Ê¢ÒÀÔºÒÅÍÒËÒÃáÅйéÓ Ø ÇÒÃÊÒà FOOD AND WATER SANITATION JOURNAL »‚·Õè 14 ©ºÑº·Õè 1 à´×͹µØÅÒ¤Á 2565 - ÁÕ¹Ò¤Á 2566 VOL. 14 NO. 1 Oct 2022 - Mar 2023 ISSN : 1906-8212 “อาหารสะอาด รสชาติอรอย : Clean Food Good Taste” ภายในอาคารผูโดยสารทาอากาศยานสุวรรณภูมิ กรมอนามัยมอบปายรับรองมาตรฐาน
วันที่ 20 – 21 มกราคม 2566 กรมอนามัย โดยสำนัก สุขาภิบาลอาหารและน้ำ รวมกับ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานสาธารณสุขอำเภออุทัย และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอวังนอย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และประเมินการปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting ของสถานประกอบกิจการดานอาหารในเขตอำเภอเมือง อำเภออุทัย อำเภอนครหลวง และอำเภอวังนอย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา จำนวน 10 แหง แบงออกเปนตลาดสด จำนวน 3 แหง รานอาหาร จำนวน 7 แหง ผลการตรวจประเมินพบวาสถานประกอบกิจการ ดานอาหารสวนใหญมีการปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting เปนอยางดี โดยมาตรการที่ปฏิบัติไดอยางเขมขน ไดแก 1) มาตรการ ดานสุขอนามัยและความปลอดภัย โดยจัดบริการเจลแอลกอฮอลอยางเพียงพอ 2) การระบายอากาศ โดยมีการถายเทอากาศอยางเหมาะสมและ 3)การปฏิบัติ ตามมาตรการ Universal Prevention ของผูใหบริการอยางเครงครัด นอกจากนี้ กรมอนามัย ยังมีการตรวจเฝาระวังสุขาภิบาลอาหารดวยชุดทดสอบ SI - 2 และการตรวจความสะอาดของพื้นผิวดวย ATP ซึ่งจากการสุมตรวจ SI - 2 พบการปนเปอนเชื้อโคลิฟอรมแบคทีเรียในภาชนะและอาหารปรุงสำเร็จเพียงเล็กนอย โดยสวนใหญถือวาอยูในเกณฑที่ดี และจากผลตรวจ ATP สวนใหญพบความสกปรกที่เกินคามาตรฐานในบริเวณลูกบิดประตูหองน้ำ เนื่องจากยังไมมีการทำความสะอาดบริเวณลูกบิดประตู อยางเพียงพอ ซึ่งทีมตรวจประเมินไดใหคำแนะนำการทำความสะอาดภาชนะ และจุดสัมผัสรวม โดยเฉพาะลูกบิดประตูหองน้ำที่ถูกตองและสม่ำเสมอ ทั้งนี้ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ไดเนนย้ำใหสถานประกอบกิจการ และผูใชบริการปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting อยางเครงครัด เพื่อการปองกันโรครวมถึงการสรางความปลอดภัยใหแกตนเอง ครอบครัว และสังคม และขอขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานสาธารณสุขอำเภออุทัย และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอวังนอย เปนอยางสูง ที่ใหการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจดังกลาวใหสำเร็จลุลวงดวยดี ... วันที่ 20 - 21 มกราคม 2566 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา Ê¢ÒÀÔºÒÅÍÒËÒÃáÅйéÓ Ø ÇÒÃÊÒà FOOD AND WATER SANITATION JOURNAL »‚·Õè 14 ©ºÑº·Õè 1 à´×͹µØÅÒ¤Á 2565 - ÁÕ¹Ò¤Á 2566 VOL. 14 NO. 1 Oct 2022 - Mar 2023 ISSN : 1906-8212 “อาหารสะอาด รสชาติอรอย : Clean Food Good Taste”ภายในอาคารผูโดยสารทาอากาศยานสุวรรณภูมิ กรมอนามัยมอบปายรับรองมาตรฐาน ÊØ¢ÒÀÔºÒÅÍÒËÒÃáÅйéÓ ÇÒÃÊÒà FOOD AND WATER SANITATION JOURNAL »‚·Õè 14 ©ºÑº·Õè 1 à´×͹µØÅÒ¤Á 2565 - ÁÕ¹Ò¤Á 2566 VOL. 14 NO. 1 Oct 2022 - Mar 2023 ISSN : 1906-8212 ਌Ңͧ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ·Õè»Ãƒ¡ÉÒ นายสมศักดิ์ ศิริวนารังสรรค ºÃóҸ¡Òà นายชัยเลิศ กิ่งแกวเจริญชัย ¡Í§ºÃóҸ¡Òà นายสุชาติ สุขเจริญ นายรัชชผดุง ดำรงพิงคสกุล นายเอกชัย ชัยเดช น.ส.ปวริศา ดิษยาวานิช ¼ÙŒª‹ÇºÃóҸ¡Òà นายกิตติพงศ ภูอุดม ÈÔÅ»¡ÃÃÁ นายกิตติพงศ ภูอุดม ¼ÅÔµ·Õè บริษัท คิว ไลฟ มีเดีย จำกัด Çѵ¶Ø»ÃÐʧ¤ เพื่อเผยแพรวิชาการ ขาวสารทางวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยีทางอาหาร เพื่อเปนเอกสารประชาสัมพันธผลงานของ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำและศูนยอนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เทศบาล และบุคคล ในแวดวงสุขาภิบาลอาหารและน้ำ เพื่อรายงานกิจกรรมความเคลื่อนไหวของบุคคลในแวดวง สุขาภิบาลอาหารและน้ำ เพื่อเปนสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล ในแวดวงสุขาภิบาลอาหารและน้ำ เพื่อเสริมสรางความสัมพันธอันดีระหวางบุคลากรกรมอนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เทศบาล ภาคเอกชน และหนวยงานตางๆ ที่เกี่ยวของ ʶҹ·ÕèµÔ´µ‹Í สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท 0 2590 4179 Website : http//foodsan.anamai.moph.go.th ÊÒúÑÞ/contents 2 àÃ×èͧ¨Ò¡»¡ กรมอนามัยมอบปายรับรองมาตรฐาน “อาหารสะอาด รสชาติอรอย : Clean Food Good Taste” ภายในอาคารผูโดยสารทาอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ประจำปงบประมาณ 2566 3-4 ÃÒ§ҹ¾ÔàÈÉ กรมอนามัยจัด MOU กับกรมราชทัณฑ หวังดูแลสุขภาพปรับปรุงสิ่งแวดลอมในสถานที่คุมขัง 5-32 º·¤ÇÒÁ สถานการณการจัดการสุขาภิบาลอาหารโรงอาหารในโรงเรียน กพด. การพัฒนาและยกระดับการจัดการสุขาภิบาลอาหาร และจัดการคุณภาพน้ำบริโภคในพื้นที่พิเศษ วิถีใหม Regional food control and governanceการควบคุมและกำกับอาหารระดับภูมิภาค Electrolytic hypochlorous acid water น้ำยาฆาเชื้อโรคจากน้ำเปลา รับประทานหมูสุกๆ ดิบๆ เสี่ยงปวยโรคไขหูดับ 33-34 àÃ×èͧàÅ‹Ò...¢‹ÒǪÁÃÁ 35-38 à¡ÒлÃÐà´ç¹ÃŒÍ¹ กรมอนามัย เตือนพฤติกรรมสงไขดิบปากตอปากเสี่ยงติดโรคทางน้ำลาย กรมอนามัย เตือน ผูประกอบการนำหมูแชฟอรมาลินมาจำหนาย มีโทษทั้งจำทั้งปรับ กรมอนามัย แนะรานอาหาร - สถานประกอบการ เลือกบรรจุภัณฑอาหารไดมาตรฐานสะอาด ปลอดภัย 39-46 ÊÃØ»¢‹ÒÇÊØ¢ÒÀÔºÒÅÍÒËÒÃáÅйéÓ กรมอนามัยย้ำกินเห็ดปาชวงหนาฝนไมระวังเสี่ยงเจอเห็ดพิษ สธ. คุมเขมเทศกาลกินเจ เนนอาหารสะอาด ปลอดภัย แนะ “ลด - เลี่ยง - แปง - มัน” เพื่อสุขภาพ กรมอนามัยแนะ 6 ขั้นตอน ทำน้ำสะอาดใชชวงน้ำทวม ย้ำขวดพลาสติกใชซ้ำ ตองไมมีรอยขีดขวนไมมีคราบสกปรก ตองทำความสะอาดทุกครั้ง กรมอนามัยเตือน สั่งซื้ออาหารออนไลน ระวังเชื้อรา - หมดอายุ แนะ สังเกตกอนบริโภค กรมอนามัย เตือน พอคา - แมคา งดใช “ลวด - ลูกแม็กซ” ในบรรจุภัณฑอาหาร กรมอนามัย แนะ 5 วิธี กินหมูกะทะ - ปง - ยาง ใหปลอดภัย จาก “ไขหูดับ” และ “มะเร็ง” 47-55 ¡Ô¨¡ÃÃÁÊØ¢ÒÀÔºÒÅÍÒËÒÃáÅйéÓ พิธีลงนามบันทึกความรวมมือ ระหวางกรมอนามัย กับบริษัท หองปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด การประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพน้ำบริโภค ของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร” การประชุมสรุปผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำงานรวมถึงหารือ แนวทางการดำเนินงาน ดานสุขาภิบาลอาหารและน้ำในเรือนจำ การประชุมเชิงปฏิบัติการ “พัฒนาขอเสนอเชิงนโยบายโมเดลการจัดการอนามัยสิ่งแวดลอม ในเมืองทองเที่ยวสุขภาพดี วิถีใหม” กรมอนามัยจัดงานรณรงคเนื่องใน “วันลางมือโลก” ประจำป 2565 การประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การจัดทำแผนปฏิบัติการดานสุขาภิบาล และอนามัยสิ่งแวดลอม ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗” ลงพื้นที่ดำเนินงานยกระดับการจัดการอนามัยสิ่งแวดลอมที่เอื้อตอการมีสุขภาพดี ดานอาหารและน้ำบริโภคในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผูประกอบกิจการและผูสัมผัสอาหาร หลักสูตรการสุขาภิบาลอาหารและการใหบริการการแพทยฉุกเฉิน เพื่อรองรับความปลอดภัยของนักทองเที่ยว กิจกรรมรณรงคเทศกาลตรุษจีน ประจำป 2566 “กินอยูปลอดภัย เลี่ยงควันธูป ลดการเผา เพื่ออนามัยสมบูรณรับตรุษจีน” การลงพื้นที่ “ตรวจเยี่ยมและประเมินการปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting ของสถานประกอบกิจการดานอาหารในเมืองทองเที่ยว” “ตรวจเยี่ยมและประเมินการปฏิบัติ ตามมาตรการ COVID Free Setting ของสถานประกอบกิจการดานอาหารในเมืองทองเที่ยว” ก า ร ล ง พื้ น ที่
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 1 เป็นผลงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับงานสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ซึ่งสรุปเนื้อหา ดังนี้ 1. ชื่อเรื่อง ภาษาไทย 2. ชื่อผู้เขียน ชื่อเต็ม / ตำแหน่ง / สถานที่ทำงาน 3. บทคัดย่อ เขียนนำตัวเรื่อง สรุปสาระสำคัญของเรื่อง โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ วิธีการและผลการศึกษา 4. เนื้อหา ควรประกอบด้วย บทนำ เพื่ออธิบายความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาและวัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา ผลการศึกษา สรุปและเสนอแนะ เป็นการสรุปสาระสำคัญและแนวทางที่จะนำผลไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ เนื้อหาที่จะลงเผยแพร่ทั้งหมดไม่ควรเกิน 8 หน้ากระดาษ A 4 และการเขียนเอกสารอ้างอิงจะใช้แนวทางแบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style) โดยส่งมาที่ กองบรรณาธิการ วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี11000 หรือ Email : [email protected] กิตติพงศ์ ภูอุดม โทรศัพท์ 0 2590 4179 คำแนะนำ สำหรับการนำผลการศึกษาวิจัยลงพิมพ์ในวารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ สวัสดีท่านสมาชิกและผู้อ่านทุกท่าน วารสารฉบับนี้ก็เป็นฉบับแรกของ ปีที่ 14 หรือ ปีงบประมาณ 2566 นะครับ สำหรับสถานการณ์โรคโควิด - 19 ในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ออกประกาศ ยกเลิกโควิด-19 จากการเป็นโรคติดต่ออันตราย และกำหนดให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง มาตั้งแต่ 1 ต.ค. 2565 เนื่องจาก การระบาดทั่วโลก มีจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงและการเสียชีวิตลดลง และจำนวนวัคซีนในประเทศมีเพียงพอ กับความต้องการ ซึ่งประชาชนได้รับวัคซีน ในระดับความครอบคลุมสูง มีภูมิคุ้มกันโรคเพิ่มขึ้นแต่สำหรับ กลุ่ม 608 หรือกลุ่มเสี่ยงนั้น กระทรวงสาธารณสุขยังคงเน้นย้ำเรื่องการเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ และหากจำเป็นต้องไปในสถานที่แออัด เสี่ยง ต้องทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น แนะนำให้สวมหน้ากากตลอดเวลา และล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งยังต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง วารสารฉบับนี้ ก็มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจมากมายเช่นเดิมนะครับ ไม่ว่าจะเป็นบทความวิชาการ สรุปข่าวสุขาภิบาล อาหารและน้ำ เรื่องเล่า ข่าวชมรม และกิจกรรมสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ติดตามได้ในฉบับครับ สุดท้ายนี้ กองบรรณาธิการขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ ส่งผลงานวิจัย บทความ สาระความรู้ รวมทั้งกิจกรรมความเคลื่อนไหวต่างๆ เกี่ยวกับงานสุขาภิบาลอาหารและน้ำมาลงเผยแพร่ ทางกองบรรณาธิการ ยินดีรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงวารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำนะครับ พบกันใหม่ ฉบับหน้าครับ กองบรรณาธิการ บรรณาธิการแถลง
2 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 เรื่องจากปก นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย นายรัชชาณล กิตติพัทธ์ รองผู้อำนวยการ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายปฏิบัติการ 2 และนายอุดม กลิ่นพวง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปรือ เป็นประธานร่วมในพิธีมอบป้ายรับรองมาตรฐาน “อาหารสะอาด รสชาติอร่อย : Clean Food Good Taste” ภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประจำปีงบประมาณ 2566 โดยมี นายสมศักดิ์ ศิริวนารังสรรค์ ผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ นางศิริพร จริยาจิรวัฒนา รองผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี และผู้แทนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมเป็นเกียรติ โดยมีสถานที่จำหน่ายอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน “อาหารสะอาด รสชาติอร่อย : Clean Food Good Taste” จำนวน 58 ร้าน คิดเป็น ร้อยละ 85.29 โดยกรมอนามัยได้ขยายความร่วมมือไปยังท่าอากาศยานในความรับผิดชอบ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) อีก 5 แห่ง และยกระดับการพัฒนาสถานที่จำหน่ายอาหารที่มีความพร้อม สู่ระดับ “ดีมาก” หรือ มาตรฐาน Clean Food Good Taste Plus ภายหลังพิธีมอบป้ายท่านอธิบดีกรมอนามัย ผู้บริหารจากกรมอนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปรือ ได้ตรวจเยี่ยม เสริมพลังสถานที่จำหน่ายอาหารที่ได้รับรองมาตรฐาน “อาหารสะอาด รสชาติอร่อย : Clean Food Good Taste” ภายในอาคารผู้โดยสาร ชั้น 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร ได้ผ่านการอบรม หลักสูตรการสุขาภิบาลอาหาร ตามที่กฎหมายกำหนด และปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสถานที่จำหน่ายอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ครอบคลุมในมิติต่างๆ ได้แก่ สถานที่ประกอบและจำหน่าย อาหาร วัตถุดิบอาหาร กระบวนการปรุง - ประกอบอาหาร ภาชนะและอุปกรณ์ที่ใช้บรรจุอาหาร และสุขอนามัยของผู้สัมผัสอาหาร โดยมีส่วนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อม ฝ่ายสิ่งแวดล้อม บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสมุทรปราการ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปรือ ทำหน้าที่เฝ้าระวัง ติดตามผล ตลอดจนให้คำแนะนำ ด้านสุขาภิบาลอาหาร และกระตุ้นให้ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลอาหาร... “อาหารสะอาด รสชาติอร่อย : Clean Food Good Taste” ภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ประจำปีงบประมาณ 2566 ณ ห้องจัดเลี้ยง 1 ชั้น 5 อาคารสำนักงานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (AOB) กรมอนามัยมอบป้ายรับรองมาตรฐาน
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 3 วันที่ 7 ตุลาคม 2565 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ โดยมีนายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย นายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายสมศักดิ์ ศิริวนารังสรรค์ ผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหาร และน้ำ และคณะผู้บริหารจากกรมอนามัยและกรมราชทัณฑ์เข้าร่วม เป็นเกียรติในพิธี เพื่อดำเนินงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ และ อนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานที่คุมขัง ณ กรมราชทัณฑ์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่ากรมอนามัยให้ความสำคัญ ในการดูแลสุขภาพประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะ กลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้ ได้รับการส่งเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่าง มีคุณภาพซึ่งในสถานที่คุมขังยังเป็นพื้นที่ที่ต้องได้รับ การดูแลเนื่องจากมีข้อจำกัดหลายอย่าง จากข้อมูลสุขภาพ ในสถานที่คุมขัง ปี 2565 พบว่า มีผู้ต้องขังเข้ารับ การรักษาในสถานพยาบาล จำนวน 830,002 คน แบ่งเป็น นอนพักในสถานพยาบาล จำนวน 67,934 คน ไม่ได้นอนพัก ในสถานพยาบาล จำนวน 762,068 คน มีการส่งต่อผู้ต้องขัง ออกรักษาภายนอกเรือนจำ จำนวน 20,180 ครั้ง แบ่งเป็นแบบนอนพัก จำนวน 3,761 ครั้ง และแบบไปกลับ จำนวน 16,419 ครั้ง ถือเป็นจุดสำคัญในการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อพัฒนางานส่งเสริมสุขภาพและ อนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานที่คุมขังระหว่างกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่าสำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กรมอนามัยจะสนับสนุนงานด้านวิชาการ และการจัดการสาธารณสุข เช่น การส่งเสริมสุขภาพ ทันตกรรม โภชนาการ การออกกำลังกาย อนามัยแม่และเด็ก ผู้สูงอายุ อนามัยสิ่งแวดล้อม สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในสถานที่คุมขังให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ภายใต้ 4 แนวทางที่จะดำเนินการ ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ คือ 1) ประสานขับเคลื่อนนโยบาย และแนวทางการดำเนินการไปยังหน่วยงานในสังกัดกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2) พัฒนารูปแบบแนวทางด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานที่คุมขัง 3)ส่งเสริมและสนับสนุนในการพัฒนาคุณภาพด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานที่คุมขัง และ 4) ส่งเสริม สนับสนุนวิชาการ หลักสูตรและพัฒนาศักยภาพด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานที่คุมขัง รายงานพิเศษ หวังดูแลสุขภาพปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ในสถานที่คุมขัง กรมอนามัย จัด MOU กรมราชทัณฑ์
