การศึกษาวจิ ัย
(Research Study)
วัตถปุ ระสงค์
1. เพอื่ ให้แพทย์ประจำบา้ นฝกึ กระบวนการคดิ ตั้งคำถาม ตัง้ โจทย์วิจยั ดว้ ยตนเอง
2. เพ่ือใหแ้ พทย์ประจำบ้านฝึกทักษะการเขียน Research Proposal การ Defend Proposal และการ
เกบ็ ขอ้ มลู วจิ ัย
3. เพอ่ื ใหแ้ พทย์ประจำบ้านฝึกวเิ คราะห์ สังเคราะห์ขอ้ มลู และนำเสนอผลการศกึ ษาวจิ ัย
4. เพื่อใหแ้ พทย์ประจำบ้านฝึกทกั ษะการเขยี นบทความทางวชิ าการและเผยแพร่ผลการศึกษา
กิจกรรม/การดำเนนิ งาน
1. แพทย์ประจำบ้านเข้าอบรมหลักสูตร/หัวข้อด้านระบาดวิทยา การทำวิจัย จริยธรรมการวิจัย
การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติทางการแพทย์ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการทำวิจัย การเขียนบทความ
วิชาการ และอืน่ ๆท่ีเกย่ี วขอ้ งท่ที างสถาบนั ฯจัดอบรมหรือสง่ ไปอบรมกับเครือข่าย
2. แพทย์ประจำบ้านทบทวนเนือ้ หาหรือเรยี นร้เู พิม่ เตมิ โดยตนเองก่อน-หลังการอบรมต่างๆอยา่ งสม่ำเสมอ
3. แพทย์ประจำบ้านชั้นปีท่ี 1 ตั้งคำถามวจิ ัยจากประสบการณ์การเรียนร้หู รือทำงานของตนเองและนำเสนอ
Research Question ในเดือนสิงหาคม ทัง้ น้ตี อ้ งปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาของตนในเร่ืองหัวข้อท่ีจะศึกษา
ความเปน็ ไปได้ในการทำวิจัยให้สำเรจ็ และความสมบรู ณข์ องสไลด์นำเสนอล่วงหน้าอย่างนอ้ ย 1 เดือน
4. กำหนดให้แพทย์ประจำบ้านต้องนำเสนอ Research Proposal เพื่อให้อาจารย์ที่ร่วมกิจกรรม ให้
คำแนะนำพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก่อนจัดทำ Research Proposal เพื่อส่งคณะกรรมการจริยธรรม
งานวจิ ัย
5. การส่ง Research Proposal ให้คณะกรรมการจริยธรรมงานวิจัยพิจารณานั้น แพทย์ประจำบ้านต้อง
ศึกษาแนวทางการเขียนและส่งของหน่วยงานนั้นด้วยตนเอง เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีรูปแบบแตกต่าง
กนั แพทย์ประจำบา้ นควรเรง่ ลงมือทำเพราะใช้เวลาประมาณ 3 – 9 เดือนจึงจะผา่ นการพจิ ารณา
6. แพทยป์ ระจำบ้านลงมือเก็บข้อมลู วจิ ยั หลงั จาก Research Proposal ผา่ นการพิจารณา
7. สถาบันฯจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำวิจัยในด้านการบริหารจัดการ งบประมาณ สิ่งอำนวย
ความสะดวกตลอดจนให้คำแนะนำในการทำโครงการวิจัยให้สำเร็จ อย่างไรก็ตามแพทย์ประจำบ้านต้อง
ลงมือปฏิบัติในทุกขั้นตอนด้วยตนเองเพื่อฝึกฝนการเป็น Project manager และ Researcher ของ
โครงการวจิ ยั
8. แพทยป์ ระจำบา้ นทตี่ ้องลงพ้ืนท่ีเก็บข้อมลู ควรประสานหน่วยงานที่เกยี่ วข้องลว่ งหน้า และควรออกหนังสือ
ขอความอนุเคราะห/์ อนุญาตเขา้ พ้นื ทีอ่ ย่างเปน็ ทางการด้วย
9. การเก็บข้อมูลนอกสถานที่ต้องขออนุมัติราชการทุกครั้ง โดยทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ต้องไม่
กระทบตอ่ กิจกรรมท่ีสถาบนั จดั ให้แพทย์ประจำบ้าน
10. แพทยป์ ระจำบ้านวเิ คราะห์ สังเคราะหข์ ้อมูลดว้ ยตนเองภายใต้คำแนะนำของอาจารย์ผเู้ ชี่ยวชาญท้ังนี้ควร
ปรึกษาเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาจารย์จะได้รู้ความก้าวหน้า หากแพทย์ประจำบ้านติดขัดใน
เรื่องของการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือการวิเคราะห์ข้อมูลตลอดจนการสรุปผล อาจารย์จะได้ให้
คำแนะนำได้
11. กำหนดให้แพทย์ประจำบ้านนำเสนอผลการศึกษา/ความก้าวหน้าในการทำวิจัย (กรณีที่ทำไม่เสร็จ) ทาง
สถาบันฯขอสงวนสิทธิ์ไม่อนุญาตให้แพทย์ประจำบ้านไปศึกษาดูงานต่างประเทศในกรณีที่ทำการศึกษา
วจิ ยั ไมเ่ สรจ็
12. แพทย์ประจำบ้านต้องทำสไลด์และปรึกษาอาจารย์ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อทราบประเด็น ที่
ต้องศึกษาเพม่ิ เตมิ และปรบั ปรงุ สไลด์นำเสนอให้มีคุณภาพกอ่ นการนำเสนอจรงิ
13. ให้แพทย์ประจำบ้านเตรยี มเอกสารประกอบการนำเสนอใหผ้ ู้เขา้ ร่วมกจิ กรรมทุกท่าน ประกอบดว้ ยสไลด์ที่
จะนำเสนอและ abstract ภาษาอังกฤษความยาวไมเ่ กนิ 300 คำ
14. แพทย์ประจำบ้านนำเสนอเป็นภาษาไทยเป็นเวลาประมาณ 45 นาที และผู้เข้าร่วมกิจกรรมซักถาม
แลกเปลี่ยนการเรียนรูร้ ่วมกัน ทั้งนี้แพทย์ประจำบ้านควรเชญิ อาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชีย่ วชาญมาร่วมฟัง
ดว้ ย
15. แพทยป์ ระจำบา้ นสง่ สำเนาสไลดน์ ำเสนอ 1 ชุด พรอ้ มอเิ ล็กทรอนิกส์ไฟล์
16. ศึกษาตวั อย่างการทำ slide และการเขยี น abstract ในภาคผนวกและอเิ ล็กทรอนิกส์ไฟล์ที่ใหไ้ ว้
หมายเหตุ ในข้อ 3, 4, 5 แพทย์ประจำบ้านอาจดำเนินการได้เร็วกว่าระยะเวลาที่กำหนด ตามศักยภาพของแต่ละ
บคุ คล
การประเมินผล
1. แพทย์ประจำบา้ นชนั้ ปีท่ี 1 มี Research Proposal ทีผ่ า่ นการพิจารณาของคณะกรรมการจรยิ ธรรม การ
วจิ ัย
2. แพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 2 มีงานวิจัยที่มีคุณภาพและมีผลการศึกษาที่สามารถนำไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ต่างประเทศ ประเมินโดยอาจารยท์ ี่ปรึกษา
3. คณุ ภาพการนำเสนอ Research Question, Research Proposal, Study Result และ Abstract
หมายเหตุ ใหแ้ พทยป์ ระจำบา้ นศึกษาในภาคผนวก
การเขยี นบทความวชิ าการ
(Scientific Article Writing)
วตั ถุประสงค์
1. แพทย์ประจำบ้านมีความเข้าใจหลักการเขียนบทความทางวิชาการ เรียนรู้มารยาทและจริยธรรมของการ
เผยแพร่ผลงานทางวชิ าการ
2. แพทย์ประจำบ้านสามารถพัฒนาทักษะการเขียนบทความวิชาการที่เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษที่มี
คุณภาพและไดม้ าตรฐาน
3. แพทยป์ ระจำบา้ นไดม้ ีโอกาสนำเสนอผลงานทางวิชาการในเวทีระดับประเทศและนานาชาติ
กิจกรรม/การดำเนนิ งาน
1. แพทย์ประจำบ้านศึกษาวธิ ีการเขียนบทความวชิ าการด้วยตนเอง
2. ฟงั บรรยายเรือ่ งจรยิ ธรรมการวิจยั การเขียนบทความวชิ าการ
3. แพทย์ประจำบ้านฝึกทักษะการเขียนบทความวิชาการจากการสอบสวนโรคและงานวิจยั ของตนเองภายใต้
การดแู ลของอาจารย์ Project and program advisor
4. แพทยป์ ระจำบา้ นสง่ บทคดั ยอ่ เผยแพร่ในวารสารวิชาการ
5. รายละเอียดของกิจกรรมมดี ังนี้
5.1 การเขียนบทคัดย่อ
- แพทย์ประจำบ้านจะได้ฝึกเขียนบทคัดย่อทุกครั้งที่ต้องนำเสนอผลงานในรูปแบบภาพนิ่ง (Slide
presentation) ในการประชุมวิชาการประจำสัปดาห์ ภายใต้การดูแลของอาจารย์ Project and
program advisor
- สถาบันอาจจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Abstract writing workshop) เพื่อฝึกเขียน
บทคดั ยอ่ ใหด้ ีข้ึน
5.2 การเขยี นบทความทางวิชาการแบบ Ready to submit manuscript
- แพทย์ประจำบ้านจะได้ฝึกทักษะการเขียนบทความวิชาการจากงานวิจัยของตนเอง 1 เรื่อง
ภายใต้การดูแลของอาจารย์ Project and program advisor
- แพทย์ประจำบ้านต้องส่ง Manuscript ฉบับสมบูรณ์ พร้อมทั้งส่ง electronic fileประกอบด้วย
Manuscript และ Raw data ให้กบั สถาบนั ฯ
• บทความวิชาการทีน่ า่ สนใจ 1 ฉบบั
• บทความวชิ าการจากงานวจิ ยั ของตนเอง 1 เรื่อง
- แพทย์ประจำบ้านต้องส่ง Abstract อย่างน้อย 1 เรื่อง ไปเข้าร่วมคัดเลือกเพื่อเผยแพร่ในการ
ประชมุ วชิ าการนานาชาติ และ Manuscript อยา่ งนอ้ ย 1 เร่ืองตพี ิมพใ์ นวารสารวชิ าการ
- แพทย์ประจำบ้านทุกรายต้องมีประสบการณ์เผยแพรผ่ ลงานวิชาการนานาชาติ (อยา่ งน้อย
1 ครง้ั ) และตอ้ งมผี ลงานตพี มิ พ์ในวารสารวชิ าการทีเ่ ปน็ ท่ียอมรับ (อย่างนอ้ ย 1 เร่อื ง)
5.3 มารยาทของการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
- การส่งผลงานเพื่อเผยแพร่ในรูปแบบการนำเสนอด้วยภาพนิ่ง โปสเตอร์ หรือบทความ
(Manuscript) เป็นต้น จำเป็นต้องแจง้ ให้ผู้เก่ียวขอ้ งหลักๆกับงานชิ้นนั้นทุกระดับทราบ ตั้งแต่ใน
พื้นที่ (Local health authorities) จนถึงส่วนกลางเพื่อป้องกันการนำเสนอซ้ำซอ้ นหรือความไม่
เขา้ ใจกนั
- การลงชื่อผู้นิพนธ์ (Author list) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับนักวิชาการบางคน
เนื่องจากสามารถบันทึกเป็นผลงานส่วนบุคคลได้ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งการใส่ใน
Acknowledgement
- นอกจากนี้ยงั มีเร่ืองอื่นๆที่สำคญั เช่น การรักษาความลับของผู้ใหข้ ้อมูล เป็นต้น โดยรายละเอียด
เพ่ิมเตมิ จะได้เรยี นร้ใู นระหวา่ งฝกึ
การประเมินผล
1. มีบทความวชิ าการท่เี ป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษสำหรับส่งเพื่อรับการประเมินผลการเรยี นการสอน
a) ช้ันปที ่ี 1 ให้ส่งบทความวชิ าการท่นี า่ สนใจ
b) ชนั้ ปีที่ 2 ใหส้ ่งบทความวิชาการจากการวิจยั
c) ท้ังน้ีแพทย์ประจำบ้านต้องเขียน Abstract เป็นภาษาอังกฤษส่งด้วยเสมอ จำกัดความยาวไม่เกิน
300 คำ
2. มีบทความวิชาการที่เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานคนละ 1 เรื่องสำหรับ
ส่งไปตีพิมพ์เผยแพรใ่ นวารสารระดับประเทศหรือนานาชาติ
3. มี Abstract อยา่ งนอ้ ย 1 เร่อื ง ท่ีไดร้ ับการคัดเลือกให้ไปเผยแพร่ในการประชุมวชิ าการนานาชาติ
หมายเหตุ
การเผยแพร่ผลการทำงานในรูปแบบต่างๆ เช่น บทคัดย่อ รายงาน หรือการนำเสนอผลงานวิชาการ เป็นต้น
ควรระบุชื่อหรือหน่วยงานของผู้ร่วมทำงานและผู้ให้การสนับสนุนให้ชัดเจนเหมาะสม รวมทั้งชื่อโครงการฝึกอบรม
แพทย์ประจำบ้านและชื่ออาจารย์ท่ีปรึกษา โดยใหพ้ ิจารณาจากความเหมาะสมเป็นหลักและต้องแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องกับ
งานชนิ้ น้ันทกุ ระดบั ทราบ
การฝึกปฏิบัตงิ านในภาวะวกิ ฤตสขุ ภาพจติ
(Mental Health Crisis Assessment and Treament Team : MCAT)
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อให้แพทย์ประจำบ้าน มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปฏิบตั ิงานสุขภาพจิตในภาวะวกิ ฤต ซึ่งเป็นการ
จัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (Public Health Emergency Management: PHEM) และระบบ
บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) ในบริบทของงานบริการสุขภาพจิตในภาวะ
วิกฤตร่วมกบั สหวชิ าชีพ (Mental Health Crisis Assessment and Treament Team : MCAT)
2. เพื่อให้แพทย์ประจำบ้าน มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน และสามารถอธิบายถึงแนว
ทางการพฒั นา ได้
กิจกรรม/การดำเนนิ งาน
1. เขา้ รับการฝกึ อบรมตามหลกั สูตรการจัดการภาวะวิกฤตสุขภาพจิต
2. เรียนรู้แนวทางการพัฒนาศักยภาพ ทั้งด้านการพัฒนาฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การพัฒนาสิ่งอำนวยความ
สะดวก และระบบการปฏบิ ตั ิงานใน เพื่อเตรียมพรอ้ มและฝกึ ปฏบิ ตั ิงาน ของกรมสุขภาพจติ
3. เรียนรู้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการวางแผนและการตัดสนิ ใจในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การเตรียม
ความพร้อมการดำเนินงานในภาวะวกิ ฤต
4. ฝกึ ปฏิบัติงานในภาคสนามรว่ มกับทีมสหวิชาชีพ
5. ศกึ ษากรณตี วั อย่างการเตรยี มสไลดน์ ำเสนอ
การประเมินผล
1. เข้าอบรมไดค้ รบตามหลักสตู รการจดั การภาวะวิกฤตสุขภาพจิต และต้องสอบผา่ นตามขอ้ กำหนด
