The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30243

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เม รี, 2022-07-04 02:05:09

โครงสร้างภายนอกของดอก

รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30243

1

คำชแ้ี จงสำหรบั ผู้เรียน

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาชีววิทยา 3 ว30243 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่มที่ 3 โครงสร้างภายนอกของพืชดอก : ดอก สร้างข้ึน
เพื่อเป็นสือ่ ประกอบการจดั การเรยี นการสอน รายวิชาชีววิทยา 3 ว30243 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่
5 ท่ีมุ่งเน้นให้ผ้เู รยี นศึกษาดว้ ยตนเอง โดยผเู้ รียนจะเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ทตี่ ้ังไว้ ด้วย
การปฏบิ ตั ติ ามคำแนะนำต่อไปน้ี

1. ผู้เรียนศกึ ษาผลการเรียนรแู้ ละจดุ ประสงค์การเรียนรใู้ หเ้ ขา้ ใจ
2. ผเู้ รยี นต้องศกึ ษาเอกสารประกอบการเรยี นดว้ ยตนเอง
3. ผูเ้ รียนรว่ มอภปิ รายเกี่ยวกับประเด็นความรใู้ นเนือ้ หากบั ครูผู้สอน และซกั ถาม
ขอ้ สงสัย
4. เม่ือผูเ้ รยี นศกึ ษาเนอื้ หาจนเข้าใจแล้ว ทำแบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ แล้วตรวจ
คำตอบจากเฉลยในภาคผนวก บันทกึ คะแนนทไ่ี ด้ในแบบบนั ทกึ คะแนน
5. ประเมนิ ตนเองด้วยคะแนนจากแบบฝึกหดั และคะแนนจากแบบทดสอบ ต้องได้
คะแนนไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ 80 หากยงั ทำคะแนนไมถ่ ึงเกณฑท์ ีก่ ำหนด ให้ผู้เรยี นศกึ ษาเน้ือหา
ในเอกสารประกอบการเรียนและทำแบบทดสอบซำ้ จนผ่านเกณฑ์

2

ผลการเรยี นรู้

5. สงั เกตและวิเคราะห์เปรยี บเทียบโครงสร้างภายนอกของราก ลำต้น ใบ ดอก และผลของ
พืชดอกได้

7. นำความรู้เกี่ยวกับลักษณะโครงสร้างภายนอกของพืชดอกไปใช้ใน การสำรวจ
ตรวจสอบ และวิเคราะห์พืชตัวอยา่ งได้
จุดประสงค์ เรื่อง โครงสร้างภายนอกของพชื ดอก : ดอก

1. อธบิ ายส่วนประกอบของดอกได้
2. วิเคราะหแ์ ละระบุชนิดของดอกได้
3. วิเคราะหแ์ ละเปรยี บเทียบความแตกตา่ งของดอกชนิดตา่ งๆได้
4. สำรวจดอกของพืช วิเคราะห์และอธิบายโครงสร้างภายนอกของดอกของพืชตัวอย่างได้

“รบั ทราบจดุ ประสงคข์ องการ
เรยี นแลว้ กม็ าเริ่มต้นศึกษา
เนื้อหากนั เลย ดซู ิว่าดอกไมแ้ สน
สวยมีเรื่องราวอะไรให้เราเรียนรู้

กนั บา้ งเอ่ย...ลุยเลย!!!”

3

โครงสร้างภายนอกของพชื ดอก : ดอก

ดอก (flower) คือ กิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์ของพืชดอก
เจริญมาจากตาดอก อาจเกดิ ทปี่ ลายก่ิงหรือลำตน้ หรอื เกิดทีซ่ อกระหว่างลำต้นกับใบ หรือก่ิง
กับใบ เป็นโครงสร้างสำคัญที่ใช้ในการจัดจำแนกและตรวจสอบชนิดของพืชดอก ซึ่งต้อง
ศกึ ษาส่วนประกอบของดอกอยา่ งละเอียด

สว่ นประกอบของดอก

ดอก ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังน้ี (ภาพที่ 1)
1. ก้านดอก (peduncle) เป็นส่วนท่ีเชื่อมต่อกบั กิ่งหรือลำต้น พืชบางชนิดก้านดอก
ลดรปู ไม่มกี ้านดอก (sessile flower)
2. ฐานรองดอก (receptacle) อยูป่ ลายกา้ นดอก เปน็ ฐานท่ีรองรบั ดอก เกดิ จากปล้องที่
หดส้ันเข้า อาจมีการเปลีย่ นแปลงรูปรา่ งไปเพ่อื การดำรงชีวติ หรือเพื่อการขยายพันธ์ุ
3. ใบประดับหรือร้ิวประดบั (bract) เป็นใบพิเศษเกิดที่โคนก้านดอกหรือกา้ นช่อดอก
ตดิ กบั ฐานรองดอก มกี ารเปลย่ี นแปลงรูปร่างไปหลายแบบ อาจเปน็ ร้วิ เล็กๆ คล้ายกลีบเลี้ยง
หรอื มีสีสันสวยงามคล้ายกลีบดอก พชื แต่ละชนดิ อาจมหี รือไมม่ ใี บประดับก็ได้
4. กลีบเลี้ยง (sepal) จัดเรียงตัวเป็นวง เรียกวา่ วงกลบี เลี้ยง (calyx) โดยทั่วไปมักมี
สีเขียว ทำหน้าที่ห่อหุ้มและป้องกันอันตรายให้กับส่วนประกอบต่างๆ ของดอกที่อยู่ภายใน
ปอ้ งกนั อนั ตรายจากแมลงหรอื ศตั รพู ชื และชว่ ยป้องกนั การระเหยของน้ำ
5. กลบี ดอก (petal) จัดเรียงตัวเป็นวง เรียกวา่ วงกลีบดอก (corolla) โดยทั่วไปจะ
มสี ีสนั สวยงามสะดดุ ตา บางชนดิ มีตอ่ มนำ้ หวาน หรอื มกี ลิน่ หอม เพื่อลอ่ แมลงมาผสมเกสร
6. เกสรเพศผู้ (stamen) อยู่ในวงเกสรเพศผู้ (androecium) ถัดจากวงกลีบดอก
เข้าไปด้านใน เกสรเพศผู้ ประกอบด้วย ก้านชูอับเรณู (filament) และอับเรณู (anther)
ภายในมีละอองเรณู (pollen grain) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ของพืชดอก คือ
สเปริ ม์ (sperm)
7. เกสรเพศเมีย (pistil) อยู่ในวงเกสรเพศเมีย (gynoecium) เปน็ วงทีอ่ ยู่ในสดุ ของ
ดอก ประกอบด้วยยอดเกสรเพศเมีย (stigma) ยอดเกสรเพศเมีย (stigma) และรังไข่
(ovary) ซึง่ ภายในมีออวลุ (ovule) ทีม่ ีเซลล์ไข่ (egg) ซง่ึ เปน็ เซลล์สืบพันธ์เุ พศเมีย

4

ภาพที่ 1 ส่วนประกอบของดอกชบา
ท่ีมา : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถา่ ยภาพ

สว่ นประกอบทส่ี ำคัญของดอก
ดอกแบง่ ออกเป็น 4 ชั้น เรียงเปน็ วงจากรอบนอกไปสู่ศูนย์กลาง โดยองค์ประกอบในแต่
ละวง คือใบท่ีเปล่ียนแปลงไปทำหน้าทพ่ี ิเศษ ดังนี้
1. วงกลีบเลยี้ ง (calyx)

