The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษา สค31001 ระดับ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษา สค31001 ระดับ ม.ปลาย

หนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษา สค31001 ระดับ ม.ปลาย

193

3. สถาบนั ทเ่ี กย่ี วของกบั การแลกเปลี่ยน ไดแก
1) คนกลาง (Middleman) หมายถึง ผูทําหนาที่เปนส่ือกลางระหวางผูผลิตกับผูบริโภค เชน

พอคาขายปลีก พอคาเรตาง ๆ เปนตน คนกลางมีประโยชนทําใหผูบริโภคไดใชสินคาและบริการตามความ
ตองการแตถา คนกลางเปน ผเู อาเปรียบผบู รโิ ภคมากเกนิ ไปจะทําใหประชาชนเดอื ดรอน

2) ธนาคาร (Bank) คือ สถาบันการเงินที่ใหความสะดวกในดานการแลกเปลี่ยน ธนาคารทํา
หนาท่เี ปน ตวั กลางระหวางผูออมและผลู งทนุ

3) ตลาด (Market) ในทางเศรษฐศาสตร หมายถึง กระบวนการแลกเปลี่ยนซ้ือขายสินคาและ
บรกิ าร ไมไดหมายถึงสถานท่ีทําการซ้ือขายสนิ คา แตเปนสถานทใ่ี ด ๆ ทส่ี ามารถติดตอซ้ือขายกันได อาจจะมี
หลายรูปแบบ เชน ตลาดขา ว ตลาดหนุ ตลาดโค กระบอื เปนตน หนา ทีส่ ําคัญของตลาด ไดแก

3.1) การจัดหาสินคา (Assembling) คอื จัดหา รวบรวมสินคา และบริการมาไวเพื่อจําหนาย
แกผตู อ งการซอ้ื

3.2) การเกบ็ รักษาสนิ คา (Storage) คอื การเกบ็ รกั ษาสนิ คา ท่ีรอการจาํ หนา ยแกผตู องการซอ้ื
หรือเกบ็ เพอ่ื การเกง็ กาํ ไรของผูข าย เชน โกดัง หรอื ไซโลเก็บพืชผลตาง ๆ เปน ตน

3.3) การขายสินคา และบรกิ าร (Selling) ทาํ หนา ที่ขายสนิ คาและบรกิ ารแกผูต องการซอ้ื เชน
รานคาปลกี หางสรรพสินคา ตลาดสด เปนตน

3.4) การกําหนดมาตรฐานของสินคา (Standardization) ทําหนาที่กําหนดมาตรฐานของ
สินคาท่นี าํ มาเสนอขายในดานของนํ้าหนกั ปริมาณและคณุ ภาพ เพือ่ ใหผ ซู ือ้ เกดิ ความไววางใจในสินคาที่นํามา
เสนอขาย

3.5) การขนสง (Transportation) ระบบการขนสงทําหนาท่ีสงสินคาที่นํามาแลกเปล่ียนซ้ือ
ขายกนั การขนสงมคี วามสําคญั เพราะทุกขั้นตอนของการผลิตจะตองผานกระบวนการขนสงทง้ั สน้ิ

3.6) การยอมรับการเสี่ยงภัย (Assumtion of Risk) ตลาดจะยอมรับการเสี่ยงภัยตาง ๆ
อนั อาจเกดิ ข้ึนจากการแลกเปล่ียนซอ้ื ขาย อาทิ ความเสยี่ งภยั เกี่ยวกบั สนิ คาสญู หายหรอื เสอ่ื มภาพ เชน สินคา
การเกษตร ยารักษาโรค อาหาร เปนตน

3.7) การเงิน (Financing) ตลาดทําหนาที่รับจายเงินในข้ันตอนตาง ๆ ของการซื้อขาย
ตลอดจนการจัดหาทนุ หมุนเวียนและสนิ เชือ่ ตาง ๆ เพือ่ การดําเนนิ ธรุ กิจเกย่ี วกับการแลกเปล่ยี นซ้อื ขาย

ในการแขงขนั ตลาดแบง ออกเปน 2 ลกั ษณะคือ
1) ตลาดท่ีมีการแขงขันท่ีไมสมบูรณ (Imperfect Competitive Market) เปนตลาดที่พบอยู

โดยทวั่ ไปในประเทศตา ง ๆ ลักษณะสาํ คญั ของตลาดชนิดน้ีคือ มักมีการจํากัดอยางใดอยางหน่ึงที่ทําใหผูขาย
หรือผซู ื้อมอี ิทธพิ ลตอการกําหนดราคาหรือปริมาณได ตลาดที่มีการแขงขันไมสมบูรณแบงออกเปน 3 แบบ
ไดแก

1.1) ตลาดก่ึงแขงขันก่ึงผูกขาด (Monopolistic Comtetition) คือ ตลาดที่มีผูซื้อขาย
จํานวนมาก สนิ คาของผูขายแตล ะรายจะมคี วามแตกตางกันเพียงเลก็ นอยแตไมเหมอื นกนั ทุกประการ สามารถ
ท่ีจะทดแทนกันไดแ ตไ มอาจทดแทนกันไดอยางสมบูรณ สวนใหญจะแตกตางกันในเรื่องของการบรรจุหีบหอ

194

และเครื่องหมายการคา ในตลาดชนิดน้ีผูขายสามารถกําหนดราคาไดบางแตตองคํานึงถึงราคาของผูขาย
รายอื่น ๆ ดวย ตัวอยางของสินคาในตลาด กึ่งแขงขันก่ึงผูกขาด ไดแก ผงซักฟอก ยาสีฟน สบู ยาสระผม
แปงเด็ก เปน ตน

1.2) ตลาดผขู ายนอยราย (Oligopoly) หมายถงึ ตลาดทมี่ ผี ขู ายไมม ากนัก ผูขายแตละราย
จะมีสว นแบง ในตลาด (Market Share) มาก สนิ คาที่ซื้อขายในตลาดจะมลี กั ษณะคลา ยคลงึ กันแตไ มเ หมอื นกัน
ทกุ ประการ เชน การผลิตนาํ้ อัดลมในประเทศไทยมีเพยี งไมกีร่ าย ถาหากผูผลติ น้ําอัดลมรายใดลดราคาสินคา
ลงจะทําใหปรมิ าณขายของผูผลิตรายน้ันเพิ่มข้ึนและปริมาณขายของผูอ่ืนจะลดลง แตอยางไรก็ตามผูขายใน
ตลาดชนดิ นีม้ กั จะไมลดราคาแขง ขนั กนั เพราะการลดราคาเพอ่ื แยงลูกคาซึ่งกันและกันในที่สุดจะทําใหรายได
ของผขู ายทกุ รายลดลงโดยที่ไมไดลูกคาเพิม่ ดงั นั้น ผูข ายมกั จะแขงขนั กันดวยวิธีอ่ืน เชน การโฆษณาและการ
ปรับปรุงคุณภาพของสินคา เปนตน ตัวอยางสินคาในตลาดชนิดน้ี ไดแก น้ําดื่ม น้ําอัดลม น้ํามัน รถยนต
เปน ตน

1.3) ตลาดผูกขาด (Monopoly) หมายถงึ ตลาดทม่ี ีผูขายเพียงรายเดียวสินคาท่ีซื้อขายใน
ตลาดมีคุณลกั ษณะพเิ ศษไมเ หมอื นใคร ไมสามารถหาสินคา อื่นมาทดแทนไดอ ยางใกลเ คียง เปนการผูกขาดตาม
นโยบายของรัฐบาล เชน การผลติ บหุ รี่ การออกสลากกินแบง เปนตน หรอื ขนาดของกิจการตอ งใหญม าก เชน
กจิ การรถไฟใตดิน โทรศัพท การผลิตไฟฟา เปน ตน

2) ตลาดแขง ขนั สมบรู ณ (Prefect Competitive Market) มีลกั ษณะดงั น้ี
2.1) ผูขายและผูซื้อมีจํานวนมากราย การซื้อขายของแตละรายเปนปริมาณสินคาเพียง

เลก็ นอ ยเม่ือเทยี บกบั จํานวนซ้อื ขายทงั้ ตลาด ดังนัน้ การเปล่ยี นแปลงปรมิ าณซ้อื ขายของผูซอ้ื และผูขายรายใด
รายหนง่ึ จึงไมท าํ ใหอุปสงคข องตลาดเปลี่ยนแปลง และไมส ง ผลกระทบตอราคาตลาด

2.2) สินคามคี ุณลกั ษณะและคุณภาพใกลเคียงกันมาก (Homogeneous Product)
หมายความวา ในสายตาของผูซอ้ื เหน็ วา สินคาดังกลาวของผขู ายแตล ะรายไมแ ตกตางกันจะซอื้ จากผขู ายรายใด
กไ็ ดต ราบเทา ที่ขายในราคาตลาด

2.3) ผูผ ลิตรายใหมส ามารถเขาสตู ลาดไดโดยงา ย ขณะเดียวกันการเลิกกิจการก็สามารถทํา
ไดโดยไมมีอุปสรรคในการเขาและออกจากตลาด (Free Entry and Exit) กิจการใดที่มีกําไรสูงจะมีผูเขามา
แขงขนั มากเพอื่ จะไดมีสวนแบงในกําไรนั้น แตกิจการใดขาดทุนผูประกอบกิจการจะเลิกไปเพื่อไปประกอบ
กจิ การอยางอน่ื ที่ทาํ กาํ ไรมากกวา

2.4) ปจจยั การผลิตสามารถเคล่ือนยายไดโดยสมบูรณ (Perfect Mobility of factors of
Production) ปจจัยการผลติ สามารถเคลอ่ื นยายจากกจิ กรรมทีม่ ีผลตอบแทนต่ําไปยงั กิจกรรมที่มีผลตอบแทน
สงู กวา ทนั ทีโดยไมต องเสียตนทุนการเคล่อื นยา ยแตอยางใด

2.5) ผซู ้อื ผูขายมขี อมลู ขา วสารสมบรู ณ (Perfect information หรอื Perfect Knowledge)
กลาวคือ ผูซ ้อื ผูขายสามารถเขาถึงขอมูลเก่ียวกบั ตลาด เชน ราคาสินคาในแตละพื้นท่ไี ดส ะดวกและเสมอภาค
กนั เปน ตน

195

ในตลาดแขงขันสมบรู ณดงั กลาว การจัดสรรและการใชทรพั ยากรที่มอี ยูอยางจํากัด รวมทั้งสินคาและ
บริการตาง ๆ จะถูกกําหนดโดยกลไกตลาด (Price Mechanism) หรือโดยปฏิสัมพันธของผูซ้ือและผูขาย
จาํ นวนมากในตลาดซึง่ ในทางเศรษฐศาสตร กค็ ืออุปสงคและอปุ ทานตลาดนนั่ เอง การซ้อื ขายเปน ไปตามความ
พอใจของผซู อ้ื และผขู ายอยา งแทจ ริง

4. การแทรกแซงราคาในตลาดของรัฐบาล
ราคาสนิ คา และบรกิ ารในตลาดบางครงั้ อาจถูกแทรกแซงโดยรฐั บาลกไ็ ด ซงึ่ สามารถทําไดใ น 3 กรณี คอื

1) การกําหนดราคาสงู สดุ (Fixing of Maximum Prices) ในกรณีท่ีรฐั บาลเหน็ วา สนิ คาท่จี ําหนา ย
จําเปนตอการครองชีพในทองตลาดเกิดการขาดแคลนและราคาสินคาสูงขึ้น ทําใหประชาชนไดรับความ
เดือดรอน รัฐบาลจะเขาควบคุมโดยกําหนดราคาสูงสุดของสินคาน้ัน ๆ เชน เน้ือสัตว น้ําตาลทราย
เปน ตน

2) การประกันราคาขั้นตํ่า (Guaranteed Minimum Prices) ในกรณีที่รัฐบาลเห็นวาราคา
สินคา บางอยางลดต่าํ ลง จนอาจเกิดผลเสยี แกผ ผู ลิต เชน สนิ คา การเกษตรบางประเภทรัฐบาลจะเขาควบคุม
โดยกาํ หนดราคาขนั้ ตํา่ หรือถา ไมม ีพอ คา รับซ้อื รฐั บาลจะเขารับซอื้ เอง เปนตน

3) การพยุงราคา (Price Support) เปนมาตรการท่ีรัฐบาลชวยใหราคาสินคาชนิดใดชนิดหน่ึง
เพ่มิ สงู ข้ึนเพอ่ื ประโยชนของผูผลิตหรือผูขายอาจกระทําโดยการเขาแทรกแซงตลาดของรัฐบาลดวยการเขา
แขงขนั การซื้อกับเอกชน เพ่ือขยายอุปสงค หรือการใหเงินอุดหนุนแกผูผลิตท่ีลดการผลิตลงเพื่อลดอุปทาน
ใหมีนอ ยลงกไ็ ด

กลาวไดว า การแลกเปลี่ยนเปนกิจกรรมที่สําคัญตอการกระจายสินคาและรายไดไปยังบุคคลตาง ๆ
ซ่ึงตองอาศยั สถาบันท่ีเกี่ยวของกับการแลกเปลี่ยนหลายสถาบัน อาทิ คนกลาง ตลาด ธนาคาร และสถาบัน
อ่ืน ๆ อีกมากมาย รวมทง้ั บทบาทของรัฐบาลที่จะเขา มาอาํ นวยความสะดวกใหก ารแลกเปลี่ยนดาํ เนนิ ไปดวยดี

สรปุ

การแลกเปลี่ยน หมายถึง การเปล่ียนความเปนเจาของในสินคาและบริการ โดยการโอนหรือยาย
กรรมสทิ ธิ์หรอื ความเปน เจา ของระหวา งบุคคลหรือธุรกิจ การแลกเปลี่ยนมีวิวัฒนาการมายาวนานต้ังแตการ
แลกส่ิงของกับสิ่งของจนถึงปจจุบันท่ีใชระบบเงินและเครดิตและอาศัยสถาบันตาง ๆ เปนตัวกลางในการ
แลกเปลย่ี น

แบบฝก หัดทายบทเรอื่ งท่ี 3 กระบวนการทางเศรษฐกิจ

คําส่งั เมื่อผูเรียนศึกษา เรื่องกระบวนการทางเศรษฐกิจแลวใหทําแบบฝกหัดตอไปนี้ โดยเขียนในสมุด
บันทึกกิจกรรมการเรยี นรู
แบบฝกหัดท่ี 1 ใหผูเ รยี นศึกษาวเิ คราะหช ่ือสินคา และประเภทของสินคาตามท่ีกําหนด แลวนําชื่อ ประเภท
สินคา ใสทา ยชื่อสนิ คาใหส ัมพันธ / สอดคลอ งกัน

196

ก. สินคา ไรร าคา (Free Goods)
ข. สนิ คา เศรษฐทรพั ย (Economic Goods)
ค. สินคา สาธารณะ (Public Goods)

1. นํา้ ทะเล ......................................................................................
2. ผลไม ......................................................................................
3. โทรศพั ท ......................................................................................
4. รถยนต ......................................................................................
5. ขยะ ......................................................................................
7. ปลาทตู วั เล็ก ......................................................................................
8. กองทพั แหงชาติ ......................................................................................
9. ขาวสารชนดิ 25% ......................................................................................
10. แสงแดด ......................................................................................

แบบฝก หัดที่ 2 ใหผูเ รียนตอบคาํ ถามตอไปนี้
1. การผลิต หมายถงึ อะไร

…………………………………………………………………………………………………….…………..…………………
2. ปจ จยั การผลติ ไดแ กอะไรบา ง

………………………………………………………………………………………………………………..…………………
3. ลาํ ดับข้ันการผลติ มีก่ีลาํ ดบั ขนั้ ไดแ กอ ะไรบา ง

………………………………………………………………………………………….……………………….………………
………………………………………………………………………………………………………………..……………......

4. สินคามกี ่ีประเภท อะไรบา ง
.........................................................................................................................………....
.........................................................................................................................………....

5. สงิ่ กาํ หนดการผลิตไดแกอ ะไรบาง
……………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………..……………………………

6. ประเภทของหนวยธรุ กิจไดแ กอะไรบาง
………………………………………………………………………………………………………..………………...……
…………………………………………………………………………………………………..……………………………

197

7. การแบง สรร หมายถงึ อะไร
……………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………..……………………………

8. การแบง สรรมีกีป่ ระเภท อะไรบาง
………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………..……………………………

9. ความแตกตา งในดา นรายไดข องคนเราเกิดจากอะไร
………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………..……………………………

แบบฝก หัดที่ 3 ใหผูเรยี นอา นขอ ความทกี่ าํ หนดใหแ ลว ตอบคําถาม
อุปสงค (Demand) หมายถงึ ความตอ งการของผูบ ริโภคในการที่จะบริโภคสินคาอยางใด อยางหนึ่ง

ดว ยเงินที่เขามอี ยู ณ ราคา และเวลาใดเวลาหนึ่ง เปน ความตอ งการทีผ่ ซู ้อื ตองการและเต็มใจท่จี ะซอ้ื สนิ คา
อุปทาน (Supply) หมายถงึ ปรมิ าณการเสนอขายสินคา ณ ราคาหนง่ึ ตามความตอ งการของผูซอื้ เปน

สภาพการตดั สินใจของผขู ายวาจะขายสนิ คา จํานวนเทาใด ในราคาเทา ใด
ใหผเู รียนพจิ ารณาตารางแสดงอุปสงค อุปทานของลําไยในตลาดแหง หนึง่ แลวตอบคําถาม

ตารางราคาลําไย ปริมาณซ้อื (Demand) ปริมาณจา ย (Supply)
(กก.) (กก.)
ราคา (บาท) 20 80
35 65
30 50 50
25 65 35
20 80 20
15
10

198

คําถาม
1. ราคาสินคา จะสงู หรือตาํ่ ขึน้ อยูกบั

....................................................................................................................
2. เพราะเหตุใดลาํ ไยราคากโิ ลกรมั ละ 30 บาท ผซู ื้อจึงตองการซื้อนอ ย

....................................................................................................................
3. ณ ราคาเทาใดทผ่ี ูข ายตอ งการขายลําไยนอ ยทส่ี ุด

....................................................................................................................
4. ลาํ ไยราคา 20 บาท เรียกวา

....................................................................................................................
5. ปริมาณลาํ ไย 50 กิโลกรัม เรียกวา

....................................................................................................................

แบบฝก หัดที่ 4 ใหผ เู รยี นศึกษาปจ จัยการผลิตและผลตอบแทนตอ ไปน้แี ลว ตอบคําถามท่กี ําหนดให

ในการผลติ สนิ คา จะตองอาศยั ปจ จัยการผลิต 4 อยาง คอื
1. ที่ดิน (Land) หมายถงึ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ุกชนิด มผี ลตอบแทนเปนคา เชา
2. แรงงาน (Labour) หมายถึง ความมานะพยายามของมนษุ ยท ัง้ ทางกายและทางสมองมผี ลตอบแทน
เปน คา จาง
3. ทนุ (Capital) หมายถึง สนิ คาประเภททนุ หรือเครอ่ื งมือในการผลติ มผี ลตอบแทนเปน ดอกเบย้ี
4. ผูประกอบการ (Entrepreneurship) หมายถึง การจัดต้ังองคการเพ่ือผลิตสินคาและบริการ
มผี ลตอบแทน คอื กาํ ไร

ใหผ ูเ รียนแสดงผลตอบแทนของปจ จัยการผลติ แตละชนดิ

ปจ จยั การผลติ ผลตอบแทนของปจจยั การผลิต

1. ที่ดนิ

2. แรงงาน

3. ทุน

4. ผปู ระกอบการ

199

เรอ่ื งท่ี 4 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ

1. ความหมายและความสาํ คญั ของการพัฒนาเศรษฐกิจ
การพัฒนาเศรษฐกิจ หมายถึง การเปล่ียนแปลงโครงสรา งทางสงั คม การเมอื ง และเศรษฐกจิ ใหอยู

ในภาวะทีเ่ หมาะสม เพอ่ื ทําใหร ายไดทแี่ ทจริงเฉล่ียตอบุคคลเพ่ิมข้ึนอยางตอเน่ือง อันเปนผลทําใหประชากร
ของประเทศมีมาตรฐานการครองชพี สงู ขนึ้

การพัฒนาเศรษฐกจิ ของแตละประเทศ จะมีจดุ มุงหมายทแ่ี ตกตางกัน ท้งั น้ีเนอ่ื งจากทรพั ยากร
การผลิต สภาพภูมิศาสตร ตลอดจนพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมไมเหมือนกัน แตอยางไรก็ตาม ในแตละประเทศ
ยงั คงมีจดุ มงุ หมายท่ีเหมอื นกันประการหน่ึง คือ มุงใหเกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยางมีเสถียรภาพ
เพื่อใหป ระชากรของประเทศอยูดีกินดนี น่ั เอง

การพัฒนาเศรษฐกิจ หากทาํ ไดผลดยี อ มสงผลใหประเทศมีฐานะทางเศรษฐกิจดีข้ึน ประชาชนมี
ความเปนอยสู ุขสภาพในทางตรงกันขาม หากการพฒั นาเศรษฐกิจไมไ ดผลหรอื ไมไ ดร ับการเอาใจใสอ ยา งจริงจงั
ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะทรดุ โทรมลง และประชาชนมีความเปนอยูแรนแคน มากขนึ้

สาํ หรับการพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศไทยน้ันไดมีการพัฒนาอยางตอเน่ืองและใหความสําคัญ
มาก โดยเฉพาะอยางย่งิ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยจะเหน็ ไดจากการกําหนดให มีหนวยงานรับผิดชอบ
ในการจัดทําแผน คือ สาํ นกั งานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ซ่ึงในปจจุบันประเทศไทย
มีแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติทัง้ หมด 11 ฉบับ

2. ปจ จยั ทีเ่ กีย่ วของกบั การพัฒนาเศรษฐกิจ
ปจ จยั ทีเ่ ก่ียวของกับการพัฒนาเศรษฐกิจมี 4 ประการ คือ ปจจัยทางเศรษฐกิจ ปจจัยทางการเมือง

ปจ จัยทางสังคม และปจจยั ทางเทคโนโลยี ซ่ึงปจจยั ดงั กลา วมรี ายละเอยี ดดังน้ี
2.1 ปจ จยั ทางเศรษฐกิจ ปจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลใหเกิดการเพิ่มข้ึนของรายไดตอบุคคลมี 4

อยาง คอื
1) การสะสมทุน การสะสมทนุ จะเกิดข้ึนไดใ นกรณีทมี่ รี ายไดประชาชาติสูงข้ึน ซึ่งทําใหเกิด

เงินออมและเงินลงทนุ เพมิ่ ขนึ้ ซ่งึ เม่อื มกี ารสะสมทนุ ขน้ึ แลว กจ็ ะมผี ลตอการเพ่มิ การผลติ และรายไดตอบุคคล
ตามมา

