The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chalisa Nuangracha, 2024-01-30 02:46:37

งานวิจัย

งานวิจัย

42 ตะวันออกเฉียงใต้โดยใช้การจัดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT (Teams –Games - Tournaments) โดยมีวัตถุประสงค์1)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยใช้การจัดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT (Teams –Games - Tournaments) 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่อง วัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยใช้การจัดการเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค TGT (Teams –Games -Tournaments)กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ที่กําลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จํานวน 8 คน โดยใช้วิธีการ เลือกแบบเจาะจง เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้2) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลจากการศึกษาพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของประเทศใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ในการสอนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน โดยมีคะแนน 2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ต่อการจัดการเรียน แบบร่วมมือเทคนิค TGTการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลจาก การศึกษาพบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังจากใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGTมีคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.69 (S.D = 1.69) สูงกว่าคะแนนก่อนเรียนซึ่งมีค่า เท่ากับ 9.75 (S.D = 1.49) 2)นักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยใช้การจัดการเรียน พระมหาอนุชิต อนนฺตเมธี และคณะ (2565 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มสืบ สอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราช อําเภอเมือง จังหวัด นครศรีธรรมราช โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มสืบสอบ รายวิชาพระพุทธศาสนา 2) ศึกษา ประสิทธิภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มสืบสอบ รายวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราช อําเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราช อําเภอ เมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จํานวน 309 คน กําหนดกลุ่มตัวอย่าง 1 ห้อง จํานวน 39 คน ด้วย วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้


43 แบบร่วมมือ เทคนิคแบบกลุ่มสืบสอบ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ รายวิชา พระพุทธศาสนา หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ประวัติและความสําคัญของพระพุทธศาสนา สถิติและการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนน ก่อนและหลังเรียนโดยวิเคราะห์ด้วยสถิติt-test นําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการเชิง พรรณนา จากผลการวิจัยพบว่า1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราช อําเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มสืบสอบ หลังเรียน (̅= 25.62, S.D. = 1.330) สูงกว่าก่อน เรียน (̅= 14.03, S.D. = 3.166)อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มสืบสอบ รายวิชาพระพุทธศาสนา ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราช อําเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มี ประสิทธิภาพเท่ากับ (E1/E2) 84.01/85.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มนัสรินทร์ บุญญคง (2561 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มการแข่งขัน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะการทำงาน ร่วมกัน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล วัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนแบบร่วมมือเทคนิค กลุ่มการแข่งขัน กับการสอนแบบปกติ(2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียน แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มการแข่งขัน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ (3) ศึกษาทักษะ การทำงานร่วมกันของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจุฬาภรณราช วิทยาลัย สตูล จังหวัดสตูล จำนวน 2 ห้องเรียน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มการแข่งขัน (2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบการสอนแบบปกติ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4) แบบวัดทักษะการทำงานร่วมกัน (5) แบบสังเกต พฤติกรรมการทำงานร่วมกัน และ (6) แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับทักษะการ ทำงานร่วมกัน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลอง ที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค กลุ่มการแข่งขัน สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มควบคุม ที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้การสอน แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการ จัดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มการแข่งขัน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และ (3) นักเรียนมีทักษะการทำงานร่วมกันเมื่อได้รับการจัดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค กลุ่มการแข่งขัน โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี


44 เดือนเพ็ญ สังข์งาม (2562 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT เรื่องวัฒนธรรมของไทยและวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาค เอเชีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่ม ร่วมมือแบบTGT ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGTกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนโกสุมวิทยา สรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling )เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT เรื่องวัฒนธรรมของไทยและวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 4 แผนแผนละ 2 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนชนิดเลือกตอบซึ่งมีค่าความยากตั้งแต่ 0.44 ถึง 0.72 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.42 ถึง 0.72 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 และ 3) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้ชนิด มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับจำนวน 20 ข้อค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.38 ถึง 0.75 ค่าความ เชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.81สถิติที่ใช้ได้แก่ร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT มีประสิทธิภาพ 85.11/84.35 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ที่ตั้ง 2) ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT เท่ากับ 0.65 หรือคิดเป็นร้อย 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจโดยรวมเฉลี่ยเท่ากับ 4.61 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 รัฐพร กลิ่นมาลี(2565 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือโดยใช้เทคนิค การแข่งขันเป็นทีมแบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะ การทำงานเป็นทีม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือโดยใช้เทคนิคการแข่งขันเป็นทีมแบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะ การทำงานเป็นทีม 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการแข่งขันเป็นทีมแบบออนไลน์ และ 3) วิเคราะห์ทักษะการทำงาน เป็นทีม หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการแข่งขันเป็นทีมแบบออนไลน์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ คณะครุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบเจาะจง จำนวน 2


45 ห้องเรียน ทั้งหมด 44 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสังเกตทักษะการทำงานเป็นทีมของผู้เรียนโดย ผู้สอนเป็นผู้ประเมิน และ4) แบบประเมินทักษะการทำงานเป็นทีมของผู้เรียนโดยผู้เรียนเป็นผู้ประเมิน ตนเอง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการแข่งขันเป็นทีมแบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการทำงานเป็นทีม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.15/86.90 สูงกว่า เกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคการแข่งขันเป็นทีมแบบออนไลน์ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ3) ผู้สอนประเมินทักษะการทำงานเป็นทีมของผู้เรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และผู้เรียน ประเมินทักษะการทำงานเป็นทีมของผู้เรียนเองในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปียนาถ สุทธิประภา (2560 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาเศรษฐศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ วิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคTGT หลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 80 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา เศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 32 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษ1 2559 โรงเรียนมหาวิชานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT จำนวนทั้งสิ้น 6 แผน แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา เศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เป็น แบบทดสอบชนิคเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเยี่ยงเบน มาตรฐานและทคสอบ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัย พบว่า การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค TGT วิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ


46 85.10/82.88 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ไว้ค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมีค่าเท่ากับ 0.7338 หรือ คิดเป็นร้อยละ 73.38 นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยที่ระดับ .05 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT โดยรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด (x = 4.52, S.D.= 0.13) การศึกษาเอกสารงานวิจัยทำให้ผู้ศึกษา สรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT เป็นวิธีการสอนที่คำนึงถึงรูปแบบการเรียนรู้ที่ สนับสนุนให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดีขึ้น และมีทักษะทางสังคม ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง สนับสนุนแนวทางการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็น สำคัญ ด้วยเหตุผลนี้ ผู้วิจัยจึงนำวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคTGT มาใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้จึงทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการ การเรียนรู้ได้ดีและมีประสิทธิภาพยังช่วยให้ผู้เรียนรู้มี ผลการเรียนรู้ที่สูงขึ้นได้ 2.9 กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และประโยชน์ของแผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เพื่อนำมากำหนดเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย จัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ กลุ่ม ที่มีการแบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน มาทำงานเป็นกลุ่ม ประมาณ 4 – 5 คน โดยกำหนดให้มีการแข่งขันกลุ่ม ในเกมการเรียนที่ครูผู้สอนจัดเตรียมไว้ คะแนนที่ได้จากการแข่งขัน ของสมาชิกแต่ละคนในลักษณะการแข่งขันกับทีมอื่น จะนำมาบวกเป็นคะแนนรวมของกลุ่ม สมาชิก ของกลุ่มมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม เมื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ข้างต้นจะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้ที่ดีขึ้นในเนื้อหาการศึกษาที่กำหนดไว้ ดังแสดงในภาพที่ 2.2 ภาพที่ 2.2 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TGT ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5


47 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ในการดำเนินการวิจัยการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้ดำเนินการภายใต้องค์ประกอบของการดำเนินการ วิจัยตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3 การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 10 คน ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ( Purposive sampling ) 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 จำนวน 8 แผน รวม 8 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระ เศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 30 ข้อ ต้องใช้จริง 20 ข้อ


48 3.3 การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT มีขั้นตอนในการสร้างดังต่อไปนี้ 1.1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคู่มือการ จัดการเรียนรู้กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ที่เกี่ยวกับหลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง หลักสูตร ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 1.2) ศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา สาระสำคัญ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และเวลา แล้วจัดหน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 1.3) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT จำนวน 8 แผน ใช้เวลาสอนทั้งสิ้นจำนวน 8 ชั่วโมง ซึ่งมีสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1.3.1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ทดสอบก่อนเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ปัจจัยการผลิตสินค้า และบริการ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ประเภทของปัจจัย การผลิต จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.4) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนด สินค้าและบริการ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.5) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือก ซื้อสินค้าและบริการ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.6) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการของท้องถิ่นต่างๆ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.7) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการจาก การสร้างอาชีพขึ้นใหม่ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.8) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8เรื่อง ทดสอบหลังเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ชื่อแผนการจัดการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กระบวนการจัดการการเรียนรู้ สื่อ แหล่ง เรียนรู้ และการวัดประเมินผลการเรียนรู้


49 1.4) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อประเมินความ เหมาะสมและความสอดคล้องของเนื้อหา จุดประสงค์ กระบวนการจัดกิจกรรม สื่อการเรียนรู้และการ วัดและประเมินผล การประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยว ซาญ จำนวน 3 ท่านที่ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับรูปแบบ เนื้อหา กิจกรรม จุดประสงค์ และการวัดประเมินผลเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน 1 หมายถึง ตรงหรือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ให้คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจ ให้คะแนน -1 หมายถึง ไม่ตรงหรือไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 1.5) นำผลการประเมินมาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง ซึ่งดัชนีความ สอดคล้อง ได้ค่าเท่ากับ 1.00 ทุกแผน ถือว่าแผนการจัดการเรียนรู้นั้นมีคุณภาพสามารถนำไปสอนได้ 1.6) นำแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ 1.7) นำแผนการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ที่ได้รับ การปรับปรุงและผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญ เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา 1.8) จัดพิมพ์แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการทดลอง กิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายต่อไป 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็น แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยครอบคลุมเนื้อหาและตัวชี้วัดในแต่ละแผนการจัดการ เรียนรู้ จำนวน 20 ข้อ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1) ศึกษาเอกสารและหลักสูตร คู่มือครู สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และการสร้างและหา คุณภาพเครื่องมือของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก 2.2) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้แกนกลางและตัวชี้วัด โดยพิจารณาจากความสำคัญ ของตัวชี้วัดให้ครอบคลุมเนื้อหา เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ 2.3) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ


50 2.4) นำแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้องเชิง เนื้อหา (Content Validity) โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การ เรียนรู้(Index of Item - Objective Congruence: IOC) (ไพศาล วรคำ, 2552, น.257) นำมา คำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง แล้วเลือกข้อสอบที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเกณฑ์การประเมินผล ดังนี้ ให้คะแนน + 1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า ข้อสอบวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน - 1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.5) นำคะแนนมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item - Objective Congruence: IOC) 2.6) นำแบบทดสอบมาปรับปรุงแก้ไขแล้วนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 13 คน 2.7) นำกระดาษคำตอบ แบบทดสอบมาตรวจ ให้คะแนนและวิเคราะห์หาคุณภาพ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก (R) และค่าความยาก (P) ตามวิธี แบรนแนม (Brennan) อรัญ ชุยกระเดื่อง, 2557, น. 45 ซึ่งได้ค่าความยาก (P) อยู่ระหว่าง 0.12 ถึง 0.87ค่าอำนาจจำแนก (R) อยู่ระหว่าง -0.25 ถึง 0.75 2.8) นำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์แบบทดสอบรายข้อ และนำข้อสอบไป คำนวณหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตรของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson) สูตร KR-20 ได้ค่า ความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.60 และคัดเลือกข้อสอบที่ต้องใช้จริง 2.9) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว เพื่อใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลัง เรียนฉบับจริง จำนวน 20 ข้อ นำไปใช้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง


51 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.4.1) แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนและหลังการทดสอบ (One Group Pretest - posttest Design) ตารางที่ 3.1 แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest -posttest Design) กลุ่ม Pre -test Treatment Post - test E T1 X1 T2 E แทน กลุ่มทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน Pre-test T2 แทน การทดสอบหลังเรียน Post-test X1 แทน การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT โดยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1) ทำการทดลองสอบก่อนเรียนกับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้น แบบทดลอง 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลาในการทดสอบ 50 นาที 2) ผู้วิจัยดำเนินการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT จำนวน 8 แผนการจัดการเรียนรู้ รวม 8 ชั่วโมง 3) เมื่อจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ไปจนครบแล้ว ผู้วิจัยนำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาทดสอบกับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายอีกครั้ง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนกับหลังเรียน 3.4.2) ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.4.2.1) ผู้วิจัยได้อธิบายชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนที่ เป็นกลุ่มตัวอย่างในเรื่องการเรียน เวลาเรียน และวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค TGT 3.4.2.2) ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre - test) โดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลา 50 นาทีโดยไม่เฉลยคำตอบ


52 3.4.2.3) ดำเนินการเรียนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ใช้เวลาทั้งหมด 8 ชั่วโมง 3.4.2.4) ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเมื่อสิ้นสุด การทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ จำนวน 20 ข้อ โดยใช้เวลาในการทดสอบ 50 นาที 3.4.2.5) นำข้อมูลที่ได้จากการทดสอบมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อทดสอบ สมมติฐานและสรุปผลการวิจัย 3.5. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบ ร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังนี้ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละที่ได้จาก การทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 2) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.6.1) สถิติในการหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.6.1.1) ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC โดยการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเที่ยงตรงของ เนื้อหา กับวัตถุประสงค์ โดยแปลงระดับความสอดคล้องเป็นคะแนน (ไพศาล วรคำ, 2552, น. 257) ดังนี้ IOC = ∑ R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างคำถามกับจุดประสงค์ ∑ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ


53 3.6.1.2) การแบ่งกลุ่มทดลอง 33.33% คำนวณจากสูตร ดังนี้ x = N 100 × 33.33 เมื่อ x แทน จำนวนนักเรียนกลุ่มทดลอง (เก่ง,อ่อน) N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมดในกลุ่มทดลอง 3.6.1.3) การหาความยากของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์คำนวณจากสูตรดังนี้ (อรัญ ชุยกระเดื่อง, 2557, น. 44) P = R N เมื่อ P แทน ค่าความยากของข้อสอบ R แทน จำนวนคนตอบถูก N แทน จำนวนคนสอบทั้งหมด 3.6.1.4) การหาค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (สมนึก ภัททิยธนี, 2558, น. 215) R = U n1 − L n2 เมื่อ R แทน ค่าอำนาจจำแนก U แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มเก่ง L แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มอ่อน N1 แทน จำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนสูงกว่าคะแนนจุดตัด N2 แทน จำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนจุดตัด 3.6.1.5) ค่าความเชื่อมั่น KR-20 โดยวิธีของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson: KR) เป็นสูตรในการหาค่าความเชื่อมั่นที่เหมาะสำหรับแบบทดสอบที่มีค่าความยากง่ายในลักษณะ กระจายสูตรที่ใช้ในการหามีรูปแบบดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2552: 103) Rt = n n−1 {1 − ∑ pq St 2 }


54 St 2 = N ∑ X 2−(∑ x) 2 N2 เมื่อ rt แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n แทน จำนวนข้อของแบบทดสอบ p แทน สัดส่วนของผู้เรียนที่ทำข้อสอบข้อนั้นถูกกับผู้เรียนทั้งหมด q แทน สัดส่วนของผู้เรียนที่ทำข้อสอบข้อนั้นผิดกับผู้เรียนทั้งหมด St 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เรียน 3.6.2) สถิติพื้นฐาน 3.6.2.1) ร้อยละ (อรัญ ชุยกระเดื่อง, 2557, น. 69) P = f N × 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน จำนวนใดๆ ที่ต้องการหาร้อยละ n แทน จำนวนทั้งหมด 3.6.2.2) ค่าเฉลี่ย X (บุญชม ศรีสะอาด, 2545, น. 105) x̅ = ∑ x N เมื่อ x̅แทน ค่าเฉลี่ย ∑ x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มเป้าหมาย


55 3.6.2.3) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตรดังนี้ (บุญชม ศรี สะอาด, 2545, น. 107) S.D. = √ n ∑ x 2−(∑ x) 2 n(n−1) เมื่อ S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ x แทน ผลคะแนนรวมในกลุ่ม (∑ x) 2 แทน ผลคะแนนของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มเป้าหมาย 3.6.3) การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการร่วมมือเทคนิค TGT ตามเกณฑ์ 80/80 จากสูตร (เผชิญ กิจระการ, 2544: 49) สูตร 1 ประสิทธิภาพของกระบวนการ E1 = ∑ x N ×100 A เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนการสอนที่จัดไว้ใน แผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการร่วมมือเทคนิค TGT คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ที่ได้จากการทำชิ้นงาน และกิจกรรมระหว่างเรียนของนักเรียน ∑ x แทน คะแนนรวมจากการทำชิ้นงานและกิจกรรมระหว่างเรียน ของนักเรียน A แทน คะแนนเต็มของชิ้นงานและกิจกรรมระหว่างเรียนของ นักเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด สูตร 2 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E2 = ∑ x N ×100 B


56 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียน ∑ x แทน คะแนนรวมจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 3.6.4) สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน 3.6.4.1) เปรียบเทียบผลคะแนนการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน โดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2543: 248 - 249) t = ∑ D √ n ∑ D2−(∑D)2 n−1 เมื่อ t แทน การแจกแจงแบบที D แทน ความแตกต่างของคะแนนหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียน


57 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาสังคมศึกษา เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น ซึ่ง ผู้วิจัยจะนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังรายละเอียด ดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สาระเศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาสังคมศึกษา สาระ เศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน (80/80) 4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สาระเศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำ วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 คน คะแนนเต็ม 20 คะแนน มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แสดงในตารางที่ 4.1


58 ตารางที่4.1 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การ ผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เลขที่ คะแนนทดสอบ D D 2 คะแนนก่อนเรียน (20) คะแนนหลังเรียน (20) 1 8 16 8 64 2 9 16 7 49 3 9 19 10 100 4 10 18 8 64 5 8 18 10 100 6 12 15 3 9 7 14 17 3 9 8 12 19 7 49 9 10 17 7 49 10 11 18 7 49 รวม 103 173 70 542 ̅ 10.30 17.30 - - S.D. 1.94 1.33 - - รวม ∑ =70 ∑ =542 จากตารางที่ 4.1 พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรื่อง การผลิต สินค้าและบริการ มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.30 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 17.30 จะ เห็นได้ว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


59 ตารางที่ 4.2 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบทีแบบไม่อิสระของผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน การทดสอบ N ̅ S.D. t df Sig 1 tailed ก่อนเรียน 10 10.30 1.94 8.1900 9 0.0000 หลังเรียน 10 17.30 1.33 **มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.2 พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนเรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ ด้วยกระบวนการแบบร่วมมือเทคนิค TGT มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.30 และคะแนน เฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 17.30 เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางารเรียน พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาสังคมศึกษา สาระ เศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน (80/80) ผู้วิจัยได้นำแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทำ การทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ ประกอบไปด้วยเนื้อหาสาระจำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ 1) ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ 2) ประเภทของปัจจัยการผลิต 3) ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการ 4) ปัจจัยที่มิอิทธิพล ต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค 5) การผลิตสินค้าและบริการของท้องถิ่นต่างๆ 6) การผลิตสินค้าและ บริการจากการสร้างอาชีพขึ้นใหม่ มาใช้สอนจนครบทุกแผนและทำการประเมินผู้เรียนโดยใช้ชิ้นงาน กิจกรรมในชั้นเรียน และให้ทำแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ จากนั้น ผู้วิจัยได้นำผลการ ทดสอบของนักเรียนรายบุคคล มาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ แสดงผล วิเคราะห์ข้อมูล ดังตาราง 4.3


60 ตารางที่ 4.3 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง การ ผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เลขที่ คะแนน ก่อน เรียน (20) คะแนนจากการวัดระหว่างเรียน (E1 ) รวมผลการวัด ระหว่างเรียน E1 (60) คะแนนหลัง เรียน E2 (20) แผน ที่ 1 แผน ที่ 2 แผน ที่ 3 แผน ที่ 4 แผน ที่ 5 แผน ที่ 6 1 8 7 8 9 9 7 8 48 16 2 9 7 7 10 10 8 8 50 16 3 9 8 7 8 9 9.5 8 49.5 19 4 10 9 9 9 7 8.5 9 51.5 18 5 8 9 9 10 8 8.5 10 54.5 18 6 12 9.5 9 10 9 8 9 54.5 15 7 14 10 9 9.5 9 9 9 55.5 17 8 12 10 8 10 10 9 9.5 56.5 19 9 10 9 9 8.5 10 9 9 54.5 17 10 11 10 9 9 10 9.5 9 56.5 18 รวม 103 88.5 84 93 91 86 88.5 531 173 ̅ 10.3 8.85 8.4 9.3 9.1 8.6 8.85 53.1 17.3 S.D. 1.94 1.15 0.84 0.71 0.99 0.77 0.66 3.08 1.33 ร้อย ละ 51.50 88.50 84 93 91 86 88.5 88.50 86.50 ประสิทธิภาพกระบวนการ (E1 ) = 88.50 ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E2 ) = 86.50 จากตารางที่ 4.3 แสดงว่า คะแนนจากกิจกรรมระหว่างเรียนในแต่ละครั้ง มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 88.50 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.08 และ คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าเฉลี่ยร้อยละ 86.50 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.33 ซึ่งพบว่า ประสิทธิภาพแผนการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคแบบร่วมมือ TGT มีค่าเป็น 88.50/86.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ในข้อ 2


61 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นการวิจัยเชิงทดลอง สรุปได้ดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย 1) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน รายวิชาสังคม ศึกษา สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เป็นไปตามสมมติฐานข้อ ที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางการเรียนที่ระดับ .05 2) ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาสังคมศึกษา สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การ ผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ (E1/E2 ) 88.50/86.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ในสมมติฐาน 2 5.2 การอภิปรายผล ผลจากการวิจัยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา สาระเศรษฐศาสตร์เรื่อง การ ผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เมื่อนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาตามเนื้อหาสาระทั้ง 6 แผนการจัดการเรียนรู้ สามารถทำให้ผู้เรียนมีการพัฒนาด้านความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น และจาก ผลการวิจัยดังกล่าวผู้วิจัยขออภิปรายสาเหตุที่ทำให้การวิจัยครั้งนี้เป็นไปตามสมมติฐาน ดังนี้ 1) นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง การผลิตสินค้า และบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 10.30 คิดเป็นร้อยละ 51.50 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.3 คิดเป็นร้อยละ 86.5 เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 ซึ่งมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน อาจเป็นเพราะการ จัดการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา เรื่องการผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความน่าสนใจ และสามารถกระตุ้นความสนใจของ นักเรียนได้ เพราะนักเรียนได้มีการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการแข่งขันระหว่างกลุ่ม สืบค้นข้อมูล ด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนได้ใช้ความสามารถได้อย่างเต็มที่และเหมาะสม จึงส่งผลให้ผลการเรียนสูง


62 กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางการเรียนที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ปียนาถ สุทธิ ประภา (2560 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดย การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT หลังเรียนกับเกณฑ์กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 32 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนมหาวิชานุ กูล อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ วิชา เศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT จำนวนทั้งสิ้น 6 แผน แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เป็นแบบทดสอบชนิคเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทคสอบ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยที่ระดับ .05 2) แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง การผลิตสินค้า และบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า มีประสิทธิภาพ (E1/E2 ) 88.50/86.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ในสมมติฐาน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยได้สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ขึ้นตามขั้นตอนอย่างมีระบบ โดยมีการศึกษา วิเคราะห์หลักสูตร แนวทางการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิโดยใช้วิธีการสอนแบบ ร่วมมือเทคนิค TGT และมีเกมในการจัดการเรียรสอน มีสื่อที่ชัดเจนน่าดึงดูดเหมาะสมกับเนื้อหาและ วัยของนักเรียน และได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน แล้วนำไปปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ก่อนนำไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย ในการศึกษา นอกจากนี้การ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค TGT ยังเป็นสื่อการสอนที่จะช่วยในการจัดการเรียนการ สอนในสาระวิชาสังคมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการแข่งขันระหว่างกลุ่ม และมีความหลากหลาย เหมาะสมกับผู้เรียนที่ มีความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ดี เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้ และเกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และได้ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น ได้ฝึก ทักษะกระบวนการคิด การแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งจากเหตุผลที่กล่าวมาทำให้แผนการจัดการเรียนรู้


63 รายวิชาสังคมศึกษา สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยนำวิธีการสอน แบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ซึ่ง สอดคล้องกับงานวิจัยของ เดือนเพ็ญ สังข์งาม (2562 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนา แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT เรื่อง วัฒนธรรมของไทยและวัฒนธรรมของ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่ พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบTGT ตามเกณฑ์ 80/80 ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT มีประสิทธิภาพ 85.11/84.35 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง และสอดคล้องกับ รัฐ พร กลิ่นมาลี(2565 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ เทคนิค การแข่งขันเป็นทีมแบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะการทำงาน เป็นทีม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาประสิทธิภาพการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ เทคนิคการแข่งขันเป็นทีมแบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการทำงานเป็น ทีม ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการแข่งขันเป็นทีมแบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการทำงานเป็นทีม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.15/86.90 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 5.3 ข้อเสนอแนะ 1) ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1) การทำกิจกรรมการเรียนการสอนควรมีความชัดเจน ครูต้องแจ้งวัตถุประสงค์ การเรียนรู้ ชี้แจงกติกา ขั้นตอน ในการทำกิจกรรมระหว่างเรียน และครูควรกำหนดเวลาในการทำ กิจกรรมการเรียนรู้อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการร่วมทำกิจกกรม ใน ชั่วโมงนั้นๆ 1.2) ขณะที่นักเรียนทำกิจกรรมระหว่างเรียน ครูควรดูแลควบคุม อย่างใกล้ชิด และ คอยแนะนำในประเด็นที่นักเรียนไม่ยังไม่เข้าใจ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในการทำกิจกรรม และเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.3) การแจ้งผลการปฏิบัติกิจกรรม ควรแจ้งผลทันทีหลังปฏิบัติกิจกรรมเสร็จสิ้น การปฏิบัติทุกแผนการเรียนรู้การทำใบงาน การปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียน และการทำแบบทดสอบ หลังเรียน จะเป็นเครื่องมือในการสะท้อนผลการวิจัย และเป็นการประเมินว่านักเรียนมีความรู้ความ เข้าใจในเนื้อหามากน้อยเพียงใด เพื่อให้เป็นข้อมูลในการนำไปพัฒนาตนเองต่อไป


64 2) ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1) ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงขึ้น เมื่อใช้วิธีการสอน แบบร่วมมือเทคนิค TGT ดังนั้นในรายวิชาอื่นๆ อาจจะมีการสอบแบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TGT ไป ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 2.2) จากการศึกษางานวิจัย และทำการวิจัย พบว่า การใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค TGT ในการจัดการเรียนการสอนส่งผลช่วยให้เกิดการพัฒนาทางด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน เนื่องจากเป็นการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีการร่วมทำงานและเล่นเกมเป็นกลุ่ม แต่หากผู้สอน ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมนานเกินไปอาจจะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ดังนั้น ครูผู้สอนต้อง แสวงหารูปแบบกิจกรรม เกม ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิด การพัฒนาอย่างเต็มที่ 2.3 หากครูผู้สอนหรือผู้ที่สนใจ จะนำผลการวิจัยไปใช้ในการศึกษาค้นคว้า และ พัฒนาต่อไป ควรเพิ่มระยะเวลาการศึกษา และเพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างให้มากขึ้นกว่าเดิม 2.4 ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และเลือกเกมให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน


65 บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2544). กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. หน้า 3 กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ .2544. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพมหานคร : พัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว). ไกษร กองธรรม. (2553). การพัฒนาการอ่านคำพื้นฐาน โดยใช้เกมทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. (วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบะณฑิต). ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยอีสาน. ชนาธิป พรกุล. (2552). การออกแบบการสอน การบูรณาการการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการ เขียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชวลิต ชูกําแพง .(2550). การประเมินการเรียนรู้. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ชวลิต ชูกำแพง. (2553). การวิจัยหลักสูตรและการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 2 มหาสารคาม : มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2553). 80 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: แดเน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น. ทิศนา แขมมณี. (2548). ศาสตร์การสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 4) : ด่านสุทธาการพิมพ์จำกัด. ทิศนา แขมมณี. (2552). ศาสตร์การสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 5) กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์จำกัด. เทียม จันทร์พานิชย์ผลินไซย. (ม.ป.ป.). ระเบียบวิธีการวิจัย. พิษณุโลก: ภาควิชาการศึกษาคณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. ธัญญาเรศ หมื่นไกร,กรรณิการ์ ภิรมย์รัตน์ และภาสชัย แถบกําปัง. (2563). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง ศาสนพิธีของศาสนาสากลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนโยธินบูรณะ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ประกอบเกมการ สอน. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันท์ทา.


66 บรรณานุกรม (ต่อ) นุชนาฎ กลิ่นมาลี,อภิณห์พร สถิตภาคีกุล และแก้วใจ สุวรรณเวช. (2566). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน และทักษะการทํางานเป็นทีมโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ทีจีทีกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมสําหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน 2566. บุญชม ศรีสะอาด และคณะ. (2552). พื้นฐานการวิจัยการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 5. กาฬสินธุ์ : ประสาน การพิมพ์. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาสาส์น. บุญชม ศรีสะอาด. (2550). วิธีการทางสถิติสําหรับการวิจัย. กรงเทพฯ : สุวิริยาสาส์น. บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่9). กรุงเทพฯ : บริษัท สุวีริยาสาส์น จำกัด. บุษยา มณฑล, สุรินธร วงษ์ล้อม. (2564). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โดยใช้เทคนิค TGT โรงเรียนห้วยน้ำหอมวิทยา คาร. วารสารคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน 2564. ปียนาถ สุทธิประภา. (2560). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT. วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. เดือนเพ็ญ สังข์งาม. (2562). การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT เรื่องวัฒนธรรมของไทยและวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชีย. เข้าถึงเมื่อ 8 กันยายน 2566. เข้าถึงได้จาก https://shorturl.asia/ZAMCw. เผชิญ กิจระการ. (2544). การวิเคราะห์ประสิทธิภาพสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (E1/E2), การวัดผลการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พระมหาอนุชิต อนนฺตเมธี และคณะ. (2565). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา พระพุทธศาสนาโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มสืบสอบของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราช. วารสารสังคมศาตร์ และมานุษวิทยาเชิง พุทธ ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565.


67 บรรณานุกรม (ต่อ) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ. (2553). กรุงเทพฯ: สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. พิมพ์ครั้ง ที่ 3. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2545). หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เฮ้าส์ออฟ เคอร์มีสท์. ไพศาล วรคํา. (2552). การวิจัยการศึกษา. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. ไพโรจน์ คะเชนทร์. (2556). การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก : http://www.wattoongpel.com/ มนัสรินทร์ บุญญคง. (2561). ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มการแข่งขัน เรื่อง ทวีป อเมริกา เหนือ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะการทำงานร่วมกัน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล. วารสารศึกษาศาสตร์ มสธ. ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2561. รัฐพร กลิ่นมาลี. (2565). ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ เทคนิค การแข่งขันเป็นทีมแบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ ทักษะการทำงานเป็นทีม. วารสารจุฬาทรรศน์. ปีที่ 9 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2565. รุ่งทิวา จักรกร. (2545). หลักการสอนทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: รุ่งเรืองธรรม. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2541). เทคนิคการสร้างและสอบข้อสอบความถนัดทาง การเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2543). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. วัชรา เล่าเรียนดี. (2547). เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้สำหรับครูมืออาชีพ. นครปฐม. โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์. (2553). การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด Backward Design. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมนึก ภัททิยธนี. (2558). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สมนึก ภัททิยธนี. 2546. การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์.


68 บรรณานุกรม (ต่อ) สมยศ บุญรักษ์. (2563). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง วันสําคัญ ทางพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TGT. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. สำลี รักสุทธี. (2546). เทคนิควิธีการจดัการเรียนการและเขียนแผนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็น สำคัญ. กรุงเทพฯ : พัฒนาศึกษา. สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. (2545). 21 วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. สุวิมล สุวรรณจันดี. (2554). การพัฒนาแผนการเรียนรู้สาระพุทธศาสนาโดยใช้กรณีศึกษาเพื่อ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1โรงเรียน วัดอรัญญาราม อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน . การค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต (สาขาวิชา การสอนสังคมศึกษา). คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สุรัตน์ ศิริมงคล และอมรรัตน์ช่างคิด (2563). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยใช้การ จัดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT (Teams –Games -Tournaments). วารสารวิชาการ ครุศาสตร์สวนสุนันทา. ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. 2563. สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2546). แนวทางการวัดและประเมินผล ในชั้น เรียนกล่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544.กรุงเทพฯ: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. อรัญ ซุยกระเดื่อง. (2557). การวิจัยทางการศึกษา. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหาสารคาม. อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550). หลักการสอน (ฉบับปรับปรุง).กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2553). หลักการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 5 กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. เอกรินทร์ ลี่มหาศาล และคณะ. (2552). เรื่องน่ารู้สู่การใช้หลักสูตร.กรุงเทพฯ : บริษัทอักษร เจริญ ทัศน์จํากัด.


69 ภาคผนวก


70 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ


71 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 1 นายพิชิต ทองคำ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่ายม โรงเรียนบ้านท่ายม อำเภอหนอแสง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 2 นายนิศารัตน์ ทองคำ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านท่ายม อำเภอหนอแสง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 3 นายชัยนันท์ ภูวบดินทร์ ครูชำนาญการพิเศษและหัวหน้าฝ่ายบริหารงานวิชาการ โรงเรียนบ้านท่ายม อำเภอหนอแสง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2


72 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


73 แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT วิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ( ส15102 ) สาระการเรียนรู้ที่ 3 เศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านท่ายม นางสาวชาลิสา เนื่องราชา ตำแหน่ง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านท่ายม อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2


74 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เศรษฐศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการ เวลา 1 ชั่วโมง วันที่............เดือน.........................พ.ศ...................... นางสาวชาลิสา เนื่องราชา ผู้สอน 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการ บริโภคการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจ หลักการของ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ ตัวชี้วัด ป.5/1 อธิบายปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการได้(K) 2. จำแนกปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการได้ถูกต้อง (P) 3. กระตือรือร้นในการเรียนเรื่อง ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ (A) 3. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการสื่อสาร 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. สาระสำคัญ ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ ประกอบด้วย ที่ดิน แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการ และยัง มีปัจจัยอื่นที่เป็นตัวกำหนดปริมาณสินค้าและบริการ ซึ่งส่งผลให้การผลิตสินค้าและบริการในแต่ละ ท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน


75 6. สาระการเรียนรู้ 1. ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการ 7. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูแจ้งเรื่องที่จะเรียน ให้นักเรียนทราบ 2. ครูนำข่าวการขึ้นราคาสินค้า มาให้นักเรียนวิเคราะห์ และแสดงความคิดเห็น ร่วมกันตามประเด็นที่กำหนดให้ จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจมากขึ้น ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ 1. ครูเปิด Power point เรื่อง ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการ พร้อม อธิบาย 2. ครูตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นร่วมกัน คำถาม ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการมีอะไรบ้าง ( แนวคำตอบ ราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และพฤติกรรมของ ผู้บริโภค ) 3. ครูให้นักเรียนรวมกลุ่มเดิม จากนั้นให้นักเรียนทำกิจกรรมจับคู่ประโยค เรื่อง ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการ 4. ครูแจกบัตรข้อความให้นักเรียนทุกคนในกลุ่ม และชี้แจงกติกา ดังนี้ - นักเรียนเติมคำตอบลงในช่องว่างที่ครูกำหนดให้ โดยเลือกคำตอบที่คิดว่า ถูกต้อง - นักเรียนคนใดที่ตอบเสร็จแล้ว ให้ช่วยเพื่อนในกลุ่มได้ - การรวมคะแนน จะเป็นคะแนนกลุ่ม ( ตอบถูก ข้อละ 1 คะแนน ) 5. ครูและนักเรียนร่วมกันเฉลย จากนั้นครูได้อธิบายเพิ่มเติม 6. ครูกล่าวชมเชยนักเรียนทุกคนที่ร่วมกิจกรรม และมอบรางวัลให้กลุ่มที่มีผล คะแนนชนะ


76 ขั้นสรุป 1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและ บริการ และมอบหมายให้นักเรียนสรุปความรู้ที่ได้เรียนในชั่วโมง ลงในสมุด 2. ครูมอบหมายให้นักเรียนอ่านเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้า และ บริการ เป็นการบ้านเพื่อเตรียมตัวทำกิจกรรมการเรียนการสอนในชั่วโมงถัดไป 8. สื่อ/แหล่งเรียนรู้ สื่อ - Power point เรื่อง ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการ - ภาพการขึ้นราคาสินค้า แหล่งเรียนรู้ - ห้องเรียน 9. ชิ้นงาน/ภาระงาน ภาระงาน - ใบงาน 3.1 เรื่อง ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการ


77 10. กระบวนการวัดผลและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ เครื่องมือวัด วิธีการวัด เกณฑ์การวัดผลและ ประเมินผล 1. บอกปัจจัยที่เป็น ตัวกำหนดสินค้าและ บริการได้(K) ใบงาน 3.1 เรื่อง ปัจจัย อื่นๆ ที่เป็น ตัวกำหนด สินค้าและ บริการ ตรวจใบงาน 3.1 เรื่อง ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนด สินค้าและบริการ คะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. จำแนกปัจจัยที่เป็น ตัวกำหนดสินค้าและ บริการได้ถูกต้อง (P) คำถาม เรื่อง ปัจจัยอื่นๆ ที่ เป็นตัวกำหนด สินค้าและ บริการ ตรวจคำตอบ คะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. กระตือรือร้นในการ เรียนเรื่อง ปัจจัยการผลิต สินค้าและบริการ (A) แบบประเมิน คุณลักษณะอัน พึงประสงค์ ตรวจแบบ ประเมิน คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ระดับคุณภาพ ดี ผ่านเกณฑ์


78 11. บันทึกผลหลังการสอน 1. ปัญหาที่เกิด .................................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................... ..................... .............................................................................................................. .................................................. 2. วิธีการแก้ปัญหา .................................................................................................................................. .............................. .......................................................................................................................................... ...................... ............................................................................................................. ................................................... 3. ผลการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. ................................... .......................................................................................................................................... ...................... ............................................................................................................. ................................................... (ลงชื่อ)................................................................. (...................................................................) ครูผู้สอน ............/............/............ 12. ความคิดเห็นของครูผู้เลี้ยง .................................................................................................................................. .............................. .......................................................................................................................................... ...................... ............................................................................................................. ................................................... (ลงชื่อ)................................................................. (...................................................................) ครูพี่เลี้ยง ............/............/............


79 13. ความคิดเห็นของครูผู้บริหาร .................................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... (ลงชื่อ)................................................................. (...................................................................) ผู้บริหาร ............/............/............


80 เกมจับคู่ประโยค เรื่อง ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการ วัตถุดิบราคาสูงขึ้นย่อมส่งผลให้……… A ต้นทุนผลผลิตต่ำ B ต้นทุนการผลิตสูง C ความต้องการผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นเพราะ……… A ต้นทุนผลผลิต B น้ำมันเชื้อเพลิงราคาสูงขึ้น C ความต้องการผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันมีผลกระทบต่อ……… A ต้นทุนผลผลิต B สิ่งแวดล้อม C ความต้องการผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีนำมาใช้เพื่อเพิ่ม……… A ต้นทุนผลผลิต B ผลผลิต C ราคาสินค้า ………เป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการผลิต A การเพิ่มจำนวนการผลิต B เทคโนโลยีเครื่องมือทาง วิทยาศาสตร์ C โทรศัพท์มือถือ


81 ………เป็นการแสดงออกของแต่ละคนในการ เลือกซื้อสินค้าและบริการ A การเพิ่มจำนวนการผลิต B พฤติกรรมของผู้บริโภค C อุปทาน ………คือ เพศ อายุ ค่านิยม A ลักษณะที่มีความแตกต่างกัน B พฤติกรรมของผู้บริโภค C อุปทาน การเลือกซื้อสินค้าและบริการใน แต่ละบุคคลเพื่อ......... A ให้เกิดกระแสค่านิยม B ให้ตอบสนองความต้องการ C ให้เกิดควารักสามัคคีกัน ต้นทุนสูงทำให้......... A มีความต้องการของ ผู้บริโภคมากขึ้น B ราคาสินค้าสูงขึ้น C ส่งออกสินค้าง่ายขึ้น ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสินค้า และบริการคือ......... A น้ำมันเชื้อเพลิง B ต้นทุนการผลิตราคาแพง C ราคาวัตถุดิบ เทคโนโลยีในการผลิต


82 เกมจับคู่ประโยค เรื่อง ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการ วัตถุดิบราคาสูงขึ้นย่อมส่งผลให้……… A ต้นทุนผลผลิตต่ำ B ต้นทุนการผลิตสูง C ความต้องการผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นเพราะ……… A ต้นทุนผลผลิตต่ำ B น้ำมันเชื้อเพลิงราคาสูงขึ้น C ความต้องการผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันมีผลกระทบต่อ……… A ต้นทุนผลผลิต B สิ่งแวดล้อม C ความต้องการผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีนำมาใช้เพื่อเพิ่ม……… A ต้นทุนผลผลิต B ผลผลิต C ราคาสินค้า ………เป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการผลิต A การเพิ่มจำนวนการผลิต B เทคโนโลยีเครื่องมือทาง วิทยาศาสตร์ C โทรศัพท์มือถือ เฉลย


83 ………เป็นการแสดงออกของแต่ละคนในการ เลือกซื้อสินค้าและบริการ A การเพิ่มจำนวนการผลิต B พฤติกรรมของผู้บริโภค C อุปทาน ………คือ เพศ อายุ ค่านิยม A ลักษณะที่มีความแตกต่างกัน B พฤติกรรมของผู้บริโภค C อุปทาน การเลือกซื้อสินค้าและบริการใน แต่ละบุคคลเพื่อ......... A ให้เกิดกระแสค่านิยม B ให้ตอบสนองความต้องการ C ให้เกิดควารักสามัคคีกัน ต้นทุนสูงทำให้......... A มีความต้องการของ ผู้บริโภคมากขึ้น B ราคาสินค้าสูงขึ้น C ส่งออกสินค้าง่ายขึ้น ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสินค้า และบริการคือ......... A น้ำมันเชื้อเพลิง B ต้นทุนการผลิตราคาแพง C ราคาวัตถุดิบ เทคโนโลยีในการผลิต


84 สื่อการเรียนรู้


85 ใบงานที่ 3.1 เรื่อง ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดปริมาณสินค้าและบริการ คำชี้แจง ให้นักเรียนวิเคราะห์ข้อความในตาราง แล้วขีด ✓ ลงในช่องปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดปริมาณสินค้และบริการที่ สัมพันธ์กัน ปัจจัยการผลิต หมายถึง .......................................................................................................................... ................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ข้อ ข้อความ ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดปริมาณ สินค้าและบริการ ราคาวัตถุดิบ และราคา น้ำมัน เทคโนโลยี การผลิต พฤติกรรม ของผู้บริโภค 1 ปัจจุบันชาวนาสามารถผลิตข้าวได้ปริมาณสูงขึ้นต่อไร่ต่อวัน เพราะใช้เครื่องจักรไถนา ดำนา และเกี่ยวข้าว 2 เมื่อข้าวราคาสูงขึ้น เนื้อสัตว์มีน้อยแต่ราคาสูง ทำให้ร้านอาหาร ส่วนใหญ่ขึ้นราคาอาหาร 3 เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการรถโดยสาร ประจำทางขอขึ้นราคาค่าโดยสาร 4 สวนส้มโชกุนของนายดำมีปริมาณผลผลิตมากกว่าทุกปีเพราะเขา ใช้ปุ๋ยเคมีผสมปุ๋ยคอก 5 โรงงานผลิตเครื่องลายครามของไทย สามารถผลิตสินค้าไป จำหน่ายยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก 6 ปีนี้ราคาน้ำตาลสูงขึ้น ทำให้แม่ค้าขนมหวานลดปริมาณขนมแต่ ละถ้วย 7 บริษัทผ้าไทยเพิ่มราคาผ้าทอลายไทยขึ้น เพราะทางบริษัทเพิ่ม ราคาต้นทุนการผลิต 8 ในวันวาเลนไทน์ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นนิยมซื้อ ดอกกุหลาบให้คนรักเป็นพิเศษ 9 ร้านขายของเบ็ดเตล็ดจะขายสบู่และยาสีฟันยี่ห้อใหม่ที่มีราคาถูก ได้มากกว่าสินค้าที่มีชื่อเสียง 10 เสื้อผ้าราคาถูก การออกแบบตัดเย็บไม่ค่อยประณีต จะขายดี มากบริเวณใกล้โรงงานอุตสาหกรรม


86 งานที่ 3.1 เรื่อง ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดปริมาณสินค้าและบริการ คำชี้แจง ให้นักเรียนวิเคราะห์ข้อความในตาราง แล้วขีด ✓ ลงในช่องปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดปริมาณสินค้าและ บริการที่สัมพันธ์กัน ปัจจัยการผลิต หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่ผู้ผลิตนำมาผ่านกระบวนการการผลิต จนกระทั่งออกมาเป็นสินค้าหรือบริการ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ข้อ ข้อความ ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดปริมาณ สินค้าและบริการ ราคาวัตถุดิบ และราคา น้ำมัน เทคโนโลยี การผลิต พฤติกรรม ของผู้บริโภค 1 ปัจจุบันชาวนาสามารถผลิตข้าวได้ปริมาณสูงขึ้นต่อไร่ต่อวัน เพราะใช้เครื่องจักรไถนา ดำนา และเกี่ยวข้าว ✓ 2 เมื่อข้าวราคาสูงขึ้น เนื้อสัตว์มีน้อยแต่ราคาสูง ทำให้ร้านอาหาร ส่วนใหญ่ขึ้นราคาอาหาร ✓ 3 เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการรถโดยสาร ประจำทางขอขึ้นราคาค่าโดยสาร ✓ 4 สวนส้มโชกุนของนายดำมีปริมาณผลผลิตมากกว่าทุกปี เพราะ เขาใช้ปุ๋ยเคมีผสมปุ๋ยคอก ✓ 5 โรงงานผลิตเครื่องลายครามของไทย สามารถผลิตสินค้าไป จำหน่ายยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ✓ 6 ปีนี้ราคาน้ำตาลสูงขึ้น ทำให้แม่ค้าขนมหวานลดปริมาณขนมแต่ ละถ้วย ✓ 7 บริษัทผ้าไทยเพิ่มราคาผ้าทอลายไทยขึ้น เพราะทางบริษัทเพิ่ม ราคาต้นทุนการผลิต ✓ 8 ในวันวาเลนไทน์ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นนิยมซื้อ ดอกกุหลาบให้คนรักเป็นพิเศษ ✓ 9 ร้านขายของเบ็ดเตล็ดจะขายสบู่และยาสีฟันยี่ห้อใหม่ที่มีราคาถูก ได้มากกว่าสินค้าที่มีชื่อเสียง ✓ 10 เสื้อผ้าราคาถูก การออกแบบตัดเย็บไม่ค่อยประณีต จะขายดี มากบริเวณใกล้โรงงานอุตสาหกรรม ✓ เฉลย


87 1. ข้อใดบอกความหมายของการผลิตได้ถูกต้องที่สุด ก. การนำทรัพยากรธรมชาติมาใช้อย่างประหยัด ข. การผลิตที่ไม่คำนึงความสวยงาม ค. การนำสิ่งของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ ง. การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภค 2. ข้อใดเป็นสินค้าที่ผ่านการแปรรูป ก. มะขาม ข. มะพร้าว ค. กล้วยอบเนย ง. มะม่วง 3. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการแปรรูปสินค้า ก. ราคาถูกลง ข. เก็บได้นานขึ้น ค. เพิ่มมูลค่าสินค่า ง. ขายได้ราคาดี 4. ข้อใดคือประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงสถานที่ สำหรับผู้บริโภค ก. สินค้าราคาถูกลง ข. ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก ค. สินค้าราคาสูงขึ้น ง. ถูกทุกข้อ 5. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการใช้ช่วงเวลาที่ต่างกันใน การผลิตสำหรับผู้บริโภค ก. มีประโยชน์เพิ่มขึ้น ข. มีประสิทธิภาพ ค. ราคาสูงขึ้น ก. มีสินค้าให้เลือกมากมาย 6. ราคาน้ำมันมีผลกระทบต่ออะไรมากที่สุด ค. ความต้องการของผู้บริโภค ง. ราคาสินค้าลดลง 7. การเลือกซื้อสินค้าและบริการในแต่ละบุคคลเพื่อ จุดประสงค์ใด ก. ให้เกิดกระแส ค่านิยม ข. ให้ตอบสนองความต้องการ ค. ให้เกิดความสามัคคี ง. ให้สินค้าราคาลดลง 8. ข้อใดบอกความหมายของแรงงานได้ถูกต้องที่สุด ก. เป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้น ข. เป็นสิ่งที่สามารถใช้ได้ไม่จำกัด ค. เป็นผู้ที่ผลิตสินค้าและบริการ ง. เป็นเครื่องทุ่นแรงในการผลิต 9. เมื่อราคาวัตถุดิบสูงขึ้นจะส่งผลอย่างไร ก. สินค้าราคาแพงขึ้น ข. ขายสินค้าได้มากขึ้น ค. ผลิตสินค้าได้มากขึ้น ง. ต้นทุนการผลิตลดลง 10. ข้อใดเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการผลิต ก. การเพิ่มจำนวนการผลิต ข. โทรศัพท์มือถือ ค. ต้นทุนการผลิต ง. เทคโนโลยีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 11. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสินค้าและบริการ ก. ราคาวัตถุดิบ ข. ราคาน้ำมัน ค. พฤติกรรมผู้บริโภค ง. แรงงาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สาระเศรษฐศาสตร์ ส15101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การผลิตสินค้าและบริการ ก. ต้นทุนการผลิต ข. สิ่งแวดล้อม


88 12. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้า และบริการ ก. ราคาสินค้า ข. ทุนในการผลิต ค. สภาพอากาศ ง. การโฆษณา 13. เมื่อจะซื้อของควรพิจารณาถึงข้อใด ก. ความทันสมัย ข. ความสวยงาม ค. ความอยากได้ ง. ประโยชน์ใช้สอย 14. การทำบาตรพระ ตรงกับการผลิตสินค้าในข้อใด ก. การผลิตสินค้าจากทรัพยากรในท้องถิ่น ข. การผลิตสินค้าจากการถ่ายทอดของบรรพ บุรุษ ค. การผลิตสินค้าจากวัฒนธรรมและประเพณี ง. การผลิตสินค้าและบริการจากการสร้างอาชีพ ขึ้นใหม่ 15. ข้อใดเป็นการผลิตสินค้าและบริการจากวัฒนธรรม และประเพณี ก. มะม่วงแช่อิ่ม ข. บาตรพระ ค. พวงกุญแจหนังตะลุง ง. ทุเรียนกรอบ 16. แหล่งท่องเที่ยวสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตรง กับการผลิตสินค้าและบริการข้อใด ก. การผลิตสินค้าและบริการจากทรัพยากรใน ท้องถิ่น ข. การผลิตสินค้าและบริการจากการถ่ายทอดของ บรรพบุรุษ ค. การผลิตสินค้าและบริการจากวัฒนธรรมและ ประเพณี ง. การผลิตสินค้าและบริการจากการสร้าง อาชีพขึ้นใหม่ 17. ปัจจัยในข้อใดสำคัญที่สุดต่อการเลือกซื้อสินค้า และบริการ ก. รายได้ ข. อาชีพ ค. ความเชื่อ ง. โฆษณา 18. สุชาติซื้อบ้านหลังใหญ่และรถยนต์ราคาแพง ข้อความดังกล่าวตรงกับอิทธิพลต่อการเลือกซื้อ สินค้าข้อใด ก. การโฆษณา ข. ความเชื่อ ค. รายได้ ง. รสนิยม 19. นิดซื้อเสื้อผ้าสีฟ้าเพราะชอบสีสดใส ข้อความ ดังกล่าวตรงกับอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้าข้อใด ก. การโฆษณา ข. ความเชื่อ ค. รายได้ ง. รสนิยม 20. สินค้าและบริการในชุมชนให้ประโยชน์หลาย ด้าน ยกเว้นด้านใด ก. สร้างรายได้ให้ชุมชน ข. ทำให้ชุมชนมีชื่อเสียง ค. ทำให้ชุมชนอื่นๆ ไม่พอใจ ง. เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น


89 เฉลย 1. ง 11. ง 2. ค 12. ข 3. ก 13. ง 4. ข 14. ข 5. ค 15. ค 6. ก 16. ก 7. ข 17. ก 8. ค 18. ค 9. ก 19. ง 10. ง 20. ค


90 ภาคผนวก ค ผลการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


91 ตารางที่ ค.1 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการสอน วิชาสังคมศึกษา สาระ เศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ รายการที่ประเมิน คะแนนความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญ (คนที่) คะแนน รวม IOC แปล ผล 1 2 3 1 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 3. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 5. สาระสำคัญ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 6. สาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 7. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 8. สื่อ/แหล่งเรียนรู้ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 9. ชิ้นงาน/ภาระงาน +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 10. กระบวนการวัดผลและ ประเมินผล +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 2 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 3. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 5. สาระสำคัญ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 6. สาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 7. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 8. สื่อ/แหล่งเรียนรู้ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 9. ชิ้นงาน/ภาระงาน +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 10. กระบวนการวัดผลและ ประเมินผล +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 3 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 +3 1 ใช้ได้


Click to View FlipBook Version