ข้นั ตอนการประเมนิ ภาวะจติ สังคม
ประกอบด้วย 4 ขน้ั ตอน
ขนั้ ตอนการประเมินภาวะจติ สังคม ประกอบดว้ ย 4 ขน้ั ตอน
1.การรวบรวมขอมลู (Data collection)
การรวบรวมขอมลู ดานจิตสงั คม สามารถทําได 3 วธิ ี คอื
การสัมภาษณ การสังเกตและการตรวจรางกาย
ขอมลู ท่ีไดจะมคี วามแมนตรง นาเชื่อถือเพยี งใดขึน้ อยูกบั ทกั ษะและความ
ชาํ นาญของพยาบาลผูประเมิน โดยอาศยั ประสบการณและการฝกฝน
ขน้ั ตอนการประเมนิ ภาวะจติ สงั คม ประกอบดว้ ย 4 ขัน้ ตอน
1.การรวบรวมขอมลู (Data collection) (ต่อ)
การเร่ิมรวบรวมขอมลู ควรคาํ นึงถงึ
- ลําดับความสาํ คญั ของปญหาและความตองการของผรู ับบรกิ าร
โดยพยาบาลใหความสนใจตอความตองการ หรือความวิตกกังวลของผรู ับบริการ
ทมี่ ี ตอปญหาสขุ ภาพเปนอันดับแรก และพยายามรวบรวมขอมลู ใหเพยี งพอท่จี ะสรปุ
วาอะไรคอื ความตองการที่แทจรงิ ของผรู ับบรกิ าร
ข้ันตอนการประเมินภาวะจิตสังคม ประกอบดว้ ย 4 ข้นั ตอน
การเริ่มรวบรวมขอมูลควรคํานงึ ถงึ
- สรางสภาพแวดลอมและบรรยากาศ ที่เอือ้ ใหผูรับบรกิ ารบอกเลาปญหาหรือ
ความคิดความรูสึก
- พยาบาลตองยอมรับผูรบั บริการอยางไมมเี ง่ือนไข ทั้งคาํ พูด กรยิ า ทาทาง ฯลฯ
ข้นั ตอนการประเมนิ ภาวะจติ สังคม ประกอบด้วย 4 ขนั้ ตอน
1.การรวบรวมขอมูล (Data collection) (ต่อ)
การเรมิ่ รวบรวมขอมลู ควรคาํ นงึ ถงึ
- การรวบรวมขอมูลควรปฏิบตั อิ ยางตอเนอ่ื ง มคี วามนาเชื่อถือ บุคลากรทาง
สขุ ภาพสามารถเขาใจไดตรงกนั และมกี ารบนั ทึกอยางเปนระบบ
พนวทางในการประเมินภาวะจติ สังคมเท่ือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1.1 การสมั ภาษณ เปนวธิ ีการที่ตองอาศยั สัมพนั ธภาพท่ีดรี ะหวางพยาบาลและผรู บั บริการที่อยู
บนพืน้ ฐานความไววางใจซึ่งกันและกนั
1.1.1 การสรางความคุนเคย เพ่อื ใหผรู บั บริการเกดิ ความผอนคลาย ไววางใจและ
ใหความรวมมอื ดงั นั้นพยาบาลควรเริ่มต้ังแตการเลือกสถานท่ที เ่ี ปนสดั สวน ไมถกู รบกวนจากผอู ืน่
พยาบาลแนะนําตนเอง เพือ่ แสดงใหผรู บั บรกิ ารเห็นวาพยาบาลยนิ ดที จ่ี ะใหความชวยเหลือ
ในการแกปญหาสุขภาพทผี่ รู ับบรกิ ารเผชญิ อยูแสดงความอบอนุ ปรารถนาดี อธบิ ายใหผรู ับบรกิ าร
เขาใจวัตถปุ ระสงคและความจําเปนของการตอบคาํ ถามของผูรับบรกิ าร ไมแสดงความรบี รอนในการ
สมั ภาษณ
พนวทางในการประเมินภาวะจิตสังคมเท่ือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1.1.2 การฟง
