The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ต.ค.66 - มี.ค. 67

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chutikun S., 2024-03-12 04:01:14

วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ต.ค.66 - มี.ค. 67

วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ต.ค.66 - มี.ค. 67

สารบัญ/contents 3 บรรณาธิการแถลง 4-5 เรื่องจากปก สธ.ขับเคลื่อนมาตรฐาน SAN และ SAN Plus “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” 6-37 งานวิจัย a การพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสถานที่จ�ำหน่ายอาหารภายใต้วิถีใหม่ a สถานการณ์การเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำดื่มจาก ตู้น�้ำหยอดเหรียญในเขตเทศบาลนครนนทบุรี a การพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล 38-57 บทความ a รายงานผลการด�ำเนินงานโครงการพัฒนาการสุขาภิบาล อาหารและน�้ำในเรือนจ�ำ a ถังส�ำรองน�้ำในบ้าน ท�ำอย่างไรให้สะอาด a น�้ำประปามีกลิ่นคลอรีนต้องท�ำอย่างไร 58 เกาะประเด็นร้อน a กรมอนามัย ย�้ำ กินหมูดิบ เสี่ยงโรคไข้หูดับ a ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานกรอกน�้ำจากก๊อก 59-63 กิจกรรมสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ a การประชุมพัฒนายกระดับการจัดการอนามัย สิ่งแวดล้อมสู่เมืองท่องเที่ยวสุขภาพดี วิถีใหม่ a ตรวจเยี่ยมเสริมพลังและรณรงค์ “กินเจ อิ่มบุญ มือสะอาด สุขภาพดี วิถีใหม่” a รณรงค์เทศกาลกินเจ ประจ�ำปี พ.ศ. 2566 a สธ. ชูกาดข่วงเมืองน่านผ่าน ‘Street Food Good Health’ มาตรฐานอาหารปลอดภัย ตามนโยบาย “น่านโมเดล” เจ้าของ ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ที่ปรึกษา นางสุธิดา อุทะพันธุ์ บรรณาธิการ นายชัยเลิศ กิ่งแก้วเจริญชัย กองบรรณาธิการ นายรัชชผดุง ด�ำรงพิงคสกุล น.ส.พรเพชร ศักดิ์ศิริชัยศิลป์ น.ส.วราภรณ์ ถาวรวงษ์ นายเอกชัย ชัยเดช น.ส.ปวริศา ดิษยาวานิช ผู้ช่วยบรรณาธิการ นายกิตติพงศ์ ภูอุดม ศิลปกรรม นายกิตติพงศ์ ภูอุดม ผลิตที่ ห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด แสงจันทร์การพิมพ์ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเผยแพร่วิชาการ ข่าวสารทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทางอาหาร 2. เพื่อเป็นเอกสารประชาสัมพันธ์ผลงานของ ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำและศูนย์อนามัย ส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เทศบาล และบุคคลในแวดวงสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ 3. เพื่อรายงานกิจกรรมความเคลื่อนไหวของบุคคล ในแวดวงสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ 4. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็นของ บุคคลในแวดวงสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ 5. เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง บุคลากรกรมอนามัยส�ำนักงานสาธารณสุข จังหวัด เทศบาล ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สถานที่ติดต่อ ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อ�ำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0 2590 4179 Website : http//foodsan.anamai.moph.go.th


สวัสดีท่านสมาชิกและผู้อ่านทุกท่าน วารสารฉบับนี้ก็เป็นฉบับแรกของ ปีที่ 15 หรือ ปีงบประมาณ 2567 นะครับ ส�ำหรับฉบับนี้ก็มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจมากมายเช่นเดิมนะครับ ไม่ว่าจะเป็น งานวิจัย บทความวิชาการ เกาะประเด็นร้อน และกิจกรรมสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ติดตามได้ในฉบับครับ สุดท้ายนี้ กองบรรณาธิการขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ ส่งผลงานวิจัย บทความ สาระความรู้ รวมทั้งกิจกรรมความเคลื่อนไหวต่างๆ เกี่ยวกับงานสุขาภิบาลอาหารและน�้ำมาลงเผยแพร่ ทางกองบรรณาธิการ ยินดีรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงวารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำนะครับ พบกันใหม่ฉบับ หน้าครับ กองบรรณาธิการ บรรณาธิการแถลง ค�ำแนะน�ำ ส�ำหรับก ส�ำหรับกาารน�ำผลก รน�ำผลกาารศึกษาาวิจัยลงตีพิมพ์ในว วิจัยลงตีพิมพ์ในวาารสาารสุขาาภิบาาลอาาหาารและน�้ำ รและน�้ำ เป็นผลงานการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับงานสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ซึ่งสรุปเนื้อหา ดังนี้ 1. ชื่อเรื่อง ภาษาไทย 2. ชื่อผู้เขียน ชื่อเต็ม / ต�ำแหน่ง / สถานที่ท�ำงาน 3. บทคัดย่อ เขียนน�ำตัวเรื่อง สรุปสาระส�ำคัญของเรื่อง โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ วิธีการและผลการศึกษา 4. เนื้อหา ควรประกอบด้วย a บทน�ำ เพื่ออธิบายความเป็นมา และความส�ำคัญของปัญหา และวัตถุประสงค์ a วิธีการศีกษา a ผลการศึกษา a สรุป และข้อเสนอแนะ เป็นการสรุปสาระส�ำคัญ และแนวทางที่จะน�ำผลไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้เนื้อหาที่จะน�ำลงเผยแพร่ทั้งหมดไม่ควรเกิน 8 หน้ากระดาษ A 4 และการเขียนเอกสารอ้างอิงจะใช้แนวทางแบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style) โดยส่งมาที่ กองบรรณาธิการวารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี11000 หรือ Email : [email protected] กิตติพงศ์ ภูอุดม โทรศัพท์ 0-2590-4179 Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 3


เรื่องจากปก วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิง ปฏิบัติการเสริมสร้างพลังภาคีเครือข่ายสุขาภิบาลอาหาร สู่การยกระดับงานสุขาภิบาลอาหารภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ และ “Kick Off” NEW BRAND : SAN & SAN PLUS เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการ ท่องเที่ยวไทย พร้อมด้วยนางจิตรา หมีทอง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข แพทย์หญิงอัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล อธิบดีกรมอนามัย นายพรภิรมย์ เสือแดง ผู้แทนนายกเมืองพัทยา นายเสน่ห์ สมศรี นายกสมาคมผู้ประกอบการ ร้านอาหาร ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารกรมอนามัย ผู้บริหารเมืองพัทยา และภาคีเครือข่าย ร่วมงาน ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา อ�ำเภอ บางละมุง จังหวัดชลบุรี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ด�ำเนินงานด้านสุขาภิบาลอาหารของประเทศไทยควบคู่ กับงานอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบการด�ำเนินงานและ น�ำเทคโนโลยีมาใช้ในการขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของ สังคมในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การด�ำเนินชีวิต ของประชาชนมีการน�ำเทคโนโลยีและสื่อสังคมเข้ามาใช้ในวิถีชีวิตเป็นจ�ำนวนมาก โดยเฉพาะน�ำมาใช้ในด้านอาหารเป็นปัจจัยส�ำคัญในการด�ำรงชีวิตของประชาชน โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ด�ำเนินงานการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระบบของผู้บริโภค ผู้ประกอบกิจการ ผู้สัมผัสอาหาร เครือข่ายชมรม/สมาคมผู้ประกอบการอาหาร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหารทุกระดับ โดยมีการเสริมสร้างความ รอบรู้ด้านความปลอดภัยของอาหารแก่ผู้บริโภคและผลักดันให้เกิดการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบกิจการด้านอาหารในสถาน ประกอบกิจการต่าง ๆ เจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติปรับบทบาทในการด�ำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพและมีคุณภาพ ในระบบตรวจสอบและ การรับรองที่ได้มาตรฐานมากขึ้น สธ.ขับเคลื่อนมาตรฐาน SAN และ SAN Plus (Sanitation, Accountability, Network ) “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” 4 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


ทางด้าน แพทย์หญิงอัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนด้านวิชาการเพื่อคุ้มครอง สุขภาพของประชาชนให้ได้บริโภคอาหารที่สะอาดปลอดภัย โดยด�ำเนินงานภายใต้ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แนวทางการ ด�ำเนินงานสุขาภิบาลอาหาร ได้ปรับเปลี่ยนตามรูปแบบการพัฒนาของสังคม และระบบงานอนามัยสิ่งแวดล้อม มีการกระจายบทบาท หน้าที่สู่ภูมิภาคและ สู่ท้องถิ่นตามล�ำดับ จึงมีการทบทวน ปรับปรุง และพัฒนาแนวทางและมาตรการ ต่าง ๆ ทั้งระบบ (Re-branding) ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการปรับ มาตรฐาน (Re-Standard) การปรับแนวทางการด�ำเนินงาน (Re-Process) และการปรับภาพลักษณ์การด�ำเนินงาน (Re-Logo) รวมไป ถึงการทบทวนกฎหมายที่บังคับใช้กับสถานประกอบกิจการอาหารด้วย “ทั้งนี้ เมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีสถานประกอบกิจการอาหารได้มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ กรมอนามัยจึงได้มอบป้าย SAN / SAN Plus Certificate จ�ำนวน 5 ประเภท ได้แก่ ตลาดสด ตลาดนัด สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร สถานที่สะสมอาหาร และอาหารริมบาทวิถี เช่น ร้านเกาเหลาเจ๊โต ร้านทรี เมอร์เมดส์ (Three Mermaid) ร้านเดอะ บิบิมบับ (The Bibimbab) ร้าน Sunrise Sunset โรงแรมสยาม เบย์ชอร์ ร้านลาบาเก็ต (La Baguette) ร้านแม่ศรีเรือนภัตตาคารไหมฟ้า ร้านณิธาน (NITAN) ห้องอาหารโรงแรมเดอะไทด์รีสอร์ท ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร “โก โฮลเซลล์” (GO Wholesale) ซุปเปอร์มาร์เก็ต บิ๊กซี สาขาชลบุรี ตลาดสดโรงสีอรัญพัฒนา (นาป่า) ตลาดเลียบทางรถไฟหนองเกตุใหญ่ ตลาดเดอะ บิ๊ก มาร์เก็ต จอมเทียน ตลาดนัด รถไฟ ซอย 11 ตลาดประมงท่าเรือพลี ตลาดหน้าวัดชัยมงคล ร้านคุณตุ๊ก (เจ้าเก่า) อีสานคลาสสิค ร้านจัสมิน (Jasmine) ร้าน ice queen เพื่อเสริมพลังและยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้ประกอบกิจการที่ขับเคลื่อนงานสุขาภิบาลอาหารในระดับพื้นที่ รวมไปถึงสร้างความมั่นใจ ด้านความสะอาดปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว “ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ยกระดับงานสุขาภิบาลอาหารภายใต้วิถี ชีวิตปกติใหม่ SAN และ SAN Plus (Sanitation, Accountability, Network) “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” เพื่อยกระดับมาตรฐานสถานประกอบกิจการด้านอาหารใน พื้นที่ท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มีศักยภาพในการแข่งขันใน เชิงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นต่อการให้บริการด้านอาหาร แก่นักท่องเที่ยวต่อไป” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 5


การพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร สถานที่จ�ำหน่ายอาหารภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 บทคัดย่อ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed Method) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร สถานที่จ�ำหน่ายอาหารภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่ จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 โดยประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีเชิงระบบของ Ludwig von Bertalanffy (1996) การด�ำเนินการวิจัยมี 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาข้อมูลและสภาพปัญหา 2) สังเคราะห์แบบตรวจประเมินฉบับเดิม 3) ประชุมกลุ่มเพื่อสังเคราะห์ข้อมูล แบบตรวจประเมินและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน 4) การตรวจสอบยืนยันจากผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหารของส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย หน่วยงานสาธารณสุขในระดับ พื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร ด�ำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนธันวาคม 2565 – 31 ธันวาคม 2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่าแบบตรวจประเมินเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสถานที่จ�ำหน่ายอาหารภายใต้วิถีชีวิตใหม่ “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ที่ผ่านการตรวจสอบ ยืนยันความถูกต้อง เหมาะสม จากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เห็นด้วยสอดคล้องตรงกัน ร้อยละ 90 ขึ้นไป และตรวจสอบ ความเป็นไปได้จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขาภิบาลอาหาร ซึ่งประกอบด้วย 5 หมวด จ�ำนวน 20 ข้อ ได้แก่ (1) หมวดสถานที่ จ�ำนวน 10 ข้อ (2) หมวดอาหาร จ�ำนวน 5 ข้อ (3) หมวดภาชนะ อุปกรณ์ จ�ำนวน 2 ข้อ (4) หมวดบุคคล จ�ำนวน 2 ข้อ และ (5) หมวดสัตว์ แมลงน�ำโรค จ�ำนวน 1 ข้อ โดยกรมอนามัยควรมีการพัฒนาคู่มือแนวทางการใช้งานแบบตรวจมาตรฐานสุขาภิบาล อาหารสถานที่จ�ำหน่ายอาหารภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ “สะอาด ปลอดภัยได้มาตรฐาน” : SAN พัฒนาระบบและกลไกการอบรม ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารให้มีความรู้ในการพัฒนาสถานที่จ�ำหน่ายอาหารก่อนการประเมินตนเองตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อขอรับการประเมินรับรองมาตรฐาน “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” : SAN ค�ำส�ำคัญ : เกณฑ์มาตรฐาน, สุขาภิบาลอาหาร, สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร, วิถีชีวิตปกติใหม่, SAN บทน�ำ ปัจจุบันวัฒนธรรมการบริโภคอาหารของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่นิยมประกอบอาหารเพื่อบริโภคเอง โดยเปลี่ยนเป็นนิยมบริโภคอาหารนอกบ้าน หรือบริโภคอาหารปรุงส�ำเร็จจากสถานที่จ�ำหน่ายอาหารจึงมีผลกระทบส�ำคัญต่อ สุขภาพ ประชาชน ตามนิยามของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร คือ อาคาร สถานที่ หรือบริเวณใด ๆ ที่มิใช่ที่หรือทางสาธารณะ งานวิจัย นายเอกชัย ชัยเดช1 , อารยา วงศ์ป้อม2 ชณัญณิศา เลิศสุโภชวณิชย์3* * ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย 6 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


ที่จัดไว้เพื่อประกอบอาหารหรือปรุงอาหารจนส�ำเร็จ และจ�ำหน่ายให้ผู้ซื้อสามารถบริโภคได้ทันที ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการ จ�ำหน่ายโดยจัดให้มีบริเวณไว้ส�ำหรับการบริโภค ณ ที่นั้น หรือ นําไปบริโภคที่อื่นก็ตาม (พระราชบัญญัติการสาธารณสุข, 2535) ดังนั้น สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร จึงครอบคลุมกิจการร้านอาหารที่เป็นลักษณะ ร้านอาหาร ภัตตาคาร สวนอาหาร ศูนย์อาหาร โรงอาหาร ร้านจ�ำหน่ายอาหารในโรงพยาบาล ร้านข้าวแกง ร้านก๋วยเตี๋ยว รวมทั้งร้านกาแฟ เครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ หรือร้านอาหารในลักษณะอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน (ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ, 2562) ถ้าหากสถานที่จ�ำหน่ายอาหารมี การจัดการที่ไม่ถูกสุขลักษณะทางสุขาภิบาลอาหารอาจท�ำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อโรค สารเคมี หรือโลหะหนัก รวมทั้งมีความ เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคที่มีอาหารและน�้ำเป็นสื่อ โดยเฉพาะสถานที่จ�ำหน่ายอาหารที่ใดที่มีผู้บริโภคเป็นจ�ำนวนมาก ก็ควรที่จะมีการค�ำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารมากยิ่งขึ้นด้วย (ปัญจ์ปพัชรภร บุญพร้อม, 2560) องค์การ อนามัยโลกได้รายงานว่า ในปี ค.ศ. 2015 ทั่วโลกมีผู้ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากอาหารเป็นสื่อถึง 600 ล้านคน มีคนเสียชีวิต 420,000 ราย (WHO, 2015) สาเหตุหลักของโรคเกิดจากการปนเปื้อนของอาหารทางจุลชีววิทยา และสารพิษหรือสารเคมีที่ ผลิตขึ้นตามธรรมชาติ (Van Seventer J. M., & Hamer, D. H, 2017) และข้อมูลจากการเฝ้าระวังโรคของกองระบาดวิทยา พบว่า อัตราป่วยของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ยังคงสูงพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute diarrhea) จ�ำนวน 656,020 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 991.39 ต่อประชากรแสนคน และเสียชีวิต 1 ราย (กองระบาดวิทยา, 2565) การด�ำเนินงานสุขาภิบาลอาหารเป็นการบริหารจัดการและควบคุมสิ่งแวดล้อมรวมทั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม อาหาร เพื่อให้อาหารสะอาด ปลอดภัย ปราศจากเชื้อโรค หนอนพยาธิ และสารเคมีต่าง ๆ เพื่อให้อาหารเกิดความสะอาด ความปลอดภัย และมีความน่าบริโภค รวมถึงการปรับปรุง บ�ำรุงรักษาและแก้ไขสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร มีสุขลักษณะที่ดี และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค โดยพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ ก�ำหนดให้สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ต้องมีการจัดการสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร โดยมีราชการส่วนท้องถิ่นควบคุม ก�ำกับ ดูแล สถานที่จ�ำหน่ายอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุม ก�ำกับ สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ไว้ใน หมวด 8 มาตรา 38 ถึง 40 ซึ่งได้ให้อ�ำนาจราชการส่วนท้องถิ่นในการออกข้อก�ำหนดท้องถิ่น เพื่อใช้ในการควบคุมก�ำกับ สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ในเขตรับผิดชอบให้ถูกสุขลักษณะ โดยมีราชการส่วนกลาง ได้แก่ กรมอนามัยให้การสนับสนุนเป็น ที่ปรึกษาทางด้านมาตรฐานวิชาการและปัญหาข้อกฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการจัดการให้สถานที่จ�ำหน่ายอาหารมีสุขลักษณะ ที่ดีและลดความเสี่ยงต่อการเกิด กรมอนามัยโดยส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ จึงได้เสนอ (ร่าง) กฎกระทรวงเกี่ยวกับการ ควบคุมดูแลสุขลักษณะการประกอบกิจการสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร อาศัยอ�ำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกาศกฎกระทรวงสุขลักษณะของ สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2561 ซึ่งกฎกระทรวงฉบับนี้ใช้บังคับในเขตราชการ ส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จึงจ�ำเป็นต้องมีการพัฒนาข้อก�ำหนดมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร “สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร” เพื่อให้ ผู้ประกอบกิจการสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถน�ำไปใช้ในการส่งเสริม และพัฒนาสถานที่จ�ำหน่ายอาหารให้มีการจัดบริการอาหารให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัยและเป็นไปตามบัญญัติของ กฎกระทรวง โดยได้มีการปรับปรุงและยกเลิกเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหารของสถานประกอบกิจการด้านอาหาร ที่เข้าข่ายตามนิยามของสถานสุขาภิบาลอาหาร และประกาศใช้เกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารส�ำหรับสถานที่จ�ำหน่าย อาหารตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ด้านกายภาพ ของสถานที่จ�ำหน่ายอาหารจ�ำนวน 4 หมวด ข้อก�ำหนด จ�ำนวน 74 ข้อ ได้แก่ หมวดที่ 1 สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร (36 ข้อ) หมวด 2 อาหาร กรรมวิธีการท�ำประกอบ หรือปรุง การเก็บรักษา และการจ�ำหน่ายอาหาร (22 ข้อ) หมวด 3 สุขลักษณะของ ภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้อื่น ๆ (11 ข้อ) หมวด 4 สุขลักษณะส่วนบุคคลของผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร ส่วนที่ 2 ด้านชีวภาพ โดยการตรวจการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในอาหาร ภาชนะอุปกรณ์ มือผู้สัมผัสอาหาร จ�ำนวน 10 ตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบความสะอาด ปลอดภัยของอาหารปรุงส�ำเร็จ ภาชนะ อุปกรณ์ เครื่องใช้ และมือผู้สัมผัส Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 7


