The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรอนุบาล62

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by noom2522nan, 2022-05-14 11:03:26

หลักสูตรอนุบาล62

หลักสูตรอนุบาล62

51

-ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้นผ่าน ๔. การหยิบจับ การใช้กรรไกร การฉีก การตัด -การเลน่ และการทำงานร่วมกับผอู้ ื่น

ศนู ย์กลาง๐.๒๕ ซม.ได้ การปะ การรอ้ ยวัสดุ -การทำงานศลิ ปะ

๒. พฒั นาการด้านอารมณ์ จิตใจ

มาตรฐานท่ี ๓ มีสุขภาพจติ ดแี ละมคี วามสุข

ตัวบง่ ชี้ สภาพทพี่ ึงประสงค์ ประสบการณ์สำคญั สาระการเรยี นรรู้ ายปี
๓.๑ แสดงออกทาง ชน้ั อนุบาลปที ี่ ๓ สาระท่คี วรเรียนรู้
๑. การพดู สะทอ้ น
-แสดงอารมณ์ ความรสู้ ึก ตวั เดก็
- การแสดงทางอารมณแ์ ละความรูส้ ึกอยา่ งเหมาะสมกบั
อารมณอ์ ย่างเหมาะสม ไดส้ อดคลอ้ งกับสถาน ความรสู้ ึกของตนเอง สถานการณ์

การณ์อยา่ งเหมาะสม และผ้อู ื่น ตัวเดก็
- การแสดงความคิดเหน็ ของตนเองและรับฟงั ความ
๓.๒ มคี วามรูส้ กึ ทีด่ ีตอ่ -กล้าพูดกล้าแสดงออก ๒. การเลน่ บทบาท คิดเห็นของผอู้ น่ื อยา่ งเหมาะสมกับสถานการณ์

ตน อยา่ งเหมาะสมตาม สมมตุ ิ ตวั เดก็
- การตระหนักรูเ้ กย่ี วกบั ตนเอง
เองและผูอ้ ่นื สถานการณ์ ๓. การเคล่อื นไหวตาม - การประสบความสำเร็จในส่ิงต่างๆที่ทำด้วยตนเอง

-แสดงความพอใจใน เสยี งเพลง ดนตรี
ผลงานและความสามารถ ๔. การร้องเพลง
ของตนเองและผ้อู ื่น ๕. การทำงานศลิ ปะ

มาตรฐานท่ี ๔ ชืน่ ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคล่อื นไหว

ตัวบ่งชี้ สภาพท่ีพึงประสงค์ สาระการเรียนรู้รายปี

๔.๑ สนใจและมีความ ช้ันอนบุ าลปีที่ ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระที่ควรเรียนรู้
สขุ และแสดงออกผา่ น ตัวเด็ก
งานศิลปะ ดนตรีและการ -สนใจและมีความสุข ๑. การทำกิจกรรมศลิ ปะตา่ งๆ
เคลือ่ นไหว และแสดงออกผา่ น ๒. การสรา้ งสรรคส์ ่งิ สวยงาม - ความภูมิใจในตนเองการสะท้อน
งานศลิ ปะ ๓. การรบั รู้และแสดงความคดิ ความรสู้ กึ การรับร้อู ารมณแ์ ละความรูส้ ึกของ
ผา่ นส่อื วสั ดุ ของเล่น และชน้ิ งาน ตนเองและผ้อู นื่
๔. การปฏบิ ตั ิกิจกรรมต่างๆ ตาม - การทำกจิ กรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์
ความสามารถของตนเอง

-สนใจ มคี วามสุขและ ๑. การฟงั เพลง การรอ้ งเพลง และการ ตัวเดก็
แสดงออกผา่ น แสดงปฏิกริ ิยาโตต้ อบเสียงดนตรี
เสียงเพลง ดนตรี ๒. การเล่นเครือ่ งดนตรปี ระกอบจงั หวะ - การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบ
๔. การปฏบิ ัติกิจกรรมตา่ งๆ ตาม
ความสามารถของตนเอง เพลง
- การฟงั การร้องเพลง

-สนใจ มีความสุขและ ๑. การฟงั เพลง การร้องเพลง และการ 52
แสดงทา่ ทาง/ แสดงปฏิกริ ยิ าโต้ตอบเสียงดนตรี
เคลอื่ นไหวประกอบ ๒. การเคล่ือนไหวตามเสียงเพลง ดนตรี ตัวเด็ก
เพลง จังหวะและ ๔. การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตา่ งๆ ตาม
ดนตรี ความสามารถของตนเอง - การกำกับตนเองการเลน่ และทำ
๕. การเลน่ เคร่อื งดนตรีประกอบจงั หวะ สิ่งต่างด้วยตนเองตามลำพังหรือ
กบั ผู้อ่ืน
- การแสดงท่าทางเคลือ่ นไหว
ประกอบเพลง จังหวะและดนตรี

มาตรฐานท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมและมจี ติ ใจทีด่ งี าม

ตวั บ่งชี้ สภาพทพี่ ึงประสงค์ สาระการเรยี นรู้รายปี

ชัน้ อนุบาลปที ี่ ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระท่ีควรเรียนรู้
ตวั เดก็
๕.๑ ซื่อสัตย์ สจุ ริต - ขออนุญาตหรือรอ ๑. ปฏบิ ัตติ นเปน็ สมาชกิ ท่ดี ีของหอ้ งเรียน - มคี ุณธรรม จริยธรรม ความเมตตากรุณา

คอยเมื่อต้องการ ๒. การฟงั นิทานเก่ียวกบั คณุ ธรรม - ความซ่อื สัตย์ สจุ รติ

สิ่งของของผู้อื่นด้วย จรยิ ธรรม - ความเกรงใจ
- เคารพสทิ ธขิ องตนเองและผอู้ ื่น
ตนเอง ๓. การรว่ มสนทนาและแลกเปลีย่ นความ - การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน
และผลประโยชนส์ ว่ นรวม
คิดเห็นเชิงจรยิ ธรรม (การเขา้ แถว)

๔. เลน่ บทบาทสมมตุ ิ

๕. การเลน่ และทำงานร่วมกับผู้อน่ื

๖. การปฏบิ ตั ิตนตามหลกั ศาสนาที่นบั ถอื

๕.๒มคี วามเมตตา -แสดงความรกั เพื่อน ๑. การฟงั นิทานเกย่ี วกบั คณุ ธรรม ตวั เด็ก
- คุณธรรม จรยิ ธรรม
กรุณามนี ้ำใจและชว่ ย และมีเมตตาสัตว์ จรยิ ธรรม เรือ่ งความเมตตากรณุ า

เหลอื แบ่งปัน เลี้ยง ๒. เล่นบทบาทสมมตุ ิ - จติ ต่อตา้ นการทุจรติ

๓. การเล้ยี งสตั ว์ - ความมีน้ำใจเอื้อเฟ้อื เผื่อแผ่

- ช ่ ว ย เ ห ล ื อ แ ล ะ ๑. การฟงั นทิ านเก่ียวกบั คณุ ธรรม ตวั เดก็
แบ่งปันผู้อื่นได้ด้วย จริยธรรม - คณุ ธรรม จรยิ ธรรม เรอ่ื ง
ตนเอง ๒. เลน่ บทบาทสมมตุ ิ มีน้ำใจ แบง่ ปัน ชว่ ยเหลือ
- ความกตัญญู
๓. ปฏิบตั ติ นเปน็ สมาชกิ ทด่ี ขี องหอ้ งเรยี น โตไปไมโ่ กง
๔. การเลน่ รายบุคคล กล่มุ ยอ่ ย และกลมุ่
ใหญ่ - จิตต่อต้านการทุจริต (การช่วยเหลือ

เพื่อน)

53

๕. การเลน่ ตามมมุ ประสบการณ/์ มมุ เลน่
ต่างๆ

๕.๓มีความเห็นอก -แสดงสีหน้าหรือ ๑. การเล่นและทำงานร่วมกับผอู้ น่ื ตัวเด็ก

เห็นใจผอู้ ่ืน ท ่ า ท า ง ร ั บ รู้ ๒. การเล่นบทบาทสมมตุ ิ - ความกตญั ญู

- การแสดงออกทางอารมณ์
ความรู้สึกผู้อื่นอย่าง ๓. การแสดงความยินดีเมือ่ ผู้อ่นื มีความสขุ - การแสดงมารยาทท่ดี ีในการเหน็ อกเหน็ ใจ

ส อ ด ค ล ้ อ ง ก บ เห็นใจเมื่อผู้อื่นเศร้าหรือเสียใจและการ ผอู้ นื่

สถานการณ์ ช่วยเหลือปลอบโยนเมื่อผอู้ ื่นไดร้ ับบาดเจบ็ - จิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต (ความ

เอ้อื อาทร)

๕.๔มีความ - ท ำ ง า น ท ี ่ ไ ด ้ รั บ ๑. การทำกิจกรรมศลิ ปะตา่ งๆ ตัวเด็ก
รบั ผดิ ชอบ - ม่งุ มัน่ ในการทำงานทีไ่ ดร้ บั มอบหมายให้
มอบหมายจนสำเร็จ ๒. การดแู ลหอ้ งเรยี นรว่ มกนั สำเร็จ

ดว้ ยตนเอง ๓. การมสี ว่ นรว่ มรบั ผดิ ชอบ ดแู ลรักษา - ความภูมิใจในตนเองสะท้อนการรับ
ความร้สู กึ ของตนเองและผู้อ่นื
สงิ่ แวดลอ้ มทัง้ ภายในและภายนอก - ความอดทน มงุ่ ม่นั ความเพยี ร

หอ้ งเรียน - การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน
และผลประโยชน์สว่ นรวม
๔. การรว่ มกำหนดขอ้ ตกลงของห้องเรยี น - พลเมอื งกับความรับผิดชอบตอ่ สังคม

๓. พฒั นาการดา้ นสงั คม

มาตรฐานที่ ๖ มีทกั ษะชีวติ และปฏบิ ตั ิตนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ตัวบง่ ชี้ สภาพทพี่ ึงประสงค์ สาระการเรียนรู้รายปี

๖.๑ ช่วยเหลือตนเอง ช้ันอนุบาลปที ี่ ๓ ประสบการณ์สำคญั สาระทค่ี วรเรยี นรู้
ในการปฏิบัติกิจวัตร ตวั เด็ก
ประจำวนั - แต่งตวั ดว้ ยตนเองได้ ๑. การชว่ ยเหลือตนเองใน -การชว่ ยเหลอื ตนเองปฏบิ ตั กิ ิจวตั รประจำวัน
อย่างคลอ่ งแคลว่ กจิ วตั รประจำวนั - -รับประทานอาหารทีม่ ปี ระโยชน์และถูกวธิ ี
- รบั ประทานอาหาร ๒. การให้ความรว่ มมอื ใน
ด้วยตนเองอย่างถกู วิธี การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมต่างๆ - มารยาทในการรบั ประทานอาหาร
๓. การปฏิบัตกิ ิจกรรม
- ใช้และทำความ ต่างๆตามความสามารถ -วิธรี ะวังรกั ษารา่ งกายใหส้ ะอาด
สะอาดหลังใชห้ ้องนำ้ ของตนเอง - สุขภาพอนามยั ทดี่ ี โตไปไม่โกง
ห้องสว้ มดว้ ยตนเอง
-การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ
ผลประโยชน์ส่วนรวม

๖.๒ มีวนิ ัยในตนเอง -เก็บของเล่นของใช้ ๑. การร่วมกำหนด ตวั เดก็
เข้าท่อี ย่างเรยี บร้อย ข้อตกลงของห้องเรียน -การกำกับตนเอง การเล่นและทำสิง่ ตา่ งๆด้วยตนเองตาม
ดว้ ยตนเอง ลำพงั หรอื กับผอู้ ื่น
-การปฏิบัตติ นเปน็ สมาชิก ท่ีดี

54

๒. การปฏิบัตติ นเปน็ - การเล่นและการเก็บสิ่งของอย่างถูกวธิ ี

- เ ข ้ า แ ถ ว ต า ม ล ำ ดั บ สมาชกิ ท่ดี ีของหอ้ งเรียน ตวั เด็ก
กอ่ นหลังไดด้ ว้ ยตนเอง ๓. การใหค้ วามรว่ มมอื ใน
การปฏิบตั ิกจิ กรรมต่างๆ - การรอคอยตามลำดับก่อนหลงั

๔. การดแู ลหอ้ งเรยี น - การเข้าแถว
-การปฏิบัติตนเป็นสมาชกิ ท่ดี ขี องสงั คมและโรงเรียน
ร่วมกัน -การเคารพสิทธขิ องตนเองและผูอ้ น่ื

๖.๓ ประหยดั และ -ใช้สิง่ ของเคร่อื งใช้ ๑. การปฏิบัติตนตาม ธรรมชาตริ อบตวั
พอเพยี ง อย่างประหยดั และ
พอเพยี งดว้ ยตนเอง แนวทางหลักปรัชญาของ -การอนรุ กั ษ์สิ่งแวดล้อมและรกั ษาสาธารณสมบตั ิ
- เศรษฐกจิ พอเพยี ง
เศรษฐกจิ พอเพียง
- จติ พอเพยี งต่อต้านการทจุ รติ

๒. การใช้วัสดแุ ละส่งิ (ความพอเพยี ง)(การใช้กระดาษ)

ของเครอื่ งใชอ้ ย่างคุ้มค่า - การเลอื กใชส้ ิง่ ของเคร่อื งใช้ น้ำ ไฟอย่างประหยดั

มาตรฐานท่ี ๗ รกั ธรรมชาติ สิง่ แวดลอ้ ม วฒั นธรรมและความเป็นไทย

ตวั บง่ ช้ี สภาพทีพ่ งึ ประสงค์ สาระการเรยี นร้รู ายปี

ชนั้ อนบุ าลปีที่ ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระท่คี วรเรยี นรู้

๗.๑ ดแู ลรกั ษาธรรม -มีส่วนร่วมในการดูแล ๑. การมสี ว่ นรว่ มในการดแู ล ธรรมชาตริ อบตวั
ชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม
รักษาธรรมชาติและ รกั ษาส่งิ แวดล้อมทัง้ ภายในและ -การอนรุ กั ษ์ส่ิงแวดล้อมตามธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม
สาธารณะสมบตั ิ
สง่ิ แวดลอ้ มดว้ ยตนเอง ภายนอกห้องเรยี น
- พลเมอื งกบั ความรับผิดชอบต่อสงั คม (ความรับผดิ ชอบ

๒.การสนทนาข่าวและเหตุการณ์ ตอ่ ตนเอง)

ท ี ่ เ ก ี ่ ย ว ก ั บ ธ ร ร ม ช า ต ิ แล ะ (ความรบั ผิดชอบต่อผู้อน่ื )
สง่ิ แวดล้อมในชีวติ ประจำวัน -สง่ิ แวดล้อมในโรงเรยี นและการดูแลรักษา
๓. การเพาะปลูกและดูแลต้นไม้ -ขยะและการคัดแยกขยะ

๔. การอธิบายเชื่อมโยงสาเหตุ

และผลที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์

หรอื การกระทำ

๕. การตดั สินใจและมีส่วนรว่ ม

ในกระบวนการแกป้ ัญหา

-ท้ิงขยะไดถ้ กู ท่ี ๑. การคัดแยก การจัดกลุ่มและ ธรรมชาตริ อบตัว

จำแนกส่ิงต่างๆตามลักษณะและ -การอนรุ กั ษ์ส่ิงแวดล้อมและรกั ษาสาธารณะสมบัติ
- การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและ
รปู ร่าง รปู ทรง
ผลประโยชน์ส่วนรวม

๒. การใช้วัสดุและสิ่งของ (การใชน้ ำ้ ไฟฟ้า กระดาษ การทิง้ ขยะ

เครอ่ื งใชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่

55

๓. การทำงานศิลปะที่นำวัสดุ
หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้แล้วมา
ใช้ซ้ำหรือแปรรูปแล้วนำกลับมา
ใช้ใหม่
๔. การสรา้ งสรรค์ชิ้นงานโดยใช้
รูปรา่ งรูปทรงจากวัสดทุ ี่
หลากหลาย
๕. การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดี
ของหอ้ งเรยี น

๗.๒ มีมารยาทตาม -ปฏบิ ตั ติ นตาม ๑. การปฏิบัตติ นตามวฒั นธรรม ตวั เด็ก
ทอ้ งถิ่นทอี่ าศัยและประเพณไี ทย -การปฏบิ ัติตนเป็นสมาชิก
วัฒนธรรมไทยและรกั มารยาทไทยได้ ตาม ๒. การเลน่ บทบาทสมมตุ กิ าร ทีด่ ีของครอบครัวและโรงเรยี น
ปฏิบตั ติ นในความเปน็ คนไทย -การมีมารยาททีด่ ี
ความเปน็ ไทย กาลเทศะ
-การปฏบิ ัติตนตามมารยาทและวัฒนธรรมไทย

- การกลา่ วคำขอบคณุ และขอโทษ

-กล่าวคำขอบคุณและ ๑. การปฏิบัตติ นตามวัฒนธรรม ตวั เด็ก

ขอโทษด้วยตนเอง ทอ้ งถิ่นทีอ่ าศยั และประเพณไี ทย -การเคารพสิทธขิ องตนเองและผูอ้ ่นื รจู้ กั การแสดงความ

คดิ เหน็ ของตนเองและรับฟงั ความคิดเหน็ ของผอู้ ่ืน

๒. การเล่นบทบาทสมมตุ ิการ - การปฏบิ ตั ิตนตามมารยาทและวฒั นธรรมไทย
ปฏบิ ัตติ นในความเป็นไทย
- การกลา่ วคำขอบคณุ และขอโทษ
๓. การพูดสะท้อนความรู้สึกของ

ตนเองและผ้อู ่ืน

-ยืนตรงและร่วมร้อง ๑. การปฏิบัตติ นตามวัฒนธรรม บคุ คลและสถานท่ีแวดล้อมเด็ก

เ พล งชาต ิไ ทยแล ะ ท้องถ่นิ ที่อาศัยและประเพณไี ทย -สญั ลกั ษณส์ ำคญั ของชาติไทย
เพลงสรรเสริญพระ ๒. การเล่นบทบาทสมมุตกิ าร -การปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็น
ไทย วนั สำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์
มารมี ปฏบิ ัตติ นในความเป็นไทย
๓. การร่วมกจิ กรรมวันสำคญั - การแสดงความจงรักภัคดีต่อชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์

มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบ

ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข

ตัวบ่งช้ี สภาพทพี่ งึ ประสงค์ สาระการเรยี นรรู้ ายปี

ชั้นอนบุ าลปีที่ ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระทคี่ วรเรยี นรู้

๘.๑ ยอมรบั ความ -เล่นและทำกิจกรรม ๑.การเลน่ และทำงาน 56
เหมือนและความแตก ร่วมกับเด็กที่แตกต่าง ร่วมกบั ผอู้ ่นื
ต่างระหวา่ งบุคคล ไปจากตน ๒. การเล่นพ้ืนบ้านของไทย ตัวเดก็
๓. การศกึ ษานอกสถานท่ี -การปฏบิ ัติตนเป็นสมาชกิ ทดี่ ีของครอบครวั และโรงเรยี น
๘.๒ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดี -เล่นหรือทำงาน ๔. การเล่นและทำกิจกรรม -การเคารพสทิ ธขิ องตนเองและผู้อน่ื
กบั ผู้อ่ืน ร่วมกับเพื่อนอย่างมี ร่วมกับกลมุ่ เพือ่ น บุคคลและสถานที่แวดลอ้ มเด็ก
เปา้ หมาย ๕. การทำศลิ ปะแบบร่วมมือ -มปี ฏสิ มั พนั ธใ์ นชวี ิตประจำวนั -การรจู้ กั แสดงความคดิ เห็นของ
๖. การร่วมสนทนาและ ตนเองและยอมรับฟังความคดิ เหน็ ของผอู้ ื่น
-ยิ้มหรือทักทายหรือ แลกเปลยี่ นความคดิ เห็น -การเล่นและการทำกจิ กรรมร่วมกบั ผู้อน่ื
พูดคุยกับผู้ใหญ่และ ๗. การเล่นรายบคุ คล กลุ่ม - การปฏบิ ัตติ ามวัฒนธรรมทอ้ งถ่ินและความเปน็ ไทย
บ ุ ค ค ล ท ี ่ ค ุ ้ น เ ค ย ไ ด้ ย่อยและกลุม่ ใหญ่ - จิตพอเพียงต่อตา้ นการทจุ ริต
เ ห ม า ะ ส ม กั บ
สถานการณ์

๘.๓ ปฏบิ ตั ิตนเบอื้ งตน้ - ม ี ส ่ ว น ร ่ ว ม ส ร ้ า ง ๑. การรว่ มกำหนดขอ้ ตกลง ตวั เดก็
ในการเปน็ สมาชิกทดี่ ี -การปฏบิ ตั ติ นเปน็ สมาชกิ ทด่ี ขี องครอบครวั และโรงเรยี น
ของสงั คม ข้อตกลงและปฏิบัติ ของห้องเรยี น -การเคารพสทิ ธิของตนเองและผอู้ ื่น
-การรูจ้ กั แสดงความคิดเห็นของตนเองและรบั ฟงั ความคิดเหน็ ของ
ต า ม ข้ อต กล งด ้ ว ย ๒.การปฏบิ ัตติ นเป็นสมาชิก ผู้อ่ืน
- จิตพอเพยี งต่อต้านการทจุ รติ โตไปไม่โกง
ตนเอง ที่ดีของห้องเรยี น
-การปฏบิ ัตติ ามกฎระเบยี บและขอ้ ตกลง
-ปฏิบัติตนเป็นผู้นำ ๓. การให้ความร่วมมือใน
- ผนู้ ำผู้ตาม
และผู้ตามได้เหมาะสม การปฏบิ ัตกิ จิ กรรมต่างๆ
-การตระหนักรู้เกย่ี วกบั ตนเอง
กับสถานการณ์ ๔. การร่วมกจิ กรรมวัน
-การสะท้อนการรับรู้อารมณ์และความรสู้ ึกของตนเองและผ้อู นื่
-ประนีประนอมแก้ไข สำคัญ -การแสดงออกทางอารมณแ์ ละความรสู้ กึ อยา่ งเหมาะสม
ปัญหาโดยปราศจาก ๕. การมสี ่วนรว่ มในการ
การใช้ความรุนแรง เลือกวธิ ีการแก้ปญั หา
ดว้ ยตนเอง ๖. การมสี ว่ นร่วมในการ
แกป้ ญั หาความขดั แยง้

๔. ด้านสติปัญญา

มาตรฐานที่ ๙ ใชภ้ าษาสอื่ สารไดเ้ หมาะสมกับวยั

ตัวบง่ ชี้ สภาพท่พี งึ ประสงค์ สาระการเรยี นรรู้ ายปี

ชนั้ อนบุ าลปที ่ี ๓ ประสบการณ์สำคญั สาระที่ควรเรียนรู้

๙.๑ สนทนาโต้ตอบ -ฟังผู้อื่นพูดจนจบและ ๑. การฟังเสยี งต่างๆในส่ิงแวดลอ้ ม ตัวเด็ก

และเล่าเรื่องให้ผู้อื่น สนทนาโต้ตอบอย่าง ๒ . ก า ร ฟ ั ง แ ล ะ ป ฏ ิ บ ั ต ิ ต า ม -- การรู้จกั ประวตั ิความเป็นมาของตนเองและ
ครอบครวั
เข้าใจ ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับ คำแนะนำ
- -การแสดงมารยาททดี่ ี

เรื่องทฟี่ งั บุคคลและสถานทีแ่ วดล้อมเดก็

57

๓. การฟังเพลง นิทาน คำคล้อง - -บุคคลต่างๆทีเ่ ดก็ ต้องเก่ียวข้องหรอื ใกล้ชิด

จอง บทร้อยกรอง หรือเรื่องราว - สถานท่ีสำคญั วนั สำคัญ อาชีพของคนในชมุ ชน

แหล่งวัฒนธรรมในชมุ ชน

ต่างๆ - แหล่งเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่

๔. การเลน่ เกมทางภาษา - สญั ลักษณ์ของชาติไทย

- การสนทนาเชื่อมโยงส่งิ ต่างๆ

ส่ิงต่างๆรอบตวั เดก็
-การใชภ้ าษาเพอ่ื สือ่ ความหมายในชีวติ ประจำวัน
ท้องถิ่น

- การละเล่น การแสดงทอ้ งถน่ิ

- เ ล ่ า เ ป ็ น เ ร ื ่ อ ง ร า ว ๑ . ก า ร พ ู ด แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด ตัวเด็ก