2. ปฏบิ ัติงานตามกำหนดเวลา
3. การนำเสนอผลการปฏบิ ตั ิงาน
4. รายงานการปฏิบตั ิงาน
การเปน็ วิทยากรผชู้ ่วยหรอื วิทยากรหลัก
(Instructor or Teaching Assistant)
วตั ถุประสงค์
1. แพทย์ประจำบ้านได้ทบทวนเนอ้ื หาวิชาการ ค้นคว้าความรู้เพิ่มเตมิ ฝึกการถ่ายทอดความรแู้ กผ่ ู้อนื่ รวมถงึ
เข้ารว่ มในขน้ั ตอนต่างๆของการเปน็ วทิ ยากรต้ังแตก่ ารเตรยี มการสอน จดั ทำเอกสาร ดำเนนิ การ และ
ประเมินผลการสอน
2. แพทยป์ ระจำบา้ นฝกึ ทกั ษะในการคน้ คว้าหาความรู้ดว้ ยตัวเองสำหรับเตรยี มการสอน
กิจกรรม/การดำเนินงาน
1. แพทย์ประจำบา้ นชั้นปที ่ี 1 จะได้รบั มอบหมายเป็นวิทยากรผชู้ ว่ ยสอนการสอนอยา่ งน้อย 1 ครั้ง
2. แพทย์ประจำบ้านชัน้ ปีท่ี 1, 2, 3 จะได้รบั มอบหมายให้เป็นวทิ ยากรหลกั อย่างปลี ะคร้ัง
3. แพทย์ประจำบ้านจัดเตรยี มวตั ถุประสงค์ เน้ือหา แนวการสอน เอกสารประกอบการสอน และวิธกี าร
ประเมนิ ผล แล้วปรกึ ษา staff ผู้ดูแลหลักสตู รหรืออาจารย์ทปี่ รกึ ษากอ่ นเป็นวิทยากรล่วงหนา้ อยา่ งน้อย 2
สัปดาห์
4. แพทยป์ ระจำบ้านสง่ เอกสารที่ใช้ในการสอน (อิเล็กทรอนิกสไ์ ฟล์และสำเนาเอกสารท่ีใชใ้ นการสอน) ให้กับ
กลุ่มประกันคณุ ภาพการศึกษาฯ หลงั สอนเสรจ็ ภายใน 1 สัปดาห์
การประเมนิ ผล
แพทย์ประจำบ้านไปรว่ มสอน อาจารย์ท่ีปรึกษาและหน่วยงานทจ่ี ดั อบรมจะเปน็ ผ้ปู ระเมนิ
วิชาเลือกเสรี
วตั ถุประสงค์
1. เพือ่ ให้แพทยป์ ระจำบ้านมีโอกาสได้เรยี นรู้ เพ่ิมพูนประสบการณใ์ นประเดน็ ทีต่ นเองสนใจ
2. เพอื่ ใหแ้ พทยป์ ระจำบ้านมีโอกาสสร้างเครือข่ายทางวิชาการหรือท่ีเกีย่ วข้องกบั สุขภาพจิตชุมชน
กิจกรรม/การดำเนินงาน
1. สถาบนั ฯ เปดิ โอกาสให้แพทย์ประจำบา้ นชั้นปที ่ี 2, 3 เลอื กอบรม/ศึกษาดูงานกบั หน่วยงานที่ตนเองมี
ความสนใจภายในประเทศ เป็นเวลาประมาณ 4 สปั ดาห์ (ท้ังน้ีอาจปรบั เปลี่ยนตามความเหมาะสม เพือ่
ไม่ให้กระทบกับรายวิชาอืน่ )
2. แพทยป์ ระจำบ้านต้องปรึกษาอาจารย์ทป่ี รึกษาหรืออาจารย์สถาบนั เพ่ือพิจารณาความเหมาะสมของหัวข้อ
และหน่วยงานทต่ี นสนใจ
3. แพทยป์ ระจำบ้านต้องแจง้ สถาบันฯทราบล่วงหน้าอย่างนอ้ ย 3 เดือน สถาบนั ฯจะชว่ ยตดิ ต่อประสานงาน
อย่างเปน็ ทางการให้ ทัง้ น้ีการที่จะได้ไปอบรม/ศึกษาดูงานดังกลา่ วอาจเปน็ ไปตามทแ่ี พทย์ประจำบา้ นมี
ความประสงค์หรอื ไม่ก็ได้ ข้ึนอย่กู บั หนว่ ยงานดังกลา่ วตอบรบั ด้วยและขน้ึ อยูก่ บั ความพอเพยี งของ
งบประมาณ
4. กรณีที่หน่วยงานปลายทางคิดค่าลงทะเบียน และแพทย์ประจำบ้านประสงค์เบิกค่าใช้จ่ายดังกล่าวทาง
สถาบนั ขอสงวนสิทธิพ์ ิจารณาความคุม้ ค่าประกอบด้วย
5. แพทย์ประจำบ้านควรศึกษารายละเอียดของเนื้อหาวิชาล่วงหน้า/เพิ่มเติมจากหนงั สือตำราหรือเอกสารที่
แจกให้ และคน้ คว้าจากหอ้ งสมดุ หรือแหลง่ อ้างองิ อืน่ ๆ
6. ให้แพทยป์ ระจำบ้านจัดทำรายงานส่งสถาบันภายใน 1 เดือน หลงั จากกลับมา ในการจัดทำรายงานให้ปรึกษา
อาจารยผ์ ูด้ แู ลเพ่ือตรวจสอบความถูกต้องเป็นระยะ ลว่ งหน้าอยา่ งน้อย 2 สัปดาห์
7. ให้แพทย์ประจำบ้านนำเสนอความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาดูงานโดยเตรียม slide presentation และ
นำเสนอสถาบันฯภายใน 1 เดือน หลังจากกลับมา ทั้งนี้ควรให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้อง
เป็นระยะ ล่วงหน้าอยา่ งนอ้ ย 2 สปั ดาห์
8. ให้ส่ง slide presentation และ พิมพ์สำเนาจำนวน 1 ชุด พร้อมทั้งส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง/ที่ได้รับจาก
หน่วยงานนัน้
9. ให้แพทย์ประจำบ้านกำหนดวันนำเสนอด้วยตนเอง โดยต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์
และแพทยป์ ระจำบ้านควรประสานอาจารยห์ รือผูเ้ ชย่ี วชาญในเน้ือหานนั้ ๆ ใหเ้ ขา้ ร่วมดว้ ยเพื่อทบทวนองค์
ความรตู้ ลอดจนความถกู ต้องของเนอ้ื หาท่ีตนเองนำเสนอ
10. รายงานประกอบไปด้วย
- ขอ้ มลู ทัว่ ไป (รอบทฝ่ี ึกและช่วงเวลาทีฝ่ ึก/ช่ือผ้ไู ปฝกึ อบรม)
- กิจกรรมท่ที ำในชว่ ง 1 เดือนรวมถงึ งานที่ได้รับมอบหมาย
- ข้อสังเกต ปญั หา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ
- สง่ิ ที่ได้จากการศกึ ษาดูงาน
- ภาคผนวก เช่น ตารางสอน, slide presentation, เอกสารที่เกี่ยวข้อง/ที่ได้รับจากหน่วยงานน้ัน
เปน็ ต้น
การประเมนิ ผล
1. ความพร้อมในการเรยี น การมีสว่ นร่วม แสดงความคดิ เหน็ ความตรงต่อเวลา ในระหวา่ งอบรมประเมนิ
โดยอาจารย์ผู้เช่ยี วชาญของหน่วยงานท่ไี ปอบรม/ศึกษาดูงาน
2. ความสมบูรณข์ องรายงานท่จี ัดทำ
หมายเหตุ
แพทย์ประจำบา้ นช้ันปีที่ 2, 3 หาชว่ งเวลาที่ตนเองสามารถไปอบรม/ศึกษาดงู านดงั กล่าวด้วยตนเอง โดยต้อง
ไมต่ ดิ กิจกรรมทีส่ ถาบันฯกำหนดให้เข้ารว่ ม
การสัมมนา/ประชุมวชิ าการระดับนานาชาติ
(International scientific meeting)
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อให้แพทย์ประจำบ้านมีโอกาสเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการ และสร้างเครือข่ายกับ
ผู้เชีย่ วชาญในสาขาวิชาต่างๆ ท้งั ในระดับชาตแิ ละสากล
2. เพื่อให้แพทย์ประจำบ้านฝกึ ทักษะการสรุปงานทีไ่ ดท้ ำระหว่างฝกึ อบรมในรปู แบบท่ีสามารถส่ือสารกับผูท้ ่ี
เกีย่ วข้องในเวทวี ิชาการ และสาธารณะได้
3. เพื่อให้แพทย์ประจำบ้านมีประสบการณ์นำเสนอผลงานวิชาการในเวทีวิชาการระดับนานาชาติ
(ภาษาองั กฤษ)
กจิ กรรม/การดำเนินงาน
1. โครงการฝึกอบรมจะแจ้งการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติที่น่าสนใจให้แพทย์ประจำบ้านได้
รบั ทราบ
2. แพทยป์ ระจำบ้านต้องปรึกษาอาจารย์ท่ีปรึกษาเพื่อจัดทำบทคัดย่อ เพือ่ ตรวจสอบความถูกต้องตามเกณฑ์
กำหนด จากนน้ั อาจารย์ทป่ี รกึ ษาพจิ ารณาและอนุมัตใิ หส้ ามารถสง่ บทความไปคดั เลอื กได้
3. แพทย์ประจำบ้านจะต้องเป็นผู้ส่งบทคดั ย่อที่ไดร้ ับการอนุมัติแล้วเข้าไปเอง ขึ้นกับข้อกำหนดของผู้จัดการ
ประชมุ
4. หากบทคัดย่อได้รับการคัดเลือก แพทย์ประจำบ้านที่จะไปนำเสนอต้องขออนุมัติไปราชการ ทั้งในกรณีท่ี
ขออนมุ ตั ไิ ปราชการอยา่ งเดียวหรอื ขอรบั การสนบั สนนุ ค่าใชจ้ ่ายดว้ ย
5. ให้แพทยป์ ระจำบ้านปรึกษากับอาจารย์ท่ปี รึกษาเพ่ือเตรยี มการนำเสนอเปน็ Slide, Poster และบทพูด
6. ซักซอ้ มการนำเสนอในสถานการณ์สมมตุ ิ (Rehearsal presentation) กอ่ นการนำเสนอจริงอยา่ งน้อย 1
ครงั้
7. เมอ่ื กลบั มาแลว้ ใหส้ ง่ ไฟล์ ให้สถาบนั เพอื่ เก็บบันทึกไว้และสรปุ เปน็ รายงานนำส่งให้กบั ผู้ใหท้ ุนสนบั สนนุ
a. กรณี Oral Presentation ใหส้ ง่ slide, abstract และบทพดู ทีแ่ ก้ไขสุดทา้ ยของผลงาน
b. กรณี Poster Presentation ให้ส่ง Poster ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ และท่ีพิมพ์สำเนาแล้ว,
abstract ที่แกไ้ ขสดุ ทา้ ยของผลงาน
การประเมินผล
ไดน้ ำเสนอผลการทำงานในท่ปี ระชุมวชิ าการระดบั นานาชาติ อย่างนอ้ ย 1 เรอ่ื ง
หมายเหตุ
1. การเผยแพร่ผลการทำงานในรูปแบบต่างๆ เช่น บทคัดย่อ รายงาน หรือการนำเสนอผลงานวิชาการเป็น
ต้น ควรระบุชื่อหรือหน่วยงานของผู้ร่วมทำงานและผู้ให้การสนับสนุนให้ชัดเจนเหมาะสม รวมทั้งช่ือ
โครงการฯและช่ืออาจารย์ท่ีปรกึ ษา ตามความเหมาะสมและตอ้ งแจ้งให้ผู้เก่ียวข้องกับงานชิน้ นั้นทุกระดบั
ทราบ
2. บทคดั ย่อที่ไม่ได้ส่งให้โครงการอนมุ ตั ิก่อนการไปนำเสนอ ผนู้ ำเสนอจะตอ้ งขอลาราชการไปเอง ยกเวน้ มี
จดหมายเชญิ เปน็ ทางการตามระเบียบราชการปกติ
3. โครงการฯสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆตามสถานการณ์ที่เหมาะสม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ
ลว่ งหนา้ ตามมตเิ อกฉนั ทข์ องที่ประชมุ อาจารย์
4. การประชุมต้องเปน็ การประชุมวิชาการเป็นทีย่ อมรับของคณะกรรมการสถาบนั
การฝึกอบรมในตา่ งประเทศ
(International Fellowship)
วตั ถุประสงค์
1. แพทยป์ ระจำบ้านไดแ้ ลกเปลยี่ นความเหน็ ทางวชิ าการและสร้างเครือขา่ ยวชิ าการกับผู้เช่ียวชาญ ใน
ต่างประเทศ
2. แพทย์ประจำบ้านได้รับประสบการณ์ตรงและเข้าใจวัฒนธรรมการทำงานด้านสุขภาพจิตชุมชนในระดับ
สากลและในประเทศทีพ่ ัฒนาแล้ว (Developed countries)
3. พัฒนาร่างบทความสำหรับตีพิมพ์ (Manuscript) ก่อนการเดินทาง เพื่อนำไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญใน
ตา่ งประเทศและพัฒนาให้มีความลึกในด้านวชิ าการมากข้ึน และมีความเรยี บรอ้ ยสำหรับการสง่ ไปตีพิมพ์
กิจกรรม/การดำเนินงาน
เกณฑ์การให้ทุนไปฝึกอบรมในตา่ งประเทศ
การให้ทุนไปฝึกอบรมในต่างประเทศแก่แพทย์ประจำบ้านนั้น ต้องผ่านเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกความ
เหมาะสม ดังน้ี
1. คะแนนภาษาองั กฤษ เชน่
DIFA TES level: B1, IELTS level: 4.5, TOEIC: 550, TOEFL: 50
2. ผลสอบประเมนิ แต่ละภาคเรียน ตอ้ งสอบผ่านทกุ ภาคเรียน
3. เจตคติ ทัศนคติ ความรับผิดชอบ จรยิ ธรรม
4. Manuscript 1 เร่ือง (Outbreak investigation หรอื research หรอื Surveillance Evaluation)
ทางสถาบันจะพยายามสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมในต่างประเทศ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ประจำบ้าน
เป็นเวลาประมาณ 1 เดอื น ทง้ั นี้แพทยป์ ระจำบา้ นต้องผา่ นเกณฑข์ า้ งต้นก่อน
การที่ผู้เชี่ยวชาญในหน่วยงานต่างประเทศจะรับดูแลแพทย์ประจำบ้านจะขึ้นกับประเภทและคุณภาพของ
ช้นิ งานท่ีจดั ทำโดยแพทย์ประจำบ้านเป็นหลกั
1. แพทยป์ ระจำบ้านจะตอ้ งจดั เตรียมเร่ืองทีจ่ ะนำไปแลกเปล่ยี นความคิดเห็นกับผ้เู ชย่ี วชาญต่างประเทศ ควร
ใชผ้ ลงานวจิ ยั เปน็ เรือ่ งหลัก
2. กรมสขุ ภาพจิตจะประสานงานกับทางประเทศท่ีจะส่งไปฝึกอบรมในชว่ งศึกษาดูงาน
3. เมือ่ ทราบช่อื (Mentor) จากต่างประเทศแล้ว แพทย์ประจำบ้านควรจะได้เริ่มติดต่อแลกเปล่ียนข้อมูลทาง
E-mail เป็นระยะๆเพือ่ สร้างความคนุ้ เคยและปทู างสำหรบั การดูงาน
4. ก่อนทำเรื่องเดินทาง แพทย์ประจำบ้านจะต้องส่ง Manuscript ของเรื่องที่จะนำไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ
ในตา่ งประเทศใหโ้ ครงการฯ อย่างนอ้ ย 2 เดือนก่อนการเดนิ ทาง
5. ระยะเวลาการดูงานประมาณ 1 เดือนของแพทย์ประจำบ้านแต่ละคน อาจเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่พร้อม
กันก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม แต่มักจะเป็นช่วงเดือนท้ายๆ ของการฝึกอบรมในปีที่ 2,3 อาจรวมไปกับ
การไปประชมุ วิชาการในประเทศน้นั ๆ เปน็ ตน้
6. ภายหลังการฝึกอบรมในต่างประเทศ แพทย์ประจำบ้านจะต้องจัดทำรายงานการอบรมฯ เพื่อส่งให้กรม
สขุ ภาพจติ ภายใน 1 เดอื น โดยรายงานประกอบดว้ ย
• กิจกรรมที่เกิดขน้ึ
• ช่ือ ด้านความเชี่ยวชาญ และข้อมูลการติดต่อ (Contact information) ของพี่เลี้ยง (Mentor)
และผเู้ ช่ียวชาญคนอื่นๆ ในเครอื ขา่ ยที่พบ
• ประสบการณ์ท่ไี ดเ้ รยี นรู้
• ความตงั้ ใจทจ่ี ะดำเนนิ การต่อในเรื่องท่เี ก่ียวข้อง
• ข้อสังเกตข้อคิดเหน็ หรอื ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