ประกอบดว้ ยกลบี เลย้ี ง ซึ่งกลบี เล้ยี งของพชื แบง่ เป็น 2 ชนิด คือ
1.1 กลีบเลี้ยงแยกจากกัน (polysepalous) คือ กลีบเลี้ยงแต่ละกลีบแยกจากกัน
อสิ ระ ไมม่ ีส่วนท่เี ชอื่ มติดกนั เชน่ กลบี เลยี้ งของดอกมะเขอื กลีบเลี้ยงของดอกกหุ ลาบ

5

ภาพท่ี 2 กลบี เลีย้ งแยกจากกันของดอกกุหลาบ
ที่มา : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

1.2 กลบี เลยี้ งเชื่อมตดิ กนั (gamosepalous) กลบี เล้ียงแต่ละกลบี เชือ่ มตดิ กัน ทำให้
แบง่ กลีบเลยี้ งเปน็ 2 สว่ น คอื

1) หลอดกลีบเลี้ยง (calyx tube) คือ กลีบเลี้ยงส่วนที่เชื่อมติดกัน หรือหลอม
รวมกนั เปน็ หลอด

2) แฉกกลีบเลย้ี ง (calyx lobe) คือ กลบี เลย้ี งสว่ นท่แี ยกออกเป็นแฉกหรอื เห็น
เป็นกลีบเช่น กลบี เลี้ยงของดอกชบา กลีบเล้ียงของดอกแคบา้ นดอกแดง (ภาพท่ี 3)

ภาพท่ี 3 กลีบเลีย้ งเชอื่ มติดกนั ของดอกแคบา้ นดอกแดง
ทมี่ า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

6

2. วงกลีบดอก (corolla)
ประกอบด้วยกลบี ดอก กลบี ดอกของพชื แบ่งเป็น 2 ชนดิ คอื
2.1 กลีบดอกแยกจากกัน (polypetalous) กลีบดอกแต่ละกลีบแยกเป็นอิสระ มี

รปู รา่ งแตกต่างกนั ดงั นี้
1) รูปกากบาท (cruciform) กลีบดอกมี 4 กลีบ แต่ละกลีบตั้งฉากกันเป็นรูป

กากบาท เชน่ ดอกคะน้า ดอกกวางตุ้งฮอ่ งเต้ (ภาพที่ 4)

ภาพท่ี 4 กลบี ดอกรปู กากบาทของดอกกวางตงุ้ ฮ่องเต้
ทีม่ า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถา่ ยภาพ

2) รูปดอกถั่ว (papilionaceous form) กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบกลางซึ่งอยู่ด้าน
นอกสุดมีขนาดใหญ่ที่สุด เรียกว่า สแตนดาร์ด (standard) มี 2 กลีบถัดไปขนาดเท่ากันอยู่
ดา้ นข้าง คลา้ ยปีกของผเี ส้ือ เรยี กว่า วิง (wing) และ มี 2 กลีบอยู่ชนั้ ในสุดมักเช่ือมติดกันเป็น
รูปเรอื หรือแยกจากกัน มีขนาดเล็กที่สุด เรยี กวา่ คลี (keel) เชน่ ดอกถัว่ ผี ดอกแคบ้านดอกแดง
(ภาพท่ี 5)

7

ภาพท่ี 5 กลีบดอกรูปดอกถั่วของดอกแคบา้ นดอกแดง
ท่ีมา : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถา่ ยภาพ

3) รปู ดอกกล้วยไม้ (orchidaceous form) กลบี เลย้ี งมี 3 กลีบ กลบี ดอกมี 3 กลีบ
ซ่งึ มสี สี นั และรูปร่างลักษณะใกล้เคียงกัน และมกี ลีบดอก 1 กลีบทม่ี ีรปู รา่ งเปน็ กระเปาะหรือ
มีลักษณะคล้ายปาก (lepped shape) เรียกว่า กลีบปาก (labellum หรือ lip) เช่น
กลว้ ยไม้รองเท้านารี ว่านหางช้าง กล้วยไม้หวาย (ภาพท่ี 6)

ภาพท่ี 6 กลีบดอกรปู ดอกกล้วยไม้ของกลว้ ยไม้หวาย
ที่มา : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถา่ ยภาพ

2.2 กลีบดอกเชอ่ื มติดกัน (gamopetalous) กลบี ดอกแตล่ ะกลีบเชอ่ื มตดิ กนั ส่วน
ที่เชื่อมติดกัน เรียกว่า หลอดกลีบดอก (corolla tube) และส่วนที่แยกเป็นแฉกหรือเป็น
กลีบ เรียกว่า แฉกกลีบดอก (corolla lobe) เช่น ดอกเข็ม ดอกพุดน้ำบุษย์ ดอกชวนชม
(ภาพที่ 7)

8

ภาพท่ี 7 กลีบดอกเชื่อมตดิ กันของดอกชวนชม
ทม่ี า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถา่ ยภาพ

ท้ังนี้ กลีบดอกท่ีเชือ่ มติดกนั มีรปู รา่ งท่ีแตกต่างกัน ดังน้ี
1) รูปกงล้อ (rotate form) กลีบดอกที่มีหลอดกลีบดอกสั้น แฉกกลีบดอกแผ่

กว้างเกือบเป็นวงกลม คลา้ ยวงลอ้ รถ เชน่ ดอกมะเขอื ดอกมะแว้ง ดอกมะอึก (ภาพท่ี 8)

ภาพท่ี 8 กลีบดอกรปู กงล้อของดอกมะอึก
ท่ีมา : กาญจนา คงเอยี ด 2561 : ถ่ายภาพ

2) รูปดอกเข็ม (salver form) กลีบดอกที่มีหลอดกลีบดอกเป็นท่อขนาดเล็ก
แฉกกลีบดอกแผอ่ อกตง้ั ฉากกับหลอดกลีบดอก เช่น ดอกเข็ม ดอกพุดพิชญา (ภาพที่ 9)

9

ภาพท่ี 9 กลบี ดอกรปู ดอกเขม็ ของดอกพุดพชิ ญา
ที่มา : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

3) รปู กรวย (funnel form) กลบี ดอกทม่ี ีหลอดกลบี ดอกรูปร่างคล้ายกรวย แฉก
กลีบดอกเชอื่ มติดกนั คล้ายแตรหรอื ลำโพง เชน่ ดอกแตรสวรรค์ ดอกผกั บุ้งรั้ว (ภาพท่ี 10)

ภาพที่ 10 กลบี ดอกรูปกรวยของดอกผักบุง้ ร้ัว
ทม่ี า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถา่ ยภาพ

10

4) รูประฆัง (campanulate form) หลอดกลีบดอกค่อนข้างกว้างเชื่อมติดกัน
คลา้ ยรปู ระฆัง ปลายหลอดคอ่ ยๆ ผายออกไปสูแ่ ฉกกลีบดอก เชน่ ดอกถว้ ยทอง (ภาพที่ 11)

ภาพท่ี 11 กลบี ดอกรปู ระฆังของดอกถ้วยทอง
ทม่ี า : ภาพดอกระฆังทอง, 2561 : เวบ็ ไซต์

5) รูปคนโท รูปโถ (urceolate form) กลีบดอกที่มีหลอดกลีบดอกพองออก
ตรงกลาง แฉกกลีบดอกมขี นาดเลก็ เช่น ดอกชอ่ ไขม่ ุก (ภาพที่ 12)

ภาพที่ 12 กลบี ดอกเป็นรูปคนโทของดอกชอ่ ไขม่ ุก
ทีม่ า : ภาพดอกช่อไขม่ ุก, 2561 : เวบ็ ไซต์