ตอ่ เน่อื งได้ ความรูส้ ึก และความตอ้ งการ - -การรจู้ กั ประวัติความเปน็ มาของตนเองและ

ครอบครวั

๒. การพูดเกี่ยวกับประสบการณ์ บุคคลและสถานท่แี วดลอ้ มเดก็

ของตนเอง หรือพูดเรื่องราว - - บุคคลต่างๆท่ีเด็กตอ้ งเก่ียวข้องหรอื ใกล้ชิด

เกีย่ วกบั ตนเอง - สถานทสี่ ำคญั วนั สำคญั อาชีพของคนในชุมชน

๓. การพูดอธิบายเกี่ยวกับสิ่งของ - แหล่งวัฒนธรรมในชุมชน
แหลง่ เรยี นรู้ภูมปิ ัญญาท้องถนิ่

เหตุการณ์ และความสัมพันธ์ของ ส่ิงต่างๆรอบตัวเดก็

สิ่งตา่ งๆ -การใชภ้ าษาเพอื่ สอื่ ความหมายในชีวติ ประจำวัน

๔. การพูดอย่างสร้างสรรค์ในการ ทอ้ งถ่นิ

เลน่ และการกระทำตา่ งๆ - การละเล่น การแสดงท้องถิ่น การใช้

ภาษาในการสื่อความหมายใน
๕. การรอจังหวะที่เหมาะสมใน ชวี ติ ประจำวัน ความร้พู นื้ ฐานเกี่ยวกับการ
การพูด ใชห้ นังสือและตวั หนงั สือ
๖. การพูดเรยี งลำดบั เพอื่ ใช้ในการ

สือ่ สาร

๗. การเลน่ เกมทางภาษา

๙.๒ อ่าน เขียนภาพ -อ่านภาพ สัญลกั ษณ์ ๑. การอ่านหนงั สอื ภาพ นทิ าน ตวั เดก็
และสญั ลกั ษณไ์ ด้ คำ ด้วยการชี้ หรอื กวาด หลากหลายประเภท/รูปแบบ - การรจู้ กั ประวัตคิ วามเป็นมาของตนเองและ
ตามองจดุ เรม่ิ ตน้ และจดุ ๒. การอา่ นอยา่ งอสิ ระตามลำพงั
จบของข้อความ การอ่านร่วมกัน การอ่านโดยมีผู้ ครอบครวั
ช้ีแนะ บคุ คลและสถานที่แวดลอ้ มเด็ก
๓. การเห็นแบบอย่างของการอา่ น - ครอบครัว
ทถ่ี กู ต้อง - บคุ คลต่างๆทเ่ี ก่ียวขอ้ งสถานท่สี ำคัญ วนั สำคัญ
๔. การสังเกตทิศทางการอา่ น
ตัวอักษร คำ และขอ้ ความ อาชพี ของคนในชุมชน
- สัญลกั ษณ์ของชาติไทย
สง่ิ ตา่ งๆรอบตัวเด็ก
- การใช้หนงั สือและตวั หนังสือ
- การใช้ภาษาเพอ่ื ส่ือความหมายในชวี ิตประจำวัน
ทอ้ งถนิ่

58

๕. การอ่านและชี้ข้อความ โดย - การละเล่น การแสดงทอ้ งถน่ิ การใช้

กวาดสายตาตามบรรทัดจากซ้าย ภาษาในการสอ่ื ความหมายใน

ไปขวา จากบนลงล่าง ชวี ิตประจำวนั ความรู้พื้นฐานเกย่ี วกับการ

๖. การสังเกตตัวอักษรในชื่อของ ใช้หนังสอื และตวั หนงั สอื

ตน หรือคำคุ้นเคย - การอา่ นภาพ สัญลกั ษณ์ นิทาน

๗. การสังเกตตัวอักษรที่ประกอบ

เป็นคำผ่านการอ่านหรือเขียนของ

ผูใ้ หญ่

๘. การคาดเดาคำ วลี หรอื ประโยค

ที่มีโครงสร้างซ้ำๆกันจากนิทาน

เพลง คำคลอ้ งจอง

๙. การเลน่ เกมทางภาษา

๑๐. การเห็นแบบอย่างของการ

เขียนท่ถี ูกตอ้ ง

-เขียนชื่อของตนเอง ๑. การเขียนร่วมกันตามโอกาส ตวั เดก็

ตามแบบ และการเขยี นอิสระ - ช่อื – นามสกุล

ส่ิงต่างๆรอบตวั เด็ก
เขียนข้อความด้วยวิธีท่ี ๒. การเขียนคำที่มีความหมายกับ - การใช้หนังสอื และตวั หนังสือ

คดิ ขนึ้ เอง ตัวเด็ก/คำคนุ้ เคย - การใช้ภาษาเพือ่ สอ่ื ความหมายในชีวิตประจำวนั

๓. การคิดสะกดคำและเขียนเพ่ือ การใช้ภาษาในการสอ่ื ความหมายใน

สื่อความหมายด้วยตนเองอย่าง ชวี ิตประจำวนั ความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกบั การ

อสิ ระ ใชห้ นงั สือและตวั หนงั สอื

๔. การเลน่ เกมทางภาษา - การเขียนภาพ สัญลักษณ์ ตัวอักษร ชื่อ-

สกลุ ของตนเอง

มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคดิ ที่เป็นพน้ื ฐานในการเรียนรู้

ตัวบง่ ช้ี สภาพทพ่ี งึ ประสงค์ สาระการเรยี นรู้รายปี

๑๐.๑มีความสามารถ ช้ันอนบุ าลปีท่ี ๓ ประสบการณ์สำคญั สาระทคี่ วรเรยี นรู้
ในการคดิ รวบยอด ตวั เด็ก
-บอกลกั ษณะ ๑. การสังเกตลกั ษณะ สว่ นประกอบ - รปู รา่ งหน้าตา อวัยวะต่างๆ
สว่ นประกอบ การ การเปลย่ี นแปลง และความสมั พันธ์ ธรรมชาตริ อบตวั
เปล่ียนแปลง หรือ ของสงิ่ ตา่ งๆโดยใชป้ ระสาทสัมผัส - ชอื่ ลกั ษณะ สว่ นประกอบ การ
ความสัมพนั ธข์ องสงิ่ ของ อยา่ งเหมาะสม เปลย่ี นแปลงและความสัมพันธ์ของมนุษย์
ตา่ งๆจากการสังเกตโดย ๒. การสงั เกตส่ิงต่างๆและสถานทจี่ าก สัตว์ พืช
ใชป้ ระสาทสมั ผสั มุมมองทีต่ ่างกนั สิ่งตา่ งๆรอบตัวเด็ก

๓. การเล่นกบั สือ่ ตา่ งๆที่เปน็ ทรงกลม 59
ทรงส่เี หล่ยี มมมุ ฉาก ทรงกระบอก
ทรงกรวย - รูจ้ กั ชอื่ ลกั ษณะ สี ผวิ สัมผสั ขนาด
๔. การใชภ้ าษาทางคณติ ศาสตร์กับ รูปรา่ ง รูปทรง
เหตกุ ารณใ์ นชวี ติ ประจำวัน
- ประสาทสมั ผสั

- การสงั เกต

- การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์

ของสง่ิ ตา่ งๆรอบตวั

-จับคู่และเปรียบเทียบ ๑. การคัดแยก การจัดกลุ่ม และการ สง่ิ ต่างๆรอบตวั เด็ก

ความแตกต่างหรือความ จำแนกสิ่งต่างๆตามลักษณะและ - รู้จกั ชอื่ ลกั ษณะ สี ขนาดรปู ร่าง
- การเปรียบเทียบและการเรียงลำดบั ส่งิ
เหมือนของสิ่งต่างๆโดย รปู ร่าง รูปทรง
ต่างๆตามลกั ษณะความยาว ความสงู

ใช้ลักษณะที่สังเกตพบ ๒. การตอ่ ของชิน้ เลก็ เตมิ ในช้ินใหญ่ให้ น้ำหนกั ปริมาตร

สองลักษณะข้ึนไป สมบูรณ์ และการแยกช้นิ สว่ น - รู้จักชอ่ื ลกั ษณะ สีขนาด รปู รา่ ง รูปทรง

๓. การจับคู่ การเปรียบเทียบและการ ปรมิ าตร นำ้ หนกั จำนวน

- การจับคู่
เรยี งลำดับส่ิงตา่ งๆตามลักษณะความ - การเปรยี บเทียบลกั ษณะต่างๆ
ยาว/ความสงู น้ำหนัก ปริมาตร

๔. การใชภ้ าษาทางคณติ ศาสตรก์ บั

เหตุการณใ์ นชีวติ ประจำวนั

-จำแนกและจัดกลุ่มสิ่ง ๑. การคัดแยก การจัดกลุ่ม และการ ธรรมชาติรอบตัว

ต่างๆโดยใช้ตั้งแต่สอง จำแนกสิ่งต่างๆตามลักษณะและ - ดนิ นำ้ ทอ้ งฟ้า สภาพอากาศ
สงิ่ ต่างๆรอบตัวเดก็
ลกั ษณะขน้ึ ไปเปน็ เกณฑ์ รปู ร่าง รูปทรง
- รู้จักชอ่ื ลักษณะ สขี นาด รูปร่าง รปู ทรง

๒. การทำซ้ำ การต่อเติม และการ ปรมิ าตร น้ำหนกั จำนวน

สร้างแบบรูป การคิด

๓. การรวมและการแยกส่งิ ตา่ งๆ - การจบั คู่

๔. การใช้ภาษาทางคณิตศาสตร์กับ - การเปรยี บเทยี บลักษณะตา่ งๆ

เหตุการณใ์ นชวี ติ ประจำวัน - การจำแนกสงิ่ ของตง้ั แต่ ๒ลกั ษณะ

- การจัดกลมุ่

-เรียงลำดับสิ่งของหรือ ๑. การนบั และแสดงจำนวนของสงิ่ ส่งิ ต่างๆรอบตัวเด็ก
เหตุการณ์อย่างน้อย ๕ ต่างๆในชีวติ ประจำวนั -การจับคู่ การเปรยี บเทียบและการ
ลำดับ ๒. การเปรยี บเทยี บและเรยี งลำดบั เรียงลำดับตา่ งๆ ตามลักษณะความยาวความ
สูง นำ้ หนกั ปรมิ าณ
จำนวนของส่ิงตา่ ง ๆ - ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปรมิ าตร
๓. การบอกและแสดงอนั ดับทขี่ องส่ิง
ตา่ ง ๆ - การเรยี งลำดบั อย่างนอ้ ย ๕ ลำดับ
๔. การบอกและเรียงลำดับกจิ กรรม
หรอื เหตุการณ์ตามช่วงหรือเวลา - จำนวนและตวั เลข

60

๕. การใชภ้ าษาทางคณติ ศาสตรก์ ับ
เหตุการณใ์ นชีวติ ประจำวนั
๖. การบอกและแสดงตำแหนง่
ทิศทาง และระยะทางของสงิ่ ต่างดว้ ย
การกระทำ ภาพวาด ภาพถ่าย และ
รูปภาพ

๑๐.๒มีความสามารถ -อธิบายเช่ือมโยงสาเหตุ ๑. การชง่ั ตวง วดั สง่ิ ตา่ งๆโดยใช้ สงิ่ ต่างๆรอบตัวเดก็
ในการคดิ เชิงเหตุผล และผลทเ่ี กิดขึ้นใน
เคร่อื งมือและหน่วยทไี่ มใ่ ช่หนว่ ย -การสังเกตลักษณะ สว่ นประกอบ การ
เหตุการณ์หรอื การ มาตรฐาน เปลย่ี นแปลง และความสมั พนั ธข์ องสิ่งต่างๆ
กระทำด้วยตนเอง โดยใช้ประสาทสมั ผสั อย่างเหมาะสม

๒. การอธิบายเช่ือมโยง สาเหตแุ ละผล - การบอกและแสดงตำแหน่งทศิ ทางและ

ทีเ่ กิดข้นึ ในเหตกุ ารณ์หรือการกระทำ ระยะทางของสงิ่ ต่างๆด้วยการกระทำ

- การคิดแยกแยะ

การแสดงความคดิ เหน็

- การชัง่ - การตวง- การวดั

-การเชื่อมโยงสิ่งต่างๆใน

ชีวิตประจำวัน

-คาดคะเนสิ่งที่อาจจะ ๑. การคาดเดาหรือการคาดคะเนสิ่งที่ ธรรมชาติรอบตัว

เกิดขึ้น และมีส่วนร่วม อาจจะเกดิ ขึน้ อยา่ งมีเหตุผล - ดนิ นำ้ ทอ้ งฟา้ สภาพอากาศ ภยั ธรรมชาติ

ส่ิงตา่ งๆรอบตัว
ในการลงความเห็นจาก ๒. การมีส่วนร่วมในการลงความเห็น - ส่วนประกอบการเปลี่ยนแปลงและ
ข้อมลู อย่างมีเหตุผล จากขอ้ มลู อยา่ งมีเหตุผล
ความสมั พนั ธ์ของสิง่ ตา่ งๆรอบตัว

-การหาความสมั พนั ธอ์ ย่างมเี หตุผล

๑๐.๓มีความสามารถ -ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ ๑. การตดั สนิ ใจและมสี ่วนรว่ มใน สง่ิ ตา่ งๆรอบตัวเดก็
ในการคิดแก้ปัญหา และยอมรับผลทเี่ กดิ ขนึ้ กระบวนการแก้ปญั หา -การมีสว่ นรว่ มในการรวบรวมข้อมลู และ
และตัดสินใจ ๒. การอธบิ ายเชอ่ื มโยง สาเหตุและผล นำเสนอขอ้ มลู จากการสืบเสาะหาความรู้ใน
ท่ีเกิดขน้ึ ในเหตกุ ารณห์ รอื การกระทำ รปู แบบต่างๆและแผนภูมิ อยา่ งงา่ ย
ธรรมชาติรอบตัว
- ดนิ นำ้ ท้องฟ้า สภาพอากาศกับธรรมชาติ
- แรงและพลงั งานในชีวิตประจำวันท่ี
แวดล้อมเดก็ สง่ิ ตา่ งๆรอบตัว
-การตัดสินใจและมีสว่ นรว่ มในกระบวนการ
แก้ปญั หา

- การตัดสินใจส่ิงต่างๆด้วยตนเอง

-ระบุปญั หาสรา้ ง ๑. การตดั สนิ ใจและมีสว่ นร่วมใน 61
ทางเลือกและเลอื กวิธี กระบวนการแก้ปญั หา
แก้ปญั หา ๒. การคาดเดาหรือการคาดคะเนสิ่งที่ สิ่งต่างๆรอบตัวเดก็
อาจจะเกิดขน้ึ อยา่ งมเี หตผุ ล - สว่ นประกอบ การเปล่ยี นแปลงและ
๓. การมสี ว่ นรว่ มในการลงความเหน็ ความสมั พนั ธข์ องสงิ่ ตา่ งๆรอบตัว
จากขอ้ มลู อย่างมีเหตผุ ล - เวลา ประโยชน์และการใช้งานสภาพ

อากาศกับธรรมชาติ
- แรงและพลงั งานในชีวติ ประจำวันที่

แวดล้อมเดก็

- การแก้ปัญหาด้วยตนเองอยา่ งม่นั ใจ

มาตรฐานที่ ๑๑ มีจนิ ตนาการและความคดิ สร้างสรรค์

ตวั บง่ ช้ี สภาพที่พงึ ประสงค์ สาระการเรียนรรู้ ายปี

๑๑.๑ เล่น/ทำงานศิลปะ ชั้นอนุบาลปีท่ี ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระท่ีควรเรยี นรู้
ตามจินตนาการแลความ ตวั เดก็
คดิ สร้างสรรค์ -สร้างผลงานศิลปะเพ่ือ ๑. การแสดงความคดิ สรา้ งสรรคผ์ า่ นภาษา -การทำงานศิลปะ
ส ื ่ อ ส า ร ค ว า ม คิ ด ท่าทาง การเคล่ือนไหว และศลิ ปะ -ศลิ ปะสรา้ งสรรค์
ความรสู้ ึกของตนเองโดย ๒. การเขยี นภาพและการเลน่ กับสี บุคคลและสถานท่ีแวดลอ้ มเดก็
มีการดัดแปลงและ ๓. การปั้น -การเล่านิทาน
แปลกใหม่จากเดิมและมี ๔. การประดษิ ฐส์ งิ่ ตา่ งๆด้วยเศษวัสดุ สิง่ ต่างๆรอบตัวเด็ก
รายละเอียดเพิม่ ขึ้น ๕. การทำงานศิลปะที่นำวัสดุหรือสิ่งของ -ศลิ ปะสรา้ งสรรค์
เครื่องใชท้ ใี่ ช้แล้วมาใช้ซำ้ หรือแปรรูปแล้วนำ -การเลา่ นทิ าน

-ประดิษฐ์สง่ิ ต่าง ๆ อย่างอสิ ระ

กลับมาใชใ้ หม่ -การทำงานศลิ ปะท่ีแปลกใหม่

๖. การหยิบจับ การใช้กรรไกร การฉีก การ - วธิ ีการใชเ้ ครอ่ื งมอื เครอื่ งใชใ้ น

ตดั การปะและการรอ้ ยวัสดุ การทำงานศิลปะอย่างถกู วิธแี ละ

๗.การแสดงความคิดสร้างสรรคผ์ า่ นภาษา ปลอดภยั เชน่ กรรไกร

ทา่ ทาง การเคล่ือนไหว และศลิ ปะ

๘. การทำงานศลิ ปะ

๙. การสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยใช้รูปร่าง

รปู ทรง จากวสั ดุทีห่ ลากหลาย

๑๐. การรบั รแู้ ละแสดงความคดิ ความรูส้ กึ

ผา่ นสอื่ วสั ดุ ของเล่น และชิ้นงาน

๑๑.๒ แสดงท่าทาง/ -เคลื่อนไหวท่าทางเพ่ือ ๑. การเคลอ่ื นไหวอยกู่ บั ที่ ตวั เด็ก
เคลอื่ นไหวตามจนิ ตนา ส ื ่ อ ส า ร ค ว า ม คิ ด ๒. การเคลอ่ื นไหวเคลื่อนที่
การอยา่ งสรา้ งสรรค์ ความรสู้ กึ ของตนเอง ๓. การเคลื่อนไหวพรอ้ มวัสดุอปุ กรณ์ -การเคลื่อนไหวร่างกายใน
อย่างหลากหลายและ ๔. การแสดงความคดิ สรา้ งสรรคผ์ า่ นภาษา ทา่ ทาง ทิศทางระดับและพ้ืนท่ตี ่างๆ
แปลกใหม่ การเคลอ่ื นไหวและศลิ ปะ
๕. การเคลื่อนไหวโดยควบคุมตนเองไปในทิศทาง -การแสดงทา่ ทางต่างๆตามความคดิ
ระดับและพืน้ ท่ี ของตนเอง
๖. การเคล่ือนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี

62

๗. การฟงั เพลง การรอ้ งเพลงและการแสดงปฏิกิริยา -เล่านทิ าน แสดงท่าทางอิสระตาม
โตต้ อบเสียงดนตรี ความต้องการ
บุคคลและสถานทแี่ วดล้อมเดก็
-เล่านิทาน แสดงทา่ ทางอสิ ระตาม
ความต้องการ
สง่ิ ตา่ งๆรอบตัวเด็ก
-เลา่ นิทาน บริหารรา่ งกายตาม
เรื่องราวของนทิ าน
-การเลา่ เรือ่ ง โดยมอี ปุ กรณ์ช่วย

มาตรฐานท่ี ๑๒ มเี จตคตทิ ี่ดีตอ่ การเรยี นรู้ และมคี วามสามารถในการแสวงหาความรูไ้ ด้เหมาะสมกบั วัย

ตัวบง่ ช้ี สภาพที่พึงประสงค์ สาระการเรียนรูร้ ายปี

๑๒.๑ มีเจตคติที่ดี ช้ันอนุบาลปีที่ ๓ ประสบการณ์สำคญั สาระท่ีควรเรียนรู้
ต่อการเรยี นรู้ ตวั เดก็
-หยิบหนังสือมาอ่าน ๑. การสำรวจสิ่งต่างๆ และ -รูปรา่ งหน้าตา อวยั วะตา่ งๆ
และเขียนสื่อความคิด แหล่งเรยี นรูร้ อบตัว บคุ คลและสถานทแ่ี วดล้อมเดก็
ด้วยตนเองเป็นประจำ ๒. การต้งั คำถามในเร่ืองทส่ี นใจ -ชมุ ชน
อย่างต่อเนอ่ื ง -แหลง่ วฒั นธรรมในชมุ ชน
-แหลง่ เรียนร้ภู มู ปิ ญั ญาท้องถนิ่
ธรรมชาติรอบตัวเดก็
-พืช,สัตว์
-ดิน,น้ำ,ทอ้ งฟ้า,สภาพอากาศ,ภยั ธรรมชาติ

- ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและ

ตวั หนังสืออย่างอิสระ

-แรงและพลงั งานในชวี ิตประจำวนั ท่ีแวดลอ้ มเด็ก

-กระตือรือร้นในการ ๑. การให้ความร่วมมือในการ สิ่งต่างๆรอบตวั เด็ก
ร่วมกิจกรรมตั้งแต่ต้น ปฏิบตั กิ ิจกรรมต่างๆ -การใช้หนังสอื และตวั หนังสือ
จนจบ ๒. การตั้งคำถามในเรื่องทีส่ นใจ -ยานพาหนะการคมนาคม
๓. การมีส่วนรว่ มในการรวบรวม -เทคโนโลยแี ละการส่อื สาร
ข้อมูลและนำเสนอข้อมูลจาก -การเลา่ นทิ าน
-ภาษาในชวี ติ ประจำวัน
-การใชห้ นงั สือและตวั หนังสือ
-กจิ กรรมทางภาษาทีห่ ลากหลาย ในสภาพแวดลอ้ มทีเ่ อ้อื
ต่อการเรียนรู้
-มมุ หนงั สอื -มมุ ห้องสมดุ – รักการอ่าน
สิง่ ต่างๆรอบตัวเดก็
-สำรวจสิ่งต่าง ๆ และแหลง่ เรยี นรรู้ อบตวั
-การใช้หนังสือและตวั หนังสอื
-กิจกรรมผ่านการละเลน่ พนื้ บา้ นต่าง ๆ
-ศลิ ปะสร้างสรรค์-ดนตรี
-การเคลอื่ นไหวและจงั หวะตามจินตนาการ
-ประดษิ ฐส์ ่งิ ตา่ ง ๆ อยา่ งอสิ ระ

63

การสืบเสาะหาความรใู้ นรูปแบบ -การเล่นบทบาทสมมติ

ต่างๆและแผนภมู ิอยา่ งง่าย -เล่นนำ้ เลน่ ทราย-เลน่ บล็อก

-เล่นก่อสร้างการแสดงออกทางอารมณ์และ

ความรู้สกึ อย่างเหมาะสม

- ความสนใจในการทำกิจกรรม

๑๒.๒ มี -ค้นหาคำตอบของข้อ ๑. การสำรวจสิ่งต่างๆ และ สิ่งตา่ งๆรอบตวั เด็ก
ความสามารถ สงสยั ต่างๆ ตามวิธกี าร แหลง่ เรียนรู้รอบตวั -ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
ในการแสวงหา ที่หลากหลายด้วย ๒. การตัง้ คำถามในเร่ืองทีส่ นใจ -การเปลีย่ นแปลงและความสมั พนั ธข์ องสงิ่ ต่าง ๆ รอบตัว
ความรู้ ตนเอง ๓. การสืบเสาะหาความรู้เพ่ือ -การแกป้ ัญหาในชวี ิตประจำวัน

-ฝึกออกแบบ และสร้างชิ้นงาน- การเรียนรู้ที่จะ

คน้ หาคำตอบของข้อสงสยั ตา่ งๆ เล่นและทำสงิ่ ตา่ งๆอยา่ งหลากหลายด้วยตนเอง

๔. การมสี ว่ นรว่ มในการรวบรวม

ข้อมูลและนำเสนอข้อมูลจาก

การสบื เสาะหาความรใู้ นรูปแบบ

ต่างๆและแผนภูมิอย่างง่าย

-ใช้ประโยคคำถามว่า ๑. การต้งั คำถามในเรอื่ งท่สี นใจ สง่ิ ตา่ งๆรอบตัวเด็ก
“เมื่อไร” อย่างไร” ใน ๒. การสืบเสาะหาความรู้เพื่อ -การตงั้ คำถามในสงิ่ ที่สงสัย ใครร่ ู้
การค้นหาคำตอบ ค้นหาคำตอบของข้อสงสัยต่างๆ -กิจกรรมทางภาษาทห่ี ลากหลาย
-การแสดงบทบาทสมมติ
-การใชภ้ าษา
-การสนทนา
-การศกึ ษานอกสถานท่ี

