The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khim Patharawadee, 2023-02-16 23:19:56

วิจัย

วิจัย

รายงานวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นางสาวภัทรวดี ค ามอญ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา คณะครุศาสตร์ เอกชีววิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2/2565


ก เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง พฤติกรรม ของสัตว์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย นางสาวภัทรวดี ค ามอญ สถานศึกษา โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อ าเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก – อุตรดิตถ์ บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบสืบเสาะ (5E) 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสืบเสาะ (5E) เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวนนักเรียน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 2 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จ านวน 4 แผนการสอน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจ านวน 20 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน โดยการหาค่าที t-test (dependent sample) สรุปผล ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ผลการพิจารณาค่าความเหมาะสมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณา เป็นรายข้อ พบว่าค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ผลการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อเทียบค่าประสิทธิภาพของ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กับเกณฑ์ ประสิทธิภาพที่ก าหนด พบว่า โดยภาพรวมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ก าหนด คือ82.63 /83.13 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01


ข 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมของ สัตว์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจแต่ ละข้ออยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด


ค กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จลงได้ด้วยความกรุณาจาก ครูดวงใจ ดวงสุภา ครูที่ปรึกษาหลักที่กรุณาให้ ค าปรึกษาแนะน าทางที่ถูกต้องในการค้นคว้าหาความรู้ประสบการณ์ในการท าวิจัยตลอดจนแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง ผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริงและความทุ่มเทของท่าน ผู้วิจัยจึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบคุณ ครูขนิษฐา บุตรที, ครูนพรัตน์ คุณศรี และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิริวดี พรหมน้อย ผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบรวมทั้งให้ค าแนะน าแก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยให้มี คุณภาพ คอยชี้แนะและให้ค าแนะน าให้งานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จได้ด้วยดี ท้ายที่สุดคุณประโยชน์ใดที่ได้จากงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่ผู้มีพระคุณทุกท่านทั้งในอดีต และ ปัจจุบันที่ท าให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีการศึกษาและประสบความส าเร็จมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ภัทรวดี ค ามอญ


ง ค าน า รายงานฉบับนี้จัดท าขึ้นเพื่อรายงานผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม จังหวัดอุตรดิตถ์ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก – อุตรดิตถ์ โดผลการวิจับพบว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แสดงให้เห็นถึงผู้เรียนมีพัฒนาการสูงขึ้น โดยพิจารณาจากคะแนนทดสอบหลัง เรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ซึ่งแสดงว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นสามารถ น ามาใช้ประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาชีววิทยาได้เป็นอย่างดี ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนที่สนใจไม่มากก็น้อย หากมี ข้อผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย นางสาวภัทรวดี ค ามอญ ผู้วิจัย


จ สารบัญ บทที่ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข ค าน า ค สารบัญ จ สารบัญตาราง ง 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 2 วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 2 ขอบเขตของงานวิจัย 2 กรอบแนวคิดการวิจัย 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 7 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) 12 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 18 ชุดกิจกรรม 20 3 วิธีด าเนินการวิจัย 31 ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย 31 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 31 ตัวแปรที่ใช้ในการท าวิจัย 32 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 32 วิธีการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 32 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 36 การด าเนินการวิจัย 36 การวิเคราะห์ข้อมูล 37 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 37 4 ผลการวิจัย 41 ผลการสร้างและผลการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม 41 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 5 อภิปรายผล บทสรุป และข้อเสนอแนะ 47 สรุปผลการศึกษา 47 อภิปรายผลการศึกษา 47


ฉ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า ข้อเสนอแนะ 49 บรรณานุกรม 51 ภาคผนวก 53 ภาคผนวก กรายนามผู้เชี่ยวชาญ 54 ภาคผนวก ขแบบประเมินความเหมาะสมในองค์ประกอบของชุดกิจกรรม 55 ภาคผนวก ค แสดงผลการพิจารณาความเหมาะสมของชุดกิจกรรม 58 ภาคผนวก จ แบบประเมินส าหรับผู้เชี่ยวชาญ 62 ภาคผนวก ฉ ผลการพิจารณาความสอดคล้องของแบบทดสอบ 68 ภาคผนวก ช แสดงค่าอ านาจจ าแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ 69 ภาคผนวก ฌ คะแนนการทดสอบการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 70 ภาคผนวก ญ แบบประเมินความสอดคล้องของแบบพึงพอใจของนักเรียน 71 ภาคผนวก ฎ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน 73 ภาคผนวก ฏ แบบทดสอบก่อนเรียน 75 ประวัติผู้ท าวิจัย 81


ช สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 ระยะเวลาที่ท าการทดลอง 37 ตารางที่ 2 ผลการทดสอบหาประสิทธิภาพเปรียบเทียบ E1 และ E2 42 ตารางที่ 3 ดัชนีประสิทธิผลหาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรม 44 ตารางที่ 4การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 44 ตารางที่ 5 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจ 44 ตารางที่ 6 แสดงผลการพิจารณาความเหมาะสมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 58 ตารางที่ 7 แสดงผลการพิจารณาความสอดคล้องของแบบทดสอบ 68 ตารางที่ 8 แสดงค่าอ านาจจ าแนก (B) และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ 69 ตารางที่ 9 คะแนนการทดสอบการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 70


1 บทน า บทที่ 1 1.1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ โดยก าหนดเป็นจุดมุ่งหมาย เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาขั้น พื้นฐาน คือ คุณธรรม จริยธรรม มีความรู้อันเป็นสากล การมีทักษะชีวิต มีสุขภาพจิตที่ดี รักชาติ มี จิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย กระบวนการจัดการศึกษาต้องเป็นการจัดการศึกษา ที่มุ่งพัฒนาคนให้เป็นคนดีมีความรู้ และพัฒนาสังคม ให้มีความแข็งแรง มีดุลยภาพ โดยยึดหลักผู้เรียน ทุกคนต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนส าคัญที่สุด จะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาได้ อย่างเต็มศักยภาพ โดยปัจจัยที่เป็นพลังของการเปลี่ยนแปลง จะเชื่อมโยงกับการปรับเปลี่ยนในยุคสังคม เศรษฐกิจ ฐานความรู้ที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุตามแผนการศึกษา ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาคือ การปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนเป็นการศึกษาที่ฟื้นฟูศักยภาพและ สังคม มีการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความสนใจ ความถนัด สามารถปฏิบัติในสภาพจริง สามารถคิดวิเคราะห์แก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้ (ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545) การศึกษาในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันสูงอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากความ เจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สถาบันการศึกษามีความจ าเป็นต้องเตรียมความพร้อมเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการเรียนรู้ นับเป็นกระบวนการส าคัญในการพัฒนาผู้เรียนอันเป็นทรัพยากร ที่ส าคัญของสังคมและประเทศชาติ เมื่อเติบโตพร้อมจะกลายเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนให้เกิดความ เจริญก้าวหน้าของสังคมและประเทศชาติต่อไป ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนต้องเป็นไปตาม หลักสูตรสถานศึกษาและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่ได้ ก าหนดให้การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยจัดให้ สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียนแต่ ละกลุ่มเป้าหมาย มีการค านึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ และ มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม รวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่จะให้เกิดกับผู้เรียน เป็นคนดี คนเก่งและมี ความสุข (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557) การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ต้องให้เกิดความรู้ ทักษะ และเจตคติด้านวิทยาศาสตร์ รวมทั้ง ความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์ด้านการจัดการ และการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ อย่างสมดุล วิทยาศาสตร์มีบทบาทส าคัญอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับ การด ารงชีวิตและการประกอบอาชีพ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ มีผลต่อสังคมและ เศรษฐกิจ จึงจ าเป็นต้องปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกส าคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อให้มีศักยภาพ เนื่องจากวิทยาศาสตร์มีความส าคัญในการพัฒนาความสามารถ ท าให้บุคคลมี คุณภาพดี สามารถพัฒนาสังคมและประเทศให้เจริญรุ่งเรืองได้ โดยวิทยาศาสตร์เน้นความส าคัญของ กระบวนการหาความรู้มากกว่าระบบความรู้ (ไพฑูรย์ สุขศรีงาม, 2545)จากสภาพปัญหาดังกล่าวจะเห็น ได้ว่าวิธีการสอนแบบสืบเสาะเป็นกระบวนการสอนที่น่าสนใจ ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการ


2 ด าเนินงานวิจัยเพื่อน าชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะมาใช้เพื่อเป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 1.2 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5E) 2. เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5E) เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ 80/80 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 1.3 สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มีความสามารถด้านการคิด แตกต่างกัน 2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แตกต่างกัน 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แตกต่างกัน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 1.4 ขอบเขตการวิจัย 1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.4.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษ า พิษณุโลก – อุตรดิตถ์จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 40 คน 1.4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 กลุ่มทดลองที่ 1 จ านวน 40 คน โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก – อุตรดิตถ์ที่ก าลัง ศึกษาใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 40 คน 1.4.1.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยเป็นเนื้อหาตามหลักสูตรโรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม พุทธศักราช 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ วิชาชีววิทยา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องพฤติกรรมของสัตว์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งได้ก าหนดขอบข่ายของเนื้อหา ได้แก่ ประเภทของพฤติกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับ พัฒนาการของระบบประสาท และการสื่อสารระหว่างสัตว์ 1.4.1.4 ขอบเขตระยะเวลา ระยะเวลาในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาใน การทดลองสอนสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) โดยท าการสอน เรื่องพฤติกรรมของสัตว์โดยใช้กระบวนการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5E)


3 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ วิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 ถึง 6 กันยายน พ.ศ. 2565 ทดลอง 4 สัปดาห์ รวม 12 ชั่วโมง 1.5 นิยามศัพท์ แผนการจัดการเรียนรู้ การวางแผนการจัดกิจกรรมเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างละเอียด เพื่อเป็นแนวทาง ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งมีเนื้อหาการเรียนการสอน สื่อการสอน และวิธีวัดผลประเมินผล ที่ชัดเจน สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัดที่ก าหนดไว้ในหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5E) กระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้นตอน กระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้นตอน เป็นรูปแบบหนึ่งของการสืบเสาะหาความรู้คือ 1. การสร้างความสนใจ (Engagement) 2. การส ารวจและค้นหา (Exploration) 3. การอธิบาย (Explanation) 4. การขยายความรู้(Elaboration) 5. การประเมินผล (Evaluation) 1. การสร้างความสนใจเป็นการน าเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองจาก ความสงสัยหรือความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจ มาจาก เหตุการณ์ที่ก าลัง เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้ มาแล้วเป็น ตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างค าถาม ก าหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใด น่าสนใจครูอาจจะจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์เพื่อกระตุ้น ยั่วยุ หรือท้าทายให้นักเรียนตื่นเต้น สงสัยใคร่รู้อยากรู้อยากเห็น หรือขัดแย้ง เพื่อน าไปสู่การแก้ปัญหาการศึกษาค้นคว้า หรือการทดลองแต่ ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือปัญหาที่ครูก าลังสนใจเป็นเรื่องที่จะศึกษา ซึ่งในขั้นตอนนี้ครู สามารถจัดกิจกรรมได้หลายแบบ เช่น สาธิต ทดลอง น าเสนอข้อมูลเล่าเรื่อง/เหตุการณ์ให้ค้นคว้า/อ่าน เรื่องอภิปราย/พูดคุย สนทนา ใช้เกม ใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์สร้างสถานการณ์/ปัญหาที่น่าสนใจ ที่น่าสงสัย แปลกใจ 2. การส ารวจและค้นคว้า นักเรียนด าเนินการส ารวจ ทดลองค้นหา และรวบรวมข้อมูล วางแผน ก าหนดการส ารวจตรวจสอบ หรือออกแบบการทดลอง ลงมือปฏิบัติเช่น สังเกต ทดลอง รวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ 3. การอธิบาย นักเรียนน าข้อมูลที่ได้จากการส ารวจและค้นหามาวิเคราะห์แปลผล สรุปและ อภิปราย พร้อมทั้งน าเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆ ซึ่งอาจเป็นรูปวาด ตาราง แผนผัง โดยมีการอ้างอิง ความรู้ประกอบการให้เหตุผลสมเหตุสมผลการลงข้อสรุปถูกต้องเชื่อถือได้มีเอกสารอ้างอิงและหลักฐาน ชัดเจน 4. การขยายความรู้ 4.1 ครูจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งขึ้น หรือขยายกรอบ ความคิด กว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่หรือน าไปสู่การศึกษาค้นคว้า ทดลอง เพิ่มขึ้น เช่น


4 ตั้งประเด็น เพื่อให้นักเรียน ชี้แจงหรือรวมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซักถามให้ นักเรียนชัดเจนหรือกระจ่างในความรู้ที่ได้หรือเชื่อมโยงความรู้ที่ได้กับความรู้เดิม 4.2 นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น อธิบายและขยายความรู้เพิ่มเติมมีความ ละเอียดมากขึ้น ยกสถานการณ์ตัวอย่าง อธิบายเชื่อมโยงความรู้ที่ได้เป็นระบบและลึกซึ้งยิ่งขึ้นหรือ สมบูรณ์ละเอียดขึ้น น าไปสู่ความรู้ใหม่หรือความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประยุกต์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในเรื่องอื่นหรือ สถานการณ์อื่น ๆ หรือสร้างค าถามใหม่และออกแบบการส ารวจค้นหาและรวบรวมเพื่อน าไปสู่การสร้าง ความรู้ใหม่ 5. การประเมิน ให้นักเรียนได้ระบุสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ ทั้งด้านกระบวนการและผลผลิต เพื่อ เป็นการตรวจสอบความความถูกต้องของความรู้ที่ได้โดยให้นักเรียนได้วิเคราะห์วิจารณ์แลกเปลี่ยน ความรู้ซึ่งกันและกัน คิดพิจารณาให้รอบคอบทั้งกระบวนการและผลงาน อภิปราย ประเมินปรับปรุง เพิ่มเติมและสรุป ถ้ายังมีปัญหาให้ศึกษาทบทวนใหม่อีกครั้ง อ้างอิงทฤษฎีหรือหลักการและเกณฑ์ เปรียบเทียบผลกับสมมติฐาน เปรียบเทียบความรู้ใหม่กับความรู้เดิม 1.6 กรอบแนวคิดการวิจัย การพัฒนาคู่มือการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แนวคิดในการวิจัยครั้งนี้ อธิบายโดยแสดงให้เห็นภาพความสัมพันธ์ของตัว แปรต้นและตัวแปรตามที่จะศึกษา ดังนี้ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


5 1.7 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1.7.1 สิ่งที่ได้จากการวิจัย 1.7.1.1 ได้พัฒนาคู่มือการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 1.7.1.2 ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ที่เรียนด้วย การ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) 1.7.2 ประโยชน์ต่อคนภายนอก 1.7.2.1 เพื่อเป็นแนวทางให้ครูได้น าไปปรับใช้กับนักเรียนในการจัดการเรียนรู้ แบบการสืบเสาะหาความรู้(5E)