11

6) รูปหลอด (tubular form) กลีบดอกที่มีหลอดกลีบดอกเป็นหลอดหรือท่อ
แฉกกลีบดอกขนาดเล็ก เชน่ ดอกประทดั จนี ดอกอะกาปเิ ทส (Agapites sp.) (ภาพท่ี 13)

ภาพที่ 13 กลีบดอกรูปหลอดของดอกอะกาปิเทส
ทมี่ า : กาญจนา คงเอียด, 2553 : ถ่ายภาพ

7) รูปปากเปิด (bilabiate form) กลีบดอกที่มหี ลอดกลีบดอกยาวหรือสั้น แฉก
กลีบดอกเปิดออก 2 ซีก ขนาดไม่เท่ากันคล้ายปากเปิด เช่น ดอกศรีตรัง ดอกเสลดพังพอน
ดอกโหระพา ดอกแววมยรุ า (ภาพที่ 14)

ภาพที่ 14 กลีบดอกรปู ปากเปิดของดอกแววมยุรา
ทม่ี า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

12

8) รูปลิ้น (ligulate) กลีบดอกทุกกลีบเชื่อมติดกันเป็นแผ่นคล้ายลิ้น เช่น ดอก
ทานตะวนั ดอกดาวกระจาย (ภาพท่ี 15)

ภาพท่ี 15 กลีบดอกรูปลิ้นของดอกดาวกระจาย
ทม่ี า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

ในพืชบางชนิดวงกลบี เลี้ยงและวงกลบี ดอกไมม่ คี วามแตกต่างกันอยา่ งชัดเจน เรียก
วงกลีบนวี้ า่ วงกลีบรวม (perianth) กลีบแตล่ ะกลีบเรียกวา่ กลีบรวม (tepal) พบในดอกที่
มกี ลีบดอกและกลบี เลย้ี งลกั ษณะคลา้ ยกันหมด มีกลีบจำนวนมาก เช่น ดอกจำปี จำปา บัวสาย
(ภาพท่ี 16 ) หรือในพืชใบเลย้ี งเดี่ยวท่ีจะมีกลีบเล้ียงและกลบี ดอกคล้ายคลึงกนั แตเ่ รยี งเปน็ 2 วง
เชน่ ดอกพลับพลึง ลลิ ล่ี บัวจนี (ภาพท่ี 17) และในดอกบางชนิดไมม่ ีกลบี ดอก แต่มกี ลีบเล้ียงท่ี
ดูคล้ายกลีบดอก และมใี บประดบั ทีม่ สี ีสันสวยงามดคู ลา้ ยกลบี ดอก เชน่ ดอกพวงชมพู ดอก
เฟ่อื งฟา้ (ภาพที่ 18)

13

ภาพท่ี 16 กลีบรวมของดอกบัวสาย
ทม่ี า : กาญจนา คงเอยี ด 2561 : ถ่ายภาพ

ภาพท่ี 17 กลีบเลย้ี งและกลีบดอกคล้ายคลงึ กนั ของดอกบวั จีน
ทมี่ า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถา่ ยภาพ

14

ภาพที่ 18 ช่อดอกเฟื่องฟ้า ดอกยอ่ ยไมม่ กี ลีบดอก
ทม่ี า : กาญจนา คงเอยี ด 2561 : ถา่ ยภาพ

3. วงเกสรเพศผู้
เกสรเพศผู้ประกอบด้วยกา้ นชูอับเรณู (filament) และ อับเรณู (anther) ดังภาพ

ที่ 19 ดอกของพืชบางชนดิ ก้านชอู บั เรณูแยกจากกันเปน็ อสิ ระ เช่น ดอกพลับพลึง บางชนิด
ก้านชอู บั เรณูเช่ือมรวมกนั เปน็ หลอด แต่อบั เรณูแยกจากกนั เชน่ ดอกชบา บางชนิดอับเรณู
เชื่อมติดกันหนึ่งกลุ่ม และอีกอันหนึ่งแยกต่างหาก เช่น ดอกแค หรือในพืชกลุ่มกล้วยไม้มี
เกสรเพศผู้ 1 อัน มีการเชื่อมติดกันของส่วนของเกสรเพศผูบ้ างส่วน เช่น ส่วนของกา้ นเกสร
เพศผู้ กลายเป็นโครงสร้างทีเรยี กวา่ เส้าเกสร (column) ที่ส่วนปลายมีอับละอองเรณูเปน็
กอ้ นกลม (ภาพท่ี 20)

เกสรเพศผู้
เกสรเพศเมยี

ภาพที่ 19 ส่วนประกอบของเกสรเพศผู้
ที่มา : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถา่ ยภาพ

15

ภาพท่ี 20 เกสรเพศผู้ของดอกชนดิ ตา่ งๆ
ก. ก้านชอู ับเรณูแยกจากกนั ของดอกพลบั พลึง
ก. ก้านชอู ับเรณูเชื่อมรวมกนั เปน็ หลอดของดอกชบา
ข. กา้ นชอู ับเรณูเช่ือมติดกันหน่ึงกลมุ่ อีกอนั หน่งึ แยกของดอกถว่ั ชนดิ หนงึ่
ค. เสา้ เกสรของดอกกล้วยไม้

ท่ีมา : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

4. วงเกสรเพศเมีย
เกสรเพศเมีย ประกอบด้วย รงั ไข่ (ovary) ก้านเกสรเพศเมยี (style) และ ยอด

เกสรเพศเมีย (stigma) ดงั ภาพท่ี 21

16

ภาพท่ี 21 ส่วนประกอบของเกสรเพศเมีย
ที่มา : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

พชื แต่ละชนดิ มีตำแหน่งของรังไข่ ทแ่ี ตกต่างกัน ดงั น้ี
1) รังไข่เหนือวงกลีบ (superior ovary) ตำแหน่งของรังไข่ติดอยู่กับฐานรอง

ดอก อยเู่ หนือสว่ นอ่นื ๆของดอก เชน่ ดอกมะม่วง ดอกมะนาว ดอกเข็มปตั ตาเวยี (ภาพที่ 22)

ภาพท่ี 22 รงั ไขเ่ หนอื วงกลบี ของดอกเขม็ ปัตตาเวีย
ที่มา : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

2) รังไข่กึ่งใต้วงกลีบ (half-inferior ovary) ตำแหน่งของรังไข่อยู่กลางส่วน
อน่ื ๆ ของดอก เช่น ดอกกุหลาบ ดอกบัวสาย (ภาพท่ี 23)

17

ภาพที่ 23 รงั ไขก่ ึง่ ใตว้ งกลีบของดอกบวั สาย
ที่มา : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถา่ ยภาพ

3) รังไข่ใต้วงกลีบ (inferior ovary) ตำแน่งของรังไข่อยู่ใต้ส่วนอื่นๆ ของดอก
และรังไขม่ ักจะหลอมติดกับฐานรองดอก เชน่ ดอกแตงกวา ดอกเขม็ ดอกบวบ (ภาพท่ี 24)

ภาพท่ี 24 รังไขใ่ ตว้ งกลีบของดอกบวบ
ทม่ี า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

18

ชนดิ ของดอก (Flower types)
ดอกแบ่งออกเปน็ ชนิดตา่ งๆ ตามเกณฑ์ ดังน้ี
1. จำแนกตามสว่ นประกอบสำคญั ของดอก จำแนกโดยพิจารณาสว่ นประกอบท้ัง 4

ชั้น คือ วงกลีบเลี้ยง วงกลีบดอก วงเกสรเพศผู้ และวงเกสรเพศเมีย สามารถแบ่งดอกเป็น 2
ชนิด คือ