4 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 “ทั้งนี้ ในส่วนของกรมราชทัณฑ์ได้กำหนด แนวทางในการดำเนินงาน ดังนี้ 1) ประสาน ขับเคลื่อนนโยบาย และแนวทางการดำเนินการ ไปยังหน่วยงานและหน่วยบริการในสังกัด กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม 2) กำหนด และพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และกฎเกณฑ์ รวมทั้งการรับรองมาตรฐานด้านการส่งเสริม สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานที่คุมขัง รายงานพิิเศษ 3) ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาระบบและแนวทางการดำเนินการจัดบริการสาธารณสุขในงานต่างๆ 4) ดำเนินการร่วมกับกรมอนามัย ในการจัดทำข้อมูลการส่งเสริมสุขภาพทันตกรรม โภชนาการ การออกกำลังกาย อนามัยแม่และเด็ก ผู้สูงอายุ อนามัยสิ่งแวดล้อม สุขาภิบาลอาหารและน้ำให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 5) อำนวยความสะดวกและจัดระบบดูแลความปลอดภัยในการเข้าปฏิบัติงานภายในสถานที่คุมขังให้กับ เจ้าหน้าที่สังกัดกรมอนามัย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด ... กรมอนามัย / 7ตุลาคม 2565
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 5 อารยา วงศ์ป้อม* / ชณัญณิศา เลิศสุโภชวณิชย์* * สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย บทคัดย่อ โรงอาหารในโรงเรียน กพด. ภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นหนึ่งในประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ในการจัดการด้านสุขลักษณะ เช่น บริเวณที่เตรียม ปรุง ประกอบอาหาร การปนเปื้อนของวัตถุดิบ การปกปิดอาหารปรุงสำเร็จ การป้องกันสัตว์และแมลงนำโรค การจัดการขยะ เศษอาหาร การล้างภาชนะอุปกรณ์ด้วยวิธีการที่เหมาะสม รวมถึง การปฏิบัติตนที่ถูกสุขลักษณะของผู้เตรียม ปรุง ประกอบอาหาร จึงได้ศึกษาสถานการณ์การจัดการสุขาภิบาลอาหาร โรงอาหารในโรงเรียน กพด. จำนวน 402 แห่ง ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินตนเองตามเกณฑ์มาตรฐาน สุขาภิบาลอาหารผ่านระบบออนไลน์และวิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาการจัดการสุขลักษณะ ของโรงอาหารในโรงเรียน กพด. รายหมวดทั้ง 5 หมวด พบว่า หมวด 1 บริเวณที่บริโภคอาหาร เป็นเขตปลอดบุหรี่ ตามกฎหมายการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ (ร้อยละ 97.26) บริเวณที่เตรียม ปรุง ประกอบอาหาร ไม่นำภาชนะบรรจุสารเคมี มาใช้บรรจุอาหาร (ร้อยละ 95.02) และบริเวณที่บริโภคอาหาร มีอ่างล้างมือหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดมือ ในพื้นที่ บริโภคอาหาร (ร้อยละ 94.78) หมวด 2 อาหาร กรรมวิธีการทำ ประกอบ หรือ ปรุง การเก็บรักษา พบว่า เนื้อสัตว์สด ผัก และผลไม้สด มีการล้างก่อนนำมาปรุงหรือเก็บ (ร้อยละ 98.76) อาหารแห้ง ไม่พบเชื้อรา สิ่งสกปรก สิ่งแปลกปลอม เก็บในภาชนะสะอาด (ร้อยละ 98.01) และเนื้อสัตว์สด สะอาด ไม่มีกลิ่นเน่าเสีย หรือลักษณะผิดธรรมชาติ (ร้อยละ 97.76) หมวด 3 สุขลักษณะของภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้อื่น ๆ พบว่า จาน ชาม ถ้วย แก้วน้ำ ถาดหลุม ฯลฯ ที่จัดไว้บริการอาหาร เก็บในภาชนะหรือตะแกรงที่สะอาด วางสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร (ร้อยละ 95.77) ล้างภาชนะอุปกรณ์ได้ถูกต้อง ตามหลักสุขาภิบาล (ร้อยละ 95.77) และที่สำหรับล้างภาชนะอุปกรณ์ สูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร (ร้อยละ 95.27) หมวด 4 พบว่า สุขลักษณะส่วนบุคคลของผู้ดูแลและผู้สัมผัสอาหาร ผู้เตรียม ปรุง ประกอบอาหาร ใช้อุปกรณ์ในการหยิบจับ อาหารปรุงสำเร็จพร้อมบริโภค (ร้อยละ 96.27) มีสุขนิสัยที่ดี เช่น ตัดเล็บสั้น ไม่ทาสีเล็บ ไม่สูบบุหรี่ หรือกระทำใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดการปนเปื้อนต่ออาหารในขณะปฏิบัติงานด้านอาหาร (ร้อยละ 96.02) และมีสุขภาพดี ไม่แสดงอาการ เจ็บป่วย ในขณะปฏิบัติงาน (ร้อยละ 95.52) ดังนั้น การทำให้อาหารสะอาด ปลอดภัย จึงต้องมีการจัดการและ ควบคุมปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้อาหารไม่สะอาดปลอดภัยต่อการบริโภค การควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเตรียม ปรุง ประกอบอาหาร 5 ปัจจัย ได้แก่ (1) สถานที่ (2) อาหาร (3) ภาชนะอุปกรณ์ (4) บุคคล และ (5) สัตว์และแมลงนำโรค รวมถึงใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานสุขาภิบาลอาหาร เพื่อให้ผู้ดูแลโรงอาหารโรงเรียน กพด. สามารถควบคุม กำกับ และดูแลการจัดการสุขาภิบาลอาหาร ให้ถูกสุขลักษณะ ส่งผลให้นักเรียนได้รับประทานอาหาร ที่สะอาด ปลอดภัย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจากอาหารและน้ำเป็นสื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป คำสำคัญ : โรงอาหาร, โรงอาหารในโรงเรียน, กพด., สุขาภิบาลอาหาร สถานการณ์การจัดการสุขาภิบาลอาหารโรงอาหาร ในโรงเรียน กพด. บทความ
6 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ บทนำ โรงอาหารในโรงเรียน กพด. โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นหนึ่งเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ ในการจัดการด้านสุขลักษณะ เช่น บริเวณที่เตรียม ปรุง ประกอบอาหารต้องสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุง ประกอบอาหาร การปกปิดอาหารปรุงสำเร็จ การป้องกันสัตว์ และแมลงนำโรค การจัดการขยะ เศษอาหาร การล้างภาชนะอุปกรณ์ด้วยวิธีการที่เหมาะสม รวมถึงการปฏิบัติตน ที่ถูกสุขลักษณะของผู้เตรียม ปรุง ประกอบอาหาร ซึ่งการจัดการสุขาภิบาลอาหารคือการบริหารจัดการและควบคุม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมอาหารเพื่อทำให้อาหารสะอาด ปลอดภัย ปราศจากเชื้อโรค พยาธิ และสารเคมีต่างๆ ที่เป็นอันตราย หรืออาจจะเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพอนามัย และการดำรงชีวิตของผู้บริโภค เพื่อให้อาหารสะอาด ปลอดภัย จึงต้องมีการจัดการ และควบคุมปัจจัยที่เป็นสาเหตุ ทำให้อาหารไม่สะอาดปลอดภัยต่อการบริโภค การควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเตรียม ปรุง ประกอบ การบริการอาหาร มี 5 ปัจจัย ได้แก่ (1) สถานที่ (2) อาหาร (3) ภาชนะอุปกรณ์ (4) บุคคล และ (5) สัตว์และแมลงนำโรค เหล่านี้ เมื่อมีการควบคุม และป้องกันที่ถูกวิธีแล้ว จะทำให้อาหารสะอาด ปลอดภัย ไม่เกิดความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำ เป็นสื่อ เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ เป็นต้น ปีงบประมาณ 2564 กรมอนามัย โดยสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ดำเนินการสำรวจสถานการณ์และ รายงานสถานะด้านน้ำสะอาด สุขาภิบาล และสุขอนามัย ในโรงเรียน กพด. ซึ่งได้มีการสำรวจด้านสุขาภิบาลอาหารด้วยนั้น พบปัญหาด้านสุขาภิบาลอาหาร อาทิ ไม่มีการตรวจแบคทีเรีย แม่ครัวไม่ได้ตรวจสุขภาพ บ่อดักไขมันไม่มีประสิทธิภาพ โรงครัว/โรงอาหาร เก่า ชำรุด (บางแห่งไม่มีโรงครัว/โรงอาหาร) ดังนั้น ปีงบประมาณ 2565 สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ จึงได้ดำเนินการสำรวจสถานการณ์การจัดการสุขาภิบาลอาหารของโรงอาหารในโรงเรียน กพด.เพื่อพัฒนาแนวทาง การจัดการสุขาภิบาลอาหารโรงอาหารในโรงเรียน กพด. ต่อไป วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์การจัดการสุขาภิบาลอาหารโรงอาหารในโรงเรียน กพด. วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาเชิงสำรวจกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงอาหารในโรงเรียน กพด. ร้อยละ 30 ของจำนวนโรงเรียน กพด. จำนวน 888 แห่ง เท่ากับ 267 แห่ง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลการประเมินตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานผ่านระบบออนไลน์ และวิเคราะห์ผลการสำรวจตามเกณฑ์มาตรฐานด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา ผลการศึกษา พบว่า โรงเรียน กพด. ดำเนินการประเมินตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสำหรับ โรงอาหารในโรงเรียน กพด. จำนวน 402 แห่ง (ร้อยละ 45.27) โดยใช้แบบประเมินมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารภายใต้ กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 มาประยุกต์ใช้ โดยให้ผู้รับผิดชอบโรงอาหาร ในโรงเรียนเป็นผู้ประเมิน ซึ่งโรงเรียน กพด. มีผู้รับบริการจากโรงอาหาร (ครู/นักเรียน/พนักงาน) เฉลี่ย 244.60 คน และมีผู้สัมผัสอาหาร (ผู้เตรียมวัตถุดิบอาหาร/ปรุง ประกอบอาหาร/เสิร์ฟอาหาร/ล้างภาชนะอุปกรณ์/จำหน่ายอาหาร) เฉลี่ย 10.20 คน ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปรุง ประกอบอาหารให้กับผู้รับบริการในโรงเรียน กพด. โดยพื้นที่โรงอาหาร มีขนาดมากกว่า 200 ตารางเมตร จำนวน 213 แห่ง (ร้อยละ 52.99) และขนาดน้อยกว่า 200 ตารางเมตร
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 7 บทความ จำนวน 189 แห่ง (ร้อยละ 47.01) มีการยื่นขอใบอนุญาต/หนังสือรับรองการแจ้ง ในการจัดตั้งสถานที่ปรุง ประกอบอาหาร แบ่งเป็น ใบอนุญาต จำนวน 29 แห่ง (ร้อยละ 7.21) หนังสือรับรองการแจ้ง จำนวน 19 แห่ง (ร้อยละ 4.73) และไม่มีใบอนุญาต หรือหนังสือรับรองการแจ้ง จำนวน 354 แห่ง (ร้อยละ 88.06) ทั้งนี้เมื่อพิจารณา สุขลักษณะของโรงอาหารรายหมวดทั้ง 5 หมวด ที่โรงเรียนสามารถดำเนินการได้อย่างครบถ้วน และข้อกำหนด ที่ต้องมีการปรับปรุงมากที่สุด รายหมวดเป็นดังนี้ หมวด 1 สถานที่บริโภคอาหาร และสถานที่เตรียม ปรุง ประกอบอาหาร ประกอบด้วย 4 หัวข้อย่อย ได้แก่ บริเวณที่บริโภคอาหาร พบว่า ข้อกำหนดสุขลักษณะข้อที่ 3 เป็นเขตปลอดบุหรี่ตามกฎหมายการควบคุม ผลิตภัณฑ์ยาสูบ (ร้อยละ 97.26) ข้อที่ 4 มีอ่างล้างมือหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดมือ ในพื้นที่บริโภคอาหาร (ร้อยละ 94.78) และข้อที่ 1 พื้น สะอาด ไม่มีเศษขยะ หรือเศษอาหาร ในระหว่างให้บริการ (ร้อยละ 93.78) และสิ่งที่ต้องปรับปรุง คือ ข้อที่ 10 ไม่มีมาตรการ/อุปกรณ์/เครื่องมือ สำหรับป้องกันอัคคีภัย (ร้อยละ 25.12) ข้อที่ 6 พบสัตว์ แมลงนำโรค สัตว์เลี้ยง ในพื้นที่รับประทานอาหาร (ร้อยละ 15.17) ข้อที่ 2 ผนังหรือเพดานไม่สะอาด มีหยากไย่ (ร้อยละ 12.19) บริเวณที่เตรียม ปรุง ประกอบอาหาร พบว่า ข้อกำหนดสุขลักษณะข้อที่ 10 ไม่นำภาชนะบรรจุสารเคมี มาใช้บรรจุอาหาร (ร้อยละ 95.02) ข้อที่ 7 ไม่เตรียม ประกอบ หรือปรุงอาหาร บนพื้น และบริเวณหน้าห้องส้วม (ร้อยละ 94.53) และข้อที่ 1 พื้น ทำด้วยวัสดุแข็งแรง ไม่ชำรุด ทำความสะอาดได้ง่าย (ร้อยละ 94.28) สิ่งที่ต้องปรับปรุง คือ ข้อที่ 15 ไม่มี ระบบดักไขมัน/การบำบัดน้ำเสียก่อนระบายทิ้งสู่สาธารณะ (ร้อยละ 29.50) ข้อที่ 14 ท่อหรือรางระบายน้ำ ไม่สามารถระบายน้ำ ได้ดี มีเศษอาหารตกค้าง (ร้อยละ 15.67) ข้อที่ 3 ผนังหรือเพดานไม่สะอาด มีหยากไย่ หรือคราบน้ำมัน (ร้อยละ 14.68) บริเวณห้องส้วม พบว่า ข้อกำหนดสุขลักษณะข้อที่ 4 ห้องส้วม แยกเป็นสัดส่วน และประตูต้องปิดตลอดเวลา จากบริเวณที่เก็บ เตรียม ปรุง ประกอบ จำหน่าย และบริโภคอาหาร (ร้อยละ 92.04) รวมถึง ข้อที่ 1 ห้องส้วม และอ่างล้างมือ มีจำนวนเพียงพอ มีสภาพที่พร้อมใช้งานตลอดระยะเวลาให้บริการ (ร้อยละ 85.32) สิ่งที่ต้องปรับปรุง คือ ข้อที่ 2 ห้องส้วมไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น มีคราบสกปรก มีน้ำขัง (ร้อยละ 15.92) ข้อที่ 3 อ่างล้างมือ ไม่สะอาด มีคราบสกปรก ใช้การไม่ได้ ไม่มีสบู่ใช้ตลอดเวลา (ร้อยละ 13.43) ค่าความเข้มของแสงสว่างในบริเวณต่างๆ เช่น บริเวณบริโภคอาหาร ที่เตรียม ปรุง ประกอบอาหาร บริเวณล้างภาชนะ อุปกรณ์ เป็นต้น มีแสงสว่างเพียงพอ ดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 : หมวด 1 สถานที่บริโภคอาหาร และสถานที่เตรียม ปรุง ประกอบอาหาร
8 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ หมวด 2 อาหาร กรรมวิธีการทำ ประกอบ หรือ ปรุง การเก็บรักษาอาหาร ประกอบด้วย 3 หัวข้อย่อย ได้แก่ อาหารสด อาหารแห้ง และอาหารปรุงสำเร็จพร้อมบริโภค พบว่า ข้อกำหนดสุขลักษณะข้อที่ 3 เนื้อสัตว์สด ผัก และผลไม้สด มีการล้าง ก่อนนำมาปรุงหรือเก็บ (ร้อยละ 98.76) ข้อที่ 4 อาหารแห้ง ไม่พบเชื้อรา สิ่งสกปรก สิ่งแปลกปลอม เก็บในภาชนะสะอาด (ร้อยละ 98.01) และข้อที่ 1 เนื้อสัตว์สด สะอาด ไม่มีกลิ่นเน่าเสีย หรือลักษณะผิดธรรมชาติ (ร้อยละ 97.76) น้ำดื่ม และน้ำใช้ พบว่า ข้อกำหนดสุขลักษณะข้อที่ 7 น้ำใช้อยู่ในภาชนะบรรจุที่สะอาด มีสภาพดี (ร้อยละ 92.79) ข้อที่ 4 น้ำดื่มหรือเครื่องดื่ม ที่ไม่ได้บรรจุในภาชนะบรรจุปิดสนิท เก็บสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร (ร้อยละ 92.54) สิ่งที่ต้องปรับปรุง คือ ข้อที่ 1 น้ำดื่มหรือเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิทที่ให้บริการ ไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีเลขสารบบอาหาร (อย.) (ร้อยละ 13.68) น้ำแข็ง พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้จัดบริการน้ำแข็ง แต่บางแห่งที่มีการจัดบริการน้ำแข็ง ดังนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ น้ำแข็ง ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เช่น เครื่องหมาย อย.เก็บในภาชนะที่สะอาด ไม่มีคราบสกปรก มีฝาปิดวางสูงจากพื้นอย่างน้อย 15 เซนติเมตร จากปากขอบภาชนะสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร บริเวณที่วางภาชนะ ไม่มีน้ำขังเฉอะแฉะ หรือวางใกล้ถังขยะ ใช้อุปกรณ์ที่สะอาดมีด้าม สำหรับคีบหรือตักน้ำแข็งโดยเฉพาะ ไม่นำอาหารหรือสิ่งของไปแช่รวมในถังน้ำแข็งสำหรับบริโภค ดังภาพที่ 2 ภาพที่ 2 : หมวด 2 อาหาร กรรมวิธีการทำ ประกอบ หรือ ปรุง การเก็บรักษาอาหาร หมวด 3 สุขลักษณะของภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้อื่นๆ พบว่า ข้อกำหนดสุขลักษณะข้อที่ 5 จาน ชาม ถ้วย แก้วน้ำ ถาดหลุม ฯลฯ ที่จัดไว้บริการอาหาร เก็บในภาชนะหรือตะแกรงที่สะอาด วางสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร (ร้อยละ 95.77) ข้อที่ 3 เครื่องปรุงรส เช่น น้ำส้มสายชู น้ำปลา น้ำจิ้มใส่ในภาชนะที่ปลอดภัย เช่น แก้ว กระเบื้องเคลือบขาว และมีฝาปิด/การปกปิด (ร้อยละ 92.79) และข้อที่ 4 ช้อน ส้อม ตะเกียบ วางตั้งเอาด้ามขึ้นหรือวางเป็นระเบียบในภาชนะ ที่สะอาด ไม่มีคราบสกปรก สูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร (ร้อยละ 91.29) ข้อกำหนดที่ไม่มีกิจกรรมดำเนินการ คือ ข้อที่ 7 ตู้อบ/เตาอบ/เตาไมโครเวฟ/อุปกรณ์ประกอบหรือปรุงอาหาร ด้วยความร้อนอื่นๆ สะอาด มีสภาพดี และไม่ชำรุด (ร้อยละ 29.85) เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ประจำไว้ในโรงเรียน สิ่งที่ต้องปรับปรุง คือ ข้อที่ 2 เขียงไม่สะอาด
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 9 บทความ สภาพไม่ดี ไม่มีการแยกใช้ระหว่างเนื้อสัตว์สุก เนื้อสัตว์ดิบ ผักและผลไม้ (ร้อยละ 14.18) สำหรับการล้างภาชนะอุปกรณ์ พบว่า ล้างได้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล คือ ล้างภาชนะอุปกรณ์ ด้วยสารทำความสะอาด และล้างด้วยน้ำสะอาด อย่างน้อย 2 ครั้ง/ล้างด้วยน้ำไหล/ใช้เครื่องล้างภาชนะที่ได้มาตรฐาน (ร้อยละ 95.77) ที่สำหรับล้างภาชนะอุปกรณ์ สูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร (ร้อยละ 95.27) และมีการแยกเศษอาหารออกก่อนการทำความสะอาด และ ใส่ในภาชนะรองรับ วางสูงจากพื้นอย่างน้อย 30 เซนติเมตร (ร้อยละ 94.78) ดังภาพที่ 3 หมวด 4 สุขลักษณะส่วนบุคคลของผู้ดูแลและผู้สัมผัสอาหาร พบว่า ผู้เตรียม ปรุง ประกอบอาหาร ข้อกำหนด สุขลักษณะข้อที่ 5 ใช้อุปกรณ์ในการหยิบจับอาหารปรุงสำเร็จพร้อมบริโภค (ร้อยละ 96.27) ข้อที่ 6 มีสุขนิสัยที่ดี เช่น ตัดเล็บสั้น ไม่ทาสีเล็บ ไม่สูบบุหรี่ หรือกระทำใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดการปนเปื้อนต่ออาหารในขณะปฏิบัติงานด้านอาหาร (ร้อยละ 96.02) และข้อที่ 2 มีสุขภาพดี ไม่แสดงอาการเจ็บป่วย ในขณะปฏิบัติงาน (ร้อยละ 95.52) สิ่งที่ต้องปรับปรุง คือ ข้อที่ 3 ส่วนใหญ่ไม่มีทะเบียนหรือหลักฐานผ่านการอบรมตามหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารจากหน่วยงานจัดการอบรม ที่กำหนด ทุกคน (ร้อยละ 29.85) รวมถึงข้อที่ 1 ไม่มีเอกสารหลักฐานการตรวจสุขภาพในปีนั้นๆ ให้ตรวจสอบได้ (X - ray ปอด ตรวจอุจจาระ ตรวจเลือดเพื่อหาไวรัสตับอักเสบ ชนิดเอ) (ร้อยละ 25.12) ดังภาพที่ 4 หมวด 5 การเฝ้าระวังทางสุขาภิบาลอาหาร การเฝ้าระวังทางสุขาภิบาลอาหารโดยชุดทดสอบการปนเปื้อน โคลิฟอร์มแบคทีเรียในอาหารปรุงสำเร็จ ภาชนะ และมือผู้สัมผัสอาหาร (อ.13) ซึ่งกำหนดความถี่ในการตรวจ เฝ้าระวังฯ จำนวน 3 เดือน/ครั้ง หรือภาคการศึกษาละ 2 ครั้ง มีการดำเนินการ (ร้อยละ 55.47) ไม่ได้ดำเนินการ (ร้อยละ 27.36) ดังภาพที่ 5 ภาพที่ 3 : หมวด 3 สุขลักษณะของภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้อื่นๆ ภาพที่ 5 : หมวด 5 การเฝ้าระวัง ทางสุขาภิบาลอาหาร ภาพที่ 4 : หมวด 4 สุขลักษณะส่วนบุคคลของผู้ดูแล และผู้สัมผัสอาหาร
