The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nfe.guide, 2023-11-17 05:36:59

หลักสูตรวิชาชีพ ผ้าบาติก

50 บรรณานุกรม ธวัชชัย ทุมทอง. (2545). ศิลปะการท าบาติกลายเขียนระบายสี. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์โอเดียนสโตร์ นภาพร โลนุชิต. (2548). บาติกสร้างสรรค์. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ศิลปะบรรณาคาร . (2551). บาติกสร้างสรรค์2. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นครสาส์น มาลินี แซ่ลิ้ม; และ มินตรา บุญประทุม. (2537). บาติก. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์เพชรกะรัต จ ากัด วัชรพงศ์ หงส์สุวรรณ. (2550). บาติก2. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มิตรสัมพันธ์กราฟฟิค จ ากัด ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2552). หลักสูตรการศึกษา นอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ.. . (2555). หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. สาระการเรียนรู้ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหาร ผ่านศึก.


51 ภาคผนวก


52 ภาคผนวก ก. ใบความรู้


53 ใบความรู้ หัวเรื่องที่ 1 ความรู้เบื้องต้นงานบาติก วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นงานบาติก 2. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักเห็นประโยชน์ของ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นงานบาติก เนื้อหา กกกกกกก1. ประวัติความเป็นมาของผ้าบาติก และแหล่งก าเนิด ผ้าบาติก เป็นค าที่ใช้เรียกผ้าชนิดหนึ่งที่มีวิธีการท าลวดลายผ้าโดยการใช้เทียนปิดส่วนที่ ไม่ต้องการให้สีติด และระบายสีในส่วนที่ต้องการให้สีติด " บาติก " หรือ " ปาเต๊ะ " เป็นค าในภาษา ชวา มาจากค าว่า "ติติ๊ก"หรือ "ติก"มีความหมายว่า เล็กน้อยหรือจุดเล็กๆ โดยใช้การหลอมเหลวของ แว๊ก (WAX) หยด หรือเขียนที่เรียกว่า "การเขียนน้ าเทียน" เป็นกรรมวิธีที่จะระบายเทียนที่หลอมเหลว ให้เข้าไปในเนื้อผ้า จากนั้นน าไปย้อมตามขบวนการการท าสีผ้าบาติก คือ ย้อมในส่วนที่ไม่ปิดแว๊ก ให้ ติดสีย้อม คือแต้มหรือระบายลงไปในส่วนที่ต้องการให้สีติด เมื่อเสร็จกรรมวิธีแล้วจึงลอกเทียนออก ด้วยการน าไปต้มในน้ าเดือด ดังนั้น "บาติก" จึงเป็นการตกแต่งผ้าวิธีหนึ่งที่ท ากันมากในประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงประเทศไทยซึ่งมีการน าเสนอลวดลายผ้าที่ออกมาจากความคิด จินตนาการของผู้ท ารวมทั้งเทคนิคในการท าที ่แตกต ่างกันของกลุ ่มชนในแต ่ละประเทศที ่เป็น เอกลักษณ์แสดงถึง อารยธรรม และวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในสถานที่นั้น ๆ แหล่งก าเนิดของผ้าบาติกมาจากไหนยังไม่เป็นที่ยุติ นักวิชาการชาวยุโรปหลายคนเชื่อ ว่ามีในอินเดียก่อน แล้วจึงแพร่หลายเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียอีกหลายคนว่ามาจากประเทศอียิปต์ หรือประเทศเปอร์เซีย แม้ว่าจะได้มีการค้นพบผ้าบาติกที่มีอายุเก่าแก่ในประเทศอื่น ทั้งอียิปต์ อินเดีย และญี่ปุ่นแต่บางคนก็ยังเชื่อว่า ผ้าบาติกเป็นของดั้งเดิมของอินโดนีเซีย และยืนยันว่าศัพท์เฉพาะที่ เรียกวิธีการและขั้นตอนในการท าผ้าบาติก เป็นศัพท์ภาษาอินโดนีเซีย สีที่ใช้ย้อมก็มาจากพืชที่มีใน ประเทศอินโดนีเซีย แท่งขี้ผึ้งชนิดที่ใช้เขียนลายก็เป็นของประเทศอินโดนีเซีย ไม่เคยมีในประเทศ อินเดียเลย เทคนิคที่ใช้ในอินโดนีเซียสูงกว่าที่ท ากันในประเทศอินเดีย และจากการศึกษาค้นคว้าของ N.J.Kron นักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์ก็สรุปไว้ว่าการท าโสร่งบาติกหรือโสร่งปาเต๊ะเป็นวัฒนธรรม ดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนติดต่อกับอินเดีย จากการศึกษาของบุคคลต่าง ๆ อาจกล่าวได้ว่า แม้ว่าจะมีการค้นพบลักษณะผ้าบาติก ในดินแดนอื่น ๆ นอกจากอินโดนีเซีย แต่ก็คงเป็นลักษณะเฉพาะท้องถิ่น วิธีการปลีกย่อยจะแตกต่าง


54 กันตามวิธีการท าผ้าของชาติต่าง ๆ ที่จะให้มีลวดลายสีสัน ผ้าบาติกของประเทศอินโดนีเซียเอง คงไม่ได้รับการถ่ายทอดจากชาติอื่น ในทางกลับกันในระยะต่อมาการท าผ้าบาติกของประเทศ อินโดนีเซีย ได้รับการเผยแพร่ไปยัง ชาติอื่น ๆ ส่วนการท าผ้าโสร่งบาติกนั้น คงมีก าเนิดจากอินโดนีเซีย ค่อนข้างแน่นอน กกกกกกก2. วิวัฒนาการของการท าผ้าบาติก การท าผ้าบาติกในระยะแรกของประเทศอินโดนีเซียคงท ากันเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงหรือ ท าเฉพาะในวัง แต่ก็มีผู้ให้ความเห็นขัดแย้งว่า น่าจะเป็นศิลปะพื้นบ้านใช้กันเป็นสามัญ ผู้ที่ท าบาติก มักจะเป็นผู้หญิงและท าหลังจากว่างจากการท านาใน คริสต์ศตวรรษที่ 12 ประชาชนชวา หรือชาว อินโดนีเซียได้ปรับปรุงวิธีการท าผ้าบาติก แก้ไขวิธีการผสมสี แต่ทั้งนี้ วิวัฒนาการมาจากความรู้ดั้งเดิม ในศตวรรษที่ 13 การท าผ้าบาติกผูกขาดโดยสุลต่าน และถือว่าการท าผ้าบาติกเป็นศิลปะในราชส านัก โดยมีสตรีในราชส านักเป็นผู้ผลิต ผ้าบาติกในยุคนี้เรียกว่า “คราทอน” (kraton) เป็นผ้าบาติกที่นิยม เขียนด้วยมือ (batik tulis) แต่เมื่อผ้าบาติกได้รับความนิยมมากขึ้นและมีลูกค้ามากมาย การท าผ้า บาติกก็ได้ขยายวงกว้างขึ้น การผูกขาดโดยครอบครัวสุลต่านก็สิ้นสุดลง ศิลปะการท าผ้าบาติกได้ แพร่หลายไปสู่ประชาชนโดยทั่วไป ผ้าบาติกในระยะแรกมีเพียงสีครามและสีขาว ในศตวรรษที่ 17 ได้มีการค้นพบสีอื่น ๆ อีก เช่น สีแดง สีน้ าตาลสีเหลือง สีต่าง ๆ เหล่านี้ได้มาจากพืชทั้งสิ้น ต่อมาก็รู้จักผสมสีเหล่านี้ ท าให้ ออกเป็นสีต่าง ๆ ภายหลังจึงมีการค้นพบสีม่วง สีเขียว และสีอื่น ๆ อีก ในระยะต่อมา ปลายศตวรรษ ที่ 17 ได้มีการสั่งผ้าลินินสีขาวจากต่างประเทศเข้ามา นับเป็นการก้าวหน้าในการท าผ้าบาติกอีก ก้าวหนึ่ง โดยเฉพาะเทคนิคการระบายสีผ้าบาติก เพราะเริ่มมีการใช้สีเคมีในการย้อม การระบายสี ซึ่งสามารถท าให้ผลิตผ้าบาติกได้จ านวนมากขึ้น และได้พัฒนาระบบธุรกิจผ้าบาติกจนกลายเป็นสินค้า ส่งออกใน ปี ค.ศ. 1830 ชาวยุโรปได้เลียนแบบผ้าบาติกของชวา หรืออินโดนีเซีย และได้ส่งมา จ าหน่ายทีเกาะชวาและในปี ค.ศ. 1940 ชาวอังกฤษได้พยายามเลียนแบบให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งมา จ าหน่ายในเกาะชวาเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษ ที่ 19 เป็นต้นมา ได้มีการท าเครื่องมือในการ พิมพ์ผ้าบาติก โดยท าเป็นแม่พิมพ์โลหะทองแดง ซึ่งเรียกว่า “จั๊บ” (cap) ท าไห้สามารถผลิตผ้าบาติก ได้รวดเร็วขึ้น ต้นทุนก็ถูกลง ทดแทนผ้าบาติกลายเขียนแบบดั้งเดิม การท าผ้าบาติกด้วยแม่พิมพ์ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์พื้นเมืองในลักษณะของอุตสาหกรรมในครัวเรือน ประชาชนก็เริ่มท าผ้าบาติกเป็น อาชีพมากขึ้น การผลิตผ้าบาติกจากเดิมที่เคยใช้ฝีมือสตรีแต่เพียงฝ่ายเดียว เริ่มมีผู้ชายเข้ามาช่วยใน กระบวนการผลิต โดยเฉพาะการพิมพ์เทียนและการย้อมสี ส าหรับการแต้มสีลวดลายยังใช้ฝีมือสตรี เช่นเดิม ความนิยมในการใช้ผ้าบาติกโดยเฉพาะ ในเกาะชวา เมื่อก่อนใช้กันเฉพาะสตรีและเด็ก เท่านั้น ต่อมาได้ใช้เป็นเครื่องแต่งกายของหนุ่มสาวมี 3 ชนิด คือ