อาหาร (ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ, 2564) และเพื่อให้สถานที่จ�ำหน่ายอาหารมีการพัฒนาและยกระดับในระดับดีมาก จึงได้มีการพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานอาหารสะอาด รสชาติอร่อยในระดับดีมาก หรือ Clean food Good Taste Plus ที่เพิ่มเกณฑ์ การประเมินในระดับก้าวหน้า จ�ำนวน 9 ข้อ และได้มีการประกาศใช้เกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวอย่างเป็นทางการในปี 2565 และ ในงบประมาณ ปี 2567 งานสุขาภิบาลอาหารถูกก�ำหนดเป็นตัวชี้วัดของนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ประเด็นที่ 12 เศรษฐกิจ สุขภาพ และประเด็นที่ 13 นักท่องเที่ยวปลอดภัย และตัวชี้วัดกระทรวงสาธารณสุข Health KPI ที่ก�ำหนดให้ “สถานที่ จ�ำหน่ายอาหาร”ผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมาย โดย “สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร” ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามที่กฎกระทรวง สุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ก�ำหนด และผลจากปัจจัยทางสังคมและความท้าทายจากโรคอุบัติใหม่ การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมดิจิทัลและวิถีชีวิตปกติใหม่ มีผลต่อการด�ำเนินงานสุขาภิบาลอาหาร ส่งผลให้ประเทศไทยได้พัฒนา เข้าสู่สังคมดิจิทัลและวิถีชีวิตปกติใหม่ ประชาชนมีการด�ำเนินชีวิตในรูปแบบใหม่ทั้งวิธีเรียนรู้ วิธีสื่อสาร และ การจัดการต่าง ๆ มีการใช้บริการแพลตฟอร์มการบริการแบบดิจิทัล (Digital Service Platform) จึงต้องศึกษาสถานการณ์การด�ำเนินงาน สุขาภิบาลอาหารเพื่อหาแนวทางการด�ำเนินงานสุขาภิบาลที่เหมาะสม ซึ่งครอบคลุมในประเด็นมาตรฐานการสุขาภิบาลอาหาร เพื่อยกระดับการสุขาภิบาลอาหารภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน (SAN) เอื้อให้ผู้ประกอบกิจการ ผู้สัมผัสอาหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนสามารถด�ำเนินงานสุขาภิบาลอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อ สุขภาพอนามัยที่ดีและคุ้มครองสิทธิทางสุขภาพของประชาชนไทย ดังนั้น เพื่อเป็นศึกษาสถานการณ์ในปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบังคับใช้เกณฑ์การประเมินมาตรฐานสถานที่ จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และทบทวน สังเคราะห์แบบตรวจประเมิน สุขาภิบาลอาหาร “สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร” ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ให้เกิดการ ยกระดับงานสุขาภิบาลอาหารภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ ที่ก�ำหนดให้ (1) ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารผ่านการอบรม ตามหลักสูตรที่ก�ำหนด (2) มีการขอใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดตั้ง สถานประกอบกิจการอาหาร และ (3) ผู้ประกอบกิจการประเมินตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ผู้วิจัย จึงสนใจศึกษาสถานการณ์การใช้แบบตรวจด้านสุขาภิบาลอาหารสถานที่จ�ำหน่ายอาหารของผู้ประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่ตาม กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 เพื่อสังเคราะห์แบบตรวจประเมินมาตรฐานโดยน�ำหลักการ 5 ปัจจัย ทางด้านสุขาภิบาลอาหาร ได้แก่ สถานที่ อาหาร ภาชนะ อุปกรณ์ บุคคล สัตว์ และแมลงน�ำโรค ในการปรับปรุง และพัฒนาแบบประเมินสุขาภิบาลอาหาร : SAN “สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร” ให้สอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมย์ของ กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบังคับใช้เกณฑ์การประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 2. เพื่อสังเคราะห์ ปรับปรุง และพัฒนาแบบประเมินมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร “สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร” ตาม กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตรูปแบบการวิจัยแบบผสม (Mixed Method) โดยประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีเชิงระบบของ Ludwig von Bertalanffy (1996) 8 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


2. ขอบเขตด้านระยะเวลาศึกษาวิจัย ระหว่าง เดือนธันวาคม 2565 – 31 ธันวาคม 2566 3. ขอบเขตประชากร ประกอบด้วย 3.1 เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหาร ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์อนามัย ส�ำนักงานสาธารณสุข จังหวัด ส�ำนักงานสาธารณสุขอ�ำเภอ โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล ที่มีการใช้งานและลงตรวจประเมินตาม เกณฑ์มาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 3.2 กลุ่มผู้ประกอบกิจการ ผู้สัมผัสอาหาร ที่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎ กระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 4. ขอบเขตด้านเนื้อหา ใช้แนวคิดและหลักการของทฤษฎีระบบ ของ Ludwig von Bertalanffy (1996) ประกอบด้วย ปัจจัยน�ำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และสาระส�ำคัญของกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัย และ แบบประเมินสุขาภิบาลอาหาร “สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร” ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) ค�ำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ W.G. Cochran (1953) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ที่ความคลาดเคลื่อน ± 5% ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จ�ำนวน 384.16 คน ประกอบด้วย 1. สถานการณ์ปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบังคับใช้เกณฑ์การประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตาม กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ผู้วิจัยได้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยก�ำหนดผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการใช้เกณฑ์มาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ได้แก่ 1.1 กลุ่มตัวอย่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหาร ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์อนามัย ส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ส�ำนักงานสาธารณสุขอ�ำเภอ โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล ที่รับผิดชอบงาน สุขาภิบาลอาหาร จ�ำนวน 492 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบกิจการ และผู้สัมผัสอาหาร จ�ำนวน 10,478 คน 1. สถานการณ์การ บังคับใช้แบบตรวจ มาตรฐานสถานที่ จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวง สุขลักษณะของ สถานที่จ�ำหน่าย อาหาร พ.ศ. 2561 - เจ้าหน้าที่ - ผู้ประกอบกิจการ 2. วัสดุ อุปกรณ์ 3. บุคลากร 4. งบประมาณ Process 1. การวางแผน 2. การน�ำแผนไปปฏิบัติ 3. การตรวจประเมิน 4. การปรับปรุงแก้ไข 1. การเปลี่ยนแปลง รูปแบบการด�ำเนิน งาน 2. การเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี Output แบบประเมินมาตรฐาน สุขาภิบาลอาหาร สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ภายใต้วิถีชีวิตใหม่ “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” : SAN Input ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 9


2. สังเคราะห์และพัฒนาแบบประเมินมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร “สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร” ตามกฎกระทรวง สุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ผู้วิจัยได้คัดเลือกลุ่มโดยก�ำหนดผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ งานด้านสุขาภิบาลอาหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์อนามัย ส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จ�ำนวน 30 คน และ รับฟังความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์อนามัย ส�ำนักงาน สาธารณสุขจังหวัด จ�ำนวน 390 คน และผู้วิจัยด�ำเนินการโดยการทดลองใช้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจประเมินขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น จ�ำนวน 5 คน 3. การตรวจสอบยืนยันแบบตรวจมาตรฐานจากการสนทนากลุ่ม (Focus Group) และจากผู้ทรงคุณวุฒิของกลุ่มพัฒนา ระบบสุขาภิบาลอาหาร ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย จ�ำนวน 6 คน จากแผนภาพที่ 2 สามารถอธิบายขั้นตอนและผลลัพธ์ของแต่ละขั้นตอนได้ดังนี้ 1. ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎี และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสุขาภิบาลอาหาร ประกอบด้วยการ ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ เพื่อให้ได้หลักแนวคิดเกี่ยวกับการปรับปรุงและพัฒนาแบบตรวจ ประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ภายใต้วิถีชีวิต ปกติใหม่ ได้แก่ 1) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่าย อาหาร พ.ศ. 2561 และกฎหมายระดับอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง 2) แนวคิดทฤษฎีระบบ 3) แนวคิดการพัฒนามาตรฐาน ผลลัพธ์ ของขั้นตอนนี้ ได้แก่ แนวคิดด้านการพัฒนาแบบประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร 2. ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบังคับใช้เกณฑ์การประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ของกลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหารและ ภาพที่ 2 แสดงขั้นตอนการด�ำเนินการวิจัย ขั้นตอนที่1 ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎี และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสุขาภิบาลอาหาร ขั้นตอนที่2 ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบังคับใช้เกณฑ์การประเมินมาตรฐาน สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ขั้นตอนที่3 สังเคราะห์แบบตรวจประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ ขั้นตอนที่4 ตรวจสอบและยืนยันแบบตรวจประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ วิธีด�ำเนินการวิจัย ขั้นตอนการด�ำเนินการวิจัย 10 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


เคยใช้แบบตรวจประเมิน ผู้ประกอบกิจการ และผู้สัมผัสอาหาร ผ่านระบบ Google Form ต่อจากนั้นได้วิเคราะห์เนื้อหาโดย มีผลลัพธ์ คือ สถานการณ์การบังคับใช้ 3. การสังเคราะห์แบบตรวจประเมินกระบวนการประกอบด้วย 1) การประชุมสัมมนา (Focus Group) ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหาร ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์อนามัย ส�ำนักงานสาธารณสุข จังหวัด จ�ำนวน 30 คน เพื่อทบทวนเกณฑ์มาตรฐาน ตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงให้ข้อเสนอแนะในการปรับแบบตรวจ มาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหารให้เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้ คือ (ร่าง) แบบตรวจมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารภายใต้วิถีชีวิตใหม่ โดยน�ำหลักการแนวคิดปัจจัยที่มีผลต่อการท�ำให้อาหารไม่สะอาด ปลอดภัย 5 ปัจจัย ได้แก่ (1) สถานที่ (2) อาหาร (3) ภาชนะ อุปกรณ์ (4) บุคคล (5) สัตว์และแมลงน�ำโรค โดยแบบตรวจมาตรฐานนั้นจะต้องสอดคล้องตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของ สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 4. ตรวจสอบยืนยันรูปแบบ กระบวนการโดยน�ำร่างแบบตรวจไปรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขาภิบาลอาหาร จากนั้นผู้วิจัยได้น�ำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลและปรับปรุง (ร่าง) แบบตรวจประเมิน เพื่อพิจารณาความ ถูกต้อง เหมาะสม และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ โดยไม่ขัดต่อกฎกระทรวงสุขลักษณะของ สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และปรับปรุงแก้ไขเป็นร่างแบบตรวจประเมินตามข้อคิดเห็น และจัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากผู้ทรงคุณวุฒิของกลุ่มพัฒนาระบบสุขาภิบาลอาหาร ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย จ�ำนวน 6 คน เพื่อตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง เหมาะสม และเป็นไปได้ เพื่อพัฒนาเป็นแบบตรวจประเมินมาตรฐานสถานที่ จ�ำหน่ายอาหาร ฉบับสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบประเมินสถานการณ์และผลการพัฒนาสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่าย อาหาร พ.ศ. 2561 ส�ำหรับ ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร 2. แบบประเมินสถานการณ์และผลการพัฒนาสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่ จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ส�ำหรับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานสาธารณสุข 3. แบบสนทนากลุ่มข้อเสนอแนวทางการ Re-Standard 4. แบบประเมินความเหมาะสมของแบบตรวจมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร “สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร” การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ท�ำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content Validity) และสถิติ เชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Best, 1977) ผลการศึกษาวิจัย 1. สถานการณ์ปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบังคับใช้เกณฑ์การประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตาม กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหารส่วนใหญ่ เป็นหน่วยงานด้านสาธารณสุข ร้อยละ 62.19 และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 37.80 โดยสถานการณ์การบังคับใช้ เกณฑ์ประเมินมาตรฐานของแต่ละหน่วยงาน ดังนี้ 1.1 เจ้าหน้าที่หน่วยงานสาธารณสุข ส่วนใหญ่สังกัด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล ร้อยละ 60.5 รองลงมา คือ โรงพยาบาล ร้อยละ 19 เป็นกลุ่มนักวิชาการสาธารณสุข ร้อยละ 69 รองลงมา คือ เจ้าพนักงานสาธารณสุข ร้อยละ 16 Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 11


การขับเคลื่อนกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 จะขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการในระดับพื้นที่ (ต�ำบล) ร้อยละ 57.2 และคณะกรรมการสาธารณสุขระดับอ�ำเภอ ร้อยละ 50 พบว่า สถานการณ์การปฏิบัติตามข้อก�ำหนด ของแบบตรวจสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ในแต่ละหมวดที่ปฏิบัติไม่ได้หรือไม่เป็นไปตามข้อก�ำหนดในแต่ละหมวด ดังแสดงในตารางที่ 1 1.2 เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่สังกัด เทศบาลต�ำบล ร้อยละ 43.5 รองลงมาเทศบาลเมือง ร้อยละ 26.9 และ อบต. ร้อยละ 17.2 เป็นกลุ่มนักวิชาการสาธารณสุข/นักวิชาการสุขาภิบาล ร้อยละ 69 รองลงมาคือ เจ้าพนักงานสาธารณสุข ร้อยละ 15.1 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นแต่ไม่ได้แก้ไขให้เป็นไปตาม กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ.2561 ถึงร้อยละ 52.7 มีเพียงร้อยละ 37.6 ที่มีการปรับแก้ข้อบัญญัติ ท้องถิ่นตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ.2561 มีการจัดเก็บฐานข้อมูลสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ในรูปแบบ File Excel ร้อยละ 76.9 รองลงมารูปแบบกระดาษ ร้อยละ 66.1 และมีการลงข้อมูลในระบบ Foodhandler ร้อยละ 16.1 1.3 ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้สัมผัสอาหาร ร้อยละ 87.7 และผู้ประกอบกิจการ ร้อยละ 12.3 ที่ตั้งของสถานประกอบกิจการอยู่ในห้างสรรพสินค้า ร้อยละ 45.1 ตั้งอยู่ในที่เอกเทศ ร้อยละ 18.9 และตั้งอยู่ มินิมาร์ทที่เข้าข่ายสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ร้อยละ 13.7 ประเภทของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร เป็นร้านอาหาร ร้อยละ 62.3 รองลงมาร้านจ�ำหน่ายเครื่องดื่ม ร้อยละ 11.2 สถานที่จ�ำหน่ายอาหารและสะสมอาหาร ร้อยละ 10.0 รูปแบบการให้บริการ การจ�ำหน่ายอาหารที่จัดให้มีบริเวณไว้ส�ำหรับการบริโภค ณ สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ร้อยละ 73.9 การจ�ำหน่ายแบบให้ผู้บริโภค น�ำไปบริโภคที่อื่นร้อยละ 44.4 และให้บริการจัดส่งอาหาร ร้อยละ 36.9 ประเภทของหน่วยงานที่ผ่านการอบรมจากหน่วยงาน จัดการอบรมที่ได้รับความเห็นชอบจากกรมอนามัย ร้อยละ 41.9 รองลงมาคือ กรมอนามัย ร้อยละ 40.8 12 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


ข้อก�ำหนดด้านสุขลักษณะ ข้อปฏิบัติไม่ได้/ไม่เป็นไปตามข้อก�ำหนด และเป็นอุปสรรคในการจัดการ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบกิจการและ ผู้สัมผัสอาหาร 1. การจัดการ สถานที่และ บริเวณที่ใช้ท�ำ ประกอบหรือ ปรุงอาหารจ�ำหน่ายอาหาร และบริโภคอาหาร 2. การจัดการแสงสว่างใน สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร 3. การจัดการส้วม 4. การจัดการมูลฝอย 5. การจัดการน�้ำเสีย มีการจัดการระบายอากาศ เพียงพอ มีปล่องระบายควัน ที่ถูกสุขลักษณะ บริเวณพื้นที่จ�ำหน่ายอาหาร จัดวางอาหารแบบบริการ ตนเอง หรือบุฟเฟต์ 215 lux และมีที่ครอบหลอดไฟ หน่วยงาน ไม่มีเครื่องวัดค่าความเข้ม ของแสงสว่าง ร้อยละ 82.7 และไม่มีแผนในการจัดซื้อ เครื่องตรวจวัดค่าความเข้มของ แสงสว่าง ร้อยละ 79.7 ห้องส้วม แยกเป็นสัดส่วน ประตูไม่เปิดโดยตรงสู่บริเวณที่ เตรียม ท�ำ ประกอบหรือปรุง อาหาร ที่บริโภคอาหาร เว้นแต่ ประตูห้องส้วมปิดตลอดเวลามี การจัดการส้วมให้สะอาดอยู่ เสมอ และมีฉากปิดกั้นที่ เหมาะสม มีการแยกเศษอาหารจาก มูลฝอยประเภทอื่น 1. การตรวจคุณภาพน�้ำทิ้งตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2. มีบ่อดักไขมัน/แยกไขมันไป ก�ำจัดก่อนระบายน�้ำทิ้ง ออก สู่ระบบระบายน�้ำ ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการ ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ (มีป้าย ห้ามสูบบุหรี่ภายในร้านอาหาร) รองลงมาคือ มีการจัดการ ระบายอากาศเพียงพอ มีปล่อง ระบายควันที่ถูกสุขลักษณะ บริเวณพื้นที่ปฏิบัติงานเตรียม วัตถุดิบ ปรุง ประกอบอาหาร 300 lux และมีที่ครอบหลอดไฟ หน่วยงานไม่มีเครื่องวัดค่า ความเข้มของแสงสว่าง ร้อยละ 88.2 และไม่มีแผนในการจัดซื้อ เครื่องตรวจวัดค่าความเข้มของ แสงสว่าง ร้อยละ 86.8 มีอ่างล้างมือบริเวณห้องส้วมที่ ถูกสุขลักษณะและมีอุปกรณ์ ส�ำหรับล้างมือจ�ำนวนเพียงพอ รองลงมาคือ มีหรือจัดหาห้อง ส้วมที่มีสภาพดี พร้อมใช้ และ มีจ�ำนวนเพียงพอ มีการแยกเศษอาหารจาก มูลฝอยประเภทอื่น 1. การตรวจคุณภาพน�้ำทิ้งตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2. มีบ่อดักไขมัน/แยกไขมันไป ก�ำจัดก่อนระบายน�้ำทิ้ง ออก สู่ระบบระบายน�้ำ โดย อปท. มีการออกข้อบัญญัติเกี่ยวกับ บ่อดักไขมันร้อยละ 79.6 1. มีการจัดการระบายอากาศ เพียงพอ มีปล่องระบายควันที่ ถูกสุขลักษณะ ใช้หลอดไฟแบบแสงธรรมชาติ กลางวันและมีแสงสว่างเพียงพอ และมีที่ครอบครอบหลอดไฟ ห้องส้วม สะอาด พื้นระบายน�้ำ ได้ดี ไม่มีน�้ำขัง มีการระบาย อากาศที่ดี มีแสงสว่างเพียงพอ ถังรองรับมูลฝอยที่มีสภาพดี มีฝาปิดมิดชิด บริเวณโดยรอบ สะอาด 1. รางระบายน�้ำ มีการระบาย น�้ำได้ดีไม่มีน�้ำขัง และไม่มีเศษ อาหารตกค้าง 2. การตรวจคุณภาพน�้ำทิ้งตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตารางที่ ตารางที่ 1 สถานการณ์การปฏิบัติตามข้อก� สถานการณ์การปฏิบัติตามข้อก�ำำหนดตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ� หนดตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำำหน่ายอาหาร หน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบกิจการ และผู้ประกอบกิจการ Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 13


ข้อก�ำหนดด้านสุขลักษณะ ข้อปฏิบัติไม่ได้/ไม่เป็นไปตามข้อก�ำหนด และเป็นอุปสรรคในการจัดการ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบกิจการและ ผู้สัมผัสอาหาร 6. การป้องกันสัตว์ แมลง น�ำโรค และสัตว์เลี้ยง 7. การจัดมาตรการ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือส�ำหรับป้องกัน อัคคีภัย 8. การจัดการอาหารสด 9. การจัดการ อาหารแห้ง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท 10. การจัดการ อาหารประเภท ปรุงส�ำเร็จพร้อมบริโภค 11. การจัดการ กรณี สถานที่ จ�ำหน่ายอาหารที่ใช้และมีส่วน ประกอบของกัญชา กัญชง ในอาหารประเภทปรุงส�ำเร็จ ห้ามน�ำสัตว์เลี้ยง (หมา แมว) เข้ามาในร้านอาหาร ร้อยละ 9.2 มีการจัดบริการคาเฟ่ สุนัข/ แมว ในพื้นที่ พบมีเพียงร้อยละ 26.8 ที่ปฏิบัติไม่ได้ ส่วนใหญ่เลือกใช้ ผงเคมีแห้ง ร้อยละ 50.7 อาหารสดเก็บรักษาในอุณหภูมิ ที่เหมาะสม ต�่ำกว่า 5 องศา เซลเซียส โดยหน่วยงานยังไม่มี เครื่องวัดอุณหภูมิ ร้อยละ 74.5 และร้อยละ 80 ยังไม่มีแผน ในการจัดซื้อ อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เครื่องปรุงรส วัตถุเจือปน อาหาร มีมาตรฐาน อย. 1. อาหารปรุงส�ำเร็จประเภท ไม่ใช้ความร้อน เช่น สลัด ซูชิ จัดเก็บที่อุณหภูมิต�่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส หรือเก็บใน อุณหภูมิห้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง 2. อาหารปรุงส�ำเร็จ เช่น ต้ม แกง ผัด ที่รอการจ�ำหน่าย มีการอุ่นด้วยความร้อนทุก 2 ชั่วโมง หรือ เก็บที่อุณหภูมิสูง กว่า 63 องศาเซลเซียส การแสดงเมนูอาหารที่ใช้กัญชา ทั้งหมด และการแสดงค�ำแนะน�ำ ส�ำหรับผู้บริโภค เกี่ยวกับกัญชา ห้ามน�ำสัตว์เลี้ยง (หมา แมว) เข้ามาในร้านอาหารพบว่าร้อย ละ 87.6 การจัดบริการคาเฟ่ สุนัข/แมว ในพื้นที่ พบมีเพียงร้อยละ 18.3 ที่ปฏิบัติไม่ได้ ส่วนใหญ่เลือกใช้ ผงเคมีแห้ง ร้อยละ 63.4 อาหารสดเก็บรักษาในอุณหภูมิ ที่เหมาะสม ต�่ำกว่า 5 องศา เซลเซียส โดยหน่วยงานยังไม่มี เครื่องวัดอุณหภูมิ ร้อยละ 83.9 และร้อยละ 82.9 ยังไม่มีแผน ในการจัดซื้อ อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เครื่องปรุงรส วัตถุเจือปน อาหาร มีมาตรฐาน อย. 1. อาหารปรุงส�ำเร็จ เช่น ต้ม แกง ผัด ที่รอการจ�ำหน่าย มีการอุ่นด้วยความร้อนทุก 2 ชั่วโมง หรือ เก็บที่อุณหภูมิ สูงกว่า 63 องศาเซลเซียส 2. อาหารปรุงส�ำเร็จประเภท ไม่ใช้ความร้อน เช่น สลัด ซูชิ จัดเก็บที่อุณหภูมิต�่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส หรือเก็บใน อุณหภูมิห้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง แสดงค�ำแนะน�ำส�ำหรับ ผู้บริโภค เกี่ยวกับกัญชา และ แสดงป้าย/สัญลักษณ์การใช้ กัญชา ห้ามน�ำสัตว์เลี้ยง (หมา แมว) เข้ามาในร้านอาหาร พบมีเพียงร้อยละ 2.93 ที่ปฏิบัติไม่ได้/ไม่เป็นไปตาม ข้อก�ำหนด/เป็นปัญหาอุปสรรค 1. อาหารสดเก็บในภาชนะที่ สะอาดเป็นสัดส่วน มีการปกปิด ไม่วางบนพื้น 2. อาหารสดเก็บรักษาใน อุณหภูมิที่เหมาะสม ต�่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส อาหารแห้ง เช่น หอม กระเทียม เป็นต้น สะอาด ปลอดภัย ไม่มี การปนเปื้อน มีการเก็บอย่าง เหมาะสม 1. อาหารปรุงส�ำเร็จประเภท ไม่ใช้ความร้อน เช่น สลัด ซูชิ จัดเก็บที่อุณหภูมิต�่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส หรือเก็บ ในอุณหภูมิห้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง 2. อาหารปรุงส�ำเร็จ เช่น ต้ม แกง ผัด ที่รอการจ�ำหน่าย มีการอุ่นด้วยความร้อนทุก 2 ชั่วโมง หรือ เก็บที่อุณหภูมิ สูงกว่า 63 องศาเซลเซียส แสดงป้าย/สัญลักษณ์การใช้ กัญชา 14 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


