The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by neptunenujoon, 2022-09-11 22:57:30

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method)

Keywords: วืจัย

โรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน
สำนักงานเขตพื้นที่ีการศึกษามัธยมศึกษานครปฐม

นางสาวชลธิชา ศิริอมรพันธุ์
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

การพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์

ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม

(Questioning Method)

ภาคเรียนที่ ๑ /๒๕๖๔



คำนำ

การศึกษาวิจยั “การพฒั นาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3
ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) ฉบับนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนา
ทักษะเการอ่านตคี วาม โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบใช้คำถามในการพัฒนาทักษะ ควบคู่ไปกับแบบ
ฝึกเสริมทักษะที่พัฒนาขึ้น โดยมีประสงค์พัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่ีเรยี นด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใชค้ ำถาม (Questioning Method) เพ่ือพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอ่านตีความของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสนที่กำลงั
ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 กอ่ นและหลังเรยี นดว้ ยรปู แบบการจัดการเรยี นรู้แบบใช้คำถาม
(Questioning Method) และเพื่อทราบผลความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการจัดการ
เรียนรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning Method)

ผวู้ จิ ยั หวังเป็นอยา่ งย่ิงว่าวิจัยฉบับน้ีจะมีประโยชน์สำหรับการจัดการเรียนรู้เร่ือองการอ่านตีความของ
ผ้ทู ่ีสนใจต่อไป

ผู้วจิ ัย
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564



กติ ติกรรมประกาศ

วิจัยเล่มนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 ที่ให้ความร่วมมือ.และ
ต้งั ใจทำกิจกกรรมในการเรียนการสอนเปน็ อยา่ งดี

ขอขอบคุณคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยทำงานโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน ที่สละเวลา
ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของงานวิจัย ขอขอบคุณโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสนที่ให้การสนับสนุนใน
การทำวจิ ัยในครัง้ น้ี

และท้ายที่สุดขอขอบแม่ที่คอยให้กำลังใจ ช่วยดูแลตลอดการทำวิจัย ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ
ไม่พรอ้ มสำหรบั การทำงาน และการทำงานวิจัยจนสามารถทำเสร็จลุลว่ งสมบรู ณ์

นางสาวชลธชิ า ศริ ิอมรพันธ์ุ



หัวข้อวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ด้วยรปู แบบการจดั การเรียนร้แู บบใชค้ ำถาม (Questioning Method)

ช่ือผู้เขยี น นางสาวชลธชิ า ศิริอมรพนั ธ์ุ

สถานศึกษา โรงเรยี นมัธยมฐานบนิ กำแพงแสน

ปีการศึกษา 2564

บทคดั ยอ่

การวิจยั ในชน้ั เรียนคร้งั นี้ มีวตั ถปุ ระสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพนั ธ์ของนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) เพื่อพัฒนา

ผลสมั ฤทธ์ิ เร่อื ง การอ่านตีความของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมฐานบนิ กำแพงแสนท่ีกำลังศึกษ

อยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม

(Questioning Method) และเพื่อทราบผลความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการจัดการ

เรียนร้แู บบใช้คำถาม (Questioning Method)

กลุ่มทดลองที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 โรงเรียนมัธยมฐานบิน

กำแพงแสนที่กำลังศึกษอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เครื่องมือในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย

1) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning

Method) เรื่อง การการอ่านตีความจากบทประพันธ์ จำนวน 1 แผนการจักการเรียนรู้ ใช้เวลา 5 ชั่วโมง

2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการการอ่านตีความจากบทประพันธ์กอ่ นเรยี นและหลงั เรียน จำนวน 1 ชุด

เป็นแบบทดสอบแบบปรนยั จำนวนชดุ ละ 10 ขอ้ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปี

ที่ 3 ต่อการจัดการเรยี นการสอนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรูแ้ บบใชค้ ำถาม (Questioning Method)

ผลการวจิ ัย พบวา่

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการใช้แบบ
พัฒนาการอ่าน ดงั นีน้ กั เรยี นผลการพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ เรอ่ื ง การอา่ นตีความของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ก่อน
และหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนัยสำคัญท่ี .01 2. นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 มีทักษะการอ่าน
ตีความจากบทประพันธเ์ พ่ิมขน้ึ นกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ท่เี รยี นด้วยรูปแบบการจดั การเรียนรแู้ บบใช้คำถาม
(Questioning Method) โดยรวมอย่ใู นระดบั มาก



สารบญั

เรอ่ื ง หนา้
คำนำ ก

กติ ติกรรมประกาศ ค
บทคดั ยอ่ ง
สารบัญ
1-2
บทที่ 1 บทนำ
1
1.1 ความสำคัญของปัญหา 2

1.2 วตั ถุประสงคก์ ารวิจัย 2

1.3 สมมติฐานการวิจัย 2

1.4 ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รบั 2-3
3-9
1.5 นยิ ามศัพท์
3
บทที่ 2 เอกสารที่เก่ียวขอ้ ง 3
2.1 ความรู้เท่ียวไปเกย่ี วกับการอา่ นตคี วาม 3
2.1.1 ความหมายของการอา่ นอา่ นตีความ 4
2.1.2 ความสำคัญของการอ่านตคี วาม 4
2.1.3 ขอ้ ควรคำนงึ ในการอา่ นตคี วาม 4
5
2.1.4 ลกั ษณะของข้อเขียนท่ีต้องใช้การอา่ นแบบตคี วาม
5
2.1.5 ขน้ั ตอนการอา่ ตีความ
6
2.๒ การจดั การเรียนรูแ้ บบใช้คำถาม (Questioning Method) 6
2.2.1 ขัน้ ตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรแู้ บบใชค้ ำถาม (Questioning 7
Method) 7
2.2.2 ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning 7
Method) 6
7
2.2.3 เทคนิคการสอนแบบใชค้ ำถาม 8
12 - 14
2.2.3 ลกั ษณะของบทประพันธ์ที่ดี

2.2.4 ประเภทของบทประพันธ์

2.3 บทประพันธ์
2.3.1 ความหมายของบทประพนั ธ์

2.3.2 วธิ ีการแตง่ บทประพนั ธ์

2.4 เอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ยี วขอ้ ง

บทท่ี 3 วิธีการดำเนนิ การวจิ ัย



สารบญั (ต่อ)

เรื่อง หนา้

3.1 ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง 12

3.1.1 ประชากร 12

3.1.2 กลุม่ ทดลอง 12

3.2 ตัวแปรทศี่ ึกษา 11

3.2.1 ตัวแปรต้น 11

3.2.2 ตวั แปรตาม 11

3.2.3 เนอ้ื หาทใ่ี ช้ในการทดลอง 11

3.2.4 ระยะเวลาทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย 12

3.3 เครอื่ งมือในการวิจัย 12

3.4 การสรา้ งเครื่องมือ 12

3.4.1. แผนการจดั การเรียนรกู้ ลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรื่อง การ

จัดการเรียนรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning Method) เรือ่ ง การการอา่ นตคี วามจาก

บทประพันธ์ 12

3.4.2. แบบฝกึ ทกั ษะทักษะการการอา่ นตคี วามจากบทประพันธ์ของนักเรยี นชนั้

มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ดว้ ยรปู แบบการจดั การเรยี นรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning

Method) 13

3.4.3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต่อการจัด

การเรียนการสอนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning

Method) 13

3.4.4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ต่อการจดั การ

เรยี นการสอนด้วยรปู แบบการจดั การเรียนร้แู บบใช้คำถาม (Questioning Method) 13

3.5 การเก็บรวบรวมขอ้ มลู 14

3.6. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู 14

บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 14 - 18

ตอนที่ 1 ผลการพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิ เร่ือง การอ่านตคี วามของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี

3 ก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning

Method) 14

ตอนท่ี 2 ผลพัฒนาทกั ษะการอ่านตีความจากบทประพนั ธ์ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปี

ท่ี 3 ท่เี รียนดว้ ยรปู แบบการจัดการเรียนรูแ้ บบใช้คำถาม (Questioning Method) 15

ตอนที่ 3 ผลความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้

แบบใช้คำถาม (Questioning Method) 15

สารบญั (ตอ่ )



เรื่อง หน้า

บทที่ 5 สรุป อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ 18 - 19
5.1 สรุปผลการวิจยั 18
18
5.2 อภปิ รายผล 19
19
5.3 ขอ้ เสนอแนะ 19
5.3.1 ขอ้ เสนอแนะเพื่อนำผลการวจิ ัยไปใช้ 20
5.3.2 ขอ้ เสนอแนะเพ่อื การวิจัยครั้งตอ่ ไป 21
22
บรรณานุกรรม
ภาคผนวก 24 - 28

เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย 29 - 48

แผนการจดั การเรียนรู้ เร่ือง การอา่ นจบั ใจความสำคัญชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 49 - 50
52 -53
แบบฝกึ ทักษะทกั ษะการการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 3 ด้วยรปู แบบการจัดการเรียนร้แู บบใช้คำถาม (Questioning Method)
แบบสอบถามความพึงพอใจของนกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ตอ่ การจัดการเรยี น
การสอนดว้ ยรูปแบบการจัดการเรียนรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning Method)
คะแนนการทำแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ เรื่อง การอา่ นตีความ

สารบญั ตาราง ช

ตารางท่ี หน้า
ตารางที่ 4.1 ผลการพัฒนาทักษะการอา่ นตคี วามจากบทประพันธข์ องนักเรยี นชั้น 14
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ที่เรียนดว้ ยรูปแบบการจัดการเรียนรแู้ บบใชค้ ำถาม (Questioning 15
Method) 15
ตารางที่ 4.2 การพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning
Method)
ตารางที่ 4.3 ตารางผลความพงึ พอใจตอ่ การจดั การเรียนรแู้ บบใชค้ ำถาม
(Questioning Method) เรอ่ื ง การอ่านตคี วามจากบทประพนั ธ์ของนกั เรียนช้นั
มธั ยมศึกษาปที ี่ 3

บทที่ 1
บทนำ

1.1 ความสำคัญของปัญหา

การอ่านจึงจัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเรียนรู้ ครูควรปลูกฝังให้ผู้เรียนมีทักษะในการอ่าน ด้วย
ความสำคัญของการอ่าน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทยได้กำหนดสาระที่ 1 ให้เป็นสาระการอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 คือ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และ
ความคดิ เพอ่ื ใช้ในการตดั สนิ ใจแก้ปัญหาในการดำรงชวี ิต และมนี สิ ยั รักการอ่าน (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551:
น.12) และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสนก็ได้กำหนดตัวชี้วัดการเรียนรู้วิชา
ภาษาไทย ท23101 ว่าผูเ้ รียนฝึกทกั ษะการอา่ นออกเสยี งบทรอ้ ยแกว้ และบทรอ้ ยกรองไดเ้ หมาะสมกับเร่ืองที่อ่าน
สามารถระบุความแตกต่างของคำที่มีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญ วิเคราะห์
วิจารณ์ และประเมนิ ค่าเรอ่ื งท่อี ่านดว้ ยกลวธิ เี ปรยี บเทยี บ

การอ่านออกเขียนได้นี้จึงเป็นประโยชน์มาก เพราะการอ่านออกเขียนได้จะช่วยให้มีโอกาสเรียนรู้
วิทยาการ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างมากมาย ความรู้ความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ สามารถนำมาใช้ในทาง
สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ท่ีต้องการได้เป็นอยา่ งดี นอกจากนี้ภาษายังเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการถ่ายทอด
ความรู้ ความคิด รวมทง้ั คุณธรรม ความดีทกุ อย่าง ( กรมวิชาการ, 2541: น.73)

สำนักงานกองทุนสนับสนนุ การสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมกับสถาบันสื่อเด็กและเยาวชนและนิด้า เผยผล

สำรวจวา่ เด็กไทยเร่ิมทอ่ งโลกออนไลนต์ ้ังแต่ 2 ขวบ หนักสุดชว่ งโควิด-19 เล่นอินเทอร์เนต็ นาน 8 ชม./วนั ซ่ึงน่า