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ 2.1.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 2.1.2 การจัดการสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์ หลักสูตรขั้นพื้นฐาน 2.1.3 วิสัยทัศน์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.1.4 เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ 2.1.5 มาตรฐานและสาระการเรียนรู้กลุ่มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2.2 การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) 2.2.1 ความหมายการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.2.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.2.3 กระบวนการการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.2.4 ประโยชน์ของการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ 2.3.2 ขั้นตอนการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4 ชุดกิจกรรม 2.4.1 ความหมายของชุดกิจกรรม 2.4.2 ทฤษฎีและแนวคิด 2.4.3 ประเภทของชุดกิจกรรม 2.4.4 องค์ระกอบของชุดกิจกรรม 2.4.5 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรม 2.4.6 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม 2.4.7 การใช้ชุดกิจกรรม 2.4.8 ประโยชน์ของการสร้างชุดกิจกรรม 2.5 ความพึงพอใจ 2.5.1 ความหมายของแบบวัดความพึงพอใจ 2.5.2 การสร้างแบบวัดความพึงพอใจ


7 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ 2.1.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศที่ได้มีการก าหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะส าคัญของนักเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นทิศทางในการจัดท า หลักสูตรการเรียนการสอนในแต่ละระดับ นอกจากนั้นได้ก าหนดโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่ าของแต่ละ กลุ่มสาระการเรียนรู้ในแต่ละชั้นปีไว้ในหลักสูตรแกนกลาง และเปิดโอกาสให้สถานศึกษาเพิ่มเติมเวลา เรียนได้ตามความพร้อมและจุดเน้น อีกทั้งได้ปรับกระบวนการวัดและประเมินผลนักเรียน เกณฑ์การจบ การศึกษาแต่ละระดับและเอกสารแสดงหลักฐานทางการศึกษา ให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐาน การ เรียนรู้และมีความชัดเจนต่อการน าไปปฏิบัติ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ซึ่งมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ดังนี้จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มุ่งพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและ ประกอบอาชีพจึง ก าหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับนักเรียนเมื่องบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และคุณนิยมที่พึงประสงค์ และเห็นคุณค่าของคนเอง มีวินัยและปฏิบัติ ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหาการใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี และรักการออกก าลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ร. มีจิตส านึกในการอนุรักษ์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย 2.1.2 การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มพัฒนา สิ่งแวดล้อมมีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์และสร้าง สิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขวิทยาศาสตร์ หลักสูตรขั้นพื้นฐาน หลักสูตรกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ประกอบไปด้วย 8 สาระ ดังนี้สาระที่ 1 : สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการด ารงชีวิต มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ของ โครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ท างานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าความรู้ไปใช้ในการด ารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจกระบวนการและความส าคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่มีผลต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าไปใช้ประโยชน์สาระที่ 2 : ชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศมีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน 3 2.2 เข้าใจความส าคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ก า รใช้ทรัพย ากรธร รมช าติใน ระดับท้องถิ่น ป ระเทศและโลกน าคว ามรู้ไปใช้ในก า รจัด


8 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สาระที่ 3 : สารและสมบัติของสาร มาตรฐาน 3 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมีมีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าไปใช้ ประโยชน์สาระที่ 4 : แรงและการเคลื่อนที่ มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง และแรงนิวเคลียร์มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าไปใช้ประโยชน์ อย่างถูกต้องและมีคุณธรรม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุใน ธรรมชาติ มีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 5 : พลังงาน มาตรฐาน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการด ารงชีวิต การเปลี่ยน รูปพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าไปใช้ประโยชน์สาระที่ 6 : กระบวนการ เปลี่ยนแปลงของโลก มาตรฐาน ว 6.1 เข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกและภายในโลก ความสัมพันธ์ของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และสัณฐาน ของโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 7 : ดาราศาสตร์และอวกาศ มาตรฐาน ว 7.1 เข้าใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะและกาแลกซี่ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ และผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกมีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และ จิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน 7.2 เข้าใจความส าคัญของ เทคโนโลยีอวกาศที่น ามาใช้ในการส ารวจอวกาศ และทรัพยากรธรรมชาติค้นการเกษตรและการสื่อสาร สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน าไปใช้ประโยชน์อย่างมีคุณธรรมต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 8 : ธรรมชาติ ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตรฐาน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่ แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน 2.1.3 วิสัยทัศน์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ วรนุช แหยมแสง (, 2549) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (, 2546) กรมวิชาการ (, 2545) ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ไว้ว่าเป็นมุมมองของภาพในอนาคตที่มุ่งหวังจะมีการ พัฒนาอะไร อย่างไร ซึ่งจะสอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนของสังคม วิสัยทัศน์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ก าหนดไว้เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารศึกษา ผู้สอน บุคคลากรทางการศึกษา ผู้เรียนและชุมชนร่วมกัน พัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ และปฏิบัติร่วมกันไปสู่ความส าเร็จ และในการก าหนดวิสัยทัศน์ การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ใช้กรอบความคิดในเรื่องของการพัฒนาการศึกษา เพื่อเตรียมคนในสังคมแห่งการเรียนรู้ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ดังนี้ 1. หลักสูตรและการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จะเชื่อมโยง เนื้อหา แนวคิดหลัก และ วิธีกระบวนการที่เป็นสากล แต่มีความสอดคล้องกับชีวิตจริงทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ และ ความยืดหยุ่นหลากหลาย


9 2. หลักสูตรและการเรียนการสอนต้องตอบสนองผู้เรียนที่มีความถนัดความสนใจ แตกต่างกัน ในการใช้วิทยาศาสตร์ส าหรับการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์ 3. ผู้เรียนทุกคนจะได้รับการส่งเสริมให้พัฒนากระบวนการคิด ความสามารถในการเรียนรู้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา และการคิดค้นสร้างสรรค์องค์ความรู้ 4. ใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น โดยถือว่ามีความส าคัญควบคู่กับการเรียนในสถานศึกษา 5. ใช้ยุทธศาสตร์การเรียนการสอนหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการ ความสนใจ และวิธีเรียนที่แตกต่างกันของผู้เรียน 6. การเรียนรู้เป็นกระบวนการส าคัญที่ทุกคนต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้สามารถเรียนรู้ ตลอดชีวิตจึงจะประสบความส าเร็จในการด าเนินชีวิต 7. การเรียนการสอนต้องส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีเจตคติ คุณธรรม จริยธรรมค่านิยม ที่เหมาะสมต่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อมวิสัยทัศน์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานก าหนดไว้ ดังนี้ 1. การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้ทั้งความรู้ กระบวนการ และเจตคติ ผู้เรียนทุกคนควรได้รับการกระตุ้นส่งเสริมให้สนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีความสงสัย เกิดค าถามในสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโลกธรรมชาติรอบตัว มีความมุ่งมั่นและมีความสุขที่จะ ศึกษาค้นคว้า สืบเสาะหาความรู้เพื่อรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ผลน าไปสู่ค าตอบของค าถาม สามารถ ตัดสินใจด้วยการใช้ข้อมูลอย่างมีเหตุผล สามารถสื่อสารค าถาม ค าตอบ ข้อมูลและสิ่งที่ค้นพบจาก การเรียนรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ 2. การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากความรู้ วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกธรรมชาติ (Natural World) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกคนต้องเรียนรู้ เพื่อน าผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตและประกอบอาชีพ เมื่อผู้เรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์ โดยได้รับการกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นท้าทายกับการเผชิญสถานการณ์หรือปัญหา มีการร่วมกันคิด ลงมือปฏิบัติ ก็จะเข้าใจและเห็นความเชื่อมโยงของวิทยาศาสตร์กับวิชาอื่นและชีวิต ท าให้สามารถอธิบาย ท านาย คาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่าง มีเหตุผล การประสบความส าเร็จในการเรียนวิทยาศาสตร์จะเป็น แรงกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจ มุ่งมั่น ที่จะสังเกต ส ารวจ ตรวจสอบ สืบค้นความรู้ที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้น อย่างไม่หยุดยั้ง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงสอดคล้องกับสภาพจริงในชีวิต โดยใช้แหล่งความรู้ ในท้องถิ่น และค านึงถึงผู้เรียนที่มีวิธีการเรียนรู้ ความสนใจและความถนัดแตกต่างกัน 3. การเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน เป็นการเรียนรู้เพื่อความเข้าใจ ซาบซึ้งและ เห็นความส าคัญของธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้หลาย ๆ ด้าน เป็นความรู้แบบองค์รวม อันจะน าไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และพัฒนาคุณภาพชีวิต มี ความสามารถในการจัดการ และร่วมกันดูแลรักษาโลก ธรรมชาติอย่างยั่งยืน 2.1.4 เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ วรนุช แหยมแสง (, 2549) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิชาการ (, 2546) ได้กล่าวว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้ กระบวนการสังเกต ส ารวจ ตรวจสอบ และทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรามชาติและน าผลมา


10 จัดระบบ หลักการ แนวคิดและทฤษฎี ดังนั้น การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เป็น ผู้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมากที่สุด นั้นคือ ให้ได้ทั้งกระบวนการและองค์ความรู้ตั้งแต่วัยเริ่มแรกก่อน เข้าเรียน เมื่ออยู่ในสถานศึกษาและเมื่อออกมาจากสถานศึกษาไปประกอบอาชีพแล้วการจัดการเรียน การสอนวิทยาศาสตร์ มีเป้าหมายที่ส าคัญดังนี้ 1. เพื่อให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานในวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขต ธรรมชาติ และข้อจ ากัดของวิทยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทักษะที่ส าคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจิตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและจัดการ ทักษะในการสื่อสารและความสามารถในการตัดสินใจ 5. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และ สภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน 6. เพื่อน าความรู้ความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อสังคมและการด ารงชีวิต 7. เพื่อให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์การจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์ส าหรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งหวังให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนทุกขั้นตอน ผู้เรียนจะได้ท ากิจกรรมที่หลายหลาย ทั้งเป็นกลุ่มและ รายบุคคล โดยอาศัยแหล่งเรียนรู้ที่เป็นสากลและท้องถิ่น โดยผู้สอนมีบทบาทในการวางแผนการเรียนรู้ กระตุ้น แนะน า ช่วยเหลือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพื่อให้การศึกษาวิทยาศาสตร์บรรลุตามเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ที่กล่าวไว้ จึงได้ก าหนดคุณภาพของผู้เรียนวิทยาศาสตร์ ที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี และแต่ละช่วงชั้นไว้ ส าหรับผู้ที่เรียนจบช่วงชั้นที่ 2 ควรมีความรู้ ความคิด ทักษะ กระบวนการ และ จิตวิทยาศาสตร์ ดังนี้ 1. เข้าใจโครงสร้างและการท างานของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตและ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่หลายหลายในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน 2. เข้าใจสมบัติของวัตถุ สถานะของสาร การแยกสาร การท าให้เกิด การเปลี่ยนแปลง 3. เข้าใจผลที่เกิดจากการออกแรง กระท าวัตถุ ความดัน หลักการเบื้องต้น ของแรงลอยตัว สมบัติและปรากฏการณ์เบื้องต้นของแสง เสียงและวงจรไฟฟ้า 4. เข้ าใจลักษณะองค์ป ระกอบ สมบัติของผิ วโลก และบ ร รย ากาศ ความสัมพันธ์ของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ที่มีผลต่อการเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติ 5. ตั้งค าถามเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ คาดคะเนค าตอบหลายแนวทาง วางแผน และส ารวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ วิเคราะห์ข้อมูล และสื่อความรู้จากผลการส ารวจ ตรวจสอบ 6. ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการด ารงชีวิต และการศึกษา หาความรู้เพิ่มเติมท าโครงงาน หรือชิ้นงานตามที่ก าหนดให้หรือตามความสนใจ 7. แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบและซื่อสัตย์ในการสืบเสาะ หาความรู้


11 8. ตระหนักในคุณค่าของความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แสดงความ ชื่นชมยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้น 9. แสดงถึงความซาบซึ้งห่วงใยแสดงถึงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้การดูแล และ รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า 10. ท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นของตนเองและ ยอมรับฟังความคิดของผู้อื่น 2.1.5 มาตรฐานและสาระการเรียนรู้กลุ่มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมจัดท าขึ้นส าหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่จ าเป็นต้องเรียนเนื้อหาในสาระชีววิทยา ซึ่งเป็นพื้นฐานส าคัญและเพียงพอ ส าหรับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ในด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อประกอบวิชาชีพในสาขาที่ใช้ วิทยาศาสตร์เป็นฐาน เช่น แพทย์ ทันตแพทย์สัตวแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคนิคการแพทย์วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ฯลฯ โดยมีผลการเรียนรู้ที่ครอบคลุมด้านเนื้อหา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 รวมทั้ง จิตวิทยาศาสตร์ที่ผู้เรียนจ าเป็นต้องมีวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมนี้ได้มี การปรับปรุงเพื่อให้มีเนื้อหา ที่ทัดเทียมกับนานาชาติเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา รวมทั้งเชื่อมโยงความรู้สู่การน า ไปใช้ในชีวิตจริง สรุปได้ดังนี้ 1. ลดความซ้ าซ้อนของเนื้อหาระหว่างตัวชี้วัดในรายวิชาพื้นฐานและผลการเรียนรู้ รายวิชาเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เรียนได้มีเวลาส าหรับการเรียนรู้และท าปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 2. ลดความซ้ าซ้อนของเนื้อหาระหว่างสาระชีววิทยา โดยมีการพิจารณาเนื้อหาที่มีความ ซ้ าซ้อนกันแล้วจัดให้เรียนที่สาระใดสาระหนึ่ง เช่น - เรื่องสารชีวโมเลกุล เดิมเรียนทั้งในสาระชีววิทยา และเคมีได้พิจารณาแล้วจัด ให้เรียน ในสาระชีววิทยา 3. ลดความซ้ าซ้อนกันระหว่างระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย เช่น - เรื่องระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในสาระชีววิทยา ได้ปรับให้สาระการเรียนรู้เนื้อหา และกิจกรรม มีความแตกต่างกันตามความเหมาะสมของระดับผู้เรียน - เรื่องเทคโนโลยีอวกาศ การเกิดลม การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก พายุและมรสุม ได้มีการปรับให้สาระการเรียนรู้เนื้อหา และกิจกรรม เรียนต่อเนื่องกันจากระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นไปสู่ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกัน 4. ลดทอนเนื้อหาที่ยากเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มของผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5. มีการเพิ่มเนื้อหาด้านต่าง ๆ ที่มีความทันสมัย สอดคล้องต่อการด ารงชีวิต ในปัจจุบัน และอนาคตมากขึ้น เช่น เรื่องเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมใน สาระชีววิทยา เรื่อง ทักษะและความปลอดภัยในปฏิบัติการเคมีนวัตกรรมและการแก้ปัญหา ที่เน้นการบูรณาการในสาระเคมี เรื่องเทคโนโลยีด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม การสื่อสาร ด้วยสัญญาณดิจิทัลที่เหมาะสมกับสังคมและ เศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน รวมทั้งเนื้อหาเกี่ยวกับ การค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค เพื่อความสอดคล้อง กับความก้าวหน้าของวิชาฟิสิกส์ในปัจจุบัน