2) การเพิม่ จํานวนประชากร ในปจจุบันนั้นการเพ่ิมจํานวนประชากรกอใหเกิดผลเสียทาง
เศรษฐกิจอยา งมาก โดยเฉพาะอยางย่ิงการผลิตจะมีประสิทธิภาพต่ําลงเนื่องจากมีการใชทรัพยากรธรรมชาติ
กันมากขนึ้ ซ่งึ มผี ลทําใหทรัพยากรเสื่อมคุณภาพและทรัพยากรบางอยาง ก็ไมสามารถงอกเงยมาทดแทนได
นอกจากน้เี มอื่ มีประชากรเพ่ิมข้นึ ทําใหรฐั บาลตอ งเสียคา ใชจา ย ดา นสวัสดิการเพิ่มขึ้น เชน คาใชจายดานการ
จัดการศกึ ษา การสาธารณสุขและการสาธารณูปโภค เปนตน นอกจากรัฐบาลจะตองเสียคาใชจายดังกลาว
แลว ยงั มีปญ หาอยา งอื่นตามมาอกี เชน ปญหาดา นการจราจร ปญ หาดานมลพษิ ฯลฯ

3) การคนพบทรพั ยากรใหม ๆ ทําใหเ กิดโอกาสใหม ๆ ในการผลิต รวมท้ังมีผลทําใหมีการ
ลงทุนเพม่ิ ขน้ึ และสงผลในการเพิม่ ขนึ้ ของผลผลิตเพือ่ ใหประชาชนไดบ รโิ ภคมากข้นึ

200

4) ความกาวหนา ทางเทคโนโลยีจากความกาวหนาทางเทคโนโลยีในปจจุบัน จะเห็นไดวามี
การนาํ เคร่ืองจกั รมาใชใ นการผลิต ดังน้ันจึงทําใหมีความสามารถในการผลิตไดมาก ปริมาณผลผลิตก็เพ่ิมข้ึน
และเปน ไปอยางสมาํ่ เสมอ ประการที่สําคญั ชวยลดตนทนุ ในการผลิตไดเปน จาํ นวนมากอกี ดว ย

2.2 ปจจยั ทางการเมือง
ปจจัยทางการเมืองนับวามีผลตอการพัฒนาเศรษฐกิจมากดวยเชนกัน โดยเฉพาะในดาน

นโยบายและความมน่ั คงการปกครอง การเปล่ยี นแปลงรฐั บาลบอย ๆ หรือการยดึ อํานาจ โดยรัฐบาลเผด็จการ
จะมีสว นทําใหเกดิ ปญ หาดานการผลติ ตางชาติไมสามารถเขาไปลงทนุ ดา นการผลติ ได นอกจากนอี้ งคก รธุรกจิ
ภายในประเทศเองกอ็ าจตอ งหยุดซะงักตามไปดว ย

2.3 ปจ จยั ทางสงั คม
ปจ จยั ทางสังคมมีผลตอการพัฒนาเศรษฐกิจไมแพปจจัยอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศ ท่ีกําลัง

พัฒนา ซึ่งพบวาสวนใหญประชาชนมักขาดความกระตือรือรนในการทํางานและมีนิสัยใช จายเงินฟุมเฟอย
การเกบ็ ออมจงึ มนี อ ย และเมอื่ มีรายไดเพ่มิ มักใชจา ยในการซอ้ื เครื่องอุปโภคบริโภคท่ีอาํ นวยความสะดวกสบาย
มากกวาท่จี ะไปลงทนุ ในการผลิตเพ่อื ใหรายไดง อกเงยข้นึ

2.4 ปจ จยั ดานเทคโนโลยี
ใ น ป ร ะ เ ท ศ อุ ต ส า ห ก ร ร ม ก า ร ใ ช เ ท ค โ น โ ล ยี ช้ั น สู ง ช ว ย ทํ า ใ ห เ พิ่ ม ผ ล ผ ลิ ต ไ ด ม า ก ข้ึ น

ในขณะเดียวกันก็สามารถประหยดั การใชแรงงานซ่ึงมอี ยูอ ยางจํากดั โดยการใชเครือ่ งจกั รทุนแรงตาง ๆ แตใน
ประเทศกําลังพัฒนาการใชเทคโนโลยีมีขอบเขตจํากัดเนื่องจากยังขาดผูมีความรู ความสามารถ ดานการใช
เทคโนโลยี ขาดเงนิ ทุนท่จี ะสนับสนุน การคนควา วิจยั ทางดา นเทคโนโลยีใหม ๆ และทสี่ าํ คญั การใชเครอ่ื งจักร
ทนุ แรงในประเทศทก่ี ําลังพัฒนาจะกอใหเกดิ ปญ หาดา น แรงงานสวนเกิน แทนทจี่ ะทําใหการวา งงานนอ ยลง

3. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
ประเทศไทยไดมีการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติต้ังแตมี พ.ศ. 2504 โดยเร่ิม

ตั้งแตฉบับที่ 1 จนถงึ ปจ จบุ นั คอื ฉบับท่ี 11 มีการกําหนดวาระของแผน ฯ ดงั น้ี
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504 – 2509
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 2 พ.ศ. 2510 – 2514
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2515 – 2519
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 4 พ.ศ. 2520 – 2524
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบับท่ี 5 พ.ศ. 2525 – 2529
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 6 พ.ศ. 2530 – 2534
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 7 พ.ศ. 2535 – 2539
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 8 พ.ศ. 2540 – 2544
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบับท่ี 9 พ.ศ. 2545 – 2549
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 10 พ.ศ. 2550 – 2554
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบับท่ี 11 พ.ศ. 2555 – 2559

201

3. สาระสาํ คญั และผลการใชพ ฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ

แผนฯ สาระสาํ คัญ ผลจากการใชแ ผนฯ

ฉบับที่ 1 จุดมงุ หมาย สงเสริมอุตสาหกรรมทดแทนการ G.D.P. เพม่ิ ขนึ้ 8 % ตอไป

พ.ศ. 2504 - 2509 นาํ เขา การกระจายรายไดไมเปน

สาระสําคญั เนนการลงทนุ เศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน ธรรมเกิดปญ หาสาํ คญั

เชน เขอ่ื น ไฟฟา ประปา ถนน และ ในชวงนค้ี ือประชากร

สาธารณูปการอืน่ ๆ นอกจากนยี้ งั มีการพฒั นา เพิม่ ข้นึ อยางรวดเรว็

การศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษาไปสูภูมภิ าคเปน

ครงั้ แรก (ตั้งมหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม, ขอนแกน)

อปุ สรรค ขาดบคุ ลากรทางวิชาการและการ

บรกิ าร

ฉบบั ท่ี 2 จดุ มงุ หมาย พัฒนาสงั คมควบคกู ับการ พัฒนา อตั ราการขยายตัวทาง
เศรษฐกจิ สงู แตตํ่ากวา
พ.ศ. 2510 - 2514 เศรษฐกจิ แผนฉบบั นจ้ี งึ เริ่มใชชือ่ วา เปา หมาย การกระจาย
“แผน พัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาต”ิ รายไดไ มเปน ธรรม

สงเสรมิ การผลิตเพอ่ื การสง ออก

ฉบับที่ 3 สาระสาํ คัญ เนน การพัฒนาสงั คม โดยลด G.D.P. เพม่ิ ขึน้ 6.2% ตอ
ปซ ึ่งตาํ่ กวา เปาหมายทั้งน้ี
พ.ศ. 2515 - 2519 ชองวางของการกระจายรายไดนอกจากนี้ยงั ได เพราะสภาพดินฟา อากาศ
เร่ิมโยบายประชากรและการวางแผนครอบครวั แปรปรวนประกอบกบั การ
ผันผวนของเศรษฐกจิ โลก
(โดยเฉพาะการข้ึนราคา
นา้ํ มัน) อตุ สาหกรรมทําให
ไทยตองนําเขาสนิ คาทนุ
มากข้ึนจนตอ งประสบ
ภาวะขาดดลุ การคา และ
ดลุ ชําระเงนิ อยางมาก

ฉบบั ที่ 4 จดุ มงุ หมาย เนนการกระจายรายไดแ ละสรา ง ผลการพฒั นาสงู กวา
เปาหมายเลก็ นอยยงั คงมี
พ.ศ. 2520 - 2524 ความเปนธรรมทางสงั คมมกี ารปรับปรงุ ปญ หาตองพงึ่ พาการ

อุตสาหกรรมเพ่อื ขยายการสงออกและพัฒนา

202

แผนฯ สาระสาํ คัญ ผลจากการใชแ ผนฯ

ทรัพยากรธรรมชาติ (โดยเฉพาะนาํ้ มนั และกาซ นาํ เขาขาดดลุ การคา ความ
ธรรมชาต)ิ มาใชประโยชนน อกจากน้มี ีการ ยากจนในชนบทการ
พัฒนาเมอื งหลกั ในแตล ะภาคอยางชดั เจน พัฒนาสงั คมความเสอื่ ม
โทรมของสง่ิ แวดลอม

ฉบับที่ 5 จดุ มุงหมาย แกป ญหาการกระจายรายได และ G. D.P. เพม่ิ ขน้ึ 4.4%
พ.ศ. 2525 - 2529 ความยากจนในชนบท โดยใหช าวชนบทมสี วน ตอ ปซ ึง่ ตํา่ กวาเปา หมาย
รวมในการแกป ญหาดว ยตัวเองมากทสี่ ุด ประสบความสําเร็จในการ
นอกจากนีย้ งั เนนการพฒั นาเมอื งในพนื้ ทช่ี ายฝง พัฒนาชนบททยี่ ากจนและ
ตะวันออก การลดอัตราการเพม่ิ
ประชากร

ฉบบั ที่ 6 จุดมงุ หมาย เนน การขยายตวั ทางเศรษฐกจิ และ เศรษฐกจิ ขยายตัวสูงและ
พ.ศ. 2530 - 2534 พัฒนาคุณภาพประชากร เปดกวางเขา สรู ะดบั
สาระสําคัญ นานาชาตมิ ากข้นึ
พัฒนาคณุ ภาพประชากร วทิ ยาศาสตร โครงสรางเศรษฐกจิ เริ่มเขา
เทคโนโลยี และทรพั ยากรธรรมชาติ ปรับปรงุ สูภ าคอตุ สาหกรรมฐานะ
คณุ ภาพสนิ คาไทยเพอื่ แขงขนั ในตลาดโลก การเงินการคลังของ
กระจายรายไดส ภู ูมภิ าคและชนบท แผนฉบบั นี้ ประเทศมเี สถียรภาพ
หันมาเพมิ่ บทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนา (ดลุ การคลังเกินดลุ ครั้ง
ประเทศมากขึ้นอุปสรรค ขาดแคลนบริการขน้ั แรกในป 2531) ยงั คงมี
พนื้ ฐาน (เชน ถนน ไฟฟา ทาเรอื สนามบนิ ) ปญ หาการกระจายรายได
และแรงงานฝม ือ ขาดบริการขนั้ พน้ื ฐานและ
เงนิ ออมปญ หาสังคมและ
ความเสือ่ มโทรมของ
ทรัพยากรธรรมชาตริ ะบบ
ราชการไมด พี อ

ฉบบั ท่ี 7 จดุ มุงหมาย เนน “ปรมิ าณทางเศรษฐกจิ ” การเปด เสรที างการเงนิ ทํา
พ.ศ. 2535 - 2539 “คุณภาพประชากร” และ “ความเปน ธรรมทาง ใหฟ องสบแู ตก เปน
สังคม” ใหส มดลุ กนั สาระสําคญั เนนการ ตนเหตุของวิกฤตเิ ศรษฐกจิ
พัฒนาคุณภาพชวี ติ โดย มุงการขยายตวั และ ไทย (ตมยาํ กุง)

203

แผนฯ สาระสําคัญ ผลจากการใชแ ผนฯ

เสถียรภาพทางเศรษฐกจิ พฒั นากรงุ เทพฯ และ
ปรมิ ณฑลใหเ ช่อื มโยงกับพน้ื ทชี่ ายฝง ทะเล
ตะวันออก

ฉบบั ที่ 8 จดุ มงุ หมาย เนน “การพฒั นาทรัพยากร เกิดวกิ ฤตเศรษฐกจิ ไทย
ในเดือนกรกฎาคม 2540
พ.ศ. 2540 - 2544 มนษุ ย และคณุ ภาพชีวิตของคนไทยเปนสาํ คัญ ทําใหเ กิดภาวะชะงกั งนั
ทางเศรษฐกจิ และรฐั ตองกู
การพัฒนาคุณภาพชีวิต สงิ่ แวดลอ มและ เงินจาก IMF มาพยุงฐานะ
ทางเศรษฐกจิ
ทรพั ยากรธรรมชาติ สาํ หรบั การพฒั นาอยาง

ยัง่ ยนื และยาวนาน การกระจายความเจริญสู

สว นภมู ิภาคโดยใหค วามสําคัญแกการพฒั นา

กลมุ คนในชนบท และกระจายอํานาจบรหิ ารสู

ทอ งถ่นิ กําหนดเขตเศรษฐกจิ อยางจรงิ จงั และ

ชัดเจนโดยรัฐ เขา ไปดแู ลใหก ารสนบั สนนุ การ

ปลูกพืชตามท่กี ําหนดให

ฉบบั ที่ 9 จดุ มุง หมาย เนน พฒั นาคนเปน ศนู ยกลางปรบั

พ.ศ. 2545 - 2549 โครงสรา งการพฒั นาประเทศ ใชค วามคิดเห็น

ประชาชนท้งั ประเทศ มากําหนดกรอบและ

ทศิ ทางของแผนพฒั นาฯ ใชแ นวพระราชดําริ

“เศรษฐกจิ พอเพยี ง” เปน วิสยั ทศั นของแผน

การพฒั นาทีย่ ่ังยืน และความอยดู ีมีสขุ ของคน

ไทยรากฐานการพัฒนาประเทศทเี่ ขม แข็ง

กระจายผลประโยชนแ กปญ หาความยากจน

ฉบบั ที่ 10 จุดมงุ หมาย เนน “สังคมอยเู ย็นเปน สุข

พ.ศ. 2550 - 2554 รวมกนั ” ภายใตแ นวปฏบิ ัติของ “ปรัชญา

เศรษฐกจิ พอเพยี ง”การพฒั นาแบบบรู ณาการ

เปน องคร วมทม่ี ี “คนเปนศูนยกลางการพฒั นา”

การพฒั นาทีย่ งั่ ยืนการพฒั นาคนและ เทคโนโลยี

204

4. วเิ คราะหสาระสาํ คญั จากแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 10
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 10 ไดสรุปสาระสําคัญเก่ียวกับสถานะดาน

เศรษฐกิจของประเทศไว คือ ประเทศไทยมกี ารเจริญเติบโตอยางตอเน่ืองอัตราเฉล่ีย 5.7 ตอป ชวงป 2545 -
2548 และจดั อยใู นกลมุ ประเทศทม่ี รี ายไดปานกลาง โดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญเปนอันดับท่ี 20 จากจํานวน
192 ประเทศของโลก มบี ทบาททางการคาระหวางประเทศ และรักษาสวนแบงการตลาดไวไดในขณะท่ีการ
แขงขันสูงข้ึน ตลอดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรูของประเทศไทยปรับตัวสูงข้ึน โครงสรางการผลิตมี
จุดแข็ง คือมีฐานการผลิตท่ีหลากหลาย ชวยลดความเส่ียงจากภาวะผันผวนของวัฎจักรเศรษฐกิจ สามารถ
เช่ือมโยงการผลิตเพื่อสรางมูลคาเพ่ิมไดมากขึ้น แตเศรษฐกิจไทยมีจุดออนในเชิงโครงสรางท่ีตองพ่ึงพิงการ
นําเขาวัตถุดิบ ชิน้ สวน พลังงาน เงินทุนและเทคโนโลยีในสัดสวนที่สูง การผลิตอาศัยฐานทรัพยากรมากกวา
องคค วามรู มีการใชทรัพยากรเพ่ือการผลิตและบริโภคอยางส้ินเปลือง ทําใหเกิดปญหาสภาพแวดลอมและ
ผลกระทบในดานสังคมตามมา โดยไมไดมีการสรางภูมิคุมกันอยางเหมาะสม ภาคขนสงมีสัดสวนการใช
พลงั งานเชิงพานิชยส ูงถึงรอ ยละ 38 โครงสรา งพน้ื ฐานดานเทคโนโลยีสารสนเทศและส่อื สาร รวมถึงนํา้ เพ่อื การ
บรโิ ภคยงั ไมก ระจายไปสพู ้ืนท่ีชนบทอยา งเพียงพอและท่ัวถึง โครงสรางพื้นฐานดานวิทยาศาสตร เทคโนโลยี
และนวัตกรรมยงั อยใู นระดับตา่ํ และเปนรองของประเทศที่เปนคแู ขง ทางการคา

ประเทศไทยยังมีจุดแข็งอยูท่ีมีเสถียรภาพเศรษฐกิจในระดับที่ดี จากการดําเนินนโยบายเพื่อฟนฟู
เสถียรภาพเศรษฐกจิ ของประเทศและวิกฤตเศรษฐกิจ อยางไรก็ตามราคาน้ํามันที่เพิ่มสูงข้ึนและตอเน่ืองถึง
ปจ จุบัน สงผลใหด ุลการคา ดลุ บญั ชเี ดนิ สะพัดขาดดุลเพิ่มขึ้น สะทอนถึงปญ หาความออ นแอในเชิง โครงสรา งที่
พ่ึงพิงภายนอกมากเกนิ ไป ประเทศไทยยงั มีการออมตํ่ากวาการลงทนุ จึงตอ งพึง่ เงินทุนจากตา งประเทศทําใหมี
ความเสยี่ งจากการขาดดุลบญั ชีเดินสะพดั และจากการเคลอื่ นยายเงนิ ทนุ ระหวางประเทศ จึงจาํ เปน ตองพัฒนา
ระบบภูมิคุมกันทางเศรษฐกิจภายใตเง่ือนไขบริบทโลกที่มีการเคล่ือนยายอยางเสรีของคนองคความรู
เทคโนโลยี เงินทนุ สินคา และบรกิ าร

การพฒั นาเพ่ือเสริมสรา งความเปน ธรรมทางเศรษฐกิจและการแกไ ขปญหาความยากจนมีสวนชวยให
ความยากจนลดลงตามลําดับและการกระจายรายไดป รับตวั ดขี นึ้ อยา งชา ๆ

5. แนวคดิ หลกั และทิศทางการปรบั ตัวของประเทศไทย จากสถานการณดงั กลาวจําเปน ตองปรับตัว
หนั มาปรับกระบวนทรรศนก ารพัฒนาในทิศทางท่ีพ่ึงตนเองและภูมิคุมกันมากขึ้น โดยยึดหลัก “ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง” เปนแนวทางปฏิบัติควบคูไปกับการพัฒนาแบบบูรณาการเปนองครวมท่ียึด “คนเปน
ศูนยก ลางการพฒั นา” เพ่ือเกิดความเชือ่ มโยงท้งั ดานตวั คน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดลอมและการเมือง โดยมี
การวิเคราะหอยางมี “เหตุผล” และใชหลัก “ความพอประมาณ” ใหเกิดความสมดุลระหวางความสามารถ
ในการพึ่งตนเองกับความสามารถในการแขง ขันในเวทีโลก ความสมดุลระหวางสังคมชนบทกับสงั คมเมือง
โดยมีการเตรียม “ภมู คิ มุ กนั ” ดวยการบริหารจัดการความเสย่ี งใหเ พยี งพอพรอ มรบั ผลกระทบจากการเปล่ียน
ทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ

การขับเคลื่อนการพัฒนาทุกขั้นตอนตองใช “ความรอบรู” ในการพัฒนาดานตาง ๆ ดวยความ
รอบคอบ เปนไปตามลําดับข้ันตอน รวมท้ังเสริมสรางศีลธรรมและสํานึกใน “คุณธรรม”จริยธรรมในการ

205

ปฏิบัตหิ นาท่ีและการดาํ เนินชวี ิตดวยความเพยี ร อนั เปน ภูมิคุม กนั ในตวั ทดี่ ี พรอมรับการเปล่ียนแปลงที่เกิดขนึ้
ท้ังในระดับครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ และสอดคลองกับวิถีชีวิตสังคมและสอดคลองกับ
เจตนารมณข องรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550

เปาหมายดานเศรษฐกิจ ปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหมีความสมดุลและยั่งยืน โดยใหสัดสวนภาค
เศรษฐกิจในประเทศตอภาคการคาระหวางประเทศเพ่ิมข้ึน สัดสวนภาคการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรม
เพมิ่ ขน้ึ กาํ หนดอัตราเงนิ เฟอ ลดการใชพ ลงั งานโดยเฉพาะภาคขนสง สดั สว นผลผลิตของวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดยอมตอ ผลติ ภณั ฑรวมในประเทศตาํ่ กวา รอ ยละ 40

แบบฝกหัดทายบท เรอื่ งที่ 4 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ

คําส่งั เม่อื ผเู รียนศกึ ษา เรือ่ ง แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติจบแลวใหทาํ แบบฝกหัดตอไปน้ี
โดยเขียนในสมุดบนั ทึกกจิ กรรมการเรียนรู

แบบฝกหัดท่ี 1 ใหผเู รียนตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี โดยกาเคร่ืองหมาย X คําตอบทีถ่ กู ท่สี ุด
1. การพัฒนาเศรษฐกิจ หมายถึงอะไร
ก. การเพ่มิ ขนึ้ ของรายได
ข. การขายตวั ทางดานเศรษฐกจิ และการคา
ค. อัตราการเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกิจและรายไดเพิ่มสูงข้ึน
ง. การเปล่ยี นโครงสรางทางเศรษฐกจิ สงั คม การเมือง นําไปสูก ารกระจายรายไดท สี่ งู ขน้ึ
2. ประเทศตาง ๆ เร่มิ มคี วามตนื่ ตวั ในการพัฒนาเศรษฐกิจเมื่อใด
ก. กอนสงครามโลกคร้ังที่ 1
ข. หลงั สงครามโลกครงั้ ที่ 1
ค. กอ นสงครามโลกคร้งั ที่ 2
ง. หลังสงครามโลกครงั้ ที่ 3
3. เหตุผลใดไมไ ดส ง ผลกระตนุ ใหป ระเทศตาง ๆ หันมาพฒั นาเศรษฐกิจ
ก. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ําหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2
ข. ภาวะสงครามเย็นหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2
ค. ความเจริญทางการสือ่ สารกอใหเกดิ การเลยี นแบบกนั
ง. ประเทศเอกราชหลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 ต่ืนตัวในการพฒั นาเศรษฐกจิ มากขนึ้
4. ส่ิงทใี่ ชว ัดระดบั การพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศตา ง ๆ คืออะไร
ก. รายไดต อบุคคล
ข. รายไดประชาชาติ
ค. รายไดร วมจากสนิ คา และบรกิ าร
ง. ความกาวหนาทางเทคโนโลยี

