The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการจัดการเรียนการสอน-IS1-khaidao

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by daojai, 2022-06-23 05:57:47

คู่มือการจัดการเรียนการสอน-IS1-khaidao

คู่มือการจัดการเรียนการสอน-IS1-khaidao

คู่มือการจดั การเรียนการสอน
รายวิชา IS30201

IS1การศึกษาคน้ คว้าและสรา้ งองค์ความรู้ :

(Reseach and Knowledge Formation)

ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5

โรงเรียนบรบือ

สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามธั ยมศึกษามหาสารคาม
สานักคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ

คำนำ

การจดั การเรียนรูใ้ นโรงเรยี นมาตรฐานสากล มุ่งเน้นการเสริมสรา้ งความรู้ ความสามารถและคุณลักษณะที่
พึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
และเป็นไปตามปฏิญญาว่าด้วยการจัดการศึกษาของ UNESCO ได้แก่ Learning to know, Learning to do ,
Learning to live with the others และ Learning to be ท้ังนี้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ทั้งในฐานะ
พลเมอื งไทยและพลโลก เทียบเคียงไดก้ บั นานาอารยประเทศ

หลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากลเป็นหลักสูตรท่ีใช้เป็นเป้าหมายแล ะทิศทางในการยกระดับ การจัด
การศึกษาของทั้งโรงเรียน โดยการออกแบบหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับหลักการและแนวคิดของหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ซึ่งผเู้ รยี นจะไดร้ บั การพัฒนาคุณภาพบรรลุตามมาตรฐานการ
เรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กาหนด มีการพัฒนาต่อยอด
คุณลักษณะที่เทียบเคยี งกับสากล

คู่มือการเรียนการสอนวิชา IS30201 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ : IS1 ของโรงเรียนบรบือ เล่มนี้
จัดทาตามกรอบแนวทางการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉบับปรับปรุงในการดาเนินงานคร้ังนี้
ผู้จัดทาขอขอบคุณคณะครูทุกท่านท่ีให้ความร่วมมือ ให้ข้อมูลและเปน็ กาลังใจ ในการจัดทาจนสาเร็จสมบูรณ์ อันจะ
นาไปสกู่ ารพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของโรงเรยี นบรบอื ใหม้ คี ุณภาพได้มาตรฐานเป็นทย่ี อมรับของชุมชนต่อไป

สำรบญั

เน้อื หำ หนำ้
บทนา.....................................................................................................................................................................1

หลักสูตรและการเรยี นการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล.................................................................................1
การจดั ทาหลักสูตร และการจัดการเรยี นการสอนสูส่ ากล..................................................................................2
กระบวนการพัฒนาผเู้ รยี นสู่คุณภาพท่ีคาดหวงั ...................................................................................................2
การศึกษาค้นควา้ ด้วยตนเอง (Independent Study : IS)................................................................................3
เป้าหมายคณุ ภาพผ้เู รยี นในการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง ....................................................................................4
โครงสร้างหลักสตู รโรงเรียนมาตรฐานสากลระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย................................................................6
คาอธิบายรายวิชา ..............................................................................................................................................7
โครงสร้างรายวชิ า IS30201...............................................................................................................................8
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 1 ..........................................................................................................................................9
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2...................................................................................................................................... 11
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3...................................................................................................................................... 13
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4...................................................................................................................................... 15
ใบความร/ู้ ใบงาน ประกอบการสอน................................................................................................................ 17
แนวทางการวัดและประเมินผล ........................................................................................................................... 46
ระดับคุณภาพการประเมินผล ......................................................................................................................... 47

บทนำ

หลักสูตรและกำรเรียนกำรสอนในโรงเรยี นมำตรฐำนสำกล

การจดั การเรียนรูใ้ นโรงเรยี นมาตรฐานสากล มุง่ เนน้ การเสริมสรา้ งความรู้ ความสามารถและคณุ ลักษณะ
ท่พี ึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับหลักสตู รแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 และเป็นไปตามปฏิญญาว่าดว้ ยการจดั การศึกษาของ UNESCO ได้แก่

Learning to know หมายถึง การเรยี นเพื่อใหม้ ีความรู้ในส่ิงต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชนต์ ่อไป ไดแ้ ก่
การร้จู กั การแสวงหาความรู้ การตอ่ ยอดความรทู้ ี่มีอยู่ และรวมทง้ั การสรา้ งความรู้ข้ึนใหม่

Learning to do หมายถึง การเรียนเพื่อการปฏบิ ัตหิ รือลงมือทา ซงึ่ นาไปสู่การประกอบอาชพี จาก
ความรู้ทไี่ ด้ศกึ ษามา รวมทง้ั การปฏบิ ัตเิ พื่อสรา้ งประโยชน์ใหส้ งั คม

Learning to live with the others หมายถงึ การเรียนร้เู พอ่ื การดาเนินชวี ติ อยู่ร่วมกับคนอืน่ ได้
อยา่ งมีความสุข ท้ังการดาเนินชีวติ ในการเรยี น ครอบครัว สงั คมและการทางาน

Learning to be หมายถึง การเรียนรเู้ พ่อื ให้รูจ้ กั ตวั เองอย่างถอ่ งแท้ รถู้ งึ ศักยภาพ
ความถนดั ความสนใจของตนเอง สามารถใช้ความรู้ ความสามารถของตนเองใหเ้ กิดประโยชน์
ต่อสังคม เลือกแนวทางการพัฒนาตนเองตามศักยภาพ วางแผนการเรยี นต่อ การประกอบอาชีพ
ที่สอดคล้องกับศักยภาพตนเองได้

ทงั้ นเ้ี พ่ือพฒั นาผเู้ รยี นให้มคี ุณภาพ ท้ังในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก เทยี บเคยี งกับ
นานาอารยประเทศ โดยมงุ่ เน้นให้ผเู้ รยี นมศี ักยภาพท่สี าคัญ ดังน้ี

1) ควำมรูพ้ ื้นฐำนในยคุ ดิจิทัล (Digital-Age Literacy) มีความรพู้ นื้ ฐานทจ่ี าเป็น
ทางวทิ ยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี ร้ภู าษา ข้อมูล และทัศนภาพ (Visual& Information) รู้พหุ
วฒั นธรรมและมคี วามตระหนัก สานกึ ระดับโลก (Multicultural literacy & Global Literacy)

2) ควำมสำมำรถคดิ ประดิษฐ์อยำ่ งสรำ้ งสรรค์ (Inventive Thinking) มคี วำมสำมำรถ
ในกำรปรบั ตัว สามารถจัดการกับสภาวการณ์ที่มคี วามซบั ซ้อน เป็นบคุ คลทใี่ ฝ่รู้ สามารถกาหนด
/ตงั้ ประเดน็ คาถาม (Hypothesis Formulation) เพือ่ นาไปส่กู ารศึกษาค้นควา้ แสวงหาความรู้
มคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสงั เคราะห์ ข้อมูล สารสนเทศ และสรปุ องคค์ วามรู้ (Knowledge
Formation ) ใช้ขอ้ มลู เพื่อการตัดสนิ ใจเกีย่ วกบั ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม

3) ทักษะกำรสือ่ สำรอยำ่ งมีประสิทธผิ ล (Effective Communication ) ความสามารถ
ในการรบั และส่งสาร การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผ และความถูกตอ้ ง
มีวฒั นธรรมในการใชภ้ าษา ถา่ ยทอดความคิด ความรู้ ความเขา้ ใจ ความรู้สกึ และทัศนะของตนเอง เพ่ือ
แลกเปล่ยี นขอ้ มลู ข่าวสาร และประสบการณ์ อันจะเป็นประโยชนต์ ่อการพัฒนาตนเอง

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาคน้ ควา้ และสร้างองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรยี นบรบอื 1

และสังคม รวมทั้งมที ักษะในการเจรจาต่อรองเพ่อื ขจดั และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ตลอดจนสามารถ 2
เลอื กใช้วิธีการสื่อสารท่ีมปี ระสทิ ธิภาพโดยคานงึ ถึงผลกระทบท่ีมตี ่อตนเองและสงั คม

4)ควำมสำมำรถในกำรใช้ทกั ษะชีวติ ความสามารถในการนากระบวนการตา่ ง ๆ ไปใชใ้ นการดาเนิน
ชีวิตประจาวัน การเรียนรดู้ ้วยตนเอง การเรียนรู้อยา่ งต่อเนื่อง เขา้ ใจความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลงของ
เหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ในสงั คม สามารถจัดการปญั หาและความขดั แย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสมและนาไปสกู่ ารปฏิบตั ิ/
นาไปใชใ้ ห้เกิดประโยชนต์ อ่ สงั คม บริการสาธารณะ (Public Service ) ซ่งึ หมายถึงการเป็นพลเมอื งไทยและ
พลเมอื งโลก (Global Citizen)

5) ควำมสำมำรถในกำรใชเ้ ทคโนโลยี การสบื ค้นหาความรู้จากแหลง่ เรียนร้แู ละวธิ ีการทห่ี ลากหลาย
(Searching for Information) เลอื กและใชเ้ ทคโนโลยดี ้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อ
การพฒั นาตนเองและสงั คม ในด้านการเรยี นรู้ การสื่อสาร การทางาน การแกป้ ัญหาอยา่ งสร้างสรรค์
ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม

กำรจัดทำหลักสูตร และกำรจัดกำรเรยี นกำรสอนสู่สำกล
การที่ผเู้ รยี นจะได้รบั การพัฒนาใหม้ คี ณุ ภาพดงั กล่าวขา้ งต้น ย่อมต้องอาศยั หลกั สูตรสถานศึกษาที่

เหมาะสม คือ จะต้องได้รับการออกแบบอย่างดี มีเป้าหมายและกระบวนการดาเนินงานท่ีเปน็ ระบบ ด้วยความ
ร่วมมอื ของบุคลากรทุกฝา่ ยในโรงเรยี น หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนมาตรฐานสากลเป็นหลกั สตู รที่ใช้เป็น
เปา้ หมายและทิศทางในการยกระดับการจดั การศกึ ษาของทงั้ โรงเรยี น มใิ ชก่ ารจดั ในลกั ษณะของแผนการเรยี น
สาหรับผูเ้ รียนเพยี งบางส่วน การออกแบบหลกั สตู รจะต้องสอดคล้องกบั หลกั การและแนวคดิ ของหลักสตู ร
แกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งผู้เรียนจะไดร้ บั การพฒั นาคุณภาพบรรลุตามมาตรฐาน
การเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้ 8 กล่มุ สาระ และกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี นที่กาหนด มีการพฒั นาต่อยอด
ลกั ษณะทีเ่ ทียบเคยี งกบั สากล ทง้ั ในระดบั ประถมศึกษา มัธยมศกึ ษาตอนตน้ และมธั ยมศึกษาตอนปลาย โดย
โรงเรียนพจิ ารณาใหส้ อดคลอ้ งเหมาะสมกบั สภาพความพร้อม และจดุ เน้นของโรงเรยี น
กระบวนกำรพัฒนำผู้เรยี นสคู่ ุณภำพท่ีคำดหวัง

ในการจัดการเรยี นสอนเพือ่ ให้ผู้เรียนมีคณุ ลกั ษณะและศักยภาพความเป็นสากล คอื เปน็ บุคคลท่ีมี
คุณภาพ มีทักษะในการค้นคว้า แสวงหาความรู้และมีความร้พู ืน้ ฐานทจ่ี าเป็น สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
สร้างสรรค์ สามารถสอื่ สารอย่างมีประสิทธผิ ล มที ักษะชีวิต ร่วมมือในการทางานกบั ผู้อน่ื ได้เป็นอย่างดี
จะตอ้ งมกี ระบวนการจัดการเรยี นรอู้ ย่างต่อเนื่อง มลี าดับข้ันตอนท่เี หมาะสมและสอดคล้องกบั พฒั นาการของ
ผเู้ รียนในแตล่ ะระดับช้ัน โดยมกี ระบวนการสาคัญในการจัดการเรยี นรู้ เรยี กว่า “บนั ได 5 ข้นั ของกำรพัฒนำ
ผูเ้ รยี นสู่มำตรฐำนสำกล” ได้แก่

1. กำรต้ังประเด็นคำถำม/สมมุตฐิ ำน (Hypothesis Formulation) เปน็ การฝึกให้
ผเู้ รยี นรจู้ กั คดิ สงั เกต ต้ังคาถามอยา่ งมีเหตุผลและสรา้ งสรรค์ ซึง่ จะสง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนเกิด

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาค้นคว้าและสร้างองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรยี นบรบอื

การเรียนร้ใู นการตั้งคาถาม (Learning to Question) 3
2. กำรสืบค้นควำมร้จู ำกแหลง่ เรยี นร้แู ละสำรสนเทศ (Searching for Information)

เป็นการฝกึ แสวงหาความรู้ ข้อมลู และสารสนเทศ จากแหลง่ เรียนร้อู ย่างหลากหลาย เชน่ ห้องสมุด
อนิ เทอรเ์ นต็ หรือจากการฝกึ ปฏบิ ัติ ทดลอง เปน็ ตน้ ซึ่งจะสง่ เสริมให้ผ้เู รียนเกดิ
การเรยี นรูใ้ นการแสวงหาความรู้ (Learning to Search)

3. กำรสร้ำงองค์ควำมรู้ (Knowledge Formation) เปน็ การฝึกให้ผู้เรยี นนาความรู้และ
สารสนเทศทไี่ ด้จากการแสวงหาความรู้ มาถกแถลง อภปิ ราย เพ่ือนาไปสูก่ ารสรุปและสร้างองค์ความรู้
(Learning to Construct)

4. กำรสือ่ สำรและกำรนำเสนออย่ำงมีประสิทธิภำพ (Effective Communication)
เปน็ การฝึกให้ผู้เรยี นนาความรทู้ ไ่ี ด้มาส่ือสารอย่างมปี ระสทิ ธิภาพซง่ึ จะสง่ เสรมิ ให้ผู้เรยี นเกิด
การเรยี นรูแ้ ละมที ักษะในการส่อื สาร(Learning to Communication)

5. การบรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ (Public Service) เป็นการนาความรู้ส่กู ารปฏบิ ตั ิ
ซึ่งผู้เรยี นจะตอ้ งเชอ่ื มโยงความรไู้ ปสู่การทาประโยชนใ์ ห้กบั สงั คมและชุมชนรอบตวั ตามวุฒภิ าวะของผเู้ รียนและ
จะสง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นมจี ติ สาธารณะและบรกิ ารสงั คม(Learning to Serve)

กำรศกึ ษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study : IS)
การจดั กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขัน้ ดังกลา่ ว สามารถดาเนนิ การได้หลากหลายวิธี

และการใหผ้ ู้เรยี นได้ศึกษาค้นคว้าดว้ ยตนเอง “Independent Study : IS” นับเป็นวธิ กี ารทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพวธิ ี
หนง่ึ ท่ใี ชก้ นั อย่างกวา้ งขวางในการพัฒนาผ้เู รียน เพราะเป็นการเปิดโลกกว้างให้ผเู้ รยี นได้ศกึ ษาค้นคว้าอยา่ ง
อสิ ระในเรื่องหรอื ประเด็นท่ตี นสนใจ เริม่ ต้งั แตก่ ารกาหนดประเด็นปญั หา ซ่ึงอาจเป็น Public Issue และ
Global Issue และดาเนินการค้นคว้าแสวงหาความร้จู ากแหลง่ ข้อมลู ทห่ี ลากหลาย มีการวิเคราะห์
สังเคราะห์ การอภปิ รายแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ เพื่อนาไปสกู่ ารสรปุ องค์ความรู้ จากนน้ั กห็ าวิธที ่เี หมาะสม
ในการสอ่ื สารนาเสนอใหผ้ อู้ ่นื ได้รบั ทราบ และสามารถนาความรูท้ ่ไี ดจ้ ากการศกึ ษาค้นคว้าไปทาประโยชนแ์ ก่
สาธารณะ ซง่ึ ส่ิงเหลา่ นี้เปน็ กระบวนการทเี่ ชอ่ื มโยงต่อเนื่องกันตลอดแนว ภายใต้ “การศึกษาค้นคว้าด้วย
ตนเอง (Independent Study : IS) ”ซง่ึ จดั แบง่ เป็นสาระการเรียนรู้ 3 สาระ ประกอบด้วย

IS1 - กำรศึกษำคน้ คว้ำและสรำ้ งองคค์ วำมรู้ (Research and Knowledge formation) เปน็ สาระท่ีมุง่
ใหผ้ ้เู รียนกาหนดประเดน็ ปัญหา ตง้ั สมมุตฐิ าน ค้นควา้ แสวงหาความรแู้ ละฝกึ ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์
สงั เคราะห์ และสร้างองคค์ วามรู้

IS2 - กำรสื่อสำรและกำรนำเสนอ (Communication and Presentation) เป็น
สาระทม่ี งุ่ ให้ผ้เู รยี นนาความรู้ทไี่ ด้รบั มาพัฒนาวธิ กี ารถา่ ยทอด/ส่อื สารความหมาย/แนวคิด ขอ้ มูลองค์ความรู้
ด้วยวธิ ีการนาเสนอทีเ่ หมาะสม หลากหลายรปู แบบ และมปี ระสทิ ธิภาพ

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศึกษาค้นควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรยี นบรบอื

IS3 - กำรนำองคค์ วำมรไู้ ปใช้บรกิ ำรสงั คม (Global Education and Social Service Activity)
เป็นสาระทม่ี ุ่งใหผ้ ้เู รยี นนา/ประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การปฏิบตั ิ หรอื ไปใช้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เกิดบริการ
สาธารณะ (Public Service)

โรงเรียนตอ้ งนาสาระการเรยี นรู้ กำรศึกษำค้นควำ้ ดว้ ยตนเอง (Independent
Study: IS) ไปสู่การเรียนการสอน ด้วยการจัดทารายวชิ า ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ และกจิ กรรมพฒั นา
ผู้เรียน ตามแนวทางท่ีกาหนด โดยพจิ ารณาให้สอดคลอ้ งกบั บรบิ ท วยั และพัฒนาการของผเู้ รียน ซึ่งอาจแตกตา่ ง
กันในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมธั ยมศึกษาตอนปลาย ตวั อยา่ งรายละเอยี ดนาเสนอตามเป้าหมายคุณภาพ
ผเู้ รียนทีก่ าหนด