ข้อก�ำหนดด้านสุขลักษณะ ข้อปฏิบัติไม่ได้/ไม่เป็นไปตามข้อก�ำหนด และเป็นอุปสรรคในการจัดการ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบกิจการและ ผู้สัมผัสอาหาร 12. การจัดการ น�้ำดื่มหรือ เครื่องดื่ม ที่อยู่ในภาชนะบรรจุ ปิดสนิท 13. การจัดการ น�้ำดื่มหรือ เครื่องดื่ม ที่ไม่ได้อยู่ในภาชนะ บรรจุปิดสนิท เช่น เหยือกใส่ เครื่องดื่ม น�้ำชง คูลเลอร์น�้ำดื่ม ที่จัดบริการลูกค้า 14. การจัดการน�้ำแข็ง 15. การจัดการสารเคมี / แก๊สหุงต้ม 16. การจัดการ ภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ 17. การท�ำความสะอาดภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ น�้ำดื่ม/เครื่องดื่มที่จ�ำหน่ายวาง สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร และมีการท�ำความ สะอาดพื้นผิวภายนอกก่อนน�ำ มาให้บริการ ภาชนะบรรจุน�้ำดื่ม/เครื่องดื่ม วางสูงจากพื้น 60 เซนติเมตร ใช้น�้ำแข็งที่สะอาด มีคุณภาพ มาตรฐาน อย. และไม่น�ำอาหาร หรือสิ่งของอื่นไปแช่รวมกับน�้ำ แข็งส�ำหรับบริโภค ในกรณี สถานที่จ�ำหน่ายอาหารมีเครื่อง ท�ำน�้ำแข็งเอง พบว่า อปท. ไม่ ได้เฝ้าระวังการปนเปื้อน โคลิฟอร์มแบคทีเรีย ร้อยละ 61.4 การอุ่นอาหารในร้านอาหารใช้ แอลกอฮอล์แข็งที่มีมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยพบว่ามีการใช้ก๊าซหุงต้ม เป็นเชื้อเพลิงบนโต๊ะอาหาร ร้อยละ 21.6 เป็นรูปแบบถัง ก๊าซหุงต้ม ร้อยละ 77.7 เขียง มีด และอุปกรณ์ที่ใช้ ส�ำหรับสัมผัสอาหาร แยกใช้ ระหว่างอาหารสุก อาหารดิบ ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบอาหาร มีการฆ่าเชื้อภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ภายหลังการ ท�ำความสะอาด โดยวิธีการที่ เลือกใช้คือการตากแดด ร้อยละ 80.4 น�้ำดื่ม/เครื่องดื่มที่จ�ำหน่ายวาง สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร และมีการท�ำความ สะอาดพื้นผิวภายนอกก่อนน�ำ มาให้บริการ น�้ำที่ใช้ปรุงอาหาร มีคุณภาพ เหมาะสม ส�ำหรับน�ำมาปรุง อาหาร กรณีน�้ำใช้ อปท. อยู่ใน เขตการประปาภูมิภาค มีการ ตรวจคุณภาพน�้ำตามเกณฑ์ ประปาดื่มได้ ร้อยละ 55.9 ใช้น�้ำแข็งที่สะอาด มีคุณภาพ มาตรฐาน อย. และไม่น�ำ อาหารหรือสิ่งของอื่นไปแช่ รวมกับน�้ำแข็งส�ำหรับบริโภค ในกรณีสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร มีเครื่องท�ำน�้ำแข็งเอง พบว่า อปท. ไม่ได้เฝ้าระวังการปนเปื้อน โคลิฟอร์มแบคทีเรีย ร้อยละ 52.7 การอุ่นอาหารในร้านอาหารใช้ แอลกอฮอล์แข็งที่มีมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยพบว่ามีการใช้ก๊าซหุงต้ม เป็นเชื้อเพลิงบนโต๊ะอาหาร ร้อยละ 21.0 เป็นรูปแบบถัง ก๊าซกระป๋องร้อยละ 47.5 เขียง มีด และอุปกรณ์ที่ใช้ ส�ำหรับสัมผัสอาหาร แยกใช้ ระหว่างอาหารสุก อาหารดิบ ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบอาหาร มีการฆ่าเชื้อภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ภายหลังการ ท�ำความสะอาด โดยวิธีการที่ เลือกใช้คือการตากแดด ร้อยละ 86 น�้ำดื่ม/เครื่องดื่มที่จ�ำหน่ายวาง สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร และมีการท�ำความ สะอาดพื้นผิวภายนอกก่อนน�ำ มาให้บริการ ภาชนะบรรจุน�้ำดื่ม/เครื่องดื่ม วางสูงจากพื้น 60 เซนติเมตร ถังน�้ำแข็งวางสูงจากพื้นไม่น้อย กว่า 15 เซนติเมตร ปากขอบ ภาชนะสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร การอุ่นอาหารในร้านอาหารใช้ แอลกอฮอล์แข็งที่มีมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยพบว่ามีการใช้ก๊าซหุงต้ม เป็นเชื้อเพลิงบนโต๊ะอาหาร ร้อยละ 21.0 เป็นรูปแบบถัง ก๊าซกระป๋องร้อยละ 47.5 ช้อน ส้อม และตะเกียบ วางตั้ง โดยเอาด้ามขึ้นหรือวางเรียงใน ภาชนะที่สะอาดเป็นระเบียบ ไปทางเดียวกัน มีการแยกเศษอาหารออกจาก ภาชนะ อุปกรณ์ ก่อนการ ท�ำความสะอาดภาชนะ ที่รอ การท�ำความสะอาด เก็บในที่ที่ สามารถป้องกันสัตว์/ แมลงน�ำโรค Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 15


ข้อก�ำหนดด้านสุขลักษณะ ข้อปฏิบัติไม่ได้/ไม่เป็นไปตามข้อก�ำหนด และเป็นอุปสรรคในการจัดการ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบกิจการและ ผู้สัมผัสอาหาร 18. การจัดการ สุขลักษณะ ผู้ประกอบกิจการ และ ผู้สัมผัส อาหาร ในระหว่างจ�ำหน่าย อาหาร ผู้สัมผัสอาหารทุกคน ผ่านการ อบรมตามหลักสูตรผู้สัมผัส อาหาร รองลงมาคือ ผู้ประกอบ การ ผ่านการอบรมผู้ประกอบ กิจการ และมีการตรวจสุขภาพ ทุกคนตามข้อบัญญัติท้องถิ่น และในกรณีการใช้ถุงมือหยิบ จับอาหารพบว่ามีการตรวจ คุณภาพถุงมือว่าเป็น food grade เพียงร้อยละ 35.6 1. ผู้สัมผัสอาหารทุกคน ผ่าน การอบรมตามหลักสูตรผู้สัมผัส อาหาร รองลงมาคือ ผู้ประกอบ การ ผ่านการอบรมผู้ประกอบ กิจการ และมีการตรวจสุขภาพ ทุกคนตามข้อบัญญัติท้องถิ่น และในกรณีการใช้ถุงมือหยิบ จับอาหารพบว่ามีการตรวจ คุณภาพถุงมือว่าเป็น food grade เพียงร้อยละ 33.9 2. ร้อยละ 68.3 อปท. ไม่มีการ ออกข้อบัญญัติเกี่ยวกับการ ตรวจสุขภาพ/การตรวจโรค ของผู้ประกอบกิจการและ ผู้สัมผัสอาหาร 1. ผู้สัมผัสอาหารทุกคน ผ่าน การอบรมตามหลักสูตรผู้สัมผัส อาหาร 2. ผลการสังเคราะห์และพัฒนาแบบประเมินมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร “สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร” ตามกฎกระทรวง สุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย (1) ผลการประชุมสัมมนา (Focus Group) ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย จ�ำนวน 30 คน ได้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหาร ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์อนามัย ส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อทบทวนเกณฑ์มาตรฐานตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงให้ข้อเสนอแนะในการปรับแบบ ตรวจมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหารให้เหมาะสม โดยข้อเสนอของผู้ปฏิบัติงาน ประกอบด้วย (1) จัดท�ำเกณฑ์มาตรฐาน ตามขนาดของสถานประกอบกิจการ (2) การรวบรัดข้อก�ำหนดที่ซ�้ำซ้อนกันและการลดจ�ำนวนข้อลง (3) การเชื่อมโยงข้อก�ำหนด กับกฎหมายอื่น ๆ เช่น พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (4) ปรับข้อก�ำหนดให้กระชับ และสั้นลง (5) ปัญหาของเครื่องมือที่ใช้ในประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร เช่น เครื่องวัดค่าความเข้มของแสงสว่าง เครื่องวัดอุณหภูมิ เป็นต้น ในการปรับข้อก�ำหนดของแบบตรวจมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ โดยน�ำ หลักการแนวคิดปัจจัยที่มีผลต่อการท�ำให้อาหารไม่สะอาด ปลอดภัย 5 ปัจจัย ได้แก่ (1) สถานที่ (2) อาหาร (3) ภาชนะ อุปกรณ์ (4) บุคคล (5) สัตว์และแมลงน�ำโรค ตามหลักการสุขาภิบาลอาหาร มาเป็นแนวในการปรับข้อก�ำหนดมาตรฐาน ผลลัพธ์ ที่ได้ คือ การวิเคราะห์ แนวคิด ประเด็นการพิจารณาเพื่อการพัฒนาแบบประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร โดยน�ำ ร่างแบบตรวจประเมินไปรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหาร ผ่านระบบ Google Form (2) ผลการส�ำรวจความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสุขาภิบาลอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่เห็นชอบในข้อก�ำหนดที่ได้ มีออกแบบ รายละเอียดดังตารางที่ 2 จากนั้นผู้วิจัยได้น�ำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลและปรับปรุงร่างแบบการตรวจประเมิน เพื่อพิจารณาความถูกต้อง เหมาะสม และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ โดยไม่ขัดต่อกฎกระทรวง สุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และปรับปรุงแก้ไขเป็นร่างแบบตรวจประเมินตามข้อคิดเห็น และจัดการ สนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิของกลุ่มพัฒนาระบบสุขาภิบาลอาหาร ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย จ�ำนวน 6 คน เพื่อตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง เหมาะสม และเป็นไปได้ เพื่อพัฒนาเป็นแบบตรวจประเมินสุขาภิบาลอาหารสถานที่ จ�ำหน่ายอาหาร ฉบับสมบูรณ์ จ�ำนวน 20 ข้อ ดังแสดงในตารางที่ 2 16 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


หมวด ข้อ ข้อก�ำหนดด้านกายภาพ ร้อยละ ความเห็นชอบ สถานที่ 1 สถานที่ตั้งถูกต้องตามกฎหมาย ควรตั้งห่างจากแหล่งที่ก่อให้เกิดมลพิษ ของเสีย ที่ก�ำจัดสิ่งปฏิกูล มูลฝอย หรือมีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนที่เหมาะสมตามค�ำ แนะน�ำของเจ้าพนักงานสาธารณสุข 96.5 2 พื้น ผนัง เพดาน บริเวณหรือชั้นวางอาหาร สะอาด ท�ำด้วยวัสดุแข็งแรง ไม่ช�ำรุด ท�ำความสะอาดง่าย มีการจัดวางสิ่งของเป็นสัดส่วน และมีการท�ำความสะอาดเป็น ประจ�ำ 97.8 3 มีการจัดการระบายอากาศที่ดี มีแสงสว่างที่เพียงพอ เหมาะสม ไม่ใช้แสงหรือวัสดุอื่น ใดที่ท�ำให้ผู้บริโภคมองเห็นอาหารต่างจากสภาพจริงและเป็นเขตปลอดบุหรี่ตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 97.1 4 โต๊ะเตรียม ปรุง ประกอบ จ�ำหน่ายอาหาร ที่ล้าง และเก็บภาชนะอุปกรณ์ สะอาด มีสภาพดี ท�ำความสะอาดง่าย สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร 100.0 5 โต๊ะหรือเก้าอี้ ที่จัดไว้ส�ำหรับบริโภคอาหาร สะอาด ท�ำด้วยวัสดุที่แข็งแรง มีสภาพดี ไม่ช�ำรุด และมีการท�ำความสะอาดเป็นประจ�ำ 99.0 6 จัดให้มีที่ล้างมือด้วยน�้ำและสบู่ หรืออุปกรณ์ท�ำความสะอาดมือ ที่ถูกสุขลักษณะ มีสภาพดี พร้อมใช้งาน 98.7 7 ส้วม สะอาด พร้อมใช้งาน แยกเป็นสัดส่วน มีการระบายอากาศที่ดี มีแสงสว่างเพียงพอ เหมาะสม และมีอ่างล้างมือด้วยน�้ำและสบู่ที่ถูกสุขลักษณะ สภาพดี พร้อมใช้งาน 97.5 8 ถังรองรับมูลฝอย สภาพดี ไม่รั่วซึม มีฝาปิดมิดชิด แยกเศษอาหารจากมูลฝอยชนิดอื่น น�ำไปก�ำจัดตามหลักสุขาภิบาล 100 9 มีการจัดการน�้ำเสีย โดยมีรางระบายน�้ำเสีย สะอาด มีการแยกไขมัน โดยใช้ถังดักไขมัน หรือบ่อดักไขมัน หรือการบ�ำบัดด้วยวิธีการอื่น ก่อนระบายน�้ำทิ้งสู่ทางสาธารณะ 97.8 10 มีมาตรการป้องกันอัคคีภัยหรือมีถังดับเพลิง ที่มีสภาพดีพร้อมใช้งาน และต้องไม่ใช้ ก๊าซหุงต้มบนโต๊ะรับประทานอาหาร หากใช้แอลกอฮอล์แข็งส�ำหรับอุ่นอาหารต้องได้ มาตรฐาน (มอก.) และมีการจัดเก็บสารเคมีแยกเป็นสัดส่วน 98.7 อาหาร 11 อาหารสด อาหารแห้ง มีคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย เก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม เป็นสัดส่วน มีการปกปิด วางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร 99.7 12 เครื่องปรุงรส วัตถุเจือปนอาหาร น�้ำดื่ม/เครื่องดื่ม ที่บรรจุในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ปลอดภัยได้มาตรฐานตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร และวางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร 97.1 13 อาหารปรุงส�ำเร็จ น�้ำดื่ม/เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรส วัตถุเจือปนอาหาร ที่ไม่ได้บรรจุใน ภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เก็บในภาชนะที่สะอาด ปลอดภัย มีการปกปิด และมีการเก็บ รักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม วางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร 99.4 14 น�้ำแข็ง สะอาด ปลอดภัย เก็บในภาชนะที่สะอาด มีฝาปิด มีอุปกรณ์ที่มีด้ามยาวส�ำหรับ ตักน�้ำแข็งหรือใช้ที่คีบโดยเฉพาะ ไม่น�ำอาหาร/สิ่งของอื่นไปแช่รวมกับน�้ำแข็งบริโภค และถังน�้ำแข็งตั้งสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร ปากขอบภาชนะสูงจากพื้นไม่ น้อยกว่า 60 เซนติเมตร 99.0 ตารางที่ ตารางที่ 2 แบบประเมินสุขาภิบาลอาหาร แบบประเมินสุขาภิบาลอาหาร สถานที่จ� สถานที่จ�ำำหน่ายอาหาร หน่ายอาหาร Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 17


หมวด ข้อ ข้อก�ำหนดด้านกายภาพ ร้อยละ ความเห็นชอบ อาหาร 15 น�้ำใช้ สะอาด เป็นน�้ำประปา หรือน�้ำที่มีการปรับปรุงคุณภาพเหมาะสมตามค�ำแนะน�ำ ของเจ้าพนักงานสาธารณสุข บรรจุในภาชนะสะอาด ปลอดภัย มีสภาพดี 98.7 ภาชนะอุปกรณ์ 16 ภาชนะบรรจุอาหาร สะอาด ปลอดภัย มีสภาพดี ไม่ช�ำรุด จัดเก็บในที่ที่สะอาด มีการ ปกปิด วางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร และมีการจัดบริการช้อนกลางในการ รับประทานอาหารร่วมกัน 99.7 17 ภาชนะ อุปกรณ์ท�ำความสะอาดด้วยน�้ำยาล้างจานหรือสารท�ำความสะอาดที่เหมาะสม ล้างด้วยน�้ำสะอาด และมีการฆ่าเชื้อโรคด้วยวิธีการที่เหมาะสมภายหลังท�ำความสะอาด 96.2 บุคคล 18 ผู้ประกอบกิจการ และผู้สัมผัสอาหาร มีสุขภาพดี แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อ ที่มีอาหารและน�้ำเป็นสื่อ มีสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี เช่น เล็บสั้น ไม่ทาสีเล็บ มือไม่มี บาดแผล แต่งกายสะอาด สวมเสื้อมีแขนหรือเครื่องแบบที่ป้องกันการปนเปื้อนที่ สะอาด สวมหมวก/เน็ต/อุปกรณ์คลุมผม ที่สามารถป้องกันการปนเปื้อนสู่อาหารได้ เป็นต้น 97.5 19 ผู้ประกอบการและผู้สัมผัสอาหารมีหลักฐานผ่านการอบรมตามหลักสูตรสุขาภิบาลอาหาร **ตามที่กฎหมายก�ำหนด** 94.6 สัตว์ แมลงน�ำโรค 20 มีมาตรการป้องกันสัตว์ แมลงน�ำโรค และสัตว์เลี้ยง เข้ามาในบริเวณสถานที่ จ�ำหน่ายอาหาร 98.7 อภิปรายผลการวิจัย จากผลการศึกษาการพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสถานที่จ�ำหน่ายอาหารภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 มาตรฐานควรประกอบด้วย 5 หมวด ตามหลักสุขาภิบาลอาหาร จ�ำนวน 20 ข้อ ได้แก่ (1) หมวดสถานที่ จ�ำนวน 10 ข้อ (2) หมวดอาหาร จ�ำนวน 5 ข้อ (3) หมวดภาชนะ อุปกรณ์ จ�ำนวน 2 ข้อ (4) หมวดบุคคล จ�ำนวน 2 ข้อ และ (5) หมวดสัตว์ และแมลงน�ำโรค จ�ำนวน 1 ข้อ ซึ่ง ข้อก�ำหนดดังกล่าวสอดคล้องตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 จากการพิจารณาสถานการณ์ การปฏิบัติตามข้อก�ำหนดตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ผู้ประกอบกิจการ โดยส่วนใหญ่จะมีความใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ สถานที่ อาหาร ภาชนะ อุปกรณ์ และบุคคล โดยหมวดที่มีความเห็นว่าไม่เป็นไปตามข้อก�ำหนดมากที่สุด คือ การอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัส อาหาร ซึ่งมีความสอดคล้องกับการศึกษาของ พรสุดา ผานุการณ์ และคณะ (2564) ที่พบว่าข้อก�ำหนดสุขลักษณะที่ร้านอาหาร ส่วนใหญ่ปฏิบัติไม่ถูกต้อง คือ การมีหลักฐานผ่านการอบรมหลักสูตรการสุขาภิบาลอาหาร และเมื่อวิเคราะห์จากผลการพัฒนา พบว่าในทุกพื้นที่ได้ด�ำเนินการอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร ซึ่งกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 เป็นกฎหมายที่เริ่มประกาศใช้ เมื่อปี 2561 ที่ก�ำหนดให้ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารต้องผ่านการอบรม โดยข้อก�ำหนดหมวดที่ 4 ข้อ 3 ที่ก�ำหนดให้สถานที่จ�ำหน่ายอาหารมีทะเบียนหรือหลักฐานผ่านการอบรมหลักสูตรการ สุขาภิบาลอาหารจากหน่วยงานจัดการอบรมที่ก�ำหนด ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบกิจการมีความรู้ ความเข้าใจ และปฏิบัติได้ อย่างถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลอาหารและเป็นไปตามกฎกระทรวงสุขลักษณของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ดังนั้น กลไกที่ส�ำคัญในการพัฒนาสถานที่จ�ำหน่ายอาหารให้เป็นไปตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ผู้ประกอบ กิจการและผู้สัมผัสอาหารจะต้องผ่านการอบรมด้านสุขาภิบาลอาหาร มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วน 18 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