1.1. ดอกสมบูรณ์ (complete flower) เป็นดอกที่มีส่วนประกอบครบทั้งวงกลีบ
เลี้ยง วงกลีบดอก วงเกสรเพศผู้ และวงเกสรเพศเมีย เช่น ดอกชบา ดอกมะเขือ ดอกทุเรียน
ดอกชงโค (ภาพท่ี 25)

ภาพที่ 25 ดอกสมบูรณ์ของดอกชงโค ก. กลีบเลยี้ งและกลีบดอก ข. เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย
ทม่ี า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถา่ ยภาพ

1.2 ดอกไมส่ มบูรณ์ (incomplete flower) เปน็ ดอกทีม่ สี ว่ นประกอบไมค่ รบทั้ง
4 วง เชน่ ดอกฟักทอง ดอกมะละกอ ดอกหน้าววั ดอกเข็มปัตตาเวีย (ภาพท่ี 26)

ภาพที่ 26 ดอกไม่สมบรู ณ์ของดอกเขม็ ปตั ตาเวีย
ก. ดอกขาดเกสรเพศผู้
ข. ดอกขาดเกสรเพศเมีย

ท่ีมา : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถา่ ยภาพ

19

2. จำแนกตามลักษณะของเพศ พิจารณาเฉพาะส่วนสืบพันธุ์ คือ วงเกสรเพศผู้และ
วงเกสรเพศเมยี แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ คอื

2.1 ดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) เป็นดอกที่มีท้ังวงเกสรเพศผู้และวงเกสร
เพศเมีย เช่น ดอกกหุ ลาบ ดอกมะมว่ ง ดอกมะนาว (ภาพที่ 27)

ภาพที่ 27 ดอกสมบูรณ์เพศของดอกมะนาว
ทมี่ า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

2.2 ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect flower) เป็นดอกที่มีเพียงเพศใดเพศหนึ่ง
ดอกทม่ี ีเพยี งเกสรเพศผู้ เรยี กว่า ดอกเพศผู้ (staminate flower) ดอกท่มี เี พยี งเกสรเพศเมีย
เรียกว่า ดอกเพศเมีย (pistillate flower) เช่น ดอกตำลึง ดอกมะละกอ (ภาพที่ 28) และ
ดอกที่ไม่มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย เรียกว่า ดอกเป็นหมัน (sterile flower) เช่น
ดอกเป็นหมนั ในชอ่ ดอกพืชวงศท์ านตะวัน เช่น ดอกทานตะวนั ดอกบานชน่ื (ภาพที่ 29)

ภาพที่ 28 ดอกไม่สมบูรณเ์ พศดอกของมะละกอ
ก. ดอกเพศผู้
ข. ดอกเพศเมีย

ทมี่ า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

20

ภาพท่ี 29 ดอกเปน็ หมนั ในชอ่ ดอกบานชื่น
ทม่ี า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

3. จำแนกตามสมมาตรของดอก (Floral symmetry) แบง่ เป็น 2 ชนดิ คือ
3.1 ดอกสมมาตรตามรัศมี (regular flower หรือ actinomorphic flower) คือ

ดอกที่เมื่อแบ่งผ่านศูนย์กลางแล้วจะได้ 2 ส่วนที่เหมือนกันทุกประการทุกระนาบ เรียก
สมมาตรของดอกแบบนี้ว่า สมมาตรตามรัศมี (radial symmetry) เช่น ดอกทานตะวัน
ดอกพดุ ตาน ดอกบวั สาย ดอกบานเช้า (ภาพท่ี 30)

ภาพท่ี 30 ดอกสมมาตรตามรศั มีของดอกบานเช้า
ทมี่ า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

21

3.2 ดอกสมมาตรด้านข้าง (irregular flower หรือ zygomorphic flower) คือ
ดอกที่เมื่อแบ่งผ่านศูนย์กลางแล้วจะได้ 2 ส่วนที่เหมือนกันทุกประการเพียงระนาบเดียว
เรียกสมมาตรของดอกแบบนี้ว่า สมมาตรด้านข้าง (bilateral symmetry) เช่น ดอกแค
ดอกกล้วยไม้รองเท้านารี (ภาพท่ี 31)

ภาพที่ 31 ดอกสมมาตรด้านข้างของดอกกล้วยไมร้ องเทา้ นารี
ท่มี า : กาญจนา คงเอยี ด , 2561 : ถา่ ยภาพ

4. จำแนกตามจำนวนดอกต่อก้านดอก แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
4.1 ดอกเด่ียว (solitary flower) เปน็ ดอกทม่ี ีเพยี งดอกเดียวตอ่ หนึ่งก้านดอก เช่น

ดอกชบา ดอกพรู่ ะหง ดอกพดุ ตาน (ภาพท่ี 32)

ภาพท่ี 32 ดอกเดย่ี วของดอกพดุ ตาน
ทีม่ า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถา่ ยภาพ

22

4.2 ช่อดอก (inflorescence) เป็นกลุ่มของดอกท่ีมีดอกย่อยมากกว่าหนึ่งดอกอยู่
บนก้านช่อดอกเดยี วกนั เช่น ดอกตะแบก ดอกมะมว่ ง ดอกจามจุรี ดอกกล้วยไม้

4.2.1 ส่วนประกอบของช่อดอก
ลักษณะทวั่ ไปของชอ่ ดอก (ภาพที่ 33) ประกอบดว้ ย
1) ก้านช่อดอก (peduncle) เป็นก้านของช่อดอก มีดอกย่อย

มากกวา่ 1 ดอกตดิ อยู่
2) แกนกลางช่อดอก (rachis) เปน็ แกนกลางท่ตี ดิ ของดอกย่อย
3) ก้านดอกย่อย (pedicel) เป็นกา้ นของดอกยอ่ ยในชอ่ ดอก พชื แต่

ละชนดิ อาจมีหรือไมม่ ีก็ได้
4) ใบประดับยอ่ ย (bracteole) เป็นใบประดบั ของดอกยอ่ ย พืชแต่

ละชนดิ อาจมหี รอื ไมม่ ีกไ็ ด้
5) ดอกย่อย (floret) เป็นดอกท่ีอยู่บนช่อดอก

ภาพท่ี 33 ส่วนประกอบของช่อดอก
ท่มี า : ภาพชอ่ ดอกกลว้ ยไม้, 2561 : เว็บไซต์

4.2.2 ชนิดของชอ่ ดอก (Inflorescence types)
ชอ่ ดอกแบ่งออกเปน็ 4 ชนดิ ย่อย ไดแ้ ก่ ช่อดอกแบบชอ่ กระจะ ชอ่ ดอก

แบบกระจุก ชอ่ ดอกแบบผสม และช่อดอกแบบพิเศษ ดงั น้ี

23

1) ช่อดอกแบบชอ่ กระจะ (racemose type) เป็นช่อดอกทีด่ อกย่อย
ด้านล่างสุดเกิดก่อนและบานก่อนดอกที่ปลายช่อ หรือดอกย่อยด้านข้างเกิดก่อนและบาน
กอ่ นดอกย่อยทีด่ า้ นในเขา้ ไปถงึ กลางดอก แบง่ ย่อยได้ ดังนี้

1.1) ช่อกระจะ (raceme) เป็นช่อดอกที่มีแกนกลางยาว
ดอกย่อยมีก้านดอกย่อยยาวเกือบเท่ากัน ดอกย่อยด้านล่างบานก่อนดอกย่อยด้านบน เช่น
ช่อดอกกล้วยไม้ ชอ่ ดอกกุม่ น้ำ ช่อดอกหางนกยงู ไทย (ภาพท่ี 34)

ภาพที่ 34 ช่อกระจะของดอกหางนกยูงไทย
ท่มี า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