เป็นห่วงว่าเด็กและเยาวชนรู้ไม่เท่าทัน ขาดทักษะวิเคราะห์สร้างสรรค์ อาจถูกแกล้ง ซึ่งกระทบต่อพัฒนาการ

ระยะยาว กระทรวงศกึ ษาธิการ โรงเรียน และผผู้ ปู้ กครองควรสร้างส่งิ แวดลอ้ มท่ีเอ้ือการเขา้ ถงึ สื่อ สุขภาวการณ์

พัฒนาสู่พลเมืองเท่าทนั สอ่ื (ไทยโพสต์ ,2564 : ออนไลน์) และจากการสงั เกตการทำกจิ กรรมในระหวา่ งการเรียน

การสอน เรื่อง การอ่านตีความ พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ที่รับผิดชอบปฏิบัติการสอน มีนักเรียน

จำนวนหนึ่งไม่สามารถบอกรายละเอียดของเรือ่ งทีอ่ ่านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทอ่านที่เป็นบทประพนั ธ์ประเภท

ร้อยกรอง นักเรียนส่วนมากไม่สามารถแบบความ บอกจุดมุ่งหมายของผู้ประพันธ์ หรือบอกอารามณ์ความร้สู กึ

ของบทประพันธ์ที่อ่านได้ ปัญหาดังกล่าวจะส่งต่อผู้เรียนในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในทุก ๆ

รายวิชา เนื่องจากผูเ้ รยี นจะไม่ชอบอ่าน ขาดนิสัยรักการอ่าน และเมื่อผู้เรียนไดร้ ับข่าวสารจากสื่อตา่ ง ๆ จะไม่

สามารถคิด วเิ คราะห์ แยกแยะ หรอื ตีความได้วา่ สารทร่ี บั มานัน้ เป็นประโยชน์หรอื โทษตอ่ ตนเองหรือไม่

ดว้ ยเหตุผลดังกล่าว ผู้วจิ ยั จงึ จดั ทำวจิ ัยโดยเลือกรูปแบบการจัดการเรยี นรู้แบบใช้คำถาม (Questioning
Method) เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาทกั ษะการอ่านตีความของนักเรยี น เนอ่ื งจากรแู บบการจัดการเรียนการสอน
ดังกล่าว เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนากระบวนการทางความคิดของผู้เรียน โดยผู้สอนจะป้อนคำถามใน
ลกั ษณะตา่ ง ๆ ทเี่ ปน็ คำถามที่ดี สามารถพฒั นาความคิดผู้เรยี น ถามเพื่อให้ผเู้ รียนใช้ความคิดเชิงเหตุผล วิเคราะห์
วจิ ารณ์ สังเคราะห์ หรอื การประเมินค่าเพอื่ จะตอบคำถามเหลา่ น้นั การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้



1.2 วตั ถุประสงค์การวจิ ยั
วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) โดยการใช้แบบพัฒนาการอ่าน มี
วตั ถุประสงคด์ ังน้ี

๑. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วย
รปู แบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method)

๒. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอ่านตีความของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนมธั ยมฐานบิน
กำแพงแสนทกี่ ำลังศกึ ษาอยใู่ นภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 ก่อนและหลงั เรียนดว้ ยรปู แบบการจัดการเรียนรู้
แบบใช้คำถาม (Questioning Method)

๓. เพื่อทราบผลความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม
(Questioning Method)

1.3 สมมตฐิ านการวจิ ยั

1. นักเรยี นมที กั ษะการอา่ นตีความจากบทประพนั ธเ์ พิ่มมากขนึ้
2. นักเรยี นมผี ลสมั ฤทธ์ิ เรื่อง การอ่านตคี วามผา่ นเกณฑม์ าตรฐานอย่างนอ้ ยรอ้ ยละ 80
3. นักเรียนมีพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม
(Questioning Method)

1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

การวจิ ัยคร้งั น้ีคาดว่าจะเกดิ แประโยชน์ ดงั น้ี
๑. เปน็ แนวทางสำหรบั ครูผสู้ อนวชิ าภาษาไทยในการจัดการเรยี นการสอนเร่ืองการอ่านตคี วาม
2. เป็นรปู แบบสำหรับจดั การเรยี นการสอนวชิ าภาษาไทยเพิ่มมากขึ้น

1.5 นยิ ามศพั ท์

ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดนิยามศัพท์สำคัญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและถูกต้อง จึงกำหนด
ความหมายไว้ ดงั น้ี

วิชาภาษาไทย หมายถึง วิชาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของ
กระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย 5 สาระการเรียนรู้ ได้แก่ สาระการอ่าน สาระการเขียน สาระการฟัง ดู พูด
สาระหลกั การใชภ้ าษา และสาระวรรณคดีและวรรณกรรม ในทน่ี ีจ้ ะหมายถึงสาระการเรยี นรทู้ ี่ 1.1 สาระการอา่ น
ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 เท่านนั้

การอ่านตีความ หมายถึง การอ่านเพื่อพยายามเข้าใจความหมาย และถอดความรู้สึกอารมณ์สะเทือนใจ
จากข้อความที่ผู้เขียนสื่อให้อ่านอาจจะตีความหมายได้ตรงกับความมุ่งหมายหรือ เจตนาของผู้เขียนก็ได้ หรือ
บางครั้งอาจจะเข้าใจความหมายตามวิธีของตนเอง โดยอาศัยพื้นความรู้เดิมความสนใจประสบการณ์ ระดับ
สตปิ ญั ญา และวยั



ทักษะการอ่าน หมายถึง ความสามรถในการอ่านในใจได้อย่างรวดเร็ว จับใจความ สรุปสาระสำคัญ
วิเคราะห์ ความสำคัญ และความสัมพันธ์ของประเด็นต่างๆ และแสดงความคิดเห็น สนับสนุน คัดค้านข้อความ
หรือเรอ่ื งท่อี ่านได้อย่าง สมเหตสุ มผล รวมท้งั มีความสามารถทจี่ ะใช้ประโยชนจ์ ากการอา่ นได้

บทที่ 2
เอกสารท่เี ก่ยี วข้อง

การวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 3 ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคดิ
และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ การวิจัย โดยศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร เว็บไซต์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องซึ่ง
สามารถเรยี บเรียงตามประเดน็ ต่าง ๆ ดงั น้ี

2.1ความรเู้ ท่ยี วไปเก่ียวกับการอา่ นตีความ
2.๑.๑ ความหมายของการอา่ นอ่านตีความ
2.1.2 ความสำคญั ของการอา่ นตคี วาม
2.1.3 ข้อควรคำนึงในการอ่านตีความ
2.1.4 ลกั ษณะของข้อเขียนทต่ี อ้ งใช้การอา่ นแบบตคี วาม
2.1.5 ขนั้ ตอนการอา่ ตีความ
2.1.6 ขอ้ สงั เกตในการอ่านตีความ

2.๒. การจดั การเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method)
2.2.1 ข้นั ตอนในการจดั กจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบใช้คำถาม (Questioning Method)
2.2.2 ประโยชน์ของการจัดกจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning Method)
2.2.3 เทคนคิ การสอนแบบใชค้ ำถาม

2.3. บทประพันธ์
2.3.1 ความหมายของบทประพนั ธ์
2.3.2 วิธีการแต่งบทประพนั ธ์
2.2.3 ลักษณะของบทประพนั ธ์ท่ดี ี
2.2.4 ประเภทบทประพันธ์

2.1 ความร้เู ที่ยวไปเกยี่ วกบั การอา่ นตีความ

2.1.1 ความหมายของการอ่านอา่ นตคี วาม
การอ่านตีความ หมายถึง การอ่านเพื่อให้เขา้ ใจความหมาย ความคิดสำคัญของเรื่อง ความรู้สึก และ

อารมณ์สะเทือนใจจากบทประพันธ์ ซ่ึงอาจเข้าใจไดม้ ากน้อยลึกซ้งึ เพียงใด ตรงกนั กับผู้ประพันธห์ รอื ไม่ หรือผู้อ่าน
คนอื่น ๆ หรือไม่ ขึ้นอยูก่ ับความสามารถและประสบการณ์เดมิ และความรูส้ ึกของผูอ้ ่านแต่ละคน การตีความของ
ทุกคนอาจไม่ตรงกันเสมอไป โดยในกระบวนการอ่านเพือ่ ตีความนั้นผู้อ่านจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถในการ
แปลความ จบั ใจความสำคัญ การสรุปความ รวมท้งั การเปรยี บเทียบ ความสัมพนั ธ์ของข้อความ

2.1.2 ความสำคัญของการอา่ นตคี วาม
การอ่านตคี วามเปน็ การอ่านที่ตอ้ งอาศัยทั้งความรู้ ประสบการณ์ การสงั เกต และการวิเคราะห์ของผู้อ่าน
การอ่านตีความเป็นการอ่านขั้นสำคัญท่ที ำให้เขา้ ใจงานเขียนทกุ ชนิด การอ่านตีความจึงมคี วามสำคัญ ดงั นี้
๑. ช่วยใหผ้ ู้อ่านเข้าใจเนอื้ หาสาระของเรือ่ งท่ีอา่ นไดห้ ลายแงห่ ลายมมุ



๒. ช่วยใหเ้ หน็ คุณคา่ ของวรรณกรรมอนั มีผลเกยี่ วโยงถงึ คุณคา่ ของชวี ติ และสงิ่ แวดลอ้ ม
๓. การอ่านตีความชว่ ยให้เกิดการฝึกคิด ฝกึ ไตรต่ รองเหตผุ ล เปน็ ผลให้ผอู้ า่ นมีความละเอียด ถ่ถี ว้ นและ
มีวจิ ารณญาณในการอา่ นมากย่งิ ข้ึน
๔. การอ่านตคี วามเป็นเคร่อื งมอื สำคัญในการเข้าถึงงานประพนั ธน์ นั้ ๆ
๕. การอา่ นตคี วามชว่ ยให้ผู้อ่านมโี ลกทัศน์ทีก่ วา้ งไกล ลกึ ซึ้ง มีใจกว้างยอมรบั ความแตกตา่ ง ของมนุษย์
ดว้ ยกันได้
2.1.3 ข้อควรคำนงึ ในการอ่านตีความ
การอา่ นเพ่ือการตคี วามควรคำนึงสง่ิ สำคญั ต่อไปน้ี
1. ความเข้าใจจุดประสงค์หรือเจตนารมณ์ของผู้เขยี นและความหมายของสิง่ ทผี่ ู้เขียนไดเ้ ขียน

การแสดงเจตนาของผู้เขียนนั้นมีทั้งแสดงไว้ โดยชัดเจนและโดยซ่อนเร้น การแสดงเจตนาโดย
ชัดเจน ผ้อู า่ นสามารถเขา้ ใจได้ทนั ที โดยไม่ต้องใช้ความคิด พิจารณามากมายนกั การแสดงเจตนาโดยซอ่ นเรน้ คือ
ไม่บอกเจตนาตรง ๆ กล่าวถึงเรื่องหนึ่งแต่ มีความหมายถึงสิ่งหนึ่งก็ได้ การเข้าใจความหมายของ เจตนา
ดังกล่าว ผูอ้ ่านจะตอ้ งมีความรู้ความเข้าใจ และเขา้ ถึงความหมายของคำและข้อความนนั้ ๆ เสยี กอ่ น

๒. แนวคดิ สำคญั ทไี่ ดจ้ ากการอ่าน
แนวคิดสำคัญทีไ่ ด้จากการอ่านทีผ่ ูเ้ ขียนอาจเสนออย่างจงใจหรือไม่จงใจก็ได้ การค้นหาสารเป็น

