกหน้าด้วยสมนุ ไพร
วธิ ที า
นาผงดินสอพองกับผงถ่าน และน้าใบยา่ นาง ผสมให้เข้ากัน แล้วนามาพอกหน้าทงิ้ ไว้ 2o นาที
แล้วเชด็ หรอื ลา้ งหน้าตามปกติ
นา้ ป่ ันหยวกกล้วย
วธิ ที า
1. ทาความสะอาดหยวกกลว้ ยแลว้ นามาตัดเปน็ ทอ่ น ๆ
2. นาหยวกกลว้ ย และน้าเย็นป่ นั ให้เขา้ กัน
3. นานา้ ป่ นั จากหยวกกล้วยกรองใส่ผ้าขาวบาง แลว้ คัน้ เอาแต่น้าสามารถนามาด่ืมได้ปกติ
127
การแชม่ อื แชเ่ ทา้
มือและเทา้ เปน็ ทท่ี รี่ า่ งกายขบั พิษออก ซง่ึ การแชม่ ือแชเ่ ทา้ เปน็ การใชฤ้ ทธข์ิ องนา้ อุ่นและ
สมุนไพร คลายกล้ามเน้ือเพ่ือให้รา่ งกายได้ขบั พษิ ออกได้อย่างเต็มที่ และชว่ ยปรบั สมดุลรา่ งกาย หาก
ปฏิบตั ิอยา่ งต่อเน่ือง จะชว่ ยกระตุ้นการไหลเวยี นโลหิต ลดอาการชาทปี่ ลายมือและเทา้ และความ
เจบ็ ปวดต่างๆ บนรา่ งกาย ชว่ ยให้หลบั สบาย วธิ กี ารทาไม่ยาก ใชเ้ วลาไม่นาน
การแชม่ ือแชเ่ ทา้ มือและเทา้ ของคนเรา เปน็ อวัยวะทใ่ี ชร้ ะบายเอาพิษออกจากรา่ งกายและใชร้ บั
สิ่งทมี่ ีประโยชน์เข้ามาในรา่ งกาย เม่ือคนเราใชม้ ือและเทา้ ในกิจวัตรประจาวันมากกวา่ ส่วนอื่น กลา้ มเน้ือ
ทมี่ ือและเทา้ จะเกิดอาการเกรง็ ค้าง ของเสียทจี่ ะระบายออกทางมือและเทา้ ก็จะไม่สามารถระบายออก
ได้ และสิ่งทเี่ ปน็ ประโยชน์ก็ไม่สามารถเขา้ มาได้ เพราะกลา้ มเนื้อทเี่ กรง็ ค้างจะขวางทางระบายของพิษ
จงึ มีศาสตรข์ องการขูดกัวซา การกดจุด และการแชม่ ือแชเ่ ทา้ เพอื่ ทาการคลายเส้นเอ็นทเ่ี กรง็ ค้าง
การแชม่ ือ-แชเ่ ทา้ เปน็ ทางเลอื กอีกทางทส่ี ะดวก สามารถทาได้ด้วยตนเองในระยะเวลาทไ่ี ม่มาก
นัก การแชม่ ือ-แชเ่ ทา้ ควรใชส้ มุนไพรฤทธท์ิ เ่ี หมาะกับตนเอง ถ้าผู้ปว่ ยมีอาการรอ้ นเกินควรใชส้ มุนไพร
ฤทธเิ์ ยน็ เชน่ ยา่ งนาง ใบเตย เบญจรงค์(อ่อมแซบ) หญ้าปกั กิ่ง รางจดื ผักบุ้ง บัวบก เปน็ ต้น ถ้าผู้ปว่ ย
มีอาการเยน็ เกินให้ใชส้ มุนไพรฤทธร์ิ อ้ น เชน่ ขมิ้น ขิง ตะไคร้ ไพร ใบมะกรดู เปน็ ต้น เลือกสมุนไพร
อย่างใดอยา่ งหนงึ่ หรอื หลายอยา่ งรวมกันให้ได้ประมาณ 1 กามือ ต้มกับน้า 1-2 ลิตรจนเดือด แล้วผสม
กับนา้ ธรรมดาให้อุ่นแค่พอรูส้ ึกสบาย ถ้าไม่มีสมุนไพรเลย ก็ใชน้ ้าเปล่าต้มให้เดือดแลว้ ผสมน้าธรรมดา
ให้อุ่นก็ได้ จากน้ันแชม่ ือและเทา้ แค่พอทว่ มขอ้ มือขอ้ เทา้ 3 นาที แล้วยกข้นึ จากนา้ อุ่น 1 นาที ทาซา้ จน
ครบ 3 รอบ ในการแชแ่ ต่ละรอบไม่ควรแชเ่ กิน 3 นาที ถ้าแชเ่ กิน 3 นาทมี ักจะพบวา่ มีอาการอ่อนเพลีย
หรอื ไม่สบายในรา่ งกาย เพราะพิษจะเคล่ือนออกได้แค่ประมาณ 3 นาที ถ้าแชต่ ่ออีก หลงั จากนั้นพษิ
ของนา้ อุ่นจะเคลือ่ นเขา้ ทารา้ ยรา่ งกาย โดยสามารถทาวนั ละประมาณ 1-2 ครงั้ ถ้าใชส้ มุนไพรฤทธเิ์ ย็น
ต้มแลว้ รูส้ ึกไมส่ บายก็ปรบั ใชส้ มุนไพรฤทธร์ิ อ้ นต้มได้ถ้ารสู้ ึกสบายกว่า
การแชม่ ือแชเ่ ทา้ จะชว่ ยกระตุ้นการไหลเวยี นของเลอื ดจากปลายเทา้ ไปทว่ั รา่ งกาย ทาให้ลดอาการ
เมื่อยลา้ เกิดการผ่อนคลายรา่ งกายและจติ ใจ ส่วนคนทป่ี วดปลายเทา้ มีอาการชาหรอื ปวดขา ปวดเขา่
สามารถแชเ่ พ่ือลดอาการอกั เสบ (ยกเวน้ ในขณะทบี่ วมอักเสบหรอื มีการติดเชอ้ื ) ลดปวดได้ การแช-่ มือ
แชเ่ ทา้ ก็ไม่ได้หมายความวา่ ทกุ คนจะรสู้ ึกดีขึ้นได้อย่างมากในทนั ที บางคนก็ดีข้ึนอย่างรวดเรว็ บางคนก็
ค่อยๆดีข้นึ แต่วธิ นี ี้ก็เปน็ ส่วนหนง่ึ ในการชว่ ยระบายพิษออกจากรา่ งกายได้
ประโยนชข์ องการแชม่ อื แชเ่ ทา้ :
• ลดการเกรง็ ค้างของกล้ามเน้ือบรเิ วณมือ และเทา้
• ลดอาการเจบ็ ปวดของกลา้ มเนื้อ และขอ้ กระดูก ลดอาการชาทป่ี ลายมือ บรเิ วณขาและแขน
• ลดอาการอักเสบ
• ระบายพิษ ดีทอ็ กซ์
• กระตุ้นการไหลเวยี นเลอื ด
มือและเทา้ ของคนเราเปน็ อวยั วะทใ่ี ชร้ ะบายเอาพษิ ออกจากรา่ งกาย เม่ือเราใชม้ อื และเทา้ ใน
กิจวตั รประจาวันมากกว่าส่วนอ่ืน กลา้ มเน้ือทมี่ ือและเทา้ จะเกิดอาการเกรง็ ค้าง การขูดกัวซา และการ
แชม่ ือแชเ่ ทา้ เปน็ ประจาน้ัน จะทาให้คลายการเกรง็ ค้าง เพมิ่ การไหลเวยี นเลือด และระบายพิษได้
128
วธิ กี ารแช่
1. เลือกสมุนไพร ใชส้ มุนไพรฤทธท์ิ เ่ี หมาะกับตนเอง ถ้ารา่ งกายรอ้ น ควรใชส้ มุนไพรฤทธเ์ิ ย็น ถ้า
รา่ งกายเยน็ เกินให้ใชส้ มุนไพรฤทธริ์ อ้ น หากไม่มีสมุนไพร ใชแ้ ค่นา้ เปลา่ ก็ได้ อ่านเพ่มิ เติมเรอ่ ื ง ฤทธิ์
รอ้ น-เย็นได้ ทน่ี ่ี
2. นาสมุนไพรประมาณ 1 กามือ ต้มกับน้า 1-2 ลติ ร จนเดือดประมาณ 5 นาที แลว้ ผสมกับนา้
ธรรมดาให้เทา่ ทร่ี สู้ ึกสบาย (หรอื ผสมให้อุ่นจดั จะได้ผลดี หากทนได้ไม่ต้องฝนื มาก)
3. แชม่ ือและเทา้ ในภาชนะทเี่ ตรยี มไว้ ให้ระดับนา้ ทว่ มขอ้ มือขอ้ เทา้ แช่ 3 นาที แล้วยกขน้ึ จาก
นา้ อุ่นพกั ไว้ 1 นาที แลว้ ทาซา้ อีก 2 รอบ สามารถเติมน้ารอ้ นเพมิ่ ได้ หากนา้ เรม่ ิ เย็นลง
ควรร:ู้ ในการแชแ่ ต่ละรอบไม่ควรแช่
นานเกินไป ถ้าแชน่ านเกินเวลาทแ่ี นะนา คือ 3
นาที มักจะพบว่ามีอาการอ่อนเพลยี หรอื ไม่
สบายในรา่ งกาย เน่ืองจากอุณหภูมิของรา่ งกาย
เรม่ ิ ขึ้นสูง
สภาพแวดลอ้ ม อยใู่ นสถานทจี่ รงิ ได้ฝกึ ปฏิบตั ิ
จรงิ แบบ on the Jop training
เงอ่ ื นเวลา 45 นาที เน่ืองจากเวลาในการเรยี นรู้
มีจากัดหรอื เวลาน้อย ทาให้วทิ ยากรหรอื ครู