10 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ สรุปและเสนอแนะ โรงเรียน กพด. นำเกณฑ์มาตรฐานที่ต้องปรับปรุง ไปดำเนินการพัฒนาโรงอาหารของโรงเรียนให้ได้ ตามเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการบูรณาการ การดำเนินงานสุขาภิบาลอาหาร เพื่อให้ผู้ดูแลและบุคคลที่เกี่ยวกับโรงอาหารโรงเรียน กพด. สามารถควบคุม กำกับ และดูแลการจัดการสุขาภิบาลอาหาร ให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อให้นักเรียนได้รับอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคจากอาหารและน้ำเป็นสื่อในเด็กวัยเรียนได้ ... แหล่งอ้างอิง 1. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 109 ตอนที่ 38 (ลงวันที่ 5 เมษายน 2535), 2535. 2. สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือวิชาการสุขาภิบาลอาหารสำหรับเจ้าหน้าที่. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ศูนย์สื่อและสิ่งพิมพ์แก้วเจ้าจอม, 2557. 3. กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561. ราชกิจจานุเษกษา เล่ม 135 ตอนที่ 42 ก หน้า 19 - 24 (ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2561), 2561. 4. สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการดำเนินงานสุขาภิบาลอาหาร “สถานที่ จำหน่ายอาหาร” ตามบทบัญญัติของกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, 2561. 5. สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานจัดการอบรม ผู้ประกอบกิจการและสัมผัสอาหาร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, 2562. 6. สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร “สถานที่ จำหน่ายอาหาร” ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ศูนย์สื่อ และสิ่งพิมพ์แก้วเจ้าจอม, 2564.
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 11 บทความ ชัญญานุช เวียงแก้ว* / รสธร ปลื้มสูตร* / วราภรณ์ ถาวรวงษ์* * สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย จากการที่รัฐบาลมีนโยบายจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone : SEZ) ของไทย ในระยะแรกเมื่อปี พ.ศ. 2558 ประกอบด้วยพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก ตราด สระแก้ว มุกดาหาร และสงขลา ระยะที่สอง ได้เพิ่มพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษอีก 5 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย นครพนม เชียงราย กาญจนบุรี และนราธิวาส และ ได้ขยายพื้นที่การดำเนินงานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ฉะเชิงเทรา และชลบุรี เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนภายในประเทศโดยมีรูปแบบการบริหาร และให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคต่างๆ จะช่วยให้ ประชาชนมีคุณภาพชีวิต สภาพแวดล้อมชุมชนดีขึ้น การปรับปรุงลักษณะทางกายภาพของอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เกิด ความพร้อมที่จะรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การอํานวยความสะดวกใน การดำเนินกิจการและบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ ตั้งแต่ระบบขนส่ง ระบบไฟฟ้า ระบบประปา นอกจากนี้ยังจัดให้มีกิจการ สนับสนุนและกิจการต่อเนื่อง ได้แก่ การจัดให้มีระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวนั้น ถือเป็น การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมท้องถิ่นนั้นให้มีความเจริญมากยิ่งขึ้น สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ เล็งเห็นถึงความสำคัญจึงได้ดำเนินการพัฒนาและยกระดับการจัดการสุขาภิบาล อาหารและจัดการคุณภาพน้ำบริโภคในพื้นที่พิเศษ วิถีใหม่ เพื่อยกระดับการจัดการอาหารและน้ำ และสร้างต้นแบบ เมืองสุขภาพดีด้านอาหารและน้ำ เพื่อเป็นรูปแบบตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถ นำรูปแบบเมืองสุขภาพดีไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาเมืองของตนเองให้เป็นเมืองสุขภาพดี โดยการพัฒนาเมืองสุขภาพดี มุ่งเน้น การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการสร้างกลไกในการเฝ้าระวัง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน เพื่อช่วยตรวจสอบ แจ้งเตือน แก้ไข ปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ยังได้ประเมินความเสี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพจากสุขาภิบาลอาหารและน้ำบริโภค เพื่อให้ประชาชนได้มีอาหารและน้ำ ที่สะอาด ปลอดภัย อันจะเป็นการป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อส่งผลให้ประชาชน มีคุณภาพชีวิตที่ดี การดำเนินงานพัฒนาและยกระดับการจัดการสุขาภิบาลอาหารและจัดการคุณภาพน้ำบริโภคในพื้นที่พิเศษ วิถีใหม่ ปี 2565 มีกิจกรรมที่ดำเนินการ 4 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 พัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวัง และการเตือนภัย กิจกรรมที่ 2 พัฒนาต้นแบบเมืองสุขภาพดีด้านอาหารและน้ำ (อปท.) กิจกรรมที่ 3 พัฒนา ชุมชนต้นแบบด้านอาหารและน้ำ กิจกรรมที่ 4 การพัฒนาศักยภาพการจัดการสุขาภิบาลอาหารและคุณภาพ น้ำบริโภคแก่ภาคีเครือข่าย ดังนี้ การพัฒนาและยกระดับการจัดการสุขาภิบาลอาหาร และจัดการคุณภาพน้ำบริโภคในพื้นที่พิเศษ วิถีใหม่
12 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ กิจกรรมที่ 1 พัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวังและการเตือนภัย วัตุประสงค์ เพื่อพัฒนาเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงจากอาหารและน้ำ และน้ำทะเลชายฝั่งเพื่อพัฒนาระบบฐาน ข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวังและการเตือนภัยคุณภาพอาหารและน้ำ และน้ำทะเลชายฝั่ง และเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ด้านการจัดการและการสื่อสารความเสี่ยงการบริโภคอาหารและน้ำ และน้ำทะเลในพื้นที่พิเศษ วิธีการดำเนินงาน (1) ทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องประเมินความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารและน้ำ (2) ร่างเกณฑ์ ประเมินความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารและน้ำ และจากการเล่นน้ำทะเล นำเสนอเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงให้ ผู้เชี่ยวชาญร่วมกันพิจารณาให้ข้อเสนอแนะต่อเกณฑ์ประเมินดังกล่าว (3) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงรายละเอียด เกณฑ์ฯ และแนวทางการดำเนินงาน ทดลองใช้เกณฑ์ประเมินความเสี่ยงอาหารและน้ำบริโภค และคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง (4) พัฒนาโปรแกรมและคู่มือการประเมินความเสี่ยงของสถานประกอบกิจการด้านอาหาร น้ำประปา ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ และน้ำทะเลอย่างง่าย (Excel) (5) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อเสนอต่อการเฝ้าระวังคุณภาพอาหารและน้ำ และคุณภาพน้ำทะเล ผลการดำเนินงาน สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำได้ดำเนินการทดลองใช้ในพื้นที่เทศบาลเมืองแสนสุข ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ได้ผลการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำบริโภคและอาหาร ดังนี้ เกณฑ์ การประเมินความเสี่ยงด้านอาหารและน้ำบริโภค ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ แบบสำรวจทางกายภาพเบื้องต้น และ การประเมินการปนเปื้อนของเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียด้วยชุดทดสอบอย่างง่าย แล้วนำผลมาวิเคราะห์จำแนกตามระดับ ความเสี่ยง คือ “เสี่ยง” “เฝ้าระวัง” “ปลอดภัย” ผลการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำบริโภค ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ผลการประเมินความเสี่ยงน้ำประปา จำนวน 19 จุด ในพื้นที่เทศบาลเมืองแสนสุข พบว่า อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 100.0 และ ผลการประเมินความเสี่ยงของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ พบว่า อยู่ในระดับที่ปลอดภัย จำนวน 50 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 60.9 รองลงมาอยู่ในระดับเสี่ยง จำนวน 27 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 32.9 และอยู่ในระดับ เฝ้าระวัง จำนวน 5 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 6.1 ผลการประเมินความเสี่ยงด้านอาหารเก็บตัวอย่างผู้ประกอบการด้านอาหาร จำนวนทั้งสิ้น 75 แห่ง ประกอบด้วย ร้านอาหาร ตลาด จำนวน 23 แห่ง และแผงลอย พบว่า ร้านอาหารส่วนใหญ่มีระดับ ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่เสี่ยง ร้อยละ 30.00 รองลงมาคือระดับความเสี่ยงที่ปลอดภัย ร้อยละ 25.00 และอยู่ในระดับ ความเสี่ยงที่เฝ้าระวัง ร้อยละ 20.00 การดำเนินการสุ่มเฝ้าระวังคุณภาพน้ำตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 13 บทความ กิจกรรมที่ 2 พัฒนาต้นแบบเมืองสุขภาพดีด้านอาหารและน้ำ (อปท.) วัตุประสงค์ เพื่อพัฒนาแนวทางในการยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นเมืองสุขภาพดี และสร้าง กระบวนการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการดำเนินงาน (1) ประสานและคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนใจเพื่อพัฒนาต้นแบบเมืองสุขภาพดี ด้านอาหารและน้ำในพื้นที่พิเศษ (2) กำหนดแผนการดำเนินงานพัฒนาต้นแบบเมืองสุขภาพดี (3) ดำเนินการพัฒนา ต้นแบบเมืองสุขภาพดี ด้านอาหารและน้ำ (EHA + TSC) (4) พัฒนาระบบการติดตามประเมินผลคุณภาพอาหารและ น้ำบริโภค (5) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่าย (6) รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ประเมิน สรุป และรายงานผลการดำเนินงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ การดำเนินการสุ่มเฝ้าระวังคุณภาพน้ำตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ในพื้นที่พิเศษ
14 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ ผลการดำเนินงาน กิจกรรมที่ 2.1 การพัฒนาต้นแบบเมืองสุขภาพดีด้านอาหารและน้ำในพื้นที่เทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ภายใต้โครงการต้นแบบ “แสนสุข Healthy Society” โดยเกณฑ์ต้นแบบเมืองสุขภาพดี ด้านอาหารและน้ำอยู่ในมิติสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ประเด็นการสุขาภิบาลอาหาร และประเด็นการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค พบว่า ตลาด และแผงลอย ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80.0 และ 50.0 ตามลำดับ ส่วนระบบประปาและกิจการ ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 100.0 และ 60.9 ตามลำดับ กิจกรรมที่ 2.2 การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภค ในพื้นที่พิเศษเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563 ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ สุ่มเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปาการตรวจวิเคราะห์คุณภาพเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการเก็บตัวอย่าง น้ำอุปโภค บริโภคของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองแสนสุขครอบคลุมทั้งหมด 25 ชุมชน ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด 25 ตัวอย่าง คิดเป็น ร้อยละ 100.0 และแหล่งน้ำจากประปาส่วนภูมิภาค 1 จุด พบว่า ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด 1 ตัวอย่าง คิดเป็น ร้อยละ 100.0 และสุ่มเฝ้าระวังคุณภาพน้ำตู้น้ำดื่มยอดเหรียญใน 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่เทศบาล ตำบลแสนสุข จังหวัดชลบุรี ดำเนินการสุ่มเฝ้าระวัง จำนวน 12 ตัวอย่าง ผ่านเกณฑ์ 8 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 66.7 และดำเนินการ ในพื้นที่เทศบาลนครแม่สอด จังหวัดตาก จำนวน 4 ตัวอย่าง ผ่านเกณฑ์ 3 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 75.0 สาเหตุที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเนื่องจากไม่ผ่านมาตรฐานด้านกายภาพ ได้แก่ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) น้อยกว่า มาตรฐานที่กำหนด และด้านชีวภาพ เนื่องจากพบปริมาณเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียมากกว่ามาตรฐานกำหนด สามารถ แก้ปัญหาด้วยการดูแลรักษาความสะอาดของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญทั้งภายในและนอก การล้างทำความสะอาด ระบบกรองน้ำตามระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์แนะนำ กิจกรรมที่ 3 พัฒนาชุมชนต้นแบบด้านอาหารและน้ำ วัตุประสงค์ เพื่อสร้างความรอบรู้ และแนวทางการประเมินความรอบรู้ด้านการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม ประเด็น การจัดการสุขาภิบาลอาหารและน้ำให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน แกนนำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และประชาชนในพื้นที่ต้นแบบชุมชนสุขภาพดี กิจกรรมเชิดชูเกียรติการยกระดับการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อเมืองสุขภาพดีในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 15 บทความ วิธีการดำเนินงาน (1) ศึกษาและจัดทำร่างแบบสอบถามประเมินความรอบรู้ด้านการจัดการสุขาภิบาล อาหารและน้ำของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และวิธีการประเมินความรอบรู้ (2) แต่งตั้งคณะทำงาน และประชุมพิจารณาร่างแบบสอบถามประเมินความรอบรู้ด้านการจัดการสุขาภิบาลอาหารและน้ำของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และวิธีการประเมินความรอบรู้ (3) ประชุมชี้แจงการดำเนินงานและทดสอบแบบสอบถาม ประเมินความรอบรู้ด้านการจัดการสุขาภิบาลอาหารและน้ำของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) (4) ประสานและคัดเลือกชุมชนที่สนใจพัฒนาตนเองเป็นต้นแบบเมืองสุขภาพดี ประเมินความรอบรู้ด้านการจัดการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) (5) รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ประเมิน สรุป และรายงานผลการดำเนินงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ผลการดำเนินงาน แบบสอบถามประเมินความรอบรู้ด้านการจัดการสุขาภิบาลอาหารและน้ำของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในประเด็นความรอบรู้ด้านการจัดการคุณภาพ น้ำบริโภค แบบสอบถามนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างและส่วนที่ 2 ความรอบรู้ ด้านการจัดการและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคในชุมชน รวมทั้งหมด 55 ข้อ ได้ผลการสำรวจสถานการณ์ความรอบรู้ ด้านการจัดการสุขาภิบาลอาหารและน้ำของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจ พิเศษ ประเด็นความรอบรู้ด้านการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค ดำเนินงานโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน (อสม.) 4 พื้นที่ ได้แก่ เทศบาลนครแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เทศบาลตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เทศบาลตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และองค์การบริหาร ส่วนตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย การประเมินและวัดความรอบรู้ด้านการจัดการและเฝ้าระวังคุณภาพ น้ำบริโภค พบว่า โดยภาพรวม อสม. มีความคิดเห็นต่อความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.43, S.D. = 0.88) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ดังนี้ การเข้าถึงข้อมูลการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค พบว่า อสม. มีความคิดเห็นต่อการเข้าถึงข้อมูลจัดการ คุณภาพน้ำบริโภค ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.44, S.D. = 0.89) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อคำถาม พบว่า “ฉันค้นหาข้อมูลคุณภาพน้ำประปาที่ใช้ในการบริโภคในครัวเรือนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า น้ำประปามีความสะอาด ปลอดภัย” มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X = 3.52, S.D. = 0.91) รองลงมา คือ “ฉันค้นหาข้อมูลการจัดการ และการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคในครัวเรือนได้จากสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ เช่น นิตยสาร วารสาร แผ่นพับ กูเกิล ยูทูป หรือแหล่งข้อมูลของหน่วยงานวิชาการที่ให้คำแนะนำ” (X = 3.50, S.D. = 0.90) การเข้าใจข้อมูลการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค พบว่า อสม. มีความคิดเห็นต่อการเข้าใจข้อมูลการจัดการ คุณภาพน้ำบริโภค ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.46, S.D. = 0.89) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อคำถาม พบว่า “ฉันสามารถอ่านฉลากบนขวดบรรจุน้ำดื่มได้อย่างเข้าใจ (ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วันหมดอายุ เครื่องหมาย อย. เป็นต้น)” มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X = 3.70, S.D. = 0.94) รองลงมา คือ “ฉันทราบวิธีการกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ในน้ำประปาและน้ำฝน เช่น การนำมาต้มให้เดือด การฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน” (X = 3.53, S.D. = 0.92) การโต้ตอบซักถามแลกเปลี่ยนการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค พบว่า อสม. มีความคิดเห็นต่อการโต้ตอบ ซักถามแลกเปลี่ยนการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.31, S.D. = 0.81) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อคำถาม พบว่า “ฉันสามารถสอบถามผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อยืนยัน