55 ชนิดที่หนึ่ง โสร่ง (Sarung) เป็นผ้าที่ใช้นุ่งโดยการพันรอบตัว ขนาดของผ้าโสร่ง โดยทั่วไปนิยมผ้าหน้ากว้าง 42 นิ้ว ยาว 2 หลาครึ่งถึง 3 หลาครึ่ง ผ้าโสร่งมีลักษณะพิเศษ ส่วนที่ เรียกว่า “ปาเต๊ะ” หมายถึง ส่วนที่ต้องนุ่งให้ตรงกับสะโพก โดยมีลวดลายสีสันแปลกต่างไปจาก ส่วนอื่น ๆ ในผ้าผืนเดียวกัน ชนิดที่สอง สลินดัง (salindang) หมายถึง ผ้าซึ่งใช้นุ่งทับกางเกงของบุรุษ หรือเรียกว่า “ผ้าทับ” เป็นผ้าที่เน้นลวดลายประดับเป็นกรอบหรือชาย ผ้าสลินดัง มีความยาวประมาณ 3 หลา กว้างประมาณ 8 นิ้ว สตรีนิยมน าเอาผ้าสลินดังคลุมศีรษะ ชนิดที่สาม อุเด็ง (udeng) หรือผ้าคลุมศีรษะ โดยทั่วไปจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ผ้าชนิดนี้สุภาพบุรุษใช้โพกศีรษะเรียกว่า “ซุรบาน” ส าหรับสตรีจะใช้ทั้งคลุมศรีษะ และปิดหน้าอก เรียกว่า “คิมเบ็น” (kemben) ผ้าอุเด็งนิยมลวดลายที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยม ผ้าคลุมไม่ปิดบ่าและไหล่ เหมาะส าหรับเกษตรกรที่ท างานหนัก เพื่อจะได้เคลื่อนไหวได้สะดวก ส าหรับผ้าสลินดัง ภายหลังได้ท าขนาดให้ยาวขึ้นนั้น โดยใช้ผ้าหน้ากว้าง 42 นิ้ว ยาว 4- 5 หลา ต่อมาได้มีการดัดแปลงเป็นเครื่องแต่งกายอื่นๆได้ การใช้ผ้าบาติกได้นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง ทั้งบุรุษ สตรี เด็ก จนกลายเป็นเครื่องแต่งกายประจ าชาติ แม้กระทั่งเครื่องแบบนักเรียน นับเป็น ความพยายามของคนรุ่นต่อมา ที่ได้พยายามปรับปรุงและพัฒนาการท าผ้าบาติกให้มีความก้าวหน้าไป พร้อมๆ กับการพัฒนาด้านอื่นๆ จนกลายเป็นสินค้าที่ถูกใจชาวต่างชาติ ได้จัดจ าหน่ายเป็นสินค้าออก ซึ่งท าให้ผ้าบาติก และเทคนิคการท าผ้าบาติกแพร่หลายออกไปสู่ประเทศอื่น กกกกกกก3. การท าผ้าบาติกในประเทศไทย ในประเทศไทย มีการท าผ้าบาติกเป็นอุตสาหกรรมกันมานานแล้ว มีการผลิตในหลาย จังหวัดทางภาคใต้ เช่น ยะลา ปัตตานี สงขลา นราธิวาส และในภาคกลาง เช่น กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการผลิตผ้าบาติกตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย เชียงใหม่ พัทยา เป็นต้น แต่การแพร่หลายของผ้าบาติกนั้นเริ่มเข้ามาทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้รับ อิทธิพลมาจากมาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากอินโดนีเซียอีกทอดหนึ่ง คนไทยรู้จักผ้าบาติกในลักษณะของ “ผ้าพัน หรือผ้าปาเต๊ะพัน” โดยเรียกตามวิธีนุ่ง คือ พันรอบตัว ค าว่า “โสร่ง” ก็มาจากภาษาอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน หมายถึง ผ้านุ่ง คนในท้องถิ่นภาคใต้ เรียกบาติกว่า “ผ้าปาเต๊ะ” หรือ “ผ้าบาเต๊ะ” ส่วนคนรุ่นเก่าเรียกผ้าปาเต๊ะที่ไม่ได้ผลิตในประเทศไทย ว่า “ผ้ายาวอ” หรือ “จาวอ” (Java) ซึ่งหมายถึง ผ้าชวา และเรียกชื่อตามลักษณะของผ้าเป็นภาษา พื้นเมืองชายแดนภาคใต้ 4 ชนิด คือ ชนิดที่หนึ่ง จาวอตูเลส (Java Tulis) ใช้เรียกผ้าบาติกที่ใช้เทคนิคการเขียนเทียนด้วยจันติ้งตลอดทั้งผืน ชนิดที่สอง จาวอตูเก (ผ้าชวากระบอกไม้ไผ่) ใช้เรียกชื่อผ้าปาเต๊ะที่มีคุณภาพดีชั้นหนึ่ง เนื้อดีเบาบาง และผ้าผืนหนึ่ง ๆ สามารถม้วนได้เพียง 1 ก ามือเท่านั้น


56 ชนิดที่สาม จาวอบือเละ ซึ่งหมายความว่า ผ้าพันชวา ใช้เรียกผ้าบาติกที่มีความยาว ตั้งแต่ 3.5 – 4 หลา เป็นลักษณะของผ้าที่ไม่เป็นตะเข็บผ้าให้ติดกันเป็นถุง แต่ใช้วิธีนุ่งแบบพันรอบตัว บางแห่งเรียกผ้าชนิดนี้ว่า ผ้าบาติกพัน (ผ้าพัน) ชนิดที่สี่ จาวอซือแย ผ้าชวาตราดอกจิก เป็นผ้านุ่งที่มีคุณภาพดี มีตราดอกจิก เป็นเครื่องหมายการค้า และเป็นที่นิยมกันมากในหมู่ชาวไทยที่มีฐานะดี ชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รู้จักการท าผ้าบาติก โดยได้รับ เทคนิคมาจากมาเลเซีย และได้ตั้งโรงงานผลิตเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนอยู่ใต้ถุนบ้านหรือโรงงาน อุตสาหกรรมขนาดกลาง ซึ่งมีคนงานระหว่าง 50 – 100 คน แบ่งหน้าที่การผลิตออกเป็นแผนก ๆ ล้วนแต่อยู่ในจังหวัดนราธิวาสเสียเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะที่อ าเภอสุไหงโกลก ผ้าบาติกในช่วงปี พ.ศ. 2510 – 2522 เป็นช่วงที่มียอดการจ าหน่ายสูงสุด ในปัจจุบันบาติกลายเขียนได้รับการพัฒนาและแพร่หลายมาก ท าให้สามารถผลิตผ้าได้ หลายรูปแบบกว่าเดิม และสามารถขายได้ราคาที่ดีกว่าบาติกพิมพ์ ท าให้โรงงานอุตสาหกรรมผ้าบาติก ในภาคใต้หันมาผลิตผ้าบาติกลายเขียน เกิดการแข่งขันในตลาดโดยแสดงลักษณะงาน รูปแบบและ เอกลักษณ์ของตนเอง จนผ้าบาติกบางชิ้นกลายเป็นจิตรกรรมที่มีราคาสูงกว่าทั่วไปมาก ผ้าที่นิยม ท ากันมาก ได้แก่ ผ้าโสร่ง ผ้าชิ้น และเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้าส าเร็จรูป เป็นต้น ส่วนเทคนิคการท าผ้าบาติกในประเทศไทยได้มีการท าผ้าบาติก 4 วิธี คือ วิธีที่หนึ่ง บาติกลายพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์โลหะ ไม้ และเชือก และน าไปย้อม 3-4 ครั้ง วิธีที่สอง บาติกลายเขียน คือ เขียนเทียนลงบนผ้า น าไปย้อม อาจมีการปิดเทียนเพื่อ เก็บสี และย้อมอีก1–2 ครั้ง วิธีที่สาม บาติกลายเขียน และระบายสี เป็นการเขียนเทียนบนผ้า แล้วระบายสีทั่วทั้งผืน วิธีที่สี่ บาติกกันเทียน ลัดสี ของจังหวัดล าพูน ปัจจุบัน อินโดอินเซียได้มีการส่งเสริมให้ผลิตผ้าบาติกในระบบอุตสาหกรรม โดยผนวก เอาเทคนิคการท าผ้าบาติกแบบดั้งเดิมซึ่งเขียนเทียนด้วยเครื่องมือที่ เรียกว่า “ จันติ้ง ” (Canting) ผสมกับกระบวนการพิมพ์เทียนด้วยแม่พิมพ์ที่ท าด้วยโลหะทองแดง (Cap , Print , Block) รัฐบาล ประเทศอินโดนีเซียได้วางนโยบายในการค้นคว้า ปรับปรุงผ้าบาติก โดยตั้งเป็นหน่วยงานที่เรียกว่า “ศูนย์พัฒนาบาติกแห่งรัฐยอกยาการ์ตา” ( Balai Pene ltian Batik Kerajian –Yogyakarta) กกกกกกกการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน ท าให้เกิดเทคนิคในการผลิตผ้าซึ่งมีลวดลายผ้า แบบใหม่มองคล้ายผ้าบาติก แต่ความจริงเป็นเทคนิคการพิมพ์แบบซิลค์สกรีน (silk screen) ซึ่งมี ลักษณะลวดลายคล้ายผ้าบาติก งานเลียนแบบชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมชาวอินโดนีเซียนิยมผ้าบาติกชนิด เขียนด้วยมือ และจัดว่าเป็นบาติกชั้นสูง (classical- batik) แต่ก็มีราคาแพงกว่าบาติกที่ใช้ระบบ การพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์ทองแดง การท าผ้าบาติก นอกจากจะเน้นด้านประโยชน์ใช้สอยแล้ว ปัจจุบัน


57 กกกกกกก4. วัสดุอุปกรณ์การใช้และการบ ารุงรักษาในการท าผ้าบาติก 4.1 ผ้าป่านมัสลิน ใช้ท าแบบผ้าบาติก ตัดตามขนาดที่ต้องการ 4.2 กรอบไม้ขึงผ้า ขนาด 15×15 นิ้ว ใช้เป็นตัวยึดผ้าให้ติดกับกรอบไม้ ไม่ควรให้ สัมผัสกับโซเดียมซิลิเกท


58 4.3 เทียนเขียนลาย ใช้ส าหรับเขียนลวดลายต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการให้ติดสีควรปิด ฝาหม้อต้มเทียน และกรองเทียนเพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมออก เป็นการป้องกันปากกาเขียนเทียนอุดตัน ไม่ควรแช่ไว้ในน้ าเทียนที่มีความร้อนนาน อาจท าให้ปากกาเขียนเทียนช ารุด 4.4 ปากกาเดินเทียน (จันติ้ง) เลือกเบอร์ 1 ใช้ตักน้ าเทียนเพื่อเขียนเทียนลงบนผ้า ไม่ควรแช่ไว้ในน้ าเทียนที่มีความร้อนนาน อาจท าให้ปากกาเขียนเทียนช ารุด


59 4.5 ลายส าหรับเขียนผ้าบาติก ใช้เป็นแบบในการระบายสี แล้วควรเก็บไว้เป็น หมวดหมู่ ระวังอย่าให้ฉีกขาด 4.6 โซเดียมซิลิเกท (น้ ายากันสีตก) ใช้ส าหรับเคลือบผ้าบาติกที่ระบายสีเสร็จแล้ว ป้องกันไม่ให้สีตก สีจะติดผ้าได้คงทนถาวร ควรปิดฝาให้แน่น ป้องกันการละเหย หรือแข็งตัว


60 4.7 สีระบายผ้าบาติก (REACTIVE DYES) เป็นสีที่ไม่มีส่วนผสมของด่าง มีสีสดใสย้อม ติดผ้าง่าย ระบายติดผ้าเร็ว มีสีสวยงาม ควรละลายให้เหมาะกับการใช้ในแต่ละครั้ง เพราะสีที่ละลาย แล้วมีอายุการใช้งานประมาณ 3 เดือน 4.8 แปรงทาสี ขนาด 1 นิ้ว และ ขนาด 3 นิ้ว ขนาด 1 นิ้ว ใช้ส าหรับทาเทียนกับ กรอบไม้ขึงผ้า ขนาด 3 นิ้ว ใช้ส าหรับระบายโซเดียมซิลิเกท หลังจากระบายสีเสร็จแล้ว แปรงขนาด 3 นิ้ว ต้องล้างให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน ควรห้อยไว้ ป้องกันขนแปรงงอ


61 4.9 เตาไฟฟ้าส าหรับต้มเทียน เป็นเตาที่ปรับอุณหภูมิได้ เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้ มี ความพอดี ท าให้การเขียนเทียนไม่มีปัญหา ควรท าความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน 4.10 หม้อส าหรับต้มเทียน (สแตนเลส) เป็นโลหะที่ทนต่อความร้อนได้ดี ขนาดไม่เล็ก หรือใหญ่จนเกินไป ปากกว้าง ก้นไม่ลึก


62 4.11 กระดาษทิชชูใช้ส าหรับเช็ดปากกาเขียนเทียน และรองไม่ให้เทียนหยดลงใน จุดที่ไม่ต้องการ 4.12 กระดาษบรู๊ฟ ใช้ฝึกเขียนเทียน เพราะราคาถูกกว่าการฝึกเขียนบนผ้า


63 4.13 พู่กัน เบอร์ 5,8,12 ใช้ระบายสีตามพื้นที่ที่ต้องการ ควรล้างให้สะอาด รักษา ปลายพู่กันให้แหลมอยู่เสมอ และเก็บให้ปลายพู่กันตั้งขึ้น 4.14 ดินสอสีน้ าเงิน แดง ใช้ส าหรับเขียนลายบนผ้า ซึ่งสามารถซักท าความสะอาดได้ง่าย


64 สรุป 1. ความรู้เบื้องต้นงานบาติก 1.1 ประวัติความเป็นมาของผ้าบาติก และแหล่งก าเนิด แหล่งก าเนิดของผ้าบาติกมาจากไหนยังไม่เป็นที่ยุติ จากการศึกษาค้นคว้าของ N.J.Kron นักประวัติศาสตร์ชาว ดัตช์ก็สรุปไว้ว่าการท าโสร่งบาติกหรือโสร่งปาเต๊ะเป็นวัฒนธรรม ดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนติดต่อกับอินเดีย เชื่อว่าเป็นของประเทศอินโดนีเซีย การท าผ้า บาติกของประเทศอินโดนีเซียได้รับการเผยแพร่ไปยัง ชาติอื่น ๆ ส่วนการท าผ้าโสร่งบาติกนั้น คงมี ก าเนิดจากอินโดนีเซียค่อนข้างแน่นอน 1.2 วิวัฒนาการของการท าผ้าบาติก การท าผ้าบาติกเป็นศิลปะในราชส านัก โดยมีสตรีในราชส านักเป็นผู้ผลิต แต่เมื่อผ้า บาติกได้รับความนิยมมากขึ้นและมีลูกค้ามากมาย การท าผ้าบาติกก็ได้ขยายวงกว้างขึ้น การผูกขาด โดยครอบครัวสุลต่านก็สิ้นสุดลง ศิลปะการท าผ้าบาติกได้แพร่หลายไปสู่ประชาชนโดยทั่วไป ผ้าบาติก ในระยะแรกมีเพียงสีครามและสีขาว ต่อมาก็รู้จักผสมสี ท าให้ออกเป็นสีต่าง ๆ นับเป็นการก้าวหน้าใน การท าผ้าบาติกอีก ก้าวหนึ่ง โดยเฉพาะเทคนิคการระบายสีผ้าบาติก เพราะเริ่มมีการใช้สีเคมีในการ ย้อม การระบายสี ซึ่งสามารถท าให้ผลิตผ้าบาติกได้จ านวนมากขึ้น 1.3 การท าผ้าบาติกในประเทศไทย ในประเทศไทย มีการท าผ้าบาติกเป็นอุตสาหกรรมกันมานานแล้ว มีการผลิตใน หลายจังหวัดทางภาคใต้ ภาคกลาง และสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง แต่การแพร่หลายของผ้าบาติก นั้นเริ่มเข้ามาทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้รับอิทธิพลมาจากมาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียเองก็ได้รับ อิทธิพลมาจากอินโดนีเซียอีกทอดหนึ่ง คนไทยรู้จักผ้าบาติกในลักษณะของ “ผ้าพันหรือผ้าปาเต๊ะพัน” โดยเรียกตามวิธีนุ่ง คือ พันรอบตัว ค าว่า “โสร่ง” ชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รู้จักการท าผ้าบาติก โดยได้รับเทคนิคมาจากมาเลเซียและได้ตั้งโรงงานผลิตเป็นอุตสาหกรรมใน ครัวเรือนอยู่ใต้ถุนบ้านหรือโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง ในปัจจุบันบาติกลายเขียนได้รับการพัฒนา และแพร่หลายมาก ท าให้สามารถผลิตผ้าได้หลายรูปแบบกว่าเดิม และสามารถขายได้ราคาที่ดีกว่า บาติกพิมพ์ ท าให้โรงงานอุตสาหกรรมผ้าบาติกในภาคใต้หันมาผลิตผ้าบาติกลายเขียน 1.4. วัสดุอุปกรณ์ การใช้และการบ ารุงรักษา การท าผ้าบาติก (1) ผ้าป ่าน มัสลิน (2) กรอบไม้ขึงผ้า (3) เทียนเขียนลาย (4) ปากกาเดินเทียน (จันติ้ง) (5) ลายส าหรับเขียนผ้า บาติก (6) โซเดียมซิลิเกท (น้ ายากันสีตก) (7) สีระบายผ้าบาติก (REACTIVE DYES) (8) แปรง ทาสี (9) เตาไฟฟ้าส าหรับต้มเทียน (10) หม้อส าหรับต้มเทียน (สแตนเลส) (11) กระดาษทิช ชู (12) กระดาษบรู๊ฟ (13) พู่กัน และ (14) ดินสอสีน้ าเงิน แดง


65 ใบความรู้ หัวเรื่องที่ 2 ทักษะการท าผ้าบาติก วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ เรื่อง ทักษะการท าผ้าบาติก 2. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะ เรื่อง ทักษะการท าผ้าบาติก 3. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักเห็นประโยชน์ของ เรื่อง ทักษะการท าผ้าบาติก เนื้อหา กกกกกกกทักษะการท าผ้าบาติก 1. ขั้นเตรียมสถานที่ การออกแบบ และขั้นเตรียมวัสดุอุปกรณ์ 1.1 การเตรียมสถานที่ท าผ้าบาติก สถานที่โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงสว่างเพียงพอ เหมาะแก่การจัดกิจกรรมการสอนผ้าบาติก


66 1.2 การออกแบบผ้าบาติก ในหลักสูตรนี้มีการออกแบบ 3 แบบ คือ (1) ภาพดอกไม้ชบาคู่ (2) ภาพทะเล และ (3) ภาพอิสระตามจินตนาการของผู้เรียน ให้ผู้เรียนศึกษาแบบร่างทั้ง 3 แบบ โดย วิทยากรอธิบายรายละเอียดของแบบลายทั้ง 3 แบบ อย่างละเอียด เพื่อสร้างความเข้าใจในรูปแบบ ของภาพ 1.3 การตัดผ้าให้ได้ 15x15 นิ้ว (ผ้าหน้ากว้าง 60 นิ้ว) ครั้งแรกตัดผ้าให้ยาวเท่ากับหน้ากว้าง จะได้ขนาด 60x60 นิ้ว ครั้งที่สองตัดผ้า 60x60 นิ้ว ออกเป็น 4 ชิ้น จะได้ขนาดชิ้นละ 30x30 นิ้ว (4 ชิ้น) ครั้งที่สามตัดผ้า 30x30 นิ้ว ออกเป็น 4 ชิ้น จะได้ขนาดชิ้นละ 15x15 นิ้ว (4 ชิ้น)


67 1.4 การขึงผ้ากับกรอบไม้ น ากรอบไม้ ขนาด 15X15 นิ้ว แล้วน าแปรงขนาด 1 นิ้ว จุ่มน้ า เทียนเขียนผ้าบาติกร้อน ๆ ทาให้ทั่วทั้งกรอบ ทิ้งให้เย็น เมื่อเทียนเย็น น าผ้าที่จะใช้เขียนลายวางบน กรอบไม้ ด้านที่ทาเทียนใช้ขวดขนาดเล็ก เช่น ขวดแบรนด์ กดผ้าให้ยึดติดกับกรอบไม้ พร้อมกับดึงผ้า ให้ตึงพอดี ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป การขึงผ้าให้ตึงพอดีจะท าให้การร่างภาพ เขียนเทียน หรือระบายสี ท าได้ง่ายและสวยงามมากขึ้น 1.5 การเขียนเทียนเพื่อร่างภาพ ให้ฝึกเขียนกับกระดาษบรู๊ฟก่อน โดยการร่างดินสอ เป็นเส้นแนวนอน แนวตั้ง วงกลม สามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยม ใช้ปากกาเขียนเทียน เขียนตามเส้นให้ ตรงตามรอยดินสอที่ร่างไว้


68 1.6 การผสมสี(REACTIVE DYES) สี 10 กรัม ผสมด้วยน้ าร้อนหรือน้ าอุ่น 300 มิลลิลิตร (สีเข้ม) สี 5 กรัม ผสมด้วยน้ าร้อนหรือน้ าอุ่น 300 มิลลิลิตร (สีกลาง) สี 1-2 กรัม ผสมด้วยน้ าร้อนหรือน้ าอุ่น 300 มิลลิลิตร (สีอ่อน) กกกกกกก2 ขั้นตอนการท าผ้าบาติก 2.1 เทคนิคการลงสี6 ช่อง ในผ้าบาติก ขนาด 15X15 นิ้ว 2.1.1 การร่างภาพ ลอกราย ส าหรับการลงสี 6 ช่อง ให้แบ่งพื้นที่ของผ้าออกเป็น 6 ช่อง โดยแนวตั้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ขนาด 6.5 นิ้ว และแนวนอนแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ขนาด 11 เซนติเมตร แล้วตีเส้นด้วยดินสอสีตามตารางที่แบ่ง


69 2.1.2 ช่องที่ 1 เทคนิคการระบายเรียบ ระบายสีลงบนผ้าด้วยสีฟ้า หรือสีเหลือง จันทร์โดยไม่ต้องลงน้ าก่อน ให้สีเปียกเสมอกันทั้งช่อง (เน้นสีต้องเปียก) วิธีการลงสีที่ถูกต้องคือ ให้ใช้ พู่กันจุ่มสีแล้วระบายลงที่ชิ้นงาน โดยการแบ่งพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ท าแบบนี้จนเต็มช่องที่ 1 2.1.3 ช่องที่ 2 เทคนิคการระบายสีแบบวอลลุ่ม ให้ใช้น้ าระบายบนผ้าก่อนให้ทั่ว แล้วใช้สีระบายจากด้านล่างเกลี่ยตามแนวนอน จากจุดกึ่งกลางไปทางขวา-ซ้าย จนสุดแล้วเกลี่ยขึ้น ด้านบนไปเรื่อยๆ จุ่มสีใหม่ต้องระบายจากด้านล่างที่จุดเดิมขึ้นไปจนสุดด้านบน ด้านล่างสีจะเข้ม แล้วค่อย ๆ อ่อนไปด้านบน


70 2.1.4 ช่องที่ 3 เทคนิคมัลติคัลเลอร์ แบ่งช่องออกเป็น 6 ช่อง ตามแนวนอนด้วย ดินสอ แต่ไม่ต้องเขียนเทียน ช่องย่อยที่ 1 ระบายสีเหลืองจันทร์จากบนลงล่างจนเต็มช่อง ช่องย่อยที่ 2 ระบายด้วยสีส้ม ระบายจากกึ่งกลางช่องลงมาถึงเส้นล่างของช่อง แล้วจึงไล่ขึ้นด้านบน จนติดเส้น ของสีเหลืองจันทร์ ช่องย่อยที่ 3 ระบายสีบานเย็น ช่องย่อยที่ 4 ระบายสีม่วง ช่องย่อยที่ 5 ระบายสีฟ้า และช่องย่อยที่ 6 ระบายสีน้ าเงิน ช่องย่อยที่ 3 4 5 และ6 ให้ระบายเช่นเดียวกับช่องย่อยที่ 2 2.1.5 ช่องที่ 4 เทคนิคมัลติคัลเลอร์ การแบ่งออกเป็นช่องย่อย 6 ช่อง ตาม แนวนอนด้วยดินสอ ช่องย่อยที่ 1 ระบายสีน้ าเงิน จากบนลงมาแต่ไม่ให้ถึงเส้นล่าง สีจะซึม ลงมาถึง เส้นล่างเอง ช่องย่อยที่ 2 ระบายด้วยสีฟ้า ช่องย่อยที่3 ระบายสีม่วง ช่องย่อยที่ 4 ระบาย สีบานเย็น ช่องย่อยที่ 5 ระบายสีส้ม และช่องย่อยที่ 6 ระบายสีเหลืองจันทร์ช่องย่อยที่ 2 3 4 5 และ 6 ให้ ระบายเช่นเดียวกับช่องย่อยที่ 1 วิธีระบายสีช่องนี้จะต่างจากช่องที่ 3 คือเมื่อเปลี่ยนสี จะต้องล้าง พู่กันทุกครั้ง


71 2.1.6 ช่องที่ 5 เทคนิคการหยดหยอด การระบายสีในช่องนี้ ให้ระบายน้ าครึ่ง ช่องด้านหน้า ใช้พู่กันจุ่มสีแล้วแต้มเป็นจุด ๆ ให้ทั่วทั้งช่องจากสีเหลืองจันทร์ สีส้ม สีบานเย็น สีม่วง สี ฟ้า สีน้ าเงิน และสีด า ตามล าดับ เทคนิคนี้จะท าให้ได้สีด้านที่ระบายน้ าสวยงามกว่าด้านที่ไม่ได้ระบายน้ า 2.1.7 ช่องที่ 6 เทคนิคการลงสีแลนด์สเคป ในช่องนี้ ระบายน้ าให้ทั่วช่อง แบ่ง พื้นที่เป็นสามส่วน โดยการท าเครื่องหมายไว้ด้านข้าง ส่วนที่ 1 ท้องฟ้า ระบายด้วยสีฟ้า เป็นเส้นตามแนวนอน จากด้านขวาบนลงมา ด้านซ้าย แล้วระบายซ้อนลงมาด้านล่าง โดยเว้นช่องขาวไว้และสั้นแรกลงมาประมาณ 2-3 เส้น แล้ว ระบายจากซ้ายมาขวา แต่ให้เส้นสั้นกว่าด้านขวาที่ระบายไปก่อนแล้ว เพิ่มสีน้ าเงินลงใต้เส้นสีฟ้าทาง ด้านขวาให้มากกว่าด้านซ้าย “ซ้ายแสง ขวาเงา” ต่อไปเช็ดพู่กันให้แห้งแล้วลูบสีทั้งหมดเบา ๆ สี ทั้งหมดก็จะกลมกลืนกัน เพิ่มสีด าลงใต้สีน้ าเงินเล็กน้อยให้เกิดเงา และใช้น้ ากรีดลงตามแนวระหว่าง ช่องที่เว้นขาวไว้ ท าให้สีกระจายออกจากกัน