จะต้องใชว้ ธิ กี ารแลกเปลยี่ นเรยี นรู้
129
บทท่ี 7 หลักการออกแบบเชงิ ภูมิสังคมและการออกแบบโคกหนองนาเบ้อื งต้น
วทิ ยากรผู้สอน : เครอื ข่ายครพู าทาทจี่ บหลกั สูตรจติ อาสาพฒั นาชุมชน จากเครอื ขา่ ยกสิกรรมฯ
วตั ถุประสงค์ : 1) เพื่อให้ผู้เขา้ อบรมทราบถึงแนวคิดการออกแบบโคก หนอง นา ตามภมู ิสังคม
2) เพอ่ื ให้ผู้เขา้ อบรมสามารถคานวณหาปรมิ าณน้าฝนในพื้นท่ีของตนเองได้
เวลาสอน : จานวน ๓ - 6 ชวั่ โมง
รูปแบบการสอน : การฟังบรรยายและใชก้ รณีตัวอย่าง
ขอบเขตเน้ือหาวชิ าทสี่ อน :
เปน็ วชิ าการบรรยายโดยวทิ ยากรทม่ี ีความรู้ ความเชยี่ วชาญเฉพาะทางในการออกแบบพ้ืนทเ่ี พอ่ื
การจดั การพืน้ ทที่ กี่ ่อประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงการออกแบบพื้นทเ่ี พื่อรองรบั ปรมิ าณนา้ ฝนเพ่ือใชใ้ นการ
อุปโภค บรโิ ภคของเจา้ ของพ้ืนที่ โดยพจิ ารณาการออกแบบตามภมู ิสังคม คือ การออกแบบพ้นื ท่ีท่ี
สอดคลอ้ งกับสภาพทางกายภาพของพื้นที่ วถิ ีชวี ติ ค่านิยม ความหลากหลายของวัฒนธรรม และ
ประเพณีทอี่ ยูร่ อบ ๆ บรเิ วณนั้น ประกอบไปด้วยแนวคิด 4 แนวคิด ดังน้ี
1. แนวคิดการทาโคก หนอง นา โมเดล เปน็ การจดั การพื้นทซ่ี งึ่ เหมาะกับการทาเกษตร (การ
จดั การพืน้ ทเี่ พ่ือการกสิกรรม) แลว้ มีการทาเกษตรแบบผสมผสานทฤษฎีใหม่ (30 : 30 : 30 : 10) โดย
ยดึ แผนการจดั การน้าของชลประทานคือ การทาอ่างใหญ่เพ่อื เติมอ่างเลก็ และอ่างเลก็ เติมน้าเขา้ สระนา้
แต่ในพืน้ ทที่ อี่ ยู่นอกเขตชลประทาน เจา้ ของพื้นทจ่ี ะต้องจดั การนา้ ด้วยตัวเอง โดยยึดหลักการทว่ี า่ ฝน
ตกเทา่ ไรต้องกักเก็บน้าไวใ้ ห้ได้ทง้ั หมด ไม่ทง้ิ การปลูกข้าว และต้องปลูกปา่ (วนเกษตร) ควบค่กู ับการ
ปฏิบตั ิงานตามหลักการทรงงานของพระราชา คือ ต้องไม่ติดตารา ต้องมีความยดื หยุ่นในการทางาน ทา
ตามภมู ิสังคมและทาแบบคนจน(ค่อย ๆ ทา ทาตามกาลัง) ซงึ่ การจดั การพื้นทเี่ หลา่ น้ีแปลงเปน็ คาไทย
งา่ ยๆ คือ “โคก หนอง นา” ซง่ึ โคก หนอง นา โมเดลนี้ แต่ละพืน้ ทจี่ ะมีสัดส่วนการกักเก็บนา้ คือ พน้ื ท่ี
โคกสามารถกักเก็บนา้ ในพื้นดินได้กวา่ 50 % ของปรมิ าณนา้ ฝนทต่ี ก ส่วนพ้ืนทีห่ นองน้าสามารถกักเก็บ
น้าได้ทง้ั หมด 100 % ของปรมิ าณนา้ ฝนทตี่ ก ส่วนนาก็สามารถกักเก็บนา้ ได้ทงั้ หมด 100 % ของ
ปรมิ าณน้าฝนทตี่ กในพืน้ ทเ่ี ชน่ เดียวกัน มีแนวทางการปฏิบัติในพ้ืนท่ดี ังน้ี
1) ดินทข่ี ุดทาหนองน้าน้ันให้นามาทาโคก บนโคกปลูก “ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง”
ตามแนวทางพระราชดาร ิ
2) หนองน้าน้ันเพ่ือให้นา้ กระจายไปเต็มพืน้ ทใี่ ห้ขุด “คลองไส้ไก่” หรอื คลองระบายน้ารอบพืน้ ที่
โดยขุดให้คดเคี้ยวไปตามพืน้ ทเ่ี พ่อื ให้นา้ กระจายเต็มพ้นื ทเ่ี พม่ิ ความชุม่ ชน้ื ลดพลังงานในการรดน้า
ต้นไม้
3) ทา ฝายทดน้า เพอื่ เก็บน้าเข้าไวใ้ นพน้ื ทใ่ี ห้มากทส่ี ุด โดยเฉพาะเม่ือพ้ืนทโ่ี ดยรอบไม่มีการ
กักเก็บน้า ซงึ่ นา้ จะหลากลงมายงั หนองนา้ และคลองไส้ไก่ ให้ทาฝายทดน้าเก็บไวใ้ ชย้ ามหน้าแลง้
4) พ้ืนทนี่ านั้นให้ยกคันนาให้สูงและกว้าง โดยสูง 1 - 1.2 เมตร ความกวา้ งตามความเหมาะสม
เพ่ือให้นาสามารถกักเก็บน้าไวไ้ ด้ในยามน้าหลาก
130
5) การทานา ให้ทานาน้าลึกปลูกขา้ วอินทรยี ์พ้ืนบา้ น โดยเรม่ ิ จากการฟ้ ืนฟูดินด้วยการทาเกษตร
อินทรยี ์ คืนชวี ติ เล็ก ๆหรอื จุลนิ ทรยี ก์ ลับคืนแผ่นดิน ข้าวพนั ธพุ์ นื้ เมืองทเ่ี ติบโตด้วยดินทอี่ ุดมจะมี
ภมู ิค้มุ กันต่อโรคและแมลง
6) ควบคุมปรมิ าณน้าในนาเพื่อคมุ หญ้า ทาให้ปลอดสารเคมีได้ปลอดภัยทงั้ คนปลกู คนกิน
7) บนคันนา และโดยรอบพนื้ ทีป่ ลกู พืช ผัก สวนครวั เลยี้ งหมู เลยี้ งไก่ เลยี้ งปลา ทาให้พออยู่
พอกิน พอใช้ พอรม่ เย็น เปน็ เศรษฐกิจพอเพียงขนั้ พ้ืนฐาน ก่อนเข้าสู่ขัน้ ก้าวหนา้ คือ ทาบุญ ทาทาน
เก็บรกั ษา ค้าขาย และเชอ่ื มโยงเปน็ เครอื ขา่ ย
8) การพัฒนาแหล่งนา้ ในพน้ื ที่ ทงั้ การขุดลอก หนอง คู คลอง เพ่อื กักเก็บน้าไว้ใชย้ ามหน้าแล้ง
และเพม่ิ การระบายนา้ ยามนา้ หลาก
2. หลักการคานวณเชงิ ปรมิ าณ เป็นหลักการคานวณเพื่อหาปรมิ าณน้าฝนท่ีตกในพื้นทข่ี องเรา
โดยสิ่งที่เราใชเ้ ป็นเครอ่ ื งมือในการกักเก็บน้าฝนคือ การขุดสระหรอื การขุดบ่อน้า โดยเราจะต้องคิด
เสมอว่าเราต้องกักเก็บน้าฝนทุกหยดเพ่ือไว้ใช้ตลอดปีหรอื เราต้องกักเก็บน้าฝนในพ้ืนที่ของเราให้
ได้มากท่ีสุด ส่ิงที่เราควรรู้ เพื่อประกอบการคานวณการเก็บน้าฝนไว้ในสระน้าหรอื บ่อน้านั้น เราต้องรู้
ปรมิ าณน้าฝนทต่ี กในพื้นที่ของเราให้ได้เสียก่อน โดยใช้เครอ่ ื งมือ search engine ค้นหาปรมิ าณน้าฝน
ท่ีตกในเขตพื้นท่ีท่ีต้องการ จานวนพ้ืนท่ีท่ีเราต้องการทาโคก หนอง นา ข้อมูลเพียง 2 อย่างก็ทาให้เรา
ทราบแล้วว่าเราต้องกักเก็บนา้ เพือ่ ใชใ้ นการบรโิ ภคจานวนเทา่ ใด
หลักการสาคัญของโคก หนอง นา โมเดล คือ การเก็บกักน้าท่ีตกลงมาจากฟ้าไว้ให้ได้มากที่สุด
โดยสามารถเก็บไว้ในสภาพทอี่ ยู่ในธรรมชาติ ได้แก่
หนองนา้ การขุดหนองหรอื สระเก็บนา้ ทด่ี ี ควรมีลักษณะคดโค้ง และมีความต่างระดับลึกต้ืน