ท้องถิ่น เข้าไปแนะน�ำและควบคุมก�ำกับให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของวิชัย ชูจิต (2551) ที่ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารของผู้สัมผัสอาหารในร้านอาหารจังหวัด พังงา พบว่า การได้รับข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขาภิบาลอาหารมีผลต่อพฤติกรรมของผู้สัมผัสอาหารในการปฏิบัติตาม มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหารในระดับสูง และงานวิจัยของจินดาวัลย์ วิบูลย์อุทัย (2559) และคณะ ที่ท�ำการศึกษาผลของ การใช้กระบวนการอบรมสุขาภิบาลอาหาร เพื่อพัฒนาอาหารปลอดภัย พบว่าหลังการด�ำเนินการฝึกอบรมผู้จ�ำหน่ายอาหาร รถเข็นมีความรู้และการปฏิบัติด้านสุขาภิบาลอาหารที่ดีขึ้น และการศึกษาของปัญจ์ปพัชรภร บุญพร้อมและคณะ (2560) ได้ท�ำการประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่ายอาหารโรงอาหาร พบว่าภายหลังก่อนการอบรมมีร้านอาหารไม่ได้มาตรฐาน ร้อยละ 100 หลังการอบรมด้านการสุขาภิบาลอาหาร พบว่า ร้านจ�ำหน่ายอาหารมีมาตรฐานอยู่ในระดับดีคิดเป็นร้อยละ 100 รวมถึงผลการศึกษาของ กฤษณี วิชิตะกุล (2548) ที่เมื่อให้การอบรมด้านการสุขาภิบาลอาหารแล้วจะท�ำให้มาตรฐานของ ร้านจ�ำหน่ายอาหารอยู่ในระดับดีขึ้นได้ การน�ำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ การพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่าย อาหาร พ.ศ. 2561 ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย ควรสื่อสารไปยังผู้ประกอบกิจการ และเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจ ประเมิน เช่น เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น สามารถน�ำเกณฑ์มาตรฐานไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง และสามารถน�ำข้อก�ำหนดไปให้ผู้ประกอบการได้ ประเมินตนเอง เพื่อขอรับการรับรองมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสถานที่จ�ำหน่ายอาหารภายใต้วิถีชีวิตใหม่ “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” หรือมาตรฐาน SAN ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. กรมอนามัยควรมีการพัฒนาคู่มือแนวทางการใช้งานแบบตรวจมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร ภายใต้วิถีชีวิตใหม่ “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” : SAN 2. ศึกษาการพัฒนาระบบและกลไก การอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร เพื่อจะได้มีความรู้ในการพัฒนา สถานที่จ�ำหน่ายอาหารก่อนการประเมินตนเองตามเกณฑ์มาตรฐาน 3. พัฒนาองค์ความรู้ของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจประเมิน ให้มีความเชี่ยวชาญและประยุกต์การแก้ไขปัญหาด้านสุขลักษณะ ในกรณีไปตรวจประเมินและต้องการให้ผู้ประกอบกิจการมีการปรับปรุงสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร เอกสารอ้างอิง กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561. (2561). ราชกิจจานุเษกษา เล่มที่ 135 ม ตอนที่ 42ก. (ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2561) กฤษณี วิชิตะกุล. (2548). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการได้มาตรฐานอาหารสะอาด รสชาติอร่อยของสถานประกอบการจ�ำหน่าย อาหาร จังหวัดชุมพร. สาขาโรคติดเชื้อและวิทยาการระบาด มหาวิทยาลัยมหิดล. กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค. (2563) สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค Annual Epidemiological Surveillance Report 2020. จินดาวัลย์ วิบูลย์อุทัย, ธิดารัตน์ สมดี, สุรินี กู่ชัยภูมิ, พจีมญธุ์ ปทุมวัน และพลอยไพลิน พรรุ่ง. การพัฒนาอาหารปลอดภัยโดย Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 19


กระบวนการอบรมสุขาภิบาลอาหารในผู้จ�ำหน่ายนมรถเข็นจังหวัดมหาสารคาม. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ ระดับชาติ “นเรศวรวิจัย” ครั้งที่ 12 เรื่อง : วิจัยและนวัตกรรมกับการพัฒนาประเทศ: 21-22 กรกฎาคม 2559; ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร. พิษณุโลก : กองบริหารการวิจัย; 2559.หน้า 614-26 ปัญจ์ปพัชรภร บุญพร้อม, อินจิรา นิยมธูร,สิทธิพันธุ์ ไชยนันทน์ และบุญส่ง ไข่เกษ. การประเมินมาตรฐานสถานที่จ�ำหน่าย อาหารกรณีศึกษาโรงอาหารวิทยาลัยเทคโนโลยีสุขภาพและบริการ กรุงเทพฯ. วารสารวิจัยร�ำไพพรรณี, 2560; 11(2), 177-87. พรสุดา ผานุการณ์, พีระยา สมชัยยานนท์ และ อาภาพร รุจิระเศรษฐ. เปรียบเทียบสุขลักษณะของร้านอาหารที่มีผู้สัมผัสอาหาร ผ่านการอบรมหลักสูตรการสุขาภิบาลอาหารของกรุงเทพมหานครด้วยวิธีการอบรมในห้องอบรม (Class room) และ วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-study) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา, 2564, 16(2), 136-148. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 109 ตอนที่ 38 (ลงวันที่ 5 เมษายน 2535), 2535. วิชัย ชูจิต. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหารของผู้สัมผัสอาหารในร้านอาหารจังหวัดพังงา (ครุศาสตรมหาบัณฑิต). สาขาการส่งเสริมสุขภาพ, บัณฑิตศึกษา : ภูเก็ต : มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต; 2551 ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2556). คู่มือวิชาการสุขาภิบาลอาหารส�ำหรับเจ้าหน้าที่. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ศูนย์สื่อและสิ่งพิมพ์แก้วเจ้าจอม, 2557. ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2562). คู่มือการด�ำเนินงานสุขาภิบาลอาหารสถานที่จ�ำหน่าย อาหาร. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2562). คู่มือแนวทางการด�ำเนินงานของหน่วยงานจัดการ อบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ กรมอนามัย. คู่มือมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร “สถานที่จ�ำหน่ายอาหาร” ตามกฎกระทรวง สุขลักษณะของสถานที่จ�ำหน่ายอาหาร พ.ศ.2561. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์สื่อและสิ่งพิมพ์แก้วเจ้าจอมมหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนสุนันทา, พิมพ์ครั้งที่ 1, 2564. Best JW. (1977) Research in Education (3rd ed.). Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice Hall. Cochran, W.G. (1953). Sampling Techiques. New York : John Wiley & Sons. Inc Ludwig von Bertalanffy, Nevliep. (1996) General System Theory : citing, p. 276. Van Seventer, J. M., & Hamer, D. H. (2017) Foodborne diseases. In S. R. Quah (Ed.). International encyclopedia of public health (pp. 160–173). Amsterdam: Elsevier. World Health Organization. (2015) WHO estimates of the global burden of foodborne diseases. Geneva: World Health Organization. Available at: https://www.who.int/foodsafety/publications/foodborne_ disease/fergreport/en/, Accessed date: August 16, 2018. 20 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


กนต์ธร พรหมชาติ, พัฒรพี สังข์ทอง, วิภาดา วีระกุล, พรพิมล มลกระวิ * สถานการณ์การเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำดื่มจากตู้น�้ำดื่ม หยอดเหรียญในเขตเทศบาลนครนนทบุรี ปี พ.ศ. 2566 (The drinking water quality monitoring situation from drinking water vending machine in Nonthaburi Municipality 2023) * ฝ่ายควบคุมและจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ส�ำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครนนทบุรี บทคัดย่อ จากการส�ำรวจในเขตพื้นที่เทศบาลนครนนทบุรีพบว่าปัจจุบันมีการด�ำเนินกิจการตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญจ�ำนวนมาก ซึ่งเป็นกิจการที่ต้องมีการควบคุมตามเทศบัญญัติเทศบาลนครนนทบุรี เรื่อง การควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2561 ประเภทการผลิตน�้ำดื่มจากเครื่องจ�ำหน่ายอัตโนมัติ ซึ่งในปี พ.ศ. 2566 เทศบาลนครนนทบุรีได้มีการส�ำรวจการประกอบ กิจการผลิตน�้ำดื่มจากตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ พบว่ามีจ�ำนวนทั้งหมด 490 ตู้ (ข้อมูลเดือนกันยายน 2566) โดยด�ำเนินการตรวจ สอบเฝ้าระวังทางด้านกายภาพและทดสอบการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ด้วยชุดตรวจสอบโคลิฟอร์มแบคทีเรียภาคสนาม (อ.11) ผลการตรวจสอบพบว่าตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญส่วนใหญ่มีลักษณะที่ตั้งตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญถูกสุขลักษณะ ตั้งอยู่ห่างไกล จากบริเวณที่มีฝุ่นมาก บริเวณพื้นที่ตั้งยกสูงจากพื้น 10 เซนติเมตร พื้นไม่สกปรกและมีการระบายน�้ำที่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีแหล่ง แมลงและสัตว์พาหะน�ำโรค แต่ยังขาดการดูแลเอาใจใส่เรื่องการท�ำความสะอาดภายนอกของตู้น�้ำ เช่น ฝาเปิดช่องจ่ายน�้ำ หัวจ่ายน�้ำ และจากการทดสอบการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ด้วยชุดตรวจสอบการปนเปื้อนภาคสนาม (อ.11) จ�ำนวน 490 ตู้ พบว่า น�้ำจากตู้น�้ำหยอดเหรียญมีการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรีย จ�ำนวน 23 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 4.7 ของจ�ำนวน ตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญทั้งหมด ในเบื้องต้นได้ให้ค�ำแนะน�ำในการล้างท�ำความสะอาดแก่เจ้าของ/ผู้ดูแลตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ ใน การล้างท�ำความสะอาดไส้กรอง รวมถึงการบ�ำรุงรักษาตู้น�้ำหยอดเหรียญเป็นประจ�ำ เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค ผลการตรวจสอบดังกล่าวสามารถน�ำไปเป็นข้อมูลในการเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำดื่มจากตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญในพื้นที่ และ เป็นแนวทางในการด�ำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อป้องกันการเกิดโรคที่เกิดจากน�้ำเป็นสื่อของประชาชนในเขตเทศบาล นครนนทบุรี บทน�ำ จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมประเทศไทยในปัจจุบันมีสภาพความเป็นเมืองที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของจ�ำนวนประชากร การขยายตัวทางภาคอุตสาหกรรม และการขยายตัวของครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ ของเทศบาลนครนนทบุรี ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 38.9 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 5 ต�ำบล 93 ชุมชน ได้แก่ ต�ำบลตลาดขวัญ จ�ำนวน 19 ชุมชน ต�ำบลบางเขน จ�ำนวน 13 ชุมชน ต�ำบลท่าทราย จ�ำนวน 26 ชุมชน ต�ำบลบางกระสอ จ�ำนวน 22 ชุมชน และต�ำบลสวนใหญ่ จ�ำนวน 13 ชุมชน โดยมีจ�ำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่จ�ำนวน 254,375 คน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2562) Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 21


ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้เทศบาลนครนนทบุรีได้น�ำมาใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนการด�ำเนินงานดูแลคุ้มครองสุขภาพ และให้บริการ ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยขับเคลื่อนงานผ่านโครงการต่าง ๆ ที่รับผิดชอบจ�ำนวน ทั้งสิ้น 142 โครงการ โครงการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหนึ่งในโครงการที่เทศบาลนครนนทบุรีได้มีการด�ำเนินการต่อเนื่องเป็นประจ�ำทุกปี โดย มุ่งเน้นการเฝ้าระวังด้านอาหารและน�้ำ เนื่องจากเป็นปัจจัยส�ำคัญในการด�ำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งในปี พ.ศ. 2566 เทศบาล นครนนทบุรีได้มีการส�ำรวจสถานการณ์การประกอบกิจการผลิตน�้ำดื่มจากตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญและเฝ้าระวังคุณภาพ น�้ำดื่มผ่านการอบรมให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจ�ำหมู่บ้าน (อสม.) โดยมี อสม. เข้าร่วมกิจกรรม จ�ำนวน 420 คน และให้ อสม. เป็นตัวขับเคลื่อนในการส�ำรวจสถานการณ์ในแต่ละชุมชนที่ตนเองดูแล พบว่าการประกอบกิจการผลิตน�้ำบริโภค ในเขตเทศบาลนครนนทบุรีมีแนวโน้มเพิ่มจ�ำนวนมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการบางส่วนยังขาดความตระหนักในการเฝ้าระวัง คุณภาพน�้ำดื่ม และยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการดูแลและรักษาความสะอาดเกี่ยวกับระบบการผลิตตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ อาจก่อให้เกิดแหล่งสะสมเชื้อโรคและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค อีกทั้งยังพบตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญเป็นจ�ำนวนมาก ที่ยังไม่ได้มาตรฐาน ขาดการดูแลเอาใส่ใจใส่จากผู้ประกอบการ เนื่องจากการติดตั้งที่ต้นทุนไม่สูง สะดวกและราคาถูก แต่ สามารถสร้างรายได้ที่ดี ข้อมูลจากการส�ำรวจตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญภายในเขตเทศบาลนครนนทบุรี พบว่าพื้นที่ในการติดตั้ง ตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญจ�ำนวนมากได้แก่ บริเวณร้านค้า หอพัก อาคารพาณิชย์ และบริเวณพื้นที่สาธารณะในชุมชนหรือริมถนน และจากการสอบถามผู้ประกอบการหรือผู้ดูแลตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ พบว่าส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนไส้กรองน�้ำตามระยะเวลา ที่ก�ำหนด แต่ไม่ได้มีการดูแลท�ำความสะอาดบริเวณภายนอกของตู้น�้ำ เช่น ฝาเปิดช่องจ่ายน�้ำ หัวจ่ายน�้ำ ซึ่งมักจะพบตะไคร่ น�้ำติดอยู่เป็นจ�ำนวนมาก ท�ำให้อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคได้ หากประชาชนบริโภค น�้ำดื่มที่ไม่สะอาดเข้าไปอาจก่อให้เกิดโรคที่เกิดจากน�้ำเป็นสื่อ เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร โรคล�ำไส้อักเสบ อหิวาตกโรค เป็นต้น ดังนั้น เทศบาลนครนนทบุรี จึงเล็งเห็นความส�ำคัญของการบริโภคน�้ำดื่มที่สะอาดมีคุณภาพ อีกทั้งมีการด�ำเนินการ เฝ้าระวังคุณภาพน�้ำดื่มจากตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้น�้ำที่สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน รวมทั้ง ขับเคลื่อนงานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัด ซึ่งจะตรวจเฝ้าระวังคุณภาพ น�้ำดื่มจากตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ คุณภาพน�้ำประปา และคุณภาพน�้ำในสถานประกอบกิจการผลิตน�้ำดื่ม เพื่อให้ประชาชน ที่อาศัยในเขตเทศบาลนครนนทบุรีได้ใช้น�้ำที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ของประชาชนจากโรคที่เกิดจากน�้ำและอาหารเป็นสื่อ 22 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


วัตถุประสงค์ 1. เพื่อส�ำรวจสถานการณ์ตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญในเขตเทศบาลนครนนทบุรี 2. เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำดื่มจากตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญให้ได้มาตรฐาน 3. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีความรู้ ความเข้าใจในการบ�ำรุงรักษาตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ 4. เพื่อประชาสัมพันธ์และให้ค�ำแนะน�ำแก่ประชาชนในการเลือกใช้บริการและเลือกซื้อน�้ำดื่มที่มีคุณภาพและได้ มาตรฐาน วิธีการด�ำเนินงาน เป็นการศึกษาเชิงส�ำรวจ (Survey Research) โดยตรวจสอบข้อมูลทางกายภาพ และเก็บตัวอย่างน�้ำดื่มจากตู้น�้ำดื่ม หยอดเหรียญ เพื่อตรวจหาเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในน�้ำดื่ม เครื่องมือวิจัย - แบบส�ำรวจข้อมูลตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ - ชุดตรวจสอบเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในน�้ำดื่ม (อ.11) ภาพที่ 1 ชุดตรวจสอบเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในน�้ำดื่ม (อ.11) Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 23


ภาพที่ 2 แบบตรวจตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ แบบตรวจตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ ชื่อผู้ประกอบการ..................................................................................................................โทรศัพท์......................................... ที่อยู่............................................................................................................................................................................................... สถานที่ตั้งตู้น�้ำดื่ม......................................................................................................................................................................... ลักษณะอาคารที่ตั้ง q บ้านพักอาศัย q หอพัก/คอนโด q ร้านค้า/ห้างสรรพสินค้า q อื่นๆ .............................................. ผู้ให้ข้อมูล.............................................................................................................................โทรศัพท์........................................... ข้อมูลตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ บริษัทผู้ผลิต...............................................................................................................................ระบบ......................................... วันที่ติดตั้ง............................................................................................................................ระยะเวลา......................................ปี หลักเกณฑ์เกี่ยวกับสถานที่ตั้ง คุณลักษณะตู้น�้ำและแหล่งน�้ำ 1. ตั้งอยู่ห่างไกลจากบริเวณที่มีฝุ่นมาก แหล่งระบายน�้ำเสียและขยะมูลฝอย q ใช่ q ไม่ใช่ 2. สถานที่ตั้งไม่มีแหล่งแมงลและสัตว์พาหนะน�ำโรค q ใช่ q ไม่ใช่ 3. บริเวณพื้นที่ตั้งไม่เฉอะแฉะ สกปรกและมีการระบายน�้ำที่ถูกสุขลักษณะ q ใช่ q ไม่ใช่ 4. การติดตั้งตู้ต้องยกระดับสูงจากพื้นอย่างน้อย 10 เซนติเมตร q ใช่ q ไม่ใช่ 5. มีอุปกรณ์เพียงพอและมีความสุขตามความเหมาะสมส�ำหรับวางภาชนะบรรจุน�้ำ q ใช่ q ไม่ใช่ 6. ตู้น�้ำและอุกรณ์ ต้องท�ำจากวัสดุที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ q ใช่ q ไม่ใช่ 7. ตู้น�้ำมีความสะอาดอย่างสม�่ำเสมอและไม่รั่วซึม สามรถท�ำความสะอาดและเคลื่อนย้ายได้ง่าย q ใช่ q ไม่ใช่ 8. หัวจ่ายน�้ำและส่วนที่สัมผัสน�้ำต้องท�ำจากวัสดุที่ใช้กับอาหารเท่านั้น (Food Grade) และหัวจ่ายน�้ำ ต้องสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร q ใช่ q ไม่ใช่ 9. แหล่งน�้ำที่น�ำมาใช้ต้องเป็นคุณภาพดี เช่น น�้ำประปา q ใช่ q ไม่ใช่ การบ�ำรุงรักษาและการท�ำความสะอาด 1. มีการท�ำความสะอาดภายนอกตู้เช่น ศูนย์รักษาความสะอาดสถานที่ติดตั้ง บริเวณโดยชอบที่ติดตั้ง เช็ดท�ำควาาม สะอาดตู้ช่องรับน�้ำ และหัวจ่ายน�้ำ q ไม่ได้ท�ำ q ทุกวัน q 1 อาทิตย์ครั้ง q 3 ครั้ง/สัปดาห์ อื่นๆ........................................ 2. มีการท�ำความสะอาดภายในตู้เช่น ถังเก็บน�้ำ q ไม่ได้ท�ำ q 1 ครั้ง/ปี q 2 ครั้ง/ปี q 3 ครั้ง/ปี อื่นๆ........................................ 3. มีการล้างท�ำความสะอาดและเปลี่ยนไส้กรอง q ไม่ได้ท�ำ q 1 เดือน/ครั้ง q 3 เดือน/ครั้ง q 4 เดือน/ครั้ง อื่นๆ........................................ 4. มีการล้างท�ำความสะอาดหรือเปลี่ยนวัสดุกรองครั้งล่าสุดเมื่อ (วัน/เดือน/ปี)................................................................ 5. ผลการตรวจทางชีวภาพด้วยชุดทดสอบเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียน อ.11 q  ผ่าน q  ไม่ผ่าน ข้อเสนอแนะ.......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ.................................................. ผู้รับค�ำแนะน�ำ ลงชื่อ.....................................................ผู้ตรวจ ( ) ( ) ต�ำแหน่ง................................................. ส�ำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครธนบุรี วันที่...............เดือน........................พ.ศ. ................ โทรศัพท์: 0 2589 0500 ต่อ 1207 24 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


แบบตรวจตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญของเทศบาลนครนนทบุรี เป็นการส�ำรวจข้อมูลเบื้องต้นของผู้ประกอบกิจการ และ ส�ำรวจหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสถานที่ตั้ง คุณลักษณะตู้น�้ำ และแหล่งน�้ำ ซึ่งใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการควบคุมและเฝ้าระวังคุณภาพ น�้ำดื่มจากตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญภายในเขตเทศบาลนครนนทบุรี รวมถึงน�ำไปพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการที่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภท การผลิตน�้ำดื่มจากจากเครื่องจ�ำหน่ายอัตโนมัติ โดยมีหลักเกณฑ์ที่ส�ำคัญ ดังนี้ 1. ตั้งอยู่ห่างไกลจากบริเวณที่มีฝุ่นมาก แหล่งระบายน�้ำเสียและขยะมูลฝอย เนื่องจากอาจก่อให้น�้ำดื่มเกิดการปนเปื้อน ของฝุ่น และเศษขยะ 2. สถานที่ตั้งไม่มีแหล่งแมลงและสัตว์พาหะน�ำโรค เนื่องจากแมลงและสัตว์พาหะน�ำโรค สามารถก่อให้เกิดเชื้อโรค ในน�้ำดื่ม 3. บริเวณพื้นที่ตั้งไม่เฉอะแฉะ สกปรก และมีการระบายน�้ำที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อเป็นการรักษาความสะอาดบริเวณ สถานที่ตั้งตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ 4. การติดตั้งตู้ต้องยกระดับสูงจากพื้นอย่างน้อย 10 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสิ่งสกปรกต่าง ๆ เช่น ดิน ทราย 5. มีอุปกรณ์เพียงพอและมีความสูงตามความเหมาะสมส�ำหรับวางภาชนะบรรจุน�้ำ 6. ตู้น�้ำและอุปกรณ์ ต้องท�ำจากวัสดุที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 7. ตู้น�้ำมีความสะอาดอย่างสม�่ำเสมอและไม่รั่วซึม สามารถท�ำความสะอาดและเคลื่อนย้ายได้ง่าย 8. หัวจ่ายน�้ำและส่วนที่สัมผัสน�้ำต้องท�ำจากวัสดุที่ใช้กับอาหารเท่านั้น (Food Grade) และหัวจ่ายน�้ำต้องสูงจาก พื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร 9. แหล่งน�้ำที่น�ำมาใช้ต้องมีคุณภาพดี เช่น น�้ำประปา ด้านการบ�ำรุงและการท�ำความสะอาด ต้องมีการท�ำความสะอาดภายนอกตู้ เช่น ดูแลรักษาความสะอาดสถานที่ติดตั้ง บริเวณโดยรอบที่ติดตั้ง เช็ดท�ำความสะอาดตู้ ช่องรับน�้ำ และหัวจ่ายน�้ำ รวมถึงท�ำความสะอาดภายในตู้ เช่น ถังเก็บน�้ำ และ มีการเปลี่ยนไส้กรอง กลุ่มเป้าหมาย ตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญภายในเขตเทศบาลนครนนทบุรีทั้งหมด ต�ำบล ผลการส� ผลการส�ำำรวจที่ได้จากการเฝ้าระวังคุณภาพน�้ รวจที่ได้จากการเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำำดื่มจากตู้น�้ ดื่มจากตู้น�้ำำดื่มหยอดเหรียญ ดื่มหยอดเหรียญ ภายในเขตเทศบาลนครนนทบุรี ปี พ.ศ. 2566 จ�ำนวนตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ จ�ำนวน (ตู้) 200 150 100 50 0 บางกระสอ ตลาดขวัญ สวนใหญ่ ท่าทราย บางเขน แผนภูมิที่ 1 แสดงจ�ำนวนตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญในเขตเทศบาลนครนนทบุรี Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 25


จากการส�ำรวจจ�ำนวนตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญในเขตเทศบาลนครนนทบุรีในปี พ.ศ. 2566 พบว่า มีตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ จ�ำนวน 490 ตู้ โดยในพื้นที่ต�ำบลท่าทรายมีจ�ำนวนตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญมากที่สุด ตามมาด้วยต�ำบลตลาดขวัญ ต�ำบล บางกระสอ ต�ำบลบางเขน และต�ำบลสวนใหญ่ โดยมีจ�ำนวน 167 ตู้, 129 ตู้, 77 ตู้, 76 ตู้ และ 41 ตู้ ตามล�ำดับ การตรวจสอบด้านกายภาพหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสถานที่ตั้งตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ จ�ำนวน 490 ตู้ สรุปผลได้ ดังนี้ 1. ตั้งอยู่ห่างจากบริเวณที่มีฝุ่นละออง แหล่งระบายน�้ำเสีย และขยะมูลฝอย จ�ำนวน 474 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 96.73 2. สถานที่ตั้งไม่มีแหล่งแมลงและสัตว์พาหะน�ำโรค เนื่องจากแมลงและสัตว์พาหะน�ำโรค สามารถก่อให้เกิดเชื้อโรค ในน�้ำดื่ม จ�ำนวน 476 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 97.14 3. บริเวณพื้นที่ตั้งไม่เฉอะแฉะ สกปรก และมีการระบายน�้ำที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อเป็นการรักษาความสะอาดบริเวณ สถานที่ตั้งตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ จ�ำนวน 473 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 96.53 4. การติดตั้งตู้ต้องยกระดับสูงจากพื้นอย่างน้อย 10 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสิ่งสกปรกต่าง ๆ เช่น ดิน ทราย จ�ำนวน 490 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 100 5. มีอุปกรณ์เพียงพอและมีความสูงตามความเหมาะสมส�ำหรับวางภาชนะบรรจุน�้ำ จ�ำนวน 490 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 100 6. ตู้น�้ำและอุปกรณ์ ต้องท�ำจากวัสดุที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จ�ำนวน 466 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 95.10 7. ตู้น�้ำมีความสะอาดอย่างสม�่ำเสมอและไม่รั่วซึม สามารถท�ำความสะอาดและเคลื่อนย้ายได้ง่าย จ�ำนวน 490 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 100 8. หัวจ่ายน�้ำและส่วนที่สัมผัสน�้ำต้องท�ำจากวัสดุที่ใช้กับอาหารเท่านั้น (Food Grade) และหัวจ่ายน�้ำต้องสูงจากพื้น ไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร จ�ำนวน 490 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 100 9. แหล่งน�้ำที่น�ำมาใช้ต้องมีคุณภาพดี เช่น น�้ำประปา จ�ำนวน 490 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 100 จากการส�ำรวจด้านกายภาพพบว่า ผู้ประกอบการตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญมีการติดตั้งตู้สูงจากพื้นอย่างน้อย 10 เซนติเมตร มีความสูงเหมาะสมส�ำหรับวางภาชนะบรรจุน�้ำ สามารถท�ำความสะอาดและเคลื่อนย้ายได้ง่าย ท�ำจากวัสดุที่ใช้กับอาหาร เท่านั้น (Food Grade) และแหล่งน�้ำที่น�ำมาใช้เป็นน�้ำประปา คิดเป็นร้อยละ 100 เนื่องจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นเกณฑ์ มาตรฐานในการติดตั้งตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ ในส่วนของสถานที่ติดตั้ง และการท�ำความสะอาด ผู้ประกอบการบางรายยังคง ต้องมีการปรับปรุง ซึ่งในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ด�ำเนินการแจ้งให้ผู้ประกอบการแก้ไข/เคลื่อนย้ายสถานที่ติดตั้ง รวมถึงท�ำ ความสะอาดบริเวณโดยรอบตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค สวนใหญ่ ท่าทราย บางเขน แผนภูมิที่ 2 แสดงผลการตรวจสอบการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ด้วยชุดตรวจสอบโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (อ.11) ผลการตรวจวิเคราะห์ด้วยชุดตรวจสอบโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (อ.11) ผ่าน ไม่ผ่าน จ�ำนวน (ตู้) 200 150 100 50 0 ต�ำบล บางกระสอ ตลาดขวัญ 26 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


การทดสอบการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ด้วยชุดตรวจสอบโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (อ.11) จ�ำนวน 490 ตู้ พบว่า น�้ำ ดื่มจากตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญมีการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรีย จ�ำนวน 23 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 4.7 ของจ�ำนวนตู้น�้ำดื่มหยอด เหรียญทั้งหมด โดยในพื้นที่ต�ำบลตลาดขวัญและต�ำบลท่าทราย พบการปนเปื้อนมากที่สุด ต�ำบลละ 9 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 6.98 และ 5.39 ตามล�ำดับ ตามมาด้วยต�ำบลบางเขน พบการปนเปื้อน จ�ำนวน 3 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 3.95 และต�ำบลบางกระสอและ ต�ำบลสวนใหญ่ พบการปนเปื้อนต�ำบลละ 1 ตู้ คิดเป็นร้อยละ 1.30 และ 2.44 ตามล�ำดับ ในเบื้องต้นได้ให้ค�ำแนะน�ำแก่เจ้าของ/ ผู้ดูแลตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ ในการล้างท�ำความสะอาดไส้กรอง รวมถึงการบ�ำรุงรักษาตู้น�้ำหยอดเหรียญเป็นประจ�ำ เพื่อไม่ให้ เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาสถานการณ์ตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญในเขตพื้นที่เทศบาลนครนนทบุรีพบว่า ผู้ประกอบการตู้ น�้ำดื่มหยอดเหรียญบางรายยังคงต้องมีการปรับปรุงทางด้านกายภาพ ซึ่งต้องมีการเคลื่อนย้ายสถานที่ติดตั้ง เนื่องจากสถานที่ ติดตั้งไม่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อโรค รวมถึงท�ำความสะอาดบริเวณโดยรอบตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ และล้าง ท�ำความสะอาดไส้กรอง รวมถึงการบ�ำรุงรักษาตู้น�้ำหยอดเหรียญเป็นประจ�ำ เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค ทั้งนี้ควร มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูล เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบในการดูแลรักษาตู้น�้ำดื่มหยอดเหรียญ และเพื่อให้ ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากการบริโภคน�้ำดื่มที่ไม่สะอาด และควรด�ำเนินการตรวจสอบเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำดื่มอย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายของโรคที่เกิดจากน�้ำเป็นสื่อ Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 27


การพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล สัจมาน ตรันเจริญ1 /อรัญญา ดวงบุ 2 บทคัดย่อ การศึกษาการพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลเป็นการวิจัย เชิงปริมาณ (Quatitative Research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อศึกษารูปแบบ/วิธีการการเฝ้าระวังของระบบ เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล รวมทั้งเพื่อจัดท�ำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบ เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ผลการศึกษาพบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถาม จ�ำนวน 409 คน คิดเป็นร้อยละ 37.6 มาจากโรงพยาบาลชุมชนมากที่สุด จ�ำนวน 314 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 76.8 และผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่มาจากเขตสุขภาพที่ 11 จ�ำนวน 52 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 12.7 ส่วนใหญ่อายุต�่ำกว่า 30 ปี จ�ำนวน 163 คน คิดเป็น ร้อยละ 39.9 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ระดับปริญญาตรี จ�ำนวน 327 คน คิดเป็นร้อยละ 80.0 และส่วนใหญ่มีประสบการณ์ ท�ำงานต�่ำกว่า 5 ปี จ�ำนวน 166 คน คิดเป็นร้อยละ 40.6 เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ในระดับดีมาก จึงมีความพร้อมที่จะด�ำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพใน ระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลแต่ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัด น�้ำเสียโรงพยาบาลกับประสบการณ์ท�ำงานมีความแตกต่างกัน ที่ระดับนัยส�ำคัญ 0.05 ดังนั้นจึงควรพัฒนาองค์ความรู้และ จัดท�ำแนวทางการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่าง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพกับทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย โรงพยาบาล พบว่า มีความสัมพันธ์ในเชิงลบ อย่างไม่มีนัยส�ำคัญทางสถิติ ความสัมพันธ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพกับการพบ ฟีคัลโคลิฟอร์ม, โคลิฟอร์ม แบคทีเรียในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ไม่พบความสัมพันธ์กันท�ำให้ระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย โรงพยาบาลที่ยังตรวจค่าพารามิเตอร์ฟีคัลโคลิฟอร์มและโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ต้องตรวจเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัด น�้ำเสียโรงพยาบาลด้วย นอกจากนี้สามารถใช้หลักการเฝ้าระวังอนามัยสิ่งแวดล้อมประยุกต์ใช้กับระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยา ต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลและรูปแบบ/วิธีการเฝ้าระวัง ควรบูรณาการหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องส่งเสริมควบคู่ไปกับการใช้ยาอย่างเหมาะสมในโรงพยาบาล รวมทั้งการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลควรมีการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมกับการจัดการน�้ำทิ้งตามพารามิเตอร์ตามกฎหมาย ที่ก�ำหนดจัดท�ำขั้นตอน/แนวทางการเฝ้าระวังให้กับโรงพยาบาล มีการจัดท�ำระบบรายงานที่เป็นระบบให้กับโรงพยาบาลและ ปัจจัยที่ส่งเสริมการขับเคลื่อนคือผู้บริหาร โดยการสนับสนุนงบประมาณในการใช้จ่ายเป็นค่าวิเคราะห์และส่งตัวอย่างและ พัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในการเฝ้าระวังฯ ค�ำส�ำคัญ เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย การเฝ้าระวัง โรงพยาบาล 1. บทน�ำ การดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance : AMR) ส่งผลกระทบต่อคน สัตว์ อาหารและสิ่งแวดล้อมและ เป็นวิกฤติร่วมของทุกประเทศทั่วโลก เนื่องจากเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพสามารถแพร่กระจายข้ามไปมาระหว่างคน สัตว์ และ สิ่งแวดล้อม และแพร่กระจายข้ามไปมาระหว่างประเทศได้ จากข้อมูลของเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายการดื้อยา ต้านจุลชีพแห่งชาติในปี 2562 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพสูงถึง 4.95 ล้านคนในจ�ำนวนนี้มี 1 นักวิชาการสาธารณสุขช�ำนาญการ ส�ำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม 2 นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ ส�ำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม 28 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


ผู้เสียชีวิตโดยตรงจากการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพประมาณปีละ 1.27 ล้านคน (ซึ่งเพิ่มขี้นจากเดิมในปี 2557 ที่คาดการณ์ว่า มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพปีละ 7 แสนคน) นอกจากนี้ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่าในปี 2593 สถานการณ์ AMR จะท�ำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรายปีของทั่วโลก (Annual global gross domestic products) ลดลงร้อยละ 1.1-3.8 โดยในประเทศรายได้น้อยถึงปานกลางจะลดลงมากกว่าร้อยละ 5 และท�ำให้คนจ�ำนวน 28.3 ล้านคน เข้าสู่สภาวะความยากจนขั้นรุนแรง (extremely proverty) ส�ำหรับประเทศไทยการประมาณการในช่วงปี 2553 พบว่าคนไทยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพประมาณ ปีละ 88,000 รายโดยผู้ติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพอยู่ในโรงพยาบาลขึ้นประมาณ 3.24 ล้านวันและเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพประมาณปีละ 38,481 ราย คิดเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่ต�่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท โรงพยาบาลนับได้ว่ามีความส�ำคัญเนื่องจากเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดเชื้อโรคจากระบบบ�ำบัดน�้ำเสียจากการเฝ้าระวัง เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียของโรงพยาบาลบริเวณลุ่มน�้ำเจ้าพระยาและแม่กลองโดยกรมอนามัยในปี 2566 ด�ำเนินการเก็บตัวอย่างเชื้อดื้อยาในน�้ำเข้า (Influent) น�้ำทิ้ง (Effluent) และในกากตะกอนของระบบบ�ำบัดน�้ำเสียของ โรงพยาบาลจ�ำนวน 36 แห่ง ท�ำการตรวจวิเคราะห์เชื้อดื้อยา Escherichia coli, Salmonella spp. และ Enterococcus spp. พบว่ามีโรงพยาบาลที่ตรวจพบเชื้อดื้อยาในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย คือในน�้ำเข้า (Influent) น�้ำทิ้ง (Effluent) หรือในกากตะกอน อย่างใดอย่างหนึ่งจ�ำนวน 34 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 94.44 จ�ำแนกการตรวจพบในส่วนต่างๆคือ ในน�้ำเข้า (Influent) จ�ำนวน 28 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 77.78 ในน�้ำทิ้ง (Effluent) จ�ำนวน 17 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 47.22 และในกากตะกอน จ�ำนวน 15 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 41.67 เชื้อดื้อยาที่พบมากที่สุดคือ Escherichia coli นอกจากนี้ยังพบว่าโรงพยาบาลที่พบเชื้อดื้อยา ทั้งในน�้ำเข้า น�้ำทิ้ง และกากตะกอนมีจ�ำนวน 4 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 11.11 พบเชื้อดื้อยาในน�้ำเข้าและน�้ำทิ้ง จ�ำนวน 8 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 22.22 พบเชื้อดื้อยาในน�้ำเข้าและกากตะกอน จ�ำนวน 8 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 22.22 พบเชื้อดื้อยาทั้งในน�้ำทิ้ง และกากตะกอน จ�ำนวน 2 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 5.56 จากการเฝ้าระวังของกรมอนามัยดังกล่าวได้ด�ำเนินการเก็บข้อมูล เชื้อฟีคัลโคลิฟอร์ม, โคลิฟอร์มทั้งหมด เพื่อเป็นข้อมูลในการศึกษาเชื้อฟีคัลโคลิฟอร์มกับโคลิฟอร์มทั้งหมดมีความสัมพันธ์ กับ Escherichia coliที่เป็น ESBL ซึ่งเป็นชนิดที่ดื้อยาต้านจุลชีพ ส�ำหรับประเทศไทยมีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จ�ำนวน 1,089 แห่ง ยังไม่มีระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยา ต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล และบางโรงพยาบาลระบบการฆ่าเชื้อโรคยังไม่มีประสิทธิภาพ นั่นคือค่าคลอรีน อิสระคงเหลือไม่ได้อยู่ในช่วง 0.5 – 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสามารถก�ำจัดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพได้ นอกจากนี้ความรู้และทัศนคติ ของผู้ปฏิบัติงานดูแลระบบบ�ำบัดน�้ำเสียส่งผลต่อการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ดังนั้น จึงได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รูปแบบของ ระบบเฝ้าระวังและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าคลอรีนอิสระคงเหลือกับการพบฟีคัลโคลิฟอร์ม,โคลิฟอร์มและเชื้อ ดื้อยาในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย รวมทั้งศึกษาทัศนคติ และความรู้เกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของผู้ปฏิบัติงานดูแลระบบบ�ำบัด น�้ำเสียของโรงพยาบาลเพื่อจัดท�ำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย โรงพยาบาล 2. วัตถุประสงค์ 2.1 ศึกษารูปแบบ/วิธีการเฝ้าระวังของระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล 2.2 ศึกษาศึกษาทัศนคติ และความรู้เกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของผู้ปฏิบัติงานดูแลระบบบ�ำบัดน�้ำเสียของ โรงพยาบาล 2.3 เพื่อหาความสัมพันธ์เชื้อดื้อยา กับการพบฟีคัลโคลิฟอร์ม,โคลิฟอร์มในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย 2.4 เพื่อจัดท�ำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย โรงพยาบาล Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 29


3. วิธีการศึกษา งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Quatitative Research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดย ด�ำเนินการ 1) ส�ำรวจทัศนคติและความรู้เข้าใจเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของผู้ปฏิบัติงานดูแลระบบบ�ำบัดน�้ำเสียของ โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประชากร คือ โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จ�ำนวน 1,089 แห่ง โดยมีกลุ่มตัวอย่างไม่น้อยกว่า 293 แห่ง (ตามสูตรค�ำนวณกลุ่มตัวอย่างTaro Yamane) 2) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In – Depth Interview) แบบมีแนวค�ำถามประเด็นสัมภาษณ์ โดยมีกลุ่ม เป้าหมายการศึกษา หรือ ผูใหขอมูลสําคัญ (Key informants) จํานวน 32 คน แบ่งเป็นระดับนโยบาย (Policy Makers) ประกอบดวยผูแทนองคกรหนวยงานจากโรงพยาบาล คือ ผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาล หรือผู้แทนจ�ำนวน 15 คน ระดับผู้ปฏิบัติ (Practitioners) ประกอบดวยนักวิชาการระดับกรมอนามัย จ� ำนวน 12 คน ผู้แทนจากศูนย์อนามัยศูนย์ละ 1 คนระดับผูเชี่ยวชาญ  ในการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในสิ่งแวดล้อม ประกอบดวยผูแทนองคกร หนวยงานซึ่งเปนอาจารย์หรือผูเชี่ยวชาญ ซึ่งมี ความรู และประสบการณในการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในสิ่งแวดล้อม จ�ำนวน 5 คน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยที่มี สวนรวมในการก�ำหนดระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียของโรงพยาบาล และเลือกกลุมเปาหมาย แบบเจาะจง 3) หาความสัมพันธ์เชื้อดื้อยา กับการพบฟีคัลโคลิฟอร์ม,โคลิฟอร์มในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย ข้อมูลการเฝ้าระวัง เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ย้อนหลัง 3 ปี 4.การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง งานวิจัยนี้ได้รับการพิจารณาและเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 624/2566 วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 5. ผลการศึกษา 5.1 ผลการศึกษาทัศนคติและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของผู้ปฏิบัติงานดูแลระบบบ�ำบัด น�้ำเสียของโรงพยาบาล จากการสอบถามผู้ปฏิบัติงานระบบบ�ำบัดน�้ำเสียในโรงพยาบาล พบว่า มีผู้ตอบแบบสอบถาม จ�ำนวน 409 คน คิดเป็นร้อยละ 37.6 มาจากโรงพยาบาลชุมชน จ�ำนวน 314 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 76.8 โรงพยาบาลทั่วไป จ�ำนวน 48 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 11.7 โรงพยาบาลศูนย์ จ�ำนวน 34 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 8.3 โรงพยาบาลสังกัดกรมวิชาการ จ�ำนวน 13 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 3.2 แบ่งเป็นเขตสุขภาพ พบว่าเขตสุขภาพที่ตอบมากที่สุด มาจากเขตสุขภาพที่ 11 จ�ำนวน 52 แห่ง คิดเป็น ร้อยละ 12.7 และเขตสุขภาพที่ 12 จ�ำนวน 49 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 12 8.3% 3.2% 11.7% 76.8% โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ อื่นๆ ภาพ 1 แผนภูมิวงกลมแสดงจ�ำนวนผู้ปฏิบัติงานระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย ในโรงพยาบาลตอบแบบสอบถามแยกตามประเภทโรงพยาบาล 30 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


ภาพ 2 แผนภูมิแท่งแสดงจ�ำนวนผู้ปฏิบัติงานระบบบ�ำบัดน�้ำเสียในโรงพยาบาล ตอบแบบสอบถามแยกตามรายเขตสุขภาพ 5.1.1 ข้อมูลลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามหรือข้อมูลทั่วไป ตาราง 1 แสดงจ�ำนวนร้อยละข้อมูลลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานระบบบ�ำบัดน�้ำเสียในโรงพยาบาล ลักษณะส่วนบุคคล จ�ำนวนผู้ตอบ (คน) ร้อยละ 1.อายุ ต�่ำกว่า 30 ปี 30 – 40 ปี 41 – 50 ปี มากกว่า 50 ปี 163 109 77 60 39.9 26.7 18.8 14.7 2.ระดับการศึกษา ประถมศึกษา มัธยาศึกษา/ปวช. อนุปริญญา/ปวส. ปริญญาตรี ปริญญาโท 12 12 13 327 45 2.9 2.9 3.2 80.0 11.0 3.ประสบการณ์ท�ำงาน ต�่ำกว่า 5 ปี 5-10 ปี 11-20 ปี 21-30 ปี มากกว่า 30 ปีขึ้นไป 166 87 70 54 32 40.6 21.3 17.1 13.2 7.8 Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 31