16 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ ความคิดของฉันเกี่ยวกับคุณภาพน้ำบริโภค” มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X = 3.38, S.D. = 0.80) รองลงมา คือ “ฉันสามารถ โต้ตอบและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการและการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคกับบุคคลอื่นได้อย่างมั่นใจ” (X = 3.31, S.D. = 0.82) การตัดสินใจเพื่อการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค พบว่า อสม. มีความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเพื่อการจัดการ คุณภาพน้ำบริโภค ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.46, S.D. = 0.86) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อคำถาม พบว่า “ฉันนำข้อมูลคุณภาพน้ำบริโภคที่สะอาด ปลอดภัย (ไม่มีตะกอน ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสที่ผิดปกติ) หรือต้องได้รับ การรับรองมาตรฐาน อย. (ได้แก่ น้ำบรรจุขวด ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ) ก่อนตัดสินใจเลือกน้ำบริโภค” มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X = 3.62, S.D. = 0.86) รองลงมา คือ “ฉันวิเคราะห์เปรียบเทียบคุณภาพน้ำดื่มแต่ละประเภทและราคาก่อนตัดสินใจ บริโภค” (X = 3.51, S.D. = 0.95) การเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค พบว่า อสม. มีการเปลี่ยนพฤติกรรม ค่าเฉลี่ยอยู่ใน ระดับปานกลาง (X = 3.44, S.D. = 0.89) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อคำถาม พบว่า “เมื่อฉันตรวจพบการปนเปื้อน ในน้ำบริโภค ฉันสามารถปรับปรุงคุณภาพน้ำบริโภคเบื้องต้น เช่น การต้มน้ำให้เดือดก่อนนำมาดื่ม หรือดื่มน้ำที่ผ่าน เครื่องกรองน้ำ” มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X = 3.67, S.D. = 0.89) รองลงมา คือ “ฉันหมั่นสังเกตความผิดปกติของน้ำบริโภค โดยสังเกตสี กลิ่น ความขุ่น ตะกอนในน้ำได้” (X = 3.58, S.D. = 0.95) การบอกต่อการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค พบว่า อสม. มีการบอกต่อค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.34, S.D. = 0.90) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อคำถาม พบว่า “ฉันสามารถถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการบริโภค น้ำที่สะอาดปลอดภัยให้กับผู้อื่นได้” มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X = 3.43, S.D. = 0.87) รองลงมา คือ “ฉันชักชวนให้ผู้อื่นเข้ามา มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภค และให้สังเกตความผิดปกติของน้ำบริโภคได้” (X = 3.36, S.D. = 0.87) กิจกรรมที่ 4 การพัฒนาศักยภาพการจัดการสุขาภิบาลอาหารและคุณภาพน้ำบริโภคแก่ภาคีเครือข่าย วัตุประสงค์ เพื่อพัฒนาหลักสูตรการประเมินความเสี่ยงด้านอาหารและน้ำ และเพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ สาธารณสุขและภาคีเครือข่ายร่วมกันดำเนินงานพัฒนาต้นแบบเมืองสุขภาพดี วิธีการดำเนินงาน (1) จัดทำร่างหลักสูตรประเมินความเสี่ยงด้านอาหารและน้ำ (2) แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณา ร่างหลักสูตรประเมินความเสี่ยงด้านอาหารและน้ำ (3) จัดทำแผนการดำเนินงานและข้อมูลสถานการณ์สุขภาพและ ข้อมูลการบริโภคอาหารและน้ำบริโภค (4) ดำเนินการพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านอาหารและน้ำ (5) วิเคราะห์ปัญหาและ อุปสรรคในการดำเนินงาน เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่าย (6) รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ประเมิน สรุป และรายงานผลการดำเนินงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ผลการดำเนินงาน ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ กิจกรรมที่ 4.1 การพัฒนาหลักสูตรประเมินความเสี่ยงด้านน้ำบริโภค และอาหาร เป็นหลักสูตรที่จัดทำขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เนื้อหาภายในหลักสูตรประกอบด้วยรายวิชาว่าด้วย การประเมินความเสี่ยงด้านน้ำบริโภคและอาหารมีจำนวน 5 รายวิชา มีแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนทุกรายวิชา (ผู้อบรมต้องผ่านการทดสอบและได้คะแนนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80) ผู้ที่ผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับ ใบประกาศนียบัตรรับรองการผ่านหลักสูตร และกิจกรรมที่ 4.2 อบรมพัฒนาศักยภาพการจัดการสุขาภิบาลอาหาร และน้ำบริโภคแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการสุขาภิบาลอาหารและน้ำบริโภคแก่ภาคีเครือข่ายร่วมกันดำเนินงาน
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 17 บทความ ที่มา : กลุ่มพัฒนาระบบจัดการคุณภาพน้ำบริโภค สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 18 มกราคม 2566 พัฒนาต้นแบบเมืองสุขภาพดีด้านการจัดการคุณภาพอาหารและน้ำบริโภคและหน่วยงานในพื้นที่ได้มีการคัดเลือก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นพื้นที่นำร่อง ได้แก่ เทศบาลนครแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เทศบาล ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เทศบาลตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และองค์การบริหาร ส่วนตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ให้สามารถเฝ้าระวังสุขาภิบาลอาหารและน้ำบริโภคในพื้นที่ต้นแบบ รวมทั้งสามารถเข้าใจถึงกระบวนการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลผล สามารถจัดทำ ข้อเสนอต่อการสร้างความรอบรู้ด้านอาหารและน้ำของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ... อบรมพัฒนาศักยภาพการจัดการสุขาภิบาลอาหารและน้ำบริโภค
18 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ ผุสดี ประสิทธิ์สมบัติ* * นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย ได้เข้าร่วมประชุมสังเกตการณ์การดำเนินงานด้านอาหารระดับภูมิภาค จากการสังเกตพบว่ามีหน่วยงานและคำย่อที่เกี่ยวข้องกับระบบอาหารในภูมิภาคมากมาย จึงได้สืบค้นศึกษาและ รวบรวมข้อมูลการดำเนินงานควบคุมและกำกับอาหารในระดับภูมิภาคอาเซียน มาเขียนเป็นบทความเพื่อใช้ประโยชน์ ในการดำเนินงานด้านอาหารปลอดภัยของประเทศไทยต่อไป Regional food control and governance ในภูมิภาคอาเซียน ประกอบด้วย ASEAN Rapid Alert System for Food and Feed (ARASFF) ระบบแจ้งเตือนภัยสำหรับอาหารของอาเซียน ASEAN Food Safety Regulatory Framework (AFSRF) กรอบการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหาร ของอาเซียน ASEAN Risk Assessment Centre (ARAC) ศูนย์ประเมินความเสี่ยงแห่งอาเซียน ทั้ง 3 ส่วน ขับเคลื่อน ส่งต่อข้อมูล เชื่อมโยงกัน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานอาหารปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพ Regional food control and governance การควบคุมและกำกับอาหารระดับภูมิภาค Regional food control and governance ASEAN Food Safety Regulatory Framework (AFSRF) intended to : 1. Ensure the protection of consumer’s health ; 2.Facilitate the free flow of safe food within ASEAN The AFSRF shall address food safety assurance and control from primary production to consumption. provide the legal basis for achieving the objectives operationalize the 10 principles of ASEAN Food Safety Policy “ASEAN Food Safety Coordinating Committee” to oversee the implementation of AFSRF ASEAN Rapid Alert System for Food and Feed (ARASFF) the tool for exchange of information on identified risks found in food or feed being traded among ASEAN Member States functions similar to those of European Union Rapid Alert System for Food and Feed (EURASFF) ARASFF Alerts initiate, evaluate and transmit alerts to relevant network members’ national point of contact. And it will appear immediately on the ARASFF website. (real time) ASEAN Risk Assessment Centre (ARAC) Mission is to carry out independent food safety risk assessment in a timely and transparent Functions is to provide independent scientific opinion on food safety issues of common interest in ASEAN the exchange/sharing of information and experiences ; develop complementary capabilities and capacities on food safety risk assessment through networking amongst AMS and international organizations
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 19 บทความ ASEAN Rapid Alert System for Food and Feed (ARASFF) ระบบแจ้งเตือนภัยสำหรับอาหารของอาเซียน ระบบแจ้งเตือนอย่างรวดเร็วสำหรับอาหารและอาหารสัตว์ของอาเซียน (ARASFF) เป็นเครื่องมือสำหรับ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ระบุพบในอาหารหรืออาหารสัตว์ที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และมาตรการที่ใช้เพื่อบรรเทาหรือขจัดความเสี่ยงเหล่านั้น มีฟังก์ชันคล้ายกับระบบแจ้งเตือนภัยด้านอาหารของยุโรป European Union Rapid Alert System for Food and Feed (EURASFF) โดยเฉพาะโครงสร้างข้อมูลและ เนื้อหา แต่แนวคิดการใช้งานของอาเซียนและยุโรปแตกต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือลักษณะการแจ้งเตือนทั้งหมดจะออก การแจ้งเตือนของ EURASFF เริ่มต้นโดยประเทศสมาชิกและส่งไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป (สุขภาพและการคุ้มครอง ผู้บริโภค) เพื่อรับการประเมิน เมื่อตรงตามเกณฑ์ทั้งหมด การแจ้งเตือนจะออกอย่างเป็นทางการไปยังประเทศสมาชิก ที่เหลือและหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องทางอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบของไฟล์แนบอีเมล (ตามอีเมล) ในทางกลับกัน การแจ้งเตือนของอาเซียน ARASFF นั้นเริ่มต้น ประเมิน และออกโดยตรงโดยจุดติดต่อระดับชาติของสมาชิกเครือข่าย ที่เกี่ยวข้อง บนเว็บไซต์ ARASFF ทันทีที่ส่งการแจ้งเตือนไปยังเว็บไซต์ตามเวลาจริง (real time, web - based) เป็นระบบออนไลน์ที่รวดเร็วทันที การแลกเปลี่ยนข้อมูลเหล่านี้ถูกจำกัดให้เกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศสมาชิก และเป็นสมาชิกของเครือข่าย ARASFF แอปพลิเคชัน ARASFF ได้รับการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากต้นแบบ ในปี 2549 เป็นเวอร์ชันปัจจุบัน 4.02 ในปี 2556 และมีการปรับปรุงเป็นระยะ ๆ ซึ่งจะถูกกำหนดโดยการเปลี่ยนแปลง ของสถานการณ์และสภาพแวดล้อมการทำงาน ที่มา : http://www.arasff.net/related_document/ARASFF_manual.pdf ASEAN Food Safety Regulatory Framework (AFSRF)
20 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ กรอบการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหารของอาเซียน วัตถุประสงค์เพื่อ : รับรองการคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค อำนวยความสะดวกในการไหลเวียนของอาหารปลอดภัยอย่างเสรีภายในอาเซียนโดย: เสริมสร้างความสอดคล้องกันของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานสำหรับอาหาร ลดอุปสรรคทางเทคนิคในการค้าอาหารภายในอาเซียน; และลดความแตกต่างของระบบควบคุมอาหาร ของประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ กรอบการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหารของอาเซียน (AFSRF) จัดให้มีแนวทางแบบบูรณาการ ที่สอดคล้องกัน และเชื่อมโยงความคิดริเริ่มในกรอบกฎหมายใหม่ ปิดช่องว่าง และรับประกันว่าความปลอดภัย ด้านอาหารจะถูกนำไปใช้ทั่วทั้งห่วงโซ่อาหาร AFSRF จะต่อยอดจากพันธกรณีที่มีอยู่เพื่อจัดให้มีโครงสร้างและเครื่องมือ ในการตระหนักถึงการไหลเวียนของอาหารปลอดภัยอย่างเสรีในภูมิภาค หลักการ AFSRF จะต้องดำเนินการตามหลักการ 10 ประการของนโยบายความปลอดภัยด้านอาหารของอาเซียน และกำหนดความรับผิดชอบของหน่วยงานย่อยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอาเซียนในประเทศสมาชิก รวมถึงหลักการ ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับความปลอดภัยของอาหาร การจัดการสถาบัน และขั้นตอน ที่จำเป็นสำหรับการรับรองความปลอดภัยของอาหาร ขอบเขตของกรอบการกำกับดูแลความปลอดภัยของอาหารอาเซียน (AFSRF) จะครอบคลุมหลักการ ข้อกำหนด กระบวนการ และกลไกการประสานงานสำหรับการดำเนินการตามนโยบายความปลอดภัยด้านอาหารของ อาเซียน AFSRF จะกล่าวถึงการรับรองและการควบคุมความปลอดภัยของอาหารตั้งแต่การผลิตขั้นต้นไปจนถึง การบริโภค เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอาหาร อาหารออร์แกนิก สวัสดิภาพสัตว์ ความยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร การปกป้องสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอื่นๆ ที่ไม่ทำให้อาหารเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่เหมาะ สำหรับการบริโภคของมนุษย์ อยู่นอกขอบเขตของ AFSRF การจัดการเพื่อการพัฒนาของ AFSRF หน่วยงานย่อยภายใต้ AEM, AMAF และ AHMM จะดำเนินการพัฒนา เครื่องมือสำหรับการปฏิบัติตาม AFSRF คณะทำงานเตรียมอาหารภายใต้การดูแลของ AEM จะประสานงานการพัฒนา เครื่องมือการดำเนินงานของ AFSRF ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ภายใต้ AMAF และ AHMM ผ่านการจัดตั้ง คณะทำงานจะมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการประสานงานความปลอดภัยด้านอาหารของอาเซียน” เพื่อกำกับดูแล การดำเนินการของ AFSRF และพิธีสารที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการประสานงานจะเริ่มดำเนินการเมื่อการสรุปเครื่องมือ สำหรับการดำเนินการตาม AFSRF โดยคณะทำงานเฉพาะกิจ PFPWG Task Force จะถูกยุบเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ คณะกรรมการประสานงานความปลอดภัยด้านอาหารของอาเซียน มีหน้าที่ดำเนินการดังต่อไปนี้ : วางแผนและดูแลการปฏิบัติตาม AFSRF และพิธีสาร ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานย่อยที่เกี่ยวข้องในอาเซียนภายใต้ AEM, AMAF และ AHMM เพื่อการพัฒนา โปรโตคอลสำหรับ AFSRF การรายงานความคืบหน้าของการดำเนินการตาม AFSRF เป็นระยะ ที่มา : https://asean.org/wp-content/uploads/2016/08/ASEAN-Food-Safety-Regulatory-Framework.pdf
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 21 บทความ ASEAN Risk Assessment Centre (ARAC) ศูนย์ประเมินความเสี่ยงแห่งอาเซียน วิสัยทัศน์ ARAC มีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์ประสานงานระดับภูมิภาคสำหรับการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ของอาหารโดยอิสระ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของประชาคมอาเซียนและอำนวยความสะดวกในการค้าอาหาร พันธกิจ ประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหารโดยอิสระในเวลาที่เหมาะสมและโปร่งใส โดยใช้ทรัพยากร ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ วัตถุประสงค์ ประสานงานการดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหารในอาเซียน เสริมสร้างขีดความสามารถในการประเมินความเสี่ยงจาก AMS อำนวยความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์เกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยง จัดให้มีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการประเมินความเสี่ยง และ ประสานงานและสื่อสารกับองค์กรเฉพาะสาขาของอาเซียนที่เกี่ยวข้องและหุ้นส่วนความร่วมมือ หน้าที่หลักของ ARAC การให้ความเห็นทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นอิสระเกี่ยวกับประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหารที่มีความสนใจร่วมกัน ในอาเซียน รวมถึงในช่วงวิกฤตผ่านการรวบรวมและใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ทั่วทั้งอาเซียน
22 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ How ARAC Function มีการคาดการณ์ว่า ARAC จะสามารถอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยน/แบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ พัฒนาขีดความสามารถเสริมและขีดความสามารถในการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหารผ่าน การสร้างเครือข่ายระหว่าง AMS และองค์กรระหว่างประเทศ และส่งเสริมจุดยืนร่วมกันของอาเซียนเกี่ยวกับประเด็น ด้านความปลอดภัยของอาหาร คำขอทั้งหมดสำหรับความเห็นทางวิทยาศาสตร์หรือการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหาร โดยหน่วยงานจัดการความเสี่ยงของอาเซียนที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานเฉพาะส่วน เช่น PFPWG จะถูกส่งไปยังหน่วยงาน เฉพาะส่วนด้านความปลอดภัยของอาหารอาเซียน ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลของ ARAC โครงสร้างองค์กร ARAC เป็นเจ้าภาพในกระทรวงสาธารณสุข ประเทศมาเลเซีย และจะประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ : คณะทำงานวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์หนึ่งคนจากแต่ละ AMS จะประเมินคำขอการประเมินความเสี่ยง ให้ทิศทางทั่วไปและการประสานงานประเมินความเสี่ยงของคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูลผู้ประเมินความเสี่ยงของอาเซียน ปฏิบัติงานประเมินความเสี่ยงตามคำสั่งของคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ตามความจำเป็น สำนักเลขาธิการ ARAC ประกอบด้วยบุคลากร 3 คน จากกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย ให้การสนับสนุนที่จำเป็นสำหรับการทำงานที่มีประสิทธิภาพของ ARAC ...
