The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษา สค31001 ระดับ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษา สค31001 ระดับ ม.ปลาย

หนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษา สค31001 ระดับ ม.ปลาย

43

2. ในฐานะท่ีทา นเปนสวนหน่ึงของประชากรโลกทานสามารถจะชวยปองกันและแกไขปญหาภาวะ
โลกรอนไดอ ยา งไรใหบอกมา 5 วิธี
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

เรือ่ งท่ี 3 วธิ ีใชเครอื่ งมอื ทางภูมศิ าสตร

เคร่ืองมือทางภูมิศาสตร
ใชประกอบการเก็บขอมูล เพื่อการบรรยายเชิงปริมาณและคุณภาพของสภาพภูมิอากาศโลก เชน
จพี เี อส หรือระบบกําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก เข็มทิศ เครือ่ งมอื บางชนดิ ใชป ระกอบการเรียนและการสอน
ในหองเรียนหรอื ในหองปฏิบัตกิ าร และเครอ่ื งมือบางชนิดใชประกอบการศึกษา และเก็บขอมูลเฉพาะในสนาม
เทานั้น บางครั้งการใชเครื่องมือตองใชเคร่ืองคอมพิวเตอรประกอบดวย เชน เคร่ืองมือระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตรหรือท่ีรูจักกันในปจจุบันวา GIS (Geographic Information System) ขอมูลดาวเทียมหรือ SRS
(Satellite Remote Sensing) ระบบกําหนดตําแหนงพื้นผิวโลกหรือ GPS (Global Positioning System)
ซึ่งนกั ภมู ิศาสตรยุคใหมจ ําเปนตอ งรู สําหรบั ในท่ีนี้จะกลาวถึงเครื่องมือ ภูมิศาสตรที่สําคัญคือ แผนที่ ลูกโลก
รปู ถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม และเครือ่ งมอื เทคโนโลยสี ื่อการศึกษาภมู ิศาสตร

44

แผนที่
แผนท่ีเปนส่งิ ท่มี คี วามสาํ คญั มากในการศกึ ษาวชิ าภูมศิ าสตร เพราะครอบคลมุ ท้ังลักษณะภูมิประเทศ
ลกั ษณะภมู อิ ากาศ และทรพั ยากรธรรมชาติ รวมทง้ั สิง่ ทเี่ กดิ ข้ึนจากฝม ือของมนุษยบนพ้ืนผิวโลกดวยการจดั ทํา
แผนที่ในปจจบุ นั ไดมกี ารพฒั นาการขน้ึ เปนลําดบั มกี ารนาํ เอารปู ถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียมมาชว ย
ในการทาํ แผนทที่ าํ ใหส ามารถสรางแผนที่ไดรวดเรว็ มีความถูกตอ งและทนั สมัยกวา ในอดตี
ความหมายของแผนท่ี
แผนที่ (Map) หมายถึง การแสดงลักษณะพ้ืนผิวโลกลงบนแผนราบ โดยการยอสวนและการใช
สัญลักษณไ มวาเครื่องหมายหรอื สี แทนสิง่ ตาง ๆ บนพ้นื ผวิ โลก แผนที่จงึ ตา งจากลกู โลกและแผนผงั
เครื่องหมายแผนที่ คือ เครือ่ งหมายหรือสัญลักษณที่ใชแทนส่ิงตาง ๆ บนพ้ืนพิภพ ที่เกิดขึ้นเองและ
ตามธรรมชาติ นอกจากเคร่อื งหมายแลว เรายังใชสีเปน การแสดงลกั ษณะภูมปิ ระเทศอีกดว ย คือ
1. สีดํา หมายถึง ภมู ปิ ระเทศสาํ คญั ทางวฒั นธรรมทมี่ นุษยส รา งขนึ้ เชน อาคาร สุสาน วดั สถานท่ี
ราชการตาง ๆ เปนตน
2. สนี ้ําเงิน หมายถงึ ลักษณะภูมิประเทศทเี่ ปนน้ํา เชน ทะเล แมนา้ํ หนอง บึง เปน ตน
3. สีนา้ํ ตาล หมายถงึ ลกั ษณะภมู ิประเทศที่มีความสงู โดยทวั่ ไป เชน เสน ชนั้ ความสงู
4. สีเขยี ว หมายถงึ พชื พนั ธไุ มตางๆ เชน ปา สวน ไร
5. สแี ดง หมายถึง ถนนสายหลัก พนื้ ที่ยานชมุ ชนหนาแนน และลกั ษณะภมู ปิ ระเทศสาํ คัญ

45

ความสาํ คัญของแผนที่

1. ทาํ ใหท ราบลกั ษณะทางธรรมชาติของพนื้ ผิวโลก รวมท้งั กจิ กรรมทางเศรษฐกิจบนพืน้ ผิวโลก
2. ทาํ ใหทราบขอ มลู สถิติตาง ๆ เพอ่ื การเปรยี บเทียบ การพัฒนาการวางแผนในดา นตา ง ๆ

รวมท้ังดานยทุ ธศาสตร

ประโยชนของแผนที่

1. ในการศึกษาลักษณะภูมิประเทศ แผนที่จะทําใหผูศึกษาทราบวาพื้นที่ใดมีลักษณะภูมิประเทศ
แบบใดบา ง

2. ตอการศกึ ษาธรณีวทิ ยา เพื่อใหท ราบความเปนมาของแหลงทรพั ยากร ดนิ หิน แรธาตุ
3. ดา นสมุทรศาสตรแ ละการประมง เพ่ือใหทราบสภาพแวดลอ มชายฝง ทะเล
4. ดา นทรัพยากรนํ้า รขู อ มูลเกีย่ วกับแมน ้าํ และการไหล อา งเกบ็ นาํ้ ระบบการชลประทาน
5. ดานปาไม เพ่อื ใหท ราบคุณลกั ษณะของปา ไมและการเปลีย่ นแปลงพนื้ ท่ีปา
6. ดานการใชท ด่ี นิ เพื่อใหท ราบปจจยั การใชประโยชนท ด่ี นิ ดานตา ง ๆ
7. ดา นการเกษตร การเกษตรมีผลตอ การพฒั นาประเทศ เพ่ือรวู า บรเิ วณใดควรพัฒนา
8. ดา นสิ่งแวดลอม โดยเฉพาะการจัดการทรพั ยากรบรเิ วณตาง ๆ
9. ในการวางผังเมอื ง เพอื่ ใชข อ มลู ทางธรรมชาติในการจัดวางผังเมืองใหเหมาะสม
10. การศึกษาโบราณคดี เพือ่ คน หาแหลงชมุ ชนโบราณและความรูอ่ืน ๆ
11. ดานอตุ นุ ิยมวิทยา เพ่อื ประโยชนใ นการเพาะปลกู อุตสาหกรรม ประมง การปอ งกนั อทุ กภัย

ลกั ษณะของสิ่งท่แี สดงปรากฏบนแผนท่ีประกอบดวย

1. ลกั ษณะของสงิ่ ท่เี กิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมทุ ร ทะเลสาบ แมนํา้ ภูเขา ที่ราบ
ทร่ี าบสงู เกาะ เปน ตน

2. ลกั ษณะของสงิ่ ทมี่ นุษยส รางขึน้ เชน เสนก้นั อาณาเขต เมือง หมบู าน สถานที่ราชการ ศาสนสถาน
เสนทางคมนาคม พ้นื ทเ่ี กษตรกรรม เปนตน

ชนิดของแผนที่

1. แบง ตามขนาดของมาตรสวน มี 3 ชนดิ คือ
1.1 แผนท่ีมาตราสว นเลก็ หมายถงึ แผนทีท่ ่ีมาตราสว นเล็กกวา
1 : 1,000,000
1.2 แผนท่มี าตราสวนกลาง หมายถึง แผนทีท่ ีม่ มี าตราสวนระหวา ง
1 : 250,000 ถึง 1 : 1,000,000
1.3 แผนทม่ี าตราสว นใหญ หมายถงึ แผนท่ที ี่มีมาตราสวนมากกวา 1 : 250,000

46

2. แบงตามประเภทการใช ไดแก
2.1 แผนท่ีกายภาพ หรือแผนทีล่ กั ษณะภมู ปิ ระเทศ (Topographic หรือ Landform หรือ Relief

Map) เปนแผนท่ีแสดงรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร เทือกเขาท่ีราบสูง
ทรี่ าบ ฯลฯ

2.2 แผนท่ีรัฐกิจ (Political Map) หรือแผนที่ทั่วไป (General Map) เปนแผนท่ีแสดงขอบเขต
การปกครองของจังหวดั รฐั ประเทศ

2.3 แผนท่ีประวตั ศิ าสตร (Historical Map) เปนแผนที่แสดงอาณาเขตของอาณาจักรหรอื
จักรวรรดิตา ง ๆ ในสมยั โบราณ

2.4 แผนท่ีโครงรา ง (Outline) เปน แผนทแ่ี สดงโครงรางของทวปี ประเทศ โดยไมมรี ายละเอียด
ใด ๆ เพื่อใชใ นการศึกษา เชน

2.5 แผนที่เดนิ เรอื (Nautical Map) เปนแผนที่แสดงเสน ทางการเดนิ เรอื ในทองทะเล มหาสมุทร
รวมทง้ั ใชส ญั ลักษณสเี พอ่ื แสดงความตื้นลกึ ของพื้นนาํ้

2.6 แผนท่เี ศรษฐกิจ (Economic Map) เปน แผนท่แี สดงเขตกจิ กรรมทางเศรษฐกิจตาง ๆ รวมท้งั
แสดงแหลง ทรพั ยากรสาํ คัญ

องคประกอบของแผนท่ี

องคป ระกอบท่ีสาํ คัญ ดังน้ี
1. ช่ือแผนที่เปน ส่ิงท่ีมคี วามจาํ เปน สาํ หรบั ใหผ ใู ชไ ดท ราบวาเปนแผนท่ีเรื่องอะไร แสดงรายละเอียด
อะไรบาง เพอื่ ใหผูใชใชอยางถกู ตอง และตรงความตองการ โดยปกติชือ่ แผนท่ีจะมีคําอธบิ ายเพิม่ เตมิ แสดง
ไวด วย เชน แผนทป่ี ระเทศไทยแสดงเน้ือทปี่ าไม แผนทีป่ ระเทศไทยแสดงการแบง ภาคและเขตจงั หวัด เปนตน
2. ขอบระวาง แผนท่ีทุกชนิดจะมีขอบระวาง ซึ่งเปนขอบเขตของพ้นื ทีใ่ นภูมิประเทศที่แสดงบนแผนที่
แผน นั้นมกั จะแสดงดวยเสน ขนานเพ่ือแสดงตําแหนง ละติจูดกับเสน เมรเิ ดียนเพือ่ แสดงตาํ แหนงลองจจิ ูดและ
จะแสดงตัวเลขเพ่ือบอกคา พกิ ดั ภูมิศาสตรของตาํ แหนงตา ง ๆ
3. ทศิ ทาง มีความสาํ คัญตอ การคน หาตําแหนง ท่ีตั้งของส่งิ ตาง ๆ โดยในสมัยโบราณใชว ธิ ีดูทิศทางตาม
การข้ึนและตกของดวงอาทิตยในเวลากลางวัน และการดูทิศทางของดาวเหนือในเวลากลางคืน ตอมามีการ
ประดิษฐเ ขม็ ทศิ ซงึ่ เปน เคร่ืองมือชวยในการหาทศิ ขน้ึ เนื่องจากเข็มของเขม็ ทศิ จะช้ไี ปทางทิศเหนือตลอดเวลา
การใชทิศทางในแผนท่ีประกอบกับเข็มทิศหรือการสังเกตดวงอาทิตยและดาวเหนือจึงชวยใหเราสามารถ
เดนิ ทางไปยงั สถานทท่ี เ่ี ราตอ งการได ในแผนทจี่ ะตองมีภาพเข็มทิศหรือลูกศรชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ ถาหาก
แผนท่ีใดไมไ ดก าํ หนดภาพเขม็ ทิศหรือลูกศรไวก ็ใหเ ขาใจวาดา นบนของแผนทคี่ อื ทศิ เหนอื
4. สญั ลกั ษณ เปน เคร่ืองหมายท่ใี ชแ ทนสง่ิ ตาง ๆ ในภมู ปิ ระเทศจรงิ เพื่อชว ยใหผ ูใชส ามารถอา น
และแปลความหมายจากแผนทไ่ี ดอยา งถกู ตอง ท้งั น้ีในแผนที่จะตอ งมีคาํ อธิบายสญั ลกั ษณประกอบไวดวยเสมอ
5. มาตราสวน เปนอัตราสว นระหวางระยะทางทย่ี อสวนมาลงในแผนท่กี บั ระยะทางจรงิ ในภูมิประเทศ
มาตราสวนชว ยใหผูใชทราบวาแผนทน่ี ัน้ ๆ ยอ สวนมาจากสภาพในภูมิประเทศจรงิ ในอัตราสวนเทา ใด

47

มาตราสว นแผนที่โดยมากจะมี 3 ลักษณะ ไดแก มาตราสวนแบบเศษสวน มาตราสวนคําพูดและมาตราสวน
แบบกราฟก มาตราสวนของแผนท่ี คือ อัตราสวนระหวางระยะบนแผนที่กับระยะในภูมิประเทศ หรือ
ความสัมพันธระหวางระยะทางราบบนแผนท่ีกับระยะทางราบในภูมิประเทศ การเขียนมาตราสวนเขียนได
หลายวิธี เชน 50,000 หรอื 1/50,000 หรือ 1 : 50,000

การคาํ นวณระยะทางบนแผนท่ี

คาํ นวณไดจ ากสตู ร : มาตราสวนของแผนท่ี = ระยะบนแผนที่
ระยะในภูมิประเทศ

6. เสนโคงแผนท่ีเปนระบบของเสนขนานและเสนเมริเดียนท่ีสรางขึ้นเพื่อกําหนดตําแหนงพิกัด
ภูมิศาสตรใหเปนมาตรฐานไวใชอ า งอิงรวมกัน ซึ่งประกอบดวย

6.1 เสน ขนาน เปนเสน สมมตทิ ี่ลากจากทศิ ตะวันออก สรา งข้ึนจากการวดั มมุ เรมิ่ จากเสน ศูนยส ูตร
ซงึ่ มคี ามมุ 0 องศา ไปยงั ข้วั โลกทั้งสองดาน ๆ ละไมเกิน 90 องศา เสน ขนานท่ีสาํ คญั ประกอบดวย

1. เสน ศูนยสตู รหรือเสน อิเควเตอร มคี า มุม 0 องศา
2. เสนทรอปกออฟแคนเซอร มีคามุม 23 องศา 30 ลิปดาเหนือ
3. เสน ทรอปก ออฟแคปรคิ อรน มีคามุม 23 องศา 30 ลิปดาใต
4. เสน อารก ติกเซอรเ คิล มีคามมุ 66 องศา 30 ลิปดาเหนอื
5. เสนอนั ตารก ตกิ เซอรเคลิ มคี า มมุ 66 องศา 30 ลิปดาใต
6.2 เสนเมริเดียน เปนเสนสมมติที่ลากจากข้ัวโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต สรางขึ้นจากการสมมติ
เสน เมรเิ ดียนปฐม มคี ามุม 0 องศา ลากผานตําบลกรีนิช กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักรไปทางทิศ
ตะวันออกและทิศตะวันตกดานละ 180 องศา โดยเสนเมริเดียนที่ 180 องศาตะวันออกและ 180 องศา
ตะวนั ตกจะทบั กันเปนเสนเดียวนี้ใหเปนเสนวันท่ีหรือเสนแบงเขตวันระหวางชาติ หรือเสนแบงเขตวันสากล
เสนเมริเดียนแรกหรือเสนเมริเดียนปฐม (Prime Meridian) คือเสนเมริเดียนที่ลากผานหอดูดาวแหงหน่ึง
ตําบลกรนี ชิ ใกลกรุงลอนดอนในประเทศอังกฤษ ท้ังนเี้ พอ่ื ใชเปนหลักอา งอิงในการนับเสนเมรเิ ดียนอื่น ๆ ตอ ไป
เสนเมริเดียนรอบโลกมี 360 เสน แบงเปนเสนองศา ตะวันออก 180 เสน และเสนองศาตะวันตก 180 เสน
ความสําคัญของเสนเมริเดียน คือ บอกพิกัดของตําแหนงท่ีตั้งตางๆ บนพ้ืนผิวโลกโดยใชรวมกับ เสนขนาน
(เสนละตจิ ูด) และใชเ ปนแนวแบง เขตเวลาของโลก

48

7. พิกัดภูมิศาสตรเปนระบบที่บอกตําแหนงของส่ิงตาง ๆ บนพ้ืนผิวโลก โดยอาศัยเสนโครงแผนที่
ซ่งึ เสน ขนานและเสน เมริเดยี นตดั กนั เปน จุดสง่ิ ตาง ๆ บนพื้นผิวโลก โดยอานคา พิกดั ภมู ิศาสตรเปนละติจดู
(เสน ขนาน) และลองจิจูด (เสน เมรเิ ดยี น)

ดงั นัน้ ละติจดู เปน พิกัดของจุดหนึง่ บนเสน ขนาน สว นลองจจิ ูดกเ็ ปนพกิ ัดของจุดหนึ่งบนเสน เมรเิ ดยี น
ซึง่ ทัง้ ละติจดู และลองจิจดู มคี า ของมุมเปนองศา โดย 1 องศา มคี าเทากับ 60 ลิปดาและ 1 ลิปดา มีคาเทากับ
60 ฟลิปดา

พิกัดภูมิศาสตรเปนระบบที่บงบอกตําแหนงท่ีตั้งอยูจุดตําแหนงตาง ๆ บนพ้ืนผิวโลก โดยอาศัย
โครงขายของเสน โครงแผนทีซ่ ง่ึ ประกอบดวยเสน เมรเิ ดียนกบั เสนขนานตดั กนั เปน “จุด”

1) ละติจดู (Latitude) เปนคาของระยะทางเชิงมุม โดยนับ 0 องศา จากเสนศูนยสูตรไปทางเหนือ
หรอื ใตจนถงึ 90 องศาที่ข้ัวโลกทั้งสอง

2) ลองจิจูด (Longitude) เปน คา ของระยะทางเชงิ มมุ โดยนับ 0 องศา จากเสน เมรเิ ดียนไปทางทศิ
ตะวนั ออกและทิศตะวนั ตกจนถงึ 180 องศา

ปจจุบันการบงบอกจุดตําแหนงบนพื้นผิวโลก สามารถทราบไดงายและถูกตอง โดยใช จีพีเอส
เครื่องมือกําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก (GPS:Global Positioning System) เคร่ืองมือชนิดนี้ มีขนาดเล็ก
พกพาไดส ะดวก และใหข อมลู ตําแหนง บนพื้นผิวโลกไดต รงกบั ความเปนจริง ดงั น้ันจึงมีผนู าํ เคร่อื งมือน้ีไปใชได
สะดวกสบายในกิจกรรมตาง ๆ ไดแก การเดินเรือ การเดินทาง ทองเที่ยวปา การเดินทางดวยรถยนต
เครื่องบิน เปนตน เมื่อกดปุมสวิตซ เครื่องจะรับสัญญาณจากดาวเทียมแลวบอกคาพิกัดภูมิศาสตรใหทราบ
เครอ่ื งหมายแผนที่

49

ลกู โลก
องคประกอบของลกู โลก องคป ระกอบหลักของลูกโลก
จะประกอบไปดวย
1. เสนเมรเิ ดยี นหรือเสน แวง เปน เสนสมมติที่ลากจาก
ขั้วโลกเหนือไปจดขั้วโลกใต ซึ่งกําหนดคาเปน 0 องศา ท่ีเมือง
กรนี ิช ประเทศอังกฤษ
2. เสนขนาน หรอื เสนรุง เปนเสนสมมติท่ีลากจากทิศ
ตะวันตกไปทิศตะวันออก ทุกเสนจะขนานกับเสนศูนยสูตร ซึ่งมี
คา มมุ เทากับ 0 องศา
การใชลูกโลก ลูกโลกใชประกอบการอธิบายตําแหนงหรือสถานท่ีของจุดพ้ืนที่ของสวนตาง ๆ
ของโลก โดยประมาณ
เขม็ ทศิ
เข็มทิศเปนเคร่ืองมือสําหรับใชในการหาทิศของจุดหรือวัตถุ
โดยมหี นว ยวดั เปน องศา เปรยี บเทียบกับจดุ เร่มิ ตน เขม็ ทิศใชในการหา
ทิศโดยอาศยั แรงดงึ ดดู ระหวา งสนามแมเ หลก็ ขั้วโลก (Magnetic Pole)
กับเข็มแมเหล็ก ซึ่งเปนองคประกอบสําคัญที่สุดของเครื่องมือน้ี
เข็มแมเ หล็กจะแกวง ไกวไดโ ดยอสิ ระในแนวนอน เพ่อื ใหแนวเขม็ ชี้อยูใ น
แนวเหนือใต ไปยังข้ัวแมเหล็กโลกตลอดเวลา หนาปดเข็มทิศซ่ึงคลาย
กบั หนาปด นาฬกิ าจะมกี ารแบงโดยรอบเปน 360 องศา ซง่ึ เข็มทิศมีประโยชนใ นการเดินทาง เชน การเดินเรือ
ทะเล เครือ่ งบิน การใชเ ข็มทศิ จะตองมแี ผนที่ประกอบและตองหาทิศเหนือกอ นเพ่ือจะไดร ูทศิ อื่น

รูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม

รูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียมเปน รูปหรือขอมลู ตวั เลขท่ีไดจ ากการเก็บขอมลู ภาคพ้ืนดนิ
จากกลอ งท่ีติดอยูก ับพาหนะ เชน เครื่องบนิ หรอื ดาวเทยี ม โดยมกี ารบนั ทึกขอ มลู อยา งละเอยี ดหรอื หยาบใน
เวลาแตกตา งกนั จึงทําใหเ ห็นภาพรวมของการใชพืน้ ทแ่ี ละการเปล่ียนแปลงตา ง ๆ ตามท่ปี รากฏบนพื้นผิวโลก
เชน การเกิดอทุ กภัย ไฟปา การเปลยี่ นแปลง การใชที่ดิน การกอ สรางสถานที่ เปน ตน

ประโยชนข องรปู ถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ที่นยิ มใชกันมากจะเปนรูปหรือภาพถายท่ีได
จากการสะทอนคลื่นแสงของดวงอาทิตยข้ึนไปสูเคร่ืองบันทึกท่ีติดอยูบนเครื่องบินหรือดาวเทียม การบันทึก
ขอมูลอาจจะทําโดยใชฟลม เชน รูปถายทางอากาศสีขาวดํา หรือรูปถายทางอากาศสีธรรมชาติ การบันทึก
ขอมลู จากดาวเทียมจะใชส ัญญาณเปน ตัวเลขแลว จึงแปลงคา ตัวเลขเปน ภาพจากดาวเทยี มภายหลงั

การใชร ปู ถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ผูใชจ ะตอ งไดรับการฝกหัดเพ่ือแปลความหมายของ
ขอมูล การแปลความหมายอาจจะใชการแปลดวยสายตาตามความสามารถของแตละบุคคลหรือใชเครื่อง
คอมพวิ เตอรแ ละโปรแกรมเขามาชว ย