พยาบาลตองเปนผฟู งทด่ี ี โดยการฟงอยางตง้ั ใจ เขาใจถงึ ความรูสกึ ของผรู ับบรกิ าร
ใหโอกาสผูรับบรกิ ารพูดจนจบ รอคอยดวยทาทีสงบ อดทนใหเวลาผูรับบริการคิด พยาบาล
มคี าํ พดู โตตอบ กระตุนในจงั หวะทเี่ หมาะสม สรปุ และสะทอนขอความท่ีผรู ับบริการพูด
เพื่อทบทวนความเขาใจทถี่ กู ตองและตรงกนั ระหวางพยาบาลและผรู บั บริการ
พนวทางในการประเมินภาวะจิตสังคมเท่ือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1.1.3 การต้ังคาํ ถาม
• กอนถามพยาบาลควรต้ังวัตถปุ ระสงคของการสมั ภาษณไวกอนทุกคร้ัง
• ควรใชแบบประเมนิ ภาวะสุขภาพเพ่อื ปองกันหลงลมื ในบางประเด็น
• ควรถามประเดน็ ท่ีเก่ียวของกบั ปญหาหลกั กอน
• มกี ารใชคําถามทเ่ี ปนคําพดู ทเี่ ขาใจงายเหมาะสมกบั ระดับความรูของผรู บั บริการ
พยายามใชคําถามปลายเปดเพ่อื ใหผูรบั บริการอธิบายเพิ่มเตมิ
พนวทางในการประเมนิ ภาวะจติ สังคมเท่ือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
• กรณีที่สงสัยในสิ่งทผ่ี ูรบั บรกิ ารตอบพยาบาลควรใชประโยคนนั้ ซํ้าเพอื่ ใหผรู บั บริการ
อธิบายอกี ครง้ั หรือเพื่อสะทอนความรูสึกของผรู ับบรกิ าร
• ใชคาํ พูดสุภาพและระมัดระวังการกระทบกระเทือนดานจติ ใจ
• พยาบาลตองมศี ิลปะในการสนทนาและมีความกระตือรือรนในการใหความชวยเหลือ
ตามสภาพปญหาและความตองการของผรู ับบริการทนั ทีที่สามารถประเมินปญหาได้
ข้นั ตอนในการสัมภาษณ
การสมั ภาษณประกอบดวย 3 ขน้ั ตอน ไดแก
• ขน้ั ทาํ ความรจู ักหรอื สรางสัมพนั ธภาพ
• ขั้นดําเนนิ การสัมภาษณ และ
• ขน้ั การยุติการสัมภาษณหรือส้นิ สดุ การสัมภาษณ์
ขัน้ ตอนในการสัมภาษณ
- ขนั้ ทาํ ความรูจักหรอื ขัน้ สรางสมั พนั ธภาพ (Introductory phase /initial phase)
การทําความรูจักเปนข้ันตอนแรกในการสัมภาษณ วัตถปุ ระสงคของขั้นตอนน้ี เพื่อ
ใหพยาบาลแนะนําตนเอง สรางความรูจักและคุนเคยกับผูรับบริการ บอกวัตถุประสงค
ของการสัมภาษณเพ่ือใหทั้งสองฝายไดผอนคลาย ความวิตกกังวลเม่ือพบกันเปนครั้ง
แรก ควรมีการจัดที่น่ังใหสบายเพื่อความผอนคลายขณะสัมภาษณ ควรใชเวลา
ประมาณ 3-5 นาที
ขน้ั ตอนในการสมั ภาษณ
- ข้นั ดาํ เนินการสมั ภาษณ (Working phase)
วัตถุประสงคของข้ันตอนน้ี เพื่อรวบรวมขอมูลดานจิตสังคมของผูรับบริการ หรือ
ขอมูลดานสุขภาพท่ีมีผลกระทบตอภาวะจิตสังคมของผูรับบริการ สถานที่ในการ