ขั้นตอนสำคัญในการเข้าถึงเร่ืองที่อ่าน ซึ่งผู้อ่านต้องมคี วามรู้ ความสามารถในการอ่านและเข้าใจโครงสร้างของ
งานประพันธ์แต่ละประเภทให้ชัดเจน การค้นหาสารำสำคัญมิใช่การแปลความหมายของถ้อยคำอย่าง
ตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่ต้องจับเนื้อความให้ ได้ครบถ้วน แยกแยะ ส่วนที่เป็นความรู้ ความคิด และ
ความรู้สึก ส่วนใดสำคัญ ส่วนใดสำคัญรองลงมา รวมทั้งเสียงของคำ มีท่วงทำนอง ลำนำ และจังหวะเป็น
อยา่ งไร

๓. นำ้ เสียงของผเู้ ขยี นและสสี ันบรรยากาศในการเขยี น
ซึง่ อาจเปน็ น้ำเสียงแสดงอารมณ์ขัน ล้อเลียน นำ้ เสยี งออ่ นโยน นุ่มนวล นำ้ เสยี งประชดประชัน

เสียดสี เยาะเย้ย น้ำเสียงโกรธเกร้ยี ว แสดงอารมณร์ ้อนแรง น้ำเสียงโศกเศรา้ สลดหดหู่ ว้าเหว่ น้ำเสียงปลกุ เร้า
ใจ นำ้ เสยี งเสยี ดาย อาลัยอาวรณ์ น้ำเสยี งชื่นชม ยกย่อง สรรเสริญ และน้ำเสียงจริงจัง เคร่งขรึม ซงึ่ บางคร้ัง
ในงานเขียนเดยี วกันอาจจะ มีนำ้ เสยี งหลายลกั ษณะปะปนกัน

2.1.4 ลกั ษณะของขอ้ เขียนที่ต้องใชก้ ารอ่านแบบตคี วาม
๑. เปน็ ขอ้ เขียนทีใ่ ชค้ ำทีม่ คี วามหมายโดยนัย หรือความหมายแฝง ซงึ่ หมายถงึ ความหมายในเชิง

เปรยี บเทียบ หรอื ความหมายท่ีชกั นำความคดิ ใหเ้ กยี่ วโยงไปถงึ ส่งิ อน่ื
๒. เปน็ ข้อเขยี นทม่ี ีการเปรยี บเทยี บ หรือใชโ้ วหารเชงิ เปรยี บเทยี บ
๓. เป็นข้อเขียนทีใ่ ชส้ ัญลกั ษณ์ หมายถงึ ขอ้ เขยี นทผี่ เู้ ขยี นกล่าวถึงสิ่งหนึง่ แทนอีกสิ่งหนงึ่

2.1.5 ข้นั ตอนการอ่าตีความ
การอ่านตีความนน้ั มกั นำไปใช้ในงานเขียนทม่ี ีความหมายซอ่ นไว้ระหวา่ งบรรทัด ผ้อู า่ นตอ้ ง ใส่ใจกับ

ถ้อยคำที่ผู้เขยี นเลือกสรรมาใช้
๑. สำรวจงานเขียนนัน้ ด้วยการอา่ นอยา่ งครา่ ว ๆ วา่ งานเขียนนัน้ เกยี่ วกบั เร่อื งใด เปน็ รอ้ ยแก้ว หรือ

รอ้ ยกรอง หรืองานเขยี นประเภทใด เช่น เป็นบทประพันธ์ นวนิยาย เรอ่ื งสั้น บทความ กวนี ิพนธ์ หรอื เป็นงาน



เขยี นสนั้ ๆ แสดงคติสอนใจ
๒. อา่ นอกี ครั้งอยา่ งละเอียดเพือ่ พจิ ารณาเนอื้ หาว่ามใี จความสำคญั กลา่ วถงึ เรื่องใด มีข้อความ ส่วนใด

กล่าวถงึ ขอ้ เทจ็ จริง ส่วนใดเป็นการแสดงทรรศนะของผูเ้ ขยี น ส่วนใดเป็นการแสดงอารมณค์ วามรู้สึก
๓. วิเคราะห์ถ้อยคำ อาจมีบางคำที่มีความหมายเฉพาะ เช่นเป็นสัญลักษณ์ หรือมีถ้อยคำที่เป็น การ

กลา่ วเชิงเปรียบเทียบ ดว้ ยการใช้ภาพพจน์ หรอื เปน็ สำนวนโวหาร เป็นคำท่ีมคี วามหมายหลายนยั ฯลฯ ท้ังนเ้ี พอ่ื ให้
ผู้อ่านใช้ความหมายจากถ้อยคำในบริบทนั้นมาพิจารณาประกอบเพื่อให้เข้าใจความหมาย ได้มากชัดเจนยิ่งขึ้น

๔. พิจารณารสของคำเพื่อประมวลหาน้ำเสียงของผู้เขียน อาจเป็นน้ำเสียงเชิงสั่งสอน น้ำเสียงแสดง
การประชดประชนั นำ้ เสยี งแสดงความภมู ใิ จ ยินดี หรอื เศรา้ สลด เป็นตน้ นำ้ เสียงเหล่านี้จะสมั พนั ธก์ ับจุดมุ่งหมาย
ของผูเ้ ขียนท่ีต้องการสอื่ สารมาใหผ้ ูอ้ า่ นพจิ ารณาใครค่ รวญหรอื คดิ คล้อยตาม

๕. สรุปสารที่ได้จากการตีความข้อเขียนนั้น ๆ การอ่านตี ความ ผู้อ่านจะต้องเข้าใจ
จุดประสงค์ สาร และน้ำเสียงทีอ่ ยู่ในงานประพนั ธน์ น้ั เพื่อที่จะได้เข้าใจควาคิดเห็น ประสบการณ์ จินตนาการ
ฯลฯ ของผู้เขียนที่ส่งผ่านงานประพันธ์นั้น การอ่านตีความควรตีความทั้ง 2 ด้านควบคู่กันไป คือ ตีความด้าน
เน้อื หา และ ตีความดา้ นนำ้ เสยี ง จึงจะทำให้เข้าใจสารนน้ั ไดอ้ ย่างถ่องแท้ เชน่ “ ตำนำ้ พรกิ ละลายแม่น้ำ”

ตีความตามเน้อื หา: นำ้ พริกทเ่ี ราโขลกได้นัน้ มปี ริมาณน้อยมากเมื่อเทยี บกบั ปรมิ าณของนำ้
ใน แม่น้ำ ฉะนนั้ ถ้าหากนำนำ้ พริกทีเ่ ราโขลกนนั้ ไปเทลงในแม่น้ำกย็ ่อมจะเป็น การสูญเปล่าเพราะ
จะไม่ส่งผลอันใดกบั แมน่ ้ำนนั้ เลย

2.ต1คี .ว6ามขด้า้อนสนัง้ำเเกสียตงใ:นเตกอื านรใหอร้ ่าูจ้ นกั ปตรคี ะมวาาณมตนว่าจะทำอะไรก็ควรดูให้เหมาะสมว่าผลทจี่ ะไดร้ ับ นั้นคุ้มคา่ หรอื ไม่

1. การตีความข้อเขยี นช้นิ เดยี วกบั ของผู้อา่ นหลายคนอาจได้ผลไม่เหมือนกนั
๒. ผลของการตีความขอ้ เขยี นชิ้นใดๆไมว่ ่าขอ้ เขียนชนิ้ น้นั จะกล่าวถงึ เร่ืองอะไรกต็ ามผลทไ่ี ดจ้ ะตอ้ งเปน็
เร่อื ง ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั มนษุ ยเ์ สมอ
๓. การตีความทกุ คร้งั ผอู้ ่านควรตีความด้านความบริสุทธ์ใิ จ จรงิ ใจ เปน็ ไปตามหลกั วิชา ไมต่ คี วามไป
ในทางทจี่ ะ เกดิ เสยี หายแก่ผู้เขยี น หรอื ผู้ใดผหู้ นึ่ง
๔. การตีความขอ้ เขยี นท่ีมุง่ เสนอขอ้ เทจ็ จริงหรอื ม่งุ ใหค้ วามรู้ตามหลกั วิชา เราคงตคี วามได้ เฉพาะด้าน
เนื้อหาเทา่ น้นั (จุฑามาศ ช่างเสนา , มปป. : ออนไลน์)

2.๒ การจัดการเรยี นร้แู บบใชค้ ำถาม (Questioning Method)

การจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนา
กระบวนการทางความคิดของผู้เรียน โดยผู้สอนจะป้อนคำถามในลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นคำถามที่ดี สามารถพัฒนา
ความคิดผเู้ รียน ถามเพื่อใหผ้ ้เู รียนใช้ความคิดเชิงเหตุผล วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ สงั เคราะห์ หรือ การประเมินค่าเพ่ือจะ
ตอบคำถามเหล่านน้ั การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

2.2.1 ข้นั ตอนในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบใชค้ ำถาม (Questioning Method)
การจัดกิจกรรมการเรียนร้แู บบใช้คำถามมีขนั้ ตอนสำคัญดงั ต่อไปน้ี



1. ขนั้ วางแผนการใช้คำถาม ผ้สู อนควรจะมกี ารวางแผนไว้ล่วงหน้าวา่ จะใช้คำถามเพือ่ วัตถุประสงค์
ใด รปู แบบหรอื ประการใดทีจ่ ะสอดคล้องกบั เนื้อหาสาระและวัตถุประสงคข์ องบทเรยี น

2. ขั้นเตรียมคำถาม ผู้สอนควรจะเตรียมคำถามที่จะใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการสร้าง
คำถามอยา่ งมหี ลักเกณฑ์

3. ขั้นการใช้คำถาม ผู้สอนสามารถจะใช้คำถามในทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และ
อาจจะสรา้ งคำถามใหม่ท่นี อกเหนือจากคำถามที่เตรยี มไว้ก็ได้ ทงั้ นีต้ อ้ งเหมาะสมกับเนื้อหาสาระและสถานการณ์
น้ัน ๆ

4. ขัน้ สรปุ และประเมินผล
4.1 การสรปุ บทเรยี นผู้สอนอาจจะใช้คำถามเพอื่ การสรุปบทเรียนกไ็ ด้
4.2 การประเมินผล ผสู้ อนและผู้เรียนร่วมกันประเมนิ ผลการเรียนรู้ โดยใชว้ ธิ กี ารประเมนิ ผลตาม

สภาพจรงิ
2.2.2 ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบใชค้ ำถาม (Questioning Method)
1. ผเู้ รยี นกบั ผู้สอนสอ่ื ความหมายกนั ไดด้ ี
2. ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเขา้ ร่วมกิจกรรมไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ
3. สรา้ งแรงจูงใจและกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน
4. ช่วยเน้นและทบทวนประเด็นสำคญั ของสาระการเรยี นรทู้ เ่ี รียน
5. ชว่ ยในการประเมนิ ผลการเรยี นการสอน ให้เข้าใจความสนใจทแี่ ท้จรงิ ของผ้เู รียน และวินจิ ฉยั จุด

แข็งจุดออ่ นของผเู้ รยี นได้
6. ช่วยสรา้ งลักษณะนสิ ยั การชอบคดิ ให้กบั ผูเ้ รยี น ตลอดจนนิสยั ใฝร่ ใู้ ฝ่เรยี นตลอดชีวติ

2.2.3 เทคนคิ การสอนแบบใช้คำถาม
1. ทำบรรยากาศให้ดี เปน็ มิตร ปลอดภัย
2. เลือกคำถามที่ดีท่ีสง่ เสริมให้เกดิ การเรยี นรู้เลอื กคำถามปลายเปดิ ทำไม อยา่ งไร เพราะเหตุใด ให้

นกั ศึกษาคิดคำตอบเอง
3. ใชเ้ ทคนิคให้ดี ถามชดั เจน ไมก่ ำกวม ถามทีละ 1 คำถาม อยา่ ถามเปน็ ชดุ ให้เวลาคิด (2558 :

ออนไลน์)

