The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมสารคดีมีเลขหน้า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วริศรา ตาชัยภูมิ, 2023-11-30 02:43:40

รวมสารคดีมีเลขหน้า

รวมสารคดีมีเลขหน้า

เทปสัมภาษณ์ ยายบุญล้อม ครรณา คุณยายพร้อมที่จะให้สัมภาษณ์หรือยังครับ คือตื่นเต้นแท้น้อหล่า ( หัวเราะเบา ๆ ) ตั้งแต่เดิมมา คุณยายเป็นคนโคราชเลยหรือเปล่าครับ หรือว่าเป็นคนที่ไหนครับ บ่จ้า ยายเป็นคนศรีสะเกษแล้วจังได้ย้ายมาอยู่โคราช ทำไมคุณยายถึงได้มาอยู่ที่โคราชครับ ยายแต่งงานแล้วหนีตามผัวแล้วผัวพามาอยู่นี่แหละ อยู่ตั้งแต่ยังบ่มีอิหยัง ตาพามารับจ้างเกี่ยวข้าว เฝ้าไฮ่เฝ้านาให้เขา ความรู้สึกของยายตอนอยู่ศรีสะเกษกับโคราชแตกต่างกันมั๊ย มันก็แตกต่างกันอยู่ โคราชกับศรีสะเกษถึงมันสิอีสานคือกัน แต่ความเป็นอยู่วิถีชีวิตมันแตกต่างกัน หลาย แม่เป็นคนศรีสะเกษเป็นคนลาว ก็กินอาหารแบบลาว นึ่งข้าว แต่อยู่พี้เพิ่นกินข้าวเจ้าเฮากินข้าวเหนียว ภาษาก็ใช้บ่คือเขา แม่ใช้ภาษาลาว อยู่นี่เขาเว้าโคราช ลังคำก็บ่รู้เรื่อง แต่ดน ๆ ไปก็สิปรับโตได้ สำหรับยายยายชอบอยู่ไหนมากกว่ากัน ยายก็มักทั้ง 2 ที่นั่นหละ แต่ถ้าให้เลือกยายก็มักอยู่โคราชมากกว่า เพราะยายก็อยู่มาทั้งชีวิต ได้มาใช้ ชีวิตครอบครัวที่นี้ ได้มาอยู่กับคนที่รัก ทั้งชีวิตตอนสาวจนยายเฒ่ายายก็ใช้ชีวิตอยู่โคราช ยายเคยคิดมั๊ยว่ายายจะได้มาใช้ชีวิตอยู่โคราช ก็บ่เคยคิดเคยฝันว่าสิได้มาอยู่โคราชดอก เพราะ เกิดก็เกิดศรีสะเกษ ผัวก็เป็นคนศรีสะเกษ แต่ก็พากัน ได้มาอยู่โคราช ยายก็งง จักมันพากูหนีมาหยังบุไกลคักแน่ (พูดถึงตา ) ตอนยายย้ายบมาอยู่โคราชแรกๆ ยายชินมั๊ยครับ มันบ่มีไผชินดอกนาย จากบ้านจากเมืองมา จากพ่อจากพี่น้อง ยายให้แปตาย แต่ก็สิเฮ็ดจังได๋ได้ ก็เฮา เลือกสิหนีมาเอง ยายค่อย ๆ ปรับตัวยังไงครับ เฮามาอยู่ต่างที่ต่างเมือง เขาพากินหยังก็ต้องกิน ภาษาก็ต้องเว้าคือเค้า คั่นบ่เว้าคือเค้าก็เว้ากันบ่รู้เรื่อง ไปเฮ็ดงานนำเขา ก็ค่อยเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เขากินกันจังได๋ เขาเว้ากันจังได๋ ดน ๆ ไป เฮาก็สิชินไปเอง 1


คุณยายเรียนถึงชั้นไหนครับ ยายเรียนถึงชั้นประถม 4 ยายได้เรียนส่ำนี้แหละ ครอบครัวมีพี่น้องหลายคน พี่น้องคนอื่นของยายเรียนจบชั้นไหนครับ ส่วนมากก็จบชั้นประถม 4 กันเบิ้ดนั่นหละ ก็สิมีแค่น้องสาว 2 คน ที่มันจบแค่ชั้นประถม 2 มันขี้คร้าน มันว่าไปเรียนแล้วปวดหัว ทวดก็เลยให้มันเซาเรียน สมัยก่อนเขาไม่เคร่งเรื่องการศึกษาเหมือนตอนปัจจุบันใช่มั๊ยครับ สมัยก่อนมันก็บ่ได้เคร่งคือสมัยนี้ดอก ย้อนว่าบ่ได้มีเงินมีคำ พ่อแม่ให้เรียนแค่พออ่านออกเขียนได้ มี ความรู้ติดโตแค่อ่านออกเขียนได้ก็พอแล้ว เรียนก็เรียนตาม โรงเรียนวัดบ้านเฮานี่หละ ตังค์ไปโรงเรียนก็บ่ได้ไป กันดอก พากันไปขอข้าววัดกัน ลังมื้อก็ไปหาปีดเก็บบักตาลมากิน ยายพอเล่าประวัติคร่าว ๆ ของยายได้บ่ครับ สิเล่าจังได๋น้อ (ทำหน้าคิดมาก) แต่ตำอิด ครอบครัวยายเป็นคนศรีสะเกษ ยายมีพี่น้อง 9 คน ยายเป็น คนที่ 3 กะมียายจวน คนสองพ่อใหญ่นวล คนสามกะยาย คนสี่ยายเดือน คนที่ห้าตาเท้านั่นเด้ คนที่หกยายใบ คนที่เจ็ดยายนุช คนแปดยายนางใหญ่ คนเก้าน้องน้อยสุดยายอึ่งพ่อกับแม่ทำงานเฮ็ดไฮ่เฮ็ดนา แม่ของยายเป็น ลูกเจ๊กลูกจีน ยายก็มีเชื้อจีนเด้นิ (หัวเราะ) แต่แม่มาได้กับพ่อที่เป็นคนลาว บ้านยายแต่ก่อนอยู่อำเภอเมือง แต่ ตอนนี้ขึ้นเป็นกิ่งอำเภอวังหินแล้วหละ ยายก็เรียนจบชั้นประถม 4 ได้เรียนขนาดนี้ก็ดีแล้ว เพราะยายมีพี่น้อง หลายคน บางคนก็บ่ได้เรียน แต่กี้ยายมักไปเที่ยวไปเบิ้งหมอลำนำงานวัดกับพวกพี่น้อง พวกตาเท้าตานวลนั่น ล่ะ ก็พากันยางไป เลาะป่าเลาะท่ง สมัยแต่ก่อนมีแต่ป่าเจอผีแน เจอหยังแนก็ว่าไป ตอนไปเที่ยวยายสิพกปืน 1 กระบอก ยามมีคนมาหาเรื่องยายก็เอาปืนนี่แหล่วออกมาขู่ แต่มันยิงบ่ได้ดอก มันบ่มีลูก (หัวเราดังมาก) ตอนสาว ๆ ยายทั้งอ้วนทั้งดำ ยายได้ไปหัดร้องหมอลำนำเพิ่น แต่ยายก้บ่ได้เป็นเพราะถ้าคนบ่มีพรสวรรค์ หรือ ครูเพิ่นบ่ให้ก็สิบ่ได้เป็น จนอายุเกือบ 20 ปี ตาได้ไปขอยายกับแม่ยาย แต่แม่ยายบ่ยอมให้เพราะว่าตาเป็นคนขี้ เหล้าเมายา คั่นให้ไปอยู่นำกะสิย่านอด แต่ตาฮักยายแฮงเลยพายายขอขึ้นรถสิบล้อหนีมาจากศรีสะเกษแล้วมา อยู่โคราชนี้แหละหล่า ยายมาอยู่โคราชยายก็ท้องป้ามึงนี่หละ ท้องป้าไอ่นายก็ต้องหอบท้องใหญ่ ๆ ไปช่วยตา เกี่ยวข้าวรับจ้าง มีมื้อนึง พวกโจรมันออกมาปล้นของคั่นยามมันพากันกลับถ้ามันเห็นผู้หญิงมันก็สิพากับไปนำ พอตาฮู้ข่าว ตาก็เอาแม่ไปลี้อยู่ในหลุมแล้วเอาใบบักพร้าวมาปิดไว้ยายก็เปลี่ยนที่ทำงานมาหลาย แต่กี้ยายกะบ่ ได้อยู่บ้านหนองเบนนี้เด้ล่ะหล่า ยายอยู่บ้านสโมสร ยายกับตาไปเฮ็ดงานกับตานาทยายหวอ แกแลยติดต่อให้ มาทำงานเฝ่าไฮ่เฝ้านาให้ แล้วกะให้ไปเลี้ยงวัว เว้าง่าย ๆ กะเหมือนคนใช้เขานั้นล่ะหล่า เขาให้ไปเฮ็ดหยังกะ ต้องไป พออยู่นำกันดนไป ยายหวอแกก็สงสาร เห็นเฮ็ดงานมานำกันดนแล้ว เพิ่นเลยให้ยกที่ให้มำทำบ้านอยู่ใน 2


หมู่บ้าน เพราะตอนนั้นยายกับตา อยู่ไฮ่อยู่นามันเปลี่ยว เลยอยากให้มาอยู่ใกล้ ๆ กัน ยายหวอถือเป็นคนที่มี พระคุณกับยายกับตามากเด้อนาย มีคุมื้อนี้ได้กะย้อนเพิ่น มีหม่องซุกหัวหนอนกะย้อนเพิ่นนี่หละ พื้นฐานยายเคยทำมามาก่อนมั๊ยครับ ยายเฮ็ดเป็นเบิ่ดนั่นหละงานไฮ่งานนา เฮามันลูกคนจน พ่อแม่บ่ได้มั่งได้มีคือเขา ข้าวก็ต้องเฮ็ดไฮ่ไว้กิน เอง บ้านได๋จ้างก็ไปรับจ้างเขา ยามเกี่ยวก็เกี่ยวของเจ้าของก่อน คั่นของเจ้าของเสร็จแล้วก็ออกหานรับจ้างเกี่ยว ข้าวให้เพิ่นบ้างเจ้าก็ให้เงิน บ้างเจ้าก็ให้ข้าว สมัยแต่ก่อนชีวิตน่าจะลำบากมากใช่มั้ยครับ สมัยแต่ก่อนชีวิตลำบากมาก ๆ ต้องหาเช้ากินค่ำ ทำงานได้มื้อละ 5 บาท มื้อละ 10 บาท ไฟฟ้าก็บ่มีใช้ บ้านก็ต้องมาขอเขาอยู่ ยายคิดว่าช่วงชีวิตที่ลำบากที่สุดของยายคือช่วงไหนครับแล้วยายทำยังไงถึงผ่านช่วงนั้นไปได้ ช่วงที่ลำบากที่สุดก็มีหลายช่วง ตอนน้อย ๆ ก็ลำบาก แต่ถ้าให้ยายเลือกยายก็ว่าน่าสิเป็นตอนยายย้าย มาอยู่โคราชนำตานี่หละ มาแบบบ่รู้จุดหมายปลายทาง บ่มีหม่องอยู่หม่องหลับนอน เดินทางกันมา สองคนผัว เมีย ชีวิตเริ่มจากศูนย์ บ่รู้ว่าควรสิเฮ็ดแบบได๋ แต่ก็มีตานี่หละที่คอยเป็นคนหางาน ไปหาที่อยู่ ตาพร้อมที่จะเป็น หัวหน้าครอบครัว มากันสองคน คนเป็นผัวก็ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้เมียที่กนีมานำสบาย ยายผ่านมาได้ก็ เพราะตา ตาผ่านมาได้ก็เพราะยยายยนี่หละ อยู่เป็นกำลังใจให้กัน ทำไมคุณยายถึงยอมหนีมากับตาครับ ก็เพราะความฮักนี่แหละ เฮาฮักไผเฮาก็อยากไปอยู่นำเขา บ่สนว่าสิสบายหรือลำบากดอก เพราะชีวิต ตั้งแต่น้อยยายก็ลำยากมาอยู่แล้ว คุณยายมีลูกทั้งหมดกี่คนครับ ยายมีลูก 2 คน เป็นผู้หญิงทั้งคู่ คือป้า กับแม่ไอนายนั่นแหละ ตาอยากมีลูกผู้ชาย แต่มันบ่มี ทำไมคุณยายถึงไม่มีลูกเยอะเหมือนคนอื่น ๆ หละครับ ยายก็อยากมีอยู่ แต่มันบ่ติด (หัวเราะ) ตากับยายอยู่ด้วยกันมาตั้งนานทะเลาะกันบ่อยไหมครับ มันก็เป็นเรื่องปกติของชีวิตคู่นั่นหละ มันก็มีผิดกันทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา สมัยนั่นยายก็กิน เหล้าตตาก็กินเหล้า เมาแล้วก็ตีกันคุมื้อ ได้พาลูกไปนอนเล้าไก่แน ใต้ศาลตาปู่แน 3


ผมจำได้ครับเพราะตาก็เคยลากยายออกมาทะเลาะอยู่ นั่นตั๊ว ก็เคยเห็นอยู่บ่แมนติ แต่ก็อยู่กันมาได้นานนะครับ มันก็เป็นปกติของคู่ผัวเมียนั่นแหละ สิตีกันปานได๋ก็ฮักกันคือเก่า ลูกก็มีนำกันแล้ว หนีพ่อหนีแม่มานำ กัน ยายเคยตีลูกหรือหลานบ้างไหมครับ ก็มีแน แต่เป็นส่วนน้อย ยายก็สิตียามมันเว้าบ่ฟังยามมันมึนนั่นหละ แต่ผู้ได๋ก็ห้ามมาตีลูกหลานยายเด้ ขนาดตาตี ยายยังเอามีดไล่คุมฟันตา เพราะตามาตีลูกยาย ลูกยายกับลูกตาก็คนเดียวกันไม่ใช่หรอครับ มันกะแมน แต่ยายก็รักของยาย มาตีของยาย ยายก็สูนสั่นแหล่ว ยายเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานยายสิบ่ตี เด็ดขาด แล้วยายรักตาเพราะอะไรหรอครับ ตาหนะบ่ ยายก้ฮักเพราะตาเป็นคนที่ฮักครอบครัว ตาเป็นคนหากินเก่า ทำงานเก่ง มีงานหยังที่เฮ็ด แล้วได้เงินตาก็ทำหมด ถึงสิขี้เหล้าเมายาจักหน่อย ยายเคยที่จะทิ้งตาไปมีแฟนใหม่ไหมครับ ก็เคยยคิดอยู่ เพราะคิดว่า อยากสิไปเจอคนที่ดีกว่านี้แต่คั่นทิ้งตาไป ลาวสิอยู่จังได๋ ทั้งลูกอีก 2 คน สิ อยู่จังได๋ คั่นยายไป ยายก็สำบายคนเดียว คนเป็นผัวเมียกัน มีหยังก็ต้องฝ่าฟันไปนำกัน มีหรืออดก้ต้องอยู่นำกัน ช่วยกันเลี้ยงลูก ยายเคยอยากที่จะมีฐานะที่ดีกว่านี้ไหมครับ ไผมันก็อยากมีฐานะดีหมดนั่นแหละนายเอ้ย แต่สมัยนั่น มีข้าวหุง มีที่หลับที่นอนมันก็ดีแล้ว เฮามันเป็น คนบ่มีความรู้ ขายแรงหาเงินกินไปมื้อ ๆ 4


ถ้ายย้อนไปได้ยายจะหนีมากับตาไหมครับ บ่ มันพามาเมื่อย ( หัวเราะ ) เว้าเล่น ๆ จังได๋ยายกะต้องมาคือเก่า ถึงบ่ได้มาอยู่โคราช จังได๋ตามึงกะ ต้องพาไปหมิ่งได๋จักหม่อง แต่ยายก็ฮักโคราช ยายได้มาสร้างครอบครัวอยู่พี่ ได้มามีลูก ยายอยู่มาเคิ่งชีวิตแล้ว ยายกะเหมือนคนโคราชคนนึง โคราชกะคือบ้านของยาย เรื่องราวดี ๆ ของยายมันอยู่ที่นี่ 5


วางโครงเรื่อง ชื่อเรื่อง :ยายบุญล้อม สาวศรีสะเกษผลัดถิ่น จุดเน้นของเรื่อง : การใช้ชีวิตในสังคม และวัฒนธรรมที่แตกต่าง โครงเรื่อง 1. บทนำ : แนะนำชีวิตยายบุญล้อม ครรณา 2. การใช้ชีวิตสังคมชาวอีสาน: เล่าถึงความเป็นอยู่ของชาวอีสาน 3. จุดเปลี่ยนของชีวิต: เรื่องราวที่ทำให้ชีวิตของยายบุญล้อมเปลี่ยนไป 4. จากสาวศรีสะเกษย้ายมาสู่ดินแดนที่ราบสูงโคราช: เล่าถึงการที่ต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ จังหวัดนครราชสีมา 5. การใช้ชีวิตที่โคราช: พูดถึงการใช้ชีวิตตั้งแต่ย้ายมาอยู่โคราช 6


สารคดีชีวประวัติ ยายบุญล้อม สาวศรีสะเกษผลัดถิ่น ผลัดถิ่น “การย้ายถิ่นฐาน” ยายบุญล้อม เดิมทีเป็นคนอำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งถือว่าเป็น จังหวัดที่มีหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งชาวลาว ชาวพม่า หรือชาวส่วย สาวชาวอีสานที่เติบโตมากับพี่น้องและพ่อ แม่เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ตามแบบฉบับของชาวอีสาน “ยายบุญล้อม” เป็นหญิงสูงอายุ รูปร่างไม่ผอม ไม่อ้วน สีผิวคล้ำ ไว้ทรงผมเหมือนชาวอีสานสมัยแต่ ก่อน ซึ่งแตกต่างจากผู้คนในหมู่บ้านเดียวกัน ยายบุญล้อม ครรณาเป็นคนภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวีดศรีสะเกษ ครอบครัวยายบุญล้อมล้อม เมื่อครั้งที่ยังอาศัยอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษได้พักอาศัยอยู่กับครอบครัว มีพ่อ แม่ และ บรรดาพี่น้องรวมกันได้ทั้งหมด 11 ชีวิต ครอบครัวของยายบุญล้อม เป็นครอบครัวชาวอีสานขนานแท้ ก็จักมีเพียงแม่ของยายบุญล้อมที่พอมี เชื่อจีนอยู่บ้าง ยายบุญล้อมเติบโตมากับพี่น้องอีก 8 คน ยายบุญล้อมเป็นลูกสาวคนที่สาม ยายบุญล้อมและพี่ น้องได้ช่วยพ่อ และแม่ทำงานตั้งแต่เด็ก ซึ่งในสมัยนั้น งานการที่ทำกันได้สำหรับชาวอีสานก็คือ การทำไร่ทำนา หรือรับจ้างงานเกษตรกรรมต่าง ๆ ตามที่เฒ่าแก่ หรือคนรู้จักเขาจ้างไป ในบางครั้งอาจได้สิ่งตอบแทนเป็นเงิน มาไว้จับจ่ายใช้สอย หรือในบางครั้งอาจจะเป็นสิ่งของ อาทิ ข้าว พืชพันธุ์ต่าง ๆ มาไว้หุงหา รับประทานกัน ภายในครอบครัว พี่น้องของยายบุญล้อมส่วนใหญ่ จะได้เล่าเรียนกันถึงชั้นประถมศึกษาที่ 4 ส่วนบางคนอาจได้เรียนแค่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เนื่องด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง และในสมัยนั้นได้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก็ถือว่าดี มากแล้ว เรียนเพื่อเอาไว้ใช้อ่านออก เขียนได้ พ่อแม่ก็มีอาชีพทำไร่ทำนา ไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะได้มาส่งเสีย ลูก ๆ ทั้ง 9 คน เรียนสูงกว่านี้เมื่อเงินคือปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต ในฐานะเป็นพี่สาวคนที่ 3 ร่วมกับบรรดา พี่น้องอีกหลาย ๆ คน จำเป็นต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงินช่วยกัน ยิ่งมีจำนวนคนเยอะมากเท่าไหร่ การ ใช้จ่ายก็มากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อถึงครั้งเมื่ออายุ 18 ปี ก็จักได้พลัดจากครอบครัว และบรรดาพี่น้อง มาสร้างครอบครัว ใหม่ที่จังหวัดนครราชสีมา ได้เผชิญกับความยากลำบาก แต่ก็ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้ จนได้มีครอบครัวที่มี ความสุขมาจนถึงปัจจุบัน 7


การใช้ชีวิตของสังคมชาวอีสาน เมื่อพูดถึงคำว่าอีสานแล้วนั้น สิ่งที่คนทั่วไปมักจะคำนึงถึงเป็นสิ่งแรก ๆ เลยนั่นก็คือ ภาษาลาว ที่เป็น ภาษาที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน หรือจะนึกถึงอารพื้นถิ่น อย่างเช่นเมนูส้มตำ ที่วัตถุดิบหลีกนั่นก็คือนน้ำปลาร้า ชาวอีสาน เป็นชาติพันธุ์ที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย หาเช้ากินค่ำ คอยช่วยเหลือจุนเจือกันภายในครอบครัว หรือคน ภายในหมู่บ้าน “อีสานบ้านเฮามันแล้ง” เป็นคำที่พูดแล้วกินใจอย่างมาก เมื่อพื้นดินที่ตนมีใช้ทำมาหากินเพื่อประทัง ชีวิต และครอบครัวไม่ได้ ก็จำเป็นต้องย้ายที่ทำงานเข้าเมืองกรุง หางานทำเพื่อหาเงินส่งทางบ้าน หรืออาจจะ ย้ายถิ่นฐานถาวร เพื่อหาพื้นที่ที่ดีกว่า และชีวิตใหม่ที่ดีกว่า ยายบุญล้อมก็เป็นคนอีสานคนหนึ่งที่ได้ใช้ชีวิตธรรมดาบ้าน ๆ ตามฉบับของผู้คนอีสานในเขตชนบท ถึงแม่จะขึ้นชื่อว่าเป็นอำเภอเมือง แต่ภาคอีสานในยุคนั้นเมื่อสมัย 50 ปีที่แล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากแถวชนบทตาม ต่างจังหวัดในสมัยนี้ มิหนำซ้ำอาจจะน่ากลัวยิ่งกว่า จากตามคำที่เล่ามา ยายบุญล้อมล้อมมีพี่น้องทั้งหมด 9คน ยายบุญล้อมเป็นคนที่สาม ทำไมถึงมีพี่น้องขนาดนี้ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าในสมัยก่อนเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านก็อาจยังไม่มีความรู้ในเรื่องของการป้องกันการตั้งครรภ์ และการเลี้ยงลูกก็ไม่ได้ยากเหมือนในสมัยนี้ พอถึงอายุสัก 7-8 ขวบ ก็สามารถช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงินได้แล้วได้เงินวันละ 5-10 บาท หรือบางวันอาจได้เป็น สิ่งของ จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้คนแต่ก่อนจึงมีลูกกันมากมาย วัด เป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา และสำหรับครอบครัวของยายบุญล้อมนั้น วัดถือว่าเป็นอู่ ข้าวอู่น้ำ เมื่อยามไม่มีอะไรที่พอจะเป็นสิ่งประทังชีวิตได้ วัดคือสถานที่ ที่ครอบครัวจะพากันไปอาศัย ขอข้าวก้น บาตรหลวงพ่อท่านกิน เมื่อพูดถึงวัด ชาวอีสานเป็นคนที่ชอบทำบุญทำทานอย่างมาก คุณยายเล่าว่า เมื่อถึงประเพณีต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนา ชาวบ้านก็จักพากันไปทำบุญที่วัด ในสมัยนั้น ทุก ๆ วันพระชาวบ้านก็จะพากันไปทำบุญ ตักบาตร ถึงจะมีงานสำคัญแค่ไหน คนอีสานก็จะให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ หรือเมื่อยามบ้าน ใดบ้านหนึ่งภายในหมู่บ้านมีการจัดงานต่าง ๆ ก็จะพากันไปช่วยอย่างเต็มที โดยมีความคิดที่ว่า เราไปช่วยงาน เขา เดี๋ยวเขาก็มาช่วยงานเรา โดยคนอีสานเรียกว่า “เอาแรง” ขาดเหลืออะไรก็คอยช่วยเหลือกัน คนอีสานเชื่อว่า ชายหญิงแค่นั่งด้วยกันก็ผิดผีกันแล้ว จักต้องทำพิธีกรรมบอกผีสางเทวดานางไม้ ผี บรรพบุรุษ ซึ่งความเชื่อของชาวอีสาน จะสอนให้ลูกที่เป็นผู้หญิงรู้จักรักนวลสงวนตัว ไม่ชิงสุกก่อนห่าม ผู้เป็น สามีจะต้องดูแลภรรยาและครอบครัวได้ จนเมื่อในเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ได้มีเรื่องที่ชาวไทยส่วนใหญ่มองสาวอีสานว่า สาวอีสานจะต้องหาผัว เป็นชาวต่างชาติเท่านั้น แต่เมื่อลองมานึกดูดี ๆ แล้ว คนชาวอีสานต้องสู้ และดิ้นรนมาตั้งแต่เด็ก ชาวอีสานก็มี 8


ความคิดเหมือนกับผู้คนทั่ว ๆ ไป อะไรที่จะทำให้ตัวเอง และครอบครัวสบายได้ ก็ยอมที่จะทำ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เพราะความจนมันหน้ากลัว จุดเปลี่ยนของชีวิต “การย้ายถิ่นฐาน” คือจุดเปลี่ยนของคุณยายบุญล้อม เมื่อถึงช่วงวัยที่จะต้องออกมาใช้ชีวิต และมีคริบ ครัวของตัวเอง ผู้นำครอบครัว หรือสามีจะเป็นผู้ชชี้ชะตากับคำว่าครอบครัว จากสาวอีสานจังหวัดศรีสะเกษ ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว พ่อ แม่ และบรรดาพี่น้อง ใช้ชีวิตด้วยกันตั้งแต่ เด็ก มีความสุขบ้าง ความทุกข์บ้างปะปนกันไป เป็นสีสันของชีวิต แต่เมื่อถึงวัยที่เริ่มโตเป็นสาว ก็ได้มีหนุ่ม ๆ มากมายมาชอบพอ ทั้งคนในหมู่บ้าน และคนหมู่บ้านข้าง ๆ ในสมัยคุณยายสาว ๆ ในตอนนั้น คุณยายบุญล้อม ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้สะสวย แต่เป็นผู้หญิงที่ น่ารัก งานบ้านงานเรือนก็ทำได้เต็มที่ ไม่มีข้อบกพร่อง งานไร่งานสวนก็ทำได้ เพราะทำตั้งแต่เด็ก ๆ ผู้ชายที่ไหน ก็อยากได้ไปเป็นภรรยา จุดเปลี่ยนของยายบุญล้อม คุณยายได้มีหนุ่มจากหมู่บ้านข้าง ๆ มาชอบพอ แต่ทางคุณแม่ของคุณยาย ไม่ชอบผู้ชายคนนั้นที่มาชอบพอลูกสาว เนื่องจากเป็นคนที่ขี้เหล้าเมายา ดูเหมือนจะฝากผีฝากไข้ไม่ได้ คุณแม่ ของคุณยาย จึงได้หามให้คุณยายแต่งงานกับคุณตา เมื่อความรักได้กำเนิดขึ้น ก็ไม่มีสิ่งใดมาแบ่งแยกทั้งคู่ออกจากกันได้ คุณยาย และคุณตาได้ตกลงกันว่า จะหนีมาสร้างครอบครัวด้วยกัน จุดเปลี่ยนแปลงของชีวิตก็ได้ริเริ่มมาจากตรงนี้ จากภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ทำให้สองคนคู่สามีภรรยา ได้เป็นสิ่งที่แปลกสำหรับผู้คนใน หมู่บ้าน ในเขตพื้นที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เมื่อภาษาที่แตกต่าง วัฒนธรรมการกินที่แตกต่าง ยาย และตา ขำเป็นต้องเร่งมือปรับตัว เพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้ได้ จากสาวศรีสะเกษย้ายมาสู่ดินแดนที่ราบสูงโคราช ในการย้ายถิ่นฐาน หรือการพลีดถิ่น ในบางคนอาจาย้ายมาหาความเจริญขึ้น หรือบางคนอาจมีที่ดินอยู่ ในหลากหลายจังหวัด แต่สำหรับยายบุญล้อมนี้ ความรักได้นำพาท่านมา จากสาวศรีสะเกษสู่ดินแดนที่ราบสูง “ครอบครัว” คำธรรมดา ที่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ หลากหลายผู้คน ยอมทิ้งพ่อแม่พี่น้องมา เพื่อมาอยู่ กับคนที่รัก เพื่อสร้างครอบครัว ไม่ต่างจากยายบุญล้อมที่ได้หนีตามสามีมาเพื่อสร้างครอบครัวของตัวเองใน ดินแดนที่ไม่รู้จัก 9


ยายบุญล้อม และตาได้ชวนกันหนีพ่อแม่มาจากจังหวัดศรีสะเกษ และแอบขึ้นรถมากับรถบรรทุกสิบล้อ มาเรื่อย ๆ จนมาถึง จังหวีดนครราชสีมา “โคราช หลานย่าโม” จากสาวศรีสะเกษมาอยู่โคราช เป็นการเริ่มต้น ชีวิตคู่ ที่เริ่มจากศูนย์ ช่วยกันสร้างช่วยกันทำมาหากิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา อำเภอที่ล้อมรอบไปด้วยป่าไม่ ภูเขา เมื่อคุณตาที่เป็นสามี ได้พาขึ้น รถสิบล้อมาเรื่อย ๆ จนมาถึงที่แห่งนี้ คุณตาได้พาคุณยายมารับจ้างทำงานต่าง ๆ ทั้งงานทำไร่ทำนา การใช้ชีวิต ก็จะขออาศัยพักพิงจากเฒ่าแก่ให้มาอยู่ในพื้นที่ ยายและตาได้เปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อย ๆ จนได้มาอยู่ กับคุณยาย หวอ คุณยายหวอ คุณยายได้เล่าว่าเป็นผู้ที่มีพระคุณกับครอบครัวคุณยายมาก คุณยายหวอได้จ้างคุณยาย และคุณตา ไปเฝ้าที่นา และเลี้ยงวัว ควายให้ และได้ให้ที่ดินผืนเล็ก ๆ พื้นหนึ่งเอาไว้ปลูกบ้าน และเอาไว้ทำกิน คุณยายได้เล่าว่าโคราช ได้แตกต่างกับศรีสะเกษที่คุณยายได้จากมาเป็นอย่างมาก ภาษาพูด ผู้คนใน หมู่บ้านแห่งนี้ได้พูดเป็นภาษาโคราช ที่เป็นภาษาพื้นถิ่น ซึ่งต่างจากคุณยาย ที่สื่อสารเป็นภาษาลาว จึงได้ทำให้ การติดต่อสื่อสารกันเป็นเรื่องยากเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่นาน คุณยาย และคุณตาก็ได้ปรับตัวให้เข้ากับผู้คนใน หมู่บ้าน ในช่วงแรก คุณยายก็รู้สึกอยากกลับบ้านที่ศรีสะเกษ และร้องไห้ทุกวัน แต่ก็มีคุณตาคอยให้กำลังใจ คุณ ยายบอกว่า ในเมื่อหนีมาด้วยกันแล้ว จะเป็นตาร้ายดียังไงก็ต้องอยู่เป็นกำลังใจให้กันและกัน การใช้ชีวิตที่โคราช การอยู่กับสิ่งที่เรารัก ทำในสิ่งที่เรารัก อยู่กับคนที่เรารัก ถึงจะมีความทุกข์มากแค่ไหน ถ้ามีสิ่งที่ว่ามานี้ เราก็จะผ่านมันไปได้เหมือนกับคุณยาย และคุณตา กว่าครึ่งชีวิตที่คุณยาย และคุณตาได้ย้ายมาอยู่ที่โคราช ดินแดนแห่งอุดมสมบูรณ์ สถานที่ที่มีเรื่องราวที่ ดี และไม่ค่อยดีต่าง ๆ ของคำว่า “ครอบครัว” ของคุณยายบุญล้อม ครรณา คุณยายและคุณตาได้ใช้ชีวิต เริ่มต้น ชีวิตครอบครัวด้วยกันที่จังหวัดนครราชสีมา ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 2 คน เป็นผู้หญิงทั้งคู่ จากภาษาลาวสู่ภาษา โคราช การปรับตัวเข้ากับชุมชน วิถีชีวิตแบบใหม่ ในวันนี้คุณยายบุญล้อม กล้าเรียกตัวเองว่า “คนโคราช หลานย่าโม” ได้เต็มปากเต็มคำ ถึงตัวจะเกิดที่ เมืองศรีสะเกษ แต่มากกว่าครึ่งชีวิตของยาย ยายได้เติบโตที่นี่ ดินแดนที่ราบสูงโคราช ศรีสะเกษก็แค่สถานที่เกิด แต่โคราช เมืองที่ให้หลาย ๆ อย่างในชีวิตของยาย ครอบครัวที่อบอุ่น ถ้าหากจะให้ยายย้ายกลับศรีสะเกษนั้น ยายคงไม่มีความคิดที่อจะกลับไปแล้ว เพราะทุกอย่างของยายอยู่ที่นี่ ลูกหลานยายก็เติบและโตที่นี่ สามีอันเป็น ที่รัก ผู้ที่ได้บุกเบิก และได้พามาสร้างครอบครัวที่นี่ และได้เสียชีวิตที่นี่ เหตุการณ์ต่าง ๆ ของชีวิตยายอยู่ที่นี่ ยายก็ขอที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในนาม “คนศรีเกษ ผลัดถิ่น สู่แผ่นดิน หลานย่าโม” 10


11


วัดป่าภูผาสูง อ.สูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา วัดถือว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญในพระพุทธศาสนาสำหรับชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นวัดบ้าน วัดป่าหรือวัดที่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัด วัดเป็นทั้งสถานที่พักผ่อน สถานที่ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน เมื่อมีเหตุที่ทำให้ ไม่สบายใจสิ่งที่ชาวพุทธนึกได้ก็คือ วัด จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดหน้าด่านของพาคอีสาน ดินแดนที่ราบสูงโคราช จังหวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในภาคอีสาน และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จังหวัดที่เปี่ยมล้นทั้งในเรื่องการลงทุน การขยายอุตสาหกรรม โรงงาน ห้างสรรพสินค้า และมีธรรมชาติที่รายล้อมจังหวัดอย่างสวยงาม ทั้งแม่น้ำ เขื่อน และภูเขา ถ้าหากคิด ว่าจะมาเที่ยวชมภูเขาแล้วล่ะก็เขาใหญ่ อำเภอปากช่องจะเป็น สถานที่แรก ๆ ที่ผู้คนนึงที่อยากจะมา เนื่องด้วย ไม่ไกลจากตัวกรุงเทพมากนัก แต่จะมีใครเชื่อไหมว่าถัดจากปากช่องมาไม่ถึง 1 ชั่วโมง เราจะได้มาพบกับวัดป่า ภูผาสูง วัดที่มีกระรอกขาวมากที่สุดในไทย และในโลก วัดป่าภูผาสูงอยู่ในเขตตำบล มะเกลือใหม่ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เป็นสำนักปฏิบัติธรรม สายกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแห่งขุนเขา พื้นที่กว่า 2,800 ไร่ บน เทือกเขาภูหลวง หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า เขาเจ้าพ่อ เป็นวัดที่เงียบสงบ ร่มเย็น ธรรมชาติวิวทิวทัศน์สวยงาม นอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาแล้ว พื้นที่ของวัดตั้งอยู่บนเควสตาโคราช หรือสันเขาหิน ทราย ของหมวดหินพระวิหาร ที่มีลักษณะคล้ายมีดอีโต้ของไทย โดยมีเขาด้านชันด้านหนึ่ง ด้านลาดอีกด้าน หนึ่ง ที่ตั้งของวัดรวมทั้งจุดชมวิวทิวทัศน์อยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นเทือกเขาเควสตาโคราช ( แนวด้าน นอก ) ได้ชัดเจนและมองเห็นพื้นราบด้านล่างของ อึปากช่องได้อย่างสวยงาม 12


หากกล่าวถึงภูเขาและวัด สถานที่ที่สามารถออกไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ทั้งฤดูร้อน ฤดูหนาว หรือฤดูฝน ช่วงที่ฮิตที่ฮอตที่สุดก็น่าจะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว มากที่สุด จะตรงกับช่วงออกพรรษาพอดี ทำให้ผู้คน หลั่งไหลเข้ามาสักการะบูชาสิ่งศักดิ์ภายในวัด และดื่มด่ำกับทะเลหมอกที่แผ่มาปกคลุมทั่วบริเวณเขา วัดป่าภูผา สูงแห่งนี้ การเดินทางจากตัวเมืองนครราชสีมา มายังยังวัดป่าภูผาสูงแห่งนี้ สามารถมาได้ทางมิตรภาพมาถึงยัง ปากทางบ้านมะเกลือใหม่แล้วตัดมายังถนนหมายเลข 24 มุ่งหน้าอ่างเก็บน้ำลำตะคอง บริเวณรอบข้างทางจะ เต็มไปด้วยไร่นาของชาวบ้าน และตีนเขาที่เป็นสิ่งสวยงามตลอดเส้นทาง ระยะห่างจากตัวเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร ถ้าหากมาจากกรุงเทพมหานครใช้เส้นทางถนนมิตรภาพขับผ่านเขื่อนลำตะคอง และตัดลงมาทางอ่าง เก็บน้ำสับปะดู่ ถนน หมายเลข 24 เช่นเดียวกันกับเมื่อมาจากทางตัวเมืองนครราชสีมา ตลอดระยะทางจากบ้านผมมายังวัดป่า บ้านผมก็อยู่อำเภอเดียวกันกับวัดป่าภูผาสูงแห่งนี้ ห่างกัน ประมาณ 20 กิโลเมตร ตลอดระยะทางจะอ้อมล้อมไปด้วยภูเขาและบ้านผู้คน ในช่วงฤดูฝน ทุกสิ่งรอบตัวจะดู เขียวขจีมากเป็นพิเศษ ส่วนทางที่ไปอาจไม่สบายมากเท่าไหร่นักเนื่องด้วยเป็นถนนที่ใช้สัญจรทางการเกษตร ด้วย เมื่อขับรถขึ้นเขาด้วยมอเตอร์ไซค์ จะรับรู้ได้ถึงอากาศที่หนาวเย็น ถ้าหากมารถหระบะหรือรถเก๋งก็จะมี อาการหูอื้อกันเลยที่เดียว ณ ภูเขาแห่งนี้มีทั้ง โรงเรียน และหมู่บ้าน ให้ความรู้สึกเหมือนเราไปเที่ยวภาคเหนือ กันเลยทีเดียว เขาระยะทางบนเขามีทั้งน่ากลัวและสวยงามไปพร้อม ๆ กัน มีทั้งโฮมสเตย์ และคาเฟ่ต่าง ๆ จะมี ป่าต้นสนที่ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของภูเขาแห่งนี้ ตลอดระยะทางจะมีฝูงกระรอกขาวและไก่ป่า วิ่งอยู่บนถนนตลอดระยะทางบนเขา เมื่อไปถึงยังบริเวณ วัดนั้นทุกคนจะรู้พร้อมเพียงกันว่าต้องสำรวม ถ้าหากใครที่แต่งตัวมาไม่เรียบร้อยทางวัดจะไม่อนุญาตให้เข้าโดย 13


เด็ดขาด ถ้าหากเป็นผู้หญิงถ้าใส่กางเกงขาสั้น จะมีผ้าถุงให้ยืมใส่ ถ้าหากใส่เสื้อกล้าม จำเป็นต้องนำผ้ามาคลุม ให้มิดชิด ในบริเวณวัด จักไม่เหมือนวัดมากนัก เนื่องจากอยู่บนเขาจะไม่มีการสร้างกำแพงวัด ไม่มีอุโบสถ และ เมรุ จะเป็นวัดที่ใช้ในการกรรมฐานและท่องเที่ยวเสียมากกว่า เส้นทางในวัดค่อนข้างที่จะชันและอันตราย ทุก คนต้องระวังตัวเองเป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นค่อนข้างมีตะไคร้น้ำ ถ้าลื่นอาจตกลงไปในหน้าผาที่ความสูงเกือบ 20 เมตร นอกจากความสวยงามของธรรมชาติแล้ว ภายใน วัดป่าภูผาสูง ก็มีการประดิษฐานพระพุทธรูปสีขาว องค์ใหญ่ ประทับอยู่บนก้อนหิน พระสังกัจจายน์องค์ใหญ่ เป็นต้น อีกสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นทั้งวัด และจุดชม วิวสวยๆ ของธรรมชาติ ใน เมืองโคราช จังหวัดนครราชสีมา นี้ กราบพระกันเสร็จแล้ว ก็สามารถเดินชมวิว สวยๆ ที่จุดชมวิวหน้าผาได้ด้วย บอกเลยว่าวิวปังสุดๆ ไปเลย เมื่อเดินลัดเลาะแนวสกายวอล์กมาเรื่อย ๆ เราจะมาพบกับพระธาตุจอมผา หรือ พระบรมธาตุเจดีย์ ศรีภูผาสูง เป็นพระเจดีย์ที่ประกอบไปด้วยเครื่องสักการะสูงสุด เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุอรหันต์ธาตุ ด้าน ในจะมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ให้ได้สักการะบูชา ก่อนเข้าไปยังภายในใต้พระมหาเจดีย์เราจำเป็นที่จะต้องชำระ ร่างกายตนเองให้สะอาด โดยการล้างเท้า และล้างมือ เมื่อเข้าไป ข้างในเราต้องถือศีลห้า ก่อนเข้าไป เมื่อขอถือ ศีล ห้าเรียบร้อยแล้ว ทางที่เดินเข้าไปจะค่อนข้างชัน แต่ก็ไม่ได้เดินยากเย็นมากนัก ภายในพระมาหาเจดีย์ และ เย็นสบายมาก รู้สึกได้จริงว่ามีความศักดิ์สิทธิมาก และมีรูปหล่อพระเกจิอาจารย์ดังมากมาย และพระประจำวัน เกิดให้เราได้ร่วมทำบุญ ภายในพระมหาเจดีย์จะมีเหล่าแม่ชีที่คอยเฝ้า และมีเหรียญไว้ให้เราได้แลกทำบุญ ตอนที่ผมไปวัดกำลังได้เริ่มสร้างโบสถ์แห่งใหม่ โดยใช้แรงงานพระในการสร้าง ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งปลูกสร้าง ที่มีความสยมากมายขนาดนี้จะเป็นฝีมิคนไทย และเหล่าพระลูกวัด 14


หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติและการทำบุญแล้ว ก็ได้มีการตกลงจะพากันกลับ แต่ระหว่างเดินทางกลับ ได้มีฝูงกระรอกกว่า 100 ตัว ได้มีการปีนป่ายต้นไม้โชว์เหล่านักท่องเที่ยวและนักบุญ เป็นที่ตื่นตาตื่นใจเป็น อย่างมาก และระหว่างทางที่ได้ไปเข้าห้องน้ำ ได้ไปพบกับฝูงนกยูงป่า ได้ถามกับแม่ชีว่า เลี้ยงไว้หรอครับ แม่ชี ได้ตอบว่า ไม่ได้เลี้ยงไว้หรอกจ้ะพ่อหนุ่ม สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ป่า ไม่ได้มีเพียงนกยูงเพียงอย่างเดียวนะ หมูป่าก็มี หมูป่าที่นี่เป็นหมูป่าที่อยู่บนเขาแห่งนี้และทางวัดได้เลี้ยงไว้ ซึ่งผมก็แปลกใจมาก ไม่คิดว่า ในอำเภอของตัวเอง ยังมีสัตว์ป่า หลงเหลืออยู่ คิดว่าจะต้องไปรอดูตามสวนสัตว์ หรือเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าเสียแล้ว ในระหว่างกลับก็เป็นช่วงบ่าย 3 โมงเย็น หมอกก็ไม่มีแล้ว ทำให้เห็นหุบเขาได้อย่างสวยงามมากยิ่งขึ้น แต่ก็จะมีบางแห่งที่เป็นภูเขาหัวโล้น เนื่องด้วยชาวบ้านนำไปเป็นพื้นที่ทางเกษตร บริเวณข้างทางจะมีผู้คนนำ ของป่าออกมาขาย ทั้งเห็ด ต่าง ๆ หรือน้ำผึ้งป่า ผมได้แวะทานกาแฟคาเฟ่ข้างทาง หลังคาเฟ่จะเปิดให้นั่งชมวิว หน้าผาที่สวยงามมากยิ่งนัก และราคาอาหารไม่แพงเลย น้ำอยู่แก้วละ 40-50 บาท และเค้กอยู่ที่ 35 บาท ถ้าหากเบื่อหน่ายชีวิตในเมือง และสนใจมาเที่ยวชมวัดป่าท่ามกลางภูเขา ผมขอแนะนำวัดป่าภูผาสูง แห่งนี้ ด้วยที่ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก และการสัญจรมาค่อนข้างที่จะง่าย ทึกคนจะไม่ผิดหวังที่ได้มาเที่ยวชม ยังสถานที่แห่งนี้ อันซีนอีสาน 15


เที่ยวเกาะมุก นอนเกาะกระดาน เดินชายหาดที่สวยระดับโลก ณ จังหวัดตรัง ศิริประภา จำปาดวง พอเริ่มเข้าช่วงเดือนมกราคม เทศกาลของการท่องเที่ยวทะเลก็มาถึง เป้าหมายของการเดินทางในครง นี้อาจไม่ได้สวยสดงดงามที่สุดเสมอไป หากแต่เป็นบรรยากาศระหว่างการเดินทางและผู้ร่วมเดินทางที่ทำให้ เสน่ห์ของการท่องเที่ยวเกิดขึ้นภายในจิตใจของเหล่าท่องเที่ยวทั้งหลายรวมถึงพวกเราด้วย การได้ใช้ชีวิตใน วันหยุดพักผ่อนด้วยการเปิดประสบการณ์กับการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่และสวยงาม เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับ ความเหนื่อยล้าจากวิถีชีวิตของการทำงานประจำ พวกเราเริ่มค้นหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เพื่อไปสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติอันสดชื่นในทะเล และ เช่นเดียวกันในครั้งนี้พวกเราตั้งใจไปเที่ยวชายหาดที่สวยระดับโลก ณ เกาะกระดาน จังหวัดตรัง ทะเลเมืองตรังยังงดงามและคงความเป็นธรรมชาติอันแสนสดใส คือ ความมีชีวิตชีวาของระลอกคลื่น และหาดทรายสีขาวละเอียด สำหรับเกาะที่พวกเราจะไปเที่ยวนั่นก็คือ เกาะกระดาน นั่นเอง ซึ่งเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงจะเคยได้ยินชื่อมาแล้ว แต่ก็อาจจะมีเพื่อนๆหลายคนที่ได้ยินแค่ชื่อไม่ทราบว่ามันอยู่ที่ไหนหรือเป็น อย่างไร วันนี้เราจึงมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ เกาะกระดาน หนึ่งในเกาะที่มีชายหาดสวยงามที่สุดในโลกประเทศ ไทย หรืออาจจะในโลกเลยก็ได้ เกาะกระดาน ตั้งอยู่ใน ต.เกาะลิบง ห่างจากชายฝั่ง อ.กันตัง จ.ตรัง ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นหนึ่ง ในหมู่เกาะทะเลตรัง ที่มีเกาะน้อยใหญ่ราว 40 เกาะ เกาะแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัด ตรังอันเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เกาะกระดาน มีเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นของ ทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ส่วนพื้นที่อีกส่วนหนึ่งเป็นของชาวบ้าน เอกชน ที่มีการตั้งถิ่นฐานมาก่อนการ ประกาศเป็นอุทยานฯ และเป็นอีกหนึ่งสถานที่จัดงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทรจังหวัดตรัง รอบเกาะมีหาดทรายขาวละเอียดและน้ำ ทะเลใสสะอาด มีแนวปะการังและกัลปังหาเป็นแนวยาวตลอดชายฝั่งของเกาะ จึงเป็นแหล่งดำน้ำตื้นดูปะการัง ที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดตรัง บนเกาะมีที่พักทั้งของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมและที่พักของเอกชน ให้บริการ การเดินทางสู่เกาะกระดาน สามารถเช่าเรือแบบเหมาลำจากท่าเทียบเรือปากเมง อำเภอสิเกา ใช้เวลา เดินทาง 1 ชั่วโมง หรือซื้อแพ็กเกจนำเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับจากผู้ประกอบการนำเที่ยวในบริเวณท่าเทียบ เรือปากเมงและในตัวจังหวัดตรัง หรือเช่าเหมาเรือจากท่าเรือควนตุ้งกู อำเภอกันตังไปก็ได้ พวกเราเลือกเช่าเรือแบบเหมาลำจากท่าเทียบเรือปากเมง เพื่อมุ่งหน้าสู่เกาะกระดานเป้าหมายหลัก ของการเที่ยวในครั้งนี้ ระหว่างการนั่งเรือจากจุดนี้สามารถมองเห็นทะเลตรังที่สวยสดงดงามไม่แพ้ที่อื่นได้อย่าง กว้างขวาง เพื่อนร่วมเดินทางของเราได้สอบถามถึงประวัติของเกาะกระดานแห่งนี้กับคุณลุงคนขับเรือ 16


“คุณลุงครับ ที่เกาะกระดานมีประวัติหรือตำนานอะไรไหมครับ” เพื่อนร่วมเดินทางถามขึ้น ช่วย เปลี่ยนบรรยากาศบนเรือจากเดิมที่เงียบสงบมีความน่าตื่นเต้นขึ้นมา “เท่าที่ลุงรู้น่ะนะ ว่ากันว่านายลิบงและนางมุก สองสามีภรรยาที่ประสบความสำเร็จร่ำรวยเป็นเจ้าของ กิจการเรือสำเภา ตัวนายลิบงเนี่ยเป็นวัวลืมตีน ดูถูกเหยียดหยามพ่อแม่ จนพ่อได้สาปแช่งให้เรืออับปาง นาย ลิบงเสียชีวิตกลายเป็นเกาะลิบง นางมุกเสียชีวิตกลายเป็นเกาะมุก หมูบนเรือก็กลายเป็นเกาะหมูหรือเกาะสุกร ม้ากลายเป็นเกาะม้า ไหบนเรือก็ลอยไปกลายเป็นเกาะไหง (ไห) เชือกผูกเรือกลายเป็นเกาะเชือก แก้วแหวนบน เรือกลายเป็นเกาะแหวน ถามว่าเกาะกระดานได้ชื่อมาจากอะไร ก็คงเป็นกระดานเรือสำเภาที่อับปางลงนั่น แหละ” คุณลุงเล่าให้ฟัง “พวกเขาก็ตั้งชื่อได้ง่ายจนยากจะเชื่อเลยนะ” เพื่อนร่วมเดินทางกล่าวต่อจากคุณลุง “แต่บางคน เขาก็บอกว่าที่ชื่อนี้เพราะเกาะมีลักษณะแบนราบเหมือนกระดาน” คุณลุงกล่าวเสริม เวลาในการเดินทางเริ่มล่วงเลยมาจนบ่ายแก่ๆ ตอนนี้พวกเราได้เดินทางมาถึงเกาะกระดานเรียบร้อย แล้วดวงตาทอดมองไปยังพื้นที่ชายหาดอันกว้างไกลตรงหน้า หาดทรายสีทองกับน้ำทะเลสีฟ้าใสที่สะท้อนแสงอาทิตย์ให้เห็นประกายระยิบระยับนั้นดูกลมกลืนกัน อย่างสวยงาม ราวกับสถานที่ในฝัน ธรรมชาติกำหนดมันมาได้อย่างลงตัว ขาทั้งสองเหยียบย่างลงบนผืนทรายที่อ่อนนุ่มราวกับผืนพรมชั้นเยี่ยม ก่อนจะเลือกทอดกายนั่งลง ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ริมชายหาดที่อยู่บริเวณนั้น เสียงคลื่นลมทะเลกำลังซัดสาดชายหาดกระทบฝั่งเสียงดัง ราวกับเสียงดนตรี ชั่งไพเราะเกินคำบรรยาย เรือลำน้อยใหญ่จอดอยู่ใกล้กับริมชายฝั่งเพื่อรอเวลาออกทะเล ดู แล้วช่างเป็นวิถีชีวิตที่สงบไม่วุ่นวายเหมือนดั่งชีวิต พวกเรานอนพักกันที่รีสอร์ตที่ได้จองก่อนมาก่อนหน้าด้วยความเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียกันมากจาก การนั่งเรือ กับอากาศที่ร้อนสมคำร่ำลือ ทำให้หัวถึงหมอนทันใด พวกเราก็หลับกันในทันที ตกเย็นสีเมฆาขาวจางปรับเป็นสีแดงฉานไล่กับเวลาพลบค่ำ ประกายแสงทางยาวส่องลงพสุธาขนาน กันเป็นทางเส้นฟ้าริมเกาะร้าง บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันตา เกลี่ยวคลื่นพัดเข้าสู่ฝั่งแผ่วลง ชายหาดกว้างขึ้น ในขณะที่อาทิตย์เริ่มอ่อนแสง เงาของชายเขาเริ่มทอดยาวทับพื้นน้ำเป็นสีดำทมึน เมื่อดวงอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว เหล่าดวงดาวที่ระยิบระยับพร้อมกับดวงจันทร์ก็ขึ้นมาส่งแสง สว่างไสว บรรเลงเพลงรักแห่งท้องทะเลให้เราได้รับชมอย่างน่าหลงใหล กลิ่นของต้นมะพร้าวที่ชูคอลอยเด่น กลิ่นอายของชายหาดและทะเลยามค่ำคืน ที่ดึงดูดใจให้ใครต่อใครอยากจะลงไปเล่นน้ำให้ชุ่มฉ่ำปอด เป็นความ งดงามที่สวรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาในช่วงเวลากลางคืน ช่วงเวลาแห่งความสงบอย่างแท้จริงที่จะให้ทะเลโอบ ล้อม 17


พวกเราได้ลงมารับประทานอาหารที่ทางรีสอร์ตจัดเตรียมให้ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จต่างคนก็ ต่างใช้เวลาหลังมื้ออาหารเป็นการเดินเล่นริมชายหาดยามค่ำคืน ความสงบเงียบเริ่มคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ วิหกน้อยถลาสู่รวงรังบนยอดกรันเกรา เฉกเช่นเหล่าภมร น้อยหยุดนิ่งกับการคลึงเคล้าเหล่าเกสรในชั่วขณะ กลิ่นอายดินเคล้าหญ้าแห้งริมถนนผสมกลิ่นชื้นในสวนผลไม้ กระจายไปทั่ว ผีเสื้อกลางคืนเริ่มทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง ในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังหลับลง การได้มานั่งพักผ่อนอยู่ริมชายหาด กลิ่นทะเลยามค่ำคืนที่โชยมาตามสายลม กลิ่นแห่งความสุขได้ อบอวลไปทั่วพื้นที่บริเวณ เสียงดนตรีขับกล่อมจากท้องทะเลที่มาจากเสียงคลื่นซัดนั้นช่างเพราะพริ้งเสนาะหู เป็นอย่างยิ่ง ชวนให้เราได้เข้าสู่ช่วงนิทราอย่างแท้จริง ความเหนื่อยล้า ความตึงเครียดและวิตกกังวลต่าง ๆ ได้ ถูกชโลมล้างด้วยกลิ่นอายแห่งความงามของท้องทะเลที่แสนอ่อนโยน กลิ่นที่คุ้นเคยเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เราดื่ม ด่ำกับมันได้ไม่รู้จบ การได้เดินเรื่อย ๆ ไปตามชายหาด ดูดวงดาวที่สวยงามสุกสกาวบนท้องฟ้า พร้อมกับชมทะเลสีคราม สุดลึกลับอันทรงเสน่ห์ เป็นการพักผ่อนที่ทำให้เราได้ใช้เวลาในการไตร่ตรองเรื่องราวต่างๆ และปล่อยลงสู่ท้อง ทะเลนับไปให้ไกลแสนไกล กลิ่นของท้องทะเลสีดำยามค่ำคืน กลิ่นของความบริสุทธิ์สดชื่น ความงดงามที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้น ของกลิ่นแห่งท้องทะเลยามค่ำคืน ที่สุดแสนจะโรแมนติกและดู ลึกลับน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน ช่วงเวลาสุดล้ำค่าที่จะทำให้เราได้ดื่มด่ำความสดชื่นให้เต็มปอด ความสดใสและ ความเย็นสบายได้ถูกถ่ายทอดผ่านมายังสายลมที่พัดเอื้อยอิ่ง จนอยากจะนอนหลับยาวๆไปตลอดทั้งคืน ความสุขที่แสนจะอบอุ่นใจเหมือนท้องทะเลกำลังปลอบประโลมและโอบกอดเราด้วยความรัก กลิ่น ของความห่วงใยที่พัดผ่านมากับเสียงเสียงคลื่น ไอน้ำที่กระเซ็นมาเล็กน้อย ช่างเย็นใจและประทับใจจริงๆ หลังจากหลับใหลไปเมื่อคืน ตื่นมาพร้อมกับเสียงน้ำทะเลกระทบโขดหิน พวกเราก็รีบตื่นมาล้างหน้า แปรงฟัน และรีบลงไปดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า รุ่งเช้า ระลอกคลื่นทักทายสายลมที่พัดกระแสน้ำจากกลางอ่าวเข้าสู่ชายหาดเป็นระยะๆ กลิ่นอายของ น้ำทะเลยามเช้า ความสวยงามที่แสนจะอบอุ่นใจ เป็นเสมือนสิ่งที่คอยบอกให้เราว่าชีวิตยังมีการเริ่มต้นใหม่อยู่ เสมอ ไม่ว่าจะผ่านช่วงเวลาที่เลวร้าย ล้มเหลวหรือเหนื่อยล้าไปกี่ครั้ง แต่ที่สุดแล้วเราก็จะผ่านไปได้ เพื่อเข้าสู่ วันพรุ่งนี้ ที่เต็มไปด้วยความงดงาม ดวงอาทิตย์ที่คอยต้อนรับเราทุกครั้งในยามเช้า เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่าเรากำลังมีหายใจและต้องสู้ต่อไป เหมือนพระอาทิตย์ที่ได้ขึ้นใหม่ในทุก ๆ เช้า มาสร้างความประทับใจและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุข ท่ามกลางธรรมชาติของทะเลที่แสนสวยงาม ในยามเช้าที่แสนจะสดใส 18


กลิ่นของความสดชื่นที่เพิ่มความปลอดโปร่งให้กับสมองและร่างกาย การได้เริ่มต้นใหม่ของวันด้วย ความสวยงามจากพระอาทิตย์ที่ขึ้นสุดขอบฟ้ายามเช้าพร้อมขุนเขาอันแข็งแรงและยิ่งใหญ่ ท้องฟ้าสีสดใส ช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบและได้ปลดปล่อยความทุกข์และเหนื่อยล้าออกไป ดวงอาทิตย์ที่กำลังค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้นมา ตัดกับท้องทะเลอันแสนสวยงามและสีอบอุ่น เหมือนการได้ ถูกโอบกอดจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความรักและความสุข นั่งคุยกันไปได้พักใหญ่ ก็ได้เวลาขึ้นไปอาบน้ำ เตรียมตัวรับประทานอาหารเช้า พวกเรารับประทาน อาหารเช้าของทางรีสอร์ตกันเรียบร้อย เป้าหมายต่อไปของเราคือการไปเที่ยวสถานที่ที่สวยงามอย่างถ้ำมรกต ในเกาะมุกที่อยู่ล้อมรอบเกาะกระดานนั่นเอง ไฮไลท์ที่คนส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวเกาะกระดาน ต้องนั่งเรือมาที่นี่นั่นก็คือ ถ้ำมรกตบนเกาะมุก หนึ่งใน เป้าหมายของการไปเที่ยวทะเลตรัง เป็นบริเวณของถ้ำทะเลที่มีความงดงามอลังการมากๆ โดยเราสามารถเข้า ไปในถ้ำได้จากปากทางเข้า ซึ่งเป็นโพรงเล็กๆ แค่นั้น เลยต้องอาศัยช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำลง เพราะช่วงที่น้ำลดโพรง นี้จะสูงพ้นระดับน้ำ เรือเล็กๆ จะลอดเข้าไปได้ แต่ถ้าช่วงน้ำมากก็จะต้องว่ายน้ำเข้าไป ถ้ามองจากด้านนอก ถ้ำมรกต เราจะเห็นแสงสะท้อนกับน้ำทะเล ที่อยู่ภายในถ้ำ ทำให้มองเห็นเป็นสี เขียวมรกต สวยงามนั่นเองค่ะ เลยเป็นที่มาของชื่อถ้ำแห่งนี้ โดยเราจะต้องเข้าไปในถ้ำราว ๆ 80 เมตร กว่าจะ ถึงปากถ้ำอีกด้าน โดยเราจะเห็นหาดทรายสีขาว อยู่ที่กลางหน้าผาสูงชันด้านใน ซึ่งถือว่าเป็นจุดไฮไลท์สำคัญ ของที่นี่เลยก็ว่าได้ หลังจากชื่นชมความงดงามทางธรรมชาติของถ้ำมรกตแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับ เดินทางต่อไปเราก็ กลับมาถึงเกาะกระดาน จุดหมายต่อไป คือ การดำน้ำและการเดินชมความงามของชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2023 จากการจัดอันดับของเว็บไซต์เวิลด์ บีช ไกด์ส่งผลให้ทะเลตรังโด่งดังในระดับโลกและเป็นอีก หนึ่งแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเที่ยวเมืองไทยกันมากยิ่งขึ้น ชายหาดบนเกาะกระดาน ประกอบไปด้วย 4 หาด ได้แก่ หาดอ่าวเนียง หาดอ่าวไผ่ หาดอ่าวช่องลม และหาดที่เราจะไป คือ หาดเกาะกระดาน ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะ เป็นหาดไฮไลท์ของเกาะ กระดานที่ได้ชื่อว่า เป็นหาดทรายและชายหาดน้ำตื้นที่สวยที่สุดในทะเลตรัง โดยมีแนวชายหาดขาวเนียน ทอดตัวยาวเกือบ 3 กิโลเมตร หาดเกาะกระดานมีทรายละเอียดดุจดังแป้งเดินแน่นนุ่มเท้า รวมถึงมีน้ำทะเลหน้าหาดที่ใสแจ๋วแหวว ชนิดมองลงไปเห็นริ้วทรายใต้พื้นน้ำ อีกทั้งยังเป็นน้ำทะเลที่มีสีสวยงามไล่โทนสีฟ้าอ่อนในส่วนน้ำตื้นไปจนถึงน้ำ เงินในบริเวณน้ำลึก โดยมีเกาะต่าง ๆ ของทะเลตรัง อย่างเช่นเกาะมุก เกาะแหวน เกาะเชือก เกาะม้า เกาะไหง ร่วมเป็นองค์ประกอบเติมเต็มความสวยงาม และก็ยังมีองค์ประกอบของทั้งต้นไม้ป่าชายหาดทั้งต้นไม้เป็น และ ซากต้นไม้ที่ตายแล้ว เป็นฉากหลังถ่ายรูปบันทึกภาพความงามกันหลายจุดด้วยกัน 19


และได้รับการบันทึกสถิติจากกินเนส เวิลด์ เรคคอร์ด ว่ามีคู่รักมาจดทะเบียนสมรสใต้น้ำหรือวิวาห์ใต้ สมุทรมากที่สุดในโลก โดยมีจำนวนคู่รักมาจดทะเบียนกันประมาณ 34 คู่ จาก 22 ประเทศทั่วโลก แต่การจะ มาจดทะเบียนสมรสที่นี่ได้จะต้องมีใบอนุญาตดำน้ำสากลเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีแนวปะการังน้ำตื้นที่ทอดแนว ยาวอยู่ตรงริมหาดกลายเป็นอีกหนึ่งจุดดำน้ำยอดฮิตที่ทะเลตรังอีกด้วย ความงดงามของหาดทรายสีขาว เนื้อทรายละเอียดและสะอาดทำให้ได้ผ่อนคลายทุกย่างเก้าที่เดิน ไม่ ว่าจะเดินเลียบริมชายหาด หรือเดินลงไปโต้คลื่นใสสะอาดตา กับชายทะเลที่ยังคงความงดงามของธรรมชาติไว้ ได้อย่างสมบูรณ์พร้อม คือความสุขในช่วงวันหยุดพักผ่อน คือเชื้อเพลิงอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ก้าวต่อไปในช่วงการ ทำงานที่เหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้า เมื่อได้มาพักผ่อนในสถานที่แห่งนี้กับ ทะเลสวย น้ำใส มหัศจรรย์ความงดงาม ของธรรมชาติ ณ เกาะกระดาน 20


“ภูกระดึง มหัศจรรย์บนดินแห่งเมืองเลย” รัตติกาล ภูแก้ว เริ่มเข้าช่วงเดือนตุลาคม เทศกาลสำหรับคนรักธรรมชาติแห่งขุนเขาได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ การ เดินทางในป่าครั้งนี้เป็นการพิชิตใจตัวเองเป็นอย่างมาก ว่าจะไปถึงจุดเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ เป็นการไปแบบมี จุดหมาย แต่ไม่มีผู้ร่วมชะตาชีวิตไปด้วยตั้งแต่เริ่ม แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับตัวเรา เพราะตัวเราอยากที่จะไปดื่มด่ำ กับธรรมชาติ รับแสงแดดอ่อนโยน เพราะการเดินทางไม่ว่าเราจะเดินไปคนเดียวหรือไปกับใครอาจจะเป็นรางวัล เล็ก ๆ รอบข้างเท่านั้น หากแต่สิ่งที่เราตั้งไว้ว่าจะไปให้ถึงต่างหากที่จะคือรางวัลอันใหญ่ที่จะพิชิตใจของเราเอง เราได้เริ่มค้นหาสถานที่แห่งการเดินป่าในครั้งนี้ ที่เป็นอันดับต้นของประเทศไทย หากแต่ต้องมาสดุดตาเข้า กับ อุทยานแห่งชาติ ภูกระดึง ดูจากรูปและจากรีวิวได้คะแนนเต็มกันเลยทีเดียว เราจึงตัดสินใจเดี๋ยวนั้นได้เลยว่า จะลองไปพิชิตใจตัวเองที่ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย ธรรมชาติบนภูกระดึง สวยงามและยังคงความเป็นธรรมชาติที่สดชื่น มองไปฝั่งไหนก็จะถูกรายล้อมไปด้วย ภูเขาและต้นไม้ที่ปกคลุมทั่วอาณาเขต ภูกระดึงสำหรับบางคนอาจจะศึกษาเกี่ยวกับสถานที่เที่ยวเดินป่าแห่งนี้แต่ยัง ไม่ได้มา หรือผู้คนที่ลองมาเดินป่านี้แล้ว หากกลับได้ยินเสียงสะท้อนมาว่าจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งเป็นที่แน่นอน ต่อไปนี้เรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย 21


อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ตั้งอยู่ที่อำเภอภูกระดึงในจังหวัดเลย เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมาก ที่สุดของประเทศไทย เนื่องจากมีธรรมชาติที่สวยงาม ในแต่ละปีจึงมีคนมาเที่ยวเฉลี่ยหลายหมื่นคน โดยเฉพาะ ในช่วงวันหยุดยาวมักมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปพักผ่อนบนภูกระดึงจำนวนมาก ภูกระดึงได้รับการจัดตั้งเป็นป่าสงวน แห่งชาติในปี พ.ศ. 2486 และเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2502 โดยเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ สองถัดจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ครอบคลุมพื้นที่ 348.12 ตารางกิโลเมตร (217,575 ไร่) ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาหินทรายยอดตัด โดยมีที่ราบบนยอดภูกระดึง ประมาณ 60 ตาราง กิโลเมตร (37,500 ไร่) มีความสูงอยู่ระหว่าง 400-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มี ความสูง 1,316 เมตร ตามตำนานภูกระดึงนั้น มีเรื่องเล่าว่า มีพรานผู้หนึ่งตามล่ากระทิงโทน ขึ้นไปจนถึงบนยอดเขาลูกหนึ่งใน เขตตำบลศรีฐาน ได้พบพื้นที่บนยอดเขาราบเรียบและกว้างใหญ่มากเป็นทุ่งหญ้าสลับกับป่าสน มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่าง เรียงรายเป็นระเบียบ และยังเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้างป่า ฝูงกระทิง เก้ง กวาง ซึ่งหากินอยู่เป็นฝูง ๆ ไม่ตระหนกตื่นกลัวนายพราน เนื่องจากไม่เคยเห็นคนมาก่อน นับจากนั้นมา ภูกระดึงก็เริ่มเปิดตัวเองสู่สายตา ชาวโลก ภูกระดึงซึ่งธรรมชาติได้ปิดซ่อนเร้นมานานก็ถูกเปิดเผยให้มนุษย์รู้จักแต่นั้นมาจากการเล่าลือกันมาแต่ โบราณว่า มีผู้ได้ยินเสียงระฆังของพระอินทร์ที่อยู่บนเขานี้ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า ภูกระดึง หรือ ภูกะดึง เพราะคำว่า “ภู” หมายถึง ภูเขา และ “กระดึง” มาจาก “กระดิ่ง” ภาษาพื้นเมืองจังหวัดเลยแปลว่า “ระฆังใหญ่”นอกจากนี้ เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาบางส่วนหากเดินหนักๆ หรือใช้ไม้กระทุ้งก็จะมีเสียงก้องคล้ายระฆัง ซึ่งเกิดจากโพรงข้างใต้ จึง ได้รับขนานนามว่า “ภูกระดึง” 4 พฤศจิกายน 2564 เป็นการตื่นเช้าที่ตื่นเต้นและพร้อมเดินทาง เราเดินทางไปถึงอุทยานประมาณ 7.00 น. เศษๆ ทำการดำเนินการตามขั้นตอนของอุทยานเสร็จประมาน 07.50 น. พร้อมแล้วไปกันเลย 07.55 น. เริ่มต้นการพิชิตภูกระดึง ช่วงแรกทางขึ้นจะค่อนข้างมีความชันเป็นทางดินสลับกับหิน จากปาง กกค่า(Pang-Kok-Ka) ไปถึงซำแฮก(Sum-Heak) ระยะทางประมาณ 200 เมตร เราถึงซำแฮกประมาณ 09.00 น. บริเวณด้านบนซำแฮกจะมีจุดบริการ เจ้าหน้าที่ จุดปฐมพยาบาล ร้านอาหาร และห้องน้ำให้กับนักท่องเที่ยว พอขึ้น ไปถึงเราดูเวลานั่งพักรับลมเย็นๆ ชมวิวเขาก่อนจะไปต่อซำอื่น ๆ 22


ต่อซำแฮก ไปซำกอซาง (Sum-Kor-sang) ระหว่างทางจะผ่านซำบอน (Sum-bon) และซำกกกอก(SumKok-Kork) ระยะทางประมาณ 1,500 เมตร ซึ่งซำกอซางจะมีบริการร้านค้า การเดินผ่านมาแต่ละซำเราจะได้ชมป่า ไม้ต่าง ๆ นานากันไป ไม่ว่าจะเป็น ป่าเต็งรัง และป่าเบ็ญจพรรณ ซำนี้เราไม่ได้หยุดพัก แต่พยายามไปต่อเรื่อย ๆ จนถึงซำกกหว้า (Sum-Kok-Wa) เดินมาครึ่งทางแล้วตั้งเป้าหมายแรกไว้ที่หลังแป เราหยุดพักที่ซำกกหว้า พักกินข้าวเเล้วไปต่อ ก่อนถึงหลัง แปจะต้องผ่าน ซำกกไผ่ (Sum-Kok-Pai) ซำกกโดน(Sum-Kok-Done) และซำแคร่(Sum-Krae) เราเดินไปถึงหลัง แปเกือบๆ บ่ายสอง ถึงแล้วค่ะหลังแป เราใช้เวลาไปเกือบ 6 ชั่วโมง (นั่งคิดว่า ตั้งแต่ขึ้นมาอยากจะถอยหลังกลับนี้ ไม่ได้เลย มีแต่ไปต่ออย่างเดียว 5555) ใครที่มาพิชิตภูกระดึงนี่เรานับถือความพยายามเลย ลืมเล่าถึงลูกหาบ นับว่า เป็นอีกเสน่ห์ของภูกระดึงเลย ไปต่อเลยศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางอีก 3,500 เมตร ทางเดินเป็นพื้นราบแล้วค่ะ กำลังคิดว่าจะถึงวัง กวางกี่โมง และแล้วถึงบ่ายสามโมงกว่า ๆ เริ่มติดต่อที่พัก เต็นท์ เครื่องนอนที่เช่าไว้กับทางอุทยาน รอกระเป๋าสัมภาระกับพี่ๆ ลูกหาบ ต้องบอกว่า สภาพอากาศตอนที่เราขึ้นไปถึงวังกวางมีแดดอยู่แต่อากาศเย็นสบายมาก ตกเย็นของวันนี้ พักผ่อนหาอะไรกินเพิ่มพลัง ด้วยความที่อากาศเย็นเราเลือกหมูกระทะ กับน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ด้วยความเหนื่อยเเละล้าจากการเดินขึ้นมาทั้งวันทำให้อาหารมื้อเย็นนี้ เป็นมื้อที่อร่อยมาก ๆ หลับสบายแล้วคืนนี้ 5 พฤศจิกายน 2564 จากประกาศของเจ้าหน้าที่ ถ้านักท่องเที่ยวคนใดอยากชมพระอาทิตย์ขึ้นให้มารอที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในเวลา 05.00 น. ในเวลาตีห้าของวันเราและเพื่อนร่วมทางที่มาต่างมารอเจ้าหน้าที่ พากันเดินไปที่ผานกแอ่น ทุกคนต่างพา กันเดินไปคล้ายกับการเข้าค่ายพักแรม ต้องบอกว่าเช้าวันนั้นไม่ทำให้เราผิดหวังเลย ได้เห็นหมอกและพระอาทิตย์ ขึ้นที่สวยลับกับวิวมองลงไป มันกว้างใหญ่ไพศาลมากๆ หลังจากกลับจากผานกแอ่น กินข้าวเช้า อาบน้ำเตรียมตัวเก็บบรรยากาศบนภูกระดึง เริ่มจากไปรับ จักรยานที่เราเช่าไว้ ตั้งใจว่าอยากจะเก็บสถานที่ต่างๆบนภูให้หมด เจ้าหน้าที่ให้เราใช้ทางออกทางด้านหลัง ปั่นไป จะเจอกับลานพระแก้ว พร้อมกับไหว้สักการะบูชาพระพุทธเมตตา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ จากนั้นไปต่อที่น้ำตกถ้ำ ใหญ่ และสระอโนดาต 23


หลังจากไปสระอโนดาต เริ่มวางแผนการเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง ทีแรกเราตั้งใจจะไปชมพระอาทิตย์ ตกที่ผาหล่มสัก แต่ทางที่ไปได้มีสองเส้นคือเส้นที่จะไปผานาน้อย และผาเหยียบเมฆ เราเลือกเส้นที่จะไปโผล่ผานา น้อย เพราะกลัวกลับค่ำแล้วไม่เห็นผาที่เหลือ แต่สุดท้ายมานั่งคิดว่าชมพระอาทิตย์ตก ผาอื่นก็น่าจะชมได้ ไปต่อ จนถึงผาหล่มสัก แล้วกลับมาชมพระอาทิตย์ตกที่ผาจำศีลตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เอาจริง ๆ เราว่าวิวของแต่ละผาสวยไม่ต่างกันเลยค่ะ ระยะทางแต่ละผาก็ไกลกันพอสมควรการปั่น จักรยานมีขึ้นมีลง มีไสบ้าง สนุกกันเลยทีเดียว ตลอดทางพบเจอกับเพื่อนร่วมเส้นทาง มีการส่งยิ้มทักทายกัน บางครั้งจอดพักแปปเดียว เพื่อนร่วมทางที่เราเคยแซงมา แซงเราไปแล้ว 5555 ได้เห็นความพยายามที่มาของการ พิชิตที่ไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ "บางสิ่งบางอย่างเราอาจเข้าไม่ถึงคุณค่าของมัน จนกว่าจะได้มาสัมผัสเอง" ที่นี่ก็เช่นกันค่ะ ใครบอกว่าสวย ยังไงเราอาจรับรู้แต่ไม่สามารถสัมผัสได้ ครั้งแรกในชีวิตกับการพิชิตภูกระดึงได้รู้อะไรหลายๆ อย่าง ธรรมชาติที่ไม่ ธรรมดา ความพยายามในตัวเรา ต้องบอกว่าที่นี่ทำให้เราหลงรัก หลงรักในความเป็นภูกระดึง คิดว่าคงไม่มีแค่ครั้ง แรกแล้ว เย็นวันนั้นเรารอชมพระอาทิตย์ตกที่ผาจำศีล ด้วยความที่ชื่อผาจำศีล เงียบสงบมาก ๆ อาจจะเป็นผาเดียว ที่ไม่มีร้านค้าอยู่ด้วยเลยไม่ค่อยมีคนแวะ การรอชมพระอาทิตย์ตกของวันนั้นเก้อเลยค่ะ ลับเข้าก้อนเมฆไปเลย "อย่าคาดหวังกับธรรมชาติเลยเนาะ" จากนั้นเราก็ปั่นจักรยานกลับที่พักกันค่ะถึงเกือบๆสองทุ่ม ค่ำคืนนั้นเราเดิน เล่นเก็บบรรยากาศบนภูกระดึง ต้องบอกว่าการดูดาวบนภูนี้สวยมากๆ ดาวเต็มฟ้าเหมือนตอนดูกับพ่อแม่ตอนสมัย เด็ก ๆ เลย แต่เราอาจจะเก็บภาพมาไม่สวยเท่าไรนะคะ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันขึ้นภูกระดึงถึงวันลง เราได้เห็นภาพน่ารักๆ จากหลายๆท่านที่มา บางคนมาคน เดียว บางคนมากับแฟน บางคนมากับครอบครัว ไม่ว่าจะอย่างไร เราคาดว่าที่นี่คงให้ความสุขและความสบายใจกับ ทุกคนได้ไม่น้อยเลย "การเดินทางไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน จะครั้งแรก หรือหลายๆ ครั้งกับที่เดิม ๆ เราเชื่อว่าเรื่องและ ความทรงจำไม่เคยที่จะเหมือนเดิมเลยสักครั้ง" 24


ปางอุ๋ง-หมู่บ้านรักษ์ไทย ดินแดนแห่งสายหมอก วริศรา ตาชัยภูมิ เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวในเดือนพฤศจิกายน เหล่านักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างอยากจะเดินทางไป ท่องเที่ยวภาคเหนือ สัมผัสบรรยากาศอันหนาวเย็น ความประทับใจ และความสวยงามของทะเลหมอกบนยอด ภูหรือยอดดอย รวมทั้งความงดงามของธรรมชาติ ทั้งไม้ดอกไม้ประดับและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีอัตลักษณ์ เฉพาะตัว แม่ฮ่องสอนเป็นอีกหนึ่งจังหวัดยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวนิยมมากัน เป็นจังหวัดชายแดนอยู่ทาง ภาคเหนือตอนบน ตั้งอยู่ทางภาคเหนือไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ห่างจาก กรุงเทพมหานครประมาณ 924 กิโลเมตร เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็น 3 ของภาคเหนือ และเป็นอันดับ 8 ของประเทศ ทุกอำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีเขตแดนติดต่อกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เคยได้ยินมาว่าหากได้พบกับสิ่งดีๆ ตั้งแต่เช้าวันใหม่ จะทำให้วันนั้นเราอารมณ์ดีไปทั้งวัน เชื่อว่าหาก คุณได้ลืมตาตื่นขึ้นมา พบกับภาพที่แสนมหัศจรรย์วันหยุดในช่วงฤดูหนาวของปางอุ๋งและหมู่บ้านรักไทยที่อ้า แขนรอต้อนรับนักท่องเที่ยวมากมายยามฤดูหนาวแบบนี้ก็คงมีความสุขทั้งวันอย่างแน่นอน ปางอุ๋ง หรือมีชื่อเต็มว่า โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) หรือที่หลาย ๆ คนเรียกกันว่า “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านรวมไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัด แม่ฮ่องสอน ซึ่งคำว่า ปาง มีความหมายว่า แปลว่าที่พักของคนทำงานในป่า ส่วน คำว่า อุ๋ง หมายถึงที่ลุ่มต่ำ เมื่อรวมกันจึงแปลว่า ที่พักริมอ่างเก็บน้ำ ปางอุ๋ง ที่ถูกหลายคนขนานนามให้เป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย ดูจะไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง ด้วย ความงามของทิวสนลำต้นสูงใหญ่ รายล้อมรอบอ่างเก็บน้ำที่สงบนิ่ง อากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี และเหล่า หงส์ที่ว่ายน้ำคลอเคลียกันไม่ห่าง การเดินทางสู่ปางอุ๋ง ซึ่งห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 44 กิโลเมตร จากสถานีขนส่ง แม่ฮ่องสอน ที่เราต้องฝ่าฟัน นั่งรถ ผ่านถนนหลายพันกว่าโค้งเพื่อมาถึงสถานีขนส่งของที่นี่ เมื่อมาถึงก็จัดการ หารถสองแถวสีเหลืองเพื่อต่อไปยังปางอุ๋งทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรานั่งรถจากสถานีขนส่งแม่ฮ่องสอนไปถึงปางอุ๋ง ก็ใช้เวลาเดินทางกันพอสมควร กว่าจะถึงก็บ่ายแก่ๆ จึงหาที่พักและเข้าพักผ่อนเพื่อรอเวลาแสงแรกของวันเพื่อจะได้เห็นภาพความมหัศจรรย์ของอ่างเก็บน้ำปางอุ๋ง ในยามเช้า ในส่วนของที่พักในปางอุ๋ง จะมีรีสอร์ตของอุทยาน ซึ่งต้องมีการจองมาล่วงหน้า แต่ที่นี่มีลานกาง เต้นท์ให้สำหรับใครที่ชอบนอนเต็นท์หรือชอบการผจญภัย 25


บรรยากาศเริ่มมืดลงทุกขณะ พร้อมกับอุณภูมิของที่นี่ที่เริ่มลดลงเช่นกัน เรียกได้ว่าหนาวสะใจสำหรับ คนที่อยากปะทะกับลมหนาวในช่วงนี้ด้วยการเดินทางที่ค่อนข้างไกล พอหัวถึงหมอบ พวกเราก็หลับในทันที หลังจากผ่านพ้นหนึ่งคืนแห่งความหนาวเหน็บไปได้อย่างสบายๆ ในตอนเช้ามืดเรารีบตื่นขึ้น มาทำ กิจวัตรส่วนตัว ล้างหน้าแปรงฟัน เพื่อเตรียมตัวออกไปชมความงามของปางอุ๋ง และสิ่งที่เราเฝ้ารอคอยมาตลอด ก็เกิดขึ้นลมหนาวแรกของปีที่พัดออกมาคอยต้อนรับเราอย่างดี เช้าวันนี้ภาพของไอหมอกยามเช้าค่อยๆ ละเลียดผ่านหุบเขาลอยลงอย่างอ้อยอิ่ง เปิดโอกาสให้ นักท่องเที่ยวได้กดชัตเตอร์บันทึกภาพความทรงจำและเก็บเกี่ยวความสุขกันอย่างเต็มอิ่ม กระทั่งประมาณ 7.30 น. แสงอาทิตย์เริ่มทอประกายสะท้อนผิวน้ำผ่านทิวสน ละลายภาพอันสวยงาม ของไอหมอกที่ลอยเหนือทะเลสาบให้เหือดหายเคล้าไปกับอากาศที่หนาวเย็น เต็มไปด้วยความสวยงามของ ธรรมชาติและความเงียบสงบที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนต่างหลงรัก เมื่อเราเก็บภาพความประทับใจลงในกล่องความทรงจำที่เรียกว่ากล้องถ่ายภาพได้จนพอใจแล้ว ถึง เวลาที่เราจะได้ล่องแพไปตามสายน้ำฝ่าสายหมอกอันหนาวเย็น ตอนพวกเราอยู่บนฝั่งว่าวิวที่นี่สวยงามแล้ว แต่ เมื่อได้มาล่องแพอยู่ในน้ำ ที่นี่สวยงามมากขึ้นไปอีก เมื่อตัวเราได้อยู่ท่ามกลางสายหมอก และได้เห็นวิวทิวทัศน์ รอบอ่างเก็บน้ำปางอุ๋งแบบรอบด้าน มีแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าค่อยๆ เผยตัวออกมาจากม่านหมอกทีละนิด เป็นแสงสีทองที่สวยงามมากในความทรงจำของเราเอง นักท่องเที่ยงที่นั่งบนแพไม้ไผ่ลอยน้ำ และห่านที่ว่ายไปมา บ้างก็มาวิ่งออกกำลังกาย บางคนพาสัตว์ เลี้ยงมาเดินเล่น บางคนมากับครอบครัว เพื่อน คนรัก ซึ่งเราได้สอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการล่องแพ มี ค่าบริการเพียง ลำละ 150 บาทต่อคนเท่านั้น แสงแดดที่กระทบน้ำ หมอกที่ลอยบนผืนน้ำ ผู้คนที่ต่างมา ท่องเที่ยว การพบเจอคนต่างถิ่นและได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ดีๆ ท่ามกลางธรรมชาติ และอ่างน้ำขนาดใหญ่ ที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาป่าไม้สน สำหรับป่าสนนั้น ก็สวยงามสมกับที่เราอยากมาดูจริงๆ ยิ่งมีแสงสีทองของพระอาทิตย์ในยามเช้ายิ่งช่วยเพิ่มความสวยงามและตระการตาของป่าสนยิ่งขึ้นไปอีก ความสวยงามของที่นี่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ทั้งหมด องค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้ทุก อย่างดูลงตัวไปหมด ทั้งสายน้ำอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา และป่าสนเมืองหนาวที่ขึ้นอยู่หนาแน่นบริเวณริมฝั่ง อ่างเก็บน้ำ สายหมอกจางๆ ที่ก่อตัวกันขึ้นเหนือผิวน้ำ ราวกับภาพวาดที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่าง สมบูรณ์แบบ รวมไปถึงผู้คนรอบตัวเราที่เต็มเปี่ยมไปด้วยใบหน้าแห่งความสุขกับสิ่งที่ได้เห็นเบื้องหน้า หลังจากดื่มด่ำบรรยากาศที่ปางอุ๋งจนพอใจแล้ว จุดหมายปลายทางต่อไป คือ หมู่บ้านรักไทย เรามาถึง หมู่บ้านรักษ์ไทยในช่วงบ่าย ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากปางอุ๋งมาถึงหมู่บ้าน ประมาณ 25 นาทีบนเส้นทางที่คด เคี้ยวและสูงชัน 26


หมู่บ้านรักไทย หรือบ้านแม่ออ ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ในเขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อยู่ติดชายแดน ไทย-เมียนมาร์ ความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านแห่งนี้คือมีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนานอดีตทหารจีนคณะชาติ (กองพล 93) หรือที่เรารู้จักกันว่า ก๊กมินตั๊ง นั่นเอง เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่นักเดินทางหลายคนใฝ่ฝัน ด้วยทิวเขาที่โอบล้อมหมู่บ้าน รีสอร์ทน้อย ใหญ่ลดหลั่นตามเชิงเขา บึงน้ำขนาดใหญ่ เรือพายทรงเก๋งจีนพลิ้วละล่องเหนือผืนน้ำ เคล้าเคลียไอหมอกและ สายลมหนาว งดงามราวกับเมืองในฝัน ดั่งฝีแปรงของจิตรกรเอกที่บรรจงวาด พอพวกเรามาถึงในหมู่บ้านรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้ามาอยู่ในเมืองจีน เพราะบ้านเรือน ร้านค้า สิ่งก่อสร้าง ต่างๆ ดีไซน์แบบจีนเกือบทั้งหมด หมู่บ้านแห่งนี้มีความเหนี่ยวแน่นในการรักษาวัฒนธรรมแบบจีนของตัวเองไว้ ไม่เปลี่ยน ทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจในช่วงเทศกาลหรือวันหยุดในฤดูหนาว หลังรับประทานอาหารค่ำกันเรียบร้อย ก็ออกมาเดินเล่น มานั่งจิบกาแฟตอนค่ำกับอากาศที่หนาวเย็น นอกจากการนั่งชิลจิบชาท่ามกลางอากาศดีๆ แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมมากมาย ทั้งการเดินป่าศึกษาเส้นทางโดย มัคคุเทศน์น้อย การปั่นจักรยานรอบหมู่บ้าน นั่งเรือในทะเลสาบ ช่วงพลบค่ำ เหล่าร้านค้าที่ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดง เริ่มเปิดโคมไฟให้สว่างสไว เสมือนเป็นการ เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านชาวจีนยูนานมากยิ่งขึ้น และช่วงเวลานี้ เป็นอีกช่วงที่นักท่องเที่ยวจะมานั่ง ทานข้าวตามร้านต่าง ๆ รวมถึงจับจ่ายซื้อของกัน ร้านอาหารยูนานส่วนใหญ่จะอัดแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว มากมาย ในเช้าวันใหม่นั้น จะมีสายหมอกที่ลอยละล่องอยู่เหนือผิวน้ำ เป็นภาพบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติก ซึ่งถือเป็นภาพในฝันของหลายๆ คนเลยก็ว่าได้และเป็นเสน่ห์ของหมู่บ้านรักไทยที่ทำให้หลายคนชื่นชอบ พอแสงอาทิตย์เริ่มทอประกาย ก็จะสามารถเห็นวิวของหมู่บ้าน พร้อมกับสายหมอกที่เริ่มลอยมาปก คลุม ได้บรรยากาศของความเงียบสงบไปอีกแบบ การมาเที่ยวหมู่บ้านรักไทยต้องไม่พลาดกิจกรรมนี้ นั่นก็คือการล่องเรือไม้โบราณ ชมสายหมอกลอย เหนืออ่างเก็บน้ำในยามเช้า ชมวิวรอบทะเลสาบ ได้เห็นภาพบรรยากาศของหมู่บ้านที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา สวยงาม ซึ่งเรือที่ใช้เป็นเรือดีไซน์แบบจีน ที่เข้ากับบรรยากาศมากๆ นั่งเรือจีนผ่านสายหมอก ชมวิวหมู่บ้าน สัมผัสอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะในฤดูหนาวบ้านรักไทยตอนเช้าอุณหภูมิเลขตัวเดียว ประมาณ 5-9 องศา ส่วนช่วงเวลาอื่นประมาณ 13-19 องศา อากาศเย็นสยายทั้งวัน นักท่องเที่ยวจะได้ชมทิวทัศน์ของบ้านรักไทยสไตล์จีนยูนนาน การสร้างบ้านแบบดั้งเดิมที่นำเอาดิน เหนียวผสมฟางข้าวมาทำเป็นฝาผนัง แล้วทาสีเหลืองอมน้ำตาล ทั้งยังมีการวาดลวดลายจีนด้วยสีแดงและสี เขียวรอบขอบประตูหน้าต่าง กลายเป็นศิลปะจากวิถีชีวิตที่น่าสนใจ 27


หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศความงดงามของหมอกบนสายน้ำ เราก็ไปปั่นจักรยานรอบ ๆ หมู่บ้าน สายลมเย็น ๆ พัดผ่านใบหน้า ชวนให้เย็นสบายและสนุกสนานไม่น้อย และยังมีมุมถ่ายภาพให้เราไปเก็บภาพ ความทรงจำอีกด้วย นอกจากนี้ด้านในของหมู่บ้านมีตลาดซึ่งสามารถไปซื้อของฝาก ชา ขนม ได้ คุณลุงท่านหนึ่งวัย 60 กว่าปีชื่อ จาต๋า แซ่ข่วง เจ้าของบ้านดินหลังนี้ บอกว่า เขาสร้างบ้านดินหลังนี้ เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์สงคราม โดยรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในสมัยสงครามและซากอาวุธต่างๆ ที่ชำรุด เสียหายเอามาจัดแสดง เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมฟรีตั้งแต่ปี 2542 ภายหลังเขาจึงเปิดเป็นร้านจำหน่ายใบชา ถ้วย ชา และอุปกรณ์ชงชา เพื่อให้มีรายได้มาดูแลพิพิธภัณฑ์ที่เขาควักทุนส่วนตัวสร้างขึ้นมา ภายในพิพิธภัณฑ์ สงครามบ้านดิน ลุงจาต๋าจัดแสดงภาพถ่ายสมัยสงครามก๊กมินตั๋ง และมีรูปลุงจาต๋าสมัยเป็นทหารหนุ่มด้วย “ครอบครัวของทหารก๊กมินตั๋งตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ 100 ครอบครัว เพราะทหารรุ่นเก่าตายไป เกือบหมดแล้ว พ่อผมเพิ่งตายไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นพ่ออายุได้ 86 ปี ตอนนี้ก็เหลือแต่คนรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่รู้ เรื่องก๊กมินตั๋ง ไม่รู้ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน ผมจึงต้องรักษาพิพิธภัณฑ์นี้เอาไว้แม้ว่ามันจะไม่มีรายได้” ลุงจาต๋าบอก และก่อนที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวดังเช่นวันนี้ บริเวณบ้านรักไทยถือเป็นพื้นที่อันตรายชายแดนไทยเมียนมาร์ที่ยังมีการสู้รบ มีกองกำลังฝ่ายต่างๆ เคลื่อนไหว ทั้งก๊กมินตั๋ง กลุ่มขุนส่า กองกำลังติดอาวุธชนกลุ่ม น้อยที่ค้าฝิ่น เฮโรอีน ค้าของเถื่อน ซึ่งอำนาจรัฐไทยเอื้อมไปไม่ถึง ตอนนี้ภาพเบื้องหน้าที่เห็นเป็นบ้านดินสีอิฐ ตั้งอยู่ลดหลั่นท่ามกลางไร่ชา ปกคลุมไปด้วยสายหมอก ให้ ความรู้สึกเหมือนเรายืนอยู่ที่เมืองจีน ไม่ใช่ประเทศไทย ถ้าหากเพื่อนร่วมเดินทางไม่ได้พูดภาษาไทยคงคิดว่า กำลังยืนอยู่ในฉากหนังจีนโบราณสักเรื่องเลย กิจกรรมต่อไปคงหนีไม่พ้น การเดินเล่นชมบรรยากาศรอบหมู่บ้าน หมู่บ้านรักไทย มี 2 ฝั่ง คือ ฝั่งลี ไวน์รักไทย กับชาสา ซึ่งเป็นจุดที่นิยม เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณนี้ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องของชาต่างๆ ผลไม้ เมืองหนาวอบแห้ง อัลมอนด์ วอลนัท เราสามารถเดินเลือกซื้อได้ตามร้านค้าที่ตั้งเรียงรายติดกันริมถนน ทุก ร้านมีชาให้ชิมฟรีทั้งหมด และยังมีกาแฟ ชา เครื่องดื่มอื่นๆ อีกด้วย มีที่นั่งด้านหลัง สามารถไปหากาแฟร้อนๆ มานั่งจิบและชมวิวทะเลสาบ นั่งมองเรือจีนที่ล่องผ่านริมทะเลสาบได้ การเดินทางมาสัมผัสดินแดนแห่งสายหมอกทั้งปางอุ๋งและหมู่บ้านรักไทยในครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ คุ้มค่าที่สุด ได้สัมผัสธรรมชาติประสบการณ์ที่มีค่า และมิตรภาพระหว่างการเดินทาง ปางอุ๋งและหมู่บ้านรัก ไทยจะยังไม่ใช่เป้าหมายของนักท่องเที่ยวบางคน แต่ช่วงได้ว่าหลังจากนี้สถานที่เหล่านี้ จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ยอดนิยมของชาวไทย ชาวต่างชาติ และจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้อย่าวแน่นอน 28


นางสาวปณิดา ดิเรกโชค ฤดูร้อนที่บางแสน เสียงนาฬิกาปลุกดังก้องกังวานไปทั้งห้อง คือเสียงแจ้งเตือนในวันหยุดยาวของเดือนพฤษภาคม พร้อมกับความเงียบสงัดในเวลาตีสามกว่าๆ วันนี้คือวันที่เราจะไปเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดยาว วางแผนไว้จะ เดินทางไปพักผ่อนที่ทะเลในฤดูร้อนและถือโอกาสไปเยี่ยมพี่ชายที่มาบปูด้วย เริ่มต้นจากการเก็บเสื้อผ้าและ ของใช้จ้าเป็นใส่ในกระเป๋า อาบน้้าแต่งตัวด้วยชุดเสื้อยืดกางเกงยืนรองเท้าผ้าใบธรรมดา พร้อมแล้วส้าหรับ การเดินทางในครั้งนี้ รถออกเวลาตีห้าครึ่ง ระหว่างทางฉันหลับตั้งแต่รถออกจนถึงจังหวัดชลบุรี พอถึงจังหวัดชลบุรีพี่ชาย ก็มารับ มาเที่ยวครั้งนี้ไม่ได้เสียค่าที่พักเลย เพราะขอนอนพักบ้านพี่ชาย วันแรกยังนอนพักผ่อนไม่ได้ไปไหน เช้าวันต่อมาพระอาทิตย์ขึ้น แสดงแดดส่องลงมาที่หน้าต่าง รีบลุกอาบน้้าแต่งตัว จากบ้านพักพี่ชายห่างจากชายฝั่งทะเลถึงสี่สิบกิโลเมตร การเดินทางใช้มอเตอร์ไซต์สะดวกที่สุด เริ่มออกเดินทางผ่านในเวลาเกือบเก้าโมงเช้า เดินทางมาได้สักพักก็แวะกินข้าวข้างทาง ราคาแพงแต่อร่อย มองไปเห็นป้ายมหาวิทยาลัยบูรพา เห็นเขามีสถานที่ท่องเที่ยว “สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล บางแสน ม.บูรพา แมงกระพรุนเรืองแสง ท่องโลก ใต้ทะเล พิพิธภัณฑ์สัตว์น้้าบางแสน”ฟังชื่อดูน่าสนใจนะ เลยลองขับรถแวะเข้าไปดู มาถึงแล้วคนเยอะมากๆ อาจจะเป็นเพราะตรงกับวันหยุดยาว ยิ่งคนเยอะยิ่งท้าให้อยากเข้าไปชม มากๆ พอเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ค่าเข้าผู้ใหญ่ คนละ 80 บาท เด็กๆ 40 บาท ถือว่าไม่แพงเลย คุ้มค่ากับการรอ คอย พิพิธภัณฑ์สัตว์น้้าบางแสน แห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเปิดให้บริการมา มากกว่า 30 ปี บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโลกใต้ทะเล เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทาง ทะเล สิ่งมีชีวิตและความเป็นอยู่ของสัตว์ทะเลชนิดต่างๆ ที่อยู่ในเขตน่านน้้าของไทย 29


เดินเข้าไปด้านใน เจอแมงกะพรุน สวยมากๆ มันว่ายน้้าไปมา ดูสวยงาม ประทับใจกับสัตว์น้้าทะเลที่ อยู่ในตู้กระจกมาก ทุกตัวมีความสวยงามที่ต่างกันออกไป ท้าไมถึงเลือกที่จะมาพักผ่อนที่ชลบุรี เพราะชลบุรีเป็นเมืองของนักท่องเที่ยวหรือที่คนทั่วไปเรียกกัน สั้นๆ ว่า “เมืองชล” เป็นจังหวัดท่องเที่ยวชายทะเลภาคตะวันออกที่มีชื่อเสียงมาช้านาน อีกทั้งมีชุมชนอยู่ อาศัย มีความเจริญรุ่งเรืองในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตชุมชน และอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ ส้าหรับคนทั่วไปแล้ว ชลบุรีอาจเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองตากอากาศชายทะเลที่ใกล้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะหาดบางแสน และพัทยา ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ต่าง ก็เดินทางเข้ามาชมความสวยงามของชายหาดบางแสนและเมืองพัทยา นี่จึงเป็นเหตุผลให้มาพักผ่อนที่ชลบุรี พอออกจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้้าก็ขับมอเตอร์ไซต์ไปต่อที่ชายหาด เลย ถึงชายหาดเวลาเกือบสี่โมงเย็นแล้ว แวะซื้อย้ากับส้มต้าสักหน่อยว่าจะอร่อยจริงไหม พอไปจอดรถซื้อ คุยเล่นหยอกล้อกับแม่ค้าขายย้า แม่ค้าเป็นกันเองมาก ชวนคุยไปเรื่อย ถามป้าว่า “ขายของที่นี่นานยังคะ” ป้าตอบกลับมาว่า “ขายที่นี่มาสี่ปีแล้ว” เลยถามป้าต่ออีกว่า “ขายของที่นี่รายได้ดีไหมป้า” ป้าก็เล่าอีกว่า “ช่วงโควิดที่ผ่านมาก็แย่เลย เพราะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว” เคยสงสัยมาก ว่าท้าไมต้องชื่อว่าหาดบางแสน ป้ารู้ไหมคะ? “อ๋อ” ป้าเคยได้ยินเค้าเล่าต่อกันมาว่า ชื่อสถานที่นี้มาจากนิทานพื้นบ้านความรักของชายหนุ่มที่ชื่อ "แสน" กับหญิงสาวที่ชื่อ "สามมุข" ที่ไม่สมหวังใน ความรัก จึงพากันกระโดดน้้าตายและกลายเป็นชื่อสถานที่ต่าง ๆ ในตัวจังหวัดชลบุรี รวมถึงเขาสามมุข ศาลเจ้าแม่สามมุข ที่อยู่ใกล้เคียงกัน” พอกินข้าวเสร็จเดินลงไปถ่ายรูปที่ชายหาด พระอาทิตย์ก้าลังสวยเลย แสงแดดสะท้อนลงมาบนผิวน้้า คลื่นทะเลซัดเข้ามาหาฝั่ง ลมแรงพัดใบของต้นมะพร้าว มีเสียงผู้คนมากมายที่พาครอบครัวมาพักผ่อน 30


ในวันหยุดยาวนี้เสียงหัวเราะกับเสียงตะโกนยังดังเจื้อยแจ้วตลอดเวลา จะว่าวุ่นวายก็คงใช่ แต่ก็คงเต็มไปด้วย เสียงหัวเราะที่มีความสุข หาดบางแสนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยมีความยาวถึง 2 กิโลเมตร ซึ่งตอนกลางวัน จะมีของขายริม ทางให้เลือกเยอะกว่า หรือจะพกของกินมาเอง แล้วกางเสื่อรับลมทะเลก็ได้เช่นกัน และใกล้กันก็มี “หาดวอนนภา” หรือที่เรารู้จักในชื่อ บางแสนล่าง ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินรับลมทะเลชิล ๆ ที่ได้รับความนิยมมี นักท่องเที่ยวเยอะไม่แพ้กัน นอกจากจะมีผู้คนที่เดินทางเข้ามาผักผ่อนมากมายแล้ว ยังมีพ่อค้าแม่ค้าที่เยอะพอๆกับนักท่องเที่ยว เลย มีของกินที่แปลกๆเยอะมาก หรือจะไม่แปลก แค่เราไม่เคยกินมัน ในขณะที่พระอาทิตย์ก้าลังจะลับขอบฟ้าไป ผู้คนเริ่มพากันเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน บางคนก็ยังคง นั่งต่อที่เดิม เหมือนอย่างฉันที่ยังคงเดินหามุมถ่ายรูปสวยๆอยู่ พอถ่ายรูปเสร็จก็ไปต่อที่เขาสามมุข ซึ่งเป็นเขาที่ตั้งชื่อมาจากต้านานรักของหญิงสาวที่ชื่อสามมุข แลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งของการมาเที่ยวบางแสน เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวทะเลแหลมแท่นและอ่าง ศิลา ได้แบบกว้างไกล บริเวณจุดชมวิวจัดเป็นเส้นทางเดินขนานไปกับทะเล ระหว่างทางมีระเบียงชมวิว รวมทั้ง ซุ้มนั่งเล่นดีไซน์สุดล้้ารูปวงกลมส้าหรับนั่งเล่นพักผ่อนรับลมทะเล ที่โดดเด่น คือ อุโมงค์ตัวอักษรสีขาว เขียนชื่อ ภาษาอังกฤษว่า บางแสนเขาสามมุข ให้ยืนถ่ายรูป บริเวณจุดชมวิวยังมีเจ้าถิ่น ลิงน้อยอาศัยอยู่มากมาย กลมกลืนไปกับนักท่องเที่ยวหลายตัว 31


เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ยังคงมีความสว่างอยู่เหมือนเดิม เสียงรถเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆทั้ง ผู้คนที่เข้ามาใหม่ และผู้คนที่ทยอยเดินทางกลับออกไป ได้เวลาเดินทางกลับห้องแล้ว เวลาประมาณเกือบหกโมงเย็น เดินทางกลับ ขับรถโดยที่ไม่รู้ทิศทาง ได้ แต่ดู จีพีเอช น้าทางไป พอขับไปได้สักพัก หลงทางออกจากเส้นทางมาไกลมากๆ เริ่มตกใจ เพราะตอนนั้นมืด แล้ว ถนนเต็มไปด้วยไฟ รถลาก็วิ่งเยอะเต็มไปหมด หาทางกลับไม่เจอ ถึงแม้จะมีจีพีเอชก็ตาม เริ่มถอดใจจนจะ ร้องไห้ คิดว่าจะได้เช่าห้องนอนค้างที่บางแสนแล้ว ในขณะที่จอดรถข้างทาง ก็มีกระบะสีแดงขับมาจอดเทียบ ด้านข้าง ตกใจไปมากกว่าเดิมอีก เพราะเป็นผู้ชายลักษณะดูน่ากลัว แต่ไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่คิดเลย “มีอะไรให้ช่วยไหมคับ?” “หนูหลงทางค่ะพี่” “หนูจะไปไหนกัน” “ หนูจะกลับบ้านที่มาบปูค่ะพี่” อ๋อ งั้นให้พี่ขับรถน้าทางให้ไหม ขับรถตามพี่มานะ ใจหนึ่งก็กลัวว่าพี่เขาจะหลอกเรารึเปล่า แต่กลัวไม่ได้กลับบ้านมากกว่า เลยขับรถตามพี่เขาไป จนเจอ ทางออกจริงๆ ฉันเริ่มจ้าทางกับบ้านได้แล้ว ดีใจมากจนจะร้องไห้ออกมา ฉันยกมือขอบคุณพี่เขา พร้อมกับโบก มือลา เดินทางมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ระหว่างทางอาจจะดูทุลักทุเลไปบ้าง แต่การเดินทางครั้งนี้เต็มไป ด้วยความสุข ประสบการณ์และข้อคิดมากมาย เช้าวันต่อมา ได้เวลาเดินทางกลับโคราชแล้ว ฉันรีบอาบน้้าแต่งตัวเพื่อไปรอรถตั้งแต่หกโมงเช้า พอรถ มาถึง ใช้เวลานั่งรถกลับโคราช นานถึงหกชั่วโมง ระหว่างทางมีฝนตกลงมา คิดถึงพี่ คิดถึงทะเล ยังติดลมอยู่กับ ความสนุกที่บางแสน แต่ถึงเวลาที่ต้องกลับไปท้าหน้าที่ตัวเองต่อแล้ว ประสบการณ์การเดินทาง สถานที่สวยๆ บรรยากาศดี ได้อยู่กับคนที่เรารัก จบทริปครั้งนี้ก็มีความสุขที่สุดในวันหยุดยาวครั้งนี้ 32


33


1 เทปสัมภาษณ์นายณัฐพล นามวงศ์ษา เป็นคนภูมิลำเนาที่ไหน เป็นคนภูมิลำเนาที่จังหวัดชัยภูมิ ประวัติส่วนตัวคร่าว ๆ (ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน เคยทำอะไรมาแล้วบ้าง ชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร) ตั้งแต่ช่วงอนุบาลก็ใช้ชีวิตเล่นบ้างเรียนบ้าง ช่วงมัธยมเริ่มมีความสนใจทำกิจกรรม แต่ก่อนก็จะมีรุ่นพี่ชอบมาแนะนำชักชวนให้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ แรก ๆ ก็ยังทำอะไรไม่เป็นไป ก็เริ่มจากไปดูเขาก่อน ไปเป็นลูกมือช่วยหยิบจับต่าง ๆ เข้ามาสอนงาน แต่ก่อนอยู่วงโยธวาทิต ก็มีรุ่นพี่คอยสอนงานเกี่ยวกับการเล่นดนตรีแต่ละประเภท เคยเล่นทรัมเป็ต ทำให้รู้การรักษาสิ่งของเครื่องดนตรีเครื่องนั้น พอขึ้นม.ปลายก็มีกิจกรรมเรื่อย ๆ เพราะ ตอนนั้นผู้อำนวยการชอบให้นักเรียนทำกิจกรรม ก็เลยทำ กิจกรรมเกี่ยวกับทางสังคม ออกช่วยหน่วยต่าง ๆ เช่น วัด โรงพยาบาลส่วนตำบลได้เข้ามาขอความร่วมมือให้ เข้าไปช่วยในการจัดระเบียบต่าง ๆ ในการประชุม เช่น การเสริฟน้ำ การดูแลผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยช่วงที่ทำให้จุดประกาย คือ ช่วงขึ้นม.5 ที่ทำให้มาร์คนั้นสนใจเรื่องเกี่ยวกับสภาเด็กและเยาวชน ซึ่ง ในช่วงม.5 เทอม 2 รุ่นพี่ม.6 ก็เริ่มอ่านหนังสือสอบเข้ามหาลัย เลยทำให้มีรุ่นน้องที่ทำกิจกรรม ทำให้มาร์คนั้น ขยับจากตัวสำรอง เข้ามาเป็นทีมหลักของการทำงาน ทำให้รู้สึกประทับใจในการทำกิจกรรม พื้นฐานการเล่นดนตรี มีพื้นฐานการเล่นดนตรีอยู่บ้าง คือ ตีกลอง เคยเล่นกลองชุด แต่เครื่องดนตรีของวงโยธวาทิตจะเป็น เครื่องดนตรีประเภททองเหลือง เครื่องเป่า เป็นเครื่องดนตรีคนละประเภทกัน ทำไมถึงได้มาเรียน รปศ. เคยทำงานคลุกคลีกับเจ้าหน้าที่ ปลัดอำเภอ นายอำเภอ เลยทำให้รู้สึกว่างานนี้ก็เหมาะสำหรับเรานะ เพราะว่า ถ้าหากเรามีโอกาสเราก็ได้มาทำงานในพื้นที่บ้านเราได้เข้ามาพัฒนาบ้านเราด้วย รวมไปถึงถ้าทำงาน ข้าราชการก็จะทำให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการการรักษาต่าง ๆ ทำให้เริ่มทำการค้นหาดูว่า “ปลัดอำเภอต้องเรียนอะไร” เจอ รปศ.มีคุณวุฒิที่สามารถสมัครสอบได้ มีคณะอื่นไหมที่ไม่ใช่ รปศ. ที่คิดว่าอยากเรียน ที่เคยคิดไว้มี ครุศาสตร์ ดนตรี คิดว่าต้องเรียนที่โคราชเท่านั้นไหม แต่ก่อนก็เคยสนใจทาง มหาลัยขอนแก่น แต่คิดว่าถ้ามาของโคราชน่าจะสะดวกกว่าหน่อย มีรุ่นพี่ที่เคย จบโรงเรียนมัธยมเดียวกันให้คำปรึกษาสอบถามเรื่องต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องกิจกรรม การเรียน รวมไปถึง เรื่องส่วนตัว 34


2 ช่วงมาอยู่แรก ๆ มีอุปสรรคไหม (เช่น การเดินทาง ด้านการเงิน พ่อแม่ไม่ซัพพอร์ตให้มาเรียนต่างจังหวัด) ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เท่าไหร่ เรายังไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะ เป็นนักศึกษารุ่นโควิด ทำให้ไม่มีกิจกรรมที่ สามารถทำร่วมกันได้ ทำให้ไม่ค่อยรู้จักกัน เลยรู้จักคนไม่เยอะ รปศ. เรียนยากไหม มียากบ้างง่ายบ้าง ขึ้นอยู่กับตัวเรา เพราะ เป็น ศาสตร์ของการบริหาร เน้นการจำเป็นหลัก ก่อนมาอยู่นี้เป็นเด็กกิจกรรมมาก่อนใช่ไหม ใช่ครับ กิจกรรมที่เคยทำ (ตั้งแต่ช่วงม.ปลาย จนมาถึง ปัจจุบัน) หลัก ๆ เคยเป็นทีมสตาฟหลัก อยู่ที่สภาเด็กและเยาวชน ในการอบรมเยาวนชนในเขตอำเภอ เกี่ยวกับ ยาเสพติด การตั้งครรภ์ไม่พร้อม สื่อ การเลือกตั้ง ตอนอยู่ม.ปลาย ทางโรงเรียนได้มีกิจกรรมของโครงการทูบีนัมเบอร์วัน ได้มีรายการวิทยุกลุ่มเครือข่าย ชัยภูมิโคราช โดยได้ความอนุเคราะห์จากนายอำเภอ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ที่ได้พากลุ่มนักเรียนเข้าไป ทำกิจกรรม กิจกรรมที่เคยทำคิดว่ากิจกรรมไหนท้าทายมากที่สุด การออกรายการวิทยุ เพราะ ด้วยพื้นฐานตนเองแล้วเป็นคนพูดแล้วตื่นเต้น เกร็ง พูดแบบชัดจูงไม่เก่ง เลยทำให้บางครั้งพูดแล้วไม่น่าฟัง ช่วงที่กิจกรรมเยอะมาก ๆ แบ่งเวลายังไง ช่วงมหาลัยนั้นทั้งเรียน และ ทำงานของสโมสร ทำให้ในช่วงที่มีเวลาว่างในแต่ละวันต้องรีบเคลียร์งาน และการบ้านของที่เรียน เพราะ สโมสรอาจจะมีงานเข้ามาใหม่เรื่อย ๆ เช่น ในแต่ละเดือนอาจจะมีกิจกรรม แทรกเข้ามาที่ไม่ได้อยู่ในกำหนดการที่เราไม่รู้ว่าจะมี ทำไมถึงได้มาทำงานของสโมสรนักศึกษา ช่วงปี 1 มีรุ่นพี่และเพื่อนเข้ามาชวน ตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าสโมสรคืออะไร แต่ก็เห็นว่ามีรุ่นพี่นั้นทำกิจกรรม แต่พอโควิดเริ่มระบาด ก็ทำได้แค่ดูรูปภาพกิจกรรมเก่า ๆ ที่รุ่นพี่เคยทำเอาไว้เพราะ ต้องดูรูปแบบ การจัดกิจกรรมแบบเก่า มาพิจารณาว่าอะไรต้องตัดออก เพราะ กิจกรรมต้องจัดออนไลน์ ความหนัก-เบาของ กิจกรรม และ งานของสโมสร มีความแตกต่างกันไหม งานของสโมสร เราจะไม่รู้ไทม์ไลน์เวลาเลยว่า ทางผู้บริการจะให้เรานั้นทำอะไรบ้างในแต่ละเดือ น บางครั้งทางผู้บริหารอาจจะยื่นงานมาแบบที่เราไม่ทราบมาก่อน ทำให้เราไม่มีเวลาเตรียมตัว แต่ถ้าเป็นกิจกรรมเมื่อก่อน โดยส่วนตัวจะเป็นคนนำเสนอโครงการกับทางผู้ใหญ่ให้อนุมัติมาก่อน ทำ ให้ทราบไทม์ไลน์เวลาว่าแต่ละเดือนนั้นทำอะไรบ้าง 35


3 ทำไมถึงเลือกลงสมัครนายก ส่วนหนึ่งอยากท้าทายตัวเอง เพราะ เราก็เคยทำกิจกรรมมาเต็มที่แล้ว 2 ปี ใกล้จะเข้าปีที่ 3 แล้ว และ อยากหาประสบการณ์ใหม่ก่อนที่เราจะจบปริญญาตรี เพื่อไปหางาน รวมไปถึง อยากหาประสบการณ์ในรั้วมหา ลัยให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้นำประสบการณ์ในส่วนนี้ไปใช้ในอนาคต คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติเหมาะกับการเป็นนายกยังไงบ้าง มีความกล้าคิดกล้าทำ มีภาวะความเป็นผู้นำ การทำงานร่วมกันกับผู้อื่น ตอนลงสมัครนายก มีนโยบายอะไรบ้าง นโยบาย “3 ส” ได้แก่ สร้างเสริม ส่งเสริม สร้างสรรค์ นโยบายที่ 1 - ส่งเสริม -> ในคณะมีนักศึกษากู้กยศ.กันเป็นจำนวนมาก จึงอาจจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับ จิตอาสาให้กับนักศึกษาในคณะ เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมการอยู่ร่วมกัน ตอนลงสมัครนายก มั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์ว่าจะได้เป็นนายก มั่นใจแบบ 50/50 เพราะ มีข่าวออกมาเรื่อย ๆ ว่า เดี๋ยวสาขานี้เขาจะตั้งพรรคมา แต่ใจผมก็นิ่งเอาไว้ ก่อน เพราะ เราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า เขาจะมาจริงหรือไม่จริง ถึงแม้จะมีคู่ต่อสู้หลาย ๆ พรรค เราก็ยินดีถ้าเขาเข้ามาสมัครร่วมกัน รู้สึกอย่างไร เมื่อผลประกาศออกแล้วตนเองได้เป็นนายก รู้สึกดีใจ และ รู้สึกว่าเราต้องพร้อมในการทำงาน เพราะ งานต้องมีมากขึ้นตามอายุของเรา และ เปิด เทอมมาต้องมีกิจกรรรมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน รวมไปถึงก็ได้มีการพูดคุยกับเพื่อน ๆ ในการเลือกตำแหน่ง หน้าที่ของอนุกรรมการ และ นายก แตกต่างกันไหม แตกต่างกันมาก อนุกรรมการ -> จะเน้นดูว่ารุ่นพี่เขาทำอะไร เราก็จะดู ศึกษา และ ทำตาม นายก -> เป็นคนวางแผนงานทั้งหมด เพื่อให้งานนั้นออกมาสมบูรณ์ ระหว่างการทำงาน หรือ การปฏิบัติหน้าที่ เคยมีท้อบ้างไหม เคยครับ เช่น อาจจะมีปัญหาส่วนตัว การเรียน ครอบครัว เพราะ บางอย่างเราไม่สามารถทำมันได้ 100% ในช่วงนั้น ทำให้เรามีความเครียดบ้าง แต่เพื่อน ๆ ก็มีการพูดคุยอยู่ครับ เวลาทำงานส่วนรวม มีผลกระทบต่อการเรียนของตนเองไหม มีบางในบางครั้ง เพราะ บางครั้งอาจจะมีเวลาเตรียมตัวสอบไม่ทัน บางครั้งในเวลาเรียนอาจจะต้องขอ อาจารย์ลาบ้าง หรือ เข้าสายบ้าง 36


4 เวลาได้รับมอบหมายงานมา มีการวางแผนอย่างไรก่อนเริ่มงาน การวางแผนแบบ PDCA คือ ก่อนที่จะลงมือได้ ต้องมีการวางแผนก่อนว่า แต่ละคนจะมีบทบาทหน้าที่ อะไร เมื่อกระจายงานว่าใครมีหน้าที่อะไรเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่การลงมือ และหลังทำกิจกรรมจะทำการหา ข้อเสียและจุดอ่อน ด้วยวิธีการ SWOT การถอดบทเรียนก่อน-หลังกิจกรรม พอเริ่มวางแผน แล้วไปหน้างาน มีผิดพลาดอะไรมากที่สุด บางครั้งอาจจะโดนเปลี่ยนหน้างาน บางที่ต้องสื่อสารซ้ำอีกครั้งนึง แต่เราก็ต้องมีเครื่องมือ อย่างเช่น โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร ไว้ติดตัวตลอด เพราะ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าหน้างานจะมีปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เท่าที่เห็น มาก็ปรับเปลี่ยนมาพอสมควร ระหว่างการทำงานเคยมีอุปสรรคไหม มี เช่น การทำงานอาจจะมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ทำให้มีความขัดแย้งกันบ้าง หรือไม่ก็ ทางผู้บริหาร อาจจะต้องการสิ่งที่อาจจะเกินตัวเด็กที่จะทำได้ เพราะ เราก็ต้องเซฟตัวเราเองด้วย รู้สึกยังไงเมื่อเวลาที่ทำงานเสร็จ แล้วมีผู้ใหญ่หรือใครก็ได้มาแสดงคิดเห็นเชิงลบต่องาน รู้สึกผิดหวังและน้อยใจนิดหน่อย แต่เรานั้นเป็นผู้นำก่อนที่จะใช้ความรู้สึก เราจำเป็นที่จะต้องหา จุดอ่อนที่เกิดขึ้นว่าทำไมไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้ก่อน เพื่อที่งานหน้าเราจะได้พัฒนาปรับปรุงได้ ส่วนใหญ่คนที่แสดงความคิดเห็นในแง่ลบนั้นเขาเป็นใคร อาจารย์บางส่วน หรือไม่ก็ รุ่นพี่เก่า ๆ ที่อยู่สโมสร เคยมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานไหม เคย เช่น บางครั้งมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งกันบ้าง จากปัญหาที่เจอแก้ไขอย่างไร ต้องพูดคุยกันให้เข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าหากปล่อยไปปัญหาที่มีอาจจะเรื้อรังได้ งานไหนที่ตั้งแต่เป็นนายกมารู้สึกภูมิใจที่สุด งานฟุตบอลประเพณี ที่มอเราได้จัดในปีนี้ รู้สึกยังไงที่พอได้รับหน้าที่นี้ ได้ไปเพลทอักษร ความกดดันมาอยู่ที่สโมสรคณะเราคณะเดียว ส่วนตัวคิดว่าระยะเวลาไม่เพียงพอต่อการเอาเพลทมาซ่อมแซม เพราะ เพลทมีอยู่ 550 ตัวก็จริง แต่ พวกสมุดเพลทอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กระดาษสี เทปพันท้าย บางร้านก็ไม่มีอุปกรณ์ที่เป็นรูปแบบเก่า เพราะ กิจกรรมของการทำเพลทนั้นห่างหายไป 3 ปีได้ ดังนั้นบางร้านจึงไม่ได้สั่งสต็อกของเดิมมา เคยคิดไหมว่า พอได้รับงานนี้มาแล้วจะทำไม่ได้ หรือ มีศักยภาพที่ไม่เพียงพอ ในใจก็มีคิดหวั่น ๆ บ้าง แต่ภายนอกเราต้องทำให้คนอื่นเชื่อมั่นให้ได้ว่า เราต้องทำให้ได้ 37


5 หลังจบงานรู้สึกภูมิใจไหม และ ฟีดแบ็คที่ได้ยินมาเป็นยังไงบ้าง (ส่วนใหญ่ไปในทางด้านไหน) รู้สึกภูมิใจ และ เห็นใจน้อง ๆ ที่บางครั้งอาจจะเปิดเพลทไม่ตรงตามโค๊ด แต่น้องเขาก็นั่งร้อนกัน ส่วนฟีดแบ็คมีไม่ค่อยเยอะ ตั้งแต่หมดปีการศึกษามาจนหมดวาระการเป็นนายก คิดว่าตนเองทำหน้าที่ได้เพียงพอไหม ยังไม่ดี 100% ยังมีหลายอย่างที่ยังทำไม่สำเร็จแต่หมดวาระไปก่อน มีอะไรที่ตอนเป็นนายก อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำไหม เคยคิดเรื่องกิจกรรมกีฬา และ ดนตรีให้กับนักศึกษาในคณะ แต่ว่า ทางผู้บริหารและเวลานั้นมีปัญหาที่ ไม่สอดคล้องต่อการเรียนด้วยในบางครั้ง ตอนนี้หมดวาระการเป็นนายกแล้ว แล้วก็มีนายกคนใหม่แล้ว มีความคิดยังไงกับนายกคนใหม่บ้าง มีอะไร จะนำเสนอน้องไหม อยากให้น้องมีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น การครีเอทกิจกรรมให้ต่างจากเดิมบ้างเพื่อสร้างความ น่าสนใจ เพราะ บางครั้งแนวทางเดิมเด็ก ๆ อาจจะเบื่อหน่าย ถ้าสมมุติว่าน้องท้อแล้วมาขอคำปรึกษาจะให้กำลังใจน้องยังไง ให้คำปรึกษา และ พูดเชิงบวกให้เขาเห็นภาพว่า กว่าที่จะมาถึงวันนี้ได้น้องผ่านอะไรมาตั้งมากมาย เรา จะผ่านตรงนี้ไปได้ ให้เห็นปัญหาเป็นดั่งก้อนหิน 38


วางโครงเรื่อง ชื่อเรื่อง บันไดชีวิตของนายณัฐพล นามวงศ์ษา จุดเน้นของเรื่อง ความพยายามคือหนทางที่นำไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จ (เน้นความรู้สึกร่วมหรือใกล้ชิด) แก่นเรื่อง การเติบโตของทุกคนล้วนมีอุปสรรคในชีวิต การทดลอง ความพยายาม ตัวจุดประกายแห่งความฝัน และ การไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค โครงเรื่อง 1. บทนำ : แนะนำประวัติส่วนตัวของมาร์ค ในชีวิตช่วงวัยเด็ก 2. ช่วงเวลาแห่งการทดลอง : ช่วงเวลาแห่งการทดลองการใช้ชีวิตช่วงมัธยม 3. จุดเปลี่ยนของชีวิต : ตัวจุดประกายแห่งความฝันที่ทำให้ตัดสินใจให้มาเรียน รปศ. 4. จุดเริ่มต้นของชีวิตมหาลัย : ภาระหน้าที่ใหม่ในจังหวัดต่างบ้าน 5. ช่วงสุดท้ายของชีวิตมหาลัย : ความภาคภูมิใจต่อการดูแลสโมสรนักศึกษา 39


1 สารคดีชีวประวัติ บันไดชีวิต สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ล้วนเคยประสบพบเจอปัญหาและอุปสรรคในการมีชีวิตอยู่ เช่น สัตว์ป่าก็ต้องคอยหา อาหารเพื่อการดำรงชีวิต แต่สัตว์ป่าที่เป็นสัตว์กินพืชนั้นก็อาจจะกลายเป็นอาหารของสัตว์ผู้ล่าได้เหมือนกัน ทำ ให้สัตว์กินพืชนั้นต้องเรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด วิธีการหลบซ่อนเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ในทำนองเดียวกัน สัตว์ผู้ล่า ก็จำเป็นต้องหาวิธีการต้อนเหยื่อ เพื่อให้ได้อาหารเพื่อมาใช้ในการดำรงชีวิต เฉกเช่นเดียวกัน มนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่มีกลไกทางความคิดที่ซับซ้อนมากกว่าสัตว์ประเภทอื่นก็มีปัญหา และอุปสรรคที่ต้องรับมือเข้ามาหลายด้าน ที่คอยทวีคูณขนาดไปตามอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้น ทุกช่วงเวลาในการมีชีวิตอยู่ ทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโต คือ การเรียนรู้และความพยายามอย่างที่ ไม่มีจุดสิ้นสุด เปรียบเสมือนกับการก้าวขึ้นบันได ชีวิตที่มีจุดขึ้น-จุดลง บางชั้นอาจจะใช้เวลามากกว่าชั้นอื่น หน่อย หรือ บางชั้นอาจจะเวลาไม่นาน แต่เมื่อไหร่ที่คุณหยุดและขาดความพยายามในการที่จะก้าวต่ออาจทำ ให้สักวันหนึ่งคุณกลายเป็นเหยื่อของผู้ถูกล่าได้ ช่วงที่คุณเป็นเด็กทารกนั้นคุณเรียนรู้ที่จะร้องไห้เมื่อรู้สึกหิว เมื่อต้องการที่จะนอน รู้สึกไม่สบาย หรือ รู้สึกอึดอัด เพราะ นั้นเป็นสิ่งเดียวที่คุณสามารถทำได้ เมื่อโตขึ้นมาหน่อย คุณเริ่มที่จะเรียนรู้คำศัพท์เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น “พ่อ” “แม่” “ใช่” “ไม่” “ขอบคุณ” และ ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อใช้ต่อการสื่อสารพูดคุย บันไดขั้นที่หนึ่ง ภาระหน้าที่แรกก็ได้เริ่มต้นขึ้น “การได้ไปเรียนชั้นอนุบาล” จุดเริ่มต้นแรกแห่งการใช้ ชีวิตของเด็กชายตัวน้อยได้เริ่มใช้ชีวิตด้วยตัวเองห่างจากการดูแลเลี้ยงดูคอยประคบประหงมของพ่อแม่คงจะ เป็นเรื่องที่ดูน่ากลัวไม่น้อยที่อยู่ดี ๆ ถูกพ่อแม่มาทิ้งเอาไว้ในที่ที่เขาไม่คุ้นเคยมาก่อน “โรงเรียน” สถานที่ใหม่ที่เขาได้รู้จักคนอื่นเพิ่มเติมนอกจากพ่อและแม่ การได้เรียนรู้การเข้าสังคมจาก การเจอเพื่อน การเรียนรู้ที่จะเคารพคนที่มีอายุมากกว่า คือ คุณครู และรวมไปถึงการเรียนรู้จากวิชาการภายใน โรงเรียน การรับผิดชอบต่องานในห้องเรียน และ การบ้าน บทความนี้เป็นเรื่องราวของ นายณัฐพล นามวงศ์ษา หรือ มาร์ค โดยทุก ๆ เช้าเวลา 6 โมง มาร์คมักจะ ถูกปลุกให้ตื่นโดยเสียงของแม่ของเขาเหมือนเช่นเคย “มาร์คตื่นมากินข้าวได้แล้ว เตรียมตัวไปโรงเรียนได้แล้ว” นอกจากเสียงของแม่ที่ปลุกเขาจากที่นอนแล้ว ก็ยังมีกลิ่นอาหารที่แม่ของเขาพึ่งทำเสร็จลอยเข้ามาใน ห้อง ที่ทำให้เขานั้นรีบลุกออกจากเตียงเพื่อไปกินอาหารที่กำลังร้อนกรุ่น และเตรียมตัวอาบน้ำไปโรงเรียน บางครั้งในช่วงเวลาเช้ามืดของฤดูหนาวจะมีอากาศที่หนาวค่อนข้างมากจนทำให้มีเมฆหมอกปกคลุม อยู่ในอากาศจนบางครั้งมองแทบไม่เห็นเส้นทางของถนน ทำให้เด็กชายมาร์คต้องตื่นเช้าเพิ่มกว่าเดิม 15 นาที เพื่อที่เขาจะได้ไปโรงเรียนไม่สาย โดยมาร์คนั้นเรียนและอาศัยอยู่ในอำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ บันไดขั้นที่สอง “ชีวิตในช่วงวัยประถม” หลังจากผ่านพ้นช่วงอนุบาลมา มาร์คก็เหมือนกับเด็กทั่วไปที่ ต้องเข้าไปเรียนชั้นประถมต่อ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น ยากขึ้น พร้อมกับทำความรู้จักเพื่อนร่วมชั้นคนใหม่ ในตอนนั้นมาร์คนั้นก็ใช้ชีวิตแบบเล่นบ้างเรียนบ้าง ไม่ได้มีความสนใจด้านไหนอะไรเป็นพิเศษ 40


2 ช่วงเวลาแห่งการทดลอง บันไดขั้นที่สาม “ชีวิตในช่วงวัยมัธยมศึกษา” มาร์คเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต เขาเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น สนใจในสิ่งต่าง ๆ มากมาย และ ใช้ เวลาไปกับการค้นหาตัวตนของตัวเอง ช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น มาร์คย้ายไปเรียนที่โรงเรียนใหม่ รู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น และเริ่มมีกิจกรรม นอกโรงเรียนมากขึ้น เขาเคยทดลองเล่นกีฬาต่าง ๆ ตามเพื่อนในห้องในเวลาหลังเลิก ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล ตะกร้อ วอลเลย์บอล บาสเก็ตบอล แต่เขาก็ยังรู้สึกว่านี่ยังไม่ใช่สิ่งที่เขารู้สึกชอบเท่าไหร่ ทำให้เขาเริ่มหากิจกรรมในการใช้เวลาว่างใหม่ เขาสมัครเข้าร่วมชมรมดนตรีมาร์คไม่เคยเล่นดนตรีมา ก่อน แต่เขาชอบฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก เขาจึงคิดว่าการเข้าร่วมชมรมดนตรีน่าจะเป็นอะไรที่น่าสนุก เขาเริ่มเรียน กีตาร์เป็นอย่างแรก แต่พอผ่านไปช่วงหนึ่งเขานั้นรู้สึกเบื่อ มาร์คตัดสินใจไปเล่นเครื่องดนตรีอื่นแทน โดยเครื่อง ดนตรีที่เขาเลือก คือ กลองชุด เขาทำการฝึกซ้อมไม่นานแต่ฝีมือของเขานั้นพัฒนาได้ดีขึ้นไวมาก เขาค้นพบว่านี่ อาจจะเป็นสิ่งที่เขาชอบก็ได้ มาร์คเคยตีกลองในงานกิจกรรมในโรงเรียนอยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง พร้อมวาดฝันว่า ในอนาคตอยากจะเป็นมือกลอง และ อยากเรียนสาขาดนตรี ภาระหน้าที่ใหม่ ช่วงม.3 มาร์คได้ถูกคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าหมู่ลูกเสือ โดยเขามีหน้าที่รับผิดชอบดูแล สมาชิกในหมู่ลูกเสือให้ปฏิบัติตามกฎและระเบียบของลูกเสือ ประสานงานกับคุณครูและมาบอกให้กับลูกหมู่ เวลาจัดกิจกรรมลูกเสือในโรงเรียนนั้นภาระหน้าที่ของเขาไม่ได้มีเยอะ เพราะ ใช้เวลาจัดกิจกรรมไม่นาน 1 สัปดาห์ก่อนวันเข้าค่ายลูกเสือที่ต่างจังหวัด 3 วัน 2 คืน หลังจากที่คุณครูประกาศว่า สัปดาห์ต่อไป จะมีการไปเข้าค่ายลูกเสือ ให้หัวหน้าหมู่ประชุมจัดการภาระหน้าที่กับลูกหมู่ให้เรียบร้อย มาร์คหยิบกระดาษและปากกามา เริ่มจดรายการที่จำเป็นจะต้องเตรียมไป พร้อมถามความเห็นกับลูก หมู่ว่ามีอะไรที่ควรเพิ่มลงในรายการไหม หลังจากที่ทุกคนเสนอความคิดเห็นเสร็จ มาร์คพูดชื่อรายการแต่ละอัน ขึ้นมาแล้วสอบถามว่าใครจะเอารายการไหนมา พร้อมเขียนชื่อกำกับเอาไว้อย่างเรียบร้อย หลังจากที่แจกจ่ายภาระหน้าที่รับผิดชอบเสร็จ เขาสอบถามทุกคน ว่ามีใครมีโรคประจำตัวหรือแพ้ อาหารอะไรไหม เพื่อที่เขาจะได้เตรียมตัวดูแลเพิ่มเติมและแจ้งคุณครูให้พบว่า มีเพื่อนในหมู่คนนึงแพ้ไข่ หลังจากนั้นเขาก็ปล่อยหมู่ และเดินไปแจ้งครูให้ทราบ วันไปเข้าค่ายลูกเสือได้มาถึง มาร์คนัดหมายทุกคนให้มาถึงโรงเรียนก่อนประมาณ 20 นาทีเพื่อที่ทุก คนจะได้ตรวจเช็คของที่ต้องเตรียมไป เพื่อขาดเหลืออะไรทุกคนจะได้กลับไปเอาของได้ทันหรือซื้อมาใช้แทนได้ ระหว่างช่วงที่เข้าค่ายนั้นมาร์คให้ความใส่ใจและดูแลลูกหมู่เป็นอย่างดี ช่วงทำกับข้าวก็ระมัดระวัง ไม่ให้ใส่ไข่เข้าไปในอาหารที่ทำ ช่วงที่เดินป่าแสดงความเป็นห่วงเพื่อนและน้องในหมู่สอบถามเป็นช่วงว่า ต้องการยาดมหรือลูกอมไหม เขารู้สึกสนุกกับการมาเข้าค่ายครั้งนี้มาก ทำให้เขารู้ว่าเขานั้นชอบทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น และ ไม่ได้ มองว่าการดูแลคนอื่นนั้นคือภาระหน้าที่ที่เขาโดนบังคับให้ทำหรือทำงานแบบไม่ตั้งใจเลย กิจกรรมการเข้าค่ายลูกเสือในครั้งนี้ทำให้เขาคิดว่า เขาอยากจะทำกิจกรรมแบบนี้ให้มากขึ้นให้ช่วง มัธยมตอนปลายเขาอาจจะสมัครเป็นหัวหน้าห้องดู 41


3 แต่พอเปิดเทอมช่วงม.ปลายมาจริง ๆ มาร์คเขาก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ช่วงเปิดเทอมใหม่ ๆ มาร์คบอกว่า มาร์คชอบเล่นเกมมาก เลยลองไปดูว่าทำยังไงถึงจะเป็นผู้พัฒนา เกมได้ แต่พอทำการค้นหาแล้ว ก็มีอาชีพที่ทำเกี่ยวกับด้านนี้หลายด้านมาก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวละคร การพัฒนาระบบในเกม หรือ การสร้างหุ่นยนต์ เขามองว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนุกมาก ๆ เลย แต่พอค้นหาข้อมูล มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาพบว่าเขาไม่ค่อยถนัดวิชาที่ต้องเรียนมากเท่าไหร่เลยคิดว่าอาจจะลองไปทำอย่างอื่นเพิ่ม โอกาสดีได้เข้ามา มีรุ่นพี่ที่เขารู้จักตอนเล่นกีฬามาชวนเขาไปทำกิจกรรมเกี่ยวกับจิตอาสา รวมไปถึง ทางโรงเรียนก็ได้พานักเรียนในโรงเรียนไปทำจิตอาสาในระแวกใกล้เคียงโรงเรียนด้วย ในช่วงแรกเขาได้เข้าไป สังเกตการณ์ก่อนว่าต้องทำอะไรบ้าง พอเริ่มเข้าใจว่างานตรงนี้ต้องทำอย่างไร รุ่นพี่ก็ให้ทดลองเข้าไปช่วยเหลือมากขึ้น และทำให้เขาจำได้ว่า ความรู้สึกนี้มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เขาได้รับทั้งความสุขและความสนุกเหมือนกับตอนเป็นหัวหน้าหมู่ลูกเสือ จุดเปลี่ยนของชีวิต หลังจากที่ได้ใช้เวลาอยู่กับชมรมจิตอาสามากขึ้น ทำให้มาร์คนั้นมั่นใจแล้วว่าเขาชอบการช่วยเหลือ ผู้อื่น อยากจะทำงานเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้คน และ จะให้ความสนใจกับงานจิตอาสาอย่างเต็มที่ บันไดขั้นที่สี่ “หน้าที่ใหม่ที่ได้รับ” ม.4 เทอม 2 มาร์คได้กลายเป็นสมาชิกในชมรมจิตอาสาอย่างเต็มตัว เขาได้รับความไว้วางใจจากคุณครูและรุ่นพี่ให้เข้ามาช่วยเหลืองานแบบเต็มตัว กิจกรรมแรกที่เขาได้กลายเป็นเจ้าหน้าที่จิตอาสา คือ วันมาฆบูชาที่จัดภายในโรงเรียน ทางโรงเรียนได้ มีการนิมนต์พระมาเพื่อจัดกิจกรรมการทำบุญในโรงเรียน โดยมาร์คมีหน้าที่ช่วยถือกระสอบเก็บของทำบุญไป เก็บที่ห้องประชุม บ่อยครั้งทางโรงเรียนก็ได้พาสมาชิกในชมรมจิตอาสาไปช่วยเหลือทางวัด เช่น ไปช่วยทำความสะอาด กวาดถูวัด ล้างห้องน้ำวัด ตัดหญ้า และ เก็บขยะ หรือ ถ้าหากมีงานบุญใหญ่ก็มีไปช่วยจัดระเบียบในงาน นอกจากนี้ก็มีเคยไปทำจิตอาสาที่โรงพยาบาลส่วนตำบล โดยเข้าไปช่วยในการจัดระเบียบต่าง ๆ ใน การประชุม เช่น การเสริฟน้ำ การดูแลผู้เข้าร่วมกิจกรรม บันไดขั้นที่ห้า “จุดเริ่มต้นของความฝัน” ทางโรงเรียนได้รับความอนุเคราะห์จากนายอำเภอ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ที่เข้ามาเชิญชวนกลุ่มนักเรียนเข้าไปทำกิจกรรมของโครงการทูบีนัมเบอร์วัน มาร์คได้มีโอกาสเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ“กลุ่มเครือข่ายชัยภูมิโคราช” โดยได้ไปบรรยายให้ความรู้ เกี่ยวกับการปฎิเสธยาเสพติดและผลเสียที่จะตามมา เพราะ ปัจจุบันปัญหายาเสพติดถือว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อ สังคมไทยมาอย่างยาวนานและมีความรุนแรงมากขึ้น รวมไปถึงอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ตามมาหลายด้าน ไม่ว่า จะเป็นปัญหาด้านอาชญากรรม ด้านสุขภาพ และด้านสังคม นอกจากนี้เขายังเคยเป็นทีมงานหลักเข้าไปช่วยเหลืออยู่ที่สภาเด็กและเยาวชนเพื่อให้ความรู้คำแนะนำ แก่เยาวชนในอำเภอ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด การตั้งครรภ์ไม่พร้อม บางครั้งก็แจกแผ่นพับเกร็ดความรู้ แจกคู่กับเยาวชนที่เข้ามาอบรมด้วย เช่น การเลือกถุงยางอนามัยให้ถูกวิธี การป้องกันการท้องก่อนไม่พร้อม การป้องกันโรคจากเพศสัมพันธ์ ฯลฯ รวมถึงมีการจัดกิจกรรมนอกพื้นที่ คือ การรปลูกป่าเพื่อทดแทนจากเดิม 42


4 บันไดขั้นที่หก “ความฝันอันชัดเจน” ช่วงเวลาปิดเทอมมาร์คได้มีโอกาสได้เข้าไปช่วยเหลืองานกับ ปลัดอำเภออยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขานั้นรู้สึกว่างานนี้น่าจะเป็นงานที่เหมาะกับเขา เพราะ ถ้าทำงานข้าราชการก็จะ ทำให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการการรักษาต่าง ๆ รวมไปถึงอยากพัฒนาพื้นที่จังหวัดบ้านเกิดด้วย เมื่อเขาถึงบ้าน เขาก็เริ่มทำการศึกษาหาข้อมูลทันทีเกี่ยวกับ “อยากเป็นนายอำเภอ ต้องเรียนอะไร” เขาพบว่าทั้งหมด 3 สาขา ซึ่งได้แก่ สาขารัฐศาสตร์สาขารัฐประศาสนศาสตร์และ สาขานิติศาสตร์ เขาได้ทำการเปรียบเทียบและหาข้อมูลสาขาเรียนอยู่หลายเดือน จนตัดสินใจได้ว่า อยากเรียนสาขารัฐ ประศาสนศาสตร์มากที่สุด และจะทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงให้ได้ บันไดขั้นที่เจ็ด “การเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัย” หลังจากที่ผมมั่นใจแล้วว่าต้องการจะเรียนอะไร ผมก็ เตรียมตัวอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ O-NET, GAT, PAT1 และ PAT 7 จุดเริ่มต้นของชีวิตมหาลัย บันไดขั้นที่แปด “วันประกาศผลสอบ” มาร์คคลิกเข้าไปเช็คผลประกาศสอบบนเว็บอยู่หลายรอบ ด้วย ความตื่นเต้นใจของเขาเต้นตุบตุบ และแล้วผลประกาศก็ออกมา “คุณผ่านการคัดเลือด” มาร์คกระโดดโลดเต้น ภายในห้องของเขาด้วยความดีใจ รีบโทรไปบอกพ่อแม่ของเขา บันไดขั้นที่เก้า “เปิดเทอมวันแรก” การห่างจากบ้านครั้งแรก จากจังหวัดชัยภูมิไปจังหวัดนครราชสีมา ใช้ระยะทางประมาณ 100 กว่ากิโล การออกมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในที่ที่ไม่คุ้นชิน มาร์ครู้สึกตื่นเต้นและกังวลใจไม่น้อย เขาเดินตามหาตึกเรียนด้วยความงุนงง จนกระทั่งพบป้ายชื่อตึก คณะของเขา และเดินเข้าไปในห้องเรียนพร้อมความตื่นเต้นในใจ พร้อมทักทายกับเพื่อนในสาขา แต่ชีวิตมหาลัยก็ไม่ได้มีแค่เรื่องการเรียนเท่านั้น มาร์คยังมีความรู้สึกชอบทำกิจกรรมแล้วพยายามหา กิจกรรมทำอยู่เสมอ โดยเพื่อนของมาร์คได้ชวนเขาไปเข้าร่วมกิจกรรมหนึ่งของทางมหาลัย พอทำกิจกรรมจบก็ มีรุ่นพี่ชักชวนให้มาเข้าร่วมกิจกรรม มีรุ่นพี่เขามาชักชวนมาเข้าสโมสรนักศึกษาพอดีทำให้เขาตกลงรับปากเข้า ร่วมอย่างทันทีโดยช่วงแรกมาร์คมีหน้าที่เข้าไปศึกษาเรียนรู้เน้นดูว่ารุ่นพี่เขาทำงานไหนอย่างไร เพื่อที่ใน อนาคตจะได้มีโอกาสเข้าไปเป็นหัวหน้าสโมสร บันไดขั้นที่สิบ “การรับมือของการระบาดโควิด-19” หลาย ๆ คนก่อนที่จะเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย คงมีจินตนาการว่าคงได้เรียนในมหาลัยตลอดทั้ง 4 ปีแต่สำหรับนักศึกษาในรุ่นของมาร์คนั้นน่าจะเป็นยุคแรก ของประเทศไทย ที่ทางมหาลัยออกข้อบังคับมาว่า ต้องใช้ชีวิตแบบเรียนออนไลน์ไม่ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ทำให้เกิดการปรับตัวกันอย่างครั้งใหญ่ทั้งอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาที่ต้องเปลี่ยนห้องนอน หรือ บ้าน กลายมาเป็นที่เรียนและที่ทำงานพร้อมกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อลวงใจ ไม่ว่าจะเป็น เตียงที่อยู่ใกล้ ๆ พร้อมให้นอนตลอดเวลา การเล่นมือถือ การเล่นเกม หรือ การดูซีรีส์ที่สามารถทำได้โดยไม่มีใครมาห้าม รวม ไปถึงเมื่อเวลามีงานกลุ่มบางครั้งก็ติดต่อสื่อสารกันยาก จากปัญหาเรื่องอินเตอร์เน็ตไม่เสถียร หรือ สภาพแวดล้อมทางเสียงจากเสียงรถ เสียงไก่ขัน หรือบางครั้งกำลังนำเสนองานอยู่ก็มีเสียงคนในครอบครัวเข้า มาชวนกินข้าว หรือทำอะไรสักอย่างแทรกเข้ามาในไมค์ บันไดขั้นที่สิบเอ็ด “ช่วงเวลาของการสอบครั้งแรกของมหาลัย” เขาคิด “เขาต้องเริ่มหาตารางสอบ ยังไง” หลังจากได้ตารางสอบมา “วิชานี้ต้องไปสอบที่ไหน” อย่างที่กล่าวเอาไว้ด้านบนปัญหาของโรคระบาดก็ 43


5 ได้เข้ามาเป็นอุปสรรคในการสอบเหมือนกัน เพราะ เขาต้องสอบแบบผสมผสาน คือ การสอบที่มหาลัย ต้อง เตรียมบัตรนักศึกษา ปากกา ดินสอ ยางลบ หรือ เครื่องคิดเลขให้พร้อม และ การสอบออนไลน์ต้องเตรียม อุปกรณ์เพิ่มเติมมาใช้ เช่น อุปกรณ์สายชาร์จ เม้าส์โน๊ตบุ๊คที่ต้องเปิดเอาไว้ตลอดการสอบ การจัดเตรียม สถานที่ที่เงียบและไม่มีบุคคลอื่นในห้อง หากบางวิชาสามารถเปิดหนังสือเพิ่มได้ก็ต้องหยิบเตรียมให้เรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อเรื่องการทำกิจกรรมที่ไม่สามารถทำการร่วมตัวของนักศึกษาทำกิจกรรม ได้ทำให้กิจกรรมที่จัดส่วนใหญ่นั้นต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เพราะ ต้องจัดแบบออนไลน์ บันไดขั้นที่สิบเอ็ด “การลงแข่งเลือกตั้งการเป็นนายกสโมสรนักศึกษา” มาร์คลงสมัครนายกสโมสร เพราะ อยากท้าทายตัวเอง ด้วยนโยบาย “3 ส” ได้แก่ สร้างเสริม ส่งเสริม สร้างสรรค์โดย 1) ส-สร้างเสริม คือ การปลูกฝังจิตสำนึกให้มีใจรัก ในกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม 2) ส-ส่งเสริม คือ การส่งเสริมกิจกรรม การแสดงความสามารถเพื่อเตรียมพร้อมสู่การประกอบอาชีพ 3) ส-สร้างสรรค์คือ การรับฟังความคิดเห็น พร้อมนำปัญหามาแก้ไขให้ดีขึ้น บันไดขั้นที่สิบสอง “วันประกาศผล” เขามีความรู้สึกมั่นใจแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะ มีผู้สมัครลงแข่ง เป็นนายกสโมสรนักศึกษาหลายพรรค แต่ท้ายที่สุด ความฝันของเขาก็เป็นจริง เขาได้เป็นผู้ถูกเลือก บันไดขั้นที่สิบสาม “ภาระหน้าที่ของนายกสโมสร” มาร์คมีหน้าที่หลักในการวางแผนงาน โดยเขาใช้ วิธีการวางแผนแบบ PDCA คือ ก่อนที่จะลงมือทำได้ ต้องมีการวางแผนโครงสร้างให้ชัดเจนก่อนว่าแต่ละคนจะ มีบทบาทหน้าที่อะไร เมื่อกระจายงานว่าใครมีหน้าที่อะไรเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่การลงมือ รวมไปถึงทำการ วิเคราะห์ด้วยวิธีการ SWOT ก่อนและหลังกิจกรรมเพื่อหาจุดอ่อนและจุดแข็ง ช่วงที่มาร์คเป็นนายกสโมสร บางกิจกรรมถูกจัดขึ้นจัดบนช่องทางออนไลน์ทำให้เขาต้องดูรูปแบบการ กิจกรรมผ่านรูปภาพ ร่วมไปถึงต้องวางแผนการจัดกิจกรรมใหม่ แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 มีความบรรเทาลง ก็ทำให้บางกิจกรรมสามารถจัดที่มหาลัยได้แล้ว โดยกิจกรรมที่เขารู้สึกประทับใจมากที่สุด คือ งานฟุตบอล ประเพณีโดยมีหน้าที่จัดเตรียมเพลทตัวอักษร บันไดขั้นที่สิบสาม “การรับมือต่ออุปสรรค” มาร์คมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น คือ การบริหารเวลาเรียนและ การเป็นนายกสโมสร ทำให้เขามีเวลาในการพักผ่อนที่น้อยลง บางครั้งเกิดผลกระทบต่อการเรียนในห้อง การ อ่านหนังสือสอบ เพราะ ต้องไปดูแลกิจกรรรม หรือต้องปรับเปลี่ยนเวลาเพื่อรับมือกับงานกิจกรรมที่ไม่อยู่ใน ตารางที่ทางผู้บริหารมอบหมายให้ ช่วงสุดท้ายของชีวิตในมหาลัย ขณะนี้มาร์คกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 4 ภาระหน้าที่ของนายกสโมสรของเขาได้หมดลง และถึงเวลาการ ส่งมอบภาระหน้าที่ให้รุ่นน้องรุ่นถัดไปให้มาทำหน้าที่แทน ฉันถามเขาว่า “ตอนนี้คุณหมดวาระการเป็นนายกแล้ว คุณได้มีการเข้าไปช่วยเหลือกับรุ่นน้องที่ ปัจจุบันมีหน้าที่เป็นนายกบ้างไหม” มาร์คยิ้มด้วยความปลื้มใจ เขาตอบว่า แน่นอนครับ ผมเข้าไปช่วยงานและให้คำปรึกษารุ่นน้องบ้างเป็น บ้างครั้ง ผมก็ยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ผมมีอยู่ และ ให้กำลังใจน้องเขาครับ ผมมักจะพูดกับน้องอยู่เสมอว่า ปัญหานี้จะเป็นแค่อุปสรรคเล็ก ๆ อุปสรรคหนึ่งเท่านั้น เมื่อก่อนน้องเคยเจออุปสรรคมาตั้งมากมาย สักวันน้อง ก็จะแก้ปัญหานี้ได้เหมือนกัน เพียงมองปัญหาที่มีอยู่เป็นเหมือนดั่งก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ก้อนหนึ่ง 44


6 บันไดขั้นปัจจุบัน เมื่อเข้าสู่ช่วงชีวิตปี 4 หลาย ๆ ท่านคงทราบกันดีว่านี้อาจจะเป็นการใช้ชีวิตในวัย เรียนกันเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว และใกล้ที่ได้ก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว การเข้าสู่สังคมการทำงาน บันไดขั้นต่อไป เป้าหมายอาชีพของคุณในอนาคตนั้นยังเหมือนเดิมกับตอนแรกที่ตัดสินใจเลือกเรียน สาขาวิชานี้หรือเปล่า ระหว่างเส้นทางของการศึกษาในสาขาวิชาของตนเองมีอะไรที่ทำให้คุณเปลี่ยนใจหรือไม่ หลาย ๆ ท่านน่าจะเคยถามคำถามนี้กับตนเองเมื่อใกล้เรียนจบ ว่าในอนาคตนั้นต้องการจะทำงานอะไรกันแน่? จากที่มาร์คเคยพูดเอาไว้ว่า “เมื่อเรียนจบอยากจะประกอบอาชีพเป็นปลัดอำเภอ” ฉันถามเขาว่า “เขา ยังมีความคิดแบบเดิมหรือไม่” มาร์คตอบกลับมาด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นแน่วแน่เด็ดเดี่ยวว่า เขายังต้องการที่จะทำงานเป็นปลัดอำเภอที่ จังหวัดบ้านเกิดของตนเอง เพราะ อยากนำความรู้ที่มีไปดูแลพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนในอำเภอให้ดีขึ้น ฉันถามเขาต่อว่า “ตอนนี้คุณได้วางแผนอนาคตไว้บ้างหรือยัง และ ตอนนี้เตรียมตัวไปถึงขั้นไหนแล้ว” เขาอธิบายให้ฉันฟังอย่างเป็นระบบขั้นตอนว่าการเตรียมตัวสอบนั้นมีทั้งหมด 3 ขั้น คือ การสอบกพ. ซึ่งแบ่งเป็น 1) ภาค ก คือ การสอบภาคความรู้ ความสามารถทั่วไป เป็นประตูด่านแรกที่ต้องสอบให้ผ่านก่อน ถึงจะสามารถสอบภาคต่อไปได้ 2) ภาค ข คือ การสอบภาคความสามารถเฉพาะตำแหน่ง เป็นการสอบที่เน้น ใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง และ 3) ภาค ค คือ การสอบสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของ กระบวนการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ เพื่อดูถึงความเหมาะสมกับตำแหน่ง โดยจะมีการทดสอบ ร่างกาย หรือ ทดสอบจิตวิทยา เข้ามาด้วย แต่ก่อนที่จะสอบภาค ค ได้นั้นก็จำเป็นที่จะต้องสอบผ่านภาค ก. และ ภาค ข. มาก่อน ตอนนี้มาร์คนั้นอ่านหนังสือภาค ก จบแล้ว โดยข้อสอบภาค ก เป็นข้อสอบด่านแรกที่คนที่อยากจะ เป็นข้าราชการทุกคนจะต้องสอบ ช่วงนี้เขากำลังอยู่ในช่วงของการอ่านหนังสือสอบ ภาค ข ซึ่งวิชานี้มีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับ ปลัดอำเภอ พรบ. กฎหมาย หลักปกครอง โดยตอนนี้อ่านภาค ข ใกล้จะจบแล้ว ซึ่งเมื่อเขาอ่านจบทั้งหมด จะ ทดลองจับเวลาเตรียมตัวสอบจริง เพื่อที่จะได้ทราบว่าตอนนี้เขาสามารถทำคะแนนได้ดีมากน้อยแค่ไหน ตรงไหนที่ยังทำได้ไม่ดีพอ เพื่อที่ตอนเตรียมตัวอ่านซ้ำอีกรอบนั้นจะได้รู้ถึงจุดอ่อนที่ตัวเองนั้นทำได้ไม่ดีพอ และ นำจุดอ่อนของตนเองไปพัฒนาให้ดีขึ้น การสอบครั้งสุดท้าย ภาค ค ในการสอบสัมภาษณ์และการทดสอบร่างกาย โดยพื้นฐานส่วนตัวแล้วเขา เป็นคนสุขภาพแข็งแรงดี และ ออกกำลังกายทุกวันอย่างน้อยวันละ 15 - 30 นาทีต่อวัน ถึงแม้ว่าวันนั้นภาระ งานหน้าที่งานสโมสรและงานที่เรียนของจะมีปริมาณที่เยอะมากจนทำให้เขาเหนื่อยก็ตาม แต่จุดอ่อนที่มาร์ค นั้นทราบว่าตนเองนั้นมีนั้นก็คือ คือ การพูด บ่อยครั้งเขามักจะมีอาการตื่นเต้นหรือเกร็งในการตอบคำถาม พูด ชักจูงคนไม่ค่อยเก่ง ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แต่เขาก็พยายามพัฒนาฝึกฝนทักษะการพูดอยู่เสมอ ฉันถามเขาต่อว่า “จากที่ฉันได้ดูสถิติการสอบก.พ. มามีจำนวนคนสอบเยอะมาก แต่คนที่ผ่านจนถึง ภาค ค นั้นมีจำนวนเพียงประมาณ 2,000 กว่า ๆ ถ้าหากคุณสอบไม่ผ่านคุณได้วางแผนชีวิตเพิ่มเติมไหม” เขาตอบกลับมาว่า ผมคิดว่าผมอาจจะทำอาชีพ HR หรือฝ่ายบุคคลไปก่อน เพราะ ศาสตร์ที่ตนเรียน สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แต่ผมก็ยังไม่ยอมแพ้นะครับหากสอบรอบนี้ไม่ติด รอบหน้า ผมจะพยายามเตรียมตัวสอบให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อเป็นปลัดอำเภอให้ได้ 45


เทปสัมภาษณ์ ดร.พัฒนา สอดทรัพย์ ทำไมอาจารย์ถึงเลือกทิ้งการสอนหนังสือ แล้วมาเปิดร้านน้ำท่อมแทน? จริงๆแล้วเนี่ย ไม่ได้เป็นการทิ้งครับ ก็คือเราก็ยังอยากสอนอยู่เพียงแต่ว่าก็อย่างที่เราอาจจะรู้ว่าในการทำงาน ก็มีเรื่องราวภายในบ้าง ที่เป็นเรื่องของการเมืองหรือเรื่องของบุลคลอะไรพวกนี้ ซึ่งทำให้เราไม่สามารถที่จะอยู่ต่อได้ แต่จริงๆเราอยากอยู่นะครับ แต่ว่าเราไม่ได้รับการต่อสัญญามันก็เลยทำให้เราต้องหางานอื่นก่อน ในช่วงที่ระหว่าง รองาน รองานใหม่ รอที่ใหม่ ก็เลยมาขายลูกชิ้น แต่ว่ามาขายลูกชิ้นที่อยู่ในร้านน้ำท่อม ก็คือมาอยู่กับน้องๆอยู่กับ เพื่อนๆ น้องที่เป็นลูกศิษย์ชวนมา มาขายลูกชิ้นเปิดร้านน้ำท่อม หารายได้ไป หารายได้พิเศษไปก่อนในช่วงนี้ในช่วง ที่ว่างงานไปก่อนนะครับ อาจารย์เป็นคนที่ไหน? อาจารย์เป็นคนบุรีรัมย์ครับ เป็นคนบุรีรัมย์โดยกำเนิดครับ พ่อเป็นคนบุรีรัมย์แล้วย้ายตามปู่ไปโคราช แล้วย้าย กลับมาบุรีรัมย์ ส่วนแม่เป็นคนโคราช อ.ห้วยแถลง แล้วย้ายมาอยู่บุรีรัมย์ครับ ความฝันของอาจารย์ในตอนเด็ก อาจารย์ฝันอยากเป็นอะไร? ตอนเด็กๆ จริงๆแล้วตอนเด็กๆที่เคยคุยคือเหมือนแบบเป็นคำพูดที่พูดเล่นกับครอบครัวและเพื่อนๆ พอดี พี่ชายของอาจารย์เป็นสถาปนิก แกเรียนสถาปัตยกรรม ซึ่งแกพูดตั้งแต่เด็กๆแล้วว่าแกอยากเป็นสถาปนิก ความฝัน เดียวของแกเลย เราก็บอกว่าเอ่อเราอยากเป็นวิศวกร ก็คือเป็นความฝันในวัยเด็กเหมือนกับที่ทุกคนมีนั่นแหละ ทีนี้ พี่ชายเขาก็สำเร็จไปแล้ว เขาเป็นสถาปนิกได้อย่างที่พูดที่ฝันไว้ แต่ทีนี้ตัวเราด้วยการที่เราต้องการที่อยากจะเป็น วิศวกรตอนเด็ก แต่ว่าเราไม่ได้ถนัดเรื่องของวิชาเคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา หรือคณิตศาสตร์การคำนวณอะไรเท่าไหร่เลย เราก็เลยไปเข้าเรียนทางสายนิเทศศาสตร์ไปอยู่ทางรัฐศาสตร์ เสร็จแล้วพอเรียนรัฐศาสตร์เสร็จปั๊บ ชวิตมันก็พลิกก ก็เลยกลายเป็นว่ามาเป็นอาจารย์อย่างทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ตรงความฝันหรอก แต่ว่าพอเราโตขึ้นมาพอเราได้เริ่มเรียน เข้าสังคม เข้าทำงาน เราก็มีความฝันเราอยากเป็นอาจารย์นี่แหละ ด้วยความที่ความฝันของคนเรามันเปลี่ยนได้นะ ครับ ตอนแรกเราตั้งเป้าเป็นวิศวกร แต่พอใช้ชีวิตไปสักพักความฝันเราก็เปลี่ยนแล้วก็คือเป็นอาจารย์ที่มหาลัย อาจารย์เรียนจบคณะอะไร มหาวิทยาลัยอะไร? อาจารย์เรียนปริญญาตรี ปริญญาโท แล้วก็ปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ที่รามคำแหง เอกการเมืองการ ปกครอง 46


เรียนยากไหม? ยากมั้ย จริงๆมันไม่ยากนะ เพราะว่าวิชารัฐศาสตร์มันเป็นวิชาที่ มันเป็นวิชาวิเคราะห์ มันไม่ใช่วิชาคำนวณ มันเป็นศาสตร์ที่เราสามารถอธิบายได้ใช้การพรรณนาความได้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปคิดเชิงสมการ ตัวเลขอะไรที่ หนึ่งบวกหนึ่งต้อเท่ากับสองเท่านั้นจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันไม่ใช่ รัฐศาสตร์เรารู้อยู่แล้วว่ามันมีทฤษฎีอะไรประกอบ บ้าง เราแค่ใช้การอธิบายประกอบ ซึ่งอาจจะต้องมี สังเกตดูว่าคนที่เรียนจบในสายรัฐศาสตร์หลายๆคนมักจะเป็น คนที่พูดเก่ง เพราะอะไร ก็เพราะเวลาเราเรียน เราทำข้อสอบ มันจะต้องพรรณนาความ มันจะต้องเล่าเรื่องให้คน เข้าใจและเห็นพ้องต้องกันไปกับเรา สมมุติว่าเราอธิบายว่าประเทศไทยในตอนนี้เป็นเผด็จการเราก็สามารถพูดได้ แต่เราจะต้องอธิบายว่า เพราะเหตุใดมันถึงเป็นเผด็จการและมันมีหลักการตรงไหน มันมีอะไรที่มันจับเข้าไปในสื่อ ความหมายในทางการสื่อความหมายในการเป็นเผด็จการได้ครับก็ไม่ยาก มันก็ไปเรื่อยๆนะ เรียนตรีจบ พอไปเรียน โท โทก็ไม่ยาก โทมันก็ต่อจากตรีเพียงแค่มันจะเรียนลึก เจาะลงไปอีกสักนิดนึง พอโทไปเอกมันก็จะเริ่มแยกเป็น หัวข้อเป็นเอกต่างๆที่จะลงเนื้อหาที่เข้มข้นมากขึ้น แต่โดยพื้นฐานแล้วเนื้อหามันมาจากปริญญาตรีครับ แต่มันจะ ยากตรงการทำวิจัยแค่นั้นเอง คนที่บ้านคิดเห็นอย่างไรกับคณะที่อาจารย์เรียน? ก็ไม่ได้ว่าไงนะ แต่ตอนแรกเค้าก็บอกว่าไปเรียนรัฐศาสตร์ เรียนได้แต่ก็ไม่อยากให้เป็นนักการเมืองนะ ไม่อยาก ให้เล่นการเมืองเพราะเขาไม่ชอบ แต่เราก็มีความฝันเราจะเป็นอาจารย์นี่แหละเราไม่ไปเล่นการเมืองหรอก แต่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ในความที่เราชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างนะครับ อาจจะมีเปลี่ยนแปลงไปบ้างบางทีเราก็เห็นอยู่แล้วว่า มันพอมีลู่ทางที่เราจะไปทางเส้นไหนต่อได้บ้าง เดินไปทางเส้นทางการเมืองได้บ้าง เพราะว่าก็มีพี่มีน้อง มีเพื่อนร่วม รุ่นที่เขาทำงานอยู่ในกลุ่มการเมืองพวกนี้ เขาก็มีมาชักชวนอาจารย์อยู่บ้างนะครับ แต่ว่าเราเห็นว่าเรายังไม่พร้อม และยังไม่ตัดสินใจว่าเราจะไปหรือปล่าว คนที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไร ตอนที่เรียนอาจารย์ได้ฝึกงานเกี่ยวกับอะไร? คือการเรียนที่รามเป็นการเรียนที่ไม่ต้องเข้าเรียนเนาะ อาจารย์เรียนตรี เรียนโท เรียนเอก สามปริญญาเลย อาจารย์ทำงานตลอดเวลานะ ไม่เคยมีช่วงที่เรียนอย่างเดียว ช่วงที่เรียนอย่างเดียวจะมีในช่วงที่เรียนหอการค้า เรียน หอการค้าก็คือเป็นนักศึกษาก็คือแค่ไปเรียน แต่ว่าด้วยความที่ตอนนั้นมีเพื่อนอยู่เยอะด้วย ก็เลยอาจจะติดเพื่อนไป หน่อย ก็คือไม่ค่อยได้เข้าเรียนอะไรแบบนี้ สุดท้ายก็เลยรีไทร์ รีไทร์ก็กลับไปอยู่บ้านแล้วก็มาเรียนที่ราม ตอนที่เรียน ปริญญาตรีที่รามก็คือเข้าไปทำงานที่คณะรัฐศาสตร์รามคำแหง เพราะว่าน้าสาวพาเข้าไป ไปฝึกงานกับตัวแกเอง 47


ก่อนเพราะแกเป็นรองคณะบดี เราก็เข้าไปฝึกงานกับแก ไปทำงานกับแกสัก 4-5เดือนแล้วเราก็ลาออกจากแกไปเรา ก็ไปทำงานข้างนอกเพราะว่าที่เรามันไม่ต้องเรียน อาจารย์ก็ไปทำงานประจำข้างนอก พอไปทำงานประจำข้างนอก เสร็จปั๊บพอดีกับที่คณะรัฐศาสตร์เขามีการประกาศจ้างงานอยู่ เราก็เลยได้เข้าไปอยู่ในคณะรัฐศาสตร์แล้วก็เรียน ปริญญาตรีไปด้วยแล้วก็ทำงานยาวจนมาถึงตอนนี้เลยครับ อาจารย์เคยสอนที่ไหนมาแล้วบ้าง? ถ้าพูดถึงเรื่องสอนสอนตอนที่อยู่ที่ราม อาจารย์อยู่ในสถานะของเจ้าหน้าที่นะครับ เจ้าหน้าที่ก็คือเป็นฝ่ายพล เรือนหรือฝ่ายสนับสนุน ในมหาวิทยาลัยเราต้องแยกออกเป็นสองสาย ก็คือสายก็คือสายวิชาการก็คืออาจารย์ สาย สนับสนุนก็คือเจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกัน อาจารย์จะมีหน้าที่สอน เจ้าหน้าที่มีหน้าที่สนับสนุนการเรียนการสอนของ อาจารย์ ตอนที่อาจารย์อยู่ที่รามคำแหง อาจารย์เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่หน่วยกิจการนักศึกษางานบริการนักศึกษาคณะ รัฐศาสตร์นะครับ งานที่เราทำก็คือเราก็ให้การสนับสนุนในเรื่องของการทำกิจกรรมทุกอย่าง ทุกประเภทของ นักศึกษาที่รามคำแหง ไม่ว่าจะเป็นโครงการกิจกรรมอบรม สัมมนา หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องของการเรียนการสอนให้ คำแนะนำเรื่องของการลงทะเบียนเรียน การลงทะเบียนรายวิชาแล้วก็รายละเอียดต่างๆในรายวิชาต่างๆ รวมถึงได้ ไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนเกี่ยวกับวิชารัฐศาสตร์ทั่วไปในหัวข้อในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และเผด็จการ เรื่องของระบบการปกครองครับ ก็มีเป็นอาจารย์พิเศษในตอนที่เรียนปริญญาเอกนะ เพราะอาจารย์เรียนปริญญา เอกก็ปีพ.ศ.2558 พอปีพ.ศ.2559 อาจารย์ก็ได้มาเป็นอาจารย์พิเศษ ไปเป็นอาจารย์พิเศษตามโครงการต่างๆของ แต่ก็ยังไม่ได้ลงเป็นอาจารย์เต็มตัวเหมือนตอนที่ไปเป็นอาจารย์ที่ราชภัฏนครราชสีมา ในช่วงที่สอนเป็นอย่างไรบ้าง? จริงๆในอาชีพนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปเรารู้สึกแฮปปี้(มีความสุข)มาก เราไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่เป็นอุปสรรค ต่อตัวเราเลย เพราะว่าอาจารย์มาอยู่ที่ราชภัฏนครราชสีมา คือเรามาสอนแล้วก็ดูแลในเรื่องของกิจกรรมนักศึกษา ด้วยนะครับ ซึ่งเรื่องในกิจกรรมนักศึกษาบอกเลยว่ามันไม่มีปัญหาสำหรับเราเลย เพราะว่าเราอยู่ในหน่วยงานที่มัน มีทักษะในหน่วยงานที่ใหญ่กว่ามาก่อน ก็คือเรารู้ที่อยู่ในรามคำแหง ซึ่งนักศึกษาที่รามคำแหงมีเป็นหมื่นคนต่อหนึ่ง ชั้นปีเฉพาะคณะรัฐศาสตร์นะ เราทำในเรื่องของกิจกรรมนักศึกษามาตลอดอยู่แล้ว อยู่กับนักศึกษามาตลอดอยู่แล้ว ซึ่งมาที่นี่เราก็มาดิวงาน(ติดต่อ เจรจา ประสานงาน)กับนักศึกษา ทำกิจกรรมกับนักศึกษาเหมือนเดิม นักศึกษาก็ลด ปริมาณลงๆเหลือประมาณสักสามร้อยคนมันก็ยิ่งเป็นงานที่สะดวกกับตัวเรา เป็นงานที่ง่ายสำหรับเรา สามารถทำ ได้เต็มที่แล้วก็เรื่องของการเรียนการสอนที่เข้าเข้าไปสอน คาบแรกๆก็มีตื่นเต้น ตื่นกับสถานที่บ้าง พูดผิดพูดถูกบ้าง นิดหน่อย น้องๆนักศึกษาเขาก็รู้อยู่ แต่ในเวลาที่เราสอนเราก็บอกกับนักศึกษาไปว่าเราออาจจะตื่นเต้นหน่อยพูดผิด พูดถูก หากมีข้อสงสัยในส่วนไหนสามารถสอบถามได้ คือเราไม่ได้ติดขัดในความที่แบบไม่ชอบหรือมีอุปสรรคอะไร 48


เราแฮปปี้(มีความสุข)มากตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาครับ จนถึงวันสุดท้ายของการทำงานเป็นอาจารย์ในราชภัฏ นครราชสีมา อาจารย์มีแนวทางการสอนแบบไหน ให้นักศึกษาเข้าใจ? คือจากประสบการณ์ของอาจารย์เองรวมถึงที่เราเคยเป็นนักศึกษามาด้วย เราจะมองเห็นอยู่อย่างหนึ่งว่า บางครั้งอาจารย์หลายๆท่านต่อให้ท่านมีความรู้เป็นระดับศาสตราจารย์ หรือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหานั้น โดยตรงนะครับ บางครั้งพอท่านมาสอนเราไม่เข้าใจ เราก็ได้แต่ไปนั่งพิจารณาว่าทำไมเราถึงไม่เข้าใจ ไปนั่งฟังเทป ย้อนหลังบ้างอะไรบ้าง เราถึงรู้ว่าบางครั้ง การที่ผู้สื่อสารสื่อสารออกมาในแนวทางของเชิงวิชาการที่มากจนเกินไป สำหรับนักศึกษาที่อาจจะยังไม่มีความรู้ในด้านวิชาการมากที่จะรับข้อมูลได้ นักศึกษาก็เหมือนเป็นฮาร์ดดิสก์เปล่า อันนึงที่ข้อมูลยังมีอยู่ไม่มากมาย แล้วอาจารย์ที่เป็นผู้สอนอัดเข้าไปแน่นเข้าไปเกินบางทีมันรับไม่ไหวนะครัล อาจารย์ก็เลยมีเทคนิคการสอนก็คือ เราจะใช้วิธีการที่ใช้การเทียบเคียง ใช้การพรรณนา การเปรียบเปย การ ยกตัวอย่างประกอบที่มันเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวของนักศึกษา สมมุติว่าเราจะยกตัวอย่างในเรื่องกรณีนี้ที่มันเป็นทฤษฎี เราก็จะจับประเด็นรอบตัวของนักศึกษา อาจจะเป็นเรื่องที่นักศึกษาเคยรู้และเข้าใจมาก่อน ซึ่งในก่อนที่จะสอน อาจารย์จะมีการทดสอบบทเรียนก่อนเรียนอยู่แล้ว เราก็จะได้รู้ว่านักศึกษามีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องที่เราจะ สอนมากน้อยแค่ไหน ถ้านักศึกษามีความรู้เรื่องที่เราจะสอนมากอยู่แล้วเราก็อาจจะลงเนื้อหาสำคัญๆได้เพิ่มมากขึ้น แต่ถ้านักศึกษามีความรู้ในด้านนี้ไม่มากเราก็ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป เริ่มแรกเราก็อาจจะใช้วิธีกรณียกตัวอย่าง หยิบอเวนเจอร์มาบ้าง หยิบเรื่องอะไรที่มันสนุกๆ ที่คิดว่าอยู่ในความสนใจของเด็กเอามาเป็นตัวละครตัวหนึ่งใน เรื่องที่เรากำลังจะเล่า แล้วก็จำลองเหตุการณ์ขึ้นมาให้นักศึกษาสามารถเข้าใจว่าในเรื่องที่อาจารย์กำลังสื่อมันเป็น แบบนี้นะ เราจะใช้วิธีการให้ภาพจำของนักศึกษามากกว่าไม่ได้ให้นักศึกษาไปท่องจำ อาจารย์ไม่เคยให้นักศึกษาไป ท่องจำเลยเพราะสำหรับอาจารย์ อาจารย์คิดว่าไม่มีประโยชน์ต่อให้มันเป็นทฤษฎีหรือเป็นอะไรที่สำคัญๆก็ตาม ไป ท่องจำบางคนอาจจะเข้าใจได้ หลายคนที่ไปท่องจำแล้วจำได้ แต่เอาจริงๆท่องจำไปมันก็เป็นแค่จำได้แต่ไม่รู้เรื่อง เราจำได้ว่าอ๋ออันนี้ต้องเป็นแบบนี้นะ แบบนู้นนะ หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองนะ สามบวกสามเท่ากับหกนะ แต่เราไม่ เข้าใจว่าเพราะอะไรถึงต้องเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นอาจารย์เลยพยายามที่จะป้อนอะไรที่มันเป็นรูปแบบของภาพ จำให้กับนักศึกษามากกว่าเพื่อที่นักศึกษาจะได้นำไปใช้การวิเคราะห์ด้วยตนเอง ไปพิจารณาตนเอง เพราะฉะนั้น นักศึกษาจะเข้าใจถึงกระบวนการทั้งหมดด้วยตัวเองครับ มันน่าจะง่ายกว่า 49


อาจารย์รู้สึกอย่างไรที่ไม่ได้สอนต่อแล้ว? ช่วงแรกๆที่ออกมา ก็คือไม่ใช่ช่วงแรกๆแต่ก็คือตั้งแต่รู้ว่าเราไม่ได้ต่อสัญญาเนาะ เราก็รู้สึกไม่โอเคอยู่แล้ว เพราะว่าหนึ่งเลยก็คือเราตั้งใจมาที่นี่ เราตั้งใจมาทำงานในตรงนี้ แล้วเราก็ทำได้เต็มที่ด้วย คะแนนประเมินผล ประเมินทุกอย่างก็สื่อออกมาชัดเจนว่าเราทำผลงานได้ดี แต่ทีนี้ด้วยความที่อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิดตามความ เป็นมาเป็นไปของมันนั่นแหละ เราก็ต้องยอมรับ ถ้าถามว่าคิดถึงมั้ยคิดถึงแน่นอน อาจารย์ก็ยังติดต่อกับพวกน้องๆ นักศึกษาอยู่เป็นประจำนะครับ ทั้งทางช่องทางFacebook Line หรือว่าบางคนก็แวะมาเยี่ยมเยือนอาจารย์บ้าง เรา ก็ยังอยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม ซึ่งการที่จะกลับไปทำงานในสายอาชีพนี้ก็คงต้องบอกว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะ กลับไปอยู่ในหน่วยงานเดิม เพราะว่ามันเคยมีข้อขัดแย้งกันมาแล้ว ถ้าเข้าไปอยู่เราอาจจะไม่สบายใจ ไม่สะดวกใจ คือกับผู้ร่วมงานนะไม่ใช่กับตัวนักศึกษา กับนักศึกษาเราไม่มีปัญหาเลยแม้แต่คนเดียว ไม่มีนักศึกษาคนไหนที่ อาจารย์ไม่ชอบเลย แต่กับเพื่อนร่วมงานแค่บางคน บางทีทำให้เราแบบรู้สึกว่าไม่สะดวกใจที่จะทำงานเพราะว่าบาง ทีจะทำงานก็ทำได้ไม่เต็มที่ แล้วก็เข้าไปก็คงจะไปมีแต่ปัญหา ทะเลาะกันเหมือนเดิม ก็เลยหางานที่อื่นมารอด้วยซึ่ง อยู่ในโคราชนี่แหละ ตอนนี้ชีวิตอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง? ถ้าถามว่ามีผลกระทบมากไหม มีผลกระทบมากนะ เพราะว่าตอนที่อาจารย์อยู่กรุงเทพ รายรับอาจารย์ต่อ เดือนอยู่ที่ประมาณ สามหมื่นกว่าถึงสี่หมื่นบาท แล้วก็อาจารย์ก็มีรายจ่ายที่คงตัวเยอะมาก ทั้งบ้าน คอนโด รถ อะไรต่างๆมากมายต่อเดือน ซึ่งรายรับกับรายจ่ายแทบจะพอดีกันอยู่แล้ว เรารับมาเท่านี้เราจ่ายออกเท่านี้ไปหมุน เพิ่มนิดหน่อยเราก็อยู่ได้ แต่พอตั้งแต่มาอยู่โคราชรายรับอาจารย์ลดลงไปประมาณเกือบครึ่ง แน่นอนว่ารายจ่ายคง ตัวรายรับลดลง มันก็เท่ากับว่าเราต้องแบกรับภาระนี้มาตลอดปีกว่าๆ มันก็เป็นภาระที่ดินพอกหางหมูเพิ่มพูนขึ้น เรื่อยๆ ยิ่งเป็นภาระหนี้สินภาระที่อยู่ในการจำนองหรือว่าการกู้ยืมกับระบบธนาคาร ดอกเบี้ยที่มันขึ้นเรื่อยๆถ้าเรา พักการชำระหนี้ไป หรือเราไปเข้ามาตรการผ่อนผัน ดอกเบี้ยมันก็จะยิ่งเพิ่ม ก็คือลำบากมาก แต่ว่าเราก็มีความสุขที่ เราได้มาสอนนักศึกษา เราก็หวังว่าครบหนึ่งปีเราอาจจะได้รับการต่อสัญญา ฐานเงินเดือนขึ้น แล้วก็มีรายรับที่เพิ่ม มากขึ้น แต่ว่าพอไม่ได้เป็นไปตามนั้นจากที่เราลำบากอยู่แล้ว พอเราไม่ได้ต่อสัญญาปั๊บ เรายิ่งดิ่ง คือกราฟชีวิต อาจารย์มันก็แปลกมากๆเลย ตอนช่วงที่เรียนปริญญาตรีเราก็เป็นวัยรุนคนหนึ่งที่อาจจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเรียน มากเท่าไหร่ การเรียนมันตกเพราะเราก็ติดเพื่อนด้วย พอเราตกลงไปปั๊บ สักพักนึงเรากลับตัวได้ประมาณเจ็ดถึง แปดปีได้ พอกลับตัวได้กราฟชีวิตเราพุ่งจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เราพุ่งเป็นแนวตั้งเลย พุ่งขึ้นสูงมาก จากในช่วงเรียนปริญญาตรีเราดิ่งลงเพื่อนแซงเราไปหมด แต่พอเรากลับตัวมาได้กลับกลายเป็นว่าเราแซงเพื่อนทุก คน พอกลับมาแซงเพื่อนทุกคนชีวิตเรากำลังจะดี ชีวิตกำลังจะไปได้สวยก็มาดิ่งลงอีกหลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่โคราช 50


Click to View FlipBook Version