- การสนใจซักถามคำถามเพื่อค้นหาคำตอบด้วย

ตนเอง

สาระการเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญในการใช้เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับ

เด็กเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่กำหนด ประกอบด้วย ประสบการณ์
สำคญั และสาระทค่ี วรเรียนรู้ ดังน้ี

๑. ประสบการณ์สำคญั
ประสบการณ์สำคัญเป็นแนวทางสำหรับผู้สอนไปใช้ในการออกแบบการจัดประสบการณ์ ให้เด็ก

ปฐมวยั เรยี นรู้ ลงมือปฏบิ ัติ และได้รบั การสง่ เสริมพฒั นาการครอบคลุมทุกด้าน ดังน้ี
๑.๑ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส

พัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท ใน
การสนบั สนุนใหเ้ ดก็ มโี อกาสดแู ลสุขภาพและสขุ อนามยั และการรกั ษาความปลอดภยั ดงั นี้ทำกิจวตั รประจำวัน
หรือทำกิจกรรมต่างๆและ

64

๑.๑.๑ การใชก้ ล้ามเน้ือใหญ่
๑.๑.๑.๑ การเคล่อื นไหวอยู่กับที่
๑.๑.๑.๒ การเคลอ่ื นไหวเคลอื่ นที่
๑.๑.๑.๓ การเคล่ือนไหวพร้อมวัสดุอปุ กรณ์
๑.๑.๑.๔ การเคลอ่ื นไหวทีใ่ ชก้ ารประสานสมั พนั ธข์ องการใชก้ ลา้ มเนื้อมัดใหญ่ในการขว้าง
การจบั การโยน การเตะ
๑.๑.๑.๕ การเลน่ เครอื่ งเล่นสนามอย่างอสิ ระ

๑.๑.๒ การใช้กล้ามเนอ้ื เล็ก
๑.๑.๒.๑ การเล่นเคร่ืองเล่นสัมผสั และการสรา้ งจากแท่งไม้ บลอ็ ก
๑.๑.๒.๒ การเขยี นภาพและการเล่นกับสี
๑.๑.๒.๓ การปนั้
๑.๑.๒.๔ การประดิษฐ์สงิ่ ตา่ งๆดว้ ย เศษวสั ดุ
๑.๑.๒.๕ การหยิบจบั การใชก้ รรไกร การฉกี การตดั การปะ และการร้อยวสั ดุ

๑.๑.๓ การรักษาสขุ ภาพอนามยั ส่วนตัว
๑.๑.๓.๑ การปฏบิ ตั ติ นตามสุขอนามยั สขุ นิสยั ที่ดใี นกจิ วัตรประจำวนั

๑.๑.๔ การรักษาความปลอดภัย
๑.๑.๔.๑ การปฏิบตั ิตนให้ปลอดภยั ในกิจวตั รประจำวัน
๑.๑.๔.๒ การฟงั นิทาน เรื่องราว เหตุการณ์ เก่ียวกบั การปอ้ งกันและรักษาความปลอดภัย
๑.๑.๔.๓ การเล่นเคร่ืองเลน่ อยา่ งปลอดภัย
๑.๑.๔.๔ การเลน่ บทบาทสมมตเิ หตุการณต์ ่างๆ

๑.๑.๕ การตระหนกั รู้เก่ยี วกบั ร่างกายตนเอง
๑.๑.๕.๑ การเคลอ่ื นไหวเพอื่ ควบคุมตนเองไปในทศิ ทาง ระดับ และพน้ื ที
๑.๑.๕.๒ การเคลอื่ นไหวข้ามสิ่งกดี ขวาง

๑.๒ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้
แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะที่เป็นอัต
ลักษณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม
สนุ ทรียภาพ ความร้สู ึกท่ีดตี ่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองขณะปฏบิ ัติกจิ กรรมต่างๆ ดังนี้

๑.๒.๑ สนุ ทรียภาพ ดนตรี
๑.๒.๑.๑ การฟังเพลง การรอ้ งเพลง และการแสดงปฏิกิรยิ าโต้ตอบเสยี งดนตรี
๑.๒.๑.๒ การเคลื่อนไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี
๑.๒.๑.๓ การเลน่ บทบาทสมมติ
๑.๒.๑.๔ การทำกจิ กรรมศลิ ปะต่างๆ

65

๑.๒.๑.๕ การสรา้ งสรรคส์ ่ิงสวยงาม
๑.๒.๒ การเลน่

๑.๒.๒.๑ การเล่นอสิ ระ
๑.๒.๒.๒ การเล่นรายบุคคล กลุ่มย่อย กลมุ่ ใหญ่
๑.๒.๒.๓ การเลน่ ตามมมุ ประสบการณ์
๑.๒.๒.๔ การเลน่ นอกหอ้ งเรยี น
๑.๒.๓ คณุ ธรรม จริยธรรม
๑.๒.๓.๑ การปฏบิ ตั ิตนตามหลักศาสนาทน่ี บั ถือ
๑.๒.๓.๒ การฟังนิทานเกี่ยวกบั คุณธรรม จริยธรรม
๑.๒.๓.๓ การรว่ มสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ เชิงจรยิ ธรรม
๑.๒.๔ การแสดงออกทางอารมณ์
๑.๒.๔.๑ การสะท้อนความรู้สกึ ของตนเองและผ้อู ่นื
๑.๒.๔.๒ การเล่นบทบาทสมมติ
๑.๒.๔.๓ การเคลอ่ื นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
๑.๒.๔.๔การร้องเพลง
๑.๒.๔.๕ การทำงานศิลปะ
๑.๒.๕ การมีอตั ลกั ษณ์เฉพาะตนและเชอ่ื วา่ ตนเองมคี วามสามารถ
๑.๒.๕.๑ การปฏิบตั กิ จิ กรรมตา่ งๆตามความสามารถของตนเอง
๑.๒.๖ การเหน็ อกเหน็ ใจผู้อื่น
๑.๒.๖.๑ การแสดงความยินดีเม่ือผู้อน่ื มคี วามสุข เห็นอกเหน็ ใจเมื่อผู้อื่นเศร้าหรือเสยี ใจ และ
การ ช่วยเหลอื ปลอบโยนเมือ่ ผอู้ น่ื ไดร้ ับบาดเจ็บ
๑.๓ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส
ปฏิสัมพันธ์กับบุคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ทางสังคม เช่น
การเล่น การทำงานกับผู้อน่ื การปฏิบตั ิกิจวัตรประจำวัน การแกป้ ัญหาขอ้ ขัดแยง้ ต่างๆ
๑.๓.๑ การปฏบิ ัติกิจวตั รประจำวัน
๑.๓.๑.๑ การชว่ ยเหลอื ตนเองในกจิ วัตรประจำวัน
๑.๓.๑.๒การปฏิบตั ิตนตามแนวทางหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
๑.๓.๒ การดแู ลรกั ษาธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
๑.๓.๒.๑ การมสี ว่ นร่วมรับผดิ ชอบดูแลรกั ษาสง่ิ แวดล้อมท้งั ภายในและภายนอกห้องเรยี น
๑.๓.๒.๒ การทำงานศิลปะที่ใช้วสั ดหุ รือสงิ่ ของท่ีใช้แล้วมาใช้ซ้ำหรือแปรรูปแล้วนำกลับมาใช้
ใหม่
๑.๓.๒.๓ การเพาะปลูกและดแู ลตน้ ไม้
๑.๓.๒.๔ การเลี้ยงสัตว์
๑.๓.๒.๕ การสนทนาขา่ วและเหตกุ ารณท์ ่ีเกี่ยวกับธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ มในชีวติ ประจำวนั

66

๑.๓.๓ การปฏบิ ัตติ ามวฒั นธรรมทอ้ งถ่นิ ที่อาศัยและความเป็นไทย
๑.๓.๓.๑ การเลน่ บทบาทสมมตุ ิการปฏบิ ตั ิตนในความเป็นคนไทย
๑.๓.๓.๒ การปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมท้องถน่ิ ทอี่ าศัยและประเพณไี ทย
๑.๓.๓.๓ การประกอบอาหารไทย
๑.๓.๓.๔ การศกึ ษานอกสถานท่ี
๑.๓.๓.๕ การละเลน่ พ้นื บา้ นของไทย

๑.๓.๔ การมีปฏสิ มั พนั ธ์ มวี นิ ยั มีสวนร่วม และบทบาทสมาชกิ ของสังคม
๑.๓.๔.๑ การรว่ มกำหนดขอ้ ตกลงของหอ้ งเรยี น
๑.๓.๔.๒ การปฏบิ ัติตนเป็นสมาชทิ ่ีดขี องห้องเรียน
๑.๓.๔.๓ การให้ความร่วมมอื ในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตา่ ง ๆ
๑.๓.๔.๔ การดูแลห้องเรียนรว่ มกัน
๑.๓.๔.๕ การรว่ มกิจกรรมวนั สำคัญ

๑.๓.๕ การเล่นแบบรว่ มมอื รว่ มใจ
๑.๓.๕.๑ การร่วมสนทนาและแลกเปล่ยี นความคิดเห็น
๑.๓.๕.๒ การเลน่ และทำงานรว่ มกับผอู้ ่ืน
๑.๓.๕.๓ การทำศลิ ปะแบบรว่ มมอื

๑.๓.๖ การแกป้ ัญหาความขดั แยง้
๑.๓.๖.๑ การมีส่วนร่วมในการเลอื กวิธกี ารแก้ปัญหา
๑.๓.๖.๒ การมีสว่ นร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแยง้

๑.๓.๗ การยอมรบั ในความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล
๑.๓.๗.๑ การเล่นหรอื ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน

๑.๔ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้
เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคลและสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่
หลากหลาย เพ่ือเปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ พัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคดิ สรา้ งสรรค์ การแกป้ ัญหา การคิดเชงิ
เหตผุ ล และการคดิ รวบยอดเกีย่ วกับสิ่งต่างๆ รอบตัวและมคี วามคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ท่ีเปน็ พื้นฐานของ
การเรยี นร้ใู นระดบั ทส่ี งู ขน้ึ ตอ่ ไป

๑.๔.๑ การใชภ้ าษา
๑.๔.๑.๑ การฟงั เสยี งต่างๆ ในสิ่งแวดลอ้ ม
๑.๔.๑.๒ การฟงั และปฏบิ ัตติ ามคำแนะนำ
๑.๔.๑.๓ การฟังเพลง นิทาน คำคล้องจอง บทรอ้ ยกรงหรือเร่ืองราวตา่ งๆ
๑.๔.๑.๔ การแสดงความคิด ความรสู้ กึ และความตอ้ งการ

67

๑.๔.๑.๕ การพดู กบั ผูอ้ ื่นเกี่ยวกับประสบการณข์ องตนเองหรือพูดเล่าเรอ่ื งราวเก่ยี วกบั ตนเอง
๑.๔.๑.๖ การพดู อธบิ ายเกยี่ วกับส่งิ ของ เหตกุ ารณ์ และความสัมพันธข์ องสง่ิ ตา่ งๆ
๑.๔.๑.๗ การพดู อยา่ งสร้างสรรค์ในการเล่น และการกระทำตา่ งๆ
๑.๔.๑.๘ การรอจังหวะท่เี หมาะสมในการพูด
๑.๔.๑.๙ การพูดเรยี งลำดบั เพื่อใชใ้ นการสอ่ื สาร
๑.๔.๑.๑๐ การอา่ นหนังสอื ภาพ นิทาน หลากหลายประเภท/รปู แบบ
๑.๔.๑.๑๑ การอ่านอิสระตามลำพัง การอ่านรว่ มกนั การอา่ นโดยมผี ชู้ ีแ้ นะ
๑.๔.๑.๑๒ การเห็นแบบอยา่ งของการอา่ นท่ีถกู ตอ้ ง
๑.๔.๑.๑๓ การสงั เกตทศิ ทางการอ่านตวั อกั ษร คำ และขอ้ ความ
๑.๔.๑.๑๔ การอ่านและชขี้ ้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซา้ ยไปขวาจากบนลงล่าง
๑.๔.๑.๑๕ การสังเกตตัวอักษรในชอ่ื ของตน หรอื คำคนุ้ เคย
๑.๔.๑.๑๖ การสังเกตตวั อกั ษรท่ปี ระกอบเปน็ คำผา่ นการอา่ นหรอื เขียนของผู้ใหญ่
๑.๔.๑.๑๗ การคาดเดาคำ วลีหรือประโยคทมี่ ีโครงสร้างซำ้ ๆกนั จากนิทาน เพลงคำคลอ้ งจอง
๑.๔.๑.๑๘ การเล่นเกมทางภาษา
๑.๔.๑.๑๙ การเหน็ แบบอย่างของการเขยี นท่ถี กู ต้อง
๑.๔.๑.๒๐ การเขียนรว่ มกนั ตามโอกาส และการเขยี นอิสระ
๑.๔.๑.๒๑ การเขียนคำท่มี ีความหมายกับตัวเด็ก/คำคุ้นเคย
๑.๔.๑.๒๒ การคดิ สะกดคำและเขียนเพือ่ ส่ือความหมายด้วยตนเองอยา่ งอิสระ
๑.๔.๒ การคิดรวบยอด การคิดเชงิ เหตผุ ล การตดั สินใจและแกป้ ัญหา
๑.๔.๒.๑ การสังเกตลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ
โดยใช้ประสาทสมั ผัสอย่างเหมาะสม
๑.๔.๒.๒ การสังเกตสง่ิ ตา่ งๆ และสถานท่ีจากมุมมองทีต่ า่ งกัน
๑.๔.๒.๓ การบอกและแสดงตำแหน่ง ทิศทาง และระยะทางของสิ่งต่างๆด้วยการกระทำ
ภาพวาด ภาพถ่าย และรูปภาพ
๑.๔.๒.๔ การเล่นกบั ส่ือต่างๆท่เี ป็นทรงกลม ทรงสเ่ี หล่ยี มมุมฉาก ทรงกระบอก กรวย
๑.๔.๒.๕ การคดั แยก การจัดกลมุ่ และการจำแนกส่ิงต่างๆตามลักษณะและรปู ร่าง รปู ทรง
๑.๔.๒.๖ การต่อของชิน้ เล็กเติมในชิ้นใหญใ่ หส้ มบูรณ์ และการแยกชน้ิ ส่วน
๑.๔.๒.๗ การทำซ้ำ การตอ่ เตมิ และการสร้างแบบรูป
๑.๔.๒.๘ การนบั และแสดงจำนวนของสิง่ ตา่ งๆในชีวติ ประจำวนั
๑.๔.๒.๙ การเปรียบเทยี บและเรยี งลำดับจำนวนของสงิ่ ต่างๆ
๑.๔.๒.๑๐ การรวมและการแยกสิ่งต่างๆ
๑.๔.๒.๑๑ การบอกและแสดงอนั ดบั ท่ขี องสงิ่ ต่างๆ
๑.๔.๒.๑๒ การช่งั ตวง วดั สิ่งตา่ งๆโดยใชเ้ คร่อื งมือและหนว่ ยทีไ่ มใ่ ชห่ น่วยมาตรฐาน

68

๑.๔.๒.๑๓ การจับคู่ การเปรียบเทียบ และการเรียงลำดับ สิ่งต่างๆ ตามลักษณะความยาว/
ความสูงนำ้ หนกั ปริมาตร

๑.๔.๒.๑๔ การบอกและเรยี งลำดับกจิ กรรมหรอื เหตูการณต์ ามช่วงเวลา
๑.๔.๒.๑๕ การใชภ้ าษาทางคณติ ศาสตร์กับเหตกุ ารณใ์ นชวี ติ ประจำวนั
๑.๔.๒.๑๖ การอธบิ ายเชือ่ มโยงสาเหตุและผลท่ีเกิดขน้ึ ในเหตกุ ารณ์หรอื การกระทำ
๑.๔.๒.๑๗ การคาดเดาหรอื การคาดคะเนสิง่ ทีอ่ าจเกดิ ข้ึนอย่างมีเหตผุ ล
๑.๔.๒.๑๘ การมีส่วนร่วมในการลงความเหน็ จากข้อมูลอย่างมเี หตุผล
๑.๔.๒.๑๙ การตัดสนิ ใจและมีสว่ นรว่ มในกระบวนการแก้ปัญหา
๑.๔.๓ จินตนาการและความคดิ สร้างสรรค์
๑.๔.๓.๑ การรบั รู้ และแสดงความคิดความรสู้ ึกผา่ นส่อื วสั ดุ ของเล่น และชิน้ งาน
๑.๔.๓.๒ การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผา่ นภาษา ท่าทาง การเคลื่อนไหว และศิลปะ
๑.๔.๓.๓ การสรา้ งสรรคช์ ิน้ งานโดยใชร้ ูปร่างรปู ทรงจากวสั ดุที่หลากหลาย
๑.๔.๔ เจตคตทิ ีด่ ตี ่อการเรยี นรแู้ ละการแสวงหาความรู้
๑.๔.๔.๑ การสำรวจส่งิ ตา่ งๆ และแหลง่ เรยี นรู้รอบตัว
๑.๔.๔.๒ การต้ังคำถามในเรอ่ื งที่สนใจ
๑.๔.๔.๓ การสบื เสาะหาความรูเ้ พือ่ คน้ หาคำตอบของข้อสงสัยต่างๆ
๑.๔.๔.๔ การมสี ่วนรว่ มในการรวบรวมข้อมูลและนำเสนอข้อมูลจากการสบื เสาะหาความรู้ใน
รปู แบบต่างๆและแผนภมู อิ ยา่ งงา่ ย

๒. สาระที่ควรเรยี นรู้
สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่นำมาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิดแนวคิด
หลงั จากนำสาระการเรียนรู้น้ัน ๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็ก เพือ่ ใหบ้ รรลุจัดหมายท่ีกำหนดไว้ทั้งนี้ ไม่เน้นการ
ทอ่ งจำเน้อื หา ครูสามารถกำหนดรายละเอยี ดข้ึนเองใหส้ อดคลอ้ งกับวัย ความตอ้ งการ และความสนใจของเด็ก
โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สำคัญ ทั้งนี้ อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้โดยคำนึงถึงประสบการณ์และ
ส่งิ แวดลอ้ มในชวี ติ จริงของเด็ก ดงั นี้
๒.๑ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรรู้จักชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา รู้จักอวัยวะต่างๆ วิธีระวัง
รักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การระมัดระวังความ
ปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย การรู้จักความเป็นมา
ของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเอง
และผูอ้ ืน่ การรจู้ กั แสดงความคิดเหน็ ของตนเองและรับฟังความคิดเหน็ ของผู้อ่นื การกำกบั ตนเอง การเล่นและ
ทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองตามลำพังหรือกับผู้อื่น การตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การ
สะท้อนการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่าง
เหมาะสม การแสดงมารยาทท่ดี ี การมีคุณธรรมจริยธรรม

69

๒.๒ เรือ่ งราวเก่ียวกับบคุ คลและสถานทแี่ วดล้อมเดก็ เด็กควรเรียนร้เู ก่ยี วกับครอบครัว สถานศึกษา
ชุมชน และบุคคลต่างๆ ที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน สถานที่สำคัญ วัน
สำคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหลง่ วัฒนาธรรมในชมุ ชน สญั ลกั ษณส์ ำคัญของชาติไทยและการปฏิบัติ
ตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย หรือแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและนำมาบูรณาการสู่สาระ
การเรียนรภู้ มู ิปัญญาทอ้ งถนิ่ สู่การจดั ประสบการณห์ นว่ ยการเรยี นรู้

๒.๓ ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและ
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ำ ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรง
และพลังงานในชีวิตประจำวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิง่ แวดล้อมและการรักษาสาธารณสมบตั ิและ
นำมาบูรการสู่การจัดกิจกรรมในโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยแหง่ ประเทศไทยเข้าสู่การจัดประสบการณ์
การเรียนรู้

๒.๔ สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจำวัน
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง
ปริมาตร น้ำหนัก จำนวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆรอบตัว เวลา เงิน
ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการสื่อสาร
ต่างๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อมและนำมาบูรณาการสู่การจัด
กจิ กรรมในโครงการบ้านนกั วิทยาศาสตรน์ ้อยประเทศไทยเข้าสู่การจดั ประสบการณ์การเรียนรู้

การจัดประสบการณ์
การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ ๓ – ๖ ปี เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะบูรณาการ

ผ่านการเล่น การลงมือกระทำจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม
รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาไม่จัดเป็นรายวชิ าโดยมีแนวทางการ
จัดประสบการณ์ ดังนี้

แนวทางการจัดประสบการณ์
๑. จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทำงานของสมองที่เหมาะสม

กับอายุ วุฒิภาวะและระดับพฒั นาการ เพอื่ ใหเ้ ด็กทุกคนได้พฒั นาเต็มตามศักยภาพ
๒. จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือกระทำเรียนรู้ผ่าน

ประสาสัมผสั ท้งั หา้ ไดเ้ คลอ่ื นไหว สำรวจ เล่น สังเกต สืบค้น ทดลอง และคดิ แกป้ ญั หาด้วยตนเอง
๓. จดั ประสบการณ์แบบบรู ณาการ โดยบูรณาการทง้ั กิจกรรม ทกั ษะ และสาระการเรยี นรู้
๔. จดั ประสบการณใ์ หเ้ ด็กไดร้ ิเร่ิมคิด วางแผน ตดั สินใจลงมือกระทำและนำเสนอความคิดโดย

ครหู รือผจู้ ัดประสบการณ์เป็นผสู้ นับสนุนอำนวยความสะดวก และเรยี นรูร้ ว่ มกบั เด็ก
๕. จัดประสบการณ์ให้เดก็ มปี ฏสิ มั พนั ธก์ ับเด็กอนื่ กับผใู้ หญ่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เออ้ื ต่อการ

เรยี นรู้ ในบรรยากาศทีอ่ บอนุ่ มีความสุข และเรียนรู้การทำกิจกรรมแบบร่วมมือในลกั ษณะต่างๆกนั

70

๖. จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อและแหล่งการเรียนรี่หลากหลายและอยู่ในวิถี
ชีวติ ของเด็ก

๗. จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวันตลอดจน
สอดแทรกคณุ ธรรมจริยธรรมใหเ้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของการจัดประสบการณ์การเรียนรอู้ ย่างต่อเน่ือง

๘. จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่ดีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดขึ้นในสภาพจริง
โดยไม่ได้คาดการณ์ไว้

๙. จัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็น
รายบคุ คล นำมาไตรต่ รองและใช้ใหเ้ ป็นประโยชนต์ ่อการพฒั นาเด็ก และการวจิ ยั ในชน้ั เรยี น

๑๐. จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมทั้งการวางแผน การ
สนับสนุนสอ่ื แหล่งเรยี นรู้ การเขา้ รว่ มกิจกรรม และการประเมนิ พัฒนาการ

การจดั กิจกรรมประจำวนั
กิจกรรมสำหรับเด็กอายุ ๓ – ๖ ปีบริบูรณ์ สามารถนำมาจัดเป็นกิจกรรมประจำวันได้หลาย

รูปแบบเป็นการช่วยให้ครูผู้สอนหรือผู้จัดประสบการณ์ทราบว่าแต่ละวันจะทำกิจกรรมอะไร เมื่อใด และ
อย่างไร ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมประจำวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำไปใช้
ของแตล่ ะหนว่ ยงานและสภาพชมุ ชน ทส่ี ำคัญครผู ูส้ อนต้องคำนึงถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุก
ดา้ นการจัดกจิ กรรมประจำวนั มีหลักการจัดและขอบข่ายกจิ กรรมประจำวัน ดังน้ี

๑. หลกั การจดั กิจกรรมประจำวัน
๑.๑ กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กในแต่ละวันแต่

ยืดหยุ่นได้ตามความตอ้ งการและความสนใจของเด็ก เช่น
วัย ๓-๔ ปี มคี วามสนใจช่วงสัน้ ประมาณ ๘- ๑๒ นาที
วยั ๔ – ๕ ปี มคี วามสนใจอยู่ได้ประมาณ ๑๒-๑๕ นาที
วยั ๕-๖ ปี มคี วามสนใจอยู่ไดป้ ระมาณ ๑๕- ๒๐ นาที