2.3 บทประพันธ์

2.3.1 ความหมายของบทประพนั ธ์
บทประพันธ์ คือ การนำถ้อยคำมาเรียบเรียงให้เป็นระเบียบตามรูปแบบที่กำหนดไว้ให้มีสัมผัสที่ไพเราะ
เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน รา่ ย เปน็ ตน้ ซง่ึ แตล่ ะชนดิ มีรูปแบบและวิธกี ารประพันธท์ ่ีแตกต่างกนั
2.3.2 วธิ กี ารแต่งบทประพนั ธ์
1. กำหนดหัวข้อเร่อื งท่จี ะนำมาแต่งบทประพันธ์
2. กำหนดชนดิ รปู แบบของบทประพันธ์วา่ จะแต่งในรูปแบบใด
3. กำหนดโครงเรื่อง พรอ้ มต้งั ชอื่ เรอ่ื ง



4. แตง่ บทประพันธ์ตามโครงเร่ืองทไ่ี ด้วางไว้และใหเ้ นอ้ื หาสอดคล้องกับชอ่ื เร่ืองท่ีตงั้ ไว้
5. อา่ นทบทวนบทประพันธ์ทแ่ี ตง่ เสรจ็ แล้วอีกคร้งั หนง่ึ หากพบขอ้ ผิดพลาดใหร้ ีบแกไ้ ข
2.2.3 ลักษณะของบทประพนั ธ์ท่ดี ี
1. รปู แบบถกู ตอ้ งตามลักษณะบังคับของแต่ละชนิด
2. มกี ารใชข้ ้อความหรือถอ้ ยคำทีด่ ี
3. มสี มั ผัสทดี่ ีเกดิ ความไพเราะ
2.2.4 ประเภทของบทประพันธ์
1. โคลง คอื บทประพนั ธ์ชนิดหนึ่งท่ีบงั คับรูปวรรณยุกต์เอก-โท และบงั คับสัมผัส บทประพันธ์ประเภท
โคลงมหี ลกั ฐานปรากฏวา่ มตี น้ กำเนดิ มาจากทางภาคเหนอื และภาคอสี านก่อน แลว้ จงึ แพรห่ ลายเข้าส่ภู าคกลางของ
ไทย วรรณกรรมที่แต่งด้วยโคลงที่เก่าแก่ที่สุด คือ " โองการแช่งน้ำโคลงห้า " ซึ่งแต่งขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนต้น ราว พ.ศ.๑๘๙๓ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเดจ็ พระรามาธบิ ดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทองสำหรับโคลงประเภท
อื่น ๆ นั้น อาจได้รับอิทธิพลมาจากทางภาคเหนือหรือล้านนาเช่น โคลงสี่ดั้น ได้แก่ ลิลิตยวนพ่าย โคลงสุภาพ
(ไมว่ า่ จะเป็น โคลงสอง โคลงสาม และโคลงส่ี )
2. ฉนั ท์ เป็นลักษณ์หน่ึงของรอ้ ยกรองในภาษาไทย ทบ่ี งั คับเสียงหนัก - เบาของพยางค์ ท่ีเรียกว่า ครุ -
ลหุ ฉันท์ในภาษาไทยรับแบบมาจากประเทศอินเดีย ตำราฉันท์ที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดียเป็นภาษาสันสกฤษ คือ
ปงิ คลฉนั ทศาสตรแ์ ต่งโดยปงิ คลาจารย์ ส่วนตำราฉนั ทภ์ าษาบาลีเล่มสำคญั ที่สดุ ได้แกค่ ัมภรี วุต โตทัยปกรณ์ ผู้แต่ง
คือ พระสังฆรกั ขติ มหาสามี เถระชาวลังกา แต่งเมื่อ พ.ศ. 1702 เป็นที่มาของคัมภีร์วุตโตทยั ซึ่งเป็นต้นตำหรับ
การแต่งฉันท์ของไทยเมื่อคัมภีร์วุตโตทัยแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย กวีจึงได้ปรับปรุงให้เหมาะกับขนบร้อย
กรองไทย เช่น จัดวรรค เพิ่มสัมผัส และเปลี่ยนลักษณะครุ-ลหุแตกต่างไปเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความไพเราะของ
ภาษาไทยลงไป
3. กาพย์ หรือ คำกาพย์ หมายถึง บทประพนั ธ์ หรอื บทรอ้ ยกรองประเภทหนงึ่ มลี กั ษณะวรรคท่ีคอ่ นขา้ ง
เครง่ ครัด คลา้ ยกบั ฉันท์ แต่ไม่บงั คับ ครุ-ลหุ วรรคหนงึ่ มีคำค่อนข้างน้อย (4-6 คำ) นิยมใชแ้ ต่งร่วมกับกาพย์ชนิด
อื่นๆ หรอื แต่งรว่ มกับฉนั ท์ก็ได้
4. กลอน เป็นลักษณะบทประพันธ์ไทยที่ฉันทลักษณ์ประกอบด้วยลักษณะบังคับ 3 ประการคือ คณะ
จำนวนคำ และสัมผัสไม่มีบังคับเอกโทและครุ-ลหุ เชื่อกันว่าเป็นบทประพันธ์ท้องถิ่นของไทยแถบภาคกลางและ
ภาคใต้โดยพิจารณาจากหลักฐานในวรรณกรรมท้ังวรรณกรรมลายลักษณ์(เป็นตวั หนังสือ)และวรรณกรรมมุขปาฐะ
(เป็นคำพูดที่บอกต่อกันมาไม่มีการจดบันทึก) โดยวรรณกรรมที่แต่งด้วยกลอนเก่าแก่ที่สุดคือ
เพลงยาวพยากรณก์ รุงศรอี ยธุ ยา และเพลงยาว ณ พระท่นี ั่งจันทรพศิ าล กวีแตง่ ในสมยั อยุธยาตอนปลาย ก่อนหน้า
นั้นกลอนคงอยูใ่ นรปู แบบวรรณกรรมมขุ ปาฐะเปน็ ร้อยกรองชาวบ้าน
5. รา่ ย เปน็ ช่ือของบทประพนั ธ์ ชนดิ หนงึ่ ซึ่งไม่กำหนดวา่ จะต้องมบี ท หรอื บาท เทา่ นนั้ เท่านี้ จะแตง่
ใหย้ าวเท่าไรกไ็ ด้ เป็นแตต่ ้อง เรียงคำ ให้คลอ้ งจองกนั ตามข้อบังคับ เท่าน้นั ลกั ษณะบังคับต่างๆ ใชอ้ ย่างเดียวกับ
โคลง 2 และโคลง 3 คำร่าย "รา่ ย" แปลว่า อา่ น เสก หรอื เดิน ร่ายเปน็ รอ้ ยกรองแบบหน่งึ มีส่ปี ระเภทไดแ้ ก่ รา่ ย
ยาว ร่ายสภุ าพ รา่ ยด้นั และร่ายโบราณ (คำประพนั ธ์ , มปป. : ออนไลน์)



2.4 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวขอ้ ง

ภัทราภรณ์ ช้อยหิรัญ และบุษบา บัวสมบูรณ์ (2563 , น.35) ที่ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบ
การเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมความสามารถ ในการอ่านตีความของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตโดยใช้ RUCES
MODEL พบว่า 1. รูปแบบการเรียนรู้เพ่ือสร้างเสริมความสามารถในการอ่านตีความของนกั ศึกษาระดับปริญญา
บัณฑติ โดยใช้RUCES MODEL ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบการเรียนรู้2) วัตถปุ ระสงค์ของรูปแบบ การ
เรียนรู้3)กิจกรรมการเรียนการสอนซึ่งประกอบขัน้ ตอนการเรยี นรู้5ข้ัน ได้แก่ขั้นที่1 ทบทวนวรรณศิลป์ (Review
art created language) ข ั ้ น ที่ 2 ย ล ย ิ น เ น ื ้ อ หา ( Understanding content) ข ั ้ น ท่ี 3 น ำ พ า ค ว า มคิด
(Constructionidea) ขั้นที่4 พินิจรื้อคำ (Examine deconstruction meaning) ขั้นท่ี5 สรุปนำความเข้าใจ
(Sumarize comprehension) และ 4) การวัดและประเมินผลของรูปแบบการเรียนรู้ผลการตรวจสอบคุณภาพ
ของรูปแบบการเรยี นรู้จากผู้เช่ียวชาญจำนวน 5 คน พบวา่ รปู แบบการเรยี นรู้มีคณุ ภาพอยู่ในระดับ มากทส่ี ดุ และ
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือท่ีใช้ในการประกอบรูปแบบการเรียนรจู้ ากผเู้ ชีย่ วชาญ จำนวน 5 คน พบว่า
คู่มือการใช้รูปแบบการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้แบบสอบถามความพึงพอใจของ นักศึกษาระดับปริญญา
บัณฑิตที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านตีความ มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก
ที่สุด 2. ผลการตรวจสอบประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมความสามารถในการอ่านตคี วาม ของ
นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตโดยใช้RUCES MODEL ก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ พบว่า
คะแนนความสามารถในการอ่านตีความของนักศกึ ษาหลังการทดลองสงู กว่าก่อนการทดลองอย่างมี นัยสำคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกบั สมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาระดบั
ปริญญาบัณฑิตที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้เพื่อ สร้างเสริมความสามารถในการอ่านนตีความของนักศึกษาระดับ
ปริญญาบัณฑิตโดยใช้RUCES MODEL ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจในการเรียนรู้ตาม
รูปแบบการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด และเมื่อพจิ ารณาเป็นรายด้าน ผลปรากฏว่านกั ศึกษามีความ
พงึ พอใจดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรียน ร้มู รี ะดับคะแนนเฉลี่ยสงู ท่ีสุด ตามด้วยความพึงพอใจด้านเนื้อหาสาระและ
ความพึงพอใจด้านส่ือการเรียนรู้ มีระดับคะแนนเฉลี่ยรองลงมาตามลำดับ รูปแบบการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริม
ความสามารถในการอ่านตีความของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต โดยใช้ RUCES MODEL ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น
นับว่าเปน็ นวตั กรรมใหม่ในการเรยี นการสอนภาษาไทย เน่อื งจาก ยงั ไมเ่ คยมีงานวจิ ัยที่เป็นรูปแบบการเรียนรู้ท่ีใช้
พัฒนาความสามารถการอา่ นตีความสำหรบั ผู้เรียนทั้งในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษาพงศกร

พงศกร สมมิตร (2564 , น.141) ทำการศกึ ษา เร่ือง การพัฒนาทกั ษะการอา่ นตีความวรรณคดีไทยของ
นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ด้วยนวัตกรรมบทเพลงพรรณไม้ในวรรณคดีไทย พบว่า 1) ผลการพัฒนา
นวัตกรรมบทเพลงพรรณไม้ในวรรณคดีไทย พบว่า นวัตกรรมบทเพลงพรรณไม้ในวรรณคดีไทย มีประสิทธิภาพ
เทา่ กบั 84/87.50 ซ่ึงเป็นไปตามสมมตฐิ านการวจิ ัยท่กี ำหนดไว้ 2) ความสามารถในการอ่านตีความของนักเรียน
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 - 6 ที่จดั การเรยี นรู้ตามแผนการจัดการเรียนรกู้ ลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย หัวข้อการอ่าน
ตีความวรรณคดีไทยโดยใช้บทเพลงพรรณไม้ในวรรณคดีไทย หลังเรียนด้วยแบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสำคญั ทางสถิติทีร่ ะดับ 0.01 ซึ่งเปน็ ไปตามสมมตฐิ านการวจิ ัยทตี่ ัง้ ไว้ 3) ผลการศึกษาความคิดเหน็ ของนกั เรียน
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 - 6 ทมี่ ีต่อการจดั การเรยี นรู้การอา่ นตีความด้วยนวตั กรรมบทเพลงพรรณไม้ในวรรณคดีไทย

ในภาพรวมนักเรียนเห็นด้วยมาก มีค่าเฉลี่ย ( ̅) = 4.34 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.58 โดยเม่ือ



พิจารณาเรียงลำดับจากความคิดเหน็ ของผู้เรียนแตล่ ะดา้ น พบว่า อันดับ 1 คือด้านประโยชน์ที่ไดร้ ับ อันดับที่ 2
คือ ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ ละอนั ดับ 3 คอื ดา้ น บรรยากาศการเรยี นรู้