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 23 บทความ ที่มา : https://www.arac-asean.org/about/vission-mission.html Organization Structure
24 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ ศิริพร แก้วเจริญ* * นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในยุคสมัยการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid - 19) ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเรื่องของ ความสะอาดและหาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดยับยั้งเชื้อโรคมากยิ่งขึ้น แอลกอฮอล์จึงถูกนำมาใช้ เพื่อทำความสะอาด ข้าวของและเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 (Covid - 19) เป็นเหตุให้มีบางช่วงที่แอลกอฮอล์นั้น ขาดตลาด มีราคาแพงขึ้นและหาซื้อได้ยาก ทำให้มีหน่วยงานที่ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวโดยการผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อ ที่มีความปลอดภัยและสามารถใช้ทดแทนแอลกอฮอล์ได้ อาทิเช่น คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้ริเริ่มโครงการผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อจากกรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous Acid) หรือ HOCl เพื่อแจกจ่าย แก่บุคลากรและประชาชน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ดำเนินการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม “เครื่องผลิต กรดไฮโปคลอรัสและไฮโปคลอไรด์” สำหรับผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid - 19) ที่มีประสิทธิภาพสูงใช้ได้ ทุกสภาพพื้นผิวและมีความปลอดภัย กรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous Acid) หรือ HOCl ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหลากหลายประเทศ และ หลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านยุโรป, สหรัฐอเมริกา, เกาหลี แม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่นเอง ซึ่งมีการใช้ ในหน่วยงานทหารเรือ สำหรับทำความสะอาดอุปกรณ์ภายในเรือ, วงการแพทย์ ที่ใช้สำหรับทำความสะอาดแผล และ ใช้ทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายในโรงพยาบาล, วงการทันตกรรม ใช้สำหรับให้คนไข้กลั้วทำความสะอาดช่องปาก ก่อนทำฟัน, นอกจากนี้ยังมีการใช้ทางด้านปศุสัตว์และด้านการเกษตร มีส่วนช่วยในการฆ่าเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ใน โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ รวมถึงฟาร์มผักผลไม้ที่เป็นออร์แกนิก หรือแม้กระทั่งพ่นฆ่าเชื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมจำหน่าย เนื้อสัตว์ ก่อนที่จะบรรจุเพื่อนำส่งให้ผู้บริโภค และเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการศึกษาเน้นไปที่การใช้กรดไฮโปคลอรัสในการฆ่าเชื้อ อาหารและโรงงานแปรรูปอาหาร เป็นต้น เพียงแต่อาจจะยังไม่ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายภายในประเทศไทยมากนัก จนในช่วงหนึ่งที่แอลกอฮอล์ขาดแคลน ผู้คนจึงให้ความสนใจกับกรดไฮโปคลอรัสมากยิ่งขึ้น จากที่แต่เดิมใช้เพียงแค่ ในบางหน่วยงานเท่านั้น ด้วยเหตุนี้งานวิจัยเกี่ยวกับกรดไฮโปคลอรัส จึงยังค่อนข้างน้อยอยู่เมื่อเทียบกับผลงานวิจัย ที่ตีพิมพ์ในต่างประเทศ Electrolytic hypochlorous acid water น้ำยาฆ่าเชื้อโรคจากน้ำเปล่า
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 25 บทความ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานประกอบการด้านอาหาร ได้แก่ สถานที่จำหน่ายอาหาร (ร้านอาหาร) ตลาด การจำหน่ายอาหารริมบาทวิถี (แผงลอย) โดยสถานประกอบการดังกล่าว ต้องดำเนินการดูแลความสะอาดของสถานที่ อาหาร และภาชนะอุปกรณ์เป็นประจำ ดังนั้น น้ำยาฆ่าเชื้อ จากกรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous Acid) หรือ HOCl จึงเป็นทางเลือกสำหรับการทำความสะอาดแก่ผู้ประกอบการ โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous Acid) หรือ HOCl มีดังนี้ กรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous Acid) คืออะไร กรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous Acid) มีชื่อเรียกทางเคมีว่า HOCl นั้น เป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา รวมไปถึงสปอร์ของเชื้อราได้ สามารถใช้ทำความสะอาดได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน การผลิตกรดไฮโปคลอรัสมีขั้นตอนอย่างไร สารตั้งต้นของการผลิตกรด HOCl มีหลากหลาย อาทิ การนำเกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์ (NaCl)) มาละลายน้ำ หรือ ใช้น้ำที่มีคลอรีน (Chlorine) เช่น น้ำประปานำมาผ่านกระแสไฟฟ้าเพื่อทำปฏิกิริยาอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) (กระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) คือ การนำพลังงานไฟฟ้าผ่านไปยังน้ำ ทำให้สารประกอบต่างๆ ในน้ำแตกตัว เป็นไอออนบวก และไอออนลบ และเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกัน กลายเป็นสารประกอบใหม่ขึ้นมา) จึงเกิดเป็น กรดไฮโปคลอรัส (แหล่งข้อมูลรูปภาพ : https://chivitdonline.com/blog/electrolyzed-water/) ทำไมน้ำยาฆ่าเชื้อจากกรดไฮโปคลอรัสถึงฆ่าเชื้อโรคได้ กระบวนการอิเล็กโทรลิซิส(Electrolysis)เปลี่ยนแร่ธาตุที่ละลายอยู่ในน้ำให้แตกตัวเป็นไอออนด้วย กระแสไฟฟ้า โดยไอออนที่แตกตัวจะมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคได้ เพราะจะทำให้ไขมันและโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบ ของผนังเซลล์เชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราแตกตัวและทำลายสายพันธุ์ DNA ที่อยู่ข้างในทำให้เชื้อโรคตายในที่สุด น้ำยาฆ่าเชื้อจากกรดไฮโปคลอรัสแตกต่างจากแอลกอฮอล์หรือไม่ อย่างไร น้ำยาฆ่าเชื้อจากกรดไฮโปคลอรัสมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคเหมือนกับแอลกอฮอล์ โดยมีระยะเวลาฆ่าเชื้อ (Contact Time) หลังจากที่ฉีดพ่นลงบนพื้นผิว 10 - 15 วินาทีเท่ากัน แต่มีข้อดีตรงที่ไม่ทำให้มือแห้งและไม่ระคายเคือง ต่อเยื่อบุในทางเดินหายใจ เพราะผลิตจากน้ำเปล่า จึงใช้ได้บ่อยตามต้องการโดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
26 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ ข้อมูล/งานวิจัยเกี่ยวกับการนำกรดไฮโปคลอรัสมาใช้ในประเทศไทย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.วรากร ลิ่มบุตร พัฒนา เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาถูก และปลอดภัย อาศัยเทคโนโลยีอิเล็กโทรลิซิสของไทยสำเร็จ รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี ปี 2565 จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “เพราะน้ำยาฆ่าเชื้อไม่ได้มีแค่แอลกอฮอล์” จนได้ เทคโนโลยีอิเล็กโทรลิซิสสายพันธุ์ไทย ชื่อ “KIKOWA” ที่สามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีความโดดเด่น คือ มีความสดใหม่ ผลิตได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงกว่า ฆ่าเชื้อโรคได้หลากหลายกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า อีกทั้งสามารถฆ่าเชื้อราในห้อง และฆ่าไรบนผิวหนังได้ดีเยี่ยม อ่อนโยนไม่ระคายเคืองกับผิวหนังเป็นเพื่อนต่อสิ่งมีชีวิตเนื่องจากไม่เป็นพิษต่อเซลล์ผิวหนัง และเซลล์เยื่อบุช่องปาก ราคาถูก ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ “เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง” ได้มีกระบวนการ ผลิตกรดไฮโปคลอรัสและไฮโปคลอไรต์เพื่อทดแทนน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งไม่ได้มีเพียงเอทานอลเท่านั้น นำองค์ความรู้จาก วิชาเคมีไฟฟ้าในการผลิต โดยจากการจ่ายศักย์ไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าให้แก่ขั้วไฟฟ้า แผ่นวัสดุนำไฟฟ้าขั้วแอโนด (ขั้วบวก) ที่จุ่มอยู่ในภาชนะบรรจุสารละลายเกลือแกง จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่บริเวณผิวหน้าได้ผลิตภัณฑ์เป็นกรด กรดไฮโปคลอรัส ที่มีพีเอชอยู่ในช่วง 4.0 ถึง 6.5 ซึ่งมีลักษณะเป็นกรดอ่อน มีค่า Oxidation - Reduction potential สูง สำหรับแผ่นวัสดุนำไฟฟ้าขั้วแคโทด (ขั้วลบ) ที่จุ่มอยู่ในขวดบรรจุสารจะเกิดปฏิกิริยารีดักชันที่บริเวณผิวหน้าได้ผลิตภัณฑ์ เป็นโซเดียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งมีพีเอชอยู่ในช่วง 8 ถึง 14 การทดลองใช้ ทางนักวิจัยได้มีการขยายผลต่อยอดไปสู่ การใช้ประโยชน์ โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ บริษัท มาสเตอร์แล็บส์ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อดำเนินการผลิต เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อโซเดียมไฮโปคลอไรด์และไฮโปคลอรัส (KIKOWA) เพื่อผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัส เชื้อราในทุก สภาพพื้นผิว มีความปลอดภัยสูง โดยอาศัยน้ำและเกลือผ่านระบบเทคโนโลยีเฉพาะ โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ได้รับมอบเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อ KIKOWA เพื่อนำไปใช้ทั้ง 5 วิทยาเขต ได้แก่ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี, วิทยาเขตปัตตานี, วิทยาเขตตรัง, วิทยาเขตหาดใหญ่, วิทยาเขตภูเก็ต จำนวน 2 รุ่น ที่ผ่านมา เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง ได้มีการพัฒนาผลงานไปสู่เชิงพาณิชย์ และการต่อยอดในอนาคตจะผลิตเครื่องสำหรับการประยุกต์ใช้ทางด้านปศุสัตว์ ทางด้านทันตกรรม และทางด้านการแพทย์ (แหล่งข้อมูลรูปภาพ : https://www.sci.psu.ac.th/news/2022/02/research-innovation-kikowa/) คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ นำโดย ผศ. ดร. อนามัย ดำเนตร คณบดี รองคณบดีฝ่ายวิจัย และบริการวิชาการ ผศ. ดร. พิเชษฐ อนุรักษ์อุดม และผู้ช่วยคณบดี ผศ. ดร. วีรมล ไวลิขิต และทีมงาน อ.อ๊อด ร่วมพิธีเปิดเครื่องผลิต HOCl เพื่อแจกจ่ายน้ำยาฆ่าเชื้อโรคกรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous Acid) แก่ประชาชนโดยรอบ
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 27 บทความ (แหล่งข้อมูลรูปภาพ : https://kps.ku.ac.th/v8/index.php/th/news-all/kps-news/1515-) ดร.สมศักดิ์ สุภสิทธิ์มงคล และคณะ (ทีมวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC)) ได้พัฒนา เครื่อง ENcase สำหรับผลิตน้ำยาอิเล็กโทรไลต์ ENERclean ใช้สำหรับฆ่าเชื้อ น้ำยา ENERclean ผลิตจากเกลือแกง และผ่านมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคโดยมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น พ่นขยะติดเชื้อ พ่นทำความสะอาดพื้นผิวทั่วไป พ่นทำความสะอาดมือ หรือแม้กระทั่งล้างเนื้อสัตว์ พืชผัก และผลไม้ โดยการผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยเครื่อง ENcaseใช้วัตถุดิบตั้งต้นคือเกลือแกง 1 กิโลกรัมและน้ำ ซึ่งเครื่องสามารถผลิตกรดไฮโปคลอรัสและโซดาไฟได้ในปริมาณเท่ากันโดยมีอัตราการผลิตที่ 15 ลิตรต่อชั่วโมง กรดไฮโปคลอรัสที่ผลิตได้จัดเป็นหัวเชื้อ เนื่องจากมีระดับความเข้มข้นของคลอรีนทั้งหมดค่อนข้างสูง คือ มากกว่า 400 ppm มีค่าความเป็นกรด - ด่าง (pH) 4 - 6 และค่า Oxidation-Reduction Potential (ORP) ในช่วง 900 - 1200 มิลลิโวลต์ (mV) โดยกรดไฮโปคลอรัส เข้มข้น 200 - 400 ppm ทำความสะอาดพื้น พื้นผิว เชื้อราในห้องน้ำ โต๊ะ ผ้าม่าน ฉีดดับกลิ่นอับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ ฉีดดักฝุ่นละออง และเชื้อโรคในอากาศ และกรดไฮโปคลอรัส เข้มข้น 50 - 100 ppm ใช้เป็นสเปรย์ ฉีดฆ่าเชื้อบนผิวหนังได้อย่างปลอดภัย ฉีดทำความสะอาดหน้ากากอนามัยโดยไม่ทำลายผิวพอลิเมอร์ ทำความสะอาด ของเล่นเด็ก ของใช้ในครัว อ่างล้างจาน (แหล่งข้อมูลรูปภาพ : https://www.entec.or.th/th/encase-enerclean/) วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ทีมสำรวจจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) หรือ ทีม JICA’s Survey ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูล
28 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารและสุขอนามัยกับสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้วางแผนในการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย โดยนำเสนอเทคโนโลยีและเครื่อง AquaRiser (อะควาไรเซอร์) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) AquaRiser เป็นเครื่องผลิต สารละลายกรดกรดไฮโปคลอรัส (เป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลากหลาย ประเภท ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา รวมไปถึงสปอร์ของเชื้อราได้ สามารถใช้ทำความสะอาดได้โดยไม่เป็น อันตรายต่อผู้ใช้งาน) ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) ที่เป็นมิตรต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม 2) สารละลาย กรดกรดไฮโปคลอรัสด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) ของเครื่อง AquaRiser เป็นกรดไฮโปคลอรัส (HCLO) ที่มีค่า pH 5.0 - 6.0 ซึ่งมีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อโรคได้สูง 3) อุตสาหกรรมอาหารของญี่ปุ่นใช้สารละลายกรดกรดไฮโปคลอรัส ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis)อย่างกว้างขวางเพื่อฆ่าเชื้ออุปกรณ์อาหาร ทำความสะอาดพื้นที่ภายในโรงงาน ล้างวัตถุดิบ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยปัจจุบันทางทีมได้นำเครื่อง AquaRiser ไปให้ทางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังไปทดลองใช้ ทั้งนี้ในอนาคตจะขอความร่วมมือจากสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำโดยทดลอง ใช้งานเทคโนโลยี AquaRiser (อะควาไรเซอร์) ในการจัดการความสะอาดในตลาดสดต่อไป (แหล่งข้อมูลรูปภาพ : สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย) สรุป จากข้อมูลข้างต้นที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการนำสารละลายกรดกรดไฮโปคลอรัสด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส มาใช้ฆ่าเชื้อโรคเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมีการนำมาใช้ประโยชน์ในการฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid - 19) ในเบื้องต้น และในอนาคตข้างหน้าอาจมีการนำมาใช้ในสถานประกอบการด้านอาหารได้ ดังนั้น บทความนี้จึงเป็นประโยชน์ ในการเผยแพร่ให้กับผู้ประกอบการรวมทั้งนักวิชาการที่อาจจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดเพื่อพัฒนางานวิจัย ด้านสุขาภิบาลอาหารที่เกี่ยวข้องต่อไปได้ ... แหล่งข้อมูล - แหล่งข้อมูล : (อินเตอร์เน็ต), ผลงานนวัตกรรมนักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. “KIKOWA” เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อ ที่มีประสิทธิภาพสูงคว้ารางวัลการวิจัยแห่งชาติ ปี 65, คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, https://www. sci.psu.ac.th/news/2022/02/research-innovation-kikowa/, สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566. - แหล่งข้อมูล : (อินเตอร์เน็ต), นักวิชาการ ม.เกษตร ชี้ชัดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคจากกรดไฮโปคลอรัส (HOCl) ต้านไวรัส, https://www.ryt9.com/s/prg/3357674, สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566. - แหล่งข้อมูล : (อินเตอร์เน็ต), “Electrolyzed Water” น้ำยาฆ่าเชื้อโรคจากน้ำเปล่า, chivitd by SCG, https://chivitdonline.com/blog/electrolyzed-water/, สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566.