72 ส่วนที่ 2 พื้นดิน ภูเขา ใช้พูกันจุ่มสีเหลืองจันทร์ร่างรูปภูเขาซ้อนกันจากซ้ายมา ขวา และจากขวามาซ้าย โดยให้ลดหลั่นจากใหญ่มาเล็กที่กึ่งกลางภาพ ประมาณข้างละ 3-4 ลูก จากนั้นระบายสีฟ้าลงในกรอบสีเหลืองจันทร์ แล้วใช้พู่กันที่มีสีฟ้าเหลืออยู่จุดลงบนสีเหลืองจันทร์ ด้านหน้าให้ดูคล้ายต้นไม้ บนภูเขา ต่อไประบายสีน้ าเงินทับสีฟ้าที่ด้านหลังทั้งสองฝั่ง แต่ไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของสีฟ้า ตามด้วยสีด าระบายทับสีน้ าเงิน แต่ไม่เกินครึ่งของสีน้ าเงินเช่นกัน ทั้งสีฟ้า สีน้ าเงิน และสีด า เมื่อระบายรูปภูเขาแล้ว ให้ขีดเส้นด้านใต้เพื่อแบ่งระหว่างพื้นดินและพื้นน้ า ส่วนที่ 3 น้ า ระบายเช่นเดียวกับส่วนที่ 1 แต่เริ่มจากด้านล่างขึ้นมาด้านบน


73 2.2 วาดภาพดอกไม้ชบาคู่ในผ้าบาติก ขนาด 15X15 นิ้ว 2.2.1 ลอกลายลงบนผ้าด้วยดินสอสี และเขียนเทียนตามลายที่ลอกไว้น าภาพลาย ดอกชบาคู่มาวางบนแผ่นโฟม จากนั้นน ามาสอดไว้ใต้ผ้าที่ขึงบนกรอบไม้ ลอกลายด้วยดินสอ ตามแบบ แล้วตีกรอบห่างจากกรอบไม้ประมาณ 1 เซนติเมตร ทั้ง 4 ด้าน และเขียนเทียนตามลายดินสอ 2.2.2 การลงสี ให้ระบายสีใบไม้ก่อน ด้วยเทคนิคหยดหยอด ทีละใบ เริ่มจาก การระบายน้ าพอหมาด ๆ แล้วระบายสีเหลืองจันทร์ให้ทั่วใบ จากนั้นใช้พู่กันจุ่มสีฟ้า ครึ่งพู่กัน น ามา จุ่มลงบนสีเหลืองจันทร์เป็นจุด ๆ จากโคนใบชิดดอกออกไปหาปลายใบ เติมสีน้ าเงินทับลงบนจุดสีฟ้า แต่อย่าให้เกินครึ่งของจุดฟ้า แล้วเพิ่มสีด าทับสีน้ าเงินอีก แต่ไม่เกินครึ่งของสีน้ าเงิน


74 2.2.3 การลงสี ดอกชบา จะใช้สีระบายได้หลายสี เช่น สีเหลือง สีส้ม สีบานเย็น สีม่วง หรือสีฟ้าการ ระบายสีเทคนิควอลลุ่ม ท าทีละกลีบ จากโคลนกลีบไล่สีมากึ่งกลาง และไล่สี จากปลายกลีบมาหากึ่งกลางกลีบ กึ่งกลางกลีบจะเกิดวอลลุ่ม ปลายกลีบและโคลนกลีบจะเป็นสีเข้ม จะท าให้กลีบดอกดูอ่อนช้อย กลีบต่อไปให้ท าเช่นเดียวกัน ข้อส าคัญให้ส่วนที่เป็น วอลลุ่มโค้งอยู่ใน แนวเดียวกันทั้งดอก 2.2.4 การลงสี ระบายสีตามความยาวของก้านจากสีเหลือง สีส้ม สีแดง โดย ใช้เทคนิคเงา ไม่เกินครึ่ง จุดเกสรระบายด้วยสีเหลืองทอง


75 2.2.5 การลงสีพื้น ลงสีด้วยวิธีระบายเรียบ ควรเป็นสีตรงกันข้ามกับกลีบดอก เช่น ดอกบานเย็น ควรลงพื้นด้วยสีฟ้า ดอกสีม่วง ควรลงสีพื้นด้วยสีเหลือง 2.2.6 การเคลือบน้ ายากันสีตก เมื่อสีแห้งน าผ้าไปเคลือบโซเดียมซิลิเกต โดยการ เทโซเดียมซิลิเกตลงบนผ้า แล้วใช้การ์ดหรือไม้บรรทัดปาดโซเดียมซิลิเกตให้ทั่วสีที่ระบายไว้ เสร็จแล้ว ทิ้งไว้ 4-12 ชั่วโมง จึงจะน าผ้าไปซักล้างได้


76 2.2.7 การล้างน้ ายากันสีตกออกจากผ้า ซักน้ าด้วยน้ าเปล่าไหลผ่าน จนน้ าที่ไหล ผ่านใสไม่มีสีปนออกมา 2.2.8 การต้มผ้าเพื่อละลายเทียน น าภาชนะใส่น้ าต้มให้เดือด ใส่ผงซักฟอกหรือ สบู่เหลวพอประมาณ น าผ้าจุ่มลงไปในน้ าเดือด ใช้ไม้คนผ้าไปมาเพื่อให้เทียนละลายให้หมด หลังจาก นั้นน า ผ้ามาซักล้างอีกครั้งเพื่อให้เทียนที่ติดอยู่กับผ้าออกให้หมด ผ้าที่ซักล้างแล้วให้ตากในที่ร่ม ไม่ให้ ถูกแดด จากนั้นน าไปเย็บขอบเพื่อจ าหน่ายต่อไป


77 2.3 วาดภาพเกี่ยวกับทะเลในผ้าบาติก ขนาด 15X15 นิ้ว 2.3.1 ลอกลายลงบนผ้าด้วยดินสอสี และเขียนเทียนตามลายที่ลอกไว้น าภาพลาย ดอกชบาคู่มาวางบนแผ่นโฟม จากนั้นน ามาสอดไว้ใต้ผ้าที่ขึงบนกรอบไม้ ลอกลายด้วยดินสอ ตามแบบ แล้วตีกรอบห่างจากกรอบไม้ประมาณ 1 เซนติเมตร ทั้ง 4 ด้าน และเขียนเทียนตาม ลายดินสอ 2.3.2 การลงสีให้ระบายตัวปลาก่อน โดยใช้เทคนิคการระบายสีเทคนิควอลลุ่ม โดยใช้สีเหลืองจันทร์ระบายก่อนทั้งตัว ใช้สีเหลืองทอง ระบายสีเหลืองจันทร์จากขอบล่างของรูปปลา เกลี่ยขึ้นมาด้านบน เป็นแนวโค้งตามหลังรูปปลา และระบายจากด้านหลังรูปปลา ลงมาด้านล่างใช้ เทคนิควอลลุ่ม


78 2.3.3 การลงสีระบายสีส้มทับสีเหลืองทอง ไม ่เกินครึ ่งของสีเหลืองทองใช้ เทคนิควอลลุ่ม 2.3.4 การลงสีระบายสีแดงทับสีส้ม แต่ไม่เกินครึ่งของสีส้ม ใช้เทคนิควอลลุ่ม


79 2.3.5 การลงสีระบายสีม่วงทับสีแดง แต่ไม่เกินครึ่งของสีแดง ใช้เทคนิควอลลุ่ม การระบายสีเช่นนี้ จะท าให้ตัวปลากลมเนื่องจากด้านหลังของตัวปลา และด้านท้องของตัวปลา จะมี สีที่เข้มและมองว่ามีความลึกกว่ากลางตัวปลาที่มีสีอ่อน จากการท าเทคนิควอลลุ่ม 2.3.6 ก ารลงสีก ารระบ ายสีด าทับสีเดิม โดยเริ่มจากช่องของต าปล า แล้วระบายต่อเว้นช่องไปจนสุดหางปลา


80 2.3.7 การลงสีตาปลา ระบายสีเช่นเดียวกับตัวปลา โดยให้แสงอยู่ด้านหน้า เพิ่มสี เข้มด้านหลัง ลูกตาระบายสีด า 2.3.8 การลงสีต้นไม้ทะเล ระบายสีทีละใบ ระบายด้วยสีเหลืองจันทร์ทั้งใบ