เป้ำหมำยคุณภำพผเู้ รยี นในกำรศึกษำค้นควำ้ ด้วยตนเอง
การพัฒนาผเู้ รยี นผ่านการศึกษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอง (Independent Study)

ครผู ูส้ อนจะต้องพจิ ารณาให้เหมาะสมกับวัยและพฒั นาการของผเู้ รียน กิจกรรมการเรยี นรู้
ความยาก - ง่ายของชน้ิ งาน หรือภาระงานท่ีปฏิบตั จิ ะต้องเหมาะสม เปา้ หมายคุณภาพผเู้ รียนแตล่ ะระดับที่
กาหนดนี้ เปน็ เป้าหมายและกรอบทิศทางที่ครูจะใช้ในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนและ
การประเมนิ ผล

คณุ ภำพผเู้ รยี น ระดับมธั ยมศกึ ษำตอนตน้ ระดบั มัธยมศึกษำตอนปลำย

1. การตงั้ ประเดน็ คาถาม/ - ตง้ั ประเด็น/คาถามในเรอื่ งทตี่ นสนใจ - ต้ังประเดน็ /คาถามเกย่ี วกับ
สมมตุ ิฐานอย่างมีเหตุผล โดยเรม่ิ จากตวั เองเช่อื มโยงกบั ชมุ ชน สถานการณป์ ัจจุบนั และสงั คมโลก
(Hypothesis Formulation) ทอ้ งถิน่ ประเทศ - ต้ังสมมุตฐิ านและใหเ้ หตผุ ลที่สนับสนุน
- ตัง้ สมมุตฐิ านและใหเ้ หตผุ ล โดยใช้ หรือโต้แยง้ ประเดน็ ความรจู้ ากสาขาวชิ า
ความรูจ้ ากสาขาวิชาตา่ งๆ ต่างๆ และมที ฤษฎีรองรับ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาค้นควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรยี นบรบือ 4

คณุ ภำพผ้เู รยี น ระดับมัธยมศึกษำตอนตน้ ระดบั มัธยมศกึ ษำตอนปลำย
2. การสบื ค้นความร้จู ากแหลง่
เรยี นรู้และสารสนเทศหรือจากการ - ศกึ ษา คน้ คว้าแสวงหาความรู้ - ศึกษา คน้ คว้า หาความรู้ ขอ้ มูลและ
ปฏิบัติ ทดลอง (Searching for เกี่ยวกบั สมมตุ ิฐานท่ีต้งั ไวจ้ ากแหล่ง สารสนเทศ โดยระบุ แหล่ง
Information) เรยี นรหู้ ลากหลาย (เชน่ ห้องสมดุ เรยี นรู้ ทัง้ ปฐมภูมิ และทตุ ยิ ภมู ิ
แหล่งเรยี นรทู้ างออนไลน์ วารสาร
3. การสรปุ องคค์ วามรู้ การปฏิบัตทิ ดลอง หรืออนื่ ๆ) - ออกแบบ วางแผนรวบรวมขอ้ มูลโดย
(Knowledge Formation) - ออกแบบ วางแผน รวบรวมข้อมูล ใช้กระบวนการ รวบรวมข้อมลู อย่างมี
โดยใชร้ ะบวนการรวบรวมข้อมลู อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ
ประสทิ ธภิ าพ - ใชก้ ระบวนการกลมุ่ แลกเปลยี่ นความ
- ใชก้ ระบวนการกลมุ่ ในการ คดิ เหน็ โดยใช้ความรจู้ ากวิชาสาขาตา่ งๆ
แลกเปลยี่ นความคดิ เห็นโดยใช้ความรู้ และพจิ ารณาความรอู้ ย่างมวี จิ ารณญาณ
จากวชิ าสาขาตา่ งๆ เพือ่ ใหไ้ ดข้ ้อมลู ที่ เพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ มูลทค่ี รบถว้ นสมบูรณ์
ครบถว้ นสมบรู ณ์ - ทางานบรรลผุ ลตามเปา้ หมายอย่างมี
- ทางานบรรลุผลตามเปา้ หมายภายใน ประสทิ ธภิ าพโดยคาแนะนาของครทู ใ่ี ห้
กรอบการดาเนินงานทก่ี าหนด โดย คาปรกึ ษาอยา่ งต่อเน่อื ง
การกากบั ดแู ลชว่ ยเหลือของครูอยา่ ง - อธบิ ายความเป็นมาของศาสตร์
ต่อเนอื่ ง หลกั การ และวธิ ีคดิ
- วิเคราะหข์ อ้ มลู โดยใช้วธิ ีการที่ ในสิง่ ทีศ่ กึ ษาคน้ ควา้
เหมาะสม - วิเคราะหข์ อ้ มลู โดยใชว้ ิธกี ารท่ี
- สงั เคราะหแ์ ละสรปุ องคค์ วามรู้ เหมาะสม
อภิปรายผลและเปรยี บเทยี บเช่ือมโยง - สงั เคราะหแ์ ละสรุปองคค์ วามรู้
ความรู้ อภิปรายผล เปรียบเทียบเชอื่ มโยง
- เสนอแนวคิด วิธแี ก้ปญั หาอยา่ งเป็น ความรู้
ระบบ - เสนอแนวคิด วิธแี ก้ปัญหาอยา่ งเปน็
ระบบ

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาคน้ คว้าและสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรียนบรบอื 5

คณุ ภำพผเู้ รียน ระดับมัธยมศกึ ษำตอนตน้ ระดบั มธั ยมศกึ ษำตอนปลำย

4. การส่อื สารและ การนาเสนอ - เรยี บเรยี งและถา่ ยทอดความคดิ - เรยี บเรยี งและถา่ ยทอดความคดิ อย่าง
อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ (Effective อยา่ งชดั เจน เป็นระบบ สรา้ งสรรค์ เป็นระบบ
Communication) - นาเสนอในรปู แบบเดยี่ ว โดยใชส้ อ่ื - นาเสนอในรูปแบบเดยี่ ว หรือกลุ่มเปน็
ประกอบหลากหลาย ภาษาไทย หรือภาษาองั กฤษโดยใช้สอ่ื
- เขียนรายงานการค้นควา้ ศกึ ษา เทคโนโลยที ห่ี ลากหลาย
คน้ ควา้ เชงิ วชิ าการความยาว 2,500 - เขยี นรายงานการศึกษาคน้ คว้าเชิง
คา วิชาการเป็นภาษาไทยความยาว 4,000
คา หรอื ภาษาอังกฤษความยาว 2,000
- อ้างอิงแหลง่ ความร้ทู เี่ ชอ่ื ถือไดอ้ ย่าง คา
หลากหลาย - อา้ งองิ แหล่งความรทู้ ี่เชื่อถือไดท้ ้ังใน
- เผยแพรผ่ ลงานสสู่ าธารณะ และตา่ งประเทศ
- ใช้การสนทนา/วพิ ากษ์ผ่านสื่อ
5. การนาความรไู้ ปใชบ้ รกิ ารสงั คม - นาความรูไ้ ปประยกุ ต์สรา้ งสรรค์ อีเลก็ ทรอนิกส์ เช่นe-conference,
ประโยชนต์ ่อโรงเรียนและชุมชน social media online
- เผยแพรค่ วามรแู้ ละประสบการณท์ ่ี - นาความรูไ้ ปประยกุ ต์
ได้จาก สรา้ งสรรค์ประโยชนต์ ่อสงั คมและโลก
การลงมอื ปฏิบตั ิเพอ่ื ประโยชน์ ตอ่ - เผยแพร่ความรแู้ ละ
โรงเรยี นและชมุ ชน ประสบการณ์ทไ่ี ดจ้ าก
การลงมือปฏบิ ตั ิเพือ่ ประโยชน์ตอ่ สังคม
และโลก

โครงสร้ำงหลกั สูตรโรงเรยี นมำตรฐำนสำกลระดบั มธั ยมศึกษำตอนปลำย

ของโรงเรียนบรบอื

ชัน้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 5

ภาคเรยี นที่ 1 ภาคเรียนท่ี 2
วิชา
IS30201 การศกึ ษาคน้ คว้าและสรา้ งองค์ หนว่ ยกิต วิชา หน่วยกติ
ความรู้ : IS1 1.0
1.0 IS30202 การส่ือสารและ

การนาเสนอ :IS2

การนาองค์ความรไู้ ปใช้

บรกิ ารสงั คม : IS3 (บรู ณาการ

กับกิจกรรมเพ่อื สงั คมและ

สาธารณประโยชน์)

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาคน้ คว้าและสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรยี นบรบอื 6

คำอธิบำยรำยวิชำ

IS30201 กำรศึกษำคน้ คว้ำและสร้ำงองคค์ วำมรู้ (Research and Knowledge Formation: IS1)

ชน้ั มัธยมศกึ ษำปที ี่ 5 ภำคเรยี นที่ 1 จำนวน 1 หน่วยกติ

ศกึ ษา วเิ คราะห์ ฝกึ ทักษะต้ังประเดน็ ปญั หา/ตัง้ คาถามเก่ียวกับสถานการณ์ปัจจบุ ันและสงั คมโลก
ต้งั สมมตุ ิฐานและใหเ้ หตุผลท่ีสนบั สนนุ หรอื โต้แยง้ ประเด็นความรู้ โดยใช้ความร้จู ากศาสตรส์ าขาต่างๆ และมี
ทฤษฏีรองรบั ออกแบบ วางแผน รวบรวมข้อมลู คน้ ควา้ แสวงหาความร้เู ก่ียวกับสมมตุ ิฐานทต่ี งั้ ไว้จากแหลง่
เรียนรูท้ ัง้ ปฐมภูมิ ทตุ ยิ ภมู ิ และสารสนเทศ อย่างมีประสิทธภิ าพ และพจิ ารณาความน่าเช่อื ถอื ของแหล่งเรียนรู้
อย่างมวี จิ ารณญาณ เพ่ือให้ได้ขอ้ มลู ทค่ี รบถว้ นสมบูรณ์

วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธกี ารที่เหมาะสม สงั เคราะห์สรปุ องคค์ วามรู้รว่ มกนั มีกระบวนการกลมุ่ ในการ
วิพากษ์ แลกเปลย่ี นความคิดเหน็ โดยใช้ความรู้จากวชิ าสาขาตา่ งๆ เสนอแนวคดิ วิธกี ารแกป้ ัญหาอยา่ งเปน็
ระบบ ดว้ ยกระบวนการคิด กระบวนการแก้ปญั หา กระบวนการปฏิบัติ

เพื่อให้เกดิ ทักษะในการคน้ ควา้ แสวงหาความรู้ สงั เคราะห์ สรุป อภิปรายผลเปรยี บเทยี บเชอื่ มโยง
ความรู้ ความเปน็ มาของศาสตร์ เข้าใจหลักการและวธิ คี ิดในส่ิงท่ีศึกษา เห็นประโยชน์และคณุ ค่าของการศึกษา
ด้วยตนเอง
ผลกำรเรียนรู้

1. ต้ังประเด็นปัญหา จากสถานการณ์ปจั จบุ ันและสงั คมโลก

2. ต้ังสมมติฐานประเดน็ ปญั หาท่ีตนเองสนใจ

3. ออกแบบ วางแผน กาหนดขอบเขต ลาดบั ขัน้ ตอนในการเก็บรวบรวมข้อมลู อย่างมปี ระสิทธิภาพ

4. ศึกษา คน้ คว้า แสวงหาความร้เู ก่ียวกับประเดน็ ทเ่ี ลอื กจากแหลง่ เรียนรูท้ ีห่ ลากหลาย และระบุ

แหล่งท่ีมาของข้อมลู ไดถ้ ูกต้อง

5. ตรวจสอบความนา่ เช่อื ถือของแหลง่ ที่มาของข้อมูล

6. จดั ทาข้อมลู แปลความหมาย และวเิ คราะห์ข้อคน้ พบด้วยสถติ ิทเ่ี หมาะสม

7. สงั เคราะห์ สรปุ องคค์ วามรู้ดว้ ยกระบวนการกลมุ่

8. เสนอแนวคดิ การแกป้ ญั หาอย่างเป็นระบบ ดว้ ยองคค์ วามรจู้ ากการค้นพบด้วยตนเองหรือกลุ่ม

9. บอกประโยชนแ์ ละคุณคา่ ของการศึกษาค้นควา้ ดว้ ยตนเอง

10. นักเรยี นสามารถนาผลงานวดิ ีโอทเี่ สรจ็ แลว้ มาใชง้ านได้

รวมท้ังหมด 10 ผลกำรเรียนรู้

(หมายเหต:ุ กาหนดผลการเรียนรู้สอดคลอ้ งกบั เปา้ หมายคุณภาพผ้เู รียนสาระการศึกษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอะดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย)

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาค้นคว้าและสร้างองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรียนบรบอื 7

โครงสร้ำงรำยวชิ ำ IS30201 กำรศึกษำคน้ ควำ้ และสร้ำงองค์ควำมรู้ :IS1

ช้ันมธั ยมศึกษำปที ่ี 5 ภำคเรียนท่ี 1

หน่วย ช่อื หน่วยกำร ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคัญ เวลำ น้ำหนัก
ท่ี เรยี นรู้ คะแนน

1 การศึกษาค้นควา้ 1. ตง้ั ประเดน็ ปัญหาจากสถาน การณ์ - การตงั้ ประเด็น 10 30

ดว้ ยตนเอง ปัจจบุ นั และสังคมโลก ปัญหา และการต้ัง

2. ต้งั สมมตฐิ านและใหเ้ หตผุ ลที่ คาถาม

สนับสนุน หรือโต้แย้งประเด็นความรู้โดย - การตง้ั สมมตฐิ าน
และใหเ้ หตุผล
ใช้ความรจู้ ากสาขาวิชาตา่ ง ๆ และมี

ทฤษฎีรองรอบ

2 การออกแบบ 3. ออกแบบวางแผนใชก้ ระบวน การ - การออกแบบ 20 40

วางแผน รวบรวม รวบรวมข้อมลู อย่างมปี ระสิทธภิ าพ วางแผนใช้
ขอ้ มลู 4. ศกึ ษา คน้ คว้า แสวงหาความรู้ กระบวนการ
เกี่ยวกบั ประเด็นทเ่ี ลอื กจากแหล่งเรียนรู้ที่ รวบรวมขอ้ มลู

หลากหลาย และระบุแหลง่ ที่มาของข้อมลู

ได้ถูกต้อง

5. ตรวจสอบความน่าเช่อื ถือของ

แหล่งท่มี าของข้อมูล

3 วเิ คราะหข์ ้อมลู สู่ 6.จัดทาข้อมลู แปลความหมาย และ - การสงั เคราะหข์ ้อมลู 10 30

องค์ความรู้ วิเคราะห์ข้อคน้ พบด้วยสถิติที่เหมาะสม - การสรุปองคค์ วามรู้

7.สงั เคราะห์ สรปุ องค์ความรู้ ด้วย

กระบวนการกลมุ่

4 การนาเสนอขอ้ มลู 8.เสนอแนวคิด การแกป้ ญั หาอย่างเปน็ - การแสดงความคิด

และประเมนิ ผล ระบบ ด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบดว้ ย และการแก้ปญั หา

ตนเองหรอื กลมุ่

9. บอกประโยชนแ์ ละคณุ ค่าของ

การศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง

10.นักเรียนสามารถนาผลงานวิดีโอทเี่ สร็จ

แลว้ มาใช้งานได้

รวม 40 100

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศึกษาคน้ คว้าและสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรียนบรบอื 8

หนว่ ยกำรเรยี นรู้ที่ 1 กำรศึกษำคน้ คว้ำดว้ ยตนเอง

ผลกำรเรียนรู้
1. ต้งั ประเดน็ ปัญหาโดยเลือกประเดน็ ท่ีสนใจเริม่ จากตนเอง ชุมชนทอ้ งถ่ินและประเทศ
2. ตง้ั สมมติฐานประเด็นปญั หาท่ตี นเองสนใจ

สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด
ต้ังประเด็นปัญหาจากสถานการณ์ปจั จุบันและสงั คมโลก การต้งั สมมตฐิ านและให้เหตผุ ลสนบั สนนุ หรอื โตแ้ ย้ง

ประเดน็ ความรู้ โดยใช้ความรจู้ ากศาสตร์ตา่ ง ๆ และมที ฤษฎรี องรับ ออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการ
รวบรวมขอ้ มลู อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพจะช่วยให้การศึกษา ค้นควา้ แสวงหาคาตอบบรู ณาการตามหลักปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี ง
คำถำมสำคัญ

- จะตัง้ ประเดน็ ปญั หาจากสถานการณ์ปัจจุบันท่ีนักเรยี นไดป้ ระสบในชุมชนของตนเอง
- การตงั้ สมมติฐานและให้เหตผุ ลสนับสนุน หรอื โต้แยง้ โดยใชค้ วามร้จู ากศาสตรส์ าขาต่าง ๆ มีวิธกี ารอย่างไร
สำระกำรเรยี นรู้
- การต้งั ประเด็นปญั หาโดยเลอื กประเด็นท่ีสนใจเรมิ่ จากตนเอง ชุมชนท้องถิ่นและประเทศ
- การตงั้ สมมติฐานและให้เหตผุ ลสนบั สนนุ หรอื โตแ้ ย้ง
- การออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอ้ มูล
ทกั ษะ / กระบวนกำร
- การต้ังประเด็นปญั หาโดยเลือกประเด็นที่สนใจเริม่ จากตนเอง ชุมชนท้องถ่นิ และประเทศ
- การตง้ั สมมตฐิ านและให้เหตุผลสนับสนุน หรอื โตแ้ ยง้
- การออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมข้อมลู
- การคิดเชื่อมโยง
- ทางานร่วมกบั ผ้อู น่ื ตามกระบวนการกลุ่ม
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝเ่ รียนร2ู้ . มุ่งมั่นในการทางาน
ภำระงำนรวบยอด / ชนิ้ งำน
- แผนผังความคดิ (Mind Map) ตงั้ ประเด็นปัญหาจากสถานการณ์ปจั จบุ ันและสงั คมโลกการตัง้ สมมติฐาน
และการให้เหตุผลสนบั สนุน หรือโต้แยง้
- โครงร่างการศกึ ษาค้นควา้
เกณฑก์ ำรประเมนิ ภำระงำน / ชน้ิ งำน
- ความถกู ต้องของแผนผังความคิด
- ความครบถ้วนสมบรู ณข์ องข้อมลู
- กระบวนการรวบรวมมีระบบชัดเจน สะดวกต่อการใช้ ตรวจสอบได้
รอ่ งรอยกำรเรียนรอู้ น่ื ๆ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรียนบรบอื 9