ดําเนินการ สัมภาษณมีความเปนสวนตัว พยาบาลใชเทคนิคท่ีเหมาะสมในการ
สัมภาษณ เพ่ือเอ้ือใหเกิดประโยชนในการเก็บขอมลู ควรใชเวลาประมาณ 30-45 นาที
ขน้ั ตอนในการสัมภาษณ
- ขน้ั ยตุ ิการสมั ภาษณหรอื สิ้นสดุ การสมั ภาษณ (Termination phase)
• ข้นั ตอนนี้จะทําหลังจากพยาบาลไดรวบรวมขอมลู ดานจติ สังคมเพยี งพอแลว
• หรือกรณีทใี่ ชระยะเวลานานเกินไปจนทําใหผรู บั บริการเกดิ ความเหน่ือยลา อดึ อดั
ใจ ไมใหความรวมมือในการสมั ภาษณ กรณนี พี้ ยาบาลควรยุตกิ ารสมั ภาษณไวกอน
• หรอื กรณที พ่ี ยาบาลยตุ กิ ารสัมภาษณเพ่อื ใหเวลาผรู ับบริการ ไดจบเร่ืองที่
กําลงั สัมภาษณหากเร่อื งที่กําลงั สมั ภาษณเปนเรอื่ งท่ยี าวนานและสรางความ
สะเทอื นใจแกผรู บั บรกิ ารเพื่อใหเกิดความผอนคลายกอน
สงิ่ สําคญั ในการสมั ภาษณ
1.การตัง้ คาํ ถาม
พยาบาลควรต้งั คําถามที่มีลกั ษณะปลายเปด เพ่ือเปดโอกาสใหผรู บั บรกิ ารไดเลาเหตุการณ
อยางละเอียด ไมควรใชคาํ ถามปลายปดหรือชีน้ าํ เพราะจะทําใหประเดน็ การสัมภาษณไมชัดเจนและ
ขาดรายละเอียด
ลกั ษณะตวั อยางคําถาม
- คําถามปลายเปด เชน คุณชวยเลาถงึ ความรูสกึ ของคุณ ขณะที่คณุ ทะเลาะกับมารดาของคณุ ให้
ฟงหนอยซิคะ
- คําถามปลายปด เชน คุณรูสึกเสยี ใจกบั เหตุการณนัน้ ใช หรอื ไมคะ
- คําถามชีน้ าํ เชน คณุ เสียใจมากที่มารดาของคุณไมเขาใจคุณ
สิง่ สาํ คัญในการสัมภาษณ
2. การรับฟงอยางตง้ั ใจ
พยาบาลควรฟงผูรับบริการอยางต้งั ใจ และตดิ ตามตลอดการสัมภาษณ
เพราะเปนปจจัยกระตุนใหผูรับบรกิ ารเลารายละเอยี ดไดอยางตอเน่ืองและ
สมบรู ณมากขึน้ ขณะที่พยาบาลรบั ฟงควร สังเกตการพดู ลกั ษณะการพดู
กรยิ าทาทาง นา้ํ เสียง ฟงอยางต้งั ใจ เปดใจรบั ฟงไมอคติ ไมนําความคดิ ความเช่อื
คานิยมของพยาบาลไปตดั สนิ ผรู ับบรกิ าร
สง่ิ สาํ คญั ในการสมั ภาษณ
• ส่งิ ท่ไี มควรทาํ ขณะสัมภาษณ คือ
การทํางานอน่ื ไปพรอมๆ กับการสัมภาษณ เพราะจะทําใหผูรบั บรกิ ารรสู กึ
วาไมไดรับความสนใจจากพยาบาล สงผลตอความรวมมือในการสัมภาษณได
เชน ปฏเิ สธการใหขอมูล เปนตน
ส่งิ สําคัญในการสมั ภาษณ
3. การแสดงความเขาใจ
การแสดงออกถึงความเขาใจผูรบั บริการจะเปนกุญแจสาํ คญั ทีช่ วยใหการประเมนิ ภาวะจติ สังคม
ประสบความสําเรจ็ ไดการส่อื สารของพยาบาลทแ่ี สดงถึงความเขาใจสามารถทําได ทง้ั วจั นภาษา
และอวจั นภาษา
- วัจนภาษา เชน การใชคาํ พูด “คะ” “แลวอยางไรตอคะ” “เลาตอซคิ ะ” เปนตน
- อวจั นภาษา เชน สบตา พยกั หนาแสดงความเขาใจ เปนตน
การแสดงความเขาใจดงั กลาว เปนการบงบอกวาพยาบาลมีความ สนใจ เขาใจ ตั้งใจฟง ตองการให
ผูรบั บรกิ ารเลาตอในประเดน็ นั้นๆ หรอื ส่ิงท่ีผูรบั บรกิ ารกลาวถงึ มคี วามนาสนใจและมีความสําคัญ
สิ่งสําคัญในการสัมภาษณ
4. ความสอดคลองของการส่ือความหมาย
พยาบาลตองพจิ ารณาความสอดคลองระหวางวัจนภาษาและอวจั นภาษา เชน
ผูรบั บริการ เลาถึงนองสาวตางมารดาวา “รกั นองสาวของตนเองมาก มีอะไรก็ใหได
ทุกอยาง” แตผรู ับบริการมีแววตาเกลยี ดชังและใชน้ําเสียงประชดประชนั
หากพยาบาลสังเกตพฤติกรรมของผูรับบริการขณะสัมภาษณ จะทาํ ใหทราบวา ผรู บั
บริการมีอารมณและความรูสึกไมสอดคลองกับเนอ้ื หาที่สื่อความหมาย หรือสื่อความหมาย
อยางมนี ัยยะเคลอื บแฝง เปนตน
สงิ่ สาํ คัญในการสัมภาษณ
5. เทคนคิ การสนทนาหรือเทคนคิ การสัมภาษณ
เทคนิคที่ชวยเออ้ื ตอการประเมินภาวะจติ สงั คม สงผลใหการเก็บขอมลู เปนไปอยาง
ราบร่ืน ผรู บั บริการใหความรวมมอื ทจ่ี ะใหขอมลู ที่เปนความจริง
- การใชคําถามปลายเปด (Open end question) เปนลกั ษณะคาํ ถามทถ่ี ามแลว
ผรู ับบริการบรรยายสงิ่ ท่ีเกิดข้ึน เชน
“ครอบครวั ของ คุณรูสกึ อยางไรกับการเจบ็ ปวยของคณุ ”
“เมอื่ คุณมีเร่ืองไมสบายใจ คณุ ใชวิธกี ารใดในการจัดการกบั ความไมสบายใจน้นั ”
สงิ่ สาํ คญั ในการสมั ภาษณ
5. เทคนคิ การสนทนาหรือเทคนิคการสมั ภาษณ (ตอ่ )
- การใชคําถามกลาวนาํ การสนทนาอยางกวางๆ (Giving broad opening
statement) เปนคาํ ถามกลาวนํากวางๆ ในชวงเริม่ ตนการสนทนา เชน
“วันนคี้ ุณรูสึกอยางไรบาง”
“วันน้ีเราจะเรม่ิ คุยกนั เร่ืองไหนกอนดคี ะ” เปนตน
สิ่งสาํ คญั ในการสมั ภาษณ์
5. เทคนิคการสนทนาหรือเทคนิคการสัมภาษณ (ตอ่ )
- การสะทอนความคิดความรูสกึ (Reflecting content and reflecting feeling)
เชน “ทกุ คนคงเสียใจมากกบั เหตกุ ารณน”ี้
“ครอบครัวคงจะลําบากมากเมอ่ื คณุ เจบ็ ปวย” เปนตน
สิ่งสําคัญในการสัมภาษณ์
5. เทคนิคการสนทนาหรอื เทคนิคการสัมภาษณ (ตอ่ )
- การใชคํากลาวนํา (Using general lead) เปนคําพูดกลาวนําที่ชวยกระตุนและจงู
ใจใหผรู ับบริการพูดตอ
เชน “คะ” “แลวยังไงตอคะ”
ส่ิงท่ีสําคัญในการใชเทคนิคน้ีควรเหมาะสมกับโอกาส ควรใชนอยครั้ง เพราะอาจทํา
ใหผูรับบริการแปลความวา พยาบาลสงสัยหรือไมเขาใจในส่ิงที่ผูรับบริการเลา บางคร้ังอาจ
ใชความเงียบดีกวา เชน กรณที ี่ผรู ับบรกิ ารเลาถึงเร่ืองท่ีสะเทือนใจ บรรยายถงึ บรรยากาศที่
ทุกคนในครอบครัวเสียรองไห พยาบาลควรใชความเงียบเพ่ือใหผูรับบริการไดระบาย
อารมณความรูสึก เปนตน
สงิ่ สําคญั ในการสัมภาษณ์
5. เทคนิคการสนทนาหรือเทคนคิ การสมั ภาษณ (ตอ่ )
- การหาความกระจาง (Clarifying) การขอความกระจางในคําพดู ท่ไี มชดั เจน
เชน “ที่คุณ....เลาวา....หมายความวาอยางไรคะ” “พยาบาล ไมเขาใจทคี่ ุณ.....พดู
ชวยอธิบายเพม่ิ เตมิ หนอยคะ” เปนตน
- การใชความเงยี บ (Using silence) ขณะประเมินภาวะจติ สังคมการใชความเงยี บ
จะกระตนุ ใหผรู บั บรกิ ารพดู มากข้นึ หรอื อาจใชในกรณที ่ีผรู ับบรกิ ารมีอารมณเศรา หรือ
โกรธ เทคนิคนี้จะชวยทาํ ใหผรู ับบรกิ ารระบายอารมณและความรสู กึ ไดมากขึน้
สิง่ สําคญั ในการสัมภาษณ์
5. เทคนคิ การสนทนาหรือเทคนิคการสมั ภาษณ (ต่อ)
• การฟงอยางตง้ั ใจ (Active listening)
ปญหาการฟงทพี่ ยาบาลพบไดในชวงแรกของการฝกการสัมภาษณ เชน ฟงไมจบ จับ
ใจความ ไมได จบั ประเดน็ ผิด และไมมสี มาธิ ขณะฟงคิดเรอ่ื งอน่ื ไปพรอมกับทฟ่ี ง ผรู ับ
บรกิ าร มีอคตใิ นการฟง
การฟงอยางตัง้ ใจจึงเปนศลิ ปะที่ตองฝก เชน ขณะฟงพยาบาลตองคดิ วาผรู ับบรกิ ารพูด
ถึงอะไร ขณะที่พดู ตองการบอกอะไร พยาบาลตองพยายามเขาใจในสิ่งที่ผูรบั บริการตอง
การบอกมากกวาฟงวาผรู บั บริการพูดอะไร
สง่ิ สาํ คัญในการสมั ภาษณ์
5. เทคนคิ การสนทนาหรอื เทคนคิ การสมั ภาษณ (ต่อ)
-การสรุป (Summarizing)
เทคนคิ น้คี วรทําเมือ่ สิ้นสุดการสมั ภาษณหรือเมอื่ จบการสัมภาษณแตละหวั ขอ
เพ่ือใหผรู บั บรกิ ารไดทบทวนขอมูลเก่ียวกับตนเอง เพ่อื แกไขความคลาดเคลือ่ นของ
ขอมลู ทพี่ ยาบาลไดรับ หรอื เปนการบอกกบั ผรู ับบรกิ ารทราบวาเวลาในการสมั ภาษณหมด
ลงแลว
พนวทางในการประเมนิ ภาวะจติ สังคมเทื่อเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1.2 การสังเกต
เปนการเก็บรวบรวมขอมูลเกยี่ วกบั พฤตกิ รรมของผูรบั บรกิ ารทั้งต้งั ใจและไมตง้ั ใจ
เพอื่ ชวยใหการประเมนิ ขอมลู จากการสัมภาษณมคี วามแมนตรงมากข้นึ สามารถทําไดทุก
สถานการณโดยเฉพาะขณะสนทนากับผรู ับบรกิ าร พยาบาลสังเกตและเก็บขอมูลโดยใช
ประสาทสัมผสั ท้ังหา
พนวทางในการประเมนิ ภาวะจิตสังคมเทื่อเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1.3 การตรวจรางกาย
การเกบ็ รวบรวมขอมูลจากการตรวจรางกาย เพือ่ แยกแยะการเจ็บปวยทางดาน