ความรู้ความเข้าใจ Minimum Maximum Mean S.D. แปลผล 1. แผนการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ 1.1ปัจจุบันการด�ำเนินงานเรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ด�ำเนินงานมาเป็นแผนปฏิบัติการดื้อยาต้านจุลชีพแห่ง ชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566-2570 1.2 การดื้อยาต้านจุลชีพจัดเป็นภัยคุกคามที่ส�ำคัญ ต่อสุขภาพเฉพาะคนที่ใช้ยาปฏิชีวนะในประเทศไทย 1.3 การเก็บตัวอย่างตรวจเชื้อดื้อยาในระบบบ�ำบัด น�้ำเสียเพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ก�ำหนดไว้ในเป้าประสงค์ของแผนแผนปฏิบัติการ ดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566-2570 1 1 1 2 2 2 1.85 1.72 1.53 0.354 0.449 0.500 ดีมาก ดีมาก ดี 2. นิยามและความรู้เกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ 2.1 การดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial resistance (AMR) หมายถึงความสามารถของจุลชีพในการเพิ่ม จ�ำนวนหรือมีชีวิตอยู่ในสภาวะที่มียาต้านจุลชีพในระดับ ที่สูงขึ้นจากระดับที่เคยยับยั้งหรือฆ่าจุลชีพชนิดนั้นได้ 2.2 กลไกการดื้อยาต้านจุลชีพในแบคทีเรียแบ่งออกได้ เป็น 4 กลไกใหญ่ ๆ ได้แก่ 1. การขับยาออกนอกเซลล์ 2. การเปลี่ยนแปลงหรือการป้องกันต�ำแหน่งเป้าหมาย ของยา 3. การสร้างเอนไซม์มาท�ำลายหรือเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของยา 4. การลดการน�ำเข้าของยา 2.3 เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเกือบทุกชนิดจัดเป็นโรคติดเชื้อ อุบัติใหม่ที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของมนุษย์ อย่างกว้างขวาง 2.4 Escherichia coli ส่วนใหญ่จะดื้อยากลุ่ม beta-lactams (ESBL) เป็นแบคทีเรียก่อโรคที่พบมาก ที่สุดในคนและพบในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย 1 1 1 1 2 2 2 2 1.94 1.90 1.71 1.87 0.244 0.294 0.456 0.342 ดีมาก ดีมาก ดีมาก ดีมาก 3.การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำ เสีย 3.1 เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่พบในสิ่งแวดล้อม ได้แก่ Escherichia coli,Salmonella spp และ Enterococ- cus 3.2 บทบาทของโรงพยาบาลในการจัดการเชื้อดื้อยาใน ระบบบ�ำบัดน�้ำเสียคือด�ำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้าน จุลชีพในน�้ำเสีย น�้ำทิ้งและกากตะกอนจากระบบบ�ำบัด น�้ำเสีย 3.3 วิธีที่จะจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัด น�้ำเสียคือต้องมีระบบการฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเป็นคลอรีนต้องมีระยะเวลาสัมผัสคลอรีนไม่น้อยกว่า 15 นาที 3.4 การที่จะดูประสิทธิภาพของระบบในการฆ่าเชื้อ ดื้อยาที่มีประสิทธิภาพจะต้องเก็บตัวอย่างน�้ำเข้าระบบ และน�้ำทิ้งและกากตะกอนมาตรวจวิเคราะห์เชื้อดื้อยา ต้านจุลชีพ 3.5 การด�ำเนินการบ�ำบัดน�้ำทิ้งและกากตะกอนให้ได้ ตามมาตรฐานและมีประสิทธิภาพในการบ�ำบัดโดย เฉพาะระบบฆ่าเชื้อโรคไม่ใช่บทบาทของโรงพยาบาลใน การจัดการเชื้อดื้อยาในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย 3.6 การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพสามารถท�ำได้โดย ควบคุมระดับคลอรีน เพิ่มระยะเวลาการสัมผัสคลอรีน และก�ำจัดกากตะกอนในน�้ำทิ้ง 1 1 1 1 1 1 2 2 2 2 2 2 1.94 1.95 1.70 1.94 1.41 1.94 0.244 0.216 0.457 0.240 0.493 0.231 ดีมาก ดีมาก ดีมาก ดีมาก ดี ดีมาก 5.1.2 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ตาราง2 แสดงค่าต�่ำสุดค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ยและค่าความแปรปรวนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ 32 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


ระดับคะแนน ความรู้ความเข้าใจ จ�ำนวน ร้อยละ การวิเคราะห์ คะแนน 1-4 1 0.24 ระดับพอใช้ คะแนน 5 – 9 140 34.23 ระดับดี คะแนน 10 – 13 268 65.53 ระดับดีมาก รวม 409 100 ตาราง 3 แสดงระดับคะแนนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของผู้ปฏิบัติงาน ระบบบ�ำบัดน�้ำเสียในโรงพยาบาล 5.1.3 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลักษณะข้อมูลส่วนบุคคลกับทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการเชื้อดื้อยาต้าน จุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ทั้ง 3 ด้าน ตาราง 4 แสดงค่าระดับนัยส�ำคัญเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลักษณะข้อมูลส่วนบุคคลกับทัศนคติเกี่ยวกับการ จัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ทั้ง 3 ด้าน ลักษณะข้อมูลส่วน บุคคล ทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล สถิติที่ใช้ ด้านที่1 การเฝ้าระวังเชื้อ ดื้อยาต้านจุลชีพใน ระบบบ�ำบัด น�้ำเสียโรงพยาบาล ด้านที่2 ศักยภาพผู้ปฏิบัติ งานดูแลระบบ บ�ำบัดน�้ำเสียของ โรงพยาบาล ด้านที่3 การจัดการเชื้อ ดื้อยาต้านจุลชีพใน ระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย โรงพยาบาล รวม ประเภทโรงพยาบาล 0.226 0.102 0.041 (Sig*) 0.123 One-way-ANOVA อายุ 0.066 0.055 0.930 0.350 One-way-ANOVA ระดับการศึกษา 0.541 0.270 0.163 0.324 One-way-ANOVA ประสบการณ์ท�ำงาน 0.049 (Sig*) 0.033 (Sig*) 0.046 (Sig*) 0.043(Sig*) One-way-ANOVA * ที่ระดับนัยส�ำคัญ 0.05 5.1.4 ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพกับทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการ เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ทั้ง 3 ด้าน ตาราง 5 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพกับทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการเชื้อ ดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ทั้ง 3 ด้าน ความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับ เชื้อดื้อยาต้าน จุลชีพ ทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ด้านที่1 การเฝ้าระวังเชื้อ ดื้อยาต้านจุลชีพในระบบ บ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ด้านที่2 ศักยภาพผู้ปฏิบัติ งานดูแลระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย ของโรงพยาบาล ด้านที่3 การจัดการเชื้อดื้อยา ด้านจุลชีพใน ระบบบ�ำบัด น�้ำเสียโรงพยาบาล รวม Pearson Correlation Sig.(2 tailed) Pearson Correlation Sig.(2 tailed) Pearson Correla- tion Sig.(2 tailed) Pearson Correla- tion Sig.(2 tailed) ข้อ 1 แผนการ จัดการเชื้อดื้อยา ต้านจุลชีพ -0.28 0.566 -0.15 0.764 0.001 0.988 - - ข้อ 2 นิยามและ ความรู้เกี่ยวกับ เชื้อดื้อยาต้าน จุลชีพ 0.31 0.530 -0.026 0.596 0.006 0.896 - - Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 33


* Correlation is significant at the 0.05 level (2-tailed) ความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับ เชื้อดื้อยาต้าน จุลชีพ ทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ด้านที่1 การเฝ้าระวังเชื้อ ดื้อยาต้านจุลชีพในระบบ บ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ด้านที่2 ศักยภาพผู้ปฏิบัติ งานดูแลระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย ของโรงพยาบาล ด้านที่3 การจัดการเชื้อดื้อยา ด้านจุลชีพใน ระบบบ�ำบัด น�้ำเสียโรงพยาบาล รวม Pearson Correlation Sig.(2 tailed) Pearson Correlation Sig.(2 tailed) Pearson Correla- tion Sig.(2 tailed) Pearson Correla- tion Sig.(2 tailed) ข้อ 3 การจัดการ เชื้อดื้อยาต้าน จุลชีพในระบบ บ�ำบัดน�้ำเสีย -0.49 0.321 -0.124 * 0.012 0.00 0.993 - - รวม - - - - - - -0.29 0.559 5.2 ผลการศึกษาความสัมพันธ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ กับการพบฟีคัลโคลิฟอร์ม,โคลิฟอร์มในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย โรงพยาบาล 1. ค่าวิกฤต 9.488 ทดสอบไคสแคว์ที่ระดับนัยส�ำคัญ 0.05 และ df4 ผลการศึกษาคือ ค่าทดสอบ (c2) น้อยกว่าค่าวิกฤติ ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างผลเชื้อดื้อยากับการพบโคลิฟอร์ม, ฟีคัลโคลิฟอร์มและE coli 2. ค่าวิกฤต 9.488 ทดสอบไคสแคว์ที่ระดับนัยส�ำคัญ 0.05 และ df4 ผลการศึกษาคือ ค่าทดสอบ(c2) น้อยกว่าค่าวิกฤติ ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างผลเชื้อดื้อยากับการไม่พบโคลิฟอร์ม, ฟีคัลโคลิฟอร์มและ E coli 5.3 ข้อค้นพบเพื่อการพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลจากการ สัมภาษณ์เชิงลึก 1. ใช้หลักการเฝ้าระวังอนามัยสิ่งแวดล้อมประยุกต์ใช้กับระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัด น�้ำเสียโรงพยาบาล เพื่อป้องกันก่อนการเกิดโรคหรือปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพ และเพื่อให้มีมาตรการป้องกันผลกระทบ ไม่ให้เกิดขึ้นหรือหากเกิดขึ้นแล้วก็ต้องป้องกันไม่ให้ลุกลามออกไปได้ ต้องมีการจัดเก็บรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็น ระบบ โดยมีขั้นตอนการเฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) การก�ำหนดประเด็นและพื้นที่ที่จะเฝ้า ระวัง 2) เก็บรวบรวมข้อมูล 3) วิเคราะห์ แปลผลข้อมูล และ 4) การรายงาน สื่อสารน�ำไปสู่การแก้ไขปัญหา 2. ระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลต้องบูรณาการหลากหลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง 3. การเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลต้องส่งเสริมควบคู่ไปกับการใช้ยา อย่างเหมาะสมในโรงพยาบาล โดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานภายในโรงพยาบาลตั้งแต่ฝ่ายบริหาร งานเภสัช งานไอซี และงานสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาล 4. การขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล โดยการทบทวน โครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคท การพัฒนาเครือข่ายห้องปฏิบัติการเพื่อการตรวจ วิเคราะห์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในน�้ำทิ้งจากระบบบ�ำบัดน�้ำเสียให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 34 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรให้มีองค์ความรู้ทักษะในการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัด น�้ำเสียตลอดจนวิธีการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพกรณีที่ตรวจพบเชื้อดื้อยา รวมทั้งการประเมินความเสี่ยงเชื้อดื้อยาต้าน จุลชีพในระบบบัดน�้ำเสียและจัดท�ำเป็นมาตรฐาน รวมทั้งการน�ำเข้าสู่ระบบการประเมินของHAหรือมาตรฐาน Green & Clean Hospital ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกกฎหมายมาตรฐานคุณภาพน�้ำทิ้งท�ำการศึกษาและออกกฎหมายก�ำหนด ให้เชื้อดื้อยาเป็นพารามิเตอร์ในการตรวจวัดคุณภาพน�้ำทิ้ง 6.สรุปผลและข้อเสนอแนะ 6.1 จากการสอบถามผู้ปฏิบัติงานระบบบ�ำบัดน�้ำเสียในโรงพยาบาล พบว่า มีผู้ตอบแบบสอบถาม จ�ำนวน 409 คน คิดเป็นร้อยละ 37.6 มาจากโรงพยาบาลชุมชนมากที่สุด จ�ำนวน 314 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 76.8 และผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่มาจากเขตสุขภาพที่ 11 จ�ำนวน 52 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 12.7 ส่วนใหญ่อายุต�่ำกว่า 30 ปี จ�ำนวน 163 คน คิดเป็น ร้อยละ 39.9 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ระดับปริญญาตรี จ�ำนวน 327 คน คิดเป็นร้อยละ 80.0 และส่วนใหญ่มีประสบการณ์ ท�ำงานต�่ำกว่า 5 ปี จ�ำนวน 166 คน คิดเป็นร้อยละ 40.6 6.2 เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ใน ระดับดีมากแต่จากการสัมภาษณ์เชิงลึกยังคงต้องการให้มีการพัฒนาทักษะ องค์ความรู้เกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เนื่องจาก ขึ้นทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลกับประสบการณ์ท�ำงานที่แตกต่างกัน ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ที่ระดับนัยส�ำคัญ 0.05 ดังนั้นจึงควรพัฒนาองค์ความรู้และจัดท�ำ แนวทางการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 6.3 จากการศึกษาความสัมพันธ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพกับการพบฟีคัลโคลิฟอร์ม, โคลิฟอร์ม แบคทีเรียในระบบ บ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล ไม่พบความสัมพันธ์กัน ท�ำให้ระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลที่ยังตรวจค่าพารามิเตอร์ฟีคัลโคลิฟอร์มและโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ต้องตรวจค่าเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลด้วย เพราะถึงแม้จะตรวจ ไม่พบค่าฟีคัลโคลิฟอร์มและโคลิฟอร์มแบคทีเรียแต่ก็ยังพบเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย ส�ำหรับเชื้อดื้อยาต้าน จุลชีพที่ใช้เป็นตัวชี้วัดในการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลได้แก่ Escherichia Coli (ESBL),Salmonella spp. และ Enterococcus (VRE) ซึ่งเป็นเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่ใช้เป็นมาตรฐานในการเฝ้าระวังเชื้อ ดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว และตรวจในตัวอย่างน�้ำเข้าระบบ น�้ำทิ้งและกากตะกอนในระบบบ�ำบัด น�้ำเสีย 6.4 การขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล 1) การอ�ำนวยการและการบริหารจัดการ ให้มีการทบทวนโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติการ เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลให้ชัดเจนและมีการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมกับการจัดการ น�้ำทิ้งตามพารามิเตอร์ตามกฎหมายที่ก�ำหนด จัดท�ำขั้นตอน/แนวทางการด�ำเนินงานการเฝ้าระวังให้กับโรงพยาบาล มีการ จัดท�ำระบบรายงานที่เป็นระบบให้กับโรงพยาบาลโดยมีกรมอนามัยเป็นแกนหลักและปัจจัยที่ส่งเสริมการขับเคลื่อนคือ ผู้บริหาร 2) การพัฒนายุทธศาสตร์ แผนงาน วิชาการและการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ใหมีการจัดท� ำแผน/ยุทธศาสตร/ งบประมาณดานการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลใหชัดเจนเหมาะสมกับกลุมเปาหมายและ สถานการณ ปรับใชขอมูลหรือองคความรูทางวิชาการที่มีอยูเดิมใหเหมาะสมกับสถานการณและทันทวงที พรอมทั้งควร เก็บรวบรวมเปนชุดความรูประกอบเปนฐานขอมูลส�ำหรับใชในอนาคต ตลอดจนพัฒนาการสื่อสารในรูปแบบที่เขาใจงาย น�ำไปปฏิบัติไดจริง และมีความชัดเจน นอกจากนี้ให้มีการก�ำหนดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเป็นตัวชี้วัดในระดับกระทรวงการให้ ระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลเป็นพารามิเตอร์หนึ่งในการตรวจคุณภาพน�้ำทิ้ง และ ขับเคลื่อนผ่านระบบGreen & Clean Hospital Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 35


3) การพัฒนาระบบจัดการทรัพยากร โดยการจัดท�ำแผนการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การเก็บตัวอย่างรวมถึง ทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์การสนับสนุนงบประมาณในการใช้จ่ายเป็นค่าวิเคราะห์และส่งตัวอย่างและพัฒนาขีดความ สามารถของหน่วยปฏิบัติการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล 4) การด�ำเนินการด้านมาตรฐานและกฎหมาย ให้เชื้อดื้อยาเป็นพารามิเตอร์หนึ่งในการตรวจวิเคราะห์คุณภาพ น�้ำทิ้งโดยก�ำหนดให้เป็นกฎหมายเพื่อให้โรงพยาบาลถือปฏิบัติในการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำทิ้งในโรงพยาบาล 6.5 รูปแบบ/วิธีการเฝ้าระวังระบบบ�ำบัดน�้ำเสียในโรงพยาบาล ควรพิจารณา ดังนี้ กรมอนามัยร่วมกับ การวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ส�ำนักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข กรมวิชาการที่เกี่ยวข้อง ระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย โรงพยาบาล ควบคุมการใช้ยา อย่างสมเหตุสมผล ศูนย์อนามัยที่1-12 และสสม. ส�ำนักงานสาธารณสุข จังหวัด งานบริหาร รายงาน อาชีวเวชกรรม เทคนิคการแพทย์ งานเภสัช งานป้องกันและควบคุม การติดเชื้อ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์/ ห้องปฏิบัติการกรมอนามัย/ โรงพยาบาลตรวจเอง ส�ำนักงานสิ่งแวดล้อมจังหวัด/ กรมควบคุมมลพิษ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกาศเป็นนโยบายในการ เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาด้านจุลชีพใน ระบบบ�ำบัด น�้ำเสียโรงพยาบาล ควบคุม มาตรฐาน เก็บตัวอย่างน�้ำเข้าระบบ น�้ำทิ้ง กากตะกอน ส่งตัวอย่าง รายงานในระบบของ กรมอนามัย 6.6 ข้อเสนอแนะระดับนโยบาย ดังนี้ (1) กรมอนามัยควรประสานส�ำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขและกรมวิชาการที่เกี่ยวข้องในการก�ำหนดนโยบาย เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาลให้เป็นพารามิเตอร์หนึ่งในการตรวจวิเคราะห์มาตรฐานน�้ำทิ้ง ให้กับโรงพยาบาลในสังกัดได้ด�ำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป และประสานให้เป็นตัวชี้วัดกระทรวงหรือตรวจราชการ นอกจากนี้ประสานให้กรมวิทยาศาสตร์แพทย์ในการรับตรวจวิเคราะห์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั่วประเทศหรือพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการตรวจวิเคราะห์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในสิ่งแวดล้อมให้กับโรงพยาบาล 36 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


(2) ก�ำหนดให้ผู้บริหารโรงพยาบาลก�ำหนดเป็นนโยบายในการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัด น�้ำเสียโรงพยาบาล โดยบูรณาการกับหน่วยงานภายในโรงพยาบาล อาทิเช่น งานบริหาร งานอาชีวเวชกรรม งานเทคนิค การแพทย์ งานป้องกันควบคุมการติดเชื้อ และงานเภสัช เป็นต้น รวมทั้งสนับสนุนด้านทรัพยากรในการบริหารจัดการการ เฝ้าระวังและการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล (3) กรมอนามัยควรจัดท�ำระบบรายงานจากการตรวจวิเคราะห์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย โรงพยาบาลทางออนไลน์โดยอาจท�ำเป็นระบบรายงานร่วมกับพารามิเตอร์ในระบบน�้ำทิ้ง ทั้งนี้เพื่อการเฝ้าระวังในการควบคุม ก�ำกับติดตามประสิทธิภาพระบบบ�ำบัดน�้ำเสียของโรงพยาบาล และท�ำการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (4) กรมอนามัยประสานกรมควบคุมโรค ในการจัดท�ำระบบรายงานโรค โดยก�ำหนดให้มีรหัสโรคโรคที่ติด เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ รวมทั้งประสานส�ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในเรื่องระบบสั่งจ่ายยาของโรงพยาบาลให้สามารถ ดึงข้อมูลออกมาเป็นอิเล็กทรอไฟล์ในการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะ (5) กรมอนามัย ควรมีการจัดการความรู้ อบรม พัฒนาชุดความรู้ แนวทางการเฝ้าระวัง และจัดท�ำต้นแบบใน การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียโรงพยาบาล เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ของหน่วยงานในการเฝ้าระวังและ จัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาล 7. แหล่งอ้างอิง 1. สถานการณ์การดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย. https://amrthailand.net/Home/Thailand เข้าถึงข้อมูล วันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 2. กลไกการดื้อยาต้านจุลชีพ.[อินเทอร์เน็ต] https://www.facebook.com/photo/?fbid=434402258 043242&set=a.327235612093241เข้าถึงข้อมูลวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 3. One Health. [Internet] https://www.wikiwand.com/en/One_Health Access :2022 November 23 4. ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร ส�ำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ [อินเทอร์เน็ต] https://infocenter.national health.or.th/node/18977 เข้าถึงข้อมูลวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 5. พรรณนิกา ฤตวิรุฬห์.แบคทีเรียดื้อยา (Antimicrobial-resistant bacteria).ส�ำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร; 2563 6. Centers for Disease Control and Prevention. National Antimicrobial Resistance Monitoring System for Enteric Bacteria (NARMS). [Internet] https://www.cdc.gov/narms/about/index.html Access : 2023 January 18 Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 37


กรมอนามัย โดยส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ได้ด�ำเนินงานโครงการพัฒนาการสุขาภิบาลอาหารและน�้ำในเรือน จ�ำและทัณฑสถาน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 (ภายใต้โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ท�ำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการจัดการสุขาภิบาลอาหารและน�้ำในเรือนจ�ำและทัณฑสถานเป้าหมายให้มี ความเหมาะสม ถูกสุขลักษณะ เน้นสร้างความรอบรู้ด้านการจัดการสุขาภิบาลอาหารและน�้ำให้แก่เจ้าหน้าที่เรือนจ�ำและ ทัณฑสถาน รวมถึงผู้ต้องขัง และสนับสนุนชุดทดสอบเฝ้าระวังด้านสุขาภิบาลอาหารและน�้ำภาคสนาม เป็นการลดปัญหา อุบัติการณ์การเจ็บป่วยจากโรคที่เกิดจากอาหารและน�้ำเป็นสื่อและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจ�ำและ ทัณฑสถานเป้าหมาย กิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม ได้แก่ 1. การจัดซื้อวัสดุวิทยาศาตร์/อุปกรณ์เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังด้านสุขาภิบาลอาหารและน�้ำในเรือนจ�ำ 2. การจัดการสุขาภิบาลอาหารในแผนกสูทกรรม 3. การจัดการคุณภาพน�้ำบริโภคในเรือนจ�ำ 4. การประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตาม และสรุปผลการเฝ้าระวังด้านสุขาภิบาลอาหารและ น�้ำในพื้นที่เป้าหมาย 5. การนิเทศ ติดตาม ประสานงาน ให้ค�ำแนะน�ำ สนับสนุนการด�ำเนินงาน และเยี่ยมเสริมพลังด้านสุขาภิบาลอาหาร และน�้ำในพื้นที่เป้าหมาย สรุปผลการด�ำเนินงานได้ ดังนี้ 1. จัดซื้อชุดทดสอบเฝ้าระวังภาคสนามด้านสุขาภิบาลอาหารและน�้ำในเรือนจ�ำและทัณฑสถาน ดังนี้ ด�ำเนินการจัดซื้อชุดทดสอบภาคสนามด้านสุขาภิบาลอาหารและน�้ำให้แก่เรือนจ�ำและทัณฑสถานเป้าหมายปี 2566 จ�ำนวน 143 แห่ง น�ำไปใช้ในการเฝ้าระวังด้านสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ โดยชุดทดสอบที่ท�ำการจัดซื้อ ได้แก่ 1.1 น�้ำยาตรวจสอบโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (อ 11) ส�ำหรับตรวจน�้ำบริโภค/น�้ำแข็ง 1.2 น�้ำยาตรวจสอบโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (อ 13) ส�ำหรับตรวจอาหาร ภาชนะ/อุปกรณ์ และมือผู้สัมผัสอาหาร 1.3 ชุดตรวจสอบคลอรีนอิสระคงเหลือในน�้ำ (อ 31) 2. การจัดการสุขาภิบาลอาหารแผนกสูทกรรมในเรือนจ�ำและทัณฑสถาน ด�ำเนินการเฝ้าระวังด้านสุขาภิบาลอาหารในเรือนจ�ำและทัณฑสถานทั้ง 143 แห่งทั่วประเทศ โดยท�ำการสุ่ม เฝ้าระวังการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในอาหารพร้อมรับประทาน ภาชนะ มือผู้สัมผัสอาหาร และตรวจสารเคมี ปนเปื้อนในอาหาร ได้แก่ สารบอแรกซ์ สารกันรา สารฟอกขาว และสารฟอร์มาลินในอาหาร ผลสรุปการเฝ้าระวังฯ ดังแสดง รายละเอียดในตารางที่ 1 (ภายใต้โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ท�ำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์) รายงานผลการด�ำเนินงานโครงการพัฒนาการ สุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ในเรือนจ�ำ ปีงบประมาณ 2566 บทความ 38 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