1.2) ช่อเชิงลด (spike) เป็นชอ่ ดอกที่มแี กนกลางช่อดอกยาว
ดอกย่อยทีโ่ คนช่อบานกอ่ นดอกย่อยท่ปี ลายช่อ คลา้ ยชอ่ กระจะ แต่ดอกยอ่ ยไมม่ ีกา้ นดอกย่อย
เชน่ ช่อดอกกระถินณรงค์ ชอ่ ดอกแปรงล้างขวด (ภาพท่ี 35)

24

ภาพที่ 35 ชอ่ เชงิ ลดของดอกแปรงลา้ งขวด

ทม่ี า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

1.3) ช่อเชิงลดมีกาบ (spadix) เป็นช่อดอกที่มีแกนกลาง
อวบเป็นเนื้อ ดอกย่อยไม่มีก้านดอกย่อย มีใบประดับขนาดใหญ่ (spath) รองรับช่อดอก
เชน่ ชอ่ ดอกบอนสี ช่อดอกหนา้ ววั (ภาพท่ี 36)

ภาพท่ี 36 ชอ่ เชิงลดมกี าบของดอกหนา้ ววั
ท่ีมา : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

25

1.4) ช่อหางกระรอก (catkin) เป็นช่อดอกที่แกนกลางยาว
ก้านดอกย่อยสัน้ หรือไม่มี ดอกย่อยมขี นาดเลก็ ไมม่ กี ลีบดอก มเี พียงเพศเดียว ชอ่ ดอกมกั จะ
ห้อยลง เช่น ช่อดอกมะไฟ ชอ่ ดอกหางกระรอกแดง (ภาพท่ี 37)

ภาพที่ 37 ช่อแบบหางกระรอกของดอกหางกระรอกแดง
ท่ีมา : กาญจนา คงเอียด , 2561 : ถ่ายภาพ

1.5) ช่อเชิงหลั่น (corymb) เป็นช่อดอกที่มีแกนกลางยาว
ดอกย่อยออกสลับท้ัง 2 ข้างของแกน โดยดอกล่างสุดมีก้านยาวที่สุดและลดหลั่นกันไปเป็น
ลำดับ ทำให้ดอกย่อยทุกดอกขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกันหมด การบานจะเริ่มจากดอกที่อยู่
นอกสุด เขา้ ไปหากลางช่อ เชน่ ช่อดอกขเี้ หลก็ ไทย (ภาพท่ี 38)

ภาพที่ 38 ช่อเชงิ หล่ันของดอกข้เี หลก็ ไทย
ทมี่ า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถา่ ยภาพ

26

1.6) ช่อแยกแขนง (panicle) เป็นช่อดอกที่แกนกลางของ
ช่อแตกแขนงยอ่ ยซ้อนกันหลายชัน้ อาจเปน็ ช่อเชิงลด ช่อกระจะ หรือชอ่ เชงิ หลน่ั ผสมกันใน
ชอ่ ดอก เช่น ชอ่ ดอกหางนกยงู ฝร่งั ชอ่ ดอกอินทนลิ นำ้ (ภาพท่ี 39)

ภาพท่ี 39 ชอ่ แยกแขนงของดอกอนิ ทนิลนำ้
ทมี่ า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

1.7) ช่อซี่ร่ม (umbel) เป็นช่อดอกที่มีดอกย่อยออกจากจุด
เดียวกัน ก้านดอกย่อยยาวเกือบเท่ากัน เช่น ช่อดอกนมตำเลีย ช่อดอกพลับพลึง ช่อดอก
กยุ ชา่ ย (ภาพที่ 40)

ภาพที่ 40 ชอ่ ซรี่ ่มของดอกกุยช่าย
ท่ีมา : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

27

1.8) ช่อซี่ร่มเชิงประกอบ (compound umbel) เป็นช่อ
ดอกแบบช่อซี่ร่มท่ีมีการแตกแขนงเป็นช่อซี่ร่มซ้อนขึ้นมาอีกชั้น เช่น ช่อดอกผักชีล้อม ช่อ
ดอกผกั ชี (ภาพท่ี 39)

ภาพที่ 41 ชอ่ ซร่ี ม่ เชงิ ประกอบของดอกผักชี
ท่ีมา : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถา่ ยภาพ

1.9) ชอ่ กระจกุ แน่น (head) เป็นชอ่ ดอกทีแ่ กนกลางช่อดอก
อวบหนา รปู รา่ งกลม ดอกยอ่ ยเรยี งแนน่ รอบแกนกลาง ช่อดอกเปน็ ทรงกลม เชน่ ดอกกระถิน
ดอกบานไม่รู้โรย (ภาพท่ี 42) และหมายรวมถึงช่อดอกของพืชวงศ์ทานตะวัน ท่ีช่อดอกมี
ดอกย่อยเรียงบนฐานรองดอกที่พองออกหรือแผ่กว้าง และไม่มีก้านดอกย่อย ซึ่งมักจะ
ประกอบด้วยดอกวงนอก และดอกวงใน โดยมีวงใบประดับรองรับ ทั้งช่อมีลักษณะคล้าย
ดอกเดี่ยว ได้แก่ ดอกของพืชในวงศ์ทานตะวัน เช่น ดอกบานชื่น ดอกทานตะวันเม็กซิโก
(ภาพท่ี 43)

28

ภาพที่ 42 ช่อกระจกุ แนน่ ของดอกบานไมร่ โู้ รย
ทมี่ า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

ภาพที่ 43 ชอ่ กระจุกแน่นของดอกทานตะวนั เม็กซิโก
ทม่ี า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

2) ชอ่ ดอกแบบช่อกระจุก (cymose type หรือ determinate type)
เป็นช่อดอกที่ดอกย่อยปลายสุดเกิดก่อนและบานก่อนดอกที่โคนช่อ หรือดอกตรงกลางเกิด
กอ่ นและบานก่อนดอกด้านข้าง ชอ่ ดอกแบบน้ีแบ่งย่อย ได้ดังนี้

2.1) ช่อกระจุก (simple dichasium) เป็นช่อดอกที่มี
ดอกยอ่ ย 3 ดอก ดอกตรงกลางบานกอ่ นดอกดา้ นข้าง เช่น ดอกมะลิ ดอกมะลิลา (ภาพที่ 44)

29

ภาพท่ี 44 ช่อกระจกุ ของดอกมะลลิ า
ที่มา : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถา่ ยภาพ

2.2) ช่อกระจุกเชิงซ้อน (compound dichasium) เปน็ ชอ่ ดอก
แบบช่อกระจุกที่มีการแตกของทางด้านข้างเป็น 2 หรือ 3 ชั้น เช่น ดอกเข็ม ดอกต้อยติ่งฝรั่ง
ดอกหนมุ านน่ังแทน่ (ภาพท่ี 45)

ภาพที่ 45 ช่อกระจุกเชิงซอ้ นของดอกหนมุ านนัง่ แท่น
ที่มา : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถา่ ยภาพ

2.3) ช่อกระจกุ ดา้ นเดยี วเดย่ี ว (monochasium) เปน็ ชอ่ ดอก
ที่มีการเจริญออกไปทางด้านข้างเพียงด้านเดียว เนื่องจากตำแหน่งของดอกข้างหนึ่งไม่เจริญ
เปน็ ดอกตามปกติ แต่เจรญิ เป็นแขนงช่อดอกแทน เช่น ดอกผักบ้งุ (ภาพท่ี 46)

30

ภาพที่ 46 ชอ่ กระจกุ ด้านเดียวเด่ยี วของดอกผักบุ้ง
ท่ีมา : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภาพ

2.4) ช่อวงแถวเดี่ยว (cincynnous หรือ helicoid cyme)
เป็นช่อกระจุกดา้ นเดย่ี วชนดิ ประกอบ (compound monochasium) มดี อกย่อยทีป่ ลายสุด
บานกอ่ น ดอกย่อยออกด้านเดียวทำใหด้ อกโค้งเขา้ หาช่อดอก เชน่ ดอกงวงชา้ ง (ภาพท่ี 47)

ภาพที่ 47 ชอ่ วงแถวเดี่ยวของดอกงวงชา้ ง
ทม่ี า : ภาพช่อดอกงวงช้าง, 2561 : เว็บไซต์

31

2.5) ชอ่ วงแถวคู่ (scorpioid cyme) ชอ่ ดอกท่ีก้านดอกย่อยมี
ลักษณะซิกแซก ดอกย่อยออกตรงข้ามเรียงสลับในแนวระนาบ เช่น ดอกรำเพย ดอกคลุ้ม
(ภาพท่ี 48)

ภาพที่ 48 ช่อวงแถวคขู่ องดอกคลุ้ม
ทม่ี า : กาญจนา คงเอียด, 2556 : ถา่ ยภาพ

3) ช่อดอกแบบผสม (mixed type) เป็นช่อดอกที่มีการเจริญของ
ดอกมากกว่าหนึ่งแบบในช่อเดียวกัน อาจเปน็ ช่อแบบกระจุกผสมกับช่อแบบกระจะรวมกนั
ได้แก่

3.1) ช่อกระจุกแยกแขนง (thryse) เป็นช่อดอกที่มีแกนกลาง
ช่อเป็นช่อแบบช่อกระจะ แต่แตกแขนงเป็นช่อแบบช่อกระจุก เช่น ดอกข่า ดอกพุทธรักษา
ดอกบานบุรี (ภาพท่ี 49)

ภาพที่ 49 ชอ่ กระจุกแยกแขนงของดอกบานบรุ ี
ทมี่ า : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถ่ายภา

32

3.2) ช่อฉัตร (verticillate cyme) เป็นช่อดอกที่มีดอกย่อย
เรียงเป็นวงรอบข้อ ดอกย่อยด้านล่างบานก่อนดอกย่อยด้านบน เช่น ดอกหญ้าหนวดแมว
ดอกกะเพรา ดอกโหระพา (ภาพท่ี 50)

ภาพที่ 50 ช่อฉตั รของดอกกระเพรา
ที่มา : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถ่ายภาพ

4) ช่อดอกแบบพิเศษ นอกจากนี้ยังมีช่อดอกบางประเภทที่มี
ลกั ษณะพเิ ศษแตกตา่ งจากชอ่ ดอกอน่ื ๆ ได้แก่

4.1) ชอ่ รูปถว้ ย (cyathium) ลักษณะคล้ายดอกเดยี่ ว มีวงใบ
ประดับคล้ายรปู ถว้ ย มีสสี นั สวยงาม กลางช่อดอกมดี อกเพศเมีย 1 ดอกทีก่ ลบี เลี้ยงและกลีบ
ดอกลดรูปเหลือเพียงเกสรเพศเมีย ล้อมรอบด้วยดอกเพศผู้จำนวนมาก ซึ่งกลีบเลี้ยงและ
กลบี ดอกลดรูปเหลือเพยี งเกสรเพศผู้ เชน่ ดอกครสิ ต์มาส ดอกโป๊ยเซียน (ภาพที่ 51)

ภาพที่ 51 ชอ่ รูปถ้วยของดอกโปย๊ เซยี น
ก. ใบประดับ
ข. ดอกย่อยเพศผแู้ ละดอกยอ่ ยเพศเมีย

ทมี่ า : กาญจนา คงเอียด, 2561 : ถา่ ยภาพ

33

4.2) ช่อไฮแพนโทเดียม (hypanthodium) เป็นช่อดอกที่
แกนกลางช่อดอกอวบน้ำ บวมพองออก รูปร่างคล้ายผล มีรูหรือช่องเปิดเล็กๆ ด้านบน
ภายในมดี อกยอ่ ยจำนวนมาก อาจพบท้ังดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย หรือพบเพยี งเพศใดเพศ
หนงึ่ กไ็ ด้ เป็นลกั ษณะช่อดอกของพืชสกุลไทร (Ficus) เชน่ ไทร มะเดือ่ ปล้อง มะเดื่ออุทุมพร
(ภาพที่ 52)

ภาพท่ี 52 ชอ่ ไฮแพนโทเดียมของมะเดือ่ อุทุมพร
ก. ช่อดอก
ข. ดอกย่อยเพศเมยี

ท่ีมา : กาญจนา คงเอยี ด, 2561 : ถา่ ยภาพ

“จบเนื้อหาเรือ่ งดอกแล้วล่ะครบั
น้องๆ คงรจู้ กั โครงสรา้ งและ

ชนิดของดอกดีขน้ึ นะครบั แต่ไม่
แน่ใจใช่ไหมล่ะ ต้องมาลอง
ทดสอบความรกู้ นั หน่อยดีกว่า

34

แบบฝกึ หัดที่ 1
โครงสรา้ งภายนอกของพชื ดอก : ดอก

คำช้แี จง จงตอบคำถามตอ่ ไปนี้ให้ถูกต้อง (10 คะแนน)
1. ดอกเปน็ โครงสรา้ งท่มี คี วามสำคญั ต่อพชื และสัตว์อยา่ งไร
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………….........

2. จากภาพต่อไปนี้ ใหน้ ักเรียนเตมิ ส่วนประกอบของดอกกระเจีย๊ บแดงในชอ่ งวา่ งใหส้ มบรู ณ์

35

3. จงจบั คภู่ าพของดอกกับลักษณะของสว่ นประกอบของดอก โดยนำอักษรหน้าข้อความใน
คอลมั น์ B มาเติมในช่องว่างหนา้ อกั ษรในคอลมั น์ A

A B
ก. กลบี ดอกรูปกงล้อ
..............a.

..............b. ข. รงั ไขใ่ ต้วงกลีบ
..............c. ค. เสา้ เกสร

..............d. ง. กลบี เลี้ยงเชอ่ื มติดกนั

..............e. จ. กลีบดอกรปู ล้ิน

36

4. พจิ ารณาขอ้ ความตอ่ ไปน้ี

“ดอกสมบูรณ์ทุกชนิดจัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ แต่ดอกสมบูรณ์เพศบางชนิดอาจ

เป็นดอกไมส่ มบรู ณ์”

นักเรยี นเหน็ ดว้ ยกบั ข้อความนี้หรอื ไม่ เพราะเหตุใด อธิบายพรอ้ มยกตัวอยา่ งประกอบ

ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………........

………………………………………………………………………………………………………………………….........

………………………………………………………………………………………………………………………….........

………………………………………………………………………………………………………………………….........

………………………………………………………………………………………………………………………….........

5. จงระบชุ นดิ ของดอกในภาพต่อไปน้ี ตามเกณฑก์ ารจำแนกทกี่ ำหนดให้

6.

ชนดิ ของดอก

จำแนกตาม จำแนกตาม จำแนกตาม จำแนกตาม

ดอก ส่วนประกอบ ลักษณะเพศ สมมาตรของ จำนวนดอก

สำคญั ของ ดอก ต่อ 1 ก้าน

ดอก ดอก

……………… ……………… ……………… ………………

ดอกชงโค

……………… ……………… ……………… ………………

ดอกชบาสรอ้ ย

37

6. ถ้านักเรียนพบดอกไมช้ นดิ หนึง่ ออกดอกเป็นช่อ นักเรียนจะจำแนกชนิดของช่อดอกโดย
พิจารณาจากสิ่งใดบา้ ง
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………….........
7. จากภาพช่อดอกต่อไปน้ี ใหน้ ักเรียนวาดแผนภาพการแตกแขนงของชอ่ ดอกและระบุชนิด
ของชอ่ ดอกใหถ้ ูกต้อง

ชอ่ ดอกชนิด...............................................................................

