The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารคำสอนวิชานิเวศวิทยาของวัชพืช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Associate Professor Dr. Rachanee Nammatra, 2023-05-23 00:34:23

เอกสารคำสอนวิชานิเวศวิทยาของวัชพืช

เอกสารคำสอนวิชานิเวศวิทยาของวัชพืช

Keywords: weeds,ecology

ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 35 บทที่ 4 การเก็บตัวอย่างงานวิจัยด้านวัชพืช (Data Collection in Weed Research) 4.1 บทนำ การเก็บตัวอย่างด้านนิเวศวิทยาของวัชพืช เพื่อศึกษาเรื่องสังคมของวัชพืช จะต้องมีการวางแผน ในการสุ่มตัวอย่างพืช (Vegetation Sampling) สามารถทำได้โดยการตีแปลง (Plot หรือ Quadrat) โดยทั่วไป แล้ว ขั้นตอนที่สำคัญสำหรับการศึกษาสังคมพืช อาจพิจารณาถึงขนาด รูปร่างและจำนวนแปลงตัวอย่างที่ เหมาะสม 4.2 ขนาด รูปร่าง และจำนวนแปลงตัวอย่าง (Size, Shape and Number of sample plots) ขนาดของแปลงตัวอย่างที่ใช้กันในด้านการศึกษาสังคมพืช ขึ้นอยู่กับวิธีการสำรวจ การวิเคราะห์ข้อมูล และชนิดของพันธุ์พืชในหมู่ไม้หรือสังคม ในการสำรวจสังคมพืชนักนิเวศวิทยาได้ใช้แปลงหลายรูปร่างด้วยกัน เช่น จุดสี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า สามเหลี่ยม วงกลม หรืออื่น ๆ ขึ้นอยู่กับวิธีการสำรวจในการสร้างแปลง และการครอบคลุมความแปรผันด้านต่าง ๆ ของพื้นที่ แปลงแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป็นแปลงที่วางแปลงได้ง่ายที่สุด แปลงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสามารถครอบคลุมความแปรผันของพื้นที่ได้ดี แปลงแบบนี้ในบางครั้งอาจลดความกว้างลง แต่เพิ่มความยาวขึ้นจนมีลักษณะเป็นแถบของเส้นแนว หรือบางครั้งไม่มีความกว้างเลยมีเฉพาะความยาวจน กลายเป็นเส้นไป เรียกกันว่าการสำรวจแบบเส้นแนว (Line Transect หรือ Line Sampling) แปลงรูป สามเหลี่ยมมีเส้นรอบรูปน้อยแต่ทำการวางได้ค่อนข้างยาก แปลงวงกลมมีเส้นรอบรูปน้อยสุดแต่เนื่องจากขอบ เป็นเส้นโค้งยากต่อการวางและตัดสินใจในการบันทึกข้อมูลว่าอยู่ในหรือนอกแปลง โดยเฉพาะแปลงที่มี ขนาดใหญ่หรือต้นพืชขนาดใหญ่มักไม่สะดวกในการกำหนดขอบแปลง จำนวนแปลงตัวอย่างที่ใช้ในการสำรวจสังคมพืชขึ้นอยู่กับความถูกต้องที่ต้องการ การใช้จำนวนตัวอย่าง ที่มากเป็นการดีในเชิงความถูกต้องแต่เสียเวลาและงบประมาณในการดำเนินการ ผลที่ต้องการบางอย่างไม่มี ความจำเป็นต้องใช้ความถูกต้องสูงเกินไปก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีเท่ากันกับความถูกต้องที่สูงมาก การตัดสินใจใช้จำนวนตัวอย่างมากน้อยเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำการศึกษาต้องตัดสินใจเลือกวิธีการต่าง ๆ โดยเฉพาะแนวทางด้านสถิติอาจช่วยให้มีความเชื่อมั่นได้สูงยิ่งขึ้นในการเลือกจำนวนแปลงตัวอย่างหรือจำนวน จุดสุ่มเลือก เช่น การใช้กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนชนิดพันธุ์ (Species area curve) เป็นแนวทาง ที่นักนิเวศวิทยานิยมใช้


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 36 4.3 การกำหนดชนิดข้อมูลที่จะรวบรวมจากแปลงตัวอย่าง (Type of data from simple plots) 4.3.1 ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพพื้นที่และปัจจัยแวดล้อม ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ และปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ต้องนำไปวิเคราะห์หาความสัมพันธ์กับ ข้อมูลด้านพันธุ์พืช ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการวิจัย จุดที่ตั้งของพื้นที่ที่ทำการศึกษา เส้นรุ้งเส้นแวง ชื่อพื้นที่ หรือชื่อป่า ฯลฯ ผลกระทบและการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ สภาพภูมิอากาศทั่วไป เช่น ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ สภาพภูมิประเทศ ได้แก่ ทิศทางด้านลาด ระดับความสูงจากน้ำทะเล ฯลฯ ดิน ชนิด ความลึก ลักษณะทางเคมีและฟิสิกส์ ไฟป่า การเกิดไฟป่า ความรุนแรง และ อื่น ๆ ที่สำคัญต่อการวิเคราะห์สังคมพืช 4.3.2 ข้อมูลเกี่ยวกับพืชในแปลงตัวอย่าง เป็นข้อมูลที่ผู้ทำการศึกษาวิจัยต้องการทราบจากหมู่ไม้หรือสังคมพืชนั้น ๆ ได้แก่ ชนิดพันธุ์ไม้ ที่ปรากฏในแปลงตัวอย่างและจำนวนต้นในแต่ละชนิด เช่น การปกคลุมพื้นที่ (Area Cover) รูปชีวิตของพันธุ์ไม้ (Life Forms) พืชคลุมดิน (Undergrowth) เป็นต้น หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่ต้องการศึกษาโดยเฉพาะ 4.4 การสุ่มตัวอย่างสังคมวัชพืช (Weed sampling) การสำรวจเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานที่อยู่ในพื้นที่ทั้งหมดซึ่งต้องมีการสำรวจเต็มพื้นที่ แต่ในทางปฏิบัตินั้น ทำได้ยาก เนื่องจากสภาพพื้นที่มีขนาดใหญ่ ดังนั้นการใช้เทคนิคทางสถิติโดยการสุ่มตัวอย่างจึงได้ถูกนำมาใช้ เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลทางนิเวศวิทยา 4.4.1 การกำหนดหมู่ไม้ตัวอย่างเพื่อการศึกษา พื้นที่ส่วนหนึ่งของสังคมจะต้องกำหนดขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของสังคมอาจเรียกว่า หมู่ไม้ ตัวอย่าง และต้องมีลักษณะสำคัญ 3 ประการด้วยกันคือ (Mueller-Dombois & Ellenberg, 1974) อ้างถึงใน (ดอกรัก มารอด, 2547) 1) พื้นที่นั้นต้องกว้างขวางพอที่จะครอบคลุมเอาพันธุ์ไม้ทุกชนิดของสังคมไว้ 2) สภาพท้องถิ่นต้องมีความสม่ำเสมอกันทั่วทุกส่วน 3) พรรณพืชคลุมดินในส่วนนั้นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน เท่าที่จะเป็นได้ คือพันธุ์ไม้ต้องผสมกัน ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันทั่วพื้นที่


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 37 4.4.2 การกำหนดขนาดแปลงตัวอย่างต่ำสุด จุดสำคัญคือต้องการให้พื้นที่เป็นตัวแทนของสังคมได้ดีที่สุด เป็นพื้นที่เล็กสุด (Minimal Area) ที่ยังสามารถแสดงให้เห็นโครงสร้างของสังคมพืชได้โดยสมบูรณ์ ขนาดที่ใช้กันกับสังคมพืชในเขตอบอุ่น ตามที่เสนอไว้โดย (Mueller-Dombois & Ellenberg, 1974) อ้างถึงใน (ดอกรัก มารอด, 2547) เป็นดังนี้ ป่าที่มีชั้นไม้ใหญ่เป็นเรือนยอดชั้นบน ใช้ 200-500 ตารางเมตร ไม้ชั้นพื้นป่าเพียงอย่างเดียว ใช้ 50-200 ตารางเมตร ทุ่งหญ้าในที่แห้งแล้ง ใช้ 50-100 ตารางเมตร ไม้พุ่มเตี้ยและป่า heath ใช้ 10-25 ตารางเมตร ทุ่งหญ้าที่มีการจัดการ ใช้ 5-10 ตารางเมตร ไร่ข้าว ใช้ 25-100 ตารางเมตร สังคมของมอสส์ ใช้ 1-4 ตารางเมตร สังคมของตะไคร่ ใช้ 0.1-1 ตารางเมตร ป่าดงดิบเขตร้อน ใช้ 625-10,000 ตารางเมตร 4.5 การสำรวจสังคมวัชพืชโดยใช้แปลงตัวอย่าง (Quadrat Sampling) การศึกษาสังคมวัชพืช ส่วนใหญ่ประยุกต์วิธีการคล้ายกับการศึกษาสังคมพืช โดยใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Description) เป็นการบรรยายทางสังคมโดยการประเมินตามสายตา และสามารถบรรยายสังคม พืชเชิงปริมาณ (Quantitative description) โดยกำหนดลักษณะทางการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ (Quantitative characteristics) ขึ้นหลายลักษณะ โดยทำการสุ่มตัวอย่างเพียงบางส่วนมาศึกษา โดยใช้หลัก ทางสถิติเข้ามาช่วยเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ได้เป็นตัวแทนที่ทำการศึกษาได้ ดังนั้น เทคนิคการสุ่ม (Sampling techniques) และการสำรวจแปลงตัวอย่างหรือจุดตัวอย่างจึงได้นำมาใช้การศึกษาสังคมพืช โดย การเก็บข้อมูลโดยใช้แปลงตัวอย่างนิยมเรียกว่า Quadrat Method หลักการของวิธีนี้คือ การวางแปลงที่มีขนาด พื้นที่ มีหลายวิธี ได้แก่ 1) จัดวางแปลงที่เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของหมู่ไม้หรือสังคมนั้นเพียงแปลงเดียว แล้วทำการรวบรวม ข้อมูลทั้งหมดจากแปลงนั้น นิยมใช้เป็นแปลงถาวร (Permanent Plot) เพื่อเก็บข้อมูลระยะยาว 2) จัดวางแปลงโดยการสุ่มให้กระจายไปทั่วพื้นที่ให้ทุกส่วนมีโอกาสรับเลือกเท่า ๆ กัน (Random Sampling) ทำการเก็บข้อมูลเฉพาะแปลงที่ทำการสุ่มเลือกได้ จำนวนแปลงที่จะเลือกต้องเป็นไปตามหลักสถิติ


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 38 3) การวางแปลงตัวอย่างโดยการกำหนดบางส่วนและสุ่มเลือกให้มีโอกาสเท่ากันบางส่วน (Stratified Random Sampling) โดยเฉพาะตามสภาพภูมิประเทศ 4) การวางแปลงแบบเป็นระบบ (Systematic sampling) โดยให้มีระยะเท่า ๆ กัน ในแผนที่ที่กำหนด 5) วางแปลงต่อเนื่องกันไปเป็นแนวยาว (Belt Transect Sampling) โดยทำการวางเส้นแนวพื้นฐาน ขึ้นในสังคมพืช (Base Line) สร้างแนวแยกสำหรับการวางแปลง (Transect Line) กำหนดระยะจุดตั้งแปลง บนเส้นแนวแยก เช่น ทุกระยะ 200 เมตร 4.5.1 การวางแปลงตัวอย่างในพื้นที่ การกระจายของแปลงตัวอย่างในพื้นที่ที่จะทำการศึกษาสังคมพืชเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจาก มีผลต่อความถูกต้องของข้อมูลและการเป็นตัวแทนที่ดีของพื้นที่และยังรวมถึงการที่จะตอบปัญหา ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาด้วย 4.5.2 ข้อมูลที่จะต้องบันทึกจากแปลงตัวอย่าง โดยทั่วไปข้อมูลเฉพาะที่จะต้องบันทึกจากแปลงตัวอย่างมักเป็นข้อมูลในเชิงปริมาณ ส่วนข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสภาพของพื้นที่อาจแยกบันทึกเฉพาะ เช่น สภาพภูมิประเทศ สภาพดิน สถานที่ตั้ง ข้อมูลสภาพแวดล้อมบางอย่างอาจต้องบันทึกจากแปลงตัวอย่างแต่ละแปลง เช่น ทิศทางด้านลาด ระดับความ สูงจากน้ำทะเล ระดับความลาดชัน สภาพที่ตั้งของแปลงที่สัมพันธ์กับภูมิประเทศ ร่องรอยไฟป่า ตัวอย่างของดิน และชั้นดิน เป็นต้น 4.5.3 การพิจารณาความถี่ ค่าความถี่คือ ค่าที่เกี่ยวกับจำนวนแปลงตัวอย่างที่มีพันธุ์ไม้นั้นปรากฏต่อจำนวนตัวอย่าง ทั้งหมดที่ทำการนับ นิยมคิดกันเป็นร้อยละ ค่านี้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับขนาดของแปลงตัวอย่าง การใช้แปลง ตัวอย่างที่ขนาดใหญ่มากเกินไปจะวัดค่าความถี่ไม่ได้ผลและค่าความถี่จากแปลงตัวอย่างต่างขนาดกัน ก็เปรียบเทียบกันได้ยาก ขนาดแปลงตามที่เสนอไว้ในการหาความหนาแน่นที่กล่าวแล้วนั้นนับว่าเหมาะสมกับ การหาค่าความถี่ในแต่ละสังคมพืชตามที่กำหนดไว้


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 39 4.5.4 การประเมินจำนวนแปลงตัวอย่าง ขนาดของตัวอย่าง (Sample size) ในการประเมินความหนาแน่นและความถี่ในสังคมพืช เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาในการสำรวจ การใช้จำนวนแปลงตัวอย่างที่น้อยเกินไปอาจก่อความผิดพลาด ในการสรุปผลงานและไม่เป็นที่เชื่อถือในเชิงสถิติ แต่การใช้แปลงตัวอย่างที่มากเกินไปก็ทำให้เสียเวลา และงบประมาณในการศึกษา โดยที่ผลความถูกต้องที่เพิ่มขึ้นไม่คุ้มกับการลงทุน ฉะนั้นจึงควรใช้จำนวนแปลง ที่มีความเหมาะสม Greig-Smith (1983) กล่าวว่าความถูกต้องมิได้ขึ้นอยู่กับจำนวนแปลงเพียงอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับการกระจายของแปลงตัวอย่างและความเป็นเนื้อเดียวกันของสังคมพืชด้วย หากภายในสังคม มีความผันแปรมากก็ต้องใช้จำนวนแปลงมากตาม ในทางสถิติมีวิธีการในการประเมินจำนวนแปลงตัวอย่าง ที่สามารถกระทำได้หลายแนวทาง (Mueller-Dombois & Ellenberg, 1974) 4.5.5 การประเมินความเด่นในด้านค่าปกคลุม พื้นที่ปกคลุมจัดได้ว่ามีความสำคัญในทางนิเวศวิทยาของป่าลักษณะหนึ่ง (Daubenmire, 1968) ทั้งนี้เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประเมินมวลชีวภาพในสังคมพืช โดยเฉพาะในการศึกษาด้านพืช จะ เน้นการวัดการปกคลุมของเรือนยอด (Crown Cover Measurement: CC) เป็นการวัดการปกคลุมของพื้นที่ เรือนยอดของพืชอาจใช้ได้กับไม้ใหญ่ ไม้พุ่ม และหญ้า วิธีการก็โดยการวางเทปวัดระยะจากขอบด้านหนึ่งของ เรือนยอดไปยังขอบอีกด้านหนึ่ง นิยมวัดสองด้านในแนวตั้งฉากกัน ในการคำนวณถือเอาค่าเฉลี่ยเป็นรูปวงกลม ซึ่งคำนวณได้ตามสูตรดังนี้ CC = D1 + D2 = 3.1428 D1+ D2 โดยให้ D1 เป็นการวัดครั้งแรก D2 เป็นการวัดครั้งที่ 2 ในแนวตั้งฉากกับครั้งแรก การวัดโดยการทำแผนที่แปลง (Quadrat-Charting Method) นิยมใช้ประเมินพื้นที่ปกคลุมของพืชขนาดเตี้ย ที่ อยู่ชิดผิวดินเช่น มอส รา หรือหญ้า 1) การประเมินพื้นที่ปกคลุมโดยจุดตัด (Point-Intercept Method) วิธีการนี้มีการดัดแปลงไปได้ หลายแบบ แบบหนึ่งที่นิยมใช้กันก็คือ Pin-Point Method ใช้กับทุ่งหญ้าและลานมอสส์สามารถประเมินการ 2) ปกคลุมของพันธุ์พืชในแต่ละชนิดพันธุ์ได้จากสัดส่วนที่ปลายเข็มลงสัมผัสและไม่สัมผัส กับใบพืชแต่ละชนิด วิธีการวัดโดยจุดตัดบนเส้นแนว (Cover Estimation by Line Intercept Method) วิธีการนี้เสนอไว้ โดย Canfield (1941) วิธีการก็คือการวางเส้นแนวพาดลงไปในพื้นที่และบันทึกช่วงความยาวที่ทับ หรือถูกบังจากเรือนยอดของพืช เช่นการประเมินการปกคลุมของเรือนยอดในป่ากระทำได้โดย


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 40 ใช้เทปวัดระยะทางวางพาดลงบนพื้นป่าในแนวระดับบันทึกช่วงที่เรือนยอดไม้บังและช่วงที่โล่ง รวมระยะ ความยาวที่ถูกบังและคิดเป็นสัดส่วนของความยาวทั้งหมด เมื่อได้สัดส่วนนี้แล้วก็นำไปคูณกับหน่วยพื้นที่ก็จะได้ พื้นที่ปกคลุม 4.5.6 การวัดมวลชีวภาพ (Estimation of Plant Biomass) การประเมินมวลชีวภาพโดยทั่วไปนิยมวัดในรูปแบบน้ำหนักแห้ง (Dry weight) แต่เนื่องจาก การวัดในพื้นที่กระทำได้ยากจึงนิยมวัดกันเป็นน้ำหนักสด (Fresh weight) ในพื้นที่ก่อนแล้วจึงนำตัวอย่าง บางส่วนมาทำการอบเพื่อหาน้ำหนักแห้งแล้วจึงไปคำนวณปริมาณน้ำหนักแห้งทั้งหมดต่อหน่วยพื้นที่ 4.6 การวิเคราะห์สังคมวัชพืช (Analysis of weed community) การวิเคราะห์สังคมวัชพืชในเชิงปริมาณ ส่วนใหญ่เป็นการเปรียบเทียบและบรรยายด้วยค่าที่เป็นตัวเลข ในทางสถิติ ค่าพื้นฐานของสังคมวัชพืชที่ใช้ ได้แก่ ความหนาแน่น ความเด่น (Dominance) ความถี่ของการ กระจาย (Frequency) มีอยู่หลายลักษณะที่จะวัดได้ เช่น การปกคลุมพื้นที่ของเรือนยอด (Crown cover) พื้นที่หน้าตัด (Basal area) ความสูง (Height) และพื้นที่เฉลี่ยต่อต้น (Mean area) 4.6.1 ความหนาแน่น (Density) หมายถึงค่าเฉลี่ยของจำนวนต้นต่อพื้นที่ หรือบางครั้งใช้การ ประเมินความหนาแน่นอย่างหยาบ (Rough Estimate of Density) หรือ ความมากมาย (Abundance) ซึ่ง จำแนกได้ 5 ระดับหรือมากกว่า คือ พบยากมาก (Very rare) พบยาก (Rare) พบบางครั้ง (Occasional) พบ มาก (Abundant) และพบง่ายมาก (Very abundant) ในทางกลับกัน มีค่าเฉลี่ยพื้นที่ต่อต้น เป็นสัดส่วนกลับ ของความหนาแน่น 4.6.2 ความเด่น (Dominance) เป็นการวัดถึงความสามารถและมีอิทธิพลของพันธุ์ไม้ที่มีความ เหนือกว่ากัน หรือด้อยกว่ากัน และการแสดงออกในบางด้านของชนิดไม้นั้น ๆ พืชบางชนิดไม่สามารถจำแนกต้น ออกจากกันเด่นชัดต้องวัดเป็นการปกคลุมพื้นที่ เช่น หญ้า หรือวัดในรูปน้ำหนักแห้ง โดยการตัดทั้งหมดในแปลง ตัวอย่างและชั่งน้ำหนักสดหรือน้ำหนักแห้ง 4.6.3 ความถี่ (Frequency) เป็นการบอกถึงการกระจายของพันธุ์ไม้ในสังคม เป็นการวัดถึงอัตรา การปรากฏของต้นไม้ในแปลงตัวอย่างจากแปลงทั้งหมดที่ทำการสุ่มวัดโดยไม่ได้คำนึงถึงจำนวนต้นและขนาด ของต้น