วัชรีย์ รัตโนทัย (2564 , บทคัดย่อ) ทำวิจัยชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
การอ่านตีความ รายวิชา ภาษาไทย ท21101ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน
ตีความ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การอ่าน
ตีความ รายวิชาภาษาไทย ท21101 ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1/7 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน
ตคี วาม ทีผ่ ู้รายงานจดั ทำขึ้น 2. เพื่อศึกษาความพงึ พอใจของนักเรยี นท่มี ตี ่อการเรยี นโดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอ่าน
ตีความ รายวิชาภาษาไทย ท21101 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 ปีการศึกษา 2564
โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ จังหวัดชัยนาท สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท จำนวน
10 คน โดยใชว้ ธิ ีสมุ่ ตัวอยา่ งแบบเจาะจง เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบฝกึ ทักษะการอ่านตีความ รายวิชา
ภาษาไทย ท 21101 จำนวน 1 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านตีความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอา่ น
ตคี วาม จำนวน 3 แผน แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นและแบบวัดความพงึ พอใจของนกั เรียน จากนั้นนำ
ผลที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์หาค่าเฉล่ีย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ T-test ผลการศึกษาพบว่า 1. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึก
ทักษะการอ่านตีความ รายวิชาภาษาไทย ท21101 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 ที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้นมี
ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( X = 25.30) สูงกว่าก่อนเรียน ( X = 7.23) อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ค่าความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 จากการใช้แบบฝึก
ทกั ษะการอา่ นตีความ รายวิชาภาษาไทย ท21101 โดยภาพรวมอยู่ในระดบั มาก ( X = 4.33, S.D. = 0.72)

บทท่ี 3
วิธีการดำเนนิ การวจิ ยั

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 3 ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) ผู้วิจัยดำเนินการวิจัย ตามลำดับ
ต่อไปนี้

1. ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง
2. ตวั แปรทศี่ กึ ษา
3. เครอื่ งมอื ท่ีใช้ในการวิจยั
4. การสรา้ งเครือ่ งมือ
5. การรวบรวมขอ้ มลู
6. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู

3.1 ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง

3.1.1 ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมฐานบิน
กำแพงแสนที่กำลังศกึ ษาอยใู่ นภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 ซึ่งผู้วิจัยปฏิบัตกิ ารสอน จำนวน 184 คน
3.1.2 กลุ่มทดลอง

กลุ่มทดลองที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมฐานบิน
กำแพงแสนที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ห้อง ม.3/11จำนวน 37 คน ซึ่งได้มาโดย
การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่มด้วยวิธีการจับสลาก เป็นกลุ่ม
ทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) เรื่อง การการอ่านตีความจากบท
ประพนั ธ์

3.2 ตัวแปรทศ่ี ึกษา

ตัวแปรท่ีใชใ้ นการศึกษาวจิ ยั ครั้งนี้ ประกอบดว้ ย
3.2.1 ตัวแปรต้น ไดแ้ ก่ การจดั การเรยี นรูแ้ บบใช้คำถาม (Questioning Method)
3.2.2 ตวั แปรตาม ได้แก่
1. ความสามารถในการการอ่านตคี วามจากบทประพนั ธ์ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3
2. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเร่อื งการการอ่านตีความจากบทประพนั ธ์ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปี

ที่ 3
3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้

คำถาม (Questioning Method) เรื่อง การการอ่านตคี วามจากบทประพนั ธ์
3.2.3 เนอื้ หาทีใ่ ชใ้ นการทดลอง

๑๒

เนอื้ หาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนอ้ี ยใู่ นกล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย คอื สาระที่ 1 การอา่ น มาตรฐาน
ท 1.1 เรื่องการการอ่านตีความจากบทประพันธ์

3.2.4 ระยะเวลาท่ใี ช้ในการวจิ ยั
ผู้วิจัยได้กำหนดระยะเวลาที่จะใช้ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน

2 สปั ดาห์ รวมส้นิ 5 ช่วั โมง

3.3 เครอ่ื งมือในการวิจยั

ผู้วจิ ัยได้ดำเนนิ การสร้างและหาคณุ ภาพเครอ่ื งมือทั้ง 4 ชนดิ ประกอบด้วย
3.3.1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม
(Questioning Method) เรื่อง การการอ่านตีความจากบทประพันธ์ จำนวน 1 แผนการจักการเรียนรู้ ใช้เวลา
5 ชั่วโมง
3.3.2. แบบฝกึ ทกั ษะทกั ษะการการอา่ นตีความจากบทประพันธ์ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วย
รูปแบบการจัดการเรยี นรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning Method) จำนวน 4 แบบฝึกเสริมทักษะ
3.3.3. แบบทดสอบวัดความสามารถในการการอ่านตีความจากบทประพันธ์ก่อนเรียนและหลังเรียน
จำนวน 1 ชดุ เปน็ แบบทดสอบแบบปรนยั จำนวนชดุ ละ 10 ข้อ
3.3.4 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต่อการจัดการเรียนการสอนด้วย
รปู แบบการจัดการเรยี นรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning Method)

3.3 การสรา้ งเครอ่ื งมือ

รายละเอยี ดของการดำเนินการสร้างเครื่องมอื แต่ละชนิดน้ันไปโดยลำดับ ดังนี้
3.4.1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม
(Questioning Method) เรอื่ ง การการอา่ นตคี วามจากบทประพนั ธ์

1. ศึกษารายละเอียดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตร
สถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน
ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระที่ 1 การอ่าน รวมถึงศึกษาเอกสารประกอบการใช้หลักสูตรเพ่ือศึกษา
จดุ มุ่งหมายของหลกั สตู ร เนอื้ หาและ จดุ ประสงค์การเรียนร้ภู าษาไทย

2 ศกึ ษาเอกสาร ตำรา และงานวจิ ัยที่เก่ยี วขอ้ งกับการเขยี นแผนจดั การเรียนรู้ และการจดั การเรียนรู้
ด้วยแบบพัฒนาการอา่ นตคี วามจากบทประพันธ์

3. ศึกษา และคดั เลอื กบท อา่ นใหต้ รงกับตวั ชว้ี ดั ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 3 เร่อื ง การการอา่ น
ตคี วามจากบทประพันธ์

4. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การการอ่านตีความจากบท
ประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning
Method)

3.4.2. แบบฝึกทักษะทักษะการการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ด้วย
รูปแบบการจัดการเรียนรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning Method)

๑๓

ผูว้ ิจัยไดด้ ำเนนิ การสรา้ งและพฒั นาแบบฝกึ เสริมทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์โดยคำนึงถึง
บทอ่านที่มีความเหมาะสมกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยเรียงลำดับแบบฝึกทกั ษะจากงา่ ยไปหายาก ใช้
พื้นหลังและภาพที่สวยงามเพื่อดึงดดู ความสนใจของผู้เรียน ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้สื่อประเภทบทความมาเป็นแบบฝึก
เสรมิ ทกั ษะ มีขั้นตอนการสรา้ ง ดังน้ี

1. ศึกษาหลกั สูตร แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจัยทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การพัฒนาแบบฝกึ เสริมทกั ษะ
2. ศกึ ษาวิธกี ารสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ เร่อื ง การการอ่านตคี วามจากบทประพนั ธ์จากงานวิจัย
และเอกสารที่เกย่ี วขอ้ งกบั การสรา้ งแบบพัฒนาการอา่ นตีความจากบทประพนั ธ์
3. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3
4. ศกึ ษาเอกสาร ตำรา และงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วข้องกบั การจดั การเรยี นรู้ดว้ ยแบบฝกึ เสริมทกั ษะ
5. สร้างแบบฝึกการอา่ นตีความจากบทประพนั ธ์ จำนวน 3 แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะ
3.4.3. แบบทดสอบวดั ความสามารถการอ่านตคี วามจากบทประพันธ์
เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ทั้งหมด 10 ข้อ ใช้ทดสอบก่อนและหลังเรียน ซ่ึง
ผูว้ ิจยั ดำเนนิ การ ตามขนั้ ตอน ดังน้ี
3.1 ศกึ ษาและหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรยี นรู้วิชาภาษาไทย
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3
3.2 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และวิธีการสร้างเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา วิเคราะห์เนื้อหาและ
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.3 เลือกบทประพันธ์ท่ีจะใช้ในการสรา้ งแบบฝกึ เสริมทักษะ ข้อคำถามสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ และ
ครอบคลุมเนื้อหาในแบบฝกึ เสรมิ ทักษะและแผนการจัดการเรียนรู้
3.4 สร้างและนำแบบทดสอบวัดความสามารถการอา่ นตีความจากบทประพันธ์ ทสี่ มบรู ณแ์ ล้วไปใช้กับกลุ่ม
ตัวอยา่ ง โดยใช้ทดสอบกอ่ นการทดลอง และทดสอบหลังการทดลอง
3.4.4 แบบสอบถามความพงึ พอใจของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ต่อการจัดการเรยี นการสอนด้วย
รปู แบบการจดั การเรยี นร้แู บบใช้คำถาม (Questioning Method)
1. ศึกษาการสร้างแบบสอบถามความพงึ พอใจจากเอกสารตำราท่ีเก่ียวข้อง เพอื่ ทราบรปู แบบโครงสร้าง
และหลกั การสรา้ งแบบสอบถามความคดิ เหน็
2. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบ
พัฒนาการอา่ นตีความจากบทประพันธ์ของนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้
คำถาม (Questioning Method) โดยคำถามมี 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ 2) ด้านการจัด
กจิ กรรมการเรียนรแู้ ละ 3) ดา้ นประโยชน์ทีไ่ ด้รับ ซง่ึ คำถามท่ี ใชม้ กี ารกำหนดค่าความคิดเห็นมาตราสว่ นประเมินค่า
(Rating Scale) 5 ระดบั คือ
ระดบั 5 หมายถึง มากท่ีสุด
ระดบั 4 หมายถงึ มาก
ระดับ 3 หมายถึง พอใช้
ระดับ 2 หมายถงึ น้อย
ระดับ 1 หมายถึง นอ้ ยที่สุด

๑๔

เกณฑ์การประเมินผลความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบ
พัฒนาการอ่านตีความจากบทประพนั ธ์ ใชม้ าตราวัดแบบ Likert rating 5 scales ดงั นี้

ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถงึ มากทส่ี ุด
คา่ เฉลย่ี 3.51 – 4.50 หมายถึง มาก
คา่ เฉล่ีย 2.51 – 3.50 หมายถงึ ปานกลาง
คา่ เฉลยี่ 1.51 – 2.50 หมายถึง พอใช้
คา่ เฉลยี่ 0 – 0.50 หมายถงึ ควรปรับปรุง

3.5 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู

การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลในการวจิ ัยครั้งนี้ แบง่ ออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะท่ี 1 ก่อนการจัดการเรยี นรดู้ ้วยแบบฝึกทักษะทักษะการการอ่านตีความจากบทประพนั ธ์ของนักเรียน
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยรปู แบบการจัดการเรียนรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning Method) ระยะน้ีผ้วู จิ ัยเก็บ
รวบรวมขอ้ มูลด้วยแบบทดสอบกอ่ นเรียน และนำมาหาคา่ เฉลย่ี ( ) และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) เพ่ือใช้
เป็นข้อมูลพ้ืนฐานของนักเรียนก่อนเริ่มการทดลอง

ระยะท่ี 2 ระหว่างแบบฝกึ ทกั ษะทักษะการการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่
3 ด้วยรปู แบบการจดั การเรียนร้แู บบใช้คำถาม (Questioning Method) ระยะนเี้ ป็นระยะท่ีผู้วิจยั ได้นำรูปแบบ
การเรยี นการสอนมาทดลองใชจ้ ริง โดยผู้วจิ ยั จดั กิจกรรมตามแผนการสอนทีก่ ำหนดไว้