50

เครอื่ งมอื เทคโนโลยีเพ่ือการศกึ ษาภมู ศิ าสตร

ในโลกยคุ ปจจุบนั ทีเ่ ต็มไปดว ยขอ มลู ขาวสาร และขอ มลู ท่ีเปนตวั เลขจาํ นวนมาก เทคโนโลยจี ึงเขา มามี
ความสําคญั และจะมีความสาํ คญั มากยิ่งข้ึนในอนาคต เทคโนโลยที ี่สําคัญดา นภูมิศาสตร คือ ระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตรห รือ GIS (Geographic Information System) และระบบกําหนดตําแหนงพ้ืนผิวโลก หรือ GPS
(Global Positioning System) เครอ่ื งมือทัง้ สองประกอบดว ยคอมพิวเตอร หรอื ฮารด แวร (Hard ware) ซึง่ มี
ขนาดตา งๆ และโปรแกรมหรือซอฟแวร (Software) เปน หลักในการจัดทาํ ดังนี้

1) ประโยชนของเครื่องมอื เทคโนโลยีเพ่อื การศกึ ษาภมู ิศาสตร จะคลายกบั การใชประโยชนจากแผนท่ี
สภาพภมู ิประเทศและแผนท่ีเฉพาะเรอื่ ง เชน จะใหค ําตอบวา ถา จะตอ งเดนิ ทางจากจดุ หนง่ึ ไปยังอกี จุดหน่ึงใน
แผนทจี่ ะมรี ะยะทางเทา ใด และถาทราบความเร็วของรถจะทราบไดว า จะใชเ วลานานเทาใด

หลังจากการทาํ งานของระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร คอื การจดั หมวดหมขู องขอมูลตามความตองการ
ที่จะนําไปวิเคราะหการคัดเลือกตัวแปร หรือปจจัยที่เก่ียวของ การจัดลําดับความสําคัญของปจจัยและการ
ซอ นทับขอ มลู ตัวอยางเชน ตองการหาพื้นท่ีท่ีเหมาะสมสําหรับการปลูกขาว โดยแบงออกเปน 3 ระดับ คือ
เหมาะสมดี เหมาะสมปานกลาง และไมเ หมาะสม โดยคัดเลือกขอมลู 2 ประเภท คอื ดินและสภาพภูมิประเทศ

2) การใชเคร่ืองมือเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาภูมิศาสตร การใชเครื่องมือเทคโนโลยีจําเปนตองมี
เคร่อื งคอมพวิ เตอรและโปรแกรม ผูใ ชจ ะตอ งไดร ับการฝกฝนกอนท่จี ะลงมอื ปฏบิ ตั ิ

แหลง ขอมลู สารสนเทศของไทย

ปจ จุบนั ไดม ีการคดิ คนและพฒั นาการขอ มลู สารเทศอยางรวดเร็วและไดเผยแพรขอมูลสูสาธารณชน
มาก โดยเฉพาะการนําขอมูลเขาเว็บไซดใหประชาชนและผูสนใจทั่วไปเขาไปดูขอมูลได ซึ่งเปนประโยชน
อยางมากตามความตองการของผใู ชขอ มูล แตขอ มูลบางชนิดอาจตอ งตดิ ตอ จากหนวยงานนั้น ๆ โดยตรง
ทั้งจากหนวยงานของรัฐท่ีสําคัญ ๆ คือ กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมแผนที่ทหารและเอกชนท่ีสําคัญ ๆ คือ
เครื่องเดินอากาศและเดินเรือ เว็บไซตท่ีนาสนใจ เชน ขอมูลดานสถิติ (www.nso.go.th) ขอมูลประชากร
(www.dola.go.th) ขอมูลดาวเทียม (www.gistda.go.th) ขอมูลดินและการใชท่ีดิน (www.dld.go.th)
เปน ตน

กลา วโดยสรุป เครื่องมือทางภูมิศาสตรใชประกอบการศึกษา และการเก็บขอมูลเคร่ืองมือบางชนิด
เหมาะสาํ หรบั ใชใ นหองเรียน หรือหอ งปฏิบัติการ เคร่ืองมือบางชนิดใชไ ดสําหรับในหอ งเรียนและในภาคสนาม
ผูใ ชจ ะไดร วู า เมือ่ ใดควรใชเ ครอื่ งมือภูมิศาสตรในหองเรียนและเมื่อใดควรใชในภาคสนาม เคร่ืองมือบางชนิด
จะมคี วามซับซอนมาก หรอื ตองใชรว มกันระหวา งเครอื่ งคอมพิวเตอรแ ละโปรแกรม

เครื่องมือทางภมู ิศาสตรท ี่มีความสําคญั มากในปจ จบุ นั คือ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร (GIS) ซ่ึงแปลง
สารสนเทศทเ่ี กี่ยวกับพื้นท่ี และขอมูลตารางหรือคําอธิบายท่ีใหเปนขอมูลเชิงตัวเลขทําใหการจัดเก็บเรียกดู
ขอมูล การปรับปรุงแกไขและการวิเคราะหเปนไปอยางรวดเร็ว และถูกตองและแสดงผลในรูปแบบแผนท่ี
กราฟ หรอื ตารางไดอยางถูกตองอีกดวย สวนระบบ กําหนดตําแหนงบนพ้ืนผิวโลก (GIS) ใชกําหนดจุดพิกัด
ตาํ แหนงของวตั ถตุ าง ๆ บนผิวโลก โดยอาศัยสญั ญาณจากดาวเทียมหลายดวงท่โี คจรอยูรอบโลก

51

กิจกรรมที่ 1.3 วิธใี ชเ ครือ่ งมือทางภูมศิ าสตร
1. แผนท่หี มายถงึ

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................

2. จงบอกประโยชนของการใชแผนทม่ี า 5 ขอ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................

3. ใหบ อกวธิ กี ารใชเ ข็มทิศคูกบั การใชแ ผนทพ่ี อสังเขป
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

52

เรอ่ื งที่ 4 ปญ หาการทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม
ผลการจดั ลําดับความสาํ คัญของปญ หาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอม

ปญ หาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม น้ันไดมีการสํารวจทัศนคติของประชาชน พบวา ปญหา
สําคัญ 5 ลาํ ดับแรก มดี ังนี้ ลาํ ดับที่ 1 การสูญเสียทรัพยากรปาไม ลําดับที่ 2 อุทกภัยและภัยแลง ลําดับท่ี 3
ความเสอื่ มโทรมของทรพั ยากรดินและการใชท ด่ี ิน ลําดับท่ี 4 มลพิษจากขยะ และลาํ ดับที่ 5 มลพิษทางอากาศ
ดงั ตารางแสดง ผลการจัดลําดบั ความสาํ คัญ ดังตอ ไปน้ี

ผลการ ทรัพยากรธรรมชาติ ลาํ ดบั ความสําคัญ
จดั ลาํ ดบั และสิ่งแวดลอม (จําแนกตามวธิ ีการจดั ลาํ ดับ)
(ลําดบั ท)่ี
จดั ลําดบั ดวย จดั ลาํ ดบั ดวย

มลู คา ความเสยี หาย ทัศนคติประชาชน

1 ทรัพยากรปาไม 12

2 ทรพั ยากรนํ้า 31

3 ทรพั ยากรดินและการใชท่ีดนิ 2 6

4 มลพษิ จากขยะ 74

5 มลพษิ ทางอากาศ 57

6 มลพษิ ทางนาํ้ 85

7 ทรพั ยากรพลังงาน 11 3

8 ทรพั ยากรทะเลและชายฝง 4 10

9 มลพิษจากสารอนั ตราย 98

10 มลพษิ จากของเสียอันตรายจากชมุ ชน 6 12

11 ทรัพยากรและแร 10 9

ท่มี า : สถาบนั วิจัยเพอ่ื การพฒั นาประเทศไทย 2549

53

ความสําคญั ของสงิ่ แวดลอม คือ เอ้ือประโยชนใหสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตวอยูรวมกันอยางมีความสุข
มีการพง่ึ พากันอยา งสมดุล มนุษยด าํ รงชีพอยไู ดด ว ยอาศยั ปจ จยั พ้ืนฐานจากสิ่งแวดลอม ซึง่ ประกอบดวยอาหาร
อากาศ นา้ํ ท่อี ยอู าศัย และยารกั ษาโรค ส่งิ แวดลอ มเปน องคป ระกอบที่สาํ คญั ของสิ่งมีชีวติ ทุกชนิด แต “ทําไม
สิ่งแวดลอมจึงถูกทําลาย” และเกิดปญ หามากมายท่วั ทุกมุมโลก เมื่อทาํ การศกึ ษาพบวา “มนุษย”เปนผูทําลาย
สิง่ แวดลอมมากที่สุด สาเหตทุ ่มี นุษยท าํ ลายส่ิงแวดลอ มเกิดจากความเหน็ แกต ัวของมนุษยเ อง โดยมงุ เพื่อดาน
วัตถุและเงนิ มาตอบสนองความตอ งการของตนเอง

เม่อื ส่งิ แวดลอ มถูกทาํ ลายมากขึ้น ผลกระทบก็ยอนกับมาทาํ ลายตัวมนุษยเอง เชน เกิดการเปลี่ยนแปลง
บรรยากาศของโลก เกิดสภาวะเรือนกระจก ภาวะโลกรอนตลอดจนเกิดภัยธรรมชาติตาง ๆ เชน นํ้าทวม
แผนดินถลม ควันพิษ น้ําเนาเสีย ขยะมูลฝอย และส่ิงปฏิกูล ซึ่งสิ่งเหลาน้ีมีผลโดยตรงและทางออม และ
ไมส ามารถหลีกเลย่ี งได

ผลกระทบจากการใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับท่ี 4 ของไทยเกิดจากการโดยนํา
นโยบายการปลูกพืชเชิงเดย่ี วเขา มาใชเพ่อื มุงพัฒนาเศรษฐกจิ เปน หลกั ทําใหป ระชาชนตื่นตัวในการทําไรปลูก
พืชเชงิ เดีย่ ว เชน มันสําปะหลัง ออย ปอ จงึ เกดิ การทาํ ลายปาและทรพั ยากรธรรมชาตเิ พ่ือหาพ้ืนท่ีในการปลูก
พืชเชิงเด่ียวตามนโยบายรัฐบาล มีการใชปุยเคมี ใชยาปราบศัตรูพืช เกิดโรงงานอุตสาหกรรมจํานวนมาก
แตภ าครัฐยงั ขาดการควบคุมอยางเปนระบบและชัดเจน จงึ ทาํ ใหเ กดิ ผลกระทบมาจนถึงปจจุบัน เชนปาไมถูก
ทําลาย ดินเส่ือมคุณภาพ น้ําเนาเสีย เกิดสารเคมีสะสมในแหลงน้ําและดิน เกิดมลพิษ ซึ่งสิ่งเหลานี้เกิด
ผลกระทบโดยตรงและโดยออม ตอสขุ ภาพและการดาํ รงชีวติ ของประชาชน ทําใหเกิดความเสยี หายตอ ประเทศ
โดยรวม

จากการศกึ ษาของนักวิชาการ พบวา การแกไ ขปญ หาสิง่ แวดลอมตอ งแกท่ตี ัว “มนษุ ย” น่นั คอื จะตอง
ใหความรู ความเขาใจธรรมชาติ เจตคติ มีคุณธรรมจริยธรรม และสรางจิตสํานึกใหเกิดความตระหนักตอ
สง่ิ แวดลอม ตอประชาชน โดยเรยี นรูจากแหลงเรียนรูใหม ๆ สรางความตระหนักในปญ หาท่ีเกิดข้ึน และสราง
การมสี ว นรว มในการปอ งกันและแกไ ขปญ หาทีเ่ กดิ ขนึ้ ปญหาสงิ่ แวดลอ มสาํ คญั ๆ ดังตอไปน้ี คอื

1. ปา ไม

“ปา ไม” เปนศูนยรวมของสรรพ
ชวี ติ เปน ที่กอกําเนิดสายน้ํา ชีวิตพืชและ
สัตวที่หลากหลายอีกทั้งเปนที่พึ่งพิงและ
ใหประโยชนแกมนุษยมาแตโบราณกาล
เพราะปา ไมชวยรักษาสมดลุ ของธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอม ควบคุมสภาพดินฟา
อากาศ กําบังลมพายุ ปองกันบรรเทา
อทุ กภัย ปองกันการพังทลายของหนาดิน
เปนเสมือนเข่ือนธรรมชาติท่ีปองกันการ

54

ต้นื เขินของแมนํ้าลําคลอง เปน แหลงดูดซบั กา ซคารบอนไดออกไซดและเปนโรงงานผลิตออกซิเจนขนาดใหญ
เปน คลงั อาหารและยาสมนุ ไพร และปาไม ยงั เปน แหลงศึกษาวิจัยและเปน สถานที่พักผอนหยอนใจของมนุษย
นอกจากนี้ในผนื ปา ยังมสี ตั วปา นานาชนดิ ซง่ึ มีประโยชนตอมนุษยและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในหลายลักษณะ ไดแก
การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เชน การควบคุมปริมาณสัตวปาใหอยูในภาวะสมดุล การชวยแพรพันธุพืช
การควบคมุ แมลงศัตรพู ชื เปนปยุ ใหก ับดนิ ในปา เปนตน การเปน แหลงพันธกุ รรมทหี่ ลากหลาย การเปน อาหาร
ของมนุษยและสัตวอ่ืน และการสรางรายไดใหแกมนุษย เชน การคาจากช้ินสวนตาง ๆ ของสัตวปา
การจําหนายสัตวปา และการเปดใหบริการชมสวนสัตว เปนตน ดังนั้น จึงนับวาปาไมใหคุณประโยชน
ทัง้ ทางตรงและทางออ มแกม วลมนษุ ยเ ปนอยางมากมาย หากปา ไมเ ส่ือมโทรม ชวี ิตความเปน อยขู องมนุษยแ ละ
สัตวอยา งหลกี เล่ียงไมได

ประเภทของปา ไมในประเทศไทย

ประเภทของปาไมจะแตกตางกันไปขึ้นอยูกับการกระจายของฝน ระยะเวลาท่ีฝนตกรวมท้ังปริมาณ
น้าํ ฝนทําใหป าแตล ะแหง มคี วามชมุ ชน้ื ตางกนั สามารถจาํ แนกไดเปน 2 ประเภทใหญ ๆ คอื

1. ปาประเภทท่ีไมผลดั ใบ (Evergreen)
2. ปา ประเภทที่ผลดั ใบ (Deciduous)

ปาประเภทท่ไี มผลดั ใบ (Evergreen)

ปา ประเภทน้มี องดเู ขยี วชอมุ ตลอดป เนื่องจากตนไมแทบทั้งหมดทข่ี ้ึนอยเู ปน ประเภทท่ไี มผ ลัดใบ
ปาชนิดสําคัญซง่ึ จดั อยใู นประเภทนี้ ไดแ ก

1. ปาดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest)

ปา ดงดิบที่มีอยูท่วั ในทุกภาคของประเทศ แตท ี่มมี ากท่สี ดุ ไดแก ภาคใตแ ละภาคตะวันออกในบรเิ วณนี้
มีฝนตกมากและมีความช้ืนมากในทองที่ภาคอื่น ปาดงดิบมักกระจายอยูบริเวณที่มีความชุมช้ืนมาก ๆ เชน
ตามหบุ เขา ริมแมนํา้ ลาํ ธาร หวย แหลงนาํ้ และบนภูเขา ซ่ึงสามารถแยกออกเปนปาดงดบิ ชนดิ ตา ง ๆ ดังน้ี

1.1 ปา ดบิ ชนื้ เปนปา รกทึบมองดูเขยี วชอุมตลอดปมีพันธุไมหลายรอยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู
มักจะพบกระจัดกระจายตั้งแตความสูง 600 เมตร จากระดับนํ้าทะเล ไมท่ีสําคัญก็คือ ไมตระกูลยางตาง ๆ
เชน ยางนา ยางเสียน สว นไมช ั้นรอง คอื พวกไมก อ เชน กอนํา้ กอเดอื ย

1.2 ปาดิบแลง เปนปาที่อยูในพื้นที่คอนขางราบมีความชุมชื้นนอย เชน ในแถบภาคเหนือและ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยูสูงจากระดับนํ้าทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไมที่สําคัญ ไดแก มะคาโมง
ยางนา พะยอม ตะเคียนแดง กระเบากลัก และตาเสือ

1.3 ปาดิบเขา ปาชนิดน้ีเกิดขึ้นในพ้ืนที่สูง ๆ หรือบนภูเขาตั้ง 1,000-1,200 เมตร ขึ้นไปจาก
ระดับนํ้าทะเล ไมสวนมากเปนพวก Gymnosperm ไดแก พวกไมขุนและสนสามพันป นอกจากน้ียังมีไม
ตระกูลกอข้ึนอยู พวกไมช้ันทส่ี องรองลงมา ไดแ ก สะเดาชา ง และขมิ้นชัน

55

2. ปา สนเขา (Pine-Forest)
ปาสนเขามักปรากฏอยูต ามภูเขาสงู สวนใหญเปน พน้ื ท่ีซึง่ มคี วามสูงประมาณ 200 - 1,800 เมตร
ขนึ้ ไปจากระดับนาํ้ ทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฏในพ้ืนท่ีสูง
200 -300 เมตร จากระดบั นาํ้ ทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต ปาสนเขามีลักษณะเปนปาโปรง ชนิดพันธุไมที่
สําคัญของปาชนิดนี้คือ สนสองใบ และสนสามใบ สวนไมชนิดอ่ืนท่ีขึ้นอยูดวยไดแกพันธุไมปาดิบเขา เชน
กอชนิดตาง ๆ หรอื พนั ธไุ มป าแดงบางชนดิ คอื เตง็ รงั เหยี ง พลวง เปนตน

3. ปาชายเลน (Mangrove Forest)
บางทเี รยี กวา “ปา เลนน้ําเค็ม” หรือปาเลน มีตนไมขึ้นหนาแนน แตล ะชนดิ มรี ากคาํ้ ยันและรากหายใจ
ปาชนดิ นีป้ รากฏอยตู ามทด่ี นิ และริมทะเลหรือบริเวณปากนํ้าแมน้ําใหญ ๆ ซ่ึงมีนํ้าเค็มทวมถึงในพื้นที่ภาคใต
มีอยูตามชายฝง ทะเลท้ังสองดา น ตามชายทะเลภาคตะวันออกมอี ยูท กุ จงั หวัดแตท ่ีมากทส่ี ดุ คือ บริเวณปากนํ้า
เวฬุ อาํ เภอขลุง จงั หวดั จันทบุรี
พนั ธุไ มท ่ขี นึ้ อยูตามปา ชายเลน สวนมากเปนพนั ธไุ มขนาดเลก็ ใชป ระโยชนสาํ หรบั การเผาถา น และทํา
ฟนไมช นดิ ทสี่ ําคญั คือ โกงกาง ถ่ัวขาว ถว่ั ขาํ โปรง ตะบูน แสมทะเล ลําพูนและลําแพน ฯลฯ สวนไมพื้นลาง
มกั เปน พวก ปรงทะเล เหงือกปลาหมอ และปอทะเล เปนตน

56

4. ปา พรุหรือปา บึงนา้ํ จืด (Swamp Forest)
ปาชนิดน้ีมักปรากฏในบริเวณที่มีนํ้าจืดทวมมากๆ ดินระบายน้ําไมดี ปาพรุในภาคกลาง มีลักษณะ
โปรงและมตี น ไมขน้ึ อยหู า ง ๆ เชน สนนุ จิก โมกบา น หวายน้าํ หวายโปรง ระกํา ออ และแขม ในภาคใตปาพรุ
มขี ้นึ อยูตามบริเวณทม่ี นี ้ําขังตลอดป ดนิ ปา พรุ ทมี่ ีเน้ือทมี่ ากที่สุดอยูในบริเวณจังหวัดนราธิวาส ดินปาพรุเปน
ซากพชื ผสุ ลายทับถมกนั เปนเวลานาน ปาพรุแบงออกได 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซ่ึงเปนพรุนํ้ากรอยใกล
ชายทะเลตนเสมด็ จะขึน้ อยูหนาแนนพื้นที่มีตนกกชนิดตาง ๆ เรียก“ปาพรุเสม็ด หรือ ปาเสม็ด” อีกลักษณะ
เปนปา ท่มี ีพนั ธไุ มต าง ๆ มากชนดิ ข้ึนปะปนกัน
ชนิดพันธไุ มท ี่สําคญั ของปาพรุ ไดแก อินทนิลนํ้า หวาจิก โสกนาํ้ กระทุม น้าํ กนั เกรา โงงงนั ไมพนื้ ลาง
ประกอบดวย หวาย ตะคา ทอง หมากแดง และหมากชนดิ อนื่ ๆ
5. ปาชายหาด (Beach Forest)
เปน ปาโปรง ไมผลดั ใบขึ้นอยูตามบริเวณหาดชายทะเล นํา้ ไมท ว มตามฝง ดนิ และชายเขารมิ ทะเล ตนไม
สาํ คญั ท่ีข้ึนอยตู ามหาดชายทะเล ตอ งเปน พชื ทนเคม็ และมักมลี ักษณะไมเปน พุมลักษณะตนคองอ ใบหนาแข็ง
ไดแก สนทะเล หูกวาง โพธ์ทิ ะเล กระทิง ตีนเปด ทะเล หยนี ้าํ มกั มตี น เตยและหญาตาง ๆ ขน้ึ อยู
เปนไมพื้นลาง ตามฝงดินและชายเขา มักพบ มะคาแต กระบองเพชร เสมา และไมหนามชนิดตาง ๆ เชน
ซงิ ซี่ หนามหนั กาํ จาย มะดนั ขอ เปนตน
ปาประเภทท่ผี ลดั ใบ
ตน ไมท ข่ี ้ึนอยูใ นปาประเภทนี้เปน จําพวกผลัดใบแทบท้ังสน้ิ ในฤดูฝนปาประเภทน้ีจะมองดูเขียวชอุม
พอถึงฤดูแลงตนไม สวนใหญจะพากันผลัดใบทําใหปามองดูโปรงขึ้น และมักจะเกิดไฟปาเผาไหมใบไมและ
ตนไมเ ลก็ ๆ ปา สาํ คญั ซึ่งอยใู นประเภทน้ี ไดแ ก
1. ปาเบญจพรรณ
ปาผลัดใบผสมหรือปาเบญจพรรณมีลักษณะเปนปาโปรงและยังมีไมไผชนิดตาง ๆ ข้ึนอยูกระจัด
กระจายท่วั ไปพ้นื ที่ดินมกั เปนดินรวนปนทราย ปาเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไมสักขึ้นปะปนอยูท่ัวไป

57

ครอบคลมุ ลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก มีปาเบญจพรรณ
นอ ยมากและกระจัดกระจาย พันธุไ มชนิดสําคัญ ไดแก สัก ประดูแดง มะคาโมง ตะแบก เสลา ออยชาง ลาน
ยมหอม ยมหนิ มะเกลือ เก็ดดํา เกด็ แดง ฯลฯ นอกจากนี้มไี มไผท่สี ําคัญ เชน ไผป า ไผบง ไผซาง ไผรวก ไผไร
เปน ตน