• ภาคผนวกให้ใส่เอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น งานที่เตรียมตีพิมพ์หรือการดัดแปลงเป็นแบบเรียน
สำหรบั ร่นุ ตอ่ ๆไป
• ให้ส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ และอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ (write CD) ให้กับกรมสุขภาพจิตและ
สถาบัน
การประเมนิ ผล
1. จากคุณภาพรายงานกจิ กรรมและประสบการณ์
2. จากความเหน็ ของผู้เชย่ี วชาญพี่เล้ยี งชาวต่างประเทศ
3. ผลงานสุดทา้ ยทก่ี ลับมาจากการแลกเปลยี่ น
หมายเหตุ
โครงการฯสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ
ลว่ งหน้าตามมตเิ อกฉันทข์ องท่ีประชุมอาจารย์
การทำงานวิจยั
แพทย์ประจำบ้านต้องทำงานวิจัย ได้แก่ งานวิจัยแบบ Retrospective/ prospective/ cross sectional/
systematic review/meta-analysis 1 เรื่อง ในระหว่างฝึกอบรมที่สถาบันฯ 2 ปีแรก โดยเป็นผู้วิจัยหลัก และ
วิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์ในระดับปริญญาโท 1 เรื่อง ทั้งนี้ต้องได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ใน
ฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Center - TCI หรือตีพิมพ์ใน
วารสารวิชาการนานาชาติ ที่ผ่าน Peer review ก่อนสอบวัดความรู้เพื่อวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการ
ประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน กรณีที่ต้องการเสนอเพื่อเทียบวุฒิบัตร
ปริญญาเอกต้องตีพิมพ์หรือนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการ ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานการอุดมศึกษา
แห่งชาติ
คุณลักษณะของงานวิจัย
1. เป็นผลงานท่รี เิ รม่ิ ใหม่ หรือเป็นงานวจิ ยั ทใ่ี ช้แนวคดิ ท่มี ีการศึกษามากอ่ นทง้ั ในและต่างประเทศ แต่ศึกษา
เพิ่มเติมเพ่ือใหด้ ีขึ้น หรือเขา้ กับในบรบิ ทของชุมชนหรือประเทศ
2. แพทย์ประจำบา้ นทุกคน ควรผา่ นการอบรมดา้ นจรยิ ธรรมการวิจัยในคน งานวจิ ัยในคนทกุ เร่ืองต้องไดร้ ับ
การรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจยั ในคน และไมค่ ัดลอกผลงานจากผู้อ่ืน (Plagiarism)
3. งานวจิ ัยทุกเร่ือง ต้องทำตามระเบียบวจิ ัยที่ถูกต้องและเหมาะสมกับคำถามการวิจยั
4. ควรใชภ้ าษาองั กฤษในการนำเสนอผลงานวิจัยโดยเฉพาะในบทคดั ย่อ
ขัน้ ตอนการดำเนนิ การวจิ ัย
1. ทบทวนวรรณกรรม และเตรียมคำถามการวิจัย ปรกึ ษาจากอาจารย์ท่ปี รึกษา
2. จัดทำโครงรา่ งงานวจิ ยั
3. สอบโครงรา่ งการวิจยั
4. ขอรับการรับรองการดำเนินงานวจิ ัยจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจยั ในคน
5. เริ่มเก็บข้อมลู เสนอความคืบหน้างานวิจยั ตอ่ อาจารย์ทีป่ รกึ ษาเปน็ ระยะ
6. วิเคราะหข์ ้อมูล อภิปรายและจัดทำรายงานการวิจัยฉบบั สมบูรณ์ ภายใตก้ ารดูแลของคณะอาจารย์ท่ี
ปรึกษา
7. สอบป้องกันงานวจิ ยั
8. ส่งรายงานการวจิ ัยฉบับสมบูรณ์ต่อสถาบนั
9. ตีพมิ พ์หรือนำเสนอผลงานในการประชมุ วิชาการ ในกรณีท่ตี อ้ งการเสนอพิจารณาเพื่อเทียบวุฒกิ ารศึกษา
ปริญญาเอก ตอ้ งทำตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานการอุดมศึกษาแหง่ ชาติ
รายงานการวจิ ยั ฉบับสมบรู ณ์ ตอ้ งประกอบด้วยหวั ข้อหลกั ดังน้ี
1. บทคดั ยอ่
2. ความเป็นมาของการวิจัย
3. จดุ ประสงคข์ องการวจิ ัย
4. ระเบียบวิธีการวจิ ยั
5. ผลการวจิ ัย
6. การวิจารณ์ผลการวจิ ยั
7. เอกสารอา้ งอิง
แนวทางการวเิ คราะหว์ ิจารณ์งานวจิ ัย
ช่ือเร่ือง Title
1. สะท้อนเรื่องที่วจิ ยั หรือไม่
2. กระชบั หรอื ไม่
3. มกี ารระบุตวั แปรทส่ี ำคญั หรอื ไม่
4. มกี ารระบุประชากรที่ศึกษาหรือไม่
5. มกี ารระบุสถานทีศ่ ึกษาหรือไม่6. สะท้อนแนวทางวิธีการศึกษาและวเิ คราะหห์ รือไม่
บทคัดยอ่ Abstract
1. มกี ารกลา่ วถึงความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา วตั ถปุ ระสงค์ ระเบียบวิธี ผลการวจิ ยั และให้
ข้อเสนอแนะหรือไม่
2. มจี ำนวนคำและความยาวท่ีเหมาะสมหรือไม่
3. กระชับและชัดเจนหรอื ไม่
4. สะทอ้ นเรื่องทีศ่ ึกษาหรือไม่
ปัญหาการวจิ ัย Research Problem
1. ปัญหาการวจิ ยั มีเขียนไว้อย่างชัดเจนหรอื ไม่ มีการกล่าวถงึ ในสว่ นเร่มิ ตน้ ของรายงานวิจัยหรอื ไม่ มีการเขียน
แบบข้อคำถาม หรอื เป็นประโยคบอกเลา่
2. มีขอ้ สนับสนุนความเป็นมาความสำคัญหรือความรุ่นแรงของปัญหาหรอื ไม่
3. มีการกล่าวถึงงานวจิ ัยอนื่ ท่ีเกี่ยวข้องหรอื ไม่ และมีการชี้ให้เหน็ ไม่ว่างานวจิ ัยน้ี เหมือนหรือต่างจากเรอื่ งอ่นื
อย่างไร หรืองานงานวจิ ยั น้จี ะเติมช่องวา่ งของความรไู้ ด้อย่างไร
4. มีการระบตุ วั แปรหรือความสมั พันธร์ ะหวา่ งตัวแปรที่จะศึกษาหรือไม่
5. มกี ารระบุธรรมชาตขิ องประชากรทศ่ี ึกษาหรือไม่
6. มีการมองปญั หาภายใตบ้ ริบทของกรอบแนวคดิ ทฤษฏที เ่ี หมาะสมหรือไม่
7. ผลทีค่ าดว่าจะเกิดขึน้ จากการศึกษาปญั หาน้ีมีความสำคัญอยา่ งไรต่อการปฏิบตั กิ ารพยาบาล การสรา้ งองค์
ความรู้หรอื ประเด็นอน่ื
วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย Purpose, Objective, Aim
1. มคี วามเหมาะสมกับเรื่องทว่ี ิจัยหรือไม่
2. เขยี นชัดเจนหรือไม่ว่าผวู้ จิ ยั มแี ผนจะทำอะไร จะเกบ็ ข้อมูลจากใคร ท่ีไหน
การศึกษาเอกสารท่เี กีย่ วข้อง Review of literature
1. เปน็ การศึกษาอยา่ งขว้างขวางลึกซ้งึ เก่ียวข้องและครอบคลมุ ตัวแปรตา่ งๆ ท่วี ิจัยหรือไม่
2. นำเสนอต่อจากบทนำและปญั หาการวิจัยหรือไม่
3. ใหค้ วามรู้เกยี่ วกบั ความรู้ท่มี อี ยู่ ช่องวา่ งของความรู้ และบทบาทของงานวิจยั เรอ่ื งนใ้ี นการขยายหรือทดสอบ
ความรหู้ รือไม่
4. มีการใช้ข้อมลู ทงั้ เชิงทฤษฏีและงานวิจัยหรอื ไม่
5. แหลง่ อา้ งอิงส่วนใหญ่เป็นปฐมภูมิ หรือ ทุติยภูมิ มคี วามเป็นปจั จบุ นั หรอื ไม่
6. แหล่งอา้ งอิงสำคัญหรอื ขอ้ มลู สำคญั มีการกลา่ วไว้ถงึ ครบถว้ นหรือไม่
7. การเขียนเรียงเปน็ ลำดับต่อเน่ืองหรือไม่ น่าอ่าน นา่ ตดิ ตามหรือไม่
8. การเขียนเรียบเรียงใหมโ่ ดยใชภ้ าษาตนเอง หรือเป็นการคัดลองคำพดู มาจากแหลง่ ปฐมภูมิโดยตรง
9. สะทอ้ นอคตขิ องผู้วจิ ัยหรอื ไม่
10. มกี ารเขยี นเชิงวิพากษ์ เปรยี บเทียบหรอื ไม่
11. มีการสรุปสถานภาพองค์ความร้ใู นหัวขอ้ น้นั State of the art หรือไม่
คำจำกัดความ Definition
1. มีการให้ความหมายตัวแปรสำคัญๆในเชิงปฏิบตั กิ ารทส่ี อดคล้องกับความหมายเชิงทฤษฏีหรอื ไม่
2. มกี ารใหค้ วามหมายตวั แปรสำคญั ครบถ้วนหรอื ไม่
กรอบแนวคิดทฤษฏี
1. มกี ารระบุกรอบแนวคิดทฤษฏอี ยา่ งชัดเจนหรือไม่
2. แนวคดิ ทฤษฏี สอดคล้องเหมาะสมกับเรือ่ งทศ่ี ึกษาหรือไม่
3. ให้ความหมายของตวั แปรสำคัญอยา่ งชดั เจนหรือไม่
4. สมมตุ ิฐานไดม้ าจากกรอบแนวคิดทฤษฏหี รือไม่
5. มีการระบุข้อความแสดงความสมั พันธ์ระหวา่ งตวั แปรหรือไม่
6. การใชแ้ นวคดิ ทฤษฏี มีความสมำ่ เสมอตลอดงานวิจยั หรอื ไม่
7. ทฤษฏที ีใ่ ช้มาจากศาสตร์ทางการพยาบาลหรือสาขาวิชาใด หรือเป็นแนวคิดทเ่ี กิดจากการผสมผสาน
งานวิจยั และทฤษฏตี ่างๆ
เครอ่ื งมือการวจิ ัย
1. มีการระบุเครื่องมอื แหลง่ ที่มา วัตถปุ ระสงค์ ลักษณะ จุดแขง็ จดุ อ่อน ของเคร่อื งมือครบถ้วน
หรอื ไม่ มีการให้เหตผุ ลเรอื่ งการเลือกเคร่อื งมอื หรือไม่
2. เครอ่ื งมือที่ใชเ้ หมาะสมกับตวั แปรท่ศี ึกษา ประชากรหรอื ไม่
3. มวี ิธกี ารใชเ้ คร่ืองมือกบั ตวั อยา่ งทุกคนเหมือนกันหรอื ไม่
4. ไดร้ ายงานความตรงของเคร่อื งมือหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่
5. ไดร้ ายงานค่าความเชอ่ื ม่ันของเครื่องมอื หรือไม่วา่ ทำอย่างไร คา่ เทา่ ไร ยอมรบั ไดห้ รอื ไม่
6. ถ้าผวู้ จิ ยั สร้างเครื่องมอื เอง มีการอธบิ ายทมี่ า/แนวคิดของการสรา้ งเครอ่ื งมอื ว่าอยา่ งไร ข้นั ตอนเป็นอย่างไร คา่
ความตรงและคา่ ความเช่อื มั่นเทา่ ไร ยอมรับได้หรือไม่
7. เครอื่ งมือแตล่ ะชนดิ มกี ารควบคมุ คุณภาพ วิธีการใชท้ ีเ่ หมาะสมหรือไม่ แบบสงั เกต ใครสงั เกตมีคู่มือไหม มี
การฝกึ หรอื ไม่ การสงั เกตมีผลตอ่ การวจิ ัยไหม แบบสัมภาษณ์ ใครสมั ภาษณ์ ขอ้ ความที่ใช้ ภาษาระยะเวลา
เหมาะสมหรือไม่ แบบสอบถาม เน้ือหาครอบคลุมหรือไม่ มีความชัดเจนหรือไม่ เปน็ คำถามปลายปดิ หรือ
ปลายเปดิ เครื่องมอื วัด ทำไมจงึ ใช้เคร่อื งมอื นั้น มวี ธิ ีควบคุมความถูกต้องแม่นตรง และความไวของเครื่องมือ
อยา่ งไร
วธิ กี ารรวบรวมข้อมูล Data collection procedure
1. ขอ้ มลู มีการรวบรวมอย่างไร มกี ว่ี ธิ ี
2. วธิ รี วบรวมขอ้ มูลมคี วามเหมาะสมกับการวจิ ยั หรอื ไม่
3. มขี ้ันตอนการรวบรวมข้อมลู ท่ีชดั เจนสำหรบั ตัวอย่างทุกคนหรือไม่
4. ใครรวบรวมข้อมูล ผรู้ วบรวมขอ้ มูลมีความเหมาะสมหรือไม่ ไดร้ ับการฝึกอบรมอย่างไร
5. ขอ้ มูลรวบรวมในสถานการณ์เช่นไร มคี วามกดดันไหม มคี นอ่ืนอยใู่ นขณะเก็บข้อมูลไหม ผ้ใู หข้ อ้ มลู มีความ
เส่ยี งหรอื ไม่
การวิเคราะหข์ ้อมูล Data analysis
1. เลอื กใชส้ ถิติท่เี หมาะสมหรือไม่กับระดบั ข้อมลู ประชากร
2. วิเคราะหข์ อ้ มลู เพ่ือตอบวัตถุประสงค์ หรือทดสอบสมมุติฐานครบถ้วนหรือไม่
3. มกี ารนำเสนอข้อมูลชดั เจนหรือไม่ นำเสนอรูปแบบต่างๆหรือไม่
4. ในการทดสอบสมมตุ ิฐานมีการกำหนดระดับความนัยสำคญั หรอื ไม่
5. ถ้าใชก้ ราฟ ตาราง มีการนำเสนอทีเ่ หมาะสม หรอื ไม่ ให้ขอ้ มลู เสริม เพ่ือลดการบรรยายหรอื ไม่ มชี ื่อตาราง
หัวตารางท่ถี ูกต้องหรือไม่ ซ้ำซ้อนกับเน้ือหา การบรรยายในรายงานหรอื ไม่
การอภปิ รายผลและการสรุปผล Discussion and Conclusion
1. มีการอภิปรายผลโดยแสดงเหตุผลของผลการวิจยั ว่าทำไมจึงเกดิ เช่นนัน้ หรอื ไม่
2. มกี ารนำผลการวจิ ัยอนื่ แนวคิด ทฤษฏีท่ีอา้ งไว้มาใชป้ ระกอบการอภปิ รายผลหรือไม่ อย่างไร
3. สะทอ้ นให้เหน็ ว่าผลการวิจัยเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
4. มีกาสรปุ ผลการวจิ ยั ทชี่ ดั เจน ตอบคำถามการวิจัย หรือนำเสนอผลการทดสอบสมมตุ ิฐานหรือไม่
5. มกี ารระบจุ ุดอ่อน หรือข้อจำกดั Limitation ของการวิจัยคร้งั นห้ี รอื ไม่ ว่าอย่างไร ประโยชน์ของการวจิ ยั
ว่าอยา่ งไร เหมาะสมชัดเจนหรอื ไม่
ข้อบ่งช้ี ข้อเสนอแนะ Implication, Recommendation
1. มีการเสนอข้อบ่งช้ใี นการนำผลการวจิ ัยไปใชค้ ลินกิ หรืออื่นๆหรอื ไม่
2. ใหข้ ้อเสนอแนะในการทำวิจัยครง้ั ต่อไปวา่ อยา่ งไร สอดคลอ้ งกับงานวจิ ยั หรือไม่
เอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรม Reference, Bibliography
1. เอกสารอา้ งองิ หรือบรรณานุกรมครอบคลมุ เอกสารท่ีอ้างอิงในสว่ นเน้ือหาหรือไม่
2. เขียนตามรูปแบบท่ีกำหนดของแบบอา้ งอิง
3. เขียนกระชบั ชัดเจน เป็นระบบหรอื ไม่ เขยี นถกู ต้องตามหลักภาษา รปู ประโยควรรคตอนหรอื ไม่
4. เขียนเชงิ วชิ าการหรอื ไม่
5. ตีพิมพใ์ นวารสารวิชาการทเี่ ป็นท่ียอมรับหรอื ไม่
6. ผู้วจิ ัยเปน็ ผ้มู ีความรู้ ประสบการณใ์ นเร่ืองทวี่ จิ ยั หรือไม่
แหล่งที่มา: ศราวธุ จ้อนอย่เู กษม. (2555). แนวทางการวเิ คราะหว์ ิจารยง์ านวจิ ยั . สบื ค้นเมื่อ 30 เมษายน 2560,
จาก https://www.gotoknow.org/posts/15259#0.