- การตอบคาถาม
- แบบบนั ทึกเกีย่ วกับกระบวนการทางาน
กิจกรรมกำรเรยี นรู้
1. ครนู าเสนอตัวอย่างประเด็นความรู้จากสถานการณ์ปัจจุบนั และสังคมโลก
2. นกั เรยี นร่วมกันวเิ คราะห์ประเด็นความรู้ท่มี คี วามเชอ่ื มโยงในศาสตรห์ ลายสาขาท่เี กยี่ วข้องกับสถานการณ์
ปจั จุบนั และสงั คมโลกท่มี คี วามท้าทาย
3. ครถู ามคาถาม “จะต้งั ประเดน็ ปัญหาจากสถานการณ์ปัจจุบันนกั เรยี นคิดวา่ จะศึกษาเร่อื งใด เพราะเหตุใด”
นกั เรียนตอบคาถาม ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายเก่ียวกับการตั้งประเดน็ ปัญหา และแบง่ กลุม่ ให้นกั เรยี นตั้ง
ประเด็นปัญหาจากสถานการณ์ภายในชุมชนทอ้ งถน่ิ ของตน
4. ครูถามคาถาม “การต้งั สมมติฐานและให้เหตุผลสนบั สนุน หรอื โต้แยง้ โดยใชค้ วามรู้จากศาสตร์สาขาต่าง ๆ
มวี ิธกี ารอย่างไร” นักเรียนตอบคาถาม ครแู ละนักเรยี นร่วมกันอภปิ รายเกยี่ วกับการตง้ั สมมตฐิ านและการให้
เหตผุ ลสนับสนนุ หรือโตแ้ ยง้ เก่ียวกับประเดน็ ปัญหา
5. แบ่งนกั เรียนเปน็ กลมุ่ ฝึกตั้งสมมติฐานและข้อสันนิษฐานของประเด็นความรู้ทส่ี นใจจากสถานการณป์ จั จบุ ัน
และสังคมโลก
6. ครูตง้ั คาถามกระตนุ้ ใหน้ ักเรียน แสดงความคิดท่ีตา่ งมุมโดยใชส้ าขาวิชาต่าง ๆ ใช้วธิ กี ารสนบั สนุน หรือ
โตแ้ ย้ง คัดคา้ น และให้เหตุผลตามความรู้ของศาสตร์ หรอื ทฤษฎีความรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรทู้ ่สี นใจจาก
การศึกษาจากแหลง่ การเรียนร้ทู ่หี ลากหลาย
7. นกั เรียนเขยี นแผนผังความคดิ (Mind Map) การตงั้ ประเดน็ ปัญหาจากสถานการณ์ปจั จบุ นั และสังคมโลก
การต้ังสมมติฐานและการให้เหตผุ ลสนบั สนุน หรอื โตแ้ ยง้ เกย่ี วกับประเด็นความรู้ทส่ี นใจจากสถานการณป์ ัจจุบนั
และสังคมโลก
8. ครถู ามคาถาม “จะออกแบบวางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมขอ้ มลู ท่ีมปี ระสิทธิภาพได้อยา่ งไร” นักเรียน
ตอบคาถาม ครูและนักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรปุ เก่ียวกับการวางแผน ใชก้ ระบวนการรวบรวมขอ้ มูล เพื่อหา
คาตอบของประเดน็ ปัญหาทีส่ นใจและคน้ คว้าข้อมูลเพ่ิมเติมจากแหล่งเรียนรตู้ ามสาขาวชิ า
ต่าง ๆ
9. ครูและนกั เรียนร่วมตรวจสอบการออกแบบ วางแผน ใชก้ ระบวนการรวบรวมข้อมลู ของแตล่ ะกลุ่ม และ
วพิ ากษ์การออกแบบ วางแผน ใชก้ ระบวนการรวบรวมขอ้ มลู ของแต่ละกล่มุ
10. นกั เรยี นนาข้อวิพากษ์มาปรับปรงุ ผลงานของกลุ่ม
11. นกั เรยี นแต่ละคนนาแนวทางการออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลมาจัดทาเปน็ โครงรา่ ง
การศึกษาค้นควา้ เป็นรายบุคคล
ส่อื / แหลง่ เรียนรู้
1. ตัวอย่างประเด็นความรู้จากสถานการณป์ จั จบุ นั และสงั คมโลก
2. แหล่งค้นคว้าอา้ งองิ เช่น ห้องสมุด อนิ เทอรเ์ นต็ หนังสือ บคุ คล ฯลฯ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรียนบรบือ 10

หน่วยกำรเรยี นรู้ท่ี 2 กำรออกแบบ วำงแผน รวบรวมข้อมูล

ผลกำรเรยี นรู้
4. ศึกษา คน้ ควา้ แสวงหาความรู้เกี่ยวกับประเด็นทีเ่ ลือกจากแหล่งเรยี นรู้ท่มี ปี ระสิทธิภาพ
5. ตรวจสอบความนา่ เชือ่ ถือของแหล่งทีม่ าของขอ้ มูล
6. วิเคราะห์ขอ้ ค้นพบดว้ ยสถิตทิ ่เี หมาะสม

สำระสำคญั / ควำมคดิ รวบยอด
การศกึ ษา ค้นควา้ แสวงหาความรเู้ ก่ียวกับประเด็นทส่ี นใจจากแหลง่ การเรยี นรู้ที่หลากหลาย
การตรวจสอบความน่าเช่ือถือของแหลง่ ท่ีมาของขอ้ มูล และการใช้สถิติทเ่ี หมาะสมในการวิเคราะห์จะชว่ ยให้

ได้ข้อมลู ทมี่ ีความนา่ เชื่อถือและมคี ุณภาพ
คำถำมสำคัญ

- จะศกึ ษา ค้นคว้า แสวงหาความรู้เกย่ี วกบั ประเด็นทสี่ นใจให้มีประสิทธภิ าพได้อยา่ งไร
- จะมวี ธิ กี ารตรวจสอบความนา่ เชอื่ ถือของแหล่งท่ีมาของข้อมูลได้อยา่ งไร
- จะเลอื กใช้สถิติที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ข้อมลู ได้อยา่ งไร
สำระกำรเรยี นรู้
- ทฤษฎีของกล่มุ สาระการเรียนรู้ 8 กล่มุ สาระ
- วธิ ีการศึกษาค้นควา้ ความรู้และสารสนเทศจากแหล่งข้อมูลปฐมภมู แิ ละทตุ ยิ ภูมิ
- การตรวจสอบความนา่ เชอื่ ถือของขอ้ มูล
- สถติ ิทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู
- เทคนคิ การวิเคราะห์ข้อมูล

ทักษะ / กระบวนกำร
- ศึกษา คน้ คว้า รวบรวมความรู้เกยี่ วกับประเด็นท่เี ลือกจากแหลง่ เรยี นร้ทู ม่ี ีประสทิ ธิภาพ
- ทางานรว่ มกบั ผอู้ น่ื ตามกระบวนการกลมุ่
- ตรวจสอบและวิพากษค์ วามน่าเชื่อถือของแหลง่ ทีม่ าของข้อมูล
- กระบวนการวิเคราะห์
- เลือกสถติ ิทเ่ี หมาะสมในการวเิ คราะห์ข้อมูล

- วิเคราะหข์ อ้ มลู ดว้ ยโปรแกรมทเี่ หมาะสม

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มีวนิ ยั
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. ม่งุ มน่ั ในการทางาน

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาคน้ คว้าและสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรียนบรบอื 11

ภำระงำนรวบยอด / ชิน้ งำน
- แฟม้ สะสมผลงานที่เกิดจากการศกึ ษาค้นควา้ เก่ียวกบั ประเด็นปัญหาท่ีสนใจและผลการวเิ คราะห์ข้อมลู

เกณฑก์ ำรประเมินภำระงำน / ชิน้ งำน
- ความน่าเชอื่ ถอื ข้อมูล
- กระบวนการรวบรวมมีระบบชดั เจน สะดวกต่อการใช้ ตรวจสอบได้

รอ่ งรอยกำรเรียนร้อู ่ืน ๆ
- การตอบคาถามและการอภิปราย
- แบบบันทึกตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูล
- แบบบนั ทกึ การตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล
- แบบบนั ทกึ เกยี่ วกับกระบวนการทางาน

กิจกรรมกำรเรียนรู้
1. ครูถามคาถาม “จะศึกษา ค้นควา้ แสวงหาความรู้เกีย่ วกับประเดน็ ทสี่ นใจให้มีประสทิ ธิภาพได้อยา่ งไร”

นักเรียนตอบคาถามและชว่ ยกนั สบื ค้นวธิ กี ารศึกษา ค้นคว้า แสวงหาความรูท้ ีม่ คี ุณภาพจากแหลง่ การเรียนรตู้ ่าง


2. แบ่งนักเรยี นเปน็ กลมุ่ จดั ทาแผนผังความคิด (Mind Map) วิธีการศึกษา คน้ คว้า แสวงหาความรู้ทมี่ ี
คุณภาพจากแหล่งการเรยี นรู้ตา่ ง ๆ และร่วมกันอภิปรายสรปุ วธิ ีการศกึ ษา คน้ คว้า แสวงหาความร้เู ก่ียวกบั
ประเดน็ ท่สี นใจให้มปี ระสิทธิภาพ

3. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มศึกษา คน้ ควา้ แสวงหาความรเู้ ก่ียวกบั ประเด็นท่สี นใจจากแหล่งการเรยี นรปู้ ฐมภมู ิ
และทตุ ยิ ภมู ิตามโครงรา่ งการศกึ ษาคน้ ควา้ ท่ีวางไว้

4. ครถู ามคาถาม “จะมวี ธิ กี ารตรวจสอบความน่าเช่อื ถือของแหล่งท่ีมาของข้อมูลไดอ้ ย่างไร” นกั เรยี นตอบ
คาถามและฝึกทกั ษะการตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน และความน่าเชอ่ื ถือของตวั อย่างขอ้ มูลและแหล่งที่มา
ของขอ้ มลู ทีก่ าหนดให้

5. ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรปุ วธิ ีการตรวจสอบความนา่ เชื่อถือของแหลง่ ที่มาของข้อมลู
6. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษา คน้ ควา้ แสวงหาความรู้ ขอ้ มูล / สารสนเทศในประเด็นเดียวกันจาก
แหลง่ ข้อมูลทีห่ ลากหลายและตรวจสอบความน่าเชื่อถอื ของแหลง่ ทมี่ าของขอ้ มูล / สารสนเทศดว้ ยตนเอง
7. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มจัดหมวดหมขู่ องข้อมลู / สารสนเทศ และเรียงลาดบั ตามท่วี างแผนอย่างเปน็ ระบบ
และตรวจทานและวพิ ากษ์ความถูกต้อง ครบถว้ นของข้อมูล
8. นกั เรยี นแต่ละคนวางแผนจดั เก็บข้อมลู ในประเดน็ ท่ีศึกษา และดาเนนิ การเก็บข้อมลู ในประเด็นทส่ี นใจ
9. นกั เรียนตรวจสอบความน่าเชอ่ื ถือของข้อมลู และรวบรวมข้อมูลให้เป็นระบบ เตรยี มขอ้ มลู สาหรับการ
วิเคราะห์
10. ครูถามคาถาม “จะเลือกใชส้ ถติ ทิ เี่ หมาะสมในการวิเคราะห์ข้อมูลไดอ้ ย่างไร” นักเรียนตอบคาถาม
และแบ่งกล่มุ นกั เรียนศึกษาสถิติพืน้ ฐานในการวเิ คราะหข์ ้อมลู เทคนิคการวิเคราะห์ขอ้ มูล และตวั อยา่ งการ
เลือกสถติ ิพืน้ ฐานที่เหมาะสมกบั ข้อมูลทว่ี ิเคราะห์

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาค้นคว้าและสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรียนบรบือ 12

11. ครแู ละนักเรยี นช่วยกนั สรปุ วิธกี ารเลือกใชส้ ถิติพนื้ ฐานในการวิเคราะหข์ ้อมูล
12. นักเรยี นแตล่ ะคนเลอื กสถติ พิ นื้ ฐานที่เหมาะสมกบั ข้อมูลทีว่ เิ คราะห์ แลละวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดว้ ยโปรแกรม
คอมพิวเตอร์
13. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั ตรวจสอบผลการวเิ คราะห์ข้อมูลและวิพากษผ์ ลการวเิ คราะห์ข้อมลู จากการ
ตรวจสอบ
14. นกั เรียนนาผลการวเิ คราะห์และวพิ ากษ์ข้อมลู มาปรบั ปรุงข้อมูลของตนเอง
15. นักเรียนรวบรวมผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล โดยจัดทาเป็นแฟม้ สะสมผลงานท่เี กดิ จากการศกึ ษาค้นควา้ จาก
แหล่งเรยี นรู้ เพอ่ื นาไปสงั เคราะหส์ รปุ เปน็ องคค์ วามรู้
ส่ือ / แหล่งเรียนรู้
1. ตัวอย่างขอ้ มลู และแหลง่ ที่มาของข้อมูล
2. ตัวอย่างการเลอื กสถิติพื้นฐานทีเ่ หมาะสมกับข้อมลู ทว่ี เิ คราะห์
3. แหล่งค้นคว้าอ้างอิง เช่น ห้องสมดุ อินเทอร์เนต็ หนังสือ บคุ คล ฯลฯ
4. คอมพิวเตอร์

หน่วยกำรเรยี นรู้ที่ 3 วิเครำะห์ขอ้ มูลสู่องคค์ วำมรู้ 13

ผลกำรเรียนรู้
6.จดั ทาข้อมูล แปลความหมาย และวิเคราะห์ขอ้ ค้นพบดว้ ยสถิตทิ เ่ี หมาะสม
7.สงั เคราะห์ สรุปองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการกลมุ่

สำระสำคัญ /ควำมคดิ รวบยอด
การสังเคราะห์ สรุปองค์ความร้จู ากประเด็นปญั หาทสี่ นใจจะช่วยให้ไดข้ ้อสรุปของประเดน็ ปญั หาทีส่ นใจ

และชว่ ยในการเสนอแนวคดิ การแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นระบบ จากองค์ความรู้ท่ีค้นพบและแผนการทางานของ
ตนเอง
คำถำมสำคัญ

- จะสรุปองค์ความรู้จากประเดน็ ปญั หาทีค่ ้นพบได้อยา่ งไร
- การนาเสนอแนวคดิ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีวธิ กี ารอยา่ งไร
- แผนการทางานในการศึกษาค้นคว้ามคี วามสาคัญและมปี ระโยชน์ตอ่ นักเรียนอย่างไร
สำระกำรเรียนรู้
- ทฤษฎขี องกลมุ่ สาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ
- การเปรยี บเทยี บ / เชอ่ื มโยงองค์ความรู้
- การสังเคราะห์ สรุปองค์ความรู้
- การเสนอแนวคดิ การแกป้ ัญหาอย่างเป็นระบบจากองค์ความร้ทู ีค่ ้นพบ
- แผนการทางานในการศึกษา คน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาคน้ คว้าและสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรยี นบรบือ

ทักษะ / กระบวนกำร
- การเปรียบเทียบ / เชื่อมโยงองค์ความรู้การสังเคราะห์ สรปุ องค์ความรู้ที่ไดจ้ ากการค้นพบ
- การเสนอแนวคดิ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบจากองค์ความรู้ทีค่ น้ พบ

- จัดทาแผนการทางานในการศกึ ษา คน้ คว้าดว้ ยตนเอง
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์

1. มวี ินัย
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ ม่นั ในการทางาน
ภำระงำนรวบยอด / ชน้ิ งำน
- แผนผังความคดิ (Mind Map) สรปุ องค์ความรทู้ ่ีได้จากการศึกษาคน้ คว้า
- ป้ายนเิ ทศนาเสนอแผนการทางานและแนวคดิ การแกป้ ัญหาจากการศึกษาคน้ คว้า
เกณฑก์ ำรประเมนิ ภำระงำน / ชนิ้ งำน
- ความถูกต้อง ครบถว้ นสมบรู ณข์ องข้อมูล / สารสนเทศ
- กระบวนการรวบรวมมรี ะบบชดั เจน
รอ่ งรอยกำรเรียนร้อู ืน่ ๆ
- การตอบคาถามและการอภิปราย
- แบบบันทึกการตรวจสอบคุณภาพงานเขยี น
- แบบบันทึกเกีย่ วกับกระบวนการทางาน
กิจกรรมกำรเรียนรู้
1. ครถู ามคาถาม “จะสรุปองค์ความรจู้ ากประเด็นปัญหาที่คน้ พบได้อย่างไร” และ “การนาเสนอแนวคดิ
การแก้ปัญหาอยา่ งเป็นระบบมีวิธกี ารอย่างไร” นกั เรยี นตอบคาถาม ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุม่ ศึกษาวิธกี ารสรุป
องค์ความรู้ และวิธีการเสนอแนวคดิ การแกป้ ัญหาอย่างเปน็ ระบบจากแหล่งการเรียนรู้ตา่ ง ๆ
2. นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ นาเสนอผลการศึกษาค้นควา้ ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันอภปิ รายเกยี่ วกบั วิธกี ารสรุป
องค์ความรู้ และวธิ กี ารเสนอแนวคิด การแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นระบบ
3. นักเรยี นแต่ละกล่มุ นาผลการวเิ คราะห์ข้อมลู มาสงั เคราะหแ์ ละสรุปองค์ความรู้ และจัดทาเป็นแผนผงั
ความคิด (Mind Map) ครูและนักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายเก่ียวกบั องค์ความร้ทู สี่ รปุ
4. ครถู ามคาถาม “แผนการทางานในการศึกษาคน้ ควา้ มีความสาคญั และมีประโยชน์ตอ่ นักเรียนอยา่ งไร”
นกั เรียนตอบคาถาม และรว่ มกนั อภิปรายเกีย่ วกบั ความสาคญั และประโยชนข์ องแผนการทางานในการศึกษา
ค้นควา้ ท่มี ตี ่อตนเอง
5. ครแู ละนักเรียนอภิปรายสรปุ องค์ความรู้ท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้า
6. แบ่งนักเรียนเปน็ กลมุ่ จดั ทาป้ายนิเทศนาเสนอแผนการทางานและแนวคดิ การแกป้ ัญหาจากการศกึ ษา
ค้นคว้า และนาเสนอผลงาน ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั ตรวจผลงาน