เพราะการขุดหนองลงไปเปน็ รูปสี่เหลยี่ มหน้าตัด ทาให้ปลาไม่สามารถวางไข่ได้ เพราะปลาจะวางไข่
บรเิ วณตะพกั ส่วนความลึก ของหนองขนึ้ อยู่กับปรมิ าณน้าฝนทตี่ กในพนื้ ท่ี พระบาทสมเด็จพระ
เจา้ อยูห่ ัว(รชั กาลท่ี 9) ทรงคานวณนา้ อยา่ งละเอียด พบวา่ ใน 1 ปี มีวันทฝี่ นไม่ตก 300 วัน ซงึ่ วนั ทฝี่ น
ไม่ตกนี้ นา้ จะระเหยไปวนั ละ 1 เซนติเมตร ดังน้ัน
ใน 1 ปี น้าจงึ ระเหยไป 3 เมตร การขุดบอ่ จงึ ต้องขุดลึกมากกว่า 3 เมตร เพือ่ ให้มีน้าเหลอื พอใน
หน้าแล้ง หรอื ชว่ งทฝี่ นทง้ิ ชว่ ง
โคก นาดินที่ขุดจากหนองน้ามาทาเปน็ โคก บนโคกสามารถปลูกปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
คือใชเ้ ป็นไม้ใชส้ อยเพ่ือสรา้ งบ้านเรอื น และชว่ ยสรา้ งความรม่ เย็น ความชุม่ ชน่ื ในพ้ืนที่ ควรปลูกปา่ เป็น
ไม้ 5 ระดับ ได้แก่ ไม้สูง ไม้กลาง ไม้เต้ีย ไม้เรย่ ี ดินและพืชหัวใต้ดิน เพ่ือให้รากสานกันหลายระดับราก
พืชจะทาหน้าที่เก็บกักน้าไว้ใต้ดิน นอกจากน้ีควรปลูกแฝกเพ่ือชว่ ยปอ้ งกันการพังทลายของหน้าดิน ป่า
ที่อยู่บนโคกสามารถกักเก็บน้าใต้ดินไว้ประมาณ 50% ของปรมิ าณน้าฝนท่ีตกลงมา ตาแหนง่ ของป่าควร
อยูท่ ศิ ตะวันตกเพ่ือชว่ ยบังแสงอาทติ ย์ยามบา่ ย
นา ควรทาคันนาสูงอยา่ งน้อย 1 เมตร เพราะเมื่อฝนตกลงในพ้นื ท่นี า จะสามารถเก็บนา้ ได้
เทา่ กับความสูง×ความสูง×ความยาวของคันนา เชน่ นา 1 ไรม่ ีขนาด 1,600 ตร.ม. เม่ือยกคันนาสูง 1
เมตร จะสามารถเก็บนา้ ได้ 1,600 ลบ.ม. แต่น้าทเ่ี ก็บไวใ้ นนาจะค่อย ๆ ซมึ ลงดินอยา่ งน้อย 50 %
จงึ เหลอื น้าทอี่ ยู่บนผิวดินครง่ ึ หนงึ่ ของปรมิ าณนา้ ทง้ั หมด คือ 800 ลบ.ม. แต่น้าทซี่ มึ หายไปจะชว่ ยสรา้ ง
131
ความชุม่ ชน่ื และเก็บน้าไวเ้ ปน็ น้าใต้ดิน นอกจากนี้การสรา้ งคันนาทใี่ หญ่จะทาหน้าทเ่ี หมือนเขื่อนช่วย
เก็บน้าไว้ในนาและสามารถปลูกพชื ผักหรอื ไม้ผล ได้อีกด้วย
คลองไส้ไก่ ควรขุดคลองไส้ไก่ให้คดเค้ียวทวั่ พนื้ ทเี่ พอ่ื เปน็ ทางน้าบนดินส่งความชุม่ ชนื่ ไปทั่วพ้นื ที่
โดยไม่ต้องเสียค่าใชจ้ า่ ยสาหรบั การติดตั้งท่อส่งน้าหรอื สปรงิ เกอร์ ซง่ึ ตลอดแนวคลองไส้ไก่ก็สามารถ
ปลูกพืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ ได้อีกด้วย ในแนวคลองไส้ไก่ควรขุดบ่อพักน้าหรอื หลุมขนมครกไว้เปน็ ระยะ เพ่ือ
ดักเก็บนา้ ไวซ้ งึ่ บ่อพกั น้าจะชว่ ยเพ่มิ ความชน่ื สัมพทั ธใ์ นพื้นที่ และลดภาระทต่ี ้องคอยรดน้าพืชอยู่ตลอด
อยา่ งไรก็ตามเพื่อให้การคานวณออกแบบพ้นื ท่ี โคก หนอง นา ให้งา่ ยต่อการเรยี นรตู้ ่อผู้อบรม
สามารถแยกการคานวณ ออกเปน็ 3 ส่วน ดังนี้
1) หาปรมิ าณนา้ ฝนทตี่ กทงั้ ปใี นพ้ืนทข่ี องตัวเอง มีสูตรการคานวณ ดังนี้
ปริมาณน้าฝนทตี่ ้องกกั เก็บ = จ้านวนไร่ × ขนาดพืนที่จา้ นวน 1 ไร่ × ปริมาณนา้ ฝน/ปี
2) การคานวณหาพื้นทกี่ ารทานา เปน็ การคานวณหาพ้ืนทกี่ ารทานาเพอ่ื การบรโิ ภค
ตลอดทง้ั ปี โดยอ้างอิงจากจานวนสมาชกิ ในครอบครวั ทม่ี ีการบรโิ ภคข้าวตลอดทง้ั ปี มีสูตรการคานวณ
2 สูตร ดังน้ี
2.1) สูตรจานวนขา้ วสารทบ่ี รโิ ภคทงั้ ปี
จ้านวนขา้ วสารทบ่ี รโิ ภคทังปี = จ้านวนคนใน ครวั เรือน × จ้านวนข้าวสารท่บี ริโภคตอ่ คนตลอดทังปี
2.2) สูตรการคานวณหาพ้นื ท่ีนา จ้านวนข้าวเปลอื กท่ผี ลิตไดต้ ่อไร่ × 45 %
100
พืนทีน่ า = จา้ นวนขา้ วสารทีบ่ รโิ ภคทังปี
วทิ ยากรยกตัวอย่างในการคานวณการหาปรมิ าณนา้ ฝนเพื่อทาโคกหนองนา ดังนี้ ครอบครวั หนง่ึ
มีพน้ื ทที่ งั้ หมด 90 ไร่ 2 งาน ปรมิ าณน้าฝนท่ีตกตลอดทงั้ ปอี ยู่ท่ี 1,100 มิลลิเมตร/ปี ครอบครวั มีสมาชกิ
ทง้ั หมด 25 คน จงคานวณหาปรมิ าณนา้ ฝนทต่ี ้องกักเก็บ จานวนพื้นที่นาทเ่ี พียงพอต่อการบรโิ ภคทง้ั ปี
และพื้นทขี่ ุดสระเพ่อื กักเก็บน้า
พืน้ ทข่ี นาด 90 ไร่ 2 งาน คิดเปน็ ตารางเมตรได้ ดังน้ี 1 ไร่ = 1,600 ตร.ม.
ดังน้ัน 90 ไร่ 2 งาน = (90 × 1,600) + 800
= 144,800 ตร.ม.
ปรมิ าณนา้ ฝนทตี่ กทง้ั ปใี นพน้ื ท่ี = 144,800 ตร. × 1.1 ม.
= 159,280 ลกู บาศ์เมตร
พ้ืนทท่ี านา = 25 คน × 110 กก./คน/ปี 600 กก./ไร่ × 45
100
= 2,750 กก. (คิดเปน็ 3,000 กก.) 270 กก./ไร่
= 3,000 /270
= 11.11 คิดเปน็ 11 ไร่ 1 งาน
132
พื้นที่ จานวน 11 ไร่ 1 งาน สามารถกักเก็บนา้ ฝนได้ 100 %
พน้ื ที่นามีขนาด = 11.1 ไร่ × 1,600 ตร.ม.
= 17,600 (คิดเปน็ 18,000 ตร.ม.)
ดังน้ันนา 11 ไร่ 1 งาน กักเก็บน้าได้ = 18,000 ตร.ม. × 1.1 ม.
= 19,800 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
3) การคานวณหาพื้นทข่ี องสระนา้ หรอื บอ่ นา้
การขุดแบบคดเค้ียวมีตะพักนา้ ตามโคก หนอง นา โมเดล เพอ่ื รองรบั ปรมิ าณนา้ ทตี่ กใน
พื้นทท่ี ง้ั ปี ต้องขุดสระขนาด เทา่ ใด
พืน้ ทข่ี นาด 1 งาน มีเส้นระยะขอบสระยาว 80 ม. และมีส่วนทเ่ี ปน็ ตะพักลาดชนั ไม่ได้ขุด ยาว 16.5 ม.
ดังน้ัน พื้นทข่ี นาด 1 งาน ไม่ถูกขุด = 80 × 16.5
= 1,320 ตร.ม.
เม่ือพืน้ ทข่ี นาด 1 งาน ขุดลึก 5 เมตร = 400 ตร.ม. × ความลึก 5 ม. = 2,000 ตร.ม.
ดังน้ัน พน้ื ทข่ี นาด 1 งาน ขุดลึก 5 เมตร = 2,000 – 1,3200
= 680 ตร.ม.
พืน้ ทขี่ นาด 1 ไร่ มีเส้นระยะขอบสระยาว 160 ม. และมีส่วนทเ่ี ปน็ ตะพักลาดชนั ไม่ได้ขุด ยาว 16.5 ม.