การศกึ ษาในหลักสูตรสาธารณสขุ ศาสตรม์ หาบัณฑิต
ในขณะรับการฝึกอบรมตามหลักสูตรนี้แพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 1 และ 2 จะไม่ได้รับอนุญาตให้ศึกษาใน
สถาบันอื่นนอกเหนือจากท่ีสถาบันกำหนด ทั้งนี้หากแพทย์ประจำบ้านมีสถานะเป็นนิสิต นักศึกษา แพทย์ประจำบ้าน
หรือแพทย์ประจำบ้านในสถาบันอื่น มีความประสงค์เข้ารับการอบรมตามหลักสูตรนี้ ให้อยู่ในดุลพินิจและการ
พิจารณาจากคณะอาจารย์ของหลักสูตรฝึกอบรมนี้ แพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 3 จะต้องศึกษาต่อปริญญาโทสาขา
สาธารณสุข หรือเทียบเทา่ ไม่น้อยกวา่ 10 เดือน
สถานทีท่ ่ีใช้ในการเรยี นการสอนและการปฏิบัติงานของแพทยป์ ระจำบ้าน
ห้องเรียน/ห้องประชุม/ห้องอ่านหนังสือสำหรับแพทย์ประจำบ้าน ณ สถาบันฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน
สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน สำนักวิชาการสุขภาพจิต และ โรงพยาบาลจิตเวช ศูนย์สุขภาพจิต
เขต กรมสุขภาพจิต
ระบบสนบั สนนุ การเรยี นรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะชว่ ยสนับสนุนให้แพทย์ประจำบ้านไดใ้ ช้ประโยชนจ์ ากฐานข้อมูล และได้รับส่งิ
สนบั สนนุ อน่ื ๆทมี่ ีในระหวา่ งการฝกึ อบรมดังตอ่ ไปนี้
1. หอ้ งสมดุ ในกรมสขุ ภาพจติ และ สถาบัน/*โรงพยาบาลจติ เวช กรมสุขภาพจติ
2. การสืบค้นงานวิชาการ โดย internet ของศูนย์สารสนเทศ และการติดต่อเครือข่ายต่างๆ โดยใช้ e-mail
และapplicationท่ีเกย่ี วขอ้ งต่างๆ
3. ตำรา เอกสารวชิ าการ เทคโนโลยสี ุขภาพจิต สื่อสารสนเทศในการเผยแพรค่ วามรสู้ ขุ ภาพจิตในระดบั ต่าง
4. หอ้ งทำกจิ กรรมของแพทย์ประจำบ้านและอปุ กรณส์ ำนกั งาน
5. Laptop และ accessories (เฉพาะกรณที ีจ่ ำเปน็ )
6. หอพกั สำหรบั แพทยป์ ระจำบา้ น
7. ห้องเรียนสำหรบั แพทยป์ ระจำบา้ น
เกณฑก์ ารประเมินผลแพทย์ประจำบ้านในการเลอ่ื นช้ันปี
การประเมินระหว่างการฝึกอบรม
สถาบันฝกอบรมจัดใหมีการประเมินความรูความสามารถของผูเขารับฝกอบรมปีละ 2 ครั้ง เพื่อติดตาม
ความกา้ วหนา้ ในการเรยี นและพจิ ารณาเลื่อนชนั้ เรียน การประเมินแบงออกเปน 3 ลักษณะ
1. การประเมินความรู้ โดยจดั สอบในเดือนพฤษภาคม โดยแบ่งออกเป็น
MCQ 100 ข้อ และ ข้อสอบอัตนยั 3 – 6 ข้อ
2. การประเมนิ ทักษะ ประเมนิ สองสว่ น คือ
- อาจารย์ผู้ดูแลขณะฝึกปฏิบัติงานแต่ละโรงพยาบาลจิตเวชจะเป็นผู้ประเมินโดยดูตามความสามารถใน
การปฏิบตั งิ าน ตลอดจน feedback จากผู้รว่ มงาน เช่น พยาบาล นกั วิชาการ และผูป้ ว่ ย
- การสอบปฏบิ ตั ิ โดย อาจารย์ผู้ดแู ลในโรงพยาบาลจติ เวช
3. การประเมนิ เจตคติ
- การนำเสนองาน/ส่งงานตามกำหนด การเข้าร่วมกิจกรรม ความกระตือรือร้นและความพร้อมในการ
เรยี น
- Feedback จากอาจารย์ ผูร้ ว่ มงาน ตลอดจนผู้ปว่ ย
เกณฑ์การประเมนิ ความร้แู พทยป์ ระจำบ้าน
• กำหนดให้แพทยป์ ระจำบา้ นช้ันปีที่ 1 และ 2 ตอ้ งสอบได้มากกวา่ ร้อยละ 60 ในแตล่ ะประเภทของข้อสอบ
• หากสอบไม่ผ่านให้สอบซ่อมในข้อสอบส่วนนั้น หรือทำรายงาน/ชิ้นงาน/ปฏิบัติงานเพิ่มเติมตาม
มติคณะกรรมการสถาบันฯกำหนด ซึ่งคณะกรรมการฯจะพิจารณาจากองค์ความรู้หรือทักษะจำเป็นท่ีแพทย์
ประจำบ้านรายน้นั ยงั ต้องการการพัฒนา
• ในการสอบซ่อมเกณฑ์การสอบผ่านร้อยละ 60 ขนึ้ ไป
• หากสอบซ่อม 2 ครั้ง ไม่ผา่ นในแตล่ ะภาคเรียน ถอื ว่า “สอบตก” ซงึ่ จะตอ้ งเรียนซำ้ ชั้นปี
กรณีท่ีแพทยป์ ระจำบา้ นซ้ำชนั้ แลว้ ยังสอบตกอกี ใหย้ ุติการอบรม และสง่ กลับต้นสังกัด
• แพทย์ประจำบ้านต้องผ่านการประเมินทัศนคติ เจตคติ คุณธรรม และจริยธรรมด้วย จึงถือว่าผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ โดยสมบูรณ์
• ทั้งนี้ผลการประเมินแต่ละภาคเรียนผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสถาบันฯ ซึ่งคำนึงถึงผลประโยชน์
ของผู้เรียนทงั้ ในขณะฝกึ อบรมและอนาคตเสมอ
การประเมินผลความรู้ ความสามารถของแพทยป์ ระจำบ้าน
แพทยป์ ระจำบ้านจะไดร้ ับการประเมินผลเปน็ รายบคุ คล โดยประเมนิ จากผลการสอบแต่ละภาคเรียน
รายงานการประเมินผลการศึกษา (Portfolio) แบบตดิ ตามงานสง่ พรอ้ มผลงาน และแบบบนั ทกึ ประสบการณ์ (log
book)
นอกเหนือจากการประเมินผลงานแต่ละชิ้นทั้งในขณะที่อยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษา ในการนำเสนอ
ผลงานวิชาการแบบเตม็ และในการเขียนผลงานในรปู แบบรายงานฉบับสมบรู ณห์ รือบทความวชิ าการ
โดยคณะอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วที่ประชุมอาจารย์จะได้ประเมินพัฒนาการของแพทย์ประจำบ้านแต่ละคนในภาพรวม
ตามหัวข้อตอ่ ไปน้ี
1. ความรทู้ ีจ่ ำเปน็
2. เจตคติและทัศนคติตอ่ การเรียนร้แู ละการทำงาน
3. ทักษะและกจิ กรรมทางการแพทยแ์ ละการสาธารณสขุ ทีค่ วรตอ้ งมีตามพัฒนาการในแต่ละระยะ
จะมีการสอบประเมินความเข้าใจและความสามารถในการนำความรู้ ด้านสุขภาพจิตชุมชนไปประยุกต์ใช้โดยวิธีการตอบ
คำถามข้อเขียน การฝึกปฏิบัติและการประเมินโดยสัมภาษณ์ปากเปล่า แพทย์ประจำบ้านที่ผ่านการประเมินในภาพรวม
ครั้งสุดท้ายจะมีสิทธิได้รับประกาศนียบัตร เมื่อส่งงานซึ่งรับรองโดยอาจารย์ที่ปรึกษาเรียบร้อยแล้วครบตามกำหนดท่ี
ดำเนินการระหว่างการฝึกอบรม แพทย์ประจำบ้านจะได้รับการแจ้งผลการประเมินในแตล่ ะรอบ หากไม่ผ่านเกณฑ์จะมี
การจดั สอบแกต้ วั /ทำชิ้นงานเพ่มิ เติม/ ฝกึ ปฏิบตั ิเพมิ่ เตมิ ตามความเหมาะสม
การประเมินระหว่างการฝึกอบรม
สถาบันจะจัดให้มีการประเมินแพทย์ประจำบ้านระหว่างการฝึกอบรม (Formative evaluation) พร้อมทั้งแจ้ง
ผลให้แพทย์ประจำบ้านทราบอย่างสม่ำเสมอและจัดให้มีการสอบแก้ตัวท่ีเหมาะสม ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะ
เจตคติ และกจิ กรรมทางการแพทย์ ในมติ ิต่างๆ ดงั น้ี
มติ ทิ ่ี 1 การประเมินกิจกรรมสมรรถนะ (Entrust able Professional Activity : EPA)
ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
มิติท่ี 2 การรายงานผลการสอบจดั โดยสถาบัน
มิติที่ 3 การรายงานประสบการณเ์ รียนรจู้ ากการดำเนนิ งานด้านสุขภาพจิตชมุ ชนใน
ระดับบคุ คล ครอบครัว ชุมชน และประชาชน : portfolio
มติ ทิ ี่ 4 การรายงานความก้าวหน้างานวจิ ัย
มติ ิท่ี 5 การรว่ มกจิ กรรมประชมุ วชิ าการ
มติ ทิ ่ี 6 การประเมินสมรรถนะด้าน professionalism และ interpersonal and
communication skills โดยอาจารย์และผูร้ ว่ มงาน
การบันทึกข้อมูลการประเมินแพทย์ประจำบา้ นทำโดย
สถาบันทำการบันทึกข้อมูลการประเมินแพทย์ประจำบ้านในมิติที่ 1-15 ทั้งรายบุคคลและรายสถาบัน เพ่ือ
รายงานผลมายงั คณะกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ ตามทีก่ ำหนด ผลการประเมินนำไปใช้ในกรณี ตอ่ ไปน้ี
1. เพือ่ เลอ่ื นระดับช้นั ปี
2. เพือ่ ใชพ้ ิจารณาคุณสมบตั ิผู้เข้าสอบเพอื่ วุฒิบตั รฯ การประเมนิ ระหว่างการฝกึ อบรมโดยสม่ำเสมอและแจ้งผล
ให้แพทย์ประจำบา้ นรับทราบจะชว่ ยให้เกดิ การพฒั นาสมรรถนะหลกั ดา้ นตา่ งๆ ของแพทย์ประจำบ้านได้
สมบูรณข์ น้ึ
การประเมินเพือ่ เล่อื นชนั้ ปี
1. ปฏิบตั งิ านได้ไม่ต่ำกวา่ ร้อยละ 80 ของระยะเวลาทีก่ ำหนด
2. ผา่ นการประเมนิ ตามมติ ิตา่ งๆ ที่กำหนดในหลักสตู ร โดยได้คะแนนไม่ตำ่ กว่าร้อยละ 60 ของแต่ละมติ ิ
3. ผ่านเกณฑ์การประเมนิ EPA
4. ปฏิบตั งิ านได้สอดคลอ้ งตามขอ้ กำหนดของสถาบันฝึกอบรมไม่ก่อให้เกิดความเสอื่ มเสียแกส่ ถาบันฝึกอบรม
แนวทางการดำเนินงาน กรณไี ม่ผ่านการประเมนิ เพ่อื เลื่อนชน้ั ปี
1. ต้องปฏิบัติงานเพิ่มเติมในส่วนที่สถาบันกำหนด แล้วทำการประเมินซ้ำ ถ้าผ่านการประเมินจึงสามารถ
เล่ือนช้นั ปไี ด้
2. ถ้าไม่ผ่านการประเมินเพื่อเลื่อนชั้นปีซ้ำตามข้อที่ 1 หรือไม่ผ่านการประเมินเพื่อรับการเสนอชื่อเข้าสอบ
วฒุ ิบตั ร ตอ้ งปฏิบัติงานในระยะช้ันปีเดมิ อีก 1 ปี
3. หลังจากปฏิบัตงิ านซำ้ ในชน้ั ปเี ดิมอีก 1 ปี แล้วยังไมผ่ ่านการประเมนิ เพือ่ เลอื่ นชั้นปี ใหย้ ุตกิ ารฝกึ อบรม
4. ท้ังน้ีใหส้ ถาบนั สง่ ผลการประเมนิ แพทยป์ ระจำบ้าน ภายในวันที่ 30 มิถนุ ายนของทกุ ปี เพ่อื เสนอท่ีประชุม
คณะอนกุ รรมการฝึกอบรมและสอบฯตามลำดบั
การสอบวุฒิบัตรเพื่อแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนง
สขุ ภาพจิตชุมชน
แพทย์ทผ่ี า่ นการฝกึ อบรมครบตามหลักสตู รไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของระยะเวลาการฝกึ อบรม จะมีสิทธิ์สอบ
ขอรบั วุฒบิ ตั รเพ่อื แสดงความร้คู วามชำนาญในการประกอบวิชาชพี เวชกรรม สาขาเวชศาสตรป์ ้องกัน
แขนงสุขภาพจิตชุมชน จากแพทยสภาได้ ในกรณีที่ค้างส่งงาน(รวมถึงวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์) หรือผลการประเมิน
ความรู้ เจตคติ ทัศนคติและทักษะ ไม่ผ่านการประเมิน ในแต่ละชั้นปี สถาบันจะไม่รับรองคุณสมบตั ิในการยืน่ ขอสอบ
วฒุ ิบตั รดงั กล่าว
การวดั และประเมนิ ผลเพื่อวุฒิบตั รแสดงความรู้ความชำนาญฯ
การสอบเพือ่ วฒุ บิ ตั รฯ
คณุ สมบตั ผิ มู้ ีสิทธเ์ิ ข้าสอบ
- ผา่ นการฝกึ อบรมครบตามหลกั สตู ร ไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 80 ของระยะเวลาการฝึกอบรม
- ผา่ นการประเมินความรู้ ทักษะ และเจตคติ ตลอดการฝึกอบรม 3 ปี
- สง่ วทิ ยานิพนธ์ /สารนิพนธ์ ท่ีใช้ประกอบการสำเรจ็ หลกั สูตรปรญิ ญาโทและมีการเผยแพร่ผลงาน
หรือไดร้ ับการตอบรับใหเ้ ผยแพรใ่ นวารสารวิชาการแล้ว
- Project evaluation เกี่ยวกบั สขุ ภาพจิตชมุ ชน 1 เรอ่ื ง
- สถาบันฝึกอบรมเห็นสมควรและเสนอช่อื ใหเ้ ข้าสอบ
เอกสารประกอบ
- เอกสารรบั รองประสบการณ์ภาคปฏบิ ตั จิ ากสถาบันฝึกอบรมตามที่กำหนด
- รายงานวจิ ยั ฉบับสมบูรณแ์ ละใบรบั รองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ยั ในมนษุ ย์
- รายงานการเผยแพร่งานวจิ ัยตามเกณฑท์ ี่ อฝส.กำหนด
วธิ กี ารประเมนิ เพ่อื วฒุ ิบัตรประกอบด้วย
1 ขอ้ สอบกลางของสมาคมเวชศาสตร์ป้องกนั แห่งประเทศไทย เปน็ ขอ้ สอบปรนัย
2 ขอ้ สอบเฉพาะแขนงสุขภาพจิตชุมชน
เกณฑ์การพิจารณาตัดสินผลการประเมนิ ใช้เกณฑร์ ้อยละ 60 หรือโดยอยูใ่ นดุลยพินิจของคณะอนุกรรมการ
ฝกึ อบรมและสอบฯ สาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกัน แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน
ภาคผนวกที่ 1
คณะกรรมการบรหิ ารหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน
เพือ่ วุฒิบตั รแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชพี เวชกรรม
สาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกัน แขนงสุขภาพจติ ชุมชน กรมสุขภาพจติ
1.นพ.มล.สมชาย จกั รพันธุ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ทป่ี รึกษา
2. นายแพทยเ์ กยี รติภมู ิ วงศ์รจติ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่ปรึกษา
3. นายแพทย์พงศ์เกษม ไข่มุกด์ ผ้ตู รวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ทป่ี รกึ ษา
4. นายแพทย์ทวศี ิลป์ วษิ ณุโยธนิ สาธารณสขุ นเิ ทศกระทรวงสาธารณสุข ที่ปรกึ ษา
5. นายแพทย์จมุ ภฏ พรมสีดา รองอธบิ ดีกรมสขุ ภาพจติ ทป่ี รกึ ษา
6. นายแพทยบ์ ุญชัย นวมงคลวัฒนา ที่ปรึกษากรมสุขภาพจติ ท่ีปรกึ ษา
7. นายแพทยย์ งยุทธ วงศ์ภริ มย์ศานติ์ ท่ปี รกึ ษากรมสขุ ภาพจติ ที่ปรึกษา
8. แพทย์หญิงพันธุ์นภา กติ ติรตั นไพบลู ย์ ผ้อู ำนวยการสำนกั วชิ าการสุขภาพจติ ประธานคณะกรรมการ
9. ผูอ้ ำนวยการสถาบนั จิตเวชศาสตร์สมเด็จเจา้ พระยา กรรมการ
10. ผอู้ ำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา กรรมการ
11. ผู้อำนวยการสถาบันกลั ยาณร์ าชนครินทร์ กรรมการ
12. ผู้อำนวยการสถาบนั ราชานุกลู กรรมการ
13. ผู้อำนวยการสถาบนั สขุ ภาพจิตเด็กและวยั รนุ่ กรรมการ
14. ผอู้ ำนวยการโรงพยาบาลยวุ ประสาทไวทโยปถัมภ์ กรรมการ
15. ผอู้ ำนวยการสถาบนั พฒั นาการเดก็ ราชนครินทร์ กรรมการ
16. ผอู้ ำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง กรรมการ
17. ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระศรมี หาโพธิ์ กรรมการ
18. ผูอ้ ำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครนิ ทร์ กรรมการ
19. ผอู้ ำนวยการโรงพยาบาลจติ เวชนครราชสีมาราชนครนิ ทร์ กรรมการ
20. ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ กรรมการ
21. ผอู้ ำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครนิ ทร์ กรรมการ
22. ผูอ้ ำนวยการศุนย์สุขภาพจิตที่ 1 กรรมการ
23. ผอู้ ำนวยการศนุ ย์สขุ ภาพจติ ที่ 4 กรรมการ
24. ผู้อำนวยการศนุ ย์สขุ ภาพจติ ท่ี 9 กรรมการ
25. ผอู้ ำนวยการศุนยส์ ขุ ภาพจิตท่ี 10 กรรมการ
26. ผอู้ ำนวยการศนุ ยส์ ขุ ภาพจิตที่ 11 กรรมการ
27. ผอู้ ำนวยการศนุ ยส์ ขุ ภาพจิตที่ 12 กรรมการ
28. ผู้อำนวยการศนุ ยส์ ุขภาพจิตที่ 13 กรรมการ
29. ดร.พญ.เบญ็ จมาส พฤกษก์ านนท์ ผอู้ ำนวยการกองยุทธศาสตรแ์ ละแผนงาน กรรมการ
30.นายแพทย์บุรินทร์ สุรอรณุ สมั ฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองบรหิ ารระบบบริการสขุ ภาพจติ กรรมการ
31.นายแพทย์เทอดศักด์ิ เดชคง ผอู้ ำนวยการสำนกั งานวิเทศสัมพันธ์ กรรมการ
32.นายแพทยว์ รตม์ โชตพิ ทิ ยสนุ นท์ รองผู้อำนวยการสำนักวชิ าการสุขภาพจิต กรรมการ
33. แพทย์หญงิ กสุ มุ าวดี คำเกลีย้ ง รองผอู้ ำนวยการสำนักวชิ าการสุขภาพจติ กรรมการและเลขานุการ
34. นายแพทย์ศุภเสก วิโรจนาภา นายแพทยป์ ฏบิ ตั ิการ กรรมการและผู้ชว่ ยเลขานุการ
35. ดร.โสฬวรรณ อนิ ทสิทธิ์ นกั วชิ าการสาธารณสขุ ชำนาญการพเิ ศษกรรมการและผชู้ ่วยเลขานุการ
36. นางวรวรรณ จุฑา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษกรรมการและผู้ชว่ ยเลขานุการ
37. นางสุภาวดี นวลมณี นักจติ วิทยาคลินิก กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานุการ
โดยมีหนา้ ที่ความรบั ผดิ ชอบดังต่อไปนี้
1. ดำเนนิ การบริหารจดั การฝึกอบรม ประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานท่เี กยี่ วขอ้ ง และประเมินผลการ
ฝกึ อบรมแพทย์ประจำบ้าน พจิ ารณาเล่ือนชน้ั ปีตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมี
ประสทิ ธิภาพ
2. ตดิ ตามและประเมินผลการดำเนนิ งาน
3. ปฏิบัตหิ นา้ ทีอ่ น่ื ตามทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย
คณะกรรมการพัฒนาหลักสตู รการฝึกอบรมแพทยป์ ระจำบ้าน
เพ่ือวุฒบิ ตั รแสดงความร้คู วามชำนาญในการประกอบวชิ าชีพเวชกรรม
สาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกนั แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน กรมสขุ ภาพจิต
1. นพ.มล.สมชาย จกั รพนั ธ์ุ ทป่ี รึกษากรมสุขภาพจติ ที่ปรกึ ษา
2. นายแพทยเ์ กยี รตภิ มู ิ วงศร์ จิต อธบิ ดีกรมสุขภาพจิต ท่ปี รึกษา
3. นายแพทย์พงศ์เกษม ไข่มุกด์ ผตู้ รวจราชการกระทรวงสาธารณสขุ ท่ปี รึกษา
4. นายแพทย์ทวศี ิลป์ วษิ ณุโยธนิ สาธารณสขุ นเิ ทศกระทรวงสาธารณสุข ทป่ี รึกษา
5. นายแพทย์จมุ ภฏ พรมสีดา รองอธบิ ดีกรมสขุ ภาพจิต ทป่ี รึกษา
6.นายแพทย์บุญชัย นวมงคลวฒั นา ที่ปรกึ ษากรมสขุ ภาพจิต ที่ปรึกษา
7. นายแพทย์ยงยุทธ วงศภ์ ิรมยศ์ านติ์ ทีป่ รกึ ษากรมสุขภาพจิต ทป่ี รึกษา
8.แพทย์หญิงพันธ์ุนภา กติ ติรัตนไพบลู ย์ ผู้อำนวยการสำนักวชิ าการสขุ ภาพจิต ประธานคณะกรรมการ
9.ดร.พญ.เบญ็ จมาส พฤกษก์ านนท์ ผอู้ ำนวยการกองยทุ ธศาสตรแ์ ละแผนงาน กรรมการ
10.นายแพทย์บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธ์ิ ผอู้ ำนวยการกองบรหิ ารระบบบรกิ ารสุขภาพจิต กรรมการ
11.แพทย์หญิงดษุ ฏี จึงศริ กลุ วทิ ย์ ผู้อำนวยการสถาบันสขุ ภาพจิตเด็กและวัยรนุ่ กรรมการ
12. ดร.นพ.นพพร ตันตริ ังสี ผอู้ ำนวยการศนุ ยส์ ขุ ภาพจติ ท่ี 12 กรรมการ
13. นายแพทย์ไพฑูรย์ สมุทรส์ ินธ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ
โรงพยาบาลศรีธญั ญา กรรมการ
14. นายแพทย์พงศกร เล็งดี นายแพทยช์ ำนาญการพิเศษ
สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเดจ็ เจ้าพระยา กรรมการ
15.แพทย์หญิงอนัญญา สนิ รัชตานันท์ นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ
โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถมั ภ์ กรรมการ
16. แพทยห์ ญงิ กนกวรรณ กิตติวฒั นากลู นายแพทยช์ ำนาญการพิเศษ
โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครนิ ทร์ กรรมการ
17. นายแพทย์ศกั รินทร์ แกว้ เฮ้า นายแพทยช์ ำนาญการพเิ ศษ กรรมการ
สถาบนั สขุ ภาพจิตเด็กและวยั รนุ่ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
18. แพทย์หญงิ วิรีย์อร จูมพระบุตร นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ กรรมการ
19. แพทย์หญงิ อญั ชลี ศิรเิ ทพทวี นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
โรงพยาบาลจติ เวชนครราชสีมาราชนครินทร์ กรรมการ
20. แพทย์หญงิ กติ ตวิ รรณ เทยี มแก้ว นายแพทย์เชย่ี วชาญ
โรงพยาบาลสวนปรุง กรรมการ
21. แพทย์หญงิ แพรว ไตลงั คะ นายแพทยช์ ำนาญการพเิ ศษ
สถาบันพัฒนาการเดก็ ราชนครนิ ทร์ กรรมการ
22. แพทยห์ ญงิ สรสพร จวู งษ์ นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ
โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ กรรมการ
23. นายแพทย์การตั น์ วงศ์ปราการ นายแพทยช์ ำนาญการพิเศษ
โรงพยาบาลสวนปรงุ กรรมการ
24. นายแพทย์พนู พัฒน์ กมลวฒุ ิพงศ์ นายแพทยช์ ำนาญการพิเศษ
สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรรมการ
25. แพทย์หญิงกมลชนก มนตะเสวี นายแพทยช์ ำนาญการพเิ ศษ
สถาบนั กลั ยาณ์ราชนครนิ ทร์ กรรมการ
26. แพทยห์ ญิงกสุ ุมาวดี คำเกลีย้ ง รองผอู้ ำนวยการสำนกั วชิ าการสขุ ภาพจติ กรรมการและเลขานกุ าร
27. นายแพทย์ศุภเสก วโิ รจนาภา
28. ดร.โสฬวรรณ อินทสิทธิ์ นายแพทยป์ ฏบิ ตั ิการ กรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานุการ
29. นางวรวรรณ จฑุ า
30. นางสภุ าวดี นวลมณี นักวชิ าการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานุการ
นักวชิ าการสาธารณสขุ ชำนาญการพเิ ศษ กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานกุ าร
นักจิตวิทยาคลนิ ิก กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานุการ
โดยมหี นา้ ทีค่ วามรับผิดชอบดังตอ่ ไปนี้
1. ดำเนินการรา่ งและพฒั นาหลกั สตู รฝึกอบรมแพทยป์ ระจำบ้านฯ ให้เป็นไปในทิศทางทสี่ อดคล้องกบั วิสัยทัศน์
พันธกิจ และยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธาณสุขและกรมสุขภาพจิต
2. วางแผนการฝกึ อบรม และรว่ มประเมินประสทิ ธิผลหลักสตู ร เพอื่ ใหส้ อดคล้องตามเกณฑ์หลักสตู รฝกึ อบรม
แพทยป์ ระจำบา้ นฯ สาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกัน แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน (มคว.1) ที่คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและ
สอบฯ สาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกัน แขนงสขุ ภาพจิตชมุ ชน (อฝส.) กำหนด
3. ปฏบิ ัตหิ น้าทีอ่ ่ืนตามที่ได้รบั มอบหมาย
ทำเนียบรายชื่อคณะอาจารยห์ ลักสตู รฝกึ อบรมแพทยป์ ระจำบ้าน
ท่ีไดร้ ับหนงั สอื อนมุ ัติและวฒุ ิบตั รฯ สาขาเวชศาสตรป์ ้องกนั แขนงสุขภาพจิตชุมชน
ปี พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๖๓
ลำดบั ช่อื -นามสกุล ตำแหน่ง เลขท่ี ว
1 นพ.มล.สมชาย จกั รพันธ์ุ ประธานคณะทีป่ รึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง
สาธารณสขุ และที่ปรึกษากรมสุขภาพจติ
2 นายแพทย์วชริ ะ เพ็งจนั ทร์ ท่ีปรึกษากรมสขุ ภาพจติ ว 11691
3 นายแพทยเ์ กยี รตภิ มู ิ วงศร์ จติ อธบิ ดีกรมสุขภาพจติ ว 13353
4 นายแพทย์บุญชยั นวมงคลวัฒนา ท่ปี รึกษากรมสขุ ภาพจิต ว 10029
5 นายแพทยย์ งยทุ ธ วงศภ์ ริ มยศ์ านต์ิ ท่ปี รึกษากรมสขุ ภาพจติ ว 21337
6 นายแพทย์สมัย ศิริทองถาวร รองอธบิ ดีกรสุขภาพจิต ว 13232
7 นายแพทย์จุมภฎ พรหมสีดา รองอธิบดีกรสุขภาพจติ ว.17995
สำนกั วชิ าการสขุ ภาพจติ
8 แพทย์หญิงพนั ธ์ุนภา กิตติรัตนไพบลู ย์ ผอู้ ำนวยการ ว 17044
นายแพทย์เชยี่ วชาญ ว 21337
9 แพทยห์ ญิงกสุ มุ าวดี คำเกลย้ี ง นายแพทยช์ ำนาญการ ว 35177
10 ดร.นพ.วรตม์ โชติพทิ ยสุนนท์ นายแพทย์ปฏิบัติการ
11 นายแพทย์ศภุ เสก วโิ รจนาภา
สำนกั งานวเิ ทศสมั พนั ธ์ ผู้อำนวยการ ว 16097
12 นายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง ผ้อู ำนวยการ ว 23432
กองยทุ ธศาสตร์สขุ ภาพจติ
13 แพทย์หญิงเบ็ญจมาส พฤกษก์ านนท์
ลำดบั ช่อื -นามสกุล ตำแหน่ง เลขท่ี ว
กองบริหารระบบบรกิ ารสุขภาพจติ ผู้อำนวยการ ว 21771
14 นายแพทย์บรุ นิ ทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ ผอู้ ำนวยการ ว 21201
สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ ผอู้ ำนวยการ ว.27660
นายแพทย์ชำนาญการ ว.40404
15 นายแพทย์ทวีศกั ด์ิ สิริรตั นเ์ รขา นายแพทย์ชำนาญการ ว.32877
นายแพทย์ชำนาญการ ว.31781
สถาบนั กลั ยาราชนครินทร์ นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ ว.30395
นายแพทย์ชำนาญการ ว.34282
16 นายแพทย์ศรุตพนั ธุ์ จักรพนั ธุ์ ณ อยธุ ยา นายแพทย์ชำนาญการ ว.37232
นายแพทย์ชำนาญการ ว.46238
17 นายแพทย์พนู พัฒน์ กมลวฒุ พิ งศ์ นายแพทย์ชำนาญการ ว.33469
นายแพทย์ชำนาญการ ว 45536
18 แพทยห์ ญิงกมลชนก มนตะเสวี นายแพทย์ชำนาญการ ว.31233
19 แพทย์หญิงสลักจติ ธีระนกุ ลู นายแพทยเ์ ชยี่ วชาญ (ผอ) ว.17523
นายแพทย์ทรงคุณวฒุ ิ ว.13486
20 แพทย์หญิงวชิ ชุดา จันทราษฎร์
21 นายแพทย์อภชิ าติ แสงสนิ
22 แพทยห์ ญิงวรินทร พิพฒั น์เจริญชัย
23 นายแพทย์ณฐั ไกรภสั สรพ์ งษ์
24 นายแพทยว์ ีระพงษ์ แสนมนตรี
25 แพทยห์ ญิงปวติ รา มงคลเนาวรตั น์
26 แพทย์หญิงจุฬาลกั ษณ์ ตรีสุวรรณวฒั น์
โรงพยาบาลศรีธัญญา
27 นายแพทย์ศิรศิ ักด์ิ ธติ ิดลิ กรตั น์
28 แพทยห์ ญิงสมรกั ชูวานิชวงศ์
ลำดบั ชือ่ -นามสกุล ตำแหน่ง เลขท่ี ว
นายแพทย์เชย่ี วชาญ ว 17283
29 นายแพทย์ไพฑูรย์ สมุทรสนิ ธ์ุ นายแพทย์เชย่ี วชาญ ว.18030
นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ว 14529
30 แพทย์หญิงรกั สดุ า กจิ อรุณชยั นายแพทย์ทรงคุณวฒุ ิ ว15632
นายแพทย์เชยี่ วชาญ ว14163
31 แพทย์หญิงอรวรรณ ศลิ ปกจิ นายแพทยเ์ ชย่ี วชาญ ว 15325
นายแพทย์เชย่ี วชาญ ว 16405
32 แพทย์หญิงรัชนี ฉลองเก้ือกลู นายแพทยช์ ำนาญการพเิ ศษ ว.28220
นายแพทยช์ ำนาญการพิเศษ ว.33789
33 แพทยห์ ญิงอำไพขนษิ ฐ สมานวงศไ์ ทย นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ว.25729
นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ว 30621
34 นายแพทย์พชิ ิตพงษ์ อรยิ ะวงศ์ นายแพทย์ชำนาญการ ว 41789
35 นายแพทยส์ นั ตชิ ัย ฉำ่ จติ รชื่น ผูอ้ ำนวยการ ว 14885
นายแพทยเ์ ชย่ี วชาญ ว.12077
36 แพทย์หญิงนฤมล จนิ ตพัฒนากจิ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ว.24814
37 นายแพทย์พนา ไวยคณี ผ้อู ำนวยการ ว 23721
นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ ว 15437
38 แพทย์หญิงทัดกมล พรหมมา
39 แพทย์หญิงจอมสุรางค์ โพธสิ ตั ย์
40 แพทย์หญิงสขุ ศิริ พานกิ ุล
สถาบันจติ เวชศาสตรส์ มเด็จเจา้ พระยา
41 นายแพทย์ธรณินทร์ กองสขุ
42 นายแพทย์ฐานนั ดร ปยิ ะศิรศิ ิลป์
43 นายแพทย์พงศกร เลง็ ดี
สถาบนั ราชานุกูล
44 แพทย์หญิงมธรุ ดา สวุ รรณโพธ์ิ
45 แพทย์หญิงเปรมวดี เด่นศิรอิ ักษร
ลำดับ ชอ่ื -นามสกุล ตำแหนง่ เลขท่ี ว
นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ว 33351
46 แพทย์หญิงจนั ทร์อาภา สุขทพั ภ์ นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ ว 42471
นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ว 34293
47 แพทยห์ ญิงชดาพมิ พ์ เผ่าสวสั ดิ์
ผู้อำนวยการ ว.15313
48 แพทย์หญิงอาภาภรณ์ พง่ึ ยอด นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ
นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ว.24383
โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์
ผูอ้ ำนวยการ ว.31066
49 แพทย์หญิงนพวรรณ ศรีวงศพ์ านชิ นายแพทย์นายแพทยเ์ ช่ียวชาญ ว 27240
นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ว 24037
50 แพทยห์ ญิงรินสขุ องอาจสกลุ ม่นั นายแพทย์ชำนาญการ ว 34822
นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ ว.36558
51 แพทยห์ ญิงวรามิศร์ โอสถานนท์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
ว 43127
สถาบนั สุขภาพจติ เดก็ และวัยรนุ่ ราชนครนิ ทร์ ผอู้ ำนวยการ
นายแพทย์ชำนาญการ ว.32539
52 แพทย์หญิงดุษฎี จึงศริ กลุ วิทย์ ว.28324
ผูอ้ ำนวยการ
53 แพทยห์ ญิงโชษิตา ภาวสุทธิไพศฐิ ว 22032
54 แพทย์หญิงวมิ ลรตั น์ วนั เพ็ญ
55 แพทย์หญิงทพิ าวรรณ บรู ณสนิ
56 แพทย์หญิงศทุ ธา เออ้ื อภสิ ิทธวิ์ งศ์
57 แพทย์หญิงวรนิ ทิพย์ สวา่ งศรี
โรงพยาบาลจิตเวชสระแกว้ ราชนครนิ ทร์
58 แพทย์หญิงจุฬาพันธุ์ เหมกูล
59 แพทย์หญิงคัคนางค์ วาณชิ ยเ์ จรญิ
สถาบันพัฒนาการเดก็ ราชนครินทร์
60 แพทย์หญิงหทัยชนนี บุญเจริญ
ลำดบั ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง เลขที่ ว
นายแพทย์เชยี่ วชาญ ว 11402
61 แพทยห์ ญิงกาญจนา คูณรังสสี มบูรณ์ นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ ว 21080
นายแพทย์ชำนาญการ ว 25759
62 แพทยห์ ญิงดวงกมล ต้งั วิรยิ ะไพบลู ย์ นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ
นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ว 8740
63 แพทยห์ ญิงแพรว ไตลงั คะ นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ ว 12373
ว.15100
64 แพทยห์ ญิงสริ ิวรรณ รงุ่ โรจน์ ที่ปรกึ ษา ว 13991
นายแพทยเ์ ชีย่ วชาญ ว 27982
65 แพทยห์ ญิงรชญา ปิงคลาศยั นายแพทย์เชี่ยวชาญ ว.32396
นายแพทยเ์ ชีย่ วชาญ ว 40723
66 แพทย์หญิงชตุ ินาถ ศักรนิ ทร์กลุ นายแพทย์ชำนาญการ
นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ ว 24190
โรงพยาบาลสวนปรงุ นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ
67 นายแพทย์สวุ ฒั น์ มหตั นริ ันดร์กุล นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
68 นายแพทย์ปริทรรศ ศลิ ปกิจ ผอู้ ำนวยการ
69 แพทยห์ ญิงกิตติวรรณ เทยี มแกว้
70 นายแพทย์อภิชาติ ดำรงไชย
71 นายแพทยว์ จนะ เขมะวชิ านุรัตน์
72 นางสาวจรรยพร เจยี มเจรญิ กลุ
73 นพ.การนั ตร์ วงศ์ปราการสันติ
โรงพยาบาลจิตเวชพิษณุโลก
74 นายแพทยภ์ าณุ คูวุฒยากร
โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครนิ ทร์
75 นายแพทย์มงคล ศิรเิ ทพทวี
ลำดบั ช่ือ-นามสกุล ตำแหน่ง เลขท่ี ว
โรงพยาบาลจติ เวชขอนแกน่ ราชนครนิ ทร์ ว 29503
ว 24834
76 นายแพทย์ณฐั กร จำปาทอง ผอู้ ำนวยการ ว 17237
ว 35019
77 นายแพทยว์ รสรรพ์ ปรชั ญคปุ ต์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ว 34902
78 แพทยห์ ญิงกนกวรรณ กติ ติวัฒนากลู นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ ว 30406
ว 33571
79 แพทย์หญิงสิริกุล ใจเกษมวงศ์ นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ ว 37350
80 นายแพทย์ณสมพล หาญดี นายแพทย์ชำนาญการ ว 15145
ว 31470
สถาบนั สขุ ภาพจติ เด็กและวัยรุ่นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ว 22962
ว 26059
81 นายแพทย์ศักรนิ ทร์ แกว้ เฮา้ ผูอ้ ำนวยการ ว 45118
ว 30408
82 นายแพทย์ชาญณรงค์ ชยั อุดมสม นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
ว 30232
83 แพทยห์ ญิงภรณี เอ้อื จรัสพันธุ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธ์ิ
84 นายแพทย์ประภาส อุครานนท์ ผอู้ ำนวยการ
85 แพทย์หญิงมานดิ า สงิ หัษฐส์ ถติ นายแพทยเ์ ชีย่ วชาญ
86 แพทย์หญิงวริ ีย์อร จมู พระบุตร นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
87 แพทย์หญิงกนกกาญจน์ วโิ รจนอ์ ุไรเรอื ง นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
88 นายแพทย์สิปณัฐ ศลิ าเกษ นายแพทย์ชำนาญการ
89 นายแพทย์ศภุ ชยั จนั ทร์ทอง นายแพทย์ชำนาญการ
โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสมี าราชนครินทร์