206

5. ประเทศ A มีรายไดแทจ รงิ ตอบคุ คล 500,000 บาท / คน / ป ประเทศ B มีรายไดแ ทจรงิ ตอ
บุคคล เทากบั ประเทศ A แสดงวา อยางไร
ก. ประเทศ A และประเทศ B เปนประเทศพฒั นาแลวเหมอื นกัน
ข. ประเทศ A มีระดบั การพฒั นาเทา กบั ประเทศ B ถาดชั นีช้ีวดั ความอยดู กี นิ ดขี อง 2 ประเทศ
ใกลเคยี งกัน
ค. ประเทศ B มีระดับการพฒั นาสงู กวา ประเทศ A ถาประเทศ B มดี ลุ การชําระเงินเกนิ ดลุ
ง. ท้ังประเทศ A และประเทศ B เปน ประเทศกําลงั พัฒนาเหมือนกัน

6. นอกเหนอื จากรายไดตอ หวั ตอคน ตอ ปแลว ส่ิงสาํ คญั ทบี่ ง บอกถงึ ระดบั การพฒั นาของประเทศ
ตาง ๆ คอื อะไร
ก. จํานวนประชากร
ข. อาชีพของประชากร
ค. คุณภาพประชากร
ง. อตั ราการเพม่ิ ของประชากร

7. ขอ ใดไมใ ชส ิ่งบงบอกวา เปนประเทศดอยพฒั นาหรอื กําลังพฒั นา
ก. รายไดตาํ่
ข. ประชากรสวนใหญเ ปนเกษตรกร
ค. มคี วามแตกตา งกนั มากเร่ืองรายได
ง. เศรษฐกจิ ของประเทศพงึ่ ตวั เองได

8. จดุ เรม่ิ ตน ของวฏั จกั รแหงความอยากจนอยูท่ีใด
ก. การลงทนุ ตํ่า
ข. รายไดแทจริงตาํ่
ค. ปจจัยทนุ มปี ระสทิ ธภิ าพตา่ํ
ง. ประสิทธภิ าพการผลิตต่าํ

9. ในการวางแผนพฒั นาเศรษฐกิจจะมกี ระบวนการพัฒนาโดยเริม่ ตนและส้ินสุดอยา งไร
ก. สํารวจภาวะเศรษฐกจิ - กาํ หนดเปาหมาย
ข. สาํ รวจภาวะเศรษฐกจิ – ประเมนิ ผลการพัฒนา
ค. กําหนดเปา หมาย – ปฏบิ ตั ิงานตามแผนพฒั นา
ง. กาํ หนดเปา หมาย – ประเมนิ ผลการพัฒนาเศรษฐกจิ

10. ขอใดไมถ กู ตอ ง
ก. ประเทศไทยไดป ระกาศใชแผนพฒั นาเศรษฐกจิ หลงั การเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ข. ประเทศไทยเรม่ิ ใชแผนพัฒนาเศรษฐกจิ คร้งั แรกใน พ.ศ. 2504
ค. ประเทศไทยเร่มิ ใชแผนพัฒนาเศรษฐกจิ คร้งั แรกในสมยั จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต
ง. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ แผนแรกของประเทศไทยเปน แผนทีม่ รี ะยะเวลายาวนานทสี่ ดุ

207

11. ระยะแรกของการใชแ ผนพฒั นาเศรษฐกิจแหง ชาติ ฉบบั ที่ 1 เนนในเรื่องใด
ก. การพฒั นาสังคม
ข. การผลติ สนิ คาสาํ เร็จรูป
ค. การลงทุนปจ จัยพืน้ ฐาน
ง. การควบคุมอตั ราเพ่มิ ประชากร

12. ขอบกพรองของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ แหง ชาติ ฉบับท่ี 1 คืออะไร
ก. ขาดการลงทนุ ปจจยั พ้นื ฐาน
ข. ละเลยการพัฒนาชนบท
ค. พัฒนาอตุ สาหกรรมมากกวา การเกษตร
ง. ละเลยการพฒั นาทางดานสงั คม

13. แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบบั ใดทีเ่ ร่ิมพัฒนาเศรษฐกจิ ควบคูกบั สังคม
ก. ฉบบั ท่ี 1
ข. ฉบับท่ี 2
ค. ฉบับที่ 3
ง. ฉบับที่ 4

14. ขอ ใดไมใ ชอุปสรรคของการดาํ เนนิ งานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 3
ก. สภาพดนิ ฟา อากาศแปรปรวน
ข. ภาวะการคา และเศรษฐกจิ โลกซบเซา
ค. ดุลการคาและดลุ การชาํ ระเงนิ ของประเทศเกนิ ดลุ
ง. การขึน้ ราคานํ้ามนั ของกลมุ โอเปคทําใหเ กิดภาวะเงนิ เฟอ

15. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาตฉิ บบั ใดทีม่ งุ แกป ญ หาความยากจนในชนบทอยางจรงิ จงั
ก. ฉบบั ท่ี 4
ข. ฉบบั ที่ 5
ค. ฉบบั ท่ี 6
ง. ฉบบั ที่ 7

16. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติฉบบั ใดทีก่ ําหนดเปา หมายการลดอัตราเพม่ิ ประชากรเปน
คร้ังแรก
ก. ฉบบั ท่ี 3
ข. ฉบับท่ี 4
ค. ฉบับที่ 5
ง. ฉบบั ที่ 7

208

17. ขอใดไมไ ดอยใู นเปา หมายการพฒั นาตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 6
ก. พฒั นาคุณภาพของทรัพยากร
ข. กําหนดอตั ราเพ่มิ ประชากรไมเกนิ รอยละ 1.2
ค. การผลิตสนิ คาเพอื่ การสงออกไปแขงขนั ในตลาดโลก
ง. การขยายตัวทางดานการลงทุนและดานอตุ สาหกรรม

18. ขอใดไมใ ชจ ดุ เนน ของแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 7
ก. การกระจายรายไดไปสภู มู ภิ าคมากขึ้น
ข. การพัฒนาคุณภาพชวี ติ รกั ษาสง่ิ แวดลอมและทรพั ยากรธรรมชาติ
ค. การขยายตวั ทางเศรษฐกิจอยา งตอเนื่องเหมาะสมและมเี สถียรภาพ
ง. การพฒั นาอุตสาหกรรมโดยใชว ตั ถุดิบทางการเกษตรเพอื่ พง่ึ ตนเอง

19. การมงุ พฒั นาประเทศใหเ ปนประเทศอตุ สาหกรรมตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ
ฉบบั ที่ 1-7 ไดกอใหเกิดผลตอ สงั คมไทยอยางไร
ก. รายไดต อหัวของประชากรสงู ขนึ้ และกระจายไปสูคนสวนใหญอ ยางท่ัวถงึ
ข. ประชาชนไดร บั การบรกิ ารพ้ืนฐานอยา งเพยี งพอและมีความเปนธรรมในสงั คม
ค. สังคมไดรบั การพัฒนาทางวัตถุ ละเลยการพฒั นาทางจติ ใจเกิดชองวา งระหวางเมอื งและ
ชนบท
ง. เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกจิ สงั คมและการเมอื ง มาตรฐานการครองชพี ของประชาชนสงู ขน้ึ

20. เปา หมายหลักของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 8 คืออะไร
ก. การกระจายรายไดทเี่ ปนธรรม
ข. อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกจิ สงู ข้นึ
ค. คุณภาพประชากร
ง. การเปน ประเทศอุตสาหกรรมช้นั นํา

209

เรอื่ งที่ 5 สถาบนั การเงนิ และการธนาคาร การคลงั

ความหมายและความสาํ คัญของเงนิ

เงิน (Money) หมายถึง อะไรก็ไดท่ีมนุษยนํามาใชเปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แตตองเปนส่ิงท่ี
สังคมนัน้ ยอมรบั ในการชําระหน้ี เชน คนไทยสมยั สโุ ขทยั ใชเบี้ยหรือเปลือกหอย เปนตน เงินอาจจะอยูในรูป
ของโลหะกระดาษ หนังสตั ว ใบไมกไ็ ด เงินท่ดี ีจะตองมลี กั ษณะดงั นี้

1. เปน ของมีคาและหายาก เงินจะตอ งเปน ส่ิงท่ีมีประโยชน และมีคา ในตัวของมนั เอง เชน ทองคาํ และ
โลหะเงิน เปนตน

2. เปน ของทด่ี อู อกงาย สามารถรูไดวาเปนเงินปลอมหรือเงินจริง โดยไมตองอาศัยวิธีการท่ีซับซอน
ในการตรวจสอบ

3. เปน ของทีม่ ีมลู คาคงตัว ไมเปลี่ยนแปลงมากนักแมเ วลาจะผานไป
4. เปน ของทแ่ี บง ออกเปน สวนยอ ยได และมลู คาของสวนที่แบงยอ ย ๆ น้นั ไมเ ปลีย่ นแปลงและใชเปน
สือ่ กลางในการแลกเปลยี่ นได
5. เปน ของท่ขี นยา ยสะดวก สามารถพกพาตดิ ตัวไปไดง า ย
6. เปนของท่คี งทนถาวร เงินสามารถจะเกบ็ ไวไ ดนาน ไมแ ตกหักงาย
คาํ วา “เงนิ ” ในสมัยกอ นใชโลหะทองคําและเงนิ ตอ มามกี ารปลอมแปลงกันมากจึงมีการประทับตรา
เพ่ือรบั รองน้ําหนักและความบรสิ ุทธ์ิของเงิน เงินท่ีไดรบั การประทบั ตรานีจ้ ึงเรียกวา “เงนิ ตรา”

ความสาํ คัญของเงิน
เงนิ เปนส่ือกลางในการแลกเปลี่ยนที่มีความสําคัญตอชีวิตประจําวันของมนุษยมาก เงินชวยอํานวย
ความสะดวกใหแกมนุษย 3 ประการ คอื
1. ความสะดวกในการซ้ือขาย ในสมยั โบราณมนษุ ยน าํ ส่งิ ของมาแลกเปลีย่ นกันทาํ ใหเกิดความยุงยาก
ในการแลกเปลย่ี นเพราะความตอ งการไมตรงกนั หรอื ไมย ุติธรรมเพราะมูลคา ของสง่ิ ของไมเ ทาเทยี มกนั การนํา
เงินเปนสือ่ กลางทาํ ใหเกิดความสะดวกในการซ้ือขายมากขึ้น
2. ความสะดวกในการวัดมูลคา เงินจะชวยกําหนดมูลคาของสิ่งของตาง ๆ ซ่ึงสามารถนํามา
เปรยี บเทียบกนั ได
3. ความสะดวกในการสะสมทรัพยสิน สนิ คา ทมี่ นุษยผลติ ไดบางอยา งไมสามารถเกบ็ ไวไ ดนาน ๆ
แตเมอ่ื แลกเปลี่ยนเปนเงิน สามารถทีจ่ ะเก็บไวแ ละสะสมใหเ พิ่มข้ึนได
สรปุ

เงิน หมายถงึ อะไรก็ไดที่มนุษยนํามาใชเปน สือ่ กลางในการแลกเปลี่ยนและเปนสิ่งท่ีสังคมน้ันยอมรับ

เงินนอกจะมีความสําคัญในแงข องสอ่ื กลางในการแลกเปลี่ยนแลว ยงั ชวยอํานวยความสะดวกในการซอ้ื ขายการ

วัดมลู คา และการสะสมทรัพยส ิน

210

ประเภท และหนา ท่ขี องเงนิ

ประเภทของเงนิ
เงินในปจจบุ ันแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแ ก
1. เหรยี ญกษาปณ (Coinage) เปน เงินโลหะทสี่ ามารถชําระหนี้ไดตามกฎหมาย ในประเทศไทยผลิต
โดยกรมธนารักษ กระทรวงการคลัง
2. เงนิ กระดาษหรอื ธนบัตร (Paper Currency) เปนเงนิ ท่ีสามารถชาํ ระหนไ้ี ดต ามกฎหมายในประเทศ
ไทยผลิตโดยธนาคารแหงประเทศไทย
3. เงินเครดิต (Credit Money) ไดแก เงินฝากกระแสรายวัน หรือเงินฝากที่ส่ังจายโอนโดยใชเช็ค
รวมทั้งบตั รเครดติ ทใ่ี ชแ ทนเงนิ ได
การท่ีสังคมยอมรับวาทั้ง 3 ประเภทเปนเงิน (Money) เพราะวามีสภาพคลอง (Liquidity) สูงกวา
สินทรัพยอ ่นื ๆ กลาวคอื สามารถเปลีย่ นเปนสนิ คาและบรกิ ารไดท นั ที สว นสนิ ทรัพยอื่น ๆ เชน เงินฝากประจาํ
เงนิ ฝากออมทรพั ย ตั๋วแลกเงิน พันธบัตรรัฐบาล เปนตน มีสภาพคลองนอยกวาจึงเรียกวา เปนสินทรัพยท่ีมี
ลักษณะใกลเ คียงกับเงิน (Near Money)

หนา ท่ขี องเงนิ
เงนิ มีหนา ที่สาํ คญั 4 ประการ คือ
1. เปนมาตรฐานในการเทียบเทา (Standard of Value) มนุษยใชเงินในการเทียบคาสินคาและ
บริการตาง ๆ ทาํ ใหก ารซ้ือขายแลกเปล่ยี นสะดวกน้นั
2. เปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียน (Medium of Exchange) เงินทําหนาท่ีสื่อกลางในการซื้อขาย
สินคาตาง ๆ เพราะวา เงนิ มอี าํ นาจซือ้ (Purchasing Power) ทจี่ ะทาํ ใหการซื้อขายเกิดขนึ้ ไดทกุ เวลา
3. เปนมาตรฐานในการชําระหน้ีภายหนาการซ้ือแลกเปล่ียนสินคาภายในประเทศและระหวาง
ประเทศยอมเกดิ หน้สี ินทจ่ี ะตอ งชาํ ระเงนิ เขา มามบี ทบาทในการเปนสญั ญาที่จะตอ งชําระหนี้นน้ั
4. เปนเครื่องรักษามูลคา (Store of Value) เงินที่เก็บไวจะยังคงมูลคาของสินคาและบริการไว
ไดอ ยา งครบถวนมากกวาการเก็บเปนตัวของสนิ คา ซึง่ อาจจะอยไู ดไ มน าน

สรุป

เงนิ แบงออกเปน 3 ประเภท คือ เหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินเครดิต เงินมีหนาที่สําคัญในดาน

เปน มาตรฐานในการเทยี บคา เปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเปนมาตรฐานในการชําระหน้ีภายหนา และเปน

เครอ่ื งรกั ษามลู คา

211

ววิ ัฒนาการของเงิน

ววิ ฒั นาการในดา นการแลกเปลี่ยนของมนุษยม ดี ังนี้
1. ระบบเศรษฐกิจที่ไมใชเงินตรา เปนการแลกเปล่ียนโดยใชส่ิงของกับสิ่งของซึ่งมีขอยุงยากและ
ไมสะดวกหลายประการ ไดแ ก

1.1 ความตอ งการไมตรงกันทัง้ ชนิดและจํานวนของสินคา
1.2 ขาดมาตรฐานในการเทียบคา เพราะสง่ิ ของนําทีน่ าํ มาแลกเปลยี่ นมีมลู คาไมเ ทากัน
1.3 ยงุ ยากในการเกบ็ รกั ษา การเกบ็ เปน สนิ คาเปลอื งเน้อื ท่ีมาก
2. ระบบเศรษฐกิจที่ใชเ งินตรา มวี วิ ฒั นาการดังนี้
2.1 เงินที่เปนส่งิ ของหรอื สนิ คา คอื การนําสง่ิ ของหรอื สนิ คาบางอยา งมาเปนสื่อกลาง เชน ลูกปด
ผา ขนสตั ว เปลือกหอย เปน ตน ซงึ่ เงินชนิดนอ้ี าจจะไมเ หมาะสมในดานความไมคงทน มมี าตรฐานและคุณภาพ
ไมเ หมือนกัน ทาํ ใหคา ไมม น่ั คง ยงุ ยากในการพกพาและแบงยอยไดยาก
2.2 เงินกษาปณ (Coinage) การนําโลหะมาเปนส่ือกลางในการแลกเปลี่ยน แตเดิมใชไปตาม
สภาพเดิมของแรน้ันๆ ยังไมรูจักการหลอม ตอมาไดมีวิวัฒนาการดีขึ้นเรื่อย ๆ มีการหลอม การตรวจสอบ
น้ําหนักและความบริสุทธ์ิหรือผสมโลหะหลายชนดิ เขา ดวยกนั
2.3 เงินกระดาษ (Paper Money) นิยมใชเปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียนเพราะมีน้ําหนักเบา
พกพาสะดวก ประเทศแรกที่รูจกั การใชเงินกระดาษ คอื ประเทศจีน
2.4 เงินเครดติ (Credit Money) เปนเงินท่เี กิดขน้ึ ในสังคมเศรษฐกิจสมัยใหมที่มีระบบธนาคาร
แพรห ลายเร็ว การใชเงินชนดิ นก้ี อ ใหเกดิ ความรวดเรว็ และปลอดภัยในการแลกเปลยี่ น
สําหรบั ประเทศไทยมวี ิวัฒนาการของเงินประเภทตา งๆ ดงั น้ี
1. เหรยี ญกษาปณ ประเทศไทยใชเ งินเบี้ยเปน ส่อื กลางในการแลกเปลี่ยนมาตั้งแตสมัยสุโขทัยและใช
มาถงึ สมยั กรุงศรีอยุธยา ในรชั สมยั พระเจา อยหู ัวบรมโกศเกดิ การขาดแคลนเบ้ีย จึงนําดินเผามาปนและตีตรา
ประทับ เรียกกวา “ประกับ” ตอมาไดมีการทําเงินพดดวงข้ึนซ่ึงไดใชตอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 แหงกรุง-
รัตนโกสนิ ทร เมอื งไทยเราทาํ การคากบั ตา งประเทศมากขึ้นทาํ ใหเ กิดความขาดแคลนเงินพดดวง จึงไดจัดทํา
เงินเหรียญขน้ึ แทน ในสมยั รชั กาลที่ 5 ไดจ ัดทําเหรยี ญสตางคข้นึ เพ่ือสะดวกในการทําบญั ชี
2. ธนบัตร รชั กาลที่ 4 ไดมพี ระราชดํารใิ หผลิตธนบตั รข้ึนเรียกวา “หมาย” แตไมแ พรห ลายมากนักใน
สมัยรัชกาลท่ี 5 ไดประกาศใชพระราชบัญญัติธนบัตร เมื่อวันท่ี 24 มิถุนายน 2445 ดําเนินการออกธนบัตร
โดยรฐั บาล ธนบัตรจงึ แพรห ลายตั้งแตน้ันมา

สรุป

การแลกเปลี่ยนของมนษุ ยมีวิวฒั นาการจากระบบเศรษฐกิจที่ไมใชเ งินตรามาเปน ระบบเศรษฐกิจท่ีใช

เงินตรา สําหรับประเทศไทยใชเงินเบี้ยเปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมาต้ังแตสมัยสุโขทัย มาจนถึงการใช

212

เหรยี ญสตางคในสมยั รัชกาลที่ 5 สว นธนบัตรมีการผลติ และประกาศใชพระราชบัญญตั ิธนบัตรเปนคร้ังแรกใน

สมัยรชั กาลท่ี 5

ปริมาณและการหมุนเวยี นของเงนิ

1. ปรมิ าณเงนิ
ปริมาณเงินในความหมายอยางแคบ หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินฝาก
กระแสรายวนั รวมกันท้งั หมดนาํ ออกใชหมุนเวยี นอยใู นมอื ประชาชนขณะใดขณะหน่งึ
ปริมาณเงิน ในความหมายอยางกวาง หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินฝาก
กระแสรายวนั รวมท้งั เงินฝากประจาํ และเงินฝากออมทรพั ยใ นสถาบันการเงินทุกประเภท
2. การวัดปริมาณเงิน ปริมาณเงินจะเปนเคร่ืองช้ีบอกภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะใด
ถา ปรมิ าณเงินสงู ขน้ึ อํานาจซ้ือของประชาชนก็จะสงู ขน้ึ ถา ปรมิ าณสินคาและบริการไมเพียงพอประชาชนจะ
แยงกันซื้อและกักตุนสินคา ถาปริมาณเงินนอยลง อํานาจซื้อของประชาชนก็จะลดลง สินคาจะลนตลาด
ผผู ลติ อาจจะลดการผลิตสนิ คา ลง หรืออาจจะเกดิ การวา งงานได
3. การหมนุ เวียนของเงนิ กบั กฎของเกรแชม การหมนุ วยี นของเงนิ หมายถึง เงินท่ีเราจับจายใชสอย
เปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ เซอรโทมัส เกรแชม ไดตั้งกฎที่เรียกวา กฎของเกรแชม (Greshan’s Law) กลาววา
ถาประชาชนใหความสําคัญแกเงินทุกชนิดเทาเทียมกันการหมุนเวียนของเงินก็จะไมติดขัด ถาขณะใด
ประชาชนเหน็ วา เงินชนดิ หนง่ึ สงู กวา เงินอกี ชนดิ หนง่ึ ประชาชนจะเกบ็ เงนิ ท่ีมคี า สงู ไวไ มน าํ ออกมาใชจา ย
แตจะรบี นาํ เงินทม่ี คี าตํ่ามาใช
4. คา ของเงนิ หมายถึง ความสามารถหรืออํานาจซ้ือของเงินแตละชนิดท่ีจะซื้อสินคาหรือบริการได
การวัดคาของเงินจะวัดดวยระดับราคาทั่วไปซึ่งเปนราคาถัวเฉลี่ยของสินคาและบริการคาของเงินจะ
เปลีย่ นแปลงในทางเพิม่ ขึ้นหรือลดลง ยอ มมผี ลกระทบตอ บคุ คลกลมุ ตา ง ๆ

สรปุ

ปริมาณเงนิ ในระบบเศรษฐกจิ มที ้งั ปรมิ าณเงินในความหมายอยา งแคบและปรมิ าณเงินในความหมาย
อยางกวาง ปริมาณเงินจะเปนเคร่ืองช้ีบอกภาวะเศรษฐกิจของประเทศ การวัดวาเงินจะมีคาหรือไมวัดดวย
ระดับราคาท่ัวไปหรือดัชนีราคา

สถาบันการเงิน

1. ความหมายของสถาบนั การเงนิ
สถาบันการเงินเปนตลาดเงิน (Financial Market) หรือแหลงเงินทุนใหผูที่ตองการลงทุนกูยืม

เพื่อนําไปดําเนนิ ธรุ กิจ ตลาดการเงนิ มีทงั้ ตลาดการเงินในระบบ ไดแ ก แหลงการเงนิ ของสถาบันการเงินตาง ๆ
กับตลาดการเงนิ นอกระบบ ซึ่งเปนแหลงการกยู มื เงินระหวา งบคุ คล เชน การจาํ นํา จาํ นอง เปน ตน

213

2. ประเภทของสถาบนั การเงิน สถาบันการเงินทีส่ าํ คญั ในประเทศไทย ไดแก
2.1 ธนาคารแหงประเทศไทย เปน สถาบันการเงินที่จัดตั้งขนึ้ เพ่อื รกั ษาเสถียรภาพทางการเงินและ