จากตารางที่ 1 พบว่า - พบเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในตัวอย่างอาหารพร้อมรับประทาน ภาชนะ และมือผู้สัมผัสอาหารในเรือนจ�ำ/ทัณฑสถาน 26 แห่ง จากเรือนจ�ำ/ทัณฑสถานที่มีการตรวจ 116 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 22.41 - พบสารบอแรกซ์ในตัวอย่างอาหารในเรือนจ�ำ/ทัณฑสถาน 2 แห่ง จากเรือนจ�ำ/ทัณฑสถานที่มีการตรวจ 100 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 2.00 - พบสารกันราในตัวอย่างอาหารในเรือนจ�ำ/ทัณฑสถาน 1 แห่ง จากเรือนจ�ำ/ทัณฑสถานที่มีการตรวจ 96 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 1.04 - ไม่พบสารฟอกขาวในตัวอย่างอาหารในเรือนจ�ำ/ทัณฑสถานทั้ง 95 แห่ง ที่มีการตรวจ - พบฟอร์มาลีนในตัวอย่างอาหารในเรือนจ�ำ/ทัณฑสถาน 2 แห่ง จากเรือนจ�ำ/ทัณฑสถานที่มีการตรวจ 95 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 2.10 3. การจัดการคุณภาพน�้ำบริโภคในเรือนจ�ำและทัณฑสถาน 3.1 การสุ่มเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำบริโภคทางห้องปฏิบัติการ อ้างอิงเกณฑ์คุณภาพน�้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563 เก็บตัวอย่างน�้ำดื่มหลักของเรือนจ�ำ จ�ำนวน 9 แห่ง รวม 9 ตัวอย่าง ซึ่งมีรายชื่อเรือนจ�ำและทัณฑสถานที่ กรมราชทัณฑ์ขอความอนุเคราะห์กรมอนามัยสุ่มตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำบริโภค รายละเอียดดังตารางที่ 2 ตารางที่1 ผลการสุ่มตรวจเฝ้าระวังด้านสุขาภิบาลอาหารในเรือนจ�ำและทัณฑสถานเป้าหมาย ชุดทดสอบ จ�ำนวนเรือนจ�ำที่มี การตรวจ (แห่ง) ผลการตรวจ ผ่าน (แห่ง) ไม่ผ่าน (แห่ง) เชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียใน ตัวอย่างอาหารพร้อม รับประทาน ภาชนะ และมือ ผู้สัมผัสอาหาร 116 90 26 สารบอแรกซ์ในตัวอย่างอาหาร 100 98 2 สารกันราในตัวอย่างอาหาร 96 95 1 สารฟอกขาวในตัวอย่างอาหาร 95 95 0 ฟอร์มาลีนในตัวอย่างอาหาร 95 93 2 ตารางที่2 รายชื่อเรือนจ�ำและทัณฑสถานที่สุ่มตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำบริโภค ล�ำดับ เรือนจ�ำ/ทัณฑสถาน จังหวัด ตัวอย่างน�้ำ 1 เรือนจ�ำจังหวัดอุตรดิตถ์ อุตรดิตถ์ 1 2 เรือนจ�ำจังหวัดอุทัยธานี อุทัยธานี 1 3 เรือนจ�ำจังหวัดนครสวรรค์ นครสวรรค์ 1 4 ทัณฑสถานเปิดหนองน�้ำขุ่น นครสวรรค์ 1 5 ทัณฑสถานบ�ำบัดพิเศพระนครศรีอยุธยา พระนครศรีอยุธยา 1 6 สถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี ปทุมธานี 1 7 เรือนจ�ำกลางนครปฐม นครปฐม 1 8 เรือนจ�ำจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสาคร 1 9 เรือนจ�ำกลางนครราชสีมา นครราชสีมา 1 Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 39


แผนภูมิที่1 ร้อยละผลการสุ่มตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำบริโภคในเรือนจ�ำ 80 70 60 50 40 30 20 10 0 33.33 ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่านเกณฑ์ 66.67 จากตารางที่ 2 ผลการสุ่มตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำบริโภคในเรือนจ�ำและทัณฑสถานทั้งหมด 9 ตัวอย่าง พบว่า คุณภาพน�้ำผ่านเกณฑ์คุณภาพน�้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563 จ�ำนวน 3 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 33.33 และ ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพน�้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563 จ�ำนวน 6 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 66.67 รายละเอียด ดังแผนภูมิที่ 1 เมื่อพิจารณาคุณภาพน�้ำที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพน�้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563 จ�ำนวน 6 ตัวอย่าง จ�ำแนก ตามรายพารามิเตอร์ พบว่า ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านกายภาพ ได้แก่ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) และความขุ่น คิดเป็นร้อยละ 33.33 ไม่ผ่านด้านเคมี ได้แก่ ของแข็งละลายน�้ำทั้งหมด (TDS) ,ความกระด้าง และคลอไรด์ คิดเป็นร้อยละ 11.11 และไม่ผ่านด้าน ชีวภาพ ได้แก่ พบการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรีย และเชื้ออี.โคไล คิดเป็นร้อยละ 55.56 รายละเอียดดังแผนภูมิที่ 2 แผนภูมิที่2 ร้อยละของคุณภาพน�้ำในเรือนจ�ำ จ�ำแนกตามรายพารามิเตอร์ ผลการเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำแยกรายด้านที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 55.56% 33.33% 11.11 กายภาพ เคมี ชีวภาพ 40 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


3.2 ผลการตรวจเฝ้าระวังด้วยชุดทดสอบ อ 11 ในแบบประเมินผลการเฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมใน เรือนจ�ำปี 2566 ด�ำเนินการตรวจเฝ้าระวังโดยเจ้าหน้าที่ของเรือนจ�ำ ตรวจเฝ้าระวังจ�ำนวนทั้งหมด 141 แห่ง ตามแบบ ประเมินเฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในเรือนจ�ำปี 2566 รายละเอียดดังแผนภูมิที่ 3 จากแผนภูมิที่ 3 ร้อยละผลการตรวจด้วยชุดทดสอบ อ 11 ด�ำเนินการตรวจเฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมใน เรือนจ�ำปี 2566 กลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 141 แห่ง ด�ำเนินการตรวจเฝ้าระวังด้วยชุดทดสอบ อ 11 จ�ำนวน 135 แห่ง คิดเป็น ร้อยละ 95.74 ไม่ได้รับการตรวจเฝ้าระวัง จ�ำนวน 6 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 4.26 แผนภูมิที่3 ร้อยละผลการตรวจด้วยชุดทดสอบ อ11 120 95.74 4.26 มีการตรวจ ไม่ได้รับการตวจ มีการตรวจ ไม่ได้รับการตรวจ ผลการตรวจด้วยชุดทดสอบ อ 11 100 80 60 40 20 0 แผนภูมิที่4 ร้อยละผลการเฝ้าระวังด้วยชุดทดสอบ อ11 ผลการเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำด้วยชุด อ 11 1.48 82.22 16.30 ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่ระบุ จากแผนภูมิที่ 4 ร้อยละผลการเฝ้าระวังด้วยชุดทดสอบ อ 11 ด�ำเนินการตรวจเฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมใน เรือนจ�ำปี 2566 กลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 141 แห่ง ด�ำเนินการตรวจเฝ้าระวังด้วยชุด อ 11 จ�ำนวน 135 แห่ง ผลการเฝ้าระวัง พบว่า ไม่พบเชื้อจ�ำนวน 111 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 82.22 พบเชื้อจ�ำนวน 22 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 16.30 และไม่ระบุผล การตรวจสอบ จ�ำนวน 2 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 1.48 Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 41


แผนภูมิที่6 ร้อยละผลการเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำด้วยชุด อ 31 9.02 15.79 54.89 20.3 คลอรีนอิสระคงเหลือในน�้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ (0.2-0.5 ppm) ค่าคลอรีนอิสระคงเหลือในน�้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ (0.5-1 ppm) ค่าคลอรีนอิสระคงเหลือในน�้ำไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่สามารถจัดกลุ่มได้ (อื่นๆ) แผนภูมิที่5 ร้อยละผลการตรวจด้วยชุดทดสอบ อ 31 100 80 60 40 20 0 มีการตรวจ มีการตรวจ ไม่ได้รับการตรวจ ไม่ได้รับการตวจ 94.33 5.67 3.3. ผลการตรวจเฝ้าระวังด้วยชุดทดสอบ อ 31 ในแบบประเมินผลการเฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ในเรือนจ�ำปี 2566 ด�ำเนินการตรวจเฝ้าระวังโดยเจ้าหน้าที่ของเรือนจ�ำ จ�ำนวนทั้งหมด 141 แห่ง ตามแบบประเมินเฝ้าระวัง ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในเรือนจ�ำปี 2566 รายละเอียดดังแผนภูมิที่ 5 จากแผนภูมิที่ 5 ร้อยละผลการตรวจเฝ้าระวังด้วยชุดทดสอบ อ 31 กลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 141 แห่ง ด�ำเนินการ ตรวจเฝ้าระวังด้วยชุดทดสอบ อ 31 จ�ำนวน 133 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 94.33 ไม่ได้รับการตรวจเฝ้าระวัง จ�ำนวน 8 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 5.67 จากแผนภูมิที่ 6 ร้อยละผลการเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำด้วยชุด อ 31 โดยมีผลการด�ำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพน�้ำ ดังนี้ 1. คลอรีนอิสระคงเหลือในน�้ำไม่ผ่านเกณฑ์ จ�ำนวน 12 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 9.02 2. คลอรีนอิสระคงเหลือในน�้ำอยู่ในช่วง 0.2 – 0.5 ppm. จ�ำนวน 73 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 54.89 3. คลอรีนอิสระคงเหลือในน�้ำอยู่ในช่วง 0.5 – 1 ppm. จ�ำนวน 21 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 15.79 4. ไม่สามารถจัดกลุ่มได้ (อื่น ๆ ) จ�ำนวน 27 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 20.30 42 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


4.2 ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำเข้าร่วมการประชุมโครงการยกระดับแบบประเมินสิ่งจ�ำเป็นขั้นพื้นฐานส�ำหรับ ผู้ต้องขัง เป็นแบบประเมินมาตรฐานสิ่งจ�ำเป็นในการด�ำรงชีวิตส�ำหรับผู้ต้องขัง ในวันที่ 4 เมษายน 2566 ณ ห้องประชุม 2 กรมราชทัณฑ์ โดยมีนางสาวจุฑารัตน์ จินตกานนท์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานการประชุมฯ วัตถุประสงค์ของการ ประชุมฯ เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับบริการขั้นพื้นฐานและส่งเสริมให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้แบบประเมินมาตรฐานสิ่งจ�ำเป็น ในการด�ำรงชีวิตส�ำหรับผู้ต้องขัง ครอบคลุม เหมาะสมและเป็นไปตามมาตรฐานมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้เรือนจ�ำ ทัณฑสถาน สถานกักขังและสถานกักกัน มีการพัฒนาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในเรือนจ�ำให้เป็นไปตามมาตรฐานมากยิ่งขึ้น 5. การนิเทศ ติดตาม ประสานงาน ให้ค�ำแนะน�ำ สนับสนุนการด�ำเนินงานด้านสุขาภิบาลอาหารและน�้ำในพื้นที่ เป้าหมาย 4. การประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตาม และสรุปผลการเฝ้าระวังด้านสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ในพื้นที่เป้าหมาย 4.1 ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำร่วมกับส�ำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมพัฒนาการด�ำเนินงานเพื่อ การเฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม สุขาภิบาลอาหารและน�้ำในเรือนจ�ำ ปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ในวันที่ 22 ธันวาคม 2565 ณ ห้องประชุมส�ำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย และผ่านระบบ VDO conference โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก กรมราชทัณฑ์ เรือนจ�ำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ศูนย์อนามัยที่ 1 – 12 สถาบันพัฒนาสุขภาวะ เขตเมือง จ�ำนวน 356 คน กิจกรรมในการประชุมฯ ประกอบด้วย 1) การชี้แจงความส�ำคัญและแนวทางในการด�ำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของกรมราชทัณฑ์ 2) การบรรยาย เรื่อง ความส�ำคัญและการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม 3) การบรรยาย เรื่อง สุขาภิบาลอาหารและน�้ำในเรือนจ�ำ 4) การชี้แจงระบบกลไกการเฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในเรือนจ�ำ 5) การสาธิตเทคนิคการตรวจประเมินและการใช้งานชุดตรวจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้านสุขาภิบาลอาหาร น�้ำดื่มและน�้ำใช้ 6) การบรรยาย เรื่อง แนวทางในการบ�ำรุงระบบและการจัดการน�้ำใช้ 7) การบรรยาย เรื่อง แนวทางในการบ�ำรุงระบบและการจัดการน�้ำเสีย/น�้ำทิ้ง Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 43


5.1 เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนางานส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมใน สถานที่คุมขังระหว่างกรมอนามัย และกรมราชทัณฑ์ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2565 ณ กรมราชทัณฑ์ จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย และนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธาน ในพิธี ส�ำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กรมอนามัยจะสนับสนุนงานด้านวิชาการ และการจัดการสาธารณสุข เช่น ด้าน การส่งเสริมสุขภาพ ทันตกรรม โภชนาการ การออกก�ำลังกาย อนามัยแม่และเด็ก ผู้สูงอายุ อนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลอาหารและน�้ำในสถานที่คุมขังให้มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ภายใต้ 4 แนวทางที่จะด�ำเนินการร่วมกับ กรมราชทัณฑ์ คือ 1) ประสานขับเคลื่อนนโยบาย และแนวทางการด�ำเนินการไปยังหน่วยงานในสังกัดกรมอนามัย กระทรวง สาธารณสุข 2) พัฒนารูปแบบแนวทางด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานที่คุมขัง 3) ส่งเสริมและสนับสนุนในการพัฒนาคุณภาพด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานที่ คุมขัง 4) ส่งเสริม สนับสนุนวิชาการ หลักสูตร และพัฒนาศักยภาพด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ในสถานที่คุมขัง 5.2 ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมชมการด�ำเนินงานเรือนจ�ำอาหารปลอดภัย ภายใต้โครงการอาหารปลอดภัย 6ร. ในวันที่ 25 มกราคม 2566 ณ เรือนจ�ำอ�ำเภอกันทรลักษ์ อ�ำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ น�ำโดยนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ผู้ตรวจ ราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 พร้อมด้วย ส�ำนักส่งเสริมและสนับสนุนอาหารปลอดภัย กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กองบริหารการสาธารณสุข ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี และส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ รวมถึงระบบการด�ำเนินงานด้านอาหาร ปลอดภัย 6ร. พร้อมทั้งบันทึกเทปรายการโทรทัศน์ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ด้าน ความปลอดภัยของอาหาร และรูปแบบห่วงโซ่การท�ำงานเกี่ยวกับอาหารปลอดภัยของกระทรวงสาธารณสุข จากการลงพื้นที่ เยี่ยมชมในครั้งนี้พบว่า บริเวณสถานที่เตรียม ปรุง/ประกอบอาหารมีความสะอาด เป็นสัดส่วน ปราศจากสัตว์และแมลงน�ำโรค เป็นไปตามมาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหารของกรมอนามัย อาหารในแต่ละมื้อมีปริมาณเพียงพอและถูกหลักโภชนาการ วัตถุดิบที่ใช้จัดซื้อมาจากแหล่งที่ถูกสุขลักษณะ มีการรับรองคุณภาพผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการเตรียม ปรุง/ประกอบอาหารมี สุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี รวมทั้งมีการเฝ้าระวังด้านสุขาภิบาลอาหารเป็นประจ�ำทุกปี 44 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


5.3 ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำร่วมกับกองบริการทางการแพทย์ กรมราชทัณฑ์ จัดการอบรมพัฒนาศักยภาพ ผู้สัมผัสอาหารในเรือนจ�ำและทัณฑสถาน ตามหลักสูตรการสุขาภิบาลอาหารส�ำหรับผู้สัมผัสอาหาร ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ณ กรมราชทัณฑ์ จังหวัดนนทบุรี และผ่านระบบ Video Conference เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องหลักการ และมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร สุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้สัมผัสอาหาร รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้สัมผัสอาหาร พร้อมทั้ง ให้ความรู้และสาธิตวิธีการล้างผักผลไม้ที่ถูกต้อง และการล้างมือ 7 ขั้นตอน ซึ่งผู้ต้องขังสามารถน�ำความรู้ที่ได้รับจากการ อบรมฯ ไปใช้ในการประกอบอาชีพต่อไป ในการอบรมครั้งนี้ มีผู้ต้องขังเข้าร่วมการอบรมฯ จ�ำนวน 100 คน จากเรือนจ�ำและทัณฑสถานในเขตกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล จ�ำนวน 10 แห่ง 5.4 ลงพื้นที่ร่วมทดลองใช้ร่างแบบประเมินมาตรฐานสิ่งจ�ำเป็นในการด�ำรงชีวิตส�ำหรับผู้ต้องขัง (10 ด้าน) ในวันที่ 27 เมษายน 2566 ณ เรือนจ�ำกลางนครปฐม จังหวัดนครปฐม น�ำโดย แพทย์หญิงพรเลขา บรรหารศุภวาท เจ้าหน้าที่ส�ำนักสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ เจ้าหน้าที่ส�ำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ส�ำนักส่งเสริมสุขภาพ และเจ้าหน้าที่ ส�ำนักทันตสาธารณสุข ร่วมลงพื้นที่ทดลองใช้แบบประเมิน เพื่อมุ่งเน้นในด้านการส่งเสริมทางด้านเครื่องมือแพทย์ ด้านการ บริการทางการแพทย์ ด้านการบริการทางการพยาบาล ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในเรือนจ�ำ ซึ่งได้ด�ำเนินการจัดท�ำแบบสอบถาม ที่จะใช้ในเรือนจ�ำแต่ละที่เรียบร้อยแล้ว จึงด�ำเนินการลงพื้นที่เพื่อทดลองใช้ร่างแบบประเมินมาตรฐานสิ่งจ�ำเป็นในการด�ำรง ชีวิตส�ำหรับผู้ต้องขัง (10 ด้าน) Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 45