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 41 4.7 การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (Data Analysis) การเก็บรวบรวมขอมูลเชิงปริมาณทั้งในเรื่องของชนิดพรรณพืช ขนาดความโต หรือความสูง รวมถึง ปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญในพื้นที่ เช่น ชนิดดิน สมบัติดิน ลักษณะของพื้นที่ ความลาดเอียง ฯลฯ ข้อมูลดังกล่าว จะต้องนำมาวิเคราะห์หาค่าเชิงปริมาณที่ถือว่าเป็นลักษณะพื้นฐานที่ต้องทำการวิเคราะห์ดังนี้ 4.7.1 จัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ (Species List) โดยทำการจำแนกชนิดวัชพืช และทำบัญชีวัชพืช ทำใหเราทราบในเบื้องตนถึงชนิดวัชพืชที่ ปรากฏในพื้นที่และเมื่อทำบัญชีรายชื่อวัชพืชแลวอาจดำเนินการประเมินสถานภาพของวัชพืชที่พบนั้น เพื่อ ประเมินการแพร่กระจายพื้นที่ของวัชพืชที่พบและประเมินความหนาแน่นของวัชพืชที่พบ 4.7.2 คำนวณหาความหนาแน่นของวัชพืชอาจแยกคำนวณเป็นความหนาแน่นรวม (Total Density) หรือความหนาแน่นแต่ละชนิด โดยสูตร ความหนาแน่น (D) = จำนวนวัชพืชทั้งหมดที่ปรากฏ จำนวนแปลงตัวอย่างทั้งหมด 4.7.3 คํานวณหาค่าความถี่ของวัชพืชแต่ละชนิด โดยใช้สูตรคํานวณดังนี้ ความถี่ของชนิดวัชพืช a (Fa) = จำนวนแปลงที่วัชพืช a ปรากฏ X 100 จำนวนแปลงที่ทำการสํารวจทั้งหมด 4.7.4 ทำการหาค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Relative Density) ของวัชพืชทุกชนิดตามสูตร ความหนาแน่นสัมพัทธ์ของวัชพืชชนิด A = ความหนาแน่นของวัชพืชชนิด A x 100 ความหนาแน่นรวมของสังคม 4.7.5 ทำการหาค่าความถี่สัมพัทธ์(Relative Frequency) ของวัชพืชทุกชนิด ตามสูตร ความถี่สัมพัทธ์ของวัชพืชชนิด A (RFA) = ความถี่ของวัชพืชชนิด A X 100 ความถี่รวมของวัชพืชทุกชนิด 4.7.6 ทำการหาค่าความเด่นสัมพัทธ์ (Relative Dominance) ของวัชพืชทุกชนิด ตามสูตร ความเด่นสัมพัทธ์ของวัชพืชชนิด A (RDoA) = ความเด่นของวัชพืชชนิด A x 100 ความเด่นรวมของไม้ทุกชนิด


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 42 4.7.7 คํานวณหาค่าดัชนีความสำคัญ (Importance Value Index, IVI) ของแต่ละชนิดพันธุ์ วัชพืชในสังคม จากค่าความสัมพัทธ์ทั้งสามค่าคือ ค่าความสำคัญของชนิดพันธุ์ A = RDA + RFA + RDoA ซึ่งโดยทั่วไปค่าดัชนีความสำคัญสูงสุดที่เป็นไปได้เทากับ 300 แต่เมื่อมีพืชตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปในสังคม พืชก็จะไม่มีชนิดพันธุใดให้ค่าสูงสุดเป็น 300 ได้หลังจากนั้นทำการจัดปรับปรุงตารางนําเสนอรายชื่อวัชพืช ในสังคมใหม่โดยเรียงลำดับตามค่าดัชนีความสำคัญ 4.7.8 ทำการสรุปและวิจารณ์ผลการศึกษาถึงลักษณะความสำคัญของวัชพืชในพื้นที่ รวมถึงบรรยาย สภาพปัจจัยแวดลอมที่สำคัญของสังคมพืชที่มีส่วนสำคัญต่อการปรากฏของวัชพืชเปรียบเทียบถึงความแตกต่าง ของผลที่ได้กับการรายงานในสังคมพืชชนิดเดียวกันกับพื้นที่การศึกษาอื่น ๆ ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ เพียงใด 4.8 สรุป การสำรวจการระบาดของวัชพืชในแปลงเกษตร หรือการศึกษาชนิดของวัชพืชที่พบในธรรมชาติ จะ นำไปสู่การคาดการณ์การระบาดของวัชพืชต่างๆ โดยพิจารณจากชนิดและปริมาณของวัชพืช เพื่อวิเคราะห์หา ค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพของวัชพืช ส่วนใหญ่กลุ่มประชากรวัชพืชในแปลงเกษตร จะแตกต่างจากใน ธรรมชาติอย่างชัดเจน โดยขนาดลำต้น ขนาดใบของกลุ่มที่เจริญในธรรมชาติ จะมีขนาดใหญ่และสูงกว่าในแปลง เกษตร ทั้งนี้อาจเนื่องจากวัชพืชที่ขึ้นในธรรมชาติไม่ได้เจริญเติบโตภายใต้สภาวะที่มีการพ่นยาปราบวัชพืช คำถามท้ายบท 1. จงอธิบายหลักการของการเก็บตัวอย่างด้านนิเวศวิทยาของวัชพืช 2. จงบอกขนาดแปลงตัวอย่างที่เหมาะสมในการศึกษาสังคมวัชพืช 3. จงอธิบายเทคนิคการประเมินความเด่นในด้านค่าปกคลุม 4. จงบอกค่าพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์สังคมพืช 5. จงยกตัวอย่างการวิเคราะห์ความหนาแน่นของสังคมพืช


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 43 บทปฏิบัติการที่ 1 เรื่อง การเก็บตัวอย่างงานวิจัยด้านวัชพืช บทปฏิบัติการที่ 1 การเก็บตัวอย่างงานวิจัยด้านวัชพืช การสำรวจสังคมพืชโดยใช้แปลงตัวอย่าง และ การวิเคราะห์สังคมพืชและการวิเคราะห์เบื้องต้น ณ ห้องปฏิบัติการด้านนิเวศวิทยา สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วัตถุประสงค์ เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้วิธีการเก็บตัวอย่างงานวิจัยด้านวัชพืช การสำรวจสังคมพืชโดยใช้ แปลงตัวอย่าง และการวิเคราะห์สังคมพืชและการวิเคราะห์เบื้องต้น วิธีการปฏิบัติ กิจกรรมนี้ได้ออกแบบให้นิสิตได้เรียนรู้หลักการวิธีการเก็บตัวอย่างงานวิจัยด้านวัชพืช การสำรวจสังคมพืชโดยใช้แปลงตัวอย่าง และการวิเคราะห์สังคมพืชและการ วิเคราะห์เบื้องต้น โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อนำไปใช้ประยุกต์กับการเก็บ ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับด้านพืช


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 44 บทที่5 วิธีการและเครื่องมือในการจัดการวัชพืช (Methods and Tools for Weed Management) 5.1 บทนำ หลักการป้องกันกำจัดวัชพืช (Principle of Weed Control) มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของพืชปลูก และวิธีการปลูกพืช ซึ่งจะทำให้วัชพืชมีผลกระทบต่อระบบการผลิตทางเกษตรน้อยที่สุด หลักในการจัดการ วัชพืช ได้แก่ 1) การป้องกัน (Prevention) หมายถึง การดำเนินการหรือขบวนการขัดขวางมิให้วัชพืช ซึ่งปรากฏอยู่แล้วในบริเวณใดบริเวณหนึ่งแพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่หรือบริเวณที่ยังไม่เคยมีวัชพืชชนิดนั้น ๆ มาก่อน 2) การควบคุม (Control) หมายถึง วิธีการดำเนินการที่จะทำให้จำนวนวัชพืช ซึ่งแพร่ระบาดอยู่ใน บริเวณพื้นที่นั้น ๆ แล้ว ลดจำนวนลงจนถึงระดับที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชปลูก 3) การกำจัด (Eradication) หมายถึง วิธีการ ที่ทำให้วัชพืชหมดไปจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยสิ้นเชิงจากแปลงเกษตร หรือพื้นที่ที่ต้องการ มักจะเน้นกับวัชพืชที่เป็นปัญหาอย่าง 5.2 วิธีการจัดการวัชพืช (Weed management) การจัดการวัชพืช (Weed management) จะเป็นการนำเอาการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมา ใช้ร่วมกัน แต่จะใช้หลักการใดมากหรือน้อยขึ้นกับวัตถุประสงค์และปัญหา อาจใช้คำว่า การควบคุมกำจัดวัชพืช สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งวิธีใช้และไม่ใช้สารเคมี (Monaco, Weller & Ashton, 2002) 5.2.1 การควบคุมกำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมี(Chemical Weed Control) สารกำจัดวัชพืช (Herbicide) ใช้เพื่อฆ่าทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโต ของส่วนขยายพันธุ์กำลังงอก เป็นต้นกล้า หรือเป็นต้นสมบูรณ์แล้ว ขึ้นกับชนิดของสารกำจัดวัชพืชชนิดวัชพืชและเวลาที่ใช้และตลอด ระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมานี้ได้มีการพัฒนาชนิดของสารอินทรีย์รูปแบบ และวิธีการในการควบคุมกำจัดวัชพืช โดยใช้สารเคมีกันอย่างแพร่หลาย และได้มีการค้นพบสารเคมีซึ่งมีผลและสามารถนำมาใช้ควบคุมกำจัดวัชพืชได้ เป็นอย่างดีนับเป็นร้อย ๆ ชนิด ส่งผลให้มีกิจกรรมในเชิงอุตสาหกรรม และเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย ระบบการผลิตทางเกษตรและระบบที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ก็ได้รับการปรับปรุงพัฒนาโดยสามารถลดปัญหา ของวัชพืชลงได้อย่างมากมายในปัจจุบัน


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 45 การจำแนกสารกำจัดวัชพืช (Herbicide Classification) สารกำจัดวัชพืชสามารถแบ่งออกเป็นประเภทหรือกลุ่ม โดยยึดหลักหรือเกณฑ์ต่าง ๆ กัน ในที่นี้จะแบ่งโดยยึดเกณฑ์3 ประการ (Ashton & Crafts, 1981) 1) แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม ได้แก่ ประเภทเลือกทำลาย (Selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีผลในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด ประเภทไม่เลือก ทำลาย (Nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีผลในการควบคุมกำจัดหรือเป็นอันตรายกับพืชทุก ชนิดที่รับสารประเภทนี้เข้าไป 2) แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช ได้แก่ ก) ประเภทใช้ทางใบ (Foliar Application) หมายถึง สาร กำจัดวัชพืชที่เข้าสู่ พืชทางใบหรือยอดอ่อน ประกอบด้วย ประเภทสัมผัสหรือถูกตาย (Contact Herbicides) หมายถึง สารประเภทที่สามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้น และประเภทดูดซึม (Systemic หรือ Translocated Herbicides) หมายถึงสารที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ และทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง ข) ประเภทใช้ทางดิน (Soil Application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่น ๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (Residue) 3) แบ่งตามกลุ่มทางเคมี(Chemical Classification) (Ashton & Crafts, 1981) จำแนกประเภทและ กลุ่มของสารกำจัดวัชพืชตามลักษณะทางเคมีได้ดังนี้ประเภทสารอนินทรีย์(Inorganic Herbicides) เช่น แอมโมเนียมซัลฟาเมท (Ammonium Sulfamate ,(AMS)), คอปเปอร์ ซัลเฟต (Copper Sulfate), แคลเซียม ไซยาไมด์ (Calcium Cyanamide), คอปเปอร์คลีเลต (Copper Chelate), โซเดียมคลอเรต (Sodium Chlorate), เฮกซาฟลูเรต (Hexaflurate) เป็นต้น มีผลต่อพืชในลักษณะทำลายเซลล์พืชเป็นส่วนใหญ่ ประเภท สารอินทรีย์(Organic Herbicides) ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็นกลุ่มต่าง ๆ ตามโครงสร้างหลักของ องค์ประกอบทางชีวเคมีได้แก่ 1) แอลิแฟติก (Aliphatics) ได้แก่ ดาลาพอน (Dalapon) ทีซีเอ (TCA) กรดคา โคไดลิก (Cacodylic acid) ดีเอสเอ็มเอ (DSMA) เอ็มเอเอ (MAA) เอ็มเอเอ็มเอ (MAMA) และ เอ็มเอสเอ็มเอ (MSMA) อะโครลีน (Acrolein) อัลลิลแอลกอฮอล์ (Allyl Alcohol) เมทธิลโบรไมด์ (Methyl Bromide) และ ไกลโฟรเซต (Glyphosate) 2) เอไมด์ (Amides) ได้แก่ กลุ่ม อะลาคลอร์(Alachlor) บิวทาคลอร์(Butachlor) เมโทลาคลอร์(Metolachlor) โพรพาคลอร์(Propachlor) เทอบูคลอร์ (Terbuchlor) และ ซีดีเอเอ (CDAA) และอีกกลุ่มได้แก่ ไดฟีนามิด (Diphenamid) เนโพรพาไมด์(Napropamide) แนพทาลัม (Naptalam) โพรนา ไมด์(Pronamide) และ โพรพานิล (Propanil) 3) กรดเบนโซอิก (Benzoic Acid) ได้แก่ ไดแคมบา (Dicamba) คลอแรมเบน (Chloramben) และ 2, 3, 6-กรดไตรคลอโรไอโซไซยานูริก (2,3,6-Trichlorobenzoic acid) 4)


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 46 ไบไพริดิเลียม (Bipyridiliums) ได้แก่ พาราคว็อท (Paraquat) และ ไดควอต (Diquat) 5) คาร์บาเมต (Carbamates) ได้แก่ อะซูแลม (Asulam) บาร์บาน (barban) โพรฟาม (Propham), คลอโพรฟาม (Chlorpropham) และ เดสเมดิฟาม (Desmedipham) 6) ไดโนโตรอะนีลีน (Dinitroanilines) ได้แก่ เบเนฟิน (Benefin) บูทราลิน (Butralin) ไดโนตรามีน (Dinitramine) ฟลูคลอราลิน (Fluchloralin) ไอโซโพรพาลีน ไนทราลิน (Isopropalin Nitralin) โอรีซาลิน (Oryzalin) เพนดิเมทาลิน (Pendimethalin) และ ไตรฟลูราลิน (Trifluralin) 7) ไดฟีนิลอีเทอร์(Diphenyl Ethers) ได้แก่อะซิฟลูออร์เฟน (Acifluorfen) ไบฟีนอกซ์(Bifenox) ไดโคลฟอป (Diclofop) ฟลูออโรดิเฟน (Fluorodifen) ไนโตรเฟน (Nitrofen) ไนโตรฟลูออร์เฟน (Nitrofluorfen) และ อ๊อกซีฟลูออร์เฟน (Oxyfluorfen) 8) ไนไตร (Nitrile) ได้แก่ ไดโคลเบนิล (Dichlobenil), โบรโมซินิล (Bromoxynil) และ ไอออกซีนิล (Ioxynil) 9) ฟีน็อกซี่ (Phenoxy) ได้แก่ กรด 2,4-ไดคลอโรฟีนอก ซีแอซีติก (2,4- Dichlorophenoxyacetic Acid) กรด 2,4,5-ไตรคลอโรฟีนอกซีอะซิติก (2, 4, 5- Trichlorophenoxyacetic Acid) และ เอ็มซีพีเอ (MCPA) 10) ไธโอคาร์บาเมต (Thiocarbamate) ได้แก่ บิว ไทเลต (Butylate) ไซโคลเอต (Cycloate) อีพีทีซี (EPTC) โมลิเนต (Molinate) พีบูเลต (Pebulate) อีดีอีซี (CDEC) เวอร์โนเลต (Vernolate) และ ไทรเอเลท (Triallate) 11) ไตรอะซีน (Triazines) ได้แก่ อาทราซิน (Atrazine), อะมีทรีน (Ametryn) ไซยานาซีน (Cyanazine) ไซปราซิน (Cyprazine) โพรเมตอน (Prometon), โพรมีทรีน (Prometryn) โพรพาไซน์ (Propazine) ซิมาซีน (Simazine) ซิเมทริน (Simetryn) เทอร์บูทริน (Terbutryn) และ เมทริบูซิน (Metribuzin) 12) ยูเรีย (Ureas) ได้แก่ ไดยูรอน (Diuron) ฟลูโอเมทูรอน (Fluometuron) ลินูรอน (Linuron), เนบูรอน (Neburon), โมนูรอน (Monuron) ซิดูรอน (Siduron) และ ทีบู ไทยูรอน (Tebuthiuron) 13) ยูราซิล (Uracil) ได้แก่ โบรมาซิล (Bromacil) และ เทอบาซิล (Terbacil) 14) สารชนิดอื่น ๆ มีสารกำจัดวัชพืชอีกหลายชนิดที่การจัดกลุ่มยังไม่ชัดเจน เพราะโครงสร้างเคมีไม่สามารถจัดลงใน กลุ่มใดได้ได้แก่ อะมิโทรล (Amitrole), เอ็นโดโทรล (Endothall) พิคลอแรม (Picloram) และ ไตรคลอริค (Triclopyr) 5.2.2 วิธีการและลักษณะการใช้(Application) วิธีการใช้(Method of Application) การใช้สารกำจัดวัชพืชมีหลายวิธีขึ้นกับชนิดของวัชพืช ชนิดของพืชปลูก ลักษณะของปัญหา และชนิดและรูปลักษณ์(Formulation) ของสารเคมี(Ashton & Crafts, 1981) แบ่งวิธีการใช้สารกำจัดวัชพืช ไว้5 วิธีได้แก่ 1) การพ่น (Spraying) นิยมใช้กับสารกำจัดวัชพืชที่เป็นของแข็ง (Powder) หรือ ของเหลว (Concentrate) 2) การอัดฉีด (Injection) เป็นวิธีการใช้สารเคมีอัดฉีดเข้าไปในเปลือกหรือเนื้อไม้หรืออัดฉีดลง ไปในดินชั้นล่างใต้ผิวดิน 3) การหว่าน (Broadcasting) เป็นวิธีการใช้สารเคมีในรูปที่เป็นเม็ด (Granule) ซึ่งอาจ