รางกายออกจากปญหาภาวะจิตสังคม วธิ กี ารตรวจรางกาย ควรกระทําพรอมๆ กบั
การสมั ภาษณและการสงั เกต มแี นวทางการปฏบิ ัติ ดงั น้ี
พนวทางในการประเมินภาวะจติ สังคมเทื่อเกบ็ รวบรวมข้อมูล
• - สังเกตลักษณะท่ัวไปของผรู บั บรกิ ารกอนทําการตรวจรางกาย
• - ไมแสดงทาทีต่ืนตกใจกับอาการของผูรบั บริการ เพราะจะเปนการสนับสนุนใหผรู บั
บริการใชอาการเจบ็ ปวยทางกายเปนเง่ือนไข เชน ภาวะหายใจหอบ เกรง็ เนอ่ื งจาก
ความเครยี ด( Hyperventilation Syndrome ) เปนตน
• - ระหวางทาํ การตรวจรางกาย ควรพูดคยุ กับผรู บั บรกิ าร สรางความคุนเคยชวยให
บรรยากาศผอนคลายและเปนธรรมชาติ
• - จดบนั ทกึ ขอมูลทสี่ ําคัญ ปองกันการลมื
• - ควรใชแบบประเมินภาวะสุขภาพในการเกบ็ รวบรวมขอมูล
พนวทางในการประเมินภาวะจติ สังคมเท่ือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
2. การตรวจสอบความแมนยาํ ของขอมูล (Data validation)
เปนการตรวจสอบเพื่อใหพยาบาลเกดิ ความมน่ั ใจวาขอมูลท่ีไดมานั้น ถูกตอง ตรงกับ
ความเปนจรงิ ทจี่ ะสงผลตอการแปลความหมายหรืออคติจาก พยาบาล อาจกระทาํ ระหวาง
การเก็บรวบรวมขอมลู หรอื หลังจากเสร็จสิ้นขนั้ ตอนการเก็บรวบรวมขอมลู ก็ได
พนวทางในการประเมินภาวะจิตสังคมเทื่อเกบ็ รวบรวมข้อมูล
หลกั ในการปฏบิ ัตมิ ดี ังนี้
• - พยาบาลอาจจะตัง้ ขอสังเกตบางประเด็นของขอมูลท่ไี มชดั เจน คลุมเครือ ซึง่ ตอง
คนหาขอมูลจากแหลงอน่ื ๆ มาเพิ่มเติมเพอื่ ยนื ยันความถกู ตองของขอมูลทไ่ี ดโดยเฉพาะ
ขอมลู อัตนยั (Subjective data) ท่ไี มมขี อมูลปรนัย (Objective data) พยาบาลจะตอง
เปรียบเทียบขอมูลประเดน็ เดยี วกัน จากแหลงอน่ื ๆ
• - ขอมลู ทเี่ ก็บรวบรวมไดจากการใชเครื่องมือในการประเมินตางๆ เชน นํา้ หนัก สวนสูง
ความดันโลหติ หากไมแนใจควรวดั หรอื ประเมินซาํ้ เพ่ือความ ถกู ตองของขอมูล เปนตน
พนวทางในการประเมินภาวะจิตสังคมเท่ือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
หลักในการปฏบิ ตั ิมดี งั นี้ (ต่อ)
- หากพยาบาลไมแนใจในขอมลู ทไี่ ดจากการบอกเลาของผูอ่นื พยาบาลควรสังเกตหรอื
สมั ภาษณดวยตนเอง
- ในชวงเวลาที่ผานไปอาจเกดิ การเปลีย่ นแปลงของขอมลู ได เชน ภาวะทางอารมณที่
เปล่ียนแปลง หากพยาบาลประเมินถงึ ความเปล่ียนนน้ั ไดควร ตรวจสอบซาํ้ ทันที เปนตน
- หากมคี วามเปนไปได ควรใหมบี คุ คลอื่นชวยในการตรวจสอบขอมลู เชน พยาบาลในทีม