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมือง โรงเรียนบรบือ 14

สอื่ / แหล่งเรียนรู้
1. แหลง่ ค้นควา้ อา้ งองิ เช่น หอ้ งสมุด อนิ เทอร์เนต็ หนงั สือ บุคคล ฯลฯ
2. เครื่องคอมพวิ เตอร์
3. ป้ายนเิ ทศ
4. อปุ กรณส์ าหรับจัดป้ายนเิ ทศ

หนว่ ยกำรเรียนร้ทู ่ี 4 กำรนำเสนอขอ้ มูลและประเมนิ ผล 15

ผลกำรเรยี นรู้
8.เสนอแนวคิด การแก้ปญั หาอยา่ งเป็นระบบ ดว้ ยองคค์ วามรู้จากการคน้ พบดว้ ยตนเองหรอื กลมุ่
9. บอกประโยชนแ์ ละคณุ ค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
10.นักเรยี นสามารถนาผลงานวิดโี อทเี่ สร็จแล้วมาใชง้ านได้

สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด
การสังเคราะห์ สรุปองค์ความรจู้ ากประเด็นปัญหาทส่ี นใจจะชว่ ยให้ได้ข้อสรปุ ของประเดน็ ปัญหาที่สนใจ

และชว่ ยในการเสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอยา่ งเป็นระบบ จากองคค์ วามรทู้ ี่คน้ พบและแผนการทางานของ
ตนเอง
คำถำมสำคญั

- จะสรุปองคค์ วามร้จู ากประเดน็ ปัญหาทคี่ น้ พบได้อยา่ งไร
- การนาเสนอแนวคดิ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีวิธีการอยา่ งไร
- แผนการทางานในการศึกษาค้นควา้ มีความสาคญั และมปี ระโยชน์ต่อนกั เรยี นอย่างไร
สำระกำรเรยี นรู้
- ทฤษฎขี องกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลมุ่ สาระ
- การเปรียบเทียบ / เชือ่ มโยงองค์ความรู้
- การสังเคราะห์ สรปุ องค์ความรู้
- การเสนอแนวคิด การแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นระบบจากองค์ความรู้ท่คี น้ พบ
- แผนการทางานในการศึกษา ค้นคว้าดว้ ยตนเอง
ทักษะ / กระบวนกำร
- การเปรยี บเทียบ / เช่อื มโยงองค์ความร้กู ารสงั เคราะห์ สรุปองค์ความรทู้ ่ีไดจ้ ากการค้นพบ
- การเสนอแนวคดิ การแกป้ ัญหาอย่างเปน็ ระบบจากองค์ความรทู้ คี่ ้นพบ
- จัดทาแผนการทางานในการศกึ ษา คน้ คว้าด้วยตนเอง
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1. มีวนิ ยั
2. ใฝเ่ รยี นรู้

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศึกษาคน้ คว้าและสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรยี นบรบือ

3. ม่งุ ม่นั ในการทางาน
ภำระงำนรวบยอด / ชิ้นงำน

- แผนผงั ความคดิ (Mind Map) สรปุ องค์ความรู้ที่ไดจ้ ากการศึกษาคน้ คว้า
- ป้ายนิเทศนาเสนอแผนการทางานและแนวคิด การแก้ปัญหาจากการศึกษาค้นควา้
เกณฑ์กำรประเมินภำระงำน / ช้นิ งำน
- ความถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูล / สารสนเทศ
- กระบวนการรวบรวมมรี ะบบชดั เจน
รอ่ งรอยกำรเรียนรูอ้ ืน่ ๆ
- การตอบคาถามและการอภิปราย
- แบบบนั ทึกการตรวจสอบคุณภาพงานเขยี น
- แบบบนั ทกึ เกยี่ วกบั กระบวนการทางาน
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
1. ครถู ามคาถาม “จะสรปุ องค์ความรูจ้ ากประเดน็ ปัญหาทค่ี น้ พบได้อย่างไร” และ “การนาเสนอแนวคดิ
การแกป้ ัญหาอย่างเปน็ ระบบมวี ิธกี ารอยา่ งไร” นกั เรยี นตอบคาถาม ครแู บ่งนักเรียนเป็นกลุม่ ศึกษาวธิ กี ารสรปุ
องค์ความรู้ และวิธีการเสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบจากแหลง่ การเรียนรู้ตา่ ง ๆ
2. นักเรียนแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการศึกษาค้นควา้ ครูและนกั เรียนรว่ มกันอภปิ รายเก่ยี วกับวิธกี ารสรุป
องค์ความรู้ และวธิ กี ารเสนอแนวคดิ การแก้ปัญหาอยา่ งเปน็ ระบบ
3. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ นาผลการวิเคราะห์ข้อมูลมาสงั เคราะห์และสรุปองค์ความรู้ และจัดทาเปน็ แผนผัง
ความคิด (Mind Map) ครูและนักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายเก่ียวกบั องค์ความรู้ที่สรุป
4. ครถู ามคาถาม “แผนการทางานในการศกึ ษาค้นคว้ามีความสาคญั และมีประโยชนต์ ่อนักเรยี นอยา่ งไร”
นักเรียนตอบคาถาม และรว่ มกันอภิปรายเกี่ยวกบั ความสาคัญและประโยชน์ของแผนการทางานในการศึกษา
ค้นควา้ ท่ีมีต่อตนเอง
5. ครแู ละนกั เรียนอภปิ รายสรุปองค์ความรู้ท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้า
6. แบ่งนกั เรียนเป็นกลุม่ จัดทาปา้ ยนเิ ทศนาเสนอแผนการทางานและแนวคดิ การแก้ปัญหาจากการศึกษา
คน้ ควา้ และนาเสนอผลงาน ครูและนกั เรียนรว่ มกันตรวจผลงาน
ส่อื / แหลง่ เรียนรู้
1. แหล่งค้นคว้าอ้างองิ เชน่ ห้องสมดุ อนิ เทอร์เน็ต หนงั สือ บุคคล ฯลฯ
2. เครือ่ งคอมพวิ เตอร์
3. ป้ายนเิ ทศ
4. อุปกรณส์ าหรบั จัดปา้ ยนเิ ทศ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาค้นคว้าและสร้างองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรยี นบรบือ 16

ใบควำมร้/ู ใบงำน ประกอบกำรสอน

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาคน้ ควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรยี นบรบอื 17

ใบควำมรู้ท่ี 1
กำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง “Independent Study : IS”

บูรณำกำรตำมหลกั ปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียง

กระทรวงศึกษาธกิ าร โดยสานกั บริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน มคี วามมุ่งม่ันต่อการพฒั นาคุณภาพมาตรฐานการศกึ ษาระดับการศึกษาข้ันพืน้ ฐานในระดับ
ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดบั โรงเรียนชนั้ นาทีม่ ี
ความพร้อมใหเ้ ป็นโรงเรยี นดีมีมาตรฐานสากล หรอื ทเ่ี รยี กกันวา่ World-Class Standard School เพ่ือสร้างคน
ไทยรุ่นใหม่ใหเ้ ป็นคนดีของสงั คมโลก โดยคาดหวงั ยกระดบั การจดั การเรยี นการสอนเทยี บเคยี งมาตรฐานสากล
ยกระดับการบริหารจัดการระบบคณุ ภาพ พรอ้ มรับการเขา้ สูป่ ระชาคมอาเซยี น ทง้ั น้โี รงเรยี นมาตรฐานสากลมุ่ง
สร้างผู้เรยี นให้มีศกั ยภาพดว้ ยการพัฒนาหลกั สูตรและการจัดการเรยี นการสอนทใี่ ชเ้ ปน็ เปา้ หมายในการยกระดบั
การจดั การศกึ ษาของท้ังโรงเรียน การออกแบบหลักสูตรจะตอ้ งสอดคล้องกับหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั
พน้ื ฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งผู้เรียนจะเรยี นรตู้ ามมาตรฐานการเรียนรู้ท้งั 8 กลมุ่ สาระและกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียนตามที่
กาหนด มีการพฒั นาต่อยอดคุณลักษณะทีเ่ ทียบเคยี งกับสากล โดยโรงเรยี นตอ้ งพจิ ารณาให้สอดคล้องเหมาะสม
กบั สภาพความพรอ้ มและจุดเนน้ ทม่ี คี วามแตกตา่ งกันตามบริบทของแต่ละโรงเรยี นการจัดการเรยี นการสอนใน
โรงเรียนมาตรฐานสากลเพื่อพัฒนาผ้เู รยี นสูค่ ุณภาพที่คาดหวังคอื ขัน้ ท่ี 1 การตั้งประเด็นคาถามและสมมตุ ฐิ าน
(Hypothesis Formulation) เปน็ การฝึกให้ผเู้ รียนร้จู ักคิด สงั เกต ตั้งข้อสงสยั ตั้งคาถามอยา่ งมเี หตุผล ขนั้ ที่ 2
การสบื ค้นความรจู้ ากแหลง่ เรียนรู้และสารสนเทศ (Searching for Information) เปน็ การฝกึ แสวงหาความรู้
ข้อมลู และสารสนเทศ จากแหล่งเรยี นรู้อยา่ งหลากหลาย เช่น หอ้ งสมุด อนิ เทอร์เน็ต หรือจากการปฏิบตั ทิ ดลอง
เป็นต้น ขั้นท่ี 3 การสรปุ องค์ความรู้ (Knowledge Formation) เป็นการฝกึ ให้นาความรู้และสารสนเทศ หรือ
ข้อมูลที่ได้จากการอภปิ ราย การทดลอง มาคิดวเิ คราะห์สงั เคราะห์ และสรปุ เปน็ องคค์ วามรู้ ข้นั ที่ 4 การสื่อสาร
และการนาเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เปน็ การฝกึ ให้นา ความรู้ท่ีได้มานาเสนอ
และสอ่ื สารอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพใหเ้ กิดความเข้าใจ และข้นั ที่ 5 การบรกิ ารสังคมและจิตสาธารณะ (Public
Service) เปน็ การนาความร้สู ู่การปฏบิ ัติ ซ่งึ ผู้เรยี นจะต้องมีความรู้ในบริบทรอบตัวและบรบิ ทโลกตามวุฒภิ าวะที่
เหมาะสม โดยจะนาองคค์ วามร้ไู ปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนอ์ ยา่ งสรา้ งสรรค์ และในการจดั การเรยี นรู้ตามบันได 5 ขนั้
น้ันมีหลายวธิ ี แตว่ ธิ ีการหน่ึงทยี่ อมรับกนั ว่ามปี ระสทิ ธภิ าพและใช้กันอย่างกว้างขวางเปน็ การเปิดโลกกวา้ งให้
ผเู้ รยี นไดศ้ กึ ษาคน้ ควา้ อยา่ งอิสระในเรื่องหรือประเด็นทีส่ นใจ คือ การศึกษาค้นควา้ ดว้ ยตนเอง (Independent
Study : IS) ดงั นน้ั ในโรงเรียนมาตรฐานสากลจงึ นาบันได 5 ขน้ั สู่การจัดการเรยี นการสอนโดยผ่านรายวชิ า
"การศกึ ษาคน้ ควา้ ด้วยตนเอง" ซึ่งเป็นรายวิชาเพ่มิ เติมประกอบด้วย 3 สาระ ดังน้ี

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาค้นคว้าและสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรยี นบรบือ 18

IS 1- การศกึ ษาคน้ คว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) เป็นสาระทีม่ ุ่ง
ใหผ้ ู้เรียนกาหนดประเดน็ ปญั หา ตงั้ สมมุตฐิ าน คน้ คว้า แสวงหาความรู้และฝึกทกั ษะการคิดวเิ คราะหส์ ังเคราะห์
และสรา้ งองค์ความรู้

IS 2- การสอ่ื สารและการนาเสนอ (Communication and Presentation) เปน็ สาระที่ม่งุ ให้ผูเ้ รยี นนา
ความร้ทู ไ่ี ด้รบั มาพัฒนาวธิ กี ารการถา่ ยทอด/สื่อสารความหมาย/แนวคดิ ข้อมลู และองค์ความรู้ ดว้ ยวิธีการ
นาเสนอท่ีเหมาะสม หลากหลายรูปแบบ และมีประสทิ ธภิ าพ

IS 3- การนาองค์ความรูไ้ ปใช้บรกิ ารสงั คม (Social Service Activity)เปน็ สาระที่มุง่ ให้ผู้เรยี น นา
ประยกุ ต์องค์ความรู้ไปสูก่ ารปฏบิ ัติ หรือนาไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ สังคม เกิดบรกิ ารสาธารณะ ( Public
Service) โรงเรียนตอ้ งนาสาระการเรยี นรู้ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง(Independent Study : IS )ไปสูก่ าร
เรยี นการสอน ในลกั ษณะของหนว่ ยการเรียนรู้ รายวิชาเพมิ่ เตมิ หรือกจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น ตามแนวทางท่ี
กาหนด โดยพิจารณาใหส้ อดคลอ้ งกับบรบิ ทและพฒั นาการวยั ของผเู้ รียนซงึ่ อาจแตกต่างกนั ในระดบั ประถม
มัธยมศึกษาตอนตน้ และตอนปลาย

การศึกษาอสิ ระ หรอื การค้นคว้าอสิ ระ (อังกฤษ: independent study หรือ directed study) เป็น
การศึกษารปู แบบหนึ่งที่ผ้เู รียนศึกษา ค้นคว้า วิจยั อยา่ งอิสระในหัวข้อทต่ี กลงกนั นอกเหนอื จากการเรยี นในชัน้
เรยี นตามหลกั สูตรปกติของสถานศกึ ษา

หวั ข้อทีศ่ ึกษาขน้ึ อยู่กบั การตกลงกนั ระหว่างผเู้ รียนและอาจารย์ภายใตก้ รอบทสี่ ถานศึกษากาหนด ซ่งึ มัก
กาหนดสาขาวชิ าท่ใี ห้ศึกษา ระยะเวลา ความยากงา่ ย ปรมิ าณเนื้องานท่ีต้องศึกษาและวิธีการประเมนิ ผลเอาไว้
โดยปกติกอ่ นเริ่มทาการศึกษาต้องมีอาจารย์ท่ปี รึกษาหรืออาจารยป์ ระจาวิชาศกึ ษาอสิ ระรับรองหัวข้อนั้นก่อน ซ่ึง
อาจการรบั รองดงั กล่าวแตกต่างกันไปตามบริบท เชน่

• รบั รองวา่ ตนมคี วามรู้ ความเชีย่ วชาญท่ีจะใหค้ าปรึกษาในหวั ข้อน้ัน

• รับรองว่าผเู้ รยี นมคี วามสามารถเพยี งพอทจ่ี ะศึกษาหัวข้อดังกล่าวไดด้ ้วยตนเอง

• รบั รองวา่ หวั ข้อนั้นมีความสาคัญเหมาะสมกับวชิ าการศึกษาอิสระในระดับท่ีผูเ้ รียนศึกษาอยู่

เมอื่ ไดห้ ัวขอ้ ผู้เรยี นทาการศึกษาในเร่อื งท่ไี ด้รับอนุมัตใิ ห้ศึกษาดว้ ยตนเอง ภายใต้การกากับดูแลของท่ี
ปรกึ ษา ระดับของการกากับดูแลอาจมากน้อยต่างกันตามข้อกาหนดของวิชาการศกึ ษาอิสระในระดบั ทีศ่ ึกษาอยู่
โดยทัว่ ไปในระดับมธั ยมศึกษามกั ต้องการคาแนะนาอย่างใกล้ชดิ จากที่ปรึกษา ในขณะทผ่ี ู้เรียนระดับบณั ฑติ ศึกษา
อาจไดร้ บั คาปรึกษาท่ีคอ่ นขา้ งจากัด เมื่อเสร็จสิ้นการศึกษามักมีการประเมนิ ผลโดยให้ผูเ้ รียนทา รายงานสรุปผล

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาค้นควา้ และสร้างองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรยี นบรบือ 19

การศึกษาและ/หรอื นาเสนอปากเปล่า ผลการเรยี นของการศกึ ษาอิสระอาจเป็นคะแนนระดับตา่ ง ๆ หรือ ใหแ้ ต่ 20
เพยี งผ่านหรือไมผ่ า่ นก็ได้

การศกึ ษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองมีความมุง่ หมายเก่ียวกับการพัฒนาการเรยี นร้ขู องนักเรยี น เพื่อใหผ้ ูเ้ รียนได้
ศึกษาหาความรดู้ ้วยตนเอง เกี่ยวกบั ประเด็นที่อย่ใู นความต้องการและความสนใจ อย่างเป็นระบบตระหนักถึง
ความสาคัญของกระบวนการและวธิ ีการของการศกึ ษาด้วยตนเอง และสามารถนาไปประยุกต์ใชใ้ นการเรียนรู้
ตลอดชีวติ ได้

แนวคดิ ในการจดั ทาหลักสูตรบูรณาการ “หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” โรงเรียนบรบือ
หลักสตู รการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กาหนดให้การจดั การเรียนรู้เปน็ ไปในลักษณะองคร์ วม

“การบรู ณาการ” ซ่ึงเป็นการกาหนดเป้าหมายการเรียนร่วมกัน ยดึ ผู้เรียนเปน็ สาคญั โดยนากระบวนการเรียนรู้
จากกลมุ่ สาระเดียวกัน หรือต่างกลุม่ สาระการเรยี นรมู้ าบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน จะทาให้ผ้เู รียนเห็น
ความสัมพันธข์ องศาสตรส์ าขาตา่ งๆ สามารถเชื่อมโยงและถา่ ยโอนความรู้ไปใชใ้ นชีวิตจรงิ ได้

1. ความหมายของบูรณาการ
คาวา่ “บูรณาการ” มคี วามหมาย 2 นยั คือ ความหมายโดยทวั่ ไป และความหมายเฉพาะ ทาง

ศึกษาศาสตร์ ( นงเยาว์ เอียดตรง , 2543 : 11-12 )
ความหมายโดยทั่วไป บูรณาการหมายถงึ การทาให้สมบรู ณ์ กลา่ วคือ ทาใหห้ น่วยยอ่ ๆท่มี ี

ความสัมพนั ธก์ นั รว่ มกันทาหนา้ ที่ อย่างผสมกลมกลนื เป็นองค์รวมหนึง่ เดียวท่มี ีความ ครบถว้ น สมบูรณใ์ นตนเอง
ความหมายเฉพาะ“บูรณาการ”หมายถงึ การนาเอาศาสตรส์ าขาวชิ าต่าง ๆ ทม่ี ีความสัมพันธ์ เกย่ี วขอ้ ง