ค�ำแนะน�ำทางวิชาการในการแก้ไขปัญหาน�้ำประปา แยกตามพารามิเตอร์ที่ตรวจพบ ปัญหาที่พบ ผลต่อสุขภาพ ข้อเสนอแนะ 1. ความเป็นกรด-ด่าง (pH) 6.5–8.5 ความเป็นกรด-ด่าง จะมีค่าตั้งแต่ 0-14 ค่าต�่ำกว่า 7 หมายถึงสภาพเป็นกรด ถ้ามี ค่าเท่ากับ 7 แสดงว่าน�้ำนั้น มีค่าเป็นกลาง แต่ถ้าสูงกว่า 7 แสดงว่าน�้ำนั้นเป็นด่าง ภาวะความเป็นกรด-ด่างของน�้ำ มีผลต่อ การเจริญเติบโต ของสิ่งมีชีวิตและปฏิกิริยา เคมีที่เกิดขึ้น ถ้าความเป็นกรด-ด่าง ไม่อยู่ ระหว่าง 6.5-8.5 คือ น�้ำมีค่า pH ต�่ำมาก จะท�ำให้เกิดปัญหาการกัดกร่อนโลหะ เช่น ระบบท่อจ่ายน�้ำ ในท่อโลหะ เป็นต้น แต่ การที่น�้ำมี ค่า pH สูง ๆ กลับไม่ค่อยมี ผลเสียอย่างชัดเจน ร้ายแรงเท่าใดนัก ใน ก า ร ฆ ่ า เ ชื้ อ โ ร ค ด ้ ว ย ค ล อ รี น ใ ห ้ มี ประสิทธิภาพ ควรมี pH น้อยกว่า 8 ถ้า บริโภคน�้ำที่มีความเป็นกรด-ด่างสูง จะมี ผลต่อการท�ำงานของระบบการย่อย อาหาร และอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อบุทาง เดินอาหารได้ แก้ไขได้โดย ถ้าค่า pH เป็นกรดให้เติม น�้ำปูนขาวที่ใช้ในการผลิตน�้ำประปา ที่ กรองเอาเฉพาะน�้ำส่วนใสลงไปในน�้ำที่ เป็นกรด แล้ววัด pH ปรับให้อยู่ระหว่าง 6.5-8.5 แล้ว ค่อยน�ำมาใช้ อีกกรณี คือ น�้ำต้นท่อมีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ใน เกณฑ์มาตรฐาน แต่น�้ำปลายท่อเป็นกรด แสดงว่ามีสารเคลือบท่อลอยออกมาปน กับน�้ำ ท�ำให้เกิดสภาพเป็นกรด ต้องส�ำรวจ ท่อประปาแล้ว เปลี่ยนท่อใหม่ การแก้ไข ความเป็นด่าง แก้ไขโดยให้เติมกรดเกลือ (HCl) ลงไปแล้วปรับ pH ให้อยู่ระหว่าง 6.5-8.5 ก่อน น�ำมาใช้ หมายเหตุ ถ้าค่า pH เป็นกรด เนื่องจากใช้ กระบวนการกรอง RO จัดว่าเป็นกรดที่ เกิดจาก CO2 ในอากาศละลายลงในน�้ำ ด้วยคุณสมบัติความเป็น Buffer ของ น�้ำหมดไปจากการกรอง ค่า pH เป็นกรด นี้มีผลกระทบต่อสุขภาพน้อย แต่เนื่องจาก มาตรฐาน ก�ำหนดไว้ pH = 6.5-8.5 ดังนั้น ควรหารือทางผู้ผลิต เครื่องกรอง RO ถึง แนวทางแก้ไข ว่าจะมีกลไก กระบวนการ ปรับปรุงอย่างไร เช่น การเพิ่มไส้กรอง Post carbon หลังจากผ่าน RO เป็นต้น เพื่อให้เครื่องกรอง สามารถผลิตน�้ำให้ได้ ค่า pH ตามมาตรฐาน 2. ความขุ่น ไม่เกิน 5 NTU ความขุ่นของน�้ำมีความส�ำคัญต่อปัญหา ทางด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในด้านความ น่าดื่มน่าใช้ เพราะส่วนใหญ่มนุษย์มักนิยม ใช้น�้ำที่สะอาด เมื่อเห็นน�้ำมีความขุ่นมักจะ เข้าใจว่าน�้ำนั้นคงได้รับการปนเปื้อนจาก สิ่งสกปรก นอกจากนี้ความขุ่นของน�้ำยังมี ความส�ำคัญต่อความสามารถของเครื่อง กรองน�้ำ เพราะถ้าน�้ำมีความขุ่นมากอายุ การใช้งานของเครื่องกรองก็จะย่อมสั้น แก้ไขโดย ให้น�้ำไหลลงบ่อตกตะกอน หรือ สระพักน�้ำ ทิ้งให้ตกตะกอนตามธรรมชาติ หรือลดความเร็วในการไหลของน�้ำ ก่อน เข้าระบบปรับปรุง เพื่อให้ตะกอนหนัก ตกลง ลดความขุ่นในน�้ำที่จะเข้าไปสู่ระบบ ปรับปรุงคุณภาพต่างๆ ใช้สารส้มท�ำให้เกิด การตกตะกอนก่อน แล้วให้น�้ำผ่านไป ยังระบบทรายกรองเพื่อกรองเอาตะกอน ออก กรณี น�้ำประปาต้นท่อไม่ขุ่นแต่น�้ำ 46 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


อาจพัง ไม่สามารถใช้การได้ ต้องท�ำการ ล้างเครื่องกรองถี่กว่าปกติ และความขุ่นจะ ท�ำให้เกิดปัญหาต่อการใช้สารท�ำลายเชื้อ โรค ไม่สามารถสัมผัสกับเชื้อโรคเป็นผลให้ ประสิทธิผลในการท�ำลายเชื้อโรคในน�้ำไม่ ดีเท่าที่ควร ความขุ่นที่สูงจะลดประสิทธิภาพการฆ่า เชื้อด้วยคลอรีน ความขุ่นที่ 1 NTU จะท�ำให้ประสิทธิภาพ การฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนดีแต่ยากในทาง ปฏิบัติ ความขุ่นที่ 4 NTU จะท�ำให้ไม่เกิดความ รู้สึกน่ารังเกียจของผู้บริโภค (ไม่สามารถ สังเกตความขุ่นด้วยตาเปล่า) ความขุ่นที่ 5 NTU เป็นค่าที่ประปาขนาด เล็กสามารถท�ำได้ WHO แนะน�ำส�ำหรับ ประปา อปท./หมู่บ้าน ซึ่งมีทรัพยากร จ�ำกัด ประปาปลายท่อขุ่น อาจเป็นเพราะมีสาร เคลือบท่อหลุดออกมาท�ำให้น�้ำขุ่นจึงควร เปลี่ยนท่อน�้ำใหม่ หรือ น�ำน�้ำผ่านเข้า เครื่องกรองชนิดไส้กรอง Sediment filter หรือไส้กรอง Polypropylene หรือ ไส้กรอง 5 ไมครอน 3. ความกระด้าง ไม่เกิน 300 มก/ล. vไม่มีผลต่อสุขภาพมากนัก แต่ถ้าบริโภค ไปนาน ๆ อาจท�ำให้เกิดนิ่วในกระเพาะ ปัสสาวะ v มีผลต่อการซักล้างท�ำให้เปลืองสบู่/ ผงซักฟอก vท�ำให้เกิดตะกรันหม้อต้มน�้ำ หม้อไอน�้ำ อุปกรณ์ถ่ายเทความร้อน คอนเดนเซอร์ ท่อต่าง ๆ ซึ่งท�ำให้การถ่ายเทความร้อนไม่ สะดวก ก่อให้เกิดความร้อนสูงเฉพาะจุด เป็นเหตุให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เสียหายได้ v ตั้งน�้ำทิ้งไว้จะมีฝ้าลอยอยู่บนผิวหน้า และความกระด้างท�ำให้น�้ำมีรสเฝื่อน ส่ง ผลต่อการยอมรับน�้ำดื่ม และความรู้สึกผู้ใช้ น�้ำ แก้ไขโดย ถ้าเป็นความกระด้างชั่วคราว (เกลือคาร์บอเนต ไบคาร์บอเนตของ แคลเซียมหรือแมกนีเซียม) แก้ไขโดย การต้ม ถ้าเป็นความกระด้างถาวร (เกลือ คลอไรด์และเกลือซัลเฟตของแคลเซียม) แก้ไขโดยการเติมปูนขาว แคลเซียม ไฮดรอกไซด์ Ca(OH2) หรือโซดาแอซ (โซเดียมคาร์บอเนต Na2CO3) หรือ โซดาไฟ (โซเดียมไฮดรอกไซด์ NaOH) เพื่อ ให้เกิดการตกตะกอนของแคลเซียมและ แมกนีเซียม และใส่สารส้ม เพื่อให้ตะกอน ที่เกิดขึ้นรวมตัวกันและจับตัวเป็นก้อน ตะกอนได้เร็วยิ่งขึ้น แล้วกรองตะกอนออก หรือแก้ไขโดยให้น�้ำผ่านกรองเรซิน (Ion Exchange Rasin) ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยน อนุมูลบวกก่อนน�ำมาใช้ เมื่อเรซิ่นท�ำการ จับประจุจนอิ่มตัวแล้ว ต้องฟื้นฟูสภาพ (Regeneration) ด้วยการใช้เกลือ NaCI 10% แช่นาน 45 -60 นาที และล้างให้หมด ความเค็มด้วยน�้ำสะอาด ส�ำหรับ Cation Resin Na+ Form และ HCI ส�ำหรับ Cation Resin H+ Form ส่วน Anion Resin นั้น เราใช้ NaOH หรือ โซดาไฟ มาท�ำการฟื้นฟูสภาพ การปรับปรุง คุณภาพน�้ำด้วยผ่านกรองเรซิ่น ไม่เหมาะ กับน�้ำที่มีค่าคลอไรด์สูงๆ เพราะน�้ำที่ผ่าน เรซินแล้ว อาจเค็ม รวมถึงน�้ำที่มีคลอรีน 1 ppm. จะท�ำให้เรซิ่น หมดสภาพได้ ปัญหาที่พบ ผลต่อสุขภาพ ข้อเสนอแนะ Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 47


4. ของแข็งละลายน�้ำ ทั้งหมด (TDS) ไม่เกิน 500 มก./ล เนื่องจากน�้ำที่มี TDS สูง จะส่งผลให้น�้ำมี รสชาติเฝื่อน แสดงถึงการมีแร่ธาตุละลาย อยู่มาก การบริโภคน�้ำดื่มที่มี TDS สูงอาจ ท�ำให้เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และการ ที่ในน�้ำมีปริมาณของแข็งละลายทั้งหมด อยู่ระหว่าง 900 - 1,200 มิลลิกรัมต่อลิตร จะท�ำให้น�้ำมีรสชาติไม่ดีและถ้า มากกว่า 1,200 มิลลิกรัมต่อลิตร จะท�ำให้รสชาติ ของน�้ำไม่เป็นที่ยอมรับที่จะใช้ในการ บริโภค แก้ไขโดย ใช้สารส้มท�ำให้เกิดการตก ตะกอนก่อน แล้วผ่านน�้ำไปบนทรายกรอง เพื่อกรองตะกอนออกก่อนน�ำมาใช้ หรือ แก้ปัญหาโดยให้น�้ำผ่านเครื่องกรองน�้ำ ระบบ Reverse Osmosis (RO) ก่อนน�ำ มาใช้หรือ ถ้าน�้ำมีค่าคลอไรด์ หรือ ฟอสเฟต ละลายอยู่ปริมาณสูงมาก ไม่คุ้มค่าที่จะ ปรับปรุงเพื่อการบริโภค ควรพิจารณาให้ เป็นน�้ำใช้ และหาแหล่งน�้ำอื่นทดแทน 5. คลอไรด์ ไม่เกิน 250 มก./ล ไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ปริมาณคลอไรด์ในน�้ำดื่ม ว่าจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ ถ้ามีปริมาณ คลอไรด์ในน�้ำมากกว่า 250 มิลลิกรัมต่อ ลิตร Cl จะท�ำปฏิกิริยารวมตัวกับ Na เกิด เป็น NaCl ท�ำให้น�้ำมีรสเค็มและกร่อย ไม่น่าบริโภค ส่งผลต่อการยอมรับน�้ำดื่ม และอาจกัดกร่อนโลหะในระบบท่อจ่าย น�้ำท�ำให้โลหะในน�้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้น แก้ไขโดย ให้เพิ่มระบบทรายกรองในระบบ ประปา หรือแก้โดยใช้การกรองระบบ RO (Reverse Osmosis) 6. โคลิฟอร์ม แบคทีเรีย ต้องไม่พบ/100 มล. หรือ น้อยกว่า 1.1 MPN/100 มล. เป็นตัวบ่งชี้ว่าหากพบโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ในน�้ำดื่มมีโอกาสที่เชื้อโรคระบบทางเดิน อาหาร เช่น อหิวาตกโรค บิด ไทฟอยด์ปน เปื้อนอยู่ด้วย โคลิฟอร์มแบคทีเรีย สามารถ อยู่รอดและเจริญเติบโตในน�้ำได้ ใช้ในการ ประเมินความสะอาดแหล่งน�้ำทั่วไป ปนเปื้อนด้วยสิ่งปฏิกูล ต้นไม้ ใบไม้ ดิน บ่งบอกถึงประสิทธิภาพและความสมบูรณ์ ของกระบวนการผลิต และระบบจ่ายน�้ำ รวมถึงการมี Biofilm ในระบบ ใช้เป็นดัชนี บ่งชี้ถึงประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อได้ แก้ไขโดย ใช้คลอรีนฆ่าเชื้อในน�้ำโดยให้มี ปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือในน�้ำที่ความ เข้มข้น 0.2-0.5 ppm (ส่วนในล้านส่วน) หรือให้ผ่านรังสี UV ของ เครื่องกรองน�้ำ หรือโอโซน หรือแก้ไขโดยการต้มเดือด ไม่ น้อยกว่า 1 นาที ก่อนน�ำมาบริโภค และ ควรปิดภาชนะที่เก็บน�้ำบริโภคเพื่อป้องกัน การปนเปื้อนจากเชื้อโรคในอากาศหรือ จากมูลของสัตว์ แมลง/จิ้งจก 7. อี โคไล (E.coli) ต้องไม่พบ/100 มล. หรือ น้อยกว่า 1.1 MPN/100 มล. เป็นดัชนีบ่งชี้ว่าเพิ่งถูกปนเปื้อนจากสิ่ง ปฏิกูลหรือ อุจจาระ เมื่อบริโภคน�้ำเข้าไป อาจ Health risk หรือมีความเสี่ยงต่อ สุขภาพ เกิดอาการท้องเสีย เนื่องจากได้รับ เชื้อ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของโรค อหิวาตกโรค, บิด, ไทฟอยด์ ก็ได้ เป็นตัว เลือกอันดับต้นๆ ในการตรวจติดตามเฝ้า ระวัง เพื่อการทวนสอบคุณภาพน�้ำดื่ม และเป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ แก้ไขโดย ใช้คลอรีนฆ่าเชื้อในน�้ำโดยให้มี ปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือในน�้ำที่ความ เข้มข้น 0.2-0.5 ppm (ส่วนในล้านส่วน) หรือให้ผ่านรังสี UV ของ เครื่องกรองน�้ำ หรือโอโซน หรือแก้ไขโดยการต้มเดือด ไม่ น้อยกว่า 1 นาที ก่อนน�ำมาบริโภค และ ควรปิดภาชนะที่เก็บน�้ำบริโภคเพื่อป้องกัน จากเชื้อโรคในอากาศหรือจากมูลของสัตว์ แมลง/จิ้งจก 8. สารส้ม ถ้าใช้สารส้มปริมาณมากเกินไป น�้ำจะ เหนียว รสชาติปล่า น�้ำมีความเป็นกรด ส่งผลให้การตกตะกอนไม่ดี ตะกอนมี ขนาดเล็ก และเกิดการฟุ้งกระจายขึ้นมา ใหม่ แต่ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสม อลูมินั่มซึ่งเป็นสารที่มีผลกระทบต่อ จุดประสงค์ของการใส่สารส้มในน�้ำก็คือ การให้อลูมินั่มซึ่งมีประจุบวกไปจับกับ คอลลอยด์ซึ่งมีประจุลบ เกิดเป็นตะกอน ก้อนใหญ่ หนักพอที่จะตกลง หรือใหญ่ พอที่จะกรองออกจากน�้ำได้ ดังนั้นถ้าน�้ำ ขุ่นมากอาจจ�ำเป็นต้องใส่สารส้มหรือ ปัญหาที่พบ ผลต่อสุขภาพ ข้อเสนอแนะ 48 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


ปัญหาที่พบ ผลต่อสุขภาพ ข้อเสนอแนะ สุขภาพและเป็นส่วนประกอบของสารส้ม จะไม่เหลือ จะตกตะกอนไปพร้อมกับ ตะกอนในน�้ำ อลูมินั่มให้มากขึ้นเพื่อให้ความขุ่นจับกับ อลูมินั่มตกตะกอนให้มากที่สุด ซึ่งในทาง ปฏิบัติแทบไม่มีอลูมินั่มหลงเหลือในน�้ำ เพราะอลูมินั่มไปท�ำปฏิกิริยากับความขุ่น ตกตะกอน นอนก้นหมด ปริมาณสารส้มที่ ใส่ในน�้ำส�ำหรับการผลิตน�้ำประปา โดย ทั่วไปอยู่ระหว่าง 10-50 มก./ล. แต่ให้ดี ควรท�ำการทดลอง Jar test เพื่อให้ได้ ปริมาณสารส้มที่ถูกต้อง เพื่อให้มี ประสิทธิภาพสูงสุด และไม่เกิดการสิ้น เปลือง ถ้าน�้ำขุ่นมาก ๆ การใช้สารส้มเพียง อย่างเดียวอาจเปลืองเกินไป ต้องหาวิธี การอื่นหรือทางเลือกอื่น เช่น ให้น�้ำขุ่นๆ นั้นตกตะกอนในเบื้องต้นก่อน หรือใช้ โพลิเมอร์ช่วยในการรวมตะกอน เพื่อ เป็นการประหยัดปริมาณสารส้ม การท�ำ Jar Test อุปกรณ์ บีกเกอร์หรือแก้วส�ำหรับทดลอง แท่งคนสาร สารส้ม เครื่องวัดความขุ่น เครื่องวัด pH ขั้นตอน วัดค่าความขุ่นของน�้ำดิบ เริ่มต้น = …………………………………. NTU วัดค่า pH ของน�้ำดิบ เริ่มต้น = ……………………………………….. สูตรค�ำนวณที่ใช้ C1V1 = C2V2 เตรียมสารละลายสารส้มเข้มข้น ให้มีความเข้มข้นมากกว่าที่จะใช้ทดสอบ เป็น Stock ส�ำหรับเจือจางและใช้ในการทดลอง Food and Water Sanitation Journal Vol. 15 No. 1 Oct 2023 - Mar 2024 49


9. คลอรีน องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US-EPA) ก�ำหนดความเข้มข้นสูงสุดของ ไตรฮาโลมีเทนในน�้ำดื่มไว้ ไม่เกิน 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งผู้บริโภคจะต้องดื่มน�้ำ นานถึง 252 ปี จึงจะมีความเสี่ยงในระดับ ที่ท�ำให้เป็นโรคมะเร็งได้ เมื่อเปรียบเทียบ ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกับการเกิดโรค ระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากน�้ำ เป็นสื่อ และผลกระทบต่อสุขภาพ พบว่าอันตราย จากการใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคในน�้ำและการ เกิดสารไตรฮาโลมีเทน มีความเสี่ยงต่อการ เกิดมะเร็งจากการดื่มน�้ำประปาน้อยมาก ดังนั้นการใช้คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค ในน�้ำ และมีปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือที่ พอเหมาะ ตามเกณฑ์เสนอแนะของ องค์การอนามัยโลก 0.2–0.5 ppm (mg./l.) รวมทั้งกลิ่นและรส ไม่ส่งผล กระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค - วิธีการเตรียมคลอรีน ตัวอย่างการเตรียมสารละลายคลอรีน 100 ppm ปริมาณ 10 กิโลกรัม (ppm คือ Part Per Million : หรือ 1 ส่วน จาก 1,000,000 ส่วน) การค�ำนวณ 1. ต้องการเตรียมกี่ ppm สมมติกรณีนี้ ต้องการ 100 ppm คือ ต้องการ 100 ส่วน จาก 1,000,000 ส่วน 2. เทียบง่ายๆ สารละลาย 1,000,000 กิโลกรัม ใส่ คลอรีนผง 100 กิโลกรัม สารละลาย 1 กิโลกรัม ใส่ คลอรีนผง 100/1,000,000 กิโลกรัม สารละลาย 10 กิโลกรัม ใส่คลอรีนผง 100 x 10 = 0.001 กิโลกรัม หรือ 1 กรัม 1,000,000 3. คลอรีนที่น�ำมาใช้ เป็นชนิดกี่เปอร์เซ็นต์ หากเป็น คลอรีนผงหรือแคลเซียมไฮโปร คลอไรด์ 60% น�ำเปอร์เซ็นต์มาหาร จ�ำนวนน�้ำหนักที่ค�ำนวณได้ เช่น ใน สารละลาย 10 กิโลกรัม ต้องชั่งแคลเซียม ไฮโปรคลอไรด์ 60% จ�ำนวน 1 กรัม = 1.67 กรัม 0.6 การเตรียมนี้จะได้คลอรีน ที่ต้องการ แต่ไม่ใช่คลอรีนที่เหลืออยู่ free residual chlorine เพราะคลอรีนที่ เตรียมจะเหลือน้อยกว่าที่ใส่เข้าไป เนื่องจากตัวคลอรีนบางส่วน จะไปท�ำ ปฏิกิริยากับสารอินทรีย์บางชนิดในน�้ำ หรือ สามารถ Download การค�ำนวณ ปริมาณ คลอรีนที่ใช้ได้จาก File Excel ด้านล่างนี้ https://www.mwa.co.th/ download/file_uploa d/prepare_ - การก�ำจัดกลิ่นคลอรีน คลอรีนเป็นสาร ระเหยได้ง่าย การก�ำจัดกลิ่น เพียงรองน�้ำ ตั้งทิ้งไว้ในภาชนะประมาณ 30 นาที กลิ่น จะระเหยไป สามารถน�ำไปใช้ดื่มหรือท�ำ อาหารได้ cl2.xls หมายเหตุ ข้อค�ำถามจากหน่วยงานในพื้นที่ที่น่าสนใจ คือ การก�ำหนด specification ของสารเคมีเพื่อใช้ในระบบประปา โดยให้ ระบุว่า สารเคมีต้องไม่มีสารหนู ตะกั่ว ทองแดง สังกะสี แต่คณะกรรมการก�ำหนด Specification ไม่เห็นชอบกับเรื่องดังกล่าว และ อีกประเด็นในเรื่องของการก�ำหนดรายละเอียดมาตรฐานของตัวแทนจ�ำหน่ายสารเคมี ค�ำตอบข้อหารือ ประเด็นข้อก�ำหนดสารเคมีได้ประยุกต์ใช้จากสารเคมีที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งต้องการความเที่ยงตรง แม่นย�ำไม่ต้องการผลข้างเคียง (error) จากสารเคมีที่ปนเปื้อนที่อาจเกิดในการทดลอง จึงเป็นมาตรฐานส่วนของ Lab grade แต่ในส่วนของผลิตประปาซึ่งเป็นการผลิตปริมาณมาก สารเคมีที่ใช้ได้ก�ำหนดมาตรฐานความปลอดภัยไว้ โดยปกติเป็นสาร เคมีชนิด Commercial grade มีคุณสมบัติและปลอดภัยเพียงพอต่อการใช้งาน ไม่จ�ำเป็นต้องก�ำหนดรายละเอียด ส่วน ประเด็นของตัวแทนจ�ำหน่ายสารเคมี ให้เป็นตัวแทนจ�ำหน่ายที่ได้จดทะเบียนการค้าถูกต้อง เพื่อการติดตามตรวจสอบ อาจ ไม่จ�ำเป็นต้องมีรายละเอียดอื่นๆ แต่มุ่งหวังเพื่อการเป็นตัวแทนที่มีตัวตน สามารถติดตาม หากมีกรณีการรับผิดชอบในอนาคตได้ ปัญหาที่พบ ผลต่อสุขภาพ ข้อเสนอแนะ 50 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน�้ำ ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567


Click to View FlipBook Version