สขุ ภาพทานอนื่ เพ่อื ตรวจสอบความเทย่ี งตรงขอมูล เปนตน
พนวทางในการประเมินภาวะจิตสังคมเท่ือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
3. การจัดการระบบขอมลู (Data organization)
พยาบาลตองนําขอมูลที่ไดมาจัดหมวดหมูหรือจัดกลุมใหเปนระบบและหาความ
สัมพันธของขอมูลท่ีไดเพ่ือวิเคราะห และแปลความหมาย โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ
มาตรฐานตามทฤษฎีและมโนทัศนตางๆ นําไปสูการ ประเมินปญหาและแยกประเภทของ
ปญหา ซึ่งก็คือ “การกําหนดขอวินิจฉัย ทางการพยาบาล” เพื่อทําการวางแผนการ
พยาบาลตามกระบวนการพยาบาลน่นั เอง
พนวทางในการประเมินภาวะจติ สังคมเท่ือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
4. การบันทึกขอมูล (Pattern identification)
• หลังการรวบรวมขอมูล ครบถวนแลว จะตองมีการลงบันทึกในแบบบันทึก หรือเคร่ืองตามกรอบ
แนวคิด ท่ีเลือกใชและตรวจสอบความถูกตองของขอมูล หากไมสมบูรณพยาบาลตองประเมินผูรับ
บริการเพิม่
• การกําหนดขอวินิจฉัยทางการพยาบาลดานจิตสังคม ใชหลักการเดียวกับการกําหนดขอวินิจฉัย
ทางการพยาบาลดานรางกาย โดยแบงเปน
ปญหาทเี่ กดิ ขนึ้ แลว (Actual problem)
ปญหาท่ีเสยี่ งตอการเกดิ (Potential problem) และ
ปญหาทม่ี โี อกาสเกิด (Possible problem)
แผนภมู ริ ูปแบบการใหบ้ ริการดูแลทางสังคมจติ ใจ
เราจะตอ้ งใช้การประเมนิ ใด แบบคดั กรองใด ในการทางานบา้ ง
การคดั กรองผู้ป่ วย กล่มุ เสี่ยงเทื่อส่งต่อบาบัดรักษา
แบบประเมินความเครียด (ST5),แบบ
ประเมินสุขภาพท่วั ไป (GHQ 28)
แบบประเมนิ ภาวะซึมเศร้า 2Q 8Q 9Q
AUDIT, FTND, Assist, MMSE ฯลฯ
แบบประเมนิ ความเครียด (ST5)
คอยวาา่ มงเเชค่นรียรดาเยกไดิ ดขท้ นึ้ ไี่ มได่พ้กอับเพทกุยี คง นหนสีส้าเนิ หภตุทยั พที่ าบิ ใตั หติ เ้ ก่างดิ ๆควทาที่ มาเใคหรเ้ียกดดิ มคีหวลามาย
สูญเสีย ความเจบ็ ป่ วยเป็ นต้น ความเครียดมีทงั้ ประโยชน์ และโทษหาก
มากเกนิ ไปจะเกดิ ผลเสียตอ่ ร่างกายและจติ ใจของทา่ นได้
ขอใหท้ า่ นลองประเมนิ ตนเองโดยใหค้ ะแนน 0-3 ทต่ี รงกับความรู้สกึ ของ
ทา่ น
• คะแนน 0 หมายถึง แทบไม่มี
• คะแนน 1 หมายถงึ เป็ นบางครั้ง
• คะแนน 2 หมายถงึ บอ่ ยครั้ง
• คะแนน 3 หมายถงึ เป็ นประจา
ข้อ อาการหรือความรู้สกึ ทเ่ี กดิ ในระยะ คะแนน
2-4 สัปดาห์ 0 12 3
1 มีปัญหาการนอน นอนไมห่ ลบั หรอื นอนมาก
