ขน้ั ตอนการวิจยั การแพทย์แผนไทย
“ขอ้ เสนอและสถานการณ์การวจิ ัยด้านการแพทยแ์ ผนไทย”
สถาบันวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
กรมพั ฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ขั้นตอนการวิจยั การแพทยแ์ ผนไทย
“ข้อเสนอและสถานการณก์ ารวจิ ยั ดา้ นการแพทยแ์ ผนไทย”
ที่ปรกึ ษา
นพ.สรุ ยิ ะ วงศ์คงคาเทพ อดตี อธบิ ดกี รมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก
นพ.ณัฐวฒุ ิ ประเสรฐิ สิริพงศ ์ ผตู้ รวจราชการกระทรวงสาธารณสขุ เขตสขุ ภาพที่ ๑๑
บรรณาธิการ
ดร.ภญ. มณฑกา ธรี ชัยสกลุ
ดร.นพ. กฤษณ์ พงศพ์ ิรฬุ ห์
ผู้เขยี นและผูว้ ิจัยหลัก
ดร.ภญ. มณฑกา ธีรชยั สกลุ
ผูว้ จิ ัยอาวโุ สประจำ� โครงการ
ดร.นพ. กฤษณ์ พงศ์พริ ุฬห์
คณะผู้ช่วยนักวจิ ัย
นางสาว จิตตป์ ภสั สร์ ปวรดลุ วัต
นาย ธนัช นาคะพันธ์
นางสาว ณัตราพร วงศ์ชยั
จัดท�ำโดย สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย กรมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก
กระทรวงสาธารณสขุ ถนนตวิ านนท์ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นนทบรุ ี ๑๑๐๐๐
แหล่งทุนสนบั สนุนการวจิ ัย
สถาบนั วิจยั ระบบสาธารณสขุ
ISBN : ๙๗๘-๖๑๖-๑๑-๓๒๕๓-๘
พมิ พ์ครงั้ ที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ จำ� นวน ๑,๐๐๐ เล่ม
พิมพ์ท่ี : ร้านพมุ่ ทอง
๑๐/๒ ซอยวังหลงั ถนนอรณุ อมรนิ ทร์ แขวงศิรริ าช เขตบางกอกนอ้ ย กรุงเทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐ ๒๔๑๑ ๔๖๗๓
คำ� น�ำ
ด้วยองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยเป็นความรู้ทางการแพทย์ดั้งเดิมของชาติ
มีพื้ นฐานปรัชญาของการรักษาบ�ำบัดผู้ป่วยที่แตกต่างจากปรัชญาและการวิเคราะห์ของ
การแพทย์แผนปัจจบุ ันอย่างมากกล่าวคือ ระบบการแพทย์ดัง้ เดิมมักจะมงุ่ เน้นการวเิ คราะห์
โรคและความเจบ็ ป่วยจากหลายระบบพร้อมกัน(องค์รวม) ขณะที่การแพทยแ์ ผนปัจจุบันเน้น
การแยกส่วนและการวเิ คราะห์โรคแบบเฉพาะเจาะจง เป็นผลให้เกิดการตัง้ คำ� ถามว่า ข้นั ตอน
การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดของแพทย์แผนปัจจุบันจะสามารถน�ำมาใช้ในการวิจัย
กับการแพทยด์ ้งั เดมิ ไดด้ เี พียงไร จงึ เป็นทีม่ าหลกั ของการตัง้ คำ� ถามวจิ ยั ในโครงการนี้
คณะผู้วิจัยได้ด�ำเนินการศึกษาสถานการณ์ของงานวิจัยทางการแพทย์แผนไทยและ
สังเคราะห์ขั้นตอนการวิจัยพร้อมล�ำดับข้ันตอนการวิจัยที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการ
รักษาของศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมของประเทศไทย รวมทั้งน�ำเสนอทิศทางและห่วงโซ่ของ
การวจิ ยั ทางการแพทยด์ ง้ั เดมิ รวมทง้ั กลไกการประกนั คณุ ภาพในมติ ขิ องการแพทยด์ ง้ั เดมิ
ตลอดจนประเดน็ ที่ควรได้รบั การสนบั สนุนเพื่อดำ� เนินการวจิ ัยตอ่
ดังน้ันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูล ข้อค้นพบ ตลอดจนข้อเสนอของงานวิจัยชิ้นน้ี
จะเป็นประโยชนต์ อ่ ผสู้ นใจและสามารถนำ� ไปใช้ประโยชน์ไดจ้ ริง
คณะผู้วิจยั
ธันวาคม ๒๕๕๙
i
สารบญั
i ๑-๔ ๕-๑๖
ค�ำนำ� บทที่ ๑ บทที่ ๒
ทมี่ าและความสำ� คญั สถานการณ์งานวิจัย
การแพทย์แผนไทย
๑๗-๒๔ ๒๕-๓๐
๓๑-๓๒
บทท่ี ๓ บทท่ี ๔
สงั เคราะหข์ น้ั ตอนการ ข้อเสนอเชงิ นโยบาย เอกสารอ้างองิ
วจิ ัยการแพทย์แผนไทย ต่อการวิจยั ดา้ น
การแพทย์แผนไทย ฏ-ต
ก-ง
จ-ฎ ภาคผนวกท่ี 3 :
ภาคผนวกท่ี 1 : ตัวอย่างขอ้ มลู ต�ำรบั
นิยามเชิงปฏบิ ัติการ ภาคผนวกที่ 2 : ยาไทย (Traditional
ท่ีใช้ในการวิจัย สรปุ การอภปิ ราย Thai Medicine
สงั เคราะหข์ น้ั ตอน Profile)
การวจิ ยั
ข้นั ตอนการวิจัยการแพทย์แผนไทย
๑
บทท่ี ๑
ที่มาและความส�ำคญั
ปัจจุบันกระแสของความนิยมด้านการใช้สมุนไพรและการแพทย์ด้ังเดิมมีแนวโน้มมากข้ึน
อยา่ งตอ่ เนอื่ งทง้ั ในและตา่ งประเทศ(๑) โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ รฐั บาลประเทศไทยไดใ้ หค้ วามสำ� คญั ดา้ นงานการ
แพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยเพิ่มมากข้ึนมาโดยตลอด ร่วมกับการให้บริการแพทย์แผนไทยในระบบ
บริการของกระทรวงสาธารณสุขที่สามารถเบิกจ่ายจากระบบประกันสุขภาพตามสิทธิประโยชน์ของ
สำ� นกั งานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง่ ชาตติ งั้ แตป่ ี พ.ศ.๒๕๕๐(๒) เปน็ แรงสนบั สนนุ ใหเ้ กดิ การจดั บรกิ ารแพทย์
แผนไทยและการใชย้ าจากสมนุ ไพรเพม่ิ มากขน้ึ เรอ่ื ย ๆ ยงิ่ ไปกวา่ นนั้ จากรายงานสมนุ ไพรไทย แพทยแ์ ผนไทย
ในชีวิตคนไทย ปี ๒๕๕๗(๓) ส�ำรวจความเห็น ๕,๘๐๐ ครัวเรือนทั่วประเทศพบว่า ร้อยละ ๘๐ ของ
กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยอย่างยิ่งว่ายาแผนไทยสามารถน�ำมาใช้รักษาอาการระยะแรกได้และ
ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมาก ในทางตรงกันข้ามงานวิจัยหลายช้ิน(๔-๕) แสดงให้เห็นว่า
บุคลากรทางการแพทย์แผนปัจจุบันกลับไม่มีความม่ันใจต่อการใช้ยาแผนไทยและเห็นว่าควรมีข้อมูล
การวจิ ยั ทางคลนิ กิ ทน่ี า่ เชอ่ื ถอื มากกวา่ ทมี่ อี ยใู่ นปจั จบุ นั โดยมองวา่ ความรดู้ า้ นสมนุ ไพรและการแพทยแ์ ผนไทย
ยังคงกระจัดกระจายอีกทั้งขาดข้อมูลยืนยันทางวิชาการถึงสรรพคุณของยาแผนไทยในการรักษาโรค
สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงการสง่ ต่อขอ้ มูลและช่องว่างของการวจิ ยั ของสมนุ ไพรและการแพทย์แผนไทย
๑
ข้ันตอนการวิจัยการแพทย์แผนไทย
ประเทศไทยมีการด�ำเนินการศึกษาสถานการณ์งานวิจัยด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย
หลายระยะสะท้อนให้เห็นปริมาณงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องมีจ�ำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยภาพรวม
หลายผลการศกึ ษาทผี่ ่านมา(๙-๑๓) แสดงผลในทศิ ทางเดยี วกันกลา่ วคอื ประเภทงานวจิ ัยท่มี ปี รมิ าณการทำ�
วจิ ยั สูงสุดคอื งานวจิ ัยทางดา้ นสมนุ ไพรและตำ� รบั ยาคิดเปน็ อตั ราสว่ นมากกวา่ รอ้ ยละ ๕๐ ส่วนงานวจิ ยั
ด้านอน่ื ๆ เชน่ งานวจิ ยั เชงิ ระบบงาน วจิ ยั ดา้ น องคค์ วามรู้ และการวนิ จิ ฉยั ตามแนวการแพทยแ์ ผนไทยยงั มี
ปรมิ าณนอ้ ย อีกทั้งจาก (ร่าง) รายงานสรุปสถานการณ์งานวิจัยด้านสมุนไพรของ วัจนา ตั้งความเพียร
และคณะปี ๒๕๕๙(๖) กลา่ ววา่ งานวจิ ยั สมนุ ไพรไทยกระจกุ ตวั อยทู่ ง่ี านวจิ ยั พน้ื ฐาน ไดแ้ ก่ Phytochemistry
research, physiochemistry research ,pharmacognostic research แตก่ ลบั ไมเ่ ออ้ื ใหเ้ กดิ การพฒั นา
คณุ ภาพสมนุ ไพร เครอ่ื งมอื สำ� คญั ทใ่ี ชใ้ นการตรวจสอบคณุ ภาพสมนุ ไพรคอื Thai herbal pharmacopoeia
แต่มีรายการสมุนไพรเดย่ี วบรรจุไวเ้ พยี ง ๔๖ รายการ และตำ� รบั ยาสมุนไพร ๓ รายการ กรมพัฒนาการ
แพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื กไดจ้ ดั ทำ� Pharmacognostic specification of Thai crude drug
Vol ๑-๒ เพอ่ื เปน็ แนวทางในการควบคมุ คุณภาพเครือ่ งยาไทย มีรายการสมนุ ไพรรวมทงั้ สิน้ ๕๙ รายการ
หากพจิ ารณาเทยี บกบั รายการยาสมนุ ไพรทม่ี กี ารใชจ้ รงิ ในอตุ สาหกรรมหรอื ในโรงพยาบาลแพทยแ์ ผนไทย
ที่มีมากกว่า ๕๐๐ รายการ ถือว่ามีรายการสมุนไพรท่ีมีแนวทางการควบคุมคุณภาพน้อยมาก ขณะท่ี
การวิจัยประยุกต์ที่มุ่งวิจัยสมุนไพรเพ่ือใช้ประโยชน์ทางคลินิกยังมีปริมาณน้อยและกระจัดกระจาย
ไม่เช่ือมต่อกับรายการสมุนไพรที่มีการศึกษาฤทธ์ิพื้นฐานไว้แล้ว ท�ำให้การพัฒนาสมุนไพรไม่สามารถ
สนบั สนนุ ใหเ้ กดิ การสง่ ตอ่ ไปถงึ ผบู้ รโิ ภคหรอื ใชเ้ พอื่ การรกั ษาโรคทางคลนิ กิ ไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ สะทอ้ นถงึ ภาพ
การจัดการของประเทศดา้ นการวจิ ัยสมุนไพรและแพทย์แผนไทยทไ่ี ม่ครบหว่ งโซ่ ขาดการส่งต่อ และขาด
การท�ำงานวิจัยแบบทีมท่ีบูรณาการความเชี่ยวชาญระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ส่งผลกระทบให้ประเทศไม่
สามารถใชป้ ระโยชนจ์ ากงานวจิ ัยได้
หากพจิ ารณาจากหว่ งโซข่ องการพฒั นายาจากสมนุ ไพรอาจมกี ระบวนการทเ่ี กย่ี วขอ้ งมากมายไดแ้ ก่
ก) การวจิ ยั พนื้ ฐาน เชน่ Ethnomedicinal research, Phytochemistry research, Physiochemistry
research, Pharmacognostic research, การวจิ ยั เพอ่ื จดั ทำ� มาตรฐานวตั ถดุ บิ และการวจิ ยั ทางพรคี ลนิ กิ
ไดแ้ ก่ งานวจิ ยั ทางพษิ วทิ ยาและงานวจิ ยั ฤทธท์ิ างเภสชั วทิ ยา, ข) การวจิ ยั ประยกุ ต์ เชน่ การวจิ ยั ทางคลนิ กิ
เพอ่ื ยนื ยนั ประสทิ ธภิ าพ ประสทิ ธผิ ล ความปลอดภยั ของสมนุ ไพร และ ค) งานวจิ ยั สนบั สนนุ ทจี่ ำ� เปน็ เชน่
งานวจิ ยั ทจ่ี ำ� เปน็ ตอ่ การพฒั นาอตุ สาหกรรมสมนุ ไพรของประเทศ เชน่ การวจิ ยั ดา้ นเทคโนโลยเี พอื่ การพฒั นา
สมนุ ไพร การวจิ ยั ดา้ นการตลาดเพอ่ื สง่ เสรมิ การใช้ การวจิ ยั ดา้ นกฎหมาย กฎระเบยี บ รวมถงึ การวจิ ยั ความ
ตอ้ งการของผบู้ รโิ ภค เปน็ ตน้ แสดงใหเ้ หน็ ความเชอื่ มโยงความจำ� เปน็ ทตี่ อ้ งวจิ ยั ใหค้ รบวงจรจงึ จะสามารถ
นำ� ไปใชป้ ระโยชนไ์ ดจ้ รงิ ในทางตรงกนั ขา้ มการวจิ ยั ทางการแพทยด์ ง้ั เดมิ (Traditional Medicine) อาจมี
ขน้ั ตอนและกระบวนการทแี่ ตกตา่ งออกไป มหี ลายครงั้ ทมี่ กี ารถกเถยี งถงึ ขน้ั ตอนและกระบวนการทางการวจิ ยั
ท่ีเหมาะสมส�ำหรับการวิจัยการแพทย์ดั้งเดิม(๗,๘) อาทิ เช่น การกล่าวถึงกระบวนการวิจัยแบบ Reverse
Pharmacology เปน็ ตน้ ซงึ่ ในประเทศไทยยงั ไมม่ ผี ใู้ ดวเิ คราะหแ์ ละเสนอขน้ั ตอนทเี่ หมาะสมสำ� หรบั การวจิ ยั
ทางการแพทยแ์ ผนไทย อกี ทงั้ ขน้ั ตอนและกระบวนการวจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนไทยกย็ งั คงเปน็ อปุ สรรคสำ� คญั
ที่ท�ำให้งานวิจัยทางการแพทย์แผนไทยกระจัดกระจาย ขาดความเป็นเอกภาพและความต่อเน่ือง
ดังน้ันสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะ
หน่วยงานของรัฐท่ีมีภารกิจต่อการก�ำหนดนโยบายการวิจัยและสนับสนุนหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบ
การใชก้ ารแพทยแ์ ผนไทยในระบบบรกิ ารสขุ ภาพของประเทศ เลง็ เหน็ ความสำ� คญั ของการสงั เคราะหล์ ำ� ดบั
ขนั้ ตอนของการวจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนไทยเพอ่ื เปน็ แนวทางสำ� หรบั การพฒั นาระบบและกระบวนการวจิ ยั
๒
ข้ันตอนการวจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทย
ทางการแพทย์แผนไทย ซ่ึงจ�ำเป็นต้องอาศัยข้อมูลสถานการณ์งานวิจัยทางการแพทย์แผนไทยท่ีเป็น
ปจั จบุ นั ขณะ ดงั นนั้ ในงานวจิ ยั ครง้ั นจ้ี งึ เปน็ การสงั เคราะหก์ รอบขนั้ ตอนการวจิ ยั (Research Framework)
รว่ มกบั การศกึ ษาสถานการณง์ านวจิ ยั ยอ้ นหลงั จากปี พ.ศ.๒๕๕๐ ถงึ ปี พ.ศ.๒๕๕๘ ทง้ั นเี้ พอื่ จดั ทำ� ขอ้ เสนอ
เชิงนโยบายตอ่ ทศิ ทางและการวิจยั ทางดา้ นการแพทย์แผนไทยท่ีเหมาะสมต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
๑) เพ่ือสังเคราะหก์ รอบแนวคดิ การวเิ คราะหส์ ถานการณก์ ารวจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๒) เพ่อื วเิ คราะหส์ ถานการณ์การวิจยั การแพทยแ์ ผนไทย
๓) เพ่ือสังเคราะห์ข้อเสนอด้านทิศทางการวิจัย กลไกการประกันคุณภาพงานวิจัย และหัวข้อ
การวจิ ัยการแพทย์แผนไทยที่ควรได้รับการสนับสนนุ
กรอบแนวคิดและกระบวนการ
ในภาพรวมของโครงการกรอบข้ันตอนการวิจัยและสถานการณ์การวิจัยด้านการแพทย์แผนไทยมี
วธิ กี ารดำ� เนินการวิจยั แบบผสม (Mixed Method Research) ระหว่างการวจิ ัยเชิงปริมาณและการวจิ ัย
เชิงคุณภาพโดยกระบวนการสังเคราะห์กรอบข้ันตอนการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์
เชงิ ลึก (In-depth Interview) และการอภปิ รายกลุ่ม (Focus group) ของผู้ทรงคณุ วุฒิที่ไดร้ ับคดั เลอื ก
และคณะผู้วิจัย ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิจะมีความเช่ียวชาญเฉพาะอันประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวิจัยใน
สาขาสมุนไพรและยาต�ำรับ การแพทยแ์ ผนไทย การนวดไทย การวิจยั ทางคลนิ กิ การวิจัยทางมนษุ ยวิทยา
รวมไปถึงแพทย์ผู้มีประสบการณ์การใช้การแพทย์แผนไทยและยาไทยในระบบบริการของ
กระทรวงสาธารณสุข ทัง้ สิน้ ๑๕ ทา่ น ขณะท่ีการศกึ ษาสถานการณง์ านวิจยั เปน็ การวิจัยเชิงปรมิ าณโดย
วเิ คราะหจ์ ากบทคดั ยอ่ ของงานวจิ ยั ทคี่ น้ จากคำ� สำ� คญั คอื สมนุ ไพร การแพทยแ์ ผนไทย การแพทยพ์ นื้ บา้ น
และการแพทย์ทางเลือก จากฐานข้อมูลหลัก ๓ ฐาน ได้แก่ แหล่งข้อมูลระดับทุติยภูมิ ๑ แหล่งคือ
๑) ฐานข้อมูลส�ำนักงานเขตด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ๑๒ เขต ทั่วประเทศ และ
ระดบั ปฐมภมู ิ ๒ แหลง่ คอื ๑) ฐานขอ้ มลู งานวิจัยที่ผ่านการน�ำเสนอทง้ั แบบ Oral presentation และ
Poster presentation จากงานประชมุ วชิ าการมหกรรมสมนุ ไพรแหง่ ชาตคิ รงั้ ท่ี ๔-๑๒ และ ๒) ฐานขอ้ มลู
เพอ่ื การสืบค้นผลงานวิจัยและผลงานวิชาการตลอดจนข้อมูลการอ้างอิงของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร
วิชาการไทย (TCI) จ�ำนวน ๑๕ วารสาร รายละเอยี ดดังจะแสดงในบทท่ี ๒ ต่อไป โดยมกี รอบแนวคดิ และ
กระบวนการด�ำเนินงานดังแสดงในแผนภาพท่ี ๑.๑
๓
ข้นั ตอนการวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
ปัจจยั น�ำเข้า ส�ำรวจงานวิจัย เครอ่ื งมือ/
การแพทย์แผนไทย กระบวนการ
๑. นโยบายและ พัฒนากรอบแนวคดิ การ
ยุทธศาสตร์ วิเคราะหส์ ถานการณ์ ๑. การทบทวน
งานวจิ ัยของชาติ การวิจัยการแพทย์แผนไทย วรรณกรรม
วเิ คราะห์สถานการณ์
๒. ยุทธศาสตร์ ๒. การสำ� รวจจาก
การวจิ ัยราย และหาชอ่ งวา่ ง ผมู้ ีสว่ นเกี่ยวข้อง
ประเดน็ ดา้ นสขุ ภาพ การวจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทย
และชีวเวชศาสตร์ ๓. การสมั ภาษณ์
เชิงลึก
๓. ยุทธศาสตร์
การวิจัยราย ๔. การประชมุ กลุ่ม
ประเด็นด้านพั ฒนา ผูท้ รงคุณวฒุ ิ
สมนุ ไพร
๕. การประชุมขอ
๔. แผนยทุ ธศาสตร์ ความเห็นจากผู้
ทศวรรษการ มีส่วนได้ส่วนเสีย
วจิ ยั แหง่ ชาตดิ า้ นการ
แพทย์แผนไทย จัดทำ� ข้อเสนอ
๕. ข้อมูลงานวจิ ัย
สาขาแพทย์
แผนไทยพรอ้ บทคดั ยอ่
ยอ้ นหลัง ปี ๒๕๕๐-
๒๕๕๘
แผนภาพที่ ๑.๑ แสดงกรอบแนวคิดและกระบวนการของการวจิ ัย (Conceptual Framework)
นยิ ามค�ำส�ำคัญ
ด้วยงานวิจัยช้ินนี้มีการใช้ค�ำศัพท์เฉพาะหลายค�ำเพ่ือการสังเคราะห์ วิเคราะห์สถานการณ์และ
พัฒนาข้อเสนอต่อข้ันตอนการวิจัยทางการแพทย์แผนไทยจึงมีความจ�ำเป็นต้องให้ความหมายเชิงปฏิบัติ
การต่อค�ำส�ำคัญและการก�ำหนดรหัสเพ่ือความถูกต้องและความเข้าใจท่ีตรงกันของคณะผู้วิจัยทั้งหมด
รายละเอียดดังแสดงในภาคผนวกท่ี ๑
๔
ข้นั ตอนการวจิ ยั การแพทย์แผนไทย
๒
บทท่ี ๒
สถานการณง์ านวจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทย
ประเทศไทยมีการด�ำเนินการศึกษาสถานการณ์งานวิจัยด้านการแพทย์แผนไทยหลายระยะ
ซึ่งสามารถแจกแจงตามล�ำดับเวลาได้ดังน้ี จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลสถานการณ์งานวิจัยด้าน
การแพทย์แผนไทยช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๕-๒๕๓๗ ของเสาวภา พรสริ พิ งษ,์ เพญ็ นภา ทรพั ย์เจรญิ และคณะ (๙)
พบว่า งานวิจัยด้านการแพทย์แผนไทย มีการใช้ค�ำศัพท์ท่ีเกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทยในความหมาย
ท่ีมีความคาบเก่ียวกันระหว่างค�ำว่า การแพทย์แผนไทย การแพทย์พ้ืนบ้าน หมอพ้ืนบ้าน และ
หมอแผนโบราณ โดยไมไ่ ดแ้ ยกกนั อยา่ งชดั เจน โดยทบทวนงานวจิ ยั ๗๗ เรอื่ ง สามารถจำ� แนกได้ ๓ ประเภท
คือ ๑) ประวัตแิ ละพฒั นาการของการแพทย์แผนไทย มงี านวิจยั ๔ เรอ่ื ง, ๒) ดา้ นเวชกรรมไทยมีงานวิจยั
๒๗ เรอ่ื ง และ ๓) ดา้ นเภสัชกรรมไทยมีงานวจิ ยั ๔๖ เรอื่ ง ซ่ึงสว่ นใหญ่เป็นงานวิจยั ด้านสมุนไพร
ตอ่ มาระหวา่ งปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๔๗ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ประธานธุรารกั ษ์ และคณะ (๑๐)
ได้จ�ำแนกประเด็นสถานการณ์ด้านการวิจัยการแพทย์แผนไทย ออกเป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทที่ ๑
วา่ ดว้ ยการวจิ ยั องคค์ วามรดู้ า้ นสมนุ ไพรและตำ� รบั ยาแผนไทย และประเภทท่ี ๒ วา่ ดว้ ยการวจิ ยั องคค์ วามรู้