เศรษฐกิจของประเทศ
2.2 ธนาคารพาณิชย เปนสถาบันการเงนิ ที่ใหญท สี่ ุดของประเทศ เพราะมปี ริมาณเงินฝากและเงนิ กู

มากทสี่ ดุ เมื่อเทยี บกบั สถาบันอนื่ ๆ
2.3 ธนาคารออมสิน เปน สถาบนั การเงนิ ของรฐั ทําหนา ทเ่ี ปนสอ่ื กลางในการระดมเงินออม

จากประชาชนสูรัฐบาล เพือ่ ใหหนวยงานของรัฐและวสิ าหกิจกไู ปใชในการพฒั นาประเทศ
2.4 บรษิ ทั เงนิ ทนุ และบริษทั หลักทรพั ย

บริษทั เงนิ ทุน หมายถงึ บรษิ ัทจาํ กดั ทไ่ี ดรับอนุญาตจากรฐั มนตรีวาการกระทรวงการคลังใหประกอบ
กจิ การกยู ืมหรือรบั เงนิ จากประชาชน การใหก ูมีทัง้ ระยะสน้ั และระยะยาว

บรษิ ัทหลกั ทรัพย หมายถงึ บรษิ ัทจํากดั ทีไ่ ดรับอนุญาตจากรัฐมนตรกี ระทรวงการคลังใหประกอบธุรกิจ
หลักทรัพยประเภทใดประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทก็ไดในดานการเปนนายหนา การคา การใหคําปรึกษา
ดา นการลงทุน เปนตน

2.5 สถาบนั การเงนิ เฉพาะอยาง
1. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณก ารเกษตร (ธ.ก.ส.) เปนธนาคารของรัฐบาลจัดต้ังข้ึน

โดยมีวัตถุประสงคท่ีจะใหความชวยเหลือทางการเงิน เพื่อสงเสริมอาชีพ หรือการดําเนินงานของเกษตรกร
กลุมเกษตรกร หรือสหกรณการเกษตร โดยใหเ งนิ กทู ้งั ระยะสน้ั และระยะยาว

2. บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงคที่จะจัดหาทุน
เพือ่ ใหกูระยะยาวแกกิจการอุตสาหกรรม เพ่ือสรางสนิ ทรพั ยถ าวร เชน โรงงาน เครื่องจักร เคร่ืองมือ เปนตน
และรับประกนั เงนิ กูลกู คาที่กูจ ากสถาบนั การเงนิ ภายในและภายนอกประเทศดวย

3. ธนาคารอาคารสงเคราะห เปนธนาคารของรัฐบาล จัดตั้งข้ึนเพื่อดําเนินการสงเสริมให
ประชาชนมอี าคารและทีด่ นิ เปน ที่อยูอาศัย ท้ังการซอื้ ขาย ไถถอน จํานอง รับจาํ นํา

4. บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย เปนสถาบันการเงินท่ีดําเนินการรับประกันภัย
ใหกบั ผอู นื่ โดยไดรบั เบี้ยประกันตอบแทน ถา เปนการประกนั ภยั อนั เกดิ กับทรัพยสินเรยี กวา การประกันวินาศภยั

5. สหกรณการเกษตร เปน สถาบนั การเงินที่ต้ังขึน้ เพอ่ื ใหเกษตรกรรวมมอื กันชว ยเหลอื ในการ
ประกอบอาชีพของเกษตรกร

6. สหกรณอ อมทรัพย เปนสถาบนั ท่รี ับฝากเงินและใหสมาชิกกูยืมโดยคิดดอกเบ้ียมีผูถือหุน
เปนสมาชิก

7. บรษิ ัทเครดิตฟองซิเอร เปนสถาบนั ทร่ี ะดมเงนิ ทุนดว ยการออกตั๋วสัญญาใชเงินและนํามา
ใหป ระชาชนกูยมื เพือ่ ซอ้ื ท่ดี นิ และสรางท่ีอยอู าศยั

8. โรงรบั จํานาํ เปน สถาบนั การเงนิ ที่เลก็ ทีส่ ดุ มจี ดุ มุง หมายท่จี ะใหป ระชาชนกูยมื โดยการรับ
จํานาํ สิง่ ของ

214

3. การวดั ความสาํ คัญของสถาบันการเงิน
สถาบนั การเงนิ แตล ะประเภททําหนาท่ีระดมเงินออมจากประชาชนใหผูตองการเงินทุนกูยืมมาก

นอ ยแตกตางกันไป สถาบันการเงนิ มคี วามสาํ คัญ วดั ไดจาก
1. ความสามารถในการระดมเงินออม การระดมเงินออมโดยวิธีรับฝากเงินของสถาบันการเงิน

แตล ะแหงจะแตกตางกันไป ในประเทศไทยธนาคารพาณชิ ยสามารถระดมเงนิ ออมไดม ากท่ีสุด
2. ความสามารถในการใหก ยู มื เงิน ธนาคารพาณิชยเ ปน สถาบนั การเงนิ ท่ใี หก ูเงินแกป ระชาชนมาก

ท่ีสดุ รองลงมาคือบรษิ ัทเงินทนุ และท้งั สองสถาบนั ยังมีอัตราการขยายตัวของการใหกูใ นแตละปสูงดวย
3. ยอดรวมของสินทรัพย ธนาคารพาณิชย เปนสถาบันท่ีมียอดรวมของสินทรัพยมากท่ีสุด

รองลงมาคือธนาคารออมสนิ และบริษัทเงินทนุ
4. ความสาํ คัญดานการพัฒนาเศรษฐกิจ สถาบันการเงินประเภทธนาคารและบริษัทเงินทุนเปน

สถาบนั ท่เี ปน กาํ ลังสาํ คญั ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เพราะทําหนาที่ระดมเงินออม ใหกูแกผูลงทุนและเปน
แหลงเงนิ กขู องรฐั บาล

การคลงั

ความหมายและความสําคัญของเศรษฐกจิ ภาครฐั บาลหรอื คลงั รัฐบาล (Public Economy)
ความหมายของเศรษฐกจิ ภาครัฐบาล
เศรษฐกิจภาครัฐบาล (Public Economy) หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐบาลในดาน
รายได รายจาย นโยบายท่ีรัฐกําหนดโครงสรางของรายไดรายจายและการกอหน้ีสาธารณะ ตลอดจน
ผลกระทบจากการจัดเก็บรายไดและการใชจายเงินของรัฐ เพื่อดําเนินกิจกรรมทางดานเศรษฐกิจท่ีมีผลตอ
เศรษฐกิจ สงั คมและการเมือง เพื่อใหบ รรลุวัตถุประสงคดานเศรษฐกจิ ของประเทศ ไดแ ก การมงี านทาํ การ
มรี ายได การรกั ษาเสถียรภาพของราคาและดุลการชําระเงิน การผลักดนั ใหระบบเศรษฐกจิ มคี วามมั่นคง
เปนตน
ริชารด อาร มัสเกรฟ กลาววา การศึกษาเศรษฐกิจภาครัฐบาลเพ่ือตอบสนองวัตถุประสงคทาง
เศรษฐกิจ 4 ประการ คือ

1. เพอ่ื จัดสรรทรัพยากรใหเ ปนไปอยางมปี ระสิทธิภาพและตอบสนองความตอ งการของสังคม
2. เพอ่ื การกระจายรายไดในสงั คมทมี่ คี วามแตกตางกัน ลดชอ งวางระหวางคนรวยและคนจน
3. เพอื่ การเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกิจ ประชาชนมีงานทําและมีรายได
4. เพื่อรกั ษาเสถยี รภาพดา นเศรษฐกจิ แกปญ หาการวางงาน รกั ษาระดับดลุ การชาํ ระเงนิ ไมใ หข าด
ดลุ และรักษาระดับราคาสินคาไมใหส ูงข้ึน
เศรษฐกิจภาครัฐบาล กค็ ือ คลังรัฐบาล ซ่ึงหมายถงึ การแสวงหารายไดแ ละการใชจายเงินของรัฐบาล
ตามงบประมาณแผน ดนิ ประจําป

215

ความสาํ คัญของเศรษฐกิจภาครัฐบาล
นับต้ังแตศตวรรษท่ี 18 เปนตนมา นักเศรษฐศาสตรมีความเช่ืออยางแพรหลายวารัฐบาลไมควร
แทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แตควรมีหนาท่ี 3 ประการ คือ หนาท่ีในการปองกันประเทศ หนาที่รักษา
ความสงบและความยตุ ธิ รรมในประเทศ และใหบ ริการสาธารณะบางอยา ง เชน การศกึ ษา สาธารณสขุ เสนทาง
คมนาคม เปนตน ท่ีเปนเชนนี้เพราะนักเศรษฐศาสตรเหลาน้ันมีความเชื่อวาถาบุคคลแตละคนสามารถจะ
ตัดสินใจทาํ กจิ กรรมตา ง ๆ ซ่ึงจะเปน ประโยชนสงู สุดแกตนเอง ยอมจะกอ ใหเกดิ ประโยชนสูงสุดตอสังคมดวย
แตนับตงั้ แตศ ตวรรษที่ 19 เปนตนมา นักเศรษฐศาสตรบางกลุมเริ่มมองเห็นวาการปลอยใหระบบเศรษฐกิจ
ดําเนินไปอยางเสรีโดยรัฐบาลไมแทรกแซงนั้นกอใหเกิดปญหาบางประการ เชน ปญหาการวางงาน ปญหา
เศรษฐกิจตกต่ํา เปนตน จึงเกิดความคิดวารัฐบาลนาจะเขามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อแกไข
ปญหาตา ง ๆ ขจัดการเอารดั เอาเปรยี บระหวางกลุมเศรษฐกิจตา ง ๆ สงเสริมการผลิตสินคาและบริการที่เปน
ประโยชนตอ สวนรวม ควบคมุ การผลิตสนิ คา และบริการท่กี อใหเกดิ โทษตอสังคม การแทรกแซงของรัฐบาลจะ
ชวยรกั ษาเสถยี รภาพทางเศรษฐกจิ ไมใหเกิดภาวะเงนิ เฟอหรอื เงนิ ฝด และการวางงาน เครื่องมือสําคัญในการ
ดําเนินงานของรัฐบาล คอื นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)
เศรษฐกิจภาครัฐบาลไมวาจะเปนเร่ืองการจัดเก็บรายได การกอหน้ีสาธารณะ การใชจายเงินจาก
ภาครัฐสูภาคเอกชนลวนมีผลกระทบตอการผลิต การบริโภค และการจางงาน โดยเฉพาะในประเทศดอย
พัฒนาเศรษฐกิจ ภาครัฐบาลมคี วามสําคญั มากเพราะวา
1. รัฐบาลประเทศตาง ๆ มีภาระหนาท่ีไมเพียงแตการบริหารประเทศเทานั้น รัฐยังตองพัฒนา
เศรษฐกิจในทกุ ๆ ดา น ซ่งึ ตองใชจา ยเงนิ จํานวนมาก
2. การหารายไดจากภาษีอากร การใชจายเงินและการกูเงินของรัฐบาลผลกระทบตอกิจกรรมทาง
เศรษฐกจิ ในดา นการผลิต การบรโิ ภค การแลกเปล่ียน และการกระจายรายได
ดงั น้ัน การคลังจึงมคี วามสําคญั ในการดาํ เนนิ งานของรฐั บาล เพราะรฐั บาลจะใชการคลงั ควบคมุ ภาวะ
เศรษฐกิจของประเทศดวยวิธกี าร ดงั ตอไปนี้
1. สงเสริมการจัดสรรทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) ใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ
เนอื่ งจากทุกประเทศประสบปญหาทรัพยากรมีจํากัด จึงเกิดปญหาวาจะจัดสรรทรัพยากรของสังคมอยางไร
จึงจะสามารถตอบสนองความตองการของประชาชนไดดี นโยบายการคลังจึงมีบทบาทสําคัญในการ
กาํ หนดการจดั สรรทรพั ยากรระหวางภาครัฐกับภาคเอกชนใหเปนไปในสัดสวนที่ทําใหสังคมไดรับประโยชน
สงู สุด
2. สงเสริมการกระจายรายไดท่ีเปนธรรม (Distribution Function) นโยบายการคลังของรัฐบาล
จึงมีวตั ถปุ ระสงคทจ่ี ะใหเกิดความเปน ธรรมในการไดร ับประโยชนแ ละรบั ภาระรายจายของรฐั บาล
3. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม (Stabilization Function) รัฐบาลจะตองควบคุม
และดูแลใหเศรษฐกิจของสังคมเปนไปดวยความราบรื่นดวยการรกั ษาระดับการจา งงานใหอ ยูในอัตราสูงระดับ
ราคาสินคาและบรกิ ารมีเสถียรภาพ รวมทง้ั อัตราการเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) อยูใน
ระดับทน่ี าพอใจ

216

รัฐบาลจงึ ใชนโยบายการคลงั ในการควบคุมดูแลตลอดจนแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
เพอื่ ใหร ะบบเศรษฐกิจของประเทศคงไวซ ึง่ เสถยี รภาพ

ตารางแสดงความแตกตา งระหวางการดาํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนและภาครัฐบาล

การดาํ เนนิ กิจกรรม ภาคเอกชน ภาครฐั บาล

วตั ถปุ ระสงคแ ละจดุ มงุ หมาย เพือ่ แสวงหาผลกาํ ไรและ มีวัตถปุ ระสงคเพอ่ื ประโยชนข อง
ประโยชนส ว นตวั สาธารณชน

ดา นการวางแผนดาํ เนิน วางแผนดําเนนิ กจิ กรรมทาง วางแผนโครงการและตัง้ ประมาณ
กิจกรรม เศรษฐกจิ โดยพจิ ารณารายได การรายจา ย แลว จงึ ประมาณการ
กอ นหรอื มรี ายไดก ําหนดรายจาย รายไดทคี่ าดวาจะไดรับหรอื มี
รายจายกําหนดรายได

ดา นระยะเวลาดําเนิน มักดําเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ มักดําเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ
โครงการ ทีใ่ หผลตอบแทนในระยะสนั้ ที่ใหผลตอบแทนระยะยาว ในบาง
โครงการไมสามารถประเมินออกมา
เปน ตวั เลขได

สรปุ

เศรษฐกจิ ภาครัฐบาล หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ของภาครัฐบาลในดานรายได รายจายนโยบาย
ทรี่ ฐั กําหนดโครงสรางของรายได รายจา ย และการกอ หนส้ี าธารณะ ตลอดจนผลกระทบจากการจดั เก็บรายได
และการใชจ า ยเงนิ ของรัฐ เศรษฐกจิ ภาครฐั บาลมคี วามสําคญั ในการดาํ เนนิ งานของรฐั บาล เพราะการคลังชวย
ควบคมุ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

งบประมาณแผน ดิน (Budget)

งบประมาณแผน ดิน เปน แผนการเกยี่ วกับการหารายได และการใชจายเงินของรัฐบาลตามโครงการ
ตาง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ เปนผูจัดทําและเสนอไปยังสํานักงบประมาณเพ่ือเสนอตอไปยัง
คณะรัฐมนตรี จัดทําเปนรางพระราชบัญญัติงบประมาณประจําป เสนอของอนุมัติจากรัฐสภาเพราะเงิน
งบประมาณแผนดินคือเงินของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยการใชเงินงบประมาณแผนดินตองไดรับ
อนมุ ัติจากรัฐสภากอ น

217

งบประมาณแผนดนิ แบงออกเปน 3 ลักษณะ คอื
1. งบประมาณสมดลุ (Balanced Budget) คือ รายไดและรายจา ยของรฐั บาลมีจํานวนเทากนั
2. งบประมาณขาดดุล (Dificit Budget) คอื รายไดของรฐั บาลต่าํ กวา รายจาย
3. งบประมาณเกนิ ดุล (Surplus Budget) คือ รายไดของรัฐบาลสงู กวา รายจาย

งบประมาณแผน ดินจงึ เปน การเปรียบเทียบรายไดแ ละรายจายจรงิ ของรฐั บาลในชว งเวลา 1 ป
ดลุ แหง งบประมาณในระบบเศรษฐกิจจะเปนอยางไรนน้ั ขนึ้ อยูกบั ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะ
น้ัน โดยทั่วไปในขณะที่ระบบเศรษฐกิจรุงเรือง ดุลแหงงบประมาณมักจะเกินดุลและจะขาดดุลในขณะท่ี
เศรษฐกจิ ซบเซา ในกรณที ่ีงบประมาณขาดดุลรฐั บาลอาจชดเชยการขาดดุลโดยการกอหนี้สาธารณะ (Public
Debit) หน้ีที่มีกําหนดระยะเวลาชําระคืนไมเกิน 1 ป ถือเปนหน้ีระยะสั้น สวนหนี้ระยะยาวมีกําหนดเวลา
ชําระคืน 5 ป ขึน้ ไป ซึง่ อาจจะมาจากแหลงเงนิ กูภ ายในประเทศหรอื ภายนอกประเทศก็ได

สรุป

งบประมาณแผนดินเปน แผนการเกี่ยวกับการหารายไดแ ละการใชจา ยเงินของรฐั บาลตามโครงการ
ตาง ๆ ในระยะเวลา 1 ป งบประมาณแผนดินมี ลักษณะ คือ งบประมาณสมดุล งบประมาณขาดดุล
งบประมาณเกินดลุ

รายไดข องรัฐบาล (Public Revenue)

รายไดข องรัฐบาล หมายถงึ เงินภาษีอากร (Tax Revenue) ท่รี ฐั จัดเก็บจากราษฎรและรายไดอ ื่น
ทม่ี ิใชภาษอี ากร (Non – tax Revenue) เชน กําไรจากรัฐวสิ าหกิจ คาธรรมเนียมและรายไดเ บด็ เตลด็ อ่นื ๆ
เปน ตน

รายไดข องรฐั บาล จาํ แนกออกไดเปน 4 ประเภท คือ
1. รายไดจ ากภาษอี ากร เปนรายไดสว นใหญประมาณรอยละ 88 ของรายไดท้งั หมด
2. รายไดจากการขายสงิ่ ของและบรกิ าร หมายถงึ คา บริการและคาธรรมเนียม เชน คาเชาทรัพยสิน
ของรัฐ คาขายอสังหาริมทรัพย คาขายผลิตภัณฑธรรมชาติ คาขายหนังสือราชการ คาขายของกลางจาก
คดีอาญา รายไดส วนน้คี ิดเปน รอยละ 2 ของรายไดท ั้งหมด
3. รายไดจ ากรฐั พาณชิ ย หมายถึง รายไดข องรัฐบาล ท่ีมาจากผลกําไร และเงนิ ปน ผลจากองคการ
ตาง ๆ ของรฐั เงนิ สว นแบง จากธนาคารแหง ประเทศไทย รายไดส ว นนคี้ ดิ เปน รอ ยละ 6 ของรายไดท ง้ั หมด
4. รายไดอ่ืน ๆ เปนรายไดนอกเหนือจากรายได 3 ประเภทขางตน ไดแก คาปรับ คาธรรมเนียม
ใบอนุญาตตา ง ๆ คาสมั ปทานแรแ ละปโตรเลียม คา อาชญาบตั รสําหรับฆาสตั ว คาภาคกลางแรและปโตรเลียม
คา ภาคหลวงไม การผลติ เหรยี ญกษาปณ รายไดส วนนี้คิดเปน รอยละ 4 ของรายไดทง้ั หมด

218

สรุปไดว า รายไดสว นใหญข องรัฐบาลคือรายไดจากภาษอี ากรเปน เงินที่รฐั บาลเก็บจากประชาชนผูมเี งนิ
ไดเพื่อใชจายในกิจการของรัฐบาลโดยไมตองใหการตอบแทนอยางใดอยางหน่ึงแกผูเสียภาษีอากร
ซงึ่ มีวัตถปุ ระสงคใ นการจัดเก็บ ดังนี้

1. เพือ่ เปนรายไดข องรฐั สําหรับใชจ ายในโครงการตา งๆ ทีจ่ าํ เปน
2. เพื่อการควบคุม เชน เพื่อจํากัดการบริโภคของประชาชนในสินคาฟุมเฟอย หรือสินคาที่เปน
อนั ตรายตอ สขุ ภาพ
3. เพอ่ื การจัดสรรและการกระจายรายได โดยการเก็บภาษีจากผูมีรายไดมาก ในอัตราสูง เพื่อใหรัฐ
นาํ ไปใชจายใหเ ปน ประโยชนแ กสวนรวมและผูมรี ายไดนอ ย
4. เพื่อการชําระหนี้สินของรัฐโดยการเก็บภาษีอากรจากผูท่ีไดรับประโยชนจากการพัฒนาของรัฐ
เพ่ือนําไปชําระหนเี้ งินกูทร่ี ฐั กูยมื มา
5. เพ่ือเปนเครื่องมือในนโยบายทางธุรกิจ โดยใชภาษีอากรเปนเครื่องมือสนับสนุนหรือจํากัดการ
ลงทนุ การธุรกจิ เพอื่ ประโยชนในการพฒั นาเศรษฐกจิ
6. เพือ่ เปน เครอ่ื งมอื ในนโยบายการคลัง เชน เพิ่มอัตราภาษีใหสูงขึ้นในภาวะเงินเฟอ และลดอัตรา
ภาษีลงในภาวะเงนิ ฝด เปน ตน

สรปุ

รายไดของรฐั บาลประกอบดว ยรายไดทเี่ ปน ภาษีอากรและรายไดท ่ีไมใชภ าษีอากร เพอ่ื นํามาใชจาย

ในกจิ การของรฐั บาลโดยไมต อ งใหการตอบแทนแกผ หู น่ึงผูใ ดโดยเฉพาะ

ภาษีอากร

ประเภทของภาษอี ากร
การแบงประเภทของภาษีอากรขนึ้ อยูกับเกณฑท ี่ใชในการแบงซงึ่ มี 4 เกณฑ ดังนี้
1. แยกตามหลักการผลักภาระภาษี แบงไดเ ปน 2 ชนิด คือ

1.1 ภาษที างตรง คอื ภาษที เี่ ก็บแลวผเู สยี ภาษไี มสามารถผลักภาระไปใหผูใดไดอีก ไดแก ภาษี
เงินไดบ คุ คลธรรมดา ภาษเี งนิ ไดนติ ิบคุ คล ภาษที รัพยสนิ เปนตน

1.2 ภาษีทางออม คอื ภาษที ผี่ ูเ สยี ภาษีไมจ าํ เปนตอ งรับภาษไี วเอง สามารถผลกั ภาระใหผ ูอน่ื ได
เชน ภาษีสรรพสามิต ภาษศี ุลกากร เปน ตน

2. แยกตามการใชภาษี แบงไดเปน 2 ชนิด
2.1 ภาษีท่ัวไป (General Tax) หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บเพื่อนํารายไดไปเขางบประมาณ

แผนดิน สําหรับใชในกจิ การท่ัวไป ไมมีการระบุวา จะตอ งนําเงินภาษไี ปใชเพ่อื การใดโดยเฉพาะ
2.2 ภาษเี พ่ือการเฉพาะอยาง (Ear – Marked Tax) หมายถึง ภาษีท่จี ดั เกบ็ เพ่ือนําเงนิ ไปใชใน