81 2.3.9 การลงสีระบายทับด้วยสีฟ้าด้านหลังใบ จากด้านล่างขึ้นบนให้ด้านล่างใหญ่ ปลายเล็ก แล้วระบายด้านหน้าจากล่างขึ้นบนเช่นกัน แต่ให้เส้นเล็กกว่าด้านหลัง (หน้าแสง หลังเงา) 2.3.10 การลงสีระบายสีน้ าเงินทับสีฟ้า แต่ไม่เกินครึ่งของสีฟ้าด้านหลังใบ จาก ล่างขึ้นบนแล้วเกลี่ยสี ให้กลมกลืนกันไปจนครบทุกใบ


82 2.3.11 การลงสีส าหรับใบที่อยู่ด้านหลัง ให้เพิ่มสีด าทับสีน้ าเงินเพื่อให้เกิดเงา ที่เข้มกว่าด้านหน้า 2.3.12 การลงสีลูกปะการังสองลูก จะระบายสีเดียวกันหรือคนละสีก็ได้ แต่จะ เน้นให้ลูกหน้าสว่างกว่าลูกหลัง เช่น (ลูกหน้าเป็นสีบานเย็น ลูกหลังอาจเป็นสีม่วง) โดยการระบาย แบบวอลลุ่ม ทีละกลีบจนครบทั้งสองลูก


83 2.3.13 การลงสีแนวปะการัง ใช้วิธีการระบายสีแบบหยดหยอด โดยใช้สีเหลือง แต้ม ๆ ด้านบนต่อลงมาด้วยสีฟ้า สีน้ าเงิน และสีด าตามล าดับ พอสีหมาดแล้วให้โรยด้วยเกลือ หรือ น้ าตาลทราย (การท าเอ็ฟเฟ็ค และเทคนิคการหยดหยอด) 2.3.14 การลงสีแนวก้อนหิน ระบ ายด้วยสีเหลืองจันทร์ ให้ทั่วก้อนหิน ใช้เทคนิคการระบายเรียบ


84 2.3.15 การลงสีแนวก้อนหินระบายด้วยสีเหลืองทอง สีส้ม สีแดง สีม่วง สีน้ าเงิน และสีด า เป็นเส้นแนวนอนจากด้านล่างขึ้นด้านบน โดยให้สีน้ าเงินและสีด า อยู่ด้านหลังเป็นหลัก ใช้เทคนิควอลลุ่ม 2.3.16 ก ารลงสีฟองอาก าศ ระบ ายสีด้วยสีฟ้ า แล้ วหยดน้ าต รงกล าง ใช้เทคนิควอลลุ่ม


85 2.3.17 การลงสีพื้นทะเล ระบายสีฟ้า สีน้ าเงิน และสีด า เทคนิคการระบายแบบ แลนด์สเคป และเทคนิคมัลติคัลเลอร์ 2.3.18 การเคลือบน้ ายากันสีตก เมื่อสีแห้งน าผ้าไปเคลือบโซเดียมซิลิเกต โดย การเทโซเดียมซิลิเกตลงบนผ้า แล้วใช้การ์ดหรือไม้บรรทัดปาดโซเดียมซิลิเกตให้ทั่วสีที่ระบายไว้ เสร็จ แล้วทิ้งไว้ 4-12 ชั่วโมง จึงจะน าผ้าไปซักล้างได้


86 2.3.19 การล้างน้ ายากันสีตกออกจากผ้า ซักน้ าด้วยน้ าเปล่าไหลผ่าน จนน้ าที่ไหล ผ่านใส ไม่มีสีปนออกมา 2.3.20 การต้มผ้าเพื่อละลายเทียน น าภาชนะใส่น้ าต้มให้เดือด ใส่ผงซักฟอกหรือ สบู่เหลวพอประมาณ น าผ้าจุ่มลงไปในน้ าเดือด ใช้ไม้คนผ้าไปมาเพื่อให้เทียนละลายให้หมด หลังจาก นั้นน าผ้ามาซักล้างอีกครั้งเพื่อให้เทียนที่ติดอยู่กับผ้าออกให้หมด ผ้าที่ซักล้างแล้วให้ตากในที่ร่ม ไม่ให้ ถูกแดด จากนั้นน าไปเย็บขอบเพื่อจ าหน่ายต่อไป


87 2.4 วาดภาพอิสระในผ้าบาติก ขนาด 15X15 นิ้ว (ครั้งที่ 1) 2.4.1 การขึงผ้าลงกรอบไม้ 2.4.2 ลอกลายตามชอบโดยอิสระ และเขียนเทียนตามลายที่ลอกไว้ 2.4.3 การระบายสี ลงบนภาพโดยอาศัยทักษะที่ท ามาจาก 3 ภาพก่อนหน้านี้ 2.4.4 วิทยากร ก ากับดูแล ให้เป็นไปอย่างถูกต้องสวยงาม ภาพตัวอย่าง


88 2.5 วาดภาพอิสระในผ้าบาติก ขนาด 15X15 นิ้ว (ครั้งที่ 2) 2.5.1 การขึงผ้าลงกรอบไม้ 2.5.2 ลอกลายตามชอบโดยอิสระ และเขียนเทียนตามลายที่ลอกไว้ 2.5.3 การระบายสี ลงบนภาพโดยอาศัยทักษะที่ท ามาจาก 3 ภาพก่อนหน้านี้ 2.5.4 วิทยากร ก ากับดูแล ให้เป็นไปอย่างถูกต้องสวยงาม ภาพตัวอย่าง


89 สรุป ทักษะการท าผ้าบาติก ก2. ทักษะการท าผ้าบาติก 2.1 ขั้นเตรียมสถานที่ การออกแบบ และขั้นเตรียมวัสดุอุปกรณ์ (1) การเตรียมสถานที่ ท าผ้าบาติก สถานที่โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงสว่างเพียงพอ (2) การออกแบบผ้าบาติกมี3 แบบ คือ ภาพดอกไม้ชบาคู่ ภาพทะเล และ ภาพอิสระตามจินตนาการของผู้เรียน (3) การตัดผ้าให้ได้ 15x15 นิ้ว (4)การขึงผ้ากับกรอบไม้(5)การเขียนเทียนเพื่อร่างภาพ และ (6)การผสมสี(REACTIVE DYES) 2.2 ขั้นตอนการท าผ้าบาติก (1) การลงสี6 ช่อง ในผ้าบาติก ขนาด 15X15 นิ้ว (2) วาดภาพดอกไม้ชบาคู่ในผ้าบาติก ขนาด 15X15 นิ้ว (3) วาดภาพเกี่ยวกับทะเลในผ้าบาติก ขนาด 15X15 นิ้ว (4) วาดภาพอิสระในผ้าบาติก ขนาด 15X15 นิ้ว ครั้งที่ 1 (5) วาดภาพอิสระในผ้าบาติก ขนาด 15X15 นิ้ว ครั้งที่ 2


90 ใบความรู้ หัวเรื่องที่ 3 การบริหารจัดการอาชีพผ้าบาติก วัตถุประสงค์ กกกกกกก 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ เรื่อง การบริหารจัดการอาชีพผ้าบาติก กกกกกกก2. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดเป็น หรือทักษะการคิดวิเคราะห์ต้นทุน ก าไร และการ ก าหนดราคาขาย กกกกกกก 3. เพื่อให้ผู้เรียนทักษะการใช้เทคโนโลยีค้าขายออนไลน์ กกกกกกก4. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าการด าเนินชีวิตของตนเอง ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ในอาชีพผ้าบาติก รวมทั้งน าไปใช้ในครอบครัว และชุมชน เนื้อหา 3. การบริหารจัดการอาชีพผ้าบาติก 1. การบรรจุภัณฑ์ (PACKAGING) ความหมายของการบรรจุภัณฑ์หรือการบรรจุหีบห่อ (Packaging) หมายถึง การ ออกแบบ การผลิตภาชนะบรรจุ หรือสิ่งหุ้มห่อสินค้าบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวพันอย่าง ใกล้ชิดกับฉลาก (Label) และตรายี่ห้อ (Brand name) การใช้เทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์เพื่อหา วิธีการรักษาสภาพเดิมของสินค้าจนกว่าจะถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย เพื่อให้ยอดขายมากที่สุดและ ต้นทุนต่ าสุด การบรรจุภัณฑ์ เป็นกิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ และผลิตรูปร่างหน้าตา ของภาชนะบรรจุ สิ่งห่อหุ้มตัวผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ ในกระบวนการผลิตสินค้า ฝ่ายเทคนิคจะ คิดถึงปฏิกิริยาระหว่างภาชนะบรรจุ กับผลิตภัณฑ์และสิ่งแวดล้อม ฝ่ายผลิตจะพิจารณาต้นทุน และ ประสิทธิภาพของระบบการบรรจุ ฝ่ายจัดซื้อจะค านึงถึงต้นทุนของวัสดุทางการบรรจุ และฝ่ายขายจะ เน้นถึงรูปแบบและสีสันที ่สะดุดตา ซึ ่งจะช ่วยในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ ด้วยเหตุนี้ Packaging ที่มี ประสิทธิภาพ และเหมาะสมจะเกิดขึ้น เพื่อให้ได้ภาชนะบรรจุซึ่งมีน้ าหนักเบาและราคาต้นทุนต่ า และ ให้ความคุ้มครองอย่างเพียงพอแก่ผลิตภัณฑ์ภายในได้ วัตถุประสงค์หลักของบรรจุภัณฑ์ (Objectives of Package) คือ ข้อ 1 เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์ (To Protect Products) ข้อ 2 เพื่อจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ (To Distribute Products) ข้อ 3 เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ (To Promote Products)