12 วิทยาศาสตร์เพิ่มเติม นี้ถึงแม้ว่าสถานศึกษาสามารถจัดให้ผู้เรียนได้เรียนตามความเหมาะสม และตามจุดเน้นของสถานศึกษา แต่ในแนวทางปฏิบัติสถานศึกษาควรจัดให้ผู้เรียน ได้เรียนทุกสาระ เพื่อให้มีความรู้เพียงพอในการน าไปใช้เพื่อก ารศึกษาต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อห าของ สาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศที่สถานศึกษามักมองข้ามความส าคัญของการเรียนสาระนี้ซึ่งเป็น การบูรณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งฟิสิกส์ เคมีและชีววิทยา รวมทั้งศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาช่วยในการอธิบายและเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติทั้งการเปลี่ยนแปลง บนผิวโลก การเปลี่ยนแปลงภายในโลก และการเปลี่ยนแปลงทางลมฟ้าอากาศ ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ดังกล่าวล้วนส่งผลซึ่งกันและกัน รวมทั้งสิ่งมีชีวิตด้วย และที่ส าคัญคือ ความรู้ในสาระนี้สามารถน าไปใช้ ในการศึกษาต่อเพื่อประกอบอาชีพในหลาย ๆ ด้าน เช่น อาชีพที่เกี่ยวกับวัสดุศาสตร์การเดินเรือ การบิน การเกษตร การศึกษาประวัติศาสตร์วิศวกร อุตสาหกรรมน้ ามัน เหมือง นักธรณีวิทยา นักอุตุนิยมวิทยา นักดาราศาสตร์นักบินอวกาศ ดังนั้นพื้นฐานความรู้สาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศ จะช่วยเปิดโอกาส ทางด้านอาชีพที่หลากหลายให้กับผู้เรียน เพราะในอนาคตข้างหน้า นอกจากมนุษย์จะต้องมีความเข้าใจ เกี่ยวกับโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่แล้ว ยังต้องพัฒนาตนเองเพื่อศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่นอกโลกเพื่อน าข้อมูล เหล่านั้นกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สาระที่ 4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การล าเลียงสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2.2 การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) 2.2.1 ความหมายการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ณฐกรณ์ ด าชะอม (, 2553) การเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติ กิจกรรม ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าสืบหา ความรู้ทางประวัติศาสตร์ อย่างมีเหตุผลด้วยตนเอง ผู้สอน มีหน้าที่จัดบรรยากาศการสอนให้เอื้อต่อ การเรียนรู้ ผู้เรียนน าองค์ความรู้ใหม่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้เข้ากับ ประสบการณ์หรือความรู้เดิม โดยผ่าน การอภิปรายและประเมินผลร่วมกัน ประกอบด้วย 1.1 การสร้างความสนใจ (Engagement) หมายถึง ผู้สอนตั้งค าถามกระตุ้นให้ผู้เรียน เกิดความสนใจ อยากรู้อยากเห็นสิ่งที่จะเรียนรู้ในหัวข้อใหม่ (ศึกษาอะไร ช่วงเวลาไหน สมัยใด และเพราะเหตุใด) โดยผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันศึกษาหัวข้อเรื่อง หรือประเด็นปัญหาจากเหตุการณ์ใน ประวัติศาสตร์ ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเนื้อหาของบทเรียน ผู้เรียนแบ่งกลุ่มศึกษาแนวทางของปัญหา ด้วยการตั้งสมมติฐานหรือคาดคะเนค าตอบล่วงหน้า 1.2 การส ารวจและค้นหา (Exploration) หมายถึง ผู้เรียนแบ่งหน้าที่ด าเนินการส ารวจ ค้นคว้าข้อมูลหรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของหัวข้อเรื่องหรือประเด็นปัญหาของเหตุการณ์ใน ประวัติศาสตร์จากแหล่งข้อมูลในโรงเรียน ได้แก่ หนังสืออ้างอิง วารสาร/สื่อสิ่งพิมพ์ ต าราเรียน และ อินเทอร์เน็ต ผู้เรียนวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือข้อมูล น ามาเปรียบเทียบพิจารณาไตร่ตรองความถูกต้อง โดยสมาชิกภายในกลุ่มมีส่วนร่วมในการรวบรวมค าตอบด้วยการอภิปราย


13 1.3 การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) หมายถึง ผู้เรียนท าความเข้าใจข้อมูล หลักฐานทางประวัติศาสตร์จากหัวข้อเรื่อง หรือประเด็นปัญหาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ น ามา อธิบายเนื้อหาสาระส าคัญ ผู้เรียนสรุปความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ในรูปของแนวคิดรวบยอดหรือ มโนทัศน์(Concept) โดยการกล่าวน าเสนอในชั้นเรียน 1.4 การขยายความรู้ (Elaboration) หมายถึง ผู้เรียนออกแบบกิจกรรมเกม จากสถานการณ์เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่ตนเองศึกษา หรือประเด็นปัญหาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ น ามาให้ผู้เรียนกลุ่มอื่น ๆ ท ากิจกรรมและตอบค าถาม ทุกกิจกรรมมีการประยุกต์ใช้ความรู้เชื่อมโยง กับสิ่งรอบตัวโดยเน้น การลงมือปฏิบัติ มีการแก้ปัญหา ตัดสินใจ และสามารถน าความรู้ไปใช้ได้จริง 1.5 การประเมินผล (Evaluation) หมายถึง ผู้สอนและผู้เรียนประเมินการสืบเสาะหา ความรู้จากหัวข้อหรือประเด็นปัญหาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่ผู้เรียนค้นพบ ผู้เรียนประเมินผล การน าเสนอแนวคิดรวบยอดและการน ากิจกรรมในชั้นเรียนตามหัวข้อเรื่องหรือประเด็นปัญหาของกลุ่ม ตนเองและกลุ่มอื่น 2.2.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วัฒนาพร ระงับทุกข์(, 2545) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น ดังนี้ 1. สร้างความสนใจ 1.1 จัดสถานการณ์หรือเรื่องราวที่น่าสนใจ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนสังเกต สงสัยใน เหตุการณ์หรือเรื่องราว 1.2 กระตุนให้ผู้เรียนสร้างค าถาม ก าหนดประเด็นปัญหาที่จะศึกษา 2. ส ารวจและค้นหา 2.1 ผู้เรียนวางแผนและก าหนดแนวทางการส ารวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐานและก าหนด ทางเลือกที่เป็นไปได้ 2.2 ผู้เรียนลงมือปฏิบัติเพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการ ตรวจสอบ อาจท าได้หลายวิธี เช่น การทดลอง การท ากิจกรรมภาคสนาม การศึกษาข้อมูลจากแหล่ง เอกสารอ้างอิง หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอ สรุปสิ่งที่คาดว่าจะเป็นค าตอบของ ปัญหานั้น 2.2.3 กระบวนการการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ขั้นตอนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น วัฒนาพร ระงับทุกข์(, 2545) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น ดังนี้ 1. สร้างความสนใจ 1.1 จัดสถานการณ์หรือเรื่องราวที่น่าสนใจ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนสังเกตสงสัย ในเหตุการณ์หรือเรื่องราว 1.2 กระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างค าถาม ก าหนดประเด็นปัญหาที่จะศึกษา 2. ส ารวจและค้นหา


14 2.1 ผู้เรียนวางแผนและก าหนดแนวทางการส ารวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน และก าหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ 2.2 ผู้เรียนลงมือปฏิบัติเพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบ อาจท าได้หลายวิธี เช่น การทดลอง การท ากิจกรรมภาคสนาม การศึกษาข้อมูลจาก แหล่งเอกสารอ้างอิง หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอ สรุปสิ่งที่คาดว่าจะเป็นค าตอบ ของปัญหานั้น 3. อธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ผู้เรียนน าข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์แปลผล สรุปผล และ การ น าเสนอผลในรูปแบบต่าง ๆ 3.2 การค้นพบในขั้นนี้อาจสนับสนุนหรือโต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ตั้งไว้แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอยู่ในรูปแบบใดก็สามารถสร้างองค์ความรู้และช่วยให้เกิด การเรียนรู้ได้ 4. ขยายความรู้โดยผู้เรียนน าความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือแนวคิด ที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือน าข้อสรุปที่ได้ไปอธิบายเหตุการณ์อื่น ๆ 5. ประเมินผลเป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ว่าผู้เรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะน าไปสู่การน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น นันทกา คันธิยงค์(, 2547) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นน า เป็นขั้นที่ผู้สอนกระตุ้นเพื่อสร้างความสนใจแก่ผู้เรียนหรือตรวจสอบทบทวน ความรู้เดิม และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน เพื่อน าเข้าสู่บทเรียนใหม่ 2. ขั้นส ารวจหรือขั้นส ารวจเพื่อการค้นพบ เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมโดยอาจ ปฏิบัติเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล สามารถน าความรู้เดิมมาเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่จึงท าให้ผู้เรียนค้นพบ หรือสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้เป็นที่ปรึกษา และเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการค้นพบ สร้างความรู้ด้วยตนเองขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนเกิดหรือค้นพบ มโนทัศน์ 3. ขั้นอธิบายหรือขั้นน าข้อมูลเพื่อการค้นพบ เป็นขั้นที่ผู้เรียนอธิบายหรือน าเสนอมโน ทัศน์หรือความรู้ที่ค้นพบ โดยอาจใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมเป็นฐาน ประกอบกับหลักฐานและ ข้อมูลที่ ค้นพบใหม่ผู้สอนมีบทบาทในการตั้งค าถามและให้ความรู้หรือให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เรียน กระจ่างชัดขึ้น 4. ขั้นขยายหรือประยุกต์ใช้มโนทัศน์หรือขั้นประยุกต์ใช้เป็นขั้นที่ผู้เรียนประยุกต์ใช้ มโนทัศน์ในสถานการณ์ใหม่หรือสถานการณ์ที่เป็นจริง หรืออาจขยายมโนทัศน์นั้น ก่อให้เกิดความรู้ที่ ลึกซึ้งหรือมโนทัศน์อื่น ๆ ที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกัน 5. ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นขั้นที่เปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเดิม คือ ขั้นประเมินผล เพราะชุดกิจกรรมนี้ได้ระบุตัวบ่งชี้ผลการเรียนรู้หรือหลักฐานการเรียนรู้ไว้ในทุกขั้นของกิจกรรมการ เรียนการสอน คือการวัดและประเมินผลอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จึงเปลี่ยนเป็นขั้นที่ 5 เป็นขั้น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งมุ่งให้ผู้เรียนน าผลการประยุกต์ใช้หรือผลการค้นพบข้อมูลมาแสดงเพื่อแลกเปลี่ยน


15 เรียนรู้ความคิด ทักษะและเจตคติต่อ การท ากิจกรรมต่าง ๆ โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันและปฏิสัมพันธ์กับ ผู้สอนซึ่งก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ พันธ์ ทองชุมนุม (, 2547) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น ดังนี้ 1. สร้างสถานการณ์หรือปัญหาจากเนื้อหา ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและแก้ปัญหานั้น สถานการณ์ควรอยู่ใกล้ตัว ดึงดูดความสนใจของผู้เรียนและ สามารถเชื่อมโยงสู่การออกแบบการค้นคว้าได้ 2. ใช้ค าถามในการอภิปราย เพื่อน าไปสู่แนวทางการหาค าตอบของปัญหาและควรเป็น ค าถามที่ผู้เรียนน าไปสู่ตั้งสมมติฐาน 3. ใช้ค าถามเพื่อน าไปสู่การออกแบบการค้นคว้า การก าหนดเครื่องมือ เก็บรวบรวม ข้อมูล การก าหนดแหล่งข้อมูล 4. ผู้เรียนเป็นผู้ด าเนินการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งค้นคว้าที่ก าหนด ท าการบันทึกผล และจัดหมวดหมู่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า 5. ใช้ค าถามในการอภิปรายเพื่อสรุปผลการศึกษาค้นคว้า การใช้ค าถามต้องอาศัย ข้อมูลจากการสืบค้นของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อน าไปสู่ค าตอบในการแก้สถานการณ์หรือปัญหาข้างต้นและ ควรจะมีค าถามที่ฝึกให้ผู้เรียนน าความรู้ที่ได้ไปใช้ในสถานการณ์ที่พบเห็นในชีวิตประจ าวันหรือเรื่องที่ เรียนต่อไป ชูศิลป์อัตชู(, 2550) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้นดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการน าเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่น่าสนใจ อาจเกิดขึ้นจากความสงสัยหรือความสนใจของตัวผู้เรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่มเรื่องที่ น่าสนใจอาจเกิดจากเหตุการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิม เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างค าถาม ก าหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ไม่มีประเด็นน่าสนใจผู้สอนอาจ เป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอประเด็นปัญหา แต่ไม่ควรบังคับให้ผู้เรียนยอมรับประเด็นหรือค าถามที่ผู้สอน สนใจเป็นเรื่องที่จะศึกษา เมื่อมีค าถามที่น่าสนใจ และเป็นที่ยอมรับของผู้เรียนจึงร่วมกันก าหนดขอบเขต และรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นรวมถึงการรวบรวมข้อมูล ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะน าไปสู่ความเข้าใจหรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางใน การใช้ส ารวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย 2. ขั้นส ารวจและค้นหา (Exploration) เมื่อท าความเข้าใจประเด็นหรือค าถามแล้ว จากนั้นจึงมีการวางแผนก าหนดแนวทางการส ารวจ ตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน ก าหนดทางเลือกที่สามารถ เป็นไปได้ลงมือปฏิบัติเพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ วิธีการตรวจสอบอาจท าได้หลายวิธี เช่นการทดลอง ท ากิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จ าลอง การศึกษาหาข้อมูลจาก เอกสารอ้างอิงหรือ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเพียงพอในที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลจากการส ารวจตรวจสอบแล้ว น าข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้จากการวิเคราะห์แปลผล สรุป และน าเสนอผลที่ได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การบรรยายสรุป สร้างแบบจ าลอง รูปวาด หรือการสร้างตาราง เป็นต้น การค้นพบขั้นนี้อาจเป็นไปได้ หลายทาง เช่น สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ ก าหนดไว้แต่ผลที่ได้จะเป็นในรูปแบบใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้