กจิ การใดกิจการหน่งึ โดยเฉพาะ จะนําไปใชผดิ กจิ กรรมมิได เชน ภาษกี ารปองกนั ประเทศ เปนตน

219

3. แยกตามฐานภาษี แยกเปน ชนิดตาง ๆ ตามฐานภาษี ดังน้ี
3.1 ภาษที ี่เก็บจากเงนิ ได เชน ภาษเี งินไดบ คุ คลธรรมดา หรอื ภาษีเงนิ ไดน ิติบุคคล เปนตน
3.2 ภาษีทเ่ี กบ็ จากฐานการใชจ าย เชน ภาษกี ารใชจ าย เปนตน
3.3 ภาษีที่เกบ็ จากทนุ เชน ภาษมี รดก ภาษีรถยนต เปนตน
3.4 ภาษที ีเ่ ก็บจากการเปลี่ยนมือ เชน ภาษขี าย ภาษีสรรพสามติ เปน ตน

4. แยกตามเกณฑก ารประเมนิ ไดแ ก
4.1 ภาษีตามมูลคา (Ad Valorem Tax) คือ ภาษีท่ีถือมูลคาของสินคาหรือบริการที่ซื้อขาย

กันเปน ฐาน โดยมากกาํ หนดรอยละของมูลคาโดยไมค าํ นงึ ถงึ จํานวนทซ่ี ้อื ขายกนั วา เปนอยางไร
4.2 ภาษตี ามสภาพ (Specific Tax) คือ ภาษีทเ่ี กบ็ ตามสภาพของสนิ คา เชน กาํ หนดเก็บภาษี

น้ํามันวา เกบ็ ลิตรละ 2 บาท ไมว าราคาน้าํ มนั จะเปนเทา ใด เปน ตน
โครงสรางอัตราภาษอี ากร (Tax Rate Structure) แบง เปน 3 ประเภท คือ
1. โครงสรางอัตราภาษีแบบกาวหนา คือ ภาษีที่อัตราภาษีเพ่ิมข้ึนเม่ือฐานภาษีสูงขึ้น ถาภาษีเงินได

เปน ภาษแี บบกาวหนา เม่อื เงินไดเ พ่มิ ข้นึ อัตราภาษีจะสูงข้นึ ดวย
2. โครงสรา งภาษีแบบคงที่ คอื ภาษที ีม่ อี ัตราคงท่ไี มว าฐานภาษจี ะเพ่มิ ขึน้ หรือลดลง
3. โครงสรา งอัตราภาษแี บบถดถอย คือ ภาษีที่อัตราภาษจี ะลดลงเมอื่ ฐานภาษีมคี า สงู ขึ้น

การจดั เกบ็ ภาษอี ากรในประเทศไทย

ภาษอี ากรซึ่งเปน รายไดสว นใหญข องประเทศไทย มหี นว ยงานทจ่ี ดั เก็บ ไดแ ก
1. ประเภทภาษีอากรทีก่ รมสรรพากรทีห่ นา ที่จดั เกบ็ ไดแก

1.1 ภาษีเงนิ ไดบุคคลธรรมดา
1.2 ภาษีเงนิ ไดน ติ บิ ุคคล
1.3 ภาษีเงนิ ไดปโตรเลียม
1.4 ภาษกี ารคา
1.5 ภาษีมลู คาเพิ่ม (Value Added Tax) รัฐบาลนาํ เขา มาใชแทนภาษกี ารคา

เม่ือวนั ท่ี 1 มกราคม 2535
1.6 ภาษธี รุ กจิ เฉพาะ
1.7 อากรแสตมป
1.8 อากรมหรสพ (คา งเกา) ไดยกเลิกการจดั เกบ็ แลว
1.9 อากรรังนกนางแอน

การธนาคาร

ความหมายของการตลาดเงินและตลาดทนุ
ตลาดเงิน คือ ตลาดท่ีมีการระดมเงินทุนและการใหสินเช่ือในระยะส้ันไมเกิน 1 ป การโอนเงิน
การซื้อขายหลกั ทรัพยทางการเงินที่มอี ายุการไถถอนระยะสั้น เชน ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใชเงิน และต๋ัวเงินคลัง

220

เปน ตน ปน ท่ีรวมกลไกทั้งหลายท่ที ําใหการหมุนเวยี นของเงินทุนระยะสั้นเปนไปดวยดี ไดแก การใหสินเช่ือ
เพื่อการประกอบธุรกิจ และการจัดหาทุนระยะส้ันแกภาครัฐบาล แบงออกเปน ตลาดเงินในระบบ ไดแก
ธนาคารพาณชิ ย บริษทั เงินทนุ บริษัทหลักทรัพย ธนาคารกลาง เปน ตน และตลาดเงินนอกระบบเปนการกูยืม
ระหวา งบคุ คล

ตลาดทนุ คือ ตลาดที่มกี ารระดมเงินออมระยะยาวและใหส นิ เชื่อระยะยาว ต้งั แต 1 ปข นึ้ ไป ไดแ ก
เงินฝากประจาํ ตงั้ แต 1 ปข ึน้ ไป หนุ กู หุนสามัญ และพันธบตั รรฐั บาลหรอื เอกชน

ในปจจุบันการแบงปน ตลาดเงินและตลาดทนุ คอนขา งยุงยากเพราะสถาบนั การเงนิ จะทําหนาทท่ี งั้ สอง
อยางจงึ รวมเรียกวา ตลาดการเงนิ

สรุป

ตลาดเงินคือตลาดท่ีระดมเงินทุนและการใหสินเช่ือในระยะส้ันไมเกิน 1 ป สวนการระดมเงินออม

มากกวา 1 ปข้ึนไป เรียกวาตลาดทุน ตลาดเงินและตลาดทุนมีท้ังในระบบและนอกระบบ และมีสวนสําคัญ

ในการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศ

ธนาคารกลาง
1. ความหมายของธนาคารกลาง
ธนาคารกลางเปนสถาบันการเงินซึ่งสวนมากเปนของรัฐ ทําหนาที่เปนศูนยกลางควบคุมการเครดิต

และระบบการเงนิ ของประเทศ ในประเทศไทยคอื ธนาคารแหง ประเทศไทย
ธนาคารกลางมลี ักษณะแตกตา งจากธนาคารพาณิชย คอื
1.1 ธนาคารกลางดําเนินงานเพื่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ไมใช เพ่ือรายไดหรือผล

กาํ ไรอยา งธนาคารพาณชิ ย
1.2 ธนาคารกลาง เปนสถาบันการเงนิ ทีร่ ฐั บาลเขามามีสวนรวมในการบรหิ าร
1.3 ลูกคาสวนใหญของธนาคาร ไดแก หนวยงานของรัฐบาล ธนาคารพาณิชย และสถาบัน

การเงนิ บางประเภท ธนาคารกลางจะไมทําธรุ กิจติดตอ พอคา หรอื ประชาชนโดยตรง

2. หนา ทข่ี องธนาคารกลาง
2.1 เปนผูออกธนบัตร เพื่อควบคุมปริมาณธนบัตรท่ีใชหมุนเวียนใหพอดีกับความตองการของ

ธรุ กจิ และประชาชนท่ัวไป
2.2 เปนผูควบคุมเงินสดของธนาคารพาณิชย โดยมีอํานาจกําหนดเพ่ิมหรือลดจํานวนเงินสด

สาํ รองเงินฝากของธนาคารพาณชิ ย เพ่อื ใหธ นาคารกลางสามารถกาํ หนดปริมาณเงนิ ฝากและการสรางเงินฝาก
ของธนาคารพาณิชยไ ด

2.3 เปน ธนาคารของธนาคารพาณิชย ธนาคารกลางจะรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชยเปนผูให
ธนาคารพาณิชยก ูย ืมแหลงสุดทา ย และรบั หกั บัญชรี ะหวา งธนาคาร

221

2.4 เปน นายธนาคารของรัฐบาล ธนาคารกลางจะถือบัญชีเงินฝากของรัฐบาลใหรัฐบาลกูยืมเละ
เปน ตวั แทนทางการเงินของรฐั บาล

3. ธนาคารแหง ประเทศไทย
3.1 ประวัตคิ วามเปน มา
ธนาคารแหง ประเทศไทยเปนธนาคารกลางของประเทศไทย เริ่มตนจากรัฐบาลไทยไดริเริ่มจัดตั้ง

สํานักงานธนาคารชาติไทยขน้ึ เมือ่ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 สํานักงานนปี้ ระกอบธรุ กิจของธนาคารกลาง
เฉพาะบางประเภทเทานัน้ เพราะยังไมมฐี านะเปนธนาคารกลางโดยสมบรู ณ ตอมาเมอื่ วนั ท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ.
2548 รัฐบาลไดจัดต้ังธนาคารกลางขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแหงประเทศ พ.ศ. 2548 โดยไดรับทุน
ดําเนินงานจากรัฐบาล 20 ลานบาท รวมทรัพยสินที่โอนมาจากสํานักงานธนาคารแหงประเทศไทย 13.5
ลา นบาท

3.2 หนาทข่ี องธนาคารแหงประเทศไทย
1) ออกและพิมพธนบัตร ธนาคารแหงประเทศไทยมีอํานาจตามกฎหมายท่ีจะออกธนบัตร

รฐั บาลภายใตเงือ่ นไข 2 ประการ คือ ออกธนบัตรใหมแ ทนธนบัตรเทาที่ชาํ รดุ เสียหาย และเมื่อไดร บั ทุนสาํ รอง
เงนิ ตราเพม่ิ ขน้ึ

2) เก็บรักษาทนุ สาํ รองเงนิ ตรา ในการออกธนบตั รใหมของธนาคารแหง ประเทศไทย กฎหมาย
กําหนดใหม ีทุนสํารองเงนิ ตรา ประกอบดว ย ทองคํา หลักทรัพยและเงินตราตางประเทศไมต่ํากวารอยละ 60
ของจํานวนธนบัตรท่พี มิ พออกใช

3) เปนธนาคารของธนาคารพาณชิ ย และคอยกํากับดูแลธนาคารแหงประเทศไทยใหบริการ
แกธ นาคารพาณชิ ยใ นลกั ษณะเดยี วกับที่ธนาคารพาณชิ ยดแู ลลูกคา คือ

3.1 รกั ษาบญั ชเี งินฝากของธนาคารพาณชิ ย
3.2 เปนสาํ นักงานกลางในการหกั บัญชรี ะหวา งธนาคาร
3.3 เปน ผูใหกแู หลงสุดทาย
3.4 เปน ศูนยก ลางการโอนเงิน
4) เปน ธนาคารของรฐั บาล ธนาคารแหง ประเทศไทยรกั ษาบญั ชีเงนิ ฝากของหนว ยงานรฐั บาล
และรฐั วิสาหกจิ ซอ้ื ขายเงนิ ตราตา งประเทศใหร ฐั บาล และใหร ฐั บาล รฐั วิสาหกิจ กยู ืมโดนมหี ลกั ทรพั ย
5) รกั ษาเสถียรภาพของเงนิ ตรา เปนบทบาทหนาท่ีทส่ี าํ คญั ทีส่ ุดของธนาคารแหงประเทศไทย
ในการรกั ษาเสถียรภาพของเงนิ ตราโดยการใชม าตรการตา ง ๆ ควบคุมปริมาณเงินของประเทศใหอ ยใู นปรมิ าณ
ทีเ่ หมาะสม

สรปุ

ธนาคารกลางเปน สถาบันการเงินที่สว นใหญเปนของรัฐทาํ หนาทเ่ี ปนศูนยก ลางควบคมุ การเครดิตและ
ระบบการเงินประเทศไทยคือ ธนาคารแหง ประเทศไทย

222

ธนาคารพาณิชย

1. ความหมายของธนาคารพาณิชย
ธนาคารพาณิชย หมายถึง ธนาคารท่ีไดรับอนุญาตใหประกอบการธนาคารพาณิชยและหมายรวม
ตลอดถงึ สาจาของธนาคารตา งประเทศทไ่ี ดรับอนญุ าตใหป ระกอบการธนาคารพาณิชย โดยการประกอบธุรกิจ
ประเภทรบั ฝากเงนิ ทีต่ อ งจา ยเมือ่ ทวงถามหรือเมื่อส้ินระยะเวลาอันกําหนดไวและใชประโยชนเงินน้ันในทาง
หนงั สือหลายทาง เชน

1. ใหก ยู มื
2. ซอื้ ขายหรอื เกบ็ เงนิ ตามตว๋ั แลกเงินหรอื ตราสารเปลีย่ นมืออืน่ ใด
3. ซอ้ื หรอื ขายเงนิ ปริวรรตตางประเทศ
2. หนาที่ของธนาคารพาณชิ ย มดี ังนี้
2.1 หนาที่ในดา นการใหบ ริการทางการเงิน ไดแก

1) การรับฝากเงิน เงินท่รี บั ฝากจะมีประเภทเงนิ ฝากกระแสรายวัน เงินฝากประจํา และเงิน
ฝากออมทรพั ย

2) การโอน หมายถงึ การสงเงนิ ภายในทองถิน่ ระหวางเมืองหรือระหวางประเทศโดยการ
ใชด รา ฟ หรือผา นระบบออนไลน

3) การเรียกเกบ็ เงิน หมายถงึ การเรยี กเกบ็ เงินตามเช็ค ตั๋วแลกเงนิ ที่ครบกาํ หนดเวลา
4) การใหเชาหบี นริ ภยั คือ การใหเ ชาหองท่มี คี วามม่ันคงปลอดภัย เพอ่ื เกบ็ ทรพั ยสนิ
5) การเปนทรสั ต หมายถึง การทําหนา ทพ่ี ทิ กั ษท รพั ยส นิ และผลประโยชนของบุคคลอน่ื หรอื
รับจดั การผลประโยชนของผทู ่มี ที รัพยส นิ มากและไมมีเวลาดแู ลทรัพยส นิ ของตนเองได
6) การซ้ือขายเงนิ ตราตางประเทศ หมายถงึ การซื้อขายแลกเปลี่ยนเงนิ ตราตา งประเทศ

2.2 หนา ทเี่ กยี่ วกับการใหกยู มื และสรา งเงินฝาก
1) การใหกูยืมของธนาคารพาณิชย ธนาคารพาณิชยรับฝากเงินจากประชาชน แลวนํามาให

กยู มื 3 วธิ ดี ว ยกนั คอื
1.1) ใหกยู มื เปนตวั เงินโดยตรง
1.2) ใหเ บกิ เงินเกินบัญชี
1.3) รบั ซอื้ ตัว๋ แลกเงนิ
2) การสรางเงินฝากของธนาคารพาณิชย เมื่อมีลูกคานําเงินมาฝากเรียกวา เงินฝากข้ันที่ 1

ธนาคารจะเอาไปใหผูอื่นกูยืม โดยเปดบัญชีเงินฝากในนามของผูกู เรียกวา เงินฝากขั้นที่ 2 โดยมอบเช็คให
เพ่อื ไปเขียนสงั่ จา ยตามวงเงินทก่ี ู เงินฝากของธนาคารจึงเพ่มิ ข้ึนโดยธนาคารไมจาํ เปนตอ งมลี ูกคา นาํ เงินสดเขา
มาใหมเสมอ เปนเงินฝากทเ่ี กดิ จากการแปลงหน้ีของผกู ใู หอยูในรปู บัญชเี งินฝาก

223

สรปุ

ธนาคารพาณชิ ย คือ สถาบันการเงินที่ไดรับอนุญาตใหรับฝากเงิน ใหกูยืม ซื้อขายหรือเรียกเก็บเงิน
ตามตว๋ั แลกเงนิ ซือ้ หรอื ขายเงินปริวรรตตางประเทศ เปน สถาบันการเงนิ ทใ่ี หญท ่ีสดุ ในประเทศไทย

แบบฝก หดั ทายบทเร่อื งที่ 5 สถาบนั การเงินและการเงนิ การคลงั การธนาคาร

คาํ สงั่ เมื่อผเู รยี นศกึ ษาเร่อื งสถาบนั การเงนิ และการเงนิ การคลงั จบแลว ใหท าํ แบบฝก หดั ตอ ไปนี้ โดยเขยี นใน

สมดุ บันทึกกจิ กรรมเรียนรู

แบบฝก หัดที่ 1 ใหผ เู รยี นศึกษาวเิ คราะหแ ละจบั คขู อความที่กาํ หนดใหต อไปนี้ โดยใหมีความสัมพนั ธก ัน

..............1. เหรยี ญกษาปณ ก. เงินฝากท่สี ัง่ จา ยโดยใชเช็ค

..............2. ธนบตั ร ข. รัชกาลท่ี 4

..............3. เงนิ ฝากกระแสรายวัน ค. รชั กาลท่ี 5

..............4. เงนิ พดดว ง ง. เรม่ิ ใชสมัยสุโขทยั

..............5. เร่ิมใชธ นบตั รเปน ชาตแิ รก จ. ธนาคารแหง ประเทศไทย

..............6. เลกิ ใชเ งนิ พดดวง ฉ. กรมธนารักษ

..............7. เริม่ ใชเ งินโลหะ ช. เงินโลหะ

..............8. เรม่ิ ผลติ ธนบัตรในประเทศไทย ซ. อยี ปิ ต

..............9. หนว ยงานทีผ่ ลิตธนบัตร ฌ. จีน

............10. หนวยงานที่ผลติ เหรียญกษาปณ ญ. เงินกระดาษ

แบบฝก หดั ท่ี 2 ใหผูเรียนบอกหนา ทขี่ องสถาบนั การเงนิ ตอ ไปน้ี
1. ธนาคารออมสิน

.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

2. บริษัทเงนิ ทุน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

3. บริษัทหลกั ทรพั ย
.................................................................................................................……………………………….......
.............................................................................................................................................................

4. บรรษทั เงินทุนอุตสาหกรรมแหง ประเทศไทย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

224

5. บริษัทประกนั ภัย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

6. โรงรบั จาํ นํา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

7. บริษทั เครดิตฟองซเิ อร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

8. สหกรณออมทรพั ย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

9. ธนาคารอาคารสงเคราะห
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

10. ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณก ารเกษตร
.............................................................................................................................................................

แบบฝกหดั ท่ี 3 ใหผูเรยี นสรุปเรอ่ื งตอ ไปน้ี
1. ความหมายของเศรษฐกิจภาครฐั บาล

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................

2. ความสําคัญของเศรษฐกิจภาครฐั บาล
.....................................................................................................................................................................

3. ความหมายของงบประมาณแผน ดิน
.....................................................................................................................................................................

4. ข้นั ตอนการจัดทาํ งบประมาณแผน ดนิ
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

225

5. หนวยงานรบั ผิดชอบในการจัดทาํ งบประมาณแผนดิน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

6. งบประมาณแผน ดินในปป จจุบัน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................

เร่อื งที่ 6 ความสมั พนั ธแ ละผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวา งประเทศ
กบั ภมู ภิ าคตา ง ๆ ทวั่ โลก

เศรษฐกิจระหวางประเทศ คือ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินคาและบริการระหวางประเทศ
ซ่ึงประกอบดวย การคาระหวางประเทศ การชําระเงินระหวางประเทศ การรวมมือทางเศรษฐกิจระหวาง
ประเทศ

1. การคา ระหวางประเทศ (International Trade)
การคาระหวางประเทศ (International Trade) หมายถึง การนําสินคาและบริการจากประเทศ

หนงึ่ แลกเปล่ียนกับอีกประเทศหน่ึง
1.1 ปจ จยั ทที่ ําใหเ กิดการขยายตวั ทางการคา ระหวา งประเทศ
1) ความแตกตา งของทรัพยากรและปจจัยการผลิต เชน ราคาของวัตถุดิบ คุณภาพแรงงาน

การใหบริการ เปน ตน
2) ความแตกตางของลักษณะทางกายภาพ เชน ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทําใหผลผลิตที่ได

แตกตางกนั เปน ตน
3) ความแตกตางในความสามารถทางการผลิต เชน เทคโนโลยี ตนทุนการผลิต
4) การสนบั สนุนจากภาครฐั บาลและกฎหมายทเ่ี ออ้ื ตอการลงทุน
5) โครงสรา งทางเศรษฐกิจของประเทศ

1.2 ประโยชนของการคาระหวา งประเทศ
1) แตละประเทศมีสนิ คา ครบตามตอ งการ
2) การผลิตสนิ คาในประเทศตาง ๆ จะมกี ารแขง ขนั ทางดา นคุณภาพและประสิทธภิ าพ
3) การกระจายผลผลิตไปสูผบู รโิ ภคอยางกวา งขวาง เปน การจดั สรรทรพั ยากรของโลกที่มีอยู

อยา งจาํ กัด ใหส ามารถสนองความตองการของประชากรโลกอยางท่ัวถงึ

226

4) เกิดความเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของการผลิต การจางงาน การถายทอด
เทคโนโลยี การผลิตระหวางประเทศ เกิดความรูความชํานาญเฉพาะอยาง มีโอกาสพัฒนาประเทศตนให
ทัดเทยี มกันได

5) การผลติ สนิ คาเปน การผลติ เพือ่ การคาหรือมเี ศรษฐกิจแบบการคา
ประเทศท่ีทําการซ้ือขายสินคาระหวางกันเรียกวา ประเทศคูคา สินคาที่นํามาจากตางประเทศ
เพื่อเขามาจําหนาย เรียกวา สินคาเขา (Import) สวนสินคาที่ผลิตไดนําสงออกไปจําหนายในตางประเทศ
เรียกวา สินคาออก (Export)
1.3 นโยบายการคา ระหวางประเทศ (Trade Policy) เปน แนวทางปฏิบตั ิทางการคา กับประเทศ
ตาง ๆ ซ่ึงมักกาํ หนดขึ้นเพอ่ื รกั ษาผลประโยชนท างเศรษฐกจิ ของประชาชน แบงเปน 2 ลกั ษณะ คอื

1) นโยบายการคา แบบเสรมี ักใชวิธีการ ดงั น้ี
1.1 ไมม ีการเกบ็ ภาษีคุมกนั คอื ไมก ําหนดกาํ แพงภาษีขาเขา ไมเกบ็ คา พรเี มีย่ ม
1.2 ไมใหส ิทธิทางการคาแกประเทศหนึ่งประเทศใด
1.3 หลักการแบงงานทํากัน เลือกผลิตเฉพาะสินคาท่ีตนถนัด ทําใหตนทุนการผลิตต่ํา

สินคามคี ณุ ภาพ เกดิ ประโยชนท ัง้ ผผู ลติ และผบู ริโภค
1.4 ไมมขี อ จาํ กัดทางการคา คือ ไมม ีการกาํ หนดโควตาสินคา

ปจ จุบนั ประเทศตาง ๆ ยกเลกิ นโยบายการคาแบบเสรี เน่ืองจากประเทศเกษตรกรรมจะเสียเปรียบ
ประเทศอตุ สาหกรรม ทําใหเ กิดภาวะปญ หาขาดดลุ การคา เงินทองรัว่ ไหลไปประเทศอื่นมาก และสถานการณ
ทางการเมืองโลกท่ีเปล่ยี นไป จงึ มีการกีดกนั ทางการคา ซ่งึ กันและกัน

2) นโยบายการคา แบบคุม กนั (Protective Policy) เปนนโยบายการคา ท่ีจํากัดสินคาเขาที่จะ
มาแขง ขนั กบั สนิ คาท่ผี ลติ ไดใ นประเทศ นโยบายนีม้ ีวตั ถปุ ระสงคเพ่อื คุมครองการผลิตภายในประเทศประเทศ
ที่ใชนโยบายการคา แบบคุม กันมักใชวธิ ีการ ดังนี้

2.1 การต้ังกําแพงภาษี กําหนดอัตราภาษีสินคาเขาใหสูงกวาชาติอื่นหรือ เก็บภาษี
หลายอัตรา

2.2 กําหนดปริมาณการนาํ เขา หรือการสง ออกสินคา บางชนิด (โควตา)
2.3 หามนําเขาหรอื สง ออกสนิ คา บางชนิด เชน หามสงออกสัตวปา
2.4 การใหเงินอุดหนุน เชน ใหเงินอุดหนุนแกผูผลิตในประเทศหรือผูสงออกสินคา
บางชนิดลดภาษีสง ออกหรอื ใหความสะดวกดา นสนิ เชอื่
1.4 นโยบายการคา ตา งประเทศของไทย
พ้ืนที่ทางเศรษฐกิจของไทย คือ เกษตรกรรม เพื่อไมใหเกิดการเสียเปรียบดุลการคา จึงใช
นโยบายการคาตางประเทศแบบคุมกนั ดังนี้
1) ใชนโยบายการคาแบบคุมกัน โดยนําเอามาตรการตาง ๆ มาใช เชน ตั้งกําแพงภาษี
การกําหนดปริมาณการนําเขาสินคา การลดภาษีสงออก เพ่ือคุมครองอุตสาหกรรมและการผลิตสินคา
ภายในประเทศ

227

2) ใหเ อกชนมีบทบาททางการคามากทีส่ ดุ รัฐบาลสงเสรมิ ใหเอกชนดําเนนิ การสง ออกมสี ินคา
บางอยางที่รัฐเปน ผูดาํ เนนิ การสงออก เชน ขาว ขา วโพด นาํ้ ตาล เปนตน

3) ใชระบบภาษีศุลกากรพิกัดอัตราเด่ียว หรือพิกัดอัตราซอน สินคานําเขาจากประเทศใด
ก็ตาม รัฐเก็บภาษาศุลกากรในอัตราเดียวกัน ไมใหสิทธิหรือกีดกันประเทศใดเปนพิเศษ ที่เปนเชนน้ี
เพราะประเทศไทยเปนสมาชกิ องคการคา โลก (World Trade Organization หรอื WTO)

ปริมาณการคา ระหวางประเทศ คิดจากมูลคาของสินคาออกและมูลคาของสินคาเขารวมกันปริมาณ
การคา ระหวา งประเทศจะแตกตา งกันไป ตามสภาพเศรษฐกจิ และนโยบายการคาของประเทศนั้น ๆ ประเทศ
พัฒนาแลวมีปรมิ าณการคา ระหวา งประเทศสูงกวาประเทศกาํ ลังพฒั นา

1.5 ดุลการคาระหวางประเทศ
ดุลการคา (Balance of Trade) คอื การเปรียบเทียบมูลคา สินคา ออกกับมลู คา สินคาในเวลา 1

ป ดุลการคามี 3 ลกั ษณะ คือ
ดลุ การคาเกนิ ดลุ = มลู คา สนิ คา ออก มากกวา มูลคาสินคาเขา
ดลุ การคาสมดลุ = มูลคาสนิ คา ออก เทา กบั มูลคา สินคา เขา
ดลุ การคาขาดดลุ = มลู คาสินคา ออก นอ ยกวา มลู คาสินคา เขา

แตข ณะเดยี วกันประเทศไทยรว มจัดตั้ง เขตการคาเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area หรือ
AFTA) มีขอตกลงจัดเก็บภาษีสินคาเขาจากประเทศสมาชิก AFTA ตํ่ากวารอยละ 0-5 เทาน้ัน ประเทศ
สมาชกิ AFTA ทั้ง 10 ประเทศจะเก็บภาษใี นอตั ราเทา กันทงั้ หมดในอัตราท่ตี ่าํ กวา WTO

1.6 ดลุ การคา ของไทย
ดุลการคาประเทศไทยมีลักษณะขาดดุลมาตลอด นับต้ังแต พ.ศ. 2495 เปนตนมา เนื่องจาก

สินคาเขาสวนใหญเปนสินคาอุตสาหกรรม เชน เครื่องจักรไฟฟา เครื่องจักรใชในอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ
แผงวงจรไฟฟา น้าํ มันดบิ เปนจํานวนมากมาพัฒนาประเทศ สว นสินคาออกเปนผลิตภัณฑดานเกษตรกรรม
ซ่ึงมีมูลคานอยกวาสินคาทุน จึงทําใหขาดดุลการคาตั้งแต ป 2541 เปนตนมาปริมาณการคาขยายตัวสูงขึ้น
เรือ่ ย ๆ ประเทศไทยเร่ิมดลุ การคาเกินดลุ ประเทศคูค าสาํ คญั ของไทย คอื ญปี่ นุ สหรัฐอเมริกา ประชาคมยโุ รป
(EC) และประเทศในกลุม อาเซียน

1.7 ปญหาการคา ระหวางประเทศของไทย
ปริมาณการคาระหวางประเทศของไทย มีอัตราขยายตัวสูงมาก ขณะเดียวกันก็ประสบปญหา

สาํ คญั 3 ประการ คือ
1) ลัทธกิ ีดกนั ทางการคาของประเทศคูคา ทส่ี าํ คัญ เชน การต้งั กาํ แพงภาษีขาเขา ยกเลิกการใหส ทิ ธิ

พเิ ศษทางการคา (GSP) แกสินคา ไทย กฎหมายลขิ สทิ ธ์ทิ างปญญา เปน ตน
2) ตลาดการคาในตา งประเทศยังไมก วางขวาง
3) การแขงขันแยงตลาดของประเทศคูแขง ไทยมีคูแขงสินคาการเกษตรในตลาดโลกหลายราย

โดยเฉพาะสินคาขาว

228

4) ขอผูกพันที่ตองปฏิบัติตามกฎขอบังคับของแกตต (GATT) คือ ขอตกลงท่ัวไปวาดวยภาษี
ศลุ กากรและการคาของประเทศสมาชกิ

5) การขาดดุลการคา ซ่ึงแนวทางแกไข คอื ปรบั ปรงุ คุณภาพสนิ คาและราคา แลวขยายตลาดและ
ปริมาณสงออก ในขณะเดียวกันตองพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศพรอม ๆ กับจํากัดการนําเขาสินคา
ตางประเทศท่ีฟุม เฟอ ย

การเงินระหวา งประเทศ (International Finance)
การเงินระหวางประเทศเปน การแสดงความสมั พันธด านการเงินระหวางประเทศหนึง่ กับอีกประเทศ
หนึง่ อนั สืบเนอื่ งมาจากการคาขายระหวางประเทศ การกูย มื เงินและการชาํ ระหน้ี การลงทุนระหวางประเทศ
และการชว ยเหลือกนั ระหวางประเทศ
2.1 การแลกเปลย่ี นเงินตราตางประเทศ (Foreign Exchange)
การแลกเปลย่ี นเงนิ ตราตางประเทศ คอื การเปรยี บเทยี บราคาของเงินตราประเทศหน่ึงกับเงินตรา
ของอกี ประเทศหน่งึ โดยท่วั ไปมักเทยี บคา เงนิ ตราของประเทศตนกับเงนิ ดอลลารสหรัฐ การทต่ี องแลกเปลย่ี น
เงินตราตางประเทศ เพราะมีการดาํ เนินธรุ กิจการคาระหวางประเทศ แตล ะประเทศมหี นวยเงินตรา ไมเหมือนกัน
จึงตองกําหนดอัตราแลกเปลี่ยน เงินตราท่ีไดรับการยอมรับใหเปนส่ือในการแลกเลี่ยน คือ เงินดอลลารสหรัฐ
เงนิ เยน เงินยโู ร
ธนาคารกลางเปนผูกําหนดอัตราแลกเปลี่ยน โดยเทียบคาเงินของตนกับทองคําหรือเงินตรา
สกลุ อืน่ ภายใตเ ง่ือนไขท่ีกองทุนการเงนิ ระหวางประเทศ (IMF) กําหนด
2.2 ดลุ การชาํ ระเงินระหวางประเทศ (Balance of Payment)
ดุลการชาํ ระเงนิ ระหวา งประเทศ หมายถึง รายการแสดงยอดรายรับและรายจายของประเทศที่เกิด
จากการทาํ กจิ กรรมทางเศรษฐกิจระหวา งประเทศในระยะเวลา 1 ป
ดุลการชาํ ระเงินระหวางประเทศ ประกอบดว ย 3 สว นใหญ ๆ คอื
1) บญั ชีเดนิ สะพดั เปน บัญชีแสดงดุลการคา ดลุ บรกิ าร
2) บญั ชที ุนเคลือ่ นยาย เปน บัญชแี สดงการนําเงินไปลงทุนระหวางประเทศทัง้ ภาครัฐและเอกชน
3) บญั ชที ุนสาํ รองระหวางประเทศ เปนบัญชีที่แสดงการเปลี่ยนแปลงจํานวนเงินสํารองระหวาง
ประเทศในแตล ะป
ทนุ สาํ รองระหวา งประเทศ คอื ทรพั ยสินของประเทศที่เก็บไวในรูปของเงินสกุลตางประเทศและ
ทองคาํ แทง
4) บญั ชีเงนิ โอนและบริจาค เปน เงนิ ไดเ ปลาหรอื เงนิ บรจิ าคระหวางประเทศดลุ การชําระเงนิ มี 3
ลักษณะ คือ
ดุลการชําระเงนิ ขาดดลุ คือ รายรับต่าํ กวา รายจาย
ดุลการชาํ ระเงินเกินดุล คอื รายรับสูงกวา รายจา ย
ดุลการชาํ ระเงนิ สมดลุ คอื รายรบั เทา กบั รายจา ย

229

ดลุ การชาํ ระเงิน = รายรับท้งั หมดท่ไี ดจากตางประเทศ - รายจายทัง้ หมดที่จา ยไปตา งประเทศ

ขอแตกตางระหวางดลุ การคากบั ดุลการชําระเงิน
1) ดุลการคา เปรยี บเทยี บเฉพาะ มูลคาสินคา ออกกบั มลู คา สินคาเขา เทานัน้
ดลุ การชาํ ระเงิน เปรียบเทียบเฉพาะรายรบั กบั รายจายทเ่ี กดิ จากการตดิ ตอ กบั

ตา งประเทศทกุ ดาน
2) ดลุ การคา เปน สวนหนงึ่ ของบัญชีดลุ การชําระเงิน

2.3 ภาวะดุลการชาํ ระเงินของไทย
แมดุลการคาของประเทศจะขาดดุลมาตลอด แตประเทศไทยไมขาดดุลการชําระเงินปใด
ดลุ การชาํ ระเงินเกินดุลเกดิ ผลดี ทาํ ใหประเทศมี “ทนุ สํารองระหวางประเทศ” เพ่ิมสงู ขึ้น
ป 2540 ดุลการชําระเงินขาดดุล เพราะดึงทุนสาํ รองมาใช จนเกดิ วกิ ฤตกิ ารเงนิ
ป 2541 ดุลการคาเริม่ เกนิ ดลุ เนอ่ื งจากการลดอตั ราแลกเปลี่ยนเงินตราระหวางประเทศ ลดการ
นาํ เขา สนิ คาทุนและวตั ถดุ บิ นบั จากป 2541 น้ีไป ไทยยงั คงมีดลุ การคา เกนิ ดลุ แตเ ร่ิมเกินดุลลดลง

3. การลงทุนระหวางประเทศ (International Investment)

การลงทนุ ระหวางประเทศ หมายถงึ การทีร่ ฐั บาลหรือเอกชนของประเทศหนึ่งนําเงินไปลงทุนดําเนิน
ธุรกจิ เพื่อแสวงหากาํ ไรในอกี ประเทศหน่ึง ปจ จุบันการลงทุนระหวางประเทศสวนใหญอ ยใู นรปู การดําเนินงาน
โดยวิสาหกิจ และมสี ถาบนั การเงนิ เอกชนเปนผูจ ัดหาเงินทุนสําหรบั โครงการตา ง ๆ

3.1สาเหตขุ องการลงทุนระหวางประเทศ
1) ลดตน ทุนการนาํ เขา วตั ถุดบิ
2) ลดตน ทนุ แรงงานตํ่า
3) ขยายตลาด โดยตั้งโรงงานผลิตเพ่ือตอบสนองความตอ งการตลาดมากข้นึ
4) ไดรับสทิ ธิพเิ ศษทางภาษี

ประเทศกําลังพฒั นามคี วามเหมาะสมมากตอ การลงทนุ
ผลดีของการลงทุนระหวางประเทศ คือ ทาํ ใหก ารคาระหวางประเทศขยายตัว เศรษฐกิจภายใน
ประเทศดีขน้ึ และมีความกา วหนาทางเทคโนโลยี
3.2 การลงทนุ ของตา งประเทศในประเทศไทย

รัฐบาลสนับสนนุ และสงเสรมิ การลงทนุ ของตางประเทศ และจัดต้ังสํานักงานคณะกรรมการ
สง เสริมการลงทนุ (Board of Investment หรือ BOI) เพือ่ ทาํ หนา ทส่ี นบั สนุนการลงทุนโดยใหส ิทธพิ เิ ศษ
ตา ง ๆ แกผ ลู งทนุ เชน ลดหยอนภาษีศุลกากรสินคาสงออกและนําเขาวัตถุดิบ หรือตั้งกําแพงภาษีสินคาจาก
ตางประเทศ เพือ่ คมุ ครองอตุ สาหกรรมท่ผี ลติ ไดในประเทศไทย ประเทศไทยไดร บั ความชว ยเหลือทางเศรษฐกจิ
จากประเทศญี่ปนุ และสหรัฐอเมริกาเปน สวนใหญ

230

แบบฝกหัดทายบทเร่ืองที่ 6 เร่ือง ความสัมพันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวางประเทศกับภูมิภาค
ตาง ๆ ท่ัวโลก

คาํ สั่ง เมื่อผเู รยี นศึกษาเรือ่ ง ความสมั พนั ธและผลกระทบทางเศรษฐกจิ ระหวางประเทศกับภูมิภาค
ตา ง ๆ ท่ัวโลก จบแลว ใหทําแบบฝกหดั ตอไปนี้ โดยเขยี นในสมดุ บันทกึ กิจกรรมเรยี นรู

แบบฝกหดั ที่ 1 ใหผ เู รยี นอา นขอความตอ ไปนี้ แลวตอบคาํ ถามที่กําหนดให

เร่อื งที่ 1
การคาระหวางประเทศ หมายถึง การซ้อื ขายแลกเปล่ียนสินคา และบรกิ ารระหวางประเทศหนึ่งกับอีก

ประเทศหน่ึง อาจกระทําโดยรฐั บาลหรือเอกชนกไ็ ด ปจ จบุ นั ประเทศตา ง ๆ สว นมากมกั มีการติดตอซอื้ ขายกัน
เน่ืองจากแตละประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติ สภาพของดินฟาอากาศ และความชํานาญในการผลิตสินคา
แตกตา งกนั สรุปไดวา ปจ จัยทีก่ อ ใหเ กดิ การคาระหวางประเทศ คือ

1. ความแตกตา งในเรอื่ งทพั ยากรธรรมชาติ ไดแ ก พลงั งาน แรธ าตุ ปาไม ความอดุ มสมบูรณของดินใน
แตล ะประเทศในโลกแตกตา งกัน ประเทศท่มี ที รัพยากรอุดมสมบรู ณ ยอมมโี อกาสสงู ที่จะนําทรพั ยากรมาผลิต
เปน สนิ คา และบริการ

2. ความแตกตางในดา นลักษณะภมู ปิ ระเทศและภูมอิ ากาศ จงึ ผลติ สนิ คา ไดแ ตกตา งกนั
3. ความแตกตางในเรื่องความชํานาญการในการผลิต เพราะแตละประเทศมีความกาวหนาทาง
เทคโนโลยแี ตกตา งกัน ประชากรของแตละประเทศมีความรู ความชํานาญแตกตางกัน เชน สวิตเซอรแลนด
มีความชาํ นาญในการผลิตนาฬิกา เปน ตน

ใหผเู รียนตอบคาํ ถามตอไปนี้ โดยเตมิ คาํ ตอบลงในชอ งวา ง
1. การคาระหวา งประเทศ หมายถงึ .....................................................................................................
2. การดําเนนิ กจิ กรรมในดา นการคาระหวางประเทศสามารถดาํ เนนิ การโดย ......................................
............................................................................................................................................................................
3. สาเหตุทีท่ ําใหเกิดการคาระหวางประเทศ ไดแก .............................................................................
............................................................................................................................................................................
4. ประเทศไทยเปน ประเทศทผี่ ลิตขา วไดมาก เนื่องจาก.....................................................................
............................................................................................................................................................................

เรื่องที่ 2
การทป่ี ระเทศใดจะผลิตสินคาอะไรมากนอยเทาใดนั้น ขึ้นอยูกับปจจัยและความเหมาะสมหลาย ๆ

ประการดังทีไ่ ดกลา วมาแลว ไมม ีประเทศใดสามารถผลิตสินคาท่ีประชาชนตองการไดหมดทุกอยาง ประเทศ
ตาง ๆ จึงนาํ สนิ คา ของตนมาแลกเปลีย่ นกนั ดงั นน้ั การคาระหวางประเทศจงึ กอใหเกดิ ประโยชน ดังน้ี

231

1. สนิ คาใดท่ีผลิตในประเทศเราไมได เราสามารถที่จะซื้อสินคาจากประเทศอืน่ ได ทาํ ใหมีสินคาสนอง
ความตองการของเราไดมากขึน้

2. สนิ คาทผี่ ลติ ไดในประเทศแตม ีตน ทนุ ในการผลติ สงู ประเทศเราควรเลือกผลิตสินคาที่มีตนทุนการ
ผลติ ตํ่า แลว สง ไปขายแลกเปล่ยี น เราจะไดสนิ คาคณุ ภาพดีและราคาถกู กวา ที่จะผลติ เอง

3. กอ ใหเ กดิ ความรูค วามชาํ นาญในการผลิตเฉพาะอยางตามความถนดั ทาํ ใหเ กดิ แรงจูงใจที่จะคิดคัน
เทคนิคการผลิตใหม ีคณุ ภาพมากข้ึน

4. ชว ยใหประเทศกําลังพฒั นาไดแบบอยา งการผลิตทท่ี นั สมยั สามารถนาํ ทรพั ยากรที่มอี ยูม าใชในการ
ผลติ เพอ่ื สงออกมากขน้ึ

5. ชวยใหประเทศกําลังพัฒนารูจักใชเทคโนโลยีจากประเทศที่พัฒนาแลวมาพัฒนาประเทศให
เจรญิ กาวหนา ข้นึ

ใหผเู รยี นตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ โดยเตมิ คาํ ตอบลงในชอ งวา งตอไปน้ี
1. ในการผลิตสินคา ถาตน ทนุ ในการผลิตในประเทศสงู ควรแกปญหาโดย
.............................................................................................................................................................
2. ประเทศกําลงั พฒั นาไดแ บบอยางในการผลิตสินคา จาก..................................................................

........................................................................................................................................................
3. การคา ระหวา งประเทศชว ยใหเ ศรษฐกจิ ขยายตัวเพราะ ............................................................

........................................................................................................................................................