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 29 บทความ - แหล่งข้อมูล : (อินเตอร์เน็ต), คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อโรคจากกรดไฮโปคลอรัส (HYPOCHLOROUS ACID) ใช้แทนแอลกอฮอล์,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน,https://kps.ku.ac. th/v8/index.php/th/news-all/kps-news/1515, สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2566. - แหล่งข้อมูล : (อินเตอร์เน็ต), “ENcase” เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้ออิเล็กโทรไลต์, ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), https://www.entec.or.th/th/encase-enerclean/, สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2566. - แหล่งข้อมูล : (อินเตอร์เน็ต), Hypochlorous Acid กรดไฮโปคลอรัส คืออะไร?, https://www.babygiftretail.com/ hypochlorous-acid-, สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2566. - แหล่งข้อมูล : (อินเตอร์เน็ต), Hypochlorous Acid คืออะไร? วัดได้อย่างไรว่ามีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ, https://www.kangencenter.com/, สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2566. - แหล่งข้อมูล : สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย, การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลและเทคโนโลยี ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารและสุขอนามัยระหว่างสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย และทีมสำรวจ จากประเทศญี่ปุ่น (JICA’s Survey), วันที่ 23 พฤศจิกายน 2565.
30 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 บทความ อภิสราพร สมานทรัพย์* * นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ โรคหูดับ หรือ โรคสเตรปโตคอคคัส ซูอิส (Streptococcus suis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปกติจะมีอยู่ในหมู เกือบทุกตัว ซึ่งฝังตัวอยู่ในต่อมทอนซิลของหมู แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดโรค เว้นแต่เมื่อใดที่หมูมีร่างกายอ่อนแอ เครียด หรือป่วยด้วยโรคที่ไปกดภูมิคุ้มกัน แบคทีเรียตัวนี้ก็จะเพิ่มจำนวนและติดเชื้อในกระแสเลือดทำให้ป่วยและตายได้ในที่สุด เชื้อโรคหูดับ สามารถติดต่อเข้าสู่ร่างกายคนได้ 2 ทาง คือ จากการบริโภคเนื้อหมู เครื่องใน หรือเลือดที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุก เช่น ลาบ ลู่ ที่นิยมทำจากเนื้อหมูดิบๆ โดยใส่เลือดดิบ การรับประทานหมูกระทะที่ปิ้งย่างไม่สุกหรือใช้ตะเกียบคีบรวมกัน ระหว่างเนื้อที่ปรุงสุกแล้วกับที่เนื้อที่ยังดิบอยู่ และยังสามารถติดต่อผ่านทางบาดแผล รอยถลอก เยื่อบุตา จากการสัมผัส กับหมูที่เป็นโรคได้ด้วย การรายงานผู้ป่วยติดไข้หูดับเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศเดนมาร์คในปี พ.ศ. 2511 หลังจากนั้นก็พบผู้ป่วยติดเชื้อนี้ จํานวนเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีการเลี้ยงหมูกันอย่างหนาแน่น รวมทั้งประเทศไทยด้วย ข้อมูลรายงานสถานการณ์โรคหูดับในประเทศไทย จากกองระบาดวิทยากรมควบคุมโรค 5 ปีย้อนหลัง พบสถิติการเกิดโรค และการเสียชีวิต ดังนี้ ปี พ.ศ. 2561 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ จำนวน 317 ราย เสียชีวิต 29 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ อายุ มากกว่า 65 ปี รองลงมา 55 - 64 ปี และ 45 - 54 ปี ตามลำดับ ส่วนภาคที่มีผู้ป่วยมากที่สุด คือ ภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ นครสวรรค์ นครราชสีมา กำแพงเพชร ตามลำดับ รับประทานหมูสุกๆ ดิบๆ เสี่ยงป่วยโรคไข้หูดับ (ภาพประกอบ จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข)
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 31 บทความ ปี พ.ศ. 2562 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ จำนวน 377 ราย เสียชีวิต 29 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 55 - 64 ปี และ 45 - 54 ปี ตามลำดับ ส่วนภาคที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือ ภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ นครสวรรค์นครราชสีมา อุตรดิถต์ ตามลำดับ ปี พ.ศ. 2563 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ จำนวน 344 ราย เสียชีวิต 11 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 55 - 64 ปี และ 45 - 54 ปี ตามลำดับ ส่วนภาคที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ นครราชสีมา ลำปาง กำแพงเพชร ตามลำดับ ปี พ.ศ. 2564 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ จำนวน 586 ราย เสียชีวิต 24 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 55 - 64 ปี และ 45 - 54 ปี ตามลำดับ ส่วนภาคที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ นครราชสีมา ลำปาง อุตรดิถต์และพะเยา ตามลำดับ ปี พ.ศ. 2565 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ จำนวน 378 ราย เสียชีวิต 8 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 55 - 64 ปี และ 45 - 54 ปี ตามลำดับ ส่วนภาคที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ นครราชสีมา เชียงใหม่ เชียงราย ตามลำดับ แผนภูมิแสดงสถิติการป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้หูดับ ปี พ.ศ. 2561 - 2565 อาการที่พบ อาการที่พบในคนที่ติดเชื้อไข้หูดับ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ คอแข็ง คลื่นเหียน อาเจียน บางรายแสดงอาการไข้ร่วมกับมีผื่น หลอดเลือดอักเสบ อุจจาระร่วงบางรายติดเชื้อที่เยื่อหุ้มหัวใจ เยื่อหุ้มสมอง ติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้เมื่อมีอาการดังกล่าวขอให้รีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการกินหมูดิบและสัมผัสเนื้อหมูให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์และวินิจฉัยได้เร็ว จะช่วยลดอัตราการเกิดหูหนวกและการเสียชีวิตได้
32 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 ข้อแนะนำในการป้องการการเกิดโรคไข้หูดับ เพื่อให้ประชาชนบริโภคเนื้อสัตว์ต่างๆ ได้อย่าง ปลอดภัย ประชาชนจึงควรมีความรู้ในการป้องกัน ตนเอง ดังนี้ ต้องเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่สดใหม่ มีสีตาม ธรรมชาติ ไม่มีเม็ดสาคูหรือตัวอ่อนของพยาธิฝังอยู่ และเลือกซื้อจากสถานที่จำหน่ายที่ได้มาตรฐาน มีตราสัญลักษณ์รับรองของทางราชการ ล้างทำความสะอาดเนื้อสัตว์ก่อนนำมาปรุง หากพบว่ามีความผิดปกติ ของสภาพ สี กลิ่น ไม่ควรนำมาปรุงเป็นอาหาร หลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ดิบ หรือ สุกๆ ดิบๆ และปรุงเนื้อสัตว์ให้สุกอย่างทั่วถึงด้วย ความร้อนทุกครั้ง เพื่อทำลายเชื้อโรคหรือตัวอ่อนพยาธิ ควรแยกใช้ระหว่างเนื้อที่สุกแล้วกับเนื้อดิบ โดยเฉพาะ เขียง ที่คีบ และตะเกียบ เพราะการใช้ อปุกรณ์ร่วมกันจะทำให้เชื้อโรคจากเนื้อดิบมาปนเปื้อน ในเนื้อที่สุกได้ ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดก่อน และหลังเตรียมหรือปรุงอาหาร (ภาพประกอบจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) หากเกิดอาการเจ็บป่วยหลังการบริโภคเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ หรือสัมผัสสัตว์ป่วยควรไปพบแพทย์ทันที ... เอกสารอ้างอิง 1. รายงานโรคในระบบเฝ้าระวัง 506 Streptococcus suisปี พ.ศ. 2561 - 2565 สํานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 2. กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนกินเลี้ยงเทศกาลปีใหม่ หลีกเลี่ยงหมูสุกๆ ดิบๆ เสี่ยงป่วย โรคไข้หูดับ อาจทำให้ หูหนวกถาวรได้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขวันที่ 24 ธันวาคม 2562 3. ไข้หูดับ กลุ่มแบคทีเรียวิทยาทางการแพทย์สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 4. กรมอนามัย แนะ 5 วิธี กินหมูกะทะ - ปิ้ง - ย่าง ให้ปลอดภัย จาก “ไข้หูดับ” และ “มะเร็ง” AnamaiMedia กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 28 ธันวาคม 2565 บทความ
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 33 โดย...สุชาติ สุขเจริญ* “เสริมทักษะการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ผู้สัมผัสอาหารรับการท่องเที่ยวไทย” คุณปิยะดา(พี่จิ๋ม)ควรหา นายกสมาคมผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มจังหวัดระยอง เข้าร่วมประชุมและส่งเสริมให้ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารพัฒนา ด้านสุขาภิบาลอาหารและการให้บริการแพทย์ฉุกเฉินเน้นความปลอดภัยด้านจัดบริการอาหารที่สะอาดการันตีด้วยมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร พร้อมเสริมทักษะการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2565 * นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ “อำเภอนางรอง ศักยภาพไม่เคยเป็นรอง” สมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารจัดการประชุมภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการร้านอาหาร ครั้งที่ 5/2565 : สมาชิก 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมโซคูล แกรนด์ นางรอง บุรีรัมย์ โดยมี น.ส.เพชรรัตน์ ภูมาศ นายอำเภอนางรอง เป็นประธานเปิดการประชุมฯ อาจารย์เสน่ห์ สมศรี นายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร กล่าววัตถุประสงค์การจัดงาน โดยมีอุปนายกและสมาชิก เข้าร่วมประชุมจำนวน 250 คน พร้อมส่งเสริม สนับสนุน ให้สมาคมฯ ร่วมขับเคลื่อนร้านอาหารให้๋ผ่านมาตรฐาน Clean Food Good Taste และ Clean Food Good Taste Plus ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 16 - 17 พฤศจิกายน 2565 “สามัคคีคือพลัง” คุณพี่บุญมี ศรีสุข นายกสมาคมธุรกิจการอาหารจังหวัดฉะเชิงเทรา ประชุมคณะกรรมการสมาคมฯ เพื่อเตรียมจัด กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ณ ร้านบ้านเพิ่มบุญ
34 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 “อนุโมทนาบุญ” คุณสัมพันธ์ (เฮียอ้วน) บ่อเจริญกุล ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารและแผงลอยจังหวัดแพร่ และคุณเฉลิมพันธ์ (เฮียบ๊วย) เหล่าสมบูรณ์ ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารและแผงลอยเทศบาลเมืองแพร่ พร้อมสมาชิกชมรมฯ ทำบุญทอดกฐิน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ณ วัดต้นหนุน ตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอง จังหวัดแพร่ “ประชุมสัญจร อาหารปลอดภัย” นายวิฑูร อินทจันท์ นายกสมาคมการค้าธุรกิจอาหาร และ ดร.ณัจยา แก้วนุ้ย ผู้จัดการโครงการฯจัดประชุมสัญจรสมาชิกสมาคมการค้าธุรกิจอาหารและจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านงานเทศกาล อาหารปลอดภัยและการวางแผนดำเนินงานของภาคีเครือข่ายเมื่อวันที่ 29 - 30 ตุลาคม 2565 ณ ห้องประชุม สวนอาหารพรนภา จังหวัดสุรินทร์ เรื่องเล่า...ข่าวชมรม
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 35 เกาะประเด็นร้อน เสี่ยงติดโรคทางน้ำลาย อยู่ในน้ำลายโพรงจมูก ลำคอ ได้แก่ โรคที่เกี่ยวกับระบบ ทางเดินหายใจ หรือเชื้อจากแผลบริเวณริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม หรือโรคเหงือกและฟันอักเสบ ซึ่งโดยปกติ ในปากและน้ำลายของแต่ละคนมีเอนไซม์และมีภูมิคุ้มกัน ตามธรรมชาติได้บางส่วน แต่ไม่สามารถป้องกันโรคได้ ทั้งหมด ทำให้การติดโรคทางน้ำลายมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณความรุนแรงของเชื้อ และมีโอกาสติดเชื้อสูง ในกรณีที่ผู้รับเชื้อมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำ หรือผู้รับเชื้อมีแผลในปาก มีเชื้อราในปาก เหงือกอักเสบ ก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คางทูม ไวรัสตับอักเสบเอและอี โรคติดเชื้อโควิด 19 รวมทั้งยังเสี่ยงกับโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัสในน้ำลายอื่นๆ ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เป็นอย่างยิ่ง “ทั้งนี้การทำกิจกรรมการรับน้องที่เหมาะสมและ สร้างสรรค์มีหลากหลายรูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และชุมชน เช่น จิตอาสาทำความสะอาดวัด เก็บ คัดแยก ขยะในชุมชน กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการแสดงออกถึง ความรักใคร่กลมเกลียวสมัครสมานสามัคคีได้มากกว่า การรับน้องที่ใช้วิธีการที่เสี่ยงต่อการติดโรคและส่งผล กระทบต่อสุขภาพตามมา อย่างการกินไข่ดิบโดยใช้ปาก ส่งต่อกัน หรือดื่มน้ำสาบานโดยใช้หลอดร่วมกันเทียบได้กับ การกินอาหารโดยไม่ใช้ช้อนกลางทำให้มีโอกาสติดโรค ได้เช่นกัน” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว ... นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดี กรมอนามัย กล่าวว่า จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ กิจกรรมรับน้องที่ให้รุ่นน้องอมไข่ดิบส่งต่อปากต่อปาก จนถึงคนสุดท้ายแล้วให้กินนั้น ถือเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยง สูงมาก เพราะไข่ดิบอาจปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิด อันตรายต่อสุขภาพ ส่วนไข่ขาวดิบเมื่อบริโภคเข้าไปจะ ขัดขวางการดูดซึมไบโอติน ซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งใน ลำไส้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินบีชนิดนั้น ไปใช้ประโยชน์ได้ จึงได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ อีกทั้งปาก เป็นช่องทางการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยโรคหลายชนิด กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือน กินไข่ดิบส่งต่อปากต่อปาก เสี่ยงปนเปื้อน เชื้อจุลินทรีย์อันตราย และโรคติดต่อทางน้ำลาย แนะเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง กรมอนามัย / 23 กันยายน 2565 กรมอนามัย เตือน พฤติกรรมส่งไข่ดิบ ปากต่อปาก
36 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 การแพทย์เท่านั้น ห้ามนำมาใส่อาหารเพื่อรักษาสภาพ อาหาร ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 151 (พ.ศ. 2536) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 กำหนดให้สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์หรือฟอร์มาลิน เป็น วัตถุห้ามใช้ในอาหาร ผู้ใช้สารนี้กับอาหาร หรือทำให้ อาหารนั้นเกิดพิษภัยต่อผู้บริโภค จัดเป็นการผลิตจำหน่าย อาหารไม่บริสุทธิ์ หากตรวจพบการกระทำดังกล่าว จะต้อง ถูกดำเนินการตามกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายแพทย์อรรถพล กล่าวต่อว่า กรมอนามัย ได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่นำโดยทีมหน่วยตรวจสอบเคลื่อนที่ เพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร (Mobile Unit) และ กรมอนามัย เตือน! ผู้ประกอบการนำหมูแช่ฟอร์มาลินมาจำหน่าย มีโทษทั้งจำทั้งปรับ นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดี กรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ ชลบุรี กรมปศุสัตว์ ตรวจสอบสถานประกอบกิจการผลิต แปรรูปวัตถุดิบเนื้อและเครื่องในสัตว์ที่จังหวัดชลบุรี พบว่า มีการลักลอบผลิตวัตถุดิบชิ้นส่วนเนื้อสัตว์ แช่ในถังน้ำ ผสมฟอร์มาลินส่งขายร้านหมูกะทะ และร้านอาหารนั้น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงขอเตือนผู้ประกอบการ ระมัดระวังการนำวัตถุดิบดังกล่าวมาจำหน่าย เนื่องจาก สารฟอร์มาลินถูกนำมาใช้ในทางอุตสาหกรรมและทาง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือน ผู้ประกอบการนำหมูแช่ฟอร์มาลินมาจำหน่าย อาจมีโทษตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากเป็นสารที่ห้ามใช้ในอาหาร ถ้าตรวจพบการกระทำดังกล่าว จะถูกดำเนินการตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เกาะประเด็นร้อน
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 37 กรมอนามัย / 7 ธันวาคม 2565 เกาะประเด็นร้อน ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี สุ่มตรวจสารปนเปื้อน ในอาหารที่ร้านหมูกะทะ จำนวน 9 ร้าน แบ่งเป็นโซนบางแสน 3 ร้าน ตัวเมืองชลบุรี 3 ร้าน และนิคมอมตะนคร 3 ร้าน จำนวน 45 ตัวอย่าง พบมีผลบวก จำนวน 10 ตัวอย่าง โดยพบในปลาหมึกกรอบ และสไบนาง ซึ่งต้องส่งตรวจ ทางห้องปฏิบัติการที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ชลบุรีเพื่อยืนยัน อีกครั้ง แต่ยังไม่พบสารฟอร์มาลินในเนื้อหมู นอกจากนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ยังได้สั่งการไปยัง สำนักงานสาธารณสุขอำเภอทุกอำเภอ เก็บตัวอย่าง อาหารสดที่มีโอกาสจะใส่สารฟอร์มาลิน อำเภอละ 10 ตัวอย่างเพื่อส่งต่อให้กับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 6 ชลบุรี ตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยของประชาชน “ทั้งนี้ หากประชาชนกินอาหารที่ปนเปื้อนฟอร์มาลิน เข้าไปในปริมาณมากก็จะเกิดพิษต่อระบบทางเดินอาหาร มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ปากและคอแห้ง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง อย่าง รุนแรง กระเพาะอาหารอักเสบเป็นแผล หากได้รับ ในรูปของไอระเหยหรือสูดดมจะมีฤทธิ์ทำลายระบบ ทางเดินหายใจ ทำให้หลอดลมบวม แสบจมูก เจ็บคอ ไอ หายใจไม่ออก ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด ถึงขั้นเสียชีวิต หากสัมผัสสารนี้โดยตรงจะทำให้ผิวหนังระคายเคือง เกิดผื่นคัน เป็นผื่นแดงเหมือนลมพิษจนถึงผิวหนังไหม้ หรือหากสัมผัสที่ดวงตาจะระคายเคืองมากทำให้เป็น แผลได้ โดยเฉพาะ พ่อค้า แม่ค้า ที่จำหน่ายอาหารแช่สาร ฟอร์มาลินมีโอกาสสูดดมไอระเหยของสารฟอร์มาลินที่ออก จากน้ำแช่ได้ตลอดเวลา จึงขอแนะนำประชาชนที่นิยมกิน อาหารนอกบ้าน ก่อนกินเนื้อหมู เนื้อวัว หรืออาหารทะเล ทุกครั้ง ควรสังเกตว่าลักษณะเนื้อนั้นสดผิดปกติหรือไม่ เพราะถ้ามีกลิ่นฉุนๆ แปลกๆ แสบจมูก ก็ไม่ควรบริโภค แต่หากไม่มั่นใจในร้านอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานควรเลือก ปรุงประกอบอาหารเอง โดยเลือกซื้อวัตถุดิบประกอบอาหาร จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ตลาดสดน่าซื้อของกรมอนามัย และให้เลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หลีกเลี่ยงการกินดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว ...