2. ปา เต็งรงั หรอื ท่ีเรียกกันวา ปา แดง

ปา แพะ ปา โคก ลักษณะทว่ั ไปเปนปา โปรง ตามพ้ืนปามักจะพบตนปรง และหญาเพ็ก พื้นท่ีแหงแลง
ดินรวนปนทราย หรือกรวด ลูกรัง พบอยูทวั่ ไปในทีร่ าบและท่ีภูเขา ในภาคเหนือสวนมากข้ึนอยูบนเขาที่มีดิน
ตน้ื และแหงแลงมาก ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มปี าแดงหรอื ปา เตง็ รงั นม้ี ากที่สดุ ตามเนินเขาหรือที่ราบดิน
ทราย ชนิดของพันธุไมท่ีสําคัญในปาแดง หรือปาเต็งรัง ไดแก เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ต้ิว แตว
มะคา แต ประดู แดง สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟา ฯลฯ สวนไมพืน้ ลา งท่ีพบมาก ไดแก มะพราวเตา
ปุมแปง หญา เพก็ ปรงและหญาชนิดอนื่ ๆ

3. ปาหญา (Savannas Forest)

ปาหญา ทอ่ี ยูทุกภาคเกิดจากปา ทถ่ี กู แผวถางทาํ ลายบริเวณพน้ื ดินทีข่ าดความสมบูรณ และถูกทอดท้ิง
หญา ชนดิ ตา ง ๆ จึงเกิดข้นึ ทดแทนและพอถึงหนา แลง ก็เกดิ ไฟไหมท าํ ใหต นไมบ รเิ วณขา งเคียงลมตาย พื้นท่ีปา
หญาจงึ ขยายมากข้ึนทุกป พืชท่ีพบมากท่ีสุดในปาหญาคือ หญาคา หญาขนตาชาง หญาโขมง หญาเพ็กและ
ปุมแปง บริเวณที่พอจะมีความช้ืนอยูบาง และการระบายน้ําไดดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู และอาจพบ
ตนไมทนไฟขึน้ อยู เชน ตับเตา รกฟา ตานเหลือ ตว้ิ และแตว

ประโยชนของทรัพยากรปา ไม
ปาไมน อกจากเปนที่รวมของพันธุพืชและพันธุสัตวจํานวนมาก ปาไมยังมีประโยชนมากมายตอการ
ดํารงชีวิตของมนุษยทงั้ ทางตรงและทางออม ดงั น้ี
ประโยชนทางตรง ไดแ ก ปจจัย 4 ประการ
1. จากการนําไมมาสรา งอาคารบานเรือนและผลติ ภัณฑตาง ๆ เชน เฟอรน เิ จอร กระดาษ ไมข ดี ไฟ
ฟน เปน ตน
2. ใชเปนอาหารจากสว นตางๆ ของพืชทะเล
3. ใชเสนใย ที่ไดจ ากเปลือกไมและเถาวัลยมาถกั ทอ เปนเคร่ืองนงุ หม เชอื กและอ่นื ๆ
4. ใชท าํ ยารักษาโรคตาง ๆ

ประโยชนทางออม
1. ปาไมเ ปน เปนแหลง กาํ เนดิ ตน น้ําลําธารเพราะตน ไมจ าํ นวนมากในปาจะทําใหนํ้าฝนที่ตกลงมา
คอ ย ๆ ซึมซับลงในดนิ กลายเปนนํา้ ใตดินทซ่ี ึง่ จะไหลซมึ มาหลอ เล้ยี งใหแมน ํ้า ลาํ ธารมนี ํา้ ไหลอยตู ลอดป
2. ปา ไมทําใหเกิดความชมุ ชื้น และควบคมุ สภาวะอากาศ ไอนํ้าซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช ซ่ึงเกิด
ข้ึนอยูมากมายในปาทําใหอากาศเหนือปามีความชื้นสูงเม่ืออุณหภูมิลดตํ่าลงไอนํ้าเหลานั้นก็จะกลั่นตัว

58

กลายเปน เมฆแลว กลายเปน ฝนตกลงมา ทาํ ใหบ รเิ วณท่ีมพี ืน้ ปา ไมมคี วามชมุ ช้ืนอยูเสมอ ฝนตกตอ งตามฤดกู าล
และไมเ กดิ ความแหง แลง

3. ปาไมเปนแหลงพักผอนและศึกษาความรู บริเวณปาไมจะมีภูมิประเทศที่สวยงามจากธรรมชาติ
รวมท้งั สัตวป า จงึ เปน แหลง พกั ผอ นไดศ กึ ษาหาความรู

4. ปาไมช วยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุ และปองกันอุทกภัย โดยชวยลดความเร็วของลมพายุ
ท่ีพัดผานไดตั้งแต 11 – 44% ตามลักษณะของปาไมแตละชนิด จึงชวยใหบานเมืองรอดพนจากวาตภัยได
ซึง่ เปนการปอ งกนั และควบคมุ นํา้ ตามแมน้ําไมใหส งู ขน้ึ มารวดเร็วลน ฝงกลายเปน อุทกภยั

5. ปาไมช วยปอ งกันการกัดเซาะและพัดพาหนาดิน จากน้ําฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะ ลงการ
หลดุ เลอ่ื นของดนิ จึงเกิดข้นึ นอย และยังเปนการชว ยใหแมน าํ้ ลําธารตาง ๆ ไมต้ืนเขินอีกดวย นอกจากนี้ปาไม
จะเปนเสมือนเคร่ืองกดี ขวางตามธรรมชาติ จงึ นับวามปี ระโยชนในทางยุทธศาสตรดว ยเชน กนั

สาเหตุสําคัญของวกิ ฤตการณป า ไมในประเทศไทย
1. การลักลอบตัดไมทําลายปา ตัวการของปญหานี้คือ นายทุนพอคาไม เจาของโรงเล่ือย เจาของ
โรงงานแปรรูปไม ผูรบั สมั ปทานทาํ ไมแ ละชาวบา นท่ัวไป ซ่ึงการตัดไมเพื่อเอาประโยชนจากเน้ือไมท้ังวิธีท่ีถูก
และผดิ กฎหมาย ปริมาณปาไมท ถี่ กู ทาํ ลายนนี้ ับวันจะเพมิ่ ขึน้ เรื่อยๆ ตามอัตราเพิ่มของจํานวนประชากร ยิ่งมี
ประชากรเพมิ่ ข้นึ เทา ใด ความตอ งการในการใชไ มก เ็ พ่มิ มากขึ้น เชน ใชไมในการปลกู สรา งบานเรอื น เครือ่ งมือ
เครอ่ื งใชในการเกษตรกรรม เครือ่ งเรอื นและถานในการหุงตม เปน ตน
2. การบุกรุกพ้ืนท่ีปาไมเพ่ือเขาครอบครองที่ดิน เมื่อประชากรเพ่ิมสูงขึ้น ความตองการใชที่ดิน
เพอื่ ปลูกสรางทอี่ ยูอาศัยและท่ีดินทาํ กนิ กอ็ ยสู งู ขึน้ เปน ผลผลกั ดันใหราษฎรเขาไปบุกรกุ พนื้ ท่ีปา ไม แผว ถางปา
หรือเผาปา ทําไรเล่อื นลอย นอกจากน้ยี ังมนี ายทนุ ทีด่ ินทจี่ างวานใหราษฎรเขาไปทําลายปาเพ่ือจับจองที่ดินไว
ขายตอ ไป
3. การสงเสริมการปลูกพืชหรือเล้ียงสัตวเศรษฐกิจเพื่อการสงออก เชน มันสําปะหลัง ปอ เปนตน
โดยไมสงเสริมการใชที่ดินอยางเต็มประสิทธิภาพท้ัง ๆ ที่พื้นที่ปาบางแหงไมเหมาะสมที่จะนํามาใชใน
การเกษตร
4. การกําหนดแนวเขตพ้ืนที่ปากระทําไมชัดเจนหรือไมกระทําเลยในหลาย ๆ พ้ืนที่ทําใหเกิดการ
พพิ าทในเร่อื งทด่ี ินทํากนิ ของราษฎรและทดี่ ินปา ไมอยูตลอดเวลา และเกดิ ปญ หาในเรื่องกรรมสิทธทิ์ ่ีดิน
5. การจดั สรา งสาธารณปู โภคของรฐั เชน เขอื่ น อา งเก็บนํ้า เสน ทางคมนาคม การสรางเข่ือนขวางลํา
น้าํ จะทาํ ใหพ้ืนที่เกบ็ นา้ํ หนา เข่ือนท่ีอุดมสมบูรณถูกตัดโคนมาใชประโยชน สวนตนไมขนาดเล็กหรือท่ีทําการ
ยายออกมาไมท นั จะถูกนาํ้ ทวมยนื ตนตาย เชน การสรา งเขอ่ื นรัชประภาเพื่อกั้นคลองพระแสงอนั เปน สาขาของ
แมน า้ํ พมุ ดวง แมน ้ําตาป ทาํ ใหน ้ําทว มบริเวณปาดงดบิ ซึ่งมีพันธุไมหนาแนน และสัตวนานาชนิดเปนบริเวณ
นับแสนไร ตอมาจงึ เกดิ ปญหานํา้ เนาไหลลงลาํ น้าํ พมุ ดวง
6. ไฟไหมป า มกั จะเกิดขึน้ ในชวงฤดแู ลง ซง่ึ อากาศแหง แลงและรอนจัด ทั้งโดยธรรมชาติและจากการ
กระทาํ ของมนุษยท ี่อาจลกั ลอบเผาปา หรือเผลอ จดุ ไฟท้งิ ไว

59

7. การทาํ เหมอื งแร แหลงแรท่พี บในบริเวณท่ีมีปาไมปกคลุมอยู มีความจําเปนที่จะตองเปดหนาดิน
กอ นจงึ ทําใหป าไมท ่ีขึ้นปกคลมุ ถกู ทําลายลง เสน ทางขนยา ยแรใ นบางครั้งตองทําลายปาไมลงเปนจํานวนมาก
เพอ่ื สรางถนนหนทาง การระเบดิ หนา ดนิ เพ่อื ใหไดมาซง่ึ แรธ าตุ สงผลถงึ การทําลายปา

การอนุรักษป าไม
ปาไมถกู ทําลายไปจํานวนมาก จึงทําใหเกิดผลกระทบตอสภาพภูมิอากาศไปท่ัวโลก รวมทั้งความสมดุล
ในแงอ น่ื ดวย ดงั นน้ั การฟนฟสู ภาพปาไมจ งึ ตองดาํ เนินการเรง ดวน ทัง้ ภาครฐั ภาคเอกชนและ ประชาชน ซ่ึงมี
แนวทางในการกําหนดแนวนโยบายดา นการจัดการปาไม ดงั นี้
1. นโยบายดา นการกําหนดเขตการใชประโยชนทีด่ นิ ปา ไม
2. นโยบายดา นการอนุรกั ษทรพั ยากรปา ไมเ กี่ยวกับงานปอ งกนั รกั ษาปา การอนุรักษสง่ิ แวดลอม
3. นโยบายดานการจัดการทีด่ ินทํากนิ ใหแกราษฎรผูย ากไรในทอ งถ่นิ
4. นโยบายดา นการพฒั นาปาไม เชน การทําไมแ ละการเก็บหาของปา การปลูก และการบํารุงปาไม
การคน ควา วจิ ัย และดา นการอุตสาหกรรม
5. นโยบายการบริหารท่ัวไปจากนโนบายดังกลาวขางตนเปนแนวทางในการพัฒนาและการจัดการ
ทรพั ยากรปา ไมข องชาติใหไ ดร บั ผลประโยชน ทงั้ ทางดา นการอนุรักษแ ละดานเศรษฐกิจอยางผสมผสาน ท้ังนี้
เพอ่ื ใหเกดิ ความสมดุลของธรรมชาติและมีทรัพยากรปาไมไ วอ ยา งยงั่ ยืนตอ ไปในอนาคต

สถานการณทรพั ยากรปาไม

การใชประโยชนจ ากพน้ื ท่ปี า อยางตอเนือ่ งในชวงสี่ทศวรรษท่ีผานมาทําใหประเทศไทยสูญเสีย พ้ืนท่ี
ปา ไมแ ลวประมาณ 67 ลา นไร หรือเฉลย่ี ประมาณ 1.6 ลา นไรต อ ป กลา วคอื ป พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมพี ้ืนท่ี
ปาอยูถ งึ รอ ยละ 53.3 ของพน้ื ที่ประเทศ หรอื ประมาณ 171 ลานไร และลดลงมาโดยตลอดจนในป พ.ศ. 2532
ประเทศไทยเหลือพื้นที่ปาเพียงรอยละ 27.95 ของพ้ืนท่ีท้ังหมด หรือประมาณ 90 ลานไร รัฐบาลในอดีตได
พยายามจะรักษาพ้ืนที่ปา โดยประกาศยกเลิกสัมปทานการทาํ ไมในปาบกท้ังหมด ในป พ.ศ.2532 แตหลังจาก
ยกเลิกสัมปทานปาไม สถานการณดีขึ้นในระยะแรกเทาน้ัน ตอมาการทําลายก็ยังคงเกิดข้ึนไมแตกตางจาก
สถานการณก อ นยกเลิกสมั ปทานปา ไมเ ทาใดนัก โดยพื้นที่ปา ท่ีถกู บกุ รกุ กอนการยกเลิกสัมปทาน
(ป พ.ศ. 2525-2532) เฉล่ียตอปเทากับ 1.2 ลานไร และพ้ืนท่ีปาท่ีถูกบุกรุกหลังการยกเลิกสัมปทาน
(ป พ.ศ. 2532-2541) เฉล่ยี 1.1 ลานไรต อ ป (ตารางที่ 1)

60

ตารางท่ี 1 พืน้ ที่ปากอนและหลังการยกเลิกสมั ปทานปาไม

รายการ พ้นื ท่ีปา (ลา นไร) พนื้ ที่ถกู ทําลายเฉล่ียตอป
(ลานไร)

ป พ.ศ. 2504 171.0 -

ป พ.ศ. 2525 97.8 3.5

ป พ.ศ. 2532 (ประกาศยกเลกิ สัมปทานปาไม) 89.6 1.2

ป พ.ศ. 2541 81.1 1.1

2. ภูเขาและแรธาตุ
ภเู ขา เปนแหลง ตน กาํ เนิดของแรธาตุ ปา และแหลง นา้ํ ที่สาํ คัญของประเทศไทย
ภาคเหนือเปนภาคที่อุดมดวยทรัพยากรแรธาตุภาคหน่ึงของประเทศไทย เพราะมีภูมิประเทศท่ีมี
โครงสรางเปนภเู ขา เนนิ เขาและแอง แผน ดิน ในยุคกลางเกา กลางใหม ที่บริเวณตอนกลางที่ผานการผุกรอน
และมีการเปล่ียนแปลงของแผนดิน โดยเฉพาะภูเขาทางตะวันตกที่เปนแนวของทิวเขา อุดมดวยแรโลหะ
แรอโลหะและแรเ ชอื้ เพลิง
แรโ ลหะ ทส่ี าํ คญั ทพี่ บตามภูเขาหนิ แกรนิตในภาคเหนือ ไดแ ก
1. แรดีบุก แหลงแรดีบุกที่พบในภาคเหนือ อยูในเขตภูเขาของจังหวัดที่อยูทางเหนือ และทางภาค
ตะวันตกของภาค คือ จังหวดั แมฮ องสอน จังหวัดเชียงใหม จังหวัดลําปาง จังหวัดเชียงราย แตมีปริมาณการ
ผลติ ไมมากเทา กับแหลง ดีบุกสําคัญทางภาคใต
2. ทังสเตนหรอื วุลแฟรม ทีพ่ บมากในภาคเหนอื คอื แหลงแรซไี รท เปน แรท ่ีสําคญั ทางเศรษฐกจิ การคา
และยุทธปจ จัยสาํ คัญ มีการทาํ เหมอื งที่ อําเภอดอยหมอก อําเภอเวียงปา เปา จงั หวดั เชียงราย และพบ
แถบภูเขาสูงในเขต จังหวัดแมฮองสอนมีเหมืองดําเนินการผลิตถึง 10 เหมือง ท่ีสําคัญคือเหมืองท่ี อําเภอ
แมลานอย เหมืองหวยหลวง และเหมอื งแมสะเรยี ง ทางดานตะวนั ตกของลมุ นํา้ ยม
3. ตะกั่วและสังกะสี แรต ะก่ัวและสงั กะสีมักจะเกิดรวมกันแตที่พบยังมีปริมาณนอยไมเพียงพอ ที่จะ
นํามาใชในเชิงพาณิชยเหมือนที่พบในภาคตะวันตก ภาคเหนือมีแหลงแรตะกั่วและสังกะสีในแถบจังหวัด
แมฮองสอน จงั หวัดเชียงใหม จังหวดั ลําปางและจงั หวัดแพร
4. ทองแดง แหลงแรท องแดงมีอยหู ลายในแหง ประเทศ แตเ ปน แหลงแรท่ีมีมูลคาทางเศรษฐกิจเพียง
ไมก แี่ หง บริเวณท่พี บ ไดแก ในเขตจงั หวดั ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชน จงั หวัดนครราชสีมา จังหวัดเลย
แตท่ภี าคเหนือพบในเขต จังหวัดอุตรดิตถ จงั หวดั แพร จังหวัดนา น และจังหวดั ลําปาง

61

5. เหล็ก แหลง แรเหล็กในประเทศไทยมีหลายแหงเชน กัน ท้งั ท่กี าํ ลังมีการผลติ ท่ีผลิตหมดไปแลว
แตแ หลง ท่ีนา สนใจที่อาจมคี าในอนาคต ไดแกท ่ี อาํ เภอตาคลี จังหวดั นครสวรรค ที่เขาทับควาย จังหวัดลพบุรี
แหลงภูยาง อําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย แหลงอึมครึม จังหวัดกาญจนบุรี ในภาคเหนือพบท่ีอําเภอแมแจม
จังหวัดเชยี งใหม แหลง เดิม อําเภอเถนิ จังหวดั ลาํ ปาง

6. แมงกานีส แหลง แมงกานีสในภาคเหนือมแี หลง ผลิตที่สําคัญอยูใน จังหวัดลําพูน จังหวัดเชียงใหม
จงั หวดั ลาํ ปาง จังหวัดแพร จังหวดั เชยี งราย และจังหวดั นาน

7. นกิ เกลิ และโครเมียม พบที่ บานหว ยยาง อาํ เภอทา ปลา จงั หวดั อตุ รดติ ถ นอกจากน้ียงั มีแรโครไมต
ท่ใี หโ ลหะโครเมียม ซึ่งเปน แรผ สมเหลก็

แรอ โลหะ ที่สําคัญท่พี บในภาคเหนือ ไดแก
1. ฟลูออไรต แหลงแรฟลูออไรตท่ีสําคัญของประเทศพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก ไดแก
ท่อี ําเภอบา นโฮง อาํ เภอปาซาง จังหวดั ลาํ พูน อําเภอฝาง แมแ จม อําเภอฮอด อําเภออมกอย จังหวัดเชียงใหม
อําเภอแมส ะเรยี ง จงั หวัดแมฮ องสอน นอกจากนกี้ ม็ ีทภี่ าคตะวันตก และภาคใตของไทยอีกดวย
2. แบไรต แหลงแรแบไรตท ่ีสําคัญ นอกจากจะมีมากในภาคใตท่ีบริเวณเขาหลวง จังหวันครศรีธรรม
ราชและในจังหวดั สรุ าษฏรธานีแลว ยังมีแหลงสําคัญในภาคเหนืออกี ท่ี บรเิ วณภไู มตอง อาํ เภอดอยเตา อําเภอ
ฮอด จังหวดั เชยี งใหม นอกจากนีย้ งั มีใน จงั หวดั แมฮ อ งสอน จังหวดั ลําพูน ลําปาง อตุ รดติ ถ เชียงราย และแพร
3. ยิปซัม แหลงยิปซัมที่สําคัญมีที่ จังหวัดนครสวรรคและพิจิตร ในภาคเหนือไดแก แหลงแมเมาะ
อําเภอแมเมาะ จงั หวดั ลาํ ปาง แหลง แมก ัว๊ ะ อําเภอเกาะคา จังหวัดลําปาง และแหลงสองหอง อําเภอน้ําปาด
จงั หวัดอุตรดิตถ
4. ฟอสเฟต มแี หลงเล็ก ๆ อยทู ่ี ต.นาแกว อาํ เภอเกาะคา จงั หวดั ลําปาง
5. ดนิ ขาวหรอื เกาลิน ไดมกี ารพบและผลติ ดนิ ขาวในหลายบรเิ วณทั้งภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต
ในภาคเหนือมีแหลง ดนิ ขาวท่ี อาํ เภอแจหม จังหวัดลาํ ปาง นอกจากนีย้ งั มีแรอ โลหะอืน่ ๆ ทพี่ บในภาคเหนืออีก
เชน แรหนิ มาท่ี จงั หวัดเชยี งใหม แมฮอ งสอน แรใยหินพบใน จังหวัดอตุ รดติ ถ
แรเ ชอื้ เพลิง ทีส่ าํ คัญทางเศรษฐกจิ คอื มกี ารนาํ มาใชเ ปนเชือ้ เพลิงสําคัญในโรงงานไฟฟา เครื่องจกั รกล
โรงงานอุตสาหกรรมเคมภี ัณฑแ ละในกจิ กรรมขนสงตา ง ๆ เชน ในเคร่ืองบิน รถยนต เรอื ยนต เปนตน
1. หินน้ํามัน พบที่ บานปาคา อําเภอล้ี จังหวัดลําพูน แตยังไมไดนํามาใชประโยชนในเชิงพาณิชย
เนอ่ื งจากการแยกนํา้ มนั ออกจากหนิ นาํ้ มันตองลงทุนสูง
2. ปโ ตรเลยี่ ม น้าํ มนั ดิบ กา ซธรรมชาตเิ หลว พบท่ี อําเภอฝาง จงั หวัดเชยี งใหม นํามาใชเปนนํา้ มนั หลอลนื่
นา้ํ มันดีเซลหมนุ เร็วปานกลางและน้าํ มนั เตา
3. ลิกไนต พบที่ อําเภอแมเมาะ อําเภอแมทะ จังหวัดลําปาง ใชเปนเชื้อเพลิงในโรงงานบมยา
โรงไฟฟา

62

3. แหลงนาํ้

ปญ หาเกยี่ วกับทรัพยากรนํ้า
จากพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย ซ่ึงมีผลกระทบตอสภาวะแวดลอมในโลก
โดยเฉพาะปญหาเกีย่ วกบั ทรัพยากรนํ้า ซึ่งเปนปจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เพราะน้ําไดใชในการ
บรโิ ภคและผลิตเครือ่ งอุปโภคตาง ๆ ปจจุบันปญ หาทรัพยากรน้ํา มดี งั นี้
1. ปญหาทางดา นปรมิ าณ