16 4. ขั้นขยายความรู้(Elaboration) เป็นการน าความรู้ที่สร้างขึ้นมาเชื่อมโยงกับความรู้ เดิมหรือแนวคิดที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม หรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ เหตุการณ์อื่น ๆ ให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และท าให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 5. ขั้นประเมินผล (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ และการน าไปสู่การน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ การน าความรู้หรือแบบจ าลองไปใช้อธิบายหรือ ประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์จะน าไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจ ากัด ซึ่งจะก่อให้เกิดประเด็นหรือค าถามหรือปัญหา ที่จะต้องส ารวจตรวจสอบต่อไป ท าให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เรียกว่า การสอน แบบสืบเสาะหาความรู้(Inquiry Cycle) ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาและหลักการทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป กุณฑรี เพ็ชรทวีพรเดช และคณะ (, 2551) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการน าเข้าสู่บทเรียนซึ่งอาจเกิดความสนใจ ความสงสัย จากเหตุการณ์ที่ก าลังเกิดขึ้น เป็นการกระตุ้นให้เกิดความสนใจใคร่รู้น าไปสู่ประเด็นที่จะ ศึกษาค้นคว้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 2. ขั้นส ารวจและค้นหา (Exploration) เป็นการท าความเข้าใจในประเด็นที่ศึกษาวิธี การศึกษาอาจเป็นการตรวจสอบ การทดลอง การปฏิบัติ การสืบค้นความรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่าง พอเพียงในการที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เป็นการน าข้อมูลข้อสนเทศที่ได้มา วิเคราะห์แปลผล สรุปผล และน าเสนอในรูปของภาพวาด ตาราง แผนภูมิ การค้นพบในขั้นนี้อาจเป็นการ สนับสนุนหรือโต้แย้งสมมติฐานก็ได้ผลที่ได้สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ 4. ขั้นขยายความรู้(Elaboration) เป็นการน าความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ เดิม หรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือน าข้อสรุปไปอธิบายสถานการณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ท าให้เกิด ความรู้ที่กว้างขึ้น 5. ขั้นการประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่ามีความรู้อะไรบ้างรู้มากน้อยเพียงใดและน าไปประยุกต์ความรู้สู่เรื่องอื่น ๆ 2.2.4 ประโยชน์ของการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ประโยชน์ส าหรับผู้สอนในการจัดกิจกรรมการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น ประดิษฐ์เหล่าเนตร และณัฐภัสสร เหล่าเนตร (, 2555) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ส าหรับผู้สอนใน การจัดกิจกรรมการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ดังนี้ 1. เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ต้องการพัฒนาผู้เรียนใหม่มีทักษะการคิด แบบต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะการคิดขั้นสูง ได้แก่ การคิดแก้ปัญหา คิดวิเคราะห์คิดเชิงวิทยาศาสตร์คิด เชิงเหตุผลและคิดสร้างสรรค์ผู้สอนสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนได้ 2. เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเอง เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และรวบรวมข้อมูลไว้ใน สมองอย่างยาวนาน โดยการสร้างชิ้นงาน หากผู้เรียนได้สร้างความคิดและน าความคิดของตนเองไป


17 สร้างสรรค์ชิ้นงานจะมีความหมายต่อผู้เรียน ความรู้จะคงทน สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นได้และ ความรู้ที่สร้างขึ้นเป็นฐานให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ใหม่ต่อไปได้อีกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด 3. เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และจุดหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ที่เน้นสมรรถนะผู้เรียน มาตรฐาน และตัวชี้วัด ที่น าไปสู่การปฏิบัติโดยเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ และมุ่งให้เกิดความสามารถในการสื่อสารและ ความสามารถในการคิด 4. เป็นหลักฐานหรือร่องรอยในการพัฒนาผู้เรียนให้มีกระบวนการคิด ส าหรับเตรียม ความพร้อมในการประเมินภายนอก ด้านผู้เรียนมาตรฐานที่ 4 ที่ผู้เรียนควรมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์สังเคราะห์คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดไตร่ตรอง คิดสร้างสรรค์อย่างมีวิสัยทัศน์ 5. เป็นการฝึกทักษะการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์การสืบเสาะหาความรู้ตาม แบบอย่างของนักวิทยาศาสตร์ให้กับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนแสดงออกถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 6. เป็นการฝึกทักษะการเชื่อมโยงความรู้แบบองค์รวมให้กับผู้เรียนซึ่งนอกจากผู้เรียน จะมีการสร้างองค์ความรู้ในด้านเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์แล้ว ผู้เรียนยังมีทักษะการอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์การใช้ตัวเลขทางคณิตศาสตร์และการใช้ความสามารถด้านศิลปะด้วย ซึ่งเป็น การจัดการเรียนรู้ที่ไม่แปลกแยกออกจากกัน 7. เป็นการน ากลวิธีการสอนมาใช้ควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ท าให้ผู้เรียนเกิดการอยาก รู้อยากเรียน ท าให้ผู้เรียนสามารถอ่านและเขียนอย่างมีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในด้านการสร้างองค์ความรู้ทักษะกระบวนการคิดกระบวนการเรียนรู้และ ทักษะทางสังคมมากขึ้น 8. เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนจากกิจกรรมง่าย ๆ และเหมาะสมกับเนื้อหา ตรงตามมาตรฐานตัวชี้วัด ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 9. เป็นแนวทางการสร้างข้อสอบที่เน้นให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการคิดแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้สอนสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการสร้างข้อสอบของ ตนเอง เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน 10. เป็นกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนที่เน้นการลงมือปฏิบัติ ทั้งในห้องเรียนและ นอกห้องเรียน ซึ่งอาจเรียนรู้ด้วยตนเองหรือเป็นกลุ่ม จึงเป็นการฝึกทักษะชีวิตและทักษะทางสังคมให้กับ ผู้เรียน 11. เป็นการฝึกทักษะการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ซึ่งผู้สอนควรจะแนะน า การใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย 12. เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนสนใจใฝ่รู้สืบเสาะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่องและน าสิ่งใหม่สิ่งใหม่ ๆ มาใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล 3. อธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ผู้เรียนน าข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์แปลผล สรุปผล และการน าเสนอผลใน รูปแบบต่าง ๆ


18 3.2 การค้นพบในขั้นนี้อาจสนับสนุนหรือโต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นที่ตั้งไว้แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอยู่ในรูปแบบใดก็สามารถสร้างองค์ความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ 4. ขยายความรู้โดยผู้เรียนน าความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้า เพิ่มเติม หรือน าข้อสรุปที่ได้ไปอธิบายเหตุการณ์อื่น ๆ 5. ประเมินผล เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ว่าผู้เรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะน าไปสู่การน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถ ความส าเร็จและสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ของนักเรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผลมาจาก การเรียนการสอน การฝึกฝนหรือ ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากกรทดสอบด้วย วิธีการต่าง ๆ สมพร เชื้อพันธ์(, 2547) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Learning Achievement) เป็นผลที่ เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ในการจัดการศึกษา นักการศึกษาได้ให้ความส าคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเนื่องจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นดัชนีประการหนึ่งที่สามารถบอกถึงคุณภาพการศึกษา ดังที่ Anatasi (, 1970 อ้างถึงในปริยทิพย์ บุญคง, 2546) กล่าวไว้พอสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบด้านสติปัญญา และองค์ประกอบด้านที่ไม่ใช้สติปัญญา ได้แก่ อง ค์ป ร ะ ก อ บ ด้ าน เ ศ รษ ฐ กิ จ สัง ค ม แ รง จูงใ จ แ ล ะ อื่น ๆ Eysenck, Amold แ ล ะ Meili (อ้างถึงใน ปริยทิพย์ บุญคง, 2546) ได้ให้ความหมายของค าว่า ผลสัมฤทธิ์ หมายถึง ขนาดของ ความส าเร็จที่ได้จากการท างานที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการกระท าที่ต้อง อาศัยทั้งความสามารถทั้งทางร่างกายและทางสติปัญญา ไพศาล หวังพานิช (, 2536) ที่ให้ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึงคุณลักษณะและความสามารถของบุคคลอันเกิดจาก การ เรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมและประสบการณ์การเรียนที่เกิดขึ้นจากการฝึกอบรมหรือ การสอบ จึงเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถของบุคคลว่าเรียนแล้วมีความรู้เท่าใด สามารถวัดได้ โดยการใช้แบบทดสอบต่าง ๆ เช่น ใช้ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ข้อสอบวัดภาคปฏิบัติทิศนา แขมมณี (, 2545) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ คือ การท าให้ส าเร็จ หรือประสิทธิภาพทางด้านการกระท าในทักษะที่ ก าหนดให้หรือด้านความรู้ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การเข้าถึงความรู้ การพัฒนาทักษะใน ด้านการเรียน ซึ่งอาจพิจารณาจากคะแนนสอบที่ ก าหนดให้คะแนนที่ได้จากงานที่ครูมอบหมายให้หรือ ทั้งสองอย่าง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงหมายถึง ความรู้หรือทักษะที่นักเรียนแสดงออกมาจากการได้รับ การจัดการเรียนการสอน ซึ่งอาจจะสามารถวัดโดยการทดสอบหรือจากการให้คะแนน ของครูผู้สอน ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงเป็นขนาดของความส าเร็จที่ได้จากการเรียนโดยอาศัย ความสามารถ เฉพาะตัวบุคคล ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ซึ่งนักเรียนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เรียนแล้วแสดงออกมาในรูปของ คะแนนผลสัมฤทธิ์เพื่อ ประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนได้ 2.3.2 ขั้นตอนการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


19 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาจได้จากกระบวนการที่ไม่ต้องอาศัยการทดสอบ เช่น การสังเกต หรือการตรวจการบ้าน หรืออาจได้ในรูปของเกรดจากโรงเรียน ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการที่ ซับซ้อนและระยะเวลานานพอสมควร หรืออาจได้จากการวัดแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั่วไป การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้สอนจะต้องค านึงถึงความเหมาะสมทั้งในด้านของเวลาที่ใช้และ รูปแบบของการประเมิน ซนาธิป พรกุล (, 2545) เครื่องมือที่ใช้ในการ ประเมินการเรียนรู้หรือผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เช่น แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ใช้วัด ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะของนักเรียน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ ก าหนด (ประสาท เนืองเฉลิม, 2558) ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้แบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนชีววิทยา เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ พิสณุ ฟองศรี (, 2552) ได้มีการแบ่งประเภทของ แบบทดสอบตามเกณฑ์การแบ่งถึง 8 เกณฑ์ ดังนี้ 1) แบ่งตามเกณฑ์จุดประสงค์ในการวัด - แบบสอบอิงเกณฑ์ (Criterion-Referenced Test) ใช้วัดความรู้ เพื่อทราบว่า นักเรียนมีทักษะตามเนื้อหาเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ เป็นไปตามเกณฑ์ที่คาดหวังก็จะน าไปสู่การปรับปรุงซ่อมเสริมต่อไป - แบบสอบอิงกลุ่ม (NormReferenced Test) ใช้วัดความรู้ความสามารถของนักเรียน เพื่อจ าแนกว่านักเรียนอยู่ในระดับใดของ นักเรียนทั้งหมดในห้องเรียน 2) แบ่งตามเกณฑ์เวลาสอบ - แบบสอบวัดความเร็ว (Speed Test) ใช้วัดว่านักเรียน สามารถตอบค าถามได้ทัน ตามเวลาที่ก าหนดหรือไม่ โดยมีข้อสอบหลายข้อ แต่ก าหนดเวลาในการตอบ น้อย โดยค าถามของข้อสอบจะค่อนข้างง่าย - แบบสอบวัดความสามารถ (Power Test) แบบสอบ ประเภทนี้ไม่เน้นเวลาแต่เน้นความสามารถ นั่นคือถ้ามีความรู้ความสามรถก็ตอบได้ทัน ถ้าไม่รู้หรือขาด ความสามารถใช้เวลานานเท่าไรก็ตอบไม่ได้ 3) แบ่งตามเกณฑ์จ านวนผู้สอบ - แบบทดสอบเดี่ยว (Individual Test) ใช้กับผู้สอบ ครั้งละ 1 คน อาจเป็นการสอบ ซ่อมเสริม หรือสอบปากเปล่า เป็นต้น - แบบทดสอบกลุ่ม (Group Test) ใช้กับผู้สอบครั้งละหลาย ๆ คนพร้อมกัน ซึ่งมักเป็นการสอบปกติ หรือสอบแข่งขันต่าง ๆ 4) แบ่งตามเกณฑ์วิธีการตอบ - แบบให้เขียนตอบ (Paper pencil Test) ใช้ในการสอบ ของสถานศึกษา หรือการสอบแข่งขันที่มีผู้เข้าสอบจ านวนมาก - แบบปฏิบัติ (Performance Test) เป็นการสอบเกี่ยวกับทักษะต่าง ๆ ทั้งกระบวนการผลผลิตหรือชิ้นงาน - แบบปากเปล่า (Oral Test) เป็นการสอบครั้งละคน เช่น สอบสัมภาษณ์ และการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเพื่อเข้ารับต าแหน่ง เป็นต้น - แบบใช้คอมพิวเตอร์ (Computer Test) คล้ายกับการเขียนตอบ แต่เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ แทนกระดาษ ดินสอ ปากกา เช่น การสอบ TOEFL หรือการสอบเยียวยาในการสอบ เลื่อนวิทยฐานะ ของครู เป็นต้น - แบบสอบย่อย (Formative Test) เป็นการสอบย่อยตามเนื้อหาแต่ละส่วน ให้ทราบว่า บรรลุจุดมุ่งหมายหรือไม่ เพื่อจะน าผลไปปรับปรุงการเรียนการสอน หรือหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม สื่อที่ใช้สอนเป็นต้น - แบบสอบรวม (Summative Test) เป็นการสอบเพื่อวัดความรู้ของเนื้อหาทั้งหมด เพื่อตัดสินว่ามีความรู้เพียงใด เช่น การสอบปลายภาค หรือการสอบวัดคุณสมบัติของนักศึกษา ปริญญาเอก (Qualify Examination) เป็นต้น 5) แบ่งตามเกณฑ์ของสิ่งที่วัด - แบบทดสอบวัดความรู้ (Achievement Test) หรือ เรียกกันทั่วไปว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งมีการใช้แพร่หลายมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย


20 การประเมิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการวัดความรู้เนื้อหาที่สอนหรืออบรม เพื่อตัดเกรดหรือตัดสินผล - แบบทดสอบวัดความถนัด (Aptitude Test) หรือเรียกว่า "แบบวัดแวว" ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 2 แบบ คือ แบบแรกเป็นแบบวัดความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude Test) ซึ่งวัดเกี่ยวกับความสามารถ ด้านภาษา การจ าแนกการอุปมาอุปมัย การสรุปความ จ านวน และ มิติสัมพันธ์ เป็นต้น แบบที่สองเป็นแบบวัดความถนัดเฉพาะ (Specific Aptitude Test) ใช้ วัดความสามารถเฉพาะด้านต่าง ( เช่น กลไก เสมียน ดนตรี และศิลป์ เป็นต้น เพื่อให้ทราบความถนัด ในการประกอบวิชาชีพ) แบ่งตามเกณฑ์ลักษณะการใช้- แบบทดสอบวินิจฉัย (Diagnostic Test) ซึ่งวัด เกี่ยวกับความบกพร่องการเรียนรู้ได้แก่ แบบทดสอบวินิจฉัยวัดความบกพร่องในการเรียนรู้ เช่น แบบสอบวินิจฉัยวัดความบกพร่องใน การคิดค านวณ ท าให้ทราบว่ามีข้อบกพร่องอย่างไรบ้างเพื่อจะได้ แก้ไขข้อบกพร่องได้- แบบทดสอบวัดความพร้อม (Readiness Test) ซึ่งวัดความพร้อมของนักเรียน ด้านต่าง ๆ เช่น ด้านสมอง ทักษะ หรือกลไกทางร่างกาย เพื่อให้ทราบว่านักเรียนมีความพร้อม ที่จะท า แบบทดสอบ 6) แบ่งตามเกณฑ์ความเป็นมาตรฐาน - แบบสอบมาตรฐาน (Standardized Test) เป็นการสอบที่ผ่านการสร้าง การทดลองใช้ วิเคราะห์ ปรับปรุง เพื่อพัฒนาคุณภาพงาน เป็นแบบสอบ มาตรฐานที่มักสร้างโดย หน่วยงานในลักษณะของผู้เชี่ยวชาญด้านสาขาต่าง ๆ - แบบสอบที่ครูสร้าง (Teacher-Made Test) การใช้ชื่อว่า แบบสอบที่ครูสร้างนั้น เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วครูจะเป็นผู้ออก ข้อสอบในการเรียนการสอน หรืออาจจะเป็นบุคคลอื่นก็ได้ที่ สร้างแบบทดสอบขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้ ซึ่งในที่นี่หมายถึงนักวิจัยหรือนักประเมินนั่นเอง แบ่งตามเกณฑ์การตอบ - แบบสอบอัตนัย (Subjective Test) หรืออาจเรียกว่า "แบบสอบความเรียง" (Essay Test) เป็นแบบสอบที่ก าหนดค าถาม ให้ผู้สอบตอบในลักษณะการบรรยายหรือเขียนตอบ เพื่อวัดความรู้ขั้นสูง ๆ แบบสอบปรนัย (Objective Test) หรืออาจเรียกว่า "แบบตอบสั้น ๆ" (Short Answer) ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น 4 ชนิด คือ แบบถูก - ผิด (True Fault) แบบเติมค า (Completion) แบบจับคู่ (Matching) และแบบเลือกตอบ (Multiple choice) แบบทดสอบแต่ละประเภทตามเกณฑ์การแบ่งข้างต้น อาจมีการแบ่งในรูปแบบอื่น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการใช้เกณฑ์ของแต่ละคน ซึ่งมีแบบทดสอบหลายประเภทที่เป็นแบบทดสอบชุดเดียวกันแต่ การใช้เกณฑ์ในการแบ่งและการเรียกชื่อต่างกัน โดยในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการแบบสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 2.4 ชุดกิจกรรม 2.4.1 ความหมายของชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรม (Instruction package) ได้มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของ ชุดกิจกรรมไว้ ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (, 2543) ได้กล่าวว่า ชุดกิจกรรม คือ สื่อการสอนหลายอย่างประกอบกันจัด เข้าไว้ด้วยกันเป็นชุด หรือเรียกว่า เป็นสื่อประสม เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้รับความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ บุญเกื้อ ควรหาเวช (, 2545) ได้กล่าวว่า ชุดกิจกรรม คือ สื่อการสอนชนิดหนึ่งซึ่งเป็นชุดของ สื่อประสม (Multi media) ที่จัดขึ้นส าหรับหน่วยการเรียนตามหัวข้อ เนื้อหา และประสบการณ์ ของแต่ละหน่วยที่ต้องการจะให้ผู้เรียนได้รับ สามารถช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้อย่างมีประสิทธิภาพและ ยังช่วยให้ผู้สอนเกิดความมั่นใจพร้อมที่จะสอนอีกด้วย


21 วัฒนาพร ระงับทุกข์ (, 2547) ได้กล่าวว่า ชุดกิจกรรม คือ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้รับ การ ออกแบบและจัดอย่างมีระบบ ประกอบด้วย จุดมุ่งหมาย เนื้อหา และวัสดุอุปกรณ์ โดยกิจกรรมดังกล่าว ได้รับการรวบรวมไว้เป็นระเบียบในกลุ่มเพื่อเตรียมไว้ให้ผู้เรียนได้ศึกษาจากประสบการณ์ทั้งหมด สมพร ประมวลศิลป์ชัย (, 2548) ได้กล่าวว่า ชุดกิจกรรม คือ การรวบรวมสื่อการเรียนส าเร็จรูป ซึ่งส่วนมากประกอบด้วย ค าชี้แจง ชื่อเรื่อง จุดมุ่งหมาย กิจกรรม และการประเมินผล โดยครูเป็นผู้สร้าง ขึ้นประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายชนิด และองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนศึกษาและปฏิบัติกิจกรรม ด้วยตนเองเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ภาวิดา ตั้งกมลศรี (, 2552) ได้กล่าวว่า ชุดกิจกรรม คือ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย แนวคิด จุดประสงค์ เนื้อหา และสื่อการสอนที่ครูจัดให้ผู้เรียนได้ใช้ประกอบการศึกษาเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ของผู้เรียน ดังนั้น พอสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม คือ สื่อการสอนที่เป็นชุดสื่อประสม หรือสื่อการเรียนส าเร็จรูป ซึ่งประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ค าชี้แจง จุดมุ่งหมาย เนื้อหา กิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ การวัดประเมินผล ที่รวบรวมไว้เป็นหน่วยการเรียนรู้อย่างมีระบบ ที่ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาและเกิด การเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ 2.4.2 แนวคิด ทฤษฎีการพัฒนาชุดกิจกรรม การพัฒนาชุดกิจกรรมใช้แนวคิดหลัก 5 ประการ เป็นแนวทางในการพัฒนาดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (, 2554) แนวคิดที่ 1 ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล นักการศึกษาได้น าหลักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ ในการจัดการเรียนการสอน โดยค านึงถึงความต้องการ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนเป็นส าคัญ ซึ่งความแตกต่างระหว่างบุคคลมีหลายด้าน คือ ความสามารถ สติปัญญา ความต้องการ ความสนใจ ร่างกาย อารมณ์ สังคม เป็นต้น ในการจัดการเรียนการสอนโดยค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลนี้ วิธีการที่เหมาะสมที่สุด คือ การจัดการสอนรายบุคคลหรือการสอนเอกัตภาพ การศึกษาโดยเสรี การศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนตามสติปัญญา ความสามารถ และความสนใจ โดยครูคอยแนะน าช่วยเหลือตามความเหมาะสม แนวคิดที่ 2 ความพยายามที่จะเปลี่ยนการเรียนการสอนที่ยึด ครูเป็นแหล่งความรู้หลักมาเป็น การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เรียนด้วยการใช้แหล่งความรู้จากสื่อการเรียนการสอนจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งได้จัดให้ตรงกับเนื้อหา และประสบการณ์ ตามหน่วยการสอนของวิชาต่าง ๆ การเรียนด้วยวิธีนี้ ครูจะถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน เพียงหนึ่งในสามของเนื้อหาทั้งหมด อีกสองส่วนผู้เรียนจะศึกษาด้วย ตนเองจากสิ่งที่ผู้สอนเตรียมไว้ให้ในรูปของชุดการเรียนการสอน แนวคิดที่ 3 การใช้โสตทัศนูปกรณ์ในรูปของการจัดระบบสื่อหลายอย่างมาบูรณาการให้ เหมาะสม และใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ส าหรับนักเรียนแทนที่ครูจะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียน ตลอดเวลา แนวทางใหม่จึงเป็นการผลิตสื่อการเรียนการสอนแบบประสมในเป็นชุดการสอน แนวคิดที่ 4 ปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และนักเรียนกับสภาพแวดล้อมซึ่งเดิม นักเรียนเป็นฝ่ายรับรู้จากครูเท่านั้น นักเรียนจึงขาดทักษะการแสดงออกและการท างานเป็นกลุ่ม แนวโน้มในอนาคตของการเรียนรู้จึงต้องมีการน ากระบวนการกลุ่มสัมพันธ์มาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งน ามาสู่การผลิตสื่อออกมาในรูปของชุดการสอน


22 แนวคิดที่ 5 การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้โดยน าหลักจิตวิทยาการเรียนรู้มาใช้โดยจัด สภาพการณ์ออกมาเป็นการสอนแบบโปรแกรม ซึงหมายถึง ระบบการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยตนเอง ผู้เรียนได้ทราบว่าการตัดสินหรือการกระท าของตนเอง ถูกหรือผิด อย่างไร้ผู้สอน มีการเสริมแรงที่ท าให้ผู้เรียนภาคภูมิใจที่ท าถูกอันจะก่อให้เกิดพฤติกรรมนั้นอีกในอนาคต และได้เรียนรู้ไปทีละขั้นตอนตามความสามารถและความสนใจของผู้เรียน ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมจะต้องค านึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. ความต้องการ ความถนัด ความสามารถ ความสนใจของผู้เรียน ที่มีลักษณะแตกต่าง และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล 2. เน้นการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนท ากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูเป็น เพียงผู้ให้ความช่วยเหลือ และห้ าแนะน าเท่านั้น 3. ใช้สื่อและอุปกรณ์ที่เหมาะสมและสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนได้ 4. ชี้แจงจุดประสงค์การเรียนรู้ และการพิจารณาตัดสินผลการเรียนให้นักเรียนทราบ ล่วงหน้า ผู้เรียนควรมรส่วนร่วมในกิจกรรมและประเมินผลตนเองและควรมีการเสริมแรงให้กับผู้เรียน อย่างต่อเนื่อง 2.4.3 ประเภทของชุดกิจกรรม การแบ่งประเภทของชุดกิจกรรม ได้มีนักการศึกษาแบ่งประเภทของชุดกิจกรรมไว้ดังนี้ ศรีสุดา จริยากุล (, 2547) ได้จ าแนกประเภทของชุดกิจกรรมออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมรายบุคคล ส าหรับผู้เรียนตามความสนใจ และระดับความสามารถของตนเอง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ชุดกิจกรรมแต่ละชุดมีค าแนะน าให้นักเรียนได้ท ากิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนแหล่งวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จะต้องไปศึกษาเพิ่มเติม ผู้เรียนสามารถทดสอบเพื่อทราบผล ความก้าวหน้าของตนเองได้ทุกเวลา และทราบผลการเรียนทันที ประกอบด้วยบทเรียนส าเร็จรูป แบบประเมินผลและวัสดุอุปกรณ์ 2. ชุดกิจกรรมส าหรับนักเรียนเป็นกลุ่ม ชุดกิจกรรมแบบนี้ใช้ในการประกอบกิจกรรมของผู้เรียน เป็นกลุ่ม หรืออาจจัดในรูปศูนย์การเรียน ชุดกิจกรรมนี้จะมีสื่อไว้ให้สมาชิกแต่ละคน ที่จะประกอบ กิจกรรมตามค าสั่งได้ ประกอบด้วยชุดย่อยที่มีจ านวนเท่ากับจ านวนศูนย์ที่แบ่งไว้แต่ละหน่วย ซึ่งแต่ละ ศูนย์จะมีสื่อการเรียนครบทุกคนตามจ านวนผู้เรียนในศูนย์กิจกรรมนั้นผู้เรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง หรือช่วยเหลือซึ่งกันและกันในศูนย์ต่าง ๆ คนครบรอบ 3. ชุดกิจกรรมประกอบการบรรยายของครูหรือชุดกิจกรรมส าหรับครู เป็นชุดกิจกรรมที่ก าหนด กิจกรรมและสื่อการเรียนให้ครูหรือผู้สอนใช้ประกอบการบรรยายเป็นเนื้อหาและประสบการณ์ที่ผู้สอน ต้องการพื้นฐานให้ผู้เรียนไปพร้อมกัน โดยมีเวลาให้ผู้เรียนได้เรียนร่วมกันบางครั้งตามที่ก าหนดไว้ใน ตารางเรียนของแต่ละคน บุญเกื้อ ควรหาเวช (, 2545) ได้แบ่งประเภทของชุดกิจกรรมออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมประกอบค าบรรยาย เป็นชุดกิจกรรมที่ใช้สอนผู้เรียนเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้รู้และ เข้าใจในเวลาเดียวกัน มุงขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สื่อที่ใช้ ได้แก่ รูปภาพ แผนภูมิ สไลด์ ฟิล์ม สตริป ภาพยนตร์ เทปบันทึกเสียงหรือกิจกรรมที่ก าหนดไว้


23 2. ชุดกิจกรรมแบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดกิจกรรมส าหรับให้ผู้เรียนร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 5-7 คน โดยใช้สื่อการสอนที่บรรจุไว้ในชุดกิจกรรมแต่ละชุด มุ่งฝึกทักษะในเนื้อหาวิชาเรียนให้ ผู้เรียนมีโอกาสท างานร่วมกัน ชุดกิจกรรมนี้มักใช้ในการสอนแบบศูนย์การเรียน และการสอนแบบกลุ่ม สัมพันธ์ 3. ชุดกิจกรรมแบบรายบุคคลหรือชุดกิจกรรมตามเอกัตภาพ เป็นชุดกิจกรรมส าหรับเรียนด้วย ตนเองเป็นรายบุคคล คือ ผู้เรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความสามารถและความสนใจของตนเอง อาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือเรียนที่บ้านก็ได้ ผู้เรียนสามารถประเมินการเรียนได้ด้วยตนเองอีกด้วย จากทัศนะของนักการศึกษาดังกล่าว สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ชุดกิจกรรมประกอบค าบรรยาย ชุดกิจกรรมส าหรับการเรียนรู้เป็นกลุ่ม และชุดกิจกรรมแบบรายบุคคล โดยชุดกิจกรรมแต่ละประเภทจะมีความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้สอนเลือกใช้ในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 2.4.4 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรมเป็นสื่อ และอุปกรณ์ที่ครูสร้างเพื่อช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพ และผู้เรียนมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรมด้วยตนเอง ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้ให้แนวคิด เกี่ยวกับองค์ประกอบของชุดกิจกรรมไว้ ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (, 2543) ได้กล่าวถึงส่วนประกอบของชุดกิจกรรมว่ามีส่วนประกอบที่ส าคัญ 4 อย่างดังนี้ 1. คู่มือ หรือ คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม เป็นคู่มือที่จัดท าขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ศึกษาและปฏิบัติตามเพื่อให้ บรรลุอย่างมีประสิทธิภาพ อาจประกอบด้วยแผนการสอน และค าอธิบายการจัดกิจกรรมการสอน 2. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบเพื่อใช้ส าหรับวัดที่เกิดจากการเรียนรู้ ของผู้เรียน 3. แบบฝึกปฏิบัติ เป็นแบบฝึกหัด หรือบัตรค าสั่งที่ระบุกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติตามขั้นตอน ของการเรียน 4. สื่อการสอน เป็นสื่อต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับเนื้อหาและประสบการณ์ อาทิรูปภาพ สไลด์ เทป บันทึกเสียง บัตรค า ฯลฯ สุพิน บุญชูวงศ์ (, 2538) ได้กล่าวถึงส่วนประกอบของชุดกิจกรรมไว้ดังนี้ 1. คู่มือครู ซึ่งเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม เนื้อหา ผลงานที่คาดหวังจาก นักเรียน หนังสือประกอบการค้นคว้าส าหรับครู แนวการประเมินผล ขั้นการด าเนินการสอน 2. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3. บัตรต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบกิจกรรม ได้แก่ บัตรค าสั่ง บัตรเนื้อหา บัตรกิจกรรม บัตร ค าถามและบัตรเฉลย 4. สื่อการเรียนการสอน ที่เลือกแล้วมีความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ ดังนั้นสรุปได้ว่าชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้น ควรมีส่วนประกอบดังนี้ คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมส าหรับครู คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมส าหรับนักเรียน บัตรค าสั่ง บัตรเนื้อหา บัตรกิจกรรม บัตรค าถาม แบบทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน และบัตรเฉลย 2.4.5 ขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรม ได้มีนักการศึกษาได้ให้ความหมาย ไว้ดังนี้