กันมาผสมผสานเข้าดว้ ยกนั เพ่ือประโยชนใ์ นการจดั หลักสตู รและการจดั การเรยี นการสอน
หลกั สูตรทบ่ี ูรณาการด้วยวิธีการบูรณาการแล้วเรยี กว่า “หลักสตู รบรู ณาการ”(Integrated

Curriculum) คือหลักสูตรท่ีนาเอาเน้ือหาวิชาต่างๆมาหลอมรวมเขา้ ดว้ ยกนั ทาใหเ้ อกลักษณข์ องแตล่ ะ
รายวิชาหมดไป เกดิ เป็นเอกลักษณใ์ หมข่ องหลกั สูตร

การเรียนการสอนท่ีดาเนินการดว้ ยวธิ บี ูรณาการ เรยี กว่า การเรยี นการสอนแบบ “ บรู ณาการ (
Integrated Curriculum ) คือ เน้นที่องคร์ วมของเนื้อหามากกว่าองค์ความรู้ ของแต่ละรายวชิ า และเนน้ ที่การ
เรียนรู้ ของผเู้ รียนเป็นสาคญั ย่ิงกวา่ การบอกของครู การจดั หลักสูตรแบบบรู ณาการ (Integration
Curriculum) คือการนาเอาเนือ้ หาของวชิ าตา่ งๆ มาหลอมรวมเข้าด้วยกนั เกิดเป็นเอกลักษณใ์ หม่ของหลักสูตร
หรือการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนแบบบรู ณาการ (Integration Instruction) ซง่ึ จะเน้นทีอ่ งคร์ วมของเนอื้ หา
มากกว่า
องค์ความรูข้ องแต่ละรายวิชา และเน้นท่ีการเรียนรขู้ องผเู้ รยี นเป็นสาคัญย่ิงกวา่ การบอกเน้ือหาของครผู ู้สอน

จงึ อาจสรปุ ไดว้ ่า “การบูรณาการ” หมายถึงการเรียนรู้ทเี่ ชอ่ื มโยงศาสตรส์ าขาตา่ งๆ ทสี่ ัมพนั ธเ์ กย่ี วข้อง
กันมาผสมผสานเขา้ ด้วยกัน เพอ่ื ให้เกิดองค์ความรู้ท่มี ีความหมาย มีความหลากหลายและสามารถนาไปใช้
ประโยชนใ์ นชวี ิตประจาวัน ( กระทรวงศกึ ษาธกิ าร .2543)

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาคน้ ควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรียนบรบอื

2. ทาไมจึงต้องสอนแบบบรู ณาการ
1) เพราะส่ิงท่ีเกิดขนึ้ ในชีวิตจรงิ และการดาเนินชีวิตประจาวันไม่จากัดวา่ จะเกย่ี วข้องกับวชิ าใดวชิ าหนึ่ง
2) เพราะการแกป้ ญั หา หรอื การตดั สินใจจาเป็นต้องใช้ความรู้ และทักษะจากหลายสาขาวชิ ารว่ มกัน

เพราะการบูรณาการเป็นการเช่อื มโยงส่ิงที่เรยี นเขา้ กบั ชวี ติ จริงได้ ทาให้เข้าใจว่าสิ่งทเ่ี รียนมปี ระโยชน์ หรือ
นาไปใชจ้ ริงได้

3) เพราะช่วยใหเ้ ข้าใจความสมั พันธ์ระหวา่ งรายวิชา และสัมพนั ธ์ระหว่างวิชาตา่ งๆกบั ชีวิตจริง ทาให้
เกดิ การเรียนร้ทู ี่มีความหมาย

4) เพราะช่วยให้เกดิ ความสัมพนั ธเ์ ชือ่ มโยง ระหว่างความคิดรวบยอดในศาสตรต์ ่างๆ เน้ือหาและ
กระบวนการ การท่เี รียนในวิชาหน่ึงอาจชว่ ยให้เข้าใจวิชาอื่นดีขน้ึ ได้

5) เป็นการขจัดความซ้าซ้อนของเนื้อหาในหลักสูตร
6) การเรยี นการสอนแบบบรู ณาการ ตอบสนองความสามารถของผู้เรียน ซ่งึ มหี ลายด้าน และ
สนองตอบต่อความสามารถในการแสดงออกและตอบสนองด้านอารมณ์
7) เป็นกระบวนการเรยี นการสอนทใ่ี ช้การสอนแบบบรู ณาการสอดคล้องกับแนวคดิ ทฤษฏี และการ
สร้างองค์ความรู้
ความเปน็ มาของการจัดทาหลักสูตรบูรณาการปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งโรงเรยี นบรบือเนือ่ งจาก
1. พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และ ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2545 หลักสูตรแกนกลาง
2551 สาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนร้สู ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
2. วิสยั ทศั น์ของโรงเรียน “โรงเรียนบรบือม่งุ พฒั นาคณุ ภาพนกั เรยี นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เคียงคคู่ ุณธรรม ม่งุ สู่โรงเรียนสากล”
3. โรงเรยี นได้เข้าโครงการสถานศึกษาแบบอย่างการจดั การเรียนรู้และการบรหิ ารจดั การตามหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง (สถานศกึ ษาพอเพียง) ระดบั การศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน

หลักปรัชญำของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
เศรษฐกิจพอเพยี ง เปน็ ปรัชญาทีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชมพี ระราชดารัสแก่

ชาวไทยนับตั้งแต่ พ.ศ. 2517 เป็นตน้ มา และถกู พดู ถึงอยา่ งชดั เจนในวนั ท่ี 4 ธนั วาคม พ.ศ. 2540 เพ่ือเป็นแนว
ทางการแกไ้ ขวกิ ฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 ใหส้ ามารถดารงอยู่ได้อยา่ งมน่ั คงและย่ังยนื ในกระแส
โลกาภวิ ตั น์และความเปล่ยี นแปลงต่าง ๆ

ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งน้ีได้รบั การเชิดชูจากองคก์ ารสหประชาชาติ ว่าเปน็ ปรัชญาทมี่ ปี ระโยชนต์ อ่
ประเทศไทยและนานาประเทศ[5] และสนบั สนุนใหป้ ระเทศสมาชกิ ยึดเปน็ แนวทางสกู่ ารพฒั นาแบบยง่ั ยืน โดยมี
นกั วชิ าการและนักเศรษฐศาสตรห์ ลายคนเหน็ ด้วยกบั แนวทางเศรษฐกจิ พอเพียง แตใ่ นขณะเดียวกนั บางสอื่ ต้ัง
คาถามถงึ การยกย่องขององค์การสหประชาชาติ รวมท้งั ความน่าเชอ่ื ถือของรายงานศึกษาและท่าทขี ององค์การ

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศึกษาคน้ ควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรียนบรบือ 21

เศรษฐกิจพอเพียงเปน็ ปรชั ญาทีย่ ดึ หลกั ทางสายกลาง ที่ชีแ้ นวทางการดารงอยู่และปฏิบตั ขิ องประชาชน
ในทกุ ระดบั ให้ดาเนินไปในทางสายกลาง มคี วามพอเพียง และมีความพรอ้ มทจ่ี ะจัดการต่อผลกระทบจากการ
เปล่ยี นแปลง ซ่ึงจะต้องอาศยั ความรอบรู้ รอบคอบ และ
ระมดั ระวัง ในการวางแผนและดาเนินการทุกขั้นตอน ทงั้ นี้
เศรษฐกิจพอเพียงเปน็ การดาเนินชีวติ อยา่ งสมดลุ และยัง่ ยืน
เพือ่ ให้สามารถอยู่ได้แมใ้ นโลกโลกาภวิ ตั นท์ ม่ี ีการแข่งขนั สูง
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งทีท่ รงปรับปรงุ พระราชทานเป็น
ทม่ี าของนิยาม "3 ห่วง 2 เง่ือนไข" ทคี่ ณะอนุกรรมการ
ขบั เคล่อื นเศรษฐกจิ พอเพยี ง สานกั งานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ นามาใช้ในการรณรงค์
เผยแพร่ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงผ่านช่องทางส่ือตา่ ง ๆ
อยูใ่ นปัจจุบนั ซง่ึ ประกอบดว้ ยความ "พอประมาณ มเี หตผุ ล มีภูมคิ มุ้ กัน" บนเง่อื นไข "ความรู"้ และ "คุณธรรม"

เศรษฐกจิ พอเพียง เป็นปรัชญาชถ้ี งึ แนวการดารงอยแู่ ละปฏบิ ัติตนของประชาชนในทุกระดับต้ังแตร่ ะดับ
ครอบครัว ระดับชมุ ชนจนถึงระดบั รฐั ใหด้ าเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพฒั นาเศรษฐกิจเพ่ือให้กา้ ว
ทันต่อโลกยคุ โลกาภวิ ัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผลรวมถึงความจาเป็นทีจ่ ะต้อง
มรี ะบบภูมคิ ุ้มกันในตัวที่ดพี อสมควรต่อการมผี ลกระทบใด ๆ อันเกดิ จากการเปลยี่ นแปลงทัง้ ภายนอกและภายใน
ทั้งน้จี ะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนาวิชาการตา่ ง ๆ มาใช้ในการ
วางแผนและการดาเนินการทุกขน้ั ตอน ชว่ ยเสริมสรา้ งพ้ืนฐานจติ ใจของคนในชาตโิ ดยเฉพาะเจ้าหน้าท่ขี องรัฐ นัก
ทฤษฎแี ละนักธรุ กิจในทุกระดับใหม้ ีสานกึ ในคุณธรรม ความซ่ือสตั ย์สจุ ริต และให้มคี วามรอบรูท้ ีเ่ หมาะสม ดาเนนิ
ชวี ิตดว้ ยความอดทน ความเพียร มสี ติ ปัญญา และความรอบคอบ เพ่อื ใหส้ มดุลและพรอ้ มตอ่ การรองรับการ
เปลีย่ นแปลงอย่างรวดเรว็ และกว้างขวางทงั้ ดา้ นวัตถุ สงั คม ส่ิงแวดลอ้ ม และวฒั นธรรมจากโลกภายนอกไดเ้ ป็น
อย่างดี

การพฒั นาตามหลกั เศรษฐกิจพอเพยี ง คือ การพฒั นาทีต่ ้ังอยบู่ นพน้ื ฐานของทางสายกลางและความไม่
ประมาท โดยคานงึ ถึง ความพอประมาณ ความมีเหตผุ ล การสรา้ งภูมิคมุ้ กนั ทีด่ ีในตวั ตลอดจนใช้ความรคู้ วาม
รอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสนิ ใจและการกระทามีหลักพจิ ารณาอยู่ 5 ส่วน ดังน้ี

1. กรอบแนวคิด เปน็ ปรชั ญาทีช่ ี้แนะแนวทางการดารงอยู่และปฏบิ ัติตนในทางที่ ควรจะเป็น โดยมี
พนื้ ฐานมาจากวิถชี ีวติ ด้งั เดิมของสังคมไทย สมารถนามาประยกุ ตใ์ ช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบ
ท่ีมกี ารเปล่ียนแปลงอยตู่ ลอดเวลา มงุ่ เนน้ การรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพ่ือ ความม่ันคง และ ความย่ังยนื ของ
การพฒั นา

2. คณุ ลกั ษณะ เศรษฐกิจพอเพยี งสามารถนามาประยกุ ต์ใช้กับการปฏิบตั ติ นไดใ้ นทุกระดับ โดยเนน้ การ
ปฏิบัตบิ นทางสายกลาง และการพฒั นาอย่างเป็นขัน้ ตอน

3. คานิยาม ความพอเพยี งจะตอ้ งประกอบด้วย 3 คุณลกั ษณะ พร้อม ๆ กนั ดังน้ี

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศึกษาค้นคว้าและสร้างองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรยี นบรบอื 22

ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีทีไ่ ม่น้อยเกินไปและไมม่ ากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อืน่ เช่น
การผลิตและการบรโิ ภค

ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสนิ ใจเกีย่ วกับระดบั ของความพอเพียงน้นั จะต้องเป็นไปอยา่ งมเี หตผุ ล
โดยพจิ ารณาจากเหตปุ จั จัยทีเ่ กยี่ วขอ้ งตลอดจนคานงึ ถึงผลท่คี าดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทานน้ั ๆ อย่าง
รอบคอบ

การมภี มู ิคุ้มกันที่ดีในตวั หมายถงึ การเตรียมตวั ให้พร้อมรับผลกระทบและ
การเปลยี่ นแปลงด้านตา่ ง ๆ ท่ีจะเกิดขนึ้ โดยคานงึ ถึงความเปน็ ไปได้ของสถานการณ์ ตา่ ง ๆ ท่ีคาดว่าจะเกิดขน้ึ ใน
อนาคตทั้งใกลแ้ ละไกล

4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดาเนนิ กิจกรรมตา่ ง ๆ ให้อย่ใู นระดบั พอเพียงนั้น ต้องอาศัยท้ังความรู้
และคุณธรรมเป็นพ้ืนฐาน กล่าวคือ

เงือ่ นไขความรู้ ประกอบดว้ ย ความรอบรูเ้ ก่ยี วกับวชิ าการต่าง ๆ ที่เกย่ี วข้องอยา่ งรอบด้าน ความ
รอบคอบท่ีจะนาความร้เู หล่าน้นั มาพจิ ารณาให้เช่อื มโยงกัน เพอ่ื ประกอบการวางแผน และความระมดั ระวงั ในขน้ั
ปฏิบัติ

เงอ่ื นไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสรา้ งประกอบดว้ ย มีความตระหนกั ในคุณธรรม มคี วามซื่อสตั ย์สจุ รติ
และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สตปิ ญั ญาในการดาเนนิ ชีวิต

5. แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะไดร้ ับ จากการนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยกุ ต์ใช้ คือ การ
พฒั นาทสี่ มดลุ และยง่ั ยืน พร้อมรบั ตอ่ การเปล่ียนแปลงในทุกด้าน ทัง้ ดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม สงิ่ แวดล้อม ความรู้
และเทคโนโลยี

การจัดหลกั สูตรปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เป็นการน้อมนาปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงของ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชมาสู่การปฏิบัติในสถานศกึ ษา ตง้ั แต่ระดับนโยบายการบริหาร
จดั การของโรงเรยี น การจดั หลักสตู รกิจกรรมการเรียนร้ใู ห้กับนกั เรยี น การจัดกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน แผนงาน
โครงการและกจิ กรรมของผเู้ รียน ท้ังน้โี รงเรียนบรบือได้มกี ารขบั เคล่อื นการศึกษาภายใต้แนวคิด “มนั แกวเงนิ
ล้านของดีพ้นื บา้ นบรบือ” จากภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ สู่การเรียนรู้ในหอ้ งเรยี น นกั เรยี นในฐานะลูกหลานผสู้ ืบสานภูมิ
ความร้หู ากมีการศึกษาคน้ คว้าจากพืน้ ฐานการดาเนินชีวิตของนกั เรยี นเองจะเป็นการเรียนรูแ้ ละคน้ คว้าท่ดี ีทส่ี ดุ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศึกษาคน้ ควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรียนบรบอื 23

ใบควำมรทู้ ่ี 2
กำรตง้ั ประเดน็ ปญั หำหรอื ตงั้ คำถำม

การใชค้ าถามเปน็ เทคนิคสาคัญในการเสาะแสวงหาความรทู้ ีม่ ีประสิทธภิ าพ เปน็ กลวิธกี ารสอนที่
ก่อให้เกดิ การเรยี นร้ทู ่พี ัฒนาทักษะการคิด การตคี วาม การไตรต่ รอง การถ่ายทอดความคิด สามารถนาไปสู่การ
เปลย่ี นแปลงและปรบั ปรงุ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ได้เป็นอยา่ งดีการถามเปน็ ส่วนหน่ึงของกระบวนการเรียนรู้
ชว่ ยให้ผ้เู รียนสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาความคิดใหม่ ๆ กระบวนการถามจะช่วยขยายทักษะการคดิ
ทาความเข้าใจใหก้ ระจา่ ง ได้ข้อมลู ปอ้ นกลับทงั้ ด้านการเรียนการสอน ก่อใหเ้ กิดการทบทวน การเชอื่ มโยง
ระหว่างความคิดต่าง ๆ สง่ เสรมิ ความอยากรู้อยากเหน็ และเกดิ ความทา้ ทาย

การสังเกต (Observation) วธิ กี ารทางวิทยาศาสตรม์ ักจะเริ่มจากการสงั เกตปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ ที่อยู่
รอบ ๆ ตัวเรา เมื่อไดข้ ้อสังเกตบางอยา่ งท่เี ราสนใจจะทาให้ได้สิ่งที่ตามมาคือ ปัญหา (Problem) เชน่ การสงั เกต
ต้นหญา้ ใตต้ น้ ไมใ้ หญ่ หรือต้นหญ้าทอ่ี ยู่ใตห้ ลงั คามักจะไม่งอกงาม สว่ นต้นหญา้ ในบรเิ วณใกล้เคียงกันที่ได้รบั แสง
เจริญงอกงามดี

การตั้งปญั หา
"แสงแดดมีสว่ นเกย่ี วข้องกบั การเจรญิ งอกงามของต้นหญ้าหรือไม"่
"แบคทเี รียในจานเพาะเชอ่ื เจริญช้าไม่งอกงามถ้ามรี ากสีเขียวอยใู่ นจานเพาะเชือ้ นน้ั "
"การต้งั ปญั หานั้นสาคัญกวา่ การแกป้ ญั หา" เพราะ การต้ังปัญหาท่ีดแี ละชดั เจนจะทาให้ผตู้ ั้งปญั หา
เกดิ ความเข้าใจและมองเหน็ ลู่ทางของการคน้ หาคาตอบเพื่อแกป้ ัญหาที่ตง้ั ข้นึ ดงั นั้นจงึ ต้องหม่นั ฝึกการสงั เกต
สงิ่ ท่ีสังเกตน้นั เปน็ อะไร? เกิดขึน้ เม่ือไร? เกิดขึ้นที่ไหน? เกิดขนึ้ ได้อยา่ งไร? ทาไมจึงเป็นเช่นนนั้ ?
ระดับของการตัง้ คาถาม
การตง้ั คาถามมี 2 ระดบั คือ คาถามระดับพื้นฐาน และคาถามระดับสงู ซง่ึ มรี ายละเอยี ดดังน้ี