เรอ่ื งท่ี 3
นโยบายการคาระหวางประเทศ เปนนโยบายที่ประเทศหน่ึงประเทศใดนําไปใชในการคาระหวาง

ประเทศแบง ออกเปน 2 แบบ คือ
1. นโยบายการคาเสรี เปนนโยบายที่สงเสริมใหประเทศอ่ืนนําสินคามาขายอยางเสรี ปราศจาก

ขอ จํากัดใดๆ ประเทศท่ใี ชนโยบายการคาเสรีจะตอ งปฏบิ ตั ิตามเง่อื นไขตอไปน้ี
1.1 ตองผลติ สนิ คาท่ีมีประสิทธิภาพสูง หรือมคี วามชาํ นาญในการผลิตสูง
1.2 ตอ งไมเ ก็บภาษี หรอื เกบ็ นอ ยทสี่ ดุ เพือ่ ไมใหเ กิดความแตกตา งในการผลติ สนิ คา
1.3 ไมมีการแบงแยก หรือใหอ ภิสิทธิ์แกป ระเทศใดประเทศหน่งึ

2. นโยบายการคาแบบคุมกัน เปนนโยบายที่รัฐบาลจะใชเครื่องมือตาง ๆ เพ่ือจํากัดการนําเขาและ
สงเสริมการสงออก

232

เรื่องท่ี 7 การรวมกลุมทางเศรษฐกจิ

ความเปนมาและองคป ระกอบ
การคา ระหวางประเทศเกิดข้ึนเนือ่ งจากการท่ีโลกไดถูกแบง ออกเปนประเทศ แตละประเทศตางผลิต
สินคาหรือบริการแตกตางกนั เม่อื แตละประเทศตางเกิดความตองการท่ีจะแลกเปลี่ยนสินคาและบริการที่ตน
ผลิต ไดเปนจาํ นวนมากสินคา และบรกิ ารที่ตนผลิตไดนอยหรือผลิตไมไดเลยกับประเทศอื่น ประกอบกับการ
คมนาคมไปมาหาสูกันสะดวก การคา ระหวา งประเทศจึงเกดิ ขน้ึ
การที่แตล ะประเทศผลติ สนิ คา หรือบรกิ ารไดแตกตางกันเปนเพราะสาเหตตุ อ ไปน้ี
1. แตละประเทศตา งมลี กั ษณะท่ีต้งั ตางกัน ลักษณะท่ีตั้งของบางประเทศเอื้ออํานวยใหเกิดการผลิต
สินคาหรือบริการ เชน ประเทศท่ีมีชายฝง ทะเลกจ็ ะมีอตุ สาหกรรมตอเรือเพื่อขนสงหรือการใหบริการขนถาย
สินคาโดยใชทา เรอื นาํ้ ลกึ บางประเทศมีภูมิประเทศงดงาม จะมอี ตุ สาหกรรมการทองเที่ยวเกิดข้ึน
2. แตล ะประเทศมแี รธ าตุซงึ่ เปน ทรัพยากรธรรมชาติมากนอยตางกัน เชน สวีเดนมีเหล็ก เยอรมันมี
ถา นหนิ เวเนซูเอลาและตะวันออกกลางมีนํ้ามัน แอฟริกาใตมีทองคําและยูเรเนียม ประเทศเหลาน้ีก็จะนํา
แรธ าตขุ ึ้นมาใชและสง เปน สินคา ออก
3. แตละประเทศมีลักษณะดนิ ฟา อากาศทีแ่ ตกตางกนั เชน สหรัฐอเมริกาและแคนาดาประเทศที่อยูใ น
เขตอบอุนสามารถปลกู ขาวสาลไี ด ไทยอยูในเขตมรสมุ สามารถปลกู ขาวได บราซลิ เปน ประเทศในเขตศูนยสูตร
สามารถปลูกกาแฟได จากการทพ่ี ชื ผลสามารถข้นึ ไดดี ตามสภาพดนิ ฟา อากาศแตละชนิดดังกลาวทําใหแตละ
ประเทศสามารถผลิตพชื ผลชนิดน้นั ไดเปนจาํ นวนมาก เมอื่ มเี หลอื กส็ ามารถสง เปน สนิ คาออก
นอกจากนี้ยังมีทฤษฎียืนยันวา “ถาทุกประเทศแบงงานผลิตสินคาและบริการตามท่ีตนถนัดหรือ
เมื่อเปรียบเทียบแลวไดเ ปรียบ จะทําใหมีผลผลิตเกิดขน้ึ มากกวาตา งคนตางผลติ ”

ดลุ การคา และดุลการชาํ ระเงนิ
ในการทําการคา ระหวางประเทศนน้ั ประเทศหนึง่ ๆ ยอ มตองบนั ทกึ รายการที่เกดิ ขึ้น เพราะจะทําให
ไดทราบผลการติดตอ คาขายกับตา งประเทศ รายการคา กบั ตา งประเทศนี้อาจบันทึกอยูใน 2 รูปแบบ ดวยกัน
คอื ดุลการคา และดุลการชําระเงนิ
ดุลการคา (Balance of Trade) ไดแก การเปรียบเทียบมูลคาของสินคาท่ีประเทศหนึ่งสงออกขาย
(Export) ใหประเทศอ่ืน ๆ กับมูลคาของสินคาที่ประเทศนั้นสั่งซื้อเขามาจําหนายวามากนอยตางกันเทาไร
ในระยะ 1 ป เพ่อื เปรียบเทียบวา ตนไดเปรยี บหรือเสยี เปรยี บ
ตัวอยางเชน ประเทศไทยสงสนิ คา ออกหลายประเภทไปขายสงประเทศญี่ปุน สิงคโปร และอีกหลาย
ประเทศ มีมูลคารวมกัน 589,813 ลานบาท ในป พ.ศ. 2533 และในปเดียวกันก็ไดสั่งสินคาเขาจากประเทศ
ตาง ๆ มีมูลคา 844,448 ลานบาท เม่ือนํามาเปรียบเทียบกันจะทําใหทราบไดวาไดเปรียบหรือเสียเปรียบ
ดลุ การคา ในการเปรยี บเทยี บนอ้ี าจแบงออกไดเ ปน 3 ประเภท คือ

233

1. ดุลการคาไดเปรียบ หรือเกินดุล ไดแกการที่ประเทศหนึ่งสงสินคาไปขายยังตางประเทศมีมูลคา
มากกวาส่งั สินคาเขามาอุปโภคบรโิ ภค

2. ดลุ การคาเสยี เปรยี บ หรอื ขาดดุล ไดแก การทีป่ ระเทศหน่ึงสง สนิ คา ไปขายยังตางประเทศ มีมูลคา
นอยกวา ทส่ี ่งั สนิ คา เขา มาอปุ โภคบริโภค

3. ดุลการคาสมดุล ไมไดเปรียบเสียเทียบกันหรือเทากันมีผลลบเปนศูนยกลาวคือมูลคาสินคาเขา
เทากบั มูลคา สนิ คาสง ออก

โดยทั่วไปการใชดุลการเพียงอยางเดียวอาจไมทําใหทราบฐานะท่ีแทจริงของประเทศไดกลาวคือ
ดุลการคา ท่เี สียเปรียบนนั้ อาจไมเ ปน ผลเสียใด ๆ ตอ ประเทศก็ได เนื่องจากบันทึกเก่ียวกับดุลการคานั้นจะไม
รวมถงึ การนาํ เขาสินคา บางชนิด ทไ่ี มต องชาํ ระเปน เงินตราตา งประเทศก็ไดเนือ่ งมาจากสินคา ชนิดนน้ั จะมาจาก
การบริจาคชว ยเหลอื ถา นาํ เอารายการน้ีมาหักออกอาจทําใหดุลการคาลดลงหรือการคิดราคาสินคาเขาและ
สินคาออกตางกนั กลา วคอื ขณะที่สนิ คา เขารวมมูลคาขนสงและการประกันภัยแตสินคาออกไมไดรวมไวหรือ
การส่งั สนิ คาประเภททนุ เชน เครือ่ งจักรกลเขา มาทําการผลติ สนิ คา ดูเหมือนวาจะทําใหเสียเปรียบดุลการคา
ก็จรงิ แตในระยะยาวแลวเมือ่ มีการผลติ สนิ คา เพ่อื การสงออก สนิ คานน้ั อาจทําใหไดเ ปรียบดุลการคา ในระยะ
ยาวก็เปนไปได เปนตน

ประเทศท่ีดุลการคาไดเปรียบถือวาภาวะเศรษฐกิจของประเทศน้ันเจริญ แตอาจจะไมเปนผลดีตอ
เศรษฐกิจเสมอไป เชน เมอ่ื ไดร ับเงินตราตางประเทศ ธนาคารกลางสามารถเพ่มิ ปรมิ าณเงินในทอ งตลาดไดมาก
พอคาสามารถแลกเงนิ ตราตา งประเทศมาเปน เงนิ ในประเทศไดมาก เม่ือปริมาณเงินในทองตลาดมากอาจเกิด
ภาวะเงินเฟอหรอื การท่ปี ระเทศใด ประเทศหน่ึงไดเปรียบดุลการคากับประเทศอ่ืนติดตอกันหลายปจะทําให
ประเทศคูคาไมสามารถมีเงินมาซื้อสินคาหรือชําระเงินได ยอมเปนผลเสียตออุตสาหกรรมภายในประเทศ
ดังนั้นนักคิดทางเศรษฐศาสตรจึงเห็นวาไมควรเปรียบเทียบเฉพาะรายการสินคาเทาน้ัน จึงจะทําใหทราบ
สภาวะเศรษฐกจิ ที่แทจริงของประเทศ แตค วรมรี ายการอื่นๆ เขามาแสดงเปรียบเทยี บดว ยและรายการอ่ืน ๆ
ที่แสดงเปรยี บเทียบน้ันแตละประเทศจะแสดงไวใ นรูปของดุลชาํ ระเงนิ ระหวา งประเทศ

ดุลการชาํ ระเงินระหวา งประเทศ คอื สถติ ใิ นรูปบญั ชีแสดงรายรับ (หรือ credit = +) ท่ีประเทศหน่ึง
ไดรับจากตางประเทศ และรายจาย (หรือ debit = - ) ท่ีประเทศนั้นจายแกตางประเทศในรอบ 1 ป นํามา
เปรียบเทยี บกนั เพอ่ื ทราบตนไดเ ปรยี บหรือเสียเปรยี บ โดยปกติดลุ การชําระเงินจะประกอบไปดวย

1. บญั ชีดลุ การคา
2. บญั ชีดลุ บริการ
3. บัญชีดลุ บริจาค
4. บญั ชที นุ หรอื บัญชเี งินทนุ
5. บญั ชกี ารเคลอ่ื นยายเงนิ ทุนของระบบการเงนิ
6. จาํ นวนไมประจักษหรอื คาคลาดเคลอื่ นสุทธิ

234

จากบัญชีดุลชําระเงนิ ทง้ั 6 ชนดิ น้ี บญั ชดี ุลการคา บญั ชีดลุ บริการ และบัญชีดลุ บริจาคเรียกรวมกันวา
บัญชีเดินสะพัด (Current Account) เปน บญั ชแี สดงถงึ การแลกเปลีย่ นเงินระหวางประเทศเฉพาะสวนท่ีเปน
ผลติ ภัณฑ (สนิ คา และบรกิ าร) เทานั้น แตไมม รี ายการแสดงการเคลอ่ื นยา ยทรัพยส นิ หรือทนุ
ซ่ึงดลุ การชําระเงนิ จะพิจารณาจาก

ดลุ การชาํ ระเงิน = ดลุ บัญชเี ดินสะพดั + ดุลบัญชที ุน + จํานวนไมป ระจักษ
ซงึ่ จะแสดงผลอยูใน 3 ลักษณะ คือ ถายอดรายรับมากวารายจาย เรียกวา ดุลการชําระเงินเกินดุล
ถายอดรายรับนอ ยกวายอดรายจา ย เรียกวา ดุลการชาํ ระเงินขาดดุล และถายอดรายรับหรือรายจายเทากัน
หรอื เปนศูนยเรียกวา ดุลการชาํ ระเงินสมดุล

อัตราแลกเปลย่ี นเงนิ ตราตา งประเทศ
เงนิ ตราตางประเทศ หมายถึง เงินตราของประเทศอื่นซง่ึ อยูในความครอบครองของรฐั บาลหรือเอกชน
ของประเทศใดประเทศหน่ึง ตัวอยางเชน เงินตราตางประเทศในทัศนะของเอกชนและรัฐบาลไทยก็คือเงิน
ดอลลาร มารค เยน ปอนด เปนตน สวนเงินบาทเปนเงินท่ีออกโดยรัฐบาลไทย ถือเปนเงินตราตางประเทศ
ทัศนะของรฐั บาลและเอกชนของประเทศอ่ืนนอกจากประเทศไทย เงนิ ตราของประเทศตา ง ๆ แตล ะหนว ยจะมี
อาํ นาจซื้อแตกตา งกันไปตามคาของเงนิ ในแตล ะประเทศ ซึ่งคาของเงินแตละประเทศจะถูกกําหนดไวใ นรปู ของ
อตั ราแลกเปล่ยี นเงินตราระหวา งประเทศ
อัตราแลกเปล่ียนเงินตราระหวางประเทศมีความสัมพันธอยางใกลชิดกับการคาระหวางประเทศ
เพราะอัตราแลกเปล่ยี น หมายถึง ราคาของเงินตราสกลุ หนึง่ เม่ือเปรียบเทียบกับเงินตราของสกุลอื่น ๆ อัตรา
แลกเปล่ียนเปนราคาท่ีสําคัญเม่ือเทียบกับราคาสินคาโดยท่ัวไป เพราะอัตราแลกเปลี่ยนจะเปนตัวเช่ือมโยง
ราคาสินคา ของประเทศตา ง ๆ หากเราไมท ราบอัตราแลกเปลีย่ นจะทาํ ใหเราไมส ามารถเปรยี บเทยี บราคาสินคา
ระหวางประเทศได และอตั ราแลกเปล่ียน ราคาสินคาทกุ ชนดิ ในตา งประเทศ ซง่ึ คดิ เปนเงนิ ตราของประเทศใด
ประเทศหน่ึงจะเปลี่ยนไปดวย ตวั อยา งเชน อัตราแลกเปลยี่ นระหวางปอนดกับบาทเปน 1 ปอนดตอ 45 บาท
เส้ือขนสัตวตัวหน่ึงมีราคา 20 ปอนดในประเทศอังกฤษจะมี ราคา 900 บาทในประเทศไทย แตถาประเทศ
อังกฤษลดคา เงินปอนดเปน 1 ปอนดเทากับ 35 บาท เสื้อขนสัตวตัวเดิมจะมีราคาในประเทศไทยเพียง 700
บาท เทาน้นั โดยตัง้ ขอ สมมติในชั้นนวี้ า ราคาเสื้อขนสัตวในอังกฤษไมเปล่ียนแตในทางปฏิบัติจริง เม่ืออังกฤษ
ลดคาเงนิ ปอนด ราคาสินคาในอังกฤษจะเปล่ียนจากระดับเดิมและราคาเปรียบเทียบระหวางเงินบาทกับเงิน
ปอนดจะเปล่ียนไป ดังนั้นราคาสินคาที่ส่ังจากประเทศไทยไปประเทศอังกฤษจะเปลี่ยนไปเชนกัน กลาวคือ
ทอ่ี ตั ราแลกเปลยี่ นเดิมทเี งนิ 1 ปอนดมีคา เทากบั 45 บาทนั้น ถาประเทศองั กฤษตอ งการซ้ือรองเทาซึ่งมีราคา
450 บาทจากประเทศไทย องั กฤษจะตองจายเงนิ 10 ปอนด แตเ มือ่ อตั ราแลกเปลย่ี นเงินตราเปล่ียนไปเปน 1
ปอนดมีคาเทา กบั 35 บาท จะทําใหอังกฤษตองจายคารองเทาคูเดียวกันถึง 12.8 ปอนด ดังนั้นจึงกลาวไดวา
อัตราแลกเปล่ียนเปนปจจัยหน่ึงที่มีอิทธิพลตอสินคาเขาและสินคาออกของประเทศ ตลอดจนการดําเนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ของประเทศอีกดวย ฉะนั้นประเทศตาง ๆ จงึ พยายามหาวิธีรวมกันในการกําหนดอัตรา
แลกเปลย่ี นท่เี หมาะสม

235

ผลจากการรวมกลมุ ทางเศรษฐกิจ
การรวมกลุมเศรษฐกิจ (Regional Economic integration) หมายถึง การที่ประเทศมากกวา 1
ประเทศขึน้ ไปมารวมกนั อยางเปนทางการ (Official integration) เพื่อเช่อื มเศรษฐกิจของภูมิภาคเดียวกนั
การท่ีประเทศในภมู ภิ าคเดียวกันมารวมตัวกนั นัน้ เพราะประสบปญ หาทางการคา นานาประการโดยเฉพาะ
ปญ หาการขาดดุลการคา ซงึ่ มีสาเหตมุ าจากการไรประสิทธิภาพในการผลิตและความไมม่ันคงในสินคาที่เปน
วัตถุดิบที่ใชในการผลิต จึงเกิดมีการรวมกลุมกันเพ่ือการผลิตและขยายตลาดและมีการทําสัญญาตาง ๆ
เพอ่ื แกปญ หาเฉพาะเร่อื ง
การรวมกลุม เศรษฐกจิ มหี ลายประเภท แตม ลี กั ษณะเหมอื นกันอยปู ระการหนึง่ คอื “การใชก าํ แพงภาษี
กดี กันสนิ คา จากประเทศนอกกลุมสมาชิก และใหมีสิทธพิ ิเศษในการนาํ เขา สินคาจากประเทศสมาชิกในกลุม”
การรวมกลมุ จงึ มีลักษณะของการคาแบบเสรี และการคาคุมกันอยูในตัวซ่ึงสามารถแบงออกเปนประเภทได
ดงั น้ี
1. เขตปลอดภาษี (Free Trade) เปนการวมกลุมประเทศท่ีงายที่สุดคือประเทศสมาชิกจะยกเวน
การเกบ็ ภาษขี าเขา ระหวา งกนั เอง โดยท่แี ตจะประเทศสมาชิกมีอิสระเต็มท่ีในการตั้งอัตราภาษีเรียกเก็บจาก
ประเทศนอกกลุม เชน เขตการคาเสรีแปซิฟค (Pacific Free Trade Area : PAFTA) เขตการคาเสรีลาติน
อเมรกิ า (Latin Amereac Free Trade: LAFTA) การรวมกลมุ ประเทศในลกั ษณะน้มี กั จะมปี ญ หาเนอื่ งมาจาก
การทแ่ี ตละประเทศสมาชิกมรี ะดับการพัฒนาท่ีแตกตางกันและการต้ังอัตราภาษีสําหรับประเทศนอกกลุมมี
ความแตกตางกนั ทําใหป ระเทศคูค า สามารถเลือกคา กับประเทศสมาชิกทตี่ ั้งอตั ราภาษีไวตํา่
2. สหภาพศลุ กากร (Custom Union) เปนการรวมกลุมเหมือนเขตปลอดภาษี แตมีขอตกลงเรื่อง
การตั้งกําแพงภาษีรวมกันเพื่อเก็บจากประเทศนอกกลุม แตมักจะมีปญหาคืออัตราภาษีที่รวมกันต้ังใหม
ถาแตกตางจากเดิมมากจะมีผลกระทบตอ อัตราภาษเี ดมิ ท่เี ก็บภายในประเทศและสงผลกระทบถึงราคาสินคา
ในประเทศ
3. ตลาดรว ม (Common Market) มลี กั ษณะเหมือนสหภาพศุลกากรทกุ ประการ แตเพ่ิมเง่ือนไขวา
ไมเ พียงแตสนิ คา เทา นั้นที่สามารถเคลอ่ื นยายไดโ ดยเสรีระหวา งประเทศสมาชกิ แตไมวาจะเปนการเคลื่อนยาย
ทุน แรงงาน สามารถทําไดโดยเสรี การตั้งตลาดรวมจําเปนตองมีนโยบายหลาย ๆ ดานที่ประสานกัน เชน
การเก็บภาษรี ายได นโยบายการเงนิ ภายใน นโยบายการคา ตลอดจนกฎหมายตาง ๆ
4. สหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union) เปนการรวมกลุมกันอยางสมบูรณแบบโดยสมาชิก
อยภู ายใตน โยบายเดียวกัน ใชเงินตราสกลุ เดยี วกันและอยูภ ายใตอ าณาจกั รเศรษฐกิจเดยี วกนั

กลมุ ทางเศรษฐกจิ ทีส่ าํ คัญมีดงั นี้
1. กลมุ ประชาคมยโุ รป (European Community : EC) เกิดจากการรวมตัวกนั ของประเทศสมาชิก
ในยุโรป 12 ประเทศ ไดแก อังกฤษ เดนมารก ไอรแลนด กรีซ สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส เยอรมันนี อิตาลี
เบลเยียม เนเธอรแลนด และลักแซมเบิรก ปจจุบันประชาคมยุโรปมีสภาพเปนสหภาพศุลกากร กลาวคือ
มีขอกําหนดใหประเทศสมาชิกยกเลิกการเก็บภาษีขาเขา ควบคุมสินคาเขาและสินคาออกระหวางประเทศ
สมาชิกและไดดาํ เนินนโยบายและมาตรการทางการคา กับประเทศนอกประชาคมรว มกัน โดยใชระบบประกัน

236

ราคาผลิตผลเกษตรแบบเดียวกัน และใชงบประมาณสวนกลางของประชาคมยุโรปเขาสูการเปนตลาดรวม
ตัง้ แตป  2535 และในป 2539 ไดร วมตัวกันเปนสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary
Union) ซ่ึงจะมกี ารใชเงินตราในสกลุ เดยี วกัน

2. สมาคมการคาเสรีแหงยุโรป (European Free Trade Association) มีสมาชิกในปจจุบัน
7 ประเทศ คือ นอรเวย สวีเดน ออสเตรยี สวเี ดน ออสเตรยี สวซิ เซอรแลนด ไอแลนด ฟนแลนด และลิกเตน-
สไตน วัตถปุ ระสงคก ารกอตั้งเปน เขตการคา เสรมี ากกวา เปน สหภาพศลุ กากร ในป 2527 กลุม ประเทศ น้ไี ดเคย
แถลงการณ รว มมอื กนั จดั ต้งั เปนเขตเศรษฐกิจยโุ รป (European Economic Area : EEA) โดยมีวัตถปุ ระสงค
เพ่ือขยายความรวมมือระหวางกลุมประเทศท้ังสองสวน ขั้นตอนในการจัดตั้งยังไมไดกําหนดไวชัดเจน
จนกระทงั่ ป 2532 กลุมประเทศสแกนดิเนเวียวิตกวาการเปนตลาดเดียวของประเทศสมาชิกประชาคมยุโรป
อาจสงผลกระทบตอการคาระหวางประเทศของตน จึงไมมีความประสงคจะกอต้ังเขตเศรษฐกิจยุโรป
แตป ระชาชนยุโรปยังใหก ารสนบั สนุน เนอ่ื งจากสมาคมการคาเสรแี หง ยุโรปเปนตลาดสินคาท่ีสําคัญ และใหญ
ท่สี ุดของประชาคมยุโรปจงึ ไดมกี ารจดั ตั้งอยางเปนทางการและมีการใหสตั ยาบันรวมกัน โดยมีผลบังคับต้ังแต
วนั ท่ี มกราคม 2536 เปน ตน

3. ขอตกลงการคาเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement : NAFTA)
มปี ระเทศสมาชิกในปจจบุ นั 3 ประเทศ ไดแ ก สหรฐั อเมรกิ า แคนาดา และเมก็ ซิโก มีวัตถุประสงคเพ่ือยกเลิก
การกีดกนั ทางการคาและการลงทุนระหวางประเทศสมาชิกทั้งสามและเพื่อสรางเขตการคาเสรีที่ยอมรับการ
คมุ ครองสทิ ธิในทรพั ยส ินทางปญญา

4. กลุมประเทศอาเซียน ประกอบไปดวยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร มาเลเซีย
อินโดนีเซยี ฟลปิ ปน ส บรูไน เวียดนาม ลาว กัมพชู า และเมียนมาร มวี ัตถปุ ระสงคใ นการรวมตัวกันในครั้งแรก
คือการแบง งานกันผลติ สินคา เพอ่ื ลดความซ้ําซอ นในการผลติ และสรา งอาํ นาจตอรองทางการคาภายหลังไดมี
ขอเสนอใหจัดต้ังเขตการคาเสรีอาเซียน (Asean Free Trade Agreement : AFTA) มีวัตถุประสงคเพื่อให
ประเทศสมาชกิ คอ ย ๆ ยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากร สําหรับสินคาสวนใหญที่คาขายกันอยูใหเหลือรอยละ 5
ภายในระยะเวลา 15 ป เชือ่ วาจะทําใหการคาและการลงทุนของกลมุ อาเซยี นขยายตัวมากขึ้น

ประเทศไทยไดร ว มมอื ทางเศรษฐกิจกับประเทศอืน่ ๆ อยา งกวา งขวาง และไดเขารว มเปน สมาชิกของ
องคกรระหวางประเทศ หลายองคกรดังน้ี

กลุม อาเซียน หรือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต (Association of Southeast Asian
Nations : ASEAN) ประกอบดวย 10 ประเทศ ไดแก อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร บรูไน ไทย
เวียดนาม ลาว กัมพชู า และเมียนมาร สํานักงานใหญตัง้ อยูทเ่ี มอื งจาการตา ประเทศอนิ โดนเี ซยี

องคกรน้มี ีวตั ถปุ ระสงค เพ่ือสง เสรมิ ความรว มมอื ทางเศรษฐกิจ วิทยศาสตรแ ละเทคโนโลยี สังคม และ
วฒั นธรรม ตลอดจนการเมอื งระหวา งประเทศสมาชกิ

จากการกอ ต้งั กลุมอาเซยี น มาตง้ั แต พ.ศ.2510 มาถงึ ปจจุบนั ประเทศสมาชิกอาเซยี น มกี ารขยายตัว
ทางเศรษฐกจิ อยา งรวดเร็ว โครงสรางทางเศรษฐกิจก็เปล่ียนแปลงจากภาคเกษตร ไปสูภาคอุตสาหกรรมมากข้ึน