1) การขาดแคลนน้ําหรือภยั แลง สาเหตุทส่ี าํ คญั ไดแก
1.1 ปา ไมถกู ทาํ ลายมากโดยเฉพาะปา ตน น้ําลําธาร
1.2 ลกั ษณะพืน้ ท่ไี มเหมาะสม เชน ไมม ีแหลง นาํ้ ดินไมด ดู ซับนาํ้
1.3 ขาดการวางแผนการใชและอนรุ ักษน ํ้าท่ีเหมาะสม
1.4 ฝนตกนอ ยและฝนทิง้ ชว งเปน เวลานาน

2) การเกิดนํา้ ทว ม อาจเกดิ จากสาเหตุหน่งึ หรือหลายสาเหตรุ วมกัน ดงั ตอไปน้ี
2.1 ฝนตกหนกั ติดตอ กนั นาน ๆ
2.2 ปา ไมถกู ทาํ ลายมาก ทาํ ใหไมมีสิ่งใดจะชว ยดดู ซบั นาํ้ ไว
2.3 ภูมปิ ระเทศเปนที่ลุมและการระบายนาํ้ ไมด ี
2.4 นา้ํ ทะเลหนุนสูงกวา ปกติ ทาํ ใหน ้ําจากแผน ดนิ ระบายลงสูท ะเลไมไ ด
2.5 แหลงเก็บกักนา้ํ ตื้นเขนิ หรือไดรบั ความเสียหาย จึงเก็บนาํ้ ไดน อยลง

2. ปญหาดา นคณุ ภาพของน้ําไมเ หมาะสม สาเหตทุ ี่พบบอยไดแ ก
1) การทิ้งส่ิงของและการระบายนํ้าท้ิงลงสูแหลงน้ํา ทําใหแหลงนํ้าสกปรกและเนาเหม็นจนไม

สามารถใชป ระโยชนไ ด มักเกิดตามชมุ ชนใหญ ๆ ทอี่ ยใู กลแ หลงนาํ้ หรอื ทองถนิ่ ทมี่ โี รงงานอตุ สาหกรรม
2) สงิ่ ทป่ี กคลุมผวิ ดนิ ถกู ชะลา งและไหลลงสูแหลงนา้ํ มากกวาปกติ มีท้ังสารอินทรีย สารอนินทรีย

และสารเคมีตา งๆ ท่ใี ชในกจิ กรรมตา ง ๆ ซ่งึ ทาํ ใหน้ําขุน ไดง า ย โดยเฉพาะในฤดูฝน
3) มีแรธาตเุ จอื ปนอยูมากจนไมเหมาะแกการใชประโยชน นํา้ ทีม่ แี รธ าตุปนอยเู กินกวา 50 พพี ีเอม็

นน้ั เม่ือนํามาดื่มจะทําใหเ กิดโรคนิ่วและโรคอนื่ ได
4) การใชสารเคมีท่ีมีพิษตกคาง เชน สารที่ใชปองกันหรือกําจัดศัตรูพืชหรือสัตว ซ่ึงเมื่อถูกฝน

ชะลางลงสูแหลงน้าํ จะกอ ใหเ กิดอนั ตรายตอ สิ่งมชี ีวติ
3. ปญ หาการใชท รัพยากรนา้ํ อยางไมเ หมาะสม เชน ใชม ากเกินความจาํ เปน โดยเฉพาะเม่ือเกิดภาวะ

ขาดแคลนนํ้า หรือการสูบน้ําใตดินขึ้นมาใชมากจนดินทรุด เปนตน ป พ.ศ. 2541 ธนาคารโลกพยากรณวา
น้ําในโลกลดลง 1 ใน 3 ของปริมาณน้ําท่ีเคยมีเม่ือ 25 ปกอน และในป ค. ศ. 2525 หรืออีก 25 ปขางหนา
การใชน าํ้ จะเพ่ิมอีกประมาณรอยละ 65 เนือ่ งจากจาํ นวนประชากรโลกเพิ่มข้ึน การใชน้ําอยางไมถูกตองและ
ขาดการดูแลรักษาทรัพยากรนํ้า ซ่ึงจะเปนผลใหประชากรโลกกวา 3,000 ลานคน ใน 52 ประเทศประสบ
ปญหาการขาดแคลนนํ้า

63

4. ปญหาความเปล่ียนแปลงของฟา อากาศ เนื่องจากปรากฏการณ เอล นิโน (EI Nino ) และ
ลา นินา (La Nina) โดยปรากฏการณท่ีผิดธรรมชาติจะเกิดข้ึนประมาณ 5 ปตอคร้ัง คร้ังละ 8 -10 เดือน
โดยกระแสนา้ํ อนุ ในมหาสมุทรแปซิฟกตะวันตก บริเวณตะวันออกเคล่ือนลงไปถึงชายฝงตะวันตกเฉียงเหนือ
ของทวปี อเมริกาใต (ประเทศเปรู เอกวาดอร และชิลตี อนเหนอื ) ทาํ ใหผ ิวน้ําท่เี คยเย็นกลบั อุนข้นึ และท่ีเคยอุน
กลบั เย็นลง

เมอื่ อุณหภูมิของผวิ นาํ้ เปลีย่ นแปลงไปก็จะสงผลทาํ ใหอณุ หภูมิเหนือนํ้าเปล่ียนไปดวยเชนกัน เปนผล
ใหความรอ นและความแหงแลงในบริเวณที่เคยมีฝนชุก และเกิดฝนตกหนักในบริเวณท่ีเคยแหงแลง ลมและ
พายุเปลี่ยนทิศทาง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกลาวเกิดเปนบริเวณกวาง จึงสงผลกระทบตอโลกอยาง
กวางขวาง สามารถทาํ ลายระบบนเิ วศในซีกโลกใต รวมทั้งพื้นที่บางสวนเหนือเสนศูนยสูตรได สาหรายทะเล
บางแหงตายเพราะอุณหภูมิสูง ปลาท่ีเคยอาศัยน้ําอุนตองวายหนีไปหานํ้าเย็นทําใหมีปลาแปลกชนิดเพิ่มขึ้น
และหลงั การเกิดปรากฎการณ เอล นโิ น แลว ก็จะเกิดปรากฎการณลา นินา ซ่ึงมีลักษณะตรงกันขามตามมา
โดยจะเกิดกระแสน้ําอุนและคล่ืนความรอนในมหาสมุทรแปซิฟกตอนใตเคลื่อนยอนไปทางตะวันตกทําให
บริเวณมหาสมุทรแปซิฟกตะวันออกที่อุณหภูมิเร่ิมเย็น จะมีการรวมตัวของไอน้ําปริมาณมาก ทําใหอากาศ
เยน็ ลง เกดิ พายุ และฝนตกหนักโดยเฉพาะในกลมุ ประเทศอาเซียน

เอล นิโน เคยกอตัวคร้ังใหญในป พ.ศ. 2525 – 2526 ซึ่งผลทําใหอุณหภูมิผิวน้ําสูงกวาปกติถึง
9 องศา ฟาเรนไฮต ทาํ ลายชวี ติ มนษุ ยท ัว่ โลกถึง 2,000 คน คาเสียหายประมาณ 481,000 ลานบาท ปะการัง
ในทะเลแคริบเบียนเสยี ความสมดลุ ไปรอ ยละ 50 – 97 แตใ นป พ.ศ. 2540 กลบั กอตวั กวางกวา เดมิ ซึง่ คิดเปน
พน้ื ทไ่ี ดก วางใหญกวาประเทศสหรฐั อเมรกิ า โดยเขตนาํ้ อนุ นอกชายฝง ประเทศเปรูขยายออกไปไกลกวา 6,000
ไมล หรือประมาณ 1 ใน 4 ของเสน รอบโลก อณุ หภูมิผวิ นาํ้ วดั ไดเ ทากนั และมีความหนาของนาํ้ ถึง 6 น้ิว สงผล
ใหเ กิดปรากฎการณธ รรมชาติท่ีเลวรายทส่ี ดุ ในรอบ 150 ป โดยเร่มิ แสดงผลตัง้ แตเดือนเมษายน 2541

นอกจากน้ีปรากฏการณเรือนกระจกและการลดลงของพน้ื ทป่ี ายังสงเสริมความรุนแรงของปญหาอีก
ดวย ดงั ตัวอยางตอไปน้ี

1) ประเทศไทย ประสบความรอนและแหงแลงรุนแรงท่ัวประเทศ ฝนตกนอยหรือตกลาชากวาปกติ
(ยกเวนภาคใตที่กลางเดือนสิงหาคมเกิดฝนตกหนักจนน้ําทวม) ปริมาณนํ้าในแมน้ํา อางเก็บนํ้าและเข่ือน
ลดนอยลงมาก รวมท้ังบางจังหวัดมีอุณหภูมิในฤดูรอนสูงมาก และเกิดติดตอกันหลายวัน เชน จังหวัดตาก
มอี ณุ หภมู ิในเดือนเมษายน พ.ศ. 2541 สูงถึง 43.7 องศาเซลเซยี ส ซึ่งนบั วาสูงทส่ี ดุ ในรอบ 67 ป นอกจากน้ี
ยังทาํ ใหผลผลติ ทางการเกษตร โดยเฉพาะไมผลลดลง

2) ประเทศอินโดนเี ซีย ประสบความแหงแลง ทั้งที่อยูใ นเขตมรสุมและมีปาฝน เมื่อฝนไมตกจึงทําให
ไฟไหมปาท่ีเกิดข้ึนในเกาะสุมาตรา และบอรเนียวเผาผลาญปาไปประมาณ 14 ลานไร พรอมทั้งกอปญหา
มลพษิ ทางอากาศเปนบรเิ วณกวาง มีผคู นปว ยไขนบั หมืน่ ทศั นวิลัยไมด ีจนทําใหเครอื่ งบนิ สายการบินการูดาตก
และมผี เู สยี ชีวิต 234 คน อีกทัง้ ยังทาํ ใหผ ลติ ผลการเกษตรตกตาํ่ โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟโรบัสตาท่ีสงออกมาก
เปน อนั ดบั หนง่ึ ไดรบั ความเสียหายมากเปนประวัติการณ

64

3) ประเทศปาปว นวิ กนิ ี ไดร บั ผลกระทบรุนแรงท่ีสดุ ในภมู ภิ าคเอเชยี แปซิฟก มคี นตายจากภยั แลง 80
คนและประสบปญ หาแลง อกี ประมาณ 1,000,000 คน

4) ประเทศออสเตรเลยี อากาศแหงแลง รนุ แรงจนตองฆาสัตวเลย้ี งเพราะขาดแคลนนาํ้ และอาหาร
ซึง่ คาดวา ผลผลติ การเกษตรจะเสียหายประมาณ 432 ลานเหรยี ญ

5) ประเทศเกาหลเี หนอื ปญหาความแหงแลง รุนแรงและอดอยากรนุ แรงมาก พืชไรเสียหายมาก
6) ประเทศสหรฐั อเมริกา เกิดพายุเฮอรริเคนทางดานฝงตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะภาคใตของรัฐ
แคลฟิ อรเนียไดร ับภยั พบิ ัติมากทส่ี ดุ สว นทางฝงตะวนั ออกซง่ึ มเี ฮอรร เิ คนคอนขางมาก คล่ืนลมกบั สงบกวาปกติ
7) ประเทศเปรูและซิลี เกิดฝนตกหนักและจับปลาไดนอยลง (เคยเกิดฝนตกหนักและนํ้าทวม
ในทะเลทรายอะตาคามา ประเทศซิลี อยางไมเคยปรากฏมากอน ทั้งๆ ท่ีบริเวณน้ีแหงแลงมากจนประเทศ
สหรฐั อเมริกาขอใชเ ปน สถานท่ีฝกนกั อวกาศ โดยสมมติวา เปนพน้ื ผิวดาวองั คาร)
8) ทวปี แอฟริกา แหง แลงรุนแรง พชื ไรอ าจเสยี หายประมาณครงึ่ หนึง่

ปญ หาเกี่ยวกบั ทรัพยากรนํ้าในประเทศไทย

1. การขาดแคลนนํ้าหรอื ภัยแลง
ในหนาแลง ประชากรไทยจะขาดแคลนน้ําด่ืมน้ําใชจํานวน 13,000 – 24,000 หมูบาน ประชากร
ประมาณ 6 -10 ลานคน ซง่ึ โดยสวนใหญอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง การขาดแคลนนํ้าในระดับ
วิกฤตจะเกิดเปนระยะๆ และรุนแรงขึ้น น้ําในเขื่อนสําคัญตางๆ โดยเฉพาะเข่ือนภูมิพลมีปริมาณเหลือนอย
จนเกือบจะมีผลกระทบตอการผลิตกระแสไฟฟา และการผลิตน้ําประปาสําหรับใชในหลายจังหวัด การลด
ปริมาณของฝนและน้ําท่ีไหลลงสูอางเก็บนํ้า และการเกิดฝนมีแนวโนมลดลงทุกภาค ประมาณรอยละ 0.42
ตอป เปน สิง่ บอกเหตสุ าํ คัญที่แสดงใหเหน็ ถึงแนวโนมความรนุ แรงของภัยแลง

ตารางแสดงการเปรยี บเทยี บปริมาณน้ําฝนตอปในแตละภาค

พ.ศ. ปรมิ าณนา้ํ ฝน 2536 ตางจากปริมาณเฉลย่ี
ภาค (มลิ ลิเมตร) (มิลลเิ มตร)

2503 – 2536 2535 2535 2536

ทุกภาค (ทวั่ ประเทศ) 1,733 1,430 1,594 -303 -139

ภาคเหนือ 1,232 1,142 931 -301 -301

ภาคกลาง 1,226 1,115 1,075 -111 -151

ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื 1,405 1,241 1,176 -164 -229

ภาคตะวนั ออก 2,011 1,534 1,732 -477 -279

65

พ.ศ. ปริมาณนา้ํ ฝน ตา งจากปรมิ าณเฉลยี่
ภาค (มลิ ลเิ มตร) (มลิ ลเิ มตร)

ภาคใตฝ ง ตะวนั ออก 2503 – 2536 2535 2536 2535 2536
ภาคใตฝง ตะวนั ตก
1,768 1,457 1,789 -307 25

2,760 2,088 2,863 -672 103

สําหรบั ปรมิ าณนํ้าทไี่ หลลงสูอางเกบ็ น้ําของเข่ือนและแมนํ้าสําคัญ เชน เข่ือนภูมิพล เข่ือนสิริกิต์ิและ
แมนํา้ เจาพระยา ตง้ั แตป  พ.ศ. 2515 เปนตนมา ก็มปี รมิ าณลดลงเชนกัน เนื่องจากตนน้ําลําธารถูกทําลายทํา
ใหฝนและนํ้านอ ย และขณะเดียวกันความตองการใชนํ้ากลับมีมากและเพ่ิมข้ึนเร่ือย ๆ เชน การประปานคร
หลวงใชผลิตนํ้าประปาประมาณ 1,300 ลานลูกบาศกเมตรตอป การผลักดันนํ้าเค็มบริเวณปากแมน้ํา
เจาพระยา และแมนํา้ ทาจนี จะตอ งใชนา้ํ จดื ประมาณ 2,500 ลา นลกู บาศกเมตรตอป การทํานาปใชประมาณ
4,000 ลา นลูกบาศกเมตร และการทํานาปรังจะใชประมาณ 6,000 ลา นลกู บาศกเ มตร โดยมีแนวโนมของการ
ใชเพิม่ มากขนึ้ ทุกป

แนวโนม การลดปรมิ าณนาํ้ ในเขอ่ื นทีส่ ําคัญและแมน า้ํ เจา พระยา

แหลงทวี่ ัดปรมิ าณ ชว งปที่วดั ปรมิ าณนํา้ เฉลย่ี ตอ ป
(ลานลูกบาศกเมตร)

ปริมาณนา้ํ ไหลลงสูอางเก็บนา้ํ เขอ่ื น พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 10,360
ภมู พิ ลและเขอื่ นสิรกิ ิต์ิ พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ 8,760
พ.ศ. 2530 - 2534 ประมาณ 7,000

ปรมิ าณนาํ้ ในแมน า้ํ เจาพระยาท่ีไหล พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 22,200

ผานจังหวดั นครสวรรค พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ1 8,700

พ.ศ. 2530 - 2534 ประมาณ16,000

2. ปญ หานา้ํ ทวมหรอื อุทกภัย
เกดิ จากฝนตกหนกั หรอื ตกตดิ ตอ กันเปนเวลานาน ๆ เน่อื งจากการตัดไมท าํ ลายปา แหลง น้าํ ตื้นเขนิ ทาํ
ใหรองรับนํา้ ไดนอยลง การกอสรางทท่ี ําใหน ํา้ ไหลไดนอยลง เชน การกอสรางสะพาน นอกจากน้ีน้ําทวมอาจ
เกิดจากนํ้าทะเลหนุนสูงขึ้น พ้ืนดินทรุดตัวเน่ืองจากการสูบนํ้าใตดินไปใชมากเกินไป พ้ืนท่ีเปนที่ต่ําและ
การระบายนํา้ ไมด ี และการสูญเสียพ้นื ทนี่ าํ้ ทว มขัง ตวั อยา ง ไดแก การถมคลองเพ่ือกอ สรางที่อยูอาศัย รวมท้ัง
การบุกรุกพน้ื ท่ชี ุมนํา้ เชน กวา นพะเยา บึงบอระเพด็ ทะเลสาบสงขลา และหนองหาร จงั หวดั สกลนคร เพือ่ ใช
ประโยชนอ ยางอืน่

66

3. เกิดมลพษิ ทางนํ้าและระบบนิเวศถกู ทาํ ลาย
โดยสวนใหญแ ลว นํ้าจะเกดิ การเนาเสียเพราะการเจือปนของอินทรียสาร สารพิษ ตะกอน สิ่งปฏิกูล
และน้าํ มนั เช้อื เพลงิ ลงสแู หลงน้ํา ซึง่ มผี ลใหพชื และสัตวนา้ํ เปน อันตราย เชน การทปี่ ะการงั ตัวออ นของสตั วน ้าํ
และปลาท่เี ล้ียงตามชายฝง บรเิ วณเกาะภเู กต็ ตายหรือเจรญิ เติบโตผิดปกติ เพราะถูกตะกอนจากการทําเหมือง
แรท ับถม ไปอดุ ตันชองเหงือกทําใหไดรบั ออกซเิ จนไมเ พียงพอ

4. แหลงนา้ํ ตน้ื เขิน
ดินและตะกอนดินที่ถูกชะลางลงสูแหลงนํ้าน้ันทําใหแหลงน้ําต้ืนเขินและเกิดนํ้าทวมไดงาย ซ่ึงเปน
อุปสรรคตอการเดนิ เรือ และยงั เปนผลเสยี ตอ การดาํ รงชวี ิตของสตั วน า้ํ โดยเฉพาะบรเิ วณอาวไทยตอนบน
โดยในแตละปตะกอนดินถูกพัดพาไปทับถมกันมากถึงประมาณ 1.5 ลานตัน การสูบนํ้าใตดินไปใชมากจน
แผนดนิ ทรดุ ตวั
ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้ง 6 จังหวัดใชนํ้าบาดาลจํานวนมาก เม่ือป 2538 พบวาใช
ประมาณวันละ 1.5 ลา นลกู บาศกเ มตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจใชประมาณวันละ 1.2 ลานลูกบาศก
เมตร ทําใหด ินทรดุ ตวั ลงทีละนอย และทาํ ใหเ กดิ นํา้ ทว มขงั ไดง า ยข้ึน

4. ทรัพยากรดิน

ปญหาการใชที่ดนิ ไมเ หมาะสม และไมค ํานงึ ถงึ ผลกระทบตอสิ่งแวดลอม ไดแ ก
1. การใชท ดี่ นิ เพ่อื การเกษตรกรรมอยา งไมถกู หลกั วชิ าการ
2. ขาดการบํารงุ รักษาดิน
3. การปลอยใหผ ิวดนิ ปราศจากพชื ปกคลุม ทําใหสญู เสียความชมุ ชน้ื ในดนิ
4. การเพาะปลูกทที่ าํ ใหด นิ เสยี
5. การใชป ยุ เคมีและยากาํ จดั ศัตรพู ชื เพอื่ เรง ผลติ ผล ทําใหด ินเส่ือมคณุ ภาพและสารพิษตกคา ง
อยูในดิน
6. การบกุ รกุ เขา ไปใชป ระโยชนท ี่ดนิ ในเขตปา ไมบนพ้ืนทีท่ ม่ี คี วามลาดชนั สูง
7. รวมทงั้ ปญ หาการขยายตัวของเมืองที่รุกลา้ํ เขา ไปในพื้นท่เี กษตรกรรม และการนาํ มาใชเปนทอ่ี ยู
อาศยั ท่ตี ั้งโรงงานอุตสาหกรรม
8. หรอื การเก็บทีด่ ินไวเพื่อการเกง็ กาํ ไร โดยมิไดม กี ารนาํ มาใชป ระโยชนแ ตอยา งใด นอกจากน้ี
การเพิ่มขนึ้ ของประชากรประกอบกับความเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ สูงขึ้น ทําใหความตองการใช

ทด่ี ินเพ่ือการขยายเมอื ง และอตุ สาหกรรมเพิ่มจาํ นวนตามไปดว ยอยางรวดเรว็ โดยปราศจากการควบคมุ การใช
ท่ีดนิ ภายในเมืองใหเหมาะสม เปนสาเหตุใหเกิดปญหาสงิ่ แวดลอ มภายในเมือง หลายประการ เชน ปญหาการ
ต้งั ถิน่ ฐาน ปญหาแหลงเส่ือมโทรม ปญ หาการจราจร ปญหาสาธารณสุข ปญหาขยะมูลฝอย และการบริการ
สาธารณปู โภคไมเพียงพอ

67

นอกจากนน้ั ปญ หาการพังทลายของดนิ และการสญู เสียหนาดนิ โดยธรรมชาติ เชน การชะลาง การกัดเซาะของน้ํา
และลม เปน ตน และทสี่ ําคัญคอื ปญ หาจากการกระทําของมนษุ ย เชน การทําลายปา เผาปา การเพาะปลูกผิดวิธี
เปนตน กอใหเ กิดการสูญเสียความอดุ มสมบูรณข องดินทาํ ใหใ ชประโยชนจากทดี่ ินไดล ดนอ ยลง ความสามารถ
ในการผลิตทางดานเกษตรลดนอยลงและยังทําใหเกิดการทับถมของตะกอนดินตามแมนํ้าลําคลอง เขื่อน
อา งเก็บนา้ํ เปนเหตุใหแหลงน้ําดังกลาวตื้นเขิน รวมท้ังการที่ตะกอนดินอาจจะทับถมอยูในแหลงท่ีอยูอาศัย
และทีว่ างไขของสัตวน ํา้ อีกทั้งยังเปนตวั ก้นั แสงแดดที่จะสอ งลงสพู น้ื นาํ้ สิง่ เหลานลี้ วนกอใหเกิดผลกระทบตอ
สงิ่ มีชีวิตในนา้ํ นอกจากน้ีปญ หาความเสือ่ มโทรมของดิน อันเน่ืองมาจากสาเหตุดัง้ เดมิ ตามธรรมชาติ คอื การที่
มสี ารเปน พษิ เกดิ ขึน้ มาพรอ มกบั การเกดิ ดิน เชน มีโลหะหนัก มีสารประกอบท่ีเปนพษิ ซ่งึ อาจทาํ ใหด นิ เค็ม
ดินดางดินเปรี้ยวได โดยเฉพาะปญหาการแพรกระจายของดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือการดําเนิน
กิจกรรมเพื่อใชประโยชนจากท่ีดินอยางไมเหมาะสม และขาดการจัดการท่ีดี เชน การสรางอางเก็บน้ํา
ในบริเวณทมี่ ีเกลือหนิ สะสมอยูมาก นา้ํ ในอา งจะซมึ ลงไปละลายเกลือหนิ ใตดิน แลว ไหลกลับขนึ้ สผู วิ ดนิ บริเวณ
รอบ ๆ การผลิตเกลือสินเธาวในเชิงพาณิชย โดยการสูบน้ําเกลือใตดินข้ึนมาตมหรือตาก ทําใหปญหาดินเค็ม
แพรขยายออกไปกวา งขวางยง่ิ ขนึ้ ยังมีสาเหตุท่ีเกิดจากสารพิษและสงิ่ สกปรกจากภายนอกปะปนอยูใ นดิน เชน
ขยะจากบา นเรือน ของเสยี จากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีตกคางจากการใชป ุย และยากําจดั ศตั รูพชื เปน ตน
ลว นแตสงผลกระทบตอ สิง่ แวดลอ ม และกอใหเ กิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ

68

5. สตั วปา

สัตวป า
สาเหตปุ ญ หาของทรพั ยากรสตั วปา สาเหตขุ องการสูญพนั ธุหรอื ลดจาํ นวนลงของสตั วป า มีดงั น้ี
1. การทาํ ลายทอ่ี ยูอ าศัย การขยายพืน้ ท่ีเพาะปลกู พื้นที่อยอู าศยั เพ่อื การดาํ รงชพี ของมนุษยไ ดทําลาย
ทอ่ี ยอู าศัยและทดี่ าํ รงชพี ของสัตวปา ไปอยา งไมรตู วั
2. สภาพธรรมชาติ การลดลงหรอื สูญพันธุไปตามธรรมชาติ ของสัตวป า เนือ่ งจากการปรับตัวของสตั ว
ปา ใหเ ขา กบั การดาํ รงชวี ิตในสภาพแวดลอมท่ีเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา สัตวปาชนิดที่ปรับตัวไดก็จะมีชีวิต
รอด หากปรบั ตัวไมไ ดจ ะลม ตายไป ทาํ ใหมจี ํานวนลดลงและสญู พันธใุ นท่สี ดุ
3. การลา โดยตรง โดยสัตวป าดว ยกันเอง สตั วปา จะไมลดลงหรือสูญพันธุอยางรวดเร็ว เชน เสือโครง
เสอื ดาว หมาไน หมาจงิ้ จอกลากวางและเกง ซึ่งสัตวท่ีถูกลาสองชนิดน้ี อาจจะตายลงไปบางแตจะไมหมดไป
เสยี ทเี ดียว เพราะในธรรมชาติแลว จะเกิดความ สมดลุ อยูเสมอระหวา งผลู า และผูถูกลา แตถาถูกลาโดยมนุษย
ไมว า จะเปน การลา เพื่อเปน อาหาร เพ่ือการกีฬา หรือเพือ่ อาชีพ สัตวป าจะลดลงจาํ นวนมาก
4. เนื่องจากสารพิษ เมื่อเกษตรกรใชสารเคมีในการเพาะปลูก เชน ยาปราบศัตรูพืชจะทําใหเกิด
สารพิษตกคา งในส่ิงแวดลอม นอกจากน้กี ารสาธารณสุขบางครัง้ จําเปน ตองกําจัดหนู และแมลงเชน กัน สารเคมี
ท่ีใชในกิจกรรมตาง ๆ เหลานี้ มีหลายชนิดที่มีพิษตกคาง ซึ่งสัตวปา จะไดรับพิษตามหวงโซอาหาร ทําให
สารพิษไปสะสมในสตั วปา มาก หากสารพิษมีจํานวนมากพออาจจะตายลงไดห รอื มีผลตอ ลูกหลาน เชน รางกาย
ไมสมบรู ณ ไมส มประกอบ ประสิทธภิ าพการใหก าํ เนดิ หลานเหลนตอ ไปมจี ํากัดข้ึน ในท่ีสุดจะมีปริมาณลดลง
และสูญพันธไุ ป
5. การนาํ สัตวจ ากถน่ิ อ่ืนเขามา ตัวอยางนยี้ ังปรากฏไมเ ดน ชดั ในประเทศไทย แตในบางประเทศจะพบ
ปญหาน้ี เชน การนาํ พังพอนเขาไปเพื่อกําจดั หนู ตอมาเมือ่ หนมู จี ํานวนลดลงพงั พอนกลับทําลายพืชผลท่ีปลูก
ไวแ ทน เปนตน

69

6. มลพษิ ทางอากาศ

“มลพิษทางอากาศ” มลพษิ ทางอากาศเปนปญ หาสําคัญปญหาหน่ึงที่เกิดขึ้นในเขตเมือง โดยเฉพาะ
กรุงเทพมหานคร เนอ่ื งจากมลพษิ ทางอากาศกอใหเกิดผลกระทบดานสุขภาพอนามัย ไมวาจะเปนดานกลิ่น
ความรําคาญ ตลอดจนผลกระทบตอ สขุ ภาพทเ่ี กี่ยวกับระบบการหายใจ หัวใจและปอด ดังน้ันการติดตามเฝา
ระวงั ปริมาณมลพษิ ในบรรยากาศจงึ เปนภารกิจหนง่ึ มม่ี คี วามสําคญั กรมควบคุมมลพษิ เปนหนวยงานท่ีทําการ
ตรวจวัดคุณภาพอากาศมาอยางตอเน่ือง โดยทําการตรวจวัดมลพิษทางอากาศท่ีสําคัญ ไดแก ฝุนละออง
ขนาดเลก็ (ฝนุ ละอองขนาดไมเ กิน 10 ไมครอน : PM-10) กา ซซลั เฟอรไ ดออกไซด (SO2) สารตะก่ัว (Pb)
กาซคารบอนมอนอกไซด (CO) ไนไตรเจนไดออกไซด (NO2) และกาซโอโซน (O3)

สถานการณม ลพษิ ทางอากาศ
ผลจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศในชว งเกือบ 20 ปท่ผี า นมาก พบวา คุณภาพทางอากาศในประเทศ
ไทยมคี ณุ ภาพดีข้นึ โดยพจิ ารณาไดจากคาสูงสุดของความเขม ขนของสารมลพิษสวนใหญอ ยใู นเกณฑมาตรฐาน

70

ยกเวน ฝุนขนาดเลก็ และกา ซโอโซน ท้ังนก้ี ารทคี่ ุณภาพอากาศของประเทศไทยมีคุณภาพดีข้นึ มีสาเหตุมาจาก
การลดลงของปรมิ าณการใชเชื้อเพลิงในชว งวิกฤตเิ ศรษฐกิจและอกี สวนหนง่ึ มาจากมาตรการของรัฐที่มสี ว นทํา
ใหมลพษิ ทางอากาศลดลง (ธนาคารโลก 2002) ซงึ่ ไดแก

การรณรงคใ หใ ชรถจักรยานยนต 4 จงั หวะแทนรถจักรยานยนต 2 จงั หวะ เนื่องจากรถจกั รยานยนต
2 จังหวะเปน แหลงกาํ เนดิ สาํ คัญของการปลอยฝุนละออกสูบรรยากาศ การปรับเปล่ียนมาใชรถจักรยานยนต
4 จงั หวะ จงึ จะชว ยใหม ีการปลอ ยฝุนละอองสบู รรยากาศลดลง

การติดตั้งอุปกรณกําจัดสารซัลเฟอร (Desulfurization) ในโรงไฟฟาแมเมาะในป พ.ศ.2535
เน่ืองจากโรงไฟฟา แมเ มาะเปน โรงไฟฟาท่ใี ชถานหินลิกไนตเปน เช้ือเพลงิ เปนแหลง กําเนิดสาํ คัญของการปลอย
กา ซซลั เฟอรไดออกไซด ดังนั้นการติดตง้ั อปุ กรณด งั กลาวทําใหปริมาณกาซซัลเฟอรไดออกไซดในบรรยากาศ
ลดลงอยางตอ เน่ืองจนอยูในระดบั ที่ตา่ํ กวามาตรฐาน ตง้ั แตม กี ารติดตั้งอปุ กรณก ําจดั สารซัลเฟอร

การบงั คับใชอปุ กรณขจัดมลพษิ ในระบบไอเสยี รถยนตประเภท Catalytic converter ในรถยนตใหม
ในป พ.ศ. 2536 เนื่องจากยานยนตเ ปนแหลงกําเนิดกา ซคารบ อนมอนอกไซดท ี่สําคัญ สงผลใหระดบั กาซ
คารบอนมอนอกไซดล ดลงจนอยูใ นระดับทตี่ ํา่ กวา มาตรฐาน

การลดปริมาณสารตะกั่วในนํ้ามัน โดยในป พ.ศ. 2532 รัฐบาลไดมีมาตรการเร่ิมลดปริมาณตะกั่ว
ในนํ้ามันจาก 0.45 กรัมตอลิตรใหเหลือ 0.4 กรัมตอลิตร และในป พ.ศ. 2535 ไดลดลงมาเหลือ 0.15 กรัม
ตอลิตร จนกระทัง่ ปลายป พ.ศ. 2538 รฐั บาลไดยกเลกิ การใชน ้ํามนั เบนซนิ ทม่ี ีสารตะกวั่ ทาํ ใหร ะดบั สารตะกั่ว
ลดลงอยางรวดเรว็ จนอยูใ นระดบั ทีต่ ่าํ กวามาตรฐาน

ฝุนละอองขนาดเล็ก และกา ซโอโซน ยงั เปนสารมลพิษท่เี ปนปญ หา ซง่ึ ถึงแมจ ะมีแนวโนม ลดลงเชนกัน
แตมลพิษท้งั 2 ตวั ก็ยงั สงู เกินมาตรฐาน ท้ังนี้อาจเปนเพราะฝุนละอองมีแหลงกําเนิดหลากหลาย ทําใหการ
ออกมาตรการเพ่ือลดฝนุ ละอองทาํ ไดยาก โดยแหลงกําเนิดฝุนละอองที่สําคัญ ไดแก ยานพาหนะ ฝุนละออง
แขวนลอยคงคา งในถนน ฝนุ จากการกอ สราง และอุตสาหกรรม สําหรบั ในพนื้ ที่ชนบท แหลงกาํ เนิดฝนุ ละออง
ท่ีสําคัญ คือ การเผาไหมในภาคเกษตร ขณะที่กาซโอโซนเปนสารพิษทุติยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาระหวาง
สารประกอบอินทรียระเหยงาย (Volatile organic compound: VOC) และออกไซดของไนโตรเจน โดยมี
ความรอ นและแสงอาทิตยเปนตัวเรงปฏิกิริยา ทําใหกาซโอโซนมีปริมาณสูงสุดในชวงเท่ียงและบาย และถูก
กระแสลมพัดพาไปสะสมในบรเิ วณตา งๆ ซึง่ จะเห็นไดว ามปี จจยั หลายปจจัยท่ียากตอการควบคุมการเกิดของ
กาซโอโซน ทําใหม าตรการตาง ๆ ท่ีกลาวมาของภาครัฐ ยงั ไมสามารถลดปริมาณกาซโอโซนลงใหอยูในเกณฑ
มาตรฐานได

มลพิษทางอากาศมีแหลงกําเนิดมลพิษและผลกระทบตอสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดลอมแตกตาง
และรุนแรงตา งกันไป ท้งั นส้ี ามารถสรปุ ได ดงั ตารางท่ี 1

71

ตารางท่ี 1 แหลงกาํ เนดิ ที่สาํ คญั และผลกระทบของมลพษิ ทางอากาศ

มลพษิ แหลงกาํ เนดิ ที่สําคญั ผลกระทบ

ฝุนละออง การเผาไหมข องเครือ่ งยนตดเี ซล PM-10 มีผลกระทบตอ สุขภาพอนามยั
ไมเ กนิ 10 ไมครอน ฝนุ ละออง แขวนลอยคงคา ง ของคนอยา งสงู เพราะมีขนาดเลก็
(PM-10) ในถนน ฝุนจากการกอสรา ง จงึ สามารถแทรกตัวเขาไปในปอดได
และจากอุตสาหกรรม

กา ชซลั เฟอร การเผาไหมเ ชอ้ื เพลงิ ทีม่ ี การสะสมของ SO2 จาํ นวนมาก
ไดออกไซด ซลั เฟอรเ ปน องคประกอบ อาจทาํ ใหเ ปน โรคหอบหดื หรือ
(SO2 ) ซง่ึ สวนใหญ คือ ถานหินและ มีปญ หาเกย่ี วกบั ระบบทางเดนิ หายใจ
นํา้ มนั และอาจเกดิ จาก นอกจากนก้ี ารรวมตวั กนั ระหวา ง SO2
กระบวนการทางอตุ สาหกรรม และ NO2 เปน สาเหตุสาํ คัญท่กี อใหเกิด
บางชนิด ฝนกรด (acid rain) ซ่ึงทําใหเ กิดดนิ
เปรีย้ ว และทําใหนาํ้ ในแหลง นา้ํ
ธรรมชาตติ า ง ๆ มีสภาพเปนกรด

สารตะกว่ั การเผาไหม alkyl lead ที่ผสม สารตะก่วั เปนสารอันตรายทส่ี ง ผล
(Pb) อยูในนา้ํ มันเบนซนิ ทาํ ลายสมอง ไต โลหิต ระบบประสาท
สวนกลาง และระบบสบื พันธุ โดยเดก็
ทีไ่ ดร บั สารตะก่ัวในระดบั สูงอาจมี
พัฒนาการรับรชู ากวา ปกติ และ
การเจรญิ เตบิ โตลดลง

กาชคารบอนได การเผาไหมข องน้ํามนั ท่ีไม CO จะเขา ไปขัดขวางปริมาณกา ซ
ออกไซด สมบรู ณ ออกซเิ จน (O2) ท่ีรา งกาย จาํ เปน ตอง
(CO) ใช ดงั นั้นผทู ม่ี ีอาการโรคระบบหัวใจ
และหลอดเลอื ดจึงมคี วามเสีย่ งสงู จน
อาจถงึ แกชีวติ ได ถา ไดรบั CO
ในระดับสูง

72

มลพิษ แหลงกาํ เนดิ ท่สี ําคัญ ผลกระทบ

ไนโตรเจนออกไซด การเผาไหมเ ช้ือเพลงิ ฟอสซิล การรบั NO2 ในระดับตํ่าอาจทาํ ให
NO2 และยังมบี ทบาทสาํ คญั ในการ คนที่มโี รคระบบทางเดินหายใจ
กอตัวของ O3 และฝุนละออง มคี วามผิดปกติของปอด และอาจเพิ่ม
การเจบ็ ปวยของโรคระบบ ทางเดนิ
หายใจในเด็ก ขณะที่การรบั No2
เปนเวลานานอาจเพ่ิมความไวทีจ่ ะตดิ
เชือ้ โรคระบบทางเดนิ หายใจและทาํ ให
ปอดมีความผิดปกตอิ ยา งถาวร

กา ชโอโซน การทาํ ปฏิกริ ิยาระหวา ง O.3 อาจทาํ ใหเกิดอันตรายเฉียบพลัน
O3 สารประกอบอนิ ทรยี ร ะเหยงาย ตอสขุ ภาพ เชน ความระคายเคืองตอ
(Volatileorganic สายตา จมูก คอ ทรวงอก หรอื อาการ
compound: VOC) และ ไอ ปวดหัว นอกจากนี้ยังอาจทาํ ให
ออกไซดข อง ไนโตรเจนโดยมี ผลผลติ ทางการเกษตรตํ่าลง
ความรอ นและแสงอาทติ ยเ ปน
ตัวเรง ปฏิกริ ิยา

ท่มี า : ธนาคารโลก 2002.

กจิ กรรมบทที่ 4 เร่ือง การทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม

กิจกรรมที่ 1 ผูเรียนคิดวาในชุมชนเกิดปญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมในดานใดบาง
ใหเลือก 1 ปญหา แลววิเคราะหหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาแนว
ทางแกไข

กิจกรรมท่ี 2 ใหผูเรียนศึกษาผลกระทบจากการสรางเข่ือนขนาดใหญตอการเปล่ียนแปลงทาง
ธรรมชาติ และจดั ทํารายงาน

กิจกรรมที่ 3 จงเลือกคาํ ตอบที่ถูกตองท่ีสดุ เพยี งคําตอบเดยี ว

1. ปญ หาการจราจรตดิ ขดั ตามเมอื งใหญ ๆ นอกจากจะทาํ ใหเ กดิ ผลเสียทางเศรษฐกจิ แลว ยงั จะทําให

เกดิ ผลเสยี ทางใดอีก

ก. ทาํ ใหค นฝาฝนกฎหมาย ข. ทําใหส ิง่ แวดลอมเปนพษิ

ค. ทําใหร ถยนตเส่อื มสภาพเร็ว ง. ทาํ ใหสูญเสยี เวลาไปโดยเปลา ประโยชน

73

2. เราจะแกอากาศเปน พิษอยา งเชน ในกรุงเทพฯ โดยวธิ ใี ดจึงจะดีทส่ี ุด

ก. ลดจาํ นวนรถยนตล ง ข. ไมสงเสียงดงั ในโรงภาพยนตร

ข. ปลูกตนไมใ หมาก ง. ขยายเขตเมอื งใหกวางออกไปอกี

3. การปอ งกันไมใหเ กิดปญหามลพษิ ควรปฏิบัตอิ ยา งไร

ก. ไมสบู บุหรีใ่ นที่สาธารณะ

ข. ไมส งเสยี งดงั ในโรงภาพยนตร

ค. ขา มถนนตรงทางมาลายหรอื สะพานลอย

ง. ติดตัง้ ระบบปอ งกันไอเสียในรถยนต

4. ประเทศไทยขาดดุลการคา กบั ตา งประเทศ เพราะเหตุใด

ก. สนิ คา มีจาํ นวนนอยกวาเปาหมาย

ข. ปริมาณการผลิตสนิ คานอ ยลง

ค. ไมส นบั สนุนใหเอกชนสงสนิ คา ออก

ง. มลู คาราคาสินคาสง ออกนอ ยกวา มลู คาสินคานําเขา

5. สาเหตอุ ะไรที่ทาํ ใหฝ นมสี ภาพเปน กรด

ก. กาซท่ีมอี อกไซดเ ปนตวั ประกอบ ข. ซัลเฟอรไดออกไซด

ข. ออกไซดของไนโตรเจน ง. คารบ อนมอนนอกไซด

6. มลภาวะเปนพษิ ทเ่ี กิดผลกระทบตอ ระบบนเิ วศหมายถงึ

ก. ออกซเิ จนในอากาศมีปรมิ าณเพิ่มขึน้

ข. คารบ อนไดออกไซดใ นอากาศมีปริมาณเพ่ิมขึ้น

ค. ออกซเิ จนในอากาศมปี ริมาณเทา เดมิ

ง. คารบอนไดออกไซดใ นอากาศมีปรมิ าณนอ ยลง

7. ขอใดไมใ ชปญ หาการส้นิ เปลืองพลงั งานอันเกิดจากปญ หาทรพั ยากรและสง่ิ แวดลอม

ก. ปญ หาการขาดแคลนนํา้ ใช ข. ปญ หานํ้าทว มกรุงเทพฯ

ค. ปญ หาการจราจรติดขัด ง. ปญ หาการศกึ ษา

8. ขอ ใดเปนการใชพลังงานเพอ่ื ปอ งกนั และแกไ ขปญหาทรพั ยากรและสง่ิ แวดลอ ม

ก. การท้งิ ขยะมูลฝอย ข. การปลอ ยน้ําเสีย

ค. การคมุ กาํ เนดิ ของประชากร ง. การควบคมุ หรือปองกนั อากาศเสยี

74

เรอื่ งท่ี 5 แนวทางการปองกนั แกไ ขปญ หาการทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดลอม โดยประชาชน ชมุ ชน องคก ร ภาครฐั ภาคเอกชน

แนวคิดในการอนุรักษทรพั ยากรธรรมชาติ
1. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การรูจักใชทรัพยากรธรรมชาติอยางชาญฉลาด เพ่ือให
เกิดประโยชนสงู สุดตอประชาชนโดยท่วั ถึงกนั ใชไดอ ยางยาวนาน
2. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติเกี่ยวของกับประชาชนทุกคน รวมท้ังชุมชน องคกรภาครัฐและ
ภาคเอกชน
3. การอนรุ กั ษห รอื การจัดการทรัพยากร ตอ งคาํ นงึ ทรัพยากรอยางอน่ื ในเวลาเดียวกนั ดว ย
เพราะทรพั ยากรทกุ อยา งมีสว นเกี่ยวของและสัมพนั ธกนั
4. ในการวางแผนการจัดการทรัพยากร ตองไมแยกมนุษยออกจากสภาพแวดลอม ทางสังคมหรือ
วฒั นธรรมหรอื สภาพแวดลอมตามธรรมชาติ
5. ผูใชทรัพยากรธรรมชาติตองตระหนักถึงความสําคญั ของทรัพยากรนนั้ ๆ และใชอ ยา งชาญฉลาด
ใหเ กดิ ผลดีกบั ทกุ ดา น
6. การอนรุ ักษท รัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม นอกจากเพื่อการกินดอี ยูดีแลวจําเปนตองอนุรักษ
เพือ่ ความสวยงามของธรรมชาตดิ วย

การอนรุ ักษปาไม
1. กาํ หนดนโยบายปา ไมแ หง ชาตเิ พอื่ เปนแนวทางในการจดั การและพฒั นาปา ไมใ นระยะยาว
2. การปลกู ปา สงวน รวมท้ังทาํ นุบํารุงดูแล โดยใหประชาชน และชุมชนมีสวนรวมในการรักษาดูแล
ปา ไม
3. สรา งจติ สํานึกใหประชาชนทกุ คนไดร คู ณุ คา ของปาไม และผลกระทบที่เกิดจากการตัดไมท ําลายปา
การอนุรกั ษท รัพยากรดนิ เปน วิธีการปองกนั เรมิ่ แรกท่ดี ีที่สุด ที่จะทาํ ใหมนุษยไดใชประโยชนของดิน
อยา งยาวนาน ซงึ่ สามารถทาํ ได ดังนี้
1. ปรบั สภาพดิน หรือปลูกพืชทีส่ ามารถปองกันการทะลาย การชะลา ง และการกัดเซาะ
2. ปกคลุมดินใหพน จากการกระทบของฝนและลม
3. การไถพรวนดนิ ใหถ กู ตอ ง
4. ใชป ระโยชนใหเ หมาะสมกบั ลกั ษณะดนิ
การอนรุ ักษท รัพยากรน้ํา วธิ กี ารอนุรักษท รัพยากรนาํ้ สามารถแกไดท่ีตัวตนเหตุ ซง่ึ กค็ ือ มนุษย
1. ไมท งิ้ เศษขยะมลู ฝอย สง่ิ สกปรกโสโครก ลงไปในแมนํา้ ลําคลอง
2. ควรมีมาตรการหา มไมใหโ รงงานอตุ สาหกรรมทิ้งนํ้าเสียลงในแมน ้ํา
3. ประชาชนทุกชมุ ชน องคกรภาครัฐและเอกชนทุกหนว ยงาน ตอ งชวยกันรกั ษาตน นํา้ ลาํ ธาร

75

การอนุรักษสัตวปา สัตวเปนทรัพยากรธรรมชาติท่ีสามารถทําใหเพิ่มจํานวนมากขึ้นได แตถาหาก
สตั วป า ชนิดใดสญู พันธุ ไปแลว จะไมสามารถสรางพันธุของสัตวปาชนิดนั้น ข้ึนมา ไดอีก การอนุรักษสัตวปา
จึงควรมีหลัก ดงั นี้

1. การใชกฎหมายควบคมุ เปน การอนรุ กั ษส ตั วป า ทางตรง มีการปอ งกันและปราบปราม ผูกระทําผิด
พระราชบญั ญตั สิ งวน และคุม ครองสตั วปา อยา งเขม งวด

2. การสงวนแหลงที่อยู อาศัยของสัตวปา หมายถึงการปองกันรักษาปาไม ที่จัดเปนเขตรักษาพันธุ
สัตวป า เขตปาในอุทยานแหงชาติ เขตวนอทุ ยานตอ งมีการปอ งกัน บํารุงรักษา และการปลกู พนั ธุไมขึน้ มาใหม

3. การเพาะพันธุเพ่ิม เชน ตามสวนสตั วตาง ๆ เขตรักษาพันธุสัตวหลายแหง เลี้ยงสัตวบางชนิดไวใน
กรงเพือ่ เพาะพันธเุ พิม่ เม่อื มีมากแออัด จงึ นําสตั วบางชนิดไปปลอยไวในปา เปด ของอุทยานแหง ชาติ

4. การคนควา วิจยั ทางวิชาการ ถือไดวาเปน พน้ื ฐานของการจดั การสัตวป า ใหม จี าํ นวนเพิม่ ข้ึนในระดบั
ทพี่ อเหมาะกับอาหารและที่หลบภัยในทองทีน่ นั้ ๆ

5. การใชป ระโยชนจ ากสัตวตามหลกั การอนุรักษทรัพยากร โดยไมเ ก็บทรัพยากรไว รูจกั นําทรัพยากร
น้ัน ๆ มาใชใหเปนประโยชนมากที่สุด เชน จัดเปนแหลงเรียนรู จัดสถานท่ีชมสัตวปา จัดสวนสัตวใหเปนท่ี
พกั ผอนหยอนใจแกม นุษย เปน ตน

การอนุรกั ษท รัพยากรแรธ าตุ
1. กาํ หนดแผนการใชท รพั ยากรแรเ พื่อใหการบรหิ ารทรัพยากรแรเปนไปอยา งตอเนือ่ ง
2. วางแผนการนําแรม าใชป ระโยชนอ ยา งมปี ระสิทธภิ าพ ไมท าํ ลายส่ิงแวดลอ มตามธรรมชาติ
3. สงเสริมใหมกี ารใชทรัพยากรแรใ หมากที่สุดและครบวงจร ตัวอยางคือมีการนาํ แรธ าตุทใี่ ชแ ลวมาใช
ใหม เชน เหล็ก รวมทั้งใหร ฐั เขามามบี ทบาทในการควบคุมกลไกการผลิต

แนวทางแกไ ขปญหาวิกฤตการณส่ิงแวดลอม
ปญ หาสิง่ แวดลอ ม เปน ปญหาของทกุ คนในสงั คม เพราะจะมผี ลกระทบตอทกุ คนท่ีอยรู วมกัน ทง้ั เร่อื ง
มลพษิ ทางอากาศ ทางนาํ้ หรอื ขยะมลู ฝอย โดยมีแนวทางการแกไข ดงั นี้

แนวทางการแกไขมลพิษทางอากาศ
มลพษิ ทางอากาศสว นใหญจะเกิดในชมุ ชนขนาดใหญ เนื่องจากมีประชากรอาศัยอยูมาก สาเหตุเกิด
จาก ควนั พิษจากรถยนต และจากโรงงานอุตสาหกรรม ซ่งึ มแี นวทางแกไขปญหา ดงั ตอ ไปนี้
1. จัดหาและพฒั นาระบบการตรวจคณุ ภาพในอากาศ ใหสามารถวิเคราะหปริมาณมลพิษทางอากาศ
ชนิดตาง ๆ เพอื่ ประเมินคณุ ภาพในอากาศ
2. หาทางลดปริมาณสารมลพิษทางอากาศจากแหลงกาํ เนิด เพอื่ ใหส ามารถควบคุมและรักษาคุณภาพ
อากาศใหไดต ามมาตรฐาน
3. กระตุนใหผูใชรถยนตใหค วามสําคญั ในการดแู ลรกั ษาเครอื่ งยนตใหอ ยูในสภาพดเี พ่อื ลดควนั ดาํ
4. ออกมาตรการตรวจสอบและตรวจจบั รถยนตทม่ี ีควันดาํ
5. รณรงคใ หผ ขู ับขร่ี ถยนตม ีวนิ ัยและเคารพในกฎจราจร

76

แนวทางการแกไ ขมลพษิ ทางนาํ้
1. รณรงคใ หประชาชนใชน ํ้าอยา งประหยัด
2. มกี ารจดั การนาํ้ แบบบูรณาการใหมีประสิทธภิ าพเพื่อเกดิ ประโยชนส งู สุด
3. มีมาตรการทีเ่ ขม งวดในการควบคมุ นา้ํ ท่อี อกจากโรงงานอุตสาหกรรม
4. ปรบั ปรงุ ทอ น้ําท้ิง ไมใ หบานเรอื นท้ิงนํา้ ใชแ ลวสูแมน าํ้ ลาํ คลอง

แนวทางการแกไขขยะมูลฝอย
1. หลีกเลย่ี งการใชโ ฟมหรือพลาสติก
2. ซอ มแซมแกไ ขเคร่อื งใชทช่ี ํารดุ ใหนํากลบั มาใชใ หมแทนการทิง้ เปน ขยะ
3. ควรนําวัสดุทีใ่ ชแลว เชน กระดาษ แกว พลาสติก มาแปรรูปกลบั มาใชไ ดใหม
4. นาํ ของที่ใชแ ลวบางชนิดมาดดั แปลงใชใ หมใ หเกดิ ประโยชน
5. ควรแยกขยะตามประเภท เชน ขยะเปย ก ขยะแหง ขวดพลาสตกิ ฯลฯ
ในการปอ งกันแกไ ขปญ หาการทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ มน้นั ไมเพยี งแตป ระชาชน
ทุกคนเทา นั้น แตช ุมชน องคกรภาครฐั และภาคเอกชนจะตองรว มมอื รว มใจกันเพื่อการพฒั นาและการอนุรักษ
ทยี่ ่งั ยนื

กิจกรรมที่ 4 แนวทางการปอ งกันแกไขปญ หาการทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดลอม โดยประชาชน ชมุ ชน องคก รภาครัฐ ภาคเอกชน

1. เหตุใดจงึ กลา ววา “มนุษย” คอื ตัวการสําคัญท่เี ปน ผูทําลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ ม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ในชุมชนท่ีผูเรียนอาศัยอยู มีทรัพยากรชนิดใดมากท่ีสุด ผูเรียนจะมีวิธีชวยอนุรักษทรัพยากร
ชนดิ นน้ั ไดอยา งอยางไรบา ง

1. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................

2. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................

3. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................

4. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................

77

บทท่ี 2 ประวัตศิ าสตร

สาระการเรียนรู

การศึกษาทางประวัติศาสตร เปน กระบวนการหรือข้ันตอนการศึกษา เรื่องราวของมนุษยใ นยุค
ตา ง ๆ เชน ความเปนอยู การปกครอง ศาสนา ศลิ ปะ และวัฒนธรรม ท่เี ปน สภาพเหตกุ ารณในอดีตทถ่ี กู บนั ทกึ
ไวใหศกึ ษา ซ่งึ เหตกุ ารณเ หลา น้ีจะมผี ลกระทบตอความคิดของมนุษยปจจบุ ัน ทั้งดานความเขา ใจพลเมืองชาติ
ตาง ๆ ความสําเรจ็ ความประทบั ใจที่มีคุณคา ของบรรพบรุ ษุ มาศึกษาใหเขาใจ สามารถนําไปสรา งองคค วามรู
ใหมในทางประวัตศิ าสตรได

ตวั ชวี้ ดั

1. อธบิ ายเหตกุ ารณส าํ คญั ทางประวัติศาสตรข องประเทศตาง ๆ ในโลก
2. วิเคราะหและเปรียบเทยี บเหตุการณสําคัญทางประวัตศิ าสตรของแตละประเทศในโลกท่มี ผี ล
กระทบตอความเปลีย่ นแปลงของประเทศตาง ๆ ในโลก
3. วิเคราะหเหตุการณโลกปจจุบันและคาดคะเนเหตุการณท ี่อาจจะเกิดข้ึนกับประเทศตาง ๆ
ในอนาคต

ขอบขา ยเน้ือหา

เรอ่ื งที่ 1 การแบง ชว งเวลาและยุคสมยั ทางประวัติศาสตร
เร่อื งท่ี 2 แหลง อารยธรรมโลก
เรอ่ื งที่ 3 ประวัติศาสตรชาตไิ ทย
เรอื่ งท่ี 4 บคุ คลสําคญั ของไทยและของโลกในดา นประวัติศาสตร
เรอ่ื งท่ี 5 เหตุการณส าํ คญั ของโลกทม่ี ีผลตอปจ จุบัน

78

เรือ่ งท่ี 1 การแบงชว งเวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร

ยุคสมัยประวตั ศิ าสตรมคี วามสําคญั ตอการศึกษาประวตั ิศาสตรเน่ืองจากเปน การแบงชวงเวลาในอดีต
อยา งเปน ระบบ โดยพิจารณาจากหลักฐานที่เหลืออยูในปจจุบัน ซ่ึงจะนําไปสูการวิเคราะหเหตุการณตาง ๆ
อยางมีเหตุผล โดยตระหนักถึงความสําคัญของความตอเนื่องของชวงเวลา จะทําใหการลําดับเปรียบเทียบ
เรอื่ งราวทางประวตั ศิ าสตรม ีความชัดเจนขนึ้ ตามเกณฑด ังตอ ไปน้ี

1. การแบงชว งเวลา มีพ้ืนฐานมาจากยคุ สมัยทางศาสนาแบงออกเปน
(1) การแบงชวงเวลาตามประวตั ิศาสตรไ ทย ไดแ ก รัตนโกสนิ ทรศ ก (ร.ศ.) จุลศักราช (จ.ศ.) และ

พทุ ธศักราช (พ.ศ.) ปจจุบนั ทีใ่ ชก ันอยคู อื พุทธศักราช (พ.ศ.) ซึ่งเปนศักราชในกลุมผูท่ีนับถือพระพุทธศาสนา
การนับปของพุทธศาสนา เร่ิมป พ.ศ.1 หลังจากที่พระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว 1 ป คือปแรก
นับเปน พ.ศ. 0 เม่ือครบ 1 ป ของพุทธศาสนาจึงเร่ิมนับ พ.ศ.1 โดยเร่ิมใชตั้งแตสมัยสมเด็จพระนารายณ
มหาราช จนมาเปน ที่แพรหลายและระบุใชอ ยางเปนทางการในสมยั พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
(รชั กาลท่ี 6) ในปพุทธศักราช 2455 และบางครัง้ มีการแบง เปน ทศวรรษ และศตวรรษ เชน พุทธศตวรรษท่ี 25
คอื ป พ.ศ. 2500 เทากับ คริสตศ ตวรรษท่ี 20 คอื ป ค.ศ. 2000

(2) การแบงชวงเวลาตามประวัติศาสตรสากล ไดแก คริสตศักราช (ค.ศ.) เปนการนับเวลาทาง
ศกั ราชของผูทน่ี บั ถอื ครสิ ตท ีน่ ยิ มใชก ันมาท่ัวโลก โดยครสิ ตศกั ราชที่ 1 เร่ิมนับตั้งแตปที่พระเยซูคริสตประสูติ
(ตรงกับ พ.ศ. 543 ) และถือระยะเวลาทอี่ ยกู อ นครสิ ตศักราชลงไปจะเรียกวา สมัยกอนคริสตศักราชหรือกอน
ครสิ ตกาล และฮจิ เราะหศกั ราช (ฮ.ศ.) เปนการนับเวลาทางศักราชของผูนับถือศาสนาอิสลามโดยท่ีอาศัยปท่ี
ทานนบีมูฮัมหมัดไดอพยพจากเมืองเมกกะไปยังเมืองมาดินา เปนปเริ่มตนศักราชอิสลามซึ่งตรงกับวันท่ี
6 กรกฎาคม ค.ศ. 622

2. การแบง ยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตร
การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรโดยการใชหลักเกณฑการพิจารณารูปแบบและลักษณะของ
หลักฐานท่ีเปนลายลักษณอักษรและไมเปนลายลักษณอักษร สามารถแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรเปน
ยคุ ตาง ๆ ไดดงั น้ี

ยุคกอ นประวตั ิศาสตร

เปนชวงเวลาท่ีมนุษยยังไมรูจักการประดิษฐตัวอักษร แตมีความสามารถในการปรับตัวใหเขากับ
สง่ิ แวดลอม ส่งิ ท่มี นุษยส รางขนึ้ เพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันและหลงเหลืออยู จึงเปนหลักฐานแสดงให
เหน็ ถึงววิ ฒั นาการในยคุ กอนประศาสตร ซ่งึ แบงยอ ยออกไปตามลักษณะวัสดทุ ่ใี ชทาํ เครื่องมอื เครอ่ื งใช ดังนี้

1. ยคุ หิน เปนยคุ ท่ีมนษุ ยร ูจกั นําหินมาดัดแปลงเปน เคร่อื งมอื เคร่ืองใช โดยมวี วิ ัฒนาการดงั น้ี
(1) ยุคหินเกา มนุษยนํากระดูกสัตว นําหินมากะเทาะทําเครื่องมืออยางหยาบ ๆ ยังคงใชชีวิต

เรรอนยายท่ีอยตู ามฝูงสตั วทล่ี าเปนอาหารโดยอาศยั อยตู ามถ้าํ
(2) ยุคหินกลาง มนุษยเ ร่มิ รูจักสรางบานเรือนแทนการอยูถ้ํา เร่ิมทําเกษตรและรูจักปนหมอไห

อยา งหยาบ ๆ ดวยดนิ เหนียวตากแหง

79

(3) ยคุ หนิ ใหม มนษุ ยอยูเ ปน หลกั แหลง สามารถทําการเกษตรและผลิตอาหารไดเอง เคร่ืองมือ
เครอ่ื งใชท่ที ําจากหนิ มกี ารขัดเกลาใหแหลมคม ทําเครื่องปน ดนิ เผามาใชใ นบา นเรอื นได และเรม่ิ รูจักการนาํ เสน
ใยมาทอผา

2. ยุคโลหะ ในยุคนี้มนุษยเริ่มทําเครื่องมือเครื่องใชจากโลหะแทนหินและกระดูกสัตว ยุคโลหะ
สามารถแบงยอ ยไปไดอกี 2 ยุค ตามลักษณะโลหะทใี่ ชค ือ

(1) ยคุ สํารดิ เคร่อื งมือเครื่องใชของมนษุ ยในยุคนท้ี ําจากโลหะผสมระหวางทองแดงและดบี กุ เชน
ขวาน หอก กาํ ไล เปน ตน

(2) ยคุ เหล็ก เม่อื มนษุ ยรจู ักวธิ กี ารถลุงเหล็กจึงนาํ มาทําเครื่องมอื เครอ่ื งใชและอาวุธ เชน ใบหอก
ขวาน มดี ซ่งึ จะมีความแขง็ แกรง ทนทานกวาสาํ รดิ มาก

ยคุ ประวัตศิ าสตร
เปนชวงเวลาท่ีมนุษยร ูจ ักประดษิ ฐต ัวอักษรและบันทึกไวบนวัสดุตาง ๆ เชน แผนหิน แผนดินเหนียว
แผน ผา ยคุ ประวตั ศิ าสตรแ บง ออกเปน ยคุ สมยั ตาง ๆ ดงั น้ี
1. สมัยโบราณ มนุษยเลิกใชชีวิตแบบเรรอนมาตั้งถ่ินฐานบานเรือนอยูรวมกัน สรางระเบียบวินัย
ในการอยูรวมกันข้ึนจนเปนสังคมที่มีความซับซอน อารายธรรมในสมัยนี้ ไดแก อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
อารยธรรมอยี ปิ ต อารายธรรมอนิ เดยี อารยธรรมจีนไปจนถึงจกั รวรรดโิ รมันลมสลาย
2. สมัยกลาง เมื่อจักรวรรดิโรมันลมสลาย โดยการรุกรานของพวกเตอรก ศิลปะวิทยาการตาง ๆ
จึงหยดุ ชะงกั ไปดวย ยุคสมยั นจ้ี ึงเรยี กอกี ชอื่ หนึ่งวา ยุคมดื
3. สมัยใหมหรือยุคฟนฟูศิลปะวิทยาการ นับวายุคนี้เปนรากฐานของความเจริญทุก ๆ ดานในยุค
ตอมา ชวงเวลาของยุคนเ้ี ร่ิมตั้งแตก ารออกสํารวจดินแดนไปจนถงึ สงครามโลกครง้ั ท่ี 1
4. สมัยปจจุบันคือ ชว งเวลาตง้ั แตย ุติสงครามโลกคร้ังที่ 1 เร่อื ยมาจนถึงปจจุบัน

หลักเกณฑก ารแบง ยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตร มดี งั น้ี
1. การแบง ยคุ สมยั ทางประวัติศาสตรสากล
แบงตามความเจริญทางอารยธรรมมนุษย
แบง ตามการเร่มิ ตน ของเหตุการณส าํ คัญ
แบง ตามช่ือจักรวรรดหิ รืออาณาจักรทีส่ ําคัญทเ่ี คยรุงเรือง
แบง ตามราชวงศท ่ีปกครองประเทศ
แบง ตามการตั้งเมอื งหลวง

2. การแบงยคุ สมัยทางประวัตศิ าสตรไทย
สวนใหญยึดถือหลักเกณฑของประวัติศาสตรสากล แบงเปนสมัยกอนประวัติศาสตรไทยและสมัย
ประวตั ศิ าสตรไ ทย

80

สมัยประวัติศาสตรไ ทยแบงตาม
สมยั โบราณหรอื สมัยกอนสุโขทัย ต้งั แต พ.ศ.1180 ถึง พ.ศ. 1792
สมัยสุโขทยั ตั้งแต พ.ศ. 1792 ถงึ พ.ศ. 2006
สมยั อยธุ ยา ตัง้ แต พ.ศ. 1893 ถงึ พ.ศ. 2310
สมัยธนบุรี ตง้ั แต พ.ศ. 2310 ถึง พ.ศ. 2325
สมัยรตั นโกสนิ ทร ตัง้ แต พ.ศ. 2325 ถงึ ปจ จุบนั

การเทยี บยคุ สมยั สาํ คัญระหวางประวตั ิศาสตรส ากลกบั ไทย

ประวตั ิศาสตรส ากล ประวตั ศิ าสตรไ ทย

สมยั โบราณ สมัยโบราณหรอื สมยั กอนสโุ ขทยั
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อาณาจกั รลังกาสุกะ
อารยธรรมอยี ปิ ต อาณาจกั รทวารวดี
อารยธรรมกรีก อาณาจกั รโยนกเชียงแสน
อารยธรรมโรมัน อาณาจกั รตามพรลงิ ค
สน้ิ สุดสมยั โบราณ เม่ือ ค.ศ.476 ( พ.ศ.1019 )

สมัยกลาง สมัยสุโขทยั
จกั รวรรดิโรมันตะวนั ออก สน้ิ สดุ ค.ศ. 1453 สมัยอยธุ ยา
การสรา งอาณาจักรคริสเตียน
การปกครองในระบบฟวดลั สมยั ธนบรุ ี
การฟน ฟเู มอื งและการคา สมัยรัตนโกสนิ ทร
การฟนฟูศิลปะวิทยาการ
การคน พบทวปี อเมรกิ า

สมัยใหม
การสํารวจทางทะเล
การปฏวิ ัตวิ ิทยาศาสตร
การปฏิวัตอิ ุตสาหกรรม
การปฏิวัติฝรงั่ เศส
สงครามโลกครัง้ ท1ี่ -2
สิ้นสุดสมัยใหม ค.ศ. 1945

81

ประวัติศาสตรส ากล ประวัตศิ าสตรไทย

สมยั ปจ จุบัน-รวมสมยั -ปจ จบุ นั พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหา-
ยุคสงครามเย็น ภูมิพลอดลุ ยเดช (2489 – ปจ จบุ นั )
ยคุ เทคโนโลยีการสอื่ สาร

ตวั อยางเหตกุ ารณส ําคญั ทแ่ี สดงความสัมพันธและความตอเนื่องของกาลเวลา

1. ประวตั ศิ าสตรสากล
เหตุการณส าํ คญั ในประวัติศาสตรสากลนํามาเปนตัวอยางคือ ยุคจักรวรรดินิยมเกิดขึ้นมาจากปจจัย
หลายประการ ท้ังการเมือง เศรษฐกิจและพลังทางสังคม ซึ่งทําใหประเทศในทวีปยุโรปมีอํานาจเขมแข็ง
มีความกาวหนาทางเศรษฐกิจ มีความเจริญรุงเรือง แตการมีอํานาจและความม่ันคงดังกลาวเกิดข้ึนมา
เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรมและยุคจักรวรรดินิยม ส้ินสุดเมื่อสงครามโลกครั้งท่ี 1 ซ่ึงทําใหมหาอํานาจ
ท้งั หลายหยดุ การลา อาณานิคม แตอ าณานิคมทัง้ หลายที่เปน อยกู ็ยังคงเปนอาณานคิ มตอ มาอกี หลายป
หลายชาตเิ ริม่ เรยี กรองเอกราชและสว นใหญไดเ อกราชคนื ภายหลังสงครามโลกครง้ั ท่ี 2

2. ประวัตศิ าสตรไ ทย
เหตุการณสําคัญในประวัติศาสตรไทยที่นํามาเปนตัวอยางคือ ยุคการปรับปรุงประเทศอยูในชวง
พ.ศ. 2394-2475 หรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกลา
เจา อยูหวั ระหวา งนมี้ กี ารปรับปรงุ และปฏริ ปู ประเทศทุกดานทงั้ การปกครอง สังคม เศรษฐกจิ วัฒนธรรม ฯลฯ

82

กจิ กรรมที่ 5 เรือ่ งที่ 1 การแบง ชว งเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร

จงทาํ เครื่องหมาย X หนาคาํ ตอบทถ่ี กู ตอ งท่สี ดุ เพียงขอเดียว
1. ความหมายของคําวา “ประวัตศิ าสตร” ในขอใดถูกตอ งที่สุด
ก. การกลาวถงึ สภาพแวดลอ มทเี่ ปลยี่ นแปลงไปตามกาลเวลา
ข. เปน เรื่องของความคดิ และการกระทําของมนษุ ย
ค. การบันทกึ เรอื่ งราวในอดตี อยางมีหลกั ฐาน
ง. การเลา เรื่องราวในอดีตที่สืบคน มา
2. การศกึ ษาประวัตศิ าสตร หมายถึงขอ ใด
ก. การหาหลกั ฐานซึง่ นําไปสูก ารวเิ คราะหเหตกุ ารณตา ง ๆ อยา งมเี หตุผล
ข. การศกึ ษาพฤติกรรมของ
ค. การใชวิธีการทางวิทยาศาสตร
ง. การใหขอ มูลจากแหลง ตาง ๆ
3. ประเทศไทยเรม่ิ ใชปพทุ ธศักราชสมัยใด
ก. พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูห วั
ข. พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยูห ัว
ค. พระพุทธยอดฟา จุฬาโลก
ง. พระนารายณม หาราช
4. มนุษยรจู กั ประดิษฐต ัวอกั ษรและบนั ทกึ ไวบนวสั ดตุ า ง ๆ ในยคุ ไหน
ก. ยุคประวตั ศิ าสตรส ากล
ข. ยุคกอ นประวัติศาสตร
ค. ยุคประวัติศาสตร
ง. ยุคสงครามเย็น
5. การแบงยุคสมยั ทางประวัติศาสตรไทย
ก. สมยั ประวตั ิศาสตรส ากล
ข. สมยั โบราณและสมยั กรงุ ธนบุรี
ค. สมยั อยธุ ยาและสมัยประวัติศาสตรไทย
ง. สมัยกอ นประวตั ิศาสตรไ ทยและสมัยประวัติศาสตรไทย

83

เรือ่ งที่ 2 แหลง อารยธรรมโลก

ในยคุ กอ นประวตั ิศาสตร มนษุ ยจ ะไมมีทอี่ ยเู ปน หลักแหลง มที ่ีพกั ชั่วคราวตามถํ้า ตนไมใหญ เพื่อกัน
แดดกันฝนและปองกนั สตั วร า ย การอพยพยา ยที่อยูข้ึนอยูกับแหลงอาหาร คือ ฝูงสัตว เมื่อสัตวอพยพไปตาม
ฤดกู าลตาง ๆ มนษุ ยกอ็ พยพตามไปดว ย ตอมาในยคุ หนิ มีการคดิ คนการเพาะปลูก มนุษยตองรอการเก็บเก่ียว
พืชผล ทําใหม นุษยตอ งอยเู ปน หลกั แหลง และพฒั นาเปนชุมชน ในยุคตอมามนุษยประดิษฐตัวอักษรใชในการ
บันทึกเรื่องราว เมื่อมนษุ ยเร่ิมรวมตัวกันหนาแนน ตามแหลง อุดมสมบูรณ ลุมแมนํ้าตาง ๆ ของโลกจึงเกิดการ
จดั ระเบียบในสังคม มกี ารแบง หนา ที่ความรับผดิ ชอบรว มกัน จงึ ทําใหเ กดิ ความชาํ นาญเฉพาะอยางขน้ึ อันเปน
จุดกําเนิดของอารยธรรม ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษวา “Civilization” มีความหมายวา สภาพท่ีพนจาก
ความปาเถื่อน

อารยธรรมของมนษุ ยยคุ ประวตั ิศาสตร

พฒั นาการของมนุษยน้นั มิใชเ ฉพาะลกั ษณะท่เี ห็นจากภายนอกเทานั้น พัฒนาการทางดานความคิด
ไดม ีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดลอมทางภมู ศิ าสตรแ ละสังคมที่เปล่ียนไปดวย พัฒนาการทางดานภาษา
การสรางสรรคงานศลิ ปะ และการพัฒนาวถิ กี ารดาํ เนนิ ชวี ิตในดา นตาง ๆ นาํ ไปสกู ารเกิดอารยธรรม ซึ่งตองใช
เวลาอนั ยาวนานและความเจรญิ ท้งั หลายในปจ จบุ นั ลว นสืบสายมาจากอารยธรรมโบราณ อารยธรรมของมนษุ ย
ในภมู ภิ าคตาง ๆ ของโลก แบงออกเปน 2 สว น คอื

สวนท่ี 1 อารยธรรมของโลกตะวนั ออก สว นใหญม รี ากฐานมาจากแหลงอารยธรรมท่ีเกาแกของโลก
คือ จีนและอินเดีย

อารยธรรมจีน
ประเทศจีนเปนประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานท่ีสุดประเทศหนึ่ง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร
ทสี่ ามารถคนควาไดบง ชวี้ า อารยธรรมจนี มอี ายุถึง 5,000 ป รากฐานทีส่ าํ คัญของอารยธรรมจีน คือ การสราง
ระบบภาษาเขียนและการพัฒนาแนวคิดลัทธิขงจื้อ เมื่อประมาณศตวรรษท่ี 2 กอน ค.ศ. ประวัติศาสตรจีน
มีทั้งชวงที่เปนปกแผนและแตกเปนหลายอาณาจักรสลับกันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น
วฒั นธรรมของอารยธรรมจีนสมัยกอนประวตั ิศาสตร มีแหลง อารยธรรมทีส่ ําคัญ 2 แหลง คือ
ลมุ แมนา้ํ ฮวงโห พบความเจรญิ ทเ่ี รียกวา วัฒนธรรมหยางเซา (Yang Shao Culture) พบหลักฐาน
ท่เี ปน เครือ่ งปน ดนิ เผามลี กั ษณะสาํ คัญคือ เคร่ืองปน ดนิ เผาเปนลายเขยี นสี มกั เปน ลายเรขาคณิต พืช นก สัตว
ตาง ๆ และพบใบหนามนุษย สที ีใ่ ชเ ปนสีดําหรือสมี วงเขม นอกจากนยี้ งั มกี ารพิมพล ายหรอื ขดู สลกั ลายเปน
รปู ลายจักสาน ลายเชือกทาบ
ลมุ นํ้าแยงซี (Yangtze) บรเิ วณมณฑลซานตงุ พบ วัฒนธรรมหลงซาน (Long Shan Culture)
พบหลกั ฐานทเ่ี ปน เครื่องปนดินเผามีลกั ษณะสาํ คัญคอื เครือ่ งปน ดนิ เผามีเนื้อละเอยี ดสดี ําขัดมันเงา คุณภาพดี
เนอื้ บางและแกรง เปน ภาชนะ 3 ขา

84

สมัยประวัติศาสตรของจีนแบงได 4 ยคุ
ประวตั ิศาสตรส มัยโบราณ เรมิ่ ต้ังแตส มยั ราชวงศซ าง สิ้นสดุ สมยั ราชวงศโ จว
ประวตั ศิ าสตรส มยั จักรวรรดิ เริม่ ตัง้ แตส มัยราชวงศจน๋ิ จนถึงปลายราชวงศซ ิง หรือเชง็
ประวัติศาสตรสมยั ใหม เร่มิ ปลายราชวงศเ ชง็ จนถงึ การปฏวิ ตั ิเขา สูระบอบสังคมนิยม
ประวัติศาสตรรวมสมัย เริ่มตั้งแตจีนปฏิวัติเปล่ียนแปลงการปกครองเขาสูระบอบสังคมนิยมหรือ
คอมมวิ นสิ ตจ นถงึ ปจจบุ นั
อารยธรรมจนี ไดรบั อิทธิพลของศาสนาเตาหรอื ขงจื้อ สถาปต ยกรรมท่ยี ิง่ ใหญเ ปนหนึง่ ในส่งิ มหัศจรรย
ของโลก คอื “กาํ แพงเมืองจีน” กวีท่ีสาํ คญั คอื ซือหมาเชยี น ผลงานทส่ี ําคญั คอื การบันทกึ ประวัติศาสตรและ
วรรณกรรมท่ีสําคัญ คอื สามกก และความรกั ในหอแดง

การถายทอดอารยธรรมจนี สดู ินแดนตาง ๆ
อารยธรรมจนี แผข ยายขอบขายออกไปอยางกวางขวาง ทั้งในเอเชียและยุโรปอันเปนผลมาจากการ
ตดิ ตอทางการฑูต การคา การศกึ ษา ตลอดจนการเผยแพรศาสนา อยางไรก็ตามลกั ษณะการถายทอดแตกตาง
กันออกไป ดินแดนท่ีเคยตกอยูภายใตการปกครองของจีนเปนเวลานาน เชน เกาหลีและเวียดนาม จะไดรับ
อารยธรรมจนี อยา งสมบูรณ ทั้งในดานวัฒนธรรม การเมอื ง ขนมธรรมเนียมประเพณี การสรางสรรคและการ
แสดงออกทางศิลปะทั้งน้ีเพราะราชสํานักจีนจะเปนผูกําหนดนโยบายและบังคับใหประเทศท้ังสองรับ
วัฒนธรรมจีนโดยตรง
ในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต อารยธรรมจีนไดร บั การยอมรบั ในขอบเขตจํากัดมากท่ีเห็นอยางชดั เจน คือ
การยอมรับระบบบรรณาการของจีน
ในเอเชยี ใต ประเทศทีแ่ ลกเปล่ยี นวฒั นธรรมกับจนี อยางใกลชดิ คือ อินเดีย พระพทุ ธศาสนา มหายาน
ของอินเดียแพรหลายเขามาในจีนจนกระท่ังเปนศาสนาสําคัญท่ีชาวจีนนับถือ นอกจากน้ีศิลปะอินเดียยังมี
อทิ ธิพลตอการสรา งสรรคศลิ ปะบางอยางของจนี เชน ประติมากรรมที่เปน พระพทุ ธรปู
สวนภูมิภาคเอเชียกลางและตะวันออกกลางนัน้ เนือ่ งจากบริเวณท่ีเสนทางการคา สานแพรไหมผาน
จึงทําหนา ท่ีเปน สอ่ื กลางนําอารยธรรมตะวันตกและจีนมาพบกัน อารยธรรมจีนท่ีเผยแพรไป เชน การแพทย
การเลยี้ งไหม กระดาษ การพมิ พและดนิ ปน เปนตน ซ่งึ ชาวอาหรับจะนาํ ไปเผยแพรแกช าวยโุ รปอกี ตอหนึง่

อารยธรรมอินเดยี

อินเดยี เปน แหลงอารยธรรมทเ่ี กาแกแหงหน่ึงของโลก บางทีเรียกวา แหลงอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ
อาจแบง ยุคสมยั ทางประวัติศาสตรข องอนิ เดยี ไดดังน้ี

สมัยกอนประวัติศาสตร พบหลักฐานเปนซากเมืองโบราณ 2 แหง ในบริเวณลุมแมนํ้าสินธุ คือ
เมอื งโมเฮนโจดาโร ทางตอนใตของประเทศปากีสถานเมืองอารับปา ในแควนปนจาป ประเทศปากีสถานใน
ปจจุบัน

85

สมัยประวัติศาสตร เร่ิมเม่ือมีการประดิษฐตัวอักษรข้ึนใช โดยชนเผาอินโด – อารยัน ซึ่งต้ังถิ่นฐาน
บรเิ วณแมน้ําคงคา แบงได 3 ยุค

1. ประวัติศาสตรส มยั โบราณ เรม่ิ ต้งั แตก าํ เนดิ ตัวอกั ษร บรามิ ลปิ  ส้นิ สดุ สมยั ราชวงศคปุ ตะ เปนยุคที่
ศาสนาพราหมณ ฮินดแู ละพุทธศาสนา ไดถ อื กําเนดิ แลว

2. ประวัติศาสตรส มยั กลาง เริ่มตัง้ แตร าชวงศค ุปตะสิ้นสุดลง จนถงึ ราชวงศโมกุลเขาปกครองอินเดีย
3. ประวตั ิศาสตรส มัยใหม เริม่ ตัง้ แตราชวงศโมกุลจนถึงการไดร บั เอกราชจากอังกฤษ
อารยธรรมลมุ น้าํ สนิ ธุ ชาวอารยันไดสรางปรัชญาโบราณ เร่ิมจากคัมภีรพระเวทอันเปนแมแบบของ
ปรัชญาเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต วรรณกรรมท่ีสําคัญ ไดแก พระเวทอุปนิษัท มหากาพย
มหาภารตะ มหากาพย รามายยะ ปุราณะ เปนตน กวีท่ีมีช่ือเสียงท่ีสุดมี กาลิทาสจากงานศกุณตลา ชัยเทพ
(กวีราช) จากผลงานเร่ือง คีตโควินทและรพนิ ทรนาถ ฐากูร กวสี มัยใหมจากวรรณกรรมเร่ือง “คีตาญชลี”
ซงึ่ ไดรับรางวลั โนเบล สาขาวรรณคดี

การแพรขยายและการถา ยทอดอารยธรรมอินเดีย
อารยธรรมอินเดีย แพรขยายออกไปสูภูมิภาคตาง ๆ ทั่วทวีปเอเชียโดยผานทางการคา ศาสนา
การเมอื ง การทหารและไดผสมผสานเขา กบั อารยธรรมของแตละประเทศจนกลายเปนสวนหน่งึ ของอารยธรรม
สงั คมนน้ั ๆ
ในเอเชียตะวนั ออก พระพุทธศาสนามหายานของอินเดียมีอิทธิพลอยางลึกซึ้งตอชาวจีนทั้งในฐานะ
ศาสนาสาํ คัญและในฐานะท่มี ีอทิ ธพิ ลตอ การสรางสรรคศ ิลปะของจนี
ภูมภิ าคเอเชยี กลาง อารยธรรมอนิ เดียท่ถี ายทอดใหเ ริม่ ตั้งแตค ริสตศตวรรษที่ 7 เมอ่ื พวกมสุ ลิมอาหรบั
ซึ่งมีอํานาจในตะวันออกกลาง นําวิทยาการหลายอยางของอินเดียไปใช ไดแก การแพทย คณิตศาสตร
ดาราศาสตร เปนตน ขณะเดียวกนั อินเดียก็รับอารยธรรมบางอยางท้ังของเปอรเซียและกรีก โดยเฉพาะดาน
ศิลปกรรม ประติมากรรม เชน พระพทุ ธ รปู ศิลปะคันธาระซ่งึ เปนอิทธิพลจากกรีก สวนอิทธิพลของเปอรเซีย
ปรากฏในรูปการปกครอง สถาปตยกรรม เชน พระราชวัง การเจาะภูเขาเปน ถ้าํ เพือ่ สรางศาสนสถาน
ภูมิภาคทีป่ รากฏอิทธิพลของอนิ เดยี มากทส่ี ุด คือ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต พอคา พราหมณและภิกษุ
สงฆช าวอินเดยี เดนิ ทางมาและนําอารยธรรมมาเผยแพร อารยธรรมที่ปรากฏอยูมีแทบทุกดาน โดยเฉพาะใน
ดา นศาสนา ความเชอื่ การปกครอง ศาสนาพราหมณ ฮินดแู ละพุทธ ไดห ลอ หลอมจนกลายเปน รากฐานสําคัญ
ทีส่ ุดของประเทศตาง ๆ ในภูมภิ าคนี้

สว นท่ี 2 อารยธรรมของโลกตะวันตก หมายถึง ดินแดนแถบตะวันตกของทวีปเอเชีย รวมเอเชีย
ไมเนอรและทวปี แอฟริกา อียปิ ต เมโสโปเตเมีย กรีกและโรมัน

อารยธรรมอียปิ ต
อียิปตโบราณหรือไอยคุปต เปนหนึ่งในอารยธรรมที่เกาแกท่ีสุดในโลกแหงหน่ึง ตั้งอยูทาง
ตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพ้ืนที่ตั้งแตตอนกลางจนถึงปากแมนํ้าไนล ปจจุบันเปนที่ต้ังของ
ประเทศอียิปต อารยธรรมอียิปตโบราณเร่ิมข้ึนประมาณ 3,150 ป กอนคริสตศักราช โดยการรวมอํานาจ

86

ทางการเมอื งของอยี ิปตต อนเหนือและตอนใต ภายใตฟาโรหองคแรกแหงอียิปต และมีการพัฒนาอารยธรรม
เร่อื ยมากวา 3,000 ป ประวตั ิของอียิปตโบราณปรากฏข้นึ ในชว งระยะเวลาหนึง่ หรือท่รี จู ักกนั วา “ราชอาณาจักร”
มีการแบง ยุคสมัยของอียิปตโบราณเปนราชอาณาจักร สวนมากแบงตามราชวงศท่ีข้ึนมาปกครองจนกระท่ัง
ราชอาณาจักรสดุ ทา ยหรอื ทร่ี จู กั กนั ในช่ือวา “ราชอาณาจักรใหม” อารยธรรมอียิปตอยูในชวงที่มีการพัฒนา
ทีน่ อยมากและสวนมากลดลง ซง่ึ เปนเวลาเดียวกันท่ีอียิปตพายแพตอการทําสงครามจากอํานาจของชาติอ่ืน
จนกระทง่ั เม่อื กอ นครสิ ตศกั ราชก็เปน การสิ้นสดุ อารยธรรมอียปิ ตโ บราณลง เมอ่ื จักรวรรดโิ รมนั สามารถเอาชนะ
อยี ปิ ตและจดั อียปิ ตเปนเพยี งจงั หวดั หนึ่งในจกั รวรรดิโรมัน

อารยธรรมอยี ปิ ตพฒั นาการมาจากสภาพของลมุ แมน้ําไนล การควบคุมระบบชลประทาน การควบคมุ
การผลิตพืชผลทางการเกษตร พรอมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคมและวัฒนธรรม พื้นที่ของอียิปตน้ัน
ลอมรอบดวยทะเลทรายเสมือนปราการปอ งกันการรกุ รานจากศัตรูภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทําเหมืองแร
และอยี ปิ ตย งั เปน ชนชาติแรก ๆ ทมี่ ีการพัฒนาการดวยการเขียน ประดิษฐตัวอักษรขึ้นใช การบริหารอียิปต
เนน ไปทางสง่ิ ปลกู สรา งและการเกษตรกรรม พรอ มกันนัน้ ก็มีการพัฒนาการทางทหาร

อียปิ ตทเ่ี สริมสรา งความแขง็ แกรง แกราชอาณาจักร โดยประชาชนจะใหความเคารพกษัตริยหรือฟาโรห
เสมอื นหนึ่งเทพเจา ทาํ ใหก ารบรหิ ารราชการบา นเมอื งและการควบคุมอาํ นาจน้นั ทาํ ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ

ชาวอียิปตโบราณไมไดเปนเพียงแตนักเกษตรกรรมและนักสรางสรรคอารยธรรมเทาน้ัน แตยังเปน
นักคิด นักปรัชญา ไดมาซ่ึงความรูในศาสตรตาง ๆ มากมาย พัฒนาอารยธรรมกวา 3,000ป ท้ังในดาน
คณิตศาสตร เทคนิคการสรางพีระมิด วัด โอเบลิสก ตัวอักษรและเทคโนโลยีดานกระจก นอกจากนี้ยังมีการ
พัฒนาประสิทธิภาพทางดานการแพทย ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม อียิปตทิ้งมรดกสุดทายแก
อนุชนรนุ หลงั ไวค อื ศลิ ปะและสถาปตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนําไปใชท่ัวโลก อนุสรณ สถานท่ีตาง ๆ ในอียิปต
ตางดงึ ดูดนกั ทองเที่ยว กวาหลายศตวรรษทผี่ า นมา ปจ จบุ ันมกี ารคนพบวัตถุใหมๆ ในอียิปตมากมายซึ่งกําลัง
ตรวจสอบถงึ ประวัติความเปน มาเพอ่ื เปนหลักฐานใหแกอารยธรรมอยี ปิ ต การสรางสรรคอ ารยธรรมของชาวอียิปต
โบราณ เชน อักษรภาพ “เฮียโรกริฟฟค” ถือวาเปนหลักฐานขอมูลของแหลงอารยธรรมอ่ืน ๆ
“พีรามิด” ใชเปนสุสานเก็บพระศพของฟาโรห ซึ่งใชน้ํายาอาบศพในรูปของมัมมี่ ประติมากรรมรูปคนตัว
เปน สงิ หหมอบเฝาหนา พีรามดิ ถือวาเปน ประติมากรรมท่ยี ิ่งใหญ

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
กําเนิดขึ้นในบรเิ วณลมุ แมน ้ํา 2 สาย คอื แมน ้ําไทกรีสและแมน้ํายูเฟรตีส ปจจุบันอยูในประเทศอิรัก
เปนแหลงอารยธรรมแหงแรกของโลก มนุษยในอารยธรรมน้ีมักมองโลกในแงราย เพราะสภาพภูมิประเทศ
ไมเอื้อตอการดํารงชีวิต ทําใหเ กรงกลัวเทพเจา คดิ วาตนเองเปน ทาสรับใชเทพเจา จงึ สรา งเทวสถานใหใหญโต
นา เกรงขาม เปนสัญลักษณท ่ปี ระทับของเทพเจาตาง ๆ มีชุมชนหลายเผาตั้งถน่ิ ฐานในบริเวณนี้ที่สําคัญ ไดแก
สเุ มเรยี น อะมอไรต อัสซีเรียน คาลเดยี และชนชาติอนื่ ๆ
คนกลุมแรกที่สรางอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้น คือ สุเมเรีย ผูคิดประดิษฐตัวอักษรขึ้นเปนครั้งแรก
ของโลก อารยธรรมที่ชาวสุเมเรียนสรางข้ึนเปนพื้นฐานสําคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย สถาปตยกรรม
ซกั กูเรต็ ประดิษฐค ันไถใชไถนา ตัวอักษร ศลิ ปกรรมอ่นื ๆ ตลอดจนทัศนคตติ อ ชีวิตและเทพเจา ของชาว

87

สเุ มเรยี น ไดดํารงอยแู ละมีอทิ ธพิ ลอยูในลมุ แมน ้ําทัง้ สองตลอดชว งสมัยโบราณ ชนชาติอะบอไรตแ หง อาณาจักร
บาบโิ ลเนยี ไดประมวลกฎหมายขน้ึ เปน ครัง้ แรกคือ ประมวลกฎหมาย “ฮัมบรู าบี” ชนชาติอัสซเี รยี นสรางภาพ
สลักนนู และชนชาติเปอรเซยี เปนตน แบบสรา งถนนมาตรฐาน