1) คาถามระดับพน้ื ฐาน เป็นการถามความรู้ ความจา เป็นคาถามท่ีใช้ความคิดทว่ั ไป หรือความคดิ
ระดบั ตา ใช้พนื้ ฐานความรู้เดิมหรอื สงิ่ ท่ปี ระจักษ์ในการตอบ เนือ่ งจากเป็นคาถามทีฝ่ กึ ใหเ้ กดิ ความคล่องตวั ในการ
ตอบ คาถามในระดบั นเี้ ปน็ การประเมินความพร้อมของผเู้ รียนกอ่ นเรียน วินิจฉยั จุดอ่อน – จดุ แขง็ และสรปุ
เน้ือหาทเ่ี รียนไปแลว้ คาถามระดับพ้ืนฐานไดแ้ ก่

1.1) คาถามให้สงั เกต เปน็ คาถามทีใ่ ห้ผเู้ รยี นคิดตอบจากการสงั เกต เป็นคาถามท่ีต้องการให้ผูเ้ รยี น
ใช้ประสาทสมั ผสั ทง้ั หา้ ในการสบื ค้นหาคาตอบ คือ ใช้ตาดู มอื สัมผสั จมูกดมกล่ิน ล้ินชมิ รส และหฟู งั เสียง
ตวั อยา่ งคาถาม เช่น

- เม่อื นักเรยี นฟังเพลงนแี้ ลว้ รสู้ ึกอยา่ งไร
- ภาพนี้มลี ักษณะอย่างไร
- สารเคมีใน 2 บีกเกอร์ ตา่ งกันอยา่ งไร
- พื้นผิวของวัตถเุ ปน็ อยา่ งไร

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาคน้ คว้าและสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรยี นบรบอื 24

1.2) คาถามทบทวนความจา เปน็ คาถามท่ี ใช้ ทบทวนความรู้ เดมิ ของผู้ เรียนเพื่อใช้เช่ือมโยงไปสู่ 25
ความรู้ใหม่ก่อนเรมิ่ บทเรยี น ตวั อย่างคาถาม เช่น

- วนั วสิ าขบชู าตรงกบั วันใด
- ดาวเคราะห์ดวงใดท่ีมีขนาดใหญท่ ี่สดุ
- ใครเป็นผู้แตง่ เรือ่ งอิเหนา
- เมือ่ เกิดอาการแพ้ยาควรโทรศัพท์ไปที่เบอรใ์ ด

1.3) คาถามท่ใี ห้บอกความหมายหรือคาจากดั ความ เป็นการถามความเข้าใจ โดยการใหบ้ อก
ความหมายของขอ้ มูลต่าง ๆ ตวั อยา่ งคาถาม เชน่

- คาว่าสิทธมิ นุษยชนหมายความวา่ อยา่ งไร
- ภาษีเงนิ ได้บคุ คลธรรมดาคืออะไร
- สถติ ิ(Statistics) หมายความวา่ อยา่ งไร
- บอกความหมายของ Passive Voice
1.4) คาถามบง่ ชีห้ รอื ระบุ เป็นคาถามที่ให้ผเู้ รียนบง่ ช้หี รอื ระบคุ าตอบจากคาถามให้ถูกตอ้ ง
ตัวอย่างคาถาม เช่น
- ประโยคทีป่ รากฏบนกระดานประโยคใดบา้ งทีเ่ ป็น Past Simple Tense
- คาใดต่อไปนี้เปน็ คาควบกลา้ ไม่แท้
- ระบุชื่อสัตวท์ ี่มกี ระดกู สันหลงั
- ประเทศใดบ้างที่เป็นสมาชกิ APEC
2) คาถามระดับสงู เป็นการถามใหค้ ิดค้น หมายถงึ คาตอบที่ผู้เรียนตอบต้องใชค้ วามคดิ ซับซอ้ นเป็น
การส่งเสริมความคิดสร้างสรรคแ์ ละกระต้นุ ใหผ้ ้เู รยี นสามารถใช้ส มองซีกซ้ายและซีกขวาในการคดิ หาคาตอบ
โดยอาจใชค้ วามร้หู รอื ประสบการณเ์ ดิมมาเปน็ พ้ืนฐานในการคดิ และตอบคาถาม ตัวอย่างคาถามระดับสูงได้แก่
2.1) คาถามให้อธิบาย เปน็ การถามโดยให้ผ้เู รยี นตีความหมาย ขยายความ โดยการให้
อธิบายแนวคดิ ของข้อมูลตา่ ง ๆ ตวั อยา่ งคาถาม เช่น
- เพราะเหตุใดใบไม้จึงมีสีเขียว
- นักเรยี นควรมีบทบาทหนา้ ท่ีในโรงเรียนอย่างไร
- ชาวพุทธทดี่ ีควรปฏบิ ัตติ นอยา่ งไร
- นกั เรียนจะปฏบิ ัติตนอยา่ งไรจึงจะทาใหร้ า่ งกายแข็งแรง
2.2) คาถามให้เปรียบเทยี บ เป็นการต้งั คาถามใหผ้ ูเ้ รียนสามารถจาแนกความเหมือน –ความ
แตกตา่ งของข้อมลู ได้ ตัวอยา่ งคาถาม เช่น
- พืชใบเลีย้ งคตู่ า่ งจากพชื ใบเลย้ี งเดี่ยวอยา่ งไร
- จงเปรียบเทียบวิถชี ีวิตของคนไทยในภูมภิ าคต่าง ๆ ของประเทศไทย

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาคน้ คว้าและสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรยี นบรบอื

- DNA กับ RNA แตกต่างกันหรอื ไม่ อยา่ งไร 26
- สงั คมเมอื งกบั สังคมชนบทเหมือนและต่างกันอยา่ งไร
2.3) คาถามให้วเิ คราะห์ เปน็ คาถามใหผ้ ู้เรียนวเิ คราะห์ แยกแยะปัญหา จัดหมวดหมู่
วิจารณ์แนวคดิ หรอื บอกความสัมพันธ์และเหตุผล ตัวอยา่ งคาถาม เช่น
- อะไรเป็นสาเหตุท่ีทาใหเ้ กดิ ภาวะโลกร้อน
- วัฒนธรรมแบง่ ออกเปน็ กปี่ ระเภท อะไรบา้ ง
- สาเหตุใดท่ีทาให้นางวนั ทองถูกประหารชีวิต
- การตดิ ยาเสพตดิ ของเยาวชนเกิดจากสาเหตุใด
2.4) คาถามใหย้ กตัวอยา่ ง เป็นการถามให้ ผเู้ รยี นใช้ความสามารถในการคดิ นามายกตัวอยา่ ง
- รา่ งกายขบั ของเสยี ออกจากสว่ นใดบ้าง
- ยกตวั อย่างการเคลื่อนทแ่ี บบโปรเจกไตล์
- หินอัคนีสามารถนาไปใช้ประโยชนไ์ ดอ้ ย่างไรบา้ ง
- อาหารคาวหวานในพระราชนพิ นธก์ าพย์เหช่ มเคร่ืองคาวหวานได้แก่อะไรบา้ ง
2.5) คาถามใหส้ รุป เป็นการใชค้ าถามเม่ือจบบทเรียน เพ่ือให้ทราบวา่ ผู้เรียนได้รบั ความรู้หรอื มี
ความก้าวหนา้ ในการเรยี นมากน้อยเพียงใด และเป็นการช่วยเน้นย้าความรู้ที่ได้เรียนไปแลว้ ทาให้สามารถจดจา
เนอ้ื หาได้ดียงิ่ ขนึ้ ตวั อย่างคาถาม เชน่
- จงสรปุ เหตุผลที่ทาให้พระเจ้าตากสนิ ทรงย้ายเมืองหลวง
- เมื่อนกั เรียนอา่ นบทความเร่ืองนีแ้ ล้วนักเรียนได้ข้อคดิ อะไรบ้าง
- จงสรุปแนวทางในการอนรุ กั ษ์ทรัพยากรน้าเพ่ือใหเ้ กดิ คุณคา่ สูงสดุ
- จงสรุปข้นั ตอนการทาผา้ บาติค
2.6) คาถามเพื่อให้ประเมินและเลอื กทางเลอื ก เปน็ การใช้คาถามท่ีให้ผู้เรียนเปรยี บเทียบหรือใช้
วจิ ารณญาณในการตัดสนิ ใจเลือกทางเลือกทีห่ ลากหลาย ตัวอย่างคาถามเช่น
- การว่ายนา้ กับการว่งิ เหยาะ อย่างไหนเปน็ การออกกาลงั กายท่ีดีกวา่ กัน เพราะเหตุใด
- ระหว่างน้าอดั ลมกับนมอยา่ งไหนมปี ระโยชน์ตอ่ รา่ งกายมากกวา่ กัน เพราะเหตุใด
- ดินร่วนดนิ ทรายและดินเหนียวดนิ ชนิดใดเหมาะแก่การปลูกมะมว่ งมากกวา่ กนั เพราะเหตุใด
- ไก่ทอดกบั สลดั ไก่ นกั เรียนจะเลือกรับประทานอาหารชนิดใด เพราะเหตุใด
2.7) คาถามให้ประยกุ ต์ เป็นการถามใหผ้ เู้ รยี นใช้พื้นฐานความรเู้ ดมิ ทม่ี ีอยูม่ าประยกุ ตใ์ ช้ใน
สถานการณ์ใหมห่ รอื ในชวี ติ ประจาวัน ตวั อย่างคาถามเชน่
- นักเรยี นมีวธิ กี ารประหยดั พลงั งานอย่างไรบา้ ง
- เมื่อนักเรยี นเห็นเพ่ือนในห้องขาแพลง นกั เรียนจะทาการปฐมพยาบาลอย่างไร
- นักเรียนนาปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปประยุกตใ์ ชใ้ นการดาเนนิ ชีวิตประจาวันอยา่ งไรบ้าง
- นักเรยี นจะทาการส่งข้อความผ่านทางอเี มลลไ์ ด้อยา่ งไร
2.8) คาถามให้สร้างหรอื คดิ ค้นสิ่งใหม่ ๆ หรอื ผลติ ผลใหม่ ๆ เปน็ ลกั ษณะการถามใหผ้ เู้ รียนคิด

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศึกษาคน้ ควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรียนบรบอื

สร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ท่ไี ม่ซา้ กับผอู้ ่ืนหรือท่มี ีอยู่แล้ว ตวั อย่างคาถามเชน่
- กระดาษหนงั สือพิมพ์ท่ีไมใ่ ช้แล้ว สามารถนาไปประดิษฐข์ องเล่นอะไรได้บา้ ง
- กลอ่ งหรือลงั ไมเ้ กา่ ๆ สามารถดดั แปลงกลบั ไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ไดอ้ ยา่ งไร
- เสื้อผา้ ท่ีไมใ่ ชแ้ ล้ว นกั เรียนจะนาไปดัดแปลงเปน็ ส่งิ ใดเพ่ือใหเ้ กดิ ประโยชน์
- นกั เรยี นจะนากระดาษทใี่ ชเ้ พยี งหนา้ เดียวมาประดษิ ฐเ์ ป็นสง่ิ ใดบา้ ง

การตัง้ คาถามระดับสูงจะทาให้ผูเ้ รียนเกดิ ทกั ษะการคดิ ระดับสงู และเป็นคนมีเหตุผล ผ้เู รยี นไมเ่ พียงแต่
จดจาความรู้ ข้อเท็จจรงิ ได้อย่างเดยี วแต่สามารถนาความรู้ไปใชใ้ นการแก้ปญั หา วิเคราะห์ และประเมินสง่ิ ที่ถาม
ได้ นอกจากน้ยี งั ช่วยใหผ้ ้เู รยี นเข้าใจสาระสาคัญของเรื่องราวท่ีเรยี นไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและกระตุ้นใหผ้ ูเ้ รยี นคน้ หา
ขอ้ มูลมาตอบคาถามดว้ ยตนเอง การตอบคาถามระดับสงู ผสู้ อนตอ้ งให้เวลาผ้เู รียนในการคิดหาคาตอบเปน็ เวลา
มากกวา่ การตอบคาถามระดับพน้ื ฐาน เพราะผ้เู รยี นตอ้ งใช้เวลาในการคิดวิเคราะหอ์ ย่างลกึ ซ้ึงและมวี จิ ารณญาณ
ในการตอบคาถาม ความผดิ พลาดอยา่ งหน่ึงของการต้งั คาถามคอื การถามแลว้ ตอ้ งการคาตอบในทนั ทีโดยไม่ให้
เวลาผเู้ รียนในการคิดหาคาตอบ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาค้นควา้ และสร้างองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรียนบรบอื 27

ใบงำนท่ี 1
กำรศึกษำคน้ คว้ำดว้ ยตนเอง

คำช้ีแจง ใหน้ กั เรียนศึกษาจากใบความรู้และแหล่งเรยี นรู้ตา่ ง ๆ แลว้ ตอบคาถามดังน้ี

1.การศกึ ษาค้นควา้ หมายถงึ

............................................................................................................................. ...................................................

.................................................................................................................................................................................

2.การเรยี นรู้ด้วยตนเอง หมายถงึ

............................................................................................................................. ....................................................

............................................................................................................................. ....................................................

3.หากใหน้ กั เรยี นศึกษาข้อมูลในทอ้ งถนิ่ นกั เรยี นคิดวา่ จะศึกษา เรื่องใด เพราะเหตุใด

............................................................................................................................. ....................................................

.................................................................................................................................................... .............................

4.พอเพยี งด้านการศึกษา หมายถงึ

.................................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. ....................................................

5.เมือ่ นักเรยี นศกึ ษาค้นควา้ โดยนาเอาหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมาใช้ จงถอดบทเรียน 2 : 3 : 4 ดังน้ี

เง่อื นไข ความรู้ เงอื่ นไข คณุ ธรรม

1....................................................................................... 1.......................................................................................

2....................................................................................... 2.......................................................................................

3....................................................................................... 3.......................................................................................

พอประมาณ มเี หตผุ ล มภี มู คิ มุ้ กนั ในตวั ทด่ี ี

1............................................................ 1........................................................... 1............................................................

2............................................................ 2........................................................... 2............................................................

3............................................................ 3............................................................ 3............................................................

มิตสิ งั คม มติ วิ ฒั นธรรม

1....................................................................................... 1.......................................................................................

2....................................................................................... 2.......................................................................................

3....................................................................................... 3.......................................................................................

มิตวิ ตั ถุ มิติสิง่ แวดลอ้ ม

1....................................................................................... 1.......................................................................................

2....................................................................................... 2.......................................................................................
3....................................................................................... 3.......................................................................................

ชอ่ื ...........................................................................................................................ห้อง ...............................เลขท.่ี ........................

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาคน้ ควา้ และสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรยี นบรบือ 28

ใบงำนที่ 2
กำรคน้ คว้ำด้วยตนเองแบบพอเพียง

คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนเขียนแผนผังมโนทัศน์ในเรื่องที่นักเรียนศึกษาค้นควา้ ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

ชอื่ ...........................................................................................................................ห้อง ...............................เลขที่.........................

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาคน้ ควา้ และสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรยี นบรบือ 29

ใบงำนที่ 3

แผนผงั ทำงควำมคิดตำมองคค์ วำมรปู้ รชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียง
เรอื่ ง “มนั แกวเงนิ ลำ้ น ของดีพ้ืนบำ้ นบรบอื ”

ชอื่ ประเด็น ............................................................................................................

สมาชกิ ในกล่มุ ที.่ ............. ช่ือกลมุ่ .............................................................................. 30

1.ช่อื ....................................................................................................................ชั้ น..........................เลขท่.ี ...........
2.ชอ่ื ....................................................................................................................ช้ั น..........................เลขท่ี............
3.ชอื่ ....................................................................................................................ชัน้ ..........................เลขท่.ี ...........

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศึกษาค้นควา้ และสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรียนบรบือ

ใบงำนที่ 4
กำรต้ังประเดน็ ปญั หำหรอื ต้งั คำถำม

คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามลงในช่องวา่ งให้ไดใ้ จความถูกต้องสมบรู ณ์
1. เทคนคิ สาคญั ในการเสาะแสวงหาความรู้ที่มปี ระสิทธภิ าพ เปน็ กลวธิ ีการสอนท่ีก่อให้เกิดการเรียนรู้ท่ีพัฒนา
ทักษะการคดิ การตีความ การไตรต่ รอง การถา่ ยทอดความคิด
คอื ……………………....................................................................................................................………….....................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
2. กระบวนการเรยี นรโู้ ดยการถาม ช่วยให้ผู้เรียนเปน็ อย่างไร
.….....……………………………………………………………………………..……………………………………………………......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
การสงั เกต (Observation) เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อได้ข้อสงั เกตบางอย่างทีเ่ ราสนใจจะทาให้ได้ส่ิงท่ี
ตามมาคือ
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
3. ทกี่ ลา่ วว่า "การตงั้ ปญั หาน้ันสาคญั กวา่ การแกป้ ญั หา" เพราะเหตุใด
...……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
4. ระดบั ของการต้ังคาถามมี กี่ ระดับ อะไรบา้ ง
…………………………………………………………………………….………………………………………………………………………………
…………………………..…………………………........………………………………………………………………………………………………..
..……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาคน้ ควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมือง โรงเรยี นบรบือ 31

เป็นการถามความรู้ ความจาคาถามท่ีใชค้ วามคดิ ทว่ั ไป หรือความคิดระดับตา่ ใชพ้ ้ืนฐานความรูเ้ ดมิ หรือสิง่ ที่
ประจกั ษ์ในการตอบ เป็นการประเมนิ ความพร้อมของผู้ เรียนก่อนเรยี น วินิจฉยั จดุ อ่อน
– จุดแขง็ และสรปุ เนื้อหาท่ีเรียนไปแล้ว เรียกวา่ …………………………………..................................…………………………
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
5. คาถามระดบั พื้นฐานได้แก่……………………………………………………………………………………………………………………
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
คาถามระดับสูง เป็นการถามให้คดิ ค้น หมายถึง ……………………………………………………………………..…………………
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
6. ตัวอยา่ งคาถามระดบั สงู ได้แก่…………………………………………………………………………………………………….…………
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
7. จากคาถามทาให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดระดบั สูง และเป็นคนมเี หตุผลผู้เรียนไม่เพียงแต่จดจาความรู้
ขอ้ เท็จจริงได้อยา่ งเดียวแตส่ ามารถนาความรู้ไปใชใ้ นการแก้ปัญหา วิเคราะห์ และประเมินสง่ิ ท่ีถามได้ เป็นคา
ถามระดบั ใด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………………….
...……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................
....……………………………………………………………………………………………………………………………………….......................

ชือ่ ..............................................................................................................................ห้อง ......................เลขที่.........................

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศึกษาค้นควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรยี นบรบือ 32

ใบงำนที่ 5

วิเครำะห์ประเดน็ ใหญ่และประเด็นย่อย

สมาชิก/กลมุ่ .............................................................
1. ชื่อ-สกลุ ...........................................................................ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี ..../..... เลขที่ ....
2. ชอ่ื -สกุล...........................................................................ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ..../..... เลขท่ี ....
3. ชอ่ื -สกุล...........................................................................ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ..../..... เลขท่ี ....

คำชแี้ จง
ให้นักเรยี นเลือกประเด็นท่ีสนใจมากที่สุดมากลุ่มละ 1 เรอื่ ง แล้วช่วยกันระดมความคดิ วเิ คราะห์ หา

ประเดน็ ใหญ่และประเด็นยอ่ ย

ขัน้ ที่ 1 หวั ปลำ ให้นกั เรยี นเขยี นประเด็นที่นักเรยี นสนใจมากทส่ี ุดมา 1 ประเดน็

ขนั้ ที่ 2 กำ้ งปลำ ใหน้ ักเรยี นวเิ คราะห์และเขียนประเดน็ ใหญเ่ ติมลงบนกระดกู สันหลงั

ของปลา ทั้งสว่ นบนและส่วนลา่ ง

ขัน้ ที่ 3 ใหน้ กั เรียนวเิ คราะหแ์ ละเขยี นประเดน็ ย่อยๆ ของประเดน็ ใหญ่ เติมลงบนก้างปลาแตล่ ะ

กา้ งดงั ภาพตวั อยา่ ง

ประเด็นใหญ่ ประเด็นยอ่ ย ประเด็นใหญ่

ประเดน็ ย่อย ประเดน็ ยอ่ ย
ประเดน็ ยอ่ ย
ประเดน็ ยอ่ ย ประเด็นที่เลือก
ประเดน็ ยอ่ ย ประเด็นยอ่ ย
ประเดน็ ย่อย
ประเดน็ ย่อย ประเดน็ ใหญ่
ประเด็นใหญ่ ประเดน็ ยอ่ ย
ใหญ่
ใหญ่

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศึกษาค้นคว้าและสร้างองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมือง โรงเรียนบรบือ 33

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาคน้ คว้าและสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมือง โรงเรยี นบรบอื 34

ใบงำนที่ 6

กำรกำหนดเรื่องประเดน็ ศึกษำคน้ คว้ำ
รำยวชิ ำกำรศกึ ษำค้นคว้ำและสรำ้ งองค์ควำมรู้ :IS1

สมาชิก/กลุม่ .............................................................
1. ชือ่ -สกุล...........................................................................ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ..../..... เลขที่ ....
2. ช่ือ-สกุล...........................................................................ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ..../..... เลขท่ี ....
3. ชื่อ-สกลุ ...........................................................................ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ ..../..... เลขท่ี ....

1. ประเดน็ ที่สนใจศึกษาของนักเรยี น
................................................................................................................................................................ 1.1. หวั
เรื่อง/ช่ือเร่ือง(ควรตงั้ ให้ครอบคลุมข้อมูล/ตวั แปร)
................................................................................................................................................................. ................
...............................................................................................................................................

1.2 การตัง้ คาถาม และสมมุติฐาน
สมมตฐิ าน

คาถาม (คาคคะเนคาตอบโดยใชห้ ลกั ความรู้
และสมเหตสุ มผล)

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศึกษาค้นควา้ และสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมือง โรงเรยี นบรบอื 35

ใบงำนที่ 7

กำรวำงแผนกำรศกึ ษำคน้ ควำ้

สมาชิก/กลุ่ม.............................................................
1. ช่อื -สกุล...........................................................................ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี ..../..... เลขที่ ....
2. ชือ่ -สกุล...........................................................................ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ..../..... เลขท่ี ....
3. ชือ่ -สกุล...........................................................................ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ..../..... เลขที่ ....
ช่ือเรื่อง(ควรตั้งให้ครอบคลุมขอ้ มลู /ตวั แปร)

............................................................................................................................. ....................................
.............................................................................................. ...................................................................
ทม่ี ำและควำมสำคัญ
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
..................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................................................................. .....

วัตถปุ ระสงคข์ องกำรศกึ ษำ

เพอ่ื ศกึ ษา...................................................................................................

วิธีดำเนินกำรศึกษำและเกบ็ รวบรวมข้อมูล

วัน เดอื น ปี รำยกำรปฏบิ ตั ิงำน สถำนท่ี ผู้รับผดิ ชอบ หมำยเหตุ

เลอื กเรื่องท่ีจะศึกษา

กาหนดประเด็นและวิเคราะห์หวั ข้อ
ยอ่ ยท่ีจะศกึ ษา
ดาเนินการศึกษาโดยวิธีการ...........
(สบื ค้นข้อมลู ใช้สอบถาม สมั ภาษณ์
ทาโครงงาน ปฏิบัติ ฯลฯ)
วสั ดุอปุ กรณ์ (ถ้ามี)
.............................................................
.............................................................
.............................................................

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศึกษาคน้ คว้าและสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรียนบรบอื 36

วนั เดอื น ปี รำยกำรปฏิบัติงำน สถำนท่ี ผรู้ บั ผดิ ชอบ หมำยเหตุ

ขั้นตอนการปฏิบัติ
.............................................................
……………………………………………………..
. สรปุ รวบรวมเรยี บเรียงข้อมูล และ
แหล่งอ้างองิ เสนอต่อครูผู้สอน
จดั ทารายงานการศึกษาครผู ู้สอนและ
ครทู ่ปี รกึ ษาตรวจสอบความถูกตอ้ ง

นาเสนอการศกึ ษา นาความรู้ไป
ประยกุ ตใ์ ชเ้ พ่อื สร้างผลงานและ
เผยแพรผ่ ลงานทเี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่
ชุมชน

ประโยชน์ที่ได้คำดว่ำจะไดร้ ับจำกกำรศกึ ษำคน้ คว้ำ

1. ..........................................................................................................................................................
2. ..........................................................................................................................................................
3. ..........................................................................................................................................................
4. ..........................................................................................................................................................
5. ..........................................................................................................................................................
6. ..........................................................................................................................................................

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรียนบรบอื 37

ใบควำมรูท้ ี่ 2

ควำมรทู้ ่ัวไปเก่ียวกับกำรศึกษำค้นคว้ำและรวบรวมข้อมูล

แนวทำงกำรศกึ ษำค้นคว้ำและรวบรวมควำมรู้

การศึกษาคน้ คว้าและรวบรวมความรู้ มีแนวทางดงั น้ี
1. ควรแสวงหาความรู้ หรอื ศกึ ษาเอกสารทเ่ี ก่ียวข้องจากแหล่งข้อมลู ท่ีหลากหลาย

จากเอกสารหลาย ๆ เล่ม และเก่ยี วข้องจริง ๆ กบั ประเดน็ ความรู้ของตนเอง
2. ตอ้ งนาความรจู้ ากหลายแหล่งนั้นมาเขยี นเปน็ สานวนของตนเอง สานวนการเขยี นต้อง

ราบร่นื สละสลวย มกี ารใช้คาเชื่อมท่เี หมาะสม อ่านแล้วเขา้ ใจ
3. บอกแหล่งท่มี าของข้อมลู นั้น ๆ ให้ถกู ต้องและเหมาะสม

กำรอำ้ งอิงจำกกำรศึกษำคนั คว้ำ (กำรอ้ำงอิงท้ำยเล่ม)

1. ใหพ้ ิมพค์ าวา่ เอกสารอ้างองิ หรอื แหลง่ อ้างองิ ไว้กลางหน้ากระดาษ ดว้ ยตัวอกั ษร
ขนาด 22 พอยต์

2. จัดเรียงตามลาดบั อักษรชอื่ ผแู้ ตง่ ตามแบบพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน แก้ไข
ครัง้ ล่าสุด(เรียงตามลาดบั ตวั อักษร ก-ฮ)

3. ชื่อหนงั สือหรอื ช่ือเรอื่ งตอ้ งพิมพด์ ้วยอักษรตวั หนา
4. ถา้ รายการอา้ งอิงไมจ่ บในบรรทัดเดียวกัน บรรทัดต่อไปให้เวน้ เข้ามา 7 ระยะ
ตัวอกั ษร แลว้ เรม่ิ พมิ พ์อักษรตวั ท่ี 8

-รปู แบบกำรเขียนกำรอำ้ งองิ จำกหนงั สอื ( / หมายถึง 1 วรรค)

ชอ่ื /นามสกุล.//(ปที ่ีพมิ พ)์ .//ช่ือเรอื่ ง.//ครั้งท่ีพิมพ์).//สถานท่พี ิมพ์/:/สานักพิมพ.์
น้าทพิ ย์ วิภาวิน. (2548). กำรใช้ห้องสมดุ ยุคใหม.่ พมิ พ์คร้งั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

คำชแ้ี จงถา้ พมิ พ์คร้ังที่ 1 ไม่ต้องพิมพ์ลงไป บรรทดั ท่ี 2 ย่อหนา้ 7 ระยะตวั อกั ษร เสมอ พิมพ์ตวั หนาและบางและ
เครอ่ื งหมายตามรปู แบบตามรูปแบบ ยกเวน้ / หมายถงึ วรรค

-รปู แบบกำรเขียนกำรอำ้ งอิงจำกกำรสมั ภำษณ์
ก/เปน็ ผู้ใหส้ มั ภาษณ์,/ข/เป็นผสู้ มั ภาษณ์,/ที่...(ระบสุ ถานที่ท่สี มั ภาษณ์)./เม่ือ/วนั ท/ี่ เดือน/ปที ่สี มั ภาษณ์.

พนัส ดีลอ้ ม เปน็ ผู้ให้สัมภาษณ์, สงวน สหวงษ์ เปน็ ผสู้ ัมภาษณ์, ทสี่ ถานวี ิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
จงั หวดั สรุ ินทร์ เมื่อวนั ท่ี 25 พฤศจกิ ายน 2529.

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศึกษาคน้ ควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรียนบรบอื 38

- รูปแบบกำรเขียนกำรอำ้ งอิงจำกเว็บไซต์ท่รี ะบชุ ื่อผู้แต่ง/ผเู้ ขยี น
ช่อื ผูแ้ ต่ง.//(ปที พ่ี ิมพ์).// ช่ือเรื่อง.//สบื ค้นเม่ือ//วนั ท่ี เดือน ปที ่คี น้ ,/ ช่ือเว็บไซต์.

มขี ัย ฤชุพนั ธ.์ (2545). ควำมคดิ เสรีของมีชยั . สบื ค้นเม่ือ 23 กรกฎาคม 2545,
http://www.mechaithailand.com/mechai/showshtml.

- รูปแบบกำรเขยี นกำรอำ้ งอิงจำกเวบ็ ไซตท์ ไ่ี ม่ระบุชือ่ ผู้แต่ง/ผเู้ ขียน
ชอ่ื เรือ่ ง.//(ปีทีพ่ ิมพ์).//สบื คน้ เมอื่ //วนั ที่ เดือน ปที ค่ี น้ ,/ ช่ือเว็บไซต.์

โครงกำรพฒั นำกำรเกษตรแบบผสมผสำนในพ้ืนท่ยี ุทธศำสตรช์ ำยแดน. (2541). สบื ค้นเมื่อ
4 สิงหาคม 2556,http://www.rdpd. Go.th/ Project/pj117.html.
-รปู แบบกำรเขยี นกำรอ้ำงอิงจำกวำรสำร

ช่อื /นามสกุลผ้เู ขียนบทความ.//(ป,ี /วนั /เดือน).//“ชื่อบทความ,”/ช่ือวำรสำร.//ปที ่(ี ฉบบั ท่)ี /:/หนา้ ทีอ่ ้างอิง.

ชลลดา คิดประเสริฐ. (2541,10สงิ หาคม). “ชือ่ บทความ,”แมแ่ ละเด็ก. 21(318) :59-61.

หลักเกณฑก์ ำรอำ้ งอิง

1. ใหล้ งชือ่ และนามสกลุ ไม่ต้องใส่คานาหน้าชอ่ื เชน่ เสนห่ ์ จามริก

2. ถา้ มยี ศหรอื ฐานนั ดรศักดิ์ให้นาไปวางไวห้ ลงั ช่ือโดยใชเ้ คร่อื งหมายจลุ ภาค (,) คน่ั เช่น

คกึ ฤทธิ์ ปราโมทย์, ม.ร.ว.

2. ถา้ ผแู้ ต่งสองคน เชอื่ ม ช่อื นามสกลุ ผแู้ ต่งดว้ ยคาวา่ “และ”
3. ถา้ ผู้แต่งสามคน เชอ่ื ม ชอ่ื นามสกลุ ผู้แตง่ ดว้ ยเครื่องหมายจุลภาค (,) และระหว่างชอ่ื
นามสกลุ สดุ ท้ายดว้ ยคาวา่ “และ”
4. ผแู้ ตง่ มากกวา่ 3 คน ให้ลงชื่อ นามสกลุ ผ้แู ต่งคนที่1 และตามด้วยคาวา่ “และคนอืน่ ๆ”
เช่น นนั ทา สุขสวา่ ง และคนอ่นื ๆ

5. ถ้าผแู้ ต่งเป็นองค์กร หรอื หน่วยงาน ใหล้ งชื่อหนว่ ยงานลงไป หรือถ้ามชี ื่อหน่วยงานย่อย
ด้วย เชน่

กระทรวงศึกษาธิการ.
กระทรวงศึกษาธิการ. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน.

6. ถ้าไมป่ รากฏชอ่ื ผ้แู ตง่ ให้ใช้ช่ือเรอื่ งแทน
7. ถา้ ไม่ปรากฏปีพิมพ์ ใหใ้ ช้อกั ษรยอ่ ม.ป.ป.

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาคน้ ควา้ และสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรียนบรบือ 39

8. ถา้ ไมป่ รากฏสถานท่ีพิมพ์ ให้ใชอ้ กั ษรย่อ ม.ป.ท.
9. ถา้ ไมป่ รากฏเลขหน้าให้ใช้คาวา่ ไมม่ เี ลขหนา้
10. สานักพมิ พ์ใหร้ ะบเุ ฉพาะชื่อสานกั พิมพ์ คาประกอบไม่ต้องระบุ เช่นสานกั พิมพ์
โอเดยี นสโตร์ ใหล้ งคาวา่ โอเดียนสโตร์

11. ถา้ สานักพมิ พ์เป็นของสถาบนั การศกึ ษาใหล้ งคาวา่ สานกั พิมพ์ดว้ ย เชน่
สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั

12. ถา้ ผลิตโดยหนว่ ยงาน หรอื นักวชิ าการในสถาบันการศกึ ษาต่าง ๆ อนุโลมให้ใช้ช่ือ
หนว่ ยงานแทนสว่ นสานักพิมพ์ไดเ้ ชน่
สงวน ทรงวิวัฒน์. (2538). หลกั กำรแนะแนว. บรุ รี ัมย์ : ภาควิชาจติ วทิ ยาและการแนะแนว คณะ
ครศุ าสตร์ สถาบันราชภฏั บรุ รี ัมย์.

13. ถ้าไมป่ รากฏสานกั พมิ พ์หรือสถาบันทีผ่ ้แู ต่งสงั กัดอยู่ใหล้ งชอื่ โรงพมิ พ์ โดยระบุคาวา่
“โรงพิมพ์”นาหน้าชื่อ

15. ถ้าไม่ปรากฏสานกั พิมพ์หรอื ผู้จดั พมิ พ์ หรือโรงพิมพ์ ใหล้ งคาว่า“ม.ป.พ.”
16. สานกั พมิ พ์ที่มีคาวา่ บริษทั หา้ งหุ้นส่วนจากดั บริษัท....จากัด ใหต้ ัดคาดังกล่าวออกคง
ชื่อไว้ เชน่ ห้างหุ้นสว่ นจากัด บรรณสารการพิมพ์ ใชว้ ่า บรรณสารการพิมพ์

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาคน้ คว้าและสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมือง โรงเรียนบรบอื 40

ตวั อยำ่ งกำรเขยี นอ้ำงองิ ทำ้ ยบท

เอกสำรอำ้ งอิง

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบรุ รี มั ย.์ บัณฑิตวทิ ยาลยั . (2548). คมู่ ือวิทยำนพิ นธ์. พิมพ์คร้งั ท่ี 3. กรงุ เทพ ฯ :

มหาวทิ ยาลัยราชภฏั บุรีรัมย์

หลักเกณฑแ์ ละรปู แบบกำรพิมพ์

ตวั อักษรและขนำดที่ใช้พมิ พ์

1. ใชต้ วั พมิ พ์คอมพวิ เตอรด์ ้วยตัวอักษรชนดิ เดยี วกนั ทงั้ บทความ

2. ขนาดตัวอักษรมีดังน้ี

2.1 ขนาด 22 พอยต์ หนา ใช้กับข้อความกาหนดตอนต่าง ๆ ท่ีปรากฏอยู่กลาง
หน้ากระดาษ เช่น บทท่ี คานา สารบญั อา้ งองิ ภาคผนวก

2.2 ขนาด 18 พอยต์ หนา ใชก้ ับหวั ข้อท่ีชดิ ซ้ายหรือหวั ข้อใหญ่

2.3 ขนาด 16 พอยต์ หนา ใช้กับหวั ขอ้ รองหรือหวั ขอ้ ย่อยหรือข้อความท่ี

ตอ้ งการเนน้

2.4 ขนาด 16 พอยต์ บาง ใช้กับการพมิ พเ์ นื้อหา

กระดำษและกำรตัง้ ค่ำหนำ้ กระดำษ

1. ใชก้ ระดาษขนาด A4 พิมพห์ น้าเดียว

2. ขอบด้านบนและดา้ นซา้ ยมือใหเ้ ว้นห่างจากรมิ กระดาษ 1.5 นว้ิ หรือ 3.8

เซนตเิ มตร

3. ขอบกระดาษดา้ นลา่ งและดา้ นขวามือใหเ้ วน้ กระดาษห่างจากรมิ กระดาษ 1 นิ้ว หรือ

2.5 ซม.

4. ไมต่ ้องกัน้ ขอ้ ความด้านขวา

5. การพมิ พห์ ัวข้อย่อยใหย้ ่อหนา้ โดยเว้นระยะ 7 ชว่ งตัวอกั ษรและพิมพช์ ว่ งตวั อักษรที่ 8

หรอื ตงั้ แท็บท่ี 0.6 นว้ิ หรอื 1.75 เซนติเมตรหากมีย่อหนา้ ย่อยลงไปอีกใหย้ ่อหน้าระยะ 3 ชว่ งตัวอักษรไปเร่ือย ๆ หรอื

ใชก้ ารต้งั แท็บคร้ังละ 0.25 นวิ้ ถ้าไมม่ กี ารแบ่งหัวข้อย่อยลงไปอีกให้พมิ พ์เนื้อหาไวใ้ นบรรทัดเดยี วกับหัวขอ้ ย่อย

6. การแบง่ หวั ข้อมากกว่า 3 ระดับ ให้ใช้ตัวเลขกากับหัวข้อโดยเพิ่มตัวเลขและจุดทศนิยม

ตามลาดับ เม่ือขน้ึ ย่อหน้าใหมข่ องหัวขอ้ ย่อยน้นั ต้องพิมพ์ให้ตรงกบั ข้อความลาดบั ภายใตห้ ัวขอ้ น้ัน ๆ

7. การพมิ พ์เลขหนา้ ใหใ้ ชต้ วั อักษรขนาด 14 พอยต์ ไม่ใส่เลขหนา้ ในหน้าแรกและหนา้

บอกบท

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศึกษาคน้ คว้าและสร้างองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรยี นบรบอื 41

กำรพมิ พ์ 1. การเว้นระยะการพิมพห์ ลงั เครื่องหมายวรรคตอน

1.1 หนา้ และหลัง (-) ฯ ฯลฯ ๆ และ “-” : ให้เว้น 1 ช่วงตวั อกั ษร

1.2 หน้าและหลัง . ใหเ้ วน้ ระยะ 2 ชว่ งตัวอักษร

1.3 หลงั เครอ่ื งหมายวรรคตอนอนื่ ๆ ให้เวน้ ระยะ 2 ช่วงตัวอกั ษร
1.4 ในกรณีทเ่ี ป็นอักษรย่อให้พิมพต์ ดิ กัน เช่น พ.ศ.
2. การพิมพ์ชื่อภาษาต่างประเทศดว้ ยภาษาไทยใหพ้ ิมพ์ทบั ศัพท์เป็นภาษาไทยโดยใส่
วงเล็บภาษาต่างประเทศเฉพาะครง้ั แรกเทา่ น้ันอกั ษรตวั แรกให้ใช้ตวั พมิ พ์ใหญท่ ุกคา ยกเวน้ คานาหนา้ นาม คาเชอ่ื ม คา

บพุ บท และกริยาช่วย เชน่ (Problems in Secondary School)

3. การพิมพ์ตัวเลขท่ีระบุเปน็ ชว่ งให้พิมพ์เป็นตัวเลขเต็มเสมอ เชน่ พ.ศ. 2545-2548
4. ขอ้ ความชื่อบท ถ้ายาวเกนิ กวา่ 52 ตวั อกั ษรใหจ้ ัดเปน็ รูปสามเหลยี่ มหนา้ จ่วั หวั กลบั
และแบ่งข้อความแต่ละบรรทัดให้ได้ใจความ

5. คาเดยี วกันควรพิมพ์ให้อยู่บรรทดั เดยี วกนั ไม่แยกคา

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศึกษาคน้ ควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมือง โรงเรียนบรบือ 42

ใบงำนที่ 8 กำรสรุปองค์ควำมรจู้ ำกหนงั สอื

ช่ือผเู้ รียน ด.ญ./ด.ช./นาย/นางสาว...................................................................ชั้น ม....../.........เลขท่.ี ..วันท่ี

.............เดอื น.............................พ.ศ....................

เร่ือง.......................................................................................................................................................

แหล่งเรียนรู้  หนังสือ เว็ปไซต์ อื่น ๆ ระบุ............................................

1. สาระสาคัญที่ผูเ้ รยี นไดเ้ รียนรู้
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................... .................................................................
............................................................................................................................. ...................................
.......................................................................................................................................................... ......
............................................................................................................................ ....................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
....................................................................................... .........................................................................
............................................................................................................................. ...................................
.................................................................................................................................................. ..............
.................................................................................................................... ............................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
2. การเรียนรูค้ รั้งนี้ผู้เรยี นมีความคดิ เหน็ อยา่ งไร
.............................................................................................. ..................................................................
3. การเรยี นรู้ครั้งนีผ้ ้เู รียนมีปัญหาและข้อเสนอแนะอยา่ งไร
............................................................................................................................. ...................................
4 ระบแุ หล่งอ้างอิงท่เี ขียนถกู ตอ้ งตามหลกั การเขยี นบรรณานกุ รม
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................... .............................

-รปู แบบกำรเขียนกำรอำ้ งอิงจำกหนงั สือ
ช่ือ/นามสกลุ .//(ปีท่ีพิมพ์).//ชือ่ เรื่อง.//คร้งั ทีพ่ มิ พ)์ .//สถานท่พี มิ พ์/:/สานักพมิ พ.์
น้าทพิ ย์ วิภาวิน. (2548). กำรใชห้ ้องสมุดยคุ ใหม.่ พมิ พค์ รั้งที่ 3. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาคน้ ควา้ และสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรยี นบรบอื 43

ใบงำนที่ 9 กำรสรุปองค์ควำมรู้จำกเว็ปไซต์

ช่ือผู้เรียน ด.ญ./ด.ช./นาย/นางสาว...................................................................ช้นั ม....../.........เลขท่วี ันที่.............
เดือน.............................พ.ศ....................

เร่ือง.......................................................................................................................................................
แหลง่ เรยี นรู้  หนงั สอื เวป็ ไซต์ อนื่ ๆ ระบุ............................................
1. สาระสาคัญทีผ่ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้
............................................................................................................................................................. ...
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
.......................................................................................... ......................................................................
............................................................................................................................. ...................................
..................................................................................................................................................... ...........
....................................................................................................................... .........................................
............................................................................................................................. ...................................
2. การเรียนรู้ครัง้ น้ผี ู้เรยี นมีความคิดเห็นอยา่ งไร
............................................................................................................................... .................................
3 ระบุแหล่งอ้างอิงท่เี ขยี นถูกตอ้ งตามหลกั การเขียนบรรณานกุ รม
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................... .................................................................

- รปู แบบกำรเขียนกำรอำ้ งอิงจำกเว็บไซตท์ ี่ระบชุ ่ือผู้แต่ง/ผเู้ ขยี น
ชือ่ ผูแ้ ต่ง.//(ปีท่ีพิมพ์).// ช่อื เร่อื ง.//สืบคน้ เมื่อ//วนั ท่ี เดอื น ปที คี่ ้น,/ ช่อื เว็บไซต.์

มขี ยั ฤชพุ ันธ.์ (2545). ควำมคิดเสรขี องมชี ัย. สืบค้นเม่อื 23 กรกฎาคม 2545,
http://www.mechaithailand.com/mechai/showshtml.

- รูปแบบกำรเขียนกำรอ้ำงอิงจำกเวบ็ ไซตท์ ่ีไมร่ ะบชุ อื่ ผ้แู ตง่ /ผู้เขยี น
ช่อื เร่ือง.//(ปที ่พี มิ พ์).//สบื ค้นเม่ือ//วันที่ เดอื น ปที ่คี น้ ,/ ชอื่ เวบ็ ไซต์.

โครงกำรพัฒนำกำรเกษตรแบบผสมผสำนในพ้ืนที่ยุทธศำสตร์ชำยแดน. (2541). สืบคน้ เม่อื
4 สิงหาคม 2556,http://www.rdpd. Go.th/ Project/pj117.html.

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาคน้ คว้าและสร้างองค์ความรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมอื ง โรงเรียนบรบอื 44

ใบงำนที่ 10 กำรสรุปองคค์ วำมร้จู ำกกำรสัมภำษณ์

ช่อื ผเู้ รียน ด.ญ./ด.ช./นาย/นางสาว...................................................................ชัน้ ม....../.........เลขทีว่ นั ท.่ี ............

เดอื น.............................พ.ศ....................

เรอื่ ง.......................................................................................................................................................

แหลง่ เรียนรู้  หนงั สอื เว็ปไซต์ อ่ืน ๆ ระบ.ุ ...........................................

1. สาระสาคญั ที่ผู้เรียนไดเ้ รยี นรู้
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
........................................................................................................................................ ........................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................... .................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................... .................................................................
............................................................................................................................. ...................................
.......................................................................................................................................................... ......
2. การเรียนร้คู รั้งน้ีผู้เรียนมคี วามคิดเหน็ อยา่ งไร
................................................................................................................................................................
3. การเรียนรู้ครงั้ นี้ผูเ้ รียนมีปัญหาและข้อเสนอแนะอยา่ งไร
.............................................................................................................. ..................................................
4 ระบแุ หล่งอ้างอิงทเ่ี ขียนถูกตอ้ งตามหลักการเขียนบรรณานกุ รม
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................

-รูปแบบกำรเขยี นกำรอ้ำงองิ จำกกำรสัมภำษณ์
ก/เปน็ ผู้ใหส้ มั ภาษณ์,/ข/เปน็ ผสู้ มั ภาษณ์,/ท่.ี ..(ระบสุ ถานที่ทีส่ มั ภาษณ์)./เมอื่ /วันท่/ี เดือน/ปที สี่ มั ภาษณ.์
พนสั ดลี อ้ ม เป็นผ้ใู หส้ มั ภาษณ,์ สงวน สหวงษ์ เปน็ ผ้สู มั ภาษณ,์ ทส่ี ถานีวิทยกุ ระจายเสียงแห่งประเทศไทย

จังหวัดสุรินทร์ เม่อื วนั ท่ี 25 พฤศจกิ ายน 2529.

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาค้นคว้าและสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรยี นบรบอื 45

แนวทำงกำรวัดและประเมินผลสำระกำรศกึ ษำค้นคว้ำดว้ ยตนเอง (IndependentStudy : IS)

ระดบั มัธยมศึกษำปีท่ี 4-6

เปำ้ หมำยคณุ ภำพ ตวั อย่ำงชิ้นงำน/ผล ตัวช้วี ดั คณุ ภำพผเู้ รยี น แนวทำงกำรวดั และประเมินผล
ผ้เู รียน กำรเรยี นรู้ วิธกี ำร เครือ่ งมอื

การสรปุ องค์ความรู้ 1.แบบบันทกึ 9.สงั เคราะห์และสรปุ องค์ความรู้ อภิปราย ตรวจผลงานการ บนั ทกึ การตรวจ

(Knowledge การวเิ คราะห์ ผล เปรยี บเทยี บเช่อื มโยงความร้จู ากแหล่ง วิเคราะห์ ผลงาน การวิเคราะห์
Formation) การสงั เคราะหแ์ ละ คน้ ควา้ ตา่ ง ๆ
อภิปรายผล 10.เสนอความคดิ หรือวิธกี ารแกไ้ ขปัญหา สังเคราะห์ สรุป สังเคราะห์ สรปุ องค์

องค์ความรู้และ ความรู้และอภปิ ราย

2.แบบบนั ทกึ การสรปุ อยา่ งเปน็ ระบบ อภปิ รายผลของ ผลของนักเรียน

องคค์ วามรู้ นกั เรียน

การส่ือสารและการ 1.ผลงานการเขยี นเชงิ 10.เรียบเรยี งและถ่ายทอดความคดิ อย่าง 1.ตรวจผลงาน 1.แบบบันทกึ การ
นาเสนออย่างมี วิชาการ สรา้ งสรรคเ์ ปน็ ระบบ การเขียน ตรวจผลงานการเขียน
ประสิทธภิ าพ 2.การนาเสนอ 11.เขยี นรายงานการค้นคว้าเชิงวชิ าการเป็น รายงานเชงิ รายงานเชิงวชิ าการ
(Effective องค์ความรู้ ภาษาไทยความยาว 4,000 คา หรอื วิชาการของ ของนกั เรยี น
Communication) ภาษาองั กฤษความยาว 2,000 คา โดยมีการ นักเรียน 2.แบบบนั ทึกการ
อ้างองิ แหล่งความรู้ทีเ่ ช่ือถอื ได้ท้งั ในและ 2.สงั เกตการพดู สงั เกตการพดู นาเสนอ

ต่างประเทศ นาเสนองานของ งานของนักเรยี น

12.นาเสนอในรปู แบบเด่ียว (Oral นกั เรียน 3.แบบบนั ทกึ การ

Individual presentation) หรือกลุ่ม (Oral 3.ตรวจสอบการ ตรวจสอบการ

panel presentation) เปน็ ภาษาไทยหรอื วพิ ากษ/์ สนทนา วพิ ากษ์/การสนทนา

ภาษาอังกฤษ โดยใชส้ อ่ื เทคโนโลยที ่ี เกีย่ วกบั ผลงาน เกี่ยวกบั ผลงาน

หลากหลาย ผา่ นสอ่ื เกณฑ์การประเมิน

13.มีการวิพากษ/์ สนทนาเกี่ยวกับผลงาน อิเล็กทรอนกิ ส์

ผา่ นสอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส์ เช่น

e-conference , social media online

การนาความรไู้ ปใช้ 1.การปฏบิ ัตกิ ิจกรรม 14.นาความรไู้ ปประยกุ ตส์ รา้ งสรรค์ ประเมินการนา แบบประเมนิ การทา

บริการสงั คม เพอื่ บริการชุมชน ประโยชน์ต่อสังคมและโลก ความรไู้ ปใชใ้ น กจิ กรรมบริการ

(Public Service) สังคม 15.เผยแพรค่ วามรู้และประสบการณท์ ่ีได้ การทากจิ กรรม โรงเรียนและชมุ ชน

2.การเผยแพรผ่ ล จากการลงมอื ปฏิบตั ิเพ่ือประโยชนต์ ่อ บรกิ ารโรงเรียน เกณฑ์การประเมนิ

การปฏบิ ัติกจิ กรรม สงั คมและโลก ชมุ ชนและ

เพอื่ บริการชุมชน การเผยแพร่

สังคม ความรู้ และ

ประสบการณ์

การบรกิ าร

สงั คมและโลก

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า การศกึ ษาค้นควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรสี องเมอื ง โรงเรยี นบรบือ 46

ระดบั คุณภำพกำรประเมินผลสำระกำรศกึ ษำคน้ คว้ำด้วยตนเอง(IndependentStudy : IS)

ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษำปที ี่ 4 – 6

ประเด็นกำร ระดบั คุณภำพ

ประเมิน ดเี ยย่ี ม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรงุ (1)

1.1การตัง้ ต้งั ประเด็นคาถามได้ ต้ังประเด็นคาถามได้ ตั้งประเดน็ คาถามได้ ใชค้ าถามที่ครชู ีแ้ นะ

ประเด็นคาถาม ดว้ ยตนเองขอบขา่ ย โดยมคี รคู อยชแี้ นะ โดยมคี รคู อยช้ีแนะ มากาหนดประเด็น

ประเด็นคาถาม ขอบข่ายประเด็น ขอบขา่ ยประเด็น คาถาม

ชดั เจนครอบคลุม คาถามชัดเจน คาถามชัดเจน แตย่ ัง

ข้อมลู /ปัจจยั หรือตัว ครอบคลุมข้อมูล/ ไม่ครอบคลมุ ขอ้ มลู /

แปรท่เี ก่ียวขอ้ งกับ ปจั จัยหรอื ตัวแปรท่ี ปัจจยั หรือตวั แปร

สถานการณป์ ัจจบุ นั เกย่ี วข้องกับ ท่ีเกีย่ วข้องกับ

และสังคมโลก สถานการณป์ จั จบุ นั สถานการณป์ จั จุบนั

คาถามมคี วามแปลก และสงั คมโลก มี และสงั คมโลก มี

ใหมแ่ ละสร้างสรรค์ ความเป็นไปไดใ้ นการ ความเป็นไปได้ในการ

มคี วามเปน็ ไปไดใ้ น แสวงหาคาตอบ แสวงหาคาตอบ

การแสวงหาคาตอบ

1.2การ พูดหรือเขยี น พดู หรือเขียน พูดหรอื เขียน พดู หรือเขยี น

ตั้งสมมตฐิ าน คาดคะเนคาตอบ คาดคะเนคาตอบ คาดคะเนคาตอบ คาดคะเนคาตอบ

ล่วงหนา้ โดยอาศัย ล่วงหนา้ โดยอาศยั ล่วงหน้า โดยอาศัย ลว่ งหน้าได้

ความรู้จากสาขาวชิ า ความรจู้ ากสาขาวิชา ความร้จู ากสาขาวชิ า ใช้ความรู้จากวชิ า

ตา่ ง ๆ คาตอบท่ี ตา่ ง ๆ คาตอบท่ี ต่าง ๆ คาตอบที่ ต่างๆ คาตอบที่

คาดคะเนหรือ คาดคะเนหรอื คาดคะเนหรือ คาดคะเนหรอื

สมมติฐานแสดงการ สมมติฐานแสดงการ สมมติฐานมี สมมติฐานไม่มี

เช่อื งโยง เชือ่ งโยง ความสมั พนั ธข์ อง ความสัมพนั ธข์ อง

ความสัมพนั ธ์ของ ความสมั พันธ์ของ ขอ้ มลู /ตัวแปรที่ ข้อมูล/แปรตัว

ขอ้ มูล/ตัวแปรท่ี ข้อมูล/ตวั แปรท่ี เก่ยี วข้องบา้ ง ที่เก่ยี วข้อง

เกีย่ วขอ้ งได้อย่าง เกี่ยวข้องได้อย่าง สอดคล้องกับ ไมส่ อดคล้องกบั

ชัดเจน ครอบคลมุ ชดั เจน สอดคลอ้ งกบั ประเดน็ คาถาม ประเดน็ คาถาม

สอดคล้องกบั ประเด็นคาถาม แตม่ ีความเป็นไปได้ มีความเปน็ ไปได้นอ้ ย

ประเดน็ คาถาม สมเหตุสมผล มีความ นอ้ ยในการตรวจสอบ ในการตรวจสอบ

สมเหตุสมผล เป็นไปได้ในการ

มคี วามเป็นไปไดใ้ น ตรวจสอบ

การตรวจสอบ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา การศกึ ษาค้นควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ : IS1 สอนโดย ครดู าวใจ ศรีสองเมือง โรงเรยี นบรบอื 47


Click to View FlipBook Version