237

สง ผลใหป ระเทศสมาชิกประสบปญหาทั้งทางดานการขาดดุลการคา การเพม่ิ อัตราคา จา งแรงงาน และการขาด
แคลน การบรกิ ารพน้ื ฐาน

กลุมเอเปค (Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC) กอต้ังขึ้นเม่ือ พ.ศ. 2532 มี สมาชิก 12
ประเทศ ไดแ ก สหรัฐอเมรกิ า เกาหลใี ต สิงคโปร ฟลิปปนส นิวซีแลนด มาเลเซีย ญี่ปุน อินโดนีเซีย แคนาดา
บรูไน ออสเตรเลยี และไทย

องคกรน้ีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมความรวมมือในการแกปญหารวมกันสงเสริมการคาเสรีตลอดจนการ
ปรับปรุงแบบแผนการตดิ ตอ การคา ระหวา งกนั และเพอ่ื ต้งั รบั การรวมตวั เปนตลาดเดียวกนั ระหวา งประเทศ

สมาชิกคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ และสังคมสําหรับเอเชียและแปซิฟก (Economic and Social
Commission for Asia and Pacific : ESCAP)

องคก รนเ้ี ปน องคกรที่จัดตัง้ ขน้ึ โดยองคก ารสหประชาชาติ มีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมความรวมมือในการ
พัฒนาดา นเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิกทอี่ ยูในเอเชยี และแปซิฟก รวมทงั้ ประเทศไทยดว ย ESCAP
เปนองคกรที่ขยายมาจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแหงเอเชีย และตะวันออกไกล (Economic Commission
for Asia and the Far East : ECAFE) ซึ่งจัดต้ังข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2490 และ ใน พ.ศ. 2517 ไดขยายมาเปน
ESCAP ท้ังนีเ้ พ่อื ใหครอบคลุมประเทศในพน้ื ท่ีเอเชีย และแปซฟิ กทั้งหมด ประเทศทเี่ ปนสมาชกิ จะไดรับความ
ชวยเหลือในการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คม สาํ นักงานตงั้ อยูท่ี กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

ขอตกลงทั่วไปดวยภาษีศุลกากรและการคา (General Agreement on Tariffs and Trade :
GATT) กอ ตง้ั เม่อื วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2409 มปี ระเทศสมาชกิ เกอื บทัว่ โลก ประเทศไทยเขาเปนสมาชิกเมื่อ
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2525 องคกรนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมระบบการคาเสรี และสงเสริมสัมพันธภาพ
ทางการคา และเศรษฐกิจระหวางประเทศ โดยทุกประเทศสมาชิกตอง ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ GATT
ประเทศไทยไดรบั การสงเสริมดา นการขยายตัวทางการคา ทาํ ใหค วามเสียเปรยี บดานการเจรจาการคาระหวา ง
ประเทศกบั มหาอาํ นาจทางเศรษฐกิจลดลงไปมาก

ความสัมพันธร ะหวางเศรษฐกิจของไทยกับกลมุ เศรษฐกิจโลก
ประเทศไทยเปน ประเทศสมาชิกในขอ ตกลงเขตการคาเสรอี าเซียน ซ่งึ มวี ัตถปุ ระสงคของการรวมกลุม
คลายกบั การรวมกลุม ของประเทศในภูมภิ าคอ่นื ๆ คอื การยกเลกิ กําแพงภาษที มี่ รี ะหวางประเทศสมาชิกและ
กําหนดมาตรการทางเศรษฐกิจอื่น ๆ รวมกัน เชน การผลิตสินคาบริการ การกําหนดอัตราภาษีศุลกากร
เปน ตน ในขณะเดยี วกนั ก็สรางกาํ แพงภาษีเพ่อื สกัดก้นั สนิ คาทีมาจากนอกเขต ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็
สังกัดอยูในกลุม “ขอตกลงท่ัวไปวาดวยภาษีศุลกากรและสินคา (General Agreement on Tariff and
Trade : GATT) ซึ่งเปน องคกรท่ีเกี่ยวของกับการปฏิบัติทางการคาของโลก ซ่ึงประเทศไทยมีพันธะสัญญาที่
จะตอ งปฏิบัติตามขอตกลงเหลาน้ัน เชน การสงเสริมการคา แบบเสรีการลดอัตราภาษีนาํ เขา การถอื หลักการท่ี
ไมใหมกี ารกดี กนั ทางการคา แตกตา งกันตามประเทศคูคา การคมุ ครองสทิ ธใิ นทรัพยส นิ ทางปญ ญา เปนตน ซึง่ มี
ขอ ตกลงบางอยา งก็เปนส่ิงท่ีขัดกบั การคา ภายในประเทศ เชน การยอมรบั ในขอ ตกลงวาดวยการคุมครองสิทธิ
ทางปญ ญา แตก ารประกอบธุรกิจในประเทศไทยหลายประเภทมลี ักษณะละเมดิ สทิ ธิทางปญ ญา

238

เนอื่ งจากการทีแ่ ตละประเทศตา งรวมตัวกันเปน เขตเศรษฐกิจในลักษณะตาง ๆ กันประกอบกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจจะดําเนินการเฉพาะภายในกลุม ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายกีดกันสินคาจากภายนอกกลุม
ทาํ ใหเ ปน การยากทปี่ ระเทศไทยจะหาตลาดทางการคา ประเทศไทยจงึ ตองดําเนนิ นโยบายทางการคาโดยการ
เจรจาทางการคากับประเทศคูคา โดยตรงเพ่ือรกั ษาตลาดทางการคา ในขณะเดียวกันก็พยายามหาทางขยาย
ตลาดไปสภู ูมภิ าคที่ยงั มกี ารรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ ท่ไี มค อ ยเขมแข็งนกั เชน ตลาดยโุ รปตะวันออก

แบบฝก หัดทา ยบทเร่ืองท่ี 7

คาํ ช้ีแจง เมอ่ื ศกึ ษาบทนีแ้ ลว ใหนกั ศกึ ษาคนควาและตอบคําถามตอ ไปนี้
1. ในระดับชุมชน มคี วามเกยี่ วเนอื่ งอยางไรกบั ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศ
2. จากสภาวการณเศรษฐกิจปจจบุ ัน ประชาชนไดร ับผลกระทบอยางไร
ใหยกตวั อยางประกอบ 2- 3 อยา ง
3. การกีดกนั ทางการคา ของประเทศคูแขง มอี ะไรบา ง
4. อะไรบา งทีค่ นไทยควรปรบั ตัวในการทําธรุ กิจกบั ตางชาติ

239

บทที่ 4 การเมอื งการปกครอง

สาระสาํ คญั

การศึกษาเรื่องการเมอื งการปกครอง นอกจากผูเรียนจะไดเ รียนรถู งึ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
และการปกครองระบอบเผด็จการของประเทศตา ง ๆ ในโลกแลว ยังไดร ูแ ละเขาใจถึงพัฒนาการของประเทศ
ตาง ๆ นบั ตั้งแตย ุคโบราณ ยคุ กลาง ชวงครสิ ตว รรษ ท่ี 18, 19 และ 20 โดยจะทราบวาจุดเร่ิมตนของระบอบ
ประชาธิปไตยมคี วามเปน มาอยา งไร และประชาธปิ ไตยของประเทศตา ง ๆ รวมทั้งประเทศไทยเปน อยางไรบา ง
นอกจากน้ีผูเรียนยังไดเรียนรูถึงเหตุการณสําคัญทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยและของโลกวา
เหตุการณห รือสถานการณทางการเมืองนั้นสง ผลกระทบตอสังคมไทยและสังคมโลกอยางไร รวมทั้งผูเรียน
จะไดศ ึกษาเรยี นรถู ึง หลักธรรมมาภบิ าลและแนวปฏบิ ัตติ ามหลกั ธรรมมาภิบาลเปน อยา งไร เพ่อื การนําไปสกู าร
ปฏิบัติตนของผูเรียนไดอ ยางถูกตอ ง และเหมาะสมตอไป

ตัวชวี้ ดั

1. รแู ละเขา ใจระบอบการเมืองการปกครองตา ง ๆ ทีใ่ ชอยูปจ จุบนั
2. ตระหนกั และเหน็ คุณคา การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
3. รูและเขาใจผลท่เี กิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมอื งการปกครองของประเทศไทยจากอดตี
4. รูและเขา ใจผลทีเ่ กิดจากการเปล่ยี นแปลงทางการเมอื งการปกครองของโลก
5. ตระหนกั และเห็นคุณคาของหลักธรรมาภิบาลและนาํ ไปปฏิบตั ิในชีวติ จรงิ ได

ขอบขายเนื้อหา

เรอ่ื งที่ 1 การปกครองระบอบประชาธิปไตย
เรื่องท่ี 2 การปกครองระบอบเผด็จการ
เรือ่ งท่ี 3 พฒั นาการของระบบประชาธิปไตยของประเทศตาง ๆ ในโลก
เร่อื งท่ี 4 เหตุการณส าํ คัญทางการเมอื ง การปกครองของประเทศไทย
เร่อื งท่ี 5 เหตกุ ารณสําคัญทางการเมอื ง การปกครองของโลกที่สงผลกระทบ

ตอประเทศไทย
เรื่องที่ 6 หลกั ธรรมาภิบาล

240

เรอ่ื งท่ี 1 การปกครองระบอบประชาธิปไตย

1. ระบอบประชาธิปไตย
คาํ วา “ประชาธิปไตย” เปน คําไทยที่บัญญัตขิ น้ึ ใหมีความหมายตรงกับคําภาษาอังกฤษวา Democracy
หมายถงึ อํานาจของประชาชน
คาํ วา “ประชา” แปลวา ประชาชน
คําวา “อธิปไตย” แปลวา ความเปนใหญ
สรุปวา คําวา “ประชาธิปไตย” หมายถึง การปกครองที่ประชาชนมีอํานาจสูงสุดในการปกครอง
ประเทศ
ดังนัน้ “การปกครองระบอบประชาธิปไตย” จึงหมายถึง ระบอบการปกครองซ่ึงประชาชนมีอํานาจ
สูงสุด โดยจะเห็นวา การปกครองระบอบประชาธิปไตยในปจจุบันน้ันจะแยกออกเปน 2 แบบ คือ ระบอบ
ประชาธปิ ไตยแบบมีพระมหากษัตรยิ เ ปนประมขุ กับระบอบประชาธปิ ไตยแบบมปี ระธานาธิบดเี ปนประมขุ
ระบอบประชาธิปไตยมีความเชื่อวา มนุษยเปนสัตวประเสริฐ มีความคิด ความเฉลี่ยวฉลาดและ
สติปญญาท่ีจะปกครองตนเองได สามารถใชเหตุผลในการแกไขปญหาของตนเอง และสังคมได ดังนั้น
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงเปนวิธีการท่ีประชาชนมีโอกาสไดเลือกสรรคนที่เหมาะสมเขาไปทํา
หนาท่ีในการบริหารประเทศแทนตน อันเปนหนทางท่ีดีท่ีสุด การปฏิวัติรัฐประหารการใชวิธีรุนแรง
การปราบปรามเขนฆา เพือ่ ใหไ ดมาซง่ึ อํานาจในการปกครองถอื เปนวิธีการท่ีดูหมิ่นเหยียดหยามและทําความ
ทําลายความเปนมนุษยข องประชาชนอยา งยงิ่

2. หลกั การของระบอบประชาธปิ ไตย
ระบอบประชาธิปไตยจะม่ันคงหรือไมนั้นข้ึนอยูกับรัฐบาลและประชาชนวาจะยึดม่ันในหลักการ

ของระบอบประชาธปิ ไตยมากนอ ยเพยี งใด ซง่ึ หลักการของระบอบประชาธิปไตยมีดงั นี้
2.1 หลักความเสมอภาค
หลักความเสมอภาค หมายถึง ทุกคนไมวา ฐานะจะเปน อยา งไร มสี ตปิ ญ ญาหรอื ความสามารถ

มากนอยแตกตางกัน หรือแมมีผิวพรรณแตกตางกัน แตทุกคนมีความเปนมนุษยอยางเทาเทียมกัน ซึ่งหลัก
ความเสมอภาคแบงเปน 4 ลักษณะ ดังนี้

1) ความเสมอภาคทางกฎหมาย หมายความวา ทุกคนมีความเทาเทียมกันทางกฎหมาย
รฐั บาลจะออกกฎหมายเพือ่ คมุ ครองใครคนใดคนหนง่ึ ไมไ ด เม่อื มใี ครกระทําผดิ ก็จะตองถูกกฎหมายลงโทษเทา
เทยี มกนั

2) ความเสมอภาคทางการเมอื ง หมายความวา ทกุ คนมีความเทาเทียมกันในทางการเมือง
การปกครอง เชน ทุกคนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเทากันคือคนละ 1 เสียง มีสิทธิตั้งพรรคทาง
การเมอื ง มีสิทธิลงสมัครรบั เลอื กต้ัง มีสิทธติ์ ้งั กลมุ ทางการเมือง มีสทิ ธแิ สดงความคิดเหน็ ทางการเมือง เปน ตน

241

3) ความเสมอภาคทางเศรษฐกจิ หมายความวา ประชาชนมสี ทิ ธิในการประกอบอาชีพทาง
เศรษฐกจิ และสามารถครอบครองหรอื ไดร บั ประโยชนจากกิจการทีต่ นทาํ ไปอยางเต็มท่ี รัฐบาลจะตองเปน ผนู ํา
ทรัพยากรภายในประเทศมาใชและจัดสรรผลประโยชนเหลานั้นสูประชาชนอยางทั่วถึง โดยการกระจาย
ความเจริญไปสูส ว นตาง ๆ ของประเทศ

4) ความเสมอภาคในดา นโอกาส หมายความวา ความเทาเทียมกันท่ีจะไดรับโอกาสในการ
พฒั นาตนเอง เชน โอกาสทางการศึกษา (ความเทา เทยี มกนั ในการสอบเขามหาวทิ ยาลัย) การประกอบอาชีพ
การสรา งฐานะทางเศรษฐกจิ

2.2 หลักสทิ ธเิ สรภี าพและหนาท่ี
สทิ ธิ หมายถงึ อํานาจหรอื ผลประโยชนข องบคุ คลทกี่ ฎหมายใหความคุมครอง บคุ คลท่ีละเมดิ ลวงเกิน
หรอื กระทําการใด ๆ ที่กระทบกระเทือนตอสทิ ธิของบคุ คลอื่นไมได
เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทําของบุคคล การกระทํานั้นตองไมขัดตอกฎหมายหรือ
ไมล ะเมดิ สทิ ธิของผูอน่ื เชน มีเสรีภาพในการเขียนแสดงความคิดเห็น แตถาไปละเมิดสิทธิของผูอ่ืน โดยการ
เขยี นโจมตซี ่งึ ขาดพยานหลกั ฐาน เชนน้ีผทู ไี่ ดร บั ความเสียหายกม็ สี ทิ ธิที่จะปกปอ งชือ่ เสียงของตนเอง ดวยการ
ฟอ งรองไดหรือเรามเี สรภี าพท่จี ะเปดวทิ ยุภายในบา นเรือน แตถา เปด เสียงดงั เกินไปจนรบกวนผูอนื่ เชน นี้ถอื วา
เปนการละเมิดสทิ ธิของผอู ่นื ปนตน
หนาที่ หมายถงึ ภาระหรือความรบั ผดิ ชอบท่ีบุคคลจะตอ งปฏิบตั ิตามกฎหมาย
สิทธิและเสรีภาพเปน รากฐานทส่ี ําคญั ในการปกครองประชาธปิ ไตย ประเทศใดใหสทิ ธแิ ละเสรีภาพกับ
ประชาชนมาก ประเทศนั้นก็มีประชาธิปไตยมาก ในทางกลับกันถาประเทศใดจํากัดสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน แสดงวาประเทศนน้ั ไมเ ปน ประชาธปิ ไตย
สิทธิและเสรีภาพขัน้ พ้ืนฐานของประชาชนท่ีรฐั บาลจะตองใหการรบั รอง ไดแ ก
1) สทิ ธิและเสรภี าพสวนบุคคล เปน สิทธเิ สรภี าพท่ีทกุ คนพงึ มีในฐานะที่เกิดมาเปน มนษุ ย ไดแ ก สทิ ธิ
และเสรีภาพในการไดรับการคุมครองท้ังทางรางกายและทรัพยสินจากรัฐ สิทธิและเสรีภาพในการประกอบ
อาชพี สจุ รติ สทิ ธิและเสรีภาพในการเลอื กท่ีอยู หากรฐั บาลหรือบคุ คลใดกระทําการละเมดิ ตอ สทิ ธิและเสรีภาพ
ของบคุ คลอน่ื ถือวาเปนความผิด
2) สิทธิและเสรีภาพทางการเมือง เปนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ท่ีจะเขามามีสวนรวม
ในกจิ กรรมทางการเมอื งการปกครอง และกจิ การตา ง ๆ ของรัฐ เชน สิทธิทางการเมืองระหวางเพศหญิงและ
ชายมีเทา เทยี มกัน ประชาชนมสี ทิ ธอิ อกเสียงเลอื กต้งั รับเลือกตัง้ ตัง้ พรรคการเมือง แตต องอยูภ ายใตกฎหมาย
และระเบียบอันดงี ามของประเทศ
3) สทิ ธิและเสรีภาพทางเศรษฐกจิ ประชาชนมีเสรภี าพในการเลอื กประกอบอาชีพมสี ิทธิเปน เจา ของ
ทรัพยส นิ ทีห่ ามาดว ยความสจุ ริต มสี ิทธิท่ีจะไดรับคา จางแรงงานท่ีเปน ธรรม เปนตน
รฐั บาลจะตองไมล ะเมดิ สทิ ธิและเสรีภาพของประชาชน ยกเวนในกรณีสงครามหรือเพ่ือรักษาความ
ม่นั คงของชาติ การรักษาความสงบเรียบรอย การคุมครองผลประโยชนของสวนรวม การรักษาศีลธรรมอันดี
งามของประชาชนและการสรางสรรคความเปนธรรมใหก ับสงั คมเทา นัน้

242

2.3 หลักนิตธิ รรม
กฎหมายเปน กฎเกณฑก ติกาทท่ี ุกคนจะตอ งปฏบิ ัติตาม ดงั นน้ั สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคใด ๆ
จะเปนจริงไมไ ดหากขาดกฎหมายทเี่ ปน หลกั ประกนั คมุ ครองประชาชนเพราะเมือ่ ไมม กี ฎหมาย แตล ะคนกอ็ าจ
ทาํ ตามความพอใจของตน ทําใหเกดิ การละเมิดสิทธิและเสรีภาพข้นึ ได

2.4 หลักการยอมรับเสียงสว นมาก
การอยรู วมกนั ของคนหมมู าก ยอมมีความขัดแยงหรือความเห็นไมตรงกันติดตามมา ปญหา

ความขดั แยงบางอยา งท่ีเก่ียวของกับความถูกผิด สามารถใชกฎหมาย ระเบียบของสังคมหรือกฎศีลธรรมมา
ตดั สนิ ได แตค วามขดั แยงบางอยางไมเ กย่ี วของกับความถูกผิด เปนความขัดแยงของสวนรวมท่ีตองการทําส่ิง
ตาง ๆ ใหดีข้ึน ดังนั้นจึงตองอภิปรายถกเถียงกัน แตละฝายช้ีแจงเหตุผล จากนั้นจึงลงมติเลือกสิ่งท่ีดีท่ีสุด
ขอ เสนอใดทเ่ี ปนเสยี งขา งมาก ก็คือวา เปนมตขิ องคนสวนใหญ ซ่งึ ทกุ คนตองนํามตนิ ไ้ี ปปฏบิ ตั ิ

3. ประเภทของประชาธปิ ไตย
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย แบง ออกเปน 2 ประเภท คือ
3.1 ประชาธิปไตยโดยทางตรง เปนวิธีการท่ีประชาชนทุกคนมีสวนรวมในการปกครองโดยตรง

เหมาะกบั รฐั ทีม่ ปี ระชากรไมม าก เชน นครรัฐกรกี โบราณ ใหป ระชาชนทกุ คนรว มกันพจิ ารณาตดั สินปญหา
แตว ิธกี ารนี้ไมเหมาะสมกับรัฐท่มี ีประชากรเปน จาํ นวนมาก ประชาธปิ ไตย โดยทางออมจึงถูกนํามาใชกับรัฐท่ีมี
ประชากรเปนจํานวนมาก

3.2 ประชาธิปไตยโดยทางออม เนื่องจากจํานวนประชากรของแตละประเทศมีจํานวนมหาศาล
ดังน้ันการใหประชาธิปไตยทางตรง จึงไมสามารถกระทําได ประเทศตาง ๆ ท่ัวโลกไดใชวิธีประชาธิปไตย
ทางออม ซึง่ ก็คอื การเลือกตัวแทนเขาไปทําหนาที่แทนประชาชน การใชอํานาจอธิปไตยของประชาชนจะใช
ผานตวั แทน ซึง่ ไดแ ก อาํ นาจนิตกิ ับบญั ญตั คิ ือรฐั สภา อํานาจบริหารคอื รัฐบาล อํานาจตลุ าการคือศาล

4. ขอ ดแี ละขอเสยี ของระบอบประชาธิปไตย

4.1 ขอ ดีของระบอบประชาธปิ ไตย
1) ทาํ ใหประชาชนยดึ หลกั การทถ่ี ูกตอง ชอบธรรม มีระเบียบวินยั รจู กั ประสานผลประโยชน

รวมกันของคนภายในชาติ เสริมสรา งจริยธรรม คุณธรรม ความถูกตองดีงามกอใหเกิดความเรียบรอยสงบสุข
ความเจรญิ งอกงาม ขวญั กาํ ลังใจ ศักด์ศิ รี และความภาคภมู ิใจในการเปน เจา ของประเทศอยางแทจรงิ

2) การปกครองระบอบประชาธิปไตย เปนการปกครองที่ประชาชนทุกคนมีสวนในการ
ปกครองตนเอง เปนเจา ของอํานาจสงู สุดของประเทศคอื อาํ นาจอธปิ ไตย จึงทาํ ใหก ารปกครองมเี สถยี รภาพ

3) ประชาชนมีสทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคเทาเทยี มกัน
4) เปน การปกครองที่ปฏบิ ัติตามมตขิ องเสียงสวนมาก ขณะเดียวกันก็เคารพเสียงสวนนอย
โดยตั้งอยูบ นหลักการของประโยชนส วนรวม ความถกู ตอ ง และตอ งไมล ะเมิดสทิ ธิและเสรภี าพของผอู ่นื
5) ชวยแกไ ขปญหาความขัดแยง ภายในหมปู ระชาชน ระหวา งรัฐกับประชาชน หรือระหวาง
รฐั กบั รัฐ โดยอาศัยกฎหมายท่ีกําหนดขน้ึ เปนกตกิ า หรือใชก ารอภปิ รายลงมติเพอ่ื หาขอสรุป


Click to View FlipBook Version