๑.๒ กิจกรรมท่ีต้องใชค้ วามคิดทัง้ ในกลมุ่ เล็กและกล่มุ ใหญ่ ไมค่ วรใชเ้ วลาตอ่ เนอื่ งนานเกินกว่า
๒๐ นาที

๑.๓ กิจกรรมที่เด็กมอี ิสระเลือกเลน่ เสรี เพอื่ ชว่ ยให้เดก็ รู้จักเลอื กตัดสนิ ใจ คดิ แกป้ ญั หา คิดสรา้ งสรรค์
เชน่ การเล่นตามมุม การเลน่ กลางแจง้ ฯลฯ ใชเ้ วลาประมาณ ๔๐-๖๐ นาที

๑.๔ กจิ กรรมควรมีความสมดุลระหวา่ งกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กจิ กรรมท่ีใช้กลา้ มเนื้อใหญ่และ
กลา้ มเนื้อเล็ก กิจกรรมทีเ่ ปน็ รายบุคคล กลมุ่ ย่อยและกลมุ่ ใหญ่ กจิ กรรมท่ีเดก็ เป็นผ้รู ิเริม่ และครูผสู้ อนหรือผู้จัด
ประสบการณเ์ ปน็ ผูร้ เิ ริ่ม และกจิ กรรมท่ีใช้กำลังและไม่ใช้กำลงั จัดใหค้ รบทุกประเภท ท้ังน้ี กิจกรรมท่ีต้องออก
กำลงั กายควรจดั สลับกับกจิ กรรมท่ีไม่ต้องออกกำลงั มากนัก เพ่ือเดก็ จะไดไ้ ม่เหนือ่ ยเกินไป

71

๒. ขอบข่ายของกจิ กรรมประจำวัน
การเลอื กกจิ กรรมที่จะนำมาจัดในแตล่ ะวันสามารถจัดไดห้ ลายรูปแบบ ทง้ั น้ี ข้ึนอย่กู ับความเหมาะสม

ในการนำไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ที่สำคัญครูผู้สอนต้องคำนึกถึงการจัดกิจกรรมให้
ครอบคลมุ พฒั นาการทุกด้าน ดงั ตอ่ ไปน้ี

๒.๑ การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เป็นการพัฒนาความแข็งแรง การทรงตัว ความยืดหยุ่น ความ
คล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ และจงั หวะการเคลื่อนไหวในการใช้กล้ามเน้ือใหญ่ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้
เลน่ อสิ ระกลางแจง้ เลน่ เครอื่ งเลน่ สนาม ปีนป่ายเลน่ อิสระ เคลอ่ื นไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี

๒.๒ การพัฒนาการกล้ามเนื้อเลก็ เป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเลก็ กล้ามเนื้อมือ-น้วิ
มือการประสานสัมพนั ธ์ระหวา่ งกล้ามเน้ือมือและระบบประสาทตามือได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์
โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเครื่องสัมผัส เล่นเกมการศึกษา ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย หยิ บจับ
ช้อนสอ้ ม และใชอ้ ปุ กรณ์ศลิ ปะ เช่น สีเทยี น กรรไกร พู่กนั ดินเหนยี ว ฯลฯ

๒.๓ การพัฒนาการอารมณ์ จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เป็นการปลูกฝังให้เด็กมี
ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเชื่อมั่น กล้าแสดงออก มีวินัย รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประหยัด เมตต า
กรุณา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาที่นับถือโดยจัดกิจกรรมต่างๆ
ผ่านการเล่นให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก ได้รับการตอบสนองตาความต้องการได้ฝึกปฏิบัติโดยสอดแทรก
คณุ ธรรม จริยธรรมอยา่ งตอ่ เนื่อง

๒.๔ การพัฒนาสังคมนิสัย เป็นการพัฒนาให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออกอย่างเหมาะสมและ
อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวตั รประจำวันมีนิสัยรักการทำงาน ระมัดระวัง
ความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น โดยรวมทั้งระมัดระวังอันตรายจากคนแปลกหน้า ให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตร
ประจำวันอยา่ งสม่ำเสมอ เชน่ รบั ประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขบั ถา่ ย ทำความสะอาดรา่ งกาย เล่นและ
ทำงานรว่ มกับผู้อืน่ ปฏิบตั ติ ามกฎกติกาขอ้ ตกลงของร่วมรวม เกบ็ ของเขา้ ทีเ่ ม่ือเลน่ หรอื ทำงานเสร็จ

๒.๕ การพฒั นาการคดิ เปน็ การพฒั นาใหเ้ ด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปญั หาความ คดิ รวบยอด
ทางคณติ ศาสตร์ และคดิ เชิงเหตุผลทางคณิตศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตรโ์ ดยจดั กจิ กรรมใหเ้ ด็กได้สนทนา อภิปราย
และเปลย่ี นความคิดเหน็ เชญิ วทิ ยากรมาพูดคยุ กับเด็ก ศึกษานอกสถานที่ เล่นเกมการศึกษา ฝึกการแก้ปัญหา
ในชีวิตประจำวนั ฝกึ ออกแบบและสร้างชน้ิ งาน และทำกจิ กรรมทั้งเป็นกลุ่มย่อย กล่มุ ใหญแ่ ละรายบคุ คล

๒.๖ การพฒั นาภาษา เป็นการพัฒนาใหเ้ ดก็ ใช้ภาษาส่ือสารถ่ายทอดความร้สู ึกนึกคิด ความรู้ความ
เข้าใจในส่ิงต่างๆ ทเี่ ดก็ มีประสบการณโ์ ดยสามารถต้ังคำถามในสิง่ ทสี่ งสัยใคร่รู้ จดั กิจกรรมทางภาษาให้มีความ
หลากหลายในสภาพแวดลอ้ มท่ีเอ้ือต่อการเรยี นรู้ มงุ่ ปลกู ฝังให้เด็กไดก้ ล้าแสดงออกในการฟงั พูด อา่ น เขียน มี
นิสัยรักการอ่าน และบุคคลแวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา ทั้งนี้ต้องคำนึกถึงหลักการจัด
กจิ กรรมทางภาษาท่เี หมาะสมกบั เดก็ เปน็ สำคัญ

๒.๗ การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆ โดยจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
ดนตรี การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการ เล่นดินน้ำมัน ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ อย่างอิสระ เล่นบทบาท
สมมุติ เล่นนำ้ เลน่ ทราย เลน่ บลอ็ ก และเล่นก่อสร้าง

72

การจดั สภาพแวดลอ้ ม สื่อและแหล่งเรยี นรู้
โรงเรียนบ้านแก้งกอกจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมตามความต้องการของเด็ก มีสื่อการ

เรียนรู้ที่หลากหลายครูผลิตขึ้นใช้ในการจัดการเรียนการสอนซึ่งสอดคล้องกับแผนการจัดประสบการณ์ มีมุม
ประสบการณ์และอุปกรณ์ต่างๆในการเล่นอย่างมีความหมายสามารถเรียนรู้จากการเล่นที่เป็นประสบการณ์
ตรงทีเ่ กิดจากการรบั รดู้ ้วย ประสาทสมั ผสั ทัง้ ห้า จงึ จำเปน็ ต้องจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับ
สภาพและความต้องการ ของหลักสตู ร เพอ่ื สง่ ผลใหบ้ รรลุจุดหมายในการพัฒนาเดก็

การจดั สภาพแวดลอ้ มจะตอ้ งคำนึงถึงส่ิงตอ่ ไปน้ี
๑. ความสะอาด ความปลอดภยั
๒. ความมอี ิสระอยา่ งมขี อบเขตในการเลน่
๓. ความสะดวกในการทำกิจกรรม
๔. ความพรอ้ มของอาคารสถานที่ เชน่ ห้องเรยี น หอ้ งน้ำหอ้ งส้วม สนามเดก็ เลน่ ฯลฯ
๕. ความเพียงพอ เหมาะในเรือ่ งขนาด นำ้ หนกั จำนวน สขี องสื่อและเครอื่ งเลน่
๖. บรรยากาศในการเรยี นรู้ การจดั ทเ่ี ล่นและมมุ ประสบการณ์ต่าง

สภาพแวดล้อมภายในหอ้ งเรยี น
หลักสำคัญในการจัดต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะอาด เป้าหมายการพัฒนาเด็ก ความ

เป็นระเบียบ ความเป็นตวั ของเด็กเอง ให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอนุ่ มัน่ ใจ และมคี วามสุข ซ่ึงอาจจัดแบ่งพื้นที่ให้
เหมาะสมกับการประกอบกิจกรรมตามหลักสูตร ดงั น้ี
๑. พ้ืนทีอ่ ำนวยความสะดวกเพอื่ เด็กและผ้สู อน

๑.๑ ท่ีแสดงผลงานของเดก็ อาจจัดเป็นแผ่นปา้ ย หรือทีแ่ ขวนผลงาน
๑.๒ ท่เี กบ็ แฟม้ ผลงานของเด็ก อาจจัดทำเปน็ กลอ่ งหรือจัดใสแ่ ฟ้มรายบคุ คล
๑.๓ ทีเ่ ก็บเครือ่ งใชส้ ่วนตัวของเดก็ อาจทำเปน็ ชอ่ งตามจำนวนเด็ก
๑.๔ ทเี่ ก็บเครอื่ งใชข้ องผสู้ อน เช่น อปุ กรณก์ ารสอน ของสว่ นตวั ผู้สอน ฯลฯ
๑.๕ ป้ายนเิ ทศตามหนว่ ยการสอนหรือสิง่ ที่เด็กสนใจ
๒. พื้นที่ปฏิบัติกิจกรรมและการเคลื่อนไหว ต้องกำหนดให้ชัดเจน ควรมีพื้นที่ที่เด็กสามารถจะทำงานได้ด้วย
ตนเอง และทำกิจกรรมร่วมกันในกลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจากกิจกรรม
หน่งึ ไปยงั กิจกรรมหนง่ึ โดยไม่ รบกวนผู้อ่นื

73

๓. พื้นที่จัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพของห้องเรียน
จัดแยกสว่ นที่ใช้เสยี งดังและเงียบออกจากกัน เช่น มุมบล็อกอยู่หา่ งจากมุมหนงั สือ มุมบทบาทสมมติอยู่ติดกับ
มุมบล็อก มุมวิทยาศาสตรอ์ ยู่ใกล้มุมศลิ ปะ ฯลฯ ที่สำคัญจะต้องมีของเลน่ วัสดุอุปกรณ์ในมุมอย่างเพยี งพอต่อ
การเรียนรู้ของเด็ก การเล่นในมุมเล่นอย่างเสรี มักถูกกำหนดไว้ในตารางกิจกรรมประจำวัน เพื่อให้โอกาสเด็ก
ได้เลน่ อยา่ งเสรปี ระมาณวันละ ๖๐ นาที การจดั มมุ เล่นตา่ งๆ ผ้สู อนควรคำนึงถงึ สิ่งตอ่ ไปน้ี

๓.๑ ในห้องเรยี นควรมมี ุมเลน่ อย่างนอ้ ย ๓-๕ มมุ ท้งั นข้ี ึ้นอยู่กบั พนื้ ทขี่ องหอ้ ง
๓.๒ ควรมกี ารผลัดเปลยี่ นสอ่ื ของเล่นตามมมุ บ้าง ตามความสนใจของเด็ก
๓.๓ ควรจัดให้มีประสบการณ์ที่เด็กได้เรียนรู้ไปแล้วปรากฏอยู่ในมุมเล่น เช่น เด็กเรียนรู้เรื่องผีเส้ือ
ผู้สอนอาจจัดให้มีการเลี้ยงหนอน หรือมีผีเสื้อสต๊าฟใส่กล่องไว้ให้เด็กดูในมุมธรรมชาติศึกษาหรือมุม
วิทยาศาสตร์ ฯลฯ
๓.๔ ควรเปดิ โอกาสให้เดก็ มีสว่ นร่วมในการจัดมุมเลน่ ทงั้ นี้เพื่อจูงใจให้เด็กรู้สึกเปน็ เจ้าของ อยากเรยี นรู้
อยากเขา้ เล่น
๓.๕ ควรเสริมสร้างวนิ ัยให้กับเด็ก โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้องจัดเก็บอุปกรณ์ทกุ
อย่างเขา้ ที่ใหเ้ รียบรอ้ ย

มมุ ประสบการณท์ คี่ วรจัดมี ดงั นี้
๑. มุมบล็อก
เป็นมุมที่จัดเกบ็ บล็อกไมต้ นั ที่มีขนาดและรูปทรง ต่างๆ กัน เด็กสามารถนำมาเล่นต่อประกอบกนั เป็น

ส่ิงตา่ งๆ ตามจินตนาการ ความคดิ สรา้ งสรรค์ของตนเองควรจัดให้อย่หู ่างจากมมุ ท่ตี ้อง การความสงบ เช่น มุม
หนังสือ ทั้งนี้เพราะเสียงจากการเล่นก่อไม้บล็อก อาจทำลายสมาธิเด็กที่อยู่ในมุมหนังสือได้ นอกจากนี้ยังควร
อยหู่ า่ งจากทางเดนิ ผ่านหรือทางเข้าออกของห้องเพ่ือไม่ให้กีด ขวางทางเดินหรอื เกดิ อันตรายจากการเดินสะดุด
ไม้บล็อกการจัดเก็บไม้บล็อกเหลา่ นี้ ควรจัดวางไว้ในระดับที่เด็กสามารถหยิบมาเล่น หรือนำเก็บด้วยตนเองได้
อยา่ งสะดวก ปลอดภยั และควรได้ฝึกใหเ้ ด็กหดั จดั เก็บเป็นหมวดหมเู่ พื่อความเป็นระเบียบ สวยงาม

๒. มุมหนังสอื
ในห้องเรียนควรมีท่ีเงียบสงบ สำหรบั ให้เดก็ ไดด้ ูรปู ภาพ อ่านหนงั สือนิทาน ฟงั นิทาน ผู้สอนควรได้จัด
มุมหนังสือให้เด็กได้คุ้นเคยกับตัวหนังสือ และได้ทำกิจกรรมสงบๆ ตามลำพังหรือเป็นกลุ่มเล็กๆการจัดมุม
หนังสือ เปน็ มุมที่ต้องการความสงบควรจัดหา่ งจากมุมที่มีเสียง เช่น มุมบลอ็ ก มมุ บทบาทสมมติ ฯลฯ และควร
จดั บรรยากาศจงู ใจให้เด็กไดเ้ ข้าไปใช้เพื่อเด็กจะได้คุ้นเคยกับตัว หนังสอื และปลกู ฝงั นสิ ยั รักการอา่ นให้กับเด็ก
๓. มุมบทบาทสมมติ
มุมบทบาทสมมติ เป็นมุมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กมีโอกาสได้นำเอาประสบการณ์ที่ได้รับจากบ้าน หรือ
ชุมชนมาเล่นแสดงบทบาทสมมติ เลียนแบบบุคคลต่างๆ ตามจินตนาการของตน เช่น เป็นพ่อแม่ในมุมบ้าน
เป็นหมอในมุมหมอ เป็นพ่อค้าแม่ค้าในมุมร้านค้า ฯลฯ การเล่นดังกล่าวเปน็ การปลูกฝังความสำนึกถึงบทบาท
ทางสังคมที่เด็กได้พบเห็นใน ชีวิตจริงการจัดมุมบทบาทสมมตินี้ ควรอยู่ใกล้มุมบล็อกและอาจจัดให้เป็น
สถานที่ต่างๆ นอกเหนือจากการจัดเป็นมุมบ้าน โดยสังเกตการณ์เล่นและความสนใจของเด็กว่ามีการ

74

เปลีย่ นแปลงบทบาท การเลน่ จากบทบาทเดิมไปสรู่ ูปแบบการเลน่ อน่ื หรือไม่ อปุ กรณท์ ่นี ำมาจดั กค็ วรเปลี่ยนไป
ตามความสนใจของเด็กเช่นกัน ดังนั้นมุมบทบาทสมมติจึงอาจจัดเป็นมุมบ้าน ร้านอาหาร ร้านขายของ ร้าน
เสริมสวย โรงพยาบาล เป็นต้น ในขณะเดียวกันอุปกรณ์ที่นำมาจัดให้เด็กต้องไม่เป็นอันตราย และมีความ
เหมาะสมกบั สภาพท้องถนิ่

๔. มุมวิทยาศาสตร์
มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษาเป็นมุมเล่นที่ ผู้สอนจัดรวบรวมสิ่งต่างๆ หรือสิ่งที่มีในธรรมชาติมาให้
เด็กไดส้ ำรวจ สังเกต ทดลอง คน้ พบด้วยตนเองซ่งึ เปน็ การชว่ ยพฒั นาทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ให้กับ
เด็กการจัดมุมวทิ ยาศาสตรห์ รือมุมธรรมชาติศึกษาเปน็ มุมที่ต้องการความสงบคล้ายมุมหนังสือจึงอาจจัดไว้ใกล้
กันได้ และเพื่อเร้าให้เด็กสนใจในสิ่งที่นำมาแสดง ของที่จัดวางไว้จึงควรอยู่ในระดับที่เด็กหยิบ จับ ดู วัสดุ
อุปกรณ์เหล่านั้นไดโ้ ดยสะดวก และสิ่งที่นำมาต้ังแสดงนั้นไม่ควรจะตั้งแสดงของสิ่งเดียวกันตลอดปี แต่ควรจะ
ปรับเปลี่ยนใหน้ ่าสนใจ

๕. มุมศลิ ปะ
กจิ กรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาเด็กไดห้ ลาย ด้าน เชน่ ทางด้านกลา้ มเนื้อมือ ซึ่งจะช่วย

ให้มือของเด็กพรอ้ มทีจ่ ะจับดนิ สอเขยี นหนังสือได้เมื่อไปเรียนในช้ันประถมศึกษานอกจากนีย้ งั ช่วยในการพัฒนา
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เด็กจะมีโอกาสทำงานตามลำพังและทำงานเป็นกลุ่ม รู้จักปรับตัวที่จะ
ทำงานดว้ ยกันและสง่ เสริมจนิ ตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ดงั นัน้ การจัดใหม้ ีมุมศิลปะจึงเป็นทางหน่ึงที่จะช่วย
ให้เด็กได้พฒั นามากขนึ้ และยังสนองความสนใจ ความตอ้ งการของเด็กวัยนไี้ ด้เปน็ อยา่ งดี
รปู แบบการจดั กจิ กรรมประจำวนั

การจดั ทำตารางกจิ กรรมประจำวันสามารถจดั ไดห้ ลายรูปแบบท้ังนี้ขน้ึ อยู่กับความเหมาะสมในการ
นำมาไปใช้ของแต่ละหนว่ ยงาน ทสี่ ำคัญผูส้ อนต้องคำนึงถงึ การจดั กรรมให้คลอมคลมุ พฒั นาการทกุ ดา้ นสำหรับ
โรงเรยี นบ้านบา้ นแก้งกอก ได้จดั ทำตารางกจิ กรรม ประจำวัน ดงั นี้

ตารางกจิ กรรมประจำวัน

กิจกรรมในแต่ละวันของโรงเรียนบ้านแก้งกอก กำหนดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนได้รับการ
พฒั นาการอยา่ งรอบด้านและฝึกฝนทกั ษะการเรยี นรู้ รวมไปถงึ การเรียนร้ผู า่ นทกั ษะชวี ิต ดงั น้ี

เวลา กจิ กรรม
07.00-08.00 น. รบั นกั เรียน
08.00-08.30 น. เขา้ แถว เคารพธงชาติ
08.30-09.00 น. ตรวจสขุ ภาพ
09.00-09.20 น. กจิ กรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
09.20-09.40 น. กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์
09.40 -10.20 น. กิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์

75

10.20-10.40 น. กิจกรรมการเลน่ ตามมุม

10.40-11.00 น. กิจกรรมการเลน่ กลางแจ้ง

11.00-11.30 น. พกั /รับประทานอาหารกลางวนั

11.30-12.00 น. แปรงฟัน

12.00-14.00 น. นอนพักผ่อน

14.00-14.20 น. เกบ็ ที่นอน ลา้ งหนา้

14.20 – 14.30 น. พัก/ด่ืมนม

14.30-14.50 น. เกมการศึกษา

14.50-15.00 น. สรุป ทบทวนกจิ กรรมประจำวัน

15.00-15.30 น. ผู้ปกครองรับนักเรียนกลบั บ้าน

หมายเหตุ : การจดั กิจกรรมในแต่ละวนั สามารถปรบั เปลย่ี นได้ตามความเหมาะสม

การจัดกจิ กรรมประจำวัน

ท่ี กิจกรรมประจำวัน ช้นั อนุบาลปีท่ี ๑ ช้นั อนุบาลปที ่ี ๒ ช้นั อนบุ าลปีที่ ๓
(อายุ ๓-๔ปี) (อายุ ๔-๕ป)ี (อายุ ๕-๖ป)ี
๑ กิจกรรมเคลอื่ นไหวและจงั หวะ
๒ กจิ กรรมเสริมประสบการณ์ เวลาเรยี น (นาท/ี วนั ) เวลาเรียน (นาท/ี วัน) เวลาเรียน (นาที/วนั )
๓ กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์ ๒๐ ๒๐ ๒๐
๔ กจิ กรรมเสรี ๒๐ ๒๐ ๒๐
๕ กจิ กรรมกลางแจ้ง ๔๐ ๔๐ ๔๐
๖ เกมการศึกษา ๒๐ ๒๐ ๒๐
๗ ทกั ษะพ้นื ฐานในชวี ิตประจำวัน ๓๐ ๓๐ ๓๐
๒๐ ๒๐ ๒๐
- ตรวจสขุ ภาพ ไปหอ้ งน้ำ
- ด่มื นม ๑๐ ๑๐ ๑๐
- ล้างมอื ลา้ งเท้า ๑๐ ๑๐ ๑๐
- รบั ประทานอาหาร ๑๐ ๑๐ ๑๐
- นอนพกั ผ่อน ๕๐ ๕๐ ๕๐
๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐
๑๐ ๑๐ ๑๐

76

- เกบ็ ที่นอน ล้างหนา้ แปรงฟนั

แนวทางการจดั กิจกรรมประจำวนั
การจดั กจิ กรรมประจำวนั ครูสามารถนำไปปรับใช้ได้หรือนำนวตั กรรมต่างๆมาปรับใช้ในการ

จดั กิจกรรมประจำวนั ไห้เหมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มสถานศึกษา โดยมีแนวทางในการจดั กิจกรรมดงั นี้
๑. การจัดกจิ กรรมเคลอ่ื นไหวและจงั หวะ
การเคล่ือนไหวและจังหวะ เปน็ กิจกรรมท่ีจัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวสว่ นต่างๆของร่างกายอย่าง

อิสระตามจังหวะ โดยใช้เสียงเพลง คำคล้องจอง เครื่องเคาะจังหวะ และอุปกรณ์ต่างๆมาประกอบการ
เคล่ือนไหว ซง่ึ จงั หวะและเคร่อื งดนตรปี ระกอบ ไดแ้ ก่ การปรบมือ การร้องเพลง การเคาะไม้ กรุ๋งกร๋ิง รำมะนา
ฉาบ ฉิ่ง กลอง กรับ เพื่อส่งเสริมให้เด็กพัฒนาการเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กส่งเสริมพัฒนาด้าน อารมณ์
จิตใจ สังคม และสติปญั ญา เกดิ จนิ ตนาการ ความคดิ สรา้ งสรรค์

รูปแบบการเคล่อื นไหว
๑. การเคลื่อนไหวพ้ืนฐาน เป็นกิจกรรมที่ตอ้ งฝึกทุกคร้ังก่อนท่จี ะเรมิ่ ฝึกกิจกรรมอืน่ ๆ ต่อไปลักษณะ
การจัดกิจกรรมมีจดุ เน้นในเร่ืองจังหวะและการเคลื่อนไหวหรือทา่ ทางอย่างอิสระ การเคลอื่ นไหวตามธรรมชาติ
ของเด็กมี ๒ ประเภท

๑.๑ การเคลื่อนไหวอยู่กับท่ี ได้แก่ ปรบมือ ผงกศีรษะ ขยิบตา ชันเข่า ขยับมือและแขน มือ
แบนิ้วมอื เทา้ และปลายเท้า