3.6. การวเิ คราะหข์ ้อมลู

การดำเนนิ การในขนั้ ตอนน้ผี วู้ จิ ัยได้นำข้อมูลท่ีไดจ้ ากการศกึ ษามาวิเคราะห์ขอ้ มูลจากข้ันตอนตา่ ง ๆ พัฒนา
ปรบั ปรงุ แบบฝกึ ทกั ษะทกั ษะการการอ่านตีความจากบทประพันธข์ องนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ดว้ ยรปู แบบ
การจัดการเรียนร้แู บบใช้คำถาม (Questioning Method) ให้มีความถูกต้องเหมาะสม โดยผ้วู จิ ัยพัฒนาจาก

1.1 คะแนนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) จากแบบทดสอบกอ่ นเรียนและ
หลังเรยี น

1.2 คะแนนร้อยละ คา่ เฉลย่ี ( ) และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) จากแบบสอบถามความพึง
พอใจต่อการจัดการเรยี นรูแ้ บบใชค้ ำถาม (Questioning Method)

๑๔

บทที่ 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล

การวจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นาทักษะการการอา่ นตคี วามจากบทประพันธ์ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ด้วย
รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) ผู้วิจัยนำเสนอผลการศึกษาเป็นลำดับตาม
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย ดังน้ี

ตอนท่ี 1 ผลการพฒั นาผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอา่ นตคี วามของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ก่อนและหลัง
เรยี นด้วยรปู แบบการจัดการเรยี นรูแ้ บบใชค้ ำถาม (Questioning Method)

ตอนที่ 2 ผลพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพนั ธข์ องนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วย
รปู แบบการจัดการเรยี นรแู้ บบใชค้ ำถาม (Questioning Method)

ตอนที่ 3 ผลความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม
(Questioning Method)

ตอนที่ 1 ผลการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ เรื่อง การอ่านตีความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อน
และหลังเรียนด้วยรปู แบบการจัดการเรียนร้แู บบใชค้ ำถาม (Questioning Method)

ตารางที่ 4.1 ผลการพัฒนาทักษะการอ่านตคี วามจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ท่ีเรียนด้วยรูปแบบการจดั การเรยี นรู้แบบใชค้ ำถาม (Questioning Method) สามารถนำเสนอผลตามตาราง ดังน้ี

การทดสอบ N S.D. t Sig

กอ่ นเรียน 37 15.44 2.72 35.94 .000**
หลังเรยี น 7.73 2.74

ตารางที่ 4.1 นกั เรียนผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ เร่อื ง การอ่านตีความของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่
3 ก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรูแ้ บบใช้คำถาม (Questioning Method) พบว่า ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นหลงั เรียนสูงกวา่ กอ่ นเรยี นอย่างมีนยั สำคญั ที่ .01

๑๕

ตอนที่ 2 ผลพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพนั ธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ที่เรียน
ด้วยรปู แบบการจัดการเรยี นร้แู บบใช้คำถาม (Questioning Method)

ตารางที่ 4.2 การพัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพนั ธ์ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่ีเรียน
ดว้ ยรูปแบบการจดั การเรียนรูแ้ บบใช้คำถาม (Questioning Method)

แบบฝกึ เสรมิ แบบฝกึ เสรมิ แบบฝึกเสริม แบบฝกึ เสริม

ทักษะท่ี 1 ทกั ษะที่ 2 ทกั ษะท่ี 3 ทักษะที่ 4 แปลผล

รอ้ ยละ 8.11 8.51 9.11 9.09 เพม่ิ ขึ้น

เฉล่ีย 10.13 1.09 1.28 1.27 เพ่มิ ข้นึ

S.D. 76.76 80.54 86.22 85.95 เพมิ่ ข้นึ

จากตารางที่ 4.1 พบว่า นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 มีทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์เพ่ิมขึ้น
เม่อื พิจารณาแต่ละแบบฝึกเสริมทักษะ พบว่า แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะที่ 3 มีคะแนนรวมสูงท่สี ดุ คิดเปน็ รอ้ ยละ 9.11
มสี ่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานอยูท่ ่ี 86.22 รองลงมาคือแบบฝกึ เสรมิ ทักษะท่ี 4 คดิ เปน็ ร้อยละ 9.09 มีส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐานอยู่ที่ 84.95 และน้อยที่สุด คือ แบบฝึกเสริมทักษะที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 8.11 มีส่วนเบี่ยงเบน

มาตรฐานอย่ทู ี่ 76.76

ตอนที่ 3 ผลความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรปู แบบการจัดการเรยี นรู้แบบใช้คำถาม
(Questioning Method)

ผลความพงึ พอใจต่อการจัดการเรยี นการสอนด้วยรปู แบบการจัดการเรียนร้แู บบใช้คำถาม (Questioning
Method) ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นมัธยมฐานบินกำแพงแสนทีก่ ำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2

ปีการศึกษา 2564 ก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method)
สามารถนำเสนอผลตามตาราง ดงั น้ี

ตารางที่ 4.3 ตารางผลความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method)
เร่อื ง การอ่านตคี วามจากบทประพันธ์ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3

รายการ S.D. แปลผล
4.26 0.73 มาก
ด้านบรรยากาศ 4.24 0.76 มาก

1. บรรยากาศการเรียนขณะเรยี นเป็นกันเอง นักเรียนสนกุ สนานใน การ 4.15 0.78 มาก
ปฏิบตั ิกจิ กรรมทกุ ข้นั ตอน

2. ครูเปน็ กนั เองกับนักเรียน และช่วยสง่ เสริมใหน้ กั เรียนแสดง ความคิดเหน็
เก่ยี วกบั การจัดกิจกรรม

ดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

3. กจิ กรรมการเรยี นรทู้ เ่ี น้นใหน้ กั ศึกษามสี ่วนรว่ มในกจิ กรรม ได้คิดวิเคราะห์
และปฏิบตั ิจริง

๑๖

4. การจัดการเรยี นรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) เรอ่ื ง การอา่ น 4.27 0.76 มาก
ตคี วามจากบทประพนั ธ์ ชว่ ยใหน้ ักเรยี นสามารถ พัฒนาด้านการอา่ นและทำ 4.18 0.78
ใหส้ รปุ บทเรียนไดด้ ว้ ยตนเอง 4.27 0.75 มาก
4.35 0.74 มาก
5. แบบพัฒนาการอ่านจบั ใจความสำคญั จบั ใจความสำคญั เป็นกิจกรรมท่ี มาก
สง่ เสรมิ การอ่าน ทำใหน้ กั เรียนสามารถจัดระบบความคดิ อย่างมี 4.33 0.72
จุดมงุ่ หมาย เปน็ กจิ กรรมทีส่ ่งเสรมิ การอ่าน ทำให้นักเรียนสามารถจัดระบบ 4.22 0.77 มาก
ความคิดอย่างมี จดุ มงุ่ หมาย 4.32 0.73 มาก
4.26 0.75 มาก
6. การจัดการเรยี นรูแ้ บบใช้คำถาม (Questioning Method) เรอ่ื ง การอ่าน มาก
ตคี วามจากบทประพนั ธ์เป็นกจิ กรรมทชี่ ว่ ย กระต้นุ ให้นักเรียนตัง้ ค าถาม
และคน้ หาสง่ิ ท่ีอยากรู้

7. การจัดการเรียนรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning Method) เร่อื ง การอ่าน
ตคี วามจากบทประพันธ์เปน็ กจิ กรรมที่ให้ นกั เรยี นกลา้ คดิ กล้าแสดงออก
อยา่ งสร้างสรรค์

ดา้ นประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั

8. การจัดการเรยี นรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) เรื่อง การอ่าน
ตีความจากบทประพันธ์ชว่ ยส่งเสริมและพัฒนา ความสามารถด้านการอา่ น
ตีความของนกั เรยี นไดด้ ีขึน้

9. การจดั การเรยี นรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) เรอื่ ง การอ่าน
ตีความจากบทประพันธ์ชว่ ยให้นักเรยี นสามารถ นำกระบวนการเรียนรไู้ ป
ประยุกต์ใช้ในวชิ าอนื่ ๆ และใน ชวี ิตประจำวันได้

10.การจัดการเรียนรู้แบบใชค้ ำถาม (Questioning Method) เรอ่ื ง การ
อา่ นตีความจากบทประพันธ์ช่วยให้นักเรยี นแสดง ความคิดเห็นอย่างอิสระ
และได้แลกเปลย่ี นความรู้

รวม

จากตารางที่ 4.3 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning
Method) เรื่อง การอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก

คิดเป็นร้อยละ 4.26 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 0.75 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ด้านการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ ข้อท่ี7. การจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) เรื่อง การอ่านตีความจากบท
ประพันธ์เป็นกิจกรรมที่ให้ นักเรียนกลา้ คิด กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์มีระดบั ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

คิดเป็นร้อยละ 4.35 มีส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานท่ี 0.74 รองลงมา คอื ด้านประโยชน์มราไดร้ ับ ขอ้ ที่ 8. การจัด
การเรียนรแู้ บบใชค้ ำถาม (Questioning Method) เรอื่ ง การอา่ นตคี วามจากบทประพนั ธช์ ่วยส่งเสริมและพัฒนา

ความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนได้ดีข้ึนมีระดับความพึงพอใจอยูใ่ นระดับมาก คิดเป็นร้อยละ
4.33 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 0.72 และน้อยที่สุด คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ข้อที่ 3 กิจกรรม
การเรียนรู้ที่เน้นให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรม ได้คิดวิเคราะห์และปฏบิ ัติจริง คิดเป็นร้อยละ 4.15 มีส่วน

เบี่ยงเบนมาตรฐานท่ี 0.78

๑๗

บทท่ี 5

สรุป อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ

วิจัยเรื่อง การพัฒนาทกั ษะการการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ด้วย
รปู แบบการจดั การเรยี นรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) กลุม่ ทดลองท่ีใชใ้ นการวิจัยครง้ั น้ี คือ นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนมัธยมฐานบิน
กำแพงแสน จำนวน 37 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพือ่ พัฒนาทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์ของนักเรียน
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอา่ นตคี วาม และทราบผลความพึงพอใจต่อการจัดการเรียน
การสอนด้วยรปู แบบการจัดการเรียนรแู้ บบใชค้ ำถาม (Questioning Method)

เครื่องมือที่ใช้ คือแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบใช้
คำถาม(Questioning Method) เรื่อง การการอ่านตคี วามจากบทประพันธ์ จำนวน 1 แผนการจักการเรียนรู้ ใช้
เวลา 5 ชัว่ โมง แบบฝกึ ทักษะทกั ษะการการอา่ นตีความจากบทประพันธ์ของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ด้วย
รปู แบบการจดั การเรียนร้แู บบใช้คำถาม (Questioning Method) จำนวน 4 แบบฝกึ เสรมิ ทักษะ แบบทดสอบ
วัดความสามารถในการการอ่านตีความจากบทประพนั ธ์ก่อนเรยี นและหลังเรียน จำนวน 1 ชุด เป็นแบบทดสอบ
แบบปรนัย จำนวนชุดละ 10 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต่อ
การจัดการเรียนการสอนด้วยรปู แบบการจดั การเรียนรู้แบบใชค้ ำถาม (Questioning Method)

5.1 สรุปผลการวิจัย

ผลการวิจัย เรื่อง การพัฒนาทกั ษะการการอ่านตีความจากบทประพนั ธ์ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3
ดว้ ยรูปแบบการจดั การเรียนรูแ้ บบใชค้ ำถาม (Questioning Method) มดี ังนี้

ตอนที่1 นักเรียนมีผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอ่านตีความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อน
และหลังเรียนด้วยรปู แบบการจัดการเรียนรูแ้ บบใช้คำถาม (Questioning Method) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนหลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรียนอยา่ งมนี ยั สำคัญที่ .01

ตอนที่ 2 นกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 การอา่ นตีความจากบทประพันธเ์ พมิ่ ขึน้ เมอื่ พิจารณาแต่ละแบบฝึก
เสรมิ ทักษะ พบว่า แบบฝกึ เสริมทกั ษะท่ี 3 มีคะแนนรวมสงู ทสี่ ุด คดิ เป็นรอ้ ยละ 9.11 มีสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
อยทู่ ี่ 86.22 รองลงมาคือแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะที่ 4 คดิ เปน็ ร้อยละ 9.09 มีสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานอยู่ท่ี 84.95
และน้อยที่สุด คือ แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะท่ี 1 คิดเปน็ รอ้ ยละ 8.11 มสี ว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานอย่ทู ่ี 76.76

ตอนที่ 3 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) เรื่อง
การอ่านตคี วามจากบทประพนั ธ์ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โดยรวมอยู่ในระดบั มาก คดิ เป็นร้อยละ 4.26
มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 0.75 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ข้อที่7.
การจดั การเรยี นรแู้ บบใชค้ ำถาม (Questioning Method) เรือ่ ง การอา่ นตีความจากบทประพันธ์เป็นกจิ กรรมท่ีให้
นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 4.35
มสี ว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานที่ 0.74 รองลงมา คอื ดา้ นประโยชนม์ ราได้รับ ข้อที่ 8. การจดั การเรยี นรแู้ บบใชค้ ำถาม
(Questioning Method) เรื่อง การอ่านตีความจากบทประพันธ์ช่วยส่งเสริมและพัฒนา ความสามารถด้าน
การอา่ นตคี วามของนกั เรียนได้ดีข้ึนมรี ะดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คดิ เปน็ ร้อยละ 4.33 มีส่วนเบี่ยงเบน

๑๘

มาตรฐานท่ี 0.72 และน้อยที่สุด คอื ด้านการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ขอ้ ที่ 3 กจิ กรรมการเรียนรู้ที่เน้นใหน้ ักศึกษา
มสี ว่ นร่วมในกจิ กรรม ได้คดิ วิเคราะหแ์ ละปฏิบตั ิจรงิ คิดเปน็ ร้อยละ 4.15 มสี ่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานที่ 0.78

5.2 อภปิ รายผล

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการใช้แบบ

พฒั นาการอา่ น ดงั นี้นักเรยี นผลการพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิ เรอ่ื ง การอา่ นตีความของนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ก่อน

และหลังเรียนดว้ ยรปู แบบการจัดการเรยี นรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) พบวา่

1. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นหลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนยั สำคัญที่ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของภัท

ราภรณ์ ชอ้ ยหิรัญ และบุษบา บวั สมบูรณ์ (2563 , น.35) กล่าวว่า คะแนนความสามารถในการอา่ นตีความของ

นักศึกษาหลงั การทดลองสูงกว่ากอ่ นการทดลองอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกบั

สมมติฐานการวิจัยที่ต้งั ไว้ และสอดคลองกบั งานวจิ ยั ของพงศกร สมมิตร (2564 , น.141)กลา่ ววา่ ความสามารถ

ในการอ่านตีความของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 - 6 ทจ่ี ัดการเรยี นรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการ

เรียนรู้ภาษาไทย หวั ขอ้ การอา่ นตีความวรรณคดไี ทยโดยใช้บทเพลงพรรณไมใ้ นวรรณคดไี ทย หลังเรียนด้วยแบบฝึก

สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ อีกทั้งยัง

สอดคล้องกับวิจัยชั้นเรียนของ วัชรีย์ รัตโนทัย (2564 , บทคัดย่อ) ที่กล่าวว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึก

ทักษะการอ่านตีความ รายวิชาภาษาไทย ท21101 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 ที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้นมี

ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( X = 25.30) สูงกว่าก่อนเรียน ( X = 7.23) อย่างมี

นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากผลการวิจัยในข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาผบสัมฤทธิ์ทางการเรียน

เรื่อง การอ่านตีความสามารถพัฒนาให้สูงข้ึนได้ด้วยเครื่องมือท่ีมีประสิทธิภาพ และรูปแบบการเรียนการสอนที่

เหมาะสม ผลการวิจยั พบวา่ นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านตคี วาม รายวชิ าภาษาไทย ท21101

ของ นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1/7 ทผ่ี วู้ จิ ยั จัดทำขน้ึ มีค่าเฉล่ยี ของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน (

X = 25.30) สูงกว่าก่อนเรยี น ( X = 7.23) อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั .01

2. นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 มีทักษะการอ่านตีความจากบทประพันธ์เพิม่ ขึ้น สอดคล้องกับงานวิจยั

ของพงศกร สมมิตร (2564 , น.141) กล่าวว่า ผลการพัฒนานวัตกรรมบทเพลงพรรณไม้ในวรรณคดีไทย

พบว่า นวัตกรรมบทเพลงพรรณไม้ในวรรณคดีไทย มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84/87.50 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน

การวิจัยท่กี ำหนดไว้ ซ่ึงแสดงให้เหน็ วา่ แบบฝึกหัดหรอื นวตั กรรมท่ีสร้างขน้ึ เป็นสว่ นสำคญั ในการพัฒนาทักษะการ

อา่ นตคี วาม

3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning

Method) โดยรวมอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับงานวิจัยของพงศกร สมมิตร (2564 , น.141) ที่กล่าวว่า

ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านตีความด้วย

นวตั กรรมบทเพลงพรรณไมใ้ นวรรณคดีไทยในภาพรวมนักเรยี นเหน็ ดว้ ยมาก และสอดคล้องกับงานวิจยั ในชนั้ เรียน

ของ วัชรีย์ รัตโนทัย (2564 , บทคัดย่อ) ท่ีกล่าวว่า ค่าความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1/7 จาก

การใช้แบบฝึกทักษะการอา่ นตีความ รายวิชาภาษาไทย ท21101 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่า

การจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้ศึกษาความรู้ด้วยตนเอง โดยมี

นวตั กรรม หรอื แบบฝึกทักษะประกอบนักเรียนมีความชื่นชอบในการเรยี นดว้ ยวิธิการเหล่าน้ี ส่งผลใหน้ กั เรียนชอบ

ทจ่ี ะเรียน ชอบทำกิจกรรม และชอบอ่ามากยงิ่ ข้ึน

๑๙

5.3 ขอ้ เสนอแนะ

จากการวิจัยในครัง้ นี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะท่ีเห็นวา่ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้และการศึกษา
ครั้งตอ่ ไป ซงึ่ ประกอบดว้ ย ขอ้ เสนอแนะเพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ และ ข้อเสนอแนะเพอื่ การวิจยั ครง้ั ตอ่ ไป ดงั นี้

5.3.1 ข้อเสนอแนะเพอื่ นำผลการวิจยั ไปใช้
1. ในการสอนการอ่านตีความจากบทประพันธ์ ผู้สอนความให้นักเรียนได้เรียนรู้คำศัพท์ก่อนเพื่อความ

เขา้ ใจในการแปลบทประพนั ธ์
2. ในขณะดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ครูควรจดั กจิ กรรมท่หี ลากหลาย ให้นกั เรยี นไดม้ ีประสบการณ์ในการ

ทีห่ ลากหลาย เช่น ทำงานเดียวสลบั การทำงานเป็นคู่ หรอื สลบั กบั การทำงานกลมุ่
5.3.2 ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การวจิ ยั ครั้งตอ่ ไป
1. นำรูปแบบการจดั การเรยี นรู้แบบใชค้ ำถาม (Questioning Method) ไปทดลองใช้กับทกั ษะอ่ืน ๆ ใน

วิชาภาษาไทย
2. นำรูปแบบการจัดการเรยี นรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method) ไปทดลองใชก้ ับการพฒั นาทักษะ

การอ่านอ่ืนๆ

๒๐

บรรณานุกรม

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2553).หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน.พุทธศกั ราช 2551. พมิ พ์ครัง้ ที่ 3.
กรุงเทพฯ.: โรงพมิ พ์ชมุ นุม สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย.จำกดั

การอ่านบทประพันธ์ .(มปป) .เข้าถึงเมื่อ 10 มกราคมคม 2565 . แหล่งข้อมูล :
http://www.digitalschool.club/
การอา่ นบทประพนั ธ์ . (มปป) เข้าถงึ เม่ือ 10 มกราคมคม 2565 จาก : digitalschool/m1/th1_1/lesson1

/content3/more/page7.php
คำประพันธ์ (มปป.).เข้าถึงเมื่อ 10 มกราคมคม 2565 . จาก : http://www.digitalschool.club/

digitalschool/m1/th1_1/lesson1/content3/more/page7.php
จุฑามาศ ช่างเสนา (มปป.) การอ่านตีความ.เข้าถึงเมื่อ 10 มกราคมคม 2565 . แหล่งข้อมูล : https://sites.

google.com/site/thailandslanguage/kar-tikhwam.
พงศกร สมมิตร (2564).การพฒั นาทักษะการอ่านตคี วามวรรณคดไี ทยของนกั เรยี นระดับมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1-6

ดว้ ยนวัตกรรมบท.บณั ฑติ วทิ ยาลัย.สาขาวชิ าภาษาไทย คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชียงราย.
ภัทราภรณ์ ช้อยหริ ญั และบุษบา บัวสมบูรณ.์ (2563). การพฒั นารปู แบบการเรียนร้เู พ่อื สร้างเสริม

ความสามารถ ในการอ่านตีความของนกั ศึกษาระดับปรญิ ญาบณั ฑติ โดยใช้ RUCES .ปรญิ ญาปรัชญา
ดุษฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าหลกั สตู รและการสอน สาขาการสอนภาษาไทย . มหาวทิ ยาลัยศิลปากร.
ไทยโพสต์ (2564). สสส.-สสย.-นิเทศฯ นดิ ้า เผยผลสำรวจเดก็ ไทยเร่มิ ทอ่ งโลกออนไลนต์ ง้ั แต่ 2 ขวบ หนักสดุ
ช่วงโควิด-19. เขา้ ถงึ เมือ่ 15 ธันวาคม 2564 . จาก : https://www.thaipost.net/main/
detail/102809
เพลงพรรณไมใ้ นวรรณคดไี ทย. สาขาวิชาภาษาไทย คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งราย.
มารสิ า เหมนั ต.์ การพฒั นาความสามารถในการแต่งคำประพนั ธ์ประเภทกลอนสุภาพของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปที ี่ 2 โดยใชร้ ปู แบบการเรียนการสอน CIPPA ร่วมกับอินโฟกราพิก.ค้นควา้ อิสระ.
การศึกษามหาบัณฑิต.มหาวิทยาลยั นเรศรว.
วัชรีย์ รัตโนทยั .(2564). การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง การอ่านตคี วาม รายวชิ า ภาษาไทย
ท21101 ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอา่ นตคี วาม.วจิ ยั ชันเรียน. กลมุ่
สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย โรงเรยี นคุรปุ ระชาสรรค์ อำเภอสรรคบุรี จงั หวดั ชัยนาท .สำนักงานเขตพ้นื ที่
การศึกษามธั ยมศึกษาอทุ ยั ธานี- ชัยนาท

๒๒

ภาคผนวก
เครื่องมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั

๒๓

แผนการจัดการเรยี นรูก้ ล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรอื่ ง การจดั การเรยี นรู้
แบบใชค้ ำถาม (Questioning Method) เรอ่ื ง การการอา่ นตีความจากบทประพนั ธ์

๒๔

แผนการจดั การเรียนรู้

รายวิชา ท23102 ชอ่ื วิชา ภาษาไทย 6 กล่มุ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย

โรงเรียนมธั ยมฐานบนิ กำแพงแสน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564

แผนการจัดการเรยี นรูเ้ รื่อง การอา่ นตีความจากบทประพันธ์

จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ จำนวน 3 คาบ/ตอ่ สัปดาห์ รวมจำนวนตลอดภาคเรียน 60 คาบ / ภาคเรียน

1. มาตรฐานการเรยี นรู้

มฐ.ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรูแ้ ละความคิดเพือ่ นำไปใช้ตดั สินใจ แก้ปญั หาในการดำเนินชวี ิต

และมนี ิสัยรักการอ่าน

2. ตัวช้ีวัด / ผลการเรียนรู้
ม. 3/3 ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมลู ที่สนับสนนุ จากเรอ่ื งที่อา่ น
ม. 3/5 วเิ คราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องทอ่ี ่านโดยใช้กลวิธกี ารเปรียบเทยี บ เพื่อใหผ้ ูอ้ า่ นเข้าใจได้ดขี ึ้น
ม. 3/6 ประเมินความถูกต้องของขอ้ มูลทีใ่ ช้สนับสนุนในเรื่องทอ่ี ่าน
ม. 3/7 วิจารณ์ความสมเหตุสมผล การลำดับความ และความเป็นไปได้ของเร่ือง
ม. 3/9 ตีความและประเมนิ คุณค่าแนวคิดที่ได้จากงานเขียนอย่างหลากหลาย เพ่อื นำไปใช้แก้ปัญหาในชวี ิต
ม. 3/10 มีมารยาทในการอา่ น

3. สาระสำคญั
การอ่านตีความ หมายถึง การอ่านเพื่อให้เข้าใจความหมาย ความคิดสำคัญของเรื่อง ความรู้สึก และ

อารมณ์สะเทือนใจจากบทประพันธ์ ซ่งึ อาจเข้าใจได้มากนอ้ ยลึกซง้ึ เพียงใด ตรงกันกับผปู้ ระพันธห์ รอื ไม่ หรือผู้อ่าน
คนอื่น ๆ หรือไม่ ขึ้นอยูก่ บั ความสามารถและประสบการณ์เดิมและความรูส้ ึกของผู้อ่านแต่ละคน การตีความของ
ทุกคนอาจไม่ตรงกันเสมอไป โดยในกระบวนการอ่านเพื่อตีความนั้นผู้อ่านจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถใน
การแปลความ จับใจความสำคัญ การสรปุ ความ รวมทงั้ การเปรยี บเทยี บ ความสัมพนั ธ์ของขอ้ ความ

บทประพันธ์ คือ การนำถ้อยคำมาเรียบเรียงให้เป็นระเบียบตามรูปแบบที่กำหนดไว้ให้มีสัมผัสท่ีไพเราะ
เช่น โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน รา่ ย เป็นตน้ ซึง่ แต่ละชนดิ มีรปู แบบและวธิ กี ารประพันธท์ ่ีแตกตา่ งกัน
4. จดุ ประสงค์รายวิชา (K)

1. เพือ่ พัฒนาทักษะการอ่านตคี วามจากบทประพนั ธข์ องนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3
2. เพ่ือพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิ เร่ือง การอ่านตีความของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3
5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น (P)

1. สามารถถ่ายทอดความคิด ความรูค้ วามเขา้ ใจ ความรู้สกึ จากบทประพนั ธท์ ี่อ่าน

2. มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ คดิ อย่างสร้างสรรค์ คิดอย่างมวี ิจารณญาณ และ

คดิ เปน็ ระบบจากบทประพันธท์ ี่อา่ น

3. มีความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการดำเนินชวี ิตประจำวนั และการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง

อย่างต่อเน่ือง

๒๕

6. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ A

1. มีวินยั ในการรว่ มกิจกรรม

2. มีนสิ ัยใฝเ่ รยี นรู้

3. มีใจมุง่ มนั่ ในการทำงาน

7. เนอ้ื หาสาระ

การอ่านตีความจากบทประพนั ธ์

8. กิจกรรมการเรยี นรู้

(ช่วั โมงที่ 1)
1. นักเรยี นฟงั เพลง “ขวานบิ่น” ของ สิงโต นำโชค กบั โจก๊ โซคลู รว่ มกันแสดงความคดิ เหน็ โดยครใู ช้คำถาม

ทา้ ทาย ดังนี้
1) นักเรียนคิดว่าในบทเพลงมคี ำใดที่มีความหมายไมต่ รงตัวบา้ ง
2) นักเรียนคิดว่าคำต่าง ๆ ท่ีนักเรยี นยกมา มคี วามหมายวา่ อย่างไร
3) นกั เรยี นคดิ ว่าเพลงขวานบิ่นมเี น้ือเรอื่ งเกยี่ วกบั อะไร แลว้ เร่มิ โยงเขา้ สคู่ วามหมายของการอา่ นตีความ

2. นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น เรือ่ งการอา่ นตีความตคี วามจากบทประพนั ธ์
3. ครมู อบหมายใหน้ ักเรยี นศกึ ษา เร่ือง การอา่ นตคี วามมาลว่ งหน้า
(ชวั่ โมงท่ี 2)
1. นกั เรียนและครรู ่วมกันสนทนากนั ถงึ ความรเู้ รอื่ งการอ่านตคี วาม
2. นกั เรียนจับคูต่ ามความสมคั รใจ ครูใชค้ ำถามท้าทาย ดงั นี้

1) นกั เรียนคิดว่าการอา่ นตีความมปี ระโยชน์อย่างไรกบั ตัวนกั เรียน
2) นักเรียนมีวิธกี ารอา่ นตคี วามอย่างไรจงึ จะไดเ้ น้อื ความ และจุดมงุ่ หมายของผู้แตง่ ครบถว้ นที่สุด
3. นักเรยี นแต่ละครู่ ับบทประพนั ธ์ท่คี รเู ตรียมให้ ครูใช้คำถามทา้ ทาย ดังน้ี
บทประพันธ์ท่นี กั เรียนไดร้ ับ นกั เรียนคิดวา่ ผ้ปู ระพันธ์กลา่ วถึงเรื่องใด และมจี ุดมุ่งหมายอะไร
4. ครูขอตวั แทนนักเรยี นนำเสนอ หลังจากคแู่ รกนำเสนอแล้วใหเ้ รยี กคู่ตอ่ ไปจนนำเสนอครบทกุ คู่
5. นกั เรยี นและครูร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง และสรุปบทประพนั ธใ์ นสว่ นของเน้ือเรื่องและจดุ มุ่งหมาย
6. ตัวแทนนกั เรียนสรุปความรเู้ รือ่ งการอา่ นตีความอกี ครั้ง
7. ครูมอบหมายให้นกั เรียนแตล่ ะคนทำแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะท่ี 1 เป็นการบา้ น
(ชวั่ โมงที่ 3)
1. นกั เรยี นและครูร่วมกันเฉลยแบบฝกึ เสริมทกั ษะที่ 1 ท่ีไดร้ ับมอบหมายให้ทำเปน็ การบา้ น
2. นักเรยี นและครูรว่ มกันทำแบบฝกึ ทกั ษะที่ 2 โดยให้นกั เรยี นทกุ คนช่วยกันอา่ นบทประพันธ์ทีละข้อ
3. ครสู ุ่มเรียกนักเรยี นตอบคำถามในแตล่ ะข้อ โดยครูใช้คำถามทา้ ทาย ดงั นี้
1) นกั เรียนคดิ วา่ บทประพันธใ์ นแต่ละข้อกล่าวถึงเร่ืองใด
2) นักเรียนคิดว่าถูกต้องหรือไม่ ครูร่วมกนั ตรวจสอบความถูกต้อง โดยครูจะช่วยเพิ่มเติมในสว่ นทีย่ งั ไม่
ครบชดั เจน
4. ครมู อบหมายให้นักเรียนแต่ละคนทำแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะท่ี 3 เป็นการบ้าน

๒๖

( ช้ัวโมงท่ี 4)

1. นักเรยี นอา่ นบทประพนั ธท์ คี่ รเู ตรียมใหพ้ ร้อมกนั โดยครใู ช้คำถามท้าทาย ดงั น้ี

นักเรียนคดิ วา่ บทประพันธน์ ้กี ล่าวถงึ เรื่องใด และผูป้ ระพนั ธ์รูส้ ึกอย่างไร

“พอ่ แมไ่ มม่ ี เงนิ ทอง จะกองให้ จงตั้งใจ พากเพียร เรยี นหนงั สอื

หาวิชา ความรู้ เปน็ คู่มือ เพอ่ื ยดึ ถือ เอาไว้ ใช้เล้ียงกาย

พอ่ กบั แม่ มแี ต่ จะแกเ่ ฒ่า จะเลี้ยงเจ้า เรอ่ื ยไป น้นั อย่าหมาย

ใชว้ ิชา ช่วยตน ไปจนตาย เจา้ สบาย แมก่ บั พ่อ กช็ นื่ ใจ”

1. นกั เรยี นจับกล่มุ กล่มุ ละ 5 คน แล้วร่วมกนั ตีความบทประพนั ธ์ดงั กลา่ ว

2. ตัวแทนนกั เรยี นนักเรียนแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลงานการอา่ นตคี วาม หลังจากคแู่ รกนำเสนอแล้วให้เรียกคู่

ตอ่ ไปจนนำเสนอครบทุกคู่

3. นกั เรยี นและครรู ว่ มกันเน้ือเร่อื ง และจุดม่งุ หมายของผ้บู ทประพันธ์อีกครัง้

4. ครูมอบหมายใหน้ กั เรียนแต่ละคนทำแบบฝกึ เสรมิ ทักษะที่ 1 เปน็ การบ้าน

( ชว่ั โมงท่ี 5)

1. นกั เรียนและครรู ่วมกนั เฉลยแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะที่ 1 ท่ไี ด้รบั มอบหมายให้ทำเป็นการบา้ น

2. ครูสมุ เรียกนกั เรยี นตอบคำถาม โดยครูใชค้ ำถามทา้ ทาย ดงั น้ี

1) การอา่ นตคี วามคอื อะไร

2) การอา่ นตีความมีหลักการ หรอื วิธกี ารอย่างไร

3) การอา่ นตีความมีประโยชนอ์ ย่างไรต่อนักเรียน

4) ถ้านกั เรยี นอ่านตีความไม่ได้จะมีผลเสียอย่างไรกบั นักเรียน โดยครูจะช่วยเพ่มิ เติมในส่วนที่ยังไม่

ครบชดั เจน

5. นักเรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น เร่ืองการอา่ นตีความตีความจากบทประพันธ์

9.สอ่ื และแหลง่ เรียนรู้

1. แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะ

2. บทประพันธ์

10.การวัดผลประเมินผล

จดุ ประสงค์ ชิน้ งาน/ภาระ วิธกี ารประเมิน เครือ่ งมอื ผู้ประเมิน เกณฑป์ ระเมนิ

งาน การประเมนิ

1. เพือ่ พฒั นาทกั ษะการ 1. แบบฝกึ เสรมิ 1. สังเกต 1. แบบสงั เกต 1.ครู ผ่านเกณฑร์ อ้ ย

อา่ นตีความจากบท ทกั ษะ พฤตกิ รรมของ พฤตกิ รรมการ 2.นักเรยี น ละ 80

ประพันธข์ องนักเรียนช้นั 2. งานกล่มุ นกั เรยี นในการ เข้ารว่ มกิจกรรม

มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เข้ารว่ มกิจกรรม 2. เฉลยแบบฝกึ

2. เพ่อื พัฒนาผลสัมฤทธ์ิ 3.ตรวจจากแบบ เสริมทักษะ

เร่อื ง การอา่ นตคี วาม ฝึกเสริมทกั ษะ

ของนกั เรยี นช้นั

มัธยมศกึ ษาปีที่ 3

๒๗

11.กิจกรรมเสนอแนะ/งานที่มอบหมาย
11.1 กิจกรรมเสนอแนะ
ใหน้ ักเรยี นได้มีสว่ นร่วมในการเลอื กบทประพนั ธ์
11.2 งานทีม่ อบหมาย
แบบฝึกเสริมทกั ษะ เร่ือง การอา่ นตีความ แบบฝึกท่ี 1 - 4

ลงช่อื
(นางสาวชลธชิ า ศริ ิอมรพันธ)์ุ

ตำแหนง่ ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ

๒๘

แบบฝกึ ทกั ษะทักษะการการอา่ นตคี วามจากบทประพันธ์
ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3

ด้วยรปู แบบการจดั การเรียนรแู้ บบใช้คำถาม (Questioning Method)

๒๙

๓๐

๓๑

๓๒

๓๓

๓๔

๓๕

๓๖

๓๗

๓๘

๓๙

๔๐

๔๑

๔๒


Click to View FlipBook Version