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 47 หว่านลงในน้ำ หรือหว่านบนพื้นดินแล้วไถกลบ 4) การหยด (Dripping) เป็นการใช้สารกำจัดวัชพืชในบริเวณที่มี น้ำ หรือในแหล่งน้ำต่าง ๆ 5) การทาหรือสัมผัส (Painting or Contacting) เป็นการใช้สารกำจัดวัชพืชเพื่อ ทำลายต้นไม้ใหญ่ อาจเป็นการทาไปที่เปลือก รอยแผล หรือที่เนื้อไม้ ลักษณะการใช้(manner of use) สารกำจัดวัชพืชแต่ละชนิดหรือแต่ละกลุ่มมีลักษณะการใช้ที่จะให้บังเกิดผลดีคือ ควบคุม กำจัดวัชพืชได้ดีและมีอันตรายต่อพืชปลูกน้อยที่สุด ได้แก่ 1) การใช้ซึ่งสัมพันธ์กับพื้นที่หรือบริเวณ (Space or Area of Application) ซ ึ ่ ง แ บ ่ ง อ อ ก ไ ด ้ เ ป ็ น ก า ร ใ ช ้ เ ป ็ น แถ บ (Band Application) เป็นการฉีดพ่นในลักษณะเป็นแถบกว้าง 30-50 เซนติเมตร ครอบคลุมไปในแถวหรือระหว่างแถวพืช การใช้ทั้ง พื้นที่ (Overall หรือ Broadcast Application) เป็นการใช้ครอบคลุมไปหมดทั้งพื้นที่ทั้งระหว่างแถว และระหว่างต้น การใช้ตรงเป้า (Directed Application) เป็นการใช้สารกำจัดวัชพืชเจาะจงไปยังบริเวณใด บริเวณหนึ่งในพื้นที่ การใช้ให้ถูกส่วนบนของพืช (Overtop, Overhead or Over-The-Top Application) เป็นการใช้ให้ถูกเฉพาะส่วนใบหรือยอดของวัชพืช การใช้เป็นจุดหรือเป็นหย่อม (Spot Application) เป็นการ ใช้ในลักษณะที่วัชพืชชนิดที่ต้องการควบคุมกำจัดแพร่กระจาย การใช้ที่โคนต้น (Basal Application) เป็นการ ใช้สารไปที่โคน หรือลำต้นของวัชพืชโดยตรง การใช้ใต้ผิวดิน (Subsurface Application) เป็นการใช้สารกำจัด วัชพืชใต้ผิวดินระดับตื้น การใช้ในแหล่งน้ำ (Aquatic Application) เป็นการใช้เป็นจุด ๆ หรือฉีดพ่นทั่วไปลงใน แหล่งน้ำสำหรับกำจัดวัชพืชน้ำ 2) การใช้ซึ่งสัมพันธ์กับเวลา (Time of Application) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น การใช้ ก่อนปลูก (Preplant-PP) เป็นการใช้สารเคมีหลังจากเตรียมพื้นที่เสร็จก่อนที่จะทำการปลูกพืช การใช้คลุกลง ดินก่อนปลูก (Preplant Incorporation-PPI) เป็นการใช้สารเคมีหลังจากเตรียมพื้นที่เสร็จก่อนที่จะทำการปลูก พืช การใช้ก่อนงอก (Preemergence-PRE) เป็นการใช้สารเคมีกับพืชที่ปลูกโดยเมล็ดเป็นส่วนใหญ่ โดยฉีดพ่น สารเคมีหลังจากปลูกพืชเสร็จก่อนที่วัชพืช หรือพืชปลูกจะงอก การใช้ระหว่างงอก (Emergence-EMG) เป็น การฉีดพ่นสารเคมีในขณะที่พืชกำลังงอก ยอดหรือใบอ่อนของพืชกำลังโผล่พ้นเหนือดิน (Cracking) ช่วยเพิ่ม การเลือกทำลายของสารกำจัดวัชพืช การใช้หลังงอก (Postemergence-POST, POE) เป็นการใช้หลังจากพืช ปลูกหรือวัชพืชงอกแล้ว


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 48 5.2.3 สารกำจัดวัชพืชกับพืช (Herbicides and Plants) เมื่อมีการฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช และสารที่ฉีดพ่นนี้ไปสัมผัสกับพืชไม่ว่าพืชปลูกหรือวัชพืชก็จะเกิด การดูดซึมหรือการแทรกตัวของโมเลกุลของสารกำจัดวัชพืชเข้าสู่ภายในพืช การเคลื่อนย้ายภายในพืช การเข้าสู่พืช (Penetration to plants) การที่โมเลกุลของสารกำจัดวัชพืชถูกดูดซึมหรือดูดซับ (Absorb) หรือแทรกตัว (Penetrate) เข้าไปสู่ภายในของพืช ซึ่งอาจเข้าได้หลายทางขึ้นกับจุดที่สารไปสัมผัสกับพืช คุณสมบัติของสาร และคุณสมบัติ ของพืชที่บริเวณจุดสัมผัส จุดสัมผัสและทางที่สารจะเข้าสู่พืชได้คือ ราก ใบ ยอดอ่อน และลำต้น 1) การดูดซึมเข้าทางราก (Root Absorption) รากพืชจะดูดซึมสารกำจัดวัชพืช ซึ่งอยู่ในดินในลักษณะ สารละลาย (Soil Solution) โดยโมเลกุลของสารจะถูกดูดซึมเข้าไปทางรากของอ่อน (Root Hair) และทาง Cortex Parenchyma 2) การดูดซึมเข้าทางใบ (Leaf Absorption) สารกำจัดวัชพืชที่ใช้ทางใบ จะเป็นอันตรายต่อพืชก็ต่อเมื่อโมเลกุลของสารเข้าสู่ส่วนที่เป็น แบบซิมพลาสต์ (Symplasm) ของพืชโมเลกุล ของสารซึ่งสัมผัสผิวใบจะเข้าสู่แบบซิมพลาสต์ของพืชได้2 ทางคือ ทางปากใบ (Stomata) และทางเยื่อเคลือบ ใบ (Cuticle) หรือไข (Wax) 3) การดูดซึมเข้าทางยอดอ่อนใต้ดิน (Shoot Absorption) ยอดอ่อนของต้นกล้า ที่ เพิ่งจะงอกจากเมล็ดและยังอยู่ใต้ดินสามารถดูดซึมสารกำจัดวัชพืชซึ่งใช้ทางดินได้โดย เนื้อเยื่อหุ้มยอดแรกเกิด (Coleoptile) จะเป็น ตัวดูดซึม 4) การดูดซึมเข้าทางลำต้น (Stem Absorption) โมเลกุลของสารกำจัดวัชพืช สามารถเข้าสู่พืชได้โดยผ่านทางเอพิเดอร์มิส (Epidermis) ของลำต้น หากเป็นไม้ใหญ่ก็จะผ่านทางเปลือก (bark) ซึ่งเข้าค่อนข้างยาก เพราะเปลือกอาจมีเนื้อเยื่อคอร์ก (Cork) และ เนื้อเยื่อพาเรงคิมา (Parenchyma) อยู่มาก 5) การดูดซึมของเมล็ด (Seed Absorption) เมล็ดวัชพืช จะสามารถดูดซึมสารกำจัดวัชพืชที่ใช้ทางดิน ได้โดยตรง ทำให้เกิดการยับยั้งการงอกของเมล็ดและเมล็ดอาจตายในที่สุด


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 49 การเคลื่อนย้ายในพืช (Translocation) เมื่อสารกำจัดวัชพืชถูกดูดซึมเข้าสู่พืชแล้ว สารกำจัดวัชพืชหลายชนิดสามารถเคลื่อนย้ายจาก จุดแรกที่เข้าสู่พืชไปยังจุดอื่น ๆ ภายในพืชได้การเคลื่อนย้ายของสารกำจัดวัชพืชภายในพืชแบ่งได้3 ลักษณะ 1) การเคลื่อนย้ายผ่านส่วนที่มีชีวิต (Symplastic Translocation) เป็นการเคลื่อนย้ายของ สารที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอด โดยจะเคลื่อนย้ายไปกับสารที่ได้จากการสังเคราะห์แสง เข้าสู่ท่ออาหาร ไปสู่ส่วนที่เป็น Sink ของพืชเมื่อโมเลกุลของสารเคมีเคลื่อนไปถึงที่ใดก็จะแสดงผลในการทำลายพืชตรงบริเวณ เหล่านั้น 2) การเคลื่อนย้ายผ่านส่วนที่ไม่มีชีวิต (Apoplastic Translocation) เป็นการเคลื่อนย้ายของ สารที่เข้าสู่พืชทางราก และจะเป็นไปในลักษณะเดียวกับการเคลื่อนย้ายน้ำและธาตุอาหาร ทำให้ส่วนที่มีชีวิต ของพืชที่มีน้ำถูกทำลายได้ 3) การเคลื่อนย้ายผ่านส่วนที่ไม่มีและมีชีวิต (Apoplast-Symplast Translocation) เป็นการ เคลื่อนย้ายโมเลกุลของสารเคมีชนิดเดียวกันทั้งในท่อน้ำและท่ออาหาร แล้วเคลื่อนย้ายต่อไปตามส่วนต่าง ๆ ของพืช 5.2.4 การทำลายพืช (Mode of Action) สารกำจัดวัชพืชจะทำลายพืชโดยการที่โมเลกุลของสารไปรบกวนขบวนการทางสรีรวิทยา (Physiological Process) ของพืช ซึ่งแบ่งได้หลายลักษณะคือ รบกวนการเจริญเติบโต (Growth and Development Interference) การเจริญเติบโตคือ การสร้างหรือเพิ่มจำนวนเซลล์หรือการสร้างองค์ประกอบ (Organelle) ของเซลล์สารกำจัดวัชพืชเกี่ยวข้อง กับการเจริญเติบโต 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) ยับยั้งการแบ่งเซลล์(Mitotic Poison) 2) กระตุ้นการเจริญเติบโต (Growth Regulation) 3) ยับยั้งการสร้างคลอโรฟิลล์(Chlorophyll Inhibitor) รบกวนขบวนการเมทาโบลิซั่ม (Metabolic Process Interference) ได้แก่ 1) ยับยั้งการ สังเคราะห์แสง (Photosynthetic Inhibition) 2) ยับยั้งขบวนการหายใจ (Respiration Inhibition) 3) ยับยั้ง ขบวนการสังเคราะห์โปรตีน (Protein Synthesis Inhibition) 4) รบกวนกิจกรรมของน้ำย่อย (Enzyme Activity) (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547)


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 50 5.2.5 การสลายตัวในพืช (Degradation) โมเลกุลของสารเคมีที่เข้าสู่ต้นพืชแล้ว อาจถูกทำให้เสื่อมสภาพหรือสลายตัวเปลี่ยนเป็นสารอื่น ๆ โดยปฏิกิริยาทางชีวเคมีภายในพืช ทำให้คุณสมบัติในการเป็นอันตรายกับพืชลดลงหรือหมดไป การสลายตัว โดยการเปลี่ยนเป็นสารอื่นเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย กล่าวคือ หากการสลายตัวเกิดขึ้นในพืชปลูก แต่ไม่เกิด ในวัชพืชก็จะทำให้เกิดการเลือกทำลายที่เกิดผลดีต่อการจัดการวัชพืช แต่หากการสลายตัวเกิดขึ้นในวัชพืช ก็จะทำให้วัชพืชแสดงอาการทนทาน (Tolerant) ต่อสารเคมีทำให้เกิดผลเสียต่อการจัดการ (พรชัย เหลืองอาภา พงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) 5.2.6 การเลือกทำลาย (Selectivity) การเลือกทำลายของสารกำจัดวัชพืชขึ้นกับ 3 ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยด้านชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และสารกำจัดวัชพืชเอง (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) ปัจจัยด้านชีวภาพ (Biological Factor) ปัจจัยด้านชีวภาพที่มีอิทธิพลต่อความแตกต่างในการตอบสนองของพืชต่อสารกำจัดวัชพืช สามารถแบ่งย่อยได้4 ประการด้วยกัน คือ 1) อายุและอัตราการเจริญเติบโต (Age and Growth Rate) พืชที่มีอายุมากค่อนข้างทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช เพราะตอบสนองต่อสารเคมีได้น้อยและช้า ในทางปฏิบัติ หากวัชพืชมีอายุมากสามารถทำให้มีอายุน้อยได้(Rejuvenile) โดยการตัดส่วนที่แก่และปล่อยให้เกิด ใบและต้นใหม่ ทำให้สามารถตอบสนองต่อสารเคมีได้ดี2) สัณฐานวิทยา (Morphology) ความแตกต่าง ของลักษณะทางสัณฐานวิทยาของส่วนต่าง ๆ ของพืช ทำให้พืชตอบสนองต่อสารกำจัดวัชพืชแตกต่างกันด้วย ส่วนของพืชที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มี3 ส่วน ได้แก่ ราก (Root) พืชล้มลุกจะมีระบบรากตื้น มีโอกาสรับสารกำจัด วัชพืชได้มากกว่าพืชที่มีระบบรากลึก เช่น พืชข้ามฤดูหรือข้ามปีการตอบสนองต่อสารกำจัดวัชพืชในพืชล้มลุก จึงมีมากกว่าในพืชข้ามปีตำแหน่งของจุดเจริญ (Location of Growing Point) จุดเจริญของพืชจำพวกหญ้าจะ อยู่ส่วนล่างของลำต้นหรืออยู่ ใต้ดิน ส่วนจุดเจริญของพืชใบกว้างมักจะอยู่ที่ยอดและที่ตา ในซอกใบ หรือซอกกิ่ง โอกาสที่จุดเจริญจะถูกหรือรับสารเคมีจึงมีมากกว่าในพวกใบแคบหรือหญ้า การควบคุมวัชพืช ใบกว้างด้วยสารประเภทสัมผัสจึงทำได้ง่ายกว่า คุณสมบัติของใบ (Leaf Properties) ใบของพืชแต่ละชนิด มักมีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะแตกต่างกัน พืชที่มีแผ่นใบแคบ ใบตั้งตรง หรือใบที่มีไขที่ผิวใบ จะรับสารเคมี ได้น้อย เพราะหยดน้ำซึ่งมีสารเคมี(Spray Droplet) เกาะได้น้อย หรือเกาะได้ไม่นาน จึงมักเป็นพืชที่ตอบสนอง ต่อสารเคมีได้น้อย ในทางตรงกันข้ามพืชที่มีแผ่นใบกว้าง ขรุขระ หรือเรียบแต่ไม่มีไขที่ผิวใบหรือใบนอน จะรับสารเคมีไว้ได้มาก เช่น พืชใบกว้างส่วนใหญ่ จึงตอบสนองต่อสารเคมีได้ง่ายและมากกว่าด้วย


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 51 3) สรีรวิทยา (Physiology) คุณลักษณะทางสรีรวิทยาที่แตกต่างกันทำให้พืชตอบสนองต่อสารกำจัดวัชพืช ต่างกันไปด้วย ลักษณะทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกทำลายสามารถแบ่งได้ดังนี้คือ การดูดซับสารเคมี (Plant Absorption) พืชที่มีไขที่ผิวใบบาง หรือมีปากใบกว้างจะดูดซับสารเคมีได้มาก ทำให้โอกาสถูกทำลายมี มากด้วย การใช้สารเพิ่มประสิทธิภาพทางใบ จะไปลดความแตกต่างในเรื่องนี้ทำให้การเลือกทำลายลดลงด้วย การเคลื่อนย้ายสารเคมีในพืช (Translocation) ความสามารถในการเคลื่อนย้ายสารเคมีในพืชขึ้นกับชนิดพืช ชนิดของสารเคมีและสภาพแวดล้อม พืชที่เอื้ออำนวยให้มีการเคลื่อนย้ายสารเคมีในต้นพืชมาก จะมีความทนทานต่อสารเคมีน้อยกว่า การสลายตัวของสารเคมีในพืช (Degradation or Inactivation) สาร กำจัดวัชพืชในพืชอาจถูกย่อยสลายหรือเปลี่ยนเป็นสารชนิดอื่น ซึ่งไม่มีคุณสมบัติด้านเป็นพิษกับพืช หรืออาจเพิ่มคุณสมบัติด้านเป็นพิษขึ้น ตัวอย่างเช่น การแตกตัวของ โพรพานิล โดยน้ำย่อยแอริล อะซิลามิเดส (Aryl Acylamidase) ในข้าว ทำให้โพรพานิลไม่เป็นอันตรายต่อข้าว ในขณะที่วัชพืชหลายชนิดโดยเฉพาะ หญ้าข้าวนกไม่มีน้ำย่อยชนิดนี้ ทำให้โพรพานิลไม่สูญเสียคุณสมบัติจึงทำลายวัชพืชชนิดนี้ซึ่งเป็นวัชพืชที่รุนแรง ในนาข้าวได้อีกตัวอย่างคือ การเปลี่ยนสารที่ไม่มีพิษเป็นสารที่มีพิษต่อพืชได้เช่น การใช้สาร 2,4-DB ซึ่งเป็น ส า ร ใ น ก ล ุ ่ ม Phenoxy พ ื ช ห ล า ย ช น ิ ด สา ม า ร ถ เ ป ลี ่ ยน 2,4-DB เป็น 2,4-D ไ ด ้ ท ำ ใ ห ้ พืช นั้น ถ ู ก ท ำ ล า ย โ ด ย 2,4-D ใ น ข ณ ะ ท ี ่ พ ื ช ห ล า ย ช น ิ ด ไ ม ่ ม ี น ้ ำ ย ่ อ ย ท ี ่ จ ะ ย ่ อ ย 2,4-DB เป็น 2,4-D จึงทนทานต่อสาร 2,4-DB ได้และไม่ถูกทำลาย 4) พันธุกรรม (Genetic Inheritance) พันธุกรรมของพืช จะเป็นตัวควบคุมลักษณะการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการตอบสนองอาจแสดงออก ในทางด้านสัณฐานวิทยา สรีรวิทยา และชีวเคมีของพืช การตอบสนองของพืชที่ต่างกันนี้มีผลทำให้ การถูกทำลายโดยสารเคมีแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งอาจต่างกันในระดับชนิดและระดับพันธุ์ของพืช ปัจจุบันความก้าวหน้าในเรื่องนี้ทำให้มีการสร้างพันธุ์ฝ้าย ถัวเหลือง ข้าวโพด ที่มีพันธุกรรมต้านทาน ต่อไกลโฟเซต (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Factor) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเลือกทำลาย คือ เนื้อดิน ความชื้น แสง และอุณหภูมิ ปัจจัยเหล่านี้อาจมีผลต่อการเลือกทำลายในลักษณะที่มีสหสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หรืออาจจะ แยกกัน สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดการเจริญเติบโตและการพัฒนาการของพืช ตลอดทั้งการเปลี่ยนแปลงลักษณะ ทางสัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาของพืช ลักษณะทางสัณฐานวิทยานี้มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมและมีผล ต่อการเลือกทำลาย คือ ลักษณะการเจริญเติบโต คุณสมบัติของใบ และลักษณะตลอดทั้งกิจกรรมของปากใบ ส่วนลักษณะของสัณฐานวิทยานั้นจะพบว่าสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อความแตกต่างด้านการดูดซึม การเคลื่อนย้าย การดูดยึด (Adsorption) การต้านทานของเมมเบรน (Membrane) และปฏิกิริยาของน้ำย่อยต่าง ๆ