อารยธรรมกรกี
อารยธรรมกรีกโบราณ ไดแก อารยธรรมนครรัฐกรีก คําวา กรีก เปนคําท่ีพวกโรมันใชเปนครั้งแรก
โดยใชเ รยี กอารยธรรมเกา ตอนใตของแหลมอตี าลี ซ่งึ เจรญิ ขึ้นบนแผนดนิ กรีกในทวีปยุโรป และบริเวณชายฝง
ตะวันออกของทะเลเมดิเตอรเรเนียน ดานเอเชียไมเนอร ซ่ึงในสมัยโบราณเรียกวา ไอโอเนีย (lonia)
อารยธรรมท่ีเจริญขึ้นในนครรัฐกรีกมีศูนยกลางสําคัญท่ีนครรัฐเอเธนสและนครรัฐสปารตา นครรัฐเอเธนส
เปน แหลงความเจริญในดา นตา ง ๆ ทงั้ ดานการปกรอง เศรษฐกิจ สังคม ศิลปะ วิทยาการดานตาง ๆ รวมทั้ง
ปรชั ญา สว นนครรัฐสปารตาเจริญในลักษณะที่เปนรัฐทหารในรูปเผด็จการ มีความแข็งแกรงและเกรียงไกร
เปน ผูนําของรฐั อนื่ ๆ ในแงข องความมรี ะเบยี บวินยั กลา หาญและเดด็ เดยี่ ว การศกึ ษาเกี่ยวกับอารยธรรมกรีก
โบราณ จึงเปน การศึกษาเรอ่ื งราวเกี่ยวกับนครรฐั เอเธนสและนครรัฐสปารตา
ชาวกรกี เรียกตัวเองวา เฮลีนส (Hellenes) เรียกบานเมืองของตนวา เฮลัส(Hellas) และเรียกอารย
ธรรมของตนวา อารยธรรมเฮเลนิค (Hellenic Civilization) (1) ชาวกรีกโบราณเปนชาวอินโตยูโรเปยน
ชาวกรีกตั้งบานเรือนของตนเองอยูทางทิศตะวันออกเฉียงใต ตรงปลายสุดของทวีปยุโรปตรงตําแหนงท่ีมา
บรรจบกนั ของทวปี ยุโรป เอเชยี และแอฟรกิ า เปน ตน เหตุใหก รีกโบราณไดรับอิทธิพลความเจริญโดยตรงจาก
ท้ังอยี ิปตแ ละเอเชยี กรกี ไดอ าศัยอิทธิพลดังกลาวพฒั นาอารยธรรมของตนขึ้น โดยคงไว ซ่ึงลักษณะท่ีเปนของ
ตนเอง ชาวกรีกสมัยโบราณถือวาตนเองมคี ุณลกั ษณะพเิ ศษบางอยางทีผ่ ิดกับชนชาตอิ ่นื และมกั จะเรยี กชนชาติ
อ่นื วา บาเบเรยี น ซึ่งหมายความวาผทู ่ีใชภาษาผิดไปจากภาษาของพวกกรีก
อารยธรรมกรีกรูจักกันในนามของอารยธรรมคลาสสิก สถาปตยกรรมท่ีเดน คือ วิหารพาเธนอน
ประติมากรรมทีเ่ ดน ทสี่ ุด คือ รปู ปน เทพซีอุส วรรณกรรมดีเดน คือ อเี ลียดและโอดสิ ต (I liad and Oelyssay)
ของโอเมอร
อารยธรรมโรมนั
อารยธรรมโรมันเปน อารยธรรมท่ีไดร ับการถา ยทอดมาจากกรกี เพราะชาวโรมนั ไดร วมอาณาจกั รกรีก
และนําอารยธรรมกรีกมาเปนแบบแผนในการสรางสรรคใหเหมาะสมกับสภาพความเปนอยูของสังคมโรมัน
สถาปตยกรรมที่เดน ไดแก วิหารพาเธนอน หลังคารูปโมในกรุงโรม โคลอสเซียม อัฒจันทรสําหรับดูกีฬา
ซงึ่ จุผดู ไู ดถ งึ 4,500 คน วรรณกรรมที่เดนท่ีสุดคือเร่อื ง อีเนียด (Aeneid) ของเวอรว ิล

88

กจิ กรรมเรอื่ งที่ 2 แหลงอารยธรรมโลก

กจิ กรรมที่ 6 ใหศ กึ ษาคน ควา และทํารายงานสง
ใหเ ปรียบเทียบอารยธรรมของโลกตะวนั ออกและตะวันตก

กิจกรรมที่ 7 จงทําเครื่องหมาย X หนาคําตอบที่ถกู ตองทสี่ ดุ เพยี งขอ เดยี ว

1. ขอ ใดตรงกบั ความหมายของคาํ วาอารยธรรม
ก. สภาพโบราณ
ข. สภาพประวัตศิ าสตร
ค. การถายทอดอดีตสปู จจบุ ัน
ง. สภาพที่พนจากความปา เถื่อน

2. อารยธรรมเมโสโปเตเมียกําเนดิ ในบรเิ วณลมุ แมน ้ําใด
ก. แมน ํา้ ไททรสั และแมน้ํายเู ฟรตสี
ข. แมนํา้ ไทกรสี และแมน ํ้าสุเมเรยี น
ค. แมนํ้ายเู ฟรตีสและแมนํ้าสุเมเรยี น
ง. แมน้ํายเู ฟรตีสและแมน ้ําอะมอไรต

3. ประวัติศาสตรข องจนี แบงเปน กย่ี ุค
ก. 3
ข. 4
ค. 5
ง. 6

4. โคลอสเซยี ม เปน สถาปต ยกรรมของอารยธรรมประเทศใด
ก. ฝรัง่ เศส
ข. อียปิ ต
ค. โรมัน
ง. กรีก

5. อารยธรรมของโลกตะวันออก มีรากฐานมาจากแหลง อารยธรรมประเทศอะไร
ก. จีนและกัมพชู า
ข. จีนและอนิ เดีย
ค. อนิ เดยี และกมั พชู า
ง. จีนและประเทศไทย

89

เรือ่ งท่ี 3 ประวัตศิ าสตรช าตไิ ทย

ความเปนมาของดินแดนประเทศไทยในสมัยโบราณสวนใหญมาจากหลักฐานดานโบราณคดีและ
เอกสารประวตั ิศาสตรจีนโบราณและภาพถายทางอากาศและเห็นถึงที่ต้ังและสภาพของแหลงชุมชนโบราณ
ในประเทศไทย สภาพคนู ้าํ และคันดินในแหลงโบราณคดีแตละแหงแสดงใหเห็นวาชุมชนนั้นไดเริ่มตั้งถิ่นฐาน
อยางถาวรแลว เชน ชุมชนบงึ คอกชา ง จังหวัดอุทยั ธานี มีคูน้ําและคันดินลอมรอบถึง 3 ช้ันดวยกัน ซึ่งแสดงวา
ชุมชนดังกลาวมีประชากรต้ังถิ่นฐานอยูอยางตอเนื่อง และมีประชาชนเพิ่มมากข้ึนจนตองขยายเขตชุมชน
ออกไป

ดินแดนในประเทศไทยมีทั้งพัฒนามาจากอาณาจักรเดิมและมีการอพยพยายเขามาของกลุมคนพูด
ภาษาไทย – ลาวจากถนิ่ บรรพบรุ ษุ ซง่ึ อยูต อนใตข องประเทศจนี เดิม เขามายังดินแดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต
ราวคริสตศ ตวรรษที่ 10 รัฐของชาวไทยมคี วามสําคญั ตามยคุ สมยั ไดแก อาณาจักรโยนกเชียงแสน อาณาจักร
ลา นนา อาณาจักรสโุ ขทยั อาณาจกั รอยุธยา และไดพฒั นามาเปนสมัยกรุงรัตนโกสินทร นับตั้งแต พ.ศ. 2325
เปนตน มา

อาณาจกั รสยามเผชญิ กบั การคุกคามในสมยั ยุคลา อาณานคิ มของประเทศตะวันตก แตสยามสามารถ
รอดพน จากการถูกยึดครองโดยประเทศเจา อาณานิคมได และหลังจากการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการ
ปกครอง ในป พ.ศ. 2475 ประเทศไทยยังคงอยูในชวงท่ีปกครองโดยรัฐบาลทหารเปนสวนใหญ จนกระทั่ง
อกี 60 ปถ ัดมา จงึ ไดมรี ะบบการเลอื กต้ังท่ีเปนประชาธิปไตยอยา งแทจ รงิ

ประวัติศาสตรท่ีมกี ารคน พบในประเทศไทยที่เกาแกทส่ี ดุ คือท่บี า นเชียง โดยส่ิงของที่ขุดพบมาจากใน
สมัยยุค 3,600 ปกอนคริสตศักราช โดยมีการพัฒนาเครื่องบรอนซ และมีการปลูกขาว รวมถึงการติดตอ
ระหวา งชุมชนและมรี ะบอบการปกครองข้นึ

มีหลายทฤษฎีที่พยายามหาที่มาของชนชาติไทย ทฤษฎีดั้งเดิมเชื่อวาชาวไทยในสมัยกอนเคยมี
ถ่นิ อาศัยอยูข้นึ ไปทางตอนเหนอื ถึงแถบเทือกเขาอัลไต จากนั้น ไดมีการทยอยอพยพเคลื่อนยายลงมาทางใต
สูคาบสมุทรอินโดจีน หลายละลอกเปนเวลาตอ เนือ่ งกนั หลายพันป โดยเช่ือวาเกิดจากการแสวงหาทรัพยากร
ใหม แตทฤษฎีน้ีขาดหลักฐานทางโบราณคดีที่นาเช่ือถือได ในขณะเดียวกันก็มีหลายทฤษฎีท่ีอธิบายวาเดิม
ชนชาติ ไทย ไดอ าศยั อยเู ปนบรเิ วณกวางขวางในทางตอนใตของจีนจนถึงภาคเหนือของไทยและไดม กี ารอพยพ
ลงใตเ ร่ือย ๆ เขา มาอาศัยอยูในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีน จากนั้นไดอาศัยกระจัดกระจายปะปนกับกลุมชน
ดง้ั เดิมในพืน้ ที่ โดยไมมีปญ หามากนัก ซงึ่ อาจเนอื่ งดวยดินแดนคาบสมุทรอนิ โดจนี ในชวงเวลาน้นั ยังมีพื้นท่ีและ
ทรัพยากรธรรมชาติเปนจํานวนมาก ในขณะที่มีกลุมชนอาศัยอยูเบาบาง ปญหาการแยงชิงทรัพยากรจึงไม
รุนแรง รวมทั้งลกั ษณะนสิ ัยของชาวไทยน้นั เปน ผูอ อนนอมและประนีประนอม ความสัมพันธระหวางชาวไทย
กลมุ ตาง ๆ อาจมกี ารติดตอ อยา งใกลช ดิ อยบู า ง ในฐานะของผูมีภาษาวัฒนธรรมและท่ีมาอันเดียวกัน แตการ
รวมตัวเปนนิคมขนาดใหญหรือแวนแควนยังไมปรากฏ ในเวลาตอมาเมื่อมีชาวไทยอพยพลงมาอาศัยอยูใน

90

ดินแดนคาบสมทุ รอินโดจนี เปนจาํ นวนมากขน้ึ ชาวไทยจงึ เรมิ่ มบี ทบาทในภมู ภิ าค แตกย็ งั คงจาํ กดั อยูเพียงการ
เปน กลมุ อํานาจยอ ย ๆ ภายใตอํานาจการปกครองของชาวมอญและขอม กระท่ังอํานาจของขอมในดนิ แดน
ทีร่ าบลุมแมนาํ้ เจาพระยาเริ่มออ นกาํ ลังลง กลุมชนที่เคยตกอยภู ายใตอาํ นาจปกครองของขอม รวมทั้งกลุมของ
ชาวไทย

ในชวงตอมา มีการปกครองของหลายอาณาจักรในบริเวณที่เปนประเทศไทยในปจจุบัน ไดแก
ชาวมาเลย ชาวมอญ ชาวขอม โดยอาณาจักรทส่ี ําคญั ไดแก อาณาจกั รทวารวดใี นตอนกลาง อาณาจกั รศรีวิชัย
ในตอนใต และอาณาจักรขอมซ่งึ มศี ูนยกลางการปกครองท่ีนครวดั โดยคนไทยมกี ารอพยพมาจากดินแดนทาง
ตะวันตกเฉียงใตและทางใตของจนี ผา นทางประเทศลาว

ภาคกลาง
1. อาณาจกั รทวารวดี
2. อาณาจกั รละโว

ภาคใต
1. อาณาจักรศรีวิชยั
2. อาณาจกั รตามพรลิงก

ภาคอสี าน
1. อาณาจักรฟนู าน
2. อาณาจักรขอม
3. อาณาจกั รศรีโคตรบรู ณ

ภาคเหนือ
1. อาณาจักรหรภิ ุญชัย
2. อาณาจกั รโยนกเชียงแสน

ดินแดนในประเทศไทยมีทงั้ พัฒนามาจากอาณาจักรเดิมกอ นหนา นนั้ เชน ละโว ศรวี ชิ ยั ตามพรลงิ ก
ทวารวดี ฯลฯ อาณาจกั รทสี่ ําคญั ของไทยในชวงปลายพทุ ธศตวรรษท่ี 19 ถึงปจ จุบนั ไดแ ก อาณาจักรสุโขทัย
อาณาจกั รอยธุ ยา กรงุ ธนบรุ ี และรตั นโกสินทร

กรงุ ธนบุรี พ.ศ. 2310 – 2325

หลงั จากพระเจา ตากสนิ ไดก อบกูกรงุ ศรีอยธุ ยากลับคนื จากพมา ไดแ ลว พระเจา ตากสนิ ทรงเหน็ วา กรุง-
ศรอี ยุธยาถกู พมา เผาผลาญเสียหายมาก ยากที่จะฟนฟูใหเหมือนเดิม พระองคจึงยายเมืองหลวงมาอยูที่กรุง-
ธนบรุ แี ลว ปราบดาภิเษกข้นึ เปนกษตั รยิ  ทรงพระนามวา “พระบรมราชาธริ าชที่ 4” (แตประชาชนนยิ มเรียกวา
สมเดจ็ พระเจาตากสนิ มหาราชหรือสมเดจ็ พระเจากรุงธนบรุ ี) ครองกรุงธนบุรอี ยู15 ป นับวาเปนพระมหากษัตริย
พระองคเดียวทปี่ กครองกรงุ ธนบุรี

91

สมเด็จพระเจา ตากสนิ ทรงยา ยเมืองหลวงมาอยทู ี่กรงุ ธนบรุ ี เน่ืองจากสาเหตุดงั ตอไปน้ี
1. กรงุ ศรอี ยธุ ยาชํารุดเสียหายมากจนไมสามารถบูรณปฏิสังขรณใหดีเหมือนเดิมได กําลังร้ีพลของ

พระองคม ีนอยจงึ ไมส ามารถรกั ษากรงุ ศรอี ยธุ ยาเปน เมืองใหญได
2. ทําเลท่ีตัง้ ของกรุงศรีอยธุ ยาทาํ ใหขาศกึ โจมตไี ดง าย
3. ขาศึกรเู สนทางการเขา ตีกรงุ ศรอี ยธุ ยาดี
สวนสาเหตทุ ่พี ระเจาตากสนิ ทรงเลอื กกรุงธนบุรีเปนเมืองหลวงเนื่องจากทําเลที่ตั้งกรุงธนบุรีอยูใกล
ทะเล ถา เกดิ มศี กึ มาแลวตงั้ รับไมไหวกส็ ามารถหลบหนไี ปตั้งม่ันทางเรอื ไดกรุงธนบรุ เี ปนเมอื งเลก็ จึงเหมาะกับ
กําลังคนท่ีมีอยูพอจะรักษาเมืองไดกรุงธนบุรีมีปอมปราการที่สรางไว ตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยาหลงเหลืออยู
ซึ่งพอจะใชเ ปน เครือ่ งปองกนั เมืองไดในระยะแรก

ดา นการปกครอง
หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียใหแกพมา เม่ือ พ.ศ. 2310 บานเมืองอยูในสภาพไมเรียบรอย มีการ
ปลนสะดมกันบอย ผูคนจึงหาผูคุมครองโดยรวมตัวกันเปนกลุมเรียกวาชุมนุม ชุมนุมใหญ ๆ ไดแก ชุมนุม
เจาพระยาพิษณโุ ลก ชุมนมุ เจาพระฝาง ชุมนุมเจาพิมาย ชุมนุมเจานครศรีธรรมราช เปนตน สมเด็จพระเจา
ตากสินทรงใชเ วลาภายใน 3 ป ยกกองทัพไปปราบชุมชนตางๆ ที่ตั้งตนเปนอิสระจนหมดสิ้นสําหรับระเบียบ
การปกครองน้ัน พระองคทรงยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบการปกครองแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ตามที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบไว แตรัดกุมและมีความเด็ดขาดกวา คนไทยในสมัยน้ัน
จงึ นิยมรับราชการทหาร เพราะถา ผใู ดมีความดีความชอบ กจ็ ะไดร ับการปนู บาํ เหนจ็ อยา งรวดเรว็
ลักษณะการปกครอง ในสวนกลางมีตําแหนงอคั รมหาเสนาบดี 2 ตาํ แหนง ไดแก
สมหุ นายก ควบคมุ ดแู ลหวั เมืองฝา ยเหนือ
สมหุ กลาโหม ควบคมุ ดแู ลหวั เมอื งฝายใต
นอกจากนี้ยังมีเสนาบดีอีก 4 ตําแหนง คือ เสนาบดีจตุสดมภ ไดแก เสนาบดีกรมเมือง (นครบาล)
เสนาบดีกรมวัง (ธรรมาธิกรณ) เสนาบดีกรมคลัง (โกษาธิบดี) และเสนาบดีกรมนา (เกษตราธกิ าร)
สวนภมู ิภาคแบงเปน หวั เมอื งช้ันใน คือ เมืองท่ีรายรอบพระนคร และหัวเมืองชั้นนอก คือ เมืองที่อยู
ไกลพระนคร
ดานเศรษฐกิจและสังคม ตลอดระยะเวลาท่ีบานเมืองไมสงบ สภาพเศรษฐกิจตกต่ําลงอยางมาก
เพราะพลเมืองไมเปน อันทาํ มาหากนิ เม่ือกเู อกราชไดแ ลว ความอดอยากหิวโหยก็ยังคงมีอยู เปนเหตุใหมีโจร
ผูรา ยชุกชมุ และเกดิ โรคระบาด ผูคนลมตายเปน จาํ นวนมาก สภาพหัวเมอื งตาง ๆ จึงเหมือนเมืองราง สมเด็จ-
พระเจากรุงธนบุรีไดสละพระราชทรัพยซื้อขาวสารราคาแพงจากพอคาตางเมืองเพื่อนํามาแจกจายราษฎร
นอกจากนัน้ ไดพ ระราชทานเสือ้ ผา เครอ่ื งนุง หมดวย
สมยั กรงุ ธนบรุ ี ประชาชนทําการขดุ ทรพั ยส มบัตจิ ากแหลงซอ นทรัพยใ นกรงุ ศรีอยธุ ยา ซง่ึ ผูคนนาํ มาฝง
ซอ นไว การขดุ แตล ะคร้งั ผูขดุ จะไดท รัพยส นิ เงินทองมากมาย แตกท็ ําใหโ บราณวัตถุถูกทําลายลง
ดานศาสนา หลงั จากที่พระเจา ตากสินข้ึนครองกรุงธนบุรีแลว พระองคจึงไดจัดระเบียบสังฆมณฑล
รวบรวมพระไตรปฎกและบรู ณปฏิสังขรณวัด

92

ดานวัฒนธรรมและศิลปกรรม สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีทรงพระราชนิพนธรามเกียรต์ิไว 4 ตอน
นอกจากน้นั กม็ ีกวที ่ีสําคัญในสมัยน้ัน คือ หลวงสรวชิ ติ (หน) นายสวนมหาดเลก็ และพระยามหานุภาพ

ดา นศลิ ปกรรม เกดิ ศิลปกรรมหลายแขนง เชน นาฏกรรม จติ รกรรม และสถาปตยกรรม
หลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรก รุงธนบุรี
เน่ืองจากสมัยกรุงธนบุรีเปนราชธานีเปนชวงระยะเวลาสั้น ๆ และมีพระมหากษัตริยเพียงพระองค
เดียว (สมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราชเสดจ็ สวรรคตใน พ.ศ. 2325 พระชนมายไุ ด 45 พรรษา) ดังนนั้ หลักฐาน
ท่ปี รากฏจึงไมม ากนัก ไดแก
1. บนั ทึกสว นเอกชน เชน จดหมายเหตคุ วามทรงจํากรมหลวงนรินทรเทวี
2. เอกสารไทยรวมสมยั ไดแ ก เอกสารราชการ เชน หมายรับสั่ง จดหมายเหตุรายงาน การเดินทัพ
จดหมายเหตุโหร พระราชกําหนด และอีกประเภทหนึ่ง คือ งานวรรณกรรมรวมสมัยอิงประวัติศาสตร เชน
คําโคลงยอพระเกยี รตพิ ระเจา กรงุ ธนบุรีของนายสวนมหาดเลก็ นริ าศเมืองกวางตุงของพระยามหานุภาพและ
สงั คตี ยิ วงศ ของสมเด็จพระวนั รัตนว ดั พระเชตพุ น
3. พระราชพงศาวดารกรุงธนบรุ ี
4. เอกสารตางประเทศ ไดแ ก เอกสารจีน เอกสารประเทศเพื่อนบานและเอกสารตะวนั ตก

กรุงรัตนโกสนิ ทร พ.ศ. 2325 – ปจจบุ นั

หลงั จากปราบดาภิเษกข้ึนเปน พระมหากษัตริย ในป พ.ศ. 2325 แลว สมเด็จเจาพระยามหากษัตริย
ศึกทรงใชพระนามวา “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก” และไดยายราชธานีจากกรุงธนบุรีขาม
แมนา้ํ เจาพระยามายังฝง ตรงขา ม และต้งั ชอื่ ราชธานใี หมน ว้ี า “กรุงเทพมหานคร” พรอม ๆ กับการสถาปนา-
ราชวงศจักรขี นึ้ มา โดยกําหนดในวันที่ 6 เมษายน ของทกุ ปเปนวนั จกั รี

เหตุผลในการยา ยราชธานี
1. พระราชวงั เดมิ ไมเ หมาะสมในแงย ทุ ธศาสตร เพราะมแี มน ้าํ ไหลผา นกลางเมอื ง ยากแกการปองกัน
รักษา
2. ฝงตะวันออกของแมนํ้าเจาพระยามีชัยภูมิดีกวา เพราะเปนดานหัวแหลม มีลําน้ําเปนพรมแดน
กวา ครึ่ง
3. เขตพระราชวังเดมิ ขยายไมได เพราะมวี ดั กระหนาบอยูท้ังสองขา ง ไดแ ก วดั แจง และวัดทา ยตลาด
ลักษณะของราชธานีใหม
ราชธานีใหมที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชโปรดฯ ใหสรางข้ึนไดทําพิธียก
เสาหลักเมือง เมื่อวันท่ี 21 เมษายน พ.ศ. 2325 การสรางราชธานีใหมน้ีโปรดฯ ใหสรางเลียนแบบกรุงศรี-
อยธุ ยา กลา วคือ กาํ หนดผังเมืองเปน 3 สวน
1. สว นท่ีเปนบริเวณพระบรมมหาราชวงั วังหนา วัดพระศรรี ตั นศาสดาราม (วัดพระแกว ) ทุงพระเมรุ
และสถานทส่ี ําคญั อนื่ ๆ มีอาณาบรเิ วณตงั้ แตร ิมฝง แมน้ําเจา พระยามาจนถงึ คเู มืองเดิม สมัยกรงุ ธนบรุ ี


Click to View FlipBook Version