ดา้ นการวนิ จิ ฉยั โรค การปอ้ งกนั และรกั ษาโรค และการดแู ลสขุ ภาพดา้ นการแพทยแ์ ผนไทยพบวา่ งานวจิ ยั
องค์ความรูด้ า้ นการวินจิ ฉยั โรค การป้องกนั โรค และการดูแลสุขภาพตามทฤษฎกี ารแพทย์แผนไทย มีการ
๕
ข้นั ตอนการวจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
ท�ำวิจัยไม่มากนักเมื่อเทียบกับการวิจัยสมุนไพรตามฐานแนวคิดแบบการแพทย์สมัยใหม่ และจาก
การทบทวนปรมิ าณงานวจิ ยั ของสถาบนั สขุ ภาพวถิ ไี ทยภายใตส้ ถาบนั วจิ ยั ระบบสาธารณสขุ (๑๑) ซงึ่ รวบรวม
ผลงานวิจยั ท่ีตีพมิ พใ์ นวารสารวิชาการและวิทยานพิ นธใ์ นประเทศไทย ช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๕๐ พบวา่
มผี ลงานศกึ ษาวจิ ยั ดา้ นสมนุ ไพรจำ� นวน ๙๖๙ เรอื่ ง มากกวา่ งานวจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย งานวจิ ยั การแพทย์
พ้ืนบ้าน และงานวิจัยการแพทย์ทางเลือก โดยพื้นท่ีท�ำการศึกษาวิจัยส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางมากที่สุด
ร้อยละ ๔๙.๓๓ รองลงมาคือ ภาคเหนอื รอ้ ยละ ๑๙.๖๐ และภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ร้อยละ ๑๓.๒๐
สว่ นงานวจิ ยั ทจ่ี ดั ทำ� ภาพรวมของประเทศมเี พยี งรอ้ ยละ ๓.๖๒ เทา่ นนั้ โดยสามารถจดั กลมุ่ ตามวตั ถปุ ระสงค์
ของการวิจัยได้เป็น ๔ กลุ่มตามการน�ำไปใช้ประโยชน์และเรียงล�ำดับได้ดังน้ี งานวิจัยเพ่ือหาความรู้ใหม่
รอ้ ยละ ๖๘.๑๑ งานวจิ ยั เพอื่ จดั การองคค์ วามรรู้ อ้ ยละ ๑๙.๒๐ งานวจิ ยั เพอื่ การรวบรวมสำ� รวจรอ้ ยละ ๗.๐๑
และงานวจิ ัยเก่ียวกบั พฤติกรรมผู้บรโิ ภคร้อยละ ๕.๖๘
รายงานการศึกษาของ ธวัชชัย เทียนงามและคณะ(๑๒) ศึกษาสถานการณ์งานวิจัยด้านการแพทย์
แผนไทยย้อนหลัง ๑๐ ปี ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๕๒ ได้ผลงานวิจัยน�ำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์
ท้ังหมด ๑,๔๗๖ เรื่อง โดยแบ่งขอบเขตการศึกษาออกเป็น ๕ ด้าน คือ ด้านการแพทย์แผนไทย
ดา้ นการแพทยพ์ นื้ บา้ น การแพทยท์ างเลอื ก ดา้ นสมนุ ไพร และดา้ นงานวจิ ยั เชงิ ระบบเพอื่ การพฒั นานโยบาย
และยุทธศาสตร์ แล้วน�ำมาสรุปสังเคราะห์ภาพรวมพบว่า ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัย
ด้านสมนุ ไพรมากทีส่ ดุ รองลงมาคอื ดา้ นการแพทยท์ างเลือก การแพทยพ์ ้นื บา้ นและการแพทยแ์ ผนไทย
รอ้ ยละ ๕๓.๓๘, ๑๗.๘๘, ๑๕.๙๘, ๑๒.๗๓ ตามลำ� ดบั นอกจากนน้ั จากรายงานของคณะกรรมการพจิ ารณา
การศกึ ษาการวจิ ยั ในคนดา้ นการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก (๑๓) กลา่ ววา่ มกี ารพจิ ารณาอนมุ ตั ิ
โครงการศึกษาวิจัยในคนฯ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๖ พบว่า มีงานวิจัยการศึกษาประสิทธิผลและ
ความปลอดภยั ของตำ� รบั ยาสมนุ ไพร การนวดไทย การฝงั เขม็ และประเดน็ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งดา้ นการแพทยแ์ ผนไทย
การแพทยพ์ ้ืนบา้ น และการแพทย์ทางเลือก จำ� นวนทัง้ สนิ้ ๙๒ เรอื่ ง โดยเฉล่ีย ๑๕-๑๖ เรอ่ื ง ตอ่ ปี พบวา่
ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยประสิทธิผลและความปลอดภัยของต�ำรับยาสมุนไพร มีจ�ำนวนถึง ๕๔ รายการ
(รอ้ ยละ ๕๘.๖๙) รองลงมาเปน็ ด้านการนวดไทย จ�ำนวน ๑๕ เรอื่ ง (ร้อยละ ๑๖.๓๐)
โดยสรุปจะเห็นได้ว่าจากผลการศึกษาสถานการณ์หลายรายงานที่ผ่านมาให้ผลการศึกษาไปใน
ทศิ ทางเดยี วกนั คอื ประเภทงานวจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทยทมี่ ีปรมิ าณการท�ำวิจัยสงู สุดคือ งานวจิ ัยทางด้าน
สมุนไพรและต�ำรบั ยาคิดเปน็ อัตราสว่ นมากกวา่ ร้อยละ ๕๐ สว่ นงานวจิ ยั ดา้ นอนื่ ๆ เชน่ งานวจิ ยั เชิงระบบ
งานวิจัยด้านองค์ความรู้และการวินิจฉัยตามแนวการแพทย์แผนไทยยังมีปริมาณน้อย สอดคล้องกับ
ข้อสรุปจาก (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ทศวรรษการวิจัยแห่งชาติด้านการแพทย์แผนไทย(๑๔) ท่ีกล่าวว่า
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในด้านการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถ่ินมีปริมาณมากขึ้นพอควร โดยเฉพาะ
การวจิ ัยด้านการพัฒนาสมุนไพร ยาจากสมุนไพร และผลติ ภณั ฑ์สมุนไพร ทวา่ ยังขาดทิศทางและกลไกใน
การจัดการงานวิจัย ขาดการวิจัยพัฒนาระบบของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้
เกิดการน�ำไปใชป้ ระโยชน์ ตลอดจนการวจิ ัยเชงิ ระบบเพื่อขับเคลอ่ื นนโยบายและยุทธศาสตร์มีนอ้ ย
ปัจจุบันกระแสของความสนใจด้านการแพทย์ด้ังเดิมและการแพทย์ทางเลือกมีแนวโน้มมากข้ึน
อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง(๑) ตลอดจนรฐั บาลประเทศไทยไดใ้ หค้ วามสำ� คญั ดา้ นงานการแพทยแ์ ผนไทยและสมนุ ไพรไทย
เพมิ่ มากขนึ้ มามาโดยตลอด รว่ มกบั การใหบ้ รกิ ารแพทยแ์ ผนไทยในระบบบรกิ ารของกระทรวงสาธารณสขุ
สามารถเบิกจ่ายจากระบบประกันสุขภาพตามสิทธิประโยชน์ของส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๐(๒) เป็นแรงสนับสนุนให้เกิดการจัดบริการแพทย์แผนไทยเพ่ิมมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งไป
กว่านั้นจากรายงานสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย ในชีวิตคนไทย(๓) ส�ำรวจความเห็น ๕,๘๐๐
๖
ข้ันตอนการวจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทย
ครัวเรอื นทั่วประเทศพบวา่ ร้อยละ ๘๐ ของกลมุ่ ตวั อยา่ งเห็นดว้ ยอยา่ งยิง่ ว่ายาแผนไทยสามารถน�ำมาใช้
รักษาอาการระยะแรกได้และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมาก ในทางตรงกันข้าม
งานวจิ ยั หลายชนิ้ (๔-๕) แสดงใหเ้ หน็ วา่ บคุ ลากรทางการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั กลบั ไมม่ คี วามมนั่ ใจตอ่ การใชย้ า
แผนไทยและเห็นว่าควรมีข้อมูลการวิจัยทางคลินิกท่ีน่าเชื่อถือมากกว่าท่ีมีอยู่ในปัจจุบัน โดยมองว่า
ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยยังคงกระจัดกระจายอีกท้ังขาดการยืนยันทางวิชาการถึงสรรพคุณของ
ยาแผนไทยในการรักษา ท�ำให้ยังมีประเด็นการวิจัยอีกมากท่ีต้องการการพิสูจน์ ซ่ึงเป็นข้อมูลท่ีย้อนแย้ง
กบั รายงานการศกึ ษาสถานการณง์ านวจิ ยั ดา้ นการแพทยแ์ ผนไทยและสมนุ ไพรดงั ขา้ งตน้ ทแี่ สดงใหเ้ หน็ วา่
แม้ว่าปริมาณงานวิจัยด้านสมุนไพรและยาไทยน้ันจะมีจ�ำนวนมากข้ึนเร่ือย ๆ แต่ความม่ันใจต่อการใช้ยา
แผนไทยและสมนุ ไพรกลบั ยงั เปน็ ปญั หาหลกั
วัสดแุ ละวธิ กี าร (Materials and Methods)
ดังท่ีได้กล่าวไปแล้วในบทที่ ๑ ว่าการศึกษาสถานการณ์งานวิจัยการแพทย์แผนไทยใช้การวิจัย
เชิงปรมิ าณกลา่ วคือ เป็นการศกึ ษาและจัดกลมุ่ งานวจิ ัยดา้ นการแพทยแ์ ผนไทย การแพทยท์ างเลอื ก และ
สมุนไพรตามการแบ่งประเภทของตวั แปรทีก่ ำ� หนดข้นึ
กล่มุ ตวั อยา่ งของงานวจิ ยั
งานวจิ ยั ชิ้นนี้ดำ� เนินการสำ� รวจงานวิจัยพร้อมบทคัดย่อจากแหล่งข้อมลู ระดบั ทตุ ยิ ภมู ิ ๑ แหล่งคือ
๑) ฐานข้อมูลส�ำนักงานเขตด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ๑๒ เขต ท่ัวประเทศ และ
ระดบั ปฐมภูมิ ๒ แหลง่ คอื ๑) ฐานข้อมูลงานวิจัยท่ีผา่ นการนำ� เสนอทั้งแบบ Oral presentation และ
Poster presentation จากงานประชมุ วชิ าการมหกรรมสมนุ ไพรแหง่ ชาตคิ รงั้ ที่ ๔-๑๒ และ ๒) ฐานขอ้ มลู
เพื่อการสืบค้นผลงานวิจัยและผลงานวิชาการตลอดจนข้อมูลการอ้างอิงของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร
วิชาการไทย (TCI) จ�ำนวน ๑๕ วารสาร ดงั มีรายชือ่ ตอ่ ไปนี้
• วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก
• วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสขุ
• วารสารพยาบาลศาสตรแ์ ละสุขภาพ
• วารสารเภสัชวทิ ยา
• วารสารสาธารณสขุ ศาสตร์
• วารสารพยาบาลศาสตร์
• วารสารธรรมศาสตร์เวชสาร
• วารสารไทยเภสัชศาสตร์
• วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข
• วารสารวชิ าการสาธารณสุข
• ไทยเภสชั ศาสตรแ์ ละวทิ ยาการสุขภาพ
• วารสารพยาบาลและการศึกษา
• รามาธิบดีพยาบาลสาร
๗
ข้นั ตอนการวจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
• วารสารวิจยั มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น(บัณฑติ ศกึ ษา)
• วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบ�ำบดั
โดยเปน็ การคน้ ขอ้ มลู ยอ้ นหลงั ถงึ ปี ๒๕๕๐ ใชค้ ำ� สบื คน้ สมนุ ไพร การแพทยแ์ ผนไทย การแพทยพ์ น้ื บา้ น
และการแพทย์ทางเลือก ท�ำให้พบงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องทั้งสิ้น ๑,๑๑๓ เร่ือง ซึ่งหลังจากคัดกรอง
ความซำ้� ซอ้ นและคดั แยกงานวจิ ยั ทอี่ ยนู่ อกเหนอื เงอื่ นไขทก่ี ำ� หนด อาทเิ ชน่ งานวจิ ยั ทด่ี ำ� เนนิ การแลว้ เสรจ็
กอ่ นปี ๒๕๕๐ และ งานวจิ ยั ทตี่ พี มิ พใ์ นวารสารตา่ งประเทศ เปน็ ตน้ ทำ� ใหเ้ หลอื ตวั อยา่ งทเ่ี ขา้ สกู่ ระบวนการ
วิเคราะหท์ ้งั ส้ิน ๙๙๘ เรื่อง
วิธกี าร
การศกึ ษาสถานการณง์ านวจิ ยั ดา้ นการแพทยแ์ ผนไทยในครงั้ นกี้ ำ� หนดตวั แปรเพอ่ื เปน็ กรอบวเิ คราะห์
สถานการณ์ท้งั ส้ิน แบ่งเป็น ๗ กล่มุ ๓ ระดับ โดยตัวแปร ๗ กลุ่มคอื ๑) ฐานข้อมลู , ๒) การวนิ ิจฉยั โรค
ตามแนวคดิ แผนปจั จบุ ัน (แยกตาม Harrison Principles of Internal Medicine) , ๓) Six Building
Blocks (กลไกในระบบสขุ ภาพ), ๔) ประเภทของ intervention, ๕) ตามระเบียบวิธวี ิจยั , ๖) ตามกลมุ่
การวจิ ัย และ ๗) ตามขั้นตอนการวิจัยทางการแพทย์แผนไทย ซ่ึงรายละเอยี ดการสงั เคราะหข์ ้ันตอนการ
วิจัยทางการแพทย์แผนไทยจะแสดงในบทท่ี ๓ ต่อไป
การลงรหสั ขอ้ มลู อา้ งองิ ความหมายจากนยิ ามเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารทแ่ี สดงในภาคผนวกที่ ๑ โดยคณะผวู้ จิ ยั
แบ่งเป็น ๓ กลุ่มตามฐานข้อมูล ลงรหัสข้อมูลจากการอ่านรายละเอียดบทคัดย่อ ส่งให้ตรวจข้อมูลโดย
หัวหน้าโครงการวิจัยช้ันที่ ๑ และตรวจข้อมูลงานวิจัยชั้นท่ี ๒ โดยนักวิจัยอาวุโสของโครงการ จากนั้น
จงึ ดำ� เนนิ การวเิ คราะหส์ ถานการณง์ านวจิ ยั ดา้ นการแพทยแ์ ผนไทยนำ� ไปสกู่ ารสรปุ และจดั ทำ� ขอ้ เสนอแนะ
๓ ประเด็นหลักคือ ๑) ทิศทางการวิจัยการแพทย์แผนไทย, ๒) กลไกการประกันคุณภาพงานวิจัย และ
๓) ช่องว่างที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence gaps) ซึ่งคณะผู้วิจัยจะขมวดเป็นข้อเสนอแนะ
เชิงนโยบายไวใ้ นบทสดุ ท้ายคอื บทที่ ๔
สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวิจัย
แปลผลดว้ ยสถติ เิ ชงิ พรรณนาคอื ความถ่ี รอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานดว้ ยโปรแกรม
Excel และ STATA
๘
ข้นั ตอนการวจิ ัยการแพทย์แผนไทย
สถานการณ์งานวจิ ยั ด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย การแพทยท์ างเลอื ก
และการแพทยพ์ ื้นบา้ น
จากการประมวลผลข้อมูลงานวิจัยทั้งสิ้น ๙๙๘ เร่ือง พบว่าเป็นงานวิจัยท่ีมาจาก ๑) ฐานข้อมูล
ส�ำนกั งานเขตด้านการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลือก ๑๒ เขต ทวั่ ประเทศ จ�ำนวน ๑๒๑ เรอ่ื ง,
๒) ฐานข้อมูลงานวิจัยที่ผ่านการน�ำเสนอทั้งแบบ Oral presentation และ Poster presentation
จากงานประชุมวิชาการมหกรรมสมนุ ไพรแห่งชาติครงั้ ที่ ๔-๑๒ จ�ำนวน ๖๓๙ เร่อื ง และ ๓) ฐานขอ้ มลู เพื่อ
การสืบค้นผลงานวิจัยและ ผลงานวิชาการตลอดจนข้อมูลการอ้างอิงของบทความท่ีตีพิมพ์ในวารสาร
วิชาการไทย (TCI) จำ� นวน ๒๓๘ เรอื่ ง รายละเอยี ดการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ตามตวั แปรทงั้ ๗ กลมุ่ ดงั แสดง
ในตารางท่ี ๒.๑
ตารางที่ ๒.๑ แสดงข้อมลู งานวจิ ยั แบ่งตามกลมุ่ ตวั แปร ๗ กลมุ่ ระดบั ท่ี ๑ ตามนิยามท่กี ำ� หนด
จำ� นวนงานวิจัย (ร้อยละ)
กรอบการวิเคราะหส์ ถานการณ์ ภาพรวม ฐานข้อมูลเขต ฐานข้อมลู ฐานข้อมลู TCI
(n=๙๙๘) สุขภาพ มหกรรม (n=๒๓๘)
(n=๑๒๑) สมุนไพร
(n=๖๓๙)
๑. หา้ อันดบั กลุ่มอาการ/โรคตาม ๖๕๑ (๖๕.๒๓) ๙๙ (๘๑.๘๒) ๔๐๒ (๖๒.๓๗) ๑๑๔ (๔๗.๙๐)
ระบบการแพทย์แผนปัจจบุ ัน
๑๐๖ (๑๗.๒๔) ๒๒ (๒๒.๒๒) ๖๓ (๑๕.๖๗) ๒๒ (๑๙.๓๐)
อาการปวด ๕๖ (๙.๑๑) ๑๔ (๑๔.๑๔) ๒๘ (๖.๙๗) ๑๔ (๑๒.๒๘)
อาการ/โรคในระบบประสาท ๕๕ (๘.๙๔) ๑๐ (๑๐.๑๐) ๓๙ (๙.๗๐)
อาการ/โรคในระบบตอ่ มไรท้ อ่ ๕๔ (๘.๗๘) ๑๒ (๑๒.๑๒) ๓๓ (๘.๒๑) ๖ (๕.๒๖)
อาการ/โรคในระบบสบื พันธ์ุ ๕๔ (๘.๗๘) ๔๒ (๑๐.๔๕) ๙ (๗.๘๙)
โรคมะเร็ง ๑ (๑.๐๑) ๑๑ (๙.๖๕)
๒. กลไกในระบบสุขภาพ ๙๙๘ (๑๐๐) ๑๒๑ (๑๐๐) ๖๓๙ (๑๐๐) ๒๓๘ (๑๐๐)
๗๒๐ (๗๒.๒๗) ๘๒ (๖๗.๗๗) ๔๕๔ (๗๑.๐๕) ๑๘๖ (๗๗.๘๒)
ยา เวชภณั ฑ์และเทคโนโลยี
ทางการแพทย์ ๑๔๓ (๑๘.๕) ๑๙ (๑๕.๗๐) ๙๗ (๑๕.๑๘) ๒๗ (๑๑.๓๐)
ขอ้ มูลและการจดั การขอ้ มลู ๑๐๒ (๑๐.๒๑) ๑๖ (๑๓.๒๒) ๗๒ (๑๑.๒๗) ๑๔ (๕.๘๖)
ระบบบริการและการส่งต่อ ๕ (๒.๐๙)
กำ� ลงั คน ๒๒ (๓.๕๘) ๔ (๓.๓๑) ๑๓ (๒.๐๓) ๔ (๑.๖๗)
การเงนิ และคา่ ใช้จ่าย ๖ (๐.๖๐) ๐ (๐) ๒ (๐.๕๐) ๓ (๑.๒๖)
การอภบิ าลระบบ ๒ (๐.๒๐) ๐ (๐) ๑ (๐.๑๖)
๙
ข้ันตอนการวจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
จ�ำนวนงานวจิ ัย (ร้อยละ)
กรอบการวิเคราะหส์ ถานการณ์ ภาพรวม ฐานข้อมลู เขต ฐานขอ้ มลู ฐานขอ้ มลู TCI
(n=๙๙๘) สุขภาพ มหกรรม (n=๒๓๘)
(n=๑๒๑) สมุนไพร
(n=๖๓๙)
๓. ประเภทของ Intervention ๙๙๘ (๑๐๐) ๑๒๑ (๑๐๐) ๖๓๙ (๑๐๐) ๒๓๘ (๑๐๐)
สมุนไพรเดย่ี ว ๔๕๓ (๔๕.๓๙) ๒๔ (๑๙.๘๓) ๒๙๑ (๔๕.๕๔) ๑๓๘ (๕๗.๙๘)
การแพทย์แผนไทย ๓๘๖ (๓๘.๖๗) ๗๔ (๖๑.๑๖) ๒๕๖ (๔๐.๐๖) ๕๖ (๒๓.๕๓)
การแพทย์ทางเลือก ๗๘ (๗.๘๒) ๑๔ (๑๑.๕๗) ๒๖ (๑๐.๙๒)
การแพทยพ์ ื้นบา้ น ๓๘ (๕.๙๕)
๘๑ (๘.๑๒) ๙ (๗.๔๔) ๕๔ (๘.๔๕) ๑๘ (๗.๕๗)
๔. ประเภทของการวจิ ัย ๙๙๘ (๑๐๐) ๑๒๑ (๑๐๐) ๖๓๙ (๑๐๐) ๒๓๘ (๑๐๐)
การวิจัยและพั ฒนา ๑๙๖ (๑๙.๖๔) ๒๕ (๒๐.๖๖) ๑๔๗ (๒๓.๐๐) ๒๔ (๑๐.๐๙)
การวจิ ัยเชิงสงั เกต ๓๕๑ (๓๕.๑๗) ๖๙ (๕๗.๐๓) ๒๐๖ (๓๒.๒๔) ๗๖ (๓๑.๙๓)
การวจิ ัยเชงิ ทดลอง ๔๕๑ (๔๕.๑๙) ๒๗ (๒๒.๓๑) ๒๘๖ (๔๔.๗๖) ๑๓๘ (๕๗.๙๘)
๕. กลุ่มการวิจยั ๙๙๘ (๑๐๐) ๑๒๑ (๑๐๐) ๖๓๙ (๑๐๐) ๒๓๘ (๑๐๐)
การวจิ ยั ทางสังคมวิทยาศาสตร์ ๒๕๑ (๒๕.๑๕) ๓๘ (๓๑.๔๐) ๑๖๕ (๒๕.๘๒) ๔๘ (๒๐.๑๗)
การวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ ๕๑๕ (๕๑.๖๐) ๔๕ (๓๗.๑๙) ๓๐๒ (๔๗.๒๖) ๑๖๘ (๗๐.๕๙)
การวิจัยเชงิ ระบบ ๗ (๕.๗๙) ๑๔ (๕.๘๘)
การวิจัยเชิงปฏบิ ตั ิการ ๓๔ (๓.๔๑) ๓๑ (๒๕.๖๒) ๑๓ (๒.๐๔)
๑๙๘ (๑๙.๘๔) ๑๕๙ (๒๔.๘๘) ๘ (๓.๓๖)
๖. กรอบการวิจยั ทางการแพทย์ ๒๑๑ (๒๑.๑๔) ๔๔ (๓๖.๓๖) ๑๓๐ (๒๐.๓๔) ๓๗ (๑๕.๕๕)
แผนไทย (สังเคราะห์ข้นึ )
๖๔ (๓๐.๖๖) ๑๓ (๒๙.๕๕) ๓๖ (๒๗.๖๙) ๑๕ (๔๐.๕๔)
การศกึ ษาเชงิ สงั คมและวฒั นธรรม ๑๕ (๗.๐๘) ๓ (๖.๘๑) ๑๑ (๘.๔๖) ๑ (๒.๗๐)
การศกึ ษาเชงิ สงั เกตการณ์ ๑๓๑ (๖๑.๗๙) ๘๓ (๖๓.๘๕) ๒๐ (๕๔.๐๖)
การประเมนิ ประสทิ ธผิ ล ๑ (๐.๔๗) ๒๘ (๖๓.๖๔) ๐ (๐) ๑ (๒.๗๐)
การเฝา้ ระวงั หลงั การใชป้ ระโยชน์ ๐ (๐)
จากตารางดงั ขา้ งตน้ กลา่ วไดว้ า่ กลมุ่ อาการทไ่ี ดร้ บั ความสนใจทำ� วจิ ยั มากทส่ี ดุ ๕ อนั ดบั คอื อาการปวด
(กลา้ มเนอื้ ) คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๑๗.๑๐ และจดั เปน็ อาการทไ่ี ดร้ บั ความนยิ มในการทำ� วจิ ยั สงู สดุ จากทกุ ฐานขอ้ มลู
ขณะทอ่ี กี ๔ กลมุ่ อาการ/โรคคอื อาการ/กลมุ่ โรคเกยี่ วกบั ระบบประสาท (ชา) อาการ/กลมุ่ โรคในระบบ
ตอ่ มไร้ท่อ อาการ/กลุ่มโรคเกี่ยวกับระบบสืบพนั ธ์ (หญิงตั้งครรภ์) และอาการ/กลมุ่ โรคมะเรง็ มปี รมิ าณ
งานวจิ ยั ระหวา่ งรอ้ ยละ ๘-๙ แตห่ ากพจิ ารณาในแตล่ ะฐานขอ้ มลู จะเหน็ วา่ อาการ/กลมุ่ โรคเกยี่ วกบั ระบบ
๑๐
ข้นั ตอนการวิจัยการแพทย์แผนไทย
ประสาท (ชา) ไดร้ บั ความสนใจในการทำ� วจิ ยั มากเปน็ อนั ดบั สองจากสองฐานขอ้ มลู คอื ฐานเขตสขุ ภาพและ
ฐานวารสาร TCI ขณะทฐ่ี านขอ้ มลู งานมหกรรมใหค้ วามสนใจกบั การทำ� งานวจิ ยั เรอื่ งโรคมะเรง็ เปน็ ลำ� ดบั
รองลงมา ส่วนในด้านกลไกในระบบสุขภาพ การท�ำการวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับตัวผลิตภัณฑ์ อันหมายถึง
ยา เวชภณั ฑแ์ ละเทคโนโลยี เปน็ ประเดน็ ทไี่ ดร้ บั ความสนใจในการทำ� วจิ ยั สงู ถงึ รอ้ ยละ ๗๒.๒๗ และสงู ทสี่ ดุ
ในทุกฐานข้อมูล โดยฐานข้อมูลและระบบบริการเป็นประเด็นที่ได้รับการวิจัยล�ำดับรองลงมาตามล�ำดับ
ขณะทง่ี านวจิ ยั ทส่ี มั พนั ธก์ บั กำ� ลงั คนมปี รมิ าณนอ้ ยมาก (รอ้ ยละ ๓.๕๘) และเรอื่ งการเงนิ และการอภบิ าล
ระบบเกอื บไมม่ เี ลย ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั รายงานผลวจิ ยั ทศี่ กึ ษาสถานการณก์ ารวจิ ยั ดา้ นการแพทยแ์ ผนไทยทผี่ า่ นมา
แม้ว่าในภาพรวม จ�ำนวนงานวิจัยท่ีมีปริมาณมากท่ีสุดจะยังคงเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับสมุนไพรเดี่ยว
(รอ้ ยละ ๔๕.๓๙) ทวา่ หากพจิ ารณาในรายละเอยี ดจะเหน็ วา่ ฐานขอ้ มลู เขตสขุ ภาพมกี ารศกึ ษาวจิ ยั การแพทย์
แผนไทยสงู ถงึ รอ้ ยละ ๖๑.๑๖ และฐานขอ้ มลู งานมหกรรมสมนุ ไพรแหง่ ชาตมิ จี ำ� นวนงานวจิ ยั สมนุ ไพรและ
งานวจิ ยั แพทยแ์ ผนไทยในอตั ราสว่ นทใี่ กลก้ นั คอื รอ้ ยละ ๔๕.๕๔ และ ๔๐.๐๖ ตามลำ� ดบั ขณะทฐ่ี านขอ้ มลู
วารสาร TCI มงี านวจิ ยั สมนุ ไพรเดยี่ วสงู ถงึ รอ้ ยละ ๕๗.๙๘
ประเภทงานวจิ ยั สว่ นใหญท่ ไี่ ดร้ บั การดำ� เนนิ การคอื งานวจิ ยั เชงิ ทดลอง (รอ้ ยละ ๔๔.๙๙) รองลงมาคอื
งานวจิ ยั เชงิ สงั เกต (รอ้ ยละ ๓๕.๓๗) และงานวจิ ยั ทเ่ี ปน็ งานวจิ ยั และพฒั นารอ้ ยละ ๑๙.๖๔ ซงึ่ หากเปน็
งานวจิ ยั ทม่ี าจากฐานขอ้ มลู งานมหกรรมสมนุ ไพรแหง่ ชาตแิ ละฐานขอ้ มลู วารสาร TCI จะพบวา่ มงี านวจิ ยั
เชงิ ทดลองมากทส่ี ดุ ขณะทง่ี านวจิ ยั ทมี่ าจากฐานขอ้ มลู เขตสขุ ภาพ จะเปน็ งานวจิ ยั เชงิ สงั เกตการณม์ ากทส่ี ดุ
ขณะทภี่ าพรวมของขอ้ มลู แสดงใหเ้ หน็ วา่ กลมุ่ การวจิ ยั ทไ่ี ดร้ บั ความสนใจดำ� เนนิ การวจิ ยั มากทสี่ ดุ คอื งานวจิ ยั
ทางวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ (รอ้ ยละ ๕๑.๖๐) ในทกุ ฐานขอ้ มลู แตฐ่ านขอ้ มลู วารสาร TCI มสี ดั สว่ นกลมุ่
งานวจิ ยั วทิ ยาศาสตรก์ ารแพทยส์ งู ทสี่ ดุ กลา่ วคอื สงู ถงึ รอ้ ยละ ๗๐.๕๙ ซง่ึ เมอื่ นำ� เฉพาะขอ้ มลู งานวจิ ยั ดา้ นการ
แพทยแ์ ผนไทยและการแพทยพ์ น้ื บา้ นทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั มนษุ ยม์ าจำ� แนกลงตามกรอบขนั้ ตอนและลำ� ดบั การวจิ ยั ท่ี
สงั เคราะหข์ น้ึ กลบั พบวา่ งานวจิ ยั ทเ่ี ปน็ ไปเพอ่ื การประเมนิ ประสทิ ธผิ ลของการรกั ษาชนดิ นนั้ ๆ ไดร้ บั การดำ� เนนิ
การมากทสี่ ดุ คอื รอ้ ยละ ๖๑.๗๙ ขณะทกี่ ารศกึ ษาเชงิ สงั คมวฒั นธรรมเปน็ ลำ� ดบั รองลงมาคอื รอ้ ยละ ๓๐.๖๖
และงานวจิ ยั เชงิ สงั เกตการณท์ เ่ี นน้ การรายงานความปลอดภยั และแนวโนม้ ของประสทิ ธผิ ลกลบั มเี พยี งรอ้ ยละ๗.๐๘
ตารางที่ ๒.๒ และ ตารางที่ ๒.๓ แสดงรายละเอยี ดงานวจิ ยั ตามประเภทของ Intervention และ
ประเภทของงานวจิ ยั แสดงใหเ้ หน็ วา่ งานวจิ ยั ของสมนุ ไพรเดยี่ วสว่ นมากจะเปน็ การวจิ ยั เกยี่ วกบั สารสกดั และ
ผลติ ภณั ฑข์ องสมนุ ไพรตวั นนั้ ๆ มากถงึ รอ้ ยละ ๗๙.๖๙ ซง่ึ สว่ นใหญจ่ ะเปน็ การวจิ ยั ทมี่ งุ่ สกู่ ารพฒั นาสารสกดั /
ผลติ ภณั ฑส์ มนุ ไพรเพอ่ื เปน็ ยามมี ากถงึ รอ้ ยละ ๗๕.๙๐ ขณะทก่ี ารวจิ ยั สารสกดั /ผลติ ภณั ฑส์ มนุ ไพรเพอ่ื เปน็
อาหารเสริม, อาหารและเคร่ืองด่ืม และเคร่ืองส�ำอางมีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ อยู่ระหว่างร้อยละ ๗-๘
สว่ นการวจิ ยั สมนุ ไพรในรปู วตั ถดุ บิ คดิ เปน็ เพยี งรอ้ ยละ ๒๐.๓๑ ของงานวจิ ยั สมนุ ไพรเดย่ี วทงั้ หมด ซง่ึ กวา่
รอ้ ยละ ๖๕ เปน็ การวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั มาตรฐานวตั ถดุ บิ และกระบวนการสกดั เพอ่ื เพมิ่ สารสำ� คญั ในสมนุ ไพร
งานวจิ ยั ในกลมุ่ การแพทยแ์ ผนไทยคดิ เปน็ รอ้ ยละ ๓๘.๖๘ หรอื ๓๘๖ เรอื่ งจากงานวจิ ยั ทส่ี ำ� รวจมา
ทง้ั หมดสามารถจำ� แนกขอ้ มลู ตามรายสาขา ๔ สาขา คอื เวชกรรมไทย เภสชั กรรมไทย นวดไทย และผดงุ ครรภ์
ไทย ไดร้ อ้ ยละ ๘๐.๕๗ หรอื ๓๑๑ เรอื่ ง สว่ นการวจิ ยั ทเ่ี หลอื เปน็ การวจิ ยั ในภาพรวมของการแพทยแ์ ผนไทย
ทั้งหมดจึงไม่สามารถจ�ำแนกข้อมูลตามรายสาขาได้ งานวิจัยในสาขาเภสัชกรรมไทยจัดเป็นงานวิจัยที่ได้
รบั ความนยิ มศกึ ษาวจิ ยั มากทสี่ ดุ คอื รอ้ ยละ ๔๕.๖๖ (๑๔๒ เรอื่ ง) ลำ� ดบั รองลงมาคอื สาขาการนวดไทย
รอ้ ยละ ๓๐.๒๓ (๙๔ เรอ่ื ง) โดยสาขาเวชกรรมไทยและผดงุ ครรภไ์ ทยไดร้ บั การดำ� เนนิ การวจิ ยั ในอตั รารอ้ ยละ
ทใี่ กลเ้ คยี งกนั คอื ระหวา่ งรอ้ ยละ ๑๑-๑๓
๑๑
ข้นั ตอนการวิจยั การแพทย์แผนไทย
ตารางท่ี ๒.๒ แสดงขอ้ มลู งานวจิ ัยตวั แปรระดบั ท่ี ๒ และ ๓ ในกลุ่ม ประเภทของ Intervention
จำ� นวนงานวิจยั (รอ้ ยละ)
กรอบการวิเคราะหส์ ถานการณ์ ภาพรวม ฐานขอ้ มลู เขต ฐานข้อมลู ฐานข้อมูล TCI
(n=๙๙๘) สุขภาพ มหกรรม (n=๒๓๘)
(n=๑๒๑) สมนุ ไพร
(n=๖๓๙)
งานวิจยั ทัง้ หมด ๙๙๘ (๑๐๐) ๑๒๑ (๑๐๐) ๖๓๙ (๑๐๐) ๒๓๘ (๑๐๐)
๑. ประเภทของสมนุ ไพรเดีย่ ว ๔๕๓ (๔๕.๓๙) ๒๔ (๑๙.๘๓) ๒๙๑ (๔๕.๕๔) ๑๓๘ (๕๗.๙๘)
สมุนไพรวัตถดุ บิ ๙๒ (๒๐.๓๑) ๒ (๘.๓๓) ๕๐ (๑๗.๑๘) ๔๐ (๒๘.๙๙)
การปลูก/พื้ นท่ีปลกู ๒๖ (๒๘.๒๖) ๐(๐) ๑๗ (๓๔.๐๐) ๙ (๒๒.๕๐)
มาตรฐาน/การเพิ่มสารมาตรฐาน ๖๐ (๖๕.๒๒) ๒ (๑๐๐) ๒๗ (๕๔.๐๐) ๓๑ (๗๗.๕๐)
อ่นื ๆ ๐ (๐) ๖ (๑๒.๐๐)
สารสกัด/ผลิตภัณฑส์ มุนไพร ๖ (๖.๕๒) ๒๔๑ (๘๒.๘๒) ๐ (๐)
ยา ๓๖๑ (๗๙.๖๙) ๒๒ (๙๑.๖๗) ๑๗๓ (๗๑.๗๘) ๙๘ (๗๑.๐๑)
อาหารเสรมิ ๒๗๔ (๗๕.๙๐) ๑๙ (๘๖.๓๖) ๑๕ (๖.๒๒) ๘๒ (๘๓.๖๗)
อาหารและเครอ่ื งดมื่ ๑๙ (๗.๘๘)
เคร่ืองสำ� อาง ๒๔ (๖.๖๕) ๑ (๔.๕๕) ๒๙ (๑๒.๐๓) ๘ (๘.๑๗)
สปา ๒๔ (๖.๖๕) ๐ (๐) ๕ (๕.๑๐)
๓๒ (๘.๘๖) ๕ (๒.๐๗) ๑ (๑.๐๒)
๗ (๑.๙๔) ๒ (๙.๐๙) ๒ (๒.๐๔)
๐ (๐)
๒. ประเภทการแพทยแ์ ผนไทย ๓๘๖ (๓๘.๖๗) ๗๔ (๖๑.๑๖) ๒๕๖ (๔๐.๐๖) ๕๖ (๒๓.๕๓)
แยกประเภทได้ ๓๑๑ (๘๐.๕๗) ๖๗ (๙๐.๕๔) ๒๐๒ (๗๘.๙๑) ๔๒ (๗๕.๐๐)
เวชกรรมไทย ๓๖ (๑๑.๕๘) ๒๗ (๑๓.๓๗)
เภสชั กรรมไทย ๑๔๒ (๔๕.๖๖) ๕ (๗.๔๖) ๔ (๙.๕๓)
นวดไทย ๙๔ (๓๐.๒๓) ๒๕ (๓๗.๓๑) ๙๒ (๔๕.๕๔) ๒๕ (๕๙.๕๒)
ผดุงครรภ์ไทย ๓๙ (๑๒.๕๓) ๒๑ (๓๑.๓๕) ๖๓ (๓๑.๑๙) ๑๐ (๒๓.๘๑)
๑๖ (๒๓.๘๘) ๒๐ (๙.๙๐)
๓ (๗.๑๔)
๓. ประเภทการแพทยท์ างเลอื ก ๗๘ (๗.๘๒) ๑๔ (๑๑.๕๗) ๓๘ (๕.๙๕) ๒๖ (๑๐.๙๒)
แยกประเภทได้ ๗๔ (๙๔.๘๗) ๑๓ (๙๒.๘๖) ๓๘ (๑๐๐) ๒๓ (๘๘.๔๖)
ปรบั สมดุลธาตแุ ละชีวภาพ ๑๕ (๒๐.๒๗) ๒ (๑๕.๓๘) ๗ (๑๘.๔๒) ๖ (๒๖.๐๘)
ปรับสมดลุ โครงสรา้ ง ๑๐ (๑๓.๕๑) ๒ (๑๕.๓๘) ๖ (๑๕.๗๙)
ปรบั สมดุลพลังงานและ ๔๙ (๖๖.๒๒) ๙ (๖๙.๒๔) ๒๕ (๖๕.๗๙) ๒ (๘.๗๐)
ความสมั พันธก์ ายจิต ๑๕ (๖๕.๒๒)
๔. ประเภทการแพทยพ์ ื้นบา้ น ๘๑ (๘.๑๒) ๙ (๗.๔๔) ๕๔ (๘.๔๕) ๑๘ (๗.๕๗)
๑๒
ข้ันตอนการวจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทย
หากพจิ ารณาจากฐานทม่ี าของขอ้ มลู จะพบวา่ งานวจิ ยั ทางเวชกรรมไทยไดร้ บั การศกึ ษาวจิ ยั มากทส่ี ดุ
จากฐานข้อมูลงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ, งานวิจัยทางเภสัชกรรมไทยได้รับการศึกษาวิจัยมากท่ีสุด
จากฐานข้อมูลวารสาร TCI ขณะที่การนวดไทยและผดุงครรภ์ไทยได้รับการศึกษามากท่ีสุดในฐานข้อมูล
เขตสุขภาพ จากฐานข้อมูลการวิจัยท่ีส�ำรวจในครั้งน้ี พบว่าการแพทย์พื้นบ้านได้รับการศึกษาวิจัยเป็น
จ�ำนวนมากกว่าการแพทย์ทางเลือก โดยการวิจัยส�ำหรับการแพทย์ทางเลือกท่ีเป็นไปเพ่ือการปรับสมดุล
พลงั งานและความสมั พนั ธก์ ายจติ อาทเิ ชน่ นวดกดจดุ สะทอ้ นเทา้ การฝงั เขม็ ชกี่ ง โยคะ การฝกึ สมาธิ ฯลฯ
ได้รับความสนใจในการศึกษาวิจยั มากทสี่ ดุ คิดเปน็ รอ้ ยละ ๖๖.๒๒ และมากทส่ี ดุ ในทุกฐานข้อมูล
ตารางที่ ๒.๓ แสดงขอ้ มูลงานวิจยั ตัวแปรระดับที่ ๒ และ ๓ ในกลมุ่ ประเภทของการวิจยั
จำ� นวนงานวจิ ยั (ร้อยละ)
กรอบการวเิ คราะหส์ ถานการณ์ ภาพรวม ฐานขอ้ มลู เขต ฐานขอ้ มูล ฐานข้อมูล TCI
(n=๙๙๘) สุขภาพ มหกรรม (n=๒๓๘)
(n=๑๒๑) สมุนไพร
(n=๖๓๙)
งานวิจัยท้ังหมด ๙๙๘ (๑๐๐) ๑๒๑ (๑๐๐) ๖๓๙ (๑๐๐) ๒๓๘ (๑๐๐)
๑. ประเภทการวิจยั และพัฒนา ๑๙๖ (๑๙.๖๔) ๒๕ (๒๐.๖๖) ๑๔๗ (๒๓.๐๐) ๒๔ (๑๐.๐๙)
การวจิ ัยและพัฒนารูปแบบ ๖๙ (๓๕.๒๐) ๑๑ (๔๔.๐๐) ๕๐ (๓๔.๐๑) ๘ (๓๓.๓๓)
การวิจัยและพัฒนาผลติ ภัณฑ์ ๖๒ (๓๑.๖๓) ๗ (๒๘.๐๐) ๔๕ (๓๐.๖๑) ๑๐ (๔๑.๖๗)
การวิจยั และพัฒนาเครื่องมอื ๖๓ (๓๒.๑๕) ๖ (๒๔.๐๐) ๕๑ (๓๔.๖๙) ๖ (๒๕.๐๐)
การวจิ ยั และพัฒนานวตั กรรม
๒ (๑.๐๒) ๑ (๔.๐๐) ๑ (๐.๖๙) ๐ (๐)
๒. ประเภทการวจิ ัยเชงิ สังเกตุ ๓๕๑ (๓๕.๑๗) ๖๙ (๕๗.๐๒) ๒๐๖ (๓๒.๒๔) ๗๖ (๓๑.๙๓)
การวจิ ัยเชงิ พรรณนา ๒๘๒ (๘๐.๓๔) ๔๖ (๖๖.๖๗) ๑๖๕ (๘๐.๑๐) ๗๑ (๙๓.๔๒)
การวิจยั รายงานกรณศี กึ ษา ๕๕ (๑๕.๖๗) ๑๗ (๒๔.๖๓) ๓๕ (๑๖.๙๙)
การวิจัยแบบรายงานยอ้ นหลัง ๓ (๓.๙๕)
การวจิ ยั แบบตดิ ตามไปข้างหน้า ๒ (๐.๕๗) ๐ (๐) ๒ (๐.๙๗) ๐ (๐)
๑๒ (๓.๔๒) ๖ (๘.๗๐) ๔ (๑.๙๔)
๒ (๒.๖๓)
๓. ประเภทการวจิ ัยแบบทดลอง ๔๕๑ (๔๕.๑๙) ๒๗ (๒๒.๓๑) ๒๘๖ (๔๔.๗๖) ๑๓๘ (๕๗.๙๘)
การวจิ ยั ทางพรีคลินกิ ๒๘๙ (๖๔.๐๘) ๑๒ (๔๔.๔๔) ๑๘๐ (๖๒.๙๔) ๙๗ (๗๐.๒๙)
การวิจยั ในหลอดทดลอง ๒๐๘ (๗๑.๙๗) ๓ (๒๕.๐๐) ๑๓๑ (๗๒.๗๘) ๗๔ (๗๖.๒๙)
การวจิ ยั ในสัตว์ ๘๑ (๒๘.๐๓) ๙ (๗๕.๐๐) ๔๙ (๒๗.๒๒) ๒๓ (๒๓.๗๑)
การวจิ ยั ทางคลินิก ๑๖๒ (๓๕.๙๒) ๑๕ (๕๕.๕๖) ๑๐๖ (๓๗.๐๖) ๔๑ (๒๙.๗๑)
ระยะที่ ๑ ๒๔ (๑๔.๘๑) ๑๙ (๑๗.๙๒)
ระยะที่ ๒ ๑๐๔ (๖๔.๒๐) ๐ (๐) ๖๑ (๕๗.๕๕) ๕ (๑๒.๑๙)
ระยะที่ ๓ ๑๑ (๗๓.๓๓) ๓๒ (๗๘.๐๕)
ระยะที่ ๔ ๓ (๑.๘๕) ๑ (๐.๙๕)
Quasi-experimental ๑ (๐.๖๒) ๐ (๐) ๐ (๐) ๒ (๔.๘๘)
๓๐ (๑๘.๕๒) ๐ (๐) ๑ (๒.๔๔)
๔ (๒๖.๖๗ ) ๒๕ (๒๓.๕๘ ) ๑ (๒.๔๔)
๑๓
ข้นั ตอนการวิจัยการแพทย์แผนไทย
ตารางที่ ๒.๓ แสดงให้เห็นว่า ประเภทการวิจัยแบบทดลองเป็นการวิจัยท่ีพบมากที่สุดโดยพบว่า
เปน็ การทดลองในระดบั พรคี ลนิ กิ มากทสี่ ดุ คอื รอ้ ยละ ๖๔.๐๘ (๒๘๙ เรอ่ื ง) และเปน็ การทดลองทางคลนิ กิ
เพียงร้อยละ ๓๕.๙๒ (๑๖๒ เรอ่ื ง) โดยเป็นสัดสว่ นการทำ� วจิ ัยทางพรีคลินกิ ในหลอดทดลองมากกวา่ คอื
รอ้ ยละ ๗๑.๙๗ (๒๐๘ เรือ่ ง) ซึง่ ไดร้ ับการศึกษามากในฐานข้อมลู วารสาร TCI และฐานข้อมูลงานมหกรรม
สมุนไพรแห่งชาติ ขณะท่ีฐานข้อมูลเขตสุขภาพมีสัดส่วนการวิจัยประเภทเชิงสังเกตุมากกว่าคือ
รอ้ ยละ ๕๗.๐๒ โดยเปน็ การวจิ ัยเชงิ พรรณนามากที่สดุ (รอ้ ยละ ๖๖.๖๗) และประเภทการวิจยั และพฒั นา
พบมากท่ีสุดจากฐานข้อมูลงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติคือ ร้อยละ ๒๓ โดยเป็นการวิจัยและพัฒนา
รูปแบบ, ผลิตภัณฑ์ และเคร่อื งมือในสัดสว่ นทใ่ี กล้เคยี งกันคือ มากกวา่ ร้อยละ ๓๐
สถานการณ์งานวจิ ยั ดา้ นการแพทย์แผนไทย
เมื่อน�ำข้อมูลเฉพาะงานวิจัยทางการแพทย์แผนไทยเพียงอย่างเดียวมาวิเคราะห์ซึ่งมีทั้งส้ิน
๓๘๖ รายงาน จะพบวา่ ฐานขอ้ มลู เขตสขุ ภาพเปน็ ฐานทมี่ งี านวจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนไทยในสดั สว่ นมากทสี่ ดุ
คอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๖๑.๖๐ ขณะทฐี่ านขอ้ มลู วารสาร TCI มงี านวจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนไทยในสดั สว่ นนอ้ ย
ท่สี ดุ คอื เพยี งรอ้ ยละ ๒๓.๕๓ จากการสำ� รวจในงานวจิ ยั ชนิ้ น้ีพบว่า มผี ลงานวจิ ัยทางการแพทยแ์ ผนไทย
เฉลีย่ ประมาณ ๓๘ เร่ืองต่อปี รายละเอยี ดขอ้ มูลดงั แสดงในตารางที่ ๒.๔
ตารางท่ี ๒.๔ แสดงขอ้ มลู งานวิจัยการแพทยแ์ ผนไทยระหวา่ งปี พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๘
ตัวแปรสถานการณ์ จำ� นวนงานวจิ ยั
(ร้อยละ)
ผลงานวจิ ยั เฉลยี่ ตอ่ ปี (เรอื่ งคา่ เฉลย่ี ±ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน) ๓๘±๙.๔๕
งานวจิ ัยแพทย์แผนไทย ๓๘๖ (๑๐๐)
ไดร้ ับการตพี ิมพ์ในวารสาร TCI ๕๖ (๑๔.๕๑)
๕ อนั ดบั อาการ/โรคที่ไดร้ บั การวิจัย ๒๖๔ (๖๘.๓๙)
๗๒ (๒๗.๒๗)
อาการปวด ๔๑ (๑๕.๕๓)
อาการ/โรคในระบบสืบพั นธ์ ๒๖ (๙.๘๕)
อาการ/โรคในระบบประสาท ๒๑ (๗.๙๕)
โรคมะเรง็ ๑๖ (๖.๐๖)
อาการ/โรคในระบบตอ่ มไร้ทอ่ ๓๑๑ (๘๐.๕๗)
สาขาการแพทยแ์ ผนไทย ๓๖ (๑๑.๕๘)
เวชกรรมไทย ๑๔๒ (๔๕.๖๖)
เภสชั กรรมไทย ๙๔ (๓๐.๒๓)
นวดไทย ๓๙ (๑๒.๕๓)
ผดุงครรภ์ไทย
๑๔
ข้นั ตอนการวจิ ัยการแพทย์แผนไทย
ตารางที่ ๒.๔ แสดงขอ้ มูลงานวิจยั การแพทย์แผนไทยระหวา่ งปี พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๘
ตวั แปรสถานการณ์ จำ� นวนงานวิจยั
(รอ้ ยละ)
กลไกในระบบสุขภาพ ๓๘๖ (๑๐๐)
ยา เวชภณั ฑ์และเทคโนโลยที างการแพทย์ ๒๓๔ (๖๐.๖๒)
ระบบบรกิ ารและการสง่ ต่อ ๗๑ (๑๘.๓๙)
ข้อมูลและการจัดการข้อมลู ๕๕ (๑๔.๒๕)
ก�ำลังคน
การเงินและคา่ ใช้จา่ ย ๑๙ (๔.๙๒)
การอภิบาลระบบ ๔ (๑.๐๔)
ประเภทของการวิจัย ๓ (๐.๗๘)
การวจิ ัยและพัฒนา ๓๘๖ (๑๐๐)
๙๓ (๒๔.๐๙)
วจิ ยั และพัฒนารูปแบบ ๕๑ (๕๔.๘๔)
วิจยั และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ๑๒ (๑๒.๙๐)
วิจัยและพัฒนาอุปกรณ์/เคร่อื งมือ ๒๙ (๓๑.๑๘)
วจิ ัยและพัฒนานวตั กรรม ๑ (๑.๐๘)
การวจิ ยั เชิงสังเกต ๑๖๓ (๔๒.๒๓)
วจิ ยั เชงิ พรรณนา ๑๑๙ (๗๓.๐๐)
วิจยั รายงานกรณศี กึ ษา ๓๔ (๒๐.๘๖)
วจิ ัยแบบตดิ ตามไปข้างหนา้ ๑๐ (๖.๑๓)
การวจิ ัยเชิงทดลอง ๑๓๑ (๓๓.๙๔)
การวิจัยทางพรีคลนิ กิ ๕๕ (๔๑.๙๘)
๔๑ (๗๔.๕๕)
การวจิ ยั ในหลอดทดลอง ๑๔ (๒๕.๔๕)
การวจิ ัยในสัตว์ ๗๖ (๕๘.๐๒)
การวจิ ัยทางคลินิก ๑๐ (๑๓.๑๖)
ระยะท่ี ๑ ๔๘ (๖๓.๑๖)
ระยะท่ี ๒ ๑๘ (๒๓.๖๘)
Quasi-experimental ๓๘๖ (๑๐๐)
กลมุ่ การวิจยั ๑๐๖ (๒๗.๔๖)
การวิจยั ทางสงั คมวิทยาศาสตร์ ๑๓๑ (๓๓.๙๔)
การวิจยั ทางวทิ ยาศาสตร์การแพทย์ ๒๑ (๕.๔๔)
การวิจยั เชิงระบบ ๑๒๘ (๓๓.๑๖)
การวิจัยเชงิ ปฏิบัตกิ าร
๑๕
ข้นั ตอนการวจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
ตารางที่ ๒.๔ แสดงข้อมูลงานวิจยั การแพทยแ์ ผนไทยระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๘
ตัวแปรสถานการณ์ จจำ� ำ�นนววนนงงาานนววิจิจยั ยั
(ร(ร้ออ้ ยยลละ)ะ)
กรอบการวิจัยทางการแพทย์แผนไทย (สังเคราะหข์ ึ้น) ๑๖๒ (๔๑.๙๗)
การศกึ ษาเชิงสงั คมและวฒั นธรรม ๒๙ (๑๗.๙๐)
การศึกษาเชิงสงั เกตการณ์ ๑๒ (๗.๔๑)
การประเมนิ ประสิทธิผล ๑๒๐ (๗๔.๐๗)
การเฝ้าระวังหลังการใชป้ ระโยชน์
๑ (๐.๖๒)
จากตารางท่ี ๒.๔ แสดงใหเ้ ห็นวา่ งานวิจยั ทางการแพทยแ์ ผนไทยยังคงมีการศกึ ษาในกลุ่มอาการ/
โรคที่กระจัดกระจาย กลุ่มอาการท่ีมีการศึกษาวิจัยมากที่สุดเป็นการวิจัยท่ีเก่ียวกับอาการปวด คิดเป็น
ร้อยละ ๒๗.๒๗ หรือ ๗๒ เรื่อง และงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยทางสาขาเภสัชกรรมไทยคือ
ร้อยละ ๔๕.๖๖ (๑๔๒ เรือ่ ง) และลำ� ดับรองลงมาเป็นงานวจิ ยั ทางด้านการนวดไทยคอื รอ้ ยละ ๓๐.๒๓
(๙๔ เรื่อง) ส่วนด้านกลไกในระบบสุขภาพ ปริมาณงานวิจัยทางด้านยา เวชภัณฑ์และเทคโนโลยี
ทางการแพทย์แผนไทยมีปรมิ าณมากที่สุดคือ รอ้ ยละ ๖๐.๖๒ (๒๓๔ เร่อื ง) รองลงมาคอื การวิจัยทางดา้ น
ระบบบริการคือ ร้อยละ ๑๘.๓๙ (๗๑ เรื่อง) โดยงานวิจัยทางการแพทย์แผนไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็น
งานวิจัยเชิงสังเกต (Observational study) คือ ร้อยละ ๔๒.๒๓ (๑๖๓ เร่ือง) รองลงมาคือ งานวิจัย
เชิงทดลอง (Experimental study) คือ รอ้ ยละ ๓๓.๙๔ (๑๓๑ เร่อื ง) และล�ำดับสดุ ท้ายคอื งานวิจยั และ
พฒั นา (Research and development study) คอื รอ้ ยละ ๒๔.๐๙ (๙๓ เร่อื ง) โดยข้อมูลทน่ี ่าสนใจคือ
งานวิจัยและพฒั นา สว่ นใหญ่จะเปน็ การท�ำงานวจิ ยั และพฒั นาในดา้ นรูปแบบ (Model development)
สงู ถงึ รอ้ ยละ๕๔.๘๔(๕๑เรอื่ ง)และรองลงมาคอื วจิ ยั และพฒั นาอปุ กรณ/์ เครอื่ งมอื รอ้ ยละ๓๑.๑๘(๒๙เรอ่ื ง)
และเมื่อพิจารณาข้อมูลในประเภทงานวิจัยเชิงทดลอง งานวิจัยทางคลินิกกลับมีสัดส่วนมากกว่า
งานวจิ ยั ทางพรคี ลนิ กิ กลา่ วคอื รอ้ ยละ ๕๘.๐๒ เปน็ งานวจิ ยั ทางคลนิ กิ ซง่ึ เปน็ งานวจิ ยั ทางคลนิ กิ ระยะท่ี ๒
(Clinical trial phase II) มากทีส่ ดุ คือ รอ้ ยละ ๖๓.๑๖ และเมือ่ พจิ ารณาจากกล่มุ การวจิ ยั กลุม่ การวิจยั
ทางวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทยแ์ ละการวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารเปน็ การวจิ ยั ทมี่ สี ดั สว่ นพอ ๆ กนั คอื ประมาณรอ้ ยละ ๓๓
๑๖
ข้ันตอนการวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
๓
บทท่ี ๓
สังเคราะห์ขัน้ ตอน
การวจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
ขั้นตอนการวิจัยทางการแพทย์แผนดั้งเดิมเป็นสิ่งท่ีมีการถกเถียงมาโดยตลอด๗-๘,๑๕ เนื่องด้วย
องค์ความรู้ทางการแพทย์ด้ังเดิมมีพ้ืนฐานปรัชญาของการรักษาบ�ำบัดผู้ป่วยที่แตกต่างจากปรัชญาและ
การวิเคราะห์ของการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างมากกล่าวคือ ระบบการแพทย์ด้ังเดิมมักจะมุ่งเน้น
การวเิ คราะหโ์ รคและความเจบ็ ปว่ ยจากหลายระบบพรอ้ มกนั (องคร์ วม) ขณะทก่ี ารแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั เนน้
การแยกสว่ นและการวเิ คราะหโ์ รคแบบเฉพาะเจาะจง เปน็ ผลใหเ้ กดิ การตงั้ คำ� ถามวา่ ขน้ั ตอนการวจิ ยั ทาง
วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดของแพทย์แผนปัจจุบันจะสามารถน�ำมาใช้ในการวิจัยกับการแพทย์ด้ังเดิมได้ดี
เพียงไร ดังน้ันจึงเป็นที่มาของการวิจัยในโครงการนี้ที่นอกจากจะศึกษาสถานการณ์ของงานวิจัย
ทางการแพทย์แผนไทย ยังมงุ่ เน้นการสงั เคราะห์ขน้ั ตอนการวจิ ยั พรอ้ มล�ำดับขัน้ ตอนการวิจยั ท่ีเหมาะสม
กบั สถานการณป์ ัจจุบัน และสามารถน�ำมาใชป้ ระโยชน์กบั การวิจยั ทางการแพทยด์ งั้ เดมิ ได้ ซ่งึ ในงานวิจยั
ชิ้นน้ี มุ่งสังเคราะห์ขั้นตอนและล�ำดับของการวิจัยทางการแพทย์ด้ังเดิมที่เหมาะกับวัตถุประสงค์ของ
การรักษาของศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมของประเทศไทยคือ การแพทย์แผนไทยโดยใช้วิธีการศึกษา
จากเอกสาร (Documentary Research) ร่วมกับการอภิปรายกลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิ (Focus
group discussion) เป็นกระบวนการหลกั
๑๗
ข้ันตอนการวิจยั การแพทย์แผนไทย
ขน้ั ตอนการวิจยั ทางการแพทยแ์ ผนด้งั เดมิ ๑๖-๑๘
หลายรายงานพูดถึงการวิจัยทางคลินิกของการแพทย์แบบด้ังเดิมตามวิธีการทางการแพทย์
แผนปจั จบุ นั ซงึ่ มงุ่ เนน้ การวจิ ยั แบบเฉพาะโรคโดยละเวน้ กระบวนการวนิ จิ ฉยั ความเจบ็ ปว่ ยตามแนวคดิ ของ
การแพทย์ด้ังเดิม ซึ่งมักจะท�ำให้คุณค่าและความส�ำคัญของการรักษาตามวิธีการแบบการแพทย์ด้ังเดิม
ด้อยค่าลง อาทิเช่น จากรายงานของ Kenji Watanabe และคณะ (๒๐๑๑) กล่าวถึงสถานการณ์และ
กระบวนการวจิ ยั ทางการแพทยด์ ง้ั เดมิ ของญปี่ นุ่ หรอื “Kampo Medicine” วา่ ดว้ ยกรอบกระบวนการวจิ ยั ทาง
คลนิ กิ ในปจั จบุ นั ทำ� ใหก้ ารศกึ ษาวจิ ยั ทางคลนิ กิ ของยาแคมโปถกู วเิ คราะหต์ ามกรอบความคดิ ของการวนิ จิ ฉยั
โรคตามแนวคดิ ของการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั ซงึ่ เมอ่ื นำ� ผลการศกึ ษาวจิ ยั ยาแคมโประหวา่ งปี ค.ศ.๑๙๘๖-๒๐๐๘
มงี านวจิ ยั ทางคลนิ กิ ของยาแคมโปทงั้ สน้ิ ๓๒๐ รายงาน จากฐาน Cochrane, PubMed และ ICHUSHI
(Japan Medical Abstracts Society) เมอ่ื สกดั ขอ้ จำ� กดั ตา่ ง ๆ ออกไปทำ� ใหเ้ หลอื งานวจิ ยั ทางคลนิ กิ จำ� นวน
๑๓๕ รายงาน น�ำเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์พบว่า มีขนาดของกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกันสูงมากคือ
จาก ๔ คน ถงึ ๒,๐๖๙ คน ซง่ึ มากกวา่ ๒ ใน ๓ ของการวจิ ยั ทางคลนิ กิ มจี ำ� นวนอาสาสมคั รนอ้ ยกวา่ ๑๐๐ คน
และคณุ ภาพของงานวจิ ยั เกอื บทงั้ หมดจดั อยใู่ นระดบั คณุ ภาพตำ�่ อกี ทง้ั เมอ่ื แบง่ การวจิ ยั ตามการวนิ จิ ฉยั โรค
ของการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั พบวา่ โรคทว่ี จิ ยั มคี วามกระจดั กระจายอยา่ งมาก มากทส่ี ดุ ทพ่ี บคอื การใชย้ า
แคมโปรกั ษาโรคหอบหดื ซงึ่ มาจากเพยี ง ๙ รายงานการวจิ ยั และทสี่ ำ� คญั ทสี่ ดุ คณะผวู้ จิ ยั ระบวุ า่ ไมม่ งี านวจิ ยั
ชนิ้ ใดเลยทรี่ ะบกุ ารรกั ษาดว้ ยยาแคมโปตามหลกั การวนิ จิ ฉยั โรคตามแนวคดิ ของการแพทยแ์ คมโป ทง้ั หมด
เปน็ การวจิ ยั ยาแคมโปตามแนววนิ จิ ฉยั โรคของการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั มเี พยี งงานวจิ ยั ชนิ้ เดยี วทมี่ กี ารใชย้ า
แคมโป ๗ สตู ร ดงั นนั้ ผวู้ จิ ยั จงึ สรปุ วา่ กระบวนการวจิ ยั ทางคลนิ กิ ทเ่ี ปน็ มาตรฐานของการวจิ ยั ในปจั จบุ นั
อาจไม่ใช่วิธีการวิจัยท่ีเหมาะสมที่สุดกับการแพทย์แคมโปเพราะการแพทย์แคมโปมีการวินิจฉัยผู้ป่วยท่ี
เฉพาะรายและแตกต่างออกไป กล่าวคือ ผู้ป่วยท่ีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเดียวกันตามการวินิจฉัย
ทางการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั อาจไดร้ บั ยาแคมโปคนละชนดิ กนั และผปู้ ว่ ยทไี่ ดร้ บั การวนิ จิ ฉยั วา่ เปน็ คนละโรค
กนั ตามการวนิ จิ ฉยั ทางการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั อาจไดร้ บั ยาแคมโปชนดิ เดยี วกนั กไ็ ด้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ การแพทย์
แคมโปมีการรักษาท่ีละเอียดและพิจารณาผู้ป่วยซับซ้อนกว่าการแพทย์แผนปัจจุบัน ยังผลให้ผู้วิจัยเสนอ
กระบวนการวจิ ยั สำ� หรบั การแพทยแ์ คมโปวา่ มอี กี หลายคำ� ตอบทกี่ ารแพทยแ์ คมโปควรตอ้ งตอบและอาจ
เป็นประโยชน์มากกว่าการพุ่งเป้าการวิจัยไปที่การประเมินผลการรักษาตามมาตรฐานของการแพทย์
แผนปจั จบุ นั เพราะขอ้ เทจ็ จรงิ แสดงใหเ้ หน็ วา่ ยาแคมโปปรากฏอยใู่ นรา้ นขายยาทวั่ ไปและไดถ้ กู นำ� ไปใช้
ประโยชน์ในประเทศญี่ปุ่นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ดังน้ันคณะผู้วิจัยจึงเสนอว่า หลายค�ำถามท่ีส�ำคัญ
สามารถตอบไดด้ ว้ ยการทำ� วจิ ยั แบบสงั เกตการณโ์ ดยตดิ ตามขอ้ มลู ไปขา้ งหนา้ (Prospective observational
study) อาทิเช่น ใครคือผู้ได้รับประโยชน์จากยาแคมโปน้ี ยาแคมโปตัวนี้น�ำไปใช้เพื่อการรักษาโรคอะไร
ถูกน�ำไปใช้อย่างไร ปลอดภัยหรือไม่ และผลการรักษามีแนวโน้มเป็นอย่างไร โดยคณะผู้วิจัยเสนอ
วา่ การตดิ ตามประเมนิ ประสทิ ธผิ ลของยาแคมโปนน้ั ๆ ควรไดร้ บั การประเมนิ ทงั้ จากผปู้ ว่ ยและผใู้ หก้ ารรกั ษา
สว่ นการวดั ผลการรกั ษาแบบการวจิ ยั เชงิ ทดลอง อาจเปน็ การวจิ ยั ทถ่ี กู พจิ ารณาดำ� เนนิ การในลำ� ดบั ถดั มา
โดยคณะผู้วิจัยเสนอว่า เป็นเรื่องจ�ำเป็นที่การวิจัยแบบทดลองทางคลินิกของการแพทย์แคมโปควร
ถกู ออกแบบใหม้ กี ารวนิ จิ ฉยั ตามแบบการแพทยแ์ คมโปดว้ ย โดยอาจพจิ ารณารปู แบบการทำ� วจิ ยั ทมี่ คี วาม
เหมาะสมมากกวา่ การวจิ ยั แบบสมุ่ มกี ลมุ่ ควบคมุ (Randomize control trial) ทวั่ ๆ ไป อาทเิ ชน่ การวจิ ยั
แบบ N of one trial เปน็ ตน้ นอกจากนี้ คณะผวู้ จิ ยั นำ� เสนอรปู แบบการวจิ ยั ทเ่ี พม่ิ การวนิ จิ ฉยั ทางการแพทย์
แคมโปดงั แสดงในแผนภาพท่ี ๓.๑ ซง่ึ รปู แบบการวจิ ยั ทค่ี ณะผวู้ จิ ยั นำ� เสนอนเ้ี คยมกี ารนำ� ไปศกึ ษาวจิ ยั กบั
การแพทยด์ งั้ เดมิ อน่ื ๆ มาแลว้ อาทเิ ชน่ การแพทยโ์ ฮมโี อพาธยี ์ เปน็ ตน้
๑๘
ข้นั ตอนการวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
แผนภาพที่ ๓.๑ แสดงการน�ำการวนิ ิจฉัยทางการแพทย์แคมโป (ยกตวั อยา่ ง ภาวะหมดประจำ� เดอื น)
เป็นเกณฑ์การวนิ จิ ฉยั เพื่อคดั อาสาสมคั รเข้าสู่การทดลอง จากน้นั จงึ คอ่ ยสุ่มแบ่งเป็น
กลุ่มควบคมุ และกลุ่มทดลอง
ขณะท่ีหากเป็นกรณีการวิจัยโรคเร้ือรังต่าง ๆ ท่ีมุ่งหมายการใช้ยาแบบแคมโปเพ่ือเสริมการรักษา
มาตรฐาน อาจพิจารณาการวินิจฉัยทางการแพทย์แคมโปรวมอยู่ในกระบวนการรักษาแคมโปได้ ซึ่งอาจ
ช่วยแกป้ ัญหาเร่อื งจำ� นวนอาสาสมัครได้ รายละเอยี ดดงั แสดงในแผนภาพท่ี ๓.๒
แผนภาพที่ ๓.๒ แสดงการนำ� การวินิจฉยั ทางการแพทย์แคมโปเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาด้วยแคมโป
สอดคล้องกับข้อเสนอจากการรายงานของ Francesco Cardini และคณะ (๒๐๐๖) กล่าวถึง
ความแตกต่างของตรรกะและการต้ังคำ� ถามทางการวจิ ัยของการแพทยด์ ัง้ เดมิ และการแพทย์แผนปจั จบุ ัน
ดังแสดงในตารางที่ ๓.๑
๑๙
ข้นั ตอนการวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
Convertional treatment Traditional treatment
(1) Requirements for Strong physio-pathological basis Widespread and enduring use in
consideration (“it could work“) clinical practice (“it seems to work“)
(2) Next step
Evaluation of safety and efficacy Pragmatic evaluation of safety and
(3) Next step (if found safe (“does it work in experimental effectiveness (“does it work in
and useful at step 2) settings?“) clinical practice?“)
Evaluation of efficacy; research on
Introduction in clinical practice; mechanism (“has it specific actions?
evaluation of effectiveness why and how does it work?“)
(“does it work in clinical practice?“)
ตารางที่ ๓.๑ เปรยี บเทยี บลำ� ดบั การตงั้ คำ� ถามทางการวจิ ยั ของการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั และการแพทยด์ งั้ เดมิ
จากตารางที่๓.๑จะเหน็ วา่ ขอ้ เทจ็ จรงิ และสภาวะแวดลอ้ มของการแพทยด์ งั้ เดมิ และการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั
มคี วามแตกตา่ งกนั การแพทยด์ ง้ั เดมิ มกั เปน็ สง่ิ ทใี่ ชก้ นั อยกู่ วา้ งขวางและมมี านานในชมุ ชนหรอื สงั คมหนง่ึ ๆ
ขณะทก่ี ารแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั เกดิ ขน้ึ จากทฤษฎแี ละสมมตฐิ านซงึ่ เปน็ เหตเุ ปน็ ผลแสดงใหเ้ หน็ กลไกความสมั พนั ธไ์ ด้
ดงั นนั้ การตงั้ คำ� ถามเพอ่ื การประเมนิ การแพทยท์ งั้ สองแบบจงึ แตกตา่ งกนั กลา่ วคอื การแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั จงึ เนน้
การทดลองเพื่อทดสอบประสิทธิผลและความปลอดภัยตามทฤษฎีที่คิดข้ึน ขณะที่การแพทย์ดั้งเดิม
เปน็ การประเมนิ เพอ่ื บอกประสทิ ธภิ าพและความปลอดภยั ของเครอ่ื งมอื ดงั กลา่ วในสถานการณท์ เี่ ปน็ จรงิ มากกวา่
ในรายงานฉบบั เดยี วกนั เสนอขน้ั ตอนการดำ� เนนิ การทางวจิ ยั ทางคลนิ กิ ของการแพทยด์ ง้ั เดมิ ดงั แสดงใน
ตารางที่ ๓.๒ คณะผวู้ จิ ยั เสนอใหม้ กี ารเรมิ่ ตน้ กระบวนการวจิ ยั โดยรวบรวม สำ� รวจขอ้ มลู และทบทวนวรรณกรรม
พนื้ ฐาน อาทเิ ชน่ การศกึ ษาทางพฤกษศาสตรพ์ นื้ บา้ น รายงานกรณศี กึ ษา ฯลฯ จากนน้ั จงึ ดำ� เนนิ การ ประมวล
ขอ้ มลู ดา้ นความปลอดภยั และประสทิ ธภิ าพเบอื้ งตน้ ในกลมุ่ ตวั อยา่ งทม่ี ขี นาดเลก็ โดยมขี อ้ บง่ ใชท้ ชี่ ดั เจน ซงึ่ อาจ
จะใชก้ ระบวนการศกึ ษาแบบสงั เกตการณแ์ ละตดิ ตามผลไปขา้ งหนา้ หรอื จะเปน็ การศกึ ษานำ� รอ่ งและวจิ ยั ทดลอง
แบบสมุ่ และมกี ลมุ่ ควบคมุ ขนึ้ อยกู่ บั เงอ่ื นไขทเ่ี ปน็ ไปได้ จากนนั้ จงึ เรมิ่ ทำ� การศกึ ษาเปรยี บเทยี บทงั้ ประสทิ ธภิ าพ
ความปลอดภยั และการถา่ ยทอดเพอ่ื การนำ� ไปใชป้ ระโยชนโ์ ดยเสนอใหศ้ กึ ษาวจิ ยั ในหลายสถานทพ่ี รอ้ มกนั
จากน้ันจึงค่อยเป็นการศึกษาวิจัยเพ่ือลงลึกถึงการตอบค�ำถามเรื่องกลไกการออกฤทธิ์หรือเติมเต็มความรู้
พื้นฐานอ่ืน ๆ หากยงั ขาดอยู่ และจงึ มกี ารติดตามความปลอดภัยของการใช้การแพทย์ดั้งเดมิ ในระยะยาว
Phase Purpose Tool
I Documentation and description of a traditional Surveys, ethnomedical research, case
II treatment studies adn review of the available
observational data
III Preliminary evalution of safety, effectiveness and Observational, prospective, pramatic,
IVa transferability on a small group of subjects with intercultural pilot study-randomized and
IVb a defined indication controlled, if feasible-oriented to set up
an RCT protocol
Comparative evaluation of sefety, effectiveness Pragmatic multicentre RCT, versus
and transferability conventional treatment or no treatment
(if no treatment is available)
Research on efficacy and on mechanism of action Explanatory RCT, basic science research
Surveillance after accecptance in the new clinical Long term follow up, pharmacological
setting either as an additional option for patients or surveillance, risk-benefit studies
as integrated part of conventional clinical practice
ตารางที่ ๓.๒ เสนอล�ำดับขน้ั ตอนการวจิ ัยทางคลินกิ สำ� หรับการแพทยด์ ง้ั เดิม
๒๐
ข้นั ตอนการวจิ ัยการแพทย์แผนไทย
นอกจากน้ีมีรายงานการสังเคราะห์แนวทางการวิจัยยาจากสมุนไพรในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ
การแพทยด์ ง้ั เดมิ จากประเทศสมาชกิ ในอาเซยี น๑๘ กลา่ วคอื เสนอการศกึ ษาวจิ ยั เปน็ ๒ ขน้ั ตอนใหญ่ ๆ คอื
๑) การศึกษาวิจัยการน�ำไปใช้ประโยชน์ (Study of use pattern) อาทเิ ช่น การศึกษาการใชป้ ระโยชน์
แบบพฤกษศาสตร์พ้ืนบ้านหรือการศึกษาแนวระบาดวิทยาเพื่อเห็นที่มาท่ีไปของการน�ำสมุนไพรดังกล่าว
มารกั ษาโรค เปน็ ตน้ และ ๒) การศกึ ษาประสิทธิผลและความปลอดภัย (Study of safety and efficacy)
ซึ่งหากเป็นกลุ่มยาสมุนไพรต�ำรับดั้งเดิม ควรเริ่มต้นการศึกษาจากการสังเกตการณ์ก่อนแล้วจึงตามด้วย
การวิจัยทางคลินกิ โดยสามารถเร่ิมทีก่ ารวจิ ัยทางคลินิกระยะที่ ๒ ไดเ้ ลย ขณะทห่ี ากเปน็ ยาสมุนไพรเดยี่ ว
อาจจำ� เปน็ ตอ้ งเรมิ่ ตงั้ แตก่ ารวจิ ยั ทางพรคี ลนิ กิ ไปสกู่ ารวจิ ยั ทางคลนิ กิ ระยะท่ี ๑ และ ๒ เรอื่ ยไปตามลำ� ดบั ขน้ั
รายละเอยี ดดงั แสดงในแผนภาพที่ ๓.๓
แผนภาพที่ ๓.๓ แสดงขน้ั ตอนกระบวนการวจิ ัยส�ำหรับยาจากสมุนไพรท้งั รปู แบบสมนุ ไพรเด่ียวและ
สมนุ ไพรตำ� รบั
๒๑
ข้ันตอนการวิจยั การแพทย์แผนไทย
การสังเคราะห์ขน้ั ตอนการวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
การแพทย์แผนไทยจัดเป็นการแพทย์ดั้งเดิมของประเทศไทย ซึ่งมีแนวคิดและปรัชญาในการรักษา
คล้ายคลึงกับการแพทย์ดั้งเดิมของประเทศอ่ืน ๆ กล่าวคือ เป็นการแพทย์ทีมุ่งเน้นการรักษาเฉพาะราย
มีแนวทางการวิเคราะหค์ วามเจ็บปว่ ยแบบเฉพาะ โดยแพทยแ์ ผนไทยใชส้ มฏุ ฐานวินจิ ฉัยเปน็ ท่ีตง้ั แห่งโรค
ในการรักษาทางการแพทย์แผนไทยจะไม่ใช้ยาเดี่ยวในการรักษาโรคแต่มักจะใช้ยาในรูปของต�ำรับยา
(มสี มนุ ไพรหลายตวั ในหนง่ึ ตำ� รบั ) โดยในทางเวชปฏบิ ตั แิ ผนไทยจะมกี ารปรบั ยาและเครอื่ งยาใหเ้ หมาะสมกบั
ผปู้ ว่ ยแตล่ ะคน ดงั นนั้ จงึ เผชญิ ปญั หาแบบเดยี วกนั กบั การแพทยด์ งั้ เดมิ อน่ื ในกระบวนการและขน้ั ตอนการวจิ ยั
ทางคลนิ กิ เพราะหากประเมนิ ประสทิ ธผิ ลของยาสมนุ ไพรตำ� รบั ตามกรอบวนิ จิ ฉยั โรคแบบแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั
อาจยงั ผลใหไ้ มส่ ามารถยนื ยนั ประสทิ ธผิ ลของยาสมนุ ไพรตำ� รบั นนั้ ๆ ครอบคลมุ ตามองคค์ วามรเู้ ดมิ ไดจ้ รงิ
ในรายงานฉบบั นสี้ งั เคราะหข์ นั้ ตอนการวจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนไทยโดยนำ� เอาขอ้ มลู จากการทบทวน
วรรณกรรมรว่ มกบั การอภปิ รายจากผทู้ รงคณุ วฒุ แิ ละการอภปิ รายของทมี วจิ ยั และขอ้ มลู สถานการณเ์ ปน็
ปจั จยั นำ� เขา้ หลกั ในการนำ� เสนอขนั้ ตอนการวจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนไทยพรอ้ มทดลองดำ� เนนิ การวเิ คราะห์
ขอ้ มลู ตามขนั้ ตอนทก่ี ำ� หนดขนึ้ จากนน้ั คณะผวู้ จิ ยั จงึ มกี ารอภปิ รายและตกผลกึ ขอ้ สรปุ รว่ มกนั รายละเอยี ด
การอภปิ รายจากผทู้ รงคณุ วฒุ คิ รงั้ ท่ี ๑ ดงั แสดงในภาคผนวกท่ี ๒
ขอ้ เสนอจากการอภปิ รายจากผทู้ รงคณุ วฒุ มิ ขี อ้ เสนอทตี่ รงกนั กบั ขอ้ เสนอจากรายงานการวจิ ยั อน่ื ๆ
อาทเิ ชน่
“การก�ำหนดกรอบการรักษาโรคทางการแพทย์แผนไทย ถ้าเราใช้กรอบแนวคิดแพทยแ์ ผนปจั จบุ ัน
จะไม่สามารถบอกประสิทธิภาพการวินิจฉัยโรคในทางการแพทย์แผนไทยได้ แพทย์แผนไทยใช้สมุฏฐาน
(การวนิ จิ ฉยั ) เปน็ ทต่ี งั้ แหง่ โรค ซงึ่ รกั ษาตน้ เหตขุ องโรคแตไ่ มใ่ ชท่ ปี่ ลายเหตุ ทงั้ นี้ กส็ นบั สนนุ ใหใ้ ชท้ ง้ั ๒ อยา่ ง
ในกรอบแนวคิดการท�ำวิจัย เพือ่ จะไดศ้ ึกษาวา่ จรงิ แล้ว เราสามารถดำ� รงเอกลกั ษณ์ของแพทย์แผนไทยไว้
ไดอ้ ยา่ งไร เพอ่ื ท่จี ะให้เกิดการท�ำงานวจิ ัยทเ่ี ปน็ ระบบมากขึ้น”
“ไม่ว่าเราจะใช้แนวคิดหรือกรอบอะไรก็ตาม แต่จะมองว่าเราจะท�ำหรือปรับอย่างไรให้สามารถ
นำ� งานวจิ ยั นี้ไปสื่อสารกบั คนท่วั ไปได้แล้วไมม่ คี วามสงสยั เกดิ ขึ้นในงานที่ท�ำ ดงั เช่น ยาสมุนไพรรักษาโรค
ถา้ แนวคดิ แบบตะวนั ตกจะเปน็ การคดิ แยกสว่ น แตถ่ า้ แนวคดิ แบบตะวนั ออกจะมองแบบองคร์ วม ตามดว้ ย
เหตผุ ลของมนั เอง ถา้ เหตผุ ลแบบนแี้ นวคดิ แบบตะวนั ตกจะไมส่ บั สน ดงั นนั้ การแพทยแ์ ผนไทยกย็ งั คงตอ้ ง
ยึดตามแนวทางของตัวเอง ไมไ่ ดย้ ึดตามแนวคิดแบบตะวนั ตกทง้ั หมด”
“ตามเกณฑ์ของอาเซียนที่ก�ำหนด เกณฑ์ของการศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยในระยะ
Phase 2A เป็นการศกึ ษาขนาดการใชย้ า แต่การใชย้ าแบบแผนไทยจะต้องมีการปรบั ลดเพิ่มแตกตา่ งกัน
ไปในแต่ละบุคคล เช่น ยาเบาหวานที่มยี าสมนุ ไพรเป็นตัวหลกั อยู่ ๒๐ ชนดิ ดงั น้นั สมมติว่า หากผู้ป่วยมี
สมุฏฐานแบบปิตตะก็จะเติมตัวยาไปอีก ๓ ตัว เพ่ือแก้สมุฏฐาน ดังนั้นจึงไม่ใช่การวิจัยเพียงต�ำรับยา
แต่เปน็ การวิจยั เร่ืองกระบวนการทางเวชกรรมไทยด้วย”
“มตี วั อยา่ งการวจิ ยั การใชย้ าแผนไทยและประเมนิ ผลลพั ธข์ องยาแผนไทยในการรกั ษาโรคสะเกด็ เงนิ
ส่วนใหญ่น�ำ PASI-Score ซ่ึงเป็นเครื่องมือวัดรอยโรคทางการแพทย์แผนปัจจุบันมาใช้ซึ่งจัดว่าเป็น
เครอื่ งมือใหม่สำ� หรบั ทางการแพทยแ์ ผนไทยทัง้ น้เี พ่อื ให้งานเป็นทย่ี อมรบั และนา่ เชื่อถือมากขน้ึ สว่ นหน่ึง
ถา่ ยภาพคนไขด้ ว้ ย พอหลงั การรกั ษา ๑-๒ เดอื นมอี าการอยา่ งไร ลดลงอยา่ งไร PASI-Score ตวั เลขกช็ ดั เจน
แตม่ ีบางอยา่ งที่ไมส่ ามารถวดั ด้วยเครอ่ื งมือน้ี อยา่ งเร่ืองความร้อน ทเ่ี รียกว่า “ก�ำเดา” ดงั นั้นแม้งานวิจยั
จะตอ้ งเปน็ objective แตจ่ ะตอ้ งรกั ษาเรอ่ื ง subjective ไวเ้ พราะเปน็ ฐานความรดู้ ง้ั เดมิ ทม่ี คี วามจำ� เพาะ”
๒๒
ข้นั ตอนการวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
โดยสรุปจะเห็นได้ว่ามีสาระท่ีสอดคล้องกันกับรายงานการวิจัยในต่างประเทศท่ีกล่าวถึงขั้นตอน
การวิจยั ทางการแพทยด์ ั้งเดิมดังน้ี
๑) การแพทย์แผนไทยเป็นการแพทย์แบบองค์รวมท่ีมีการวิเคราะห์ผู้ป่วยแบบเฉพาะรายการ
จ่ายยาสมุนไพรไทยในรูปของต�ำรับ เป็นการสั่งจ่ายรายบุคคลจึงจะมีประสิทธิผล ดังนั้น
กระบวนการวิจัยจึงไม่ควรวัดแค่ผลจากยาต�ำรับยา แต่ควรต้องมีกระบวนการทาง
เวชกรรมไทยประกอบอยใู่ นหลกั การดว้ ย
๒) การวดั ผลหรอื ปจั จยั ทถี่ กู วดั (parameter) ซง่ึ เปน็ ผลจากการรกั ษาดว้ ยการแพทยแ์ ผนไทย
อาจจะเป็นการรักษาด้วยยาสมุนไพรต�ำรับ การนวดไทย ฯลฯ ไม่ควรวัดแค่ตัวช้ีวัดที่เป็น
วัตถุวสิ ัย (Objective) ตามมาตรวดั ของการแพทยแ์ ผนปัจจบุ ันเพยี งอยา่ งเดยี ว ควรตอ้ งมี
มาตรวดั ทเ่ี ปน็ อัตวิสัย (Subjective) ดว้ ย
๓) การแพทยแ์ ผนไทยหรอื การแพทยพ์ น้ื บา้ นเปน็ การแพทยท์ ม่ี อี ยหู่ รอื คงอยใู่ นสงั คมมาและถกู
นำ� มาใชป้ ระโยชนเ์ ปน็ ระยะเวลานานแลว้ ไมใ่ ชส่ ง่ิ ทถ่ี กู สรา้ งขน้ึ มาใหม่ ดงั นน้ั กระบวนการวจิ ยั ที่
มงุ่ เนน้ การอธบิ าย เพอ่ื สอื่ สารใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจทงั้ ตอ่ การแพทยด์ ง้ั เดมิ นน้ั ๆ ความเปน็ อยขู่ อง
ชมุ ชน และวฒั นธรรมทอ่ี งิ อาศยั ประโยชนจ์ ากการรกั ษาดงั กลา่ ว ยงั เปน็ สงิ่ จำ� เปน็
๔) การท�ำงานวิจัยแค่มุ่งกระโดดไปวัดผลลัพธ์ของการรักษาที่เป็นวัตถุวิสัยภายใต้กรอบการ
วินิจฉยั โรคทางการแพทยแ์ ผนปจั จุบัน อาจไม่ใชค่ �ำตอบทดี่ ีส�ำหรับการแพทย์แผนไทยและ
การแพทยพ์ ื้นบา้ นไทย
ดังน้ันจากเวทีอภิปรายของผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกับการอภิปรายในทีมคณะผู้วิจัยท�ำให้เกิดข้อเสนอ
ต่อกรอบแนวทางและข้ันตอนการด�ำเนนิ การวิจยั ทางการแพทย์แผนไทยดงั แสดงในแผนภาพท่ี ๓.๔
Socio-cultural study
การวิจัยเชิงพรรณนาทอ่ี ธิบายถึงที่มาและทไ่ี ปของการรักษา
Observational study for safety and efficacy
การศกึ ษาโดยตดิ ตามขอ้ มลู ดา้ นการใช้ ความปลอดภยั การรกั ษา และประโยชนข์ องการรกั ษา
Outcome assessment
การศกึ ษาทเี่ นน้ การวดั ผลการรกั ษา เปน็ การประเมนิ ผลลพั ธจ์ ากการใหก้ ารรกั ษา
Post-marketing surveillance
การตดิ ตามและรายงานความปลอดภยั ของการรกั ษานนั้ ๆ
ในระยะยาวอยา่ งเปน็ ระบบ
แผนภาพท่ี ๓.๔ แสดงข้อเสนอกรอบข้นั ตอนการวิจยั การแพทยแ์ ผนไทย
จากแผนภาพท่ี ๓.๔ การแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยพ์ น้ื บา้ นควรมลี ำ� ดบั ขนั้ ของการวจิ ยั โดยเรมิ่ ตน้
จาก ๑) Socio-cultural study คือ การวจิ ัยเชิงพรรณนาท่อี ธบิ ายถงึ ท่มี าและท่ไี ปของการรกั ษา อาทิเชน่
๒๓
ข้ันตอนการวิจยั การแพทยแ์ ผนไทย
ทฤษฎกี ารรกั ษา ตัวยาต�ำรับท่ีจะศึกษา ประวตั ขิ องการน�ำไปใชป้ ระโยชน์ เปน็ ตน้ โดยควรบรรยายใหเ้ หน็
ความส�ำคญั ทางวัฒนธรรมท่เี ชื่อมโยงกบั การแพทยด์ ง้ั เดมิ นั้น ในทนี่ ่ีคอื แพทยแ์ ผนไทย ตำ� รบั ยาไทยหรอื
เทคนิค/วิธีการนวดแบบนั้น ๆ โดยอาจใช้แนวทางและวิธีการศึกษาทางด้านชาติพันธุ์การแพทย์
เป็นกรอบทฤษฎี และ ๒) Observational study for safety and efficacy คอื การศึกษาโดยตดิ ตาม
ข้อมูลด้านการใช้ ความปลอดภัย การรักษาและประโยชน์ที่ได้รับจากชุมชน/โรงพยาบาล/สถานที่ ท่ีมี
การน�ำยาต�ำรับหรือการนวดนั้น ๆ ไปใช้ประโยชน์ เป็นการประเมินความปลอดภัย ประโยชน์ และ
ประสทิ ธภิ าพเบื้องต้นของตำ� รบั ยาหรือการนวดน้ัน ๆ โดยอาจใชก้ ลมุ่ ตัวอย่างตงั้ แต่การรายงานเปน็ กรณี
ศึกษาจนกระทง่ั ถงึ กลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ จากน้นั จึงดำ� เนินการศึกษา ๓) Outcome assessment คอื
การศกึ ษาทเี่ นน้ การวดั ผลการรกั ษา ใชก้ ารประเมนิ ผลลพั ธท์ เ่ี รยี กวา่ outcome process ซง่ึ จะตอ้ งทำ� การ
วดั ทงั้ ก) แบบวตั ถวุ สิ ัย (objective) เช่นการวดั คา่ ตัวแปรด้วยเครอ่ื งมอื ประเภทต่าง ๆ, การวัดผลทีต่ ้อง
ไมใ่ หผ้ รู้ กั ษาและผปู้ ว่ ยทราบ ฯลฯ และ ข)แบบอตั วสิ ยั (subjective) ซงึ่ ควรตอ้ งมกี ระบวนการดำ� เนนิ การ
เพื่อให้แบบวดั อัตวิสยั ท่ไี ด้มาตรฐาน เชน่ คะแนนหยนิ -หยาง (๑๙)เปน็ ตน้ และกระบวนการสุดท้ายในระยะ
ยาวควรมี ๔) Post-marketing surveillance คือ การส�ำรวจและเฝ้าระวังความปลอดภัยหลังการใช้
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงดา้ นยาสมนุ ไพรต�ำรบั ซงึ่ เนน้ ท่กี ารติดตามความปลอดภยั ในระยะยาวเป็นหลกั
สอบทวนข้นั ตอนการวจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทยทส่ี ังเคราะหข์ ้ึน
เม่ือลองน�ำขั้นตอนการวิจัยที่สังเคราะห์ขึ้นมาด�ำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการแพทย์
แผนไทยโดยน�ำข้อมูลงานวิจัยเฉพาะการแพทย์แผนไทยท่ีเก่ียวข้องกับมนุษย์ จ�ำนวน ๑๖๒ รายงาน
มาแยกลงตามข้นั ตอนการวิจัยท่สี ังเคราะห์ขน้ึ รายละเอียดดังแสดงในตารางท่ี ๓.๓
ตารางที่ ๓.๓ แสดงผลสถานการณง์ านวจิ ัยทางการแพทย์แผนไทยตามขน้ั ตอนการวจิ ยั ที่สงั เคราะหข์ ้นึ
กรอบการวจิ ยั ทางการแพทย์แผนไทย(สังเคราะห์ขึ้น) ๑๖๒ (๑๐๐)
การศึกษาเชิงสังคมและวัฒนธรรม ๒๙(๑๗.๙๐)
การศึกษาเชงิ สงั เกตการณ์ ๑๒(๗.๔๑)
การประเมนิ ประสทิ ธผิ ล ๑๒๐(๗๔.๐๗)
การเฝ้าระวังหลงั การใชป้ ระโยชน์ ๑ (๐.๖๒)
เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งเม่ือด�ำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยการแพทย์แผนไทยตามขั้นตอน
การวจิ ยั ท่สี ังเคราะหข์ ้ึน แสดงใหเ้ ห็นว่า งานวจิ ยั แพทย์แผนไทยระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๘ จำ� นวน
๑๖๒ งานวิจัยพบว่า เป็นการวิจัยท่ีมุ่งไปสู่การประเมินประสิทธิผลมากท่ีสุดคิดเป็นร้อยละ ๗๔.๐๗
ขณะทก่ี ารวจิ ยั ทเ่ี ปน็ การศกึ ษาเชงิ สงั คมและวฒั นธรรมคดิ เปน็ รอ้ ยละ ๑๗.๙๐ และการวจิ ยั ทเี่ ปน็ การศกึ ษา
เชิงสังเกตการณ์มีเพียงร้อยละ ๗.๔๑ สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวคิดทางแพทย์แผนปัจจุบันท่ีมี
ผลต่อกระบวนการวิจัยทางการแพทย์แผนไทยมากพอควร ซึ่งเม่ือวิเคราะห์ในรายละเอียดของรายงาน
การวจิ ยั ทงั้ ๑๖๒ รายงาน พบวา่ ไมม่ งี านวจิ ยั ชนิ้ ใดเลยทป่ี ระเมนิ ผลของการรกั ษาตามการวนิ จิ ฉยั ทางการ
แพทย์แผนไทย ท้ังหมดเป็นการระบุโรค/กลุ่มอาการตามเกณฑ์วินิจฉัยของการแพทย์แผนปัจจุบันและมี
งานวิจยั เพียง ๒ เร่ือง ทมี่ กี ารเรียงลำ� ดบั จากการเล่าความเปน็ มาของโรคหรอื ยาตำ� รบั หรือวธิ กี ารทใี่ ช้ใน
การรักษา ตามดว้ ยการติดตามการรายงานความปลอดภยั และผลของการรกั ษาน้ัน
๒๔
ข้ันตอนการวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
๔
บทที่ ๔
ขอ้ เสนอเชิงนโยบายตอ่ การวิจัย
ดา้ นการแพทยแ์ ผนไทย
การวิจัยในครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ ๑) สังเคราะห์กรอบแนวคิดการวิเคราะห์สถานการณ์การวิจัย
การแพทย์แผนไทย, ๒) เพ่ือวิเคราะห์สถานการณ์การวิจัยการแพทย์แผนไทย และ ๓) เพื่อสังเคราะห์
ข้อเสนอด้านทิศทางการวิจัย กลไกการประกันคุณภาพงานวิจัย และหัวข้อการวิจัยการแพทย์แผนไทย
ท่ีควรได้รับการสนับสนุน ดังนั้นในบทนี้ คณะผู้วิจัยจึงสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายอันประกอบด้วย
ช่องว่างของการวิจัย ข้ันตอนการวิจัย กลไกคุณภาพ และหัวข้อ (area/theme) ของการวิจัยที่ควรได้รับ
การสนับสนุน
๒๕
ข้นั ตอนการวิจยั การแพทยแ์ ผนไทย
วเิ คราะหส์ ถานการณก์ ารวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
หากน�ำข้อมูลสถานการณ์การวิจัยจากบทที่ ๒ มาเปรียบเทียบและวิเคราะห์จะพบว่า ภาพรวม
และสถานการณ์การวิจัยทางการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรยังไม่ได้เปล่ียนแปลงไปมากนัก กล่าวคือ
ในด้านปริมาณงานวิจัยสมุนไพรยังคงได้รับความสนใจในการท�ำวิจัยมากที่สุด ทว่างานวิจัยเฉพาะ
ด้านการแพทย์แผนไทยเริ่มมีจ�ำนวนมากข้ึน จัดว่ามีปริมาณมากเป็นล�ำดับสองรองจากการท�ำวิจัย
สมุนไพร คิดเป็นร้อยละ ๓๘.๖๗ หรือ ๓๘๖ เรื่อง จาก ๙๙๘ เรื่อง โดยงานวิจัยทางการแพทย์แผนไทย
มีการท�ำวิจัยทางด้านเภสัชกรรมไทยมากที่สุด (ร้อยละ ๔๕.๖๖) งานวิจัยด้านนวดไทย (ร้อยละ ๓๐.๒๓)
เป็นล�ำดับรองลงมา แตกต่างจากรายงานการศึกษาสถานการณ์งานวิจัยด้านการแพทย์แผนไทยย้อนหลัง
๑๐ ปีระหว่างปี พ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๕๒ ของ ธวัชชัย เทียนงามและคณะ(๑๒) พบว่า มีงานวิจัยด้านการแพทย์
แผนไทยเพียงร้อยละ ๑๒.๗๓ โดยพบเป็นงานวิจัยด้านการนวดไทยมากท่ีสุด (ร้อยละ ๕๕.๓๑) ขณะที่
งานวิจัยด้านเภสัชกรรมไทยมีเพียงร้อยละ ๓.๗๒ แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการในระยะ
๖-๗ ปีท่ีผ่านมาว่า นักวิจัยให้ความสนใจในการท�ำวิจัยด้านการแพทย์แผนไทยเพิ่มขึ้น โดยมุ่งเน้นการ
ท�ำวิจัยด้านเภสัชกรรมไทยคือ การศึกษาวิจัยยาสมุนไพรในรูปของต�ำรับยา
โดยภาพรวมของการวจิ ยั ทางสมนุ ไพร การแพทยแ์ ผนไทย การแพทยพ์ นื้ บา้ น และการแพทยท์ างเลอื ก
แสดงให้เห็นทิศทางการวิจัยกว่าร้อยละ ๗๐ มุ่งเน้นไปท่ีตัวผลิตภัณฑ์ อาทิเช่น ยา และเวชภัณฑ์ เป็นต้น
งานวิจัยทางการแพทย์แผนไทยก็มีทิศทางไปในแนวเดียวกันและมีงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับระบบบริการ
ประมาณร้อยละ ๑๘ โดยงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการอภิบาลระบบ การเงินและค่าใช้จ่าย รวมไปถึง
ด้านก�ำลังคนยังมีปริมาณน้อยซึ่งไม่แตกต่างจากสถานการณ์เดิมท่ีรายงานการวิจัยอื่น ๆ ระบุไว้ (๑๐)
ด้านกลุ่มอาการและโรคที่ได้รับความสนใจในการท�ำวิจัยทางการแพทย์แผนไทย อาการปวดโดย
เฉพาะอย่างย่ิงกล้ามเน้ือและข้อเป็นอาการล�ำดับแรกที่มีการวิจัยยืนยันมากที่สุดซึ่งส่วนใหญ่จะ
เป็นการนวดลดอาการปวดกล้ามเนื้อในต�ำแหน่งต่าง ๆ และการใช้ยาสมุนไพรต�ำรับเพ่ือบรรเทาอาการ
ปวดข้อเข่า ขณะท่ีอาการ/โรคในระบบสืบพันธ์ได้รับความสนใจเป็นล�ำดับรองลงมา ซ่ึงในกลุ่มน้ีมีท้ัง
การนวดและประคบกระตุ้นน้�ำนม การนวดเพ่ือให้มดลูกเข้าอู่ รวมไปถึงการใช้ยาสมุนไพรต�ำรับกระตุ้น
น้�ำนม และการขับน�้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอด เป็นต้น ส่วนในล�ำดับ ๓, ๔ และ ๕ มีสัดส่วนของ
การท�ำวิจัยไม่ต่างกันมากนัก ได้แก่ การวิจัยแพทย์แผนไทยกับอาการ/โรคในระบบประสาท อาทิเช่น
การนวดฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง การนวดลดอาการชาในผู้ป่วยเบาหวาน ฯลฯ, การวิจัยแพทย์
แผนไทยกับโรคมะเร็งซึ่งเป็นการวิจัยยาสมุนไพรต�ำรับเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งท้ังหมด และล�ำดับที่ห้า
คือ การวิจัยแพทย์แผนไทยกับอาการ/โรคระบบต่อมไร้ท่อ เป็นการวิจัยยาสมุนไพรต�ำรับกับการรักษา
เบาหวาน อย่างไรก็ดี หัวข้อการวิจัยยังคงมีลักษณะกระจัดกระจายสอดคล้องกับการรายงานฉบับ
อน่ื ๆ ท่ีผา่ นมา(๑๐) ซง่ึ อาจมสี ่วนท�ำให้งานวจิ ัยแพทย์แผนไทยเกือบท้งั หมดไมม่ ผี ล (Impact) เปลยี่ นแปลง
สังคมมากนัก อีกทั้งถูกระบุจากบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ว่า ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์
ที่มากพอ(๓,๑๐) ทว่าปรากฏการณ์น้ีไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นแต่เป็นปรากฏการณ์
ที่สอดคล้องกันในหลายประเทศท่ัวโลก(๑๙,๒๐)
๒๖
ข้ันตอนการวจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
ทิศทางและห่วงโซ่ของการวิจัยแพทยแ์ ผนไทย
คณะผู้วิจัยสังเคราะห์ห่วงโซ่อย่างง่ายของการวิจัยการแพทย์แผนไทยเปรียบเทียบกับการวิจัย
สมนุ ไพรทง้ั ระบบจากขอ้ มลู สถานการณง์ านวจิ ยั และขน้ั ตอนการวจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย ขอ้ เสนอดงั แสดง
ในแผนภาพที่ ๔.๑
แผนภาพที่ ๔.๑ ห่วงโซก่ ารวจิ ยั การแพทย์แผนไทยและการวจิ ัยยาจากสมุนไพรเสนอโดยคณะผวู้ ิจยั
(กฤษณแ์ ละมณฑกา, ๒๕๕๙)
แผนภาพท่ี ๔.๑ แสดงหว่ งโซอ่ ยา่ งงา่ ยของการวจิ ยั ทงั้ การแพทยแ์ ผนไทยและการวจิ ยั ยาจากสมนุ ไพร
โดยแบ่งระยะของห่วงโซ่เป็น ๔ ระยะ กล่าวคือ หากเป็นการวิจัยยาจากสมุนไพร ห่วงโช่อย่างง่ายของ
การวิจยั ยาจากสมุนไพรประกอบดว้ ย ๔ ระยะประกอบด้วย การวจิ ยั ทางเกษตร มาตรฐานสมนุ ไพรและ
ความเป็นพิษ, การวิจัยในมนุษย์, การวิจัยทางการตลาด และการวิจัยในกลุ่มผู้บริโภค กล่าวคือ
การวิจัยต้นน�ำ้ ทเี่ กี่ยวกบั พชื ตง้ั แตก่ ารปลกู การเก็บเกย่ี ว จดั ทำ� และการควบคุมคุณภาพมาตรฐาน จนถงึ
การศึกษาความปลอดภัยและประสิทธผิ ลในสัตว์ จากนน้ั จงึ เข้าสรู่ ะยะท่ี ๒ ท่เี ป็นการทดลองทางคลนิ กิ ซ่งึ
ครอบคลมุ ตงั้ แตก่ ารทำ� วจิ ัยทางคลินิกระยะท่ี ๑ ถึง ๓ จากนน้ั จึงเป็นการนำ� ผลิตภณั ฑอ์ อกส่ตู ลาดและมี
การติดตามผลของการใช้ ซ่ึงคือ การวิจัยทางคลินิกระยะที่ ๔ จากนั้นจึงไปสู่การวิจัยท่ีสัมพันธ์กับความ
ตอ้ งการทางการตลาด (การวิจัยระยะท่ี ๕) อาทิเช่น ความตอ้ งการของกลุ่มอตุ สาหกรรม, โรค/ความเจ็บ
๒๗
ข้ันตอนการวจิ ัยการแพทย์แผนไทย
ปว่ ยในอนาคตทส่ี มนุ ไพรน่าจะชว่ ยได้ เปน็ ต้น ขณะทหี่ ากเปน็ การวิจัยทางการแพทยแ์ ผนไทย การวจิ ยั ทงั้
๔ ระยะประกอบด้วยการวิจัยพื้นฐาน, การวิจัยทางคลินิก, การวิจัยบริการ และการวิจัยเชิงระบบ
โดยจุดเร่ิมต้นของการวิจัยพ้ืนฐานที่กล่าวถึงการวิจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่เล่าถึงความเป็นมาของ
กระบวนการรกั ษาดงั้ เดมิ นนั้ ควรจะครอบคลมุ ทง้ั มติ ขิ องความเชอื่ สขุ ภาพ ความเปน็ อยใู่ นชวี ติ ประจำ� วนั
และการใช้ประโยชน์จากการรักษาดั้งเดิมน้ัน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการรายงานความปลอดภัยและ
ประโยชน์ที่สังเกตุเห็นจากการใช้จริงในชุมชนจัดเป็นการบริการรูปแบบหน่ึงซึ่งอาจอยู่ในสถานบริการ
ทางการแพทยห์ รอื ไม่กไ็ ด้ จากนั้นจงึ เขา้ สกู่ ระบวนการประเมินผลลัพธท์ างคลนิ ิกซึง่ ควรครอบคลุมท้ังมิติ
ทีเ่ ป็นวตั ถุวิสยั และอัตวิสัย ขนั้ ตอนต่อไปจึงเปน็ การท�ำงานวิจัยทีพ่ ฒั นาการบูรณาการกระบวนการรกั ษา
ดง้ั เดมิ นนั้ เขา้ สรู่ ะบบรกิ ารของประเทศ ท้ายทส่ี ุดจงึ เปน็ การศึกษาวิจัยเชิงระบบท้ังด้านการเงนิ กำ� ลงั คน
และระบบขอ้ มลู ทจี่ ำ� เปน็ ซงึ่ หากวเิ คราะหถ์ งึ การลงทนุ ดา้ นการวจิ ยั ในสภาพการณป์ จั จบุ นั สะทอ้ นใหเ้ หน็ วา่
หากเปน็ การวจิ ยั ยาจากสมนุ ไพรจะมกี ารลงทนุ เยอะมากในสว่ นตน้ ทางของการวจิ ยั ในระยะกลางทางและ
ปลายทางจะเรม่ิ ทยอยลดลงเรอื่ ย ๆ เนอ่ื งจากโอกาสทจ่ี ะไดย้ าใหมจ่ ากกระบวนการวจิ ยั สมนุ ไพรนนั้ มไี ดน้ อ้ ย
ขณะที่หากเป็นการวิจัยทางการแพทย์แผนไทยการลงทุนการวิจัยจะมีมากในระยะที่ ๒ และ ๓ ซ่ึงเป็น
การสงั เกตจุ ากการปฏบิ ตั แิ ละนำ� ความรดู้ งั้ เดมิ นน้ั เขา้ สรู่ ะบบการประมวลผลลพั ธ์ เพราะการแพทยแ์ ผนไทย
และการแพทย์พ้ืนบา้ นเปน็ ส่งิ ท่ีมีการปฏบิ ัติจริงอย่ใู นชุมชนต่าง ๆ อยูก่ ่อนแล้ว
หลายรายงานกล่าวถึงการท�ำวิจัยทางสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยท่ีไม่ครบห่วงโซ่(๖,๑๐,๑๔)
ส่งผลให้ ไม่สามารถน�ำเอาผลจากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้โดยแท้จริง ดังนั้นภายใต้ห่วงโซ่ของ
กระบวนการวิจัยดังแสดงในแผนภาพท่ี ๔.๑ คณะผู้วิจัยเสนอกรอบการก�ำหนดงบประมาณเพื่อการวิจัย
ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย แสดงโดยเส้นคั่นกลางตามแนวขวางในแผนภาพ เสนอสัดส่วน
การลงทุนการวิจัยในแต่ละช่องของห่วงโซ่ท้ังสี่ระยะซึ่งมีแนวโน้มสอดคล้องกับปรากฏการณ์จริงทาง
ธรรมชาติท่ีเป็นอยู่ กล่าวคือ ในช่องแรกของห่วงโซ่การวิจัย การวิจัยยาจากสมุนไพรควรมีสัดส่วนใน
การลงทนุ มากกวา่ เพราะมขี น้ั ตอนและการลงทนุ ของการวจิ ยั ทซี่ บั ซอ้ นกวา่ อกี ทง้ั งานวจิ ยั ยาจากสมนุ ไพร
ท่ีปลายห่วงโซ่จะมีปริมาณน้อยลงตามขั้นตอนของการวิจัย ดังนั้นในระยะแรกของห่วงโซ่การวิจัยจึงมี
ความจ�ำเป็นต้องด�ำเนินการวิจัยมากท้ังนี้เพื่อเพิ่มโอกาสของการพัฒนายาจากสมุนไพร ขณะที่ในระยะท่ี
๒ ของห่วงโซ่ท่ีเป็นการประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกหรือการท�ำวิจัยในมนุษย์ ทั้งการวิจัยสมุนไพรและ
การวิจยั แพทย์แผนไทยควรมีการลงทุนในสดั ส่วนทใ่ี กลเ้ คยี งกัน ในระยะท่ีสามของหว่ งโซ่ งานวิจยั แพทย์
ไทยควรไดร้ บั สดั สว่ นการลงทนุ วจิ ยั ทม่ี ากกวา่ สมนุ ไพรเพราะตอ้ งการกระบวนการวจิ ยั ทซ่ี บั ซอ้ นกวา่ อกี ทงั้
ต้องมีการวจิ ัยเพ่ือบรู ณาการและพัฒนารูปแบบการจดั บรกิ ารที่เหมาะสม และในระยะท้ายสุดของห่วงโซ่
การลงทนุ เพอื่ การวจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนไทยควรมสี ดั สว่ นทม่ี ากกวา่ การวจิ ยั ยาจากสมนุ ไพรอยา่ งชดั เจน
เพราะ การแพทยแ์ ผนไทยมอี งคค์ วามรเู้ ฉพาะทซ่ี บั ซอ้ นตอ้ งการบคุ ลากรทมี่ คี วามรเู้ ฉพาะดา้ นและตอ้ งการ
ระบบประกันสุขภาพและการจ่ายเงินท่ีแตกต่างจากระบบปกติ ดังนั้นการลงทุนวิจัยเพื่อหาค�ำตอบ
ขับเคลื่อนใหเ้ กดิ บริการท่ีมีประสิทธภิ าพ และเชือ่ มโยงกันได้ท้ังระบบ ยอ่ มมีสัดสว่ นท่ีสูงกวา่
คณุ ภาพงานวิจยั การแพทยแ์ ผนไทยและหวั ขอ้ ของการวจิ ัย
ดังท่ีได้กล่าวไปแล้วในบทท่ี ๓ ถึงขั้นตอนการวิจัยทางการแพทย์แผนไทยซึ่งมีท้ังส้ิน ๔ ขั้นตอน
หลกั กลา่ วคอื ๑) Socio-cultural study คอื การวจิ ยั เชงิ พรรณนาทอ่ี ธบิ ายถงึ ทมี่ าและทไ่ี ปของการรกั ษา,
๒) Observational study for safety and efficacy คอื การศกึ ษาโดยตดิ ตามขอ้ มลู ดา้ นการใช้ การรกั ษา
๒๘
ข้ันตอนการวจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทย
และประโยชนท์ ไี่ ดร้ บั จาก ชมุ ชน/โรงพยาบาล/สถานท่ี ทมี่ กี ารนำ� การรกั ษานน้ั ไปใช้ เปน็ การประเมนิ ความ
ปลอดภยั ประโยชน์ และประสทิ ธภิ าพเบอื้ งตน้ , ๓) Outcome assessment คอื การศกึ ษาทเี่ นน้ การวดั ผล
การรกั ษา ใช้การประเมนิ ผลลพั ธท์ ่เี รียกว่า outcome process ซง่ึ จะต้องทำ� การวัดทัง้ ก) แบบวตั ถุวสิ ัย
(objective) และ ข)แบบอัตวิสยั (subjective) ที่ได้มาตรฐาน และ ๔) Post-marketing surveillance
คือ การส�ำรวจและเฝ้าระวังความปลอดภัยหลังการใช้ ซ่ึงในการวิจัยครั้งน้ีเสนอการใช้กระบวนการวิจัย
ท้ัง ๔ ข้นั ตอนเปน็ กลไกประกนั คุณภาพของงานวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
จากผลการสำ� รวจสถานการณง์ านวิจยั แพทย์แผนไทยระหวา่ งปี พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๘ ในครัง้ น้ีท่ี
พบงานวจิ ยั การแพทย์แผนไทยจำ� นวน ๓๘๖ รายงาน มเี พยี ง ๑๖๒ รายงานท่เี ป็นงานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วข้องกบั
การน�ำแพทย์แผนไทยมาใช้ประโยชน์ในมนุษย์ ซึ่งเม่ือน�ำมาแยกลง ๔ ข้ันตอนการวิจัยแพทย์แผนไทย
ดังข้างต้น กลับแสดงให้เห็นว่า ทิศทางของการวิจัยการแพทย์แผนไทยในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๘
มุ่งเน้นการประเมินประสิทธิผลของการรักษาอย่างมาก (เกือบร้อยละ ๗๕) ขณะที่การวิจัยเชิงสังเกตที่
รายงานความปลอดภัยและประโยชน์เบ้ืองต้นมีน้อย รวมไปถึงการศึกษาทางสังคมและวัฒนธรรมท่ีจะ
บรรยายถงึ ตำ� รับยาสมุนไพรหรอื เทคนิคการนวดเฉพาะน้ัน ๆ มไี มม่ าก ยงิ่ ไปกว่านั้น งานวิจัยชน้ิ น้คี ้นพบ
ว่า มีงานวจิ ยั แพทย์แผนไทยเพียง ๒ เรื่อง (เป็นการศึกษายาสมุนไพรตำ� รบั ในกลุ่มโรคเฉพาะ) ท่มี รี ายงาน
ตามล�ำดับขั้นตอนของการวิจัยดังข้อเสนอ สะท้อนให้เห็นความจ�ำเป็นของการตระหนักถึง การวิจัย
การแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยพ์ น้ื บา้ นทม่ี ขี อ้ มลู ครบตามขน้ั ตอน มคี วามตอ่ เนอื่ ง ทำ� ใหเ้ หน็ ความเชอ่ื มโยง
ไม่กระจดั กระจาย และมีโอกาสขยายผลของต�ำรับยาหรือการนวดไปใช้ประโยชนไ์ ด้กวา้ งขึ้น
ยิ่งไปกว่าน้ัน ในงานวิจัยช้ินนี้ทดลองสังเคราะห์กรอบการข้อมูลของต�ำรับยาสมุนไพรที่เรียกว่า
“ข้อมูลต�ำรับยาไทย” (Traditional Thai Medicine Profile) ซึ่งเป็นการสังเคราะห์ของคณะผู้วิจัย
ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากเวทีย่อยในภูมิภาคและทดสอบเขียนข้อมูลต�ำรับยา แล้วจึงน�ำไปให้ผู้เช่ียวชาญ
สาขาต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง อ่านและแสดงความคิดเห็น คณะผู้วิจัยจึงน�ำข้อคิดเห็นดังกล่าวมาปรับปรุง
รายละเอยี ดตวั อยา่ งขอ้ มลู ตำ� รบั ยาไทย: ตำ� รบั ยาเบญจอำ� มฤตย์ ดงั แสดงในภาคผนวกท่ี ๓ เปา้ หมายหลกั
ของการจัดทำ� ตน้ แบบขอ้ มลู ต�ำรบั ยาไทย เพ่อื สือ่ สารข้อมลู ท้ังประวัติศาสตร์ ความหมายเชงิ วัฒนธรรม
องคป์ ระกอบของตำ� รบั ยา การวเิ คราะหร์ สยาและธาตตุ ามความรทู้ างการแพทยแ์ ผนไทย อกี ทง้ั ขอ้ บง่ ใชท้ างการ
แพทยแ์ ผนไทยและการนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชต้ ามขอบขา่ ยการรกั ษาโรคแบบแผนปจั จบุ นั ฯลฯ มงุ่ เนน้ การใชภ้ าษา
ทงี่ า่ ย สอ่ื สารกบั บคุ ลากรทไี่ มใ่ ชแ่ พทยแ์ ผนไทยใหส้ ามารถเขา้ ใจสาระสำ� คญั ของยาสมนุ ไพรตำ� รบั ได้
การวจิ ยั ในสตั วท์ ดลองเปน็ ประเดน็ ทถ่ี กเถยี งกนั ทงั้ ในระดบั ประเทศและระดบั สากลวา่ มคี วามจำ� เปน็
ส�ำหรับยาสมุนไพรต�ำรับเพียงไร(๑๗,๑๘) จากข้อเท็จจริงที่ว่า การแพทย์ดั้งเดิมมีการใช้ประโยชน์มาอย่าง
ยาวนาน ไม่ใช่ส่ิงท่ีคิดข้ึนมาใหม่ การศึกษาความปลอดภัยในสัตว์ทดลองจึงดูย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงนี้
ดังน้ันในงานวิจัยช้ินน้ีจึงสนับสนุนแนวคิดการลดทอนกระบวนการวิจัย และการใช้หลักฐาน
ทางประวัตศิ าสตร์ รวมไปถึงหลกั ฐานการตดิ ตามความปลอดภยั ประโยชนแ์ ละประสิทธิผลเบือ้ งต้นท่ใี ช้
ในมนุษย์ทดแทนการศึกษาความปลอดภัยของยาสมุนไพรต�ำรับในสัตว์ทดลอง ดังน้ันในแผนภาพท่ี ๔.๑
ในส่วนองค์ความรู้การแพทย์ดั้งเดมิ จงึ ไมม่ ีการระบุถงึ การศึกษาในระยะพรคี ลินิก
แนวโนม้ ประเด็นการวิจยั ที่ควรได้รับการสนบั สนุน
แม้ว่าการวิเคราะห์สถานการณ์ของการวิจัยการแพทย์แผนไทยภายใต้กรอบกลไกในระบบสุขภาพ
จะสะท้อนให้เห็นว่า การวิจัยท่ีสนับสนุนการท�ำงานเชิงนโยบาย อาทิ เช่น งานวิจัยด้านก�ำลังคน
๒๙
ข้นั ตอนการวิจัยการแพทย์แผนไทย
ด้านการเงินการคลัง และการอภิบาลระบบ ยังคงมีปริมาณน้อย และเมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยของ
ธวชั ชยั เทยี นงามและคณะ พบวา่ ผลไมแ่ ตกตา่ งกนั ในประเดน็ น้ี แสดงถงึ ความขาดแคลนงานวจิ ยั เชงิ ระบบ
และเชิงนโยบายต่อเนื่องมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๔๓ ทว่าปรากฎการณ์ที่ค้นพบน้ี เป็นปรากฎการณ์ทาง
ธรรมชาติที่พบได้ในงานวิจัยทางการแพทย์แผนปัจจุบันด้วย ดังน้ันประเด็นการวิจัยเชิงระบบอาจไม่ใช่
ประเดน็ ทต่ี อ้ งลงทนุ อยา่ งเรง่ ดว่ น แตก่ ารวจิ ยั ในประเดน็ ทสี่ ามารถสะทอ้ นใหเ้ หน็ ความจำ� เปน็ และอทิ ธพิ ล
ของทรพั ยากรแต่ละดา้ น อาทิ คน เงิน สงิ่ ปลกู สรา้ ง เป็นตน้ เพ่ือก�ำหนดมาตรฐานของทรัพยากรขนั้ ต�ำ่
ตอ่ เปา้ ของศกั ยภาพที่ตอ้ งการในระบบบรกิ ารสุขภาพอาจเป็นประเด็นท่ีควรใหค้ วามสนใจ
จากขั้นตอนการวิจยั และกลไกประกันคณุ ภาพงานวิจยั แพทยแ์ ผนไทยทีไ่ ด้นำ� เสนอไปแลว้ สะท้อน
ใหเ้ หน็ อทิ ธพิ ลของแนวคดิ และกระบวนการวจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั ทมี่ ผี ลตอ่ การวจิ ยั ทางการแพทย์
แผนไทยอยา่ งมาก อกี ทงั้ ความกระจดั กระจายของหวั ขอ้ วจิ ยั และการขาดกระบวนการวจิ ยั ทเ่ี ปน็ ขนั้ ตอน
และตอ่ เนอื่ ง ทำ� ให้ ณ วนั นก้ี ารใชป้ ระโยชนจ์ ากการวจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนไทยยงั มอี ยจู่ ำ� กดั ดงั นนั้ ประเดน็
ที่ควรได้รับการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยคือ การวิจัยกระบวนการวิจัยในแต่ละขั้นตอนท่ีคณะผู้วิจัยได้
น�ำเสนอไปแล้ว เพ่อื นำ� ไปใช้ประโยชน์ และสามารถเพิม่ เติมให้หลกั การ/วิธคี ดิ /การวินิจฉัยทางการแพทย์
แผนไทยสามารถเขา้ ไปอยูใ่ นระบบการวจิ ัยไดด้ ้วย
ยง่ิ ไปกวา่ นนั้ หวั ขอ้ การวจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนไทยทมี่ กี ารดำ� เนนิ การวจิ ยั แบบประเมนิ ประสทิ ธผิ ล
ไปแล้วและพบว่าอาจมีประโยชน์ แต่ยังไม่มีการน�ำเสนอข้อมูลในขั้นตอนของสังคมและวัฒนธรรม
ตลอดจนการรายงานผลการตดิ ตามข้อมลู ทแี่ สดงถงึ ความปลอดภยั และประโยชน์เบื้องต้น ควรได้รับการ
สนบั สนนุ ใหด้ ำ� เนนิ การวจิ ยั ในขนั้ ตอนทขี่ าดไปทงั้ นเ้ี พอื่ สอบทวนและเขา้ ใจการใชป้ ระโยชนจ์ ากยาสมนุ ไพร
ตำ� รบั หรอื วธิ กี ารนวดแบบนนั้ ๆ อยา่ งถ่องแท้ ซง่ึ จะสนบั สนนุ และนำ� ไปสู่การพัฒนาโครงร่างการวิจัยเพอ่ื
การประเมินประสิทธิผลยาสมุนไพรต�ำรับและเทคนิคการนวดน้ันในมิติของการแพทย์แผนไทยและ
การแพทยพ์ น้ื บา้ นได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ การพจิ ารณาจดั สรรทนุ วจิ ยั ทางการแพทยแ์ ผนไทย ควรพจิ ารณาจดั สรรตามหลกั ขน้ั ตอน
กระบวนการการวิจัยท่ีได้น�ำเสนอดังข้างต้น โดยควรสนับสนุนในลักษณะของชุดโครงการที่มีขั้นตอน
ตอ่ เน่อื ง และผลกั ดันให้เกดิ การทำ� วจิ ัยทค่ี รบหว่ งโซ่เพื่อการน�ำไปใช้ประโยชน์
๓๐
เอกสารอ้างอิง
๑. G Bodeker, CK Ong, C Grundy, G Burford and K shine. (2005). WHO Global Atlas of
Traditoional, Complementary and Alternative Medicine. World Health Organization:
Switzerland.
๒. ส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. (๒๕๕๓). คู่มือบริหารงบกองทุนพัฒนาระบบการแพทย์
แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปีงบประมาณ ๒๕๕๔.
นายแพทยก์ ฤช ลท่ี องอนิ , บรรณาธกิ าร. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั สหมติ รพรนิ้ ตง้ิ แอนดพ์ บั ลสิ ชง่ิ จำ� กดั .
๓. ม่ิงสรรพ์ ขาวสะอาด และ ณฏั ฐาภรณ์ เลยี มจรัสกุล. (๒๕๕๗). สมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย ใน
คนไทย. ส�ำนักงานกองทนุ สนบั สนนุ การสร้างเสริมสขุ ภาพ. เชียงใหม่: ลอ๊ คอนิ ดีไซนเ์ วิร์ค.
๔. อรุณพร อิฐรัตน์ และคณะ. (๒๕๕๗). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจใช้สมุนไพรและ
การดแู ลแพทยแ์ ผนไทยของแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั ในโรงพยาบาล. เสนอตอ่ แผนงานสรา้ งเสรมิ นโยบาย
สาธารณะที่ดี (นสธ.) สถาบนั ศึกษานโยบายสาธารณะมหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.่
๕. คคั นางค์ โตสงวน และคณะ. (๒๕๕๔). ความเห็นของบุคลากรสาธารณสขุ ต่อยาจากสมนุ ไพรและ
นโยบายส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพรในสถานบริการสาธารณสุข. วาสารวิจัยระบบสาธารณสุข.
ปที ่ี ๕ ฉบบั ท่ี ๔ ต.ค.-ธ.ค. ๒๕๕๔.
๖. วัจนา ตัง้ ความเพยี รและคณะ. (๒๕๕๙). (ร่าง) รายงานสถานการณ์งานวิจยั ด้านสมุนไพร: เอกสาร
ประกอบการประชุมการจัดท�ำแผนกลยุทธ์งานวิจัยด้านการแพทย์แผนไทย ๕ ปี ระหว่างวันท่ี
๒๘-๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ณ โรงแรมบางแสนเฮอรร์ เิ ทจ. เอกสารอดั สำ� เนา. สถาบนั วจิ ยั การแพทย์
แผนไทย กรมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก: กรงุ เทพมหานคร.
๗. Pathak N. Reverse pharmacology of Ayurvedic drugs includes mechanisms of
molecular actions. Journal of Ayurveda and Integrative Medicine. 2011; 2(2): 49-50.
๘. SY Joon. Reverse Pharmacology Applicable for Botanical Drug Development-Inspiration
from the Legacy of Traditional Wisdom. Journal of Traditional and Complementary
Medicine. 2011; 1(1): 5.
๙. เสาวภา พรสิรพิ งษ์และคณะ. (๒๕๓๗).สถานการงานวจิ ัยภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ด้านสุขภาพ นนทบรุ :ี
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก กระทรวงสาธารณสขุ
๑๐. สมภพ ประธานธรุ ารักษ์และคณะ. ภาพรวมการวิจยั และพัฒนาการแพทยแ์ ผนไทย การแพทยพ์ นื้
บา้ นและการแพทยท์ างเลอื ก. ใน: สมชยั นจิ พานชิ (บรรณาธกิ าร). รายงานการสาธารณสขุ ไทยดา้ น
การแพทย์แผนไทย การแพทย์พ้ืนบา้ น และการแพทย์ทางเลอื ก พ.ศ.๒๕๕๔-๒๕๕๖ ครง้ั ท่ีพมิ พ์ ๑
นนทบุรี: ส�ำนักข้อมูลและประเมินผล กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
กระทรวงสาธารณสขุ . ๒๕๕๖. หนา้ ๒๑๒-๒๑๓.
๓๑
เอกสารอ้างอิง
๑๑. Thai Civil Rights and Investigative Journalism. (๒๕๕๗). สถานการณ์งานวิจัยสมุนไพร.
เขา้ ถงึ ได้จาก http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=4229
๑๒. ธวชั ชยั เทยี นงามและคณะ. (๒๕๕๓). การศกึ ษาสถานการณง์ านวจิ ยั ยอ้ นหลงั ๑๐ ปี ดา้ นการแพทย์
แผนไทย การแพทยพ์ ืน้ บา้ น และการแพทย์ทางเลือก และสมนุ ไพร. กรุงเทพมหานคร: สถาบันวิจยั
ระบบสาธารณสุข
๑๓. คณะกรรมการพจิ ารณาการศกึ ษาวจิ ยั ในคนดา้ นการแพทยแ์ ผนไทยฯ. (๒๕๕๖) การอนมุ ตั โิ ครงการ
ศึกษาวจิ ัยในคน พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๖ (หน้า๒๐๙-๒๑๑). นนทบรุ :ี กรมพฒั นาการแพทย์แผนไทย
และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
๑๔. สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย.๒๕๕๘. (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ทศวรรษการวิจัยแห่งชาติด้าน
การแพทย์แผนไทย (พ.ศ.๒๕๕๙-๒๕๖๘). เอกสารอัดส�ำเนา: กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและ
การแพทยท์ างเลอื ก
๑๕. G Bodeker and F Kronenberg. A Public Health Agenda for Traditional, Complementary,
and Alternative Medicine. American Journal of Public Health. 2002; 92 (10): 1582-91.
๑๖. Watanabe K, Matsuura K, Gao P, et al. Traditional Japanese Kampo Medicine: Clinical
Research between Modernity and Traditional Medicine-The State of Research and
Methodological Suggestions for the Future. Evidence-based Complementary and
Alternative Medicine : eCAM. 2011; 2011:513842. doi:10.1093/ecam/neq067.
๑๗. Cardini F, Wade C, Regalia AL, et al. Clinical research in traditional medicine: Priorities
and methods. Complementary Therapies in Medicine. 2006; 14 (4): 282 – 287.
๑๘. ASEAN working group on TM/CAM. (Draft) ASEAN Common Guideline on Research
of Herbal Medicines, as Part of TM/CAM. (Revised version). The inputs of July 10th
2013, Consultative Workshop: the Mercure: Ancol; Indonesia.
๑๙. HM Langevin, GJ Badger, BK Povolny, et al. Yin scores and yang scores: a new method
for quantitative diagnostic evaluation in traditional Chinese medicine research. The
Journal of Alternative and Complementary Medicine. 2004; 10(2): 389-395.
๒๐. Willow J.H.Liu,Editor. Traditional herbal medicine research methods.New Jersey:John
& Sons; 2011.