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 52 ต่อสารกำจัดวัชพืช ทำให้พืชตอบสนองต่อสารกำจัดวัชพืชแตกต่างกันไปด้วย สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับดิน มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับสารกำจัดวัชพืชที่ใช้ทางดินเป็นอย่างมาก ความแตกต่างของเนื้อดินและ ความชื้นในดินทำให้การเคลื่อนย้ายสารกำจัดวัชพืชในดินแตกต่างกัน มีผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับสาร กำจัดวัชพืชแตกต่างกันไปด้วย และแสดงผลออกมาในเชิงการเลือกทำลาย ลักษณะเหล่านี้ประกอบด้วย การดูดยึดสารเคมีโดยอนุภาคของดิน การละลายได้ในน้ำ ปริมาณน้ำฝน และชนิดของดิน การที่สารเคมีละลาย น้ำได้ดีมีฝนตกมาก และดินเป็นดินทรายจะช่วยให้สารเคมีเคลื่อนย้ายลงระดับลึกไม่เป็นอันตรายแก่พืชรากตื้น การกำหนดชั้นและระดับให้สารกำจัดวัชพืชอยู่ จะช่วยให้การเลือกทำลายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) ปัจจัยด้านสารกำจัดวัชพืช (Herbicidal Factor) สารกำจัดวัชพืชแต่ละชนิดแต่ละกลุ่มมีลักษณะทางเคมีและทางฟิสิกส์แตกต่างกัน ความแตกต่างดังกล่าวนี้จะทำให้มีความสามารถในการทำลายพืชแตกต่างกันด้วย ปัจจัยด้านสารเคมีเองที่ทำให้ เกิดการเลือกทำลาย คือ 1) การจัดเรียงตัวขององค์ประกอบในโมเลกุล (Molecular Configuration) ความแตกต่างในเรื่องการจัดเรียงตัวขององค์ประกอบในโมเลกุลเพียงเล็กน้อย ทำให้การเลือกทำลายแตกต่าง กันได้เช่น ไตรฟลูราลิน และ เบเนฟิน ซึ่งต่างกันเพียง Methyl Group (-CH3 ) บน Side Chain ทางซ้ายและ ขวาไม่เท่ากัน แต่ผลที่แสดงออกคือ เบเนฟิน ไม่เป็นอันตรายกับผักกาดหอม แต่ ไตรฟลูราลิน จะทำลาย ผักกาดหอ มท ั้ งห มด 2) ช นิดของคว า มเ ป็น พ ิ ษ (Type of Toxicity) คว ามเป็นพิ ษมี2 ช นิด คือ ฉับพลัน (Acute) และเรื้อรัง (Chronic) สารพวกถูกตายมีพิษแบบฉับพลัน ทำให้การเคลื่อนย้าย เป็นไปได้น้อย มีอัตราการเลือกทำลายต่ำ ส่วนพวกมีพิษแบบเรื้อรังจะค่อย ๆ ทำลายพืช ทำให้พืชบางชนิด มีโอกาสฟื้นได้การเลือกทำลายก็จะมีมากขึ้น 3) ความเข้มข้นของสาร (Concentration) ความเข้มข้น ที่ต่างกันทำให้ความสามารถในการทำลายพืชต่างกันไปด้วย การใช้สารเคมีในระดับความเข้มข้นต่ำ อาจสามารถควบคุมกำจัดพืชล้มลุกได้ง่ายแต่มักไม่เป็นอันตรายกับพืชค้างปีมากนัก การใช้ในระดับ ความเข้มข้นสูง จะทำให้การเลือกทำลายต่ำลง 4) รูปลักษณ์ของสาร (Formulation) รูปลักษณ์ของสาร จะทำให้สารกำจัดวัชพืชสัมผัสกับพืชได้มากน้อยต่างกัน ในการใช้ทางใบ รูปลักษณ์ที่ช่วยให้สารติดอยู่ที่ใบมาก ติดอยู่นาน หรือแผ่ไปตามแผ่นใบได้มาก จะทำให้การเลือกทำลายลดลง ขณะเดียว กัน การใช้สารเพิ่มประสิทธิภาพทางใบ (Adjuvant) ทำให้สารกำจัดวัชพืชมีโอกาสเกาะอยู่ที่ผิวใบได้มากขึ้น เป็นการลดการเลือกทำลายเช่นกัน หรืออาจเป็นการเพิ่มการเลือกทำลายในบางกรณี5) วิธีการฉีดพ่น (Application Methods) ในการฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช ควรฉีดพ่นให้ถูกพืชปลูกน้อยที่สุด หรือให้อยู่ในระดับที่ พืชปลูกจะสัมผัสสารน้อยที่สุด ในกรณีฉีดพ่นทางใบ การใช้โล่หรือฉากบังหรือใช้แผ่นกรวยล้อมรอบหัวฉีด


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 53 จะช่วยป้องกันมิให้สารเคมีไปสัมผัสกับพืชปลูกได้การฉีดพ่นทางดินหากสารเคมีแพร่กระจายในระดับผิวดินตื้น ๆ ก็จะไม่เป็นอันตรายกับพืชปลูกที่งอกในระดับลึก โดยเฉพาะสารเคมีที่เข้าสู่ พืชทางราก แต่สารที่เข้าสู่พืช ทางยอดอ่อนอาจมีอันตรายจากสารที่แพร่กระจายอยู่ในระดับตื้นได้ขึ้นกับว่าสารกำจัดวัชพืชชนิดนั้น ๆ เข้าสู่พืชทางไหนมากกว่ากัน (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) 5.2.7 พฤติกรรมของสารกำจัดวัชพืชในดิน (Herbicides in Soils) หลังจากฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช ประเภทใช้ทางดินลงไปในดินแล้ว สารเคมีที่ฉีดพ่นลงดินจะมีพฤติกรรม ต่าง ๆ คือ การดูดยึดโดยอนุภาคของดิน (Adsorption) การดูดยึดโดยอนุภาคของดินทำให้ปริมาณของสารกำจัดวัชพืชในดินและการเคลื่อนย้ายในดิน ลดลง และมีผลต่อการคงอยู่ในดิน (Persistence) ของสารกำจัดวัชพืชด้วย การดูดยึดอาจเป็นแบบ พันธะไอออนิก (Ionic Bonding) พันธะไฮโดรเจน (Hydrogen Bonding) หรือ แรงวานเดอร์วาลส์ (Vander Vaal Force) พันธะไอออนิกมักจะเกิดขึ้นกับสารที่มีประจุอิสระ เช่น พาราคว็อท หรือ ไดควอต หรือ กับสารเคมีที่มีสภาพเป็นด่าง เช่น สารในกลุ่มไตรอะซีน การดูดยึดจะมากหรือน้อยขึ้นกับค่า pH ของดิน และค่า pKa ของสารกำจัดวัชพืช นอกจากนี้พันธะไอออนิก ประเภทมีประจุลบ (Anionic) จะเกิดกับสารเคมี ในกลุ่ม กรดเบนโซอิก, ฟีน็อกซีและ กรดอะลิฟาติก สารในกลุ่มที่ถูกดินดูดยึดโดย พันธะไอออนิกนี้ มีใช้ทางดินน้อย ยกเว้นในกลุ่ม ไตรอะซีน พันธะไฮโดรเจน มักจะเกิดขึ้นกับสารในกลุ่ม ยูเรีย คาร์บาเมต ซึ่งมีสารในกลุ่มคาร์บอนิล (Carbonyl) และกับสารในกลุ่มอะนิลีน (Anilines) ซึ่งมีกลุ่มอะมีโน (Amino Groups) การดูดยึดแบบ พันธะไฮโดรเจน จะไม่แน่นเหมือน พันธะไอออนิกและอุณหภูมิจะมีผลอย่างมากต่อ การดูดยึดลักษณะนี้โดยที่การดูดยึดจะน้อยลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น การดูดยึดโดย แรงวานเดอร์วาลส์เป็นการดูด ยึดระหว่างโมเลกุล ที่มีขนาดเล็กมากกับอนุภาคของดิน เนื้อดิน pH และอินทรีย์วัตถุ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ การถูกยึดสารกำจัดวัชพืชโดยอนุภาคของดินมีมากน้อยต่างกัน ดินที่มีpH ต่ำ เนื้อดินเหนียว หรือมีอินทรียวัตถุ มากจะสามารถดูดยึดโมเลกุลของสารเคมีไว้ได้มาก โดยเฉพาะสารเคมีในกลุ่ม ยูเรีย ไตรอะซีน และ ไดโน โตรอะนีลีน การใช้สารกำจัดวัชพืชในกลุ่มนี้ในสภาพดังกล่าวจึงจำเป็นต้องใช้ในอัตราความเข้มข้นที่สูงขึ้น (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547)


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 54 การเคลื่อนย้ายออกจากดิน (Removal) สารกำจัดวัชพืชที่ฉีดพ่นลงดินในส่วนที่ไม่ได้ถูกยึดไว้โดยอนุภาคของดิน บางส่วนจะเคลื่อนย้าย ออกจากด ิน ซึ่งแบ่ง ได้3 ลักษณะ คือ 1) กษัยการ (Erosion) และการช ะล้ า ง (Leaching) เป็นการเคลื่อนย้ายโมเลกุลของสารกำจัดวัชพืชออกไปจากบริเวณที่จะสัมผัสกับพืชได้ความสัมพันธ์ของ กษัยการและการชะล้างกับการเคลื่อนย้ายของสารเคมีขึ้นกับปริมาณน้ำ ชนิดของดิน ปริมาณการดูดยึด และความสามารถในการละลายน้ำของสารเคมีหากดินดูดยึดไว้ได้น้อย มีน้ำมาก และสารเคมีละลายน้ำได้มาก การเคลื่อนย้ายเนื่องจากกษัยการและการชะล้างก็จะมีมากด้วย 2) การกลายเป็นไอ (Volatilization) สารกำจัดวัชพืชหลายชนิดมีคุณสมบัติระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย การระเหยอาจกลายเป็นไอสู่อากาศหรือ ลงสู่ช่องว่างภายในดิน สารที่มีการกลายเป็นไอสูง คือ สารในกลุ่ม ไธโอคาร์บาเมต ปัจจัยที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับ การกลายเป็นไอ คือ เนื้อดิน ความเร็วลมและอุณหภูมิในสภาพที่มีอุณหภูมิสูง ความเร็วลมสูง และเนื้อดินร่วน ดูดยึดสารเคมีไว้ได้น้อย การกลายเป็นไอก็จะมีมากด้วย 3) พืชดูดไปใช้(Plant Adsorption) การเคลื่อนย้าย ออกจากดินโดยพืชดูดไปใช้มีปริมาณน้อยมากเมื่อเปรียบกับการเคลื่อนย้ายออกจากดินโดยวิธีอื่น สารกำจัด วัชพืชที่พืชดูดออกไปจากดินอาจถูกย่อยสลายในพืช ทำให้สูญเสียคุณสมบัติในการเป็นสารกำจัดวัชพืชไป ดังได้กล่าวแล้ว หรืออาจจะกลายเป็นไอออกไปในอากาศผ่านทางต้นพืช ทั้งที่มีชีวิตอยู่หรือที่ตายแล้ว (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) การสลายตัวในดิน (Degradation) สารกำจัดวัชพืชถูกสลายตัวในดิน 3 ลักษณะ คือ 1) การสลายตัวโดยจุลินทรีย์ (Microbial Degradation) จุลินทรีย์ที่สำคัญในดิน คือ สาหร่าย รา แบคทีเรีย และแอคติโนมายซิส จุลินทรีย์เหล่านี้ต้องการ แหล่งของพลังงานเพื่อการเจริญเติบโต สารกำจัดวัชพืชประเภทอินทรีย์สารเป็นแหล่งพลังงานอย่างหนึ่งของ จุลินทรีย์ในดินโดยเฉพาะเป็นแหล่งของไนโตรเจน 2) การสลายตัวโดยทางเคมี(Chemical Decomposition) การสลายตัวโดยขบวนการทางเคมีเกิดขึ้นคล้าย ๆ กับที่เกิดในพืช เช่น สลายตัว โดยขบวนการการไฮโดรไลซ์ (Hydrolysis) ปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) การรีดักชัน (Reduction) และ การไฮเดรชัน (Hydration) 3) การสลายตัวโดยแสง (Photodecomposition) การสลายตัวของสารกำจัดวัชพืชโดยแสงแดด เริ่มจากการที่ โมเลกุลของสารรับพลังงานแสงในช่วงความยาวคลื่น 150-4,000 มิลลิไมครอน แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง อิเล็กตรอนมีผลทำให้โมเลกุลของสารแตกออก สารพวก ไตรฟลูราลิน และ คลอแรมเบน จะถูกสลายโดยแสง มากกว่าสารชนิดอื่น (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547)


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 55 5.2.8 สารกำจัดวัชพืชกับสิ่งแวดล้อม (Herbicides and Environments) สารกำจัดวัชพืชจัดว่าเป็นวัตถุมีพิษอย่างหนึ่ง จึงย่อมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบดังกล่าว สามารถแยกได้2 ลักษณะคือ ผลตกค้างในดิน (Soil Residue) สารเคมีที่ใช้ทางดิน อาจมีผลตกค้างในดิน เนื่องจากเกิดจากผิดพลาดเรื่องความเข้มข้น (Rate) และวัน (Date) ที่ฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายให้กับพืชปลูก ซึ่งปลูกในฤดูกาลถัดมา และเป็นพืชปลูกซึ่งทนต่อสารชนิดนั้น ๆ ไม่ได้ผลกระทบนี้เรียกว่า Carry-Over ความเข้มข้นที่สูงเกินไปทำให้ สารเคมีตกค้างได้มาก สาเหตุอาจมาจากการฉีดซ้ำ การคำนวณผิด หรือการใช้ความเร็วในการฉีดพ่นผิด ส่วนวันที่ไม่ถูกต้องคือ ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ฉีดพ่นจนถึงวันเก็บเกี่ยวสั้น และการปลูกพืชในฤดูใหม่เร็วเกินไป ทำให้ยังมีสารเคมีบางส่วนอยู่ในดิน (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) ความเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ (Toxicity) สารกำจัดวัชพืชบางชนิดที่มีผลต่อระบบการหายใจ อาจมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ด้วย แต่ก็ไม่มากนัก การได้รับสารกำจัดวัชพืชของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ โดยเฉพาะมนุษย์และสัตว์มีหลายทางด้วยกัน กล่าวคือ มนุษย์อาจได้รับสารกำจัดวัชพืชโดยการสูดดม สัมผัสน้ำดื่ม หรือการรับประทานอาหารที่มีสารกำจัด วัชพืชตกค้างอยู่ สัตว์อาจได้รับสารกำจัดวัชพืชจากแหล่งน้ำ หรือจากหญ้าอาหารสัตว์และสัตว์ในดิน อาจได้รับสารกำจัดวัชพืชจากการฉีดพ่นโดยตรง (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) 5.2.9 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืช (Factors Affecting Herbicide Efficacy) (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์(2523), อัมพร สุวรรณเมฆ (2525) และ Ashton & Crafts, 1981) ได้แก่ สารกำจัดวัชพืชที่ใช้ทางดิน (Soil-Applied Herbicides) สารที่ใช้ทางดินเข้าสู่พืชได้3 ทางใหญ่ ๆ คือ ทางเปลือกหุ้มเมล็ด ทางราก หรือทางยอด อ่อนใต้ดิน ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืชที่ใช้ทางดิน คือ 1) ลักษณะของพืช ประกอบด้วย ความหนาของเปลือกหุ้มเมล็ด ระบบรากและลักษณะของยอดอ่อน เมล็ดที่มีเปลือก หุ้มเมล็ดหนา ทำให้สารเคมีเข้าสู่ภายในของเมล็ดค่อนข้างยาก ความลึกตื้นและจำนวนรากที่งอกจากเมล็ด ทำให้ต้นกล้าสัมผัสกับสารเคมีมากน้อยต่างกัน และยอดอ่อนที่งอกก่อนโผล่พ้นผิวดิน หากมีเยื่อหุ้มยอดอ่อนไว้ ก็จะได้รับสารเคมีน้อยลงด้วย 2) สารเคมีที่ใช้สารเคมีแต่ละกลุ่มแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและพฤติกรรมในดิน แตกต่างกัน สารเคมีที่ละลายน้ำได้ง่ายก็จะเคลื่อนย้ายในแนวตรงได้มาก บางชนิดถูกดูดยึดไว้โดยอนุภาคของดิน ง่ายและแน่น บางชนิดระเหยออกจากดินได้ง่าย 3) ลักษณะและวิธีการใช้ในการฉีดพ่นสารเคมีมีสิ่งที่


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 56 ต้องพิจารณาในการฉีดพ่น คือ ความเข้มข้น เวลาในการฉีดพ่น และปริมาณน้ำ การใช้ความเข้มข้นสูงเกินไปทำ ให้การเลือกทำลายลดลง เวลาในการฉีดควรกำหนดให้เหมาะ การใช้ก่อนกำหนดนานเกินไปทำให้สารเคมี เคลื่อนย้ายสูญหายไปจากดินได้ส่วนปริมาณน้ำที่ใช้นั้น ส่วนใหญ่ใช้ในอัตรา 40-60 ลิตร/ไร่ การใช้น้ำน้อยเกินไป สารเคมีจะสูญเสียไปจากดินโดยการระเหยได้ง่าย 4) สภาพดิน ความสม่ำเสมอ อินทรีย์วัตถุอนุภาค โครงสร้าง และความชื้นในดิน ทำให้พฤติกรรมของสารเคมีและของพืชในดินแตกต่างกัน ไป หากพรวนดินก่อนการปลูกหรือการฉีดพ่นยาวนานเกินไป วัชพืชก็จะงอกขึ้นมาก่อนสารเคมีที่เข้าสู่พืช ทางยอดอ่อนหรือทางเมล็ดก็จะลดประสิทธิภาพลง สภาพดินที่แตกต่างกัน ทำให้อัตราการใช้และการคงทนอยู่ ในดินของสารกำจัดวัชพืชแตกต่างกันไปด้วย ดินเหนียวและดินที่มีอินทรีย์วัตถุมากต้องใช้สารเคมีในอัตราความ เข้มข้นสูง 5) สภาพแวดล้อม แสงแดดที่จัดเกินไปทำให้สารเคมีที่ระเหยง่าย มีอัตราการระเหยและระเหิดออก จากดินสูงขึ้น ความชื้นในดินมีผลต่อการเคลื่อนย้ายโมเลกุลของสารความชื้นสูงหรือฝนตก ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของสารลงลึกสู่ชั้นล่างมากขึ้น ลมมีผลต่อการระเหย การระเหิด และการปลิวของ ละอองสารเคมีขณะทำการฉีดพ่น ทำให้ปริมาณสารเคมีในดินมีน้อยกว่าที่ต้องการ สารกำจัดวัชพืชที่ใช้ทางใบ (Foliar-Applied Herbicides) สารกำจัดวัชพืชที่ใช้ทางใบมีจุดสัมผัสพืชคือ ใบ ยอดอ่อน และลำต้น ความสามารถในการเข้า สู่พืชและทำลายพืชขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น 1) ลักษณะของพืช ซึ่งขึ้นกับลักษณะทางสัณฐานวิทยา ของพืช เช่น การมีไข่ มีขน และจำนวนปากใบ ลักษณะทางสรีรวิทยา เช่น ขบวนการต่าง ๆ ภายในพืชและ ขึ้นกับอายุของพืชด้วย 2) สารเคมีที่ใช้คุณสมบัติและคุณลักษณะของสารเคมีที่ใช้มีผลต่อประสิทธิภาพของ สารเคมีคือ ความตึงผิว (Surface Tension) การผสมสารเพิ่มประสิทธิภาพทางใบบางชนิดลงไปในถังฉีดพ่น จะช่วยลดแรงตึงผิวของหยดหรือละอองน้ำที่มีสารเคมีลง ทำให้หยดหรือละอองน้ำเหล่านี้แผ่ไปตามผิวใบ หรือ เกาะติดใบพืชได้ดีขึ้น ขนาดของหยดหรือละออง (Spray Droplet) การใช้แรงดันในถังมากจะได้หยดหรือ ละอองเล็ก ซึ่งจะช่วยให้ถูกกับใบพืชได้มากและเข้าสู่พืชได้เร็ว แต่หยดหรือละอองที่เล็กเกินไปจะระเหยหรือ ระเหิดออกจากใบได้ง่าย และโอกาสที่จะปลิวไปถูกกับพืชอื่นที่ไม่ต้องการจะให้ถูกก็มีมากด้วย 3) ลักษณะและ วิธีการใช้ประกอบด้วย อัตราที่ใช้การใช้ในอัตราความเข้มข้นสูง จะทำลายพืชได้ดีและเร็ว แต่การเลือกทำลาย อาจลดลง เวลาที่ฉีดพ่น สารเคมีที่ใช้ทางใบจะเข้าสู่ใบพืช เคลื่อนย้ายในพืช และทำลายพืชได้ดีเมื่อแดดจัด ปริมาณน้ำ (Spray Volume) การใช้ปริมาณน้ำต่อพื้นที่ต่ำเกินไปจะทำให้เปียกใบไม่ค่อยทั่วถึง สารกำจัดวัชพืช ประเภทถูกตายต้องการปริมาณน้ำต่อพื้นที่สูงกว่าสารประเภทเคลื่อนย้าย เพราะสารประเภทถูกตายต้องการ การสัมผัสใบอย่างทั่วถึงจึงจะมีประสิทธิภาพดีสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อ ประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืช คือ แสงแดด ลม อุณหภูมิอากาศ ความชื้นอากาศ ความชื้นในดิน และฝน