ดังน้ัน พน้ื ทขี่ นาด 1 ไร่ ไม่ถกู ขุด = 160 × 16.5
= 2,640 ตร.ม.
เม่ือพ้ืนทขี่ นาด 1 ไร่ ขุดลกึ 5 เมตร = 1,600 ตร.ม. × ความลกึ 5 ม. = 8,000 ตร.ม.
ดังนั้น พนื้ ทขี่ นาด 1 ไร่ ขุดลกึ 5 เมตร = 8,000 – 2,640
= 5,360 ตร.ม.
ซง่ึ เมื่อขุดดินขนาด 1 ไร่ ความลึก 5 เมตร สามารถถมทใี่ นระดับความสูง 1 เมตร ได้ 3.25 (คิดเป็น 3 ไร่ 1 งาน)
ดังนั้น พื้นทที่ ใี่ ชจ้ รงิ ไปแลว้ คือ ขุด 1 ไร่ + ถม 3 ไร่ 1 งาน = 4 ไร่ 1 งาน (คิดเปน็ 4.25)
ฉะน้ัน พนื้ ทท่ี ต่ี ้องขุดและถม 90 ไร่ 2 งาน = 90.50/4.25
= 21.29 (คิดเป็น 21 ไร่ 1 งาน)
ดังน้ัน พ้ืนทขี่ ุดบ่อนา้ 21 ไร่ 1 งาน รองรบั ปรมิ าณนา้ ฝน = 21.25 × 1,600 ×1.1
= 37,400 ลบ.ม.
และ พน้ื ทโี่ คกมีขนาด = 21.25 × 3.25
= 69.06 (คิดเปน็ 70 ไร)่
ซง่ึ พืน้ ทโ่ี คกสามารถรองรบั ได้ 50 % = 70 × 1,600 × 1.1
= 123,200/2
= 61,600 ลบ.ม.
133
ดังน้ันสรปุ ได้ดังน้ี 1) พืน้ ที่ 90 ไร่ 2 งาน รองรบั นา้ ฝนได้ปรมิ าณ 159,280 ลูกบาศ์เมตร/ปี
2) พื้นทที่ านาสาหรบั คน 25 คน ทต่ี ้องบรโิ ภคทงั้ ปี จานวน 3,000 กก. คิดเปน็ 11 ไร่ 1
งาน รองรบั นา้ ฝนได้ 19,800 ลบ.ม./ปี
3) พื้นทข่ี ุดสระนา้ จานวน 21 ไร่ 1 งาน รองรบั น้าฝนได้ 37,400 ลบ.ม./ปี
4) พื้นทโี่ คก จานวน 70 ไร่ รองรบั น้าฝนได้ 61,600 ลบ.ม.
3. หลักความสัมพนั ธต์ ามภมู ิสังคม การออกแบบพืน้ ทแ่ี ปลงเพื่อจดั เก็บนา้ ในระดับไรน่ า ใช้
หลกั การออกแบบตามหลักภมู ิสังคมมาประยุกต์กับการออกแบบผังแปลง โดยหลกั การมีปจั จยั หลักท่ี
สาคัญของการออกแบบพื้นท่ี ภมู ิ คือ สภาพทางกายภาพ เชน่ สภาพดิน นา้ ลม ไฟ(แสงแดด) สังคม
วฒั นธรรม ความเชอ่ื ภูมิปญั ญาด้ังเดิมทอี่ ยู่ในพ้นื ที่ ซง่ึ ในการออกแบบจะให้ความสาคัญกับ “สังคม”
มากกวา่ “ภูมิ” คือต้องออกแบบตามสังคมและวฒั นธรรมของคนทอ่ี ยู่ แม้ว่าภมู ปิ ระเทศจะเหมือนกันก็
ตาม หากสังคมต่างกันการออกแบบก็จะต่างกันออกไปมีหลักพจิ ารณา ดังนี้
1) ปรมิ าณนา้ ฝนเฉลีย่ ต่อปที ตี่ กในพืน้ ท่ี
2) ความสูง – ตา่ ของพน้ื ทแี่ ละทศิ ทางการไหลของนา้ ในแปลง
3) การวางองค์ประกอบของพนื้ ทใี่ ห้มีความสัมพนั ธส์ อดคลอ้ งภมู ิสังคม ดังนี้
นา้ : สระนา้ ควรวางในตาแหนง่ ท่ีลมรอ้ นพดั ผ่าน (จากทศิ ตะวนั ตกเฉียงใต้
ไปทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนือ) และขุดเลียนแบบธรรมชาติ
ดิน : เราต้องรจู้ กั ลักษณะของดินเพื่อทจ่ี ะวางแผนขุดสระนา้ อย่างหมาะสม หรอื
ต้องปรบั สภาพดินอยา่ งไร ซงึ่ ตาแหนง่ ของโคกควรวางในตาแหนง่ ทางทศิ ตะวนั ตก
เพอ่ื ให้ต้นไม้ใหญบ่ ังแสงแดดในตอนบา่ ย เปน็ ต้น
ลม : ควรศึกษาทศิ ทางลมว่าลมรอ้ น ลมหนาว และลมฝนพัดมาทางทศิ ใด
โดยทวั่ ไปลมฝนหรอื ลมมรสุมจะพัดมาทางทศิ ตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนลมหนาวหรอื ลม
ขา้ วเบาจะพัดมาทางทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น การวางตาแหนง่ อาคารบา้ นเรอื น
ไม่ควรวางขวางทศิ ทางลมหนาว นอกจากน้ี การออกแบบบา้ นให้มีทศิ ทางของชอ่ งลม
สอดรบั กับลมท่พี ัดมาแต่ละฤดูกาล ซง่ึ จะชว่ ยเรอ่ ื งของการลดใชพ้ ลงั งานในบ้าน ชว่ ยทา
ให้บา้ นเยน็ อยู่สบายมากขน้ึ
ไฟ (แสงแดด) : สารวจทศิ ทางแสงแดด ทศิ ทางการขึน้ และลงของดวงอาทติ ย์
ในแต่ละฤดูกาล เพือ่ ให้การวางตาแหนง่ ของแต่ละกิจกรรมเหมาะสมทสี่ ุด เชน่ บา้ นให้
หน้าต่างบา้ นรบั แสงตอนเชา้ การวางตาแหนง่ ให้เงาต้นไม้บังแดดในยามบา่ ย การวาง
ตาแหนง่ แปลงนาให้วางในแนวทศิ ตะวันออก - ตะวันตก เปน็ ต้น
คน : ถือเปน็ ตัวแปรทส่ี าคัญ ควรจะออกแบบให้เหมาะสมกับฐานะและกาลงั
ของเจา้ ของทด่ี ิน และประโยชน์ใชส้ อยเปน็ หลัก
4. หลักการเขียนแบบ เปน็ การถ่ายทอดความคิดสรา้ งสรรค์ด้วยการเขียนหรอื วาดเส้น รูปภาพ
สัญลกั ษณ์ และรายการประกอบแบบ ลงบนกระดาษเขียนแบบหรอื คอมพิวเตอรเ์ พอ่ื ใชเ้ ปน็ แนวทางใน
การสรา้ งหรอื การซ่อมแซมช้ินงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง โดยแบบจะแสดงรายละเอียดหรอื
ข้อกาหนดของงานท่ชี า่ งหรอื ผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจตรงกันกับผู้ออกแบบ สามารถอ่านแบบได้ถูกต้อง
134
และปฏิบัติตาม รูปแบบรายการท่กี าหนดไว้ได้ ลักษณะของแบบโดยทว่ั ไปมี 3 ลกั ษณะ ได้แก่ รูปแปลน
และรูปด้าน รูปตัด และรูปขยาย ซงึ่ การเขียนแบบสามารถเขียนได้ 2 ลักษณะคือ การเขียนแบบด้วยมือ
เปลา่ และเขียนแบบด้วยเครอ่ ื งมือและอุปกรณ์
ผลการเรยี นรูข้ องผู้เข้ารว่ มการอบรม :
ผู้เข้าอบรมมีส่วนรว่ มในการเรยี นรูเ้ นื่องจากวทิ ยากรได้ยกตัวอย่างการคานวณเพ่ือออกแบบ
พ้ืนท่ีตามโมเดล โคก หนอง นา ทาให้ผู้เข้าอบรมทราบว่าการออกแบบต้องคานวณหาพ้ืนท่ีแบ่งเป็น 3
ส่วน คือพื้นทข่ี องโคก ของหนอง และนา ซงึ่ ทาให้ผู้เข้าอบรมสามารถคานวณอย่างครา่ ว ๆ ได้ หลังจาก
ฟังบรรยายมีการให้ใบงานให้แต่ละกลุม่ ชว่ ยกันคิดคานวณและออกแบบพื้นทที่ โ่ี ครงการจดั เตรยี มไว้
สรปุ หลักการออกแบบและการออกแบบโคก หนอง นา เบื้องต้น
1 หลักการออกแบบตามหลกั ภูมิสังคม ดิน น้า ลม ไฟ พชื คน
2 การสารวจพนื้ ที่ ก่อนการออกแบบ
3 ขน้ั ตอนออกแบบโคก หนอง นา ด้วยตนเอง
หัวใจ คือ การอยู่รว่ มกับธรรมชาติ โดยไม่ฝนื ธรรมชาติ
เกษตรทฤษฎีใหม่(2/8): หลักการออกแบบพื้นที่ด้วยภูมิสังคม
เกษตรทฤษฎีใหม่(3/8): การคานวณการเก็บนา้ ด้วยโคก หนอง นา โมเดล
135
Work Shop “การจดั การพื้นท่ี ดิน นา้ ปา่ คน”
วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายนอก /ภายใน
วตั ถุประสงค์ : 1) เพือ่ ให้ผู้เข้าอบรมสามารถคานวณหาปรมิ าณนา้ ฝนในพนื้ ทข่ี องตนเองได้
2) ผู้เข้าอบรมมีหลกั คิดในการออกแบบพ้ืนทขี่ องตนเองตามความสัมพันธข์ อง ดิน นา้
ปา่ และคน
เวลาสอน : จานวน 3 ชว่ั โมง