38 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 เกาะประเด็นร้อน นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดี กรมอนามัย กล่าวว่า จากกรณีที่โลกโซเชียลมีการโพสต์ ภาพซองกระดาษใส่ขนมเครป โดยตัวซองบรรจุเป็นกล่อง บรรจุชุดตรวจ ATK จนกลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์นั้น กรมอนามัยขอแจ้งว่าการนำกล่อง ATK มาใส่อาหาร ถือว่ามีความเสี่ยงในหลายๆ ด้าน และไม่ถูกสุขอนามัย เนื่องจากกล่องชุดตรวจ ATK ไม่ได้ผลิตมาเพื่อบรรจุอาหาร และกระดาษบางประเภทมีสารอันตรายตกค้างสามารถ แพร่กระจายเข้าสู่อาหารได้ โดยสารอันตรายที่อาจตกค้าง ในกระดาษสัมผัสแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์ เรื้อรังต่อร่างกาย เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม หากได้รับ ในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน และ กลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิกแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่ม พทาเลต สีเอโซ โดยเฉพาะเบนโซฟีโนน ซึ่งเป็นสารตัวเริ่ม ปฏิกิริยาด้วยแสง (photo - initiator) ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยา ในกระบวนการพอลิเมอร์ไรเซชัน เพื่อทำให้หมึกพิมพ์ แข็งตัวเป็นฟิล์มเคลือบบนวัสดุที่พิมพ์ และอาจตกค้าง อยู่บนกระดาษ ทำให้มีการปนเปื้อนในอาหารในระดับ ความเข้มข้นที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ร้านค้าจำหน่าย อาหารบางร้านยังนิยมนำอาหารร้อนใส่ในถุงกระดาษ ที่มีลายปริ๊นท์ตัวอักษรหรือลวดลายโดยขนมประเภท ทอดน้ำมันจะมีน้ำมันเป็นตัวช่วยละลายสารตะกั่ว จาก หมึกพิมพ์ให้มาปนเปื้อนในอาหาร อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจาง เป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร มีผลต่อระบบประสาท ส่วนกลาง การทำงานของไต และกล้ามเนื้อหยุดทำงาน กรมอนามัยแนะร้านอาหาร – สถานประกอบการ เลือกบรรจุภัณฑ์อาหารได้มาตรฐานสะอาด ปลอดภัย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ ร้านค้า สถานประกอบกิจการอาหาร ใส่ใจผู้บริโภค เลือกบรรจุภัณฑ์อาหาร ได้มาตรฐาน สะอาด และปลอดภัย ลดเสี่ยงเกิดอันตรายต่อสุขภาพ กรมอนามัย / 9 ธันวาคม 2565 จนเป็นอัมพาตได้ หากอาหารที่มีความร้อนจะละลาย สารพิษในหมึกพิมพ์ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า สามารถก่อมะเร็งได้อีกด้วย “ร้านค้าควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ในการเลือกบรรจุภัณฑ์ คือ 1) สุขอนามัยบรรจุภัณฑ์สำหรับ ใส่อาหารที่ดีต้องได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหาร (Food grade) โดยเริ่ม ตั้งแต่กระบวนการผลิต การเก็บเข้าคลังสินค้า การขนย้าย บรรจุภัณฑ์ต้องมีการปฏิบัติข้อบังคับว่าด้วยการจัดการ ความปลอดภัยด้านอาหารที่มีความเข้มงวดเพื่อส่งต่อ สุขอนามัยที่ดีไปยังผู้บริโภค 2) มีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันการเสียหายในระหว่างการขนส่ง สามารถ ย่อยสลายและนำมารีไซเคิลได้เพื่อลดปริมาณขยะ” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว ...
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 39 กรมอนามัย / 8 กันยายน 2565 สรุปขา่วสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย ย้ำ ไม่ระวังเสี่ยงเจอเห็ดพิษ กินเห็ดป่าช่วงหน้าฝน กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ย้ำกินเห็ดป่าช่วงหน้าฝน เน้นกินเห็ดที่คุ้นเคยได้คุณค่าทางโภชนาการ หลีกเลี่ยงเก็บ ซื้อ กินเห็ดที่ไม่รู้จัก อาจมีพิษอันตรายถึงชีวิต พร้อมวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนของทุกปีจะเป็นฤดูกาล เก็บเห็ดป่า เช่น เห็ดเผาะ เห็ดโคน เห็ดระโงก เห็ดตับเต่า เห็ดไค เป็นต้น ประชาชนจึงนิยมออกไปหาเห็ดป่ามาปรุง เป็นอาหารเพื่อลดรายจ่ายหรือนำมาจำหน่ายเป็นรายได้เสริมในครัวเรือน เห็ดเป็นอาหารประเภทผักที่มีพลังงานต่ำ แต่อุดมด้วยโปรตีน ใยอาหาร โปตัสเซียม และวิตามินต่างๆ คุณค่าทางโภชนาการของเห็ดแต่ละชนิดแตกต่างกัน ออกไป ส่วนใหญ่มีสรรพคุณช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการอักเสบของร่างกาย เพราะมีวิตามินบีและดีสูง ช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคบางชนิด เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน อัลไซเมอร์ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน และความดันโลหิตสูง อีกทั้งยังนำมาทำอาหารได้หลากหลาย เช่น ยำเห็ด สามอย่าง แกงเลียงเห็ด แกงอ่อมเห็ด ต้มยำเห็ด เป็นต้น ก่อนนำเห็ดมาปรุงประกอบอาหารต้องล้างน้ำให้สะอาด หลายๆ ครั้ง ปรุงให้สุกร้อนก่อนกินทุกครั้งด้วย นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ในช่วงฤดูฝนของทุกปีมักมี รายงานว่า พบชาวบ้านมีอาการแพ้และเจ็บป่วยจากสาเหตุกินเห็ดพิษเข้าไป เป็นประจำ จึงไม่ควรเก็บเห็ดที่ขึ้นใกล้โรงงานสารเคมี หรือเห็ดที่ขึ้นในบริเวณ พื้นที่ที่ทำการเกษตรโดยใช้สารเคมี เนื่องจากเห็ดสามารถดูดซับสารพิษได้ดี หากเห็นเห็ดชนิดใดที่ไม่แน่ใจกินได้หรือไม่ ก็ไม่ควรเก็บมา ให้เลือกกินเฉพาะ เห็ดที่รู้จักและคุ้นเคย หากไม่แน่ใจก็ไม่ควรกิน จะปลอดภัยที่สุด เพราะอาจ เป็นเห็ดพิษ หรือก่อให้เกิดอาการแพ้ และห้ามกินเห็ดดิบๆ โดยเด็ดขาด “ทั้งนี้ ลักษณะเห็ดพิษที่พอสังเกตได้ คือ มีสีสัน หากกินเห็ดเข้าไปแล้วมี อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยให้เตรียมน้ำอุ่น ผสมผงถ่าน activated charcoal แล้วดื่ม 2 แก้ว ซึ่งแก้วแรกให้ล้วงคอ ให้อาเจียนออกมาเสียก่อนแล้วจึงดื่มแก้วที่ 2 แล้วล้วงคอให้อาเจียนออกมา อีกครั้ง ไม่ควรใช้ไข่ขาวดิบจะยิ่งทำให้ผู้ป่วยท้องเสียเพิ่ม หรือติดเชื้อได้ จากนั้นให้รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที และแจ้งประวัติการกินเห็ด โดยละเอียด พร้อมนำตัวอย่างหรือภาพถ่ายเห็ดไปด้วย เพื่อรับการรักษา ได้อย่างถูกวิธี” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว ...
สรุปข่าวสุขาภิบาลอาหารและน้ำ 40 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 วันที่ 28 กันยายน 2565 นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย คณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานครลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเสริมพลัง และรณรงค์ “กินเจ อิ่มบุญ อิ่มใจ ปลอดภัย สุขภาพดี” ณ วงเวียนโอเดียน (ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ) และ บริเวณถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าเทศกาลกินเจปีนี้กระทรวงสาธารณสุข ยังคงให้ความสำคัญต่อมาตรการด้านอาหารปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคได้กินอาหารที่สะอาด และได้คุณค่า ทางโภชนาการ โดยเน้นย้ำมาตรฐานการปรุงประกอบอาหาร ตั้งแต่ขั้นตอนการล้างผักที่จะมาทำเมนูเจเพื่อลดการปนเปื้อน ยาฆ่าแมลง เพราะจากข้อมูลของสำนักส่งเสริมและสนับสนุนอาหารปลอดภัย (สสอป.) ที่สุ่มตรวจตัวอย่างผัก ผลไม้ โดย Mobile Unit ทั่วประเทศในตลาด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 - 7 กันยายน 2565) จำนวน 2,071 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนยาฆ่าแมลง จำนวน 29 ตัวอย่าง คิดเป็น ร้อยละ 1.40 ตัวอย่างที่พบ เช่น กะหล่ำปลี แตงกวา ผักกาดขาว คะน้า ถั่วฝักยาว ส้ม ดังนั้น ก่อนกินหรือก่อนนำผักและผลไม้มาปรุงอาหารต้องล้างให้สะอาดทุกครั้ง ด้วย 3 วิธี ดังนี้ วิธีที่ 1) ล้างด้วยน้ำไหลสามารถลดสารพิษได้ ร้อยละ 25 - 65 วิธีที่ 2) ล้างด้วยผงฟู หรือเบคกิ้งโซดา ช่วยลดสารพิษได้ร้อยละ 90 - 95 และ วิธีที่ 3) ล้างด้วยน้ำส้มสายชูช่วยลดสารพิษได้ ร้อยละ 60 - 84 จะช่วยให้ ผักและผลไม้คงความสด และยังสามารถล้างไข่พยาธิได้ สธ. คุมเข้มเทศกาลกินเจ เน้นอาหารสะอาด ปลอดภัย แนะ “ลด - เลี่ยง - แป้ง - มัน” เพื่อสุขภาพ
สรุปข่าวสุขาภิบาลอาหารและน้ำ Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 41 “สำหรับการเลือกซื้ออาหารเจทั้งแบบสำเร็จรูป อาหารคาว หวาน อาหารถุง และอาหารกระป๋อง ก่อนซื้อ ควรคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการ ราคา ความสะอาด ความปลอดภัย หากปรุงอาหารกินเอง อาจเลือกทำเมนูง่ายๆ ที่ได้คุณค่าทางโภชนาการ เช่น ลาบเห็ดเจ ที่ให้พลังงาน เพียง 121 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 5.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 23.1 กรัม ไขมัน 0.9 กรัม ใยอาหาร 1.5 กรัม โซเดียม 585.3 มิลลิกรัม วิตามินซี 2.03 มิลลิกรัม และเห็ดยังมี สรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัยต้านมะเร็ง ถือเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพอีกเมนูหนึ่ง นอกจากนี้ ขอความร่วมมือ ร้านค้าที่จำหน่ายอาหารเจลดการใช้โฟมบรรจุอาหารเปลี่ยนเป็นใช้ภาชนะ จากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้แทนพร้อมเน้นย้ำผู้บริโภคคุมเข้ม พฤติกรรมกินร้อน ใช้ช้อนกลางส่วนตัว และหมั่นล้างมือ เพื่อเป็นเกราะป้องกันโรค” รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว ทางด้าน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่ากรมอนามัยสนับสนุนให้ประชาชน ได้เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยราชการ เช่น ตลาดสด น่าซื้อ อาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean Food Good Taste) และ อาหารปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ (Street Food Good Health) ซึ่งปัจจุบันมีตลาดสดผ่านเกณฑ์รับรองมาตรฐาน ตลาดสดน่าซื้อ จำนวน 691 แห่ง ร้านอาหารผ่านเกณฑ์ อาหารสะอาด รสชาติอร่อยระดับดีมาก (Clean Food Good Taste plus) จำนวน 410 แห่ง และอาหารริมบาท วิถีผ่านเกณฑ์อาหารปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ (Street Food Good Health) จำนวน 165 แห่ง กรมอนามัย / 28 กันยายน 2565 “ทั้งนี้ ขอให้เลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับใช้ในการปรุงประกอบอาหารที่สะอาด ปลอดภัย จากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ ที่กล่าวข้างต้น ปรุงอาหารลดหวาน มัน เค็ม เน้นกินอาหารครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแป้งและไขมันมาก เพราะ อาหารเจส่วนใหญ่ประกอบด้วยแป้ง ธัญพืช ถั่ว งา เต้าหู้ อาจทำให้ขาดโปรตีนและธาตุเหล็กจึงควรเลือกพืชทดแทนโปรตีน ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง โปรตีนเกษตร เต้าหู้และผักใบเขียวเข้มซึ่งมีธาตุเหล็กสูง การกินผักผลไม้หลายสีจะเพิ่มวิตามิน และแร่ธาตุตามที่ร่างกายต้องการ” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว ...
สรุปข่าวสุขาภิบาลอาหารและน้ำ 42 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 กรมอนามัย...แนะ 6 ขั้นตอน ทำน้ำสะอาดใช้ช่วงน้ำท่วม ย้ำขวดพลาสติกใช้ซ้ำต้องไม่มีรอยขีดข่วน ไม่มีคราบสกปรก ต้องทำความสะอาดทุกครั้ง กรมอนามัย / 13 ตุลาคม 2565 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ 6 ขั้นตอนทำความสะอาดน้ำใช้ ไว้ใช้ในบ้านช่วงน้ำท่วมพร้อมเตือน นำขวดพลาสติกมาใช้ซ้ำ ควรเลือกที่ไม่มีรอยขีดข่วน ไม่มีคราบสกปรก และทำความสะอาดอย่างถูกวิธี นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในหลายจังหวัด น้ำป่าไหลหลากท่วมบ้านเรือนเป็นระยะเวลาหลายวัน ส่งผลให้ระบบประปาหรือน้ำบ่อตื้นไม่สามารถใช้งานได้ เพื่อให้ครัวเรือน มีน้ำสะอาดไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นำมาซักเสื้อผ้า ล้างสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนรวมไปถึงนำมาใช้อาบชำระล้างสิ่งสกปรก จากร่างกาย จึงขอแนะนำวิธีทำน้ำสะอาดอย่างง่ายๆไว้ใช้ในบ้านตามขั้นตอน คือ 1) ตักน้ำในบริเวณที่น้ำไม่เน่าเสียหรือมีกลิ่นเหม็น และบริเวณที่น้ำไหลไกลจากห้องน้ำห้องส้วมมาใส่ถังที่มีลักษณะทรงกระบอก เช่น ถังพลาสติก 50 - 100 ลิตร 2)ตักเอาเศษสิ่งของ ที่ปนมากับน้ำออกให้หมด เช่น ใบไม้ เศษไม้ เศษวัชพืช 3) ใช้มือจับก้อนสารส้มจุ่มลงไปในน้ำลึกประมาณ 2 ใน 3 ของความลึกน้ำในถัง และ 4) ใช้มือที่จับสารส้มกวนน้ำเป็นแนววงกลมให้สารส้มละลาย โดยช่วงแรกให้กวนเร็วจนสังเกตเห็นตะกอนที่เกิดขึ้น มีปริมาณมากแล้วจึงค่อยลดความเร็วในการกวนลงจนตะกอนมีขนาดใหญ่ให้หยุดกวนตั้งทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงจนตะกอน ตกสู่ก้นถัง 5) ค่อยๆ ตักน้ำใสส่วนบน หรือใช้วิธีกาลักน้ำ ถ่ายเทน้ำใสส่วนบนใส่ภาชนะที่สะอาด และวัดปริมาตรน้ำที่ได้ และ 6) หยดคลอรีนน้ำ 2 เปอร์เซ็นต์ หรือหยดทิพย์ที่กรมอนามัยจัดทำขึ้น ในปริมาณ 1 หยด ต่อน้ำ 1 ลิตร ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที โดยให้คลอรีนละลายในน้ำและฆ่าเชื้อโรคอย่างทั่วถึงก่อนนำน้ำมาใช้ “ทั้งนี้ น้ำที่ผ่านขั้นตอนการทำความสะอาดยังไม่เหมาะที่จะนำมาดื่ม หรือปรุงประกอบอาหาร แม้จะนำมาต้มผ่านความร้อน ก็ตาม เนื่องจากอาจจะมีสารเคมีบางชนิดปนเปื้อนมากับน้ำท่วม และความร้อนไม่สามารถทำลายได้ จึงเหมาะสำหรับใช้ทำ ความสะอาดภายในครัวเรือนเท่านั้น เช่น ซักเสื้อผ้า ล้างสิ่งของเครื่องใช้หรือ ใช้อาบน้ำ สำหรับน้ำบริโภคควรใช้น้ำดื่มบรรจุขวดแทนจะปลอดภัยที่สุด แต่เนื่องจากในช่วงน้ำท่วมผู้ประสบภัยอาจจะนำขวดพลาสติกมาใช้ซ้ำ ซึ่งบางครั้ง ไม่ได้ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะบริเวณปากขวดและฝาขวดที่เกิด จากการใช้ไม่ถูกสุขลักษณะ อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย และการขัดถู ขวดน้ำเพื่อทำความสะอาด อาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนหรือหากขวดน้ำตั้งอยู่ ในบริเวณที่มีความร้อน อาจทำให้ขวดพลาสติกเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดการปนเปื้อน สารเคมีจากขวดพลาสติกได้ ดังนั้น หากจำเป็นต้องนำขวดพลาสติกมาใช้ซ้ำ ควรทำความสะอาดให้ทั่วถึง และสังเกตลักษณะขวดหากพบรอยขีดข่วน คราบสกปรก ไม่ควรนำมาใช้ซ้ำอีก” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว ...
