ซึ่งดิ่งแบบจมดินเลย เพราะว่าพอไม่ได้ต่อสัญญาเงินเดือนประจำเราก็ไม่เหลือ ไม่มีรายรับเลย ได้รับเงินจาก ประกันสังคมที่เราทำไว้เดือนนึงได้แค่สี่พันแค่นั้นเอง สี่พันกับรายจ่ายสี่หมื่น มันได้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ อาจารย์ก็เลย มาขายลูกชิ้นเปิดร้านน้ำท่อม ถ้าถามว่ามันมีรายได้เพิ่มเข้ามาเป็นกอบเป็นกำมั้ย ตอบเลยว่าไม่ครับ มันจะมีแค่เงิน หมุนไปเป็นรายวัน หรือมีเงินเก็บสักพันสองพันพอที่จะเอาไปจ่ายภาระก้อนนี้ทีละนิดทีละหน่อย แต่ทั้งนี้ก็เป็นแค่ ส่วนเดียวที่จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของรายจ่ายที่เรามีด้วย เพราะฉะนั้นก็ยิ่งพอก อาจารย์เองก็ไม่รู้ว่าเราจะอยู่ในสถานะ แบบนี้ได้อีกถึงเมื่อไหร่ เพราะมันหนักมากจริงๆ แล้วอาจารย์คิดที่อยากจะกลับไปสอนหนังสืออยู่ไหม? กลับไปสอนแน่นอนครับ ถ้ามีโอกาสถ้ามีที่ใดเห็นความสำคัญของอาจารย์ อาจารย์ไปแน่นอน 51
วางโครงเรื่อง ชื่อเรื่อง ดร.พัฒนา สอดทรัพย์ อาจารย์ผู้ไม่ย่อท้อ จุดเน้นของเรื่อง กล่าวถึงชีวิตของอาจารย์ปาว จากความฝันวิศวะ สู่ อาจารย์หลักสูตรรัฐศาสตร์ กว่าจะได้มาเป็น อาจารย์นั้นต้องผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ฝันฝ่าอุปสรรคมากมาย แก่นเรื่อง ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคความลำบากของอาจารย์ปาว แม้จะมีปัญหาเข้ามา โครงเรื่อง 1.บทนำ แนะนำชีวิตของ ดร.พัฒนา สอดทรัพย์ ถึงความเป็นมาตั้งแต่เด็กว่าเป็นใคร มาจากไหน 2.เส้นทางสู่อาชีพ กล่าวถึงเส้นทางการมาเป็นอาจารย์ นั้นอาจารย์ปาวต้องผ่านอะไรมาบ้าง เรียนสายไหน และมี จุดเริ่มต้นในการเป็นอาจารย์อย่างไร 3.ความสุขในการทำงาน เรื่องราว แนวคิดในการสอนของอาจารย์ปาว ว่ามีแนวทางในการสอนนักศึกษาอย่างไร การสอนเป็นอย่างไรบ้าง 4.อุปสรรคในชีวิต จุดเปลี่ยนที่ทำให้ไม่ได้เป็นอาจารย์ต่อแล้วต้องหางานอื่นทำ 5.ก้าวเดินต่อไป จบเรื่อง : ถึงแม้ตอนนี้จะยังว่างงานจากการสอนอยู่แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะเลิกเป็นอาจารย์ หากมี โอกาสที่ดีก็ต้องคว้าเอาไว้แล้วไปต่อ 52
บทนำ ดร.พัฒนา สอดทรัพย์ หรือ อาจารย์ปาว จากเด็กบุรีรัมย์โดยกำเนิด พ่อเป็นคนบุรีรัมย์ แม่เป็นคนโคราช ที่เติบโตมาด้วยความฝันในวัยเด็ก ตอนเด็กเราทุกคนก็จะมีความฝันที่อยากทำอาชีพนั้น อาชีพนี้ เป็นหมอ เป็น พยาบาล เป็นตำรวจ เป็นทหาร เป็นครู ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน อาจารย์ปาวเองก็มีความฝันในวัยเด็ก ว่าอยากเป็นวิศวกร แต่เนื่องด้วยส่วนตัวเป็นคนไม่ถนัดเรื่องของวิชา ในสาขาวิทยาศาสตร์ ฟิสิก เคมี ชีวะ หรือ คณิตศาสตร์ การคำนวณเลยจึงไม่ได้เลือกเรียนในคณะที่ตัวเองนั้นไฝ่ฝัน แต่นั้นก็ทำให้อาจารย์ปาวนั้นได้เลือกเรียนในสายนิเทศศาสตร์ ก่อนหน้านั้นได้ศึกษาหอการค้า แต่การ เรียนก็ค่อยดีนัก ด้วยความที่มีเพื่อนเยอะ ติดเพื่อนมากไป ทำให้การเรียนไม่ค่อยดี สุดท้ายจึงโดนรีไทร์ ออกมาอยู่ บ้าน หลังจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่อาจารย์ปาวนั้นเลือกที่จะเรียนในสาขารัฐศาสตร์ จึงได้ไปเรียนปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นโอกาสได้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เพราะเนื่องจากน้าสาว ที่เป็นรองคณะบดีคณะ รัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้พาเข้าไปฝึกงาน แต่หลังจากนั้น 4-5 ก็ออกมาทำงานประจำข้างนอก ช่วงหนึ่ง พอดีคณะรัฐศาสตร์มหาวิยาลัยรามคำแหงประกาศจ้างงานจึงได้เข้าไปทำงานรวมถึงเรียนไปด้วยนั้นเอง โดยส่วนตัว อาจารย์นั้นคิดว่าวิชารัฐศาสตร์นั้นไม่ยากเพราะเนื่องจากเป็นวิชาที่ใช้ทักษะในการวิเคราะห์ เท่านั้นไม่ต้องไปคิดคำนวณแบบคณิตศาสตร์ เชิงสมการอะไรแบบนั้น จึงเรียนจบ ปริญญาตรีจบก็ต่อ ปริญญาโท ซึ่งเนื้อหาทฤษฎีที่เรียนก็จะลึกขึ้นไปอีก และยากที่สุดตอนปริญญาเอกคือการทำวิจัยแต่นั้นก็ทำให้อาจารย์ปาว จบ ปริญญาเอก จบปริญญาเอกการเมืองการปกครองที่มหาวิทยารามคำแหงเป็นที่เรียบร้อย เส้นทางสู่อาชีพ ดังที่กล่าวไปในบทที่แล้วเห็นได้ว่าจากความฝันที่อยากเป็นวิศวกร สู่การเรียนในสาขาที่ตนถนัดคือ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ที่เป็นสาขาที่ว่าด้วยการเรียนเกี่ยวกับการเมืองการปกครองนั้น ทำให้อาจารย์ปาว ได้เข้า ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยจนจบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งการทำงานในคณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น ก็ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของคณะ โดย ในมหาวิทยาลัยนั้นจะแบ่งเจ้าหน้าที่เป็น 2 สาย ก็คือสายวิชาการและสายสนับสนุน สายวิชาการจะเป็นสายที่ใช้ 53
ความรู้ด้านวิชาการ อย่างเช่นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นต้น ส่วนสายสนันสนุนนั้นก็คือเจ้าหน้าที่ที่ทำงานร่วมกัน อาจารย์ที่สอนก็มีหน้าที่สอนส่วนเจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่สนับสนุนการสอนของอาจารย์ อาจารย์ปาวจึงได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในคณะรัฐศาสตร์ ในหน่วยกิจการนักศึกษา งานบริการนักศึกษา โดยงานของนี้ เป็นงานที่ให้การสนับสนุนในเรื่องของกิจกรรมทุกอย่าง ทั้งการอบรม สัมมนา การแนะนำการเรียน การสอน การลงทะเบียนเรียนก็จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในฝ่ายนี้นั้นเอง จากการที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ชีวิตก็พลิกผันความฝันที่เคยอยากเป็นวิศวกรก็ได้เปลี่ยนไป พอเริ่มโต ขึ้นได้เข้าสังคม เข้าทำงาน อาจารย์ปาวจึงได้พบแล้วว่าความฝันตอนนี้ก็การเป็นอาจารย์ โดยอาจารย์ให้สัมภาษณ์ ว่า ความฝันของคนเรานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อโตขึ้น ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย ผ่านการใช้ชีวิต ความคิด ก็เปลี่ยนเมื่อโตขึ้น จากที่ตอนแรกตั้งเป้าหมายไว้อย่างนึง พอใช้ชีวิตไปสักพักความฝันของเราก็ เปลี่ยนแปลงได้ เส้นทางในการเข้าสู่สายอาชีพนี้จึงได้เริ่มขึ้นที่ละนิด เริ่มจากการที่อาจารย์ปาวนั้นได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหงในคณะรัฐศาสตร์นั้นก็ได้เรียนในสาขาวิชานี้ไปด้วย จากนั้นก็ค่อยๆได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษ ที่สอนเกี่ยวกับวิชารัฐศาสตร์ทั่วไปในเรื่องของ รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และเผด็จการเรื่องการเมืองการปกครอง แต่การสอนของอาจารย์ปาวในแรกเริ่มนั้นก็เป็นการสอนควบคู่ไปกับการเรียนปริญญาเอก จึงได้ไปสอน ตามโครงการต่าง ๆ แต่ยังไม่ได้เป็นอาจารย์เต็มตัว นี่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางในการเป็นอาจารย์ของ อาจารย์ปาวนั้นเอง ชีวิตในสายงาน หลังจากจุดเริ่มต้นสู่การเป็นอาจารย์อย่างเต็มตัวในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ทำให้ ดร.พัฒนา สอดทรัพย์ ได้เข้ามาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งต่างจากการเป็นอาจารย์พิเศษที่สอนบรรยาย ตามโครงการต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยอาจารย์ปาวได้มีความฝันที่จะเป็นอาจารย์แล้วนั้น อาจารย์ปาวจึงมีความสุขในสายอาชีพที่เลือก เพราะการทำงานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมานี้ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคเลย จากการทำงานที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้นในเรื่องกิจกรรมนักศึกษาจึงไม่เป็นปัญหาเลย เนื่องจากมีประสบการณ์และทักษะจาก 54
องค์กรใหญ่ ๆ มาแล้ว จากที่อยู่รามคำแหงนักศึกษามีจำนวนที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด และ อาจารย์ปาวก็ทำ หน้าที่ในเรื่องของกิจกรรมนักศึกษามาตลอดอยู่กับนักศึกษาตลอดอยู่แล้ว พอมาเป็นอาจารย์ที่ราชภัฏนครราชสีมานอกจากจะสอนแล้วยังคงสามารถเป็นคนประสานงานกับ นักศึกษา ทำกิจกรรมกับนักศึกษาเหมือนเดิม นักศึกษาก็มีปริมาณที่ลดลง จึงไม่มีปัญหาในการทำงาน จึงทำงานได้ อย่างเต็มที่ รวมถึงการสอนก็ได้สอนนักศึกษา อาจจะมีตื่นเต้น ไม่ชินกับสถานที่บ้างในช่วงแรก แต่ก็สามารถ ปรับตัวได้ไม่นาน ในการสอนของอาจารย์ปาวนั้น จากการที่ได้เรียนรู้กับอาจารย์ท่านอื่น ๆ ก็มีมุมมองในด้านของนักศึกษา จากประสบการที่ได้มา แล้วนำมาปรับใช้กับการสอนของตัวเอง โดยอาจารย์มองว่าบางครั้งอาจารย์หลายท่านที่มี ความรู้เป็นระดับศาสตราจารย์นั้น บางคนก็ไม่สามารถสื่อออกมาให้นักศึกษาเข้าใจได้ ซึ่งพอพิจารณาแล้วจึงมี ความเห็นว่าการที่ผู้สอนสอนไม่เข้าใจเกิดจาก การที่ผู้สอน นั้นสื่อสารออกมาในเชิงวิชาการมากเกินไปนั้นเอง อาจารย์ปาวจึงมีรูปแบบการสอนที่เป็นการบรรยาย พรรณนา ยกตัวอย่างให้นักศึกษาเห็นภาพ ซึ่งก็ถือ เป็นวิธีที่สามารถทำให้นักศึกษาสามารถมองภาพตามและเข้าถึงได้ในสิ่งที่เราจะสื่อ ใช้วิธีให้ภาพจำกับนักศึกษา ดีกว่าการให้นักศึกษาท่องจำ พอนักศึกษาเข้าใจกระบวนการแล้วก็ จะสามารถวิเคราะห์ พิจารณาได้ด้วยตนเอง อุปสรรคของชีวิต การทำงานบ้างก็ต้องมีอุปสรรคเป็นธรรมดา ในทุกสายอาชีพ ย่อมสามารถเกิดปัญหากันองค์กรได้ทั้งสิ้น สิ่งนี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้อาจารย์ปาวไม่ได้ต่อสัญญาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เพื่อนร่วมงานเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขในการทำงานได้ไม่มากก็น้อย การที่มีความ ขัดแย้งกันภายในย่อมทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างไม่ราบรื่น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนสถานที่ทำงาน นั้นเอง กรณีของอาจารย์ปาวนั้นเคยเกิดปัญหาขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานบางคนในมหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงทำให้ ต้องหางานใหม่ ที่ทำงานใหม่ และในที่สุดก็ได้มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ด้วยความตั้งใจที่ เต็มเปี่ยม แต่เวลาผ่านไปก็เริ่มรู้สึกไม่โอเค ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นภายใน ทำให้อาจารย์ปาวนั้นไม่ได้รับการต่อสัญญา เป็นอาจารย์ หากจะกลับไปทำงานที่เดิมก็เป็นไปได้ยากเพราะเนื่องจากเคยมีข้อขัดแย้งกัน กับผู้ร่วมงาน 55
ด้วยสิ่งต่าง ๆที่มันออกมาดี ผลประเมินก็ดี ทำงานอย่างเต็มที่แต่ในท้ายที่สุด อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิดตาม ความเป็นไปเป็นมาของมัน ท้ายที่สุดแล้ว อาจารย์ปาวจึงไม่ได้เป็นอาจารย์สอนต่อในมหาวิทยาลัยราชภัฏ นครราชสีมา ซึ่งมีผลกระทบเป็นอย่างมากสำหรับอาจารย์ปาว เนื่องจากภาระที่แบกรับนั้นก็มากพอสมควร ในช่วง ก่อนที่ทำงานอยู่กรุงเทพ มีรายได้อยู่ประมาณนึงซึ่ง แต่รายจ่ายเองก็มีปริมาณที่พอๆกัน พอมาอยู่ที่โคราชปรากฏ ว่ารายรับนั้นลดลงไปเกือบครึ่ง แต่รายจ่ายยังเท่าเดิม จึงทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก ต้องกู้ หนี้ยืมสิน ดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรียกได้ว่าลำบากเป็นอย่างมาก ถึงจุดที่ดิ่งลงที่สุดก็ว่าได้ ถามว่าอาจารย์นั้นมีความสุขมั้ย คำตอบคือ มีความสุขที่ได้มาสอนนักศึกษาและหวังว่างานที่นี้จะเป็นงาน ที่มั่นคงอยู่ยาว หวังครบ 1 ปี จะได้ต่อสัญญา ทำให้มีฐานเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้น มีรายรับที่มากขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ เป็นดั่งที่หวังไว้ จากที่ลำบากอยู่แล้วก็ ยิ่งดิ่งลงไปอีก หากเป็นกราฟคงจะเป็นกราฟที่ดิ่งลงเลยก็ว่าได้ อุปสรรคนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอาจารย์ปาวที่ทำให้อาจารย์ปาวนั้นจะต้องหาทำงาน หารายได้ เนื่องจากเงินเดือนประจำก็ไม่มี ไม่มีรายรับเข้ามา แต่ด้วยรายจ่ายที่ต้องจ่ายไปต่อเดือนค่อนข่างมาก จึงต้องหางาน เสริมทำนั้นเอง ก้าวต่อไป ด้วยสถานการณ์แบบนี้จึงทำให้อาจารย์ปาวนั้นต้อง หางานทำ หายได้เสริม ประกอบกับการรองานใหม่ จึงได้มาเปิดร้านลูกชิ้น เปิดร้าน น้ำท่อม ทำงานเป็นรายได้เพิ่มก็คือมาอยู่กับน้องๆอยู่กับ เพื่อนๆ น้องที่เป็นลูกศิษย์ ชวนมา มาขายลูกชิ้นเปิดร้านน้ำท่อม หารายได้ไป หารายได้พิเศษไปก่อนในช่วงนี้ในช่วง ที่ว่างงานไปก่อน ถามว่า รายได้ดีเท่ากับเป็นอาจารย์มั้ย ก็ตอบได้เลยว่าไม่ แต่ก็สามารถพอจะเป็นเงินหมุนไปรายวันได้เท่านั้น และจ่าย ภาระหนี้เพียงเท่านั้น เห็นได้ว่าชีวิตของอาจารย์ปาวจึงในตอนนี้จึงเต็มไปด้วยความลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นอาจารย์ปาวก็ยังคงไม่ ยอมแพ้ ตั้งใจทำมาหากิน และ ขยันที่จะทำงานหารายได้อยู่ แม้จะไม่ได้สอนในตอนนี้ ก็ยังไม่คิดที่จะเลิกสอนเพราะตอนนี้นั้นเป็นความฝันของตัวเองที่จะเป็นอาจารย์ นั้นยังคงอยู่ อาจารย์ปาวยังคงอยากที่จะสอนนักศึกษาเหมือนเดิม ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่นี้เมื่อมีโอกาส เชื่อว่าอาจารย์ปาวจะต้องได้กลับไปเป็นอาจารย์อีกครั้งอย่าง แน่นอน 56
เทปสัมภาษณ์จ่าสิบเอกณัชพงษ์ หงษ์ทอง สวัสดีค่ะพี่ พี่ดูแต่งตัวเท่ห์มากๆเลย ขอบคุณคับ พี่ชอบชุดพี่ตอนนี้เหมือนกัน เล่าเรื่องของพี่ให้ฟังหน่อยค่ะ สวัสดีคับ พี่ชื่อนายณัชพงษ์ หงส์ทอง เกิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2530 อายุ 32 ปี ชื่อเล่นชื่อ ปอนด์คับ นิสัยใจคอเป็นคนเข้มๆ แต่หัวเราะเก่ง งานอดิเรกยามว่าง อ่านหนังสือ ชอบออก าลังกาย ชอบทาน ผัก รักษาสุขภาพ พี่ไม่ทานพวกหมูที่มันเยอะเลย หมูกระทะ ชาบู กินไม่เป็น ชอบกินสลัดผัก สลัดอกไก่ เหล้า พี่ไม่เคยกิน บุหรี่พี่ก็ไม่สูบนะ พี่ไม่ชอบ เรารู้อยู่ว่ามันไม่ดี ไม่รู้จะท าไปเพื่ออะไร ชีวิตพี่ก็ประมาณนี้แหละ อยู่ แค่กับงานครอบครัว ไม่มีเพื่อนฝูง มีแค่ลูกน้องที่อยู่ในค่าย เป็นคนที่ไหนคะ พ่อพี่เป็นคนสระแก้ว แม่พี่เป็นคนสุรินทร์ จริงๆ พี่เกิดที่จังหวัดกาญจนบุรีนะ พออายุ 4 ขวบ พ่อแม่ ก็ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี พอ 8 ขวบก็ย้ายอีก มาอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว อรัญประเทศ ยังไม่จบแค่นี้ พ่อกับ แม่ ย้ายมาอยู่ที่โคราชอีก แล้วอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี่แหละ เป็นคนที่โคราชนี่แหละ เพราะอยู่นานสุด เล่าเรื่องของพี่ให้ฟังหน่อยว่าท าไมถึงได้มาเป็นทหารคะ จริงๆ พี่ไม่ได้อยากเป็นทหารเลย พี่ไม่เคยมีความฝันว่าพี่ต้องเป็นวิศว เป็นหมอ เป็นครู หรือแม้กระทั่ง เป็นทหาร พี่คิดว่าพี่เป็นอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่ที่เวลาและโอกาสที่โชคชะตาจะพาพี่ไป พี่เป็นอะไรก็ได้ ที่ได้เงิน ทหาร เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ถึงเงินเดือนจะน้อย แต่มีความมั่นคงและสวัสดิการอื่น ๆทดแทน เช่น ค่า รักษาพยาบาลฟรี ทั้งพ่อแม่บุตรภรรยา มีความอดทน เสียสละ ตั้งแต่สมัยประถมพี่เรียนที่โรงเรียนสวนหม่อน ในโคราชแหละ พี่เหมือนเด็กปกติทั่วไปเลย กินเล่นนอน ตามประสาวัยเด็ก แต่พอขึ้นมามัธยมต้น พี่สอบติดที่ โรงเรียนราชสีมาอยู่นอกตัวเมืองโคราช ช่วงประมาณ ม.2 มีเปิดรับสมัครโรงเรียนเตรียมทหาร ก็เลยลองไป สอบดู ครั้งแรกก็ไม่ติด เพราะไม่ได้อ่านหนังสือเลย เลยกลับมาตั้งใจเรียนเหมือนเดิม จนจบ ม.6 ไม่รู้จะเรียนต่ออะไรเพราะรู้สึกไม่ชอบอะไรเลย ไม่รู้จะไปต่อทางไหน จนมีรุ่นพี่ที่เคยจบ จากราชสีมาไป มาแนะแนวที่โรงเรียน ว่ามีโรงเรียนนายสิบทหารบก จ่าอากาศ แล้วก็ชุมพลทหารเรือ พี่สนใจ พี่ก็เลยเริ่มอ่านหนังสือไปสอบ วันที่ไปสอบตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นจนจะอ้วก พอสอบเสร็จก็โล่งเพราะกดดันมาก ตอนสอบ พอผลออกมาก็ติดทั้งสามเหล่าทัพเลย แต่ก็ตัดสินใจเลือกทหารบก พ่อแม่ดีใจมาก และนี่คือ จุดเริ่มต้นอย่างแท้จริง 57
พอสอบติดก็ไปเรียนที่ปราณบุรีศูนย์การทหารราบ เรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ประจวบคีรีขันธ์ เรียนหก เดือน อีหกเดือนมาเรียนที่โรงเรียนเหล่าปืนใหญ่ที่ลพบุรี เรียนจบปี 55 ก็บรรจุปี56 ที่โคราช ได้ยศสิบตรี ท างานแปดเดือนก็ติดสิบโท อีกแปดเดือนก็มาเป็นสิบเอกตามล าดับ คือขั้นสุดของปะทวน ตอนนี้ก็เป็นหัวหน้า เขา ช่วงปี 57 ก็ไปเทสหลักสูตรหน่วยรบพิเศษได้ คือการรบแบบจู่โจมของโรงเรียนทหารม้า ของจังหวัดสระบุรี ประมาณสามเดือน ตอนไปฝึกก็มีความกดดันมากๆ มันจะแบ่งทั้งหมดเป็นห้าภาค ภาคที่ตั้ง ภาคป่าเล็ก ภาค ป่าใหญ่ ภาคทะเล แล้วก็ภาคป่าที่ลุ่ม ครูฝึกค่อนข้างโหด เข้าไปรับน้องวันแรกก็มีคนตายแล้ว พี่ถอดใจมาก พูด กับตัวเองว่าจะพอหรือไปต่อดี สุดท้ายก็ฮึ้บสู้ขึ้นมา ถามตัวเองเลยว่า “ท าไมต้องมาล าบากขนาดนี้วะ อยู่ หน่วยสบายๆ ก็ดีอยู่แล้ว” มีความกดดันอะไรบ้างไหมในค่าย มันก็มีบ้างเป็นบางช่วง เพราะถ้าเวลาที่ไม่มีช่วงฝึกมันก็จะสบาย แต่ถ้าเป็นช่วงฝึกก็ต้องระมัดระวัง เป็นพิเศษโดนตัวแตะเนื้อต้องตัวก็ยากแล้ว อย่างมากท าได้แค่อบรมหรือนั่งคุย ด่า แต่ด่าไม่ถึงขั้นบุพการี หรือบลูลี่หยอกล้อไม่ได้เพราะทุกวันนี้ก็ต้องระวัง แต่พี่ก็เคยกดดันจากทหารชั้นผู้ใหญ่เหมือนกัน เพราฉะนั้น จึงเข้าใจความรู้สึกดี ท าไมต้องเป็นทหารบก ท าไมถึงไม่เป็นทหารเรือ หรือทหารอากาศไปเลยล่ะ? ไม่รู้สิตอนนั้นพี่คิดแค่ว่าอยู่ใกล้ๆครอบครัวน่าจะดีพี่อยากอยู่ที่โคราชด้วยแหละ เพราะพี่ใช้ชีวิตที่นี่มา นานแล้ว แล้วอีกอย่างทหารอากาศมีแค่กองบิน 1 ที่โคราชเขาว่ากันว่าจะย้ายมาบรรจุได้ต้องใช้เส้นมากๆ ส่วนทหารเรือ ที่โคราชก็ไม่มีอยู่แล้ว พี่เลือกอยู่ที่โคราชเพราะอะไร ที่บ้านพี่มีพ่อแม่ น้องสาว ครอบครัวพี่มีแค่นี้ ถ้าพี่ไปบรรจุที่อื่น หรือเรียนเหล่าทัพอื่น พี่ไม่โอเค เพราะ พี่อยากอยู่ใกล้ๆครอบครัวของพี่ เพราะในหนึ่งวันครอบครัวพี่มีกฎว่า ต้องได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน อย่างน้อยหนึ่งมื้อต่อวัน ส่วนมากจะเป็นมื้อเย็นสะมากกว่า พี่ถึงอยากอยู่ที่โคราช พ่อหรือแม่เคยกดดันเรื่องเรียนต่อบ้างไหมคะ ไม่เลย พ่อแม่พี่ไม่เคยบังคับอะไรพี่เลย เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว พี่อยากจะเป็นอะไร หรืออยากจะ เรียนต่ออะไร เขาไม่เคยมาบังคับอะไรเลย นี่เป็นอีกอย่างที่ท าให้พี่รู้สึกว่าครอบครัวของพี่มันอบอุ่นมากๆ 58
มีความรู้สึกยังไงบ้างกับอาชีพที่ท าอยู่ตอนนี้ ไม่ได้รู้สึกว่าชอบมาก แค่คิดว่าไม่อยากเรียนมหาลัยเพื่อให้พ่อแม่ต้องล าบาก ขายนาขายไร่ขายวัวมา ส่งพี่เรียนหนังสือกว่าจะจบคงหมดไปเยอะ พี่เลยเลือกที่ประหยัดที่สุด ไม่ต้องหาที่ท างานยาก พอมาบรรจุแล้ว ท างานจริงๆ ไม่ต้องไปวิ่งหางานที่อื่น ไม่ชอบอะไรที่หน้าเบื่อจ าเจ ทหารคืออาชีพที่โคตรสบายเลยนะ ถ้าไม่ได้ ฝึก ท างานเก้าโมงเช้า ไม่มีอะไรท าก็นอนเล่นผ่านไปวันๆ ไม่ได้รู้สึกว่าหน้าเบื่ออะไร พี่ภูมิใจมากๆเลยใช่ไหมกว่าพี่จะมาถึงวันนี้ ภูมิใจ แต่ภูมิในความรู้สึกและความคิดพี่นะ ภูมิใจที่พี่มองคนอื่นในมุมบวก มองตัวเองในมุมบวก ภูมิใจกับตัวเองมาก พี่มีบ้าน มีรถ มีครอบครัว แต่พี่คิดว่าพี่ยังไม่ประสบความส าเร็จมากขนาดนั้น พี่ประสบ ความส าเร็จในชีวิต แต่หน้าที่การงานพี่ยังไปได้อีก พี่เรียน รปศ. จบจากราชภัฏนครราชสีมา จบตอน พ.ศ. 2557 แล้วไปต่อที่นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง พี่มีปริญญา 2 ใบ แต่พี่ไม่ได้เอาไปใช้อะไรเลย อยาก ไปสอบนายร้อย ตอนนี้ก าลังอ่านหนังสือเตรียมตัวไปสอบ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ปัจจุบันไม่ได้รับราชการเป็น ทหารอย่างเดียวนะ พี่ไปรับงานข้างนอกด้วย เป็นการ์ดที่ร้านเหล้า มันว่างไง เลิกงานมาก็ไม่มีอะไรท า เลยมา หางานเสริมไปด้วย เพราะพี่ไม่ชอบอยู่เฉยๆ ว่างๆวันไหนหยุดก็ไปหาที่นั่งอ่านหนังสือ แสวงหาความรู้ใส่ตัวไว้ บ้าง ไม่อยากให้เวลาที่ว่างๆเปล่าประโยชน์ เกิดมาทั้งที อยากเป็นคนที่ดีให้ได้ แสดงว่าพี่ไม่ได้ชอบอาชีพนี้มากขนาดนั้น ไม่ได้ชอบ แต่ก็ไม่ถึงขั้นไม่ชอบอะไรเลย มันเป็นจังหวะชีวิตที่เหมาะด้วยแหละ แล้วก็มีโอกาสด้วย อยากจะใช้ชีวิตเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไปแต่ไม่หวังสูงจนท าให้ตัวเองต้องกดดันขนาดนั้น มันเป็นอาชีพที่โคตร สบายมาก มีความมั่นคง หาเงินได้ เลี้ยงครอบครัวเพียงพอ เป็นอาชีพที่เสียสละเพื่อบ้านเมือง ให้เกิดความ สงบเรียบร้อย ไม่ให้ผู้ได้มารุกรานชาติบ้านเมือง ไม่ได้อยากมีความฝันที่มันสูงเกินไป หรือมันเดือดร้อนใคร ไม่ อยากมีหนี้สิน ไม่เครียด ถึงมันจะไม่ใช่อาชีพที่ร่ ารวยมาก แต่มันคืออาชีพที่ดีส าหรับพี่แล้ว ความส าเร็จของพี่คืออะไรตอนนี้ พี่เคยคิดว่า ถ้าวันหนึ่งมีใครสักคนมาถามหาคนที่นามสกุลว่า หงษ์ทอง พี่อยากจะให้เขารู้เลยว่า นี้คือ จ่าสิบเอกณัชพงษ์ หงษ์ทอง พี่อยากให้นาสกุลของพี่ ไปที่ไหนใครก็รู้จัก ใครถามหาก็รู้จักว่านี้คือพี่ ตอนนี้พี่เป็นแบบนั้นไปแล้ว พี่มีชีวิตที่เรียบง่ายธรรมดาที่ดูพิเศษมาก พี่มีลูกน้อง พี่มีครอบครัว พี่บ้าน มีรถ มี ปริญญาสองใบ ถึงมันจะไม่ได้เอาไปใช้อะไรเลย แต่มันคือความส าเร็จของพี่ ที่พี่พยายามที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ ตลอด มีทุกๆอย่างได้จากอาชีพที่พี่เป็น ถึงมันจะไม่ใช่สิ่งที่อยากเป็นก็ตาม แต่มันท าให้พี่มีชีวิตที่พี่ต้องการ จริงๆ ทุกวันนี้พี่ไม่ต้องเครียดอะไรเลย พี่มีความสุขกับชีวิตพี่ตอนนี้มาก พี่อยากท าอะไรพี่ก็ท า ไม่ต้องมาคอย 59
กดดันจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่ต้องเครียดกังวลกับอะไรเลย ครอบครัวดี ที่ท างานดี และตอนนี้ พี่มีคุณภาพ ชีวิตที่โคตรดี 60
วางโครงเรื่อง ชื่อเรื่อง : ฝันที่ไม่ไกลเกินไป จุดเน้นของเรื่อง : ไม่ได้มีความฝันที่อยากจะเป็นอะไรเลย เป็นอะไรก็ได้ แค่มีคุณภาพชีวิตที่ดี แก่นเรื่อง : ชีวิตของจ่าสิบเอกณัชพงษ์หงษ์ทอง ที่ใช้ชีวิตเรื่อยๆ ตามเวลาของมัน หาโอกาสเวลาที่เมาะสม เก็บเกี่ยวประสบการณ์ โครงเรื่อง 1. บทน า : แนะน าชีวิตของจ่าสิบเอกณัชพงษ์ หงษ์ทอง เรื่องราวความฝันกับอาชีพที่อยากเป็น 2. เส้นทางของการมาเป็นทหาร (ก่อนที่จะมาเป็นทหารที่มียศจ่าสิบเอก เขาท าอะไรมาบ้าง) 3. ความรู้สึก (ความรู้สึกกับอาชีพที่เป็นอยู่) 4. ความภาคภูมิใจ (ความภาคภูมิใจกับสิ่งที่ได้จากการรับราชการ) 5. ความส าเร็จที่แท้จริง (ความส าเร็จที่ต้องการคือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี) 61
เขียนเป็นสารคดีชีวประวัติ ฝันที่ไม่ไกลเกินไป “ฝันที่ไม่ไกลเกินไป” คงไม่ได้เป็นค ากล่าวที่เกินเลยไป เพราะในชีวิตของเราทุกคนย่อมมีความฝันมีสิ่ง ที่อยากจะได้อยากจะท าให้ส าเร็จซักครั้งหนึ่งในชีวิตกันทุกคน และความฝันนั้นเองที่จะเป็นตัวผลักดันให้ คนเราสามารถด าเนินชีวิตไปถึงจุดหมายปลายทางได้ จ่าสิบเอกณัชพงษ์ หงษ์ทอง เป็นชายที่มีอารมณ์ขันตลอดเวลา เขาไม่ได้มีรูปร่างตัวใหญ่ ชอบแต่งตัว แบบชุดล ารองทหาร ใส่กางเกงยืน กับเสื้อยืดสีด า เป็นคนรักสุขภาพมากๆ เขาไม่ทานอาหารที่วัยรุ่นชอบทาน กันเลย เป็นคนที่สีหน้าเข้ม แต่พูดจาอ่อนน้อมมากๆ จะว่าเป็นคนนิสัยผู้หญิงก็ว่าได้ “นิสัยใจคอพี่เป็นคนเข้มๆ แต่หัวเราะเก่ง งานอดิเรกยามว่าง อ่านหนังสือ ชอบออก าลังกาย ชอบ ทานผัก รักษาสุขภาพ พี่ไม่ทานพวกหมูที่มันเยอะเลย หมูกระทะชาบู กินไม่เป็น ชอบกินสลัดผัก สลัดอกไก่” จ่าสิบเอกณัชพงษ์กล่าวถึงนิสัยส่วนตัว อาหารการกินในแต่ละวัน นอกจากลักษณะนิสัย เป็นคนดูเข้มแข็ง อดทน อ่อนน้อม แต่เขาไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อ แม่เลย การอยู่การกิน จะไม่ค่อยเหมือนวัยรุ่นทั่วไปแล้ว การใช้ชีวิต ในวัย 32 ปี ยิ่งสันโดษสุดๆ มีเวลาให้แค่ กับงาน ครอบครัว ไม่เคยอยากพาตัวเองไปเที่ยวที่ไหนเลย ชอบอยู่แบบนั้น ชีวิตวนเวียนแบบนั้นตั้งแต่บรรจุได้ เป็นข้าราชการทหารแล้ว เขายอมท างานหนักยอมที่จะท าอะไรก็ได้ที่ได้เงิน เหมือนกับที่เขาพูดว่า “จริงๆ พี่ไม่ได้อยากเป็นทหารเลย พี่ไม่เคยมีความฝันว่าพี่ต้องเป็นวิศว เป็นหมอ เป็นครู หรือ แม้กระทั่งเป็นทหาร พี่คิดว่าพี่เป็นอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่ที่เวลาและโอกาสที่โชคชะตาจะพาพี่ไป พี่เป็นอะไรก็ได้ ที่ได้ เงิน” เส้นทางของการมาเป็นทหาร ถ้าถามว่าอาชีพทหารมันดีอย่างไร เขาตอบว่า ทหารเป็นอาชีพที่มีเกียรติ รายได้น้อยแต่มีความมั่นคง และสวัสดิการอื่นๆ ทดแทน เช่น ค่ารักษาพยาบาลฟรี ทั้งพ่อแม่บุตรภรรยา มีความอดทน เสียสละและมี สุขภาพแข็งแรงเนื่องจากเป็นอาชีพที่จะต้องมีความจ าเป็นในการใช้ ก าลังในการฝึกศึกษาเพื่อให้มีความพร้อม ในการสู้รบกับอริราชศัตรูของแผ่นดิน เมื่อเกิดศึกสงคราม “ตั้งแต่สมัยประถมพี่เรียนที่โรงเรียนสวนหม่อนในโคราชแหละ พี่เหมือนเด็กปกติทั่วไปเลย กินเล่น นอน ตามประสาวัยเด็ก แต่พอขึ้นมามัธยมต้น พี่สอบติดที่โรงเรียนราชสีมาอยู่นอกตัวเมืองโคราช ช่วงประมาณ ม.2 มีเปิดรับสมัครโรงเรียนเตรียมทหาร ก็เลยลองไปสอบดู ครั้งแรกก็ไม่ติด เพราะไม่ได้อ่านหนังสือเลย เลย กลับมาตั้งใจเรียนเหมือนเดิม” 62
เขายังพูดต่ออีกว่า “เรียนจนจบ ม.6 ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนต่ออะไร เพราะชีวิตเหมือนไม่เป้าหมาย อะไรเลย ไม่รู้จะไปต่อทางไหน จนมีรุ่นพี่ที่เคยจบจากราชสีมาไป มาแนะแนวที่โรงเรียน ว่ามีโรงเรียนนายสิบ ทหารบก จ่าอากาศ แล้วก็ชุมพลทหารเรือ” นั้นคงเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหาร หลังจากที่มีรุ่นพี่มาแนะแนวที่โรงเรียน ก็ท าให้เขานึกออกมาสัก นิดบ้าง ว่าเขาจะไปต่อทางไหน ถึงการสอบทหาร จะไม่ใช่สิ่งเขาอยากเป็นก็ตาม เขามีความมุ่งมั่นกับสิ่งที่ตั้งไว้ เสมอ เขาอ่านหนังสือทุกๆ วัน จนถึงวันสอบวันสุดท้าย พอถึงเวลาที่จะสอบจริงๆ ก็จ้องมีความกดดันบ้าง เข้า ก็ไม่ได้ถอดใจ เขายังเล่าอีกว่า “พอผลออกมาก็ติดทั้งสามเหล่าทัพเลย แต่ก็ตัดสินใจเลือกทหารบก พ่อและแม่ภูมิใจ ในตัวพี่มาก เขาไม่เคยบังคับอะไรพี่เลย เขาคอยซัพพอร์ตพี่ทุกเรื่อง ทุกเรื่องจริงๆ” นั้นไม่ใช่ความส าเร็จ แต่นั้นคือจุดเริ่มต้นของการประกอบอาชีพ เขากล่าวว่าแบบนั้น พอเลือก ทหารบกแล้ว ก็ต้องไปเรียนต่อที่ปราณบุรี เขาใช้ชีวิตเหมือนกับว่าเขาเป็นทหารมียศเต็มตัวแล้ว เขาเรียนฟรีไม่ มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียนทั้งหมดหกเดือน อีหกเดือนเขามาเรียนต่อที่โรงเรียนเหล่า ปืนใหญ่ที่จังหวัดลพบุรี เรียนจบเมื่อปี พ.ศ.2555 ก็บรรจุได้ปี พ.ศ.2556 ที่โคราช เขามียศได้ยศสิบตรี ท างานแปดเดือนก็ติดสิบโท อีกแปดเดือนก็มาเป็นสิบเอกตามล าดับ สิบเอกคือขั้นสุดของปะทวน เขาได้ยศตามที่เขาต้องการแล้ว แต่เขาไม่ได้หยุดที่จะพัฒนาตนเองเลย เขาไปเทสหลักสูตรหน่อยรบ พิเศษ คือการรบแบบจู่โจมของโรงเรียนทหารม้า ของจังหวัดสระบุรี ไปฝึกทั้งหมดสามเดือนเต็ม เขายังกล่าวอีกว่า “ตอนไปฝึกก็มีความกดดันมากๆ มันจะแบ่งทั้งหมดเป็นห้าภาค ภาคที่ตั้ง ภาคป่าเล็ก ภาคป่าใหญ่ ภาคทะเล แล้วก็ภาคป่าที่ลุ่ม ครูฝึกค่อนข้างโหดเลยนะ ระเบียบมากๆ เข้าไปรับน้องวันแรกก็มีคนตายแล้ว พี่ เริ่มมีความรู้สึกถอดใจมาก ถามตัวเองเลยว่า ท าไมต้องมาล าบากขนาดนี้วะ อยู่หน่วยสบายๆ ก็ดีอยู่แล้ว” เขา รู้สึกถอดใจแต่ไม่ท้อ เขาฮึ้บสู้ต่อไป เขาเล่าต่อว่า “ตอนเข้าไปฝึกที่ค่าย กดดันบ้างบางครั้ง เพราะถ้าเวลาที่ไม่มีช่วงฝึกมันก็จะสบาย แต่ ถ้าเป็นช่วงฝึกก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษโดนตัวแตะเนื้อต้องตัวก็ยากแล้ว อย่างมากท าได้แค่อบรมหรือนั่งคุย ด่า แต่ด่าไม่ถึงขั้นบุพการี หรือบูลลี่หยอกล้อไม่ได้เพราะทุกวันนี้ก็ต้องระวัง แต่พี่ก็เคยกดดันจากทหารชั้น ผู้ใหญ่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจความรู้สึกดี” พี่ปอนด์ยังเล่าอีกว่า ที่เลือกทหารบก ไม่เลือกทหารเรือ ทหารอากาศ ก็เพราะว่าเหล่าอื่นมันไกลบ้าน เขาอยากอยู่ใกล้ครอบครัวของเขา เขาอยู่ที่โคราชมาตั้งแต่ 8 ขวบ 63
“ครอบครัวของพี่มีกฎอยู่ข้อหนึ่ง ในหนึ่งวัน ครอบครัวจะต้องได้กินข้าวพร้อมหน้ากันอย่างน้อยหนึ่ง มื้อ ส่วนมากจะเป็นมื้อเย็นสะมากกว่า” คงเป็นความรู้สึกที่โคตรอบอุ่นส าหรับเขา เขาเป็นทหาร ร่างกายของเขาแข็งแรงดูหน้าเกรงขาม แต่ เขามีจิตใจที่อ่อนน้อยโอบอ้อมอารี รักครอบครัว ความรู้สึก ความรู้สึกเกิดจากการเป็นเหตุเป็นผล ถ้าเราขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป มันคงท าให้ชีวิตดูไร้ความหมายไป ในทันที ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาจากสิ่งที่คิดในสมอง เขาบอกว่าเขาไม่ได้มีความรู้สึกว่าชอบหรือมีความสุขมากขนาดนั้นกับอาชีพรับราชการทหาร เขา อยากจะเป็นอะไรเขาไม่รู้ รู้แค่ว่า มีเงิน มีความสบายใจ ไม่เครียดนั้นคือสิ่งที่เขาต้องการ “ไม่ได้รู้สึกว่าชอบมาก แค่คิดว่าไม่อยากเรียนมหาลัยเพื่อให้พ่อแม่ต้องล าบาก ขายนาขายไร่มาขายวัว มาส่งพี่เรียนหนังสือกว่าจะจบคงหมดไปเยอะ พี่เลยเลือกที่ประหยัดที่สุด พอมาบรรจุแล้วท างานจริงๆ ไม่ต้อง ไปวิ่งหางานที่อื่น” ทหารส าหรับเขาคงเป็นอาชีพที่ไม่ต้องวุ่นวายมาก มีเกียรติ มีกิน เขาดูเป็นคนที่สันโดษรู้ในหน้าที่ของ ตน ว่าก าลังท าอะไร อยู่ที่ไหน และท าเพื่อใคร ไม่เก็บเอาเรื่องของผู้อื่นมาใส่ใจ ใส่ใจแค่หน้าที่ของตน “ทหารคืออาชีพที่โคตรสบายเลยนะ ถ้าไม่ได้ฝึก ท างานเก้าโมงเช้า ไม่มีอะไรท าก็นอนเล่นผ่านไปวันๆ ไม่ได้รู้สึกว่าหน้าเบื่ออะไร” เขายังคงยืนยันว่าอาชีพรับราชการทหาร มันโคตรสบาย สบายอย่างไร อาจเป็นเพราะเขาเป็น หัวหน้าแล้ว เขามีลูกน้อง เขาไม่ได้ล าบากอะไรมาก แต่เพียงต้องมีความรับผิดชอบ คุมคนให้ได้เท่านั้นเอง ความภูมิใจ ระดับของความภาคภูมิใจในตนเองมีผลกระทบต่อชีวิตและบุคลิกภาพ ความภูมิใจของแต่ละคน มันไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ที่ความพึงพอใจกับสิ่งที่ตนเองมี ความภูมิใจ เราควรภูมิใจในตนเองมองตัวเองในมุมบวก ไม่ ดูถูกตัวเอง “ภูมิใจ แต่ภูมิในความรู้สึกและความคิดพี่นะ ภูมิใจที่พี่มองคนอื่นในมุมบวก มองตัวเองในมุมบวก ภูมิใจกับตัวเองมาก พี่มีบ้าน มีรถ มีครอบครัว แต่พี่คิดว่าพี่ยังไม่ประสบความส าเร็จมากขนาดนั้น” 64
เขายังคงคิดว่า เขายังไม่ได้ประสบความส าเร็จในหน้าที่การของเขามากเท่าที่ควร เขายังคงเชื่อว่าเขา ไปได้มากกว่านี้ แต่สิ่งที่เขาภูมิใจมากคือ ประสบความส าเร็จในการใช้ชีวิต ชีวิตที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ แต่ขับเคลื่อนด้วยทัศนคติต่อตนเองและผู้อื่น “ปัจจุบันไม่ได้รับราชการเป็นทหารอย่างเดียวนะ พี่ไปรับงานข้างนอกด้วย เป็นการ์ดที่ร้านเหล้า มัน ว่างไง เลิกงานมาก็ไม่มีอะไรท า เลยมาหางานเสริมไปด้วย เพราะพี่ไม่ชอบอยู่เฉยๆ” จะว่าขยันอย่างเดียวก็ไม่ใช่ มุ่งมั่นด้วย ไม่เคยปล่อยให้เวลาที่ว่างมันไร้ประโยชน์เลยสังเกตจากการ สัมภาษณ์น้ าเสียงเขาเขามุ่งมั่น แววตาเขาดูจริงจังกับการใช้ชีวิต ชีวิตของเขาตั้งอยู่กับความไม่ประมาทอะไร เลย มีแต่สิ่งที่ย้ าเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า การใช้ชีวิตที่ดี ควรมีทัศนคติที่ดีควบคู่ไปด้วย “ว่างๆวันไหนหยุดก็ไปหาที่นั่งอ่านหนังสือ แสวงหาความรู้ใส่ตัวไว้บ้าง ไม่อยากให้เวลาที่ว่างๆเปล่า ประโยชน์” ถึงเขาจะมีชีวิตที่ดีแล้ว เขายังคงแสวงหาความรู้อยู่ตลอด เขาเหมือนกับหนอนหนังสือ แทนที่เวลาว่าง เขาจะเอาเวลาออกไปเที่ยวผ่อนคลายบ้างแต่ไม่เลย ไม่ใช่ว่าเขากดดันตัวเองมากไป แต่เป็นการใช้ชีวิตแบบ พอใจในแบบที่ตนเองเป็นต่างหาก เหมือนที่เขากล่าวว่า “เกิดมาทั้งที อยากเป็นคนที่ดีให้ได้” ความส าเร็จอย่างแท้จริง ความส าเร็จ คือ สิ่งที่ใครหลายๆ คน ตั้งเป้าหมายไว้ว่า อยากจะเป็น อยากจะมี อยากจะได้ หรืออยากจะท า แล้วเลือกท าให้ได้สิ่งนั้นๆ มา ซึ่งแน่นอนว่าความส าเร็จของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ก่อน จะถึงเป้าหมายความส าเร็จนั้นทุกคนต่างก็ต้องเจอปัญหา อุปสรรค เป็นบทเรียนในการ ที่ จะคว้าความส าเร็จนั้น อาจจะส าเร็จหรือไม่ส าเร็จ แต่เชื่อว่าคิด ตั้งเป้าหมาย และลงมือท า ไม่ว่าผลจะออกมา เป็นแบบไหนยังไง มันขึ้นอยู่ที่ความพอใจของเราต่างหาก “เคยคิดว่า ถ้าวันหนึ่งมีใครสักคนมาถามหาคนที่นามสกุลว่า หงษ์ทอง พี่อยากจะให้เขารู้เลยว่า นี่คือ จ่าสิบเอกณัชพงษ์ หงษ์ทอง พี่อยากให้นาสกุลของพี่ ไปที่ไหนใครก็รู้จัก ใครถามหาก็รู้จักว่านี้คือพี่ ตอนนี้พี่เป็นแบบนั้นไปแล้ว” นั้นอาจเป็นความความส าเร็จที่เป็นผลพลอยได้จากการที่เขาได้เป็นหัวหน้าคน มีผู้คนรู้จักนับถือเขา มากมาย เป็นความส าเร็จอีกอย่างหนึ่งของเขา “พี่มีชีวิตที่เรียบง่ายธรรมดาที่ดูพิเศษมาก พี่มีลูกน้อง พี่มีครอบครัว พี่บ้าน มีรถ มีปริญญาสองใบ ถึง มันจะไม่ได้เอาไปใช้อะไรเลย แต่มันคือความส าเร็จของพี่ ที่พี่พยายามที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด มีทุกๆอย่าง ได้จากอาชีพที่พี่เป็น ถึงมันจะไม่ใช่สิ่งที่อยากเป็นก็ตาม” 65
เขาส าเร็จได้ จากความมุ่งมั่นของเขา เขาไม่จ าเป็นต้องรักหรือชอบมากๆในสิ่งที่เขาเป็นเลย แต่เขาแค่ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเขา รับผิดชอบให้ดี เท่านี่ชีวิตเขาก็ถือประสบผลส าเร็จเหมือนกัน เขายังกล่าว ทิ้งท้ายไว้อีกว่า “ทุกวันนี้พี่ไม่ต้องเครียดอะไรเลย พี่มีความสุขกับชีวิตพี่ตอนนี้มาก พี่อยากท าอะไรพี่ก็ท า ไม่ต้องมา คอยกดดันจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่ต้องเครียดกังวลกับอะไรเลย ครอบครัวดี ที่ท างานดี และตอนนี้ พี่มี คุณภาพชีวิตที่โคตรดี” ความส าเร็จของจ่าสิบเอกณัชพงษ์ หงษ์ทอง ไม่ได้ประสบความส าเร็จแค่ในหน้าที่การงาน ครอบครัว หรือการรับราชการอย่างเดียว สิ่งที่เขาประสบความส าเร็จและภูมิใจมากที่สุดในตอนนี้ คือเขามีคุณภาพชีวิตที่ โคตรดีนี่คือความส าเร็จของเขาอย่างแท้จริง 66
เทปสัมภาษณ์นายกัมปนาท พลสว่าง เป็นคนภูมิล าเนาที่ไหน ครับผมเป็นคนภูมิลำเนาที่จังหวัดนครราชสีมาครับ ประวัติส่วนตัว (ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันเรียนที่ไหนบ้าง ได้ท าอะไรบ้าง) ช่วงตอนเด็กอนุบาลจนถึงประถมผมเรียนที่โรงเรียนบ้านแปลง ช่วงอายุนี้ผมยังเล่นตามเพื่อน ยังคงซน ตามวัยอยู่เลยครับ พอเริ่มเข้ามอต้นจนถึงมอปลายผมเรียนที่โรงเรียนด่านขุนทด ผมได้เริ่มลองทำอะไรใหม่ ๆ ได้ ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียนได้จัด และได้ร่วมเข้าแข่งขันกิจกรรมวันสำคัญเพื่อเก็บผลงานไว้มาพอสมควรครับ ปัจจุบันผมเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ชั้นปีที่ 4 สาขา รัฐประศาสนศาสตร์เป็นสาขาที่ผมอยากที่จะ เข้าเรียนมาก และผมก็ได้ทำตามความประสงค์ใจของตัวเองครับ อะไรคือสิ่งที่บอกว่าอยากเรียน รปศ. ส่วนตัวผมแล้วผมคิดว่า ตัวผมมีความสนใจที่จะเข้าการบริหารงานภาครัฐและการกำหนดกฎระเบียบ การกำหนดนโยบาย การสร้างนโยบายต่าง ๆ การบริหารงานองค์การ องค์ภายในต่าง ๆ ของภาครัฐอยู่แล้วครับ คิดว่างานอะไรที่จะตอบโจทย์เกี่ยวกับสาขานี้ สาขานี้สามารถตอบโจทย์ได้หลายงานเลยครับ ผมคิดว่าขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลนั้นว่าต้องการมาศึกษาสาขานี้ เพื่ออะไร แต่ว่าส่วนตัวของผมนั้น ผมคิดว่างานที่ตอบโจทย์มากที่สุดคืออาชีพข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็น ปลัด ทหาร ตำรวจ นักนโยบายแบบแผน พนักงานข้าราชการในส่วนต่าง ๆ ของภาครัฐ นอกจากนี้ภาคชนก็มีครับสำหรับคนที่ ไม่อยากเข้ารับราชการ ก็จะมีเป็นนักทรัพยากรมนุษย์ หรือหน่วยงานในภาคเอกชนต่าง ๆ ครับ มาอยู่ช่วงแรก ๆ มีความกดดันไหม (การใช้ชีวิต การเงิน การเรียน) กดดันครับ เข้ามาแรก ๆ กดดันมากเลย ผมคิดว่าจะเรียนได้ไหม ทำงานได้ไหม จะจบเหมือนคนอื่นไหม เพราะเราเข้ามาเรียนในเมืองมันจะถูกกดดันจากคนที่เขาอยู่ในเมืองอยู่แล้ว มีร้องไห้บ้างเพราะเหนื่อยยังปรับตัว ไม่ได้ แต่พอเริ่มเข้ามาเรียนในมหาลัยบ่อย ๆ ผมเริ่มที่จะชินกับสภาพแวดล้อมเพราะมีกำลังใจจากที่บ้าน และบอก ตัวเองเสมอว่าอย่ากดดันตัวเองให้มากเลยเพราะไม่มีอะไรที่จะเป็นไปได้ดั่งใจเราทุกอย่าง ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มี ความหมายก็พอครับ 67
คิดว่าสาขา รปศ. เรียนยากไหม ส่วนตัวของผม ผมคิดว่าในแต่ละวิชาหรืออาจารย์ผู้สอนมีการจัดระเบียบการสอนที่แตกต่างกัน ความยาก ง่ายขึ้นอยู่กับตัวเราว่าเราตั้งใจมากพอไหม แต่ละวิชามีการวัดผลของแต่ละหน่วยของวิชาในทุก ๆ เทอม ไม่ว่าจะ เป็นการเก็บคะแนนในชั้นเรียน การสอบกลางภาคหรือปลายภาค งานแต่ละชิ้นที่ต้องส่ง การขยันอ่านหนังสือ ทบทวนความรู้เพื่อตัวเราเองครับ ท าไมถึงได้มาเป็นประธานสาขา รปศ. ช่วงนั้นเป็นตอนที่ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ครับ เป็นช่วงออนไลน์ทั้งเทอมเลยครับ อาจารย์ได้เปิดรับสมัคร ประธานสาขารัฐประศาสนศาสตร์เพื่อนในหมู่เรียนของผมได้เสนอชื่อผมไป และได้เสนอชื่อเพื่อนอีกสองคนครับ วันเลือกตั้งผมยังคงนั่งคิดกับตัวเองอยู่เลยครับว่าใครจะมาเลือกผมเป็นเพราะตอนนั้นเรียนก็ยังเรียนออนไลน์ ผลงานก็ยังไม่ได้มีมากขนาดนั้น สุดท้ายเหมือนโชคเข้าข้างการเปลี่ยนชีวิตผมครับ ผลคะแนนลงมาคือผมชนะ คะแนนห่างกันมาก เพื่อนผมได้เข้ามาพูดกับตัวผมว่ายินดีด้วยนะว่าที่ประธานคนใหม่ ผมรู้สึกดีใจนะครับที่มีคนมา พูดแบบนี้ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ต่อมาผมได้รับเปิดสมัครสมาชิกตัวแทนคณะกรรมการของสาขาและแน่นอน ครับ การรับสมัครในครั้งนี้เป็นที่ตอบรับอย่างดี เพื่อนสมัครใจพากันเข้ามาเพื่อร่วมทีมทำงานบริหารสาขาของเรา ต่อจากรุ่นพี่ เพื่อพัฒนาสาขาให้เป็นแบบอย่างที่ดีรุ่นต่อรุ่นครับ กิจกรรมในมหาวิทยาลัยต่างจากกิจกรรม ม.ปลายไหม กิจกรรมในแต่ละรั้วของอายุนั้นแตกต่างกันมาก ในมหาลัย คือกิจกรรมของมหาลัยที่ต้องรวมนักศึกษาทุก ชั้นปีเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันหรือกิจกรรมเฉพาะคณะและสาขา เป็นประธานสาขามีหน้าที่ต้องท าอะไรบ้าง ขึ้นชื่อว่าประธานสาขาครับ ความเป็นผู้นำต้องมาก่อนเสมอ ต้องเป็นผู้ชี้แนวทางพิธีการ งานต่าง ๆ ในการ ดำเนินกิจกรรม การกำหนดกิจกรรมในแต่ละปีการศึกษา เป็นผู้ดำเนินงานในสาขาทุกอย่าง นอกจากนี้ยังเป็น ผู้คอยประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่าง ๆ ที่มหาลัยได้จัดให้กับรุ่นน้องได้รับรู้และคอยเป็นที่ให้คำปรึกษาให้กับเพื่อน และรุ่นน้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนหรือเรื่องส่วนตัว คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติกับการเป็นประธานยังไงบ้าง ส่วนตัวผมนะครับ ผมมีคุณสมบัติเรื่องการซื่อตรงและมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมายมาครับ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองมีเหนือกว่าคนอื่นเพราะมีตำแหน่งประธานเพราะทุกคนล้วนแต่มีความคิดเป็นของตัวเรา 68
เคยท้อไม่อยากท างานบ้างไหม แน่นอนอยู่แล้วครับ ผมพูดตรง ๆ เลยครับว่าท้อมาก เพราะตัวผมไม่ใช่สายกิจกรรมมากขนาดนั้น มันมีที่ ผมแข่งขันผมเข้าร่วมตอนช่วงมอปลาย แต่เข้ามามหาลัยมันต่างกันมาก ยิ่งได้รับความเชื่อใจจากเพื่อนที่แต่งตั้งให้ เป็นประธานสาขาอีกผมเลยท้อ คิดว่าต้องมีผู้ที่ทำได้ดีกว่าผมแน่นอน แต่ผมไม่ได้ยอมแพ้นะครับทุกวันนี้ผ่านมาได้ แล้ว เพราะผมเชื่อมั่นในตัวเองครับว่าผมต้องทำได้ เวลาเหนื่อยมีวิธีจัดการกับตัวเองอย่างไร เวลาที่เหนื่อยผมจะออกไปหาทำสิ่งที่ตัวเองชอบครับ ส่วนตัวผมจะออกไปเที่ยวบ้าง ไปกินของโปรดบ้าง สักพักมันจะดีขึ้นเองครับ เพราะการเหนื่อยแต่ละครั้งมันจะเหนื่อยแค่ชั่วคราวและผมไม่ได้เป็นคนคิดมากผมเลย จัดการกับความรู้สึกตัวเองได้เร็วครับ เคยเจออุปสรรคกับเพื่อนที่ท างานร่วมไหม เคยครับ ทำงานกับผู้คนหมู่มากต้องมีอุปสรรคแน่นอนครับ ความคิดเห็นในการเสนองาน ความคิดเห็น เรื่องการจัดการบริหาร แต่ผมจะบอกกับตัวเองและเพื่อนเสมอครับว่าเอาเหตุผลมาคุยกัน ไม่ได้ปิดความคิดใครคน ใดคนหนึ่ง พูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดครับ งานไหนที่ท าแล้วรู้สึกภาคภูมิใจที่สุดเพราะมาจากตัวเราและทุกคนที่ช่วยกันท างาน ไม่มีงานไหนที่ผมรู้สึกภาคภูมิใจไม่เท่ากันเลยครับ แต่แค่แบ่งช่วงเวลาแห่งความทรงจำเอาครับ ทุกงาน ทุกกิจกรรมผมและเพื่อนทุ่มเทด้วยใจและกาย ผมรู้สึกภูมิใจมาก ๆ ที่เห็นทุกอย่างที่ทำมันสำเร็จผลและได้มอบ รอยยิ้มหรือความสุขให้กับทุกคนครับ หมดวาระการเป็นประธานช่วงไหน ตอนนี้หมดวาระการเป็นประธานสาขาแล้วครับตั้งแต่ช่วงวันที่ 26 มิถุนายน 2566 แต่ยังคงเป็นที่ปรึกษา ให้กับรุ่นน้องอยู่ อยากจะบอกอะไรกับรุ่นน้องประธานคนใหม่บ้าง ผมว่าน้องเขารู้ตัวอยู่แล้วครับว่ามาจุดนี้ควรยืนในแบบไหน แต่สิ่งที่อยากจะบอกเตือนคือ หากจะทำงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ อยากให้คิดวิเคราะห์ให้ดีก่อนลงมือทำ ให้แบ่งเวลาเรียนและเวลาทำกิจกรรมอย่างไม่สับสน และศึกษาหาวิธีการเพื่อเอาความรู้เข้าสาขาเราให้ได้มากที่สุด 69
หากน้องมีปัญหาเกี่ยวกับงานจะแนะน าน้องอย่างไร พวกพี่สามารถให้คำปรึกษาน้องได้ตลอดครับ พวกพี่มีเทคนิคการทำงานที่จะสอนน้อง ๆ เต็มไปหมด อยากจะบอกหรือขอบคุณตัวเองไหมที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว อยากจะขอบคุณตัวเองมาก ๆ ครับที่ผ่านมันมาได้ ถึงแม้ว่าการที่ผมจะได้เป็นประธานสาขาในระยะเวลา อันแสนสั้น แต่ตลอดระยะเวลา 1 ปีการศึกษามันทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรจากตัวเองได้มากยิ่งขึ้นครับเหมือนฝึก ความอดทนไปในตัว กล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำ จากคนที่ไม่กล้าพูดต่อหน้าคนมากมายแต่ตอนนี้กลับเป็นว่าผมกล้าที่ จะยืนต่อหน้าผู้คน เพื่อประกาศบอกข่าวสารหรือความเป็นมาของการทำงานที่ตัวผมได้ทำครับ ผมภาคภูมิใจใน ตัวเองที่สุดเลยครับ 70
วางโครงเรื่อง ชื่อเรื่อง นายกัมปนาท พลสว่าง การเดินทางตามฝันบนถนนแห่งความเป็นผู้นำ จุดเน้นของเรื่อง ข้างหน้าของการเดินทางมักจะเจอกับสิ่งที่เราใฝ่ฝัน (เน้นความรู้สึกร่วม) แก่นเรื่อง ความพยายามของการเติบโตนั้นคือสิ่งที่งดงามที่อยู่ข้างรอบตัวเราเสมอ โครงเรื่อง 1.บทน า : แนะนำประวัติการใช้ชีวิตในวัยเด็กของกัมปนาท 2.จุดเริ่มต้นชีวิตในมหาลัย : การเดินทางออกจากบ้านเพื่อตามความฝัน 3.จุดเปลี่ยนแปลงของชีวิต : การเข้ามาเรียน รปศ. จุดประกายตัวเองสู่ประธานสาขา 4.อุปสรรคในชีวิต : จุดเปลี่ยนที่ทำให้ไม่อยากไปเป็นตัวแทนสาขาแล้ว 5.การก้าวเดินไปสู่จุดหมายข้างหน้า : ชีวิตไม่สิ้นยังคงต้องเดินตามความใฝ่ฝันข้างหน้าต่อไป 71
สารคดีชีวประวัติ นายกัมปนาท พลสว่าง : การเดินทางตามฝันบนถนนแห่งความเป็นผู้น า กัมปนาท เด็กชายชาวอำเภอด่านขุนทด บ้านเกิด หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านแปลง จังหวัดนครราชสีมา ชื่อเล่น ป๋อม ฐานะทางบ้านพอมีพอกิน ทำอาชีพการเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัว เด็กชายป๋อมศึกษาอยู่ที่โรงเรียน บ้านแปลงซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน ในวัยเด็กป๋อมยังคงซน เล่นตามเพื่อนในวัยนี้ตามแบบฉบับของเด็กแถบชนบท ป๋อมได้มีการออกไปยิงนกตกปลา เล่นอะไรพิเรน ๆ ตามแบบของเด็กผู้ชาย แต่ผลการเรียนของป๋อมอยู่ใน ระดับที่ดี เมื่อเทียบกับเด็กผู้ชายในวัยเดียวกันช่วงประถมศึกษา เป็นวัยที่เริ่มมีความคิดแปลกใหม่ เริ่มทำตามใจ ตัวเองมากขึ้น แต่ก็ยังคงคอยเฝ้าเรียน เริ่มทำกิจกรรมบ้าง เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อาจมีหลงผิดบ้างแต่ก็จะมีครอบครัว ที่คอยเตือน คอยให้คำปรึกษา ป๋อมได้เรียนอยู่โรงเรียนในชุมชนจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และได้ย้ายไปเรียนโรงเรียนในตัวอำเภอเมื่อ ขึ้นมัธยมสังคมใหม่ ๆ สังคมที่ใหญ่ขึ้นช่วงมัธยมต้นไปตลอดจนถึงช่วงมัธยมปลาย ป๋อมได้เข้าเรียนที่โรงเรียนด่าน ขุนทด ช่วงแรกป๋อมอาจปรับตัวได้ไม่ดีนัก เนื่องจากเป็นเด็กจากโรงเรียนรอบอำเภอที่เข้ามาเรียนในตัวอำเภอ ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญมากในชีวิต ถ้าหากป๋อมเลือกคบเพื่อนผิดประเภท ป๋อมก็อาจจะเป็นเหมือนกับกลุ่มที่คบ ป๋อมได้เรียนจนจบชั้นมัธยมต้นมาได้ด้วยเกรดที่ระดับดี ในช่วงมัธยมปลาย ป๋อมต้องเลือกเรียนห้องที่จะพาป๋อมไปถึงความฝัน ป๋อมได้เลือกเรียนห้องเรียน วิทยาศาสตร์- คณิตศาสตร์ เพราะห้องนี้จะเน้นให้นักเรียนได้รับความรู้อย่างเต็มเปี่ยม และป๋อมได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จาก ห้องเรียนนี้เป็นอย่างมาก และเมื่อผลคะแนนหรือเกรดออกมาเทอมแรกทำให้ป๋อมและครอบครัวภูมิใจเป็นอย่าง มากเพราะคะแนนออกมาอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ป๋อมในวัยเด็กและตอนที่ศึกษาอยู่มัธยมปลายต่างกันเป็นอย่างมาก อาจจะเพราะป๋อมได้เรียนรู้อะไร มากมายจากการออกมาเรียนในตัวอำเภอจึงทำให้ตัวของป๋อมได้เปลี่ยนไป ทั้งความคิด ความมั่นใจในตัวเองถือว่า เขาผ่านจุดนั้นมาได้อย่างดี ป๋อมเป็นเด็กผู้ชายที่ขยัน เมื่อมีกิจกรรมภายในโรงเรียนก็จะเสนอตัวไปช่วยคณะครู เสมอ เริ่มเข้าแข่งขันรายการต่าง ๆ มีทั้งภายในและภายนอกของโรงเรียน นอกจากนี้ครอบครัวยังคอยเป็นแรงหนุนหลังให้ป๋อมได้ลองทำในสิ่งที่อยากจะทำอีก ป๋อมรู้สึกโชคดีมาก ๆ ที่มีครอบครัวคอบให้คำปรึกษาและคอยให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ เสมอ ดังนั้นป๋อมจะคิดและพูดกับตัวเองเสมอว่าความ ฝันข้างหน้าไม่ใช่แค่ความฝันของเราเพียงคนเดียว นอกจากนี้ถ้าหากมีวันหยุดป๋อมก็จะช่วยผู้ปกครองทำงานหา รายได้เสริม เพื่อแบ่งเบาภาระการใช้จ่ายภายในครอบครัวอีกด้วย 72
จุดเริ่มต้นชีวิตในมหาลัย เมื่อจบมัธยมปลายป๋อมจึงเลือกที่จะเรียนสาขารัฐประศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาเป็น มหาวิทยาลัยที่ใครหลายคนคิดว่าคือการให้อิสระตัวเอง การได้ออกมาใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากจะเป็นหรือจะ ทำอะไรที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่แล้ว สำหรับป๋อมเขาคือผู้ชายคนหนึ่งที่ยังคงกลัวกับการใช้ชีวิตคนเดียวอยู่ แต่เมื่อเส้นทางที่ตัวเองได้กำหนดเขาจึงต้องยอม การเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ ป๋อมกดดันเป็นอย่างมาก เพราะด้วยการมาคนเดียวที่ไม่มีเพื่อนทำให้คิดอะไร หลากหลายอย่าง และมองไปยังเพื่อนกลุ่มอื่นที่เขาพากันจับกลุ่มจากมัธยมปลายมาเรียนในเมืองมันยิ่งทำให้กดดัน ป๋อมต้องเดินไปเรียนคนเดียว กินข้าวคนเดียวอยู่สักพัก แต่กลับมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งมาชวนป๋อมคุย ชวนไปกินข้าว ด้วย หลังจากนั้นจึงได้สนิทกันอย่างรวดเร็ว ป๋อมเริ่มปรับตัวอะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย การตื่นนอน การแบ่งเวลาไม่ว่าจะ เป็นแบ่งเวลาเรียนหรือเวลาส่วนตัว ทำแบบนี้มาสักพักป๋อมจึงเริ่มที่จะชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้ การเรียนยังคงกังวล เล็กน้อยว่าจะทำไมได้ เพราะเนื้อหาต่างจากที่เรียนมัธยมปลายเยอะมาก หากมองย้อนกลับไปเขายังคงคิดว่าเรา เลือกถูกแล้วใช่ไหมที่มาเรียนสาขานี้ แต่ทุกอย่างดีขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อป๋อมเริ่มสนุกกับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย การได้อยู่กับเพื่อน ได้ยิ้ม หัวเราะกับเพื่อนไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือคำตอบของการเรียนอยู่ในปัจจุบันของป๋อม กิจกรรมช่วงปีที่ 1 อบอุ่นมาก มหาวิทยาลัยทำให้เราทุกคนรู้ว่าไม่ว่าผู้คนจะมาจากไหน ต่างคนต่างที่ ไม่ ว่าจะรุ่นพี่รุ่นน้องหรือเพื่อน เราสามารถเป็นครอบครัวเดียวกันได้เพราะเราคือราชภัฏนครราชสีมา รัฐประศาสนศาสตร์ ครอบครัวแรกในมหาวิทยาลัยของป๋อม รุ่นพี่อันแสนน่ารัก ใจดีกับรุ่นน้อง เมื่อมี กิจกรรมอะไรรุ่นพี่จะคอยมาบอกรุ่นน้องว่ากิจกรรมนี้ดีอย่างไร เข้าร่วมควรทำตัวแบบไหนจึงจะเหมาะสมที่สุด ป๋อมได้เห็นรุ่นพี่ตัวแทนลงสมัครประธานสาขาและคณะกรรมการสาขาเพื่อเป็นตัวแทนทำงานที่ หลากหลายของสาขารัฐประศาสนศาสตร์ การทำงานของรุ่นพี่ทำให้ป๋อมหลงรักการทำงานเพื่อเป็นตัวแทนของ สาขา ป๋อมมองเห็นแล้วว่าสิ่งใดที่จะผลักดันตัวเองไปสู่ความฝันของตัวเองได้ จึงเริ่มเข้าไปคุยกับรุ่นพี่ให้มากขึ้น ศึกษาการเรียนของรุ่นพี่ คอยศึกษาว่ารุ่นพี่ทำกิจกรรมอะไรที่เกี่ยวกับสาขาบ้างเพื่อเป็นแนวทางต่าง ๆ รุ่นพี่มีการ แบ่งเวลาการทำงานกับการเรียนอย่างไรที่ไม่ทำให้ส่งผลกระทบต่อการเรียนและกิจกรรมของมหาวิทยาลัย และ ศึกษาหาความรู้สิ่งที่แปลกใหม่เพื่อนำข้อมูลใส่ความจำตัวเองไว้ รุ่นพี่ให้คำปรึกษาเป็นกันเอง ป๋อมจึงได้รู้ว่าความ เป็นกันเองของรุ่นพี่นั้น คือเสน่ห์อีกอย่างในการทำงานเพื่อเป็นตัวแทนของสาขานี้ 73
จุดเปลี่ยนแปลงของชีวิต เราทุกคนล้วนแต่มีจุดที่อยากจะเปลี่ยนแปลงเพื่อตัวเองหรือคนในครอบครัวทั้งนั้น ขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองว่า อยากเปลี่ยนแปลงไปในแง่ทางไหน ทุกคนเลือกที่จะทำมันเองได้ แค่ลองลงมือทำ ป๋อม กัมปนาท เป็นคนที่หนัก แน่นข้างนอก อ่อนข้างใน แต่เมื่อตัดสินใจที่จะลงมือทำสิ่งใดแล้วก็จะทำให้เต็มที่ก่อน หากต้องเสียใจจะได้ไม่เสียใจ ภายหลังว่าทำไมไม่ลงไปให้สุดแรงก่อน การเปลี่ยนแปลงชีวิตของป๋อมคือตอนที่อยู่ปีที่ 3 เป็นปี 3 ที่ต้องกลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง เพราะเนื่องด้วย จากปีที่ 2 มีโรคระบาด โควิด19 มหาลัยจึงประกาศให้นักเรียนนักศึกษาคณะอาจารย์หรือบุคลากรภายในมหาลัย ทำงานหรือเรียนเป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด เมื่อเริ่มที่จะเข้ามาในมหาวิทยาลัยเหมือนเดิมอาจจะต้องดูแลตัวเองให้ ดีมากยิ่งขึ้น ยังคงต้องรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันโรคระบาดนี้ เมื่อเข้าไปเรียนตามปกติอาจารย์ได้แจ้งว่าจะมีการรับสมัครประธานสาขาและคณะกรรมการสาขาเร็ว ๆ นี้ หากใครสนใจที่จะทำงานภายในองค์กรอยากที่จะเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ หรือสาขามาสมัครได้เลย และป๋อมได้ถูก ดึงรายชื่อมาเป็นผู้สมัคร เนื่องด้วยอาจารย์และเพื่อนในห้องเรียนเห็นว่าป๋อมควรที่จะลงสมัคร และมีเพื่อนตามลง สมัครอีกสองคน หลังจากนั้นป๋อมและเพื่อนอีกสองคนที่ลงสมัครประธานได้เริ่มทำการหาเสียงของตนตลอดจน ครบ 2 อาทิตย์ เมื่อวันเลือกตั้งมาถึง จะมีนักศึกษาที่เข้าร่วมลงคะแนนเลือกตั้ง ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 4 ระยะเวลาถึง 16.00 น. จึงปิดการเลือกตั้ง ถึงเวลาประกาศการเลือกตั้งประธานสาขา ผลที่ออกมาคือป๋อมชนะ นับคะแนนชนะแบบขาดลอย ป๋อม ยังคงมองหน้ากระดานคะแนนอยู่ ยังคงตกใจกับตัวเองว่าทำไมเสียงส่วนมากถึงเลือกเขา จนเพื่อนมาจับตัวป๋อมเขา จึงรู้สึกตัว และเพื่อนต่างพากันมาร่วมยินดีและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประธานป๋อม คุณเท่านั้นคือผู้ที่เหมาะสม หลังจากนั้นป๋อมได้กล่าวขอบคุณและพูดรับคำรุ่นน้อง รุ่นพี่ และเพื่อน ๆ ของเขาว่าจะทำให้เต็มที่ที่สุด หลังจากแต่งตั้งประธานสาขาแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของป๋อมที่จะต้องหาสมาชิกคณะกรรมการสาขาเพื่อมา ทำงานร่วมกับสาขา และมีเพื่อนสนใจเข้าเป็นอย่างมาก ป๋อมได้รับสมัครคณะกรรมการเป็นเป็นที่น่ายอมรับเพื่อน สนใจที่จะร่วมทำงานกับป๋อมเพื่อพัฒนาสาขาต่อจากรุ่นพี่ การเข้ามาเรียนในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ของป๋อมในครั้งนี้ ให้อะไรป๋อมในหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น การเรียน กิจกรรม และยังคงได้รับหน้าที่ตำแหน่งประธานอีกด้วย ได้ตอบโจทย์การเข้ามาเรียนในสาขานี้ เพื่อเป็น แนวทางในการพัฒนาตนเองในด้านที่ดีขึ้นภายในอนาคต ที่ป๋อมหวังจะเข้าทำงานในส่วนต่าง ๆ ของงานภาครัฐ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตอนที่ยังเรียนเพื่อนำไปสอบเข้าทำงาน 74
อุปสรรคในชีวิต ทุกคนล้วนแต่เจอปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านเข้ามากันทั้งนั้น อยู่ที่คนว่าจะสู้กับสิ่งที่เจอในรูปแบบไหน สำหรับป๋อมแล้ว ปัญหาที่เจอก็คงจะเป็นปัญหาที่เรียนกับการได้ทำงานให้กับสาขาครับ เจอแรงกดดันเพียงเพราะ เรามีคำว่าตำแหน่งประธานอยู่หน้าชื่อจริง จนบางครั้งผมถอดใจเลยนะ แต่หันกลับไปมองเพื่อนที่คอยอยู่ข้าง ๆ และยังมีครอบครัวที่คอยเป็นกำลังใจให้ผมเลยสู้ต่อ ผมได้แต่บอกตัวเองเสมอว่าถ้าเราเจอปัญหาอะไรก็ตามให้มีสติ ในการชีวิต มีสติในการตัดสินใจอะไรต่าง ๆ ถ้าหากผมไม่ไหวจริง ๆ ผมจะหาอย่างอื่นทำก่อนเพื่อให้ใจตัวเองนิ่ง จึงค่อยกลับมาสู้ สิ่งที่ป๋อมจะทำคือการพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เราสบายใจ การได้ขับรถเล่นที่สวนสาธารณะ การได้ไปนั่งทานอาหารโปรด ได้ร้องเพลงฟังเพลง ดูหนังที่อยากดู เพื่อเป็นการทำให้ใจเราสงบและกลับมาพร้อม เผชิญกับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ครับ การก้าวเดินไปสู่จุดหมายข้างหน้า ขณะนี้ป๋อมได้ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ป๋อมได้หมดว่าระการเป็นประธานมาสักพักแล้ว หากแต่ว่ายังเข้าไปช่วยดู งานคอยให้คำปรึกษาประธานรุ่นน้องอยู่ตลอดไม่เคยทิ้ง บวกกับยังเรียนตามปกติเพราะอยู่ในช่วงสุดท้ายของเทอม ก่อนที่จะลงฝึกงานแล้ว การเลือกฝึกงานของป๋อม ได้เลือกที่ฝึกงานที่ตอบโจทย์กับสาขาและวิชาที่ได้เรียนมาทั้งสิ้น ป๋อมเลือกลงฝึกงานที่ว่าการอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ป๋อมถือโอกาสกลับไปฝึกงานที่ตัวบ้านอยู่ใกล้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวในระหว่างที่ฝึกงาน ที่ว่าการอำเภอด่านขุนทด เป็นแหล่งที่คุ้นชินมาตั้งแต่ที่เรียน มัธยมตอนปลาย ได้มองเห็นการทำงานภายนอกและภายในมาบ้าง การจัดกิจกรรมไม่ว่าจะทำจัดทำงานอะไร อำเภอด่านขุนทดไม่น้อยหน้าอำเภอไหนเลย แต่ที่ป๋อมเลือกมาฝึกงานที่บ้านตัวเองเพื่ออยากจะนำที่ตนเรียนมา นำมาพัฒนาบ้านของตน ไม่ว่าจะออกเสียงได้มากหรือน้อย สุดท้ายป๋อมก็ดีใจที่ได้เข้ามาทำในตรงนี้ นอกจากเตรียมตัวที่จะฝึกงานแล้ว ป๋อมยังคงต้องอ่านหนังสือ เพื่อที่จะเตรียมตัวเข้าสอบ กพ อีกต่างหาก ป๋อมบอกว่าก่อนจะไปถึงฝัน ต้องหาสอบก่อนนะ ถ้าไม่อ่านหนังสือแล้วไปพึ่งแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็สอบไม่ผ่านหรอก คนเราถ้ามีความพยายามมันต้องสำเร็จไม่ว่าจะเร็วหรือช้าแต่มันจะต้องสำเสร็จอย่างแน่นอน การสอบ กพ ต้อง สอบผ่านภาค ก ก่อนนะ แล้วถึงไปภาค ข และสุดท้ายภาค ค มันดูเยอะมากเลยใช่ไหม แต่ป๋อมต้องอดทนอ่าน หนังสือทำให้ตัวเองมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ เพื่อตำแหน่งหน้าที่การงานที่เราใฝ่ฝันมันอาจจะอยู่ไกล แต่เรา ต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อคว้าความสำเร็จนั้นมาให้ได้ ต่อไปจะสอบผ่านหรือไม่ผ่าน อย่างน้อยเราได้เตรียมตัวไปสู้กับ มันแบบไม่ต้องกลัวอะไรแค่นั้นก็พอแล้ว ผลจะออกมาแบบไหนเรายอมรับและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นพอครับ 75