รูปแบบการสอน : 1) ฟังบรรยาย
2) การลงมือปฏิบตั ิในพน้ื ทท่ี ก่ี าหนด
ขอบเขตเน้ือหาวชิ าทส่ี อน :
เน้ือหาวชิ านี้เปน็ ความต่อเนื่องจากวชิ า การออกแบบเชงิ ภูมิสังคมไทยตามหลกั การพัฒนาอยา่ ง
ยง่ั ยืนเพือ่ รองรบั ภัยพบิ ตั ิ ซง่ึ ผู้เขา้ อบรมต้องคานวณหาปรมิ าณต่าง ๆ ตามทไี่ ด้รบั มอบหมาย โดยมีการ
ออกแบบเบื้องต้น ในกระดาษฟลติ ชารต์ จากนั้นแต่ละกลุม่ ต้องลงไปออกแบบในพืน้ ทท่ี จี่ ดั ไว้ น้ันคือ
ลานดินสวนหย่อมของศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา ซง่ึ วทิ ยากรผู้สอนมีโจทย์แก่ผูเ้ ขา้ อบรม
เพื่อฝึกการคานวณหาพ้นื ท่ใี นการออกแบบโคก หนอง นา ดังน้ี
ขอ้ 1 สาหรบั สีนาเงนิ มีขนาดพนื้ ที่ 9 ไร่ 3 งาน ปรมิ าณนา้ ฝน 1,300 มม./ปี ระดับน้าทว่ มปกติ
0.5 เมตร ผิดปกติ 0.75 เมตร พ้นื ทีต่ ่ากว่าระดับถนน 1 เมตร ครอบครวั มีสมาชกิ 6 คน ดังรปู
ข้อ 2 สาหรบั สีเหลือง มีขนาดพ้ืนท่ี 15 ไร่ 2 งาน ปรมิ าณน้าฝน 1,100 มม./ปี ระดับน้าท่วมปกติ
2 เมตร ตา่ กว่าระดับบถนน 1 เมตร มีสมาชกิ ในครอบครวั 8 คน ดังรูป
136
ข้อ 3 สาหรบั สีแดง ขนาดพ้ืนท่ี 3 ไร่ 1 งาน ปรมิ าณน้าฝน 900 มม./ปี ระดับน้าท่วมปกติ
1 เมตร พน้ื ทต่ี า่ กวา่ ระดับถนน 0.75 เมตร ครอบครวั มีสมาชกิ 4 คน ดังรปู
ข้อ 4 สาหรบั สีชมพู ขนาดพื้นที่21 ไร่ 2 งาน ปรมิ าณน้าฝน 1,200 มม./ปี ระดับน้าท่วมปกติ
0.75 เมตร พ้ืนทต่ี า่ กวา่ ระดับถนน 1.5 เมตร ครอบครวั มีสมาชกิ 15 คน ดังรปู
ขอ้ 5 สาหรบั สีเขียว ขนาดพ้ืนท่ี 35 ไร่ ปรมิ าณนา้ ฝน 1,500 มม./ปี ระดับน้าทว่ มปกติ 1 เมตร
พืน้ ท่ีตา่ กว่าระดับถนน 1.5 เมตร ครอบครวั มีสมาชกิ 7 คน ดังรูป
137
บทท่ี 8 ถอดรหัส “พระมหาชนก”
ถอดรหัส “พระมหาชนก” จากมมุ มองด้านการพฒั นามนษุ ยแ์ ละองคก์ าร
อัจฉรยิ ภาพอันสรา้ งสรรค์ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว
คติธรรมการพฒั นามนษุ ยต์ ามแนวทาง “การฟ้ ืนฟตู ้นมะม่วง”
ภาวะผู้นาที่ดีย่อมแตกต่างจากปุถุชนธรรมดาทั่วไปท้ังหลาย เม่ือเห็นภัยพาล คืบคลานเข้ามา
หรอื เห็นปญั หาเกิดขนึ้ ปุถชุ นมักจะต่ืนตระหนก ร่ารอ้ งโวยวาย กลา่ วโทษใส่รา้ ยกัน คนเหล่าน้ีมัก “พลิก
วกิ ฤติให้กลายเปน็ หายนะ” ในทางตรงข้ามผู้ทม่ี ีภาวะผู้นาคือผู้ทตี่ ้ังอยูใ่ นสติสัมปชญั ญะ ใชป้ ญั ญา เรยี ก
ระดมผู้รูม้ าชว่ ยกันขบคิดเพ่ือแสวงหาทางออกและฟ้ ืนฟูกู้ปัญหาเหล่านั้น พระมหาชนกคือแบบอย่าง
แห่งภาวะผู้นา เม่ือเห็นปญั หา แม้ตนเองจะมีความทุกข์ใจหนักหนากับปญั หาทเี่ กิดข้ึน แต่ก็ต้ังสติเรยี ก
ระดมปราชญ์ราชบัณฑิต แล้วเตือนสติว่าแทนท่ีจะมานั่งพร่าบ่นเสียอกเสียใจ แต่ควรจะมาชว่ ยกันคิด
แ ละด าเนิ น การ “พ ลิก วกิ ฤต ให้ กลาย เป็น โอ กาส ” ม าก กว่า ใน ต อ น นี้ พ ระอั จ ฉ รยิ ภ าพ ขอ ง
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวได้ปรากฏให้เห็นเด่นชดั อีกครงั้ เมื่อทรงนาเสนอ “แนวทางการฟ้ ืนฟูต้น
มะม่วง” อยา่ งเปน็ ระบบถูกต้องตามหลกั วชิ าถึง 9 วธิ กี าร ดังทป่ี รากฏในตอนที่ 35
(ตอนที่ 35) อุทจิ จพราหมณ์มหาศาลรบี มาเฝา้ พระราชา พรอ้ มด้วยลกู ศิษย์สองคน คือ จารุ
เตโชพราหมณ์และคเชนทรสิงหบณั ฑติ สองคนน้ี คนแรกชานาญการปลูก คนที่สองชานาญการถอน
ทนั ใดทม่ี าถึง คเชนทรสิงหบัณฑติ ก็ทรุดลงแทบพระบาทของพระราชาแลว้ ทลู ว่า “ข้าพระองค์ผิดไป
เอง เมื่อเหลา่ อมาตยข์ อให้ขา้ พระองค์ชว่ ยเก็บมะม่วงถวายพระอุปราช ข้าพระบาทจงึ นาเอา “ยนั ตกล
เก็บเก่ียว” มาใช้ มิได้คิดวา่ จะทาให้ต้นมะม่วงถอนรากโค่นลงมา พระพุทธเจา้ ขา้ ขอรบั .”
138
พระราชตรสั ว่า: “อย่าโทมนัสไปเลย อาจารยผ์ ู้ดารกิ าร ต้นมะม่วงโค่นไปแลว้ ณ บดั นี้ปญั หาคือ
ฟ้ ืนฟูต้นมะม่วงได้อยา่ งไร เรามีวธิ เี ก้าอย่างทอ่ี าจใชไ้ ด้
หนงึ่ เพาะเม็ดมะม่วง สอง ถนอมรากทย่ี ังมีอยู่ให้งอกใหม่ สาม ปกั ชาก่ิงทเี่ หมาะแก่การปกั
ชา สี่ เอากิ่งดีมาเสียบยอดกื่งของต้นทไ่ี ม่มีผลให้มีผล ห้า เอาตามาต่อกิ่งของอีกต้น หก เอาก่ิงมาทาบ
ก่ิง เจด็ ตอนกิ่งให้ออกราก แปด รมควันต้นทไ่ี ม่มีผลให้ออกผล เก้า ทา”ชวี าณสู งเคราะห์” ทา่ น
พราหมณ์มหาศาล จงให้พราหมณ์อันเตวาสิกไปพจิ ารณา” อุทจิ จพราหมณ์รบั สนองพระราชโองการ ว่า:
ขา้ พระองค์ผู้ทรงภมู ิปญั ญา จะให้คเชนทรสิงหบณั ฑติ นาเครอ่ ื ง ‘ยันตกล’ ไปยกต้นมะม่วงให้ตั้งตรง
ทนั ที และจะให้จารุเตโชพราหมณ์เก็บเม็ดและกิ่ง ไปดาเนินการตามพระราชดาร”ิ พระราชโปรดให้สอง
คนนั้นรบี ไป แต่ขอให้พราหมณ์มหาศาลคอยรบั พระราชดารติ ่อไป
มีประเด็นท่ีน่าสนใจและเห็นว่าเป็นประเด็นทสี่ าคัญเป็นอยา่ งย่ิงในตอนที่ 35 น้ีก็คือ
วธิ ี 9 อย่างในการฟ้ ืนฟูต้นมะม่วง ผู้เขียนได้เคยสอบถามความคิดเห็นจากนักวชิ าการด้าน
การเกษตรบางทา่ น พบว่า แนวทางการฟ้ ืนฟูต้นมะม่วงท้งั 9 วธิ กี ารน้ัน ถือเปน็ ภมู ิปัญญาทสี่ าคัญและ
ลา้ ลึกอย่างยิง่ ในวชิ าการทางเกษตรศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประพันธ์ “พระมหาชนก” ได้ศึกษาค้นคว้า
ศาสตรท์ างด้านน้ีมาอย่างลึกซง้ึ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนบทความนี้มิได้เป็นนักวชิ าการที่มีความรูค้ วาม
เขา้ ใจทางการเกษตร แต่ผู้เขียน – ในฐานะของนักวชิ าการด้านการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ
– ใครข่ อต้ังข้อสังเกตในทน่ี ี้ว่าน่ีคือ “รหัสนัยทล่ี ึกซง้ึ ” ย่ิงนักและน่าจะเปน็ รหัสนัยทีน่ ักวชิ าการด้านการ
พัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การพึงขบคิดตีประเด็นให้แตกว่าจะถอดรหัสแนวทางการ “ฟ้ ืนฟูต้น
มะม่วง” ทงั้ 9 วธิ กี ารให้ออกมาเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับการ “ฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนุษย์ในองค์การ” ได้
อย่างไร?
เนื่องด้วยภูมิปัญญาอันมีขอบเขตจากัดของผู้เขียนเอง ในท่ีน้ีผู้เขียนจึงใครข่ อนาเสน อแนว
ทางการถอดรหัสการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนุษย์ตามแนวทางการฟ้ ืนฟูต้นมะม่วงท้ัง 9 วธิ ี โดยเป็นการ
นาเสนอในลักษณะของการยกรา่ งเป็น “ประเด็นตั้งต้น” (Proposition) เพ่ือท่ีจะเชอื้ ชวนให้บุคคล
ทัว่ ไป รวมทั้งปราชญ์ ผู้รู้ นักวชิ าการและผู้ปฏิบัติงานท่ีเชย่ี วชาญและที่สนใจในด้านการบรหิ ารจดั การ
และพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย์และองค์การ จะได้เข้ามารว่ มกันขบคิดถกแถลงแสวงหาทางออกรว่ มกันว่า
“แนวทางการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ” แต่ละข้อของ “การฟ้ ืนฟูต้นมะม่วง” ท้ัง 9 ข้อ แท้ที่
จรงิ แล้วคืออะไร มีนัยยะความหมายอะไร และมีเครอ่ ื งมือท่เี หมาะสมด้านการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์
และองค์การอะไรที่จะใชเ้ พื่อการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนุษย์และองค์การได้อย่างไรบ้าง? ทั้งน้ี ใครข่ อให้
ผู้อ่านจนิ ตนาการถึงบรบิ ทองค์การทีก่ าลังเผชญิ กับปญั หาคุณภาพของบุคลากรตกต่า แม้บางองค์การ
จะเปน็ องค์กรทมี่ ีศักยภาพดี แต่บุคลากรบางกลุ่มกลบั ไรผ้ ลงาน คนดีคนเก่งถูกทาลายเสียขวญั กาลังใจ
จนหมดพลงั ในการทางาน คาถามคือ เราจะฟ้ ืนฟูคนและองค์การเหล่านี้ – โดยใชแ้ นวทางการฟ้ ืนฟูต้น
มะม่วง 9 ข้อ – อย่างไร? ในการนี้ ผู้เขยี นขอนาเสนอแนวทางการตีความตามหลักการพฒั นาทรพั ยากร
มนุษยแ์ ละองค์การเปน็ การต้ังต้น ดังน้ี
1. เพาะเม็ดมะมว่ ง (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงพระนิพนธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษว่า
Culturing the seeds) ผู้เขยี นใครข่ อถอดรหัสนัยน้ีในเชงิ การพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์วา่ การ “เพาะ
เม็ดมะม่วง” น่าจะหมายถึง “การบม่ เพาะบุคลากรรนุ่ ใหม่” หรอื “การพฒั นาบุคลากรพนั ธใุ์ หม่” ข้นึ มา
139
2. ถนอมรากทยี่ งั มีอยูใ่ ห้งอกใหม่ (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวทรงพระนพิ นธเ์ ปน็
ภาษาอังกฤษวา่ Nursing the roots so they grow again) ผู้เขยี นใครข่ อถอดรหัสนัยน้ีในเชงิ การ
พฒั นาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การว่า “ราก” หมายถึง องค์ความรู้ ภูมิปญั ญา ขีดความสามารถด้ังเดิม
(Competence) ทอี่ งค์กรมีอยู่ เพยี งแต่ทผ่ี ่านมาอาจจะขาดการเอาใจใส่ดูแลและพฒั นาส่ิงเหลา่ น้ี
ขึ้นมาเทา่ นั้น (คล้ายๆกับ การทสี่ ังคมไทยเคยมีภมู ิปญั ญาด้ังเดิม แต่ขาดการเหลยี วแล เพราะมัวแต่
หลงไหลได้ปลืม้ ไปกับภูมิปญั ญาตะวนั ตก จนในทส่ี ุดภมู ิปญั ญาด้ังเดิมทเ่ี ปน็ “รากเหงา้ ” ทแ่ี ทจ้ รงิ ถูก
ละเลย หรอื ถกู ทาลายสูญหายไปอยา่ งน่าเสียดาย)
3. ปกั ชากิ่งทเี่ หมาะแก่การปกั ชา. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ทรงพระนิพนธเ์ ปน็
ภาษาอังกฤษวา่ Culturing (cutting) the branches) การปกั ชากิ่งคือการตัด/นาก่ิงทเี่ หมาะสมไป
ปกั ลงในวสั ดุชาเพอื่ ให้เกิดรากขึ้นมา เปน็ วธิ กี ารทงี่ า่ ย ได้ผลเรว็ และต้นทนุ ตา่ จุดสาคัญจุดหนง่ึ ในทน่ี ี้
คือ การได้มาซง่ึ “ก่ิงทเ่ี หมาะ” แก่การปกั ชา หากจะถอดรหัสนัยน้ีในเชงิ การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยแ์ ละ
องค์การ ก็อาจตีความได้ว่า “กิ่งทเี่ หมาะ” ก็คือ กลุ่มคนทเี่ ปน็ กลมุ่ “คนดีคนเก่ง”
4. เอากิ่งดีมาเสียบยอดก่ิงของต้นทไ่ี ม่มีผลให้มีผล. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว ทรงพระ
นพิ นธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษวา่ Grafting on the other tree.) การเสียบยอดคือการนาเอาก่ิงของยอด
พนั ธทุ์ ดี่ ีไปเสียบทาบกับยอดของต้นทไ่ี ม่มีผล โดยมีเปา้ ประสงค์หลักเพ่ือให้ได้ผลผลติ จากต้นเดิมที่เรว็
กว่าการเรม่ ิ ปลูกใหม่ หากจะถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย์และองค์การ ก็อาจตีความ
ได้ว่า “กิ่งดี” คือกลมุ่ คนทเี่ ปน็ กลุ่ม “คนดีคนเก่ง” ซง่ึ หมายถึงกลมุ่ “ดาวดวงเด่น” และ “กลุม่ ม้างาน” อัน
เปน็ กล่มุ ทเ่ี หมาะแก่การขยายพันธุ์
5. เอาตามาต่อกิ่งของอีกต้น. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวทรงพระนิพนธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษว่า
Bud-grafting on the other tree.) การต่อก่ิงเป็นวธิ กี ารขยายพันธุพ์ ชื อีกแบบหนงึ่ โดยเอาตาของ
ต้นไม้ต้นหน่ึงทม่ี ีคุณภาพดีไปติดทต่ี ้นหรอื กิ่งของอีกต้นหนงึ่ ซงึ่ เปน็ ชนิดเดียวกันเพอ่ื หวังให้เกิดต้นตอ
หรอื ก่ิงทมี่ ีคณุ ภาพดีในต้นไม้นั้น หากจะถอดรหัสนัยน้ีในเชงิ การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ ก็
อาจตีความได้ว่า “ตา” หมายถึงแงค่ ิด มุมมอง คุณลักษณะทด่ี ีของบุคลากรกลุม่ ทมี่ ีคณุ ภาพ
6. เอากิ่งมาทาบก่ิง. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวทรงพระนิพนธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษวา่
splicing (approach grafting) the branches.) การทาบกิ่ง เปน็ วธิ กี ารขยายพนั ธทุ์ ใี่ ห้ได้ต้นพันธดุ์ ี
ซงึ่ มีลักษณะทางสายพนั ธุเ์ หมือนต้นแม่วธิ หี นงึ่ โดยกิ่งพันธุด์ ีจะทาหน้าทเี่ ปน็ ลาต้นของต้นพืชใหม่ ส่วน
ต้นตอทนี่ ามาทาบติดกับกิ่งของต้นพนั ธุด์ ีจะทาหน้าทเ่ี ปน็ ระบบราก เพอ่ื หาอาหารให้กับต้นพันธดุ์ ี หาก
จะถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ ผู้เขยี นมีความเห็นว่าสามารถตีความได้
หลายประการ
> การระดมกลมุ่ คนดีคนเก่งให้มาทางานรว่ มกันในลกั ษณะ Talent Project Team หรอื
Talent Taskforce
> การพัฒนาบุคลากรกลุม่ คนดีคนเก่งทมี่ ีคุณภาพให้เปน็ “วทิ ยากรต้นแบบ”
> การเอาความรู้ เทคนิค ประสบการณ์ของบุคลากรมาแลกเปลยี่ นเรยี นรแู้ บง่ ปันรว่ มกัน
(Knowledge sharing)
140
7. ตอนกิ่งให้ออกราก. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงพระนพิ นธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษวา่
layering the branches.) การตอนก่ิงคือการทาให้กิ่งหรอื ต้นพืชเกิดรากขณะทตี่ ิดอยูก่ ับต้นแม่ ทาให้
ได้ต้นพชื ใหม่ ทม่ี ีลักษณะทางสายพนั ธเุ์ หมอื นกับต้นแม่ทกุ ประการ เม่ือถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การพัฒนา
ทรพั ยากรมนษุ ย์และองค์การ ผู้เขียนมีความเห็นว่าสามารถตีความได้วา่ การ “ตอนก่ิงให้ออกราก” คือ
การทอ่ี งค์กรเสรมิ สรา้ ง “กลมุ่ คนดีคนเก่ง” ทเ่ี คย “ถกู บนั่ ทอนจนสูญเสียขวญั เสียกาลงั ใจและความ
มั่นใจ” ให้กลับมามีพลัง มคี วามเขม้ แข็ง มีความม่ันใจทจี่ ะกลับมาสรา้ งสรรค์ผลงานทด่ี ีได้อีกครง้ั หนง่ึ
8. รมควนั ต้นทไ่ี ม่มีผลให้ออกผล. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ทรงพระนิพนธเ์ ปน็
ภาษาอังกฤษวา่ Smoking the fruitless tree, so that it bears fruit..) การรมควันเปน็ ภมู ิปญั ญา
โบราณ ทกี่ ระทาในชว่ งทใี่ บมะม่วงสะสมอาหารไวเ้ ต็มทแี่ ล้ว การรมควันจะเรง่ ให้ใบแก่ของมะม่วงหลุด
รว่ งก่อนเวลาปรกติ ก่อนทีใ่ บจะรว่ ง อาหารทส่ี ะสมทใ่ี บจะเคลอื่ นยา้ ยกลบั ไปสะสมทปี่ ลายยอด ทาให้มี
สภาพเหมาะสมแก่การผลติ าดอก นอกจากนี้ยงั พบว่า ในควนั ไฟมีแก๊สเอทลิ นี (ethylene) ซงึ่ เปน็ สาร
ตัวการสาคัญทกี่ ระตุ้นให้มะม่วงออกดอกอีกด้วย ผู้เขียนใครข่ อถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การพฒั นา
ทรพั ยากรมนษุ ย์และองค์การวา่ หมายถึง “การบาบดั ฟ้ ืนฟูคนทมี่ ีแววมีศักยภาพได้ฉายแววหรอื เปล่ง
ศักยภาพของตนข้นึ มาอีกครง้ั ”
9. ทา ‘ชวี าณูสงเคราะห์’ (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว ทรงพระนิพนธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษว่า
Culturing the cells in a container.) ชวี าณสู งเคราะห์ บา้ งก็ว่าหมายถึงการนาเอาเซลลข์ อง
เนื้อเยื่อออกมาเพาะใหม่ บ้างก็วา่ คือการปลกู เนื้อเยอื่ บ้างก็หมายถึงการเพาะพนั ธใุ์ นหลอดแก้ว สรุป
โดยรวม น่าจะหมายถึงการการเพาะเซลล์ทจ่ี ะได้มาซง่ึ พนั ธไุ์ ม้ใหม่ทม่ี ีความแกรง่ กล้าและให้ดอกออก
ผลได้ดีกว่าเดิม ผู้เขียนใครข่ อถอดรหัสนัยน้ีในเชงิ การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ยแ์ ละองค์การว่าหมายถึง
การทอี่ งค์กรรเิ รม่ ิ โครงการบม่ เพาะสรา้ งสรรค์ค่านิยม วัฒนธรรมองค์การใหม่ อันเปน็ ค่านิยมวฒั นธรรม
ทเ่ี หมาะกับยุคสมัย และจะชว่ ยสรา้ งเสรมิ ความแข็งแกรง่ ให้กับองค์การอย่างย่งั ยนื ในอนาคต
หลกั การฟ้ ืนฟตู ้นมะม่วงด้วย 9 วธิ กี าร สะทอ้ นให้เห็นถึงหลักคิดแบบ “มนุษย์นิยม”
(Humanism) และ “มนุษยธรรมนิยม” (Humanitarianism) ทใี่ ห้ความเอาใจใส่ดูแลบุคลากร
ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเปน็ กลุ่มคนทม่ี ีผลงานดีหรอื ยงั ไม่มีผลงานชดั เจนก็ตาม ด้วยหลักความคิด
พ้ืนฐานในแงบ่ วกทเ่ี ชอื่ วา่ คงไม่มีมนุษย์คนใดทอี่ ยากเปน็ คนไม่เก่งไม่ดี มนุษยท์ กุ คนล้วนแลว้ แต่อยาก
เปน็ คนดีคนเก่ง และมนษุ ยท์ กุ คนยอ่ มสามารถพัฒนาฟ้ ืนฟูได้ องค์กรทดี่ ีจงึ ควรมีความมุ่งม่ันทชี่ ดั เจน
ในการเปดิ โอกาสและพัฒนาบุคลากรเพื่อดึงเอาความสามารถและความดีงามของบุคลากรออกมา
ผูเ้ ขยี น ผศ.ดร.สมบัติ กสุ ุมาวลี | คณะพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย์ นดิ ้า
141
1. ถอดบทเรยี นผา่ นสื่อแผน่ ดินไทย ตอน “แผ่นดินวกิ ฤต”
วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายใน /ภายนอก
วตั ถุประสงค์ : 1) เพ่ือให้ผู้เขา้ อบรมได้ชมส่ือเพือ่ สรา้ งแรงบนั ดาลใจ
2) เพื่อสรา้ งแรงบันดาลใจและตระหนักในการทาหลักกสิกรรมธรรมชาติ
เวลาสอน : 15.30 – 16.30 น. จานวน 1 ชว่ั โมง
รูปแบบการสอน : ชมสื่อสรา้ งแรงบันดาลใจ
ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทสี่ อน : คลิปวดี ีทศั น์ แผ่นดินไท ตอนที่ 1 แผ่นดินวกิ ฤติ
ผลการเรยี นรขู้ องผู้เขา้ รว่ มการอบรม :
เม่ือทนุ นิยมเติบโตอย่างไรข้ อบเขต ความโลภครอบงาโลกไปทกุ หัวระแหง มนษุ ย์ตักตวงเอา
ความรา่ รวยจากโลกเกินพอดี จงึ เกิดภาวะวกิ ฤติขน้ึ ท่วั แผ่นดินโลก รวมถึงแผ่นดินไทย ทป่ี ระสบภัย
พิบัติทเ่ี กิดข้ึน ส่งผลให้เกิดวกิ ฤติทางด้านสิ่งแวดล้อม วกิ ฤติด้านสังคม วกิ ฤติด้านเศรษฐกิจ และวกิ ฤติ
ด้านการเมือง หนทางใดที่จะแก้วกิ ฤติแผ่นดิน
ภัยพิบตั ิของธรรมชาติทเี่ กิดขนึ้ จากสภาพดิน ฟ้า อากาศ การทาการเกษตรขาดทุน ขาดแคลน
นา้ พ้นื ทแี่ ห้งแล้งไม่มีทที่ ากิน และภาวะขาดแคลนส่งผลให้แรงงานจากชนบท เดินทางสู่เมืองหลวงเพ่อื
หางานทาแยง่ ชงิ การทางาน อาหารเพือ่ ความอยูร่ อด แรงงานจากชนบทเปน็ เพียงเปน็ แรงงานรบั จา้ ง
ทนุ มนษุ ยข์ องนายจา้ ง แรงงานชนบทไรภ้ มู ิค้มุ กันของสังคม ขาดความมั่นคงในชวี ติ จนกลายเปน็ ภาวะ
ของความยากจนทแี่ ทจ้ รงิ
วกิ ฤติด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้โรงงานขนาดใหญ่ ทม่ี ีแรงงานกวา่ 4,000 คน ต้องปดิ โรงงาน
แรงงานกวา่ 4,000 คน ต้องตกงาน แรงงานผู้หญิงทสี่ ูงอายุไมส่ ามารถไปหางานทาทอี่ ่ืนได้ แรงงาน
ไม่ได้รบั เงนิ ชดเชยรายได้ ขาดความมั่นคงในชวี ติ
หนทางทจี่ ะแก้วกิ ฤติแผ่นดิน คือ ยึดการดาเนินชวี ติ ตามแนวหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
แผ่นดินไท ตอนท่ี 2 ชะตากรรมเกษตรเชงิ เดี่ยว (Rip From DVD)
142
2. ถอดบทเรยี น ประสบการณ์กับปราชญ์ชาวบ้าน “วถิ ีภูมปิ ัญญาไทยกับการ
พ่ึงตนเอง”
วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายใน /ภายนอก
วตั ถุประสงค์ : 1) เพือ่ ให้ผ้เู ข้าอบรมได้เรยี นรจู้ ากผู้ทปี่ ฏิบตั ิจรงิ จนเป็นทย่ี อมรบั
2) เพ่ือสรา้ งแรงบนั ดาลใจในการประยุกต์ศาสตรพ์ ระราชาสู่การปฏิบัติจนเปน็ ท่ียอมรบั
เวลาสอน : 15.30.00 – 16.30 น. จานวน 1 ชว่ั โมง
รูปแบบการสอน : การบรรยายสรา้ งแรงบันดาลใจ
ขอบเขตเน้ือหาวชิ าทส่ี อน :
นายเลีย่ ม บุตรจนั ทา หรอื พ่อเลยี่ ม ถือเปน็ ผู้รดู้ ้านเกษตรทคี่ นทว่ั ไปรจู้ กั กันดีทส่ี ุดคนหนง่ึ พ้ืน
เพเปน็ คนชาวอีสาน จงั หวดั บุรรี มั ย์ อาชพี แต่เดิม ปลกู อ้อย และมันสาปะหลัง และทามานานตั้งแต่เด็ก
หรอื ต้ังแต่รนุ่ พ่อ-แม่ จนครอบครวั มีหน้ีสินพอกพนู เน่ืองจากเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงปลี ะ 1 ครงั้
(เกษตรเชงิ เดี่ยว) แต่ค่าใชจ้ า่ ยมีอยู่ทกุ วนั จนทะเลาะกับสมาชกิ ในครอบครวั เน่ืองจากปญั หาหน้ีสิน
สุดทา้ ยก็หาทางออกด้วยการกินเหล้า เพราะความกลดั กล้มุ จนติดเป็นนิสัย
จนเมื่อปี 2529 จากการทพี่ ่อเลี่ยมมีวถิ ีชวี ติ ไม่ต่างไปจากเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ทปี่ ลกู พืช
เชงิ เด่ียวอยา่ งมันสาปะหลัง อ้อย ทกุ ปจี นต้องประสบปญั หาหนี้สิน ค่าปุย๋ ค่ายา และหน้ีเงนิ กู้ทพี่ อกพนู
รวมถึงการติดเหล้า จงึ ได้ตัดสินใจขายทดี่ ินในจงั หวดั บุรรี มั ย์ เพอื่ นาเงนิ ไปใชห้ นี้ทงั้ หมด เหลอื เงนิ จาก
การใชห้ นี้จานวน 1 แสนบาท จงึ อพยพถิ่นฐานพรอ้ มภรรยา และลกู อีก 1 คน มาอยูอ่ าเภอสนามชยั เขต
จงั หวัดฉะเชงิ เทรา และซอื้ ทดี่ ิน 1 แปลง จานวน 50 ไร่ พรอ้ มแผ้วถางปา่ จนเปน็ พื้นทโี่ ลง่ โดยประกาศ
จะไม่ปลกู มัน และอ้อย อีกต่อไป
แต่สุดทา้ ยค่ชู วี ติ ภรรยาก็ชกั ชวนปลกู ขา้ วโพดเพราะเห็นเกษตรกรรายอ่ืน ๆ ทาแลว้ ได้กาไรดี
จงึ นาเงนิ ทเ่ี หลอื มาลงทนุ แต่ก็ขายได้ปลี ะ 1 ครงั้ เหมอื นเดิม จากนั้นก็นาเงนิ ทไ่ี ด้ไปใชจ้ า่ ยเพ่ือให้ครบปี
สุดทา้ ยก็กลายเปน็ หน้ีสินอีกเชน่ เดิม และปี 2536 ยอดหนี้ก็เพ่มิ จานวนมหาศาล สุดทา้ ยก็กินเหลา้
และเมาเหมือนเดิม
จากน้ันปี 2539 พอ่ เลีย่ ม ได้ตัดสินใจออกเรยี นรเู้ ขา้ รว่ มการฝกึ อบรมและศึกษาจากวทิ ยากร
หลายทา่ น มีการพูดถึงชาวนา ชาวไรว่ า่ โง่ และได้อธบิ ายวา่ โงอ่ ยา่ งไร จงึ ได้เขา้ ใจ เพราะส่ิงทเี่ ขาวา่ โงน่ ั้น
คือตัวเรา นอกจากน้ียงั ได้พูดถึงศาสตรพ์ ระราชา และปรชั ญาของพระเจา้ อยูห่ ัวรชั กาลที่ 9 ด้วยการ
พ่งึ พาตนเอง โดยวทิ ยากรเหลา่ น้ัน ได้แนะนาให้เรม่ ิ จากทาบัญชคี รวั เรอื น และเมื่อสิ้นปี มาดูจงึ รูว้ ่า
รายจา่ ยทจี่ า่ ยไป เราสามารถทาเองได้ สาคัญกว่านั้น เสียเงนิ ไปกับการซอื้ เหล้า และเลน่ การพนัน
ดังนั้นในปี 2540 จงึ ประกาศเปน็ วาระครอบครวั ว่าจะไม่ปลกู อะไร เพอื่ นาไปขายอีกแลว้ แต่จะ
ปลูกส่ิงทเี่ รากิน ทงั้ ข้าว พชื ผัก และผลไม้ต่าง ๆ รวมถงึ ได้ไปฟัง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธกิ าร มูลนิธิ
ชยั พัฒนา และพอ่ ใหญ่วบิ ูลย์ เข็มเฉลิม ปราชญช์ าวบา้ นจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา พูดถึงเรอ่ ื งปา่ 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่าง ทสี่ รา้ งประโยชน์และคณุ ค่ามหาศาล
จงึ ได้เรม่ ิ ปลกู ปา่ ต้ังแต่ปี 2542 ทัง้ ไม้กินผล ไม้ยนื ต้น และไม้ใชส้ อยต่าง ๆ ผสมกับพืชผัก
หลากหลายชนิด ปจั จุบันมีเนื้อทปี่ า่ ประมาณ 13 ไร่ มที กุ อย่างทเ่ี ราอยากกิน ทาให้ไม่ต้องซอ้ื อะไร
143
เพราะของกินมีทกุ ชนิด เรม่ ิ จากการปลกู พืชผักทเ่ี ป็นอาหารในชวี ติ ประจาวนั เพอ่ื ลดรายจา่ ย อย่างทพ่ี ่อ
เล่ยี มบอกไว้วา่ “ปลูกทกุ อย่างทก่ี ิน กินทุกอย่างทปี่ ลูกส่วนของใช้ เชน่ สบู่ แชมพู นา้ ยาลา้ งจาน หรอื
น้ายาซกั ผ้า ก็ทาใชเ้ อง จากนั้นก็ทาเกษตรผสมผสาน ตามศาสตรพ์ ระราชา ทเ่ี น้นเรอ่ ื งการพึ่งพาตัวเอง
เปน็ หลกั เม่ือเหลอื กินก็แบง่ ปนั เหลือจากแบ่งปนั ก็ขาย จนมีชาวบ้านมาขอซอื้ ผลผลติ และพืชผักต่าง ๆ
จากนั้นอีก 6 ปี ก็สามารถใชห้ นี้ก้อนสุดทา้ ยได้หมด
สาคัญกวา่ นั้น เม่ือเปน็ ปา่ ทาให้ไม่ต้องซอ้ื ปุย๋ เพราะเศษวชั พชื หรอื ใบไม้ต่าง ๆ เป็นปุย๋ ได้
ทง้ั หมดน่ีคือศาสตรพ์ ระราชา และไม่ได้นาองค์ความรูม้ าใชอ้ ยา่ งเดียว แต่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของ
พระองค์อยู่บนหัวนอน และห้อยคอไว้ตลอดเวลา เพ่อื ระลกึ ถึงพระองค์ และเป็นคติเตือนใจ ทพี่ ระองค์
ทาให้เราหลุดพน้ จากความทกุ ข์ และความยากจน
ส่วนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ได้ชกั ชวนญาติพ่ีน้องมาทาแบบเรา และนาพาปฏิบตั ิจรงิ จากน้ัน
ก็มีคนทสี่ นใจมาศึกษาเรอ่ ื ย ๆ ประมาณ 5-6 พันคนต่อปี โดยมาไกลสุดจากประเทศแคนาดา
“แรกๆ คนไม่ค่อยเชอื่ ว่าการไม่มีเงนิ ใช้ แล้วจะมีอาหารกินครบ 3 มื้อ ได้อย่างไร ก็พามาปฏิบัติ
จรงิ เชน่ เรามีข้าว อยากกินปลา เราก็มีปลาในบ่อ อยากกินต้มยา หรอื แกงใส่อะไร ก็ไปหาในสวน แล้ว
สุดทา้ ยก็ไม่มีใครได้ไปจา่ ยตลาด แต่มีกินครบทกุ มื้อ”
ปจั จุบันสวนกลายเปน็ ปา่ ใชช้ วี ติ อย่างเรยี บงา่ ยกับครอบครวั โดยมีประชาชนและผู้สนใจด้าน
เกษตรทวั่ ประเทศ มาศึกษาเรยี นรู้ และพรอ้ มถ่ายทอดวชิ าต่าง ๆ ให้กับคนทว่ั ไป เพ่อื สานต่อหลกั
ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตรพ์ ระราชา เพ่ือให้อยู่กับลูกหลานไปนานเท่านาน
ดังน้ันวนั น้ี เลยี่ ม บุตรจนั ทา จงึ ถือเปน็ ปราชญ์เดินดินทค่ี นทว่ั ประเทศรจู้ กั และบา้ นนาอีสาน
แหลง่ พักพิงของครอบครวั ได้กลายเปน็ พืน้ ทศี่ ึกษาดูงานของหลายหน่วยงาน รวมถึงโครงการรกั ษ์ปา่
สรา้ งคน 84 ตาบล วถิ ีพอเพยี ง ทม่ี ีพ่นี ้องหลายตาบลได้ไปแวะเยยี่ มเยอื นพ่อเลี่ยม และแม่ตุ๋ย
(ภรรยา) เพือ่ นาประสบการณ์ทล่ี ม้ เหลวจากการทาเกษตรกรรมเชงิ เดี่ยว มาเปน็ แรงบันดาลใจให้ผู้ที่
ได้รบั ฟังประสบการณ์ชวี ติ ของพอ่ เลยี่ ม บุตรจนั ทา ได้หันมาดาเนินชวี ติ ตามแนวทางปรชั ญาเศรษฐกิจ
พอเพยี งเพ่อื ความย่ังยนื ของสังคมไทยสืบไป
ปลดหน้ีด้วยศาสตรพ์ ระราชา | คนรกั ษ์ปา่