90 นายแพทย์กิตต์ิกวี โพธโิ์ น ผู้อำนวยการ
ลำดับ ชอื่ -นามสกุล ตำแหน่ง เลขท่ี ว
ว 17323
91 แพทยห์ ญิงอญั ชลี ศริ ิเทพทวี นายแพทย์เชีย่ วชาญ ว 34773
92 แพทย์หญิงกรองกาญจน์ แก้วชงั นายแพทย์ชำนาญการ ว29597
โรงพยาบาลจติ เวชเลยราชนครนิ ทร์ ว 27358
93 นายแพทย์อาทิตย์ เลา่ สุอังกรู ผ้อู ำนวยการ ว.32427
ว 28653
โรงพยาบาลจติ เวชนครพนมราชนครนิ ทร์ ว 43526
ว 31425
94 นายแพทยโ์ กศล วราอัศวปติ ผู้อำนวยการ
ว 23465
95 แพทยห์ ญิงปวณี า แพพานชิ นายแพทย์ชำนาญการ
ว 32943
โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ว 35585
ว 23483
96 นายแพทย์พรรธนภ ตณั ฑศ์ ภุ ศริ ิ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
97 แพทยห์ ญิงสรสพร จูวงษ์ นายแพทย์ชำนาญการพเิ ศษ
98 นายแพทยว์ ชั รพล สกุลวโิ รจน์ นายแพทย์ชำนาญการ
99 แพทยห์ ญิงณัฐพร ใจสมุทร์ สกุลแพทย์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
สถาบนั สุขภาพจติ เด็กและวัยร่นุ ภาคใต้
100 แพทย์หญิงจติ ตมิ า แกล้วทนง ผอู้ ำนวยการ
รพ.จิตเวชสงขลาราชนครนิ ทร์
101 นายแพทย์ธิติพันธ์ ธานีรตั น์ ผอู้ ำนวยการ
102 นายแพทย์อธิบ ตันอารีย์ นายแพทย์ชำนาญการ
103 แพทยห์ ญิงนวลสกล เทพรกั ษ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
104 นายแพทย์กฤษกร สุขวัฒน์วบิ ูลย์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
ลำดบั ชอ่ื -นามสกุล ตำแหนง่ เลขท่ี ว
ผูอ้ ำนวยการ ว 18027
โรงพยาบาลจติ เวชนครสวรรคร์ าชนครินทร์ ผอู้ ำนวยการ ว 34464
ผู้อำนวยการ
105 นายแพทย์มงคล ศริ ิเทพทวี
ศนู ยส์ ุขภาพจติ ท่ี ๑๒
106 นายแพทยน์ พพร ตันติรังสี
ศูนย์สขุ ภาพจิตที่ ๑๓
107 แพทย์หญิงวริ ัลพชั ร กติ ติธะระพนั ธุ์
ภาคผนวกที่ 2
เนอื้ หาหลักสูตรฝกึ อบรมแพทย์ประจำบา้ นสาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกัน แขนงสุขภาพจิตชมุ ชน
พ.ศ. 2563
เน้ือหาหลกั สตู ร ประกอบดว้ ย
1. ความรู้พ้นื ฐานของเวชศาสตร์ปอ้ งกันท่ัวไป ประกอบดว้ ย
1.1 พืน้ ฐานและหลกั การของเวชศาสตร์ป้องกนั ทั่วไป (Fundamental and Principle of Preventive
Medicine) ประกอบดว้ ย
1.1.1 Principles of preventive medicine
1.1.2 Concept of diseases prevention and health promotion
1.1.3 Public health system administration and intervention
1.1.4 Principles of epidemiology and its applications
1.1.5 Biostatistics
1.2 ความร้พู นื้ ฐานของเวชศาสตรป์ อ้ งกันเฉพาะด้าน (Fundamental of Special Branch in Preventive
Medicine) ประกอบด้วย
1.2.1 ความรู้พน้ื ฐานสาธารณสุขศาสตร์ ประกอบดว้ ย
- Concept of public health
- Measuring, monitoring and evaluation the health of population, manage the
health problem of population
- National health system and global health
- Planning and managing health system
- The epidemiologic approach to disease and intervention
- Using epidemiology to identify the cause of disease
- Applying epidemiology evaluation and policy
1.2.2 ความรู้พ้ืนฐานระบาดวทิ ยา ประกอบดว้ ย
- Concept of disease distribution, determinants and epidemiological triad
- Study designs and basic statistics
- Concept of public health surveillance
1.2.3 ความรพู้ ้นื ฐานสขุ ภาพจิตชุมชน ประกอบดว้ ย
- Concept of community mental health
- Mental health promotion
- Preventing of mental health and mental health problems
- Common mental health problems and mental disorders
- Community mental health assessment and management
1.2.4 ความรูพ้ ้ืนฐานอาชวี เวชศาสตร์ ประกอบดว้ ย
- principle of occupational and environmental medicine
- health hazard and health effects
- fit for work
- basic safety
- Diagnosis of occupational diseases
1.2.5 ความรู้พน้ื ฐานเวชศาสตร์ป้องกันคลินกิ ประกอบด้วย
- Natural history of diseases and level of prevention in clinical preventive
medicines
- Principles and provision of vaccines
- Prevention and control of sexually transmitted infections.
- Prevention and control of nosocomial infections
- Prevention and care of geriatric patients
1.2.6 ความรูพ้ น้ื ฐานเวชศาสตร์ทางทะเล ประกอบด้วย
- Core concept of maritime health and maritime medicine
- Health requirements and fitness examination for seafarers and working at sea
- Basic knowledge of diving and hyperbaric medicine
- Emergency service for maritime health
1.2.7 ความรู้พ้ืนฐานเวชศาสตรก์ ารบนิ ประกอบด้วย
- Concept of aviation medicine
- Health risk among aircrew and passenger and how to prevent
- Risk assessment and risk management among aircrew and passenger
- Risk of aircraft accident and how to prevent
- Aircraft accident assessment and management
1.2.8 ความรู้พืน้ ฐานเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเทีย่ ว ประกอบดว้ ย
- Concept of travel medicine, pre- and post-travel care
- Health risk among travelers and how to prevent
- Risk assessment and risk management among travelers
2. ความร้เู ฉพาะทางเวชศาสตร์ป้องกนั (แขนงสุขภาพจติ ชุมชน) ประกอบด้วย
2.1 Foundation of Community Mental Health
2.1.1 Concepts of community mental health
2.1.2 Community mental health and community psychiatry
2.1.3 Mental health system
2.1.3.1 Mental health care system
2.1.3.2 Mental health service system
2.1.3.3 Quality care and quality right in mental health
2.1.4 Burden of mental disorders and mental health gap
2.1.5 Epidemiology in mental health - incidence, prevalence, morbidity, disability and
mortality
2.1.6 Inequity of mental health
2.1.7 Needs of people with mental illness
2.1.8 Cultural sensitive in mental health issue and care
2.2 Mental health promotion
2.2.1 Concepts of health promotion and mental health promotion
2.2.2 Positive mental health
2.2.3 Mental health wellbeing and Happiness
2.2.4 Culture, social capital, human right and mental health
2.2.5 Social determinants of mental health
2.2.6 Evidence based intervention for mental health promotion
2.2.7 Mental health and inter-sectorial collaboration
2.2.8 National mental health policy and strategies
2.3 Preventing of mental health problems and mental disorders
2.3.1 Prevention of mental disorders and mental health problems
2.3.2 Concepts of risk and protective factors
2.3.3 Macro-strategies to reduce risk and improve quality of life
2.3.4 Reducing stressors and enhancing resilience
2.3.5 Preventing mental disorders
2.3.5.1 Prevention of conduct problems/disorders
2.3.5.2 Depression and depressive symptoms
2.3.5.3 Substance abuse prevention
2.3.5.4 Early psychosis prevention
2.3.6 Applying prevention principles to preventing mental illness program
2.3.7 Evidence based effective public mental health intervention
2.4 Common mental disorders
2.4.1 Cause of psychiatric disorders
2.4.2 Sign and symptoms of psychiatric disorders
2.4.3 Psychiatric interview and psychosocial assessment
2.4.4 Overview of common mental disorders
2.4.4.1 Mood disorders
2.4.4.2 Psychotic disorders
2.4.4.3 Anxiety disorders
2.4.4.4 Post-traumatic stress disorders and acute stress reaction
2.4.4.5 Drug and alcohol use disorders
2.4.4.6 Psychiatric disorder due to medical conditions
2.4.4.7 Organic brain disorders, dementia
2.4.5 Recovery model for mental illness
2.5 Common mental health problems
2.5.1 Stress
2.5.2 Violence and aggression
2.5.3 Physical and sexual abuse
2.5.4 Mental health problems comorbidity with physical illness
2.5.5 Mental health and psychological support in disaster
2.5.6 Mental health of special group population-minorities, migrants
2.6 Maternal mental health, child development and developmental disorders
2.6.1 Developmental milestone
2.6.2 Bio-psycho-social factors affecting child development
2.6.3 Developmental problems and lifelong impact
2.6.4 Neurodevelopmental disorder: delayed development, autistic, LD
2.6.5 Epidemiology of child developmental problem
2.6.6 Maternal mental health intervention and parenting skills
2.6.7 Assessment tools for maternal mental health and early childhood mental problems
2.6.8 child developmental promotion, prevention of delayed development and
development disorders
2.6.9 Community-based treatment and rehabilitation for preschoolers with delayed
development
2.7 Mental health and mental problems in school age children and adolescence
2.7.1 Definition and factors affecting school age children and adolescent mental health
2.7.2 Common school age children and adolescent mental health and disorders
2.7.3 Assessment tools for school age children and adolescent mental health problems
and disorders
2.7.4 School age children and adolescent mental health promotion
2.7.5 School mental health
2.7.6 Community-based treatment and rehabilitation for school age children and
adolescent with mental disorders
2.8 Mental health and mental problems in working age
2.8.1 Health Promotion clinic and occupational health
2.8.2 Health promotion in working age group
2.8.3 Common mental health problems and disorder in working age group
2.8.4 Mental health in workplace
2.8.5 Happy workplace
2.8.6 Mental health in population out of workplace
2.8.7 Women mental health
2.8.8 Specific issues:
2.8.8.1 Job loss
2.8.8.2 Stress management
2.8.8.3 Alcohol and substance management in workplace
2.8.8.4 Marital and family problems
2.9 Mental health and mental problems in elderly
2.9.1 Aging trends
2.9.2 Health promotion in elderly
2.9.3 Common mental health problems and disorders in elderly
2.9.3.1 Depression
2.9.3.2 Dementia
2.9.3.3 Loss
2.9.4 การดแู ลระยะยาวและการดูแลระยะสุดทา้ ยในผู้สูงอายุ: ประเดน็ สขุ ภาพจิต
2.9.5 แนวคดิ และนโยบายการดแู ลระยะสุดท้ายในผู้สงู อายุ
2.9.6 Institution long term care for elderly
2.9.7 Community based long term care for elderly
2.10 Suicide prevention
2.10.1 Global epidemiology of suicide and suicide attempt
2.10.2 Risk and protective factors and related intervention
2.10.3 Current situation in suicide prevention
2.10.4 National policy and strategies for suicide prevention
2.11 Drug and alcohol use prevention
2.11.1 Drug and alcohol control policies
2.11.2 Risk factors and protective factors
2.11.3 Drug and alcohol abuse prevention in the community
2.11.4 Applying prevention principles to drug and alcohol abuse prevention programs
2.11.5 Evidence based effective drug and alcohol prevention interventions and policies
across the life span
2.12 Mental health literacy
2.12.1 Definition and conceptual framework
2.12.2 Recognition of mental disorders
2.12.3 Knowledge and beliefs about causes
2.12.4 Knowledge and beliefs about self-help
2.12.5 Knowledge and beliefs about professional help
2.12.6 Attitudes that facilitate recognition and help-seeking
2.12.7 Knowledge of how to seek mental health information
2.12.8 Cognitive organization of mental health literacy
2.12.9 Improving mental health literacy
2.12.10 Implications for mental health care
2.13 Stigma and discrimination
2.13.1 Public attitudes towards people with mental illness
2.13.2 Reduce stigma and discrimination
2.13.3 Advocacy for mental health in community
2.13.4 Working with the media to destigmatize mental illness
2.14 Ethics and mental health laws
2.14.1 Ethical framework for community mental health
2.14.2 Human rights and community mental health
2.14.3 Treatment pressures, coercion, and compulsion
2.14.4 Mental health laws
2.14.5 Forensic mental health
2.15 Psychosocial intervention in the community
2.15.1 Psycho-education for patients and family with mental illness
2.15.2 Behavior modification technique
2.15.2.1 Stress management (Breathing, exercise, muscle relaxation, imaginary cognitive
restructure)
2.15.2.2 Smoke cessation, obesity management and others lifestyle change (BA/BI/MI)
2.15.2.3 Chronic pain management
2.15.3 Crisis intervention
2.15.4 Psychosocial first aids in emergency settings
2.15.5 Counseling and psychosocial intervention
2.15.5.1 Individual counseling
2.15.5.2 Family counseling
2.15.5.3 Group counseling
2.15.5.4 Supportive psychotherapy
2.16 Mental Health Information system
2.16.1 Concepts of Mental health information system
2.16.2 Principle of mental health system development