๓๒
ภาพถา่ ยกจิ กรรมส�ำคญั ของโครงการ
๑ครง้ั ที่
การประชุมเชงิ ปฏิบัติการสังเคราะหก์ รอบ
ข้ันตอนการวจิ ัยและสถานการณก์ ารวิจยั
ดา้ นการแพทยแ์ ผนไทย
วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙
โดย สถาบนั วจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทย
และสถาบนั วจิ ยั ระบบสาธารณสขุ
๒คร้ังท่ี
การประชุมเชิงปฏิบัติการสังเคราะหก์ รอบ
ขน้ั ตอนการวจิ ัยและสถานการณก์ ารวจิ ยั
ดา้ นการแพทยแ์ ผนไทย
วนั ท่ี ๒๖ สงิ หาคม ๒๕๕๙
โดย สถาบนั วจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทย
และสถาบนั วิจัยระบบสาธารณสุข
ภาคผนวก
ภาคผนวกที่ ๑ : นิยามเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
หมวด รหสั ตัวแปร ตวั แปร ตวั แปร นยิ ามเชิงปฏบิ ัติการ
ระดบั ที่ 1 ระดับที่ 2 ระดับที่ 3
ฐานข้อมลู 1 เขตสขุ ภาพ ฐานขอ้ มลู ผลงานวชิ าการของเครอื ขา่ ยเขตสขุ ภาพ 12
เขต ยอ้ นหลงั นบั จากปี 2557 ทส่ี ถาบนั วจิ ยั การแพทย์
2 มหกรรม แผนไทยไดท้ ำ� การรวบรวมไว้ (แตไ่ มเ่ กนิ ปี 2550)
ฐานข้อมูลผลงานวิชาการที่มีการน�ำเสนอในงาน
3 TCI มหกรรมสมนุ ไพรแหง่ ชาติ ตง้ั แต่ คร้งั ที่ 4 ปี 2550
- ครง้ั ท่ี 12 ปี 2558
การวนิ จิ ฉยั โรค 1 pain ฐานข้อมูลเพื่ อการสืบค้นผลงานวิจัยและผลงาน
วิชาการตลอดจนข้อมูลการอ้างอิง ของบทความที่
ตามแนวคดิ 2 fever ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไทย ตั้งแตป่ ี 2550-2559
อาการปวดตามที่ตา่ งๆของรา่ งกาย
แพทยแ์ ผน 3 nervous system/ ภาวะทอ่ี ุณหภูมิของร่างกายสูงกว่าปกติ
ระบบประสาท
ปจั จบุ นั WDX neurological
ระบบตา หู คอ จมกู
disorder ระบบไหลเวียนโลหติ และระบบทางเดนิ หายใจ
4 EENT ระบบทางเดินอาหาร
ระบบทางเดินปัสสาวะ
5 circulatory and ระบบสบื พันธ์ุ
respiratory/ ระบบผิวหนัง
cardiovascular เลอื ดและระบบน�ำ้ เหลอื ง
disorder การฟ้นื ฟู จากสภาวะเส่อื ม/ชะลอความชรา
6 gastrointestinal มะเรง็ ทุกชนดิ
ระบบกลา้ มเนอ้ื และกระดกู
7 renal and urinary ความผิดปกตทิ างจติ
ระบบตอ่ มไร้ทอ่
8 sexual function and สารเสพตดิ /พิษ
อน่ื ๆ
reproduction ก า ร บ ริ ก า ร สุ ข ภ า พ / รู ป แ บ บ ก า ร บ ริ ก า ร สุ ข ภ า พ
ตลอดจนการประสานงาน ระบบการ ส่งต่อผู้ป่วยใน
9 dermatological เครอื ข่ายบรกิ ารสุขภาพ
กำ� ลงั คน การใหก้ ารศกึ ษา และระบบการบรหิ ารจดั การ
system ก�ำลังคน อาทิเช่น หลักสูตรการศึกษา จ�ำนวนของ
บคุ ลากร บคุ ลากรหลายสาขาวิชาชพี และการกระจาย
10 hematologic ตวั ของบคุ ลากร
ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลท่ีรวบรวมมา
(โลหิตวิทยา) and ฐานข้อมลู รวมถงึ ขอ้ มูลการ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
การวิเคราะห์แผน และการส่ือสารข่าวสารไปยัง
lymphatic ประชาชน ท่เี ป็นกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ
ยา วัคซีน ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยี
(น�้ำเหลือง) system ร ว ม ไ ป ถึ ง ก ล ไ ก ใ น ร ะ บ บ สุ ข ภ า พ ที่ เ อ้ื อ ใ ห้
ประชาชนเขา้ ถงึ เทคโนโลยแี ละผลติ ภัณฑ์ดงั กลา่ ว
11 regenerative/ ภาระค่าใช้จา่ ยด้านสขุ ภาพ หรอื ภาระคา่ ใชจ้ ่ายในระบบ
สุขภาพ
anti-aging
12 oncology
13 musculoskeletal
14 Psychiatric disorder
15 endocrine
16 addiction/toxicity
17 others
กลไกในระบบ 1 Service delivery
สขุ ภาพ
2 Health workforce
3 Information
4 Medical product
and technology
5 finance
ก
ภาคผนวกที่ ๑ : นยิ ามเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
หมวด รหสั ตัวแปร ตวั แปร ตวั แปร นยิ ามเชงิ ปฏิบัติการ
track ระดบั ที่ 1 ระดบั ท่ี 2 ระดบั ท่ี 3
6 Leadership ภาวะผนู้ ำ� และธรรมาภบิ าลเกย่ี วขอ้ งกบั การดำ� เนนิ การ
and เชิงยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการในระบบสุขภาพ
governance การบรู ณาการทรพั ยากร ตลอดจนการกำ� กบั ดแู ล และ
รบั ผดิ ชอบในการจดั สรรงบประมาณ
1 herb สมนุ ไพรเดยี่ ว หมายถงึ พืช สตั ว์ หรอื แร่ ทกี่ ำ� เนดิ มา
จากธรรมชาติและมีความหมายต่อชีวิตมนุษย์โดย
เ ฉ พ า ะ ใ น ท า ง สุ ข ภ า พ อั น ห ม า ย ถึ ง ทั้ ง ก า ร ส่ ง
เสรมิ สุขภาพและการรักษาโรค
1 Raw สมุนไพรท่ีอยู่ในรูปวัตถุดิบ กล่าวคือ ยังไม่ได้
material ผสม ปรงุ หรอื เปลย่ี นสภาพ
1 Plantation/ การท�ำการเกษตร การเพาะปลูก รวมไปถึงการ
Farming คดั เลือกสายพันธ์
2 Standardization กรรมวิธีในการก�ำหนดและใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพ่ื อ
การพิจารณามาตรฐานของสมนุ ไพร
3 Ohers อนื่ ๆ
2 Products/ สมนุ ไพรทอ่ี ยูใ่ นรปู ผลติ ภณั ฑแ์ ละสารสกดั
extracts
1 ยา วตั ถทุ ม่ี งุ่ หมายสำ� หรบั ใชใ้ นการวนิ จิ ฉยั บำ� บดั บรรเทา
รักษาหรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วยของมนุษย์
หรือสัตว์
2 อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานโดยตรงนอกเหนือจากการ
รบั ประทานอาหารหลกั ตามปกตเิ พื่อเสรมิ สารบางอยา่ ง
อาหารและ วัตถทุ กุ ชนดิ ทค่ี น กนิ ด่มื ดม หรอื นำ� เข้าสรู่ า่ งกาย
เครือ่ งด่มื ดว้ ยวธิ ีการใดๆ หรอื รปู ลกั ษณะใด ๆ แต่ไมร่ วมถงึ ยา
วัตถุออกฤทธ์ิต่อจิตประสาทหรือเสพติดให้โทษตาม
กฎหมาย ทั้งน้โี ดย รวมถงึ วตั ถทุ ีใ่ ชเ้ ป็นสว่ นผสมเพื่อ
การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อาทิเช่นวัตถุกันเสีย
สี วัตถุแตง่ กล่นิ /รส
4 เครื่องสำ� อาง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกายมนุษย์เพื่ อความสะอาดและ
ความสวยงามเทา่ นน้ั เชน่ ครมี บำ� รงุ ผวิ โลชน่ั กนั แดด
น้ำ� หอม ลปิ สติก แป้งฝุ่น รองพ้ืน แป้งทาหนา้ ดนิ สอ
เขยี นค้วิ ผลิตภัณฑท์ าแกม้ แต่งตา ทาเล็บ ลา้ งเล็บ
ตกแต่งทรงผม ระงบั กล่นิ กาย สบู่ แชมพู ครมี นวด
ผม ยาสีฟนั น้ำ� ยาบว้ นปาก ผา้ เย็น ผ้าอนามัย เป็นต้น
5 สปา ผลิตภัณฑ์ท่ีใช้กับร่างกายมนุษย์เพ่ื อการพั กผ่อน
ผ่อนคลายเพ่ื อให้ได้มาซึ่งสุขภาพ องค์รวมท่ีดี
2 ttm กระบวนทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย
บ�ำบัด รักษา หรือป้องกันโรค หรือการส่งเสริมและ
ฟ้นื ฟูสขุ ภาพของมนษุ ยต์ ามศาสตรก์ ารแพทยแ์ ผนไทย
ทั้งน้ี โดยอาศัยความรู้หรือต�ำราที่ได้ถ่ายทอด
และพัฒนาสบื ตอ่ กันมา
1 เวชกรรมไทย การตรวจ การวินิจฉัย การบ�ำบัด การรักษา
การป้องกันโรค การส่งเสริมและการฟ้ นื ฟู สุขภาพ
ร ว ม ถึ ง ก า ร ผ ดุ ง ค ร ร ภ์ ไ ท ย เ ภ สั ช ก ร ร ม ไ ท ย
การนวดไทย ทง้ั นด้ี ว้ ยกรรมวธิ กี ารแพทยแ์ ผนไทย
2 เภสัชกรรมไทย ยาสมุนไพรต�ำรับโดยรวมถึงการกระท�ำในการเตรียม
การผลิต การประดิษฐ์ การเลือกสรร การควบคุม
การประกันคุณภาพ การปรุง และการจ่ายยาต�ำรับ
รวมไปถึงการจัดจ�ำหน่ายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา
ท้ังน้ี ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย
3 นวดไทย การตรวจ การวินิจฉัย การบ�ำบัด การรักษา
การปอ้ งกนั โรค การสง่ เสรมิ และการฟ้นื ฟูสขุ ภาพ โดย
ใช้องค์ความรู้เกย่ี วกบั ศลิ ปะการนวดไทย การอบ และ
การประคบ ทง้ั น้ดี ้วยกรรมวธิ กี ารแพทยแ์ ผนไทย
ข
ภาคผนวกที่ ๑ : นยิ ามเชงิ ปฏิบตั กิ ารทีใ่ ช้ในการวิจัย
หมวด รหสั ตวั แปร ตัวแปร ตวั แปร นิยามเชงิ ปฏิบตั กิ าร
ระดบั ท่ี 1 ระดับที่ 2 ระดับท่ี 3
4 ผดงุ ครรภ์ การตรวจ การวนิ จิ ฉยั การบำ� บดั การรกั ษา การปอ้ งกนั
โรค การส่งเสริมสุขภาพหญิงมีครรภ์ การป้องกัน
track (ตอ่ ) 3 am ค ว า ม ผิ ด ป ก ติ ใ น ร ะ ย ะ ตั้ ง ค ร ร ภ์ แ ล ะ ร ะ ย ะ
คลอด การทำ� คลอด การดแู ลการสง่ เสรมิ และการฟ้นื ฟู
1 ปรับสมดุลธาตุ สุขภาพมารดาและทารกในระยะหลังคลอด ทั้งน้ีด้วย
และชวี ภาพ กรรมวธิ กี ารแพทยแ์ ผนไทย
ศาสตร์เพ่ือการวินิจฉยั รักษา และป้องกนั โรค นอก
2 ปรบั สมดลุ เหนือจากศาสตร์ การแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์
โครงสร้าง แผนไทย และการแพทยพ์ ื้นบา้ นไทย
กลมุ่ ศาสตรห์ รอื เทคนคิ ของศาสตรเ์ พื่อปรบั สมดลุ ของ
3 ปรับสมดุล ธาตุและสารชีวภาพในร่างกายศาสตร์ในกลุ่มนี้มี
พลังงานและความ มากมาย ได้แก่ สมุนไพรชนชาติต่างๆ, สูตรอาหาร
สัมพั นธ์กายจิต ตา่ ง ๆ เชน่ อาหารแมค โครไบโอตคิ ส์ อาหารเจ อาหาร
มงั สวริ ตั ิ และอาหารสตู รเฉพาะสาหรบั ผปู้ วุ ย, วติ ามนิ บา
4 fm บดั , ผลติ ภณั ฑเ์ สรมิ อาหาร, การลา้ งพิษ , สารชวี ภาพอน่ื ๆ
เชน่ โฮมโี อพาธี ไบโอโมเลคลุ าบำ� บดั และการขบั สารพิษ
1 ไดร้ บั การรับรอง กลมุ่ ศาสตรห์ รอื เทคนคิ ของศาสตรเ์ พื่อปรบั สมดลุ ของ
โครงสร้างร่างกายในส่วนของกระดูก และกล้ามเนื้อ
0 ไมไ่ ดร้ บั การรบั รอง ศาสตรใ์ นกลมุ่ นม้ี มี ากมายไดแ้ ก่ การนวด ดดั และดงึ
ในแบบของวัฒนธรรมต่างๆ, การจัดกระดูกแบบ
STEP (TTM/FM) 1 Sociocultural จีน,การแพทย์จัดกระดูก, ดุลยภาพบ�ำบัด,การออก
(ขัน้ ตอนการวิจยั 2 Observational กำ� ลงั กายแบบตา่ ง ๆ เชน่ โยคะ ชกี่ ง และไทเ้ กก๊ ,วารบี ำ� บดั
ยาสมนุ ไพรบน 3 Outcome กลมุ่ ศาสตรห์ รอื เทคนคิ ของศาสตรเ์ พื่อปรบั สมดลุ ของ
ฐานการใช้แบบ assessment พลงั งานในรา่ งกายและความสมั พันธก์ าย-จติ ศาสตร์
ด้งั เดิม) 4 Post Marketing ในกลมุ่ นี้ มี มากมาย ไดแ้ ก่ สมาธใิ นแบบของวฒั นธรรม
Surveillance ตา่ ง ๆ, การเสรมิ สรา้ งพลงั ในวฒั นธรรมตา่ ง ๆ เชน่
Research 0 R&D พลงั กายทพิ ย์ พลงั จกั รวาล พลงั ออรา่ พลงั ปริ ามดิ
Track 1 Model dev โยเร โยคะ ไทเ้ กก๊ -ชก่ี ง พลงั จติ การสะกดจติ จนิ ตภาพ
บาบดั และเวทยม์ นต์ ,การฝงั เขม็ ,การกดจดุ , ดนตรี
2 Product dev บาบดั , สคุ นธบาบดั และสนามแมเ่ หลก็ บำ� บดั
การดูแลรักษาสุขภาพโดยใช้ความรู้ท่สี ืบทอดกันมาใน
ชุมชนท้องถ่ิน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะท่ีสอดคล้องกับ
ความคดิ ความเชอ่ื ประเพณี วฒั นธรรม และทรพั ยากร
ของทอ้ งถนิ่ นนั้ ๆ
แพทย์พื้ นบ้านที่ได้รับรองสถานะทางกฎหมายในการ
รักษาโรคแบบพ้ื นบ้านตามความรู้และประสบการณ์
ทสี่ บื ทอดเปน็ ทยี่ อมรบั
แพทยพ์ ้ืนบา้ นทย่ี งั ไมไ่ ดร้ บั รองสถานะทางกฎหมายใน
การรกั ษาโรคแบบพื้นบา้ นตามความรู้ และประสบการณ์
ทสี่ บื ทอดเปน็ ทยี่ อมรบั
การวจิ ยั ทางสงั คม/วฒั นธรรม
การวจิ ยั แบบสงั เกตการณ์
การประเมนิ ผลลพั ธ์
การเฝา้ ระวงั ความปลอดภยั หลงั ออกสกู่ ารใชป้ ระโยชน์
การวจิ ยั และพัฒนา
กระบวนการวจิ ยั หารปู แบบทเี่ หมาะสม อาทเิ ชน่ รปู แบบ
การจดั บรกิ าร รปู แบบการใหบ้ รกิ าร รปู แบบทีด่ ำ� เนนิ
การในชมุ ชน
กระบวนการวิจัยท่ีมุ่งเน้นการพิ สูจน์ประสิทธิผลของ
ผลติ ภณั ฑ์ รวมไปถงึ การพัฒนาผลติ ภณั ฑ์ อาทเิ ชน่
การศกึ ษาประสทิ ธผิ ลฟา้ ทะลายโจรตอ่ ....., การพัฒนา
ครมี หนา้ สวย ฯลฯ
ค
ภาคผนวกที่ ๑ : นิยามเชิงปฏบิ ัติการทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
หมวด รหัส ตัวแปร ตวั แปร ตวั แปร นิยามเชงิ ปฏิบตั ิการ
ระดับที่ 1 ระดับที่ 2 ระดับท่ี 3
Research
Group 3 Equipment dev กระบวนการวจิ ยั และพัฒนา อปุ กรณ์ เครอื่ งมอื ตา่ ง ๆ
รวมไปถงึ ฐานขอ้ มลู ทเ่ี กยี่ วขอ้ งใหม้ คี วาม สะดวกใน
การใชง้ าน มปี ระสทิ ธภิ าพ และ มคี วามคงทนมากขนึ้
4 Innovation dev การวจิ ยั และพัฒนา เพ่ือสรา้ งนวตั กรรมสงิ่ ประดษิ ฐท์ ี่
ยงั ไมเ่ คยมใี ครวจิ ยั มากอ่ น
1 Observational การวิจัยแบบสงั เกตการณ์
1 Descriptive การวจิ ัยแบบบรรยายและพรรณนา
2 Case Report/ การวิจัยที่น�ำเสนอผ่านกรณีศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่มี
series ลักษณะเฉพาะ
3 Case Control การวิจัยเก็บข้อมูลย้อนหลังที่แสดงผลแบบมีกลุ่ม
ควบคมุ
4 Cohort ก า ร วิ จั ย เ ก็ บ ข้ อ มู ล แ บ บ ไ ป ข้ า ง ห น้ า ผ่ า น ก า ร
สังเกตการณ์อยา่ งเป็นระบบ
2 Experimental การวจิ ัยเชงิ ทดลอง
1 Pre-clinic การวจิ ัยแบบทดลองระยะก่อนคลนิ ิก
1 In vitro การทำ� การทดลองในหลอดทดลอง
2 In Vivo การทำ� การทดลองในสัตว์ทดลอง
2 Clinic การวิจยั แบบทดลองระยะคลินิก (ในมนุษย)์
1 Phase I การวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1 ศึกษาความปลอดภัยใน
มนษุ ย์ (กรณีไม่เคยใชใ้ นมนษุ ยม์ ากอ่ น)
2 Phase II การวิจัยทางคลินิกระยะท่ี 2 ศึกษาประสิทธิผลและ
ความปลอดภัยในระยะแรก
3 Phase III การวจิ ยั ทางคลนิ กิ ระยะที่ 3 การนำ� ยาทผี่ า่ นการทดลอง
ในระยะที่ 2 มาทดลองกับผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมายขนาด
ใหญ่ขึ้นโดยยาที่ผ่านระยะนี้แล้ว จึงจะน�ำยาไป
ขนึ้ ทะเบียนกอ่ นออกสตู่ ลาดได้
4 Phase IV การวจิ ัยทางคลนิ ิกระยะที่ 4 ระยะการศกึ ษาหลังจากท่ี
ยาได้รับการข้ึนทะเบียนแล้ว รวมท้ังอาจขยาย
การศึกษาไปยังทไี่ มเ่ คยศึกษามาก่อน
5 Quasi- การวิจัยกึ่งทดลอง
1 Social Science experimental
งานวิจยั ทางสังคมศาสตรก์ ารแพทย์
Research
2 Medical งานวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตร์การแพทย์
Science
Research
3 Policy and งานวิจยั เชงิ ระบบและนโยบาย/การจดั การ
System
Research/
management
4 Action งานวจิ ัยเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร
Research
ง
ภาคผนวกที่ ๒ : สรปุ การอภิปรายสังเคราะห์ข้ันตอนการวจิ ัย
สรปุ สาระส�ำคัญจากการประชมุ
สงั เคราะหก์ รอบขน้ั ตอนการวจิ ยั และสถานการณก์ ารวจิ ยั ดา้ นการแพทยแ์ ผนไทย ครงั้ ท่ี ๑/๒๕๕๙
ในวนั ท่ี ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ณ โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ
ผ้มู าประชมุ
๑. นพ.ณฐั วุฒิ ประเสริฐสริ ิพงศ์ รองอธบิ ดกี รมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก
๒. รศ.ดร.ดรุณวรรณ สุขสม คณะวิทยาศาสตรก์ ารกฬี า จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
๓. รศ.พญ.วไิ ล คุปตน์ ิรตั ิศยั กุล คณะแพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
๔. ศ.ดร.บงั อร ศรีพานิชกุลชัย คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่
๕. ดร.นพ.ฉตั รชยั สวสั ดไิ ชย โรงพยาบาลพระปกเกลา้ จ.จันทบุรี
๖. นพ.จกั ราวธุ เผอื กคง โรงพยาบาลพุนพนิ จ.สรุ าษฎรธ์ านี
๗. รศ.ภญ.โสภติ ธรรมอารี ส�ำนักงานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาติ
๘. ดร.ภก.ยงศกั ดิ์ ตันติปฎิ ก ส�ำนกั วิจยั สังคมและสขุ ภาพ
๙. ภญ.พรพิศ ศขิ ลวธุ ท์ สถาบนั วิจัยระบบสาธารณสุข
๑๐. นายธนภร ชยั จติ สถาบันวจิ ยั ระบบสาธารณสขุ
๑๑. นายสรุ ศกั ด์ิ อ่มิ เอ่ียม โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบรุ ี
๑๒. ดร.นพ.กฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั
๑๓. ดร.ภญ.อัญชลี จูฑะพทุ ธิ ผู้อำ� นวยการสำ� นกั งานวิชาการแพทยด์ ั้งเดมิ ฯ
๑๔. นางมาลา สร้อยสำ� โรง หวั หนา้ กล่มุ งานวชิ าการเภสชั กรรมแผนไทย
๑๕. ดร.ภญ.มณฑกา ธีรชยั สกุล ผอู้ ำ� นวยการสถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๑๖. ดร.ภญ.ดวงแก้ว ปญั ญาภู รองผูอ้ ำ� นวยการกลมุ่ งานวิจยั
๑๗. ภญ.ววิ รรณ วรกุลพาณชิ ย์ รองผู้อ�ำนวยการกลมุ่ งานบรหิ าร
๑๘. นางสาวปรัชญ์ชยนนั ท์ พูนเนียม สถาบันวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
๑๙. นายฐนทชพงศ์ จนั ดี สถาบันวจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทย
๒๐. นางสาวสพุ รรณี ทับทอง สถาบันวิจัยการแพทยแ์ ผนไทย
๒๑. นางสาวจิตต์ปภสั สร์ บัตรประโคน ผชู้ ว่ ยนกั วจิ ัยโครงการฯ
ผูเ้ ข้าร่วมประชุม
๑. นางสาวอนธุ ดิ า ทบั มี สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๒. นางสาวกมลวรรณ บานชื่น สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๓. นายสุเมธี นามเกดิ สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๔. นางสาวปณั ฑารยี ์ เรอื งเกษม สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๕. นางสาวสริ ิวรรณ คำ� ขวัญ สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๖. นางสาวธญั ชนก แก้วสยุ ะ สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๗. นางสาวเกษร เรอื งฤทธ์ิ สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๘. นางสาวชมพนู ทุ อุดมกิจพิพัฒน์ สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
จ
ภาคผนวกที่ ๒ : สรปุ การอภปิ รายสังเคราะหข์ ้ันตอนการวจิ ัย
๙. นายนยั สทิ ธิ์ เสอื เล็ก สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๑๐. นางสาวณตั ราพร วงศช์ ยั สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
๑๑. นายอานนท์ ชูโชติ สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย
ผู้ไม่มาประชมุ (ติดราชการ)
๑. รศ.ดร.ภญ.จุฑามณี สทุ ธสิ ีสังข์ คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล
๒. นพ.จติ ิศกั ดิ์ พนู ศรีสวสั ด์ิ สถาบนั วจิ ัยการแพทยแ์ ผนไทย
เปิดประชุม เวลา ๐๙.๐๐ น. (ภาคเช้า)
เมอื่ ครบองคป์ ระชมุ แลว้ นพ.ณฐั วฒุ ิ ประเสรฐิ สริ พิ งศ์ รองอธบิ ดกี รมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและ
การแพทยท์ างเลอื ก ไดก้ ล่าวเปิดประชมุ และดำ� เนนิ การประชมุ ตามก�ำหนดการ ดงั น้ี
๑. การชแ้ี จงโครงการสังเคราะหก์ รอบขั้นตอนการวิจัย
ดร.ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้อ�ำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย แจ้งที่ประชุมทราบเรื่อง
ความจำ� เปน็ ท่ตี อ้ งจดั ท�ำโครงการนี้ จากผลการศกึ ษาสถานการณ์หลายรายงานที่ผา่ นมา ยังไม่มี รายงาน
การวิจัยช้ินใดที่วิเคราะห์สถานการณ์งานวิจัยด้านการแพทย์แผนไทย หรือสร้างกรอบในการ วิเคราะห์
เพื่อหาทิศทางงานวิจัย การก�ำหนดเป้าประเด็นการวิจัยด้านการแพทย์แผนไทยที่ประเทศควร
ลงทุน มีวัตถุประสงค์หลักท่ีส�ำคัญ เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดการวิเคราะห์สถานการณ์การวิจัย
การแพทย์แผนไทย เพ่ือวิเคราะห์สถานการณ์การวิจัยการแพทย์แผนไทย เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอ
ด้านทิศทางการวิจัย กลไกการประกันคุณภาพงานวิจัย และหัวข้อการวิจัยการแพทย์แผนไทยที่ควรได้
รับ การสนบั สนุน โดยมีกรอบแนวคิดในการศึกษาครงั้ นี้ ทำ� การส�ำรวจงานวิจยั การแพทย์แผนไทย พัฒนา
กรอบแนวคิดการวิเคราะห์สถานการณ์การวิจัยการแพทย์แผนไทย วิเคราะห์สถานการณ์และหาช่องว่าง
การวิจัยการแพทย์แผนไทย และจัดท�ำข้อเสนอ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ข้อมูลจาก ๓ ฐาน
๑) ฐานข้อมูลผลงานวิชาการของเครือข่ายเขตสุขภาพ ๑๒ เขต, ๒) ฐานข้อมูลผลงานวิชาการท่ีมี
การนำ� เสนอในงานมหกรรมสมนุ ไพรแหง่ ชาติ และ ๓) ฐานขอ้ มูลเพ่อื การสืบค้นผลงานวจิ ยั และผลงาน
วิชาการ ตลอดจนขอ้ มูลการอ้างองิ ของบทความท่ตี พี มิ พใ์ นวารสารวชิ าการไทย (TCI)
มตทิ ี่ประชมุ รับทราบ และมีการเสนอความเห็นเพม่ิ เตมิ ดงั นี้
๑) อาจลองทำ� การสบื คน้ ฐานขอ้ มลู จาก Health Science Journals in Thailand รว่ มดว้ ย เนอื่ งจาก
ฐานข้อมูลนอี้ าจมี Health Journals ทเี่ ป็นของโรงพยาบาลในภมู ิภาคค่อนข้างเยอะ
๒) แงก่ รอบการศกึ ษานน้ั ทมี วจิ ัยจะมกี ารตกี รอบงานทส่ี บื คน้ แค่งานในประเทศไทยหรือตอ้ งมงี าน
วจิ ัยของต่างประเทศร่วมดว้ ย
ฉ
ภาคผนวกที่ ๒ : สรุปการอภิปรายสงั เคราะหข์ ้ันตอนการวจิ ัย
๒. ผลการสืบค้นเกี่ยวกับสถานการณก์ ารวจิ ยั ด้านการ
แพทยแ์ ผนไทย
ดร.ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้อ�ำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย แจ้งที่ประชุมทราบเรื่อง
ผลการสบื คน้ จำ� นวนทง้ั หมด ๑,๑๐๔ เรอ่ื ง จากฐานขอ้ มลู ๓ แหลง่ ประกอบดว้ ย ๑.) ฐานขอ้ มลู ผลงานวชิ า
การของเครอื ขา่ ยเขตสขุ ภาพ ๑๒ เขต จำ� นวน ๒๒๓ เรอื่ ง ๒.) ฐานขอ้ มลู ผลงานวชิ าการทมี่ กี ารนำ� เสนอใน
งานมหกรรมสมนุ ไพรแหง่ ชาติ จำ� นวน ๖๔๖ เรอื่ ง และ ๓.) ฐานขอ้ มลู เพอ่ื การสบื คน้ ผลงานวจิ ยั และผลงาน
วชิ าการตลอดจนขอ้ มลู การอา้ งองิ ของบทความทตี่ พี มิ พใ์ นวารสารวชิ าการไทย (TCI) จำ� นวน ๒๓๕ เรอื่ ง
ดร.นพ.กฤษณ์ พงศพ์ ริ ฬุ ห์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั แจง้ ทปี่ ระชมุ ทราบเรอ่ื ง สบื เนอื่ งจากการ สบื คน้
ข้อมูล โดยคณะผู้วิจัยที่ผ่านมาได้มีการแบ่งงานเป็น ๒ ส่วน ดังนี้ ส่วนท่ี ๑ คือการศึกษาสถานการณ์
จากแหล่งข้อมูลจาก ๓ แหล่ง ท่ีกล่าวมาข้างต้นมาศึกษาดูว่าเข้าข่ายเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับสมุนไพร
การแพทยแ์ ผนไทย การแพทยท์ างเลอื ก การแพทยพ์ นื้ บา้ นหรอื ไม่ อกี ทง้ั งานวจิ ยั ทส่ี บื คน้ มาจาก ๓ แหลง่
ไดผ้ า่ นการนำ� เสนอผลงานวชิ าการ มกี ารตพี มิ พบ์ ทความในวารสารตา่ งๆหรอื ไมแ่ ตล่ ะงานวจิ ยั และ สว่ นท่ี ๒
คอื ไดร้ ว่ มกนั สงั เคราะหข์ น้ั ตอนการพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทย แบง่ ประเภทเปน็ เวชกรรมไทย เภสชั กรรมไทย
การนวดไทย และผดงุ ครรภไ์ ทย แตก่ ย็ งั เกดิ ความไมแ่ นใ่ จในการแบง่ ประเภทการสงั เคราะหก์ รอบการวจิ ยั น้ี
ขน้ึ มา เนอ่ื งจากถา้ เปรยี บเทยี บงานวจิ ยั ของตา่ งประเทศ การทำ� วจิ ยั ไดม้ กี าร แบง่ เฟสงานวจิ ยั เปน็ ขนั้ ตอน
ชดั เจน แตง่ านชนิ้ นยี้ งั ไมม่ กี ารแบง่ ดงั นน้ั ควรจะมกี ารออกแบบหรอื ไม่ ถา้ หากคำ� นงึ ถงึ การนำ� ไปใชป้ ระโยชน์
ในวงกวา้ ง และคนอา่ นเขา้ ใจมากยงิ่ ขน้ึ
มติท่ีประชุม เห็นด้วยกับข้อเสนอ โดยเสนอความเห็นเพ่ิมเติมว่า การอภิปรายในครั้งนี้ น่าจะ
เปน็ การอภปิ รายในประเดน็ เดยี วกอ่ น เชน่ เรอื่ งสมนุ ไพรหรอื เภสชั กรรมไทย เปน็ ตน้
๓. รว่ มสังเคราะหก์ ารพัฒนาขั้นตอนการวิจยั และ
สถานการณก์ ารวจิ ยั
จากการพจิ ารณา ทปี่ ระชมุ มขี อ้ เสนอแนะ ดงั น้ี
๓.๑ การพฒั นาสมนุ ไพรเดย่ี วหรอื ตำ� รบั ยาแผนไทย ผวู้ จิ ยั มแี นวทางขององคก์ ารอนามยั โลก (WHO)
ซง่ึ ปจั จบุ นั นำ� ไปใชใ้ นการอบรม โดยปี ๒๐๐๕ ไดอ้ ธบิ ายวา่ จะมกี ารพฒั นาเรอื่ งคณุ ภาพสมนุ ไพร ซงึ่ ใน
ประเทศไทย ก็น่าจะมีแนวทางชัดเจนว่าการพัฒนาการแพทย์แผนไทย ถ้าเป็นสมุนไพรเด่ียวหรือต�ำรับ
กค็ วรมแี นวทางทช่ี ดั เจนเชน่ กนั
๓.๒ ในแถบประเทศอาเซยี น (ASEAN) มศี นู ยก์ ารทำ� วจิ ยั ยาที่ Best on International Know ledge
ในยาต�ำรับท่ีใช้ในหมอพ้ืนบ้านหรือในต�ำรับยาจากต�ำราด้ังเดิม เป็นการศึกษาฤทธ์ิทางเภสัชวิทยา
ยอ้ น หลงั (reverse pharmacology) เรม่ิ แรกจะเปน็ การทำ� วจิ ยั เชงิ คลนิ กิ (Clinical Trial) แลว้ ตามดว้ ย
Mechanism of action ทลี ะขนั้ ตอนและตอ้ งมกี ารตดิ ตามผรู้ ว่ มการทดลอง (Case series) วา่ การใช้ ในทอ้ งถน่ิ
นน้ั มคี วามปลอดภยั และไดผ้ ลจรงิ ซง่ึ จะใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ในการขออนมุ ตั กิ รรมการการทำ� วจิ ยั ได้ ตอ่ ไป
๓.๓ การแบง่ ประเภทเมอ่ื พจิ ารณาดา้ นการแพทยท์ างเลอื ก (alternative medicine) ซงึ่ มคี ำ� นยิ ามวา่
เปน็ ศาสตรท์ างเลอื กทก่ี ารแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั สามารถนำ� ไปใชไ้ ดเ้ ลย และคอ่ นขา้ งถกู ยอมรบั มาก กวา่ ศาสตร์
การแพทย์แผนไทย เน่ืองจากแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่ม่ันใจมากนักกับการใช้ยาสมุนไพรไทย ดังนั้น
การจะทำ� การตพี มิ พ์ (Publishing Research) ทท่ี ำ� ใหแ้ ผนปจั จบุ นั มน่ั ใจวา่ สามารถใชไ้ ด้ และใชค้ วบคกู่ นั กบั
ช
ภาคผนวกที่ ๒ : สรุปการอภิปรายสงั เคราะห์ข้ันตอนการวจิ ัย
ยาแผนปจั จบุ นั นน้ั ๆได้ โดยตอ้ งไดร้ บั การตพี มิ พใ์ นฐานขอ้ มลู ทน่ี า่ เชอ่ื ถอื ได้ จงึ สามารถนำ� ขอ้ มลู เหลา่ นไี้ ปใช้
ตอ่ ไดจ้ รงิ
๓.๔ เมื่อพิจารณากรอบขั้นตอนการวิจัยที่กล่าวมา มีความสอดคล้องกับนโยบายหรือยุทธศาสตร์
ของกรมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยฯหรอื ไม่ ตอ้ งทบทวนจากงานวจิ ยั ทที่ ำ� มารว่ มดว้ ย เนอ่ื งจาก มคี วามสำ� คญั
ในการพฒั นาองคค์ วามรู้ ในทางการแพทยแ์ ผน ไทย การแพทยท์ างเลอื ก หรอื สมนุ ไพรตอ่ ไป อกี ทงั้ ประเภท
วิจัยท่ีจะต้องท�ำไปพร้อมๆกัน คือ งานวิจัยเชิงระบบ (System Approach) เป็นการศึกษาที่อาศัย
การผสมผสานของศาสตรห์ ลายสาขา เพอ่ื คลปี่ มปญั หาในประเดน็ ตา่ งๆ ของระบบสขุ ภาพจนเหน็ สายใยของ
การเชอื่ มตอ่ ทส่ี มบรู ณ์ อนั จะนำ� ไปสกู่ ารกำ� หนดนโยบายทเี่ หมาะสมสำ� หรบั นำ� ไปปฏบิ ตั ติ อ่ ไป
๓.๕ การแพทยแ์ ผนไทยจะไมใ่ ชย้ าเดย่ี วในการรกั ษาโรค แตจ่ ะใชย้ าตำ� รบั มากกวา่ ดงั นน้ั ยาเดย่ี ว
ทางการแพทย์แผนไทยจะไม่ใช้ในทางเวชปฏิบัติ จะมีการปรับยาให้ในแต่ละคนต่อการใช้ยาในต�ำรับใด
ตำ� รบั หนงึ่ จากประสบการณเ์ ราจะไมใ่ ชย้ าเดย่ี วเลย ดงั นน้ั เวลาวางยาแลว้ จะมแี พทยแ์ ผนไทยเฝา้ รกั ษาการ
รกั ษาวา่ ผลการรกั ษานน้ั เปน็ อยา่ งไร อกี ทงั้ การดผู ลตรวจจากหอ้ งตรวจ/หอ้ งแลป (Lab หรอื laboratory)
ประกอบวา่ ไดผ้ ลจรงิ หรอื ไม่ โดยใชร้ ปู แบบการวจิ ยั เชงิ สงั เกต ในแบบรายงานผลผปู้ ว่ ย (case report)เมอื่ ไดผ้ ล
ดกี น็ ำ� ไปตอ่ ยอดและของทนุ จากสำ� นกั งานสนบั สนนุ กองทนุ การวจิ ยั (สกว.)
๓.๖ การกำ� หนดกรอบการรกั ษาโรคทางการแพทยแ์ ผนไทย ถา้ เราใชก้ รอบแนวคดิ แพทยแ์ ผน ปจั จบุ นั
ในทางการแพทย์แผนไทย จะไม่สามารถบอกประสิทธิภาพการวินิจฉัยโรคในทางการแพทย์ แผนไทยได้
แพทย์แผนไทยใช้สมุฏฐาน (การวินิจฉัย) เป็นที่ต้ังแห่งโรค ซ่ึงรักษาต้นเหตุของโรคแต่ ไม่ใช้ที่ปลายเหตุ
ทง้ั นี้ กส็ นบั สนนุ ใหใ้ ชท้ ง้ั ๒ อยา่ ง ในกรอบแนวคดิ การทำ� วจิ ยั เพอ่ื จะไดศ้ กึ ษาวา่ จรงิ แลว้ เราสามารถดำ� รง
เอกลกั ษณข์ องแพทยแ์ ผนไทยไวไ้ ดอ้ ยา่ งไร เพอ่ื ทจี่ ะใหเ้ กดิ การทำ� งานวจิ ยั เปน็ ระบบมากขนึ้ อกี ทง้ั สว่ นใหญ่
กระทรวงสาธารณสขุ เองสว่ นใหญ่ ตอ้ งการงานวจิ ยั เพอ่ื ใหข้ ายได้ (Research and development ,R&D)
แตก่ ม็ งี านวจิ ยั บางอยา่ งทไี่ มไ่ ดท้ ำ� เพอ่ื ขาย แตเ่ ปน็ งานวจิ ยั เพอื่ ทำ� ใหเ้ กดิ การยอมรบั การปรบั ทศั นคตนิ นั้
ท�ำให้เกิดคุณค่าในความภาคภูมิใจทางการแพทย์ แผนไทย ดังนั้นการที่จะมาพูดคุยเรื่องแพทย์แผนไทย
ทข่ี าดไมไ่ ดอ้ ยา่ ลมื เรอื่ งเวชกรรมไทยเพราะ เปน็ หวั ใจสำ� คญั เทยี บเทา่ กบั สมนุ ไพร
๓.๘ จากแนวคดิ ทกี่ ลา่ วมานน้ั เหน็ ดว้ ย ทง้ั นไี้ มว่ า่ เราจะใชแ้ นวคดิ หรอื กรอบอะไรกต็ าม แตจ่ ะ มองวา่
เราจะทำ� หรอื ปรบั อย่างไรให้ สามารถนำ� งานวจิ ัยนไ้ี ปขายฝรงั่ ได้ แล้วไมม่ ีความสงสัยเกิดขึน้ ใน งานทที่ ำ�
ดงั เชน่ ยาสมนุ ไพรรกั ษาโรค ถา้ แนวคดิ แบบตะวนั ตกจะมกี ารคดิ แยกสว่ น แตถ่ า้ แนวคดิ แบบตะวนั ออกจะ
มองแบบองคร์ วม ตามดว้ ยเหตผุ ลของมนั เอง ถา้ เหตผุ ลแบบนแ้ี นวคดิ แบบตะวนั ตก จะไมส่ บั สน ดงั นน้ั การแพทย์
แผนไทยกย็ งั ตอ้ งยดึ ตามแนวทางของเราเอง ไมไ่ ดย้ ดึ ตามแนวคดิ แบบตะวนั ตกทง้ั หมด ดงั นน้ั วนั นเ้ี ราควรจะ
ไดแ้ นวทางหรอื กรอบ วา่ จะออกมาลกั ษณะอยา่ งไร แลว้ ทมี งานจะนำ� ไปปรบั ปรงุ กบั งานทท่ี ำ� มาแลว้ ตอ่ เนอื่ ง
แลว้ นำ� มาเสนออกี ครง้ั ในครง้ั หนา้ ตอ่ ไป
๓.๙ การอภปิ รายพบวา่ งานวจิ ยั ชนิ้ นส้ี ามารถแบง่ งานวจิ ยั เปน็ ๒ กลมุ่ คอื ๑.) กลมุ่ ตวั อยา่ งจากขอ้ มลู
๓ ฐานทไ่ี ดท้ ำ� การสบื คน้ ไว้ ๒.) กลมุ่ ทย่ี งั ตอ้ งดำ� เนนิ การภายใตก้ รอบ/แนวคดิ นี้ ซงึ่ เมอ่ื พจิ ารณาแลว้ อาจ
ไมส่ ะทอ้ นสถานการณ์ และอกี กลมุ่ ทอ่ี าจตอ้ งศกึ ษาเพม่ิ เตมิ คอื ฐานขอ้ มลู จากการพฒั นางานประจำ� สู่งานวจิ ยั
(Routine to Research ,R๒R) ของโรงพยาบาลแตล่ ะแหง่ ในภมู ภิ าคหรอื ไม่ จากการนำ� เสนอผา่ นเขตสขุ ภาพ
และอกี วธิ กี ารหนงึ่ คอื การนำ� ขอ้ มลู ทง้ั ๒ ฐานทกี่ ลา่ วมา ๆ รวมกนั
ฌ
ภาคผนวกที่ ๒ : สรปุ การอภิปรายสงั เคราะห์ข้ันตอนการวิจัย
เริ่มประชมุ เวลา ๑๓.๐๐ น. (ภาคบ่าย)
เมอื่ ครบองคป์ ระชมุ แลว้ ดำ� เนนิ การประชมุ ตามกำ� หนดการตอ่ ดงั นี้
๓. ร่วมสังเคราะห์การพัฒนาขัน้ ตอนการวจิ ยั
และสถานการณก์ ารวจิ ัย (ตอ่ )
จากการพิจารณา ที่ประชมุ อภปิ รายและแสดงความคดิ เหน็ ดงั นี้
๓.๑๐ การศกึ ษาการแพทยแ์ ผนไทยและสมนุ ไพร แบง่ ตามศาสตรก์ ารศกึ ษาไดเ้ ปน็ ๕ แนวทาง ไดแ้ ก่
การวิจัยเชิงระบบ (HPSR) การวิจัยทางการแพทย์ (Medical Science) การวิจัยองค์ความรู้ด้ังเดิม
(Traditional Knowledge) การวิจัยเชิงสังคมศาสตร์ (Social Science) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
(Action Research)
๓.๑๑ ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้จัดท�ำแนวทางการวิจัยยาสมุนไพรบนฐานการใช้แบบด้ังเดิม
(Research Method on Herbal Medicines Covering the Study of Usage and the Study Safety
and Efficacy) ซ่ึงสามารถน�ำมาประยุกต์ใช้ในการก�ำหนดแนวทางการวิจัยยาสมุนไพรบนฐาน
การแพทยแ์ ผนไทย
๓.๑๒ Observational Study for Safety and efficacy อาจใช้ประวัติการใชท้ ่ีมอี ยูแ่ ลว้ จากน้ัน
วิเคราะห์ว่า ยาชนิดใดบ้างท่ีท�ำ Pre-Clinical Trial ท้ังที่ท�ำในหลอดทดลอง หรือในสัตว์ทดลอง แล้วอาจ
ท�ำ Pharmacology-mechanism of Action เพื่อให้ทราบการกลไกการออกฤทธ์ิ
๓.๑๓ ในประเทศญ่ีปุ่นมีการน�ำเสนอการวิจัยเชิงสังเกตแบบไปข้างหน้าที่เรียกว่า Actual Use
Research ติดตามประโยชนแ์ ละความปลอดภยั ของการใช้ยาแคมโป โดยมีเกณฑว์ า่ ควรทำ� การศึกษาใน
กลุ่มเป้าหมายประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ คน โดยในญี่ปุ่นกล่าวถึงการท�ำวิจัยรูปแบบนี้ว่ามีความเหมาะสม
ราคาคุ้มค่า และไดข้ อ้ มูลทสี่ ามารถนำ� ไปใช้ประโยชนไ์ ดจ้ ริง
๓.๑๔ ตามเกณฑข์ องอาเซยี นทกี่ ำ� หนด เกณฑข์ องการศกึ ษาประสทิ ธผิ ลและความปลอดภยั ในระยะ
Phase ๒A เปน็ การศึกษาขนาดการใช้ยา แต่การใช้ยาแบบแผนไทยจะตอ้ งมีการปรับลดเพม่ิ แตกต่างกัน
ไปในแตล่ ะบคุ คล เชน่ ยาเบาหวานทมี่ ยี าสมนุ ไพรเปน็ ตวั หลกั แกนอยู่ ๒๐ ชนดิ ดงั นนั้ สมมตวิ า่ หากผปู้ ว่ ย
มีสมุฏฐานแบบปิตตะก็จะเติมตัวยาไปอีก ๓ ตัว เพื่อแก้สมุฏฐาน ดังนั้นจึงไม่ใช่การวิจัยเพียงต�ำรับยา
แต่เปน็ การวิจยั เรือ่ งกระบวนการทางเวชกรรมไทยดว้ ย
๓.๑๕ มีตัวอย่างการวิจัยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร การให้ยาและการใช้ประเมินผลลัพธ์
ของยาแผนไทยในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน ส่วนใหญ่น�ำ PASI-Score ซ่ึงเป็นเครื่องมือวัดรอยโรค
ทางการแพทย์แผนปัจจุบันมาใช้ซึ่งจัดว่าเป็นเคร่ืองมือใหม่ส�ำหรับทางการแพทย์แผนไทยทั้งนี้เพ่ือให้งาน
เป็นที่ยอมรับและน่าเช่ือถือมากข้ึน ส่วนหน่ึงถ่ายภาพคนไข้ด้วย พอหลังการรักษา ๑-๒ เดือนมีอาการ
อยา่ งไรลดลงอยา่ งไร PASI-Score ตวั เลขกช็ ดั เจน แตม่ บี างอยา่ งทไ่ี มส่ ามารถวดั ดว้ ยเครอ่ื งมอื นี้ อยา่ งเรอื่ ง
ความรอ้ น ทเี่ รยี กวา่ “กำ� เดา” ดงั นน้ั แมจ้ ะงานวจิ ยั จะตอ้ งเปน็ objective แตจ่ ะตอ้ งรกั ษาเรอ่ื ง subjective
ไวเ้ พราะเปน็ ฐานความรดู้ ั้งเดมิ ทม่ี คี วามจำ� เพาะ
๓.๑๖ เร่ือง Blind assessor จะช่วยลดอคติของผู้ประเมิน เราแยกผู้ให้การรักษาและผู้ประเมิน
แต่ว่าจะไปท�ำให้เกิดอคติอีกอย่างคือ ผู้ที่ประเมินผู้ป่วยเป็นคนละคน ซึ่งการประเมินบางอย่างไม่ได้
เปน็ การประเมนิ ทว่ี ดั ได้ หรอื วดั แลว้ ไดไ้ มเ่ ทา่ กนั ในขณะเดยี วกนั คนหนง่ึ มาวดั ไดร้ ะดบั หนงึ่ อกี คนมาวดั ได้
ญ
ภาคผนวกที่ ๒ : สรปุ การอภิปรายสังเคราะห์ข้ันตอนการวจิ ัย
ระดบั หนงึ่ แตว่ า่ ถา้ เปรยี บเทยี บก่อนและหลัง เช่น คนให้การรกั ษาเปน็ คนหนง่ึ แลว้ ให้อีกคนวัด อาจจะ
ประเมนิ ยากขึน้ ดงั น้ันคนท่วี ัดคร้งั แรกและคนทีว่ ัดครงั้ ท่ีสองอาจจะเป็นคนเดียวกนั
๓.๑๗ Ethnomedicine Study มาจากนกั มนษุ ยว์ ทิ ยาลงไปศกึ ษาพวกกลมุ่ ชาตพิ นั ธท์ุ งั้ หลายแลว้ ไป
พบวา่ เรอื่ งการแพทยเ์ ปน็ เรอ่ื งสำ� คญั เรอ่ื งหนง่ึ เลยมสี าขานข้ี น้ึ มาจรงิ ๆ วชิ ามานษุ ยวทิ ยาหนั มาศกึ ษาเรอื่ ง
การแพทยข์ องกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ กระทงั่ ไดพ้ ฒั นาเปน็ ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทม่ี คี วามเฉพาะเจาะจงขน้ึ ซง่ึ ไดเ้ พยี งเปน็
เทคนิคการศกึ ษาเทา่ น้นั แตส่ นใจเรื่องวธิ ีคิดของกลุม่ คนวา่ จดั ระบบโรคอย่างไร ทำ� ไมจดั ระบบโรคแบบน้ี
ระบบโรคเปน็ ตวั สำ� คญั มาก การดแู ลสุขภาพเป็นสว่ นหนึง่ ของระบบของวฒั นธรรม ถา้ จะเขา้ ใจโรคภยั ไข้
เจ็บหรือวิธกี ารรักษา ตอ้ งเขา้ ใจระบบวฒั นธรรมของเขามากไปกว่าเรอื่ งทางเทคนิค
มตทิ ปี่ ระชมุ : ทป่ี ระชมุ สรปุ และอภปิ รายผลการสงั เคราะหข์ น้ั ตอนการวจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย ดงั น้ี
ทป่ี ระชมุ ไดส้ รปุ กรอบแนวทางและขน้ั ตอนการวจิ ยั โดยเฉพาะดา้ นเภสชั กรรมไทยและการนวดไทย
กล่าวคือ เห็นควรใช้หลักหรือแนวทางการวิจัยบนฐานการใช้แบบดั้งเดิมและเสนอให้เรื่องการวัดผลลัพธ์
outcome ท่เี รียกวา่ เปน็ outcome assessment ควรมอี งค์ประกอบทง้ั Subjective และ Objective
โดยเสนอใหม้ ีการประเมนิ ๒ ด้าน คอื
Etic view (objective): multiple variables, blinded assessor
Emic view (subjective): standardize
โดยเสนอวา่ การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พืน้ บา้ นควรมลี �ำดบั ข้ันของการวิจยั ดงั ตอ่ ไปนี้
๑) Socio-cultural study คอื การวจิ ยั เชงิ พรรณนาทอ่ี ธบิ ายถงึ ทม่ี าและทไี่ ปของการรกั ษาอาทเิ ชน่
ทฤษฎีการรกั ษา ตวั ยาตำ� รับทจี่ ะศึกษา ประวัติของการนำ� ไปใชป้ ระโยชน์ เปน็ ต้น โดยควรบรรยายให้เห็น
ความส�ำคญั ทางวัฒนธรรมที่เชอ่ื มโยงกบั การแพทยด์ งั้ เดมิ น้ัน ในที่นคี่ ือแพทยแ์ ผนไทย ต�ำรับยาไทยหรอื
เทคนคิ /วธิ กี ารนวดแบบนนั้ ๆ โดยอาจใชแ้ นวทางและวธิ กี ารศกึ ษาทางดา้ นชาตพิ นั ธก์ุ ารแพทยเ์ ปน็ กรอบทฤษฎี
๒) Observational study for safety and efficacy คอื การศึกษาโดยตดิ ตามขอ้ มลู ด้านการใช้
การรักษา และประโยชนท์ ่ไี ดร้ ับ จาก ชมุ ชน/โรงพยาบาล/สถานท่ี ทมี่ กี ารน�ำยาตำ� รับหรอื การนวดน้ัน ๆ
ไปใช้ประโยชน์ เป็นการประเมินความปลอดภัย ประโยชน์ และประสิทธิภาพเบื้องต้นของต�ำรับยาหรือ
การนวดน้ัน ๆ โดยอาจใช้กลุ่มตัวอย่างตั้งแต่การรายงานเป็นกรณีศึกษาจนกระทั่งถึงกลุ่มตัวอย่างขนาด
ใหญ่ อยา่ งน้อย ๑๐๐ รายตามเกณฑข์ องประเทศญปี่ ุ่นก็ได้
๓) Outcome assessment คือ การศึกษาท่ีเน้นการวัดผลการรักษา ใช้การประเมินผลลัพธ์
ท่ีเรยี กว่า outcome process ซง่ึ จะต้องท�ำการวดั ทงั้ ก) แบบวัตถวุ สิ ยั (objective) เชน่ การวดั ค่าตวั แปร
ด้วยเครื่องมือประเภทต่าง ๆ, การวัดผลที่ต้องไม่ให้ผู้รักษาและผู้ป่วยทราบ ฯลฯ และ ข)แบบอัตวิสัย
(subjective) ซงึ่ แมจ้ ะเปน็ อตั วสิ ยั แตค่ วรตอ้ งมกี ระบวนการดำ� เนนิ การเพอ่ื ใหแ้ บบวดั อตั วสิ ยั ไดม้ าตรฐาน
๔) การเฝา้ ระวงั ความปลอดภยั หลงั การใช้ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ดา้ นยา (pharmacovigilance) ซงึ่ เนน้
ทก่ี ารติดตามความปลอดภยั ในระยะยาวเป็นหลัก
ฎ
ภาคผนวกที่ ๓ : ตัวอย่างข้อมลู ตำ� รับยาไทย (Traditional Thai Medicine Profile)
ตัวอยา่ งข้อมูลตำ� รับยาไทย
๑. ชือ่ ตำ� รับยา
- เบญจอ�ำมฤตย์
๒. ประวตั ิความเป็นมา
เบญจอำ� มฤตย์ ตามพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถานไดใ้ หค้ วามหมายของคำ� วา่ เบญจ และอำ� มฤต
ยไ์ ว้ ดงั ต่อไปน้ี "เบญจ" (๑) หมายความวา่ ลำ� ดับห้า สว่ นคำ� ว่า "อ�ำมฤตย์" (๒) หรอื อมฤต หมายความวา่
นำ�้ ทพิ ยห์ รอื เครอื่ งทพิ ย์ เบญจอำ� มฤตยจ์ งึ อาจแปลไดว้ า่ “เครอื่ งทพิ ยห์ า้ ประการ หรอื นำ้� ทพิ ยท์ งั้ หา้ กไ็ ด”้
แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามแมจ้ ะมคี ำ� วา่ เบญจ (แปลวา่ หา้ ) แตต่ ำ� รบั ยานกี้ ม็ ไิ ดอ้ ยใู่ นพกิ ดั ยาเบญจในตำ� ราเภสชั กรรม
ไทย เน่ืองจากประกอบไปด้วยเคร่ืองยาถงึ เก้าชนดิ ดว้ ยกนั ในต�ำรบั ยานี้
ท่มี าของตำ� รับยาน้ี ได้มีการระบุหลกั ฐานไวใ้ นตำ� ราแพทยศาสตรส์ งเคราะห์ จากหลกั ฐานตวั อักษร
ปรากฏอยู่ ๓ คมั ภีร์ ประกอบด้วย คัมภีรธ์ าตบุ รรจบ คัมภีรป์ ฐมจินดา และคัมภรี โ์ รคนิทาน พบต�ำรบั ยา
ทกี่ ลา่ วถึงเบญจอำ� มฤตยท์ ่ีเหมอื นกันจ�ำนวน ๒ ต�ำรับ และมีความแตกตา่ งกนั ของช่อื ต�ำรับยา (พยัญชนะ
สระ และวรรณยกุ ต)์ ตวั ยาสมนุ ไพรบางชนดิ ปรมิ าณการใช้ และขอ้ บง่ ใชใ้ นตำ� รบั บางอยา่ งจำ� นวน ๒ ตำ� รบั
ดังนี้
๒.๑ คมั ภีรธ์ าตุบรรจบ
คมั ภรี ธ์ าตบุ รรจบ ปรากฏเปน็ หลกั ฐานครง้ั แรกใน “พระคมั ภรี เ์ วชศาสตรส์ งเคราะห”์ เมอื่ ปี พ.ศ.๒๔๑๓
ซง่ึ เปน็ ฉบบั ตวั เขยี นทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงโปรดใหช้ ำ� ระขน้ึ และจดั พมิ พเ์ ผยแพร่
ตอ่ มากไ็ ดม้ กี ารชำ� ระตำ� ราใหมแ่ ละระบถุ งึ ใน “พระคมั ภรี แ์ พทยศ์ าสตรส์ งเคราะห”์ ในปี พ.ศ.๒๔๓๒ สำ� หรบั
ต�ำราที่พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ น�ำมาอ้างถึงน้ัน ได้แก่ คัมภีร์อติสารวรรค คัมภีร์ตติยภินสันนิบาต คัมภีร์
มหาภตู รปู คมั ภรี ธ์ าตวุ นิ จิ ฉยั และสมฏุ ฐานพกิ ดั และคมั ภรี จ์ ลนะสงั คหะปกรณ์ เปน็ ตน้
จากตำ� ราแพทยศ์ าสตรส์ งเคราะหฉ์ บบั “ภมู ปิ ญั ญาทางการแพทยแ์ ละมรดกทางวรรณกรรมของชาต”ิ (๘)
สถาบนั ภาษาไทย กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ไดก้ ลา่ วถงึ พระคมั ภรี น์ วี้ า่ ไมป่ รากฏหลกั ฐานวา่ แตง่ ใน
สมัยใด และใครเป็นผู้แต่ง นอกจากในเน้ือหาตอนต้น ซึ่งกล่าวว่า “…อันว่าชีวกะโกมาระภัจ แท้จริง
อนั ตกแตง่ พระคมั ภรี ์ จะละนะสงั คะหะ ปกรณ์ อนั ทา่ นสงเคราะหด์ ว้ ยอจุ จาระธาตทุ งั้ ๔ ประการ ซง่ึ วปิ รติ
ระคนดว้ ยพษิ …” ขอ้ ความนนี้ า่ จะเปน็ การกลา่ วถงึ การเคารพบชู ายกยอ่ งวา่ หมอชวี กโกมารภจั เปน็ ครทู างการ
แพทย์ และยงั คงยกยอ่ งใหพ้ ระอาจารยช์ วี กโกมารภจั เปน็ แพทย์ คอื ผแู้ ตง่ พระคมั ภรี ธ์ าตบุ รรจบนน่ั เอง
คมั ภรี ธ์ าตบุ รรจบ จงึ เปน็ ตำ� ราทว่ี า่ ดว้ ยโรคอจุ จาระธาตแุ ละมหาภตู รปู (๔) ดงั นี้ ๒.๑) วา่ ดว้ ยสาเหตขุ อง
โรคอจุ จาระธาตุ ผทู้ เี่ ปน็ โรคอจุ จาระธาตุ มสี าเหตมุ า จาก ๒.๑.๑) ผนู้ นั้ เปน็ ไขท้ ม่ี พี ษิ จดั ตกถงึ สนั นบิ าต
แลว้ เรอ้ื รงั มา ธาตนุ น้ั แปรปรวนวปิ รติ อจุ จาระไมเ่ ปน็ ปกติ จงึ กลายเปน็ โรคอจุ จาระธาตุ ๒.๑.๒) รบั ประทาน
อาหาร ทแี่ ปลกหรอื รบั ประทานมากเกนิ กำ� ลงั กวา่ ธาตุ เชน่ เนอ้ื สตั วด์ บิ หรอื เนอื้ สตั วท์ ม่ี คี าวมากหรอื ไขมนั
ตา่ งๆ ของหมกั ดอง บดู เนา่ ธาตนุ นั้ กว็ ปิ รติ แปรปรวน ทำ� ใหท้ อ้ งขน้ึ ทอ้ งเฟอ้ เรอเหมน็ บดู เปรย้ี ว จกุ เสยี ดแทง
อจุ จาระกว็ ปิ รติ จงึ กลายเปน็ โรคอจุ าระธาตุ ๒.๑.๓) ธาตสุ มฏุ ฐานมหาภตู รปู ๔ ประชมุ ในกองสมฏุ ฐาน โทษ
ฏ