The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ppt เรื่อง โครงสร้างอะตอม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ppt เรื่อง โครงสร้างอะตอม

ppt เรื่อง โครงสร้างอะตอม

คำอธิบำยรำยวชิ ำเคมีเบื้องต้น (ว30132)
ช้นั มธั ยมศกึ ษำปีที่ 4 ภำคเรยี นท่ี 1 เวลำ 60 ชวั่ โมง

ศึกษำอธิบำยวิวัฒนำกำรของแบบจำลอง
อะตอม เขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธำตุ
และระบุจำนวนโปรตอน นิวตรอน และ
อิเ ล็ก ตร อน ขอ ง อ ะต อม จำ กสั ญลั กษ ณ์
นิวเคลียร์ รวมทั้งบอกควำมหมำยของ
ไอโซโทป อธิบำยและเขียน กำรจัดเรียง
อิเล็กตรอน ในระดับพลังงำนหลักและระดับ
พลังงำนย่อยเม่อื ทรำบเลขอะตอมของธำตุ

➢ แบบจำลองอะตอมของดอลตัน
➢ แบบจำลองอะตอมของทอมสัน
➢ แบบจำลองอะตอมของรัทเทอรฟ์ อร์ด
➢ อนภุ ำคมลู ฐำนของอะตอม
➢ เลขมวล เลขอะตอม และไอโซโทป
➢ กำรหำมวลอะตอมของธำตุเม่อื คดิ ไอโซโทป

➢ แบบจำลองอะตอมของโบร์
➢ เส้นสเปกตรมั ของธำตแุ ละกำรแปลควำมหมำย
➢ พลังงำนไอออไนเซชัน
➢ กำรจดั เรยี งอิเล็กตรอนในอะตอม
➢ แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอก

❖ จอหน์ ดอลตนั (John Dalton) ชำว
องั กฤษ ผรู้ วบรวมควำมรูเ้ รื่องเก่ียวกบั
อะตอม แล้วนำควำมรู้ทไ่ี ดม้ ำสรุปเปน็
ทฤษฎอี ะตอมของดอลตัน

❖ แบบจำลองอะตอมของดอลตนั เปน็ กำร
รวบรวมองค์ควำมรู้ จงึ ยงั ไม่มกี ำร
ทดลองทำงวิทยำศำสตร์มำรองรบั ..

❖ สสำรทุกชนิดประกอบด้วย อนุภำคทเี่ ลก็ ท่ีสุดทเ่ี รียกว่ำ “อะตอม” ซง่ึ

อะตอมไม่สำมำรถแบง่ แยกตอ่ ไปไดอ้ กี ไม่สำมำรถทำให้สูญหำยหรอื สรำ้ ง

ขนึ้ ใหม่ได้
❖ อะตอมของธำตุชนิดเดยี วกนั ยอ่ มเหมอื นกนั คือ มีคณุ สมบัติทั้งทำงกำยภำพ

และสมบตั ทิ ำงเคมี
❖ สำรประกอบ เกิดจำกกำรรวมตัวทำงเคมีระหว่ำงอะตอมของธำตุต่ำงชนิด

กัน ด้วยอตั รำส่วนของจำนวนอะตอมเปน็ เลขลงตัวน้อยๆ
❖ อะตอมของธำตสุ องชนิดอำจรวมตัวกันดว้ ยอัตรำส่วนต่ำงๆ กัน เกิดเป็น

สำรประกอบได้หลำยชนิด

ลกั ษณะเปน็ ทรงกลมตัน และมขี นำดเลก็ มำก
และไมส่ ำมำรถแบง่ แยกไดอ้ ีก

❖ William Crookes ได้ประดษิ ฐ์อปุ กรณ์จำลอง
ปรำกฎกำรณ์ฟำ้ รอ้ ง ฟำ้ ผำ่ ประกอบ ดว้ ย
หลอดแก้วทบ่ี รรจุ gas ควำมดันตำ่ มขี ัว้ ไฟฟำ้ เปน็
แผ่นโลหะ (Electrode) 2 ขัว้ ตอ่ เข้ำกบั เคร่อื ง
กำเนดิ ไฟฟำ้ ทมี่ ีควำมต่ำงศกั ย์สงู (10,000 - 20,000
volte) แผน่ โลหะดำ้ นไฟฟำ้ ลบเรยี กวำ่ ขั้ว
cathode แผ่นโลหะดำ้ นไฟฟำ้ บวกเรยี กว่ำ ข้ัว
anode และยงั ได้วำงฉำกเรอื งแสง (ZnS ซงิ ค์
ซลั ไฟด์) ขนำนไปตำมยำวหลอด

❖ แก๊สจะนำไฟฟำ้ ได้ดีในสภำวะควำมตำ่ งศักยส์ ูง (10,000 V) และ
ควำมดันตำ่

❖ ตอ่ ขั้วทัง้ สองเขำ้ กบั เครื่องกำเนดิ ไฟฟ้ำศกั ยส์ งู ที่แผ่นแอโนดเจำะรู
ตรงกลำง มแี ผน่ ฉำกเรืองแสงซง่ึ เคลอื บดว้ ย ZnS วำงทป่ี ลำยหลอด
เมือ่ ครบวงจรจะปรำกฏเห็นจดุ สวำ่ งบนฉำกเรืองแสง

❖เมอ่ื นำสนำมแม่เหลก็ หรือสนำมไฟฟำ้ มำวำงหนำ้ ฉำก เกดิ รังสีแคโทด
ซ่งึ เปน็ อนภุ ำคทมี่ ีประจไุ ฟฟ้ำเปน็ ลบ ซ่งึ ก็คือ “อเิ ลก็ ตรอน”

❖อตั รำส่วนประจตุ ่อมวล (e/m) ของอิเลก็ ตรอนของแกส๊ ทกุ ชนิด มคี ำ่
เท่ำกัน คอื 1.76 × 108 คลู อมบ์ตอ่ กรมั

❖ ดัดแปลงหลอดรังสีแคโทดดว้ ยกำรเจำะรูท่แี ผน่ แคโทดและเพ่ิม
ฉำกเรอื งแสงดำ้ นแคโทด พบวำ่ มีกำรเรอื งแสงข้ึนทำงซำ้ ย

❖ทดสอบรงั สโี ดยใชส้ นำมไฟฟ้ำหรือสนำมแมเ่ หล็ก จะเหน็ รงั สเี บนเขำ้ หำขว้ั ลบ
แสดงวำ่ มปี ระจบุ วก จงึ ให้ชอ่ื ว่ำ รังสคี ำแนล (Canal ray) ต่อมำเปลีย่ นชื่อเปน็
“โปรตอน” (Proton)

❖แตอ่ ัตรำสว่ นของประจุตอ่ มวล (e/m) ของอนภุ ำคบวกไมค่ งที่ ข้ึนอยกู่ บั ชนิดของ
โปรตอน

❖ เม่ือขวั้ แคโทดได้รบั พลงั งานสงู จะให้อิเลก็ ตรอนว่ิงไปที่แผน่
ขวั้ แอโนด และว่ิงไปชนกบั อะตอมของกา๊ ซ ทาให้อิเลก็ ตรอน
ของกา๊ ซหลดุ ออกมา และอิเลก็ ตรอนทงั้ หมดรวมกนั เรียกว่า
รงั สีแคโทด (Cathode ray) นัน่ กค็ ือ อิเลก็ ตรอน

❖ ส่วนอะตอมของกา๊ ซท่ีอิเลก็ ตรอนหลดุ ออกไป จะเหลือ
อนุภาคท่ีมีประจบุ วกวิ่งย้อนกลบั มาทางขวั้ แคโทด เรียกว่า
รงั สีคาแนล (Canal ray) นัน่ กค็ ือ โปรตอน

“อะตอมมลี ักษณะเปน็ ทรงกลม
ประกอบด้วย โปรตอน ซง่ึ มปี ระจบุ วก
กบั อเิ ล็กตรอน ซ่งึ มปี ระจเุ ป็นลบ จำนวน
เท่ำกัน กระจำยอยทู่ ว่ั ทั้งอะตอมอยำ่ ง
สม่ำเสมอ ทำให้อะตอมเปน็ กลำงทำง
ไฟฟำ้ ”

*** จงึ ถือได้วำ่ เปน็ คนแรกท่เี สนอรำยละเอียด
ภำยในอะตอม

Oil – drop Experiment (กำรพ่นละอองนำ้ มนั )

➢ ฉำยรังสีเอ๊กซ์ (X-Ray) เขำ้ ไปเพือ่ ทำให้อะตอมของแกส๊ ในอำกำศ
เกดิ กำรแตกตวั ให้อิเลก็ ตรอน

➢ พ่นละอองนำ้ มันเขำ้ ไป เม็ดนำ้ มันจะจบั อิเล็กตรอน ทำให้
กลำยเปน็ ประจุลบ

➢ เมือ่ ละอองน้ำมันอยรู่ ะหวำ่ งขวั้ ไฟฟำ้ ที่ต่อกับเครอ่ื งกำเนดิ ไฟฟ้ำที่
สำมำรถปรบั วอลเทจได้

❑ เม่อื ยงั ไมต่ อ่ เขำ้ กบั เครอ่ื งกำเนดิ ไฟฟำ้ เมด็ น้ำมันตกลงมำด้วย
แรงโน้มถ่วง

❑ เมอ่ื ตอ่ เข้ำกับเครื่องกำเนดิ ไฟฟำ้ เกิด 3 เหตกุ ำรณ์ คือ 1. เมด็
น้ำมนั จะถูกดดู ลอยไปหำข้วั บวก 2. ลอยอยตู่ รงกลำง และ
3. ตกลงตำมแรงโนม้ ถ่วงแต่ช้ำลง

❑ ปรบั คำ่ ควำมต่ำงศกั ย์ จนเม็ดน้ำมันหยุดนิง่ (ไมต่ ก ไม่ลอยเข้ำ
หำขัว้ บวก)

❑ เมือ่ หยดนำ้ มนั หยดุ น่ิง แสดงวำ่ แรงลพั ธ์ทหี่ ยดน้ำมนั เปน็ ศนู ย์
ทำให้ไดส้ มกำร (q หรอื e คือ คำ่ ประจุ)

❑ จำกกำรทดลองของมิลลแิ กน สำมำรถหำค่ำประจุ (e) ของ
อิเลก็ ตรอนออกมำได้ และจำกค่ำ e/m ของทอมสัน จงึ
สำมำรถพิสจู น์หำคำ่ m ของอเิ ลก็ ตรอนได้ ดังนี้

ทอมสัน ค่ำ e/m ของอเิ ล็กตรอน = 1.76 x 108 คูลอมบ/์ กรมั
มิลลิแกน ค่ำ e ของอิเล็กตรอน = 1.6 x 10 -19 คลู อมบ์

ดงั นนั้ m ของอิเลก็ ตรอน = 9.1 x 10 -28 กรัม
(***อเิ ล็กตรอนมีมวลน้อยมำก)

❖ ทำกำรทดลองยิงอนุภำคแอลฟำ ไปยงั แผน่
ทองคำบำงๆ และใชฉ้ ำกเรืองแสงทเี่ คลอื บ
ดว้ ยซงิ ซลั ไฟด์ (ZnS) โค้งรอบแผน่ ทองคำ
เป็นรูปเกอื กมำ้

❖ อนุภำคแอลฟำ เกิดจำกกำรสลำยตัวของ
สำรกัมมนั ตรงั สี เปน็ นวิ เคลยี ส ของฮเี ลยี ม
ประกอบดว้ ย โปรตอน 2 ตวั (มีประจุ + 2)
และมวลเท่ำกบั 4



➢ อนภุ ำคสว่ นใหญ่ วิง่ ตรงมำที่จุด ก. แสดงว่ำอนุภำคต้องวิ่งผำ่ น

ทีว่ ่ำงในอะตอม อะตอมตอ้ งมีลกั ษณะว่ำงและโปร่งมำก
➢ อนุภำคบำงสว่ น เบ่ยี งเบนจำกเส้นทำงเดมิ ท่ีจดุ ข. แสดงว่ำ

อนภุ ำคตอ้ งวง่ิ ไปใกล้บริเวณท่ีมีประจุบวกเชน่ เดียวกบั ประจขุ อง

อนภุ ำค
➢ อนภุ ำคส่วนน้อยมำก เกิดกำรสะทอ้ นกลบั ท่ีจดุ ค. แสดงว่ำ

อนภุ ำคแอลฟำตอ้ งวงิ่ ไปชนอนภุ ำคประจุบวก และมีมวลมำก

❖ Monsley : ได้ศึกษำเกย่ี วกบั รังสีเอ็กซ์ (x-ray) ทำใหท้ รำบมวลของ
อะตอม เช่น ธำตุคำร์บอนมี 6 โปรตอน นำ่ จะมีมวล 6 หนว่ ย (ตำม
แบบจำลองของรัทเทอรฟ์ อรด์ มวลของอะตอมสว่ นใหญจ่ ะเปน็ มวลของ
โปรตอน ) แตป่ รำกฏว่ำคำรบ์ อนมมี วล 12 หนว่ ย และธำตสุ ่วนใหญ่
จะมมี วลประมำณ 2 เท่ำหรอื มำกกว่ำของโปรตอน

❖ Chadwick : ไดศ้ ึกษำโดยทำกำรทดลองยงิ “เบริลเลียม” ดว้ ยอนุภำค
แอลฟำ แลว้ ใช้เครือ่ งมอื ทดสอบว่ำ มีอนุภำคทม่ี ีมวลใกล้เคียงกบั โปรตอน
และเป็นกลำงทำงไฟฟ้ำ และเรยี กชอ่ื ว่ำ “นวิ ตรอน”

“อะตอมประกอบด้วย นิวเคลียสท่ีมี
โปรตอน ขนำดเล็กแต่มีมวลมำก มี
ประจุบวก และนิวตรอน รวมอยู่ตรง
กลำงนิวเคลียส และมีอิเล็กตรอนมี
ประจุลบและมีมวลน้อยมำกวิ่งโดยรอบ
นิวเคลียส”

จากแบบจาลองอะตอมของรทั เทอรฟ์ อรด์ และการค้นพบ
นิวตรอนของแชควิก ทาให้เราทราบว่า ภายในอะตอมมี

องคป์ ระกอบพืน้ ฐาน ดงั นี้

AZX A = เลขมวลหรอื มวลอะตอม
(จำนวน p + n)

X = สญั ลกั ษณ์ของธำตุ

Z = เลขอะตอม (จำนวน p)

*** จำนวน p = จำนวน e เมอื่ อะตอมของธำตเุ ปน็ กลำง
*** จำนวน n หำได้จำก n = A - Z

3115P  p = 15 , e = 15 , n = 16

23592U  p = 92 , e = 92 , n = 143
3919K +  p = 19 , e = 18 , n = 20

12753I -  p = 53 , e = 54 , n = 74
CCl4  p = 74 , e = 74 , n = 78
NH4+  p = 11 , e = 10 , n = 7

Fe(CN)63-  p = 104 , e = 107 , n = 108
( 12 6C 35 17Cl 14 7N 1 1H 56 26Fe )

(Isotope) คอื เลขอะตอมเหมอื นกนั แต่เลขมวลต่ำงกัน
หรอื มี p เท่ำกนั แต่มี n ตำ่ งกนั

เชน่
11H (โปรเทยี ม, H) 21H (ดวิ ทเี รยี ม, D) 31H (ทรเิ ทยี ม, T)

3517Cl , 3717Cl 168O , 17 O , 188O
8

36 Ar , 3818Ar , 4010Ar
18

(Isobar) คอื เลขอะตอมต่ำงกนั แตเ่ ลขมวลเท่ำกัน หรอื มี
p ตำ่ งกัน แต่ p + n เท่ำกัน

เชน่
14 6C กับ 14 7N

30 15P กับ 30 14Si

(Isotone) คอื เลขอะตอมตำ่ งกนั เลขมวลตำ่ งกัน
หรอื มี p ตำ่ งกนั แต่มี n เทำ่ กัน

เชน่
39 19K กับ 40 20Ca ( มี n = 20 )

14 6 C กับ 16 8O ( มี n = 8 )

(Isoelectronic) คือ เลขอะตอมต่ำงกัน เลขมวล
ต่ำงกัน หรอื มี p ตำ่ งกัน
แต่ e เทำ่ กัน

เชน่
2010Ne กบั 199F - ( มี e = 10 )

8838Sr 2+ กับ 6436Kr ( มี e = 36 )

ตวั อยำ่ ง ธาตุ X มปี ระจทุ ี่นิวเคลียสเปน็ 3 เท่าของธาตุ C และมี

เลขมวลเป็น 4 เท่าของธาตุ C จงบอก
➢สัญลกั ษณ์นวิ เคลียรแ์ ละจานวนอนุภาคตา่ ง ๆ ของธาตุ X เม่ือกาหนด

13 6C เปน็ สญั ลักษณ์ของ C
วธิ ที ำ จากโจทย์ 13 6C  p = 6 , e = 6 , n = 7

ธาตุ X มปี ระจเุ ปน็ 3 เทา่ ของธาตุ C ดังนั้นจะมี p = 18
ธาตุ X มีเลขมวลเป็น 4 เทา่ ของธาตุ C ดังน้นั เลขมวล = 52
ดังนัน้ สญั ลกั ษณ์ของ X คอื 52 18X
p = 18 e = 18 n = 34

ตวั อย่ำง ธาตุ A และ B เปน็ Isotone ซึง่ กันและกัน ธาตุ A เมื่อกลายเปน็
A 2– จะมอี ิเลก็ ตรอนเท่ากับ 10 เลขมวล เทา่ กับ 20 B มเี ลขมวลมากกวา่ A อยู่ 3
จงหา ก. สญั ลักษณข์ อง A และ B
วิธที ำ A กลายเป็น A2 – จะมี e = 10 แสดงวา่ ธาตุ A จะมี e = 8 เลขมวล
= 20 ดังนน้ั n = 20 - 8 = 12

B จะมเี ลขมวล = 23 เนื่องจาก A และ B เปน็ Isotone กัน
(n เทา่ กนั ) ดงั นั้นธาตุ B จะมี p = 23 - 12 = 11

จะได้สัญลกั ษณ์ของ A และ B เปน็ 20 8A , 23 11B

➢ ศึกษำสเปกตรมั ของธำตุ โดยกำรเผำธำตแุ ละสำรประกอบ
➢ ลักษณะสำคญั ของคลื่น

❑ ควำมยำวคลื่น () คือ ระยะทางท่คี ลน่ื เคลอ่ื นทค่ี รบ 1 รอบ หนว่ ย เมตร
(m) หรือ นาโนเมตร (nm)

❑ ควำมถข่ี องคล่นื () คอื จานวนรอบของคลนื่ ทเี่ คล่ือนท่ีผา่ นจดุ หนึ่งในเวลา
1 วนิ าที หนว่ ย รอบต่อวนิ าที หรอื เฮิรต์ ซ์ (Hz)

➢แสงเป็นคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟำ้ ประกอบด้วย คลน่ื ท่มี คี วำมถี่และ
ควำมยำวคล่นื ตำ่ งๆ กันเป็นชว่ งกว้ำง และมชี ่ือเฉพำะ ดังรปู

➢ คลนื่ แสงท่ีมองเห็นได้ คือ ชว่ ง 400 - 700 nm เรียกวำ่ แสงขำว
(แสงดวงอำทิตย์)

สมี ่วง 380-420 สูง มำก
สคี รำม 420-460 ต่ำ น้อย
สีน้ำเงิน 460-490
สเี ขยี ว 490-580
สเี หลอื ง 580-590
สีแสด 590-650
สแี ดง 650-700

➢ แมกซแ์ พลงค์ (Max Plank) ได้ศกึ ษำควำมสัมพนั ธ์ของพลังงำน
คล่นื กับ ควำมถี่ และได้ขอ้ สรปุ ดังน้ี

∝ = ℎ

หมำยถงึ พลังงำนของคลนื่ มหี น่วยเปน็ จูล
ℎ หมำยถงึ คำ่ คงทข่ี องแพลงค์ 6.625 × 10-34 จลู •วนิ ำที
หมำยถงึ ควำมถ่ีของคลื่น มีหน่วยเปน็ เฮริ ์ดซ์ (Hz)

➢ จำกกำรศกึ ษำควำมเรว็ แสง (C) ไดข้ อ้ สรปุ ดงั นี้
hC
C =  = 

C = ควำมเรว็ ของแสง มีคำ่ เท่ำกบั 3 x 108 m/s

เมื่อพจิ ำรณำจะพบควำมสมั พันธจ์ ำกสมกำรดงั นี้

ถำ้  มำก นอ้ ย นอ้ ย เชน่ แสงสีแดง
ถำ้  น้อย มำก มำก เชน่ แสงสมี ว่ ง

ตวั อย่ำง จงหำพลงั งำนคลน่ื และควำมถขี่ องคลน่ื ชนิดหน่งึ ทมี่ ี

ควำมยำวคลื่น 3 x 105 เมตร

วิธีทำ จำกสตู ร C =  = C


จะได้วำ่ = 3 x 108 = 103 รอบ/s
3 x 105

จำกสูตร = ℎ = 6.625 x 10-34 x 103
= 6.625 x 10-31 J

➢ กสุ ตำฟ เคอรซ์ อฟ ชำวเยอรมันได้ประดษิ ฐเ์ ครอ่ื งมือท่ีชื่อว่ำ
สเปคโทรสโคป

➢ ธำตุและสำรประกอบ สีเปลวไฟ

เผำ สเปกโทรสโคป

เส้นสเปกตรัม

➢ จำกกำรทดสอบเผำสำรประกอบของธำตตุ ่ำง ๆ ดว้ ยลวด
นิโครม เพ่ือศกึ ษำสีของเปลวไฟของธำตดุ ว้ ยวธิ ี Flame Test
ได้ผลดังน้ี

โซเดียมคลอไรด์ NaCl เหลือง เหลอื งเข้ม

โซเดยี มซลั เฟต Na2SO4 เหลือง เหลืองเขม้

แบเรยี มคลอไรด์ BaCl2 เขยี วอมเหลอื ง เขยี ว

แบเรยี มไนเตรต Ba(NO3) 2 เขยี วอมเหลือง เขยี ว

แคลเซยี มคลอไรด์ CaCl2 แดงอฐิ แดงเข้ม

คอปเปอร์ (II) คำรบ์ อเนต CuCO3 เขยี ว เขยี วเขม้

คอปเปอร์ (II) ซัลเฟต CuSO4 เขียว เขยี วเข้ม

จำกตำรำงสรปุ ไดว้ ่ำ
➢ สเี ปลวไฟ และเส้นสเปกตรัม เกดิ จำกไอออนบวกของโลหะ

➢ สำรประกอบท่ีเกิดจำกโลหะต่ำงชนดิ กนั กบั อโลหะชนดิ
เดยี วกัน จะให้สีเปลวไฟและเส้นสเปกตรมั ต่ำงกัน
 ดังนัน้ สเี ปลวไฟ และ เสน้ สเปกตรมั เปน็ สมบตั ิ
เฉพำะตวั ของธำตุ

➢ สำหรับสำรประกอบต่ำงชนิดกัน อำจจะมสี เี ปลวไฟ และเส้น
สเปกตรัมคลำ้ ยกนั แต่ตำแหนง่ () ของเสน้ สเปกตรมั ไม่
ตรงกัน

e- เคล่ือนที่รอบ ๆ นิวเคลยี ส e- กระโดดขึ้น

(สถำนะพน้ื ) เผำ (ดดู E) (สถำนะกระตนุ้ )

e- ไมเ่ สถียร

สเี ปลวไฟ e- กระโดดกลับลงมำ

(คำย E)

กลไกกำรเกิดสเี ปลวไฟ (กำรเปลยี่ นแปลงอเิ ล็กตรอนภำยในอะตอม)

กำรเปลี่ยนแปลงอเิ ล็กตรอนสถำนะพื้น และสถำนะกระต้นุ

ศึกษำจำกกำรเผำธำตุไฮโดรเจน ซงึ่ พบวำ่ ปรำกฏเส้นสเปกตรมั
ในชว่ งคลืน่ ทมี่ องเห็นได้มี 4 เส้น คอื 410 434 468 656 nm
ตำมลำดบั

พลงั งาน (kJ) EE45
E3

E2

410 434 486 656 E1
สมี ่วง สีน้ำเงิน สนี ้ำทะเล ควำมยำวคล่นื (nm)

สเปกตรมั สีแดง

แผนผังกำรเปลย่ี นแปลงระดับพลังงำนของอเิ ล็กตรอนของไฮโดรเจน

จำกขอ้ มลู ขำ้ งตน้ สรปุ ได้ว่ำ
➢ การเปลย่ี นระดับพลังงานของอิเล็กตรอน ไม่จำเปน็ ต้องเปล่ียน

ระหว่างระดับพลังงานท่ีอยตู่ ิดกนั (E1 --> E2) แตส่ ามารถกระโดด
ข้ำมชัน้ พลังงานได้ (E1 --> E3) (E1 --> E4) (E1 --> E5)

➢ ระดบั พลงั งำนตำ่ ชัน้ พลังงานจะอยู่ห่ำงกนั มากกวา่ ระดับ
พลังงำนสงู และระดับพลงั งานยิ่งสงู จะอยชู่ ิดกันมำกข้ึน

“อะตอมประกอบด้วย นิวเคลียสท่ีมีโปรตอนและ
นิวตรอน รวมอยู่ตรงกลำงนิวเคลียส และมี
อเิ ลก็ ตรอนเคล่ือนท่ีรอบ ๆ นวิ เคลยี สในลักษณะเป็นชั้น
พลงั งำนคล้ำยวงโคจรดำวเครำะห์รอบดวงอำทิตย”์

พลังงำนไอออไนเซซัน (Ionization Energy, IE) หมายถึง พลังงานน้อยสดุ ท่ี
ใช้ดงึ อิเล็กตรอนใหห้ ลุดออกกลายเปน็ ออิ อนบวกในสถานะก๊าซ มหี นว่ ย MJ/mol
หรือ KJ/mol

X(g) X+(g) + e- IE1
X+(g) X2+(g) + e- IE2

เชน่ Mg(g) Mg+(g) + e-

เรยี กว่า พลงั งำนไอออไนเซชนั ลำดบั ทห่ี นึ่ง หรือ IE1 = 744 KJ/mol
Mg+(g) Mg2+(g) + e-

เรียกว่า พลงั งำนไอออไนเซชันลำดบั ท่ีสอง

หรอื IE2 = 1457 KJ/mol



จำกตำรำงค่ำ IE สรุปได้ว่ำ
➢ คำ่ IE n > …… > IE2 > IE1 ตำมลำดบั เพรำะวำ่ e- ตัว

แรก(นอกสดุ ) ใช้พลังงำนน้อยทส่ี ดุ อยู่ไกลจำกนวิ เคลียส
มำกท่ีสดุ

➢ ค่ำ IE ของธำตแุ ตล่ ะชนิดจะมคี ่ำไม่เทำ่ กัน ขน้ึ อยกู่ ับเลข
อะตอม (จำนวน p) เช่น Mg มี e- 12 ตัว จะมี IE 12 ค่ำ
(IE1 – IE12)


Click to View FlipBook Version