2.16.3 Mental health minimal data set
2.16.4 Designing and implementing a mental health information system
2.16.5 Barriers and solution in MHIS
2.16.6 Implications of mental health information
2.17 Mental health research
2.17.1 Basic concepts of mental health research
2.17.2 Qualitative research in mental health
2.17.3 Quantitative research in mental health
2.17.4 System research in mental health
2.17.5 Synthesis and criticize mental health research
2.17.6 Implications of mental health research
2.18 Community Mental Health Policy and Strategies
2.18.1 Mental health policy, plan and program
2.18.2 Mental health action plan: WHO
2.18.3 Thailand mental health strategies
2.18.4 Legislation, policy and ethics relevant to mental health care
2.18.5 Citizens’ and patients’ right
2.18.6 Shaping national mental health policy
2.18.7 Using information and evidence to improve mental health policy
2.18.8 Mental health financing and resource allocations
2.18.9 Human resource and training
2.18.10 Monitoring and evaluation of mental health policy and plan
2.19 Leadership, Network and Community Management
2.19.1 Concepts of leadership-theories, process and skills
2.19.2 Concepts of management (organization management, time management, change
management, budget control, human resource management)
2.19.3 Community assessment
2.19.4 Community management
2.19.5 Community empowerment
2.19.6 Case management
2.19.7 Social capital influencing mental health
2.19.8 Strengthening mental health network in the community
2.19.9 Strengthen mental health promotion and prevention in the community
2.19.10 Integrated mental health promotion and prevention into primary health care and
local health care system
2.19.11 Integrated mental health care to primary health care and local health care system
2.19.12 Community based mental health program
2.20 Lesson learn of national programs of community mental health
2.20.1 Community Mental Health Tool
2.20.2 National mental health program
2.20.3 Depression surveillance system
2.20.4 National program to closing the mental health gap (psychosis, depression, alcohol,
ADHD, autistic) Child development program
2.20.5 National alcohol intervention program
2.20.6 Suicide prevention program
2.20.7 Teenage pregnancy
2.20.8 Youth Friendly Health Service (YHFS)
2.20.9 Parenting
2.21 Alternative / Treaditional Medicine
2.21.1 Treaditional chinese medicine
2.21.2 Treaditional thai medicine
3. หลกั สูตรสาธารณสุขศาสตรม์ หาบณั ฑิตหรอื เทยี บเทา่
4. หตั ถการและทักษะเฉพาะด้านเวชศาสตรป์ อ้ งกัน (แขนงสขุ ภาพจิตชมุ ชน)
1.1 การส่งเสรมิ สุขภาพจติ (Universal prevention by promotion in mental health)
1.1.1 ทักษะการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์สุขภาพจติ
1.1.2 ทักษะการวเิ คราะห์ สังเคราะหข์ ้อมลู สุขภาพจติ และเทคโนโลยที ีเ่ ก่ยี วขอ้ งในการส่งเสริม
สุขภาพจิต
1.1.3 ทักษะการวางแผน และดำเนินการสง่ เสรมิ สุขภาพจิต
1.1.4 ทักษะการกำกบั ติดตาม และประเมนิ ผลการส่งเสริมสุขภาพจิต
1.1.5 ทกั ษะการปรบั ปรุง และพัฒนาการดำเนินงานสง่ เสริมสขุ ภาพจติ
1.2 การปอ้ งกันปัญหาสุขภาพจติ และโรคจติ เวช (Selective prevention in mental problems
and mental disorders)
1.2.1 ทกั ษะการคน้ หา ประเมินปัญหาสขุ ภาพจติ และโรคจิตเวช
1.2.2 ทกั ษะการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปญั หาสุขภาพจิตและโรคจิตเวช
1.2.3 ทักษะการวางแผน ดำเนนิ การปอ้ งกนั และจัดการปัญหาสุขภาพจติ และโรคจติ เวช
1.2.4 ทกั ษะการใหบ้ รกิ ารจติ สงั คมแก่บุคคล ครอบครวั และชมุ ชน ทมี่ ีปัญหาสุขภาพจติ และโรคจติ เวช
1.3 การประเมนิ วนิ ิจฉยั และบำบดั ฟนื้ ฟผู มู้ ีปญั หาสุขภาพจิตและโรคจติ เวชท่พี บบ่อย (Indicated
prevention in common mental health problems and mental health disorders
management)
1.3.1 ทกั ษะการตรวจวนิ จิ ฉยั ปญั หาสุขภาพจติ และโรคจิตเวช
1.3.2 ทกั ษะการวางแผนการบำบัดรักษาและฟนื้ ฟูผมู้ ีปญั หาสุขภาพจิตและโรคจติ เวชที่พบบ่อย
1.3.3 ทักษะการให้บริการจติ สงั คมแกผ่ ปู้ ว่ ยจิตเวช และญาติ
ภาคผนวกท่ี 3
การทำวจิ ัยและการขอการรับรอง
วฒุ ิบตั รฯ สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน ให้มีคณุ วุฒเิ ทียบเท่าปริญญาเอก
การทำวิจยั เพ่ือวุฒบิ ัตรสาขาเวชศาสตรป์ ้องกนั แขนงสขุ ภาพจติ ชุมชน
1. ขอบเขตความรับผิดชอบ
เนอื่ งจากความสามารถในการทำวจิ ัยดว้ ยตนเองเป็นสมรรถนะหนึง่ ที่แพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์
ป้องกนั (แขนงขภาพจติ ชุมชน) ตอ้ งบรรลุตามหลักสูตรฯ ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2561 และ ผลงานวจิ ัยฉบับสมบูรณเ์ ป็น
องค์ประกอบหนงึ่ ของการประเมินคุณสมบตั ผิ ทู้ ่ีจะไดร้ ับวฒุ บิ ัตรฯ เมอ่ื ส้ินสุดการฝึกอบรม ดงั นน้ั สถาบนั ฝึกอบรม
จะตอ้ งรับผดิ ชอบการเตรยี มความพรอ้ มให้กับแพทยป์ ระจำบา้ นของสถาบันตนเองตง้ั แต่การเตรยี มโครงร่างการวจิ ยั
ไปจนสิน้ สุดการทำงานวิจยั และจดั ทำรายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณ์เพื่อนำส่งคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้
ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกัน (แขนงสุขภาพจติ ชุมชน) ทั้งนส้ี ถาบนั ฝึกอบรม
จะต้องรายงานช่ืองานวิจยั อาจารยท์ ป่ี รึกษา และความคืบหน้าของงานวิจยั ตามกรอบเวลาทกี่ ำหนดไปยงั
คณะอนกุ รรมการฝึกอบรมและสอบฯ เพ่ือใหม้ ีการกำกับดแู ลอยา่ งท่วั ถงึ
2. องค์ประกอบของงานวจิ ัย
แพทยป์ ระจำบ้านเวชศาสตร์ป้องกนั (แขนงสุขภาพจติ ชุมชน) ตอ้ งทำงานวจิ ยั เชงิ ระบบ (system research)
หรือการวจิ ัยชมุ ชนแบบมีส่วนร่วม (participatory action research) ในประเด็นสขุ ภาพจติ ชุมชน อยา่ งนอ้ ย 1 เร่ือง
ในระหวา่ งการปฏิบตั งิ าน 3 ปี โดยเป็นผวู้ ิจยั หลัก และต้องผา่ นการนำเสนอการประชุมวิชาการสขุ ภาพจติ ระดับชาติ
หรือนานาชาติ หรอื ตีพมิ พ์เผยแพร่ผลงานวจิ ยั ในวารสารที่ไดก้ ารรบั รองมาตรฐาน TCI
3. คุณลักษณะของงานวิจัย
3.1 เปน็ ผลงานทีร่ เิ รมิ่ ใหม่ หรือเปน็ งานวจิ ยั ทใ่ี ช้แนวคิดท่ีมีการศึกษามากอ่ นท้ังในและตา่ งประเทศ แต่นำมา
ดัดแปลงหรือทำซำ้ ในบรบิ ทของพ้นื ที่
3.2 แพทย์ประจำบ้านและอาจารยผ์ ดู้ ำเนนิ งานวจิ ัยทกุ คน ควรผา่ นการอบรมด้านจรยิ ธรรมการวจิ ยั ในคน หรือ
good clinical practice (GCP)
3.3 งานวจิ ยั ทุกเรอ่ื งตอ้ งได้รับการรบั รองจากคณะกรรมการจรยิ ธรรมการวจิ ัยฯ
3.4 งานวจิ ยั ทุกเรอื่ ง ควรดำเนินภายใต้ดา้ นจรยิ ธรรมการวิจยั ในคนหรือข้อกำหนดของ good clinical practice
(GCP)
4. ส่ิงทีต่ ้องปฏบิ ตั ิสำหรับการดำเนินการวจิ ัย
4.1 เมอ่ื ไดร้ บั การรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจยั ในคนแลว้ ตอ้ งดำเนินการทำวจิ ัยตามข้อตกลงโดย
เคร่งครดั
4.2 เม่อื มีการลงนามในเอกสารช้ีแจงอาสาสมคั รหรือผู้แทนเพือ่ ใหย้ นิ ยอมเขา้ รว่ มวิจยั ต้องใหส้ ำเนาแก่
อาสาสมัครหรือผู้แทนเกบ็ ไว้ 1 ชดุ
4.3 หากเป็นการวจิ ยั ในสถานพยาบาล ใหร้ ะบุในเวชระเบียนผู้ปว่ ยนอกหรอื ผู้ปว่ ยในถึงสถานการณ์เขา้ ร่วมงาน
วจิ ยั ของผู้ปว่ ย
4.4 การตรวจหรือรักษาเพิ่มเติมจากโครงการวจิ ยั ท่ีผา่ นการอนมุ ตั แิ ล้ว โดยการกระทำดังกล่าวไม่ได้เปน็ ส่วนหนึง่
ของการดแู ลรกั ษาผปู้ ว่ ยตามปกติ ไม่สามารถทำได้ไม่วา่ กรณีใดๆ ท้ังสิน้ ยกเว้นไดม้ ีการระบุและอนมุ ัติใน
โครงการวจิ ัยแล้ว และผ้วู ิจัยหรอื คณะผู้วิจัยต้องเป็นผูร้ บั ผดิ ชอบค่าใช้จา่ ยทง้ั ทางตรงและทางอ้อมทเ่ี กดิ ข้นึ กับ
ผปู้ ว่ ยและผูด้ ูแลผู้ปว่ ย
4.5 กรณีทโี่ ครงการวิจัยกำหนดให้ทำการตรวจหรือรกั ษาทเ่ี พิ่มเตมิ จากการดูแลรักษาผู้ปว่ ยตามปกติ หากมี
ผลลัพธ์ทอ่ี าจสง่ ผลตอ่ ประโยชนใ์ ห้การดรู กั ษาผปู้ ว่ ย ให้ดำเนนิ การแจง้ คณะกรรมการจรยิ ธรรมการวิจยั เพ่ือ
วางแผนแจง้ ผู้ทีเ่ กี่ยวข้องรับทราบต่อไป
4.6 หากเกิดกรณีอื่นนอกเหนือการคาดการณ์ ใหร้ บี ปรึกษาอาจารยท์ ปี่ รึกษาโครงการวิจัย หรอื คณะกรรมการ
จริยธรรมการวิจยั กรณที ่ีไมส่ ามารถปรึกษาได้ ให้ย้อนกลบั ไปใช้หลกั พื้นฐาน 3 ขอ้ ของจริยธรรมทางการแพทย์
ในการตัดสินใจ คือ
4.6.1 การถือประโยชน์สขุ ของผปู้ ว่ ยเป็นหลัก และการไม่ก่อใหเ้ กิดความทุกข์ทรมานกับผู้ป่วย
4.6.2 การเคารพสิทธิของผู้ปว่ ย
4.6.3 การยดึ ม่ันในหลกั ความเสมอภาคของทุกคนในสงั คมทจ่ี ะไดร้ บั บรกิ ารทางการแพทย์ตามมาตรฐาน
5. กรอบการดำเนนิ งานวจิ ยั ในเวลา 1 ปี (12 เดือนของการฝกึ อบรม) แตล่ ะสถาบันควรกำหนดกจิ กรรมการวิจัย
และมรี ะยะเวลาประมาณการดงั น้ี
เดือนท่ี ประเภทกิจกรรม
4 จัดเตรียมคำถามวจิ ยั และติดต่ออาจารย์ท่ปี รกึ ษา
5 จดั ทำโครงร่างงานวิจยั
6 สอบและแก้ไขโครงรา่ งงานวิจัย
7 ขออนมุ ัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ยั
ขอทุนสนับสนุนงานวจิ ยั จากแหลง่ ทนุ ทง้ั ภายในและนอกสถาบัน (ถ้าต้องการ)
8 เริม่ เกบ็ ข้อมูล
9 นำเสนอความคบื หน้างานวิจยั
10 วิเคราะหข์ ้อมลู และสรุปผลงานวจิ ยั
11 จัดทำรายงานวจิ ยั ฉบบั รา่ งให้อาจารย์ทปี่ รึกษาปรบั แก้ไข
12 จดั ทำรายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณแ์ ละสอบป้องกนั วิทยานิพนธ์
12 ส่งรายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ต่อสถาบัน
หมายเหตุ: กำหนดเวลาดังกล่าวอาจเปล่ยี นแปลงได้ตามความเหมาะสมและตามความเห็นของ
คณะอนกุ รรมการสอบฯ
การขอรบั รองวุฒิบตั รสาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกนั (แขนงสุขภาพจติ ชมุ ชน) ให้มีคุณวุฒิเทียบเท่าปริญญาเอก
การรบั รองคณุ วฒุ หิ รอื วฒุ กิ ารศกึ ษาวฒุ ิบตั ร (ว.ว.) สาขาเวชศาสตรป์ ้องกนั (แขนงสขุ ภาพจิตชมุ ชน) ให้
“เทียบเทา่ ปริญญาเอก” นัน้ ถือเป็นสทิ ธิสว่ นบคุ คลและของแต่ละสถาบันท่ีใหก้ ารฝึกอบรม โดยให้เป็นไปตามความ
สมคั รใจของแตล่ ะสถาบนั ที่ให้การฝึกอบรมฯ และความสมัครใจของแพทย์ประจำบา้ นแตล่ ะรายดว้ ย
หากแพทยป์ ระจำบ้านมคี วามประสงค์จะขอการรับรองคุณวฒุ ิหรอื วุฒกิ ารศึกษาวุฒบิ ตั ร (ว.ว.) สาขาเวช
ศาสตร์ป้องกนั (แขนงสุขภาพจิตชุมชน) ให้ “เทียบเท่าปรญิ ญาเอก” เมื่อจบการศึกษาแพทยป์ ระจำบ้านจะต้องแจง้ ให้
สถาบนั ฝึกอบรมทราบเป็นลายลักษณ์อกั ษร ตงั้ แต่เรม่ิ ฝึกอบรมวา่ จะรับการฝึกอบรมที่มีโอกาสได้รับท้งั ว.ว.และการ
รับรองวฒุ ิดงั กล่าวให้ “เทียบเทา่ ปริญญาเอก” ซง่ึ กรณีนี้ผเู้ ข้าอบรมจะต้องมผี ลงานวิจัยโดยทเี่ ปน็ ผวู้ จิ ยั หลัก และ
ผลงานน้ันต้องตีพิมพใ์ นวารสารทเ่ี ป็นทย่ี อมรบั ในระดับชาติหรอื นานาชาติ ที่มีคุณภาพตามประกาศคณะกรรมการ
อุดมศึกษาเรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาวารสารทางวิชาการสำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ในกรณที ส่ี ถาบันฝึกอบรมฯ ไม่สามารถจัดการฝกึ อบรมแพทย์ประจำบา้ น เพอื่ ให้มีการรับรองคุณวุฒิ ว.ว.
“เทียบเท่าปริญญาเอก” ได้ สถาบันนั้นมสี ทิ ธ์ิที่จะไม่จัดการฝกึ อบรมแบบที่มีการรบั รองคุณวฒุ ิให้ “เทียบเทา่ ปริญญา
เอก” ได้ สถาบันนั้นต้องแจ้งใหแ้ พทยป์ ระจำบ้านทราบต้งั แต่วันเริม่ เปดิ รับสมัครเข้าเปน็ แพทยป์ ระจำบา้ นไปจนถึง
วนั ทเ่ี ริ่มเปิดการฝกึ อบรม
ในกรณีทีส่ ถาบนั ฝกึ อบรมใดต้องการให้มกี ารรับรอง ว.ว. ให้มีคุณวุฒิดังกล่าว แตม่ ีทรัพยากรจำกัด สถาบัน
สามารถติดต่อขอความรว่ มมือจากอาจารย์และทรัพยากรจากสถาบันอ่ืนมาช่วยได้ การที่แพทยป์ ระจำบ้านสอบผ่าน
และมีสิทธ์ไิ ด้รบั วุฒบิ ตั รสาขาเวชศาสตร์ปอ้ งกนั (แขนงสุขภาพจติ ชมุ ชน) แลว้ หากมีความประสงคจ์ ะใหส้ มาคมเวช
ศาสตร์ป้องกนั แหง่ ประเทศไทย ดำเนินการออกเอกสารเพ่ือรับรองว่า วุฒิบัตร สาขาเวชศาสตร์ป้องกนั (สุขภาพจิต
ชมุ ชน) มีคณุ วุฒิ “เทียบเท่าปริญญาเอก” น้นั จะต้องทำให้ผลงานวิจัยหรือสว่ นหนึ่งของผลงานวิจยั ท่สี ง่ มาใหส้ มาคม
ประกอบการเขา้ สอบ ว.ว. ในครงั้ นนั้ มีลักษณะดงั น้ี
1. ผลงานวิจยั ตอ้ งได้รับการตีพิมพห์ รืออยา่ งน้อยได้รบั การตอบรับใหต้ พี มิ พ์ในวารสารระดับชาติหรอื นานาชาติท่ี
มคี ณุ ภาพตามประกาศคณะกรรมการการอดุ มศึกษา เรอ่ื ง หลักเกณฑ์การพจิ ารณาวารสารทางวชิ าการ
สำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
2. ใหใ้ ชภ้ าษาอังกฤษในการเขียนบทคดั ย่อ
การตพี ิมพใ์ นวารสารระดับชาตหิ รอื นานาชาตทิ ่ีมีคุณภาพที่อยนู่ อกเหนอื ประกาศของ TCI ใหเ้ ปน็ บทความ
ท่ตี ีพิมพใ์ นวารสารที่ถูกคดั เลือกให้อยูใ่ น PubMed, Scopus, Web of Science หรือ Google Scholar หรอื ใน
วารสารนานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษในบทความหรอื ในบทคัดย่อและมกี ารตีพิมพ์วารสารฉบับน้มี านานเกนิ 10 ปี
(วารสารเรม่ิ ออกอยา่ งชา้ ในปี พ.ศ. 2549 หรือ ค.ศ. 2006)
ในกรณที ่ี ว.ว. สาขาเวชศาสตรป์ ้องกนั (แขนงสุขภาพจติ ชมุ ชน) ไดร้ บั การรบั รองวา่ “เทียบเทา่ ปรญิ ญา
เอก” สมาคมฯ ห้ามใชค้ ำวา่ Ph.D. หรอื ปร.ด. ท้ายชื่อในคุณวฒุ หิ รือวฒุ กิ ารศึกษา และห้ามเขยี นคำวา่ ดร. นำหนา้
ชอ่ื ตนเอง แต่สถาบนั การศกึ ษาสามารถใช้ ว.ว. ท่ี “เทียบเทา่ ปริญญาเอก” น้ี มาใช้ให้ผู้ท่เี ทยี บคุณวุฒิประจำหลักสตู ร
การศึกษา อาจารย์รับผดิ ชอบหลกั สตู รการศึกษา อาจารย์คุมวิทยานพิ นธ์ หรือเป็นวุฒิการศกึ ษาประจำสถานศึกษาได้
โดยเสนอให้สถาบนั การศกึ ษาแสดงวุฒกิ ารศึกษาแยกกันดังนี้
- มอี าจารย์ “เทยี บเทา่ ปริญญาเอก” จำนวนกี่ทา่ น จาก ว.ว.