2. มีสมาธินอ้ ยลง
3. หงดุ หงิด/กระวนกระวาย/วา้ วนุ่ ใจ
4. รูส้ กึ เบ่ือ เซง็
5. ไมอ่ ยากพบปะผคู้ น
การพปลผล
•คะแนน 0-4 เครยี ดน้อย
•คะแนน 5-7 เครยี ดปานกลาง
•คะแนน 8-9 เครยี ดมาก
•คะแนน 10-15 เครียดมากทส่ี ุด
แบบคัดกรองโรคซมึ เศร้า 2 คาถาม (2Q)
คาถาม มี ไม่มี
1. ใน 2 สปั ดาหท์ ่ีผา่ นมา รวมวนั นี้ ท่านรูส้ กึ
หดหู่ เศรา้ หรอื ทอ้ แทส้ นิ้ หวงั หรอื ไม่
2. ใน 2 สปั ดาหท์ ่ีผา่ นมา รวมวนั นีท้ ่านรูส้ กึ
เบ่ือ ทาอะไรก็ไมเ่ พลิดเพลิน หรอื ไม่
การพปลผล
• ถ้าคาตอบ ไม่มี ทงั้ 2 คาถาม ถอื ว่า ปกติ ไมเ่ ป็ นโรคซึมเศร้า
• ถา้ คาตอบ มี ข้อใดข้อหนึ่งหรือทงั้ 2 ข้อ (มีอาการใดๆ ในคาถาม
ที่ 1 และ 2 ) หมายถงึ “เป็ นผู้มคี วามเสย่ี ง” หรือ “มแี นวโน้มทจ่ี ะ
เป็ นโรคซมึ เศร้า” ใหป้ ระเมินต่อด้วยแบบประเมนิ โรคซมึ เศร้า
9Q
แบบประเมนิ โรคซมึ เศร้า 9Q
การแปลผล แบบประเมนิ โรคซมึ เศร้า 9Q
คะแนนรวคมะแนน 9Q ≥ 7 ใหป้ ระเมกินาแรนแวปโนลม้ผกลารฆ่าตวั ตาย ดว้ ย 8Q
< 7 ไมม่ ีอาการของโรคซมึ เศรา้ หรอื มีอาการของโรคซมึ เศรา้ ระดบั นอ้ ยมาก
7-12 มีอาการของโรคซมึ เศรา้ ระดบั นอ้ ย
13-18 มีอาการของโรคซมึ เศรา้ ระดบั ปานกลาง
≥ 19 มีอาการของโรคซมึ เศรา้ ระดบั รุนแรง
คะแนน 9Q ≥ 7 ใหป้ ระเมินแนวโนม้ การฆา่ ตวั ตาย ดว้ ย 8Q
แบบประเมนิ การฆา่ ตัวตาย 8Q
การพปลผล
คะแนน การแปรผล
รวม
0 ไม่มแี นวโน้มฆา่ ตัวตายในปัจจุบนั
1-8 มแี นวโน้มทจี่ ะฆา่ ตวั ตายในปัจจุบนั ระดบั น้อย
9-16 มแี นวโน้มทจ่ี ะฆา่ ตวั ตายในปัจจุบนั ระดบั ปานกลาง
≥ 17 มีแนวโน้มทจี่ ะฆา่ ตวั ตายในปัจจุบนั ระดบั รุนแรง
ถ้าคะแนน 8Q ≥ 17 ส่งตอ่ โรงพยาบาลมจี ติ แพทยด์ ่วน
สายด่วนสุขภาทจติ
แนวปฏบิ ตั กิ ารดเู แลทางจติ สังคม
ในแตล่ ะกลุ่มเป้าหมาย : การเลือกใช้แบบประเมนิ
ทางสุขภาพจติ และจติ เวช
กจิ กรรม คลนิ ิกสุรา/บุหร่ี/ยาเสทตดิ
1.คัดกรอง ภาวการณต์ ิด ภาวการณ์ขาด
1.1 ประเมนิ ภาวะการตดิ และภาวะการขาด บหุ รี่ สรุ า ยาเสพติด (คะแนน
AUDIT ไม่เกิน 19 คะแนน /คะแนน ASSIST ต่ากวา่ 27 คะแนน FTND ไมเ่ กนิ
6 คะแนน) http://medipe2.psu.ac.th/tsan/?p=323
เคร่อื งมือ/แบบประเมิน AUDIT, ASSIST, FTND แบบคดั กรองบหุ ร่ี สรุ า ยาเสพ
ตดิ .pdf แบบทดสอบการตดิ บหุ ร่ี (แบบทดสอบฟาเกอรส์ ตรอมเพ่ือวดั การตดิ สารนิโคติน)
FTND.pdf แบบประเมิน audit.pdf