๑.๒ การเคลื่อนไหวเคลื่อนท่ี ได้แก่ คลาน คืบ เดิน วิ่ง กระโดด ควบม้า ก้าวกระโดด เขย่ง
ก้าวชดิ

๒. การเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับเนื้อหา เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายโดยเน้นการ
ทบทวนเรื่อง ที่ได้รับรู้จากการจัดกิจกรรมอื่นและนำมาสัมพันธ์กับสาระการเรียนรู้หรือเรื่องอื่นๆ ที่เด็ก
สนใจ ได้แก่

๒.๑ การเคลื่อนไหวแบบเลียนแบบ เป็นการเคลื่อนไหวเลียนแบบสิ่งต่างๆรอบตัว เช่นการ
เลียนแบบเสียงสัตว์ การเลียนแบบท่าทางคน การเลียนแบบเครื่องยนต์กลไกและเครื่องเล่น การเลียนแบบ
ปรากฏการณธ์ รรมชาติ

๒.๒ การเคลื่อนไหวตามบทเพลง เป็นการเคลื่อนไหวหรือทำท่าทางประกอบเพลง เช่น
เพลงไก่ เพลงข้ามถนน เพลงสวัสดี

๒.๓ การทำท่าทางบริหารประกอบเพลงหรือคำคล้องจอง เป็นการเคลื่อนไหวแบบกาย
บริหาร อาจจะท่าทางไม่สัมพันธ์กับเนื้อหาของเพลงหรือคำคล้องจอง เช่นเพลงกำมือแบมือ เพลงออกกำลัง
กาย คำคล้องจองฝนตกพรำพรำ

๒.๔ การเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ เป็นการเคลื่อนไหวที่ให้เด็กคิดสร้างสรรค์ท่าทางขึ้นเอง
หรืออาจใช้คำถามหรอื คำสงั่ หรือใช้อปุ กรณ์ประกอบ เช่น หว่ งหวาย แถวผ้า ริบบ้ิน ถุงทราย

๒.๕ การเคล่อื นไหวหรือการแสดงทา่ ทางตามคำบรรยายท่ีครเู ล่า หรือเรือ่ งราวหรอื นิทาน

77

๒.๖ การเคลื่อนไหวหรอื การแสดงท่าทางตามคำสัง่ เป็นการเคลื่อนไหวหรือทำท่าทางตาม
คำสัง่ ของครู เชน่ การจัดกลมุ่ ตามจำนวน การทำทา่ ทางตามคำส่ัง

๒.๗ การเคลื่อนไหวหรือการแสดงท่าทางตามข้อตกลง เป็นการเคลื่อนไหวหรือทำท่า
ทางการเคลือ่ นไหวอย่างสร้างสรรค์ท่ีไดต้ กลงไวก้ ่อนเริ่มทำกิจกรรม

๒.๘ การเคลื่อนไหวหรือการแสดงท่าทางเป็นผู้นำ ผู้ตาม เป็นการคิดท่าทางการเคลื่อนไห
อยา่ งสรา้ งสรรค์ของเดก็ เองแลว้ ให้เพ่ือนปฏบิ ตั กิ จิ กรรม

๒. การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์
กจิ กรรมเสรมิ ประสบการณ์ เปน็ กจิ กรรมท่ีมุ่งเนน้ ใหเ้ ดก็ ได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ มีทกั ษะ

การฟัง การพูด การอ่าน การสังเกต การคิดแก้ปัญหา การใช้เหตุผล โดยการฝึกปฏิบัติร่วมกันและการทำงาน
เปน็ กลุม่ ทัง้ กลุม่ ย่อยและกลุ่มใหญ่ เพ่ือใหเ้ กิดความคดิ รวบยอดเก่ียวกบั เรือ่ งที่ไดเ้ รยี นรู้
แนวทางการจัดกจิ กรรมเสรมิ ประสบการณ์/กิจกรรมวันวงกลม จดั ได้หลายวธิ ีไดแ้ ก่

๒.๑ การสนทนาหรอื การอภปิ ราย เป็นการพูดคยุ ซักถามระหว่างเดก็ กับครู หรือเด็กกับเด็ก
เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาด้านการพูดและการฟัง โดยการกำหนดประเด็นในการสนทนาหรือ
อภิปรายเด็กจะได้แสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ครูหรือผู้สอนเปิดโอกาสให้เด็ก
ซักถาม โดยใช้คำถามกระหรือเล่าประสบการณ์ที่แปลกใหม่ สำเสนอปัญหาที่ ท้าทายความคดิ การยกตัวอย่าง
การใช้ส่อื ประกอบการสนทนาหรอื การอภปิ รายควรใชส้ ื่อของจรงิ ของจำลอง รูปภาพหรือสถานการณจ์ ำลอง

๒.๒ การเล่านิทาน และการอ่านนิทาน เป็นกิจกรรมที่ครูหรือผู้สอนเล่าหรืออ่านเรื่องราว
จากนิทาน โดยการใช้น้ำเสียงประกอบการเล่าแตกต่างตามบุคลิกของของตัวละคร ซึ่งครูหรือผู้สอนควรเลือก
สาระของนทิ านให้เหมาะสมกับวยั สือ่ ทใี่ ช้อาจเป็นหนังสือนิทาน หนังสอื ภาพ แผ่นภาพ หุน่ มอื หุน่ น้วิ มือ หรือ
การแสดงท่าทางประกอบการเล่าเรื่อง โดยครูใช้คำถามเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ เช่น ในนิทานเรื่องนี้มีตัวละคร
อะไรบ้างเหตุการณ์ในนิทานเรื่องนี้เกิดที่ไหน เวลาใด หรือลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิทาน นิทานเรื่องนี้มี
ปัญหาอะไรบ้าง และเดก็ ๆชอบเหตุการณใ์ ดในนทิ านเรอื่ งนม้ี ากท่ีสุด

๒.๓ การสาธิต เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง โดยแสดงหรือทำสิ่งที่
ต้องการให้เด็กได้สังเกตและเรียนรู้ตามขั้นตอนของกิจกรรมนั้นๆ และเด็กได้อภิปรายและร่วมกันสรุปการ
เรียนรู้ การสาธิตในบางคร้งั อาจใหเ้ ดก็ อาสาสมคั รเป็นผสู้ าธิตรว่ มกับครผู ู้สอน เพอื่ นำไปไปสู่การปฏบิ ัติจริงด้วย
ตนเอง เชน่ การเพาะเมลด็ พืช การประกอบอาหาร การเปา่ ลกู โป่ง การเล่นเกมการศึกษา

๒.๔ การทดลอง/การปฏิบัติ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เดก็ ได้รับประสบการณ์ตรง โดยแสดงหรือ
ทำสิ่งที่จากการลงมือปฏิบัติ การทดลอง การคิดแก้ปัญหา มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ
คณิตศาสตร์ ทักษะภาษา ส่งเสริมให้เด็กเกิดข้อสงสัย สืบค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ผ่านการวิเคราะห์
สังเคราะห์อย่างง่ายๆ สรุปผลการทดลอง อภิปรายผล การทดลองและการสรุปการเรียนรู้ โดยกิจกรรมการ
ทดลองวทิ ยาศาสตรง์ ่าย เชน่ การเลี้ยงหนอนผเี สือ้ การปลูกพืช ฝกึ การสงั เกตการไหลของนำ้

๒.๕ การประกอบอาหาร เปน็ กจิ กรรมทจ่ี ดั ให้เด็กได้เรยี นร้ผู า่ นการทดลองโดยเปิดโอกาสให้
เด็กได้ลงมือทดลองและปฏิบัติการดว้ ยตนเองเกีย่ วกับการเปลี่ยนแปลงของผักเนื้อสัตว์ ผลไม้ด้วยวธิ ีการต่างๆ
เช่น ต้ม นึ่ง ผัด ทอด หรือการรับประทานสด เด็กจะได้รับประสบการณ์ตรงจากการสังเกตเปล่ียนแปลงของ

78

อาหารการรบั รู้รสชาตแิ ละกล่ินของอาหาร ดว้ ยการใชป้ ระสาทสมั ผสั และการทำงานร่วมกัน เชน่ การทำอาหาร
จากไข่

๒.๖ การเพาะปลูก เป็นกิจกรรมที่เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็ก
จะได้เรียนร้จู ากการบูรณาการจะทำให้เด็กได้รับประสบการณโ์ ดยทำความเข้าใจความต้องการของสิ่งมีชีวิตใน
โลก และช่วยให้เด็กเข้าใจความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่รอบตัวโดยการสังเกต เปรียบเทียบ และการคิด
อย่างมเี หตุผล ซง่ึ เปน็ การเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นพบและเรียนรดู้ ้วยตนเอง

๒.๗ การศึกษานอกสถานท่ี เปน็ การจัดกิจกรรมทัศนศึกษาท่ีใหเ้ ด็กไดเ้ รยี นรู้สภาพความเป็น
จริงนอกห้องเรียน จากแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา หรือห แหล่งเรียนรู้ในชุมชน เช่น ห้องสมุน ห้องสมุนไพร
วัด ไปรษณีย์ พิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์แก่เด็ก โดยครูและเด็กร่วมกันวางแผนศึกษาที่
ต้องการเรียนรูก้ ารเดินทาง และสรุปผลการเรียนรทู้ ไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษานอกสถานท่ี

๒.๘ การเล่นบทบาทสมมติ เป็นกิจกรรมให้เด็กได้สมมติตนเองเป็นตัวละคร และแสดง
บทบาทต่างๆตามเนื้อเรื่องในนิทาน เรื่องราวหรือสถานการณ์ต่างๆ โดยใช้ความรู้สึกของเด็กในการแสดง
เพื่อให้เด็กเข้าใจเรื่องราว ความรู้สึกพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่นๆ ควรใช้สื่อความรู้สึกของเด็กในการแสดง
เพื่อให้เด็กเข้าใจเรื่องราวและพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่นๆ ควรใช้สื่อประกอบการเล่นสมมติ เช่น หุ่นสวม
ศรี ษะ ท่ีคาดศรี ษะรูปคนและสตั วร์ ูปแบบต่างๆ เคร่อื งแต่งกาย และอุปกรณข์ องจริงชนิดต่างๆ

๒.๙ การร้องเพลง ทอ่ งคำคล้องจอง เป็นกจิ กรรมทจี่ ดั ให้เดก็ ได้เรยี นรู้เกี่ยวกับภาษา จังหวะ
และการแสดงทา่ ทางให้สัมพันธ์กับเนื้อหาของเพลงหรือคำคล้องจอง ครูหรอื ผสู้ อนควรเลือกใหเ้ หมาะสมกับวัย
ของเดก็

๒.๑๐ การเล่นเกม เป็นกิจกรรมท่ีนำเกมการเรียนรูเ้ พื่อฝกึ ทกั ษะการคิด การแก้ปัญหา และ
การทำงานเป็นกลุ่ม เกมทนี่ ำมาเล่นไมค่ วรเน้นการแข่งขัน

๒.๑๑ การแสดงละคร เป็นกิจกรรมที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการลำดับเรื่องราว การเรียงลำดับ
เหตุการณ์ หรือราวจากนิทาน การใช้ภาษาในการสื่อสารของตัวละคร เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และทำความเข้าใจ
บุคลิกลักษณะของตัวละครที่เด็กสวมบทบาท สื่อที่ใช้ เช่น ชุดการแสดงที่สอดคล้องกับบทบาทที่ได้รับ บท
สนทนาที่เด็กใช้ฝึกสนทนาประกอบการแสดง

๒.๑๒ การใช้สถานการณ์จำลอง เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนเมื่ออยู่
ในสถานการณ์ที่ครูหรือผู้สอนกำหนด เพื่อให้เด็กได้ฝึกการแก้ปัญหา เช่น น้ำท่วม โรคระบาด พบคนแปลก
หน้า

๓. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิด การรับรู้เกี่ยวกับความงาม
และส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ โดยใช้
กิจกรรมศิลปะหรือกิจกรรมอื่นที่เหมาะสมกับพฒั นาการของเด็กแตล่ ะวยั
แนวทางการจัดกิจกรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์
๑. เตรียมจัดโต๊ะและอุปกรณ์ใหพ้ รอ้ ม และเพียงพอกอ่ นทำกจิ กรรม โดยจดั ไว้หลายๆกจิ กรรมและอยา่ งน้อย
๓ – ๕ กิจกรรม เพ่ือใหเ้ ด็กได้มีอิสระในการเลือกทำกจิ กรรมทส่ี นใจ
๒. ควรสรา้ งข้อตกลงในการทำกจิ กรรม เพอ่ื ฝึกให้เดก็ มวี ินัยในการอยรู่ ว่ มกัน

79

๓. การจดั ให้เด็กทำกจิ กรรม ควรให้เด็กเลือกทำกจิ กรรมอย่างมรี ะเบียบ และทยอยเขา้ ทำกจิ กรรมโดยจดั โต๊ะ
ละ ๕ – ๖ คน
๔. การเปล่ียนและหมุนเวียนทำกจิ กรรม ตอ้ งสรา้ งขอ้ ตกลงกับเด็กให้ชัดเจน เชน่ หากเกดิ กจิ กรรมใดเพ่ือนครบ
จำนวนท่กี ำหนดแลว้ ใหค้ อยจนกว่ามที ว่ี ่าง หรือใหท้ ำกิจกรรมอนื่ กอ่ น
๕. กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมใหม่ หรอื การใช้วสั ดุ อุปกรณ์ใหม่ ครตู ้องอธิบายวธิ ีการทำวธิ กี ารใช้ วิธกี ารทำความ
สะอาด และการเก็บของเข้าท่ี
๖. เมื่อทำงานเสร็จหรือหมดเวลา ควรเตือนให้เด็กเก็บวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้เข้าที่และช่วยกันดูแล
หอ้ งให้สะอาด

๔. กจิ กรรมการเล่นตามมุม
กิจกรรมการเล่นตามมุม เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระตามมุม หรือมุม

ประสบการณ์หรือกำหนดเป็นพื้นที่เล่นที่จัดไวใ้ นห้องเรียน ซึ่งพื้นที่หรือมุมต่างๆ เหล่านี้เด็กมีโอกาสเลอื กเล่น
ได้อย่างเสรีตามความสนใจและความต้องการของเด็ก ทั้งเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มย่อย เด็กอาจเลือกทำ
กิจกรรมที่ครูจดั เสริมข้ึน เช่น เกมการศกึ ษา เครอ่ื งเลน่ สัมผสั
แนวทางการจดั กจิ กรรมการเลน่ ตามมมุ
๑. นำมุมเล่นใหม่ เสนอแนะวธิ ใี ช้ การเลน่ ของเลน่ บางชนดิ
๒. เด็กและครูร่วมกันสรา้ งข้อตกลงเกยี่ วกบั การเล่น
๓. ครเู ปดิ โอกาสให้เด็กคิด วางแผน ตัดสินใจเลอื กเลน่ อย่างอสิ ระ เลอื กทำกิจกรรท่ีจัดข้นึ ตามความสนใจของ
เดก็ แต่ละคน
๔. ขณะเด็กเลน่ / ทำงาน ครอู าจชแ้ี นะ หรอื มสี ่วนรว่ มในการเลน่ กับเด็กได้
๕. เด็กต้องการความชว่ ยเหลอื และคอยสงั เกตพฤตกิ รรมการเล่นของเด็กหรอื ทง้ั จดบนั ทึกพฤติกรรม

ท่ีน่าสนใจ
๖. เตือนใหเ้ ดก็ ทราบล่วงหน้าก่อนหมดเวลาเลน่ ประมาณ ๓ – ๕ นาที
๗. ให้เด็กเก็บของเลน่ เข้าทใ่ี ห้เรียบรอ้ ยทุกครั้งเมื่อเสร็จสิน้ กิจกรรม

๕. กจิ กรรมการเลน่ กลางแจง้
กิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียนเพื่อ

เคลื่อนไหวร่างกายออกำลัง และแสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดความสนใจและความสามารถของเด็กแต่ละคน
เป็นหลัก
แนวทางการจดั กิจกรรมกลางแจง้
๑. เด็กและครรู ่วมกนั สรา้ งขอ้ ตกลง
๒. จดั เตรียมวสั ดุอุปกรณ์การเลน่ ใหพ้ ร้อม
๓. สาธิตการเลน่ เคร่ืองเล่นสนามบางชนดิ
๔. ใหเ้ ด็กเลอื กเล่นอิสระตามความสนใจและเวลาในการเล่นนานพอควร

80

๕. ครคู วรจัดกิจกรรมใหเ้ หมาะสมกบั วยั (ไม่ควรจัดกิจกรรมพลศึกษา) เช่น การเลน่ เลน่ ทราย เลน่ บ้านตุ๊กตา
เลน่ ในมุมชา่ งไม้ เล่นบล็อกกลวง เคร่ืองเลน่ สนาม เกมการละเล่น เลน่ อุปกรณ์กีฬา สำหรบั เดก็ เล่นเครื่องเล่น
ประเภทลอ้ เล่น เล่นของเล่นพนื้ บ้าน (เดินกะลาฯลฯ)
๖. คณะเด็กเล่นครูต้องคอยดูแลความปลอดภัยและสังเกตพฤติกรรมการเลน่ การอยู่ร่วมกันกับเพื่อนของเด็ก
อยา่ งใกลช้ ิด
๗. เม่อื หมดเวลาควรใหเ้ ด็กเกบ็ ของใช้หรอื ของเล่นให้เรียบรอ้ ย
๘. ใหเ้ ด็กทำความสะอาดร่างกายและดูแลเครอื่ งแต่งกายให้เรยี บร้อยหลงั เลน่

๖. เกมการศกึ ษา
เกมการศึกษา (Didactic games) เป็นเกมที่ช่วยพัฒนาสติปัญญาช่วยส่งเสริให้เด็กเกิดการ

เรียนรเู้ ปน็ พื้นฐานการศึกษา มกี ฎเกณฑก์ ติกาง่ายๆ เดก็ สามารถเล่นคนเดยี วหรอื เล่นเปน็ กลุ่มได้ ช่วยให้เด็กได้
รู้จักสังเกต คิดหาเหตุผลและเกิดความคิดรวบยอด เกี่ยวกับสี รูปร่าง จำนวน ประเภท และความสัมพันธ์ที่
เกี่ยวกับพื้นที่ ระยะ เกมการศึกษาที่เหมาะสมจะช่วยฝึกทักษะความพร้อมทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สงั คม และสตปิ ญั ญา

แนวทางการจดั กิจกรรมเกมการศกึ ษา
๑. แนะนำกจิ กรรมใหม่
๒. สาธติ / อธิบาย วิธีเลน่ เกมอย่างเปน็ ขน้ั ตอนตามประเภทของเกม
๓. ให้เดก็ หมนุ เวียนเขา้ มาเล่นเปน็ กลมุ่ หรอื รายบุคคล
๔ .ขณะที่เด็กเลน่ เกม ครูเปน็ เพียงผ้แู นะนำ
๕. เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเสร็จเรียบร้อย ควรให้เด็กตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเองหรือร่วมกันตรวจกับ
เพื่อน หรอื ครเู ปน็ ผูช้ ว่ ยตรวจ
๖. ใหเ้ ดก็ นำเกมทเ่ี ลน่ แลว้ เก็บใส่กลอ่ ง เขา้ ที่ให้เรียบรอ้ ยทุกคร้ังกอ่ นเลน่ เกมชดุ อนื่

การสรา้ งบรรยากาศการเรียนรู้
การจดั สภาพแวดลอ้ มในสถานศึกษา มคี วามสำคัญตอ่ เดก็ เนอื่ งจากธรรมชาติของเด็กในวยั น้สี นใจท่ีจะ

เรยี นรู้ ค้นคว้า ทดลอง และตอ้ งการสัมผสั กับส่ิงแวดล้อมรอบๆตัว ดงั นน้ั การจดั เตรยี มสง่ิ แวดล้อมอย่าง
เหมาะสมตามความต้องการของเด็ก จงึ มคี วามสำคัญท่เี กย่ี วขอ้ งกับพฤตกิ รรมและการเรยี นรูข้ องเด็ก เด็ก
สามารถเรยี นร้จู ากการเล่นท่เี ป็น ประสบการณต์ รงทเ่ี กิดจากการรบั รู้ด้วยประสาทสมั ผัสท้งั หา้ จงึ จำเป็นต้องจัด
สิง่ แวดลอ้ มในสถานศกึ ษาให้สอดคลอ้ งกบั สภาพ และความต้องการของหลกั สตู ร เพ่อื ส่งผลให้บรรลุจดุ หมาย
ในการพัฒนาเดก็
การจดั สภาพแวดล้อมคำนงึ ถึงส่ิงตอ่ ไปน้ี
๑. ความสะอาด ความปลอดภัย
๒. ความมอี ิสระอยา่ งมีขอบเขตในการเลน่
๓. ความสะดวกในการทำกจิ กรรม
๔. ความพรอ้ มของอาคารสถานท่ี เช่น ห้องเรยี น ห้องนำ้ ห้องสว้ ม สนามเด็กเล่น ฯลฯ

81

๕. ความเพียงพอเหมาะสมในเรอ่ื งขนาด น้ำหนัก จำนวน สขี องสื่อและเคร่ืองเล่น
๖. บรรยากาศในการเรียนรู้ การจัดที่เล่นและมุมประสบการณ์ตา่ ง ๆ

สภาพแวดลอ้ มภายในห้องเรียน
หลักสำคญั ในการจัดต้องคำนงึ ถึงความปลอดภัย ความสะอาด เปา้ หมายการพัฒนาเด็ก ความเป็น

ระเบียบ ความเป็นตัวของเด็กเอง ให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น มั่นใจ และมีความสุข ซึ่งอาจจัดแบ่งพื้นที่ให้
เหมาะสมกับการประกอบกจิ กรรมตามหลกั สูตร ดงั นี้

๑. พืน้ ทอี่ ำนวยความสะดวกเพอ่ื เดก็ และผู้สอน
๑.๑ ที่แสดงผลงานของเด็ก อาจจัดเป็นแผ่นป้าย หรอื ทีแ่ ขวนผลงาน
๑.๒ ทเ่ี กบ็ แฟม้ ผลงานของเด็ก อาจจัดทำเปน็ กล่องหรอื จัดใส่แฟ้มรายบุคคล
๑.๓ ท่ีเกบ็ เคร่อื งใช้ส่วนตัวของเด็ก อาจทำเปน็ ช่องตามจำนวนเดก็
๑.๔ ท่เี กบ็ เคร่ืองใช้ของผูส้ อน เช่น อุปกรณ์การสอน ของส่วนตัวผสู้ อน ฯลฯ
๑.๕ ป้ายนิเทศตามหนว่ ยการสอนหรือส่ิงที่เดก็ สนใจ

๒. พื้นทีป่ ฏิบตั กิ จิ กรรมและการเคลอ่ื นไหว ต้องกำหนดให้ชัดเจน ควรมพี ้ืนทท่ี ีเ่ ดก็ สามารถจะทำงานได้ด้วย
ตนเอง และทำกิจกรรมด้วยกันในกลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจากกิจกรรม
หนึง่ ไปยงั กจิ กรรมหน่งึ โดยไมร่ บกวนผู้อ่นื
๓. พ้นื ท่ีจัดมุมเลน่ หรือมุมประสบการณ์ สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กบั สภาพของหอ้ งเรียน
จดั แยกสว่ นทใ่ี ช้เสียงดังและเงียบออกจากกัน เช่น มุมบลอ็ กอยู่หา่ งจากมมุ หนังสือ
มุมบทบาทสมมติอยู่ติดกับมมุ บลอ็ ก มุมวทิ ยาศาสตร์อยู่ใกล้มมุ ศิลปะฯ ลฯ ที่สำคัญจะตอ้ งมขี องเลน่ วัสดุ
อุปกรณ์ในมมุ อยา่ งเพียงพอต่อการเรยี นร้ขู องเด็ก การเล่นในมมุ เล่นอย่างเสรี มักถูกกำหนดไวใ้ นตารางกิจกรรม
ประจำวัน เพื่อใหโ้ อกาสเด็กได้เล่นอยา่ งเสรีประมาณวนั ละ ๖๐ นาทกี ารจัดมุมเล่นตา่ งๆ ผู้สอนควรคำนงึ ถงึ สิ่ง
ตอ่ ไปนี้

๓.๑ ในหอ้ งเรียนควรมีมมุ เลน่ อย่างน้อย ๓-๕ มุม ทั้งนข้ี ึ้นอยู่กับพืน้ ทีข่ องห้อง
๓.๒ ควรได้มกี ารผลัดเปลย่ี นสอ่ื ของเล่นตามมุมบ้าง ตามความสนใจของเด็ก
๓.๓ ควรจัดใหม้ ปี ระสบการณ์ท่เี ด็กได้เรยี นรู้ไปแล้วปรากฏอยู่ในมุมเลน่ เช่น เด็กเรียนรเู้ ร่อื งผเี สอื้
ผ้สู อนอาจจดั ให้มกี ารจำลองการเกิดผเี สอื้ ล่องไว้ให้เด็กดใู นมมุ ธรรมชาติศกึ ษาหรอื มุมวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
๓.๔ ควรเปดิ โอกาสให้เดก็ มีสว่ นร่วมในการจัดมุมเลน่ ทง้ั นเ้ี พื่อจงู ใจใหเ้ ด็กรูส้ ึกเป็นเจา้ ของ อยาก
เรียนรู้ อยากเข้าเลน่
๓.๕ ควรเสรมิ สรา้ งวินยั ให้กับเด็ก โดยมีขอ้ ตกลงรว่ มกันวา่ เม่ือเล่นเสรจ็ แล้วจะต้องจดั เก็บอุปกรณ์ทุก
อย่างเข้าทใ่ี ห้เรียบร้อย
สภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน คอื การจัดสภาพแวดลอ้ มภายในอาณาบริเวณรอบ ๆ สถานศึกษา รวมท้ัง
จดั สนามเด็กเล่น พร้อมเคร่ืองเลน่ สนาม จดั ระวงั รกั ษาความปลอดภยั ภายในบรเิ วณสถานศกึ ษาและบริเวณรอบ

82

นอกสถานศึกษา ดูแลรักษาความสะอาด ปลูกตน้ ไมใ้ ห้ความร่มรนื่ รอบๆบรเิ วณสถานศึกษา สิง่ ตา่ งๆเหลา่ นี้
เปน็ สว่ นหนึง่ ที่สง่ ผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

บรเิ วณสนามเด็กเลน่ ต้องจัดใหส้ อดคล้องกับหลักสตู ร ดงั นี้

สนามเด็กเลน่ มีพนื้ ผวิ หลายประเภท เช่น ดิน ทราย หญา้ พนื้ ท่สี ำหรบั เล่นของเล่นทีม่ ลี ้อ รวมท้ังท่รี ่ม
ท่ีโลง่ แจง้ พ้ืนดนิ สำหรับขดุ ที่เลน่ น้ำ บอ่ ทราย พร้อมอปุ กรณป์ ระกอบการเลน่ เครื่องเล่นสนามสำหรบั
ปนี ป่าย ทรงตัว ฯลฯ ท้ังนต้ี ้องไม่ตดิ กับบริเวณที่มอี นั ตราย ตอ้ งหม่นั ตรวจตราเครอ่ื งเล่นให้อยู่ในสภาพแขง็ แรง
ปลอดภัยอยเู่ สมอ และหมัน่ ดูแลเร่ืองความสะอาด

ทน่ี ั่งเลน่ พกั ผ่อน จดั ท่นี ่งั ไว้ใต้ตน้ ไม้มีรม่ เงา อาจใช้กิจกรรมกลุ่มย่อย ๆ หรอื กิจกรรมท่ีตอ้ งการความ
สงบ หรอื อาจจดั เป็นลานนิทรรศการใหค้ วามรู้แกเ่ ด็กและผ้ปู กครอง บริเวณร่มร่ืนเป็นธรรมชาติ ปลกู ไม้ดอก
ไม้ประดับ พชื ผกั สวนครวั หากบริเวณสถานศึกษา มไี ม่มากนกั อาจปลกู พืชในกระบะหรอื กระถาง

มมุ ประสบการณ์
สื่อประกอบการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ

สติปัญญา ควรมีสื่อทั้งที่เป็นประเภท ๒ มิติ และ/หรือ ๓ มิติ ที่เป็นสื่อของจริง สื่อธรรมชาติ สื่อที่อยู่ใกล้
ตัวเด็ก สื่อสะท้อนวัฒนธรรม สื่อที่ปลอดภยั ต่อตัวเด็ก สื่อเพื่อพัฒนาเด็กในดา้ นตา่ งๆให้ครบทกุ ด้านสื่อที่เอ้ือ
ให้เด็กเรยี นร้ผู ่านประสาทสัมผัสท้ังห้า โดยการจดั การใชส้ ือ่ เริ่มต้นจาก สื่อของจรงิ ภาพถ่าย ภาพโครงร่าง
และ สัญลักษณ์ ทั้งนี้การใช้สื่อต้องเหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจและ
ความตอ้ งการของเดก็ ทห่ี ลากหลาย ตัวอย่างส่อื ประกอบการจัดกิจกรรม มีดงั นี้

กจิ กรรมเสรี /การเลน่ ตามมุม
๑. มุมบทบาทสมมติ อาจจดั เปน็ มุมเล่น ดงั นี้
๑.๑ มุมบา้ น
❖ ของเล่นเคร่อื งใช้ในครวั ขนาดเลก็ หรอื ของจำลอง เชน่ เตา กระทะ ครก กาน้ำ
เขียง มดี พลาสตกิ หมอ้ จาน ช้อน ถว้ ยชาม กะละมัง ฯลฯ
❖ เคร่ืองเล่นตุ๊กตา เส้อื ผา้ ตกุ๊ ตา เตียง เปลเด็ก ตกุ๊ ตา
❖ เครอ่ื งแต่งบา้ นจำลอง เชน่ ชุดรบั แขก โตะ๊ เครอื่ งแป้ง หมอนองิ กระจกขนาดเหน็ เตม็ ตวั
หวี ตลับแปง้ ฯลฯ
❖ เครื่องแต่งกายบุคคลอาชีพต่าง ๆ ที่ใช้แล้ว เช่น ชุดเครื่องแบบทหาร ตำรวจ ชุดเสื้อผ้า

ผู้ใหญ่
ชาย และหญิง รองเทา้ กระเป๋าถอื ทไ่ี ม่ใชแ้ ล้ว ฯลฯ

❖ โทรศัพท์ เตารดี จำลอง ที่รีดผ้าจำลอง

83

❖ ภาพถ่ายและรายการอาหาร
๑.๒ มมุ หมอ
- เครอื่ งเล่นจำลองแบบเครอื่ งมือแพทย์และอปุ กรณ์การรักษาผู้ป่วย เช่น หูฟงั

เส้ือคลมุ หมอ ฯลฯ
❖ อุปกรณส์ ำหรับเลียนแบบการบันทึกขอ้ มูลผู้ปว่ ย เชน่ กระดาษ ดินสอ ฯลฯ
๑.๓ มมุ รา้ นค้า
❖ กลอ่ งและขวดผลติ ภัณฑต์ า่ งๆท่ีใชแ้ ล้ว
❖ อุปกรณ์ประกอบการเล่น เช่น เคร่ืองคิดเลข ลกู คิด ธนบตั รจำลอง ฯลฯ

๒. มุมบลอ็ ก
❖ ไม้บลอ็ กหรอื แท่งไม้ทมี่ ีขนาดและรปู ทรงตา่ งๆกัน จำนวนตง้ั แต่ ๕๐ ชนิ้ ขนึ้ ไป
❖ ของเลน่ จำลอง เชน่ รถยนต์ เคร่อื งบิน รถไฟ คน สัตว์ ต้นไม้ ฯลฯ
❖ ภาพถ่ายต่างๆ
❖ท่ีจดั เกบ็ ไมบ้ ล็อกหรอื แทง่ ไม้อาจเปน็ ช้นั ลงั ไมห้ รอื พลาสติก แยกตามรปู ทรง ขนาด

๓. มุมหนังสือ
❖ หนงั สอื ภาพนทิ าน สมุดภาพ หนงั สอื ภาพท่มี คี ำและประโยคส้ัน ๆพรอ้ มภาพ
❖ ชัน้ หรือทวี่ างหนงั สือ
❖ อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ทใ่ี ชใ้ นการสร้างบรรยากาศการอา่ น เช่น เสือ่ พรม หมอน ฯลฯ
❖ สมดุ เซ็นยมื หนงั สือกลบั บ้าน
❖ อปุ กรณ์สำหรับการเขียน
❖ อปุ กรณเ์ สรมิ เชน่ เคร่ืองเลน่ เทป ตลับเทปนิทานพร้อมหนังสือนทิ าน หฟู งั ฯลฯ
๔. มมุ วทิ ยาศาสตร์ หรอื มมุ ธรรมชาตศิ ึกษา
❖ วสั ดุตา่ ง ๆ จากธรรมชาติ เช่น เมล็ดพชื ต่าง ๆ เปลอื กหอย ดิน หิน แร่ ฯลฯ
❖ เครอื่ งมือเครื่องใช้ในการสำรวจ สงั เกต ทดลอง เชน่ แว่นขยาย แม่เหลก็ เขม็ ทศิ

เคร่อื งชง่ั ฯลฯ
๕.มุมอาเซียน

❖ ธงของแต่ละประเทศในกลมุ่ ประเทศอาเซยี น
❖ คำกลา่ วทกั ทายของแตล่ ะประเทศ
❖ ภาพการแตง่ กายประจำชาติในกลุ่มประเทศอาเซยี น
กจิ กรรมสรา้ งสรรค์ ควรมีวสั ดุ อปุ กรณ์ ดังน้ี
๑. การวาดภาพและระบายสี
- สเี ทยี นแทง่ ใหญ่ สไี ม้ สชี อล์ก สนี ้ำ
- พกู่ ันขนาดใหญ่ (ประมาณเบอร์ ๑๒ )

84

- กระดาษ

- เส้ือคลมุ หรอื ผา้ กนั เปอื้ น

๒. การเลน่ กับสี

❖ การเป่าสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สนี ้ำ

❖ การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พกู่ นั สีน้ำ

❖ การพบั สี มี กระดาษ สนี ำ้ พู่กัน

❖ การเทสี มี กระดาษ สีนำ้

❖ การละเลงสี มี กระดาษ สนี ำ้ แปง้ เปียก

๓. การพิมพ์ภาพ

❖ แมพ่ ิมพต์ ่าง ๆ จากของจรงิ เช่น น้วิ มอื ใบไม้ ก้านกลว้ ย ฯลฯ

❖ แม่พิมพจ์ ากวัสดุอื่น ๆ เชน่ เชอื ก เส้นดา้ ย ตรายาง ฯลฯ

❖ กระดาษ ผ้าเช็ดมอื สีโปสเตอร์ (สีนำ้ สีฝุน่ ฯลฯ)

๔.การป้ัน เชน่ ดนิ นำ้ มัน ดนิ เหนียว แปง้ โดว์ แผ่นรองปั้น แม่พมิ พ์รปู ต่าง ๆ ไมน้ วดแปง้ ฯลฯ

๕.การพับ ฉีก ตัดปะ เช่น กระดาษ หรือวัสดุอื่นๆท่ีจะใช้พับ ฉีก ตัด ปะ กรรไกรขนาดเล็ก ปลายมน

กาวน้ำหรือแป้งเปยี ก ผ้าเชด็ มอื ฯลฯ

๖. การประดิษฐ์เศษวัสดุ เช่น เศษวัสดุต่าง ๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษไหม กาว

กรรไกร สี ผา้ เชด็ มอื ฯลฯ

๗. การร้อย เช่น ลกู ปดั หลอดกาแฟ หลอดดา้ ย ฯลฯ

๘. การสาน เชน่ กระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว ฯลฯ

๙. การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ พลาสติกชิ้นเล็ก ๆ รูปทรงต่าง ๆ ผู้เล่นสามารถนำมาต่อเป็น

รูปแบบต่าง ๆ ตามความตอ้ งการ

๑๐. การสร้างรูป เช่น จากกระดานปักหมุด จากแป้นตะปูที่ใช้หนังยางหรือเชือกผูกดึงให้เป็นรูปร่าง

ตา่ ง ๆ เกมการศกึ ษา ตัวอย่างสือ่ ประเภทเกมการศึกษามีดงั น้ี

๑. เกมจับคู่
❖ จับค่รู ูปร่างทเ่ี หมือนกัน
❖ จับคภู่ าพเงา
❖ จบั คภู่ าพทีซ่ อ่ นอยใู่ นภาพหลกั
❖ จับคู่ส่ิงทมี่ คี วามสมั พันธก์ นั สิ่งทใ่ี ช้คกู่ ัน
❖ จบั คู่ภาพสว่ นเต็มกับส่วนย่อย
❖ จับคู่ภาพกบั โครงรา่ ง
❖ จบั คภู่ าพชิน้ สว่ นทีห่ ายไป
❖ จับคู่ภาพทีเ่ ปน็ ประเภทเดยี วกนั
❖ จบั คู่ภาพทซ่ี อ่ นกนั

85

❖ จบั คู่ภาพสัมพันธแ์ บบตรงกนั ขา้ ม
❖ จบั คภู่ าพทส่ี มมาตรกัน
❖ จับคู่แบบอปุ มาอปุ ไมย
❖ จับคู่แบบอนกุ รม
๒. เกมภาพตัดต่อ
❖ ภาพตัดต่อทสี่ มั พันธ์กบั หน่วยการเรยี นตา่ ง ๆ เชน่ ผลไม้ ผัก ฯลฯ
๓. เกมจัดหมวดหมู่
❖ ภาพส่ิงตา่ ง ๆ ทน่ี ำมาจดั เป็นพวก ๆ
❖ ภาพเก่ยี วกบั ประเภทของใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั
❖ ภาพจดั หมวดหมูต่ ามรูปรา่ ง สี ขนาด รูปทรงเรขาคณิต
๔. เกมวางภาพตอ่ ปลาย (โดมโิ น)
❖ โดมิโนภาพเหมอื น
❖ โดมิโนภาพสัมพนั ธ์
๕. เกมเรยี งลำดับ
❖ เรยี งลำดบั ภาพเหตุการณต์ ่อเน่อื ง
❖ เรยี งลำดับขนาด
๖. เกมศกึ ษารายละเอียดของภาพ (ล็อตโต้)
๗. เกมจบั คูแ่ บบตารางสัมพนั ธ์ (เมตรกิ เกม)
๘. เกมพน้ื ฐานการบวก
กจิ กรรมเสริมประสบการณ์ ตวั อยา่ งส่ือมดี งั น้ี
๑.สอื่ ของจรงิ ท่อี ยใู่ กลต้ ัวและสื่อจากธรรมชาตหิ รือวัสดุท้องถิ่นเช่นตน้ ไม้ ใบไม้ เปลือกหอย เสอ้ื ผา้ ฯ
๒. สือ่ ท่จี ำลองขน้ึ เช่น ลูกโลก ตุก๊ ตาสตั ว์ ฯลฯ
๓. สื่อประเภทภาพ เชน่ ภาพพลิก ภาพโปสเตอร์ หนงั สือภาพ ฯลฯ
๔. ส่ือเทคโนโลยี เชน่ วทิ ยุ เคร่อื งบันทึกเสียง เคร่อื งขยายเสียง โทรศพั ท์

กิจกรรมกลางแจง้ ตวั อย่างส่อื มดี ังนี้
๑. เคร่อื งเล่นสนาม เชน่ เคร่ืองเล่นสำหรับปีนปา่ ย เครือ่ งเล่นประเภทลอ้ เลอ่ื น ฯลฯ
๒. ท่ีเล่นทราย มที รายละเอียด เครื่องเลน่ ทราย เครื่องตวง ฯลฯ
๓. ที่เล่นน้ำ มภี าชนะใสน่ ้ำหรืออา่ งนำ้ วางบนขาต้ังที่ม่ันคง ความสงู พอท่ีเด็กจะยืนได้พอดี เสื้อคลุม

หรอื ผ้ากนั เป้ือนพลาสติก อุปกรณ์เล่นน้ำ เชน่ ถ้วยตวง ขวดต่างๆ สายยาง กรวยกรอกน้ำ ตุ๊กตายาง ฯลฯ
กิจกรรมเคล่ือนไหวและจังหวะ ตวั อย่างสอ่ื มดี ังนี้

๑. เครื่องเคาะจังหวะ เช่น ฉิ่ง เหล็กสามเหลี่ยม กรับ รำมะนา กลอง ฯลฯอุปกรณ์ประกอบการ
เคลอื่ นไหว เช่น หนังสอื พิมพ์ รบิ บนิ้ แถบผา้ ห่วง

๒. หวาย ถุงทราย ฯลฯ

86

การเลอื กส่ือ มวี ธิ ีการเลือกสอ่ื ดังน้ี
๑. เลือกให้ตรงกบั จดุ มงุ่ หมายและเรอื่ งท่ีสอน
๒. เลอื กใหเ้ หมาะสมกบั วัยและความสามารถของเด็ก
๓. เลือกให้เหมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ มของทอ้ งถิน่ ทีเ่ ด็กอยู่หรือสถานภาพของสถานศกึ ษา
๔. มีวธิ ีการใช้งา่ ย และนำไปใช้ไดห้ ลายกจิ กรรม
๕. มีความถูกต้องตามเน้อื หาและทนั สมยั
๖. มคี ณุ ภาพดี เช่น ภาพชัดเจน ขนาดเหมาะสม ไมใ่ ช้สีสะทอ้ นแสง
๗. เลือกส่ือท่เี ด็กเข้าใจง่ายในเวลาส้ัน ๆ ไม่ซบั ซ้อน
๘. เลือกสอ่ื ทสี่ ามารถสัมผสั ได้
๙. เลือกสือ่ เพ่อื ใช้ฝึก และส่งเสรมิ การคิดเป็น ทำเป็น และกลา้ แสดงความคิดเห็นดว้ ยความม่ันใจ

การจัดหาสื่อ สามารถจัดหาได้หลายวธิ ี คือ
๑. จัดหาโดยการขอยืมจากแหล่งต่างๆ เช่น ศูนย์สื่อของสถานศึกษาของรัฐบาล หรือ สถานศึกษา

เอกชน ฯลฯ
๒.จัดซอื้ สอื่ และเครื่องเลน่ โดยวางแผนการจัดซ้ือตามลำดบั ความจำเป็น เพ่ือใหส้ อดคล้องกับงบประมาณ

ท่ีทางสถานศกึ ษาสามารถจัดสรรใหแ้ ละสอดคล้องกบั แผนการจดั ประสบการณ์
๓.ผลิตสือ่ และเคร่อื งเล่นขึ้นใช้เองโดยใช้วัสดทุ ่ีปลอดภยั และหางา่ ยเป็นเศษวสั ดเุ หลอื ใช้

ท่ีมอี ยใู่ นท้องถิน่ นัน้ ๆ เชน่ กระดาษแข็งจากลงั กระดาษ รปู ภาพจากแผ่นปา้ ยโฆษณา
รูปภาพจากหนงั สือนิตยสารต่าง ๆ เป็นต้น

ขัน้ ตอนการดำเนนิ การผลติ สอ่ื สำหรบั เด็ก มดี ังน้ี
๑. สำรวจความตอ้ งการของการใช้สอ่ื ใหต้ รงกบั จุดประสงค์ สาระการเรยี นรแู้ ละกจิ กรรมทจ่ี ัด
๒. วางแผนการผลติ โดยกำหนดจดุ มงุ่ หมายและรูปแบบของสอ่ื ใหเ้ หมาะสมกบั วัยและความสามารถของเด็ก
สือ่ น้ันจะตอ้ งมคี วามคงทนแขง็ แรง ประณีตและสะดวกต่อการใช้
๓. ผลิตสื่อตามรปู แบบทเ่ี ตรยี มไว้
๔. นำสื่อไปทดลองใช้หลาย ๆ คร้ังเพ่อื หาข้อดี ข้อเสียจะได้ปรับปรงุ แก้ไขให้ดยี ่ิงข้นึ
๕. นำส่ือทีป่ รับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้จรงิ

การใช้สือ่ ดำเนนิ การดังน้ี
๑. การเตรยี มพรอ้ มก่อนใชส้ ่ือ มขี ั้นตอน คอื
๑.๑ เตรยี มตวั ผ้สู อน
❖ ผู้สอนจะต้องศกึ ษาจดุ มุ่งหมายและวางแผนว่าจะจดั กิจกรรมอะไรบา้ ง
❖ เตรียมจัดหาสือ่ และศกึ ษาวิธีการใช้ส่อื

87
❖ จัดเตรียมส่ือและวัสดอุ ่ืน ๆ ที่จะตอ้ งใช้ร่วมกัน
❖ ทดลองใช้ส่ือกอ่ นนำไปใชจ้ รงิ
๑.๒ เตรยี มตวั เดก็
❖ ศกึ ษาความรพู้ ืน้ ฐานเดมิ ของเดก็ ให้สัมพนั ธ์กับเรอื่ งทจ่ี ะสอน
❖ เร้าความสนใจเดก็ โดยใช้ส่ือประกอบการเรยี นการสอน
❖ ใหเ้ ด็กมีความรับผิดชอบ รจู้ กั ใชส้ ือ่ อยา่ งสรา้ งสรรค์ ไม่ใชท่ ำลาย

เล่นแล้วเกบ็ ให้ถกู ที่
๑.๓ เตรียมสือ่ ให้พรอ้ มก่อนนำไปใช้

❖ จดั ลำดับการใช้สอ่ื วา่ จะใช้อะไรกอ่ นหรือหลัง เพอื่ ความสะดวกในการสอน
❖ ตรวจสอบและเตรียมเคร่ืองมือใหพ้ รอ้ มท่จี ะใชไ้ ด้ทนั ที
❖ เตรยี มวัสดอุ ปุ กรณท์ ่ีใชร้ ว่ มกับสอ่ื
๒. การนำเสนอสอื่ เพอ่ื ใหบ้ รรลุผลโดยเฉพาะใน กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์ / กจิ กรรมวงกลม
/ กิจกรรมกลุ่มย่อย ควรปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
๒.๑ สร้างความพรอ้ มและเร้าความสนใจใหเ้ ดก็ กอ่ นจัดกิจกรรมทุกครั้ง
๒.๒ ใชส้ อ่ื ตามลำดบั ข้นั ของแผนการจัดกิจกรรมทก่ี ำหนดไว้
๒.๓ ไม่ควรใหเ้ ด็กเหน็ สอ่ื หลายๆชนิดพร้อมๆกนั เพราะจะทำใหเ้ ด็กไม่สนใจกจิ กรรมทสี่ อน
๒.๔ ผสู้ อนควรยืนอยู่ด้านข้างหรือดา้ นหลงั ของสือ่ ทใี่ ชก้ บั เด็ก ผสู้ อนไม่ควรยนื หนั หลงั ใหเ้ ดก็
จะตอ้ งพดู คยุ กับเด็กและสงั เกตความสนใจของเดก็ พรอ้ มท้ังสำรวจขอ้ บกพรอ่ งของส่ือท่ใี ช้
เพือ่ นำไปปรบั ปรุงแก้ไขให้ดีข้นึ
๒.๕ เปิดโอกาสให้เด็กได้รว่ มใชส้ ือ่

ขอ้ ควรระวงั ในการใช้ส่ือการเรยี นการสอน การใชส้ ื่อในระดับปฐมวยั ควรระวงั ในเรอ่ื งต่อไปน้ี
๑. วสั ดทุ ี่ใช้ ต้องไมม่ ีพิษ ไม่หัก และแตกงา่ ย มีพืน้ ผิวเรียบ ไม่เป็นเสย้ี น
๒. ขนาด ไม่ควรมขี นาดใหญ่เกนิ ไป เพราะยากต่อการหยิบยก อาจจะตกลงมา

เสียหาย แตก เป็นอันตรายต่อเด็กหรอื ใช้ไม่สะดวก เชน่ กรรไกรขนาดใหญ่ โต๊ะ เก้าอ้ีทใี่ หญ่และสูงเกินไป และไมค่ วรมี
ขนาดเล็กเกินไป เดก็ อาจจะนำไปอมหรอื กลนื ทำให้ติดคอหรือไหลลงท้องได้ เช่น ลกู ปัดเลก็ ลกู แกว้ เล็ก ฯลฯ

๓. รูปทรง ไมเ่ ป็นรปู ทรงแหลม รูปทรงเหล่ยี ม เปน็ สนั
๔. น้ำหนกั ไมค่ วรมีนำ้ หนักมากเพราะเด็กยกหรือหยิบไม่ไหวอาจจะตกลงมาเป็นอันตรายต่อตัวเด็ก
๕. สอ่ื หลกี เลี่ยงส่อื ที่เป็นอนั ตรายตอ่ ตัวเดก็ เช่น สารเคมี วัตถุไวไฟ ฯลฯ
๖. สี หลีกเลยี่ งสที ่เี ป็นอันตรายต่อสายตา เช่น สสี ะท้อนแสง ฯลฯ