38

8. วรนิ ทร์ศกึ ษาดอกโป๊ยเซยี นและดอกหนุมานน่ังแทน่ ดังภาพ เขาสรปุ ลักษณะของดอกไม้
ทั้งสองชนิดเป็นช่อดอกชนิดชอ่ กระจุกเชงิ ซ้อน นักเรียนเห็นดว้ ยกับข้อสรุปของเขาหรือไม่
เพราะเหตุใด

ดอกโป๊ยเซียน ดอกหนมุ านน่ังแทน่

ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………........

………………………………………………………………………………………………………………………….........

………………………………………………………………………………………………………………………….........

………………………………………………………………………………………………………………………….........

9. จากภาพตอ่ ไปน้ี จงบรรยายลกั ษณะของดอกผักบุ้งต้นใหค้ รบถว้ นและถูกตอ้ ง

ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………….........

39

10. จงเขยี นผงั มโนทศั น์เกี่ยวกับชนิดของชอ่ ดอก

“ไม่ยากเลยใชม่ ยั้ ครบั น้องๆ
คนเกง่ มีความมนั่ ใจกนั แลว้
ลองนาความร้ไู ปใช้ด้วยการ
สารวจดอกของพืชในสวน
พฤกษศาสตรโ์ รงเรียนกนั เลย
ครบั พ่ีทานตะวนั เอาใจช่วย

40

แบบฝกึ หดั ที่ 2
ดอกไมใ้ นสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น

คำชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาโครงสร้างภายนอกของดอกของพืชในสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน

1 ชนดิ แลว้ บนั ทึกรายละเอียดใหค้ รบถ้วน

ช่อื พืช...............................................................

1. ผา่ ดอกเพอ่ื สำรวจส่วนประกอบของดอก แล้วบันทึกขอ้ มูลในตาราง (กรณีที่มใี บประดบั ให้
บนั ทกึ ในขอ้ ที่ 5)

ชนั้ วงกลบี จำนวน สี ลักษณะ
(เชอื่ มตดิ กันหรือแยกกัน, รูปรา่ ง, อืน่ ๆ)
1. กลบี เลี้ยง
2. กลีบดอก
3. เกสรเพศผู้
4. เกสรเพศเมยี
5. .....................

2. สงั เกตดอกแลว้ ระบุชนิดของดอกตามเกณฑ์ท่ีกำหนด ให้ครบถว้ น ถกู ต้อง

ชนิดของดอก

จำแนกตาม จำแนกตาม จำแนกตามสมมาตร จำแนกตามจำนวนดอก
ส่วนประกอบ ลักษณะเพศ
สำคัญของดอก ของดอก ตอ่ 1 กา้ นดอก

……………… ……………… ……………… ………………

41

3. ใหน้ ักเรียนวาดภาพแสดงการแตกแขนงของก้านดอกย่อย ระบลุ ำดับการบานของดอกย่อย
แล้วพิจารณาว่าเป็นช่อดอกชนิดใด (ในกรณีที่ดอกของพืชที่ศึกษาเป็นช่อดอก หากไม่เป็น
ช่อดอกข้อนี้ไมต่ ้องบันทึก)

แผนภาพการแตกแขนงของก้านดอกย่อย
4. เขยี นบรรยายลกั ษณะโครงสรา้ งภายนอกของดอกทีศ่ ึกษา

……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………

42

แบบทดสอบ
เรื่อง โครงสร้างภายนอกของพืชดอก : ดอก

คำชี้แจง 1. แบบทดสอบฉบบั นี้มี 10 ขอ้ คะแนนเต็ม 10 คะแนน (ใช้เวลา 20 นาที)
2. ทำเครื่องหมาย X ลงในกระดาษคำตอบ ให้ตรงกับคำตอบทถี่ กู ตอ้ งที่สดุ

จุดประสงคท์ ่ี 1 อธบิ ายส่วนประกอบของดอกได้
ใชภ้ าพตอ่ ไปนี้ ตอบคำถามขอ้ 1 และ 2

1. สว่ นประกอบในขอ้ ใดทมี่ คี วามสำคญั ในการดำรงเผา่ พันธ์ุของพชื
ก. C และ D
ข. D และ E
ค. E และ F
ง. F และ G

2. จากภาพ B C D E และ F คือส่วนประกอบใดของดอก ตามลำดับ
ก. ฐานรองดอก กลีบเลย้ี ง ใบประดับ กลบี ดอก เกสรเพศผู้
ข. ฐานรองดอก กลบี เล้ยี ง ใบประดบั กลีบดอก เกสรเพศเมีย
ค. ฐานรองดอก ใบประดับ กลบี เล้ียง กลบี ดอก เกสรเพศผู้
ง. ฐานรองดอก ใบประดบั กลีบเล้ียง กลบี ดอก เกสรเพศเมีย

43

3. ขอ้ ใดระบุลกั ษณะของกลีบเลย้ี งและกลบี ดอกได้ถูกตอ้ ง

ดอก กลบี เล้ียง กลีบดอก

ก. ดอกกล้วยไม้ เชื่อมตดิ กนั เชอ่ื มตดิ กนั รูปดอกกลว้ ยไม้

ข. ดอกมะเขอื พวง แยกจากกนั เชือ่ มตดิ กนั รูปกงลอ้

ค. ดอกผกั บุ้ง เชอ่ื มติดกนั เชอ่ื มตดิ กัน รปู กรวย

ง. ดอกอญั ชนั แยกจากกัน เชื่อมติดกัน รูปดอกถั่ว

4. สว่ นประกอบใดของดอกทีพ่ บในพชื ดอกทุกชนดิ
ก. ก้านดอก
ข. ฐานรองดอก
ค. กลบี ดอก
ง. เกสรเพศเมยี

44

จดุ ประสงค์ที่ 2 วิเคราะหแ์ ละระบุชนิดของดอกได้
5. ในช่ัวโมงเรียนพฤกษศาสตร์ สมถวลิ ได้รับบตั รกจิ กรรม “ตามล่าหามาลี” ดังน้ี

มาลี A : ดอกเด่ียว ดอกสมบรู ณเ์ พศ มีสมมาตรตามรัศมี

มาลี B : ช่อดอก ดอกแยกเพศ สมมาตรดา้ นข้าง

สมถวลิ ควรเลอื ก มาลี A และ มาลี B ดังข้อใดถงึ จะถกู ตอ้ งที่สุด

ขอ้ มาลี A มาลี B

ก.

ดอกทานตะวนั แคระ ดอกกล้วยไม้แคทลยี า
ข.

ดอกบานไม่รโู้ รย ดอกแคบ้านดอกแดง
ค. ดอกมะลิ

ดอกดาวเรือง
ง.