91 บรรจุภัณฑ์ที่นิยมใช้ในการบรรจุผ้าบาติกเพื่อการจ าหน่าย เช่น ถุงพลาสติกแก้วใส กล่อง กระดาษ กล่องพลาสติกใส เป็นต้น ถุงพลาสติกแก้วใส กล่องกระดาษ กล่องพลาสติกใส


92 2. การคิดต้นทุน ก าไร การก าหนดราคาขาย 2.1 การคิดต้นทุน 2.1.1 การคิดต้นทุนค่าวัสดุการผลิต การท าผ้าบาติกขนาด 15x15 นิ้ว จ านวน 100 ผืน ต้องมีต้นทุนค่าวัสดุการผลิต ดังนี้ 1) ผ้าป่านมัสลิน จ านวน 10 เมตร ราคา 700.- บาท 2) เทียนเขียนลาย จ านวน 0.5 กิโลกรัม ราคา 130.- บาท 3) สีระบายผ้าบาติก จ านวน 12 หลอด ราคา 350.- บาท 4) โซเดียมซิลิเกท จ านวน 2 กิโลกรัม ราคา 120.- บาท รวมต้นทุนค่าวัสดุการผลิต จ านวน 100 ผืน ราคา 1,300.- บาท ราคาต้นทุนวัสดุการผลิตต่อชิ้น = ราคาต้นทุนค่าวัสดุการผลิตทั้งสิ้น จ านวนชิ้นที่ได้ ราคาต้นทุนวัสดุต่อชิ้น = 1,300 = 13.- บาท 100 2.1.2 การคิดราคาค่าแรงต่อชิ้น 1) ค่าแรงเขียนลายเทียน 4.- บาท 2) ค่าลงสีผ้า 7.- บาท 3) ค่าเคลือบโซเดียมซิลิเกท รีด เย็บริมผ้า 10.- บาท ราคาค่าแรงต่อชิ้น 21.- บาท ราคาต้นทุนต่อชิ้น = ต้นทุนวัสดุต่อชิ้น + ค่าแรงต่อชิ้น = 13 + 21 ราคาต้นทุนต่อชิ้น = 34.- บาท 2.2 การคิดก าไร โดยการก าหนดร้อยละของก าไรที่ต้องการต่อชิ้น เพื่อก าหนดราคาขาย โดยต้องการก าไรร้อยละ 45 ของราคาต้นทุนการผลิตต่อชิ้น ก าไรต่อชิ้น = ร้อยละของก าไรที่ต้องการต่อชิ้น x ต้นทุนการผลิตต่อชิ้น 100 = 45 x 34 = 15.30 บาท 100 2.3 การก าหนดราคาขาย ต้องการก าไรร้อยละ 45 ของราคาต้นทุน ราคาขายต่อชิ้น = ต้นทุนการผลิตต่อชิ้น + ก าไรต่อชิ้นที่ต้องการ = 34 + 15.30 = 49.30 บาท จึงต้องก าหนดราคาขาย 50 บาท


93 กกกกกกก3. การค้าขายออนไลน์ 3.1 การใช้งานอินเทอร์เน็ตเบื้องต้น 3.1.1 การค้นหาข้อความในเว็บ 3.1.2 การค้นหาเฉพาะประเภทไฟล์ 3.1.3 ค้นหาค าที่ไม่รู้ในวลีนั้น 3.1.4 หาเว็บที่เกี่ยวข้อง 3.1.5 หาเฉพาะหัวเรื่อง 3.1.6 ค้นหาโดยใช้ภาพ จาก https://images.google.com 3.1.7 การแปลงหน่วยค่าเงิน 3.2 ความรู้ทั่วไปและทฤษฎีเบื้องต้นก่อนลงมือสร้างธุรกิจออนไลน์ ประโยชน์ของ E - Commerce มีรายละเอียด ดังนี้ 3.2.1 ทางธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง 3.2.2 ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้ในเวลาที่รวดเร็ว 3.2.3 เลือกสินค้าตรงตามความต้องการมากที่สุด 3.2.4 สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกค้ารายอื่นได้ 3.2.5 ท าให้เกิดการเชื่อมโยงการด าเนินงานภายในโซ่มูลค่า 3.2.6 ขยายตลาดในระดับประเทศและระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว 3.2.7 บริการลูกค้าได้จ านวนมากทั่วโลกด้วยต้นทุนที่ต่ าประหยัดต้นทุนในด้าน เอกสารเกี่ยวกับการสร้าง การประมวล การกระจายและการเก็บข้อมูล 3.2.8 ลดต้นทุนทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคมผ่านอินเทอร์เน็ต 3.2.9 เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน 3.2.10 การเดินทางน้อยลงเนื่องจากไม่ต้องเดินทางไปซื้อสินค้า ลดการจราจรและ ลดปัญหามลพิษทางอากาศ 3.2.11 เพิ่มโอกาสทางการขายสินค้าและบริการได้ส าหรับคนหลายระดับ ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้า 3.3 ตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace) ผลดีต่อผู้ซื้อ มีรายละเอียด ดังนี้ 3.3.1 ลดต้นทุน และระยะเวลาในกระบวนการจัดซื้อ 3.3.2 ควบคุมกระบวนการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ สะดวก และ รวดเร็ว


94 3.3.3 สร้างโอกาสในการติดต่อทางธุรกิจ ค้นหาผู้ขายได้อย่างหลากหลาย 3.3.4 เปรียบเทียบข้อมูลสินค้าและบริการ กระทั่งข้อมูลบริษัท เพื่อให้ได้สินค้า และบริการที่ตรงตามความต้องการมากที่สุด 3.3.5 สามารถลงประกาศซื้อ เพื่อให้ผู้ขายติดต่อเสนอการขายได้ ผลดีต่อผู้ขาย มีรายละเอียด ดังนี้ 1) ลดระยะเวลาในการน าสินค้าเข้าสู่ตลาด โปรโมทสินค้าแหล่งเดียว กระจายไปทั่วโลก 2) ลดต้นทุนในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ 3) ลดข้อจ ากัดด้านองค์ประกอบทางธุรกิจ เช่น พื้นที่ร้านพนักงานขาย เป็นต้น 4) ลดต้นทุนในการนาเสนอการขาย 5) ระบบสนับสนุนท าให้การขายสินค้าและบริการเป็นเรื่องง่าย 6) สร้างโอกาสทางการค้าตลอด 24 ชั่วโมงใน 7 วัน 7) ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าและบริการได้ทั่วทุกมุมโลก 3.4 ขายสินค้าผ่านเฟสบุ๊ค (Facebook) ให้ส าเร็จ การใช้งาน Social Media ขององค์กร 3.4.1 ใช้ในการสื่อสารภายในองค์กร ปรับปรุงประสิทธิภาพของการสื่อสาร ภายในองค์กร ใช้ในการประสานการท างานร่วมกันด้วยต้นทุนที่ต่ า สามารถบันทึกการสนทนา ข้อมูล ข่าวสาร และการตัดสินใจ 3.4.2 เพื่อหาพนักงานเข้ามาในองค์กร 3.4.3 เพื่อเข้าถึงลูกค้ ากลุ่มเป้าหมาย การประชาสัมพันธ์และการตลาด (Public - relations and marketing) การขาย (Sales) การบริการลูกค้า (Customer Services) 3.4.4 ขั้นตอนการสร้าง Facebook Marketing 3.4.5 ขั้นตอนการสร้างเพจ (Set up your Page) 3.5 การสร้างความตระหนักรู้กับการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และ พระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระท าความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระท าความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มีรายละเอียด ดังนี้ 3.5.1 ต้องรู้เท่าทันเว็บไซต์ 3.5.2 ต้องรู้เท่าทันคนบนอินเทอร์เน็ต 3.5.3 ต้องรู้ว่าของทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ตมีเจ้าของ 3.5.4 ต้องไม่หมิ่นประมาท หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล


95 3.5.5 ต้องรู้ว่าของฟรีไม่มีในโลก 3.5.6 ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม 3.5.7 ตัวอย่างการกระท าความผิดทางคอมพิวเตอร์ 3.6 เทคนิคการถ่ายภาพสินค้า มีรายละเอียด ดังนี้ 3.6.1 การถ่ายด้วยแสงธรรมชาติ 3.6.2 การตั้งค่ากล้อง ( ตั้งค่าภาพ 9 ช่อง ) 3.6.3 การถ่ายหลายๆ มุมมอง 3.6.4 การโฟกัสภาพสินค้า 3.6.5 การสร้างไอเดียการใช้งานจริง 3.6.6 การสร้างค้าโดดเด่นด้วยฉากหลัง 3.7 การแนะน าศูนย์กลางบริการภาครัฐส าหรับประชาชน 3.7.1 ศูนย์รวมบริการภาครัฐในรูปแบบเว็บไซต์ (Government e-Service Website Portal) 1) เว็บไซต์กลางบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ ผ่าน www.egov.go.th รวม บริการ 2,574 เว็บไซต์ จาก 454 หน่วยงาน 2) ศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ ผ่านเว็บไซต์ www.data.go.th เป็นศูนย์ รวมข้อมูลสาธารณะและข้อมูลภาครัฐในรูปแบบมาตรฐานเปิด ทั้งนี้ ปัจจุบันมีข้อมูลภาครัฐที่เปิดเผย แล้วจานวน 285 ชุดข้อมูล จาก 38 หน่วยงาน 3) ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการผ่านเว็บไซต์ www.info.go.th โดยความร่วมมือระหว่างส านักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ส านักงาน ก.พ.ร.) และ EGA ในการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ 3.7.2 ศูนย์รวมบริการภาครัฐในรูปแบบโมบายแอปพลิเคชัน (Government Mobile Application Portal) เป็นช่องทางส าหรับประชาชนที่มีอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ เช่น สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ในการเข้าถึงบริการ ผ่านเว็บไซต์ www.apps.go.th 3.7.3 การเข้าถึงข้อมูลและบริการภาครัฐ ตู้อเนกประสงค์ของรัฐ(Government Kiosk) ที่ติดตั้งในพื้นที่สาธารณะ เป็นช่องทางเสริมในการอ านวยความสะดวกแก่ประชาชนให้ สามารถ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารบริการต่างๆ ของรัฐที่ศูนย์บริการร่วม : (G-Point) (Government ServicePoint)


96 สรุป กกกก ก 3. การบริหารจัดการอาชีพผ้าบาติก 3.1 การบรรจุภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่นิยมใช้ในการบรรจุผ้าบาติกเพื่อการจ าหน่าย เช่น ถุงพลาสติกแก้วใส กล่องกระดาษ กล่องพลาสติกใส เป็นต้น 3.2 การคิดต้นทุน ก าไร การก าหนดราคาขาย 3.2.1 การคิดต้นทุน 3.2.2 การคิดก าไร 3.2.3 การก าหนดราคาขาย 3.3 การค้าออนไลน์ 3.3.1 การใช้งานอินเทอร์เน็ตเบื้องต้น 3.3.2 ความรู้ทั่วไปและทฤษฎีเบื้องต้นก่อนลงมือสร้างธุรกิจออนไลน์ 3.3.3 ตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace) 3.3.4 ขายสินค้าผ่านเฟสบุ๊ค (Facebook) 3.3.5 การสร้างความตระหนักรู้กับการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระท าความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 3.3.6 เทคนิคการถ่ายภาพสินค้า 3.3.7 การแนะน าศูนย์กลางบริการภาครัฐส าหรับประชาชน


97 ภาคผนวก ข. ใบงาน


98 ใบงานที่ 1 เรื่อง ทักษะการท าผ้าบาติก ค าชี้แจง กกกกกกก1. ใบงานฉบับนี้จัดท าขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองฝึกปฏิบัติท าผ้าบาติกจริง ขอให้ผู้เรียน ปฏิบัติตามขั้นตอนในข้อ 2 ตามล าดับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การฝึกปฏิบัติมีประสิทธิภาพ และเกิด ประสิทธิผลอย่างแท้จริง กกกกกกก2. ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติท าผ้าบาติกมีดังนี้ 2.1 ผู้เรียนรับฟังค าบรรยายจากวิทยากรเป็นล าดับแรก เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และแนวการปฏิบัติที่ถูกต้อง หลังจากนั้นให้ศึกษาใบความรู้ หัวเรื่องที่ 2 ทักษะการท าผ้าบาติก เพิ่มเติมด้วยตนเอง 2.2 ผู้เรียนสังเกต เรียนรู้ จากการสาธิตของวิทยากร ในการท าผ้าบาติก ให้ดูทุกครั้ง ก่อนลงมือฝึกปฏิบัติจริง ในกิจกรรมที่มอบหมายให้ท า พร้อมกับเปิดใบความรู้ที่แจกให้ศึกษาประกอบกัน 2.3 ผู้เรียนฝึกปฏิบัติท าผ้าบาติก ด้วยตนเอง พร้อมกับเปิดใบความรู้ที่แจกให้ระหว่าง วันที่……….เดือน……………….พ.ศ……….. ถึง วันที่……….เดือน………………..พ.ศ……….. 2.4 ผู้เรียนส่งชิ้นงานเทคนิคการลงสี 6 ช่องในผ้าบาติกขนาด 15X15 นิ้ว วาดภาพ ดอกไม้ชบาคู่ในผ้าบาติกขนาด 15X15 นิ้ว วาดภาพเกี่ยวกับทะเลในผ้าบาติกขนาด 15X15 นิ้ว วาด ภาพอิสระในผ้าบาติกขนาด 15X15 นิ้ว (ครั้งที่ 1) และวาดภาพอิสระในผ้าบาติกขนาด 15X15 นิ้ว (ครั้งที่ 2) ที่ได้ฝึกท าให้กับวิทยากร และครูผู้ช่วยวิทยากร เพื่อตรวจสอบคุณภาพของชิ้นงาน ตาม วัน……….เดือน………………..ปี………..ที่ก าหนด กิจกรรม กกกกกกกให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติท าผ้าบาติก ส่งให้วิทยากร และครูผู้ช่วยวิทยากร (ครูผู้สอน) ตรวจ คุณภาพชิ้นงาน ระหว่างวันที่……….เดือน……………….พ.ศ……….. ถึงวันที่……….เดือน……………….. พ.ศ……….. 1. ให้ผู้เรียนท าผ้าบาติกเทคนิคลงสี 6 ช่อง ในผ้าบาติกขนาด 15x15 นิ้ว 2. ให้ผู้เรียนท าผ้าบาติกภาพดอกไม้ชบาคู่ ในผ้าบาติกขนาด 15x15 นิ้ว 3. ให้ผู้เรียนท าผ้าบาติกภาพเกี่ยวกับทะเล ในผ้าบาติกขนาด 15x15 นิ้ว 4. ให้ผู้เรียนท าผ้าบาติกภาพอิสระ ในผ้าบาติกขนาด 15x15 นิ้ว (ครั้งที่ 1) 5. ให้ผู้เรียนท าผ้าบาติกภาพอิสระ ในผ้าบาติกขนาด 15x15 นิ้ว (ครั้งที่ 2)


99 ใบงานที่ 2 เรื่อง การฝึกคิดวิเคราะห์ต้นทุน ก าไร และก าหนดราคาขาย ค าชี้แจง กกกกกกก1. ใบงานฉบับนี้จัดท าขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองฝึกปฏิบัติคิดวิเคราะห์ต้นทุน ก าไร และ ก าหนดราคาขาย ขอให้ผู้เรียนปฏิบัติตามขั้นตอนในข้อ 2ตามล าดับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การฝึก ปฏิบัติ มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง กกกกกกก2. ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติคิดวิเคราะห์ต้นทุน ก าไร และก าหนดราคาขาย มีดังนี้ 2.1 ผู้เรียนรับฟังค าบรรยายจากวิทยากรเป็นล าดับแรก เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และแนวการปฏิบัติที่ถูกต้อง หลังจากนั้นให้ศึกษาใบความรู้ หัวเรื่องที่ 3 การบริหารจัดการอาชีพ ผ้าบาติก การคิดต้นทุน ก าไร การก าหนดราคาขาย 2.2 ผู้เรียนสังเกต เรียนรู้ จากตัวอย่างที่วิทยากรคิดวิเคราะห์ต้นทุน ก าไร และก าหนด ราคาขาย ให้ดูทุกครั้ง ก่อนลงมือฝึกปฏิบัติจริง ในกิจกรรมที่มอบหมายให้ท า พร้อมกับเปิดใบความรู้ที่ แจกให้ศึกษาประกอบกัน 2.3 ผู้เรียนฝึกปฏิบัติคิดวิเคราะห์ต้นทุน ก าไร และก าหนดราคาขาย ด้วยตนเอง ใน วันที่……….เดือน……………….พ.ศ……….. 2.4 ผู้เรียนส่งผลการวิเคราะห์ต้นทุน ก าไร และก าหนดราคาขาย ที่ได้ฝึกวิเคราะห์ ให้ วิทยากรตรวจสอบความถูกต้อง ตามวัน……….เดือน……………….ปี………..ที่ก าหนด และรับฟัง ค าแนะน าการเรียนรู้จากวิทยากร กิจกรรม กกกกกกกให้ผู้เรียนฝึกคิดวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. ให้ผู้เรียนคิดต้นทุนผ้าบาติก ขนาด 15x15 นิ้ว จ านวน 3 ชิ้น 5 ชิ้น และ 10 ชิ้น 2. ให้ผู้เรียนคิดก าไรผ้าบาติก ขนาด 15x15 นิ้ว จ านวน 3 ชิ้น 5 ชิ้น และ 10 ชิ้น 3. ให้ผู้เรียนก าหนดราคาขายผ้าบาติก ขนาด 15x15 นิ้ว จ านวน 3 ชิ้น 5 ชิ้น และ 10 ชิ้น เมื่อผู้เรียนฝึกปฏิบัติในข้อ 1 – 3 เสร็จสิ้นแล้ว ให้ส่งค าตอบผลการวิเคราะห์ข้อมูล ให้ วิทยากรตรวจสอบความถูกต้อง และรับฟังค าแนะน าการเรียนรู้จากวิทยากร


Click to View FlipBook Version