24 ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (, 2523) ได้เสนอขั้นตอนในการพัฒนาชุดกิจกรรมไว้ดังนี้ 1. การก าหนดหมวดหมู่ เนื้อหา และประสบการณ์ โดยก าหนดเป็นหมวดวิชาหรือบูรณาการ เป็นแบบสหวิทยาการตามความเหมาะสม 2. การก าหนดหน่วยการสอน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการสอน 3. การก าหนดหัวเรื่องผู้สอนจะต้องก าหนดว่าในการสอนแต่ละหน่วยควรให้ประสบการณ์อะไร แก่ผู้เรียนบ้าง 4. การก าหนดมโนทัศน์และหลักการ โดยมโนทัศน์หรือหลักการที่ก าหนดขึ้นจะต้องสอดคล้อง กับหน่วยและหัวเรื่อง 5. การก าหนดวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับหัวเรื่อง โดยเขียนเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ ต้องมีเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไว้ทุกครั้ง 6. การก าหนดกิจกรรมการเรียน โดยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งจะเป็นแนว ทางการเลือกและการผลิตสื่อการเรียนการสอน 7. การก าหนดแบบวัดและประเมินผล โดยจะต้องประเมินผลให้ตรงกับวัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรมที่ตั้งไว้ 8. การเลือกและผลิตสื่อการเรียนการสอน โดยจะถือว่าวัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่ครูใช้เป็นสื่อ การเรียนการสอนทั้งสิ้น เมื่อผลิตสื่อการเรียนการสอนแล้วก็จัดสื่อการเรียนการสอนเหล่านั้นไว้เป็น หมวดหมู่ในกล่องหรือซองที่เตรียมไว้ก่อนน าไปทดลอง และหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (, 2552) ได้ให้หลักการในการออกแบบการสร้างชุดกิจกรรม ดังนี้ 1. ออกแบบชุดกิจกรรม 1.1 ศึกษาเอกสาร ต ารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชุดกิจกรม โดยละเอียด ทั้งทฤษฎี แนวคิด หลักการส าคัญในการสร้างชุดกิจกรรม 1.2 ศึกษาเอกสาร ต ารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสอน ตามหลักสูตรสถานศึกษา ก าหนดไว้ เช่น มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ หน่วยการ เรียนรู้ เวลาเรียน ตามที่หลักสูตรก าหนดไว้ 1.3 ออกแบบชุดกิจกรรม 2. เขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้มีองค์ประกอบครบถ้วน โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบ คือ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระส าคัญ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัด ประเมินผล และอาจมีภาคผนวกท้ายแผน ที่แสดงให้เห็นถึง สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ใบกิจกรรม ใบงาน ใบความรู้ เครื่องมือวัดประเมินผล เป็นต้น 3. สร้างชุดกิจกรรม โดยการผลิตสื่อ และเครื่องมือต่าง ๆ ของแต่ละชุดกิจกรรม ตามตาราง ออกแบบชุดกิจกรรม และแผนการจัดการเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ 4. เขียนคู่มือการใช้ชุดกิจกรรม โดยคู่มืออาจมีองค์ประกอบ คือ ค าชี้แจงการใช้ชุดกิจกรรม ส าหรับครู คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมส าหรับนักเรียน รายการอุปกรณ์ในชุดกิจกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ และเครื่องมือวัดประเมินผลการเรียนรู้จากชุดกิจกรรม บุญเกื้อ ควรหาเวช (, 2542) ได้เสนอขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมไว้ 10 ขั้นตอน ดังนี้


25 1. ก าหนดหมวดหมู่เนื้อหาและประสบการณ์อาจก าหนดเป็นหมวดวิชา หรือบูรณาการเป็น แบบสหวิทยาการตามที่เห็นเหมาะสม 2.ก าหนดการสอน แบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็นหน่วยการสอนโดยประมาณเนื้อหาวิชาที่จะให้ครู ถ่ายทอดความรู้แกนักเรียนได้หนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งครั้ง 3.ก าหนดหัวเรื่อง ผู้สอนจะต้องถามตนเองว่าในการสอนแต่ละหน่วยควรให้ประสบการณ์ ออกมาเป็น 4-6 หัวเรื่อง 4. ก าหนดความคิดรวบยอดและหลักการ จะต้องให้สอดคล้องกับหน่วยและหัวเรื่องโดยสรุป แนวคิด สาระ และหลักเกณฑ์ส าคัญไว้เพื่อเป็นแนวทางในการจัดเนื้อหาที่สอนให้สอดคล้องกัน 5. ก าหนดวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับหัวเรื่อง เป็นจุดประสงค์ทั่วไปก่อนแล้วเปลี่ยนเป็น วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ต้องมีเงื่อนไขและเกณฑ์พฤติกรรมไว้ทุกครั้ง 6. ก าหนดกิจกรรมการเรียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่จะเป็นแนวทางในการ เลือกและผลิตสื่อ กิจกรรมการเรียน หมายถึง กิจกรรมทุกอย่างที่นักเรียนปฏิบัติ เช่น อ่านบัตรค าสั่ง ตอบค าถาม เขียนภาพ ท าการทดลองทางคณิตศาสตร์ เล่นเกม ฯลฯ 7. ก าหนดแบบประเมินผล ต้องออกแบบประเมินผลให้ตรงกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมโดยใช้ การสอนแบบอิงเกณฑ์ (การวัดผลที่ยึดเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ก าหนดไว้ในวัตถุประสงค์โดยไม่น าไป เปรียบเทียบกับคนอื่น) เพื่อให้ผู้สอนทราบว่า หลังจากผ่านกิจกรรมมาเรียบร้อยแล้วนักเรียนได้เปลี่ยน พฤติกรรมการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ 8. เลือกและผลิตสื่อการสอน วัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่ครูใช้ถือเป็นสื่อการสอนทั้งสิ้น เมื่อผลิต สื่อการสอนของแต่ละหัวเรื่องแล้วก็จัดสื่อการสอนเหล่านี้ไว้เป็นหมวดหมู่ในกล่องที่เตรียมไว้ก่อนน าไป ทดลองหาประสิทธิภาพ เรียกว่า “ชุดกิจกรมการเรียนรู้” 9. หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เกณฑ์ขึ้นล่วงหน้าโดยค านึงถึงหลักการที่ว่า การเรียนรู้เป็นการเพื่อช่วยให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนบรรลุผล 10. การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้ปรับปรุงและมีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ที่ตั้งไว้แล้ว สามารถน าไปสอนนักเรียนได้ตามประเภทของชุดกิจกรรมการเรียนรู้และระดับ การศึกษาโดยก าหนดขั้นตอนการใช้ ดังนี้ 10.1 ให้นักเรียนท าแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อพิจารณาพื้นฐานความรู้เดิมของนักเรียน 10.2 ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 10.3 ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (การสอน) 10.4 ขั้นสรุปผลการสอน เพื่อสรุปความคิดรวบยอดและหลักการที่ส าคัญ 10.5 ท าแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อดูพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปแล้ว จากการศึกษาขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรมนั้น สรุปได้ว่า ควรศึกษาเนื้อหาสาระของรายวิชา ที่จะน ามาสร้างชุดกิจกรรม แล้ววิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ กิจกรรม เวลาที่ใช้ เลือกผลิตสื่อการเรียนการสอน และการวัด ประเมินผลให้สอคล้องจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ก าหนด น าทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพและปรับปรุงข้อ แก้ไขตามข้อบกพร่องที่พบ เพื่อให้ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แล้วจึงน า ชุดกิจกรรมไปใช้พัฒนาการเรียนรู้กับนักเรียนต่อไป


26 2.4.6 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม เป็นการน าชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ (Try out) ตามขั้นตอนที่ก าหนดไว้เพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ก าหนด ก่อนน าไปทดลองใช้จริง ซึ่งขั้นตอนในการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม นักการศึกษาหลายท่านได้ให้แนวคิดในการหา ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมไว้ดังนี้ ธีรชัย ปูรณโชติ (, 2532) ได้น าเสนอขั้นตอนในการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นทดสอบนักเรียน 1 คน (One-to-one-testing) โดยเลือกนัดเรียนที่ยังไม่เคยเรียน เรื่องที่สอนมาเลย จ านวน 1 คน แล้วให้เรียนจากชดกิจกรรมจนจบ โดยปฏิบัติดังนี้ 1. ตอบแบบทดสอบก่อนเรียน 2. เรียนจากชุดกิจกรรมจนจบบทเรียน 3. ท าแบบฝึกหัดในบทเรียนไปพร้อมกันในขณะที่เรียน 4. ตอบแบบทดสอบหลังเรียน แล้วน าผลที่ได้รับมาพิจารณาปรับปรุงส่วนที่ยังเห็นว่าบกพร่อง เช่น เนื้อหา สื่อต่าง ๆ แบบทดสอบ ฯลฯ ให้ดียิ่งขึ้น ขั้นที่ 2 ขั้นทดสอบกับกลุ่มเล็ก ใช้กับนักเรียน 10 คน ที่ยังไม่เคยเรียนบทเรียนดังกล่าว ด าเนินการเช่นเดียวกับขั้นที่ 1 ทุกประการ เมื่อเสร็จกระบวนการแล้วน าชุดกิจกรรมมาแก้ไขข้อบกพร่อง อีกครั้งหนึ่ง และน าผลหรือคะแนนจากการท าแบบฝึกหัด และการท าแบบทดสอบหลังเรียนไปหา ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมโดยใช้เกณฑ์ 90/90 หรือ 80/80 ก็ได้ ขั้นที่ 3 ขั้นทดลองภาคสนาม โดยหารทดลองใช้กับนักเรียนทั้งชั้นเรียนจ านวนประมาณ 35 คน โดยวิธีการเช่นเดียวกับขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 แล้วน าผลไปหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม การค านวณค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม ใช้เกณฑ์ 90/90 90 ตัวแรก คือ คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของกลุ่มในการท าแบบฝึกหัดในบทเรียน 90 ตัวหลัง คือ คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของกลุ่มในการท าแบบฝึกหัด และในการท า ถ้าปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของกลุ่มในการท าแบบฝึกหัด ปละในการท า แบบทดสอบหลังเรียนได้ไม่ต่ ากว่า 90 ทั้งคู่ก็ถือว่าชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพอยู่ในขั้นใช้ได้ อย่างไรก็ตามชุดกิจกรรมบางวิชาที่มีเนื้อหายาก อาจหาประสิทธิภาพได้ต่ ากว่าเกณฑ์ 90/90 แต่ไม่ควรต่ ากว่า 80/80 จึงถือว่าพอใช้ได้ การทดลองหาประสิทธิภาพโดยใช้เกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นต้องด าเนินการเป็นขั้นตอนดังนี้ 1. แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (1:1) น าชุดกิจกรมไปทดลองใช้กับเด็ก 1-2 คน โดยทดลองกับเด็กเก่ง ปาน กลาง และอ่อน การทดลองแต่ละครั้งต้องปรับปรุงสื่อการสอนให้ดีขึ้น 2. แบบกลุ่ม (1:10) น าชุดกิจกรรมที่ปรับปรุงแล้ว ไปทดลองกับเด็ก 6-10 คน ที่มีความสามารถ คละกันแล้วท าการปรับปรุงให้ดีขึ้น 3. ภาคสนาม (1:100) ชุดกิจกรรมไปทดลองใช้ในชั้นเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 30-100 คน หาการ ทดลองภาคสนามให้ค่า E1 และ E2 ให้ค่าไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จะต้องปรับปรุงชุดกิจกรรมและท าการ ทดสอบหาประสิทธิภาพซ้ าอีก


27 ในกรณีที่ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เนื่องจากมีตัวแปรที่ควบคุม ไม่ได้ เช่น สภาพของห้องเรียน ความพร้อมของผู้เรียน บทบาทและความช านาญในการใช้ชุดกิจกรรม ของครู เป็นต้น อาจอนุโลมให้มีระดับผิดพลาดให้ต่ ากว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ก าหนดไว้ประมาณ 10-15 % ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นอาจก าหนดไว้ 3 ระดับ คือ 1. สูงกว่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้มีค่าเกิน 2.5 % ขึ้นไป 2. เท่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเท่ากับหรือสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ แต่ไม่เกิน 2.5 % 3. ต่ ากว่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมต่ ากว่าเกณฑ์แต่ไม่ต่ ากว่า 2.5 % ถือว่ายังมีประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ ชุดกิจกรรมที่ได้รับการปรับปรุงและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้แล้ว สามารถน าไปสอน ผู้เรียนได้ตามประเภทของชุดกิจกรรม บุญชม ศรีสะอาด (, 2537) อ้างอิงใน ทองแดง สุกเหลืองและคณะ (, 2552) ได้จ าแนกวิธี การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเป็น 3 วิธี คือ 1. การหาประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ หรือ ครู โดยจะใช้แบบประเมินผลให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือ ครู พิจารณาทั้งด้านคุณภาพ เนื้อหาสาระ และเทคนิคการจัดท าสื่อนั้น ๆ แบบประเมินอาจเป็นแบบ มาตรประเมินค่า หรือเป็นแบบเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย สรุปเป็นความถี่แล้วอาจทดสอบความแตกต่าง ระหว่างความถี่ด้วย 2. การหาประสิทธิภาพโดยผู้เรียน มีลักษณะเช่นเดียวกันกับการหาประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่เน้นการรับรู้คุณค่าที่ได้จากการเรียนเป็นส าคัญ ประสิทธิภาพของสื่อการสอนที่มีความเที่ยงตรงที่ จะต้องพิสูจน์คุณภาพ และคุณค่าของสื่อการสอนนั้น ๆ โดยจะวัดว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อะไรบ้าง เป็น การวัดเฉพาะผลที่เป็นจุดประสงค์ของการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมนั้นอาจจ าแนกได้ 2 วิธี คือ 2.1 ก าหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ า เช่น 80/80 หรือ 90/90 2.2 ไม่ได้ก าหนดเกณฑ์ไว้ล่วงหน้า แต่พิจารณาการเปรียบเทียบ ผลการสอบหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญหรือไม่ หรือเปรียบว่าผลสัมฤทธิ์จากการเรียนด้วยชุดกิจกรรมนั้นสูงกว่า หรือเทียบเท่ากับสื่อ หรือเทคนิคการสอนอย่างอื่นหรือไม่ โดยใช้สถิติทดสอบค่าที ในการวิจัยครั้งนี้ชุดกิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้ก าหนดประสิทธิภาพ 80/80 เพื่อให้ได้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพเป็นที่น่าเชื่อถือต่อไป 2.4.7 การใช้ชุดกิจกรรม วิชัย วงษ์ใหญ่ (, 2555) ได้กล่าวไว้ว่า การใช้ชุดกิจกรรมจะประสบผลส าเร็จก็ต่อเมื่อ ได้มี การจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งควรค านึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. ให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง 2. ให้นักเรียนมีโอกาส ได้ทราบผลการกระท าทันทีจากกิจกรรมการเรียนการสอน 3. มีการเสริมแรงนักเรียนจากประสบการณ์ที่เป็นความส าคัญอย่างถูกจุด ตามขั้นตอนของ การเรียนรู้