- มอี าจารย์ “Ph.D หรอื ปร.ด. หรอื ปรญิ ญาเอก” จำนวนก่ีท่าน
ดงั นั้น วฒุ บิ ตั รฯ หรอื หนังสอื อนุมตั ิฯ ที่ได้รบั การรบั รองวุฒิการศกึ ษานี้ อาจจะมีคำวา่ “เทยี บเทา่ ปริญญา
เอก” ต่อทา้ ยไดเ้ ท่าน้ัน
ภาคผนวกท่ี 4
สมรรถนะตามเปา้ ประสงค์หลักในแต่ละระดบั ของการฝกึ อบรมตามเกณฑ์
หลักสูตรฝึกอบรมแพทย์ประจำบา้ นสาขาเวชศาสตรป์ อ้ งกนั แขนงสุขภาพจติ ชมุ ชน
EPA (Entrustable professional activities)
การจดั ลำดบั EPA
ระดับ 1 (L1) คอื สามารถปฏิบตั ิไดเ้ องภายใตก้ ารควบคมุ ของอาจารยอ์ ย่างใกล้ชิด
ระดับ 2 (L2) คือ สามารถปฏิบัตไิ ด้เองภายใตก้ ารช้แี นะของอาจารย์
ระดับ 3 (L3) คอื สามารถปฏิบตั ิไดเ้ องโดยมอี าจารย์ใหค้ วามชว่ ยเหลือเมือ่ ต้องการ
ระดับ 4 (L4) คือ สามารถปฏิบัติไดเ้ องและอาจควบคุมผู้ท่ีมปี ระสบการณ์นอ้ ยกว่าให้ปฏิบตั ิได้
ลำดับท่ี EPA ชน้ั ปที ่ี 1 ชัน้ ปีท่ี 2 ชัน้ ปที ่ี 3
EPA 1 การสง่ เสริมสขุ ภาพจิต (Universal prevention by L2 L4 L4
promotion in mental health) L2 L4 L4
EPA 2 1.1 สามารถรวบรวมข้อมูลสถานการณ์สขุ ภาพจิต L2 L4 L4
1.2 สามารถวิเคราะห์ สงั เคราะห์ข้อมลู สขุ ภาพจิต และ L2 L3 L4
เทคโนโลยีท่ีเก่ยี วข้องในการส่งเสรมิ สขุ ภาพจติ L2 L3 L4
1.3 สามารถวางแผน และดำเนินการสง่ เสรมิ สขุ ภาพจติ L2 L3 L4
1.4 สามารถกำกบั ตดิ ตาม และประเมินผลการส่งเสรมิ L2 L3 L4
สุขภาพจิต
1.5 สามารถปรบั ปรุง และพัฒนาการดำเนินงานสง่ เสรมิ L2 L3 L4
สุขภาพจติ L2 L3 L4
การปอ้ งกนั ปัญหาสุขภาพจิตและโรคจิตเวช (Selective L2 L3 L4
prevention in mental problems and mental L2 L3 L4
disorders) ผู้มปี ัญหาสขุ ภาพจิตและโรคจติ เวชท่ีพบบอ่ ย
ในภาวะปกติ
2.1 สามารถค้นหา ประเมนิ ปัญหาสุขภาพจติ และโรคจติ เวช
ทพ่ี บบ่อย
2.2 สามารถวเิ คราะหแ์ ละจัดลำดับความสำคญั ของปัญหา
สุขภาพจิตและโรคจติ เวช ที่พบบอ่ ย
2.3 สามารถวางแผน ดำเนินการปอ้ งกนั และจดั การปญั หา
สขุ ภาพจติ และโรคจิตเวช ท่ีพบบอ่ ย
2.4 สามารถให้บรกิ ารจติ สงั คมแก่บุคคล ครอบครวั และชุมชน
ทมี่ ปี ัญหาสขุ ภาพจติ และโรคจิตเวชที่พบบ่อย
ลำดบั ท่ี EPA ช้นั ปีท่ี 1 ชนั้ ปที ี่ 2 ช้นั ปที ่ี 3
EPA 3 การประเมนิ วนิ ิจฉยั และบำบัดฟืน้ ฟผู ูม้ ีปญั หาสขุ ภาพจิต L2 L3 L4
และโรคจิตเวชท่พี บบ่อย (Indicated prevention in
common mental health problems and mental
health disorders management)
3.1 สามารถตรวจวินิจฉัยปญั หาสขุ ภาพจิตและโรคจิตเวชที่ L2 L3 L4
พบบ่อย
3.2 สามารถวางแผนการบำบัดรักษาและฟ้ืนฟผู ้มู ีปัญหา L2 L3 L4
สุขภาพจติ และโรคจิตเวชที่พบบ่อย
3.3 สามารถใหบ้ ริการจิตสังคมแกผ่ ู้ป่วยจิตเวช และญาติ L2 L3 L4
- EPA4 สามารถวิเคราะห์และจดั ลำดบั ความสำคญั วางแผน L2 L3 L4
ดำเนินการ จัดการปัญหาสขุ ภาพจิตทพ่ี บบ่อยในชุมชน
(Mental health gap) ได้อยา่ งเหมาะสม
EPA 5 การให้การส่งเสริมพัฒนาการเดก็ ส่งเสริมสุขภาพจติ และ L2 L3 L4
ปอ้ งกนั ปัญหาสุขภาพจติ ในเด็ก และแมต่ ั้งครรภแ์ ละหลัง
คลอด รวมท้ังประเมิน วินิจฉัยปญั หาสขุ ภาพจิตและจิตเวช
ทพี่ บบ่อย และจดั บริการเพื่อการดูแลชว่ ยเหลืออยา่ งเปน็
ระบบ
5.1 สามารถคน้ หา ประเมินภาวะปญั หาพฒั นาการเด็ก L2 L3 L4
5.2 สามารถวเิ คราะหแ์ ละจดั ลำดบั ความสำคญั ของปัญหา L2 L3 L4
พฒั นาการเด็ก
5.3 สามารถวางแผน ดำเนนิ การปอ้ งกนั จดั การปัญหาและ L2 L3 L4
การส่งเสรมิ พฒั นาการเด็กและการให้คำแนะนำแกภ่ าคี
เครอื ข่ายในการดำเนินงานเพ่ือการส่งเสริมพัฒนาเด็ก
5.4 สามารถติดตาม ประเมินผลการดำเนนิ งานการสง่ เสริม L2 L3 L4
การปอ้ งกันและจัดการปัญหาพฒั นาการเด็ก
5.5 สามารถเผยแพร่ สื่อสาร นำเสนอ ใหข้ ้อมูลแก่บุคคล L2 L3 L4
ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม เครือข่าย องคก์ รหน่วยงานภาครฐั
และเอกชนทเ่ี กีย่ วข้องอย่างเหมาะสม
EPA 6 การให้การส่งเสรมิ สขุ ภาพจิต และป้องกันปัญหาสขุ ภาพจติ L2 L3 L4
เดก็ และวัยรุ่น รวมท้ังการประเมนิ วนิ ิจฉยั ปญั หา
สขุ ภาพจติ และจติ เวชที่พบบ่อย และจดั บรกิ ารเพ่ือการดูแล
ชว่ ยเหลอื อยา่ งเปน็ ระบบ
ลำดบั ท่ี EPA ชัน้ ปที ่ี 1 ช้ันปที ี่ 2 ช้ันปที ่ี 3
EPA 7 6.1 สามารถค้นหา ประเมนิ ภาวะปญั หาสุขภาพจิตเดก็ และ L2 L3 L4
EPA 8 วยั ร่นุ L2 L3 L4
6.2 สามารถวิเคราะห์และจดั ลำดบั ความสำคญั ของปญั หา L2 L3 L4
สุขภาพจติ เดก็ และวยั รนุ่
6.3 สามารถวางแผน ดำเนนิ การป้องกนั จัดการปัญหา L2 L3 L4
สุขภาพจิตเด็กและวยั รนุ่ และการให้คำแนะนำแก่ภาคี L2 L3 L4
เครอื ข่ายในการดำเนินงาน
6.4 สามารถติดตาม ประเมินผลการดำเนนิ งานการส่งเสริม L2 L3 L4
การปอ้ งกนั และจดั การปัญหาสขุ ภาพจิตเด็กและวยั รนุ่
6.5 สามารถเผยแพร่ ส่ือสาร นำเสนอ ใหข้ ้อมลู แก่บคุ คล L2 L3 L4
ครอบครัว ชุมชน สงั คม เครือขา่ ย องค์กรหน่วยงานภาครัฐ L2 L3 L4
และเอกชนที่เก่ียวข้องอยา่ งเหมาะสม L2 L3 L4
การให้การสง่ เสรมิ สุขภาพจิต และปอ้ งกันปัญหา L2 L3 L4
สุขภาพจติ ในวยั ทำงานทัง้ ในสถานประกอบการและบรบิ ท L2 L3 L4
อื่นนอกสถานประกอบการ รวมทั้งการประเมนิ วนิ ิจฉยั
ปญั หา และจดั บริการเพอ่ื การดแู ลช่วยเหลืออย่างเปน็ L2 L3 L4
ระบบ
7.1 สามารถค้นหา ประเมนิ ภาวะปัญหาสขุ ภาพจติ วัยทำงาน L2 L3 L4
7.2 สามารถวเิ คราะห์และจดั ลำดับความสำคัญของปญั หา
สุขภาพจิตวยั ทำงาน
7.3 สามารถวางแผน ดำเนนิ การป้องกนั จดั การปัญหา
สขุ ภาพจติ วยั ทำงาน
7.4 สามารถตดิ ตาม ประเมนิ ผลการดำเนินงานการส่งเสริม
การป้องกนั และจัดการปญั หาสขุ ภาพจิตวัยทำงาน
7.5 สามารถเผยแพร่ สื่อสาร นำเสนอ ใหข้ ้อมูลแกบ่ ุคคล
ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม เครือขา่ ย องค์กรหนว่ ยงานภาครฐั
และเอกชนทเ่ี กย่ี วข้องอย่างเหมาะสม
การให้การสง่ เสรมิ สขุ ภาพจิต และป้องกนั ปัญหา
สุขภาพจิตผสู้ ูงอายรุ วมท้ังการประเมิน วนิ จิ ฉัยปญั หา
สุขภาพจิตและจิตเวชที่พบบ่อย และจัดบริการเพ่อื การ
ดูแลช่วยเหลอื อย่างเป็นระบบ
8.1 สามารถค้นหา ประเมนิ ภาวะปัญหาสุขภาพจิตวยั สงู อายุ
ลำดับท่ี EPA ชัน้ ปีท่ี 1 ช้นั ปีที่ 2 ชั้นปที ่ี 3
EPA 9 8.2 สามารถวเิ คราะหแ์ ละจัดลำดบั ความสำคญั ของปัญหา L2 L3 L4
สขุ ภาพจติ วัยสงู อายุ L2 L3 L4
EPA 10 8.3 สามารถวางแผน ดำเนนิ การปอ้ งกนั จัดการปัญหา L2 L3 L4
สุขภาพจิตวัยสูงอายแุ ละการใหค้ ำแนะนำแก่ภาคีเครือข่ายใน L2 L3 L4
การดำเนนิ งาน L2 L3 L4
8.4 สามารถติดตาม ประเมนิ ผลการดำเนินงานการสง่ เสริม
การปอ้ งกนั และจัดการปญั หาสขุ ภาพจติ วัยสูงอายุ L2 L3 L4
8.5 สามารถเผยแพร่ สื่อสาร นำเสนอ ให้ข้อมูลแกบ่ คุ คล
ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม เครือขา่ ย องคก์ รหนว่ ยงานภาครฐั L2 L3 L4
และเอกชนท่ีเกย่ี วข้องอย่างเหมาะสม
การประเมนิ และจดั การภาวะฉกุ เฉินทางสขุ ภาพจติ และจิต L2 L3 L4
เวช และการดแู ลเยียวยาดา้ นจติ ใจในภาวะวกิ ฤติ
(Mental health crisis management) ท้ังจากภัยพิบัติ L1 L3 L4
ธรรมชาติและจากนำ้ มือมนษุ ย์(natural and man-
made disaster)
9.1 สามารถดำเนินการสง่ เสรมิ สขุ ภาพจติ (Universal
Prevention) ในภาวะวกิ ฤต (Mental health crisis
management) ทง้ั จากภัยพิบตั ิธรรมชาตแิ ละจากน้ำมือ
มนุษย(์ natural and man-made disaster)
9.2 สามารถดำเนินการป้องกันปญั หาสขุ ภาพจิตและโรคจิต
เวช (Selective Prevention) ผูม้ ปี ัญหาสขุ ภาพจติ และโรค
จิตเวชในภาวะวกิ ฤต (Mental health crisis
management) ทั้งจากภยั พิบตั ธิ รรมชาติและจากนำ้ มือ
มนษุ ย(์ natural and man-made disaster)
9.3 สามารถใหก้ ารบำบัดรกั ษาและฟนื้ ฟู (Indicated
Prevention) ผู้มปี ญั หาสุขภาพจิตและโรคจติ เวชท่ีพบบ่อย
ในภาวะวกิ ฤต (Mental health crisis management) ทัง้
จากภยั พิบตั ธิ รรมชาติและจากนำ้ มือมนษุ ย์(natural and
man-made disaster)
การสื่อสารและให้เกิดความรู้ ความเขา้ ใจดา้ นสขุ ภาพจติ
(mental health literacy) และการดำเนนิ การเพ่ือลด
stigma and discrimination
ลำดับท่ี EPA ชัน้ ปีท่ี 1 ชั้นปีท่ี 2 ชั้นปที ่ี 3
EPA 11 10.1 มีทักษะปฏิสมั พันธแ์ ละการส่อื สารกบั ผู้รว่ มปฏิบัตงิ าน L1 L3 L4
EPA 12 ผ้ปู ่วย ครอบครวั ชมุ ชนและสงั คม เพอื่ ใหเ้ กดิ ความรคู้ วาม
เขา้ ใจและลด stigma discrimination L1 L3 L4
10.2 มที กั ษะการเป็นผู้นำและทักษะการทำงานเป็นทีม L1 L3 L4
รว่ มกบั ทีมสหวิชาชพี บคุ ลากรสุขภาพในชุมชน
10.3 มีแนวทาง และทกั ษะในการเผยแพร่ สื่อสาร ให้ขอ้ มลู L1 L3 L4
งานสุขภาพจิตตามกลุ่มเป้าหมาย เชน่ บคุ ลากรทาง
การแพทยแ์ ละการสาธารณสุข เครอื ข่าย องคก์ รและ L1 L3 L4
หนว่ ยงานทง้ั ภาครัฐและเอกชนทีเ่ กยี่ วข้อง
10.4 วิเคราะห์ ช่องทาง โอกาสและแนวทางทเี่ หมาะสมใน L2 L3 L4
การส่ือสาร ใหข้ ้อมลู งานสุขภาพจิตได้อย่างถูกต้อง มี L2 L3 L4
ประสิทธิภาพ โดยไม่สง่ ผลกระทบทางลบตอ่ ผู้เกีย่ วขอ้ ง L2 L3 L4
10.5 ทักษะการให้การปรึกษา และการให้คำแนะนำบุคลากร
สุขภาพ แพทย์เวชปฏบิ ตั ิ ภาคเี ครอื ข่ายดา้ นสาธารณสุขใน L2 L3 L4
ชุมชนและสังคม ในประเดน็ ต่างๆ เชน่ ดา้ นเวชศาสตร์
ป้องกนั สุขภาพจิต ด้านกฎหมายท่เี ก่ียวข้อง L2 L3 L4
การใหบ้ ริการทางจิตสังคมท้ังต่อบคุ คล ครอบครัว ชุมชน L2 L3 L4
11.1 สามารถใหส้ ุขภาพจติ ศึกษาแก่บุคคล ครอบครัว ชุมชน L1 L2 L3
11.2 สามารถให้บริการดูแลจิตใจ ประคบั ประคองจิตใจ ให้ L1 L2 L3
คำปรึกษาแนะนำแก่ผูป้ ว่ ยและญาติ ทงั้ แบบรายบุคคลและ
แบบกลุ่ม
11.3 สามารถให้คำแนะนำเทคนิคการปรับพฤติกรรม การ
จัดการกับความเครียด การลดพฤติกรรมเสยี่ งเพอื่ การมี
สุขภาพจิตท่ดี แี ก่บคุ คล ครอบครัว ชุมชน
11.4 สามารถให้คำแนะนำแก่ภาคีเครือข่ายในการดำเนนิ งาน
การให้บริการทางจิตสังคมทง้ั ตอ่ บคุ คล ครอบครัว ชมุ ชน
11.5 สามารถติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานการ
ให้บริการทางจติ สังคมทง้ั ต่อบุคคล ครอบครัว ชมุ ชน
การใช้เทคโนโลยกี ารดำเนนิ งานสุขภาพจติ ในชุมชน
12.1 สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีการดำเนินงานสุขภาพจติ
เครอื่ งมือประเมินสขุ ภาพจติ ต่าง ๆ ทงั้ ในระดับบคุ คล
ครอบครวั ชมุ ชน และประชาชน ไดอ้ ย่างเหมาะสม