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 57 แสงแดดที่จัดเกินไปจะทำให้โมเลกุลของสารสูญเสียไปจากผิวใบ โดยการแตกตัว (Photodecomposition) และการระเหยหรือระเหิด แต่ช่วยให้มีการสังเคราะห์แสงมากขึ้น ความชื้นในอากาศที่สูงจะช่วยให้การระเหย ลดลง แต่การเข้าสู่พืชมีน้อยเพราะพืชลดการคายน้ำ ความชื้นในดินน้อยก็ทำให้พืชลดการคายน้ำเช่นกัน อุณหภูมิอากาศที่สูง จะช่วยให้การเคลื่อนย้ายในพืชมีมาก และการทำลายพืชก็มีมากด้วย ฝนมีผลกระทบ ต่อการใช้สารเคมีทางใบมากทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงคือการชะล้างสารเคมีออกจากจุดสัมผัส สารพวกพาราคว็อทและไกลโฟเซต ต้องการระยะปลอดฝน ประมาณ 6 ชั่วโมง หลังการฉีดพ่น จึงจะให้ผลดีโดยทางอ้อมคือ ฝนจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความชื้น อุณหภูมิและแสงแดดด้วย (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) 5.3 เครื่องมือในการจัดการวัชพืช (Tools Used for Weed Management) ในการจัดการวัชพืช มีเครื่องมือหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการจัดการด้วยวิธีทางกายภาพ (Physical Methods) เช่น การเผาไฟ การดึง การถอน เป็นต้น หรือบางครั้งจะเรียกว่า เป็นการการควบคุมกำจัดวัชพืช โดยไม่ใช้สารเคมี(Non-Chemical Weed Control) แม้ว่าการควบคุมกำจัดวัชพืชด้วยสารเคมีจะเป็นวิธีที่มี ประสิทธิภาพและสามารถทำได้ทันเวลาแต่ในการใช้ก็มีข้อกำจัดหลายประการ โดยเฉพาะด้านราคา ความปลอดภัย การที่จะซื้อหาได้ในท้องถิ่นและลักษณะปัญหาของวัชพืช ด้วยเหตุนี้การควบคุมกำจัดโดยไม่ใช้ สารเคมีจึงยังเป็นที่นิยม มีความจำเป็นและมีความเหมาะสมกับสภาพปัญหา (Anderson, W., 1983) ได้สรุป วิธีการกำจัดวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมีไว้วิธี9 ดังนี้ 5.3.1 การป้องกันกำจัดด้วยวิธีกล (Mechanical Methods) เป็นการควบคุมกำจัดโดยใช้เครื่องมือง่าย ๆ ไปจนถึงการใช้เครื่องจักรกลต่าง ๆ เช่น การถอนด้วยมือ (Hand Pulling) เป็นการควบคุมกำจัดวัชพืชในกรณีที่มีพื้นที่ไม่กว้างขวางนัก เช่น สวนหลังบ้าน หรือ ในบางสภาพที่ไม่เหมาะจะใช้เครื่องมืออื่นใด เหมาะสำหรับควบคุมกำจัดวัชพืชในขณะที่ต้นวัชพืชยังเล็ก หากวัชพืชมีขนาดใหญ่การถอนอาจทำได้ลำบาก และอาจกระทบกระเทือนระบบรากของพืชปลูกได้การถอน อาจใช้เครื่องมือง่าย ๆ เข้าช่วย เช่น พลั่วหรือเสียม เป็นต้น การตัดและตัดฟัน (Mowing and Cutting) เป็นการควบคุมเฉพาะส่วนบนดินของวัชพืช การตัดอาจใช้เครื่องตัดหญ้าขนาดและประเภท ต่าง ๆ ขึ้นกับสภาพและชนิดของวัชพืชในสนามหญ้าอาจใช้รถตัดหญ้าทั่วไป ในแปลงไม้ผล ไม้ยืนต้น หรือริมทางอาจใช้เครื่องตัดหญ้าติดรถแทรกเตอร์(Slasher) ในบริเวณขรุขระอาจใช้เครื่องตัดหญ้าสะพายหลัง


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 58 หรือหากเป็นวัชพืชต้นใหญ่อาจ ใช้มีดตัดฟัน การตัดนอกจากเป็นการลดการเจริญเติบโตแล้ว ยังเป็นการป้องกัน การผลิตเมล็ดของวัชพืชด้วย การใช้จอบ (Hoeing) จอบเป็นเครื่องมือเกษตรกรรมพื้นฐานและรู้จักใช้กันมาช้านาน ใช้กำจัดวัชพืชได้ทั้งลักษณะ ถาก ขุด และพรวน เหมาะสำหรับกำจัดวัชพืชทุกสภาพในบริเวณที่ไม่กว้างนัก หรือเป็นจุดหย่อม ๆ การไถพรวน (Tillage) การไถพรวน เป็นการใช้เครื่องมือทุ่นแรง อาจเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ลากจูงธรรมดา หรือ เป็นเครื่องยนต์ (Machine) อุปกรณ์ที่ใช้ลากจูงต่อกับรถแทรกเตอร์ หรือรถไถเดินตาม ได้แก่ ไถจาน ไถหัวหมู คราด และจอบหมุน เป็นวิธีการที่ทำก่อนหรือหลังการเพาะปลูก การไถก่อน การการเพาะปลูกพืชเป็น การทำลายวัชพืชที่ขึ้นอยู่แล้ว และปรับดินให้มีความพร้อมสำหรับการเพาะปลูกเป็นการช่วยลดการแก่งแย่ง แข่งขันในระยะที่พืชปลูกมีขนาดเล็ก ส่วนการพรวนเป็นการทำลายวัชพืชที่มีขนาดเล็กในระหว่างแถวหลังจาก ที่ปลูกพืชไปแล้ว หากวัชพืชมีขนาดค่อนข้างใหญ่หรือใหญ่ โดยเฉพาะหากเป็นวัชพืชข้ามปีก็มักจะต้องมีการไถ ระหว่างแถว เช่น ในส่วนยางพารา และส่วนมะพร้าว เป็นต้น การไถพรวนตื้น ก่อนการเพาะปลูก สักระยะหนึ่ง เป็นการนำเอาเมล็ดวัชพืชที่ฝังอยู่ระดับล่างขึ้นมาอยู่บริเวณ ผิวดินแล้วปล่อยให้เมล็ดวัชพืชงอก เป็นการลด จำนวนเมล็ดในดิน (Seed Bank) ก่อนการปลูกพืชจะทำการไถกลบวัชพืชเหล่านี้หรือหากไม่ไถกลบก็อาจใช้ สารกำจัดวัชพืชพวกถูกตาย ซึ่งไม่มีผลตกค้างในดิน เช่น พาราคว็อท ฉีดพ่นกำจัดวัชพืช ที่งอกขึ้นมานี้เมื่อ วัชพืชตายแล้วก็ปลูกพืชเลยโดยไม่ไถพรวนอีก วิธีการเช่นนี้เรียกว่า Stale-Seedbed Technique ซึ่งจะช่วยลด ปริมาณวัชพืชที่จะขึ้นมารบกวนพืชปลูกได้มาก เพราะไม่ได้ไปรบกวนดินนำเมล็ดวัชพืชจากระดับล่างขึ้นมาใน ระดับบนอีก 5.3.2 การใช้ไฟเผา (Burning) เป็นวิธีการที่ปฏิบัติกันมาช้านานในสภาพที่ต้องการปราบพืชทุกชนิด เป็นการทำลายวัชพืชที่งอก เป็นต้นแล้ว อาจมีการตัดฟันก่อนเผา เช่น ในการเตรียมพื้นที่ปลูกพืชจากพื้นที่ที่มีสภาพป่าหรือมีวัชพืชยืนต้น ขึ้นหนาแน่น หรืออาจเป็นการเผาโดยไม่ตัดฟันเลย ซึ่งใช้ในกรณีเป็นหญ้าหรือวัชพืชใบกว้างข้ามปีที่ต้น ไม่ใหญ่นัก เช่น หญ้าคา สาบเสือเป็นต้น นอกจากนี้การเผาในบริเวณที่เพาะปลูกโดยสม่ำเสมอ เช่น ในนาข้าว เป็นการทำลายเมล็ดวัชพืชที่ร่วงและอยู่บนผิวดิน แต่ไม่สามารถทำลายเมล็ดวัชพืชซึ่งตกลงไปในรอบแตกระแหง ของดิน หรือเมล็ดที่ถูกดินกลบไปก่อนแล้ว ทั้งนี้ควรต้องคำนึ่งถึงการสูญเสียอินทรีย์วัตถุจากดิน และการเกิด ควันไฟซึ่งมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 59 5.3.3 การใช้วัสดุคลุมดิน (Mulching) เป็นวิธีการป้องกันการแก่งแย่งแข่งขันของวัชพืช โดยใช้หลักการของการบดบังแสง เมื่อไม่มีแสงวัชพืช ก็ไม่จะสามารถเติบโตหรืองอกได้ การคลุมดินสามารถแบ่งได้2 ลักษณะคือ การคลุมโดยวัสดุไม่มีชีวิต (Non-Living Mulch) เป็นการคลุมโดยอาจใช้วัสดุเหลือทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง หรือแกลบ หรือวัสดุ แปรรูป เช่น กระดาษ หรือพลาสติก การคลุมโดยวัสดุมีชีวิต (Living Mulch) เป็นการคลุมโดยการปลูกพืชซึ่งมีลักษณะการเจริญเติบโตในระดับต่ำกว่าพืชหลัก ให้ครอบคลุมพื้นที่ว่างระหว่างแถวและระหว่างต้นพืช โดยพืชที่ปลูกเพื่อคลุมดินนั้น ควรมีความต้องการปัจจัย เพื่อการเจริญเติบโตต่างจากพืชปลูก ตัวอย่างเช่น การปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชคลุมในสวนยางพารา สวนปาล์ม น้ำมัน หรือสวนผลไม้การปลูกหญ้าในระหว่างแปลงไม้ดอก หรือการปล่อยให้หญ้าขึ้นแล้วตัด หรือให้สัตว์แทะเล็มในแปลงพืชยืนต้น การคลุมดินนอกจากจะช่วยควบคุมวัชพืชแล้ว ยังเป็นการช่วยเพิ่ม ความชื้น ความอุดมสมบูรณ์และจุลินทรีย์ในดิน และยังช่วยในการอนุรักษ์ดินด้วย 5.3.4 การปล่อยน้ำท่วม (Flooding) การปล่อยน้ำท่วมเป็นการทำให้ผิวดินเกิดสภาพขาดออกซิเจน ทำให้เมล็ดวัชพืชไม่งอก หรือวัชพืช ที่งอกแล้วก็จะตายได้เช่น สภาพในนาข้าวโดยเฉพาะนาดำ หากมีการควบคุมระดับน้ำได้ก็จะมีปัญหา เรื่องวัชพืชน้อยมาก แต่ถ้าหากเกิดการขาดน้ำ หน้าดินเริ่มได้รับออกซิเจน จะมีวัชพืชหลายชนิดงอกขึ้นมา เช่น หญ้าหนวดปลาดุก หญ้าหนวดแมว และกกต่าง ๆ การปล่อยน้ำท่วมทำได้โดยการทำคันล้อมรอบพื้นที่แล้ว ปล่อยให้น้ำท่วมสูง ประมาณ 5-10 นิ้ว นานประมาณ 3-4 สัปดาห์จะช่วยควบคุมกำจัดวัชพืชที่งอกแล้ว ได้เป็นอย่างดีหรือในกรณีที่ต้องการควบคุมการงอกของเมล็ดวัชพืชในนาข้าวให้มีน้ำขังไว้ตลอดจนถึง ใกล้ระยะข้าวสุกแก่และเก็บเกี่ยว (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) 5.3.5 การใช้ระบบการปลูกพืช (Cropping Systems) ระบบการปลูกพืชที่ช่วยในการควบคุมกำจัดวัชพืช มี2 ลักษณะคือ การปลูกพืชหมุนเวียน (Crop Rotation) ในการปลูกพืชโดยทั่วไปหากมีการปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งในพื้นที่เดินติดต่อกัน นานเกินไป มักจะมีวัชพืชซึ่งปรับตัวเองให้เข้ากับพืชปลูกและลักษณะการจัดการพืชปลูกนั้นเป็นวัชพืชหลักขึ้นมาด้วย การปลูกพืชหมุนเวียนโดยใช้พืชที่มีความต้องการปัจจัยเพื่อการเจริญเติบโตและการจัดการที่แตกต่างกันทั้งหมด


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 60 หรือบางส่วนเข้ามาในระบบการปลูกพืชจะทำให้วัชพืชซึ่งปรับตัวเป็นวัชพืชหลัก (Dominant Weed) ลดลงไปได้ การปลูกพืชแซมสลับ (Intercropping) พื้นที่ว่างระหว่างแถวพืชปลูกจะเป็นบริเวณที่มีการงอกและการเจริญเติบโตของวัชพืชมากกว่า บริเวณอื่น การใช้พื้นที่ในบริเวณนี้เพื่อการปลูกพืชมีค่าทางเศรษฐกิจ โดยจัดระบบและวิธีการเพาะปลูกมิให้ไป แก่งแย่งแข่งขันกับพืชหลักก็จะเป็นการช่วยลดปัญหาวัชพืชลงไปได้มาก ตัวอย่างเช่น การปลูกสับปะรด หรือ ปลูกพืชอื่น ๆ เป็นพืชแซมยางพารา การปลูกถั่วแซมข้าวโพด เป็นต้น (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) 5.3.6 การใช้พืชแข่งขัน (Smother Crops) วิธีการนี้เป็นการใช้พืชปลูกที่มีนิสัยในการเจริญเติบโตในลักษณะก้าวร้าวกว่าวัชพืช เช่น มีเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ดสูง สามารถงอกได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ต้นอ่อนเจริญเติบโตเร็ว มีระบบรากใหญ่และแพร่กระจายออกไปได้เร็ว มีลำต้นหรือทรงพุ่มแผ่คลุมพื้นที่ได้เร็วหรือมีลักษณะเป็นเถาหรือ ต้นแผ่เลื้อย (Prostrate) การใช้พืชแข่งขันอาจเป็นการคัดเลือกชนิดหรือพันธุ์พืชปลูกให้มีลักษณะก้าวร้าวเช่นที่ กล่าวแล้วนี้หรือคัดเลือกให้ได้ชนิดหรือพันธุ์ที่ทนทานต่อการแก่งแย่งแข่งขันจากวัชพืช การคัดเลือกปรับปรุง พันธุ์พืชโดยทั่วไปจะกระทำในสภาพที่ไม่มีวัชพืช เมื่อได้พันธุ์พืชมาแล้วและนำไปปลูก เกษตรกร มักควบคุมกำจัดวัชพืชไม่ได้ทั้งหมด บางสภาพไม่ได้ควบคุมกำจัดเลย พืชปลูกพันธุ์ดีโดยทั่วไปจึงมักเสียเปรียบ วัชพืชในด้านการเจริญเติบโตที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันกัน การปรับปรุงพันธุ์พืชจึงน่าจะได้พิจารณาคัดพันธุ์ ที่แก่งแย่งแข่งขันกับวัชพืชได้ดีด้วย (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) 5.3.7 การใช้วิธีเขตกรรม (Cultural Methods) วิธีการในการเขตกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้พืชปลูกเจริญเติบโตและคลุมพื้นที่ได้เร็ว จะช่วยลดปัญหาวัชพืช ลงได้มาก ตัวอย่างของการเขตกรรมที่ช่วยลดปัญหาวัชพืช เช่น การเพิ่มปุ๋ยให้กับพืชปลูกการเตรียมแปลงปลูก ที่ดีการใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง การจัดความหนาแน่นของพืชให้เหมาะสม (Plant Density) การเลือกเวลาปลูกที่เหมาะสม (Planting Date) การควบคุมวัชพืชในระยะแรก และการปลูกโดยการย้ายกล้า การปลูกปฏิบัติเช่นที่กล่าวมานี้จะช่วยให้พืชปลูกมีการเจริญเติบโตล้ำหน้า (Growth Advantage) มีความได้เปรียบในการแก่งแย่งแข่งขันกับวัชพืช (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547)


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 61 5.3.8 การใช้ชีวินทรีย์(Biological Methods) วิธีการนี้เป็นการใช้สิ่งมีชีวิตมาเป็นตัวกัดกินหรือทำลายวัชพืช สิ่งมีชีวิตในที่นี้อาจเป็นสัตว์ ที่มีขนาดใหญ่ เช่น สัตว์เคี้ยวเอื้องต่าง ๆ สัตว์ขนาดกลาง เช่น ปลา หรือสัตว์น้ำอื่น ๆ และสัตว์ขนาดเล็ก เช่น แมลง รวมไปถึงที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น คือ โรคพืช (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณ เขตนิคม, 2547) สัตว์เคี้ยวเอื้องหลายชนิด เช่น แพะ แกะ วัว ควาย ซึ่งเป็นสัตว์แทะเล็มหญ้าและวัชพืชจะเป็นตัวช่วย ลดปัญหาวัชพืชได้ดีโดยเฉพาะวัชพืชในพืชยืนต้น นอกจากนี้การตัดวัชพืชโดยเฉพาะหญ้ามาเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ ก็เป็นการช่วยลดปัญหาวัชพืชลงด้วย (Yeoh & Taib, 1977) สัตว์น้ำหลายชนิดช่วยในการกำจัดวัชพืชน้ำได้ดีทั้งวัชพืชประเภทลอยน้ำและรากถึงดิน ได้มีการนำสัตว์ น้ำบางชนิดมาเลี้ยงในแหล่งน้ำ ในเขตชลประทาน และในนาข้าว เพื่อช่วยลดปัญหาวัชพืชในบริเวณเหล่านี้ สัตว์น้ำเหล่านี้มีทั้งเป็ด ปลา กุ้ง ปูและหอย ซึ่งกินพืชเป็นอาหาร (Yeo & Fisher, 1970) แมลงหลายชนิดเป็นศัตรูที่สำคัญของวัชพืช ได้มีทฤษฎีทางธรรมชาติวิทยาว่า พืชหลายชนิดมีศัตรู ธรรมชาติของมันเอง และในบริเวณที่เป็นถิ่นกำเนิดของพืชจะมีศัตรูธรรมชาติจำพวกแมลง และโรคพืชอยู่ หากมีการระบาดของศัตรูธรรมชาติรุนแรง พืชโดยเฉพาะพืชที่จัดเป็นวัชพืชอาจสูญหายหรือหมดไป การนำวัชพืชเข้าไปยังแหล่งใหม่ หากไม่มีศัตรูธรรมชาติติดไปด้วย วัชพืชชนิดนั้น ๆ จะเจริญเติบโตและ แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับศัตรูธรรมชาติของวัชพืชหลายชนิดในปัจจุบัน เพื่อหาทางนำ ศัตรูธรรมชาติเหล่านี้มาใช้ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่เป็นปัญหาร้ายแรงต่าง ๆ โดยมีหลักการว่าศัตรูธรรมชาติ ที่จะนำมาใช้นี้จะต้องไม่เป็นศัตรูกับพืชปลูก การค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง และต้องใช้ เวลานาน ในปัจจุบันเท่าที่ได้มีการปฏิบัติอย่างค่อนข้างจะประสบผลสำเร็จ คือ การใช้ตัวหนอน ของ Crocidosema lantana Busck, 1910 กำจัดผกากรองในทุ่งหญ้าในฮาวไวและการใช้Cactoblastis cactorum Berg, 1885 กำจัดตะบองเพชรในออสเตรเลีย สำหรับในประเทศไทยได้มีการศึกษาทดลองและ ความพยายามที่จะใช้ด้วงบางชนิดควบคุมกำจัดผักตบชวาและไมยราบยักษ์ซึ่งมีรายงานในขณะนี้ว่าประสบ ความสำเร็จแล้วระดับหนึ่ง