สรุปข่าวสุขาภิบาลอาหารและน้ำ Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 43 กรมอนามัย เตือน...สั่งซื้ออาหารออนไลน์ ระวังเชื้อรา - หมดอายุ แนะ...สังเกตก่อนบริโภค กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนผู้บริโภคที่นิยมสั่งซื้อ อาหารผ่านทางออนไลน์ระวังเสี่ยงเชื้อรา และให้สังเกตบรรจุภัณฑ์ หรือดูวันหมดอายุก่อนบริโภคทุกครั้ง นายแพทย์เอกขัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย และโฆษกกรมอนามัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชาชนนิยมซื้อสินค้า อุปโภคบริโภคผ่านแอปพลิเคชันทางออนไลน์กันมากขึ้น เพราะ สะดวก ประหยัดน้ำมันและไม่เสียเวลาในการเดินทาง อีกทั้งผู้ผลิต ยังนิยมจัดกลยุทธ์การตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทำให้ผู้บริโภคสั่งซื้อ อาหารนั้นบ่อยและมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว จึงควรระวังสินค้าเก่าเก็บที่อาจ เสี่ยงเชื้อราหากเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม เช่น เก็บไว้ในที่ชื้นเกินไปหรือ ไม่มีการอบให้แห้งดีพอ ก่อให้เกิดอะฟลาทอกซิน หากมีการบริโภคเข้าไปสะสมในปริมาณมากก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้ หรือในกรณีที่มีการแชร์ข้อความและรูปภาพประเด็นสั่งซื้อโดนัทจากห้างสรรพสินค้าผ่านแอปพลิเคชันแต่ได้รับของหมดอายุ ผ่านโซเชียลมีเดียนั้น แม้ว่าตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 การจำหน่ายอาหารที่หมดอายุยังไม่ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. อาหาร แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามกรณีดังกล่าว กรณีสั่งสินค้าทางออนไลน์ผู้บริโภคควรพิจารณาภาพประกอบการขายสินค้า อย่างละเอียด เพื่อเป็นการเลือกสินค้าที่มีคุณภาพเบื้องต้นรวมถึงเมื่อได้รับสินค้าควรสังเกตบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด มีฝาปิดมิดชิด ซองบรรจุไม่มีรูรั่ว และอ่านฉลากให้ครบถ้วน ตั้งแต่ชนิด ส่วนประกอบ วันเดือนปีที่ผลิต หรือวันเดือนปีที่หมดคุณภาพ ส่วนอาหารสด ก่อนที่จะนำมาปรุงประกอบอาหารควรล้างให้สะอาดเพื่อขจัดสิ่งปนเปื้อน และควรตรวจสอบวันหมดอายุก่อนนำมาบริโภคทุกครั้ง ซึ่งนอกจากผู้บริโภคควรสังเกตเรื่องความปลอดภัยของอาหารแล้ว หากพบอาหารที่สั่งมามีกลิ่นหรือสีที่เปลี่ยนไป ถึงแม้จะมองไม่เห็นว่ามีเชื้อราก็ตามไม่ควรนำมาบริโภค อะฟลาทอกซิน กรมอนามัย / 26 ตุลาคม 2565 “ทั้งนี้ กรณีการนำเสนอข่าวการสั่งซื้อโดนัท ซึ่งเป็นของทอดมีส่วนประกอบหลักทำจากแป้งและความหวานอร่อยของ โดนัทเกิดจากการปรุงรสชาติด้วยน้ำตาล รวมถึงบรรดาหน้าต่างๆ ของโดนัท ส่วนประกอบหลัก คือ น้ำตาลเช่นเดียวกันและ โดยเฉลี่ยโดนัท 1 ชิ้น น้ำหนักประมาณ 40 กรัม ให้พลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ168 กิโลแคลอรี จะมีน้ำตาลประมาณ 5.5 - 13.9 กรัม หากกินเป็นประจำเสี่ยงที่จะได้รับพลังงานและน้ำตาลเกินปริมาณที่แนะนำต่อวัน ดังนั้น การสั่งซื้ออาหารออนไลน์ จึงควรเลือกสั่งซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพร่วมด้วย” รองอธิบดีกรมอนามัยและโฆษกกรมอนามัย กล่าว ...
สรุปข่าวสุขาภิบาลอาหารและน้ำ 44 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 กรมอนามัย / 27 ตุลาคม 2565 กรมอนามัย เตือนพ่อค้า - แม่ค้า งดใช้ “ลวด-ลูกแมกซ์” ในบรรจุภัณฑ์อาหาร กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนพ่อค้า - แม่ค้า งดใช้ ‘ลวด - ลูกแม็กซ์’ ในบรรจุภัณฑ์อาหารเสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค หลังเกิดเหตุ เด็ก 8 ขวบ กินไก่ย่างแล้วกลืนลวดมัดปลายไม้ไก่ย่าง ต้องเร่งพบแพทย์เพื่อนำลวดออกมาอย่างปลอดภัย นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดี กรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการโพสเตือน เด็ก 8 ขวบ กินไก่ย่างกลืนลวดมัดปลายไม้ไก่ย่าง โดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บคอ โชคดีที่ผู้ปกครอง นำเข้าห้องฉุกเฉิน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้เครื่องมือ ส่องกล้องคีบนำลวดออกมาได้อย่างปลอดภัยนั้น กรมอนามัยจึงขอแจ้งเตือนพ่อค้าแม่ค้า ผู้จำหน่าย อาหาร ห้ามนำลวดหรือลูกแม็กซ์ มาใช้ในการบรรจุอาหาร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเฉพาะลวดมัด ปลายไม้ไก่ย่างเพราะเมื่อโดนความร้อนเป็นเวลานาน อาจมีสารปนเปื้อนได้ ควรใช้วัสดุที่มองเห็นได้ชัดเจน หรือเปลี่ยนเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถปิดล็อคได้ทันที และควรเลือกใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่เหมาะสม หรือ Food Grade รวมถึงผู้ประกอบการและผู้สัมผัสอาหารต้องผ่านการอบรมตามกฎหมายด้วย ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการเลือกซื้ออาหารที่มีลวดหรือลูกแม็กซ์ ในบรรจุภัณฑ์อาหาร เพราะอาจเผลอเคี้ยวหรือกลืนเข้าไปได้ “ทั้งนี้ กรณีที่เผลอกลืนลวดหรือลูกแม็กซ์ที่มี ขนาดเล็กลงไปแล้ว และไม่ได้ติดอยู่ที่บริเวณคอหอย และทอนซิล ลวด หรือลูกแม็กซ์ลงไปสู่กระเพาะอาหาร ปะปนไปกับอาหารที่ย่อยไม่หมด และเมื่อเคลื่อนเข้าสู่ ลำไส้ใหญ่ ก็จะปนอยู่ในอุจจาระโอกาสที่จะเกิดอันตราย ถือว่ามีน้อย แต่หากเป็นลวดหรือลูกแม็กซ์ขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะส่วนแหลมที่ยื่นออกมา อาจมีโอกาสไปติด ที่หูรูดส่วนบนของหลอดอาหาร หรือที่หูรูดส่วนล่าง ของหลอดอาหารส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บของเยื่อบุ และเกิดอันตรายได้ ซึ่งหากมีอาการเจ็บเวลากลืนอาหาร กลืนอาหารลำบาก และเจ็บกลางอก ให้รีบไปพบแพทย์ทันที” รองอธิบดีกรมอนามัยกล่าว ...
สรุปข่าวสุขาภิบาลอาหารและน้ำ Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 45 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ 5 วิธี กินปิ้ง - ย่าง ให้ปลอดภัย จากการแชร์ในโลกออกไลน์กินหมูกะทะแล้ว คาดว่าติดเชื้อโรค “สเตรปโตคอคคัส ซูอิส” หรือ “ไข้หูดับ” ย้ำ ทุกเมนูอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ ควรผ่านการปรุงให้สุกอย่างทั่วถึง เลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมัน ที่อาจทำให้เกิดสารก่อมะเร็งได้ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า หมูกะทะ หรือ อาหารปิ้ง - ย่าง เป็นเมนูที่ได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมากช่วงหน้าหนาว แต่แฝงด้วยอันตรายหาก “กิน” แบบไม่ปลอดภัยเพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โรค “สเตรปโตคอคคัส ซูอิส” หรือ “ไข้หูดับ” จากการกินเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ หรือใช้ตะเกียบคีบรวมกันระหว่างเนื้อที่ปรุงสุกแล้ว กับที่เนื้อที่ยังดิบอยู่ รวมทั้งเสี่ยงต่อการได้รับสารพีเอเอช หรือสารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbon) ซึ่งเป็นชนิดเดียว กับที่เกิดในควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ ควันบุหรี่ และ เตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม โดยสารนี้จะ พบในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารที่ปรุงด้วยการปิ้ง ย่าง หรือรมควันของเนื้อสัตว์ที่มีไขมันหรือมันเปลวติดอยู่ เช่น หมูย่างติดมัน เนื้อย่างติดมัน ไก่ย่างส่วนติดมัน เนื่องจาก ขณะปิ้งย่าง ไขมันหรือน้ำมันจะหยดไปบนเตาไฟ ทำให้ เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสารพีเอเอช ลอยขึ้นมาพร้อมเขม่าควันเกาะที่บริเวณผิวของอาหาร หากกินเข้าไปเป็นประจำจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็ง กรมอนามัย แนะ... 5 วิธี กินหมูกะทะ - ปิ้ง - ย่าง ให้ปลอดภัย จาก “ไข้หูดับ” และ “มะเร็ง”
สรุปข่าวสุขาภิบาลอาหารและน้ำ 46 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า กรมอนามัย จึงแนะนำ 5 วิธี กินหมูกะทะ หรือ อาหารปิ้ง - ย่าง อย่างปลอดภัย คือ 1) “สุกทั่วถึง”ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ประเภทใด ควรผ่านการปรุงให้สุกโดยใช้ความร้อนให้สุก อย่างทั่วถึงด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 นาที การนำเนื้อสัตว์ จุ่มลงไปเพียงไม่กี่วินาทีอาจจะทำให้เนื้อได้รับความร้อน ไม่ทั่วถึง และเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคได้ 2) “แยกใช้ อุปกรณ์” อุปกรณ์และภาชนะต้องเน้นย้ำเรื่องสุขอนามัย ควรแยกใช้ระหว่างเนื้อที่สุกแล้วกับเนื้อดิบ โดยเฉพาะ เขียง ที่คีบ และตะเกียบ เพราะการใช้อปุกรณ์ร่วมกัน จะทำให้เชื้อโรคจากเนื้อดิบมาปนเปื้อน กรมอนามัย / 28 ธันวาคม 2565 ในเนื้อที่สุกได้และระวังการนำตะเกียบที่ใช้คีบเนื้อดิบ คีบเนื้อสุก เข้าปาก 3) “เลือกเนื้อสัตว์” เลือกซื้อเนื้อสัตว์จาก แหล่งที่น่าเชื่อถือได้ หรือมีการรับรองความปลอดภัย จากหน่วยงานราชการ และเมื่อนำมาปรุงประกอบอาหาร เลือกเฉพาะส่วนหรือที่มีไขมันติดน้อยที่สุด หรือควร ตัดส่วนที่เป็นไขมันออกไปก่อนนำไปย่าง เพื่อลดไขมัน ที่จะไปหยดลงบนถ่าน และหลังปิ้งย่างควรหั่นส่วนที่ ไหม้เกรียมออกให้มากที่สุด ถ้าต้องปิ้งย่างบนเตาถ่าน ธรรมดา ควรใช้ถ่านที่อัดเป็นก้อน ไม่ควรใช้ถ่านป่นละเอียด หรืออาจใช้ฟืนที่เป็นไม้เนื้อแข็ง เพราะจะช่วยให้การเผาไหม้จะเกิดขึ้น อย่างช้าๆ 4) “ใบตองช่วย” อาจจะใช้ใบตองห่ออาหารก่อนทำการปิ้งย่าง ซึ่งนอกจากจะลด ปริมาณไขมัน จากอาหารที่หยดลงไปบนถ่านแล้วยังทำให้อาหารมีกลิ่นหอมใบตองด้วย 5) “เลือกร้านอาหาร” ควรเลือก ร้านที่ใช้อุปกรณ์และภาชนะในการปิ้ง ย่างแยกกันอย่างชัดเจน และใช้เตาที่สามารถลดหรือป้องกันน้ำมันหยดลงบนเตาไฟได้ เช่น เตาไฟฟ้าหรือเตาไร้ควัน ซึ่งสามารถควบคุมระดับความร้อนได้มากกว่าการใช้เตาถ่าน “ทั้งนี้ ควรเสริมผักและผลไม้เพื่อช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค และควรกินอาหารให้มีความหลากหลายในปริมาณ ที่พอดีกับร่างกาย สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวสายแคมป์ปิ้งหรือกางเต้นท์ต้องระมัดระวังอันตรายจากเตาไฟที่ใช้หลังกินเสร็จ ต้องมั่นใจว่าดับถ่านในเตาไฟจนสนิท เพราะอาจทำให้เกิดไฟไหม้หรือการใช้เตาไฟฟ้าต้องมั่นใจว่าอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในสภาพ ที่สมบูรณ์ สายไฟไม่ชำรุด เพราะอาจเสี่ยงทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้เช่นเดียวกัน” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว ...
Food and Water Sanitation Journal Vol. 14 No. 1 Oct 2022 - Mar 2023 47 กิจกรรมสุขาภิบาลอาหารและน้ำ พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ ระหว่างกรมอนามัย กับ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด วันที่ 12 กันยายน 2565 ณ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานใหญ่ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดี กรมอนามัย ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือกับ นายชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการ กลาง (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายอารยะ โรจนวณิชชากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหาร กรมอนามัย ร่วมพิธีลงนามในครั้งนี้ด้วย เพื่อพัฒนาขีดความ สามารถด้านการทดสอบและวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ พร้อมทั้งส่งเสริมงานวิจัยด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ในการเผยแพร่ข้อมูลที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แลกเปลี่ยน องค์ความรู้ในการยกระดับการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่ทันยุค ทันเหตุการณ์ รวมถึงรองรับเหตุการณ์ในอนาคต ที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย ทั้งนี้ ได้กำหนดแผนดำเนินงานระยะยาวร่วมกัน 3 ปี นับจากนี้ ได้แก่ 1) การตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและ การวิเคราะห์วิจัยการปนเปื้อนของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ในน้ำฝน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้น้ำฝนเป็นแหล่งน้ำ ทางเลือกรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำดิบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 2) การเฝ้าระวังสาร THC (Tetrahydrocannabinol) และ สาร CBD (Cannabidiol) ในอาหารปรุงสำเร็จที่มีการใช้กัญชา เป็นส่วนผสม 3) การเฝ้าระวังความปลอดภัยในอาหาร Street food 4) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการยกระดับทางห้องปฏิบัติการ และ 5) บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นหน่วยจัดอบรม หลักสูตรสุขาภิบาลอาหาร สำหรับผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารที่ได้รับการรับรองจากกรมอนามัย ...
48 วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 - มีนาคม 2566 กิจกรรมสุขาภิบาลอาหารและน้ำ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อน การดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพน้ำบริโภคของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร” โดยมีนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดี กรมอนามัย เป็นประธานเปิดการประชุม นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดี กรมอนามัย และผู้บริหารกรมอนามัยให้เกียรติ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมนายสมศักดิ์ ศิริวนารังสรรค์ ผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาล อาหารและน้ำ เป็นผู้กล่าวรายงานการประชุม และได้รับเกียรติจาก ดร.อภิสิทธิ์ พึ่งพร ผู้อำนวยการ โครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ความสำคัญและพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกี่ยวกับการจัดการคุณภาพน้ำบริโภคของโรงเรียน กพด.” ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่หน่วยงานต้นสังกัดโรงเรียน กพด. ทั้ง 7 สังกัด หน่วยสนองงานร่วมพัฒนาระบบผลิตน้ำ ของโรงเรียน ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา การประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และเจ้าหน้าที่กรมอนามัยที่รับผิดชอบงาน จำนวน 55 คน วัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระดมสมอง ในการแก้ไขปัญหา กำหนดทิศทางการพัฒนา และขับเคลื่อนการดำเนินงานการจัดการ คุณภาพน้ำบริโภคของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร เป้าหมายให้นักเรียนได้รับบริการน้ำที่สะอาด ปลอดภัยได้มาตรฐานอย่างยั่งยืน ตามสิทธิ ประโยชน์ที่เด็กและเยาวชนพึงจะได้รับ และ มุ่งสู่การบรรลุนโยบายรัฐบาล “จะไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง” และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านการจัดการน้ำสะอาด (SDG6) ของ องค์การสหประชาชาติ ... วันที่ 19 กันยายน 2565 ณ โรงแรมไมด้า งามวงศ์วาน จังหวัดนนทบุรี การประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพน้ำบริโภค ของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร”