รายงาน
แผนการจัดการเรยี นการสอนรปู แบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
ผนวกวธิ ีสอนและเทคโนโลยี เรอ่ื ง กระบวนการแก้ปญั หา ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4
ผจู้ ัดทำ
รหัสนิสิต 61410365 คุณานนต์ คองสวรรค์ เลขที่ 7
รหสั นสิ ิต 61410402 จตุรพร กัณหา เลขท่ี 8
รหสั นิสิต 61411850 ธีรภัทร พาทอง เลขที่ 16
รหสั นิสิต 61414240 อรพรรณ กำลงั หาญ เลขที่ 41
คณะศกึ ษาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีและสอ่ื สารการศึกษา
สาขาวชิ าคอมพิวเตอร์ ชั้นปีที่ 4
อาจารย์ท่ีปรึกษารายวิชา
ผศ.ดร.พชิ ญาภา ยวงสร้อย
รายวชิ า 374434 ประเดน็ ปัจจบุ นั ทางด้านคอมพิวเตอร์ศึกษา
(Current Issues in Computer Education)
ปริญญาตรี แบบ 2 ภาคการศกึ ษา (ภาคปกต)ิ
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
มหาวิทยาลัยนเรศวร
ก
คำนำ
รายงานเร่ือง “แผนการจัดการเรียนการสอนรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ผนวกวิธีสอนและ
เทคโนโลยี เรื่อง กระบวนการแก้ปัญหา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4” ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 374434
ประเด็นปัจจุบันทางด้านคอมพิวเตอร์ศึกษา (Current Issues in Computer Education) คณะศึกษาศาสตร์
ภาควิชาเทคโนโลยีและส่ือสารการศึกษา สาขาวชิ าคอมพิวเตอร์ ชน้ั ปที ี่ 4 ปริญญาตรี แบบ 2 ภาคการศกึ ษา (ภาค
ปกติ) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารายวิชาการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการ
คำนวณ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้กลุ่มสาระวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรือ่ ง กระบวนการแก้ปญั หา ผนวกวิธีสอนและ
เทคโนโลยี (TPACK) ในการจดั การเรียนรู้
การศกึ ษาคน้ ควา้ เร่อื ง “จดั การเรียนการสอนรปู แบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5E ผนวกกบั แนวคิด
TPACK Model” ฉบับนี้ผู้จัดทำได้วางแผนการดำเนินการการศึกษาค้นคว้าเป็นระยะเวลา 2 เดือน ศึกษาจาก
แหลง่ ขอ้ มลู ต่าง ๆ อาทิ ตำรา หนงั สอื วิจัยการศึกษา บุคคลท่ใี ห้ความรู้ และแหลง่ ความรจู้ ากเวบ็ ไซต์
รายงานฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความอนุเคราะห์จาก ผศ.ดร.พิชญาภา ยวงสร้อย และ
นสิ ิตคณะศกึ ษาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยแี ละสือ่ สารการศกึ ษา สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ชัน้ ปีที่ 4 ทีก่ รณุ าสละเวลา
อันมีค่าให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่าง ๆ การเรียบเรียงเนื้อหาตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จเรียบร้อย ผู้จัดทำต้อง
ขอขอบคณุ เป็นอย่างสงู
คณะผู้จัดทำหวังว่า รายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่กำลังหา
ข้อมูลเรอ่ื งนอี้ ยู่ หากมีขอ้ ผดิ พลาดประการใด ผจู้ ดั ทำขอน้อมรับไว้และขออภยั มา ณ ท่นี ดี้ ว้ ย
คณะผู้จดั ทำ
20 กุมภาพันธ์ 2565
ข
สารบัญ
บทท่ี หน้า
คำนำ…………………………………………………………………………………………………………………………………….………… ก
สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข
สารบญั (ต่อ)…………………………………………………………………………….…………………………………………………… ค
ความเปน็ มาของปัญหา…………………………………………………….………………………………………………………….… 1
แอปพลเิ คชนั Google Forms
Google Form คอื อะไร………………………………………………………………………………………………….… 2
ขอ้ ดีของการทำแบบสอบถามออนไลน์……………………………………………………………………………… 2
ข้อควรระวังในการใชง้ าน………………………………………………………………………………………………….. 3
สร้างข้อสอบผ่าน Google Form……………………………………………………………………………………… 3
โปรแกรมส่วนเสริม AutoCrat
ความหมายโปรแกรมเสรมิ AutoCrat………………………………………………………………..…………….. 7
การเรยี กใชง้ านโปรแกรมเสริม AutoCrat.…………………………………………………………………..….. 7
การใช้งานโปรแกรมเสริม AutoCrat………………………………………………………………………………… 8
แอปพลเิ คชนั Liveworksheets
Liveworksheets คอื อะไร……………………………………………………………………………………………..… 15
ตัวอย่างรปู แบบใบงาน…………………………………………………………………………………………………….… 15
ขอ้ ดขี อง Live Worksheets…………………………………………………………………………………………….. 15
วธิ สี มัครใชง้ าน……………………………………………………………………………………………………….. 16
วธิ กี ารสรา้ งใบงาน………………………………………………………………………………………………… 17
วธิ กี ารนำไปใช้งาน………………………………………………………………………………………………….. 21
แอปพลิเคชัน Canva
Canva คืออะไร…………………………………………………………………………………………………………….…… 21
วิธสี รา้ งพรีเซนเทชั่น……………………………………………………………………………………………... 21
ขอ้ ดีของการสร้างพรีเซนเทชัน่ ดว้ ย Canva……………………………………………………………………… 26
แอปพลเิ คชัน Quizizz
Quizizz คืออะไร……………………………………………………………………………………………………………….. 27
การใช้งาน Quizizz……………………………………………………………………………………………………………. 27
ค
สารบญั (ตอ่ )
บทที่ หนา้
แอปพลิเคชนั Padlet
Padlet คืออะไร………………………………………………………………………………………………………………… 32
การสรา้ งบอร์ดของ Padlet…………………………………………………………………………………………….… 32
การ Export และการแชร์บอรด์ ของ Padlet…………………………………………………………………… 33
คอมมิวนติ แ้ี ลกเปล่ยี นไอเดียการสอน insKru
คอมมวิ นิต้แี ลกเปล่ียนไอเดียการสอน insKru คืออะไร………………………………………………….… 33
สร้างแบบประเมินการสอนของครูด้วย insKru………………………………………………………………… 34
ความรู้เน้อื หาผนวกวธิ สี อนและเทคโนโลยี (TPACK)
แนวคดิ และที่มาของกรอบความรเู้ น้ือหาผนวกวธิ ีสอนและเทคโนโลยี (TPACK)……………. 36
องคป์ ระกอบของกรอบความรเู้ นือ้ หาผนวกวิธสี อนและเทคโนโลยี (TPACK)……………….… 37
การวดั และประเมนิ ผลความร้เู นือ้ หาผนวกวธิ ีสอนและเทคโนโลยี (TPACK)…………………… 42
กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ 5 ขน้ั ตอน………………………………………………………………………………….… 43
การใชง้ านแอปพลเิ คชนั Google Workspace
ความหมายแอปพลิเคชัน Google Workspace…………………………………………….……………..… 44
ผลติ ภัณฑ์แอปพลเิ คชัน Google Workspace………………………………………………….…………..… 45
การออกแบบแผนจัดการเรียนรกู้ ับแนวคดิ TPACK Model
ความรดู้ า้ นเทคโนโลยี (Technological Knowledge) หรือ TK………………………………….… 46
ความรดู้ ้านวิธีการสอน (Pedagogical Knowledge) หรือ PK…………………………………….… 47
ความรู้ด้านเน้ือหา (Content Knowledge) หรือ CK…………………………………………………..… 49
กระบวนการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้………………………………………………………………….… 50
แผนการจดั การเรียนรู้เรื่อง การสร้างแบบฟอร์มออนไลน์………………………………………………………….… 54
บรรณานกุ รม
1
ความเปน็ มาของปญั หา
การจัดเรียนการเรียนรู้ทางออนไลน์ในยุคดิจิทัล เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงวิธีเรียน
ที่เป็นอยู่เดิมเป็นการเรียนที่ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าสำหรับการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์อย่าง
มีประสิทธิภาพอันจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามวัตถุประสง ค์ซ่ึงการสอนแบบออนไลน์
มีองค์ประกอบ ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน เนื้อหา สื่อการเรียนและแหล่งเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนรู้ ระบบการ
ติดต่อสื่อสาร ระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ การวัดและการประเมินผล โดยรูปแบบการเรียนการสอนมี
หลากหลายวิธี ที่จะทำให้ผู้สอนและผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันได้ การพิจารณาองค์ประกอบและรูปแบบ
ที่สอดคล้อง เหมาะสมกับลักษณะวิชา และบริบทของผู้เรียนจะนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ทางออนไลน์ได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่การเรียนรู้เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน และ
นวัตกรรมที่สร้างสรรค์คอนเทนต์ (Content) อำนวยความสะดวกการสอนได้แค่ปลายนิ้ว ทำให้เราสามารถเรยี นรู้
ทุกเนื้อหาได้จากทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกันในการเรียนรู้วิถีใหม่ (New Normal) เป้าหมาย
ของการศึกษาอาจยังคงเดิมแต่ผู้เรียนสามารถใช้วิธีที่แตกต่างในการไปให้ถึงจุดหมายได้ ครูผู้สอนในฐานะผู้
ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักเรียน ต่างก็มีการปรับตัว และเตรียมทักษะเพื่อรับมือกับแนวทางการจัดการเรียนรู้
แบบใหม่อย่างทันท่วงที พร้อมรับกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ ฉะนั้น การเตรียมการ
และการฝึกฝนทักษะของครูไม่ว่าจะพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร การถ่ายทอด และการเป็นผู้ให้
คำปรึกษาท่ดี ี รวมทงั้ ความกระตือรือร้นในการบริหารจดั การปัจจัยท่เี ก่ียวข้องกับการจัดการเรียนรู้และประเมินผล
ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ให้ได้มากที่สุดเพื่อปฏิบัติหน้าที่ครู ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพให้แก่
นกั เรยี น โดยก้าวขา้ มขอ้ จำกัดเรือ่ งสถานท่ีและอปุ สรรคตา่ ง ๆ ได้ในท่สี ดุ จงึ เป็นเรอ่ื งสำคัญ
ซึ่งการเรียนการสอนในยุคการเรียนรู้วิถีใหม่ (New Normal) จะเป็นการเรียนรู้ที่มีการนำสื่อเทคโนโลยี
เข้ามามสี ว่ นรว่ มในการจัดกิจกรรมเรียนการสอน จะเหน็ ไดว้ ่าในยุคปัจจุบันนี้มีประเดน็ ทางด้านเทคโนโลยีมากมาย
ที่เขา้ มาช่วยกระตุ้นให้เกดิ การเรยี นรู้ในด้านของการทำส่ือ การจดั กจิ กรรมออนไลนม์ ากยิ่งขน้ึ แอปพลิเคชันการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนในยคุ ใหม่ก็เป็นอกี หน่งึ ส่ือทเ่ี ขา้ มามีบทบาทในการเรียนการสอนมากขน้ึ กว่าเดิม ผู้จัดทำ
จึงเล็งเห็นการนำแอปพลิเคชันการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จึงเลือกแอปพลิเคชันเหล่านั้นอาทิเช่น Google
Forms, Liveworksheets, Canva, Quizizz, Padlet, insKru และส่วนเสริม AutoCrat เข้ามาจัดกิจกรรมการ
เรยี นการสอน
ทั้งนี้ผู้จัดทำได้มีการนำแนวคิดการจัดการเรียนสอนแนวใหม่ที่ส่งเสริมความรู้เนื้อหาผนวกวิธีสอนและ
เทคโนโลยี การนำเทคโนโลยีมาประยุกตใ์ ช้ในการจัดการศึกษาจะเกิดประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาความเข้าใจ
2
ในการเรียนรู้และการทำงานของนักเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็น ประสบการณ์ และสะท้อนถึงประเด็นที่เกิดขึ้นร่วมกันในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งการนำเทคโนโลยีมา
ประยุกต์ใช้นี้นับว่าเป็นกลวิธีที่สำคัญของการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนทำให้โลกแห่งการเรียนรู้ของนักเรียน
กว้างมากขึ้น ที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในชั้นเรียน ทั้งนี้ Goldfarb et al. (2011) กล่าวถึงข้อดีของการใช้เทคโนโลยีใน
การจัดการเรียนรู้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำงานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้
ร่วมกัน ซึ่งพบว่านักเรียนเห็นคุณค่าและมีความสุขในการเรียนด้วยห้องเรียนออนไลน์และทำให้นักเรียนมี
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นเพ่มิ ขน้ึ
แอปพลเิ คชนั Google Forms
1.Google Form คืออะไร
Google Form เป็นส่วนหนึ่งในบริการของกลุ่ม Google Docs ที่ช่วยให้เราสร้างแบบสอบถามออนไลน์
หรือใชส้ ำหรบั รวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว โดยท่ีไม่ตอ้ งเสียค่าใชจ้ ่าย ในการใช้งาน Google Form ผู้ใช้สามารถ
นำไปปรับประยกุ ต์ใช้งานได้หลายรูปแบบอาทิ เชน่ การทำแบบฟอรม์ สำรวจความคิดเห็น การทำแบบฟอร์มสำรวจ
ความพึงพอใจ การทำแบบฟอร์มลงทะเบียน และการลงคะแนนเสียง เป็นตน้
การใช้งาน Google Form นั้น ผู้ใช้งานหรือผู้ที่จะสร้างแบบฟอร์มจะต้องมีบัญชีของ Gmail หรือ
Account ของ Google เสียก่อน ผู้ใช้งานสามารถเข้าใช้งานสร้างแบบฟอร์มผ่าน Web Browser ได้เลยโดยที่ไม่
ตอ้ งติดตัง้ โปรแกรมใด ๆ ท้งั สิน้
2.ข้อดขี องการทำแบบสอบถามออนไลน์
(1) กระจายข้อมูลได้ทั่วถึง และสามารถเข้าถึงได้เร็วกว่า: การที่เราทำแบบสอบถามออนไลน์จะช่วยให้มี
โอกาสได้ผู้เข้าร่วมแบบสอบถามท่ีท่วั ถงึ กว่า ไมใ่ ช่แค่เพยี งในพืน้ ท่ที ่ีเราสามารถเดนิ แจกแบบสอบถามเทา่ นน้ั อีกท้ัง
เรายังส่งแบบสอบถามให้ผู้ที่อยู่ภูมิภาคอื่นไปจนถึงผู้ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศสามารถทำแบบสอบถามให้เราได้ใน
เวลาอันรวดเร็วอกี ด้วย
(2) ประหยัดงบประมาณ: การพิมพ์แบบสอบถามในรูปแบบกระดาษย่อมมีค่าใช้จ่าย และแน่นอนว่าย่ิง
เยอะยิ่งเห็นความแตกต่าง เพราะฉะนั้นการทำแบบสอบถามในรูปแบบออนไลน์จะประหยัดงบประมาณได้เป็น
จำนวนมาก
3
(3) สามารถยกตัวอย่างให้เห็นรูปธรรมมากขึ้น: หากเราต้องการให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เห็นสิ่งที่เรา
ต้องการจะสื่อมากขึ้น เช่น หากทำแบบประเมิณผลงานบางอย่างที่เป็นสิ่งของ ก็สามารถใส่ภาพหรือวิดีโอของ
สง่ิ ของน้นั ๆ ลงไปในแบบสอบถามออนไลนไ์ ด้เลย
(4) ข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ: หากข้อมูลมีความสำคัญ การจัดเก็บเอกสารก็ยิ่งมีสำคัญตามไป
ด้วย การทีเ่ อกสารข้อมูลถูกจดั อยา่ งเป็นระเบียบในบญั ชี Google จะย่งิ ง่ายตอ่ การค้นหา
(5) สามารถนำข้อมูลไปใช้ตอ่ ได้สะดวก: เราสามารถนำผลลัพธ์จากการทำแบบสอบถามออนไลนไ์ ปใช้ตอ่
ไดอ้ ยา่ งสะดวก รวดเร็ว เพราะเราสามารถ Export ขอ้ มูลผลลพั ธ์ออกมาเปน็ ไฟล์เพื่อนำไปใชต้ อ่ ได้เลย
(6) นอกจากเป็นแบบสอบถามยังใช้ทำการสอบย่อยแบบออนไลน์ได้อีกด้วย: เราสามารถใช้ Google
Form เพอ่ื สร้างข้อสอบสำหรบั การสอบยอ่ ยได้ โดยทผ่ี ู้ทำขอ้ สอบสามารถตรวจคำตอบไดท้ ันทีอีกด้วย
3.ข้อควรระวังในการใชง้ าน
ระวังการลืมลงชื่อออก (Log-out) เมื่อทำการลงชื่อเข้าใช้(Log-in) ในคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สาธารณะ
เนื่องจาก Google Form ค่อนข้างสะดวกในการเช็คข้อมูล ซึ่งอาจทำให้บางครั้งเราต้องการเข้าไปดูความคืบหน้า
วา่ แบบสอบถามของเรามีคนตอบมากนอ้ ยแค่ไหน ซึ่งเราอาจจะใช้งานผ่านคอมพิวเตอรห์ รืออุปกรณส์ าธารณะแล้ว
อาจลืมลงชื่อออก(Log-out)ได้ แล้วถ้าหากท่านใดที่ใช้อีเมลหลักเป็นบัญชีเดียวกันแล้วด้วยนัน้ ให้พึงระวังไว้เสมอ
ว่าบัญชีท่ีใช้ควรเกบ็ รกั ษาใหด้ ี เพราะหากมีใครเข้าถึงบญั ชจี ากการท่เี ราเปดิ ดูฟอร์มทิง้ ไวก้ ็เทา่ กบั เค้าสามารถเข้าถึง
ข้อมูลอเี มลของเราไดเ้ ช่นกนั
4.สร้างข้อสอบผ่าน Google Form
คำถาม ซงึ่ ในส่วนน้เี รากจ็ ะแบง่ ยอ่ ย ๆ
เป็น 3 สว่ น
ส่วนท่ี 1 จะเป็นส่วนของชื่อฟอร์ม และ
คำอธิบายฟอร์ม อย่างในภาพจะตั้งชื่อฟอร์ม
ว่า “แบบสอบถาม เรื่องแอปพลิเคชัน” และ
ตั้งคำอธิบายว่า “มีทั้งหมด 10 ข้อ ใช้เวลาทำ
ประมาณ 5 นาท”ี
4
สว่ นท่ี 2 เปน็ ส่วนของคำถาม เร่ิมต้นกันท่ี
(1) คำถาม ตั้งคำถามลงในช่อง อย่างในภาพได้ตั้งไว้ว่า “คุณใช้แอปพลิเคชัน Facebook หรือไม่”
นอกจากน้ันสามารถแทรกรูปภาพลงไปได้ โดยคลิกท่ไี อคอนรูปภาพทางด้านขวาของช่องคำถาม
(2) ประเภทคำถาม ในสว่ นนีจ้ ะสามารถเลือกได้วา่ ให้ตอบเป็นแบบไหน เช่น มีหลายตวั เลือก แล้วให้เลือก
1 คำตอบ / มีหลายตัวเลือกแล้วให้เลือกหลายคำตอบ / ข้อความสั้น ๆ หรือแม้แต่อัปโหลดไฟล์ ซึ่งในที่นี้เราจะ
ยกตวั อยา่ งเป็น “หลายตัวเลอื ก” ก็คอื มหี ลายตัวเลอื ก แลว้ ให้เลอื ก 1 คำตอบ และอนื่ ๆ ดังภาพด้านบน
(3) ตัวเลือก หากว่าเลือกให้เป็นหลายตัวเลือกก็จะต้องใส่ตัวเลือก อย่างในที่นี้เรามี 2 ตัวเลือก คือ “ใช้
และ ไมใ่ ช้”
(4) ตงั้ ค่าคำถาม สามารถต้งั ได้ 6 อยา่ ง ได้แก่ทำสำเนา (ทำสำเนาคำถามข้อนัน้ ๆ แลว้ อาจแก้ไข) ลบ (ลบ
คำถามข้อนั้นๆ) จำเป็น (เลือกว่าคำถามข้อนั้นจำเป็นต้องตอบหรอื ไม่) คำอธิบาย (คลิกเพื่อเขียนคำอธิบายคำถาม
ข้อนั้น ๆ ) ไปยังส่วนที่ระบุในคำตอบ (ยกตัวอย่างเช่น ถ้าตอบคำถามด้วยตัวเลือกที่ 1 จะไปยังส่วนถัดไป แต่ถ้า
ตอบด้วยตัวเลือกท่ี 2 จะไปยังอีกส่วนหนึ่ง) สลับลำดับของตัวเลอื ก (สลับตำแหน่งของตวั เลือกแต่ละตัวเลอื กใหไ้ ม่
เหมือนกนั เมอื่ ผู้ทำแบบสอบถามแตล่ ะคนได้ไป)
สว่ นท่ี 3 เปน็ เรอ่ื งเกย่ี วกบั ขอ้ มลู และการจัดการคำถาม เปลย่ี นจากคำถามให้เปน็ ข้อมลู หรือจดั การคำถาม
ขอ้ นัน้ ๆ มี 6 ไอคอน คือ
(1) เพ่ิมคำถาม
(2) นำเขา้ คำถาม (นำคำถามจากฟอร์มอนื่ ๆ มาแทรก)
5
(3) เพ่มิ ช่ือและรายละเอียด (เปลยี่ นจากคำถามเปน็ รายละเอยี ด เชน่ แทรกขอ้ มลู เพ่มิ เติมลงมา เปน็ ต้น)
(4) เพม่ิ รูปภาพ (เปลยี่ นจากคำถามเปน็ รูปภาพ)
(5) เพิ่มวิดโี อ (เปลยี่ นจากคำถามเป็นวิดโี อ)
(6) เพิ่มส่วน (เชือ่ มระหวา่ งส่วนหลาย ๆ ส่วน เช่นในสว่ นท่ี 1 เป็นการกรอกข้อมูลส่วนตัว กดถัดไปเพื่อไป
ยังส่วนที่ 2 ซงึ่ เปน็ สว่ นของแบบสอบถาม เปน็ ต้น และใชค้ วบคู่กบั การตง้ั คา่ คำถามในสว่ นของ “ไปยงั สว่ นทรี่ ะบุใน
คำตอบ)
การตอบกลับ
เมื่อมีคนตอบกลบั มาจะข้ึนขอ้ มูลวา่ ในแต่ละข้อมีคนตอบตัวเลอื กอะไรเปน็ ร้อยละเทา่ ไร และยงั สามารถดู
แยกรายการได้อีกดว้ ยว่าใครตอบอะไรบ้าง นอกจากนน้ั ยังสามารถสรา้ ง Google Sheet (คลา้ ย Excel) ขนึ้ มาเพ่อื
เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลได้อกี ดว้ ย
6
การตั้งค่า
สามารถตั้งค่าฟอร์มได้ โดยเราจะไม่ลงข้อมูลในส่วนนี้ลึกมากนัก แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่สำคัญในส่วนนี้คือ
“ทำเป็นแบบทดสอบ” ซึ่งก็คือการสร้างฟอร์มขึ้นมาเพื่อเป็นข้อสอบโดยเฉพาะซึ่งสามารถตั้งค่าได้ว่าจะให้ผู้เข้า
สอบเห็นคะแนนของตัวเองหรือไม่ แล้วถ้าให้เห็นจะให้เห็นหรือไม่ว่าข้อใดถู กหรือผิด และถ้าหากตั้งเป็น
แบบทดสอบก็จะตอ้ งสรา้ งเฉลยคำตอบแต่ละข้อเพิ่มดว้ ย รวมถึงกรอกคะแนนของแตล่ ะขอ้ เชน่ กนั
เมื่อทำฟอร์มเสร็จแล้วสามารถตกแต่งสีเพิ่มเติมได้ที่ไอคอนรูปจานสีมุมบนขวา หรือทดลองทำ
แบบสอบถามดเู อง โดยการคลกิ ที่ไอคอนรูปตา และเมอ่ื เสร็จเรยี บรอ้ ยสามารถสง่ ลงิ ก์ผ่านปมุ่ ส่งท่มี มุ บนขวาได้
7
โปรแกรมเสรมิ AutoCrat
1.ความหมายโปรแกรมเสริม AutoCrat
AutoCrat เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมเสริมสำหรับ Google ชีตที่เปลี่ยนหน้าของการศึกษา เมื่อมองดูมัน
อาจจะไม่น่าสนใจสำหรับเครื่องมือ แต่แอปพลิเคชันมากมายของมันทำให้เป็นส่วนเสริมที่ล้ำ AutoCrat
เป็นสิ่งประดิษฐ์อีกอย่างหนึ่งของ CloudLab ซึ่งเป็นหนึ่งในนักประดิษฐ์ชั้นนำในส่วนเสริมสำหรับพื้นที่นักพัฒนา
ด้านการศึกษา AutoCrat เป็นโปรแกรมเสริมที่ให้รวมข้อมูลจากสเปรดชีตเป็นรูปแบบอื่น เช่น เอกสารหรือ PDF
มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่เรียบง่ายซึ่งทำให้การจัดรูปแบบ การจัดเก็บ และการแบ่งปันข้อมูลเป็นเรื่องง่าย
Google ชีตสามารถเข้าถึง AutoCrat ได้ เป็นเครื่องมือผสานฟรีที่มีอยู่ในร้านค้าส่วนเสริม แม้ว่า
AutoCrat ได้รับการออกแบบมาสำหรับครูและผู้ดูแลระบบ แต่เกือบทุกคนสามารถใช้ AutoCrat เพื่อทำให้
กระบวนการเปน็ อัตโนมตั ิได้ นอกจากน้ยี ังเปน็ ทร่ี กั ของนักศกึ ษา นกั วิจยั และภาคธรุ กจิ อีกด้วย
2.การเรียกใชง้ านโปรแกรมเสริม AutoCrat
การรับส่วนเสริมสำหรับชีต คือการคลิกลิงก์นี้เพื่อติดตั้งโปรแกรมเสริม Autocrat จากแอปพลิเคชัน
Google Workspace Marketplace กดปมุ่ ติดต้ังระบบจะเพ่มิ สว่ นเสริมลงในบัญชี Google ชตี
8
หรือสามารถรับสว่ นเสรมิ ได้โดยทำตามขั้นตอนเหลา่ นี้:
- เปดิ สเปรดชตี
- คลิกปุ่มAdd-onในเมนูการนำทาง
- คลิกAdd-on รับปมุ่
- หนา้ ต่างจะปรากฏขน้ึ เพอ่ื ให้คณุ เรียกดู
- พิมพ์ 'Autocrat' ในชอ่ งค้นหา
- คลกิ ป่มุ ตดิ ตงั้ เพอ่ื รบั ส่วนเสริม
3.การใชง้ านโปรแกรมเสรมิ AutoCrat
ข้ันแรก คลิกAdd-on → AutoCrat → Open
9
ขั้นตอนที่ 1: คลิกงานใหม่จากนั้น จะได้รับแจ้งให้ตั้งชื่องานผสานงานแรกหลังจากการตั้งชื่องาน
คลกิ ถดั ไป
ขั้นตอนที่ 2: ต้องเลือกเทมเพลตสำหรับการผสาน เลือก AutoCrat สร้างเทมเพลตตัวอย่าง เมื่อสร้าง
เทมเพลตของคณุ เอง คณุ สามารถบันทึกและเลอื กจากไดรฟ์ของคณุ
10
ขั้นตอนท่ี 3: ในข้ันตอนน้ี ตอ้ งจบั คูข่ อ้ มูลต้นฉบับจากสเปรดชตี กบั ตำแหนง่ ทถี่ ูกต้องในเทมเพลต สามารถ
เลือกจากข้อความมาตรฐาน ไฮเปอรล์ งิ ก์ หรือรปู ภาพ จะตอ้ งสรา้ งแทก็ ที่เกี่ยวข้องสำหรับแต่
ละส่วนของเอกสารหรอื สไลดท์ ค่ี ุณตอ้ งการให้เติมขอ้ มูลเข้าไป
ข้ันตอนท่ี 4: ถดั ไป ระบุชื่อไฟล์สำหรบั เอกสารเอาทพ์ ตุ ท่ีสว่ นเสริมจะสร้าง
11
ขั้นตอนที่ 5: เลอื กโฟลเดอรใ์ น Google Drive ท่จี ะใสเ่ อกสาร
ขนั้ ตอนที่ 6: (ไมบ่ งั คบั ) เลือกการอ้างองิ โฟลเดอร์
12
ขั้นตอนท่ี 7: (ไม่บังคับ) ตง้ั กฎแบบมีเง่ือนไขสำหรบั การผสานของคุณ
ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังส่งจดหมายเกี่ยวกับเกรดจากบัญชีรายชื่อนักเรียน อาจเลือกส่ ง
เฉพาะจดหมายถึงนักเรยี นทไ่ี ด้รบั คะแนนสอบตกในหลักสตู รเทา่ น้ัน
ขั้นตอนที่ 8: ต่อไป เราจะเลือกการตั้งค่าการแก้ไข/แสดงความคิดเห็นและการแบ่งปันสำหรับการผสาน
หลังจากน้ัน สง่ อีเมลถึงใครกต็ ามท่ีเราอาจตอ้ งการแชรเ์ อกสารหรือสไลดโ์ ชวด์ ้วย
13
ขนั้ ตอนท่ี 9: สำหรับขั้นตอนสุดทา้ ยของการต้ังคา่ การผสาน มีตัวเลือกให้เลือกว่าต้องการให้การผสานน้ี
ทำงานตามทรกิ เกอร์เฉพาะใด ๆ เชน่ การส่งแบบฟอรม์ หรือในช่วงเวลาที่กำหนด ผ้ใู ชบ้ าง
คน สามารถทำใหก้ ระบวนการบางอยา่ งเปน็ ไปโดยอัตโนมตั โิ ดยใชท้ รกิ เกอรเ์ หล่าน้ี
ตัวอยา่ งเช่น คณุ สามารถใหน้ กั เรยี นสง่ คำถามเรียงความผ่าน Google ฟอรม์ แล้วคำตอบของ
นักเรียนจะใส่ลงใน Google ชีต การอ่านคำตอบเหล่านี้ภายในเซลล์ชีตอาจค่อนข้างยุ่งยาก
สามารถต้งั ค่าทรกิ เกอร์เพ่ือให้รวมงานที่นักเรียนส่งเข้าใน PDF หรอื Doc ไดโ้ ดยตรง ซึ่งจะไป
อยู่ในโฟลเดอร์เฉพาะของชั้นเรียน ใช้เอกสารที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติสำหรับการให้คะแนน
แสดงความคิดเหน็ หรอื แม้แต่ตรวจสอบโดยเพือ่ น! หลังจากระบุทริกเกอร์กดบันทึก
14
ข้ันตอนที่ 10: สุดทา้ ย ให้คลกิ สญั ลกั ษณป์ มุ่ เล่นเพอ่ื เรม่ิ ลำดับการรวม
เหน็ ว่า Google ชีตของคณุ เปลยี่ นไปเลก็ นอ้ ย ตอนนี้จะมีเซลลท์ มี่ ีลิงก์ไปยงั เอกสารท่ีสร้างขน้ึ
15
แอปพลเิ คชนั Liveworksheets
1.Liveworksheets คืออะไร
Live Worksheets คอื เวบ็ ไซตท์ ี่ใหค้ ุณครูหรอื บคุ คลทสี่ นใจสามารถสรา้ งใบงานแบบฝึกหัดออนไลน์ และ
ให้นักเรียนเข้ามาทำใบงานออนไลน์ไดโ้ ดย ไม่ต้องพิมพ์เป็นกระดาษออกมา อีกทั้งยังสามารถตรวจคะแนนหรือสง่
คำตอบใหค้ รูผา่ นทางอเี มล และยงั มคี วามสามารถอื่น ๆ อีกมากมาย
2.ตวั อยา่ งรูปแบบใบงาน
(1) แบบให้นกั เรียนเติมคำตอบเอง
(2) แบบโยงหรอื จบั คคู่ ำตอบ
(3) แบบเลือกตอบ จริง/เท็จ
(4) แบบลากคำตอบมาเตมิ
(5) แบบตกิ๊ เครื่องหมาย ✓
(6) แบบเลือกช้อย
3.ข้อดขี อง Live Worksheets
(1) ระบบตรวจคำตอบให้ทนั ทีนักเรยี น รผู้ ลทนั ที สะดวกตอ่ การเก็บคะแนน
(2) สามารถออกแบบใหน้ ่ารกั ดึงดดู ความสนใจ ใช้ Canva ออกแบบได้
(3) ใบงานมีความหลากหลาย ไม่จำเจเหมือนเคย
(4) สามารถนำไอเดยี หรอื ใบงานของครูทา่ นอ่ืนมาปรับแก้ได้
16
4.วธิ สี มคั รใช้งาน
(1) ไปท่เี ว็บไซต์ https://www.liveworksheets.com/ หรือค้น Liveworksheets ใน Google
(2) สำหรับการเข้าไปทำใบงานออนไลน์ ให้เข้าสู่ระบบ โดยคลิกที่ Teachers access จากนั้นกรอกข้อมลู
เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียนใช้งาน
17
5.วิธกี ารสร้างใบงาน
18
19
20
21
6.วิธกี ารนำไปใชง้ าน
(1) คณุ ครูส่ง Link ใหก้ บั นกั เรียน นักเรยี นสามารถทำในคาบเรียนออนไลน์ได้เลย ซง่ึ วิธีการนี้จะสะดวกท่ี
สำคัญ ช่วยลดการบ้าน ให้กับนกั เรียนได้ดี เมื่อนกั เรยี นทำเสร็จเเล้ว ทำปบุ๊ สง่ ป๊บั รคู้ ะเเนนทนั ที
(2) วิธีการส่งในกรณีนี้ครูสอนนักเรียนหลายห้องเรียนจึงใช้วิธีการให้นักเรียนแคปหน้าจอส่งใน
Classroom ของห้องตัวเอง
แอปพลเิ คชัน Canva
1. Canva คอื อะไร
Canva เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่อยู่ในรูปแบบของเว็บไซต์ ที่จะช่วยผู้ใช้ในเรื่องของการดีไซน์งานต่าง ๆ
ที่ไม่ใช่แค่สไลด์พรีเซนเทชั่นอย่างเดียว แต่จะช่วยเหลือทุกงาน Artwork เท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้ใช้งานไม่จำเป็น
จะต้องมีความรูศ้ ิลปะเลยก็สามารถใช้ Canva ได้ บวกกับเทรนโลกในตอนนี้ท่ีการใช้ภาษาอังกฤษบนพรีเซนเทชน่ั
กำลังเปน็ ท่นี ิยม Canva ทม่ี ี template ทง้ั หมดเปน็ ภาษาอังกฤษเลยยิง่ ตอบโจทยม์ ากขึ้นไปอกี
2.วธิ สี รา้ งพรีเซนเทชัน่
(1) ข้ามาที่เว็บไซต์ www.canva.com พอเข้ามาที่หน้าแรก ต้องทำการสมัครใช้งานก่อน การ Log in
แบบเก่าๆ ที่ต้องคอยกรอกข้อมูลเยอะแยะยาวยืด ทั้งชื่อ นามสกุล อีเมล เบอร์โทร password เพราะ Canva
สามารถลงช่ือเขา้ โดยการใช้ปุ่มทางลดั มที ัง้ Facebook และ Gmail หรอื กดปมุ่ Sign up
22
(2) เลือก template ที่ถูกใจแลว้ ทำการแกไ้ ข มีให้เลือกหลากหลายแบบ แล้วแต่ละแบบนัน้ มี template
ยอ่ ยลงไปอกี ในหนง่ึ template จะมีหนา้ ที่ถกู ออกแบบอย่างน้อย 4-5 หนา้ ให้พร้อมทำงาน แล้วเลือกตัวย่อยท่ีจะ
ใช้เป็นหน้าอ่นื ๆ อีกทตี ามทล่ี กู ศรชี้หมายเลข (2)
23
วธิ เี ลอื กสีพน้ื
ถ้ายังไมถ่ ูกใจสีท่ี Canva ให้มาแล้วอยากเปลย่ี นสีพ้นื ก็กดทีป่ ุ่มชอ่ งสีดา้ นบน (1) เลอื กสีได้ตามใจชอบเลย
(2) ถ้าอยากจะย้อนกลบั ก็ใชป้ ุ่มทีค่ ียบ์ อรด์ Command+Z สำหรับ Mac หรอื Ctrl+Z ในกรณที ใ่ี ช้ window หรอื
จะปุ่ม Back (3) ท่วี งกลมก็ได้
วิธีใส่รูปใน Canva
เมื่อได้ template ที่ต้องการแล้วก็ต้องเอามาปรับแต่งใหเ้ ข้ากับเน้ือหา ของงานพรเี ซนเทชั่นของเราแล้วก็
เริ่มง่าย ๆ ด้วยการใส่รูป เอารูปที่เราจะใช้มาวาง เราก็เลือกที่คำว่า Uploads (1) ทางซ้ายมือ เมื่อภาพอัปโหลด
เสรจ็ ก็จะถกู บนั ทึกเอาไว้ในตัวเว็บไซตเ์ ลย (2) และสามารถกลบั มาใช้รปู ภาพเม่ือไรก็ได้ รปู ภาพจะไมห่ ายไปถ้าผู้ใช้
ไม่เปน็ คนลบเอง เพอ่ื นำภาพมาใสใ่ นหน้าเลยเ์ อาท์ จากนั้นกล็ ากไฟลภ์ าพมาใสใ่ นตัวงานได้เลย
24
วิธีเปลี่ยนฟอนต์ใน Canva
ถ้าอยากจะเปลี่ยนฟอนต์ก็เลือกตรงแถบเครื่องมือสีเทาด้านบน (1) แถบด้านบนสามารถเลือกได้ทั้งแบบ
ตัวอักษร ขนาด สี แบบตัวหนา แบบตัวเอียง ระยะห่าง Canva ฟอนต์ไทยจะมีตัวเลือกน้อยแต่เรามีทางแก้ให้คือ
เลือกกดตรงฟอนต์แถบสีขาวดา้ นซ้ายจะออกมา แล้วก็เลือก Upload a Fonts ท่อี ยดู่ า้ นล่างสุด (2) ซ่ึงทาง Canva
ใจดใี ห้ทดลองใช้ Upload Fonts ฟรีได้ 30 วนั หลงั จากนัน้ ตอ้ งเสยี คา่ ใช้จา่ ยเพ่ิม
วธิ ใี สพ่ ้นื หลังและองค์ประกอบตา่ งๆ
สามารถเลือกพื้นหลังสวย ๆ ตามที่เราต้องการใส่ในพรีเซนเทชั่นของเรา โดยเลือก Background ทาง
ซ้ายมอื มาใส่ (1) แล้วลากรปู ภาพท่ีตอ้ งการ (2) มาใส่เปน็ พื้นหลังไดใ้ นทันที
25
วิธีใสอ่ งคป์ ระกอบต่างๆลงใน พรีเซนเทช่นั
Element หรอื ทเี่ รยี กกันวา่ องคป์ ระกอบ พวก Element ทัง้ หลาย จะเปน็ สว่ นประกอบหลกั สำคญั ในงาน
ของเราทจ่ี ะชว่ ยใหง้ านสวยมากย่ิงขน้ึ Element ประกอบไปดว้ ย
ICON: มไี อคอนใหเ้ ลือกใชห้ ลากหลายรปู แบบ ที่มีท้งั แบบเฉพาะเส้นตัด เต็มรปู
CHART: เหมือน Chart ใน Excel เลย มหี ลากหลายแบบให้เลอื กสรร แถมสีสันแตล่ ะอนั สวย มีการเลอื กสใี ห้เข้า
คู่กันมาอยา่ งดี
LINE: เส้นแบง่ แบบต่าง ๆ มีทัง้ เสน้ ตรง เส้นโคง้ เส้นซิกแซก ข้นึ ลง หรอื จะลายแบบตา่ ง
FRAMES: กรอบไวส้ ำหรบั วางรูปภาพ ใน Canva หากเราตอ้ งการใหร้ ปู มกี รอบที่แตกต่างกส็ ามารถใช้ตัวน้ีช่วยได้
วิธีการการใชง้ านกง็ ่ายมาก ๆ เพียงแค่กด Elements (1) เลอื กอันทีช่ อบ (2) แล้วลากลงกระดาษทางขวา
มือของเราเลย แลว้ ถา้ ต้องการปรบั ขนาดก็ยดื หดไดต้ ามใจชอบ
26
SAVE เป็นไฟล์
หลงั จากทำเสร็จแล้ว เราก็กดปมุ่ ลูกศรชี้ลงพน้ื (1) แลว้ เลอื กสกลุ ไฟล์ (2) ท่ีต้องการเซฟเลย มี PNG, JPG,
PDF, Video หรือ GIF Canva จะแนะนำให้เซฟเป็นแบบ PDF Standard (3) เพราะขนาดของไฟลจ์ ะน้อยกวา่
หรอื ถา้ อยากไดภ้ าพท่คี มชัดกวา่ กใ็ หเ้ ซฟในแบบ PDF Print (4) หลงั จากนัน้ ก็กด Download (5)
3.ข้อดีของการสร้างพรีเซนเทชนั่ ดว้ ย Canva
(1) มีเทมเพลตงานรูปแบบตา่ ง ๆ ที่ตงั้ ค่าขนาดเอาไวแ้ ล้วเกือบทุกรปู แบบมาให้เราเลอื กใช้ เวลาท่ีเรา
สรา้ งงานก็ไมจ่ ำเปน็ ต้องกำหนดขนาดใหม่
(2) มี Layout ท่ถี ูกออกแบบมาสมบูรณ์ โดยที่ไม่ต้องปรับแต่งอะไรเยอะแยะเลย
(3) มี Layout ให้เลือกหลากหลาย ตามความต้องการแต่ละสไตล์ มีทั้งสไตลห์ วาน ๆ นา่ รัก จนไปถงึ แบบ
ทีเ่ ป็นทางการ
(4) ใชง้ านงา่ ย คนทใี่ ช้โปรแกรมแตง่ ภาพ สรา้ ง Artwork อยา่ ง Photoshop Illustrator ไม่เปน็ เลย ก็
สามารถ ลาก วาง และแก้ไขงานใหส้ วยไดแ้ บบมืออาชีพ
(5) มี Autosave เน็ตหลดุ เวบ็ ล่ม คอมพิวเตอร์ดบั ก็ไมต่ อ้ งกลัวเพราะเวบ็ จะเซฟงานให้ทุกคร้งั ทหี่ ยุด
(6) สามารถแชร์ผลงานทเ่ี ราปรบั แตง่ หรอื สร้างข้นึ มาใหม่ใหค้ นอน่ื เอาไปใช้งานต่อได้
27
แอปพลิเคชัน Quizizz
1. Quizizz คอื อะไร
เปน็ เครอื่ งมือท่ชี ว่ ยเสริมการจดั การเรียนการสอนให้ไม่น่าเบื่อ โดย Quizizz จะเปน็ แบบทดสอบออนไลน์
(e-Testing) ที่ใช้ได้ฟรี ผ่านเว็บไซต์ quizizz.com ผู้เรียนสามารถทำแบบทดสอบผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น
Notebook Smartphone Tablet ที่สามารถเชื่อมต่อ Internet ได้ การนำ Quizizz มาใช้ในการทำแบบทดสอบ
ออนไลน์จะทำให้ผู้เรียนทราบผลคะแนนได้ทันทีหลังจากสิ้นสุดทำแบบทดสอบออนไลน์และผู้สอนสามารถดูผล
รายงานและผลสอบเพือ่ นำไปทำสรปุ ผลต่อไปได้
Quizizz เหมาะกับการนำมาประยุกต์เป็นเกมส์กิจกรรมเพื่อสรา้ งความสนุก การทำแบบทดสอบก่อนเรียน
ระหว่างเรียน หรือหลังเรียนเพื่อวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ช่วยลดต้นทุนของกระดาษในการนำมาทำเป็น
แบบทดสอบ ประหยัดค่าใช้จา่ ยได้อย่างมากมาย เป็นการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชนใ์ นทางสร้างสรรค์การสรา้ ง
แบบทดสอบออนไลน์ (e-Testing) เป็นอีกวิธีที่สร้างความสนุกสนานในชั้นเรียน ช่วยสรา้ งแรงจูงใจ กระตุ้นให้เกิด
การเรียนรู้ มีลูกเล่นที่ต่ืนตาตืน่ ใจ มีการจบั เวลาเพ่อื ใหส้ นุกมากยิ่งข้ึน และยงั สามารถบันทกึ ขอ้ มูลเปน็ ไฟล์ Excel
2.การใช้งาน Quizizz
(1) Create a Quiz (การสรา้ งคำถาม) มขี ้นั ตอนดังน้ี
เมนูทางดา้ นซ้ายมอื คลิก Create a Quiz
ตั้งชื่อหัวข้อของคำถาม ชื่อเรื่องหรือชื่อหน่วยการเรียนที่ต้องการทำแบบทดสอบ > เลือกภาษา (หากมีรูปภาพ
สำหรับหัวข้อของคำถาม ชอ่ื เรื่องหรอื ช่อื หนว่ ยการเรยี นก็สามารถแทรกเข้าไปได)้ > กด Save
28
จะปรากฏหนา้ ต่างในการสร้างคำถาม คลกิ Create new question
จะปรากฏหนา้ ตา่ งใหส้ ร้างคำถาม โดยแบง่ เป็น 2 มมุ มอง ดงั น้ี มมุ มองด้านซา้ ยมอื คอื การสรา้ งคำถามและคำตอบ
ส่วนมุมมองดา้ นขวามอื คอื มมุ มองตัวอย่างท่ีจะเห็นในการทาแบบทดสอบอธิบายได้ ดงั น้ี
29
มมุ มองดา้ นซา้ ย
หมายเลข 1 การเลือกข้อท่ีถูกต้อง ผสู้ อนสามารถเลือกรปู แบบในการให้คำตอบทถ่ี ูกตอ้ ง ได้ 2 แบบ
ดงั นี้
- แบบท่ี 1 Single - Correct เลือกคำตอบที่ถูกต้องเพยี งข้อเดยี ว
- แบบที่ 2 Multi - Correct เลือกคำตอบท่ีถูกตอ้ งได้มากกว่า 1 ขอ้
หมายเลข 2 ช่ือของคำถาม หรือโจทยข์ องคำถาม
หมายเลข 2.1 ภาพประกอบสามารถแทรกได้ (ถ้ามี)
หมายเลข 3 ตัวเลือกของคำตอบ
- หมายเลข 3.1 สามารถเลอื กแบบตัวเลอื กของคำตอบใหเ้ ป็นแบบขอ้ ความหรือรปู ภาพ
- หมายเลข 3.2 คำตอบข้อไหนถูกใหค้ ลิกเลือกท่ีไอคอนเคร่ืองหมายถูกหนา้ คำตอบน้ัน ๆ
- หมายเลข 3.3 ลบตวั เลอื กของคำตอบท่ีไมต่ ้องการ
หมายเลข 4 เพิ่มตวั เลือกของคำตอบได้ ซึง่ สามารถเพมิ่ ไดส้ ูงสดุ เพยี ง 5 ตวั เลือกเท่านน้ั
หมายเลข 5 จำกัดเวลาในการตอบคำถามในแตล่ ะข้อ โดยเรว็ สุด 5 วินาที และนานสุดได้ 15 นาที
หมายเลข 6 ปุ่มบนั ทึกหลงั จากใส่คำถามและคำตอบเสร็จส้ินเรยี บรอ้ ยในข้อน้นั ๆ
30
มุมมองด้านขวา
เปน็ มุมมองท่ผี เู้ รียนจะเห็นในขณะทำแบบทดสอบ ซ่ึงในขณะท่ผี สู้ อนดำเนนิ การสรา้ งคำถามในแตล่ ะข้อ
นั้นจะเห็นมุมมองในหนา้ นี้ปรากฏมุมขวามือของหน้าจอ
หลังจากตง้ั คำถามเรยี บร้อยแล้ว ใหค้ ลกิ Finish Quiz มุมบนขวามือ
จะปรากฏหน้าตา่ ง Quiz Details ใหเ้ ลือกรายละเอยี ดตามทีต่ อ้ งการ แล้วกด Save
31
(2) การดรู ายงานหรือสรุปผลขอ้ มลู
การดูรายงานหรือผลคะแนนหลังจากทำแบบทดสอบหรือเล่นเกมสแ์ ล้ว ผสู้ อนสามารถ download ผล
คะแนนไดโ้ ดยมีวิธีการ ดงั น้ี
เมนูทางด้านซา้ ยมือ ให้คลิก Reports
ปรากฏชดุ คำถามตา่ งๆ ท่ีได้ดำเนินการเปดิ ให้ทำแบบทดสอบหรือเลน่ เกมส์ไปแลว้ ให้ผสู้ อนดำเนนิ การคลิก icon
เพ่ือ Download ผลรายงานสรุป ซงึ่ จะมีไฟล์นามสกุล .xlxs
ผลลพั ทท์ ีไ่ ด้
32
แอปพลิเคชัน Padlet
1.Padlet คืออะไร
Padlet เป็นแอปพลิเคชันหรือเว็ปไซต์ที่อยู่ในแพลตฟอร์มของบอร์ดสำหรบั การระดมความคิด การแสดง
ความคดิ เหน็ หรอื แลกเปลยี่ นความรรู้ ่วมกนั ระหว่างสมาชกิ ในกลมุ่ โดยการแสดงความคิดเหน็ หรอื การเปลี่ยนแปลง
ข้อมูลทั้งหมดของผู้เข้าใช้จะอยู่ในรูปแบบของ post it ที่ติดบนบอร์ดและระบบจะแสดงผลทุกอย่างเป็นแบบ
เรยี ลไทม์
Padlet สามารถโพสต์ข้อความทั้งในรูปแบบของตัวอักษรหรือข้อความ รูปภาพ และลิงค์ของเว็บไซต์ได้
ข้อความที่โพสตส์ ามารถถูกแกไ้ ขและจัดกลุ่มของข้อความได้ นอกจากนี้ Padlet ยังมีความสะดวกในเรื่องของการ
Export ข้อมูลในบอร์ดออกมาในรูปของไฟล์รูปภาพ pdf csv เป็นตน้ และสามารถแชร์ผ่านไปยงั ช่องทางต่าง ๆ
2.การสร้างบอร์ดของ Padlet
การสร้างบอร์ดจาก Padlet น้ันสามารถทำได้โดยกดที่ปุ่ม MAKE A PADLET จากหน้า DASHBOARD
ระบบจะทำการสรา้ งบอร์ดแบบอัตโนมตั ิข้นึ มาพร้อมการตั้งค่าบอรด์ ดังน้ี
ฟเี จอร์สำหรับการตง้ั ช่อื หวั ข้อเรื่องที่สนใจและคำอธิบายเพ่ิมเตมิ
ฟเี จอรส์ ำหรับการจัดเรียงโพสตข์ องผเู้ รียนว่ามีลกั ษณะแบบใด ซ่งึ มี 3 แบบได้แก่ Freedom Grid และ Stream
ฟีเจอรส์ ำหรับการเลือกพ้ืนหลัง
33
3.การ Export และการแชรบ์ อรด์ ของ Padlet
หากต้องการแชรไ์ ฟลจ์ ากบอรด์ สามารถทำได้จากหน้าบอร์ดที่ต้องการแชร์ไฟล์ โดยการคลกิ ที่เมนู ซึ่งอยู่
ตำแหน่งขวามือบนของหน้าจอ ระบบจะแสงแถบหน้าต่างใหม่ ซึ่งแสดงการแชร์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
เวบ็ ไซต์ อเี มลและเครือขา่ ยสังคมออนไลน์อืน่ ๆ
สำหรับการ Export โพสตห์ รอื ข้อความที่อย่บู นกระดานออกมา ซ่ึงสามารถแปลงเป็นไฟล์รูปแบบตา่ ง ๆ
เช่น ไฟล์รปู ภาพ ไฟล์ pdf ไฟล์ csv หรอื ไฟล์ excel เปน็ ต้น
คอมมิวนิตแ้ี ลกเปลี่ยนไอเดียการสอน insKru
1.คอมมวิ นิตแ้ี ลกเปล่ียนไอเดียการสอน insKru คืออะไร
คอมมิวนิตี้แลกเปลี่ยนไอเดียการสอน ระหว่างครูและคนรักการสอนทั่วประเทศ เกิดจากความคิดของ
นะโม ชลิพา ดุลยากร อดีตนักเรียนสถาปัตย์ที่มีแพสชั่นด้านการศึกษาและฝันอยากเห็นห้องเรียนที่เต็มไปด้วย
รอยยิม้ ของเด็ก ๆ นอกจากเว็บไซต์ที่ใช้แบ่งปนั และเก็บไอเดียการสอน รวมถึงจัดหมวดหมู่เพ่ือความสะดวกในการ
คน้ หาแลว้ มีการเสนอไอเดยี การสอนรปู แบบที่เข้าใจง่ายมาบรู ณาการกับการสอนเพ่ือใหเ้ กิดความนา่ สนใจมากขนึ้
34
2.สร้างแบบประเมินการสอนของครูดว้ ย insKru
(1) เขา้ เว็บไซต์ https://inskru.com/ สมัครสมาชกิ หรือสมคั รโดยใช้บญั ชี Facebook
(2) เข้าไปท่ี https://inskru.com/evaluation
(3) สรา้ งชอ่ื ของแบบประเมนิ แล้วเลอื ก สรา้ งฟอร์ม
(4) กรอกขอ้ มูลให้เรยี บรอ้ ย แลว้ เลือกที่ สรา้ งแบบประเมนิ
35
(5) คดั ลอกลงิ ก์ หรอื นำ QR Code ไปใหน้ ักเรยี นประเมนิ
(6) เม่ือนักเรียนประเมนิ จะได้ผลการประเมนิ ดังภาพ
(7) หรือดาวน์โหลดออกมาเก็บไว้ประเมินตนเอง สามารถดาวนโ์ หลดท่เี มนู ดาวน์โหลด PDF แล้วเลอื ก
ผลการประเมนิ ฉบับเต็ม หรือเลอื ก ผลการประเมนิ หน้าเดยี ว
36
ความรู้เน้ือหาผนวกวิธสี อนและเทคโนโลยี (TPACK)
1.แนวคิดและท่มี าของกรอบความรู้เนอ้ื หาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยี (TPACK)
TPACK มีพื้นฐานมาจาก ความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีสอนหรือ PCK ซึ่งมาจาก Shulman (1986)
ได้ให้กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ด้านเนื้อหาผนวกกับวิธีสอน (Pedagogical Content Knowledge:
PCK) ที่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความรู้ของครูในด้านเนื้อหาที่สอนและวิธีการสอน โดยมีจุดเน้นที่สำคัญ
คือครูผู้สอนสามารถถ่ายทอดความรู้ในเนือ้ หาวิชาที่ตนเองสอนไดโ้ ดยมวี ิธีท่ีทำให้การจดั การเรียนรูม้ ีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองและเชื่อมโยงองค์ความรู้เดิมสู่องค์ความรู้ใหม่ได้
(L. M. Archambault & Barnett, 2010; Shulman, 1986) การศึกษาเรื่อง PCK นั้น มีนักการศึกษาท่านอื่น ๆ
ไดป้ รับและขยายแนวคิดเกย่ี วกบั PCK ในฐานแนวคดิ ของ Shulman เชน่ ในปี 1999 Magnusson et al. (1999)
ไดข้ ยายแนวคิดของ Shulman (1986) เกยี่ วกบั องค์ประกอบของความรู้เน้ือหาผนวกวิธีสอนนเี้ พื่อให้เหมาะสมต่อ
การจดั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ โดยคณะของ Magnusson ได้นยิ ามวา่ PCK ควรประกอบดว้ ย 5 ดา้ น ได้แก่
ความรู้เกี่ยวกับเปา้ หมายของการสอนวิทยาศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร ความรู้เกี่ยวกับผู้เรียนและการเรียนรู้
ของผ้เู รยี น ความร้เู กย่ี วกับวิธกี ารสอนและความร้เู ก่ียวกับการวัดและประเมินการเรียนรขู้ องผู้เรยี น เป็นตน้
ต่อมา Mishra and Koehler (2006) เป็นอาจารย์ทางด้านเทคโนโลยีการศึกษา ได้พัฒนากรอบ
ความรู้ใหม่ที่พัฒนามาจากกรอบความรู้ของ Shulman (1986) (Pedagogical ContentKnowledge: PCK)
โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยมี าบูรณาการกับความรู้ด้านวิธีสอนและความรู้ดา้ นเนือ้ หา โดยเรียกกรอบ
แนวคิดนี้ว่า TPCK แต่เพื่อให้เรียกให้ง่ายขึ้น Koehler และ Mishra(2009) ได้ปรับเปลี่ยนอักษรย่อ TPCK
เป็น TPACK เรียกว่า กรอบความรู้ ทีแพค (Technological Pedagogical Content Knowledge: TPACK)
เป็นการรวมทั้งสามด้านเกี่ยวกับความรู้ด้านเนื้อหา (Content Knowledge: CK) ความรู้ด้านวิธีสอน
(Pedagogical Knowledge: PK) และความรู้ด้านเทคโนโลยี (Technology Knowledge: TK) ซึ่งการบูรณาการ
ความรู้ทัง้ สามด้าน ได้แก่ เนื้อหา วิธีสอน และเทคโนโลยีท่สี อนเพื่อใชใ้ นการจดั การเรียนรู้แกผ่ ้เู รยี น เป็นเอกลักษณ์
เฉพาะของครูมืออาชีพในยุคปัจจุบัน โดยที่ครูต้องเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับเนื้อหา เลือกเทคโนโลยี
ให้เหมาะสมกบั วธิ ีสอน และเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะสมกบั การบูรณาการวธิ สี อนและเน้ือหาความรู้ด้าน ICT และ
ทักษะเพียงอยา่ งเดียวไม่เพยี งพอท่จี ะทำให้ครสู ามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ Funkhouser and
Mouza (2013) ได้มีการแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มเทคโนโลยีเข้าสู่ชั้นเรียนได้นำไปสู่การปรับปรุงการเรียนรู้ของ
ผู้เรียนให้ดีขึ้น (Alfieri, Brooks ,Aldrich, & Tenenbaum, 2011) และการใช้เทคโนโลยีจะเป็นจุดแข็งในการ
เชื่อมโยงสู่วิธีการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Hermans, Tondeur, Van Braak, & Valcke, 2008;
37
Sang, 2011) ปจั จบุ นั น้มี ีการยอมรบั อย่างกวา้ งขวางวา่ ครตู ้องเรยี นรู้ทกั ษะด้านเทคโนโลยภี ายในบริบทของเน้ือหา
ที่ตนเองสอนและผนวกกับกลวิธีการจัดการเรียนรู้ (Harris & Hofer, 2009; Rotherham &Willingham, 2009)
การบูรณาการท่ีมีประสิทธิภาพของเทคโนโลยีขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการใช้ประโยชน์จากการมีปฏิสัมพันธ์
ระหวา่ งเทคโนโลยี เนอ้ื หาและวิธีการสอน (Angeli & Valanides,2009; Harris & Hofer, 2009)
ดังนั้น ที่มาของ TPACK ได้สร้างขึ้นตามแนวคิดของ Shulman (PCK : Pedagogical Content
Knowledge) อย่างไรก็ตามการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วนี้ทำใหเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพล ในการ
เรียนการสอนในขณะนี้ ด้วยเหตุนี้การกลาวถึงความรูดานเทคโนโลยี จึงมีความจำเป็นในการเพิ่มศักยภาพของครู
ต่อไป การใหความรูแกครูเพื่อการบูรณาการเทคโนโลยีที่มีประสิทธิผล โดยที่ครูจะตองทำความเขาใจเกี่ยวกับ
ความรู้ด้านเนื้อหา วิธีสอน และความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ปฏิสัมพันธกันเพื่อประสิทธิผลของการสอนในรา ยวิชา
โดยใชเทคโนโลยีเป็นสิง่ สนับสนนุ
2.องค์ประกอบของกรอบความรเู้ นื้อหาผนวกวธิ สี อนและเทคโนโลยี (TPACK)
Mishra and Koehler (2006) เสนอกรอบ TPCK ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น TPACK (ภาพ 1)
เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับสิง่ ที่ครูจำเป็นต้องรู้เพือ่ รวมเทคโนโลยีเข้าด้วยกันกับการสอนได้อย่างมีประสิทธภิ าพ โดยระบุ
TPACK ประกอบด้วย 7 ชนิดของความรู้ดังรายละเอียดในตาราง 2 ซึ่งประเภทความรู้เหล่านี้ ได้แก่ ความรู้ด้าน
เนื้อหา Content Knowledge (CK), ความรู้ด้านวิธีสอนPedagogical Knowledge (PK), ความรู้ด้านเทคโนโลยี
Technological Knowledge (TK), ความรดู้ ้านเน้ือหาผนวกวธิ สี อน Pedagogical Content Knowledge (PCK),
ความรู้ด้านเนื้อหาผนวกเทคโนโลยี Technological Content Knowledge (TCK) ความรู้ด้านวิธีสอนผนวก
เทคโนโลยี Technological Pedagogical Knowledge (TPK) และความรดู้ า้ นเนือ้ หาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยี
(TPACK)
Mishra and Koehler (2006) กล่าวถึง องค์ประกอบของความรู้เน้ือหาผนวกวธิ ีสอนและเทคโนโลยี
เบื้องตน้ ประกอบดว้ ยความรู้ 3 เร่อื งหลกั ได้แก่
1) ความรู้ดา้ นเนื้อหา (Content : CK) เปน็ ความรเู้ กยี่ วกับเนือ้ หาวชิ าอยา่ งแท้จริงทถ่ี ูกเรียนรู้หรือถูก
สอน ซึ่งครูจะต้องรู้และเข้าใจวิชาที่พวกเขาสอน ทั้งความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง แนวคิดทฤษฎีและกระบวนการ
ในสาขาวชิ าน้ัน
2) ความรู้ด้านวิธีสอน (Pedagogy : PK) เป็นความรู้เชิงลึกในเรื่องกระบวนการและการปฏิบัติ
หรือวิธีการจัดการเรียนรู้ให้ครอบคลุมจุดมุ่งหมายการศึกษา ความรู้นี้เกี่ยวข้องในทุกประเด็นของการเรียนรู้ของ
38
ผ้เู รียน การจัดการหอ้ งเรยี น การพฒั นาและนำแผนการจดั การเรยี นรู้ไปใช้และการประเมินผลผู้เรยี น ครูกบั ความรู้
ด้านการสอนเชิงลึกเข้าใจวิธีการที่ผูเ้ รียนสร้างความรู้และได้มาซึ่งทักษะ ความรู้เรื่องการจัดการเรียนรู้จำเป็นต้อง
เขา้ ใจเรอ่ื งการร้คู ิด สังคมและทฤษฎพี ัฒนาการของการเรยี นรแู้ ละวิธีประยกุ ตใ์ ชก้ บั ผเู้ รียนในห้องเรียน
3) ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Technology : TK) เป็นความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐาน เช่น
อินเตอร์เน็ต วิดีโอดิจทิ ัล เป็นความรทู้ เี่ ก่ยี วกบั ทักษะท่ีจำเป็นในการดำเนินการใชเ้ ทคโนโลยนี ้นั ๆ ในกรณนี ้ีจะรวม
ความรู้เกี่ยวกับระบบการดำเนินการคอมพิวเตอร์และการใช้ซอฟแวร์ ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบดิจิทัล
(digital system) รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอที (Information Technology–IT) เพื่อวัตถุประสงค์
แต่เนือ่ งจากความร้ดู ้านเทคโนโลยีกำลังอยู่ในสภาวะของการเปลี่ยนแปลงและพฒั นาอย่างรวดเร็ว ความรู้ทั้งหลาย
จึงอาจล้าสมัยได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นกรอบความคิดของการใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีจึงไม่ได้หมายถึงความรู้
ทั่วไปด้านเทคโนโลยี(computer literacy) เท่านั้น แต่หมายรวมถึงความยืดหยุ่นและความคล่องตัวของการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศ กลา่ วคือผู้สอนจำเป็นต้องมีความเขา้ ใจเทคโนโลยีในระดบั ทีส่ ามารถนำไปประยุกต์ใช้งานใน
ชีวิตประจำวันได้ซึ่ง Mishra and Koehler (2006) ได้ให้ความสำคัญกับความรู้ใหม่ที่เกิดจากการซ้อนทับของ
ความร้แู ต่ละเรอ่ื งซง่ึ ปรากฏเป็นความรใู้ หมใ่ น 4 ลกั ษณะ ได้แก่
1) ความรดู้ ้านเนอ้ื หาผนวกวธิ ีสอน (Pedagogical Content Knowledge: PCK)
ความรู้ในส่วนนี้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของความรู้ในรายวิชาของครูและวิธีการ
สอน ซ่ึง PCK คอื ประเภทของความรู้ท่จี ำเพาะ และเป็นองคค์ วามรู้ท่ีนอกเหนือจากความรู้ด้านเนอื้ หาองค์ความรู้นี้
คือการบรู ณาการมิตขิ องความรดู้ ้านตา่ ง ๆ เพือ่ เพิม่ ศักยภาพของการสอนในเนื้อหาน้นั โดยมุ่งเน้นถึงความรู้ท่ีเอื้อให้
ครสู ามารถเขา้ ใจ ถึงแนวคดิ เดมิ ทีผ่ ้เู รยี นมีมาก่อนเกย่ี วกบั เนื้อหานั้น และความยากในการเรียนรู้ โดยองค์ประกอบ
ของความรู้เนื้อหาผนวกวิธีสอนตามแนวคิดนี้ แต่ละมิติของความรู้มีความสอดคล้องและเอื้ออำนวยต่อกัน ในการ
จัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนนั้น ครูต้องมีความรู้แต่ละด้านที่เหมาะสมด้านวิธีการสอน วิธีการวัดและประเมินการ
เรียนรู้ ที่เหมาะสมต่อการถ่ายทอดเนื้อหาความรู้นั้นไปสู่ตัวผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างของตัวผู้เรียน เข้าใจ
ถึงวิธีการเรยี นร้ขู องผูเ้ รียนบูรณาการความรูแ้ ตล่ ะด้านได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ สง่ เสรมิ การเรียนร้ขู องผู้เรียน เมื่อครู
เข้าใจถงึ แนวคดิ เดิมท่ผี ู้เรียนมีและความยากในการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนประสบปัญหาย่อมส่งเสริมให้ครูเข้าใจถึงรูปแบบ
ที่เหมาะสมในการจัดการเรียนการสอน ในด้านวิธีการสอน สื่อและกิจกรรม รวมทั้งวิธีการวัดและปร ะเมินการ
เรียนรู้ของผู้เรียน น้นั แสดงวา่ ครมู ีความสามารถในการปรบั ใช้ PCK ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
2) ความรู้ดา้ นเนอ้ื หาผนวกเทคโนโลยี (Technological Content Knowledge : TCK)
ความรู้ในส่วนนี้เป็นความรู้เกี่ยวกับวิธีการหรือลักษณะความสัมพันธ์ของความรู้เรื่อง
เทคโนโลย(ี TK) และความรูเ้ รือ่ งเน้ือหา (CK) มคี วามสมั พนั ธ์ซ่ึงกนั และกนั ครจู ำเปน็ ต้องรู้ไม่เพยี งแต่เรื่องที่พวกเขา
39
สอน แตต่ อ้ งร้วู ธิ ีการหรอื ลกั ษณะทเี่ น้ือหาสาระสามารถถูกเปลีย่ นแปลงจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ตัวอยา่ งเช่น
Stellarium เปน็ ซอฟตแ์ วรท์ ใ่ี ชเ้ ปน็ ท้องฟ้าจำลองสำหรับคอมพวิ เตอร์ สามารถแสดงท้องฟ้าเหมอื นจรงิ แบบ 3 มิติ
ใกล้เคียงกับที่เห็นด้วยตาเปล่าหรือกล้องโทรทรรศน์ PhET เป็น Website ที่จัดทำโปรแกรมจำลองการเรียนการ
สอนเป็นสถานการณ์จำลองบนคอมพิวเตอร์ทีถ่ ูกสร้างขึน้ มาสามารถช่วยเหลือให้ผู้เรียนสามารถสร้างการเชื่อมต่อ
ระหว่างความเข้าใจในแนวคิดวิทยาศาสตร์และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความ
เข้าใจอย่างมคี วามหมายและมคี วามตระหนักรูใ้ นปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ บนโลก
3) ความรูด้ ้านวธิ สี อนผนวกเทคโนโลยี (Technological Pedagogical Knowledge:
TPK)
ความรใู้ นสว่ นนีเ้ ป็นความรู้เกย่ี วกับความสามารถของเทคโนโลยที หี่ ลากหลายในขณะที่ถูก
นำไปใช้ในการจดั เตรยี มการเรยี นการสอน รวมถึงรู้วา่ การสอนอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากการใช้เทคโนโลยี
ชนดิ นัน้ รวมถงึ ความเข้าใจเก่ียวกับขอบเขตของอุปกรณ์ท่ีมีไวส้ ำหรบั ภาระงานบางอยา่ งความสามารถในการเลือก
อุปกรณ์บนพื้นฐานของความเหมาะสมกับกิจกรรม และความรู้เรื่องการสอนและความสามารถในการประยุกต์ใช้
อุปกรณ์ให้เหมาะสมกบั วิธีสอน รวมถึงความรูเ้ รื่องการมีส่วนรว่ มในช้ันเรียนและการวัดประเมินผล ความรู้ในเร่อื ง
ความคิดในการใช้เทคโนโลยีเปน็ พื้นฐานโดยทั่วไป เช่น การสนทนาอภิปรายโต้ตอบผ่านระบบอินเตอร์เนต็ การใช้
Kahoot, Quizizz, Polleverywhere ในขั้นนำเข้าสูบ่ ทเรยี นเพอื่ กระตนุ้ และเรา้ ความสนใจ
4) ความรู้ดา้ นเน้ือหาผนวกวธิ ีสอนและเทคโนโลยี (Technological Pedagogical
Content Knowledge : TPACK)
ส่วนนี้เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและ
จัดการความสมั พันธ์ระหวา่ งองค์ประกอบของความรู้ท้งั สามสว่ น โดยเป็นความรูค้ วามเขา้ ใจและความสามารถของ
ครูในการบรู ณาการเทคโนโลยีทเี่ หมาะสมและหลากหลายให้เข้ากบั กระบวนการและวิธีการจดั การเรียนรู้ในเนื้อหา
ที่ตนเองสอน ทำให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามาร ถสร้างองค์
ความรู้ใหม่ ๆ ในเนื้อหาวิชาที่สอนได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ครูที่มีความสามารถในการจัดการ
ความสัมพันธ์เหล่านี้อาจแสดงออกในรูปแบบที่แตกต่างกันตามความชำนาญ ซึ่งการบูรณาการเทคโนโลยีในการ
สอนตามเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผลนั้น จำเป็นต้องไวต่อการรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ
ความรูท้ ั้ง 3 เรื่อง
40
ความรู้ 7 ประเภทในกรอบความคดิ ความรใู้ นเนื้อหาผนวกวธิ ีสอนและเทคโนโลยี (TPACK)
ประเภทของความรู้ คำอธบิ าย
ความร้ดู ้านเน้อื หา ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาเฉพาะที่จะสอนรวมถึงความรู้เกี่ยวกับ
Content Knowledge (CK) ขอ้ เท็จจรงิ แนวคดิ หลกั การ กฎ ทฤษฎี ภายในรายวิชาน้ัน ๆ
ความรดู้ า้ นวธิ ีสอน ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการและแนวปฏิบัติในการสอนรวมทั้งการ
Pedagogical Knowledge (PK) จัดการชั้นเรียน การพัฒนาแผนการสอน การประเมินผลผู้เรียนและ
ความเข้าใจทฤษฎีทางสงั คมและพัฒนาการการเรยี นรูข้ องผเู้ รยี น
ประเภทของความรู้ คำอธบิ าย
ความรดู้ ้านเทคโนโลยี ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ ตั้งแต่เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน เช่น
Technological Knowledge ดินสอ กระดาษ ไปจนถึงเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น อินเทอร์เน็ต
(TK) แอปพลิเคชัน วิดีโอ กระดานไวท์บอร์ดแบบโต้ตอบและโปรแกรม
ซอฟต์แวรต์ ่างๆ เป็นตน้
ความรู้ดา้ นเนอื้ หาผนวกวิธีสอน ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาเฉพาะและ
Pedagogical Content ความสามารถในการจัดวิธีสอนให้เหมาะสมกับเนื้อหาและเกิดความ
Knowledge (PCK) เข้าใจได้งา่ ยขึ้น
ความรู้ด้านเน้อื หาผนวกเทคโนโลยี ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีชนิดใดชนิดหนึ่งที่เหมาะกับเนื้อหาเฉพาะ
Technological Content นั้น ๆ ตลอดจนวิธีการที่เทคโนโลยีมีอิทธิพลและการเปลี่ยนแปลงต่อ
Knowledge (TCK) ลกั ษณะของเนือ้ หาให้เขา้ ใจง่ายย่งิ ข้ึน
41
ความรู้ด้านวิธีสอนผนวกเทคโนโลยี ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือทางเทคโนโลยีสำหรับงานในชั้นเรียนเฉพาะ
Technological Pedagogical เช่น การใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบการเข้าชั้นเรียน การตัดเกรด
Knowledge (TPK) การวิเคราะห์ข้อมูล การใช้แอปพลิเคชันหรือเกมในการดึงดูดความ
สนใจของผู้เรียน เช่นเดียวกับวิธีการเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ไป
ความร้ดู ้านเนอ้ื หาผนวกวธิ ีสอน เปล่ยี นลักษณะของการเรยี นการสอน
และเทคโนโลยีTechnological
Pedagogical Content ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี การสอนและเนื้อหาในด้านต่าง ๆ ในการ
Knowledge (TPACK) บูรณาการเทคโนโลยีที่หลากหลายเข้าสู่วิธีการจัดการเรียนรู้สำหรับ
เนือ้ หาทสี่ อน
แต่อยา่ งไรกต็ ามผูว้ จิ ยั พบการแบง่ องค์ประกอบท่ีแตกต่างจากกรอบความรู้ TPACK ของMishra and
Koehler (2006) ได้แก่Chai, Koh, and Tsai (2010) แบ่งได้ 5 องค์ประกอบ คือ 1) ความรู้ด้านเทคโนโลยี (TK)
2)ความรู้ด้านเนื้อหา (CK) 3) ความรู้ด้านวิชาครู (PK) 4) ความรู้ด้านการสอนด้วยเทคโนโลยี(Knowledge of
teaching with technology: KTT) และ 5) ความรู้ด้านการสะท้อนคิดอย่างมีวิจารณาญาณ (Knowledge of
critical reflection: KCR)
Chai, Koh, and Tsai (2011) แบ่งได้ 8 องค์ประกอบ โดยยึดตามองค์ประกอบความรู้TPACK ของ
Mishra and Koehler แต่เพิ่มเติมในส่วนของ ความรู้ด้านเนื้อหา แบ่งเป็น ความรู้ด้านเนื้อหาในการสอนครั้งแรก
(CKCS1) และความรดู้ ้านเนื้อหาในการสอนคร้งั ท่ีสอง (CKCS2)
Jang and Tsai (2012) แบ่งได้ 5 องค์ประกอบ คือ 1) ความรู้ด้านเนื้อหา (CK) 2) ความรู้ด้าน
เทคโนโลยี (TK) 3) ความรู้ด้านเนื้อหาบูรณาการกับความรู้ด้านวิชาครูที่เหมาะกับความรู้ด้านบริบท (PCKCx) 4)
ความรู้ด้านเทคโนโลยีบูรณาการกับความรู้ด้านเนื้อหาและความรู้ด้านวิชาครู (TPACK) และ 5) ความรู้ด้าน
เทคโนโลยีบรู ณาการกบั ความรู้ด้านเนอ้ื หาและความรู้ดา้ นวชิ าครทู เี่ หมาะกบั ความรู้ดา้ นบรบิ ท (TPACKCx)
ดังนน้ั ผูว้ ิจยั สรุปจากกรอบแนวคิดดงั กล่าวของความรเู้ น้ือหาผนวกวธิ ีสอนและเทคโนโลยีประกอบไป
ด้วยความรู้ตั้งแต่ 5 องค์ประกอบ 7 องค์ประกอบ และ 8 องค์ประกอบ แต่อย่างไรก็ตามกรอบความรู้ TPACK 7
องค์ประกอบ ได้รับการนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ครูผู้สอนจะต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
เกย่ี วกับแต่ละองคป์ ระกอบของ TPACK เป็นสง่ิ สำคัญทส่ี ดุ คือการบรู ณาการเทคโนโลยี กบั วธิ ีการสอนและเนื้อหา
ของแตล่ ะบคุ คล มากกว่าทจ่ี ะรเู้ พียงความหมายของแต่ละองคป์ ระกอบ
42
3.การวดั และประเมินผลความรเู้ นื้อหาผนวกวธิ สี อนและเทคโนโลยี (TPACK)
เครอื่ งมอื ท่ีนำมาใช้ในการวัดและประเมนิ ผลความเข้าใจเกีย่ วกับความรู้เนอ้ื หาผนวกวธิ สี อนและเทคโนโลยี มีหลาย
ชนดิ จากการสงั เคราะหง์ านวจิ ยั ของ Koehler, Shin, and Mishra(2012) และกิตตพิ ันธ์ อดุ มเศรษฐ์ (2558) โดย
สามารถจำแนกเป็นเครื่องมือต่าง ๆ ที่พบได้ในงานวิจัยเกี่ยวกับความรู้เนื้อหาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยีได้ 5
ประเภท ดงั นี้
1) รายงานการประเมินตนเอง (Self-report) ส่วนใหญ่เป็นการขอให้ผู้เข้าร่วมให้คะแนนหรือลำดับ
ของการใช้เทคโนโลยีในการสอน เช่น การสำรวจความรู้เกี่ยวกับวชิ าท่ีสอนและเทคโนโลยีของครู โดยมีรายการให้
ครปู ระเมินตนเองแบง่ เป็นระดบั ในการวดั ความรู้ TPACK ตามองคป์ ระกอบ 7 ส่วน
2) แบบสอบถามปลายเปิด (Open-ended Questionnaire) เป็นแบบสอบถามที่ให้ผู้เข้าร่วมเขียน
เกี่ยวกับประสบการณ์ในภาพรวม ในรายวิชาที่จัดการเรียนการสอนที่ใช้เทคโนโลยี เช่น อะไรที่คิดว่าเป็นจุดแข็ง
และจดุ ออ่ นทีส่ ำคัญของการบรู ณาการเคร่ืองมือ ICT ในการจัดการเรียนรขู้ องคุณ
3) ประเมินการปฏบิ ตั ิงาน (Performance Assessment) มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อประเมินการปฏิบัติของ
ผเู้ ขา้ ร่วมโดยตรงและใช้ประเมินทัง้ ครูผู้สอนและนกั ศึกษาครู การประเมนิ มีหลายรูปแบบ เชน่ การประเมินผลงาน
ประเมนิ แผนการสอน หรือการสะทอ้ นความคิดเห็น
4) การสัมภาษณ์ (Interview) การสัมภาษณ์มักจะเป็นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างและก่ึง
โครงสร้าง คอื มีการกำหนดหัวขอ้ ไวล้ ว่ งหนา้ และมกี ารบนั ทึกไว้ เพือ่ นำไปถอดความและวเิ คราะหต์ ่อไป
5) การสังเกต (Observation) การสังเกตเป็นการศึกษาโดยตรงกับผู้เข้าร่วมในสถานที่และเวลาที่
กำหนด โดยดำเนนิ การท้งั ในห้องเรียนและในระหว่างการทำงาน การสงั เกตคลา้ ยกับการสัมภาษณ์โดยท่ีอาจมีการ
บนั ทึกวิดีโอไวเ้ พื่อไปทำการวเิ คราะห์ในภายหลงั
ดังนั้นในการวัดและประเมินผลความรู้เนื้อหาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยี ผู้วิจัยประยุกต์จาก Mishra,
Koehler, and Kereluik (2009) ที่ได้นำมาแปลเป็นภาษาไทยและปรับบริบทสำหรับการบูรณาการเทคโนโลยีมา
ใช้ในการสอนเนื้อหารายวิชาวิทยาศาสตร์ โดยวัดความรู้ทั้ง 7 ประเภทตามกรอบของ Mishra and Koehler
(2006) ซึ่งเป็นแบบวัดแบบประเมินตนเอง (Self-Report)ประกอบด้วย 20 รายการที่สอดคล้องกับกรอบความรู้
TPACK ของ Mishra et al. (2009) ซึ่งจำแนกความเห็นตามลิเคิร์ท สเกล (Likert Scale) ออกเป็น 5 ระดับ คือ
เห็นด้วยอย่างย่ิง (Strongly Agree) เห็นดว้ ย (Agree) ไม่แนใ่ จ (Neutral) ไม่เห็นดว้ ย (Disagree) และไม่เห็นด้วย
อย่างยิ่ง (Strongly Disagree) โดยมเี กณฑ์การแปลความหมายดังนี้