ดอกชบาซ้อน ดอกเขม็ ปัตตาเวยี

6. ขอ้ ใดระบชุ นดิ ของดอกไดถ้ กู ต้อง 45
ชนิดพืช
ชนิดของดอก
ก. ดอกบานช่นื ดอกเดย่ี ว

ข. ดอกตำลึง ดอกไมส่ มบรู ณเ์ พศ

ค. ดอกชบา ดอกไม่สมบรู ณ์

ง. ดอกกระเจ๊ยี บแดง ดอกสมมาตรแนวเดียว

46

จดุ ประสงคท์ ี่ 3 วิเคราะหแ์ ละเปรียบเทียบความแตกต่างของดอกชนิดต่างๆ ได้
7. พจิ ารณาภาพต่อไปน้ี

ดอกตะวันยอแสง ดอกรักเร่

ขอ้ ใดถกู ต้อง

ก. ดอกไมท้ ้ังสองชนิดเปน็ ดอกเดี่ยว

ข. ดอกตะวนั ยอแสงเป็นชอ่ ดอกฉัตร ดอกรักเรเ่ ป็นดอกเดยี่ ว

ค. ดอกตะวันยอแสงเป็นช่อดอกชนิดซี่ร่ม ดอกรกั เร่เป็นช่อดอกชนิดช่อกระจกุ แน่น

ง. ดอกตะวันยอแสงเปน็ ช่อดอกชนดิ ชอ่ ฉตั ร ดอกรกั เร่เปน็ ชอ่ ดอกชนดิ ช่อกระจกุ แนน่

8. นักเรียนคนหน่ึงสำรวจดอกไม้ในสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน 5 ชนิด วิเคราะห์ส่วนประกอบ

สำคญั ของดอก ไดผ้ ลดงั ตาราง

ช่อื พืช กลีบเลี้ยง สว่ นประกอบสำคัญ
กลบี ดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมีย

พุดน้ำบุศย์    

เฟ่ืองฟ้า  -  

มะละกอ   -

หนมุ านนงั่ แทน่   - 

หนา้ วัว - -  

ขอ้ สรปุ ใดไม่ถูกต้องเกีย่ วกับชนดิ ของดอก

ก. ดอกพุดนำ้ บศุ ย์เปน็ ดอกสมบรู ณ์

ข. ดอกหนา้ วัวเปน็ ดอกสมบูรณเ์ พศ

ค. ดอกมะละกอและดอกหนมุ านน่งั แทน่ เป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ

ง. ดอกเฟอ่ื งฟา้ และดอกพุดน้ำบศุ ย์เป็นดอกสมบูรณ์และดอกสมบรู ณ์เพศ

47

จุดประสงค์ที่ 4 สำรวจดอกของพืช วิเคราะห์และอธิบายโครงสร้างภายนอกของดอกของ
พืชตัวอยา่ งได้
9. พิจารณาภาพดอกพลบั พลงึ ตอ่ ไปน้ี

ขอ้ สรปุ เก่ยี วกับชนดิ ของดอก เป็นดงั น้ี
1. เป็นช่อดอกแบบชอ่ ซี่รม่ เชิงประกอบ
2. เป็นดอกสมบูรณแ์ ละดอกสมบูรณเ์ พศ
3. ชอ่ ดอกจัดในกลุ่มช่อดอกแบบชอ่ กระจะ
ข้อสรปุ ใดถกู ต้อง

ก. ขอ้ 1 เท่านั้น
ข. ข้อ 1 และ 2
ค. ข้อ 2 และ 3
ง. ถูกทง้ั ขอ้ 1 2 และ 3

48

10. กำหนดขอ้ มลู ต่อไปนี้
ธนิตปลูกมะละกอ 1 ต้น บริเวณสวนหลังบ้าน รดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างดี ต้นมะละกอเจริญ

งอกงาม เขาดีใจมากเมื่อเห็นมะละกอออกดอก และเฝ้ารอการติดผลอย่างใจจดใจจ่อ แต่
มะละกอก็ไม่ตดิ ผลเลย เขาจงึ ไปปรึกษาคุณครู พร้อมถ่ายภาพดอกมะละกอ ดงั นี้

นักเรียนจะมคี ำอธบิ ายเก่ียวกบั การไมต่ ิดผลของมะละกอตน้ น้ีได้วา่ อย่างไร
ก. ดอกมะละกอต้นนี้เป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ ขาดเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย จึงไม่

สามารถตดิ ผลได้
ข. มะละกอต้นนีเ้ ป็นต้นเพศผู้ ดอกไม่สมบรู ณเ์ พศ ขาดเกสรเพศเมีย จึงไม่สามารถตดิ

ผลได้
ค. ดอกมะละกอต้นนี้เป็นดอกสมบูรณ์ แต่ไม่สามารถผสมเกสรได้ตามธรรมชาติ ต้อง

ชว่ ยผสมเกสรด้วยการถา่ ยละอองเรณู
ง. มะละกอต้นน้เี พง่ิ เริ่มติดดอก ดอกยงั ไม่เจริญเติบโตสมบรู ณ์ ต้องรอให้ออกดอกเต็มท่ี

จึงสามารถติดผลได้
“มนั่ ใจข้นึ แลว้ ใช่มยั้ ครบั
พีท่ านตะวนั เชื่อว่าน้องๆ

ต้องทาได้ ตรวจดเู ฉลย แล้ว
บนั ทึกคะแนนในแบบบนั ทึก

คะแนนดว้ ยนะครบั !!!”

49

บรรณานกุ รม

ก่องกานดา ชยามฤต. (2541). คู่มือการจำแนกพรรณไม้. กรุงเทพมหานคร: บริษทั
ประชาชน จำกัด.

ช่อทพิ ย์ ปุรินทวรกุล. (2548.). อนุกรมวิธานของพืชดอก (พรรณไม้ใบเล้ยี งคู่). สงขลา :
หน่วยโสตทัศนศกึ ษา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร.์

ชุมพล คุณวาสี (2553). สัณฐานวิทยาเบื้องต้นในการระบชุ ่ือวงศ์พืชดอกสามญั . กรุงเทพมหานคร:
สำนกั พมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เตม็ สมิตนิ ันทน์. (2544). ชือ่ พรรณไมแ้ หง่ ประเทศไทย. กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั
ประชาชน จำกัด.

ประนอม จนั ทรโณทยั . (2544). อนุกรมวิธานพืช. ขอนแกน่ : โรงพมิ พ์คลังนานาวิทยา.
ประสงค์ หลำสะอาด และจิตเกษม หลำสะอาด. (2549). คมู่ ือสาระการเรียนรู้พ้ืนฐานและ

เพ่มิ เตมิ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชีววิทยา ม.5 เล่ม 4. กรุงเทพมหานคร:
สำนกั พมิ พ์ พ.ศ. พัฒนา จำกัด.
มิตราภรณ์ วัชโณทัย, 2553. ดอกไม้ (online). http://www.dnp.go.th/botany/BFC
/flwer.html, 26 พฤศจิกายน 2561.
ภาพกลีบดอกรปู ระฆงั ของดอกถว้ ยทอง (online). http://www.the-than.com/FLower/
Fl-1/59/59.html, 26 พฤศจิกายน 2561.
ภาพชอ่ วงแถวเดีย่ วของดอกหญา้ งวงช้าง (online).http://mimekiku.blogspot.com/2012

/02/ blog -post.html, 23 พฤศจกิ ายน 2561.

ภาพกลบี ดอกเปน็ รูปคนโทของดอกช่อไข่มุก (online). http://www.thaikasetsart.com/
สะเภาลม/, 15 พฤศจิกายน 2561.

ภาพสว่ นประกอบของช่อดอก (online). http://www.motaen.com/wallpapers /get
/id/20868/resolution/1920x1200, 15 พฤศจิกายน 2561

สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). 2010. โครงสร้างดอก
(online). http://www.scimath.org/socialnetwork/groups/viewbulletin/
1493-E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%
AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%
82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8
%81?groupid=260. 5 พฤศจิกายน 2561


Click to View FlipBook Version