28 4. คอยชี้แนะแนวทางตามขั้นตอนในการเรียนรู้ ตามทิศทางที่ครูได้วิเคราะห์และก าหนด ความสามารถพื้นฐานของนักเรียน สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (, 2546) ได้กล่าวไว้ว่า การใช้ชุดกิจกรรมจะใช้ตามประเภทและ จุดประสงค์ที่ท าขึ้น มีขั้นตอนโดยสรุป ดังนี้ 1. ขั้นทดสอบก่อนเรียน ให้ผู้เรียนได้ทดสอบก่อนเรียนเพื่อพิจารณาพื้นฐานความรู้เดิมของ ผู้เรียน อาจใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที และควรเฉลยผลการทดสอบให้ผู้เรียนแต่ละคนทราบพื้นฐาน ของตน 2. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ 3. ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน ผู้สอนจะต้องชี้แจงหรืออธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างละเอียด ทุกขั้นตอน ก่อนลงมือท ากิจกรรม 4. ขั้นสรุปบทเรียน ผู้สอนน าสรุปบทเรียนซึ่งอาจท าได้โดยการถามหรือให้ผู้เรียนสรุปความ เข้าใจหรือสาระที่ได้จากการเรียนรู้ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนมีความคิดรวบยอดตามหลักการที่ก าหนด 5. ประเมินผลการเรียน โดยการท าข้อสอบหลังเรียน เพื่อประเมินดูว่าผู้เรียนบรรลุตาม จุดประสงค์หรือไม่ เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของผู้เรียนในกรณียังไม่ผ่านจุดประสงค์ที่ก าหนด ข้อใดข้อหนึ่ง จากการศึกษาการใช้ชุดกิจกรรม สรุปได้ว่า การน าชุดกิจกรรมไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ครูควร เน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้ และคอยเป็นผู้ชี้แนะแนวทางในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายตามที่ก าหนด โดยมีขั้นตอนการเรียนรู้ ขั้นสรุปบทเรียน และขั้นประเมินผล การเรียนรู้ 2.4.8 ประโยชน์ของการสร้างชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรมมีประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหลายประการดังนี้ บุญเกื้อ ควรหาเวช (, 2530) อ้างอิงใน ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (, 2555) 1. ช่วยให้ผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหาและประสบการณ์ที่สลับซับซ้อน และมีลักษณะเป็นนามธรรม ซึ่งผู้สอนไม่สามารถถ่ายทอดด้วยการบรรยายได้ 2. ความสนใจผู้เรียนต่อสิ่งที่ก าลังศึกษา เพราะชุดการสอนจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน การเรียนรู้ด้วยตนเอง 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจ แสวงหาความรู้ด้วยตนเองและ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 4. เป็นการสร้างความพร้อมและความมั่นใจแก่ผู้สอน เพราะชุดการสอนผลิตไว้เป็นหมวดหมู่ สามารถหยิบใช้ได้ทันที 5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนของผู้เรียน เพราะสื่อประสม ที่จัดไว้ในระบบเป็น การแปรเปลี่ยนกิจกรรมละช่วยรักษาระดับความสนใจของผู้เรียนอยู่ตลอดเวลา 6. แก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล และส่งเสริมการศึกษารายบุคคล ตามความสนใจ ตามเวลา และโอกาสที่อ านวยแก่ผู้เรียนซึ่งแตกต่างกัน 7. ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนครู ชุดการสอนท าให้ผู้เรียน เรียนโดยอาศัยความช่วยเหลือจาก ครูเพียงเล็กน้อย ทั้งสามารถเรียนด้วยตนเอง ครูคนหนึ่งจึงสามารถสอนนักเรียนได้จ านวนมาก


29 8. ช่วยนักเรียนให้รู้จุดมุ่งหมายของการเรียนชัดเจน ตลอดจนรู้วิธีการที่จะบรรลุจุดมุ่งหมาย เป็นการเพิ่มพูนการจูงใจในการเรียน 9. ชุดการสอนจะก าหนดบทบาทของครูและนักเรียนไว้ชัดเจนว่าตอนใด ใคร จะท าอะไร อย่างไร ลดบทบาทของการกระท าของครูข้างครู นักเรียนได้เรียนรู้โดยการกระท ามากยิ่งขึ้น 10. ชุดการสอนเกิดจากการน าวิธีเชิงระบบเข้ามาใช้ เมื่อผ่านการทดลองจึงท าให้การสอนมี ประสิทธิภาพ 11. ชุดการสอนฝึกให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในการเรียน และรู้จักการท างานร่วมกัน 12. ชุดการสอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกวัสดุการเรียนและกิจกรรมตามความสนใจ 13. ชุดการสอนท าให้ผู้เรียน รู้การกระท าของเขาและสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง จากประโยชน์ของชุดกิจกรรม สรุปได้มา ชุดกิจกรรมช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วย ตนเอง ตมความสามารถและความถนัดของแต่ละบุคล เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึก การคิด การตัดสินใจ และการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ท าให้ผู้เรียนรู้จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ที่ ชัดเจน รู้วิธีการที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ และรู้จักการท างานร่วมกับผู้อื่น มีความรับผิดชอบ ต่อตนเอง และในการเรียน ซึ่งจะท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.5.1 ความหมายของแบบวัดความพึงพอใจ แบบวัดความพึงพอใจ คือ เครื่องมือวัดความพึงพอใจต่อสิ่งต่าง ๆ เช่น ความพึงพอใจต่อ การ ให้บริการของห้องสมุดมหาลัย ความพอใจต่อการท างานของอธิการบดี หรือความพึงพอใจต่อ ชุด การสอน (ชุดกิจกรรม) ที่ใช้ประกอบการสอน เป็นต้น ความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกชอบ หรือไม่ชอบ ซึ่งอาจมากหรือน้อยก็ได้ ของบุคคลแต่ละคนที่มี ต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เป็นความรู้สึกที่อาจด ารงอยู่ได้นานพอสมควร แบบวัดความพึงพอใจเป็นเครื่องมือที่ควรสร้าง แต่ด้วยเวลาที่จ ากัดเราจะใช้เพียงตัวอย่างเนื้อหา ความพอใจเพียงบางส่วนมาสร้างเป็นเครื่องมือวัดความพอใจ 2.5.2 การสร้างแบบวัดความพึงพอใจ มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ก าหนดกรอบเนื้อหาความพอใจ ซึ่งสามารถกระท าไดโดย 1) ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2) สัมภาษณ์กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 5 คน ขั้นที่ 2 เลือกประเด็นที่จะวัดความพอใจ โดยทั่วไปนิยมใช้วิธีจัดอันคุณภาพ 5 ระดับ และ ประเด็นวัดความพอใจเป็นทางบวก คะแนนจะเป็นดังนี้ 5 หมายถึง พอใจอย่างยิ่ง 4 หมายถึง พอใจมาก 3 หมายถึง พอใจปานกลาง 2 หมายถึง พอใจน้อยหรือค่อนข่างไม่พอใจ 1 หมายถึง พอใจน้อยเป็นอย่างยิ่งหรือพอใจค่อนข่างน้อย ขั้นที่ 3 จัดท าแบบวัดความพึงพอใจฉบับร่าง ขั้นที่ 4 ทดลองกลุ่มย่อย 1 คนเพื่อตรวจสอบตรงแม่นตรง เฉพาะหน้าขั้นต้น ขั้นที่ 5 ทดลองกลุ่มย่อยประมาณ 3-5 คน เพื่อตรวจสอบความแม่นตรงเฉพาะหน้า


30 ขั้นที่ 6 ให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณ 3 ท่านตรวจสอบความแม่นตรงเฉพาะหน้า และความแม่นตรง เชิงเนื้อหา ขั้นที่ 7 ทดลองภาคสนาม เพื่อการวิเคราะห์ปรับปรุงคุณภาพแบบวัดความพอใจโดยการหา ค่าอ านาจจ าแนก (r) และหาความเชื่อมั่น (R) ด้วยวิธีของครอนบรัค ขั้นที่ 8 น าไปใช้จริง ระพินทร์ โพธิ์ศรี (, 2549) สรุป แบบวัดความพึงพอใจ เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความพึงพอใจ หรือรู้ความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่ง ต่าง ๆ ว่ารู้สึกชอบ หรือไม่ชอบ ในประเด็นที่ต้องการจะวัด เช่น ความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เป็นต้น ซึ่งวิธีการวัดความพึงพอใจ โดยทั่วไปนิยมใช้วิธีจัดระดับคุณภาพ 5 ระดับ และประเด็นความพึงพอใจจะเป็นทางบวก


31 บทที่ 3 วิธีการด าเนินงานวิจัย ในการวิจัย เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิจัย ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. ตัวแปรที่ใช้ในการท าวิจัย 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 5. วิธีการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 6. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 7. การด าเนินการวิจัย 8. การวิเคราะห์ข้อมูล 9. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก – อุตรดิตถ์จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 40 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 กลุ่มทดลองที่ 1 จ านวน 40 คน โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก – อุตรดิตถ์ที่ก าลังศึกษา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 40 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยคือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 22 เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ รายวิชาชีววิทยา 5 ว 33241 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดยน ามาวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อน าไปสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ประเภทของพฤติกรรมของสัตว์ 2. การสื่อสารระหว่างสัตว์ 2.1 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 ว 33241 เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีจ านวน 2 เล่ม ดังนี้ เล่มที่ 1 เรื่อง ประเภทของพฤติกรรมของสัตว์ จ านวน 2 ชั่วโมง เล่มที่ 2 เรื่อง การสื่อสารระหว่างสัตว์ จ านวน 2 ชั่วโมง 2.2 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 ว 33241 เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 4 แผน


32 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา 5 ว 33241 เรื่อง พฤติกรรมของ สัตว์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 1 ฉบับ เป็นแบบทดสอบชนิดปรนัยแบบเลือกตอบ จ านวน 10 ข้อ 2.4 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชา ชีววิทยา 5 ว 33241 เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 1 ฉบับ มีลักษณะเป็นแบบวัดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 3. ตัวแปรที่ใช้ในการท าวิจัย 3.1 ตัวแปรต้น คือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 ว 33241 เรื่อง พฤติกรรมของ สัตว์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อ าเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ 3.2 ตัวแปรตาม มีดังต่อไปนี้ 3.2.1 ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 ว 33241 เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา ชีววิทยา 5 ว 33241 เรื่องพฤติกรรมของสัตว์ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3.2.3 ดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 ว 33241 เรื่องพฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3.2.4 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา ชีววิทยา 5 ว 33241 เรื่องพฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย (1 มิถุนายน 2565 - 6 กันยายน 2565) 5. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5.1 การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้รายงานได้ด าเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 5.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) และหนังสือแนวทางการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 5.1.2 ศึกษาค้นคว้า ต ารา ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ของชัยยงค์ พรหมวงศ์(, 2521) รุ่งทิวา จักรกร (, 2527) และสุวิทย์มูลค า และอรทัย มูลค า (, 2545) เพื่อใช้เป็น แนวทางในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 5.1.3 คัดเลือกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์รายวิชาชีววิทยา 5 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เกณฑ์การเลือกเนื้อหา ดังนี้ 1) ภาษาที่ใช้เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 2) เนื้อหามีความยาวพอเหมาะกับช่วงความสนใจของนักเรียน 3) เนื้อหามีความสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ 5.1.4 สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 ว 33241 ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ จ านวน 2 เล่ม ดังนี้


33 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เล่มที่ 1 เรื่อง ประเภทของพฤติกรรมของสัตว์ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เล่มที่ 2 เรื่อง การสื่อสารระหว่างสัตว์ องค์ประกอบของชุดกิจกรรม ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ชุดกิจกรรมส าหรับนักเรียน ประกอบด้วย ค าน า ค าชี้แจงส าหรับครูค าชี้แจงส าหรับ นักเรียน แผนผังขั้นตอนการใช้ชุดกิจกรรม แบบทดสอบก่อนเรียน บัตรเนื้อหา บัตรกิจกรรมและ แบบทดสอบหลังเรียน ส่วนที่ 2 คู่มือครูประกอบด้วย ค าน า ค าชี้แจงส าหรับครูค าชี้แจงส าหรับนักเรียน แผนการ จัดการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมบัตรเฉลยกิจกรรม เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนและแบบ ประเมิน 5.1.5 น าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่สร้างขึ้น ให้ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ประเมินความ เหมาะสม และพิจารณาตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ภาษาที่ใช้ โดยใช้แบบประเมินชนิดมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) ซึ่งมี 5 ระดับ โดยก าหนดเกณฑ์ การตัดสิน ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) เหมาะสมมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.51 – 5.00 คะแนน เหมาะสมมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.51 – 4.50 คะแนน เหมาะสมปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.51 – 3.50 คะแนน เหมาะสมน้อย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.51 – 2.50 คะแนน เหมาะสมน้อยที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.00 – 1.50 คะแนน ผลการประเมิน และตรวจสอบความเหมาะสม พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.58 มีความ เหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 5.1.6 น าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ไปทดลองใช้ดังนี้ 1) ขั้นทดลองแบบเดี่ยว (1 : 1) น าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก – อุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2565 ซึ่งมาจากการคัดเลือกผู้เรียนที่เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน กลุ่มละ 1 คน รวม 3 คน เป็นการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และเพื่อศึกษาความ บกพร่องของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยด าเนินการ ดังนี้ 1.1) ทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 10 ข้อ 1.2) จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้ง 2 เล่ม ตาม กิจกรรมการเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ ใช้เวลา 8 ชั่วโมง เพื่อน าผลมาหาประสิทธิภาพ 1.3) ทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 10 ข้อ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อน าคะแนนไปหาประสิทธิภาพ 1.4) น าคะแนนที่ได้จากการทดลองไปวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) ผลการทดลองในครั้งนี้ พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) เท่ากับ 85.63/ 83.38


34 2) ทดลองแบบกลุ่มเล็ก (1 : 9 ) น าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก – อุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2565 ซึ่งมาจากการคัดเลือกผู้เรียนที่เรียนเก่ง 3 คน เรียนปานกลาง 3 คน และ เรียนอ่อน 3 คน รวม 9 คน เพื่อหาข้อบกพร่องเพิ่มเติมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพิ่มเติมจากครั้งที่ 1 และหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยด าเนินการ ดังนี้ 2.1) ทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 10 ข้อ 2.2) จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้ง 2 เล่ม ตามกิจกรรม การเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ ใช้เวลา 8 ชั่วโมง เพื่อน าผลมาหาประสิทธิภาพ 2.3) ทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 10 ข้อ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อน าคะแนนไปหาประสิทธิภาพ 2.4) น าคะแนนที่ได้จากการทดลองไปวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) ผลการทดลองในครั้งนี้พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) เท่ากับ 85.48/85.42 และได้แก้ไขชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ส่วนที่บกพร่องที่ได้จากการสังเกต เช่น เพิ่มรูปภาพ ปรับขนาด ตัวอักษร ให้มีความน่าสนใจ และอ่านง่ายยิ่งขึ้น จนได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความสมบูรณ์ขึ้น 3) ทดลองแบบภาคสนาม (1 : 30) น าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก – อุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2565 จ านวน 40 คน เพื่อหาข้อบกพร่องเพิ่มเติมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพิ่มเติม จากครั้งที่ 2 และหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยด าเนินการ ดังนี้ 3.1) ทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 10 ข้อ 3.2) จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้ง 2 เล่ม ตามกิจกรรม การเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ ใช้เวลา 8 ชั่วโมง เพื่อน าผลมาหาประสิทธิภาพ 3.3) ทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 10 ข้อ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อน าคะแนนไปหาประสิทธิภาพ 3.4) น าคะแนนที่ได้จากการทดลองไปวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) ผลการทดลองในครั้งนี้ พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) เท่ากับ 82.63 /83.13 ผู้รายงานจึงตัดสินใจก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ (E1/ E2) 80/80 เป็นเกณฑ์ประสิทธิภาพ (E1/ E2) ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ และได้แก้ไขชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ส่วนที่บกพร่องจนได้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ที่มีความสมบูรณ์ขึ้น 5.1.7 น าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว จัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อน าไป ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อ าเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พิษณุโลก – อุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 40 คน ซึ่งมีการด าเนินการ ดังนี้ 1) ทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 10 ข้อ


35 2) จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้ง 2 เล่ม ตามกิจกรรม การเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ ใช้เวลา 8 ชั่วโมง เพื่อน าผลมาหาประสิทธิภาพ 3) ทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 10 ข้อ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อน าคะแนนไปหาประสิทธิภาพ 4) น าคะแนนที่ได้จากการทดลองไปวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อไป 5.2 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ จ านวน 10 ข้อ ผู้รายงานได้ด าเนินการสร้างแบบทดสอบ ตามล าดับขั้นตอน ดังนี้ 5.2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวง ศึกษาธิการ, 2552) (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) และหนังสือแนวทางการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552) 5.2.2 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน และศึกษาการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบบอิงเกณฑ์ของบุญชม ศรีสะอาด (, 2545) เพื่อ เป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 5.2.3 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 5.2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นข้อทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 10 ข้อ ให้ครอบคลุม เนื้อหา และเหมาะสมกับวัยนักเรียน 5.2.5 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อ ประเมินความสอดคล้องระหว่าง แบบทดสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ เป็นชุดเดิม โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อทดสอบนั้นวัดตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อทดสอบนั้นวัดตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อทดสอบนั้นไม่วัดตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 5.2.6 วิเคราะห์ข้อมูลการหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามของแบบทดสอบ กับจุดประสงค์การเรียนรู้โดยใช้สูตร IOC (สมนึก ภัททิยธนี, 2541) โดยเลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ถึง 1.00 เป็นข้อสอบที่อยู่ในเกณฑ์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาที่ใช้ได้ ปรากฏว่าแบบทดสอบมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.60 ถึง 1.00 5.2.7 น าแบบทดสอบที่ผ่านการหาค่า IOC แล้วไปทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก – อุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ที่เคยเรียนเนื้อหานี้มาแล้ว จ านวน 40 คน เพื่อศึกษาปฏิกิริยาใน การท าข้อสอบในแบบทดสอบ เวลาที่ใช้ในการสอบ และความเข้าใจในข้อค าถามจนสามารถตอบข้อ ค าถามได้อย่างเข้าใจตรงกัน จากการทดลองใช้ พบว่า นักเรียนสามารถอ่านข้อค าถามได้อย่างเข้าใจ ตรงกัน และนักเรียนมีความสบายใจในระหว่างท าข้อสอบ


36 5.2.8 น าคะแนนที่ได้จากข้อ 3.2.7 มาวิเคราะห์ข้อสอบเพื่อหาค่าความยากง่าย (P) และ ค่าอ านาจจ าแนกของแบบทดสอบแต่ละข้อ ผลการวิเคราะห์ พบว่า มีค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.40 ถึง 0.80 และค่าอ านาจจ าแนก ระหว่าง 0.20 ถึง 0.60 และน ามาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยใช้สูตร คูเดอร์ - ริชาร์ดสัน (KR 20) พบว่า มีความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ (rtt) เท่ากับ 0.93 5.2.9 จัดพิมพ์ข้อสอบที่ผ่านการตรวจสอบหาคุณภาพแล้วเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อใช้ใน การศึกษาค้นคว้าต่อไป 5.3 การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 5.3.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับความพึงพอใจจากหนังสือบริหารองค์กร ของ สมยศ นาวีการ (, 2521) 5.3.2 ศึกษาเทคนิคการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจจากหนังสือวิจัยเบื้องต้น ของ บุญชม ศรีสะอาด (, 2545) 5.3.3 ศึกษาวิธีการสร้าง แบบสอบถามความพึงพอใจ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ ตามหลักของลิเคอร์ท (Likert) เพื่อให้ทราบแนวทางและหลักการสร้างแบบสอบถาม ความพึงพอใจมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ ซึ่งมีเกณฑ์การตัดสิน ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) พึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.51 – 5.00 คะแนน พึงพอใจมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.51 – 4.50 คะแนน พึงพอใจปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.51 – 3.50 คะแนน พึงพอใจน้อย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.51 – 2.50 คะแนน พึงพอใจน้อยที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.00 – 1.50 คะแนน 5.3.4 สร้างแบบสอบถามตามจุดมุ่งหมาย ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ 5.3.5 น าแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เสนอ ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิม จ านวน 3 คน ประเมินความสอดคล้อง ข้อค าถามกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดย มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อค าถามนั้นวัดได้ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อค าถามนั้นวัดได้ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อค าถามนั้นวัดไม่ได้ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 5.3.6 วิเคราะห์ข้อมูลการหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามของแบบสอบถาม กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้สูตร IOC (สมนึก ภัททิยธนี, 2541) ปรากฏว่าแบบสอบถามมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะ คือ การใช้ภาษาควรเรียบเรียงให้ถูกต้อง ตามโครงสร้างของประโยค และให้ได้ความหมายชัดเจน ข้อค าถามที่ความหมายคล้ายกันให้ปรับรวมเข้า เป็นข้อเดียวกัน


37 6. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 6.1 ทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pre-test) เรื่อง พฤติกรรม ของสัตว์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 10 ข้อ กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อ าเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ใช้เวลาในการทดสอบ 1 ชั่วโมง 6.2 ด าเนินการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 2 เล่ม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โดยก่อนเรียนผู้รายงานให้ กลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบย่อยของชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ แต่ละเล่มของบทเรียน จากนั้นเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 เรื่องพฤติกรรม ของสัตว์ขณะเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ผู้วิจัยให้ กลุ่มตัวอย่างตอบค าถามของบทเรียนลงในกระดาษค าตอบ เมื่อเรียนนวัตกรรมเสร็จ ผู้รายงานให้ กลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบย่อยหลังเรียน 6.3 เมื่อสิ้นสุดการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 เรื่อง พฤติกรรมของ สัตว์ทั้ง 2 เล่มแล้ว ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อดูผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ใช้เวลาในการทดสอบ 1 ชั่วโมง 7. การด าเนินการวิจัย โดยได้ด าเนินการทดลองตามขั้นตอนดังนี้ 7.1 ท าการทดสอบก่อนการทดลอง (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ส าหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นก่อนการทดลอง 1 วัน โดยใช้ เวลาในการสอบ 1 ชั่วโมง 7.2 ด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จ านวน 2 เล่ม ใช้เวลา วันละ 2 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 1 วัน ซึ่งการทดลองใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในเดือนมิถุนายน 2565 ถึงเดือน กันยายน 2565 โดยใช้เวลาในการทดลอง 10 ชั่วโมง ทั้งนี้รวมเวลาทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยผู้รายงานเป็นผู้ด าเนินการสอนเอง ดังรายละเอียดในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ระยะเวลาที่ท าการทดลอง ชุดที่ วัน เดือน ปี เวลา เรื่อง จ านวนชั่วโมง - 6 กรกฎาคม 65 13.00 น.-14.00 น. วัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน 2 1 13 กรกฎาคม 65 12.30 น.-14.30 น. ประเภทของพฤติกรรมของสัตว์ 2 2 20 กรกฎาคม 65 12.30 น.-14.30 น. การสื่อสารระหว่างสัตว์ 2 - 27 กรกฎาคม 65 12.30 น.-16.30 น. วัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน 2 7.3 ท าการทดสอบหลังเรียน (Post-test) และสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากการ ทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้แบบทดสอบฉบับเดียวกับที่ใช้สอบก่อนการทดลองและแบบสอบถาม ความพึงพอใจ


38 7.4 วิเคราะห์ข้อมูล น าข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติ ดังที่ ได้กล่าวในหัวข้อสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 7.5 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล 8. การวิเคราะห์ข้อมูล 8.1 ค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 เรื่อง พฤติกรมของสัตว์ ส าหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ โดยใช้ร้อยละ (Percentage) 8.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา 5 เรื่อง พฤติกรมของสัตว์ส าหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ใช้ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติทดสอบค่าที (t-test) 8.3 ผลการหาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา ชีววิทยา 5 เรื่อง พฤติกรมของสัตว์ ว 33241 ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียนทั้ง 2 ชุดกิจกรรม แทนค่าสูตร E.I = ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 9. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้รายงานใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่ 1.1 ร้อยละ (Percentage) ใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) 100 N f P เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จ านวนความถี่ทั้งหมด 1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) ของคะแนนใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) X = N X เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จ านวนคนในกลุ่ม 1.3 การหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) N(N 1) N X ( X) S.D. 2 2 เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละตัว


39 N แทน จ านวนคะแนนในกลุ่ม แทน ผลรวม 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพของเครื่องมือ ประกอบด้วย 2.1 การหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบแต่ละข้อโดยใช้สูตร IOC (Index of Item Objective Congruence) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) N R IOC เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ R แทน คะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 2.2 การหาค่าอ านาจจ าแนกของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ข้อสอบรายข้อใช้วิธี วิเคราะห์แบบอิงเกณฑ์ของเบรนแนน (Bernnan) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ดังนี้ 1 2 N L N U B เมื่อ B แทน ค่าอ านาจจ าแนก U แทน จ านวนผู้รอบรู้หรือผู้สอบผ่านเกณฑ์ที่ตอบถูก L แทน จ านวนผู้ไม่รอบรู้หรือผู้สอบไม่ผ่านเกณฑ์ที่ตอบถูก N1 แทน จ านวนผู้รอบรู้ที่สอบผ่านเกณฑ์ N2 แทน จ านวนผู้ไม่รอบรู้หรือผู้สอบไม่ผ่านเกณฑ์ 2.3 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้วิธีการของ โลเวท (Lovett) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ดังนี้ 2 i 2 i i cc k 1 x C K x x r 1 เมื่อ cc r แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ K แทน จ านวนข้อสอบ Xi แทน คะแนนของแต่ละข้อ C แทน คะแนนเกณฑ์หรือจุดตัดของแบบทดสอบ


40 2 i 2 i S S 1 K 1 K α 2.4 หาค่าอ านาจจ าแนกของแบบประเมินความพึงพอใจเป็นรายข้อ โดยใช้วิธี Item – total Correlation ใช้สูตรสหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ดังนี้ 2 2 2 2 xy N X X N Y Y N XY X Y r เมื่อ xy r แทน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร X กับ Y X แทน ผลรวมของค่าตัวแปร X Y แทน ผลรวมของค่าตัวแปร Y XY แทน ผลรวมของผลคูณระหว่างค่าตัวแปร X และ Y 2 X แทน ผลรวมของก าลังสองของค่าตัวแปร X 2 Y แทน ผลรวมของก าลังสองของค่าตัวแปร Y N แทน จ านวนคู่ของค่าตัวแปรหรือจ านวนสมาชิกในกลุ่ม 2.5 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินความพึงพอใจทั้งฉบับ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟา (Alpha Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) เมื่อ แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น K แทน จ านวนข้อของเครื่องมือวัด 2 Si แทน ผลรวมของความแปรปรวนของแต่ละข้อ 2 Si แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม 3. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน 3.1 การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ (ชัยยงค์พรหมวงศ์, 2545) มีสูตรดังนี้ สูตรที่ 1 E1 = 100 A N X เมื่อ E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ X คือ คะแนนรวมของของแบบฝึกปฏิบัติกิจกรรมหรืองานที่ท าระหว่าง เรียนทั้งที่เป็นกิจกรรมในห้องเรียน นอกห้องเรียนหรืออนไลน์ A คือ คะแนนเต็มของแบบฝึกปฏิบัติ ทุกชิ้นรวมกัน


41 N คือ จ านวนผู้เรียน สูตรที่ 2 E2 = 100 B N F เมื่อ E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ F คือ คะแนนรวมของผลลัพธ์ของการประเมินหลังเรียน B คือ คะแนนเต็มของประเมินครั้งสุดท้ายของแต่ละหน่วย ประกอบด้วยผล การสอบหลังเรียนและคะแนนจากการประเมินงานสุดท้าย N คือ จ านวนผู้เรียน 3.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้สูตร ค านวณ หาค่า t-test แบบ Dependent (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ( 1) ( ) D 2 2 n n D D t เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบนัยส าคัญ D แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่างหรือจ านวนคู่คะแนน แทน ผลรวม


42 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการศึกษา การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง พฤติกรรม ของสัตว์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษาได้ได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ผลการสร้างและผลการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาได้ก าหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จ านวนนักเรียน X แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E.I. แทน ค่าดัชนีประสิทธิผล t แทน สถิติทดสอบที่ได้ใช้ในการพิจารณาความมีนัยส าคัญทางสถิติ D แทน ผลต่างคะแนนแต่ละคน ผลการสร้างและผลการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม 1. ผลการสร้างนวัตกรรม ผลการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้นวัตกรรมที่ใช้ ประกอบการจัดการเรียนรู้ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษร รูปภาพ ซึ่งน าเสนอสีสันที่น่าสนใจ ชวนอ่านโดย น าเสนอบทเรียนที่เรียงล าดับให้ผู้เรียนเข้าใจง่าย สามารถท าตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้อย่างไม่สับสนและยัง มีแบบทดสอบทั้งก่อนและหลังเรียน ส าหรับผู้เรียนได้ศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง พร้อมทั้งคู่มือส าหรับ ครูผู้สอนและคู่มือนักเรียนที่อธิบายขั้นตอน ค าแนะน า (รายละเอียดดังแนบในภาคผนวก) 2. ผลการหาประสิทธิภาพ ผลการทดสอบหาประสิทธิภาพ เปรียบเทียบ E1 และ E2 ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้(5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ผลดังนี้


Click to View FlipBook Version