การประเมินการใช้สอ่ื
ควรพิจารณาจากองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ ผู้สอน เด็ก และสื่อ เพื่อจะได้ทราบว่าสื่อนั้นช่วยให้

เด็กเรยี นร้ไู ด้มากนอ้ ยเพยี งใด จะได้นำมาปรับปรุงการผลติ และการใชส้ ือ่ ให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้วธิ สี งั เกต ดังนี้
๑. สื่อน้นั ชว่ ยให้เด็กเกดิ การเรยี นรู้เพยี งใด

88

๒. เด็กชอบส่ือนัน้ เพยี งใด
๓. สือ่ นน้ั ชว่ ยให้การสอนตรงกับจดุ ประสงค์หรอื ไม่ ถูกตอ้ งตามสาระการเรียนรู้และทันสมยั หรือไม่
๔. สอ่ื นัน้ ช่วยให้เด็กสนใจมากน้อยเพยี งใด เพราะเหตใุ ด

การพฒั นาสอ่ื
การพัฒนาสื่อเพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมในระดับปฐมวัยนั้น ก่อนอื่นควรได้สำรวจข้อมูล สภาพ

ปัญหาต่างๆของส่ือทุกประเภทที่ใช้อย่วู ่ามีอะไรบ้างท่จี ะตอ้ งปรับปรงุ แก้ไข เพื่อจะไดป้ รับเปล่ยี นใหเ้ หมาะสมกับ
ความตอ้ งการ

แนวทางการพัฒนาสือ่ ควรมลี กั ษณะเฉพาะ ดงั นี้
๑. ปรบั ปรุงสือ่ ให้ทนั สมยั เขา้ กับเหตุการณ์ ใชไ้ ด้สะดวก ไมซ่ บั ซ้อนเกนิ ไป เหมาะสมกบั วยั
ของเดก็
๒. รกั ษาความสะอาดของส่ือ ถ้าเป็นวัสดทุ ี่ล้างน้ำได้ เมอ่ื ใชแ้ ลว้ ควรไดล้ ้างเช็ด หรอื ปดั ฝ่นุ ใหส้ ะอาด
เก็บไว้เป็นหมวดหมู่ วางเปน็ ระเบยี บหยิบใชง้ า่ ย
๓. ถา้ เป็นส่ือทผ่ี ู้สอนผลติ ขน้ึ มาใช้เองและผ่านการทดลองใช้มาแลว้ ควรเขียนค่มู ือประกอบการใช้สื่อ
นน้ั โดยบอกชอื่ สื่อ ประโยชน์และวิธีใช้สอื่ รวมท้ังจำนวนช้นิ สว่ นของส่ือในชดุ นั้นและเก็บคมู่ ือไว้ในซองหรือถุง
พรอ้ มสอ่ื ทผี่ ลติ
๔. พัฒนาสือ่ ท่ีสรา้ งสรรค์ คอื เปน็ ได้ท้ังส่อื เสรมิ พัฒนาการส่งเสรมิ ของเลน่ สนกุ สนานเพลดิ เพลิน

แหล่งการเรยี นรู้
โรงเรยี นบา้ นแก้งกอก ไดแ้ บ่งประเภทของแหล่งเรยี นรู้ ได้ดังน้ี
๑. แหล่งเรยี นรปู้ ระเภทบุคคล ได้แก่ วิทยากรหรือผเู้ ชียวชาญเฉพาะด้าน ทจี่ ัดหามาเพ่อื ใหค้ วามรู้

ความเขา้ ใจอย่างกระจา่ งแกเ่ ดก็ โดยสอดคล้องกับเนือ้ หาสาระการเรยี นรตู้ า่ งๆ ไดแ้ ก่
- เจ้าหนา้ ทใ่ี น อบต.
- ผูใ้ หญ่บ้าน
- เจา้ หน้าทีส่ าธารณสุข
- พระสงฆ์
- พ่อค้า – แม่คา้
- เจ้าหน้าที่ตำรวจ
- ผปู้ กครอง
- ชา่ งตัดผม / ชา่ งเสริมสวย
- ครู
- ภารโรง

89

- ฯลฯ

๒. แหล่งเรยี นรู้ภายในชมุ ชน ไดแ้ ก่ แหล่งขอ้ มูลหรือแหล่งวิทยาการตา่ งๆ ที่อยู่ในชุมชน
มคี วามสมั พนั ธก์ บั เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประเพณชี ว่ ยให้เด็กสามารถเช่ือมโยงโลกภายในและโลก
ภายนอก (inner world & outer world) ได้ และสอดคล้องกบั วิถีการดำเนนิ ชวี ติ ของเด็กปฐมวยั

- หอ้ งสมดุ โรงเรยี นบ้านแก้งกอก
- วดั ไชยมงคลบ้านแก้งกอก
- บ่อเลย้ี งปลาโรงเรยี น
- สวนสมุนไพร
- โรงน้ำแขง็
- หอ้ งปฏิบัตกิ ารคอมพวิ เตอร์โรงเรียนบ้านแกง้ กอก
- หอ้ งเรยี นคณุ ภาพโรงเรยี นบ้านแกง้ กอก
- โรงสี
- องคก์ ารบริหารส่วนตำบลนาคำ
- รา้ นค้าในหมู่บา้ น
- รา้ นตดั ผมชาย-หญิง

๓. สถานทสี่ ำคญั ตา่ งๆ ไดแ้ ก่ แหลง่ ความรูส้ ำคัญต่างๆ ทเี่ ด็กให้ความสนใจ ไดแ้ ก่
- สวนสัตว์อุบลราชธานี
- ทุ่งศรีเมอื ง
- ฝายยาง
- พทุ ธสถานหลวงปมู่ น่ั
- หอคอย เทศบาลตำบลศรเี มืองใหม่
- แหลง่ ท่องเท่ยี วประวตั ิศาสตร์ไดโนเสาร์
- เสาเฉลยี ง
- อุทยานแหง่ ชาตผิ าแต้ม
- โคกผาส้วม
- ผานางคอย
- แกง่ จกุ าล
- ฯลฯ

90

การประเมินพฒั นาการ
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์

จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อตนเอง และเป็น ส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่
จดั ให้เด็กในแต่ละวัน ผลทีไ่ ดจ้ ากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องนำมาจัดทำสารนิทศั น์หรือจดั ทำข้อมูลหลักฐาน
หรือเอกสารอย่างเป็นระบบ ด้วยการวบรวมผลงานสำหรับเด็กเป็นรายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือ
ประสบการณ์ที่เด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ ให้นำข้อมูลผลการประเมิน
พัฒนาการเด็กมาพจิ ารณา ปรับปรงุ วางแผล การจัดกจิ กรรม และสง่ เสรมิ ให้เด็กแตล่ ะคนได้รับการพัฒนาตาม
จุดหมายของหลกั สูตรอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง การประเมนิ พัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้

๑. วางแผนการประเมินพฒั นาการอยา่ งเป็นระบบ
๒. ประเมินพฒั นาการเด็กครบทุกด้าน
๓. ประเมนิ พัฒนาการเด็กเป็นรายบคุ คลอยา่ งสม่ำเสมอตอ่ เนอ่ื งตลอดปี
๔. ประเมินพฒั นาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันดว้ ยเครื่องมอื และวธิ กี ารที่หลากหลาย ไม่
ควรใช้แบบทดสอบ
๔. สรุปผลการประเมนิ จัดทำขอ้ มูลและนำผลการประเมินไปใชพ้ ัฒนาเดก็
สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก
พฤตกิ รรม การสนทนากบั เด็ก การสัมภาษณ์ การวเิ คราะหข์ ้อมลู จากผลงานเดก็ ท่ีเกบ็ อย่างมรี ะบบ

๑. ประเภทของการประเมนิ พฒั นาการ
การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก ประกอบด้วย ๑) วัตถุประสงค์ (Objective) ซึ่งตามหลักสูตร

การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมายถึง จุดหมายซึ่งเป็นมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี
และสภาพที่พึงประสงค์ ๒) การจัดประสบการณการเรียนรู้ (Learning) ซึ่งเป็นกระบวนการได้มาของความรู้
หรือทักษะผ่านการกระทำสิ่งต่างๆที่สำคัญตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกำหนดให้หรือที่เรียกว่า
ประสบการณ์สำคัญ ในการช่วยอธิบายให้ครูเข้าใจถึงประสบการณ์ที่เด็กปฐมวัยต้องทำเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ
รอบตวั และชว่ ยแนะผสู้ อนในการสงั เกต สนบั สนุน และวางแผนการ
จัดกิจกรรมให้เด็กและ ๓) การประเมินผล(Evaluation) เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยท่ี
คาดหวังให้เด็กเกดิ ขนึ้ บนพนื้ ฐานพัฒนาการตามวยั หรือความสามารถตามธรรมชาตใิ นแต่ละระดบั อายุ เรยี กว่า
สภาพทีพ่ ึงประสงค์ ที่ใช้เป็นเกณฑส์ ำคัญสำหรบั การประเมินพฒั นาการเดก็ เปน็ เป้าหมายและกรอบทิศทางใน
การพฒั นาคณุ ภาพเด็กทงั้ นปี้ ระเภทของการประเมินพฒั นาการ อาจแบง่ ได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ

๑. แบง่ ตามวัตถุประสงค์ของการประเมนิ
การแบ่งตามวตั ถุประสงค์ของการประเมนิ แบ่งได้ ๒ ประเภท ดังน้ี
๑.๑) การประเมินความก้าวหน้าของเด็ก (Formative Evaluation) หรือการประเมินเพื่อพัฒนา

(Formative Assessment) หรอื การประเมินเพ่อื เรียน (Assessment for Learning) เป็นการประเมินระหวา่ ง
การจัดระสบการณ์ โดยเก็บรวบรวมข้อมลู เกี่ยวกบั ผลพัฒนาการและการเรยี นรู้ของเดก็ ในระหว่างทำกจิ กรรม
ประจำวัน/กิจวัตรประจำวันปกติอย่างต่อเนื่อง บันทึก วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูลแล้วนำมาใช้ในการ

91

ส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้ของเด็ก และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้สอน การประเมิน
พัฒนาการกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้สอนจึงเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันหากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ก็ขาดประสิทธภิ าพ เปน็ การประเมินผลเพื่อให้รจู้ ดุ เด่น จดุ ท่คี วรสง่ เสริม ผู้สอนต้องใช้
วิธีการและเครื่องมือประเมินพัฒนาการที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานท่ี
แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล การใช้แฟ้มสะสมงาน เพื่อให้ได้ข้อสรุปของ
ประเด็นที่กำหยด สิ่งที่สำคัญที่สุดในการประเมินความก้าวหน้าคือ การจัดประสบการณ์ให้กับเด็กในลักษณะ
การเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ทำให้การเรียนรู้ของเด็กเพิ่มพูน ปรับเปลี่ยนความคิด
ความเข้าใจเดิมทีไ่ ม่ถูกตอ้ ง ตลอดจนการใหเ้ ด็กสามารถพัฒนาการเรียนรูข้ องตนเองได้

๑.๒) การประเมินผลสรปุ (Summative Evaluation) หรือ การประเมินเพ่ือตัดสนิ ผลพัฒนาการ
(Summative Assessment)หรอื การประเมนิ สรปุ ผลของการเรียนรู้ (Assessment of Learning) เปน็ การ
ประเมนิ สรุปพัฒนาการเพื่อตัดสินพัฒนาการของเด็กว่ามีความพรอ้ มตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงของ
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัยหรือไม่เพื่อเปน็ การเช่ือมต่อของการศึกษาระดบั ปฐมวยั กับช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๑
ดังนั้น ผู้สอนจึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินความก้าวหน้าของเด็กในระดับห้องเรียนมากกว่าการ
ประเมินเพื่อตดั สินผลพฒั นาการของเด็กเม่ือสิน้ ภาคเรยี นหรือสิน้ ปีการศึกษา

๑) แบง่ ตามระดบั ของการประเมิน
การแบง่ ตามระดับของการประเมนิ แบง่ ได้เป็น ๒ ประเภท
๒.๑) การประเมินพัฒนาการระดับชั้นเรียน เป็นการประเมินพัฒนาการที่อยู่ในกระบวนการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเพื่อพัฒนาเด็กและตัดสินผลการพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์
จิตใจ สังคม และสติปัญญา จากกิจกรรมหลัก/หน่วยการเรียนรู้(Unit) ที่ผู้สอนจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก
ผู้สอนประเมินผลพัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงค์และตัวบ่งชี้ที่กำหนดเป็นเป้าหมายในแต่ละแผนการจัด
ประสบการณข์ องหน่วยการเรยี นรดู้ ้วยวธิ ีต่างๆ เชน่ การสงั เกต การสนทนา การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงาน
ทแ่ี สดงออกถึงความก้าวหนา้ แตล่ ะด้านของเด็กเป็นรายบคุ คล การแสดงกริยาอาการต่างๆของเด็กตลอดเวลา
ที่จัดประสบการณ์เรียนรู้ เพื่อตรวจสอบและประเมินว่าเด็กบรรลุตามสภาพที่พึงประสงค์ละตัวบ่งชี้ หรือมี
แนวโน้มว่าจะบรรลุสภาพที่พึงประสงค์และตัวบ่งชี้เพียงใด แล้วแก้ไขข้อบกพร่องเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผู้สอนควรสรุปผลการประเมินพัฒนาการว่า เด็กมีผลอันเกิดจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้หรือไม่
และมากน้อยเพียงใด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมหรือสะสมผลการประเมินพัฒนาการในกิจกรรม
ประจำวัน/กิจวัตรประจำวัน/หน่วยการเรียนรู้ หรืผลตามรูปแบบการประเมนิ พัฒนาการที่สถานศึกษากำหนด
เพือ่ นำมาเป็นขอ้ มลู ใช้ปรงั ปรุงการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ และเป็นขอ้ มูลในการสรุปผลการประเมินพัฒนา
ในระดับสถานศกึ ษาต่อไปอกี ดว้ ย
๒.๒) การประเมินพัฒนาการระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการประเมนิ พฒั นาการของเด็ก
เป็นรายบุคคลเป็นรายภาค/รายปี เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของเด็กในระดับปฐมวัยของ
สถานศึกษาว่าส่งผลตามการเรียนรู้ของเด็กตามเป้าหมายหรือไม่ เด็กมีสิ่งที่ต้องการได้รับการพัฒนาในด้านใด
รวมทั้งสามารถนำผลการประเมินพัฒนาการของเด็กในระดับสถานศึกษาไปเป็นข้อมูลและสารสนเทศในการ

92

ปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โครงการหรือวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตลอดจนการจัด
แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาตามแผนการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงาน
ผลการพัฒนาคุณภาพเด็กต่อผู้ปกครอง นำเสนอคณะกรรมการถานศึกษาขั้นพื้นฐานรับทราบ ตลอดจน
เผยแพร่ต่อสาธรณชน ชุมชน หรือหนว่ ยงานต้นสังกดั หรือหน่วยงานต้นสงั กดั หน่วยงานทีเ่ ก่ียวข้องตอ่ ไป

อนงึ่ สำหรบั การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวยั ในระดบั เขตพื้นท่ีการศึกษาหรือระดับประเทศนั้นหาก
เขตพื้นที่การศึกษาใดมีความพร้อม อาจมีการดำเนินงานในลักษณะของการสุ่มกลุม่ ตัวอย่างเด็กปฐมวยั เขา้ รับ
การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยขอให้ถือปฏิบัติตามหลักการการประเมินพัฒนาการ
ตามหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
บทบาทหนา้ ท่ขี องผู้เกีย่ วข้องในการดำเนนิ งานประเมนิ พฒั นาการ

การดำเนนิ งานประเมินพฒั นาการของสถานศึกษาน้ัน ต้องเปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ กย่ี วข้องเขา้ มามสี ่วน
รว่ มในการประเมินพัฒนาการและรว่ มรบั ผิดชอบอย่างเหมาะสมตามบรบิ ทของสถานศึกษาแต่ละขนาด
ดงั นี้

ผปู้ ฏิบัติ บทบาทหนา้ ทใ่ี นการประเมินพฒั นาการ
ผสู้ อน ๑. ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย และแนวการปฏิบัติการประเมินพัฒนาการตาม
หลกั สตู รสถานศึกษาปฐมวัย
ผบู้ ริหาร ๒. วิเคราะห์และวางแผนการประเมินพัฒนาการที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้/
สถานศึกษา กจิ กรรมประจำวนั /กจิ วัตรประจำวนั
พอ่ แม่ ๓. จัดประสบการณ์ตามหน่วยการเรียนรู้ ประเมินพัฒนาการ และบันทึกผลการ
ผ้ปู กครอง ประจำวัน/กิจวตั รประจำวนั
๔. รวบรวมผลการประเมินพัฒนาการ แปลผลและสรปุ ผลการประเมินเมื่อสนิ้ ภาคเรียน
และสนิ้ ปกี ารศึกษา
๕. สรุปผลการประเมินพัฒนาการระดับชั้นเรียนลงในสมุดบันทึกผลการประเมิน
พฒั นาการประจำชนั้
๖. จดั ทำสมุดรายงานประจำตวั นักเรียน
๗. เสนอผลการประเมนิ พฒั นาการต่อผบู้ รหิ ารสถานศึกษาลงนามอนุมตั ิ
๑.กำหนดผู้รับผดิ ชอบงานประเมินพัฒนาการตามหลักสูตร และวางแนวทางปฏิบัติการ
ประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวยั ตามหลกั สตู รสถานศึกษาปฐมวัย
๒. นิเทศ กำกับ ติดตามให้การดำเนินการประเมนิ พฒั นาการให้บรรลุเป้าหมาย
๓. นำผลการประเมนิ พัฒนาการไปจดั ทำรายงานผลการดำเนินงานกำหนดนโยบายและ
วางแผนพัฒนาการจดั การศกึ ษาปฐมวัย
๑. ให้ความรว่ มมือกับผู้สอนในการประเมินพฤตกิ รรมของเด็กท่ีสงั เกตได้จากท่ีบ้านเพ่ือ
เปน็ ข้อมลู ประกอบการแปลผลทเี่ ทย่ี งตรงของผสู้ อน

93

คณะกรรมการ ๒. รับทราบผลการประเมินของเด็กและสะท้อนให้ข้อมูลย้อนกลับที่เป็นประโยชน์ใน
สถานศึกษาข้นั การสง่ เสรมิ และพฒั นาเดก็ ในปกครองของตนเอง
พ้ืนฐาน ๓. ร่วมกบั ผ้สู อนในการจัดประสบการณ์หรือเปน็ วิทยากรท้องถน่ิ
สำนักงานเขต ๑. ให้ความเห็นชอบและประกาศใช้หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยและแนวปฏิบัติในการ
พ้นื ที่การศกึ ษา ประเมินพัฒนาการตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวัย
๒. รบั ทราบผลการประเมนิ พัฒนาการของเดก็ เพือ่ การประกนั คุณภาพภายใน
๑. ส่งเสริมการจดั ทำเอกสารหลักฐานว่าดว้ ยการประเมินพฒั นาการของเด็กปฐมวัยของ
สถานศกึ ษา
๒. ส่งเสริมให้ผู้สอนในสถานศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในแนวปฏิบัติการประเมิน
พัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย
ตลอดจนความเข้าใจในเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการในรูปแบบต่างๆโดยเน้นการ
ประเมินตามสภาพจริง
๓. ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาเครื่องมือพัฒนาการตามมาตรฐาน
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและการจัดเก็บเอกสาร
หลักฐานการศึกษาอยา่ งเปน็ ระบบ
๔. ให้คำปรกึ ษา แนะนำเก่ยี วกบั การประเมินพัฒนาการและการจัดทำเอกสารหลักฐาน
๕. จดั ใหม้ กี ารประเมินพัฒนาการเดก็ ทีด่ ำเนนิ การโดยเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษาหรือหน่วยงาน
ต้นสงั กดั และให้ความรว่ มมอื ในการประเมินพฒั นาการระดบั ประเทศ

แนวปฏิบตั กิ ารประเมนิ พัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการเดก็ ปฐมวัยเป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในการจัดประสบการณ์ทุกขั้นตอนโดย

เรมิ่ ต้งั แต่การประเมนิ พฤติกรรมของเด็กก่อนการจัดประสบการณ์ การประเมินพฤติกรรมเด็กขณะปฏิบัติกิ
จรรม และการประเมินพฤติกรรมเด็กเมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติกิจกรรม ทั้งนี้ พฤติกรรมการเรียนรู้และ
พฒั นาการด้านตา่ งๆ ของเด็กท่ีได้รบั การประเมนิ นนั้ ตอ้ งเปน็ ไปตามมาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ ตัว
บ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ของหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยที่ผู้สอนวางแผนและออกแบบไว้ การ
ประเมินพัฒนาการจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กบรรลตุ ามเป้าหมายเพื่อนำผลการ
ประเมินไปปรับปรุง พัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และใช้เป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาเด็กต่อไป
สถานศึกษาควรมีกระบวนการประเมินพัฒนาการและการจัดการอย่างเป็นระบบสรุปผลการประเมิน
พัฒนาการที่ตรงตามความรู้ ความสามารถ ทักษะและพฤติกรรมท่ีแท้จริงของเด็กสอดคล้องตามหลักการ
ประเมินพัฒนาการ รวมทั้งสะท้อนการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาอย่างเป็น
ระบบและตอ่ เน่ือง แนวปฏิบัตกิ ารประเมินพัฒนาการเดก็ ปฐมวัยของสถานศกึ ษา มดี ังนี้

94

๑. หลักการสำคัญของการดำเนินการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช
๒๕๖๐

สถานศึกษาที่จัดการศึกษาปฐมวัยควรคำนึงถึงหลักสำคัญของการดำเนินงานการประเมินพัฒนาการ
ตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย สำหรบั เด็กปฐมวยั อายุ ๓-๖ ปี ดงั นี้

๑.๑ ผู้สอนเป็นผรู้ ับผดิ ชอบการประเมนิ พฒั นาการเด็กปฐมวัยโดยเปดิ โอกาสใหผ้ ทู้ ี่เก่ียวขอ้ งมสี ว่ นร่วม
๑.๒ การประเมินพัฒนาการ มีจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็กและ
สรุปผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก
๑.๓ การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ตัวบง่ ชี้ สภาพทพ่ี งึ ประสงคแ์ ตล่ ะวยั ซึ่งกำหนดไวใ้ นหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวยั
๑.๔ การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตอ้ งดำเนนิ การ
ด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้อย่างรอบด้านสมดุลทั้งด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งระดับอายุของเด็ก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงตรง
ยตุ ิธรรมและเช่อื ถือได้
๑.๕ การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
และการร่วมกิจกรรม ควบคู่ไปในกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ
อายุ และรูปแบบการจดั การศึกษา และต้องดำเนนิ การประเมินอย่างตอ่ เนื่อง
๑.๖ การประเมินพัฒนาการต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้สะท้อนและตรวจสอบผล
การประเมนิ พฒั นาการ
๑.๗ สถานศึกษาควรจัดทำเอกสารบันทกึ ผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็กปฐมวัยในระดับชั้นเรียน
และระดับสถานศึกษา เช่น แบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตามหน่วยการจัดประสบการณ์ สมุดบันทึก
ผลการประเมินพัฒนาการประจำชั้น เพื่อเป็นหลักฐานการประเมินและรายงานผลพัฒนาการและสมุด
รายงานประจำตัวนกั เรียน เพ่ือเปน็ การสอ่ื สารข้อมูลการพัฒนาการเด็กระหว่างสถานศึกษากับบา้ น
๒. ขอบเขตของการประเมนิ พัฒนาการ

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ได้กำหนดเป้าหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัยเป็น
มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งถือเป็นคุณภาพลักษณะที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นตัวเด็กเมื่อจบ
หลักสูตรการศึกษาปฐมวยั คุณลักษณะที่ระบุไว้ในมาตรฐานคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์ถือเปน็ สิ่งจำเป็นสำหรับ
เด็กทุกคน ดังนั้น สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาเพ่ือ
พัฒนาเด็กให้มีคุณภาพมาตรฐานที่พึงประสงค์กำหนด ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนา
คุณภาพการศึกษาปฐมวัย แนวคิดดังกล่าวอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่าเด็กทุกคนสามารถพัฒนาอย่างมีคุณภาพ
และเท่าเทยี มได้ ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการประกอบดว้ ย