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 62 5.3.9 การใช้ประโยชน์จากวัชพืช (Utilization of Weeds) หากสามารถพบประโยชน์จากวัชพืชได้เช่น การใช้เป็นสมุนไพร การใช้เป็นส่วนประกอบ ของเครื่องจักสาน และเฟอร์นิเจอร์ก็จะทำให้มีการเก็บเกี่ยว หรือนำส่วนของวัชพืชเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้ จัดว่าเป็นการควบคุมกำจัดวัชพืชอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เหมาะกับระบบเกษตรแบบอินทรีย์หรือระบบที่ต้องการคง ความหลากหลายของชีวภาพในพื้นที่มากกว่าการเกษตรเชิงเดี่ยว (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540 และ รังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) 5.4 สรุป การควบคุมและกำจัดวัชพืช ขึ้นกับชนิดของพืช และชนิดวัชพืช ดังนั้น วิธีการกำจัดวัชพืช อาจต้องใช้ วีธีผสมผสาน หรือนำเอาวิธีต่างๆมาใช้ร่วมกัน และมีการวางแผนที่ดี โดยพิจารณาสภาพภูมิอากาศ และสภาพ ท้องถิ่น ตลอดจนองค์ความรู้เรื่องหลักการระบบนิเวศเกษตร การปลูกพืชหลายชนิดในแปลงปลูก ลักษณะของ พื้นที่ปลูก การปลูกพืชหมุนเวียน การเลือกฤดูปลูกพืชที่เหมาะสม การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การรักษาความอุดม สมบูรณ์ของดิน การจัดการเขตกรรม การไถพรวนดินเพื่อกำจัดศัตรูพืช การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพไม่มี เมล็ดวัชพืชปนเปื้อนจากแหล่งผลิตเมล็ดภัณฑ์ที่เชื่อถือได้ มีการรักษาความสะอาดในแปลงปลูก และการร่วมมือ กันระหว่างเกษตรกรเพื่อควบคุมการระบาดของวัชพืช คำถามท้ายบท 1. จงอธิบายหลักการป้องกันกำจัดวัชพืช 2. จงบอกประเภทของสารกำจัดวัชพืช 3. จงอธิบายเทคนิคและวิธีใช้สารกำจัดวัชพืช 4. จงอธิบายความแตกต่างของการเลือกทำลายของสารกำจัดวัชพืชใน 3 ปัจจัยหลัก 5. จงยกตัวอย่างพฤติกรรมของสารกำจัดวัชพืชในดิน


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 63 บทปฏิบัติการที่ 2 เรื่อง วิธีการและเครื่องมือในการจัดการวัชพืช บทปฏิบัติการที่ 2 1) วิธีการกำจัดวัชพืชด้วยวิธีต่าง ๆ พฤติกรรมของการกำจัดวัชพืชในดิน และปัจจัยที่ เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืช 2) การศึกษาเครื่องมือในการจัดการวัชพืชด้วยวิธีต่าง ๆ ได้แก่ การป้องกันกำจัดด้วย วิธีกลการใช้ไฟเผา การใช้วัสดุคลุมดิน การปล่อยน้ำท่วม การใช้ระบบการปลูกพืช การใช้พืชแข่งขัน การใช้วิธีเขตกรรม การใช้ชีวินทรีย์ และการใช้ประโยชน์จากวัชพืช ให้เหมาะสม ณ แปลงเกษตรริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดบึงกาฬและจังหวัดมุกดาหาร วัตถุประสงค์ 1)เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้วิธีการกำจัดวัชพืชด้วยวิธีต่าง ๆ พฤติกรรมของการกำจัด วัชพืชในดินและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืช 2)เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้การศึกษาเครื่องมือในการจัดการวัชพืชด้วยวิธีต่าง ๆ วิธีการปฏิบัติ 1)กิจกรรมนี้ได้ออกแบบให้นิสิตได้เรียนรู้หลักการ การเก็บตัวอย่างวัชพืช การจำแนก ชนิดและการตรวจสอบรายชื่อที่ถูกต้องของวัชพืช การศึกษาสังคมพืช การวิเคราะห์ สังคมพืชและการวิเคราะห์เบื้องต้น โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อนำไปใช้ ประยุกต์กับการเก็บตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับด้านพืช 2)กิจกรรมนี้ได้ออกแบบให้นิสิตได้เรียนรู้การศึกษาเครื่องมือในการจัดการวัชพืช ด้วยวิธีต่าง ๆ โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อนำไปใช้ประยุกต์กับการเก็บ ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับด้านพืช


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 64 บทที่ 6 การควบคุมกำจัดวัชพืชในพืชเศรษฐกิจบางชนิด (Weed Control in Certain Economic Crops) 6.1 บทนำ จากการที่ได้ทราบลักษณะบางประการของวัชพืชและวิธีการโดยทั่วไปในการควบคุมกำจัดวัชพืชแล้ว ในบทนี้จะได้กล่าวถึงวิธีการควบคุมกำจัดวัชพืชในพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะพืชที่สำคัญในภาคใต้8 ชนิด เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนำไปใช้ปฏิบัติหรือค้นคว้าวิจัยในระดับสูงต่อไป (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540) 6.2 ข้าว (Rice) การปลูกข้าวมี2 ลักษณะคือ ข้าวนาดำ (Paddy Rice หรือ Lowland Rice) และข้าวไร่ (Upland Rice) การปลูกข้าวในนายังแบ่งย่อยออกได้อีก 2 ลักษณะคือ การปลูกโดยการดำ (Trans Planted Rice) และการปลูกโดยเมล็ด (Direct-Seeded Rice) การปลูกโดยเมล็ดอาจเป็นการปลูกโดยการหว่าน (Broadcasted) หรือการหยอด (Drilled) การหว่านแบ่งย่อยได้อีก 2 ลักษณะคือ หว่านแห้ง (Dry-Seeded Rice) และหว่านน้ำตม (Water-Seeded Rice) การควบคุมกำจัดวัชพืชในข้าวในแต่ละลักษณะ และลักษณะย่อยของการผลิตจะมีความเหมือนและความแตกต่างกันตามสมควร (De Datta, 1981) ได้สรุปถึง ชนิดวัชพืช และวิธีการในการจัดการวัชพืช โดยแยกเป็นข้าวนาและข้าวไร่ไว้ดังนี้ 6.1.1 ข้าวนาดำ วัชพืชที่สำคัญในข้าวนาดำ คือ กกขนาก (Cyperus difformis L.) กกทราย (Cyperus iria L.) หนวดปลาดุก (Fimbristylis quinquangularis subsp. Quinquangularis) หญ้าตะกรับ (Cyperus procerus Rottb.) เทียนนา (Ludwigia hyssopifolia (G. Don) Exell) หญ้านกสีชมพู(Echinochloa colona ( L.) Link) หญ้าดอกขาว (Leptochloa chinensis (L.) Nees) หญ้าลูกเห็บใหญ่หรือหญ้าปล้อง (Cyperus rotundus L.) ขาเขียด (Monochoria vaginalis (Burm.f.) C.Presl) จอก (Pistia stratiotes L.) โ สน (Aeschynomene indica L.) และข้าวผีหรือข้าวป่า (Oryza sativa L.) ในกรณีที่เป็นข้าวนาดำหรือนาหว่านน้ำตม ซึ่งมีการเตรียมดินอย่างดีและมีน้ำท่วมขังจะช่วยควบคุม ไม่ให้วัชพืชงอกขึ้นมารบกวนในระยะแรก และโดยเฉพาะการทำนาดำ ซึ่งเป็นการย้ายกล้าปลูกนั้น ได้ช่วยให้ข้าวมีการเจริญเติบโตล้ำหน้าวัชพืชด้วย ส่วนการหว่านน้ำตมได้ใช้เมล็ดข้าวซึ่งเพาะให้งอกแล้ว เมื่อหว่านลงไปบนดินที่เตรียมไว้อย่างดีก็จะสามารถเจริญเติบโตและตั้งตัวได้เร็ว แม้จะไม่เร็วเหมือนนาดำ


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 65 แต่ก็ยังเร็วกว่าวัชพืช นับเป็นการได้เปรียบเช่นกัน หลังจากย้ายปลูกหรือต้นกล้าที่งอกจากเมล็ดตั้งตัวได้ดีแล้ว การควบคุมระดับน้ำในนาข้าวในระดับ 5-10 เซนติเมตร เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน จะช่วยควบคุมการงอกของ เมล็ดวัชพืชได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะหญ้านกสีชมพูและหญ้าหนวดปลาดุก ซึ่งเป็นวัชพืชที่สำคัญในนาข้าว การควบคุมกำจัดวัชพืชหากมีงอกขึ้นมาบ้าง หรือในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำได้ส่วนใหญ่เกษตรกร จะถอนด้วยมือหรือใช้จอบหมุน หรือทั้ง 2 อย่างรวมกัน ได้มีการใช้สารกำจัดวัชพืชกันอย่างกว้างขวาง ในการทำนาในญี่ปุ่น เกาหลีและไต้หวัน มีการใช้สารกำจัดวัชพืชบ้างในประเทศไทย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย สารกำจัดวัชพืชที่นิยมใช้ในนาดำหรือนาหว่านน้ำตม คือ 2,4-D เอ็มซีพีเอ บิวทาคลอร์บูทราลิน โพรพานิล ไธ โอเบนคาร์บ (Thiobencarb) เพนดิเมทาลิน และ เบนทาโซน (Bentazon) ซึ่งอาจมีการใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ผสมกันเพื่อให้สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้ทั้งชนิดใบแคบและใบกว้าง 2,4-D และ เอ็มซีพีเอ ใช้ทั้งก่อนและหลังงอก ซึ่งนอกจากกำจัดวัชพืชใบกว้างได้ดีแล้วยังสามารถกำจัดพวกแห้วหรือพวกกก (Sedge) ได้ดีด้วย และนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางเพราะราคาถูก แต่การใช้2,4-D อย่างเดียวมักจะมีปัญหา จากวัชพืชใบแคบ จึงมักมีการใช้2,4-D ผสมกับ โพรพานิล ไธโอเบนคาร์บ หรือ เบนทาโซน ในการฉีดหลังงอก ทำให้การกำจัดวัชพืชใบแคบมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก ในนาดำหรือนาหว่านน้ำตมจะฉีดพ่นทันทีหลังจากทำเทือก (Puddled) เสร็จ แล้วจึงย้ายกล้าหรือหว่าน เป็นการป้องกันการงอกของเมล็ดวัชพืชส่วนการใช้หลังงอกมักจะฉีดพ่นเมื่อพบว่าควบคุมระดับน้ำไม่ได้ และมีวัชพืชขึ้นมาค่อนข้างมาก ในกรณีที่เป็นข้าวนาหว่านแห้ง ซึ่งมักทำในเขตเพาะปลูกที่ใช้น้ำฝน (Rainfed) จะพบว่ามีวัชพืช เกือบทุกชนิดที่ได้กล่าวถึงไว้ยกเว้นจอกซึ่งจะมาเมื่อน้ำท่วมขัง หากไม่ได้ทำการควบคุมกำจัดวัชพืชเหล่านี้เลย ผลผลิตอาจลดลง 80-100% การที่มีวัชพืชขึ้นรบกวนมากในนาหว่านแห้งเป็นเพราะหลังจากเตรียมแปลงปลูก โดยการไถ 1 ครั้ง และพรวน 1 ครั้งแล้ว เมล็ดข้าวที่หว่านลงไปและเมล็ดวัชพืชที่มีอยู่แล้วในดินจะงอกขึ้นมา พร้อมกันเมื่อได้รับความชื้นพอเหมาะ โดยเฉพาะก่อนที่จะมีน้ำท่วมนา วัชพืชเหล่านี้จะเจริญเติบโตแข่งกับข้าว การแก่งแย่งแข่งขันจึงเกิดขึ้นรุนแมารงก และในสภาพนาหว่านนี้บางแห่งจะมีข้าวป่าหรือข้าวผีระบาดด้วย การควบคุมกำจัดวัชพืชในนาหว่านแห้ง ทำได้ทั้งทางอ้อมและทางตรง ในทางอ้อมการจัดการในการปลูกปฏิบัติ ให้เหมาะสม เช่น การเตรียมดินที่ดีการเลือกพันธุ์ข้าวที่งอกและโตเร็ว การใช้ความหนาแน่น ของข้าวที่พอเหมาะ การหยอดข้าวเป็นแถว การควบคุมระดับน้ำ หรือการปลูกพืชหมุนเวียนในนาข้าว จะช่วยลดปัญหาวัชพืชในนาหว่านแห้งได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการหยอดข้าวเป็นแถวแทนการหว่าน จะช่วยให้กำจัดวัชพืชได้ง่ายไม่ว่าจะโดยใช้เครื่องมือกล หรือโดยการถอนก็ตาม สารกำจัดวัชพืช ที่จัดว่าเหมาะสมและเป็นที่นิยมใช้กันในการทำนาหว่านแห้ง คือ บูทราลิน บิวทาคลอร์ไธโอเบนคาร์บ 2,4-D


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 66 โพรพานิล และ ออกซาไดอะซอน (Oxadiazon) 3 ชนิดแรกใช้ฉีดพ่นก่อนงอก ส่วน 3 ชนิดหลังใช้ฉีดพ่น หลังงอกทั้ง 6 ชนิดนี้ควบคุมกำจัดวัชพืชฤดูเดียวได้ดีในกรณีที่มีข้าวป่าระบาด การใช้โมลิเนต จะช่วยลดปัญหาข้าวป่าลงได้เพราะโมลิเนตมีสารแอนติโดท (Antidote) ซึ่งทำให้โมลิเนต ไม่เป็นอันตราย กับข้าวปลูก (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2542) 6.1.2 ข้าวไร่ การควบคุมกำจัดวัชพืชยังไม่ได้รับความสนใจนัก เพราะเกษตรกรมักจะปลูกข้าวไร่ไว้ บริโภคเอง ไม่ได้เน้นความสำคัญทางเศรษฐกิจ ตลอดทั้งผลผลิตก็ต่ำมาก การลงทุนลงแรงเพิ่มใน ด้านการควบคุมกำจัดวัชพืชจึงยังไม่ได้รับความสนใจ อย่างไรก็ตามหากประสงค์จะควบคุมกำจัดวัชพืชในข้าวไร่ ด้วยสารเคมีก็สามารถทำได้โดยการใช้บิวทาคลอร์ฟลูออโรดิเฟน (Flurodifen) ไธโอเบนคาร์บ ออกซาไดอะซอน ไดโนตรามีน หรือ โพรพานิล ทั้งนี้ชนิดของวัชพืชในข้าวไร่จะแตกต่างจากวัชพืชในนา เพราะข้าวไร่อยู่ในที่ดอน ส่วนใหญ่ชนิดของวัชพืชในข้าวจะคล้ายกับวัชพืชในพืชไร่ หรือพืชซึ่งปลูก บนที่ดอนอื่น ๆ การควบคุมกำจัดวัชพืชในนาข้าว โดยสารเคมีนับวันจะทำกันมากขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่มี ผลิตข้าวเพื่อการค้าเชนในที่ราบลุ่มภาคกลาง โดยทั่วไปเกษตรกรมักใช้สารกำจัดวัชพืชแบบ หลังงอกมากกว่า ก่อนงอก เพราะผู้ใช้เห็นวัชพืช รู้จักชนิดของวัชพืชและรู้ว่าจะเกิดปัญหาจากวัชพืชอย่างแน่นอน การใช้หลังงอก ส่วนใหญ่จะใช้ระยะที่น้ำเริ่มท่วมขัง เพราะลงไปฉีดพ่นได้ไม่ยากนัก หากมีน้ำท่วมขังแล้วอาจจะใช้สารที่ผลิต เป็นเม็ดหว่านลงในนาหรือเป็นสารละลายเข้มข้น (Concentrate) หยดลงในน้ำ เช่น การใช้ออกซาไดอะซอน ซึ่งได้ผลิตออกมาในรูปสารละลายเข้มข้นเป็นต้น (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2542) 6.2 ข้าวโพด (Corn) ข้าวโพดที่ปลูกในประเทศไทยมีทั้งที่เป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดฝักอ่อน ในภาคใต้ข้าวโพดหวานและข้าวโพดฝักอ่อนเป็นที่นิยมปลูกกันมาก โดยอาจจะปลูกเป็นพืชเดี่ยว ๆ หรือแซมสลับกับถั่วหรือพืชผักในที่ดอนหรือในนาข้าวก่อนฤดูการทำนา หรือปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางพารา ในขณะที่ต้นยางมีอายุไม่เกิน 3 ปี วัชพืชที่สำคัญในข้าวโพดที่ปลูกในที่ดอนมักจะเป็นวัชพืชฤดูเดียว เช่น หญ้าตีนกา (Eleusine indica (L.) Gaertn.) หญ้าตีนนก (Digitaria sanguinalis (L.) Scop.) หญ้าหางหมาจิ้งจอก (Setaria parviflora (Poir.) M.Kerguelen) หญ้าถอดปล้อง (Equisetum ramosissimum subsp. debile (Roxb. ex Vaucher) Hauke.) ผักยาง (Euphorbia terracina L.) สะอึก (Ipomoea sagittifolia Burm. fil.) และผัก โ ข ม (Amaranthus viridis L.) ในข้าวโพด ที่ปลูกในนาข้าวจะมีข้าวซึ่งร่วงหล่นในช่วงปลายฤดูปลูก


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 67 (Volunteer rice) ผักปลาบ (Commelina africana subsp. africana) และวัชพืชจำพวกหญ้า เช่น หญ้านก สีชมพูและหญ้าตีนนก เป็นวัชพืชที่สำคัญ การควบคุมกำจัดวัชพืช หากเป็นบริเวณไม่ใหญ่นัก เกษตรกรมักใช้มือถอนหรือจอบถากซึ่งเรียกว่าเป็น การ "ทำรุ่น" ปัจจุบันสารกำจัดวัชพืชได้เข้ามามีบทบาทในการควบคุมกำจัดวัชพืชในไร่ข้าวโพดค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในการผลิตข้าวโพดเพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์ (Seed) ส่วนในการผลิตเพื่อเป็นเมล็ดพืช (Grain) เป็นข้าวโพดหวาน และเป็นฝักอ่อนนั้น ยังใช้วิธีถอนและวิธีกลเป็นส่วนใหญ่ สารกำจัดวัชพืชที่ใช้ได้ดีในข้าวโพดมีทั้งที่ใช้ก่อนงอกและหลังงอก สารที่ใช้ได้ดีโดยใช้ฉีดก่อนงอกหรือ หลังจากวัชพืชงอกใหม่ ๆ คือ อะลาคลอร์อาทราซิน ลินูรอน และ อีดีอีซีส่วนประเภทหลังงอก คือ 2-4,D เอ็ม ซีพีเอ สำหรับใบกว้างและพวกแห้ว และ อะมีทรีน สำหรับวัชพืชทั้งใบแคบและใบกว้าง พาราคว็อทสามารถใช้ หลังงอกได้โดยใช้สเปรย์แบบฉีด (Directed Spray) (Monaco, Weller & Ashton, 2002) การใช้สารเคมี เหล่านี้กำจัดวัชพืชในข้าวโพดทุกชนิดที่ปลูกเป็นส่วนหนึ่งของระบบการปลูกพืช อาจจะมีอันตรายต่อพืชหลัก ควรได้ทำการศึกษาอย่างละเอียด 6.3 พืชตระกูลถั่ว (Legumes) ถั่วแบ่งออกได้หลายกลุ่มตามเกณฑ์ต่าง ๆ กัน หากแบ่งตามเกณฑ์การบริโภคก็จะแบ่งออกได้เป็น ถั่วกินเมล็ด (Edible Seed) เช่น ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว และถั่วกินฝัก (Edible Pod) เช่น ถั่วฝักยาว และถั่วลันเตา ถ้าหากแบ่งตามเกณฑ์การจัดการจะแบ่งได้เป็น ถั่วพืชไร่ (Field Legumes) เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพืชผัก (Vegetable Legumes) เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ถั่วอาหารสัตว์(Forage Legumes) เช่น เดสโมเดียม สไตโล คุดซูและถั่วพืชคลุม (Cover Legumes) เช่น เซ็นโตรซีมา, เพอราเรีย และคาโลโป ถั่วที่ผลิตกันมากและวัชพืชเป็นปัญหาสำคัญในการผลิต คือ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วเขียว และ ถั่วฝักยาว ซึ่งถั่ว 3 ชนิดหลังนี้มีปลูกกันค่อนข้างมากในภาคใต้จึงขอให้รายละเอียดเกี่ยวกับการควบคุมกำจัด วัชพืชเฉพาะในถั่วทั้ง 3 ชนิดนี้เท่านั้น (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2542) 6.3.1 ถั่วลิสง (Peanut หรือ Groundnut) ถั่วลิสงปลูกมากในภาคใต้โดยปลูกในนาก่อนการปลูกข้าว และปลูกเป็นพืชแซมยางพารา โดยทั่วไปถั่วลิสงต้องการระยะปลอดวัชพืชประมาณ 7-8 สัปดาห์หลังจากงอก หรือหากจะให้วัชพืชขึ้นรบกวน ในระยะแรกก็ไม่ควรเกิน 5-6 สัปดาห์หลังจากงอกถั่วลิสงมีการเจริญเติบโตของส่วนใต้ดินมากกว่าส่วนบนดิน ผลกระทบจากวัชพืชต่อส่วนใต้ดินจึงมีน้อยกว่าส่วนเหนือดิน วัชพืชที่พบในถั่วลิสงเป็นประเภทและชนิดเดียวกัน กับที่พบในข้าวโพด อย่างไรก็ตามวัชพืชพวกเซ่ง (Melochia corchorifolia L.) จัดว่าเป็นวัชพืชที่สำคัญของ


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 68 ถั่วลิสงที่ปลูกในนาและโทงเทง (Physalis minima L.) เป็นวัชพืชที่สำคัญของถั่วลิสงทั้งที่ปลูกบน ที่ดอนและ ในนา การควบคุมกำจัดวัชพืชในถั่วลิสงโดยทั่วไปทำโดยการถอน การถาก และการไถพรวน ระหว่างแถว (Interrow Cultivation) แต่การควบคุมกำจัดโดยวิธีดังกล่าวทำได้เพียงถึงระยะถั่วลิสง ออกดอกเท่านั้น การ เข้าไปกำจัดวัชพืชโดยวิธีดังกล่าวทำให้ต้นช้ำและเกิดโรคได้ง่าย การควบคุมกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารเคมีจะ ช่วยเพิ่มผลผลิตของถั่วลิสงได้มาก โดยอาจใช้เฉพาะสารเคมีอย่างเดียว หรือใช้สารเคมีรวมกับวิธีกล ที่กล่าว แล้วข้างต้น (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2542) สารเคมีที่ใช้ได้ดีในถั่วลิสงมีทั้งที่ใช้ก่อนงอกและหลังงอก สารที่ใช้ ก่อนงอกได้ดีคือ อะลาคลอร์คลอแรมเบน ไดฟีนามิด เมโทลาคลอร์แนพทาลัม ไนโตรเฟน ไตรฟลูราลิน และ เวอร์โนเลต ส่วนที่ใช้หลังงอกได้ดีคือ เบนทาโซน และ เมโทลาคลอร์ 6.3.2 ถั่วเขียว (Mung Bean) การปลูกถั่วเขียวในภาคใต้นิยมปลูกในสภาพเดียวกับถั่วลิสง โดยทั่วไปถั่วเขียวต้องการระยะ ปลอดวัชพืชประมาณ 4 สัปดาห์หลังจากงอก หรือหากไม่สามารถกำจัดวัชพืชในระยะแรกก็ไม่ควรปล่อยให้มี วัชพืชขึ้นรบกวนนานเกิน 4 สัปดาห์หลังจากงอก การควบคุมกำจัดวัชพืชโดยการถอน ถาก ด้วยจอบ และ/หรือ โดยการไถ ช่วยลดปัญหาวัชพืชในถั่วเขียว แต่ในสภาพการปลูกในภาคใต้เกษตรกรปลูกถั่วเขียวแบบหว่าน การถากและไถจึงทำได้ยากมากแม้แต่การถอนก็เข้าไปทำลำบาก จึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกถั่วเขียว เป็นแถวเหมือนถั่วลิสงเสียก่อน การควบคุมกำจัดวัชพืชโดยสารเคมีก็ทำได้ลำบากเพราะถั่วเขียวค่อนข้าง จะอ่อนแอต่อสารกำจัดวัชพืชที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตามเนื่องจากถั่วเขียวมีผลตอบแทนต่อพื้นที่ ค่อนข้างต่ำ การใช้สารกำจัดวัชพืชในถั่วเขียวจึงอาจไม่คุ้มทุน ทางปฏิบัติที่เป็นไปได้คือส่งเสริมให้เกษตรกรใน ภาคใต้ปลูกถั่วเขียวเป็นแถว เพื่อสะดวกในการเข้าไปควบคุมกำจัดโดยวิธีกล 6.3.3 ถั่วฝักยาว (Asparagus Bean หรือ Yard-Long Bean) ถั่วฝักยาวต้องการระยะปลอดวัชพืช ประมาณ 3-4 สัปดาห์หลังจากปลูก และสามารถขึ้นรวม กับวัชพืชได้เพียง 1 สัปดาห์หลังจากปลูก การแก่งแย่งแข่งขันกับวัชพืชจะมีผลต่อการสร้างเมล็ด แต่ไม่มีผลต่อ ความยาวของฝักมากนัก (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2542) โดยทั่วไปเกษตรกรควบคุมกำจัดวัชพืชในถั่วฝักยาว โดยการถอนและใช้จอบถาก ได้มีการทดลองใช้สารกำจัดวัชพืชในถั่วฝักยาวในตรินิแดดและในฟิลิปปินส์พบว่า สารกำจัดวัชพืชที่ให้ผลดีคือ อะมีทรีน โพรมีทรีน ไดฟีนามิด ไตรฟลูราลิน คลอแรมเบน ไนโตรเฟน และ บูทรา ลิน โดยใช้แบบก่อนงอก การใช้ไตรฟลูราลิน และ โพรมีทรีน ผสมรวมกันในถังแล้วฉีดพ่นแบบก่อนงอกจะให้ ผลดีมาก สารเคมีทุกชนิดที่ใช้จะช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องการเข้าไปกำจัดวัชพืชด้วยมือหรือถากด้วยจอบ กล่าวคือ หากมีการใช้สารเคมีจะกำจัดวัชพืชด้วยมือหรือถากด้วยจอบอีกเพียง 1 ครั้ง เมื่อ 5 สัปดาห์


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 69 หลังจากงอก แต่หากไม่มีการใช้สารเคมีเลยจะต้องเข้าไปกำจัดวัชพืชด้วยหรือด้วยจอบ 2-3 ครั้ง จึงจะให้ผลผลิตเท่า ๆ กัน (พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2542) 6.4 พืชผักต่าง ๆ (Vegetable Crops) วัชพืชที่สำคัญในพืชผักส่วนใหญ่เป็นวัชพืชฤดูเดียว วัชพืชข้ามปีที่เป็นปัญหาในพืชผัก คือหญ้าแห้วหมู (Cyperus rotundus L.) ในแถบเอเชียวัชพืชในพืชผักแพร่กระจาย เนื่องจากการใช้มูลโค กระบือ เป็นปุ๋ย อินทรีย์ระยะแข่งขันวิกฤตของพืชผักแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชผัก ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะทางสัณฐาน วิทยาและรูปลักษณ์ของผักชนิดนั้น ๆ การควบคุมกำจัดวัชพืชในพืชผักส่วนใหญ่ใช้มือถอน จอบถาก และ/หรือ ใช้เครื่องจักรไถพรวน ปัญหาสำคัญของการควบคุมกำจัดโดยวิธีดังกล่าว คือ การที่ไม่สามารถเข้าไปถอนหรือ ถากได้ในสภาพที่มีฝนตกชุก บ่อยครั้งที่เกษตรกรจะเข้าไปถอน ถาก หรือไถได้ก็ต่อเมื่อล่วงเลยระยะเวลา การแข่งขันวิกฤตไปแล้ว พืชผักบางชนิดเข้าไปถอนหรือถากวัชพืชได้ยาก เช่น พืชตระกูลแตง การปลูกผัก เป็นงานซึ่งต้องใช้แรงงานมากกว่าการเพาะปลูกพืชชนิดอื่น ๆ แรงงานส่วนใหญ่จะใช้ไปในการเตรียมดินและ การกำจัดวัชพืช การใช้วิธีการต่าง ๆ ในการปลูกปฏิบัติเช่น วันปลูก ระยะปลูก และการย้ายกล้าปลูก จะช่วยลดปัญหาวัชพืชลงได้บ้าง อย่างไรก็ตามการย้ายกล้าปลูกจะสิ้นเปลืองแรงงานและค่าใช้จ่ายสูง การปลูกด้วยเมล็ดทำได้เร็วและประหยัด แต่จะมีจุดอ่อนในด้านการแก่งแย่งแข่งขันกับวัชพืช การคลุมดิน ด้วยหญ้าแห้ง ฟางข้าว หรือแกลบ นิยมปฏิบัติกันในการผลิตผักในแถบเอเชีย การใช้สารกำจัดวัชพืชมักจำกัดอยู่ เฉพาะในบริเวณที่หาแรงงานได้ยาก หรือในการปลูกเป็นการค้าขนาดใหญ่ Crafts, (1975) สรุปชื่อของสาร กำจัดวัชพืชที่เหมาะสมกับพืชผักที่สำคัญบางชนิดไว้ดังนี้คือ 6.4.1 แอสพารากัส : คลอแรมเบน ไดยูรอน และ ซิมาซีน ใช้ก่อนวัชพืชงอก ดาลาพอน พาราคว็อท และ 2,4-D ใช้หลังวัชพืชงอกโดยฉีดพ่นไม่ให้ถูกแอสพารากัส 6.4.2 ถั่วต่าง ๆ : DCPA และ ไตรฟลูราลิน ใช้คลุกลงดินก่อนปลูกพืช เบนทาโซน และ คลอแรมเบน ใช้ก่อนงอก 6.4.3 แตงต่าง ๆ : bensulide DCPA และ ไตรฟลูราลิน ใช้คลุกลงดินก่อนปลูกพืช หรือใช้ก่อนงอก แนพทาลัม และ อีดีอีซี ใช้ก่อนงอก 6.4.4 มะเขือต่าง ๆ: DCPA ใช้ฉีดหลังย้ายปลูกแล้ว 4-5 สัปดาห์ควรกำจัดวัชพืชบางส่วนก่อนฉีดพ่น 6.4.5 ผักตระกูลกะหล่ำ: bensulide และ ไตรฟลูราลิน ใช้คลุกลงดินก่อนปลูก เนโพรพาไมด์DCPA อี ดีอีซีchloropro pham และ ไนโตรเฟน ใช้ก่อนงอก


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 70 6.4.6 พริกต่าง ๆ: bensulide คลอแรมเบน DCPA ไดฟีนามิด เนโพรพาไมด์และ nitralin ใช้ก่อนงอก 6.4.7 หอมกระเทียม : bensulide ซีดีเอเอ คลอโรซูรอน (Chloroxuron) DCPA และ โพรพาคลอร์ใช้ ก่อนงอกหรือก่อนปลูก 6.4.8 มะเขือเทศ: bensulide และ ไตรฟลูราลิน ใช้คลุกลงดินก่อนปลูก ซีดีเอเอ อีดีอีซีchloranben DCPA ไดฟีนามิด และ เมทริบูซิน ใช้ก่อนงอกและก่อนย้ายกล้าปลูก ในการเตรียมพื้นที่ปลูกผัก พาราคว็อทจะช่วยควบคุมกำจัดวัชพืชที่ขึ้นมาแล้วได้ดีทำให้ไม่ต้องรบกวน ดินมากนัก หรืออาจใช้พาราคว็อทใน Stale-Seedbed Technique ก็ได้ในกรณีที่มีปัญหาจากหญ้าแห้วหมู เนโพรพาไมด์จะช่วยควบคุมหญ้าแห้วหมูได้ดีโดยเฉพาะในมะเขือเทศและพืชตระกูลกะหล่ำ (Mercado, 1979) สิ่งสำคัญที่ควรระวังในการใช้สารกำจัดวัชพืชในพืชผักคือ ผลตกค้างในดิน ซึ่งจะมีผลกระทบ ต่อพืชผักที่เป็นคนละชนิดกัน และผลตกค้างในพืชผักโดยเฉพาะผักกินใบ 6.5 สับปะรด (Pineapple) ในประเทศไทยมีการผลิตสับปะรดเพื่อแปรรูปเป็นสับปะรดบรรจุกระป๋องและเพื่อบริโภคสด ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสับปะรดบรรจุกระป๋องที่สำคัญของโลก ในภาคใต้ปลูกสับปะรดเพื่อบริโภคสด โดยปลูกเป็นพืชแซมในส่วนยางพารา สับปะรดต้องการระยะปลอดวัชพืชที่ค่อนข้างยาวนาน วัชพืชล้มลุกที่เป็น ปัญหาจะเป็นวัชพืชชนิดเดียวกับที่เป็นปัญหาในพืชปลูกบนดอนโดยทั่วไป แต่เนื่องจากสับปะรดเป็นพืชข้ามปี ทำให้มีวัชพืชข้ามปีเช่น หญ้าคา และสาบเสือ เป็นวัชพืชร้ายแรงในสับปะรดด้วย การกำจัดวัชพืชโดยใช้ จอบถากทำให้ต้นสับปะรดบอบช้ำ โรคเข้าทำลายได้ง่าย สารกำจัดวัชพืชที่ควบคุมวัชพืชฤดูเดียว และวัชพืชข้ามปีในระยะเป็นต้นอ่อนได้ดีคือ การใช้โบรมาซิล และ ไดยูรอน ผสมรวมในถังเดียวกันฉีดพ่น หลังจากปลูกสับปะรดก่อนวัชพืชงอกในอัตราชนิดละ 360-400 กรัม/ไร่ โดยฉีดพ่นปีละ 2-3 ครั้ง (ประเสริฐ ชิตพงศ์และอัมพร สุวรรณเมฆ, 2518) จะสามารถกำจัดวัชพืชได้ตลอดปีการใช้สารผสมสูตรนี้กับ สับปะรดที่ปลูกเป็นพืชแซมในสานยางพารา โดยฉีดพ่นให้ห่างจากแถวยาง 1 เมตร จะไม่มีอัตราต่อยางพาราแต่ อย่างใด หลังจากปลูกสับปะรดไปได้3-4 ปีสับปะรดจะเริ่มโตเกะกะไม่เป็นแถวเป็นแนวและให้ผลผลิตต่ำ สารเคมีที่จะช่วยในการฆ่าทำลายสับปะรด เพื่อรื้อแปลงทิ้ง คือ พาราคว็อท และ ไตรคลอริค 6.6 ยางพารา (Pararubber) วัชพืชสร้างความเสียหายให้กับยางพาราในทุก ๆ ขั้นตอนของการปลูกปฏิบัติซึ่งแบ่งออกเป็น แปลง เพาะชำกล้ายาง แปลงกิ่งตา แปลงยางอ่อน แปลงยางที่เปิดกรีดแล้วในพืชแซมยาง และในพืชคลุมตระกูลถั่ว ปัญหาที่กระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวสวนยางคือ วัชพืชในแปลงยางอ่อน และยางที่เปิดกรีดแล้ว รายละเอียดเพิ่มเติมที่จะกล่าวถึงจึงเน้นเฉพาะปัญหาและการแก้ปัญหาวัชพืชในส่วนนี้


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 71 หลักการสำคัญในการควบคุมกำจัดวัชพืชในแปลงยางอ่อน คือ ให้กำจัดวัชพืชในแถวยาวเป็นแนวกว้าง 2 เมตร โดยห่างจากแถวยางข้างละ 1 เมตร ระหว่างแถวยางควรปลูกพืชคลุมหรือพืชแซม หรือดำเนินการ วิธีอื่นใดที่สามารถควบคุมวัชพืชมิให้สูงเกิน 30 ซม. หญ้าคาต้องกำจัดให้หมด วัชพืชใบคู่อายุเกิน 1 ปีก็ต้อง ควบคุมกำจัด สภาพเช่นนี้ต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างน้อยก่อนใส่ปุ๋ย แต่ถ้าสามารถทำได้ตลอดปีก็ถือว่าสภาพสวน มีความสมบูรณ์มาก ส่วนในสวนยางที่เปิดกรีดแล้ว สภาพที่ถือว่าเหมาะที่สุดคือ ในแถวยางสะอาดอยู่เสมอ ระหว่างแถวมีหญ้าพุ่มเตี้ยปกคลุมดิน และวัชพืชใบเลี้ยงคู่และหญ้าคาควรทำลายให้หมด (พรชัย เหลืองอาภา พงศ์, 2540 และรังสิต สุวรรณเขตนิคม, 2547) การรักษาแปลงยางอ่อนให้มีสภาพดังกล่าว อาจทำโดยใช้แรงงานคน ใช้วิธีกล การปลูกพืชคลุม หรือใช้สารเคมีการใช้แรงงานคนหากสวนมีขนาดเล็กก็อาจทำได้ทันเวลา แต่หากมีขนาดใหญ่อาจทำไม่ทัน เพราะแรงงานหายาก การใช้วิธีกล เช่น การใช้รถแทรกเตอร์ตัดวัชพืช หรือไถพรวนเป็นวิธีการที่ดี แต่ในบางช่วงอาจหาผู้รับจ้างได้ยากทำให้กำจัดวัชพืชได้ไม่ตรงเวลา บางแห่งพื้นที่ลาดเอียงหรือพื้นหน้าไม่เรียบ รถแทรกเตอร์เข้าไปปฏิบัติงานลำบาก บางช่วงฝนตกรถแทรกเตอร์เข้าไปไถไม่ได้ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง ของการใช้รถแทรกเตอร์คือการแพร่กระจายของวัชพืช การจัดการวัชพืชระหว่างแถวยางโดยการปลูกพืชคลุม พืชแซมควบคู่ไปกับการกำจัดวัชพืชที่มีปัญหา เช่น หญ้าคา สาบเสือ หรือวัชพืชใบกว้างข้ามปีอื่น ๆ โดยการใช้สารเคมีนับว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด พืชคลุม ที่นิยมใช้กันมากมี3 ชนิด คือ ถั่วคาโลโปโกเนียม (Calopogonium mucunoides Desv.) ถั่วลาย (Centrosema pubescens Benth.) และถั่วเสี้ยนป่า (Pueraria phaseoloides (Roxb.) Benth.) โดยใช้ปลูกรวมกันในอัตรา 2-2-1 ส่วนพืชแซมที่นิยมปลูกกัน มากคือ สับปะรด ถั่วลิสง ถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวไร่ และกล้วย การปลูกพืชคลุมพืชแซม ทำได้ในระยะเริ่มปลูก จนถึงระยะยางมีอายุ 4-5 ปีเท่านั้น จากนั้นทรงพุ่มยางจะหนาทึบแสงแดดส่องไม่ถึง พื้นดิน ไม่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชคลุมพืชแซม


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 72 6.7 สรุป นอกจากการจัดการวัชพืชด้วยวิธีต่างๆ แล้ว ยังมีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการบริหารการกำจัดวัชพืช หรือศัตรูพืช โดยประยุกต์ใช้ในระบบผลิตพืชขนาดใหญ่ โดยการใช้เทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรม โดยเฉพาะใน ประเทศที่พัฒนาแล้วทางอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ โดยการปลูกถ่ายยีนเข้าสู่ต้นพืชเพื่อให้มีคุณสมบัติ ต้านทานต่อสารกำจัดวัชพืช ทำให้สามารถฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชลงในแปลงปลูกได้โดยตรง และพืชปลูก หลักที่มียีนต้านทานจะไม่เป็นอันตราย ทำให้เกษตรกรลดความถี่ในการฉีดพ่นสารเคมีและลดค่าใช้จ่ายที่เกิด จากสารเคมีได้ แต่ต้องไม่เป็นอันตรายหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นในธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว คำถามท้ายบท 1. จงอธิบายความแตกต่างของของการกำจัดวัชพืชในข้าวนาดำหรือข้าวไร่ 2. จงบอกประเภทวัชพืชที่พบในพืชตระกูลถั่ว 3. จงอธิบายเทคนิคและวิธีใช้สารกำจัดวัชพืชในถั่วฝักยาว 4. จงอธิบายความแตกต่างของชนิดวัชพืชในพืชตระกูลถั่ว และในพืชผัก 5. จงยกตัวอย่างสารกำจัดวัชพืชที่นิยมใช้


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 73 บทที่ 7 วัชพืชบางชนิดที่พบในท้องถิ่นในจังหวัดมหาสารคาม (Some Weeds in Local Area in Maha Sarakham Province) 7.1 บทนำ การเปลี่ยนแปลงของวัชพืชในแปลงเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การศึกษาด้านความ หลากหลายทางชีวภาพของวัชพืชมีความสำคัญ และยังมีการศึกษาวิจัยไม่เพียงพอ การลดหรือการเพิ่มจำนวน ของชนิดวัชพืชในแปลงเกษตรเกิดขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากความแตกต่างของวิธีทำการเกษตร การจัดการระบบ การปลูกพืช รวมถึงสภาพแวดล้อม ต่างก็มีผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพของ วัชพืช จำนวนวัชพืชที่พบต่างกันในระบบนิเวศต่างกัน โดยพิจารณาจากในแต่ละแปลงศึกษา นอกจากนั้น ความ อุดมสมบูรณ์ของจำนวนต้นวัชพืชในแต่ละพื้นที่ศึกษา วิธีการทำการเกษตร (Agricultural Practice) สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น สถานที่ สภาพภูมิอากาศ ลักษณะดิน เป็นต้น ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของ สถานภาพวัชพืช (The Change of Weed Incidence) วัชพืชที่เคยมีจำนวนมาก อาจลดการระบาดเนื่องจาก การสารกำจัดวัชพืชหรือวัชพืชบางชนิดที่เคยมีจำนวนวัชพืชน้อย (Rare) อาจมีจำนวนมากขึ้น หรืออาจพบพืช ชนิดใหม่ (New Species) การเปลี่ยนแปลงของวัชพืชในแปลงเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นตัวอย่าง หนึ่งที่จะเป็นประโยชน์สำหรับเกษตรกร ในแง่ของการใช้ข้อมูลเพื่อในการจัดการวัชพืชในแปลงอย่างเหมาะสม โดยสามารถรักษาความสมดุลของความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่ นอกจากนั้น หากมีการพบวัชพืชที่มี การแพร่กระจายอย่างรุนแรงบางชนิด เนื่องจากการนำเมล็ดวัชพืชจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง ดังนั้นเมื่อทราบรูปแบบ การแพร่ระบาดของวัชพืชรุนแรง อาจนำไปสู่มาตรการการป้องกัน การแพร่กระจายของวัชพืชในวงกว้าง เช่น การกำหนดเขตการทำงานของรถเกี่ยวข้าวเฉพาะพื้นที่ หรือการให้ความรู้กับเกษตรกรเพื่อป้องกันการระบาด ของวัชพืช ชนิดของวัชพืชในจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พบมาก ได้แก่ สาบแร้งสาบกา (Ageratum conyzoides (L.) L.), หญ้าชันอากาศ (Panicum repens L.) ส่วนวัชพืชที่พบบ่อย ได้แก่ ถั่วลิสงนา (Alysicarpus vaginalis (L.) A. DC.), สาบแร้งสาบกา (Ageratum conyzoides (L.) L.), หญ้าหนวดฤาษี (Heteropogon contortus (L.) P.Beauv. ex Roem. & Schult.), เทียนนา (Hydrocera triflora (L.), Wight&Arn.), ผักปลาบ (Commelina diffusa Burm.f.) และจำนวนวัชพืชทั้งหมดที่พบในการศึกษานี้มี จำนวน 62 ชนิด ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า จำนวนวัชพืชและชนิดของวัชพืชมีความแตกต่างกันน่าจะ เนื่องมาจากการจัดการระบบการปลูกพืชและสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 74 7.2 การศึกษาความหลากหลายของวัชพืช กรณีศึกษา ในท้องถิ่นจังหวัดมหาสารคาม การศึกษาความหลากหลายของวัชพืช กรณีศึกษา สำหรับวัชพืชที่พบในท้องถิ่นจังหวัดมหาสารคาม ได้ ทำการศึกษาที่สถานีปฏิบัติการบ้านเกิ้ง สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ซึ่งเคยเป็นสวนพฤกษชาติและศูนย์สนเทศ พรรณไม้อีสาน ที่ได้รับพระราชทานนาม จากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ในวันที่ 28 กันยายน 2531 • สวนวลัยรุกขเวช เป็นพื้นที่ที่มีลำน้ำชีหลงล้อมรอบ หรือเรียกว่า กุดแดง ดังนั้นจึงเป็นที่รวมของปลา ธรรมชาติ และพรรณไม้ ทั้งป่าไม้ผลัดใบที่มีสีเขียวตลอดปี และมีความหลากหลายของวัชพืชนานาชนิด • วัชพืชใบกว้างที่พบมาก ได้แก่ บานไม่รู้โรยป่า โคกกระออม มะระขี้นก สาบแร้งสาบกา โทงเทงและ หญ้างวงช้าง เป็นต้น • วัชพืชที่พบเห็นได้ทั่วไป ประเภทวัชพืชใบกว้าง ได้แก่ สะเดาดิน หญ้ายาง น้ำนมราชสีห์ หญ้าละออง ผักเสี้ยนสีม่วง ผักบุ้ง ผักปราบใบกว้าง วัชพืชใบแคบที่พบ ได้แก่ เช่น หญ้าแห้วหมู หญ้าตีนกา เลา แขม นอกจากนั้น ยังพบวัชพืชประเภทกก เช่น กกน้อย วัชพืชที่บุกรุกและมีการแพร่กระจายในพื้นที่ อย่างมาก คือ ไมยราบยักษ์ โดยทำการตรวจสอบรายชื่อวัชพืชเทียบกับรายงานที่พบในประเทศไทย (ธวัชชัย รัตน์ชเลศ และ Maxwell, 2535 และ พรชัย เหลืองอาภาพงศ์, 2540)


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 75 รูปที่ 7.1 (ก) ผักขวง (Glinus oppositifolius (L.) A. DC.), (ข) บานไม่รู้โรยป่า (Gomphrena celosioides Mart.), (ค) ผักโขม (Amaranthus viridis L.), (ง) กะเม็ง (Eclipta prostrata (L.) L.), (จ) หญ้าตีนตกแก (Tridax procumbens L.), (ฉ) หญ้าละออง (Vernonia cinerea (L.) Less.), (ช) หญ้าสาบแร้ง (Ageratum conyzoides L.), (ซ) ผักเสี้ยนดอกม่วง (Cleome rutidosperma DC.) ก ข ค ง ช ฉ ช ซ หญ้าตีนตุ๊กแก ข ค ง จ ฉ ซ


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 76 รูปที่ 7.2 (ก) ผักเสี้ยนสีม่วง (Cleome rutidosperma DC.), (ข) ผักบุ้ง (Ipomoea aquatic DC.), (ค) มะระขี้นก (Momordica charantia L.) (ง) น้ำนมราชสีห์เล็ก (Euphorbia thymifolia L.), (จ) น้ำนมราชสีห์(Euphorbia hirta L.), (ฉ) หญ้าเขมร (Spermacoce laevis Roxb.), (ช) หญ้างวงช้างน้อย (Heliotropium indicum L.), (ซ) ไมยราบยักษ์(Mimosa pigra L.) ก ค ง จ ฉ ช ซ ข


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 77 เลา จ ช ป ท ท น ง ซ น ค รูปที่ 7.3 (ก) โคกกะออม (Cardiospermum halicacabum L.), (ข) หญ้ากาบหอย (Lindernia crustacea (L.) F. Muell.), (ค) โทงเทง (Physalis minima L.), (ง) หญ้าตีนกา (Eleusine indica (L.) Gaerth.), (จ) หญ้าแห้วหมู(Cyperus rotundus L.), (ฉ) หญ้าเห็บ (Paspalum conjugatum Berg.), (ช) เลา (Saccharum spontaneum L.), (ซ) แขม (Erianthus arundinaceus (Retz.) Jesw) ก ข ฉ


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 78 ชื่อวงศ์ Aizoaceae ชื่อท้องถิ่น ผักขวง ชื่อสามัญ สะเดาดิน Fleshy Labia Weed Sweetjuice ชื่อวิทยาศาสตร์ Glinus oppositifolius (L.) A. DC. (รูปที่ 7.1 ก) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พืชล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อยแตกแขนงแผ่ออกครอบคลุมผิวดินคล้ายพรม ใบมีขนาดเล็ก เรียวยาว ออกจากบริเวณข้อของลำต้น ข้อละ 4-5 ใบ ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น ดอกออกรอบข้อ ข้อละ 4-6 ดอก มีกลีบดอก 5 กลีบ สีขาวอมเขียว ติดผลรูปยาวรี เมื่อผลแก่จะแตกออกเป็นสามแฉกภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลแดงจำนวนมาก ถิ่นอาศัย บริเวณที่ชื้นแฉะ ในไร่นา และตามสนามหญ้าโดยทั่วไป การกระจาย พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะทางนิเวศวิทยา พบขึ้นบริเวณที่ชื้นแฉะ ในไร่ถั่วเหลือง และตามสนามหญ้าทั่วไป ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด อายุฤดูเดียว


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 79 ชื่อวงศ์ Amaranthaceae ชื่อท้องถิ่น บานไม่รู้โรยป่า ชื่อสามัญ บานไม่รู้โรยป่า (Gomphrena, Wild Globe Everlasting) ชื่อวิทยาศาสตร์ Gomphrena celosioides Mart. (รูปที่ 7.1 ข) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พืชล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อย แตกกิ่งก้านมาก ใบออกตรงข้าม รูปรีถึงรีแกมขอบขนาน ยาว 2-5 ซม. ไม่มีก้านใบหรือมีสั้นมาก ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง รูปรีถึงกลมยาว 1-5 ซม. ดอกขนาดเล็กซ้อนกันเป็นช่อ สีขาวขุ่นหรือขาวอมเขียวอ่อน ถิ่นอาศัย ริมทาง ที่รกร้างทั่วไป ชอบขึ้นในที่ค่อนข้างแห้ง การกระจาย พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะทางนิเวศวิทยา เป็นพืชล้มลุกอายุฤดูเดียว ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบขึ้นทั่วไปตามที่รกร้าง ริมทางสาธารณะ บริเวณบ้าน สนามหญ้า เช่น ในไร่ถั่วเหลือง ข้าวโพด อ้อย ฝ้าย มันสำปะหลัง ในนาข้าว สวน มะพร้าว สวนปาล์มน้ำมัน และในสวนผลไม้


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 80 ชื่อวงศ์ Amaranthaceae ชื่อท้องถิ่น ผักโขม ชื่อสามัญ ผักขม Green Amaranth, Pigweed ชื่อวิทยาศาสตร์ Amaranthus viridis L. (รูปที่ 7.1 ค) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พืชล้มลุก อายุปีเดียว มีระบบรากแก้ว ลำต้นอวบตั้งตรง ลำต้นเรียบ และมักมีรอยแตกเป็น ร่องยาว สีเขียวเป็นมัน สีม่วงและสีแดงปนเขียว ทรงพุ่มสูงประมาณ 20-60 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยว ออกจากลำต้นแบบสลับ รูปร่างค่อนข้างจะเป็นสามเหลี่ยม หรือรูปไข่ฐานกว้าง ปลายใบค่อนข้างมน ก้านใบเรียวเล็ก มีความยาวประมาณ 4-10 ซม. ดอกออกเป็นช่อแบบช่อ เชิงลด ออกตามปลายยอดและตามซอกใบ ผลมีรูปร่างกลมรี ถิ่นอาศัย พบขึ้นทั่วไปในพื้นที่ทำการเกษตรในสวน ในไร่ หรือตามที่รกร้างทั่วไป การกระจาย พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะทางนิเวศวิทยา เป็นพืชล้มลุก อายุฤดูเดียว ขยายพันธุ์โดยอาศัยเมล็ด เป็นพืชที่มีระบบรากแก้วเป็นวัชพืชที่ขึ้น ทั่วไป ไม่ชอบที่แฉะหรือมีน้ำขัง เป็นวัชพืชที่พบในแปลงผัก และพื้นที่เพาะปลูกทั่วไป เช่น ใน ไร่ถั่วเหลือง ถั่วเขียวผิวมัน ข้าวโพด สับปะรด ฝ้าย ตามสวนผลไม้


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 81 ชื่อวงศ์ Asteraceae ชื่อท้องถิ่น กะเม็ง ชื่อสามัญ หญ้าสับ eclipta, false dairy ชื่อวิทยาศาสตร์ Eclipta prostrata (L.) L. (รูปที่ 7.1 ง) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พืชล้มลุก อายุปีเดียวหรือหลายปี สูง 10-15 ซม. ลำต้นและกิ่งก้านสีเขียวปนน้ำตาลแดง มีขน ใบออกตรงข้าม รูปใบหอกแกมรูปแถบยาว 3-7 ซม. ผิวใบมีขนสั้น ดอกเป็นช่อ 1-3 ช่อ กลีบดอกวงนอกสีขาว เรียวเล็ก เมล็ดแบน สีดำ ถิ่นอาศัย ที่ดอน และชุ่มชื้นทั่วไป การกระจาย พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะทางนิเวศวิทยา เป็นพืชขนาดเล็กอาจเป็นทั้งพืชปีเดียวหรือข้ามปี ลำต้นตั้งตรง หรืออาจมีบางส่วนทอด ขยายพันธุ์โดยเมล็ด พบขึ้นบริเวณชุ่มชิ้น เช่น ในนาข้าว ริมคลอง ริมบ่อน้ำ หรือในแปลงพืชไร่ ทั่วๆไป เช่น ไร่ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ผิวมัน ข้าวโพด ฝ้าย และอ้อย สวนมะพร้าว และปาล์ม น้ำมัน


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 82 ชื่อวงศ์ Asteraceae ชื่อท้องถิ่น ตีนตุ๊กแก ชื่อสามัญ ตีนตุ๊กแก tridax, wide diary, coat buttons ชื่อวิทยาศาสตร์ Tridax procumbens L. (รูปที่ 7.1 จ) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ทอดเลื้อยไปตามพื้นดินชูส่วนยอดตั้งตรงขึ้น ส่วนของข้อที่สัมผัสพื้นดิน จะงอกรากตามลำต้น มีสีขาวปกคลุม ใบเดี่ยว ออกจากลำต้นแบบตรงข้าม แบ่งเป็นสามแฉกใหญ่ ขอบใบหยักห่างๆ มีผลปกคลุมขึ้นทั้งสองด้าน ก้านใบยาว และมีขนขึ้นปกคลุม ช่อดอกกระจุกแน่น เกิดบนก้าน ช่อดอกที่ยาว ตรงปลายยอดก้านดอกมีผลปกคลุม มีกลีบประดับคล้ายกลีบเลี้ยง รองรับอยู่ 2-3 ชั้น ช่อดอกประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ถิ่นอาศัย ริมทาง สนามหญ้า และที่รกร้างทั่วไป การกระจาย พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะทางนิเวศวิทยา พบขึ้นทั่วไปในไร่ เช่น ถั่วเหลือง ฝ้าย อ้อย ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ในสวนผลไม้ เช่น มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน สนามหญ้า อายุฤดูเดียวหรือข้ามปี


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 83 ชื่อวงศ์ Asteraceae ชื่อท้องถิ่น หญ้าละออง ชื่อสามัญ หมอน้อย Little iron weed ชื่อวิทยาศาสตร์ Vernonia cinerea (L.) Less. (รูปที่ 7.1 ฉ) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ อายุปีเดียว สูง 20-80 ซม. แตกกิ่งไม่มากนัก มีขนนุ่ม ใบใกล้โคนต้นรูปไข่ป้อม ส่วนใบบน รูปรีถึงใบหอกแคบ หยักเว้าไม่สม่ำเสมอ ช่อดอกชูสูงขึ้น แตกแขนง เป็นช่อย่อย หลายช่อ มีช่อดอกย่อยประมาณ 20 ดอก สีม่วงแดงอ่อน ผลเมื่อแก่มีขนยาวสีขาวติดอยู่ออก ดอกหลายปี ถิ่นอาศัย ริมทาง สนามหญ้า และที่รกร้างทั่วไป การกระจาย พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะทางนิเวศวิทยา พบขึ้นทั่วไปในไร่ เช่น ถั่วเหลือง ฝ้าย ในสวนผลไม้ เช่น มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน สนามหญ้า และพื้นที่ทั่วไปทุกภาคของประเทศ ขยายพันธุ์โดยอาศัยเมล็ด อายุฤดูเดียว


ผศ.ดร.รัชนี นามมาตย์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอกสารคำสอน นิเวศวิทยาของวัชพืช (Weed Ecology) 84 ชื่อวงศ์ Asteraceae ชื่อท้องถิ่น หญ้าสาบแร้ง ชื่อสามัญ สาบแร้งสาบกา bastard agrimony, billygoat-weed ชื่อวิทยาศาสตร์ Ageratum conyzoides L. (รูปที่ 7.1 ช) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พืชล้มลุก อายุหลายปีสูง 50-100 ซม. ลำต้นปกคลุมมาก ใบรูปหัวใจถึงรูป รีขอบใบจักฟันเลื่อย ช่อดอกประกอบด้วยช่อย่อยเป็นช่อกระจุกขนาด 0.5 ซม. มีดอกย่อยอัดกันแน่นมากกว่า 60 ดอก กลีบดอกเป็นเส้นสั้น ๆ สีม่วงอ่อนหรือสีขาว มีใบประดับสีเขียวรองรับช่อดอก 2-3 ชั้น ผลแห้ง รูปขอบขนานแคบ ถิ่นอาศัย พบตามสนามหญ้าริมทางหรือที่รกร้างทั่วไป การกระจาย พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะทางนิเวศวิทยา เป็นวัชพืชล้มลุก มีกลิ่นสาบเฉพาะตัวแพร่กระจายพันธุ์โดยเมล็ด พบขึ้นในไร่ถั่วเหลือง อ้อย ฝ้าย ถั่วเขียวผิวมัน มันสำปะหลัง ในสวนผลไม้ เช่น สวนมังคุด สวนมะพร้าว สวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา พื้นที่ทำการเกษตรโดยทั่วไป ตามริมถนน ริมทางการรถไฟ และตามที่รกร้าง ทั่วทุกภาคของประเทศไทย


Click to View FlipBook Version