๒.๑ สง่ิ ทจี่ ะประเมิน
๒.๒ วิธแี ละเครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ในการประเมิน
๒.๓ เกณฑ์การประเมนิ พฒั นาการ

95

๒.๑ สิง่ ท่ีจะประเมนิ
การประเมินพัฒนาการสำหรับเด็กอายุ ๓-๖ ปี มีเป้าหมายสำคัญคือ มาตรฐานคุณลักษณะที่พึง

ประสงค์จำนวน ๑๒ ข้อ ดงั นี้
๑. พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบดว้ ย ๒ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๑ ร่างกายเจรญิ เตบิ โตตามวยั และมสี ขุ นสิ ัยทีด่ ี
มาตรฐานที่ ๒ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสาน

สัมพนั ธก์ นั
๒. พฒั นาการดา้ นอารมณ์ จติ ใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๓ มสี ขุ ภาพจติ ดแี ละมีความสขุ
มาตรฐานที่ ๔ ชน่ื ชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และมีจติ ใจท่ีดีงาม
๓. พฒั นาการด้านสงั คม ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๖ มีทกั ษะชวี ิตและปฏิบัตติ นตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
มาตรฐานท่ี ๗ รักธรรมชาติ สิ่งแวดลอ้ ม วัฒนธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมใน

ระบอบประชาธปิ ไตย อนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมขุ
๔. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย ๔ มาตรฐาน คอื
มาตรฐานท่ี ๙ ใชภ้ าษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคิดทเ่ี ป็นพ้ืนฐานในการเรยี นรู้
มาตรฐานท่ี ๑๑ มีจนิ ตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์
มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้

เหมาะสมกบั วยั

สงิ่ ทจี่ ะประเมนิ พัฒนาการของเดก็ ปฐมวัยแตล่ ะดา้ น มีดังน้ี
ด้านรา่ งกาย ประกอบด้วย การประเมินการมนี ้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ สขุ ภาพอนามัย สุขนิสยั ท่ี

ดี การรู้จักรักษาความปลอดภัย การเคลื่อนไหวและการทรงตัว การเล่นและการออกกำลังกาย และการใช้มือ
อย่างคลอ่ งแคลว่ ประสานสัมพันธก์ ัน

ด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่าง
เหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ ความรู้สึกที่ดีตอ่ ตนเองและผู้อื่น มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อืน่ ความสนใจ/
ความสามารถ/และมีความสุขในการทำงานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ความรับผิดชอบในการทำงาน
ความซื่อสัตย์สุจริตและรู้สึกถูกผิด ความเมตตากรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือแบ่งปัน ตลอดจนการประหยัดอด
ออม และพอเพยี ง

ด้านสังคม ประกอบด้วย การประเมินความมีวินัยในตนเอง การช่วยเหลอื ตนเองในการปฏิบตั ิกิจวตั ร
ประจำวัน การระวังภัยจากคนแปลกหน้า และสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตราย การดูแลรักษาธรรมชาติและ

96

สิ่งแวดล้อม การมีสัมมาคารวะและมารยาทตามวัฒนธรรมไทย รักษาความเป็นไทย การยอมรับความเหมือน
และความแตกต่างระหว่างบุคคล การมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การปฏิบัติตนเบื้องต้นในการเป็นสมาชิกที่ดีของ
สังคมในระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมขุ

ด้านสติปัญญา ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการสนทนาโต้ตอบและเล่าเรื่องให้ผู้อ่ืน
เข้าใจ ความสามารถในการอ่าน เขียนภาพและสญั ลักษณ์ ความสามารถในการคิดแก้ปญั หา คิดเชิงเหตผุ ล คิด
รวบยอด การเล่น/การทำงานศลิ ปะ/การแสดงท่าทาง/เคลื่อนไหวตามจินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์ของ
ตนเอง การมีเจตคติทด่ี ตี อ่ การเรียนรูแ้ ละความสามารถในการแสวงหาความรู้

๒.๒ วธิ ีการและเคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการประเมินพัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละครั้งควรใช้วิธีการประเมินอย่างหลากหลายเพือ่ ให้ได้ข้อมูลท่ี

สมบรู ณ์ทส่ี ดุ วิธีการทเี่ หมาะสมและนยิ มใช้ในการประเมนิ เดก็ ปฐมวัยมดี ้วยกนั หลายวิธี ดงั ต่อไปนี้
๑. การสังเกตและการบันทึก การสังเกตมีอยู่ ๒ แบบคือ การสังเกตอย่างมีระบบ ได้แก่ การ

สังเกตอย่างมจุดมุ่งหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้ และอีกแบบหนึ่งคอื การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ เป็น
การสังเกตในขณะท่เี ด็กทำกจิ กรรมประจำวนั และเกดิ พฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดข้นึ และผ้สู อนจดบันทึกไว้
การสังเกตเป็นวิธีการท่ีผู้สอนใช้ในการศึกษาพัฒนาการของเด็ก เมื่อมีการสังเกตก็ตอ้ งมีการบันทึก ผู้สอนควร
ทราบว่าจะบันทึกอะไรการบันทึกพฤติกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเด็ก
เจรญิ เติบโตและเปล่ียนแปลงอย่างรวดเรว็ จงึ ต้องนำมาบนั ทึกเปน็ หลักฐานไว้อย่างชัดเจน การสังเกตและการ
บันทกึ พัฒนาการเด็กสามารถใช้แบบงา่ ยๆคอื

๑.๑ แบบบันทึกพฤติกรรม ใช้บันทึกเหตุการณ์เฉพาะอย่างโดยบรรยายพฤติกรรมเด็ก ผู้บันทึก
ต้องบันทึกวัน เดอื น ปีเกดิ ของเดก็ และวนั เดือน ปี ทีท่ ำการบนั ทึกแต่ละครง้ั

๑.๒ การบนั ทึกรายวัน เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณห์ รือประสบการณ์ท่ีเกิดข้ึนใน
ชั้นเรียนทุกวัน ถ้าหากบันทึกในรูปแบบของการบรรยายก็มักจะเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษา ข้อดีของ
การบันทกึ รายวนั คือ การชใี้ หเ้ หน็ ความสามารถเฉพาะอย่างของเด็ก จะชว่ ยกระตนุ้ ใหผ้ สู้ อนได้พิจารณาปัญหา
ของเด็กเป็นรายบุคคลช่วยใหผ้ ู้เชียวชาญมีข้อมลู มากขึ้นสำหรบั วินิจฉยั เด็กว่าสมควรจะได้รับคำปรึกษาเพ่ือลด
ปัญหาและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างถูกต้อง นอกจากนั้นยังช่วยชี้ให้เห็นข้อเสียของการจัดกิจกรรม
และประสบการณ์ได้เปน็ อย่างดี

๑.๓ แบบสำรวจรายการ ชว่ ยใหส้ ามารถวเิ คราะหเ์ ด็กแตล่ ะคนไดค้ อ่ นขา้ งละเอียด
๒. การสนทนา สามารถใช้การสนทนาได้ทัง้ เป็นกลุ่มหรือรายบคุ คล เพื่อประเมินความสามารถ
ในการแสดงความคิดเห็น และพัฒนาการด้านภาษาของเด็กและบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทึก
พฤติกรรมหรือบันทึกรายวนั
๓. การสัมภาษณ์ ด้วยวิธีพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสม
เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล ผู้สอนควรใช้คำถามท่ีเหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่าง
อิสระจะทำให้ผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัว
เดก็ ได้โดยบนั ทกึ ขอ้ มูลลงในแบบสัมภาษณ์
การเตรยี มการก่อนการสัมภาษณ์ ผู้สอนควรปฏบิ ตั ิ ดงั นี้

97

- กำหนดวัตถุประสงคข์ องการสมั ภาษณ์
- กำหนดคำพูด/คำถามท่จี ะพดู กับเดก็ ควรเปน็ คำถามทเี่ ด็กสามารถตอบโตห้ ลากหลาย ไมผ่ ดิ /ถูก
การปฏบิ ตั ขิ ณะสัมภาษณ์
- ผู้สอนควรสรา้ งความคนุ้ เคยเปน็ กันเอง
- ผู้สอนควรสรา้ งสภาพแวดล้อมท่อี บอุน่ ไม่เครง่ เครียด
- ผสู้ อนควรเปิดโอกาสเวลาใหเ้ ดก็ มีโอกาสคดิ และตอบคำถามอย่างอสิ ระ
- ระยะเวลาสัมภาษณไ์ ม่ควรเกิน ๑๐-๒๐ นาที

๔. การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล โดย
จัดเก็บรวบรวมไว้ในแฟ้มผลงาน (portfolio) ซึ่งเป็นวิธีรวบรวมและจัดระบบข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับตัวเดก็ โดย
ใช้เครื่องมือต่างๆรวบรวมเอาไว้อย่างมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน แสดงการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการแต่ละด้าน
นอกจากนี้ยังรวมเครื่องมืออื่นๆ เช่น แบบสอบถามผู้ปกครอง แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึกสุขภาพ
อนามัย ฯลฯ เอาไว้ในแฟ้มผลงาน เพื่อผู้สอนจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กอย่างชัดเจนและถูกต้อง การเก็บ
ผลงานของเด็กจะไม่ถือว่าเปน็ การประเมินผลถ้างานแตล่ ะช้นิ ถูกรวบรวมไวโ้ ดยไม่ได้รบั การประเมินจากผู้สอน
และไม่มีการนำผลมาปรับปรุงพัฒนาเด็กหรือปรับปรุงการสอนของผู้สอน ดังนั้นจึงเป็นแต่การสะสมผลงาน
เท่าน้ัน เช่นแฟม้ ผลงานขีดเขยี น งานศิลปะ จะเป็นเพยี งแคแ่ ฟ้มผลงานท่ไี ม่มีการประเมนิ แฟม้ ผลงานน้ีจะเป็น
เครื่องมือการประเมินต่อเนื่องเมื่องานที่สะสมแต่ละชิ้นถูกใช้ในการบ่งบอกความก้าวหน้า ความต้องการของ
เดก็ และเป็นการเก็บสะสมอยา่ งต่อเน่อื งทส่ี ร้างสรรคโ์ ดยผสู้ อนและเดก็

ผู้สอนสามารถใช้แฟ้มผลงานอย่างมีคุณค่าสื่อสารกับผู้ปกครองเพราะการเก็บผลงานเด็กอย่าง
ต่อเนื่องและสม่ำเสมอในแฟ้มผลงานเป็นข้อมูลให้ผู้ปกครองสามารถเปรียบเทียบความก้าวหน้าที่ลูกของตนมี
เพม่ิ ข้ึน จากผลงานช้นิ แรกกับชิ้นต่อๆมาข้อมลู ในแฟ้มผลงานประกอบด้วย ตัวอยา่ งผลงานการเขียดเขยี น การ
อ่าน และขอ้ มลู บางประการของเด็กทีผ่ สู้ อนเป็นผบู้ ันทึก เช่นจำนวนเล่มของหนงั สือทเี่ ดก็ อ่าน ความถี่ของการ
เลือกอ่านทีม่ ุมหนังสือในชว่ งเวลาเลอื กเสรี การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ทัศนคติ เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อน
ภาพของความงอกงามในเด็กแต่ละคนได้ชัดเจนกว่าการประเมินโดยการให้เกรด ผู้สอนจะต้องชี้แจงให้
ผู้ปกครองทราบถึงทีม่ าของการเลือกชน้ิ งานแต่ละชิ้นงานที่สะสมในแฟ้มผลงาน เช่น เป็นชิ้นงานท่ดี ที ่ีสุดในช่วง
ระยะเวลาที่เลือกช้ินงานน้ัน เปน็ ช้ินงานทแี่ สดงความต่อเน่ืองของงานโครงการ ฯลฯ ผู้สอนควรเชิญผู้ปกครอง
มามสี ว่ นร่วมในการคดั สรรชนิ้ งานทีบ่ รรจุลงในแฟม้ ผลงานของเดก็

๕. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก ตัวชี้ของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วๆไป ได้แก่
นำ้ หนัก สว่ นสงู เส้นรอบศรี ษะ ฟัน และการเจริญเตบิ โตของกระดกู แนวทางประเมนิ การเจรญิ เตบิ โต มีดังนี้

๕.๑ การประเมินการเจรญิ เตบิ โต โดยการชั่งน้ำหนักและวดั ส่วนสูงเด็กแลว้ นำไปเปรียบเทียบ
กับเกณฑ์ปกติในกราฟแสดงน้ำหนักตามเกณฑ์อายุกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งใช้สำหรับติดตามการเจริญเตบิ โต
โดยรวม วธิ กี ารใช้กราฟมีขนั้ ตอน ดงั นี้

เมื่อชั่งน้ำหนักเด็กแล้ว นำน้ำหนักมาจุดเครื่องหมายกากบาทลงบนกราฟ และอ่านการ
เจริญเติบโตของเด็ก โดยดูเครื่องหมายกากบาทว่าอยู่ในแถบสีใด อ่านข้อความบนแถบสีนั้น ซึ่งแบ่งภาวะ

98

โภชนาการเป็น ๓ กลุ่มคือ น้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ น้ำหนักมากเกนเกณฑ์ น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ข้อควร
ระวังสำหรับผูป้ กครองและผู้สอนคือ ควรดูแลนำ้ หนักเด็กอย่างให้แบ่งเบนออกจากเส้นประเมินมเิ ช่นนั้นเด็กมี
โอกาสน้ำหนักมากเกนิ เกณฑห์ รือน้ำหนักน้อยกวา่ เกณฑ์ได้

ข้อควรคำนงึ ในการประเมนิ การเจรญิ เตบิ โตของเด็ก
-เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านการเจริญเติบโต บางคนรูปร่างอ้วน บางคนช่วงครึ่ง

หลงั ของขวบปแี รก น้ำหนักเดก็ จะขึ้นชา้ เนอื่ งจากห่วงเลน่ มากข้นึ และความอยากอาหารลดลงร่างใหญ่ บางคน
ร่างเล็ก

-ภาวะโภชนาการเป็นตัวสำคัญท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั ขนาดของรปู ร่าง แตไ่ มใ่ ช่สาเหตุเดียว
-กรรมพันธุ์ เด็กอาจมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง ถ้าพ่อหรือแม่เตี้ย ลูกอาจเตี้ยและ
พวกนี้อาจมนี ำ้ หนกั ต่ำกวา่ เกณฑเ์ ฉล่ียไดแ้ ละมักจะเป็นเด็กที่ทานอาหารไดน้ ้อย
๕.๒ การตรวจสขุ ภาพอนามัย เป็นตัวชี้วดั คุณภาพของเด็ก โดยพจิ ารณาความสะอาดส่ิงปกติ
ขอร่างกายที่จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งจะประเมินสุขภาพอนามัย ๙ รายการ
คือ ผมและศีรษะ หูและใบหู มือและเล็บมือ เท้าและเล็บเท้า ปาก ลิ้นและฟัน จมูก ตา ผิวหนังและใบหน้า
และเส้ือผา้

๒.๓ เกณฑ์การประเมินพฒั นาการ
การสรา้ งเกณฑห์ รือพัฒนาเกณฑห์ รือกำหนดเกณฑ์การประเมนิ พัฒนาการของเด็กปฐมวัย ผู้สอน

ควรใหค้ วามสนใจในสว่ นท่ีเกยี่ วข้อ ดังนี้
๑. การวางแผนการสังเกตพฤตกิ รรมของเด็กอย่างเป็นระบบ เช่น จะสงั เกตเดก็ คนใดบ้างในแต่ละ

วนั กำหนดพฤติกรรมท่ีสังเกตให้ชัดเจน จดั ทำตารางกำหนดการสงั เกตเด็กเปน็ รายบุคคล รายกลุ่ม ผู้สอนต้อง
เลอื กสรรพฤติกรรมท่ตี รงกับระดบั พฒั นาการของเดก็ คนน้ันจรงิ ๆ

๒. ในกรณีทห่ี ้องเรยี นมีนกั เรยี นจำนวนมาก ผูส้ อนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเด็กที่ทำได้ดีแล้วและ
เดก็ ท่ยี ังทำไมไ่ ด้ สว่ นเดก็ ปานกลางให้ถือวา่ ทำได้ไปตามกิจกรรม

๓. ผู้สอนต้องสังเกตจากพฤติกรรม คำพูด การปฏิบัติตามขั้นตอนในระหว่างทำงาน/กิจกรรม
และคุณภาพของผลงาน/ชิ้นงาน ร่องรอยที่นำมาใช้พิจารณาตัดสินผลของการทำงานหรือการปฏิบัติ
ตัวอยา่ งเช่น

๑) เวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรม/ทำงาน ถ้าเด็กไม่ชอบ ไม่ชำนาญจะใช้เวลามาก มีท่าทาง
อิดออด ไมก่ ลา้ ไม่เต็มใจทำงาน

๒) ความต่อเนอื่ ง ถา้ เดก็ ยังมกี ารหยุดชะงัก ลังเล ทำงานไม่ตอ่ เนือ่ ง แสดงวา่ เด็กยงั ไมช่ ำนาญ
หรือยงั ไมพ่ ร้อม

99

๓) ความสมั พนั ธ์ ถ้าการทำงาน/ปฏิบตั ินน้ั ๆมคี วามสัมพนั ธ์ต่อเนื่อง ไมร่ าบร่นื ท่าทางมือและ
เทา้ ไม่สมั พันธ์กนั แสดงว่าเดก็ ยงั ไมช่ ำนาญหรอื ยงั ไมพ่ ร้อม ทา่ ท่แี สดงออกจงึ ไมส่ ง่างาม

๔) ความภมู ิใจ ถา้ เดก็ ยงั ไมช่ ่ืนชม กจ็ ะทำงานเพียงให้แลว้ เสร็จอย่างรวดเร็ว ไม่มีความภูมิใจ
ในการทำงาน ผลงานจงึ ไมป่ ระณีต

๒.๓.๑ ระดับคณุ ภาพผลการประเมินพัฒนาการเด็ก
การให้ระดบั คุณภาพผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็กทั้งในระดบั ชน้ั เรียนและระดับสถานศึกษาควร
กำหนดในทิศทางหรือรูปแบบเดียวกัน สถานศึกษาสามารถให้ระดับคุณภาพผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็ก
ที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ หรือพฤติกรรมที่จะประเมิน
เป็นระบบตัวเลข เช่น ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือเป็นระบบที่ใช้คำสำคัญ เช่น พอใช้ ควรส่งเสริม ตามท่ี
สถานศึกษากำหนด ตวั อย่างเช่น

ระบบตัวเลข ระบบที่ใช้คำสำคัญ
๓ ดี

๑ พอใช้
ควรสง่ เสริม

สถานศกึ ษากำหนดระดับคณุ ภาพของการแสดงออกในพฤติกรรม เปน็ ๓ ระดับ ดงั นี้

ระดับคุณภาพ ระบบท่ีใช้คำสำคัญ
๑ หรือ ควรส่งเสริม เด็กมีความลังเล ไม่แน่ใจ ไม่ยอมปฏิบัติกิจกรรม ทั้งนี้ เนื่องจากเด็กยังไม่
พร้อม ยังมั่นใจ และกลัวไม่ปลอดภัย ผู้สอนต้องยั่วยุหรือแสดงให้เห็นเป็น
๒ หรือ พอใช้ ตัวอย่างหรือต้องคอยอยู่ใกล้ๆ ค่อยๆให้เด็กทำทีละขั้นตอน พร้อมต้องให้
๓ หรอื ดี กำลงั ใจ
เดก็ แสดงไดเ้ อง แตย่ ังไมค่ ลอ่ ง เด็กกลา้ ทำมากข้ึนผู้สอนกระตุ้นน้อยลง ผู้สอน
ต้องคอยแก้ไขในบางครั้ง หรือคอยใหก้ ำลงั ใจให้เด็กฝึกปฏบิ ตั มิ ากขนึ้
เด็กแสดงได้อย่างชำนาญ คล่องแคล่ว และภูมิใจ เด็กจะแสดงได้เองโดยไม่
ตอ้ งกระตนุ้ มีความสัมพันธท์ ด่ี ี

ตวั อยา่ งคำอธิบายคุณภาพ พัฒนาการด้านร่างกาย : กระโดดเท้าเดียว
พัฒนาการด้านร่างกาย : สุขภาพอนามัย
ระดับคุณภาพ คำอธบิ ายคุณภาพ
ระดบั คุณภาพ คำอธิบายคุณภาพ

100

๑ หรอื ควรสง่ เสรมิ ส่งเสริมความสะอาด ๑ หรือ ควรส่งเสรมิ ทำได้แต่ไม่ถูกต้อง
๒ หรอื พอใช้
๓ หรอื ดี สะอาดพอใช้ ๒ หรอื พอใช้ ทำได้ถูกต้อง แต่ไม่คล่องแคล่ว

สะอาด ๓ หรือ ดี ทำได้ถกู ต้อง และคล่องแคลว่

พฒั นาการด้านอารมณ์ : ประหยัด

ระดบั คุณภาพ คำอธิบายคุณภาพ

๑ หรือ ควรส่งเสรมิ ใชส้ ง่ิ ของเครือ่ งใชเ้ กนิ ความจำเป็น

๒ หรอื พอใช้ ใช้ส่ิงของเคร่ืองใชอ้ ยา่ งประหยัดเปน็ บางคร้งั

๓ หรอื ดี ใชส้ ิ่งของเคร่ืองใชอ้ ยา่ งประหยัดตามความจำเปน็ ทุกคร้ัง

ด้านสงั คม : ปฏิบัตติ ามข้อตกลง

ระดบั คุณภาพ คำอธิบายคุณภาพ

๑ หรือ ควรส่งเสรมิ ไม่ปฏิบตั ติ ามข้อตกลง

๒ หรือ พอใช้ ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง โดยมผี ้ชู ้ีนำหรือกระตนุ้

๓ หรือ ดี ปฏิบตั ติ ามข้อตกลงได้ด้วยตนเอง

พัฒนาการดา้ นสติปัญญา : เขียนชอ่ื ตนเองตามแบบ

ระดบั คุณภาพ คำอธิบายคุณภาพ

๑ หรอื ควรส่งเสริม เขยี นช่ือตนเองไม่ได้ หรือเขยี นเป็นสญั ลกั ษณ์ท่ีไม่เป็นตัวอักษร

๒ หรอื พอใช้ เขียนชอ่ื ตนเองได้ มอี ักษรบางตัวกลับหวั กลับดา้ นหรือสลับท่ี

๓ หรือ ดี เขียนช่ือเองได้ ตัวอกั ษรไม่กลบั หวั ไมก่ ลบั ด้านไม่สลับท่ี

๒.๓.๒ การสรปุ ผลการประเมนิ พฒั นาการเดก็
หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กำหนดเวลาเรียนสำหรับเดก็ ปฐมวัยต่อปีการศึกษา
ไม่น้อยกว่า ๑๘๐ วัน สถานศึกษาจึงควรบริหารจัดการเวลาที่ได้รับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเด็ก
อย่างรอบด้านและสมดุล ผู้สอนควรมีเวลาในการพัฒนาเด็กและเติมเต็มศักยภาพของแด็ก เพื่อให้การจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องตรวจสอบพฤติกรรมที่แสดงพัฒนาการของเด็กต่อเนื่องมี
การประเมินซ้ำพฤติกรรมนั้นๆอย่างน้อย ๑ ครั้งต่อภาคเรียน เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นของผลการประเมิน
พฤติกรรมนั้นๆ และนำผลไปเป็นขอ้ มูลในการสรุปการประเมินสภาพท่ีพึงประสงค์ของเด็กในแตล่ ะสภาพที่พึง
ประสงค์ นำไปสรุปการประเมนิ ตัวบ่งชี้และมาตรฐานคณุ ลักษณะที่พงึ ประสงค์ตามลำดบั
อนึ่ง การสรุประดับคุณภาพของการประเมินพัฒนาการเด็ก วิธีการทางสถิติที่เหมาะสมและสะดวก
ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้สอน คือการใช้ฐานนิยม (Mode) ในบางครั้งพฤติกรรม หรือสภาพที่พึงประสงค์หรือตัว
บ่งชี้นิยมมากว่า ๑ ฐานนิยม ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา กล่าวคือ เมื่อมีระดับคุณภาพซ้ำมากกว่